สำรวจทำเลโรงแรม-ที่พักยังว่าง รอบพื้นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 19:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516764

สำรวจทำเลโรงแรม-ที่พักยังว่าง รอบพื้นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

แม้จะเหลือระยะเวลาอีก 1 เดือน จะถึงช่วงการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (วันที่ 25-29 ต.ค.) แต่ขณะนี้โรงแรมที่พักโดยรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยเฉพาะละแวกถนนข้าวสารได้ถูกประชาชนจับจองเต็มหมดแล้ว

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าบริเวณถนนข้าวสารและซอยรามบุตรตรี เกือบทั้งหมด 1,000 ยูนิต ถูกคนไทยจองเต็มหมดตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าห้องพักบริเวณย่านอื่นในเขตพระนครที่มีกว่า 8,000 ยูนิต น่าจะมีอัตราการจองไม่ต่ำกว่า 80-90% โดยพื้นที่ที่คาดว่ายังคงมีห้องพักว่างอยู่ได้แก่

-สามเสน

-หัวลำโพง

-เยาวราช

-ฝั่งธนบุรี

ขณะที่การจราจรโดยรอบพื้นที่จะมีการปิดการจราจรเป็นวงกว้าง แต่มีการจัดรถโดยสารไว้บริการรอบนอก เพื่อนำคนเข้ามายังในพื้นที่

นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร แนะนำผู้ที่จะเดินทางมาที่สนามหลวงว่า ควรเลี่ยงนำรถส่วนตัว และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปิดการจราจรสามารถสอบถามที่ สน.ชนะสงคราม และ สน.พระราชวัง

ด้าน ชาตรี รองเมือง ผู้บริหารที่พัก ยูม่า เรสซิเด็นซ์ บริเวณศรีย่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้องพักช่วงเวลา 25-29 ต.ค. ยังเหลือประมาณ 60-70 % จากทั้งหมด 135 ห้อง คาดการณ์ว่าช่วงใกล้วันงานอาจถูกจองจนเต็ม เนื่องจากลูกค้าต่างชาติจำนวนมากมักเข้ามาพักในช่วงปลายเดือน ต.ค. เพื่อมาเที่ยวพักผ่อนในช่วงไฮซีซั่น  จึงขอแนะนำว่าหากประชาชนสนใจ ควรจองที่พักบริเวณละแวกรอบๆ เช่น ศรีย่าน สามเสน ถนนจรัญสนิทวงศ์ หรือแถวฝั่งธนบุรี ตั้งแต่เนิ่นๆ

จากที่คุยกับเพื่อนผู้ประกอบการ รอบสนามหลวงเกือบเต็มแล้ว เพราะช่วงเดือน ต.ค. เป็นช่วงท่องเที่ยวของต่างชาติ ปกติลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 50% ก็เป็นต่างชาติ เพราะฉะนั้นคนไทยควรรีบจองโดยเร็ว”

 

 

ด้าน ผู้ประกอบการที่พัก ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้องพักในพื้นที่ยังมีเหลือ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงเต็ม เพราะการเดินทางด้วยรถจากถนนจรัญสนิทวงศ์ไปสนามหลวงไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้น จึงอยากแนะนำผู้ที่สนใจหาที่พักช่วงเวลาดังกล่าว เลือกพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสนามหลวง ซึ่งใช้เวลาไม่นาน แต่สะดวกสบายกว่า

เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ย่านวังหลัง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ห้องพักเหลือเพียงห้องเดียว ส่วนห้องพักบริเวณใกล้เคียง เริ่มทยอยเต็มแล้ว ฉะนั้นหากต้องการที่พักแนะนำให้เลือกพื้นที่รอบนอกเขตสนามหลวง ซึ่งอาจยังคงพอมีห้องพักเหลือ เช่น ปิ่นเกล้าหรือถนนจรัญสนิทวงศ์

คำแนะนำการเดินทางแก่ประชาชนด้วยระบบขนส่งสาธารณะของรัฐบาล ในช่วงพระราชพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

 

บทสรุป”ม็อบการเมือง”หนีไม่พ้นคุกตะราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 07:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516702

บทสรุป"ม็อบการเมือง"หนีไม่พ้นคุกตะราง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มเห็นการขับเคลื่อนของกระบวนการยุติธรรมเดินเครื่องตัดสินผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏชัดในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่การดำเนินคดีกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 หลังศาลจังหวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษายืนให้จำคุก อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. พร้อมพวกรวม 13 คน เป็นเวลา 4 ปี  ฐานบุกรุกเข้าไปก่อความวุ่นวายในการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 และคัดค้านการประกันตัวชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าอาจหลบหนี

ถัดมาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ศาลฎีกาตัดสินจำคุก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332  กรณีปราศรัยกล่าวหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552

ต่อมาเป็นการดำเนินคดีก่อการร้ายกับแกนนำ นปช. 19 คน อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เคลื่อนไหวระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค. 2553 โดยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ร่วมต่อต้านรัฐบาล
และบังคับขู่เข็ญอภิสิทธิ์ให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ศาลได้รับเรื่องไว้พิจารณา

สำหรับการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งรัชดาภิเษกยกคำร้อง 13 แกนนำ อาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งขอขยายระยะเวลาฎีกาในคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เป็นจำนวนเงิน 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จากกรณีร่วมกันปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551

ส่วนคดีอาญาปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง, สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ กับผู้ชุมนุม รวม 98 คน ต่อศาลอาญานั้น โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์และรอสืบพยานอีกครั้งเดือน มี.ค. 2561

นอกจากนี้ คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้นัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 358, 362 และ 365 ทว่า พล.ต.จำลอง จำเลยที่ 1 มีอาการป่วย ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไป ก่อนศาลพิจารณาแล้วกรณีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตไปเป็นวันที่ 19 มิ.ย. 2560

เมื่อถึงวันดังกล่าว สมเกียรติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้เดินทางมาฟังเนื่องจากป่วยลักษณะคล้ายโรคบ้านหมุน โดยทนายได้ยื่นสำเนาใบรับรองแพทย์ แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่น่าเชื่อ จึงออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาพร้อมให้ปรับนายประกันเต็มจำนวน 2 แสนบาท และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปในวันที่ 24 ก.ค. และท้ายสุดมีคำพิพากษาให้จำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่ทนายความใช้หลักทรัพย์ยื่นประกันตัว

ขาดไม่ได้กับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวกรวม 48 คน ในข้อหากบฏหลังรวมตัวชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยได้มีการยื่่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2557

ทว่าดีเอสไอยังไม่มีการสอบสวน จึงให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปดำเนินการสอบและสรุปสำนวนให้ครบตามขั้นตอน เพื่อส่งสำนวนคดีกลับมาให้อัยการเพื่อสั่งคดีและรวมยื่นฟ้องเป็นคดี

 

เปิดพื้นที่ ยุติธรรม สร้าง ‘โอกาส’ ให้ผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516381

เปิดพื้นที่ ยุติธรรม สร้าง 'โอกาส' ให้ผู้พิการ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การดึง “ผู้พิการ” เข้าสู่ตลาดแรงงานนับเป็นส่วนสำคัญในการให้โอกาสมอบพื้นที่ได้แสดงศักยภาพของผู้พิการ ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้พิการแต่ยังสามารถประกอบอาชีพได้เหมือนคนปกติ กระทรวงยุติธรรม โดย ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เล่าว่า ทางกระทรวงรับผู้พิการเข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ ของหน่วยงานทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ฝ่ายนิติกร ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ฝ่ายธุรการ รับโทรศัพท์ ฝ่ายรับเรื่องร้องทุกข์ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่กระทรวงให้ผู้พิการเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีโครงการเปิดตลาดนัดทุกวันจันทร์ให้คนพิการเข้ามาขายสินค้าสร้างรายได้ให้ผู้พิการ ครอบคลุมไปกับกลุ่มข้าราชการที่สัดส่วนรายได้อาจไม่มากนัก ให้เข้ามาขายสินค้าสร้างรายได้ต่อไปด้วย โครงการนี้อยู่ระหว่างการดูรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เกิดความพร้อมและสมบูรณ์

“พอมีพื้นที่และเปิดตลาดได้เมื่อไหร่ก็จะประกาศให้กลุ่มคนพิการทราบ และให้เข้ามาขายสินค้าในกระทรวงยุติธรรม โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นคนพิการกลุ่มไหน ทุกคนสามารถเข้ามาขายของได้หมด”

ธวัชชัย ยังมองศักยภาพของผู้พิการว่า คนพิการคือคนปกติเพียงแต่ว่าอาจทำบางด้านไม่ได้เท่าคนปกติ แต่อาจทำบางด้านได้ดีกว่าคนปกติ เช่น คนพิการตาบอดหลายคนมองน่าสงสาร แต่จริงๆ แล้วอาจมองเห็นเท่ากับคนปกติในโลกของเขา มีจินตนาการมีสีสันหาความสุขได้เช่นกัน เชื่อว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพที่ดีอย่างแน่นอน บริหารบนจุดแข็งของคน อย่าไปบริหารจุดอ่อน

“อย่างผู้พิการบางคนที่รับมาก็ให้คำปรึกษาทางกฎหมายได้ เพราะสมองและปากไม่ได้เสีย เขาแค่เดินไม่ได้ แต่มือยังดีอยู่ นั่นเองก็จะทำให้คนพิการไม่เป็นภาระทางสังคม”

อย่างไรก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดของผู้พิการคือการ “ขาดโอกาส” และ “ขาดพื้นที่” ที่ทำให้คนเหล่านี้อาจดูเป็นภาระ ในอีกไม่กี่ปีสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง “ถือเป็นน้องๆ ผู้พิการเช่นกัน” ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ผู้พิการ ดังนั้นสาธารณูปโภคต้องรองรับคนเหล่านี้เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระใคร และจะเป็นโลกของคนปกติ ทุกวันนี้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องอดทนต่อสู้กับคำถากถางที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองว่าด้อยค่า ดังนั้นเราควรเปิดโอกาสให้คนพิการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามมาตรา 33 ในอัตราส่วน 1:100 คน ถือเป็นภาคบังคับหน่วยงานรัฐ แต่ถ้าเป็นเอกชนหากไม่มีการจ้างงานคนพิการสถานประกอบการก็จะต้องส่งเงินกองทุนสนับสนุนคนพิการทุกปี ข้อมูลจำนวนผู้ปฏิบัติงานในปี 2559 ที่ผ่านมาของกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการจ้างผู้พิการเข้าทำงานจำนวน 17 คน จากจำนวนคนที่ต้องจ้างเพิ่ม 245 คน ซึ่งจำนวนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดมี 26,231 คน

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ขยายภาพผู้พิการในปัจจุบันว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้พิการในไทยที่ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านคน และคาดว่ายังมีกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนอีก 3 แสนคน คนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี) 8 แสนคน ในจำนวนผู้พิการนี้ จากการสำรวจพบประมาณ 5 แสนคน ที่ยังไม่ได้ทำงาน

ในส่วนนี้ยังพบว่าร้อยละ 90 ของทุกช่วงอายุผู้พิการ พบว่า คนพิการจบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะทำงานในเอกชนหรือราชการแทบหมดโอกาส จึงถือเป็นปัญหาใหญ่มากเรื่องการศึกษา สาเหตุมาจากเข้าไม่ถึง รวมถึงสังคมไทยเมื่อเด็กพิการผู้ปกครองจึงกลัวว่าลูกจะโดนล้อเลียนเลยตัดสินใจไม่ส่งลูกเรียนต่อ

สรัญญา ทองมณี นักบริหารจัดการยุติธรรม พนักงานราชการ กระทรวงยุติธรรม เล่าความรู้สึกว่า ด้วยภาวะร่างกายที่มีความพิการเดินไม่ได้ทำให้ต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอดเวลา ทุกวันนี้ต้องเดินทางไปกลับทำงานด้วยรถแท็กซี่สาธารณะเป็นประจำ จากที่พักย่านประชาชื่นมาถึงศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะนานกว่า 4 ปี ถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่สมบูรณ์เหมือนใครหลายคนก็ตาม

“ยอมรับว่าตอนนี้เลยจุดท้อแท้ทางร่างกายมาแล้ว จึงอยากฝากถึงผู้พิการคนอื่นๆ ว่าต้องเปิดใจรับสังคมแวดล้อมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นให้ได้ อุปสรรคมีทุกคนแต่เราอาจจะเยอะกว่าคนอื่น มันเป็นแล้วก็ต้องทำใจ”

ท้ายสุด สรัญญา ฝากถึงผู้พิการหลายๆ คนว่า เรื่องสำคัญที่สุดคือการเรียนการศึกษาที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ต้องเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องเป็นผู้ให้บ้างอย่าเป็นผู้รับฝ่ายเดียว รวมถึงไม่ควรร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ควรเริ่มต้นช่วยเหลือตัวเองก่อน ถ้าอยากมีอนาคตเจริญก้าวหน้าต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน

 

ย้อนรอย “ทพญ.ดลฤดี” เรื่องราวของคนหนีชดใช้ทุนรัฐบาล 24 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515835

ย้อนรอย "ทพญ.ดลฤดี" เรื่องราวของคนหนีชดใช้ทุนรัฐบาล 24 ล้าน

ย้อนเส้นทางประเด็นดราม่า ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ไม่ใช้ทุนรัฐบาลกว่า 24 ล้าน จนกลายเป็นภาระให้ผู้อื่น

เรื่องราวของ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อศึกษาจบแล้วไม่ยอมกลับมาใช้ทุนรัฐบาล คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 24 ล้านบาท จนเป็นเรื่องฟ้องร้องและทำให้แพทย์ที่ค้ำประกันต้องจ่ายชดใช้หนี้แทน กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจาก ทันตแพทยสภามีมติ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ทพญ.ดลฤดี”

โดยทันตแพทยสภาเห็นว่า ทพญ.ดลฤดี ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม ขณะเดียวกันได้แต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติการเป็นสมาชิกทันตแพทยสภาของ ทพญ.ดลฤดี กรณีประพฤติเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทันตกรรม

วันนี้โพสต์ทูเดย์พาย้อนลำดับเหตุการณ์ดราม่า “ทพญ.ดลฤดี ผู้หนีทุน” ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในอดีต

19 ม.ค. 2559 ประเด็นดราม่าปวดใจ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกันให้ ทพญ.ดลฤดี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความอัดอั้น ตีแผ่ให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่าคนที่มีการศึกษาดี มีชาติตระกูล ใช่จะโกงไม่ได้

“สิ้นสุดสักทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน นางสาว….อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมซึ่งเข้ามาเรียนที่มหิดลในฐานะคนรู้จักแต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพ จึงยอมค้ำประกันร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงานและเพื่อนอีกคนของนางสาว….หวังว่าเขาจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

“แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่า ไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่เขาทำงานเป็นนักวิจัยที่ ม.ฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ตเมนต์หรูหราในอเมริกา เขาทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอน และสนับสนุนให้ได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเขาและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เขาเคยโทรหาผมแค่ครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน”

หลังกลายเป็นกระแสอย่างกว้างขวาง ทพ.เผด็จ ให้สัมภาษณ์ให้กับหลายสื่อถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน สรุปรวมความได้ว่า สมัยนั้น ทพ.เผด็จ เป็นข้าราชการสาธารณสุข ได้ไปค้ำประกันให้กับอาจารย์คนดังกล่าว ร่วมกับผู้ค้ำประกันอีก 3 ราย เป็นอาจารย์ของดลฤดี 2 คน และเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพราะเห็นตรงกันว่าหากดลฤดี เรียนจบจะได้กลับมารับใช้ประเทศชาติ จึงยอมเซ็นค้ำประกัน แต่เมื่อเธอหนีทุนไม่กลับ ผู้ค้ำประกัน ทั้ง 4 ราย ต้องร่วมกันชดใช้หนี้ ที่ต้องใช้เป็นเงิน 30 ล้านบาท แต่ได้ไปทำเรื่องขอต่อรองเหลือจ่ายเงินต้นไม่รวมค่าปรับอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท

ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ

ต่อมา ทพ.เผด็จ  ได้ตั้งทนายพร้อมส่งจดหมายไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่าอาจารย์คนดังกล่าวได้ตั้งทนายสู้คดี ส่วนทางด้านม.ฮาร์วาร์ดมีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้ ทำให้ทพ.เผด็จ กลับมาคิดว่าคงสู้คดีไม่ไหว เพราะต้องบินไปเมืองนอก มีค่าใช้จ่าย และคงไม่ทำอะไรแล้วปล่อยให้เป็นบทเรียนไป

อีกเรื่องที่ ทพ.เผด็จ ผิดหวังคือ ต้นสังกัดเดิมของดลฤดี คือ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมองว่าไม่ได้จริงจังกับการชำระสะสางปัญหา เเละไม่ได้ใส่ใจที่จะรับรู้ติดตามทวงหนี้ดลฤดี ทำให้ผู้ค้ำประกันทุกคนต่างเดือดร้อนถึงขนาดต้องนำบ้านไปจำนองและยื่นกู้ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้คืนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2559  เพราะหากไม่จ่ายจะโดนยึดทรัพย์

เหยื่ออีกรายอย่าง “ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ” รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ต้องชดใช้หนี้กว่า 2 ล้านบาทแทน ทพญ.ดลฤดี  โดยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราว่า เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากเกินไป ตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้เนื่องจากเห็นว่าภาควิชาไม่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์การศึกษาขั้นสูงสุดเลย ถ้าเขาได้ไปเรียนต่อและกลับมารับใช้ประเทศชาติ จะถือเป็นเรื่องดี

 

ม.ค. – ก.พ. ช่วงเวลานั้นโลกออนไลน์พากันขุดคุ้ยเเละเเชร์ข้อมูลส่วนตัวของ ทพญ.ดลฤดี อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ระบุชื่อและประวัติของเธอเอาไว้ว่า ดลฤดี จำลอง Dolrudee Porche Jumlon จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่น 46   อดีต อจ. คณะทันตแพทยศาสตร์ ม. มหิดล ที่ทำงานปัจจุบัน Harvard School of Dental Medicine 188 Longwood Ave, Boston, MA 02115

ทพญ.ดลฤดี ได้ซื้อบ้านในเมืองนิวตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ.2557

ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาอย่างฮาร์วาร์ด และเธอยังมีคลินิกทันตแพทย์เป็นของตัวเอง

หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก ทพญ.ดลฤดี ได้ส่งข้อความหา ทพ.เผด็จ  โดยระบุว่า  ได้บอกผู้ค้ำประกันหลายรอบแล้วว่าจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้ทั้งหมด และยังพยายามหาเงินมาคืนให้อยู่ พร้อมกันนี้ยังได้ขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับด้วย

3 ก.พ. 2559 ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)  แถลงว่า สกอ.ได้ส่งเรื่องการฟ้องล้มละลาย ทพญ.หญิง ดลฤดี ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2548 ขณะนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องล้มละลายต่อศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2558 คดีหมายเลขดำ ที่ ล.3603/2558 ทพญ.ดลฤดีจะต้องชดใช้หนี้ขณะนี้มีจำนวน 30 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7 ดังนั้นยอดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เเละถ้าจำเลยไม่มาศาลก็ถือเป็นการขัดขืนหมายเรียก ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้ออกหมายจับ ทั้งนี้หลังจากผ่านกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ และศาลได้พิพากษาจนตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จากนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี

23 ส.ค.2559 กรมบังคับคดี ได้ส่งคำสั่งศาลล้มละลายกลางสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด น.ส.ดลฤดี เพื่อให้ชดใช้ทุนหลังผิดสัญญารับทุนรัฐบาลศึกษาวิชาต่างประเทศ ตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นไปตามคำสั่งศาล

20 ก.ย.2560 ทันตแพทยสภามีมติ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ทพญ.ดลฤดี” โดยอดีตเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทพ.เผด็จ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

“สิ่งที่ผมอยากให้ทำต่อคือขอผลการตัดสินเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทนายเป็นข้อมูลในการฟ้องร้องต่อไป และนำส่งผลการตัดสินไปที่ทันตแพทยสภาแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ดลฤดี ทำงานอยู่ซึ่งน่าจะมีผลต่อการทำprivate clinic ของเธอบ้าง แม้ผลแห่งคำสั่งนี้ดลฤดีจะไม่สนใจเพราะคงไม่คิดกลับเมืองไทยแล้ว แต่ก็เป็นบรรทัดฐานบทลงโทษแก่ทันตแพทย์ที่คิดจะทำแบบนี้ในอนาคตว่า คงยากที่หากจะกลับมาทำงานที่เมืองไทย และขอบคุณสื่อมวลชนที่ยังติดตามข่าว และขอบคุณพี่น้องชาวไทยทั้งในและต่างประเทศที่ยังติดตามและให้กำลังใจครับ สิ่งที่เราต้องรอคือผลจากกรมบังคับคดีเพื่อรอผลการตัดสินสุดท้ายต่อไปครับ”

สิ่งที่ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ทำไว้ กำลังไล่ล่าเเละติดตัวเธอไปตลอดกาล

 

“รอนานแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย”ขอเพียงได้กราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 20:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515462

"รอนานแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย"ขอเพียงได้กราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย...

โดย..ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

เหลือระยะเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ที่พสกนิกรชาวไทยจะได้เข้ากราบถวายบังคมเบื้องหน้า พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เนื่องจากสำนักพระราชวังได้ประกาศอนุญาตให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพฯถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นวันสุดท้าย เพื่อเตรียมจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

หลังมีประกาศดังกล่าวออกมา มีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อเข้ากราบถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้าย

โพสต์ทูเดย์รวบรวมความรู้สึกช่วงเวลาสุดท้ายที่พสกนิกรชาวไทยจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดพ่อแห่งแผ่นดิน มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบ

พร เรืองสุวรรณ ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้ากราบพระบรมศพและร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถึง 21 ครั้ง เล่าทั้งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติว่า ทุกครั้งที่เดินมารู้สึกดีใจมาก แต่ถ้าไม่ได้มาก็จะสวดมนต์ถึงพระองค์ที่บ้าน พร้อมระลึกว่า “พ่อ ขอให้พ่อไปสู่สวรรคาลัย อยากให้พ่อรับรู้ว่าลูกคิดถึง ขอให้พ่อมองลงมา ดูประชาชน ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข บ้านเมืองสงบ”

ป้าพร บอกว่า พระองค์เปรียบเสมือนเทพ ที่คอยช่วยเหลือประชาชนไทยมาตลอด ไม่ว่าประสบปัญหาอะไร ภัยแล้งหรือน้ำท่วม พระองค์จะเดินเท้าไปช่วยประชาชน นี่จึงเป็นสิ่งตนนำหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสอนลูกหลานตลอดว่า ให้เดินตามรอยพ่อหลวง กินอยู่พอเพียง ใช้เท่าที่มี ซึ่งตั้งแต่นำหลักดังกล่าวมาใช้ ก็ไม่เคยลำบากเดือนร้อนอีกเลย

อินทิรา บัวเงิน ชาวจังหวัดนนทบุรี เล่าว่า มากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 4 ทุกครั้งเมื่ออยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศ จะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยูู่ ต้องร้องไห้ออกมา เพราะรู้สึกใจหายพร้อมกับดีใจขณะเดียวกัน  วันนี้เมื่อเหลือระยะเวลาอีกไม่กี่วัน ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าใจ แต่จะขอจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนไปตลอดชีวิต

เนื่องตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่จำความได้ พระองค์ทำงานหนักเพื่อประชาชน พยายามสั่งสอนให้คนไทยรู้ และเข้าใจถึงหลักพอเพียงที่หมายความว่า พอประมาณ ไม่มากไม่น้อย มีความเป็นระบบ ระเบียบ  มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตมาตลอด

ครอบครัวอ่อนอารี บอกว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจที่ครั้งหนึ่งได้เข้ากราบเบื้องหน้าพระองค์ แม้ใช้ระยะเวลารอกว่า 9 ชั่วโมง ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์ทำงานหนักกว่าพวกเราทุกคนมาก นี่จึงเป็นสิ่งได้นำหลักการทำงานของพระองค์มาสอนลูกว่า ยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งควรนำคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ เพราะเป็นหลักที่ทำให้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้ง่ายขึ้น แม้ต้องเจออุปสรรค

คำรณ สะอาดเอี่ยม ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อกราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เพราะก่อนหน้านี้เคยมาครั้งหนึ่ง แต่เข้าไม่ถึงจึงกลับไปก่อน วันนี้ตั้งใจที่ต้องเข้าไปกราบให้ได้ เมื่อได้ทำสมความตั้งใจ รู้สึกปลื้มปิติมาก

คำรณ บอกความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าพระองค์เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 เพราะตั้งแต่จำความได้ ท่านทำงานหนักเพื่อประชาชนไทยให้ได้มีอาชีพ มีกิน และมีความสุขมาตลอด

 

 

ทศนี-ภัทรพล รุ่งเจริญวนิช บรรยายความรู้สึกที่ได้พาครอบครัวเข้ากราบพระบรมศพว่า รู้สึกปลื้มปิติมาก เพราะส่วนตัวรู้สึกและผูกพันต่อพระองค์ เนื่องจากเป็นบ้านอยู่เขตพระนครเมื่อมีงานพระราชพิธีสำคัญ จึงมักเดินมาคอยเฝ้ารับเสด็จเป็นประจำ ประกอบกับตลอดชีวิตเห็นพระองค์สร้างคุณประโยชน์มากมายให้ประชาชน จึงคิดว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกคนรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากถึงเพียงนี้

ประนอม สิงห์คีรี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจมากที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ เพราะพระองค์คือกษัตริย์ผู้ที่เป็นแบบอย่างของคนไทยและชาวโลก แม้พระองค์สวรรคตไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรพระองค์จะเป็นกษัตริย์ในหัวใจคนไทยตลอดไป

 

 

 

 

 

“บันไดสามขั้นสุดท้าย” นับถอยหลังเข้าคูหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515395

"บันไดสามขั้นสุดท้าย" นับถอยหลังเข้าคูหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับแรกตามรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้

เนื้อหาของกฎหมาย กกต.นอกเหนือไปจากการกำหนดให้ กกต.ทั้ง 5 คนชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งไปโดยยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ 7 คนแล้ว ยังมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กกต.ขึ้นมาใหม่ที่น่าสนใจอีกด้วย

มาตรา 26 (3) กำหนดว่า “ในระหว่างการเลือกตั้ง ให้กรรมการแต่ละคนมีหน้าที่และอำนาจ เมื่อพบการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าการนั้นเป็น การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ให้มีอำนาจสั่งให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าเป็นการกระทำของบุคคลซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด บันทึกพฤติกรรมแห่งการกระทำและรวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการต่อไปได้ตามที่จำเป็น

หรือในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดำเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำนั้นก็ได้”

เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ใหม่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 ได้เขียนรองรับไว้ให้ กกต.ชุดใหม่มาทดลองใช้ด้วย กล่าวคือ เป็นการให้ กกต.มีหน้าที่ร่วมกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง

ดังนั้น เหลือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกเพียง 3 ฉบับเท่านั้น ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งแต่ละฉบับเริ่มมีความคืบหน้าเป็นลำดับ

1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง น่าจะเป็นกฎหมายลูกอีกฉบับที่น่าจะมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆ นี้ เนื่องจากเพิ่งผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือ การจัดทำเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต

การทำไพรมารีโหวตเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากพรรคการเมืองใดไม่ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งไหน พรรคการเมืองดังกล่าวจะไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ในเขตนั้นได้ เพื่อเป็นการบังคับให้พรรคการเมืองต้องสร้างกระบวนการในการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองให้มากขึ้น จากเดิมที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่เปิดโอกาส

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เป็นอีกหนึ่งในร่างกฎหมายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เริ่มลงมือเขียนไปบ้างแล้วด้วยการกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกกันเองจำนวน 20 กลุ่ม โดยจะเริ่มจากระดับอำเภอ ผู้สมัคร 1 คน มีสิทธิเลือกได้ 2 หมายเลข

จากนั้นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-5 ของแต่ละกลุ่ม ไปเลือกไขว้คนในกลุ่มอื่นให้เหลือกลุ่มละ 3 คน เพื่อให้ได้คนที่ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-3 ของแต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนระดับอำเภอ เพื่อส่งไปในระดับจังหวัดและเลือกไขว้อีกรอบหนึ่ง ให้เหลือกลุ่มละ 1 คน จากนั้นระดับประเทศจะเลือกไขว้ให้เหลือกลุ่มละ 10 คน จะได้จำนวนทั้งหมด 200 คน

3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นหัวใจของกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะจะเป็นการกำหนดวิธีการสมัคร การหาเสียง การไต่สวนทุจริตเลือกตั้ง หรือแม้แต่วิธีการคำนวณคะแนนเพื่อกำหนดจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และการเลือกตั้ง สส. ทาง กรธ.คาดหมายว่าจะส่งให้กับ สนช.ในช่วงปลายเดือน พ.ย. แต่ต้องไม่เกินวันที่ 1 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 240 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและส่งให้ สนช.พิจารณาต่อให้เสร็จภายใน 60 วัน

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในสองฉบับนี้จะไม่จบลงภายใน 60 วัน โดยอาจถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย (กรธ. สนช. และ กกต.) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติในขั้นตอนสุดท้ายอีกรวมเวลาเป็น 25 วันก่อนส่งให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ ไม่เพียงเท่านี้ อาจต้องสู้กันถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ซึ่งมาตรา 148 ของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องกรอบเวลาในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้แต่อย่างใด

แม้จะเหลือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีกเพียง 3 ฉบับ ซึ่งเปรียบเหมือนบันไดสามขั้นสุดท้ายก่อนถึงการเลือกตั้ง แต่ถ้าดูจากสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองรวมไปถึงเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมกระแสเลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นปลายปี 2561 หรือ 2562 ถึงได้หนาหูแบบนี้

 

จำกัดผู้เล่น-ขจัดคอร์รัปชัน! แก้ปัญหา”พนันฟุตบอล”ต้องทำให้ถูกกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515296

จำกัดผู้เล่น-ขจัดคอร์รัปชัน! แก้ปัญหา"พนันฟุตบอล"ต้องทำให้ถูกกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เสียงเฮดังกระหึ่มภายในคลับย่านทองหล่อ พร้อมๆ กับเสียงแก้วเบียร์ที่กระทบกันระหว่างชายหนุ่ม พวกเขากำลังเฉลิมฉลองให้กับประตูของ โรเมลู ลูกากู กองหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด หลังยิงให้ทีมขึ้นนำ สโต๊ค ซิตี้ คู่แข่งร่วมศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

อาการดีใจของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักที่มีต่อสโมสร แต่หมายถึงเม็ดเงินที่จะได้รับจากการแทงพนันฟุตบอล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พนันฟุตบอลกำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกออนไลน์และมีลักษณะโจ่งแจ้งมากขึ้น คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่การพนันฟุตบอลจะถูกกฎหมายในเมืองไทย

สนุกสนาน เงินน้อยและแลกเงินมาก

ภาพการแทงพนันแบบเดิมๆ ที่ต้องเดินเข้าไปภายในสถานที่รับแทงพนันหรือ ‘โต๊ะบอล’ เปลี่ยนแปลงไปสู่การเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้เล่นมากขึ้น ที่สำคัญยังมีลักษณะเปิดเผยกว่าในอดีตมาก

ตี๋ นราศักดิ์ เริ่มต้นเล่นพนันฟุตบอลเมื่อ 10 ก่อนจากความชื่นชอบและหลงรักในกีฬาฟุตบอล จนพาตัวเองเข้าไปสู่วงการพนัน

“เราชอบฟุตบอลอยู่แล้ว รู้จักมันมากเข้า ก็มีความมั่นใจในการแทงพนัน คิดว่าพอประเมินได้ คาดการณ์ได้ สนุกและได้ลุ้น เอาเงินน้อยแลกเงินมาก มันมีความคิดอยู่ประมาณแค่นี้แหละ คนเล่นพนัน”

เขาบอกว่า พนันฟุตบอลกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ทุกคนทราบว่ามี ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะตามจับกุมเข้มงวดขนาดไหนก็ตามไม่ทันบริษัทพนัน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการอยู่ต่างประเทศ เป็นการสูญเสียพลังงานและทรัพยากรในการตามจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช่เหตุ

“เราว่ามันถึงเวลาทำให้ถูกกฎหมาย จับยังไงก็ไม่หมด ประเทศไทยต้องยอมรับ สมัยนี้เล่นกันง่ายมาก แทงผ่านโทรศัพท์ อยู่บ้านก็แทงหน้าคอมฯ เจ้าหน้าที่ตามยาก ยังไงก็สู้เว็บไซต์ไม่ได้ บล็อกก็ทำได้แค่ชั่วคราว แป๊ปเดียวก็กลับมาเล่นกันใหม่”

เอ็ม วสันต์ บอกว่า ฟุตบอลที่มีการพนันเข้าไปเกี่ยวข้อง สร้างอรรถรส สนุกและรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเกมการแข่งขัน เมื่อบวกกับตัวเงินรางวัลก็ทำให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจ

“ปกติดูบอลสนุกก็เฉพาะดูทีมรัก แต่การพนันทำให้เราดูทุกคู่สนุก ได้มีส่วนร่วมกับเกม ไม่ว่าจะเป็นทีมรักหรือเปล่า”

วสันต์ เข้าสู่วงการพนันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี เขามองว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรพิจารณาให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เชื่อว่าจะส่งผลให้สามารถควบคุมและจำกัดผู้เล่นได้

“ถูกกฎหมาย จำกัดอายุ อาชีพ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มันเล่นกันได้ทุกวัย มีเงินก็เล่นได้แล้ว บางทีไม่มีเงินก็ใช้เครดิต ถ้าถูกกฎหมายเราสามารถตีวงกลุ่มผู้เล่นให้แคบลง แม้จะมีพวกเถื่อนๆ บ้าง แต่เชื่อว่าจะลดลง”

ฤทธิชัย อีกหนึ่งผู้เล่นพนันฟุตบอล ให้ความเห็นว่า เมื่อกำหนดให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีให้พบเห็นอย่างชินตา นำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนับเป็นความเสียหายของประเทศ

“พนันฟุตบอลก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกันกับหวย โอกาสถูกสำหรับบางคนอาจมากกว่าด้วยซ้ำ ทำให้อยู่ในระบบ อีกด้านก็ให้ความรู้อันตรายจากพนัน จำกัดกลุ่มผู้เล่น แบบนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

ภาพจาก realmadrid.com

 

 

เว็บไซต์พนันฟุตบอลเข้าถึงได้ง่ายมาก

 

พนันบอลในไทยมีมายาวนาน โดดเข้าไปเล่นแล้วออกยาก

พนันฟุตบอลในเมืองไทยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 หรือราวๆ เกือบ 100 ปีก่อน

ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เล่าว่า ในหนังสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์เคยตรัสถึงการเเข่งขันฟุตบอลไว้ว่า “กีฬาจะเป็นกีฬาอย่างแท้จริงต่อเมื่อไม่มีการพนัน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พนันฟุตบอลนั้นมีมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตามเริ่มได้ความนิยมและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 1996 ด้วยเหตุผลด้านเทคโนโลยี มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 10 หรือ ยูโร 1996

“พอมีการถ่ายทอดสด ก็ทำให้คนสนใจฟุตบอลและพนันฟุตบอลกันมากขึ้น” ดร.วิษณุ กล่าว

ความนิยมที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและเอเชีย ยังเป็นเพราะเหตุผลเรื่องอัตราการต่อรองที่เรียกว่า เอเชี่ยน แฮนดิแคป (Asian Handicap) ซึ่งเป็นอัตราการต่อรองที่มีความหลากหลายกว่ารูปแบบการเล่นพนันในแถบยุโรป ซึ่งเป็นลักษณะผลแพ้ ชนะ เสมอ เท่านั้น ขณะที่วัฒนธรรมในการชมฟุตบอลและเล่นพนันของผู้คนในยุโรปส่วนใหญ่เป็นลักษณะเพื่อความสนุก ต้องการเงินเพียงแค่ค่าตั๋วเข้าชม ขณะที่แถบเอเชียโดยเฉพาะเมืองไทย คนส่วนใหญ่เริ่มเล่นจากความสนุกก็จริงแต่สุดท้ายนำไปสู่การเล่นอย่างจริงจัง เริ่มมีมูลค่าสูงขึ้นจนหลายคนตกเป็นหนี้และเกิดปัญหาอาชญากรรม

“ภูมิภาคเอเชีย สมัยก่อนผู้คิดราคาต่อรอง เจ้ามืออยู่ในอินโดนีเซียก่อนจะย้ายมาที่มาเลฯ สังเกตได้ว่าการล้มบอลส่วนใหญ่ สืบไปสืบมาจะพบว่าเจ้ามือใหญ่อยู่ที่มาเลฯ” ดร.วิษณุ บอกโดยคาดว่า พนันฟุตบอลในเมืองไทยนั้นมีเงินหมุนเวียนราว 10 เปอร์เซนต์ของเอเชีย

รูปแบบคำเชิญชวนจากเว็บพนันฟุตบอล

พนันยุคออนไลน์ เล่นกันตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล

พนันฟุตบอลออนไลน์เต็มไปด้วยตัวเลือกที่หลากหลายกว่าในอดีต นอกเหนือจากอัตราต่อ-รอง พูดง่ายๆ เล่นกันแทบทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนึกออกได้ ตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล นอกจากนั้นบริษัทพนันยังออกโปรโมชั่นการตลาดดึงดูดลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการให้วงเงินเครดิตล่วงหน้าแก่ผู้เล่น

“90 นาทีของการแข่งขัน มีทุกอย่าง ตั้งแต่ เขี่ยบอล ยิงประตู ลูกทุ่ม เตะมุม ลูกต่อไปใครยิง มันคือการเพิ่มผลิตภัณฑ์เข้าไป ทำให้คนเล่นอยู่ในเกมตลอดและติดมัน สมมุติเราต่อทีมเอ แต่ทีมบีดันยิงขึ้นนำ เมื่อเวลาผ่านไป เราพบว่าโอกาสที่จะได้เงินจากการชนะนั้นยากแล้ว เราก็จะพยายามชดเชย เอาเงินคืนด้วยทางเลือกอื่นๆ เช่น ไปเล่นใบแดง ใบเหลือง เตะมุม โชคดีก็อาจจะชดเชยรายได้ที่เสียไป แต่โชคร้ายเงินก็หายไปไกลเลย”

ดร.วิษณุ บอกว่า ด้วยรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ส่งผลให้ปัจจุบันการประเมินมูลค่าเม็ดเงินที่ไหลเวียนในการเล่นพนันฟุตบอลเป็นเรื่องยากมาก แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ามหาศาล

“ก่อนออนไลน์ได้รับความนิยม เคยประเมินกันว่า มีเงินหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หมายถึงได้และเสียในวงเงิน 100 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเงินหมุนเวียนประเมินได้ยากมาก”

ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่าผู้เล่นบางส่วนผันตัวเองเป็นเจ้ามือ มีการหาสมาชิกเพิ่มเพื่อแลกกับเปอร์เซนต์ลักษณะคล้ายธุรกิจขายตรง ขณะที่โฆษณาจากบริษัทพนันก็แพร่หลายมากขึ้นทั่วโซเชียลมีเดีย เจ้าของเพจ คนในวงการฟุตบอล ตลอดจนหญิงสาวหน้าตาดีพากันโฆษณาให้กับบริษัทพนันจนเป็นเรื่องชินตา

ภาพจาก http://www.manutd.com

แนะเปิดพื้นที่รองรับอย่างถูกกฎหมาย

ผลศึกษา สถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจำปี 2558 โดยศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน และภาคีเครือข่าย ระบุว่า พนันที่คนไทยนิยมเล่นกันมากที่สุดคือ “สลากกินแบ่งฯ” ประมาณ 19 ล้านคน มีวงเงินหมุนเวียน 7.7 หมื่นล้านบาท รองลงมา คือ หวยใต้ดิน 16.4 ล้านคน วงเงินหมุนเวียน 1.3 แสนล้านบาท

ขณะที่พนันฟุตบอลแม้มีผู้เล่น 1.9 ล้านคน น้อยกว่าการพนัน 2 ประเภทแรก แต่พบว่า มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก สูงถึง 1.36 แสนล้านบาท สาเหตุเพราะพนันฟุตบอลมีความถี่ในการเล่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ไทยพรีเมียร์ลีก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก และอีกมากมาย

ดร.วิษณุ บอกว่า หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์การพนันฟุตบอลส่งผลกระทบหลักในเรื่องของเงินรั่วไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากเจ้ามือใหญ่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินที่ได้รับจากการพนันมักถูกใช้จ่ายและหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว

“ได้เงินมาก็รีบเอาไปใช้ วันไหนคุณมีเงิน ได้บอลคุณกินดีอยู่ดี วันไหนไม่ได้ก็กินแย่หน่อย การเดินทางของเงินมันเร็วมากและส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ”

นักวิชาการรายนี้ บอกด้วยว่า ในมุมมองด้านสังคม พนันฟุตบอลที่อยู่นอกเหนือกฎหมายกลายเป็นปัจจัยให้เกิดการธุรกิจคอร์รัปชัน โดยเฉพาะบทลงโทษและการเอาผิดการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ยังไม่ชัดเจนมากพอ

realmadrid.com

 

ภาพจาก http://www.manutd.com

การแก้ปัญหาพนันฟุตบอลในระยะสั้น เขาเสนอว่า เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติการก่อกวนและบล็อกเว็บไซต์พนันฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันถึงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนกันอย่างจริงจังว่า การพนันฟุตบอลควรถูกกฎหมายหรือไม่และจะควบคุมอย่างไร โดยเฉพาะการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ตลอดจนเงินที่ได้รับจะถูกนำไปแปรสภาพ กลายเป็นผลประโยชน์ของประเทศในด้านใด

“หัวใจการเล่นพนันออนไลน์อยู่ที่ความต่อเนื่อง บล็อกถาวรไม่ได้ แต่เราต้องก่อกวนบ่อยๆ ให้ผู้เล่นรู้สึกขัดใจ เมื่อบ่อยเข้าก็เลิกเล่นและเกิดความไม่มั่นใจต่อการเล่นพนันออนไลน์ อีกด้านหนึ่งก็ต้องมานั่งคุยกันจริงๆ จัง ว่าจะเปิดพื้นที่พนันฟุตบอลอย่างถูกกฎหมายในระดับที่สามารถควบคุมได้”

นักวิชาการรายนี้ บอกว่า ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบในแง่ดีและแง่ร้าย หันมาถามประชาชนว่า ยอมรับหรือไม่ว่า การพนันฟุตบอลเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบกับทุกคนทั้งทางตรงและอ้อม ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นหรือไม่ก็ตาม

“ถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ลำบาก ต้องคุยกันว่าถ้าถูกกฎหมายจะทำอย่างไร ทั้งการบริหารและควบคุม เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ถกเถียง คนค้านก็ต้องค้านอย่างมีองค์ความรู้ไม่ใช่ค้านว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธห้ามมีการพนัน

“สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบคือต่อให้พนันฟุตบอลถูกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าปัญหาทุกอย่างจะหมดไป แต่อาจจะอุดรูรั่วบางอย่างได้ ทำให้ปัญหาที่มีอยู่น้อยลงด้วยรูปแบบการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แน่ว่าเมื่อเราทำให้พนันฟุตบอลเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ เกมพนันชนิดนี้อาจได้รับความนิยมในวงที่จำกัดหรือแคบลงกว่าเดิม” ดร.วิษณุทิ้งท้าย

 

อวสานมังกรเหินฟ้า! “เรือเหาะ”กองทัพไทย 8ปีเสียงวิจารณ์ไม่เคยสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 18:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514814

อวสานมังกรเหินฟ้า! "เรือเหาะ"กองทัพไทย 8ปีเสียงวิจารณ์ไม่เคยสิ้นสุด

ย้อนรอย “เรือเหาะตรวจการณ์” หลังกองทัพบกประกาศปลดประจำการ เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน

ปลดประจำการณ์ลงเเล้วสำหรับ “เรือเหาะตรวจการณ์” ที่กองทัพบกจัดซื้อในสมัย บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน

ตลอด 8 ปีนับตั้งเเต่เข้าประจำการ  “เรือเหาะดับไฟใต้” ถูกกระเเสวิพากษ์วิจารณ์เเละโจมตีจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่องถึงความคุ้มค่าเเละความโปร่งใส

จุดเริ่มต้นของเรือเหาะตรวจการณ์ลำนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2552 รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ” อนุมัติ งบประมาณมูลค่า 350 ล้านบาท แบ่งเป็นตัวเรือเหาะ 260 ล้านบาท กล้องตรวจการณ์ และระบบภาคพื้น รถต่างๆ 70 ล้านบาท โดยจัดซื้อจากบริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชั่นแนล คอเปอร์เรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และหวังเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

18 ธ.ค. 2552 เรือเหาะรุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ SKY DRAGON เข้าประจำการ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 อย่างเป็นทางการ (พล.ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ตัวลำมีขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) คุณสมบัติที่ระบุคือ ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย เเบ่งเป็นนักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย

5 มี.ค. 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะจัดทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน พบว่ามีปัญหาหลายอย่าง ในส่วนกล้องและตัวบอลลูน ตัวเรือเหาะบินได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปกไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้นดิน  คือบินได้สูงเพียง 1 กม. จนกระทั่งนำไปสู่การตั้งคำถามจากกลุ่มฝ่ายค้าน

ต่อมา พล.อ.อนุพงษ์  ผบ.ทบ. ได้ลงพื้นที่ ร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพเรือเหาะเเละพบปัญหาหลายอย่าง เเต่ยืนยันว่าระบบยังใช้งานได้ดี หากมีการตรวจสอบว่าไม่โปร่งใสหรือมีการทุจริตก็พร้อมรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็มีการชี้แจงจากกองทัพว่า ที่บินได้ต่ำกว่าสเปก เพราะติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงรับน้ำหนักจากคนขับ ทำให้บินต่ำลง

วันที่ 23 ก.ค. 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะ ลงนามรับมอบเรือเหาะตรวจการณ์ทั้งระบบ ทั้งที่ยังมีคำถามค้างคาใจจากหลายฝ่าย กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ เรือเหาะถึงจะผ่านการทดสอบเเละได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 16 มี.ค.

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเรือเหาะยังไม่จางหายไป ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ได้นำเรื่องประสิทธิภาพและความไม่คุ้มค่าของเรือเหาะไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีด้วย

ข่าวคราวในสมัยนั้น มีการกล่าวอ้างแหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจบอลลูนและเรือเหาะ ซึ่งระบุว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อแพงเกินจริง เพราะเรือเหาะอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันมีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้น แต่เรือเหาะของกองทัพบก เฉพาะตัวบอลลูนมีราคาสูงถึง 260 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ทั่ง รอยรั่วผ้าใบ การเติมก๊าซฮีเลียม ขณะที่บางส่วนโจมตีอย่างรุนแรงว่า เรือเหาะไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ฝนตกชุกอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตกด้วย

กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2555 นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วเรือเหาะก็ยังเกิดปัญหา โดยประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดที่โรงเก็บเรือเหาะ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ผ่านไป 2 ปี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.57 เรือเหาะลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ม.6 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เนื่องจากเกิดลมแรงทัศนวิสัยไม่อำนวย ก่อนบินกลับฐานโดยไม่ได้รับความเสียหาย

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

 

เรือเหาะยังตกเป็นประเด็นและมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งหนึ่งเคยมีผู้ยื่นเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ให้พิจารณาถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ออกจากตำเเหน่ง กรณีละเว้นหน้าที่ ปล่อยให้กองทัพบกจัดซื้อเรือเหาะในราคาสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตามต่อมาวันที่ 24 ธ.ค.58  ป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง หลังไต่สวนพบว่า กระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าว อนุมัติก่อน นายสุเทพ เข้ารับตำแหน่ง  ขณะเดียวกันยังมองว่า เรือเหาะที่จัดซื้อเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน จึงดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และเรือเหาะผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย จากสหรัฐฯ  แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และอากาศมีฝนตกชุก จึงต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะสม ซึ่งไม่พบความผิดปกติตามคำร้อง

กระทั่งล่าสุด 14 ก.ย. 2560 หมดเวลาการใช้งานของเรือเหาะลำนี้แล้ว เมื่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ปลดประจำการเรือเหาะตรวจการณ์หลังใช้งาน 8 ปี และไม่มีแผนจัดซื้อใหม่ อย่างไรก็ตามที่บอกว่าหมดอายุการใช้งานนั้นเฉพาะตัวบอลลูน อุปกรณ์อื่นๆ ยังสามารถใช้งานได้ เช่น กล้องตรวจการ ทางกองทัพบก(ทบ.) จะพิจารณานำไปดัดแปลงใช้งานอย่างอื่นแทน

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ยุคเรือเหาะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำเเหน่ง รมว.มหาดไทย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีการปลดประจำการณ์เรือเหาะ

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

 

ทนายความค้านสมาคมนักข่าวตั้งกก.สอบปม “บิ๊กสื่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514595

ทนายความค้านสมาคมนักข่าวตั้งกก.สอบปม "บิ๊กสื่อ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อความเป็นหนังสือจาก “วิมล ส่งเสริมสกุล” ทนายความผู้รับมอบอำนาจว่าจะเอาผิดดำเนินคดีกับกรณีที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณี “บิ๊กสื่อ” หรือผู้บริหารองค์กรสื่อสารมวลชนแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานสาว ซึ่งเรื่องกำลังครึกโครมอยู่ในเวลานี้

ใจความในหนังสือดังกล่าว ระบุถึงนายกสมาคมนักข่าวฯ ว่า วิมล ในฐานะทนายความ ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อความ กระทบต่อเกียรติคุณของบุคคลที่อยู่ในกระแสข่าวดังกล่าว และการตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับของสมาคมนักข่าวฯ กอปรกับยังไม่มีผู้ใดปรากฎว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ใดเป็นผู้เสียหายมาร้องเรียนด้วย


อีกทั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่กำลังจะตั้งขึ้นนั้น ไม่ปรากฎชัดเจนว่ามีบทบาทอย่างไร ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไร และสิ้นสุดเมื่อใด และหากได้ผลสรุปแล้วจะมีบทลงโทษสำหรับความผิดโดยอาศัยฐานอำนาจใด

ท้ายสุดที่น่าสนใจสำหรับหนังสือที่เผยแพร่ออกมา ใจความว่า การตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท

เพื่อความกระจ่างกับเรื่องนี้ที่เป็นหนังสือจากทนายความที่ชื่อวิมล ซึ่งทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ในหนังสือดังกล่าวด้วย เมื่อยกหูสอบถาม วิมล ยอมรับว่า ได้รับมอบอำนาจให้ว่าจ้างเป็นทนายความเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง แต่ก็ขอปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อถึงผู้ที่ว่าจ้าง นั้นเพราะจรรยาบรรณทางวิชาชีพกำกับเอาไว้

“ผมว่านักข่าวรู้ดีนะว่าใครว่าจ้างผม ผมเป็นทนายอาชีพ ใครจ้างก็ทำงาน แต่ผมพูดไม่ได้ว่าฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายเป็นคนว่าจ้าง แต่ผมเชื่อว่านักข่าวรู้ดี นักข่าวเก่งๆ เยอะ” วิมล ให้คำตอบ

กระนั้น หนังสือดังกล่าววิมล บอกว่าทำส่งไปยังสมาคมนักข่าวฯ เพียงที่เดียวเท่านั้น เพื่อให้รับรู้ถึงข้อท้วงติง และไม่ได้มีเจตนาที่จะเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าทำไมหนังสือจากสำนักงานทนายความของตนจึงไปสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

“ผมรับโทรศัพท์จากสำนักข่าวต่างๆ มาเป็น 10 สายแล้วเพื่อคุยเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีสายจากสมาคมนักข่าวฯ โทรมาถึงผมแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งผมก็พร้อมจะอธิบายนะ ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้องเป็นผมที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องวงการสื่อ ก็อย่างที่บอกไว้ว่า ผมทนายอาชีพมีคนจ้างก็ต้องทำงาน และที่ผ่านมาผมก็ทำงานให้กับหลายคน หากเอาชื่อผมไปค้นหาในกูเกิ้ลก็ต้องรู้ข้อมูล” วิมล ทิ้งท้าย

เมื่อลองเอาชื่อของ วิมล ส่งเสริมสกุล ไปค้นหาตามที่เจ้าตัวได้เอ่ยไว้ ก็ปรากฎว่า ที่ผ่านมาวิมล เคยเป็นทนายความให้กับ บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด เมื่อปี 2550 ซึ่งเป็น 2 บริษัทที่ถูก คตส.ออกคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ หลังจากพบว่ามีเงินที่เกี่ยวข้องจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ในปี 2557 วิมล เคยเป็นทนายความให้กับนักศึกษาปริญญาโท ที่ตกเป็นผู้ต้องหาขับรถชนตำรวจตาย 3 ศพ และจัดการจนหนุ่มนักศึกษาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล

ระวังตกเป็นเครื่องมือเมียนมา สร้างความเกลียดชังโรฮีนจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514388

ระวังตกเป็นเครื่องมือเมียนมา สร้างความเกลียดชังโรฮีนจา

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ใกล้ชายแดนประเทศบังกลาเทศ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพปลดปล่อยอาระกันโรฮีนจา ซึ่งกำลังปกคลุมไปด้วยความรุนแรง หลายชีวิตตกอยู่ในภาวะอันตราย และความรุนแรงนี้เองทำให้สายตาของทั่วโลกหันมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง อย่างที่หลายฝ่ายทราบดีว่า ชาวโรฮีนจา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการเมียนมาเองไม่ยอมรับว่าเป็นคนเมียนมา และไม่ต้องการให้อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดิน

ธานินทร์ สาลาม นักวิชาการประจำศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ให้ฟังว่า การสู้รบของรัฐบาลเมียนมากับชาวโรฮีนจาในขณะนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาลุกลามมายังประเทศไทย ส่วนการลักลอบเข้ามาประเทศไทยนั้น น่าจะมีความยุ่งยากมากขึ้น และที่สำคัญประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มโรฮีนจา หรืออาจเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น ที่สำคัญปัจจุบันชาวโรฮีนจา ไม่สามารถเดินทางผ่านเข้ามาในไทยได้เพราะทางการเข้มงวดระบบนายหน้าที่เคยเข้าไปสัมปทานพาคนเหล่านี้ผ่านเข้ามา

ธานินทร์ ระบุว่า เส้นทางเดียวที่ชาวโรฮีนจาต้องการเดินทางไปคือประเทศบังกลาเทศ เนื่องจากมีระยะทางใกล้กว่าไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อหลบหนีการสู้รบและการเดินทางไปทำงานในประเทศอาหรับอื่นๆ มากกว่า ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ชัดเจนว่า ทางการเมียนมาเองมีเป้าหมายไม่ต้องการให้มีชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ประเทศ โดยใช้กลุ่มติดอาวุธดำเนินการ ซึ่งเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้วิธีบีบบังคับทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มโรฮีนจาต้องออกไปนอกพื้นที่ อาทิ มาตรการที่รุนแรงและมาตรการบีบกระชับพื้นที่ไปสู่เป้าหมาย และการถอนสัญชาติ ซึ่งนโยบายที่ไม่ต้องการให้มีชาวโรฮีนจาอยู่ในเมียนมา

“ผมได้มีโอกาสเดินทางไปรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เข้าไปยังเมืองหลวงอย่างซิตตะเว่ พบว่าในพื้นที่แห่งนี้ไม่มีชาวโรฮีนจาอยู่เลย ถือว่าเป็นการจัดการแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีชาวมุสลิมใดๆ ในเขตเมืองนั่นคือโมเดลที่เมียนมาทำสำเร็จในซิตตะเว่ ถือเป็นโมเดลที่เมียนมาทำและขยายไปยังพื้นที่อื่น” ธานินทร์ เล่าประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยนั้น 1.ต้องดูแลผู้คนข้างในประเทศอย่างดีและการวิพากษ์วิจารณ์อย่าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก 2.นโยบายทางการเมือง ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากอาจตกเป็นเป้าหมายได้ และ 3.เส้นทางผ่านนั้นไทยไม่ใช่ทางผ่านแน่นอนในตอนนี้ ดังนั้นประเทศไทยเองต้องดูแลในเรื่องของมนุษยธรรมและต้องไม่เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองของเมียนมาเด็ดขาด

ขณะที่ ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ วิเคราะห์ว่า ข้อกังวลที่ว่าชาวโรฮีนจาจะกระทบมาถึงประเทศไทยหรือไม่นั้น “แนวโน้มน่าจะมีแน่” แต่ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีในช่วงนี้ จะเกิดภายหลังความรุนแรงในเมียนมาสงบลง แต่ยังมีเจ้าหน้าที่กองทัพความมั่นคงดำรงอยู่ ปัญหาที่ตามมาอาจมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีการเสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ต้องการหลบหนีออกไปนอกประเทศ โดยแนวโน้มลักษณะนี้อาจมีความเป็นไปได้

“1-2 ปีนี้อาจไม่พบปัญหาใหญ่ขึ้นมา แต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่อาจนำไปสู่ปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้น เส้นทางการหลบหนีเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แต่อาจมาในรูปแบบกองทัพมดทยอยลักลอบเข้ามา”ศิววงศ์ ให้ความเห็นทิ้งท้าย

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามให้ไทยช่วยเหลือเกี่ยวกับการดำเนินการกับกลุ่มโรฮีนจา อย่างล่าสุด ผบ.สส.เมียนมา เข้าพบผู้นำประเทศไทยขอให้มีการเรียกชื่อชาวโรฮีนจาว่าเบงกาลี แต่ไทยก็ต้องระวังเพราะอาจเป็นเครื่องมือของเมียนมา ประเทศไทยมีคนมุสลิมอยู่ในไทยจำนวนมากและมีการค้าขายสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมุสลิมอีกหลายประเทศ หากมีปัญหา เรามีปัญหาขึ้นได้ ที่สำคัญจะเป็นการสร้างความเกลียดชังแตกแยกมากขึ้น

ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทยเพราะอดีตที่ผ่านมา พบว่าการเดินทางเข้ามาได้เพราะมีขบวนการค้ามนุษย์นำเรือไปรับ หากไม่มีขบวนการเหล่านี้ไปรับก็จะไม่มีชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทย

ภาพ เอเอฟพี