คำพิพากษา “บุญทรง” ปิดฉากโกงจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514113

คำพิพากษา "บุญทรง" ปิดฉากโกงจำนำข้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : เว็บไซต์ของศาลฎีกา (www.supremecourt.or.th) ได้เผยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 อม.179/2560 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

สัญญาซื้อขายข้าวมีด้วยกันรวม 4 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 1 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2554 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับบริษัทกว่างตงนำเข้าและส่งออกสินค้าและเครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา (Guangdong Stationery & Sporting Goods IMP.&EXP.CORP) ตกลงซื้อขายข้าวทุกชนิดในคลังสินค้าของรัฐบาลไทย ปีการผลิต 2548/2549 ถึง 2552/2553 ปริมาณ 2,195,000 ตัน

สัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2554 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับบริษัทกว่างตงฯ ตกลงซื้อขายข้าว 5% ข้าวเหนียว 100% ข้าวหอมมะลิหักและข้าวขาวหักในคลังสินค้าของรัฐบาลไทย ปีการผลิต 2554/2555 ปริมาณ 2 ล้านตัน

สัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 3 ก.ค. 2555 ระหว่างการค้าต่างประเทศกับบริษัทกว่างตงฯ ตกลงซื้อขายข้าวขาว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1 ล้านตัน ต่อมาจำเลยที่ 4 (มนัส สร้อยพลอย) ได้ทำบันทึกเสนอขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1.3 ล้านตัน รวมเป็น 2.3 ล้านตัน และจำเลยที่ 2 (บุญทรง เตริยาภิรมย์) ได้ให้ความเห็นชอบ

สัญญาฉบับที่ 4 ลงวันที่ 6 ก.ย. 2555 ระหว่างกรมการค้าระหว่างประเทศกับบริษัทห่ายหนานค้าเมล็ดธัญพืชและอุตสาหกรรมน้ำมัน (Hainan Grain and Oil Industrial Trading Company) ตกลงซื้อขายข้าวเหนียวเอวัน ปีการผลิต 2554/2555 และ 2555 ปริมาณ 6.5 หมื่นตัน

สำหรับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นได้ความจาก วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการ บริษัท ไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งประกอบธุรกิจส่งออกข่าวตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบันว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้หน่วยงานชื่อ China National Cereals, Oil and Foodstuff Import and Export Corporation (COFCO) เป็นตัวแทนในการลงนามในสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ

นอกจากนี้ อดีตข้าราชการระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้มีประสบการณ์รับผิดชอบดำเนินการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับประเทศต่างๆ ล้วนยืนยันว่าการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเจรจาขายผ่าน COFCO เท่านั้น โดยประเทศไทยไม่เคยขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องดำเนินการโดย COFCO เท่านั้น

ในประเด็นเรื่องการระบายข้าวนั้น ข้อเท็จจริงในทางไต่สวนได้ความว่า เริ่มดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 จนถึงจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 2 ไม่เปิดประมูลขายข้าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าวในประเทศกลับมุ่งขายข้าวให้รัฐวิสาหกิจของมณฑล สาธารณรัฐประชาชนจีนถึง 6 รัฐวิสาหกิจ รวม 8 สัญญา ประมาณ 22 ล้านตันเศษ อย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมาก่อน ผลที่สุดข้าวที่ขายไปไม่ได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แต่ถูกนำมาขายต่อภายในประเทศเพื่อประโยชน์จากส่วนต่างราคา

การระบายข้าวของจำเลยที่ 2 จึงมิได้กระทำไปเพื่อให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลประสบผลสัมฤทธิ์เพื่อยกระดับราคาข้าวในประเทศให้สูงขึ้นอันจะเป็นประโยชน์แก่ชาวนาและประเทศชาติอย่างยั่งยืนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง

พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแยกตามรายสัญญาตามประมวลกฎหมาย จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 18 ปี รวมเป็นจำคุก 36 ปี และมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2545 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 151 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 42 ปี

 

แนะเก็บภาษีใช้น้ำรับมืออนาคต20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513797

แนะเก็บภาษีใช้น้ำรับมืออนาคต20ปี

“ทีดีอาร์ไอ”รัฐควรเตรียมศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาระบบชลประทาน

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนา เรื่อง “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดิน พลังงานและน้ำในประเทศไทย” ว่า อนาคตการใช้น้ำของไทยจะเพิ่มมากขึ้น แต่จะเพิ่มด้านอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคเกษตรจะลดลง 3-6% ปัจจุบันภาคเกษตรใช้อยู่ประมาณ 1.1 แสนล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพราะมีเครื่องจักรมาทดแทน และมีเทคโนโลยีการเกษตรที่ใช้น้ำน้อยเข้ามามากขึ้น

ด้านความต้องการใช้พลังงงาน พบว่า จะมาจากพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้นและมาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ส่วนด้านดิน พบว่า การใช้ที่ดินภาคเกษตรจะลดลงประมาณ 2% ของพื้นที่ทั้งหมดที่ใช้ด้านการเกษตร 130 ล้านไร่ แต่การใช้ที่ดินจะเพิ่มขึ้นในด้านชุมชนเมืองและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่การเกษตร

ขณะที่ภาคการใช้น้ำ มองว่า รัฐควรศึกษาความคุ้มทุนของแต่ละโครงการ และต้นทุนน้ำด้านชลประทาน เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณต้นทุนการผลิต เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยคำนึงถึงต้นทุนการใช้น้ำ ส่งผลให้คนใช้น้ำไม่ตระหนักในเรื่องต้นทุนของน้ำ ในขณะที่สัดส่วนการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้
ทั้งนี้ ในระยะยาวเห็นว่ารัฐควรเตรียมศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม ซึ่งจะมีอัตราต่างกัน การจัดเก็บภาษีด้านน้ำที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม การเก็บภาษีมลพิษในน้ำ ภาษีการนำเข้าสารเคมีเกษตร โดยให้การประปาเป็นผู้จัดเก็บผ่านค่าน้ำต่อหน่วย และการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาระบบชลประทานที่ส่งเข้าพื้นที่การเกษตร

“ประเด็นนี้นักการเมืองไม่กล้าทำ แต่จำเป็นต้องศึกษาไว้เพื่อการใช้ในอนาคต อาจจะมีการจัดเก็บไม่แพง แต่ต้องเก็บเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงต้นทุนน้ำที่กว่าจะมาถึงมือของประชาชน และสามารถนำมาคำนวณเป็นต้นทุนได้” นิพนธ์ กล่าว

 

 

นิพนธ์ กล่าวด้วยว่า อนาคตปี 2035 ความต้องการใช้น้ำของเมืองต่อคนในเมืองจะอยู่ที่ 452 ลบ.ม./คน ส่วนภูมิภาคจะอยู่ที่ 339 ลบ.ม. ในขณะที่ความต้องการน้ำในภาคธุรกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 34 ล้านคน อนาคตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 ล้านคน/ปี โดยเฉพาะจังหวัดชายทะเลจะใช้ประมาณ 500 ลิตร/คน/วัน พื้นที่อื่นประมาณ 350 ลิตร/คน/วัน แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเครียดของน้ำในปี 2015-2035 ของไทยยังอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง

อุชุก ด้วงบุตรศรี นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า อนาคตปี 2050 ความต้องการสินค้าเกษตรในโลกจะเพิ่มขึ้นใน 70% โดยเฉพาะในกลุ่มธัญพืช การใช้ที่ดินภาคเกษตรของไทยจะลดลงอย่างรวดเร็ว ภายหลังการยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตร ทั้งนี้ที่ดินเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ ในปี 2557 เหลือ 122-132 ล้านไร่ ภายในปี 2035 หรือลดลง 11.59-4.3% โดยนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงประมาณ 3 ล้านไร่ ไปปลูกพืชไร่ เช่น ยางพารา และขนาดของฟาร์มเฉลี่ยหรือใหญ่ หรือลดลงตามการใช้ที่ดิน อย่างไรก็ตาม การใช้ที่ดินในสาขาที่อยู่อาศัยจะขยายตัวสูงสุด

ด้านพลังงาน วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ความต้องการพลังงานในปี 2035 ความต้องการใช้โดยรวมจะเพิ่มประมาณ 0.5-5% ต่อปี แต่ความต้องการใช้พลังงานในทุกสาขาของเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น ต่างกัน โดยปัจจัยสำคัญ คือ การทดแทนโดยพลังงานอื่น นอกจากฟอสซิล เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบการกักเก็บพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ พบว่าความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอันดับที่ 1 คือ จะเพิ่มขึ้น 0.85-4% รองลงมา คือ ด้านขนส่งเพิ่มขึ้น 0.5-3% ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1-3% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2-3% และการค้าบริการเพิ่มขึ้น 1-5%

 

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:13 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513549

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อ 7 วันก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ก็เคาะ 183 รายชื่อนายพลสีกากีตามที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้นำเสนอ

เป็นไปตามคาดที่ชุดนายพลตำรวจรอบนี้จะเป็นไปตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ต้องการวางกำลังตำรวจไว้ในจุดที่เหมาะสม ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้งานราบรื่น ไร้ขวากหนามกีดขวางงานบริหารตำรวจเมืองไทย

หากสอดส่องไปยังพื้นที่สำคัญๆ ก็พบว่าโผนายพลตำรวจรอบนี้ถูกจัดวาง “นักสืบ” และ “สายบู๊” ไว้อย่างมากมาย รวมถึงคนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ไว้ใจอย่างเพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ไว้ในพื้นที่สำคัญๆ

เห็นได้จากการส่ง “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เพื่อนร่วมรุ่น จาก ผบช.ภ.1 ขยับเข้าเมืองกรุงมานั่งเก้าอี้ ผบช.น. ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งของตำรวจ

พล.ต.ท.ชาญเทพนับว่าเป็นตำรวจมากความสามารถ ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น ขณะที่งานสืบสวนซึ่งเป็นหัวใจของตำรวจก็ไม่น้อยหน้าใคร กอปรกับคุ้นชินกับพื้นที่เมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะเคยมาเป็นรอง ผบช.น.อยู่พักใหญ่ การวางตัวครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้ราบรื่น

ขณะที่ บช.ภ.1 ซึ่งเป็นพื้นที่คุมกำลังเช่นกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็วางเพื่อนร่วมรุ่นไว้อีกคนคือ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ข้ามห้วยจาก ผบช.ส. มานั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.1 ซึ่งเจ้าตัวก็เด่นงานสืบสวนด้วยเช่นกัน หรือ นรต.รุ่น 36 อีกคนที่โดดเด่นงานสืบสวนอย่าง “บิ๊กบัว” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ก็ขยับจาก ผบช.ภ.7 มานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม.

แค่ตัวอย่างในข้างต้นก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า “บิ๊กแป๊ะ” วางเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเองเพื่อคุมกำลังและอยู่ในพื้นที่สำคัญๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อนของ ผบ.ตร.แต่ละคนก็ต้องพิสูจน์ฝีมือผ่านผลงานด้วยเช่นกัน

วกไปที่กองปราบปราม (บก.ป.) เมื่อ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. ขยับขึ้นเป็นรองผบช.ก. ตำแหน่ง “ผู้การประเทศไทย” ก็ว่างลง และเปิดโอกาสให้ พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ข้ามห้วยกว่า 1,100 กิโลเมตร มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป.แทน

แม้ พ.ต.อ.ไมตรี ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้มากว่า 8 ปี และคำสั่งล่าสุดให้มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป. ก็ถือว่าไม่แปลกอันใดที่จะเข้ามาเป็นแม่ทัพกองปราบ เพราะเจ้าตัวก็เคยทำงานใน บก.ป.มานานหลายปีก่อนจะย้ายไปอยู่ชายแดนใต้ ผ่านหลายคดีดังทั้งคดีฆ่าประยูร สิทธิโชติ หรือ “กำนันยูร” หรือแม้แต่เป็นคนบุกจับ “เณรแอร์” เป็นต้น นอกจากนี้ ยังการันตีฝีมือได้จากรางวัลข้าราชการ ผู้มีผลงานการปฏิบัติงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาขาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยจาก ศอ.บต.อีกด้วย

อีกตำแหน่งที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลยกระดับตำรวจท่องเที่ยวจนเกิด “กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว” และบิ๊กสีกากีที่มานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งนี้คนแรก คือ “พี่หลวง” พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ลุกจากตำแหน่ง ผบช.ภ.9 ที่คุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว” พลิกโผจากเดิมที่มีการวางตัว “บิ๊กแหมว” พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ศชต. มือปราบและนักสืบมือดีคู่บารมี ผบ.ตร. ที่คาดหมายว่าจะได้ตำแหน่งนี้ แต่ท้ายสุดคำสั่งให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.9 แทน พล.ต.ท.สาคร ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สานงานภาคใต้ต่อไปด้วย

อีกคนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นายตำรวจชื่อดังในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ขยับเก้าอี้จาก ผบก.สปพ. หรือผู้การ 191 ผ่านการดำรงตำแหน่งตำรวจ 191 เมืองกรุงเพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้ชื่อถูกสไลด์ขึ้นมาเป็นรอง ผบช.น. แต่ท้ายสุดถูกโยกมาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และลือสนั่นรั้วปทุมวันว่าอีกไม่ช้า “บิ๊กโจ๊ก” คงต้องผงาดขึ้น ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหลักอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เป็นที่รู้กันในวงการว่าใกล้ชิดสนิทกับพี่ใหญ่ คสช. อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ การวางตัวในตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานของรัฐบาล กอปรกับการโยกให้มาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยวน่าจะเป็นประโยชน์กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์มากกว่าเป็นรอง ผบช.น.

ขณะที่ตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะตำรวจสายตรวจ 191 ที่เมื่อ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ขยับขึ้นเป็นรองผบช.น. เก้าอี้นี้มาตกอยู่ที่ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญ ลักษม์ ผบก.น.2 สายตรง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และน้องชายของ “บิ๊กป้อม” ที่ขยับมาทำหน้าที่แทนเพื่อต่อยอดงานสายตรวจที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนกรุงเทพฯ โดยตรง

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือรัฐบาลและ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเป็นต้องวางตัวนายตำรวจที่ไว้ใจได้เข้ามาคุมพื้นที่สำคัญๆ ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดปัญหาคลื่นใต้น้ำที่อาจจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลในระยะยาวได้ การได้ตัวคนที่ต้องการเข้ามาทำงานจึงตัดปัญหาข้อติดขัดออกไป

โดยเฉพาะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่ยังสามารถอยู่ในเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้อีกอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ จำเป็นที่ต้องทำให้ขาเก้าอี้ของตัวเองแข็งแรงที่สุด การวางเพื่อนร่วมรุ่นที่ร่วมหัวจมท้ายปิดคดีสำคัญๆ มากันมากมายในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ทำงานได้ราบรื่น และผลพวงก็จะช่วยให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของเจ้าตัวยิ่งแข็งแกร่งมากตามไปด้วย

 

กะเทาะแก่นวิถี “เกาหลีเหนือ” ไม่อ่อนข้อสหรัฐเพราะถูกกระทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513510

กะเทาะแก่นวิถี "เกาหลีเหนือ" ไม่อ่อนข้อสหรัฐเพราะถูกกระทำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนาวิชาการ “เจาะลึกเกาหลีเหนือ : กิจการภายในและการต่างประเทศ” ณ ห้องสัมมนากลาง สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ดำรง ฐานดี ผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สะท้อนมุมมองความคิดของเกาหลีเหลือว่า 1. จีน เกาหลีเหนือ ยึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์พัฒนาประเทศ แต่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ได้เปลี่ยนมาใช้คอมมิวนิสต์ในแบบจีน ต่างจากเกาหลีเหนือใช้คอมมิวนิสต์แท้บริหารประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางคอมมิวนิสต์โลก จึงเกิดลัทธิจูเช คือ ปิดประเทศ ไม่เอาทุนนิยม เข้ามาใช้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภาพการพัฒนาอาวุธ โดยตามแนวความคิดคนเกาหลีเหนือ เริ่มปี 1993 ซึ่งมีการจับภาพที่เริ่มก่อตั้งโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่สหรัฐอยากให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ จึงอยากให้เกาหลียุติโดยให้ใช้พลังงานน้ำ และจะสร้างให้สองโรง ด้วยการรวบเงินจากประเทศต่างๆ แต่พอสร้างไปได้ 60-70% สภาครองเกรสกับยกเลิก เพราะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล เกาหลีเกิดความเจ็บช้ำ จึงไม่ขอพึ่งและไม่อยากฟังใคร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงมีการพัฒนาขีปนาวุธ ยิงทดลองข้ามหลายประเทศ และทำให้นานาชาติจึงคิดถึงความไม่ปลอดภัย แต่สหรัฐต้องการคุย จึงเกิดการประชุม 6 ฝ่าย โดยมีจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ร่วมด้วย เพื่อให้เกาหลีเหนือหยุดทดลองขีปนาวุธ แต่ก็ยังทดลองต่อไป จนการประชุมครั้งที่ 5

“แต่เกาหลีเหนือต้องการคุยกับสหรัฐไม่ใช่ประเทศอื่น เกาหลีเหนือจึงหาพื้นที่ยืนให้ตัวเองมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อยืนในเวทีโลก ซึ่งประเทศใหญ่ๆมีการทดลองอาวุธและขาย แต่กับห้ามเกาหลีเหนือ เพื่อแสดงให้ฝรั่งเห็นว่าสามารถผลิตอาวุธขายได้ และพัฒนาอาวุธ และเป็นการทำเพื่อชาติ ไม่ได้รุกราน แต่สหรัฐเดือดร้อน ไม่ยอมเจรจา ดังนั้น ซึ่งเกาหลีเหนือ ผู้นำคิดว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในสมาคมนานาชาติ จึงไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อศัตรู”

ทั้งนี้ ถามว่าสงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดไหม ขึ้นอยู่กับผู้นำสองฝ่าย หากถามว่าสหรัฐมีสิทธิทำสงครามได้ไหม คำตอบส่วนตัวค่อนข้างยาก เพราะคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงญี่ปุ่นก็ไม่อยากทำสงคราม ขณะที่ สหรัฐไม่ได้รับการสนับสนุนจากยุโรปในเรื่องนี้ จึงหันมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีบให้ 10 ประเทศ ร่วมด้วย แต่ไทยไม่ได้เป็นศัตรูเกาหลีเหนือ และไม่ได้เดือดร้อน

“สิ่งที่เห็นชัดเจนถึงความตั้งใจปณิธานคนเกาหลีเหนือให้กลายเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ เมื่อก่อนมีแต่เสียงหัว แต่วันนี้คำตอบใช่ มีศักยภาพจริง จะทำโลกเดือดร้อนหรือไม่ แต่เกาหลีเหนือมองสหรัฐมีนโยบายกร้าวมาตลอดเวลา ผมอยากจะบอกว่าโอกาสเกิดสงคราม ถ้าสองคนหากกดปุ่มนิวเคลียร์ ต้องมีเหตุและผลพอสมควร ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในปัจจุบันทำอย่างไร”

ส่วนตัวมองว่ามันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกาหลีเหนือมีอิทธิพลนิวเคลียร์มากขึ้น แต่คนเดือดร้อน คือ สหรัฐ และญี่ปุ่น แต่แนวคิด สหรัฐ ญี่ปุ่น ไม่ยอมเจรจากับประเทศเล็กๆ ให้สถานภาพเส้นเดียวกันจึงต้องกดไว้ แต่จีนไม่อยากให้เกาหลีเหนือล่ม เพราะคนจะทะลักเข้าไป

“แม้จีนจะเห็นด้วยกับมติยูเอ็นเอสซี แต่เป็นเชิงสัญลักษณ์ เพราะประธานาธิบดีจีนบอกใครโจมเกาหลีเหนือจะวางเฉยไม่ได้ แต่ถ้าเกาหลีเหลือโจมตีใคร จีนจะวางเฉย หมายความว่า 100% อยู่ข้างเกาหลีเหนือ หากสหรัฐจะหยุดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือด้วยการแทรกแซงจีน ไม่สำเร็จ เพราะเกาหลีเหนือมีโรดแมปอื่น เช่น เอาเงินจากรัสเซีย หรือตะวันออกกลาง มาทำก็ได้”

ขณะที่ กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายมุมมองว่า  ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นรัสเซียโดยเฉพาะ วลาดีเมียร์ ปูติน ผู้นำ ตอบโต้ประเด็นเกาหลีเหนือในลักษณะให้เกิดการเจรจา พร้อมระวังในการแสดงท่าที่ความคิดเห็น ต่างจากกรณี ซีเรีย ตะวันออกกลาง ที่รัสเซียดำเนินการการต่างประเทศด้วยการใช้ความแข็งกร้าวต่อทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ แม้การดำเนินการนโยบายต่างประเทศจะคล้ายกับทุกประเทศทั่วโลก คือ รักษาผลประโยชน์ชาติ แต่รัสเซียกลับมีน้ำหนักเบา ซึ่งต้องมองความสัมพันธ์สองประเทศ  เพราะในทางประวัติศาสตร์มีจุดเชื่อมโยงกัน คือ ความเชื่อ สมัยรัสเซียยังเป็นสหภาพโซ เวียตใช้ระบบสังคมนิยม ตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม จนหลายหลายประเทศนิยมไปใช้ ทั้ง ลาติน เกาหลีเหนือ และจีน

อย่างไรก็ดี ในเรื่องสังคมนิยม เครื่องมือที่ดีเพื่อดึงศรัทธาคนในชาติ เพราะสหภาพโซเวีนต เปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังปี 1917 ก่อตั้งสหภาพโซเวียต มีการวางโครงสร้างทางสังคมใหม่ จึงใช้ จิตวิทยาการเมือง คือ ลัทธิบูชาตัวบุคคล โดยเริ่มจาก โจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต พยายามทำให้ผู้นำของรัฐเหนือมนุษย์

“ผลต่อการรวบรวมศรัทธาจากความแตกต่างของประชาชนได้ผลเมื่อ วลาดีมีร์ เลนิน เสียชีวิต ทำให้ประชาชนคิดว่าไม่หายไปไหนอยู่ในจัตุรัสแดง มีการดองศพไว้ กลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมารลอด จนเป็นวิถีประเพณีอยู่ในสายเลือดคนรัสเซีย ลัทธิบูชาตัวบุคคล ส่งออกไปยังเกาหลีเหลือได้อย่างไร เพราะคิดว่าสังคมนิยมน่าตอบโจทย์ เพื่อสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ เมื่อเชื่อมโยงลัทธิบูชานี้ จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันและกัน โดยผู้นำคนแรก อย่าง คิม อิล ซ็อง”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัสเซียใช้ระบบสังคมนิยม ใช้ทุนนิยมแบบประชาธิปไตย แต่ยังมีอัตลักษณ์ส่วนตัว โดยไม่เอามาตรฐานอื่นมาตีค่า ปัจจุบัน ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี ปูติน ให้ความช่วยเหลือพันธมิตร เพราะในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ถือว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชน ซึ่งตรงกับแง่นโยบายการต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ในช่วงสหภาพโซเวียตล่มสลาย ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากยุโรป ทำให้การดำเนินนโยบายของรัสเซีย เมื่อทบทวนมีความผูกพันกับวิถีตะวันออก และยังมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์การเมืองคงอยู่ และการมองปัญหาเกาหลีเหลือ รัสเซียใช้ความเข้าใจ เพราะมีจุดยืนร่วมกันที่ถูกกระทำจากประเทศอื่นขณะที่ตัวเองตกต่ำ

ด้าน เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้สื่อข่าว และคอลัมน์นิสต์อาวุโส กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้มีการพุ่งเป้าไปยังคาบสมุทรเกาหลี แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้น ก่อให้เกิดหลายคำถาม 1.ทำไมเกาหลีเหนือพยายามเป็นมหาอำนาจในเรื่องของนิวเคลียร์ 2. แล้ววิกฤติที่เป็นอยู่จะไปถึงไหน 3. ทำไมเกาหลีเหนือกล้ากร้าวประกาศโจมตีเกาะกวม 4. หากเกิดเหตุจริงจะมีผลต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีร้ายแรงขนาดไหน และจะมีผลต่ออาเซียนอย่างไร รวมถึงอาเซียนจะตอบสนองอย่างไร และ 5.หากวิกฤติยังเป็นอยู่แล้วเข้มข้นทุกวัน สหรัฐจะมีทางเลือกอะไรตอบสนองอย่างไร

“ยิ่งวันเกาหลีเหนือประกาศผลิตเอชบอมบ์ขึ้นมา ยิ่งเป็นตัวกำหนดสถานการณ์หลายอย่าง ทว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำทั้งสองฝ่าย และเรื่องนี้ทำให้ย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองในการทิ้งระเบิด ฮิโรชิม่า และนางาซากิ โดยมี 5 ประเทศมหาอำนาจ ถืออาวุธนิวเคลียร์ยุคที่หนึ่ง เช่น สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน”

ทั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นความคิดเรื่องอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในแง่สร้างความมั่นคงของแต่ละประเทศ แต่ 5 ประเทศมหาอำนาจมองเห็นความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นหากใช้อาวุธเหล่านี้ทำลายล้าง จึงเกิดสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons ทั่วไปเรียก Non-Proliferation Treaty หรือ NPT) ในปี 1968

ทว่า มีบางประเทศไม่ได้ให้สัตบรรณกับสนธิสัญญานี้ และหลายประเทศไม่ยอมรับหรือร่วมลงนาม โดยเฉพาะ อินเดีย และปากีสถาน ซึ่งความพยายามเกาหลีเหนือที่จะเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เกิดขึ้นในปี 1980  โดยสหรัฐเริ่มเห็นเกาหลีเหนือไม่ยอมอยู่ในสนธิสัญญา จึงได้ทำความตกลงเกาหลีเหนือหยุดเรื่องดังกล่าว

“ปี1994 เกาหลีเหนือแหกคอก ดำเนินการพัฒนามาโดยตลอด ชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุด มีความพยายามหลายครั้งแต่ล้มเหลวสิ้นเชิง และวิกฤติซ้ำราย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. เกาหลีเหนือ ได้แสดงศักยภาพยิงจรวดข้ามทวีป พร้อมข่มขู่ว่าสามารถยิงได้ไกลถึง 6,000 กิโลเมตร คือ ยิงถึงสหรัฐและการประกาศที่จะยิงจรวดไปเกาะกวม ปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่าการเจรจาล้มเหลว ในการยุติโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงความพยายามลงโทษในรูปแบบต่างๆ ก็สิ้นเชิง สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เผชิญหน้าท้าทาย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่สหรัฐมองเป็นการคุกคามตรงต่อสหรัฐ”

ส่วนวิกฤติจะนานแค่ไหน มันมีเพิ่มสูงขึ้น และเห็นชัดจากการซ้อมรบระหว่าง สหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อแสดงศักยภาพตอบโต้หากเกิดการโจมตี รวมถึงจรวดป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐที่ตั้งในเกาหลีใต้ ถามว่าสหรัฐเลือกทำอะไรได้บ้าง เจรจา แทรกแซงไม่เป็นผล ให้เกาหลีเหนือยุติโครงการ ทางเลือกในการเจรจาจึงน้อยมาก

ทั้งนี้ ทางเลือกต่อมาสหรัฐอาจใช้วิธีลุยก่อนคุย แต่ตัวเลือกนี้ลดน้อยลงไป แต่ตัวเลือกถัดมา อุบัติเหตุ คือ อยู่ที่การตัดสินใจของผู้นำสองฝ่าย เพราะแหกคอกกันไปหมด หรือสุดท้ายอาจเป็นลุยไปคุยไป แต่ต้องอยู่ภายในวงจำกัด ซึ่งหลายประเทศเตรียมตัวรับสถานการณ์ หรือสุดท้าย ยอมให้เกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์ต่อไป ซึ่งขัดต่อสัญญา 1968 แต่ต้องมีภายใต้เงื่อนไข

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 1994-1995 ขณะนั้น เป็นโอกาสที่เกาหลีเหนือจะเปิดประเทศ โดยมีการจัดตั้งความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเลียนแบบกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง และมีการชักชวนหลายประเทศเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของเกาหลีเหนือ คือ ลาซอง

ทั้งนี้ ไทยเข้าลงทุนก็เป็นไปด้วยดี ทำให้รู้สึกได้ว่าเกาหลีเหนือไม่ใช่ประเทศยากจน มีความอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะเรื่องอาหารทะเล แต่มีปัญหาเรื่องระบบไปไม่ถึง การคมนาคมแย่มาก และไทยเข้าไปลงทุนในเรื่องโทรคมนาคม โดยมีฝ่ายรัฐบาลเกาหลีเหนือเข้ามาร่วมทุน 30%

อย่างไรก็ดี แต่เมื่อดำเนินการได้ 2 ปี เกาหลีเหนือมีการขอให้เปลี่ยน โดยมีบริษัทของอียิปต์มาขอสัมปทานเข้าทำแทนไทย และให้ไทยทำเรื่องอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งได้ได้ใช้เงินทุนลงไป 20 กว่าล้านเหรียญ  จนเกิดปัญหาเรื่องการแทรกแซง จึงได้ขายหุ้นให้กับบริษัทของฮ่องกง

“อยากชี้ให้เห็น 10 กว่าปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจะกลับเข้ามาเวทีโลกได้อีก สมัยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สมัยรัฐบาลคลินตัน ได้มีการเจรจาปูทาง แต่เมื่อ อัล กอร์ แพ้การเลือกตั้งให้กับ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เรื่องราวในคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนไป ทว่า ในช่วงที่ผมไปอยู่ ก็ไม่ได้มีความน่ากลัวว่าใครจะมาเดินตาม

อย่างไรก็ดี ในปี 2010 เกาหลีเหนือเริ่มเปิดประเทศ มีร้านขายนาฬิกายี่ห้อต่างๆใกล้กับตามโรงแรมที่พัก แต่ล่าสุดได้ปิดไปหมดแล้ว ดังนั้น มันจะมีขึ้นๆ ลงๆ เกาหลีเหนือมีนโยบายจะเปิดสมัย คิม จอง อึน แต่มีความกลัว จึงค่อยๆปิดประเทศ และสมัยบุช มีนโยบายแข็งกร้าว ทำให้เกาหลีเหนือลดสัมพันธ์ลงในเรื่องดังกล่าว”

ภาพ…เอเอฟพี

 

มองตามสายพระเนตรในหลวงร.9 ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512877

มองตามสายพระเนตรในหลวงร.9 ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ชมภาพชุดจากนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาด! มองตามสายพระเนตรผ่านภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่9

สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้จัด นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะองค์อัครศิลปิน และพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์อุปถัมภ์งานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเป็นนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง….

เพราะภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีจำนวน 200 ภาพ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ ซึ่ง “นิติกร กรัยวิเชียร” ภัณฑารักษ์ ได้แบ่งการนำเสนอภาพออกเป็น 3 ช่วงรัชกาล ได้แก่

ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาว-ดำของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพและพระบรมวงศานุวงศ์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประเทศเดนมาร์ค / 4 กันยายน พ.ศ.2509

ช่วงกลางรัชกาล จัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ช่วงปลายรัชกาล จัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และสุนัขทรงเลี้ยง

แต่ละภาพที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ มีตั้งแต่มุมกว้างๆ จนกระทั่งสิ่งเล็กๆ หลายภาพบอกถึงพระราชอารมณ์ขัน บางภาพบ่งถึงความใส่พระทัยในผู้คน มวลสรรพสัตว์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม บางภาพสะท้อนถึงความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ และพระราชปฏิภาณ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีภาพ พระเถรานุเถระ ที่ทรงถ่ายไว้มาจัดแสดงด้วย อาทิ ภาพหลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19

นิทรรศการ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดแสดงระหว่างวันที่ 2 ก.ย. 2560 – 7 ม.ค. 2561ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภาพภายในงานนิทรรศการ โดย I-Mong Pattara Khumphitak

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่

 

 

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ขวา) และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2498

 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พ.ศ.2523

 

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย พ.ศ.2525

 

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย พ.ศ.2523

 

 

 

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ จังหวัดเชียงใหม่ 16 มกราคม พ.ศ.2525

 

 

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พ.ศ. 2528

 

 

 

 

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

ในบริเวณพระตำหนักจิตรบดารโหฐาน กรุงเทพฯ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2541

 

 

บริเวณกรงลิง 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2542

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ม.116 ทำลายเสรีภาพ เพื่อความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512814

ม.116 ทำลายเสรีภาพ เพื่อความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน สมาคมนักข่าวฯ จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ปลุกข้อหา มาตรา 116 อุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ?” โดยเนื้อหาสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย

มาตรานี้เรียกสั้นๆ ว่า ข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 นั้น พบว่าก่อนการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเด็นมาตรา 116 แทบจะไม่มีการพูดถึงเลย แต่เมื่อมีการยึดอำนาจหลังการรัฐประหาร ก็มีคดีตามมาตรา 116 จำนวนมาก มีการใช้ตามอำเภอใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้มาตรา 116 นำมาสู่บรรยากาศความหวาดกลัว เพราะอาจติดคุกได้ถึง 7 ปี รวมทั้งต้องขึ้นศาลทหารซึ่งหลักการระหว่างประเทศมองว่า ไม่มีการไต่สวนอย่างเป็นธรรม ทุกกระบวนการคืออยู่ในกระทรวงกลาโหม ภายใต้ คสช. ต่างประเทศจึงมองว่าเป็นเครื่องมือปิดกั้นคนเห็นต่าง ใช้เครื่องมือในการสอบสวนอย่างไม่ปกติ ซึ่งประเด็นมาตรา 116 มีการพูดในสหประชาชาติอยู่หลายครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ถือว่ายากมาก จึงหวังว่าในท้ายที่สุดจะเอาผิดไม่ได้ แต่จะเห็นได้ชัดกรณีที่ใช้มาตรา 116 แล้วติดเบรกทันทีคือกรณีอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีการพิพากษา เพราะกรณีแบบนี้ก็ไม่เข้าข่ายความมั่นคง มองเต็มที่ก็เป็นเรื่องการหมิ่นประมาทเท่านั้น ดังนั้นมาตรา 116 จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลทางการเมือง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ในยุคก่อนมีข้อหาสำเร็จรูปคือข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ความผิดในการกระทำจะไม่ครบองค์ประกอบ แต่ถ้าเขาต้องการให้เป็นคอมมิวนิสต์ก็ชี้ได้ วันนี้เรากำลังกลับเข้าสู่บรรยากาศแบบนั้น คือตั้งข้อหาไว้ก่อนแล้วไปเอาความผิดภายหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้

ช่วงที่ส่วนตัวทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการพบว่า มีพัฒนาการการปิดปากสื่อมวลชนตามข้อหาหมิ่นประมาท แต่ทั้งหมด
ก็ยอมความได้ ต่อมาเมื่อมีการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ขึ้นมา ข้อหาก็มีเพิ่มขึ้นมาจากการหมิ่นประมาท

ที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายเหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวไปหมด เมื่อมีมาตรา 116 ขึ้นมา ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ซึ่งบทบาทของสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการตัดสินคดีจำนำข้าว การจัดการน้ำท่วม หรือกรณีนักข่าวไปตรวจสอบโกดังเก็บข้าวแล้วเจ้าหน้าที่ทหารจะยึดกล้องนั้น สิ่งเหล่านี้มองอย่างไรก็ไม่กระทบกับความมั่นคง เชื่อว่าท้ายที่สุดข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 จะเอาผิดไม่ได้ แต่อาจจะกระทบในเรื่องความไม่สบายใจในกระบวนการที่อาจจะยาวนาน

วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

ความผิดตามมาตรา 116 มีช่องทางสู้คดีได้มากมาย เชื่อว่าหากศาลจะลงคดีตามมาตรา 116 จะยากมาก เพราะไม่รู้จะสืบคดีอย่างไรให้เข้าองค์ประกอบความผิดว่ามีความไม่สงบ

ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลไหนก็ไม่อยากทะเลาะกับสื่อมวลชน แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์บ้านเมือง ตั้งแต่วาทะที่ว่าสื่อเลือกข้าง การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลก็อยากไปบล็อกสิ่งเหล่านี้ จึงพยายามหาเครื่องมือจนมาเจอมาตรา 116 ซึ่งนัยของรัฐบาลคือป้องปราม แต่ผู้ถูกกระทำก็ไม่สนุก แต่ตนเชื่อว่าการสืบตามมาตรานี้เป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องยอมรับว่า สื่อเลือกข้างก็มี รัฐจึงต้องหาวิธีทำอย่างไร แต่เชื่อว่ามาตรานี้ไปไม่ได้ถึงเป้าหมาย ยังถือว่าสบายใจได้

เสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ)

มาตรา 116 เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริงเพื่อปกป้องประเทศให้มีความมั่นคง อีกส่วนจะมีนัยทางการเมืองจะนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อปกป้องให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังควบคุมได้ อาจจะมีผลกระทบกับผู้ที่คัดค้านทางการเมือง โดยผู้มีอำนาจก็จะนำมาตรา 116 มาใช้ แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องกล้าพูดได้ว่าผู้มีอำนาจ ก็จำเป็นต้องใช้อำนาจตรงนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถควบคุมสภาพบ้านเมืองได้อย่างไร เพื่อประโยชน์กับประเทศโดยรวม

ที่สุดแล้วผมเชื่อว่าคนที่เสนอความเห็นทางการเมือง และถูกดำเนินคดีจะไม่ถูกลงโทษ และเมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยทุกคนจะได้เรียนรู้ อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรา 116 ขณะนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและสมเหตุสมผล ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน เพราะประชาชนเริ่มกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของสื่อหลักใหญ่ต้องไม่ถูกปิดกั้น

 

กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512507

กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสีสันที่สำคัญสำหรับการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ป่าวประกาศกับชาวบ้านว่า จะคลอดกฎหมายห้ามมีกิ๊ก ป้องกันไม่ให้พ่อบ้านทั้งหลายสร้างความทุกข์ระทมให้แม่บ้านจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม

สีสันที่ว่าออกจากปากเบอร์หนึ่งของคณะรัฐบาล ย่อมไม่อาจมองข้ามได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว กฎหมายห้ามมีกิ๊ก จะช่วยสร้างฐานครอบครัวให้เข้มแข็งได้ดีหรือไม่ ก็ยังน่าสนใจไม่น้อย

วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ความเห็นว่า ความหมายของคำว่า “กิ๊ก” หากเลยไปถึงขั้นชู้สาว ซึ่งหมายถึงว่าหญิงหรือชายมีพฤติกรรมยกย่องหญิงชายอื่นเทียบเท่าสามีภรรยา และเลยเถิดไปถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายร่วมกัน ปัจจุบันเรามีกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าสำหรับผู้ที่ถูกกระทำอยู่แล้ว และการเอากฎหมายอาญามาสำทับเพิ่มเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดออกไป

“กฎหมายให้ฟ้องหย่าเพื่อยุติชีวิตครอบครัว และเรียกร้องค่าเสียหายเรามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีบทกำหนดโทษ และหากจะมีโทษทางอาญาเข้ามาเพิ่มก็คงเป็นเรื่องที่แปลก” วันชัย ให้ความเห็น

เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ภาพอีกว่า หากความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวนั้น คนอื่นรับรู้ทั่วไปและเป็นเรื่องที่ไม่สมควร สังคมไทยก็ควรจะเข้ามามีบทบาทมากกว่าการใช้ข้อกฎหมายเอาผิด เพราะวัฒนธรรมของเราก็รับเรื่องราวแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น เชื่อว่ามาตรการทางสังคมจะเกิดประโยชน์มากกว่าการใช้กฎหมาย

สถิติการหย่าร้างที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวรวบรวม พบว่าในปัจจุบันอัตราเฉลี่ยการจดทะเบียนหย่าสูงขึ้น โดยแต่ละปีจะมีคู่สมรสมาหย่าร้างมากถึงกว่า 1 แสนคู่ ขณะเดียวกันระดับการจดทะเบียนสมรสก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำด้วย และสาเหตุหลัก คือ เรื่องของการมีกิ๊ก ที่นำไปสู่การนอกใจในที่สุด

แต่กระนั้นวันชัยมองเรื่องนี้ว่า สภาพปัจจุบันสังคมไทย เรายอมรับการหย่าได้ และแต่ละคนมีชีวิตใหม่ได้ หากแต่คู่สมรสนั้นเป็นพ่อแม่ที่มีลูก ก็ต้องมาดูว่าเตรียมความพร้อมสำหรับลูกมากน้อยแค่ไหน ถ้าเตรียมได้ดีก็ไม่มีปัญหา

จเด็จ เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า รัฐบาลควรที่จะผลักดันให้กฎหมายเอาผิดทางอาญากับการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นจริงขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรื่องการนอกใจ การทำร้ายกันทางความรู้สึกของคนในครอบครัว โดยเฉพาะสามีและภรรยาเป็นต้นตอที่นำไปสู่ความรุนแรงตามมา

จเด็จ มองนัยของ พล.อ.ประยุทธ์ที่พูดถึงเรื่องกฎหมายห้ามมีชู้เพราะเป็นปัญหาของสังคมอย่างแท้จริง และที่ผ่านมานายกฯ ก็เคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า “อย่า” ไปทำร้ายผู้หญิง หรือทำร้ายคนในครอบครัว และสิ่งนี้สะท้อนให้สังคมต้องเห็นร่วมตรงกัน เพราะไม่ใช่เรื่องลิ้นกับฟัน แต่เป็นเรื่องทำร้ายร่างกายและการใช้ความรุนแรง

“พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คนที่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายกันเองในครอบครัว หรือทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยาจะต้องรีบแจ้งเหตุทันที ความหมายของกฎหมายก็เพื่อให้ยับยั้งเหตุรุนแรงที่อาจจะตามมา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปยุ่งแล้ว มันคือเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ” จเด็จ ให้ความเห็น

ความเห็นของจเด็จ ไม่ต่างจาก เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มองว่า เรามีกฎหมายเดิมที่ใช้กันมากว่า 10 ปีแล้ว และเพื่อยกระดับขึ้นมา จึงมีการออก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. …  (กฎหมายห้ามมีกิ๊ก) และระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานกฤษฎีกาที่ตรวจมาตราอยู่ และผ่าน ครม.มาแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะบังคับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาครอบครัวที่นำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และกฎหมายใหม่ฉบับนี้นอกเหนือไปจากที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำในครอบครัวแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วย เพราะกฎหมายจะมาบังคับและกำหนดโทษอาญาทันทีหากเกิดการทำร้ายในครอบครัว

“กฎหมายเดิมหากทำร้ายคนในครอบครัวก็มีโทษปรับ 6,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนอยู่แล้ว แต่กฎหมายใหม่จะช่วยดูแลเรื่องสภาพจิตใจ ร่างกายของผู้ถูกกระทำ รวมถึงผู้กระทำเองที่ศาลจะต้องไต่สวนพิจารณาว่าสาเหตุที่กระทำเป็นเพราะอะไร หากเป็นเพราะเหล้าก็ไปบำบัด หรือเป็นเพราะสภาพจิตใจก็ต้องรักษา เพื่อให้กลับไปสู่ครอบครัวได้อีกครั้ง” เลิศปัญญา อธิบาย

แต่สังคมมองว่า นี่คือ กฎหมายห้ามมีกิ๊ก หรือห้ามมีชู้ ซึ่งเรื่องนี้เลิศปัญญามองว่าสังคมกำลังมองเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนไป เพราะในข้อกฎหมายระบุไว้ว่าหากการกระทำที่ทำร้ายจิตใจและร่างกาย หรือทำให้กระทบกระเทือนจิตใจก็ตาม จะต้องมีความผิด ไม่ได้มีระบุเอาไว้ว่าห้ามมีชู้

“คนไปมีเมียน้อย เมียหลวงอาจจะช็อกก็ได้ ตรงนี้ก็ทำร้ายจิตใจ หรือทำให้จิตใจไม่เป็นสุข นี่คือความผิด เราไม่ได้ห้ามมีชู้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของบุคคล เพราะบางส่วนมีชู้แต่ครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข อย่างนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายจิตใจกัน แต่เมื่อใดที่กระทบกระเทือนแม้แต่ทางความรู้สึก ก็จะเข้าข่ายความผิด” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ทิ้งท้าย

ภาพ ..postjung.com

ขอที่ยืนให้ผู้เจ็บป่วยทางจิต หยุดเรียกเขาว่า”ไอ้บ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512240

ขอที่ยืนให้ผู้เจ็บป่วยทางจิต หยุดเรียกเขาว่า"ไอ้บ้า"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

น่าตกไม่น้อยกับข้อมูลจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีความรู้ความเข้าใจในผู้ป่วยและโรคทางจิตเวชน้อยมาก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งการไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษา ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ

โดยในประชากรทุก 10 คน จะมีโอกาสเจ็บป่วยทางจิต 1 คน และอัตราความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 ต่อ 5 สำหรับโอกาสการเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้า

สาเหตุสำคัญคือความไม่เข้าใจของสังคมต่อความเจ็บป่วยทางใจ จนนำไปสู่ความอาย ความกลัว การปฏิเสธการรักษา และการไม่ให้ที่ยืนกับผู้ป่วยใจ

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนในประเทศต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้ป่วยด้วยความเข้าอกเข้าใจ ให้โอกาสและที่ยืนแก่พวกเขา เมื่อมนุษย์เราต่างมีช่วงเวลาอันน่าผิดหวัง ท้อแท้และไม่เป็นตัวของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

 

ไอ้คนบ้า เลิกพูดซะทีเถอะคำนี้

ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ป่วยทางจิตนับเป็นพื้นฐานสำคัญมากต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

นุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย บอกว่า สังคมไทยยังมีทัศนคติและความคิดในทางลบต่อผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต โดยเฉพาะผู้ป่วยตามชนบท ครอบครัวที่มีผู้ป่วยมักปิดกั้นให้อยู่แต่ภายในบ้าน เพราะเกรงว่า หากคนในชุมชนทราบจะไม่ได้รับการยอมรับ

“พวกเขาถูกมองจนทำให้ไม่มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง สิ่งที่เราไม่อยากได้ยินก็คือ  ไอ้นี่คนบ้า พอป่วยแล้วถ้าเป็นภาคเหนือก็บอกว่า ผีบ้า ”

“บางรายไม่กล้าบอกชื่อ เพราะครอบครัวห้าม อย่าให้ใครรู้นะ กลัวสังคมรู้ว่าครอบครัวฉันมีคนป่วย เพราะคิดว่าจะกระทบกับตัวเองหรือพี่น้องคนอื่น หรือเวลาขึ้นแท็กซี่ เราบอกไปส่งศรีธัญญาหน่อย เขาปฏิเสธทันที หรือแม้กระทั่งถามว่า ผมจะติดเชื้อบ้าไหม มันสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสังคมไทยต่อผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมาก”

นุชจารี บอกว่า สมาคมฯ พยายามดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างถูกวิธีและมีกระบวนการฟื้นฟูอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถก้าวออกไปยืนในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดูแลตัวเองและช่วยเหลือครอบครัวได้ รวมถึงได้รับโอกาสจากนายจ้าง

“เมื่อบอกว่าเรามาจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เขามักบอกว่า รอก่อนได้ไหม ขอปรึกษากันก่อน กลัวไว้ก่อน กลัวเป็นคนบ้ามาสมัครงาน เดี๋ยวไปทำร้ายคนโน้นคนนี้”

อย่างไรก็ตามเธอบอกว่า นอกจากเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้จ้างงานแล้ว ยังต้องพัฒนาผู้ป่วยให้สามารถเข้าใจตนเองจนสามารถทำงานได้อย่างแท้จริงด้วย มิใช่ไปสร้างปัญหาให้กับองค์กร

นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เห็นว่า ถึงเวลาที่สังคมควรทราบและเข้าใจเสียที ความพิการทางจิตไม่ใช่ความพิการถาวรและสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการดูแลรักษาและมีกระบวนการเยียวยาที่ดี โดยทุกๆ 8 ปี เมื่อถึงเวลาทำบัตรผู้ป่วยจิตเวชหรือคนพิการทางจิตใจ แพทย์จะประเมินความพิการ หากเห็นว่าสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่เข้าข่ายบกพร่องพิการ แพทย์จะไม่ต่อบัตรคนพิการให้ เป็นเพียงแค่ผู้ป่วยที่ยังต้องกินยาตามคำแนะนำเท่านั้น

ทั้งนี้สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวที่มีผู้ป่วยทางจิตอยู่ในครอบครัว รวมถึงจิตอาสา หลังเห็นปัญหาด้านทัศนคติและความไม่เข้าใจผู้ป่วยในสังคมไทย โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1 แสนคน

“ผู้ป่วยหลายคน เดิมอยู่แต่ในบ้าน เหมือนตกอยู่ในโลกของความมืด วันหนึ่งมีโอกาสเข้ามาอยู่ในสมาคมฯ เขาบอกว่า สังคมนี้ยังมีแสงสว่าง และบอกตัวเองว่า เขาจะไม่อยู่ในมุมมืดอีกต่อไป และจะทำให้คนอื่นเห็นแสงสว่างเหมือนกับเขา”

 

นุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย

 

คนไทยยังไม่เข้าใจเรื่องโรคจิต

ไขศรี วิสุทธิพิเนตร นักเขียนผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การเป็นผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์และโรคซึมเศร้าในงานเขียน ผ่านหนังสือเรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง เล่าว่า หลังจากหายป่วยมีโอกาสไปร่วมงานกับองค์กรระดับครอบครัวในคอร์สอบรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวช พบว่า หลายเคสที่ผู้ป่วยอยู่ในช่วงวัยรุ่นระดับมัธยมปลาย คุณพ่อคุณแม่รู้สึกทุกข์มากเพราะไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือลูกเขาอย่างไร

ขณะที่เด็กจำนวนมากเมื่อป่วย ทางโรงเรียนจะขอร้องให้เด็กหยุดเรียน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นเหมือนการผลักเด็กเข้าไปอยู่ในห้องส่วนตัวและทำให้เห็นภาพชัดว่า สถาบันต่างๆ ในสังคมยังไม่มีความเข้าใจเรื่องโรคทางจิตเวชดีพอ

“เมื่อเจ็บป่วยแล้วยังไงก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อบำบัดรักษา ขณะที่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้วิธีสื่อสารและสะท้อนความรู้สึกของคนที่เรารักออกมา จริงๆ การจะผ่านพ้นความอาการเจ็บป่วยไปได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นเรื่องของความอดทน”

ไขศรี ยังเห็นว่า โลกใบนี้ไม่ว่าใครก็สร้างปัญหาให้กับสังคมได้ด้วยกันทั้งนั้น อยากให้สังคมมองอีกมุมว่า หลายๆ ครั้งที่เราอดทนกับปัญหาจากคนปกติได้ ทำไมเราถึงอดทนกับคนป่วยทางจิตและให้โอกาสเขาบ้างไม่ได้

บอย โกสิยพงษ์

บทเรียนจากบอย โกสิยพงษ์ “อยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด”

ภาวะไม่ปกติทางจิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดฐานะว่าจะรวยหรือจนและใครจะรู้ว่า บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง ก็เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเช่นกัน

บอย บอกพร้อมกับตั้งคำถามไปพร้อมๆ กันว่า “โลกนี้ใครบ้างที่สมบูรณ์ ผมว่าไม่มีและเป็นไปไม่ได้ ผมเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเเละคิดว่าทุกคนต้องเคยเป็นเพียงเเต่ไม่รู้ ทุกคนมีเวลาที่เศร้าสูญเสียและไม่สามารถออกมาจากความเจ็บปวดนั้นได้”

ครึ่งหนึ่งในอดีตบอยเผชิญกับความเศร้าหลังจากสูญเสียคนในครอบครัวที่ตัวเองรักอย่างต่อเนื่อง คนแล้วคนเล่า

“ครอบครัวเราสนิทกันมากทั้งพี่ชายพี่เขยคุณยาย พ่อ แม่ แต่ห้าปีนั้นเป็นช่วงที่เสียชีวิตไปทีละคน จนผมรู้สึกว่าไม่ไหวเเล้ว เศร้ากับชีวิตมาก อะไรจะเยอะขนาดนั้น จนกระทั่งพ่อเสีย นั่นคือคนที่ 4 ผมสนิทกันกับพ่อมากตั้งเเต่เด็ก

“แรกๆ ที่พ่อเสีย เราพยายามจะเข้มแข็งทำใจยอมรับ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ข้างในเราไม่ได้ยอมรับ เราใช้เวลานอน ตื่นขึ้นมาเพื่อจะนอนต่อ เป็นแบบนี้อยู่หนึ่งเดือน ไม่ไปทำงาน ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จนภรรยาร้องไห้เพราะไม่อยากเห็นเราเป็นแบบนี้”

บอยตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ จนทราบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า คุณหมอให้ยาปรับสารเคมีในร่างกายจนเริ่มได้สติรู้สึกตัวว่า ต้องลุกขึ้นมาเพื่อเดินหน้าอีกครั้ง

“เรากลับมานั่งคิดว่าทำยังไงที่จะอยู่ในสถานะไม่มีพ่อ เป็นลูกกำพร้าได้ เลยนึกถึงคำที่พ่อสอนว่าให้อยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด ก็เลยแต่งเป็นเพลงLive and Learn ขึ้นมาเพื่อที่จะสอนใจตัวเอง หลังจากนั้นผมก็หลุดออกมาได้”

“พ่อผมสอนเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กแล้วว่า ให้เราอยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด เรานึกในใจว่า ถ้าพ่อยังอยู่เขาจะพูดอะไรกับเรา….ซึ่งพ่อก็คงพูดคำนี้เหมือนเดิม มันทำให้ผมคิดได้ว่า สิ่งที่พ่อสอนมันก็ยังอยู่ในสายเลือดของเรา เลือดของเรายังมีพ่ออยู่เสมอ” นักแต่งเพลงชื่อดังย้อนความถึงอดีตเมื่อราวปี 2004 ที่สลัดความผิดหวังได้อย่างงดงาม

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเขากลับมาเป็นโรคซึมเศร้าอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความเหงา อยู่บ้านเพียงคนเดียวโดยไร้ภรรยาและลูกๆ

“คนโตไปเรียนต่อต่างประเทศ คนเล็กต้องการไปฝึกไอซ์สเก็ตที่อเมริกา ภรรยาผมก็ต้องไปดูแลเขา ผมเป็นคนเซนซิทีฟกับการไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราเข้มแข็งไม่พอที่จะเสถียรในทุกๆ วัน ช่วงที่ผ่านมาเลยกลับมาเป็นโรคซึมเศร้า ทานยาอีกครั้งเพื่อทำให้ผ่านกลางคืนที่เป็นเวลาเศร้าที่สุดไปได้”

สิ่งที่บอยเผชิญทำให้เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเราจะเป็นโรคซึมเศร้า และคงไม่มีใครสามารถมีภาวะอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบเพอร์เฟคไปได้ตลอดชีวิต

“ในเฟซบุ๊กเราเห็นแต่ด้านดีๆ ชีวิตที่ดี อาหารที่ดี รถดี ทุกอย่างดีหมดเลย ผมว่านั่นแหละคือความป่วยของสังคม ที่ต้องโชว์แต่ด้านดีของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทุกคนมีปัญหาหมด เราเกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกัน ส่วนนี้เราขาด เราอ่อนแอ ก็มีคนที่เข้มแข็งคอยปลอบใจ และเวลาหนึ่งเราอาจจะเป็นผู้ปลอบใจคนที่ขาดบางอย่างในสิ่งที่เรามี”

 

เปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้ป่วยด้วยทัศนคติและคุณภาพในการรักษา

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคทางจิตในประเทศไทย หลายหน่วยงานด้านสาธารณะสุขระบุในแนวทางเดียวกันว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมดกว่าล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคซึมเศร้า (Depression) และโรควิตกกังวล

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต บอกว่า อัตราการเจ็บป่วยของโรคจิตเวชมีสัดส่วน 1 เปอร์เซนต์ของประชากรทั่วโลก ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนสัดส่วน แต่อยู่ที่คุณภาพในการเข้าถึงและบำบัดรักษา ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาด้วยกัน

“ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าถึงการรักษาประมาณ 60 เปอร์เซนต์ โรคจิตเภทเข้าถึงประมาณ 70 เปอร์เซนต์ ขณะที่ประเทศเจริญแล้วพุ่งสูงถึง 90 เปอร์เซนต์ ถึงแม้แนวโน้มในบ้านเราจะดีขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือ ลักษณะการเข้าถึงของไทย เป็นการรักษาโดยใช้ยาเป็นหลัก ในขณะที่โรคจิตเวชใช้ยาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องการกระบวนการดูแลทางด้านสังคมและจิตใจให้กับผู้ป่วยและญาติด้วย”

นพ.ยงยุทธ ย้ำว่า เดิมทีปัญหาใหญ่คือการเข้าไม่ถึงบริการ แต่ปัจจุบันปัญหาถูกโฟกัสไปที่คุณภาพการรักษาและปัญหาด้านทัศนคติทางสังคม ซึ่งรวมถึงบรรยากาศแห่งการยอมรับไม่รังเกียจเดียดฉันท์

“ประเทศพัฒนาแล้วพยายามเพิ่มคุณภาพการรักษาและบำบัด เมื่อคุณภาพดีขึ้น ภาพพจน์ของผู้ป่วยก็ดีมากขึ้น คนไข้ที่เดินเคว้งคว้างตามถนนและสร้างความรุนแรงนั้นไม่มี พูดง่ายๆ ว่าเป็นผลลัพธ์ซึ่งกันและกัน

“อีกหนึ่งเรื่องที่มีผลต่อการสร้างภาพลักษณ์คนไข้คือ การพยายามเพิ่มสถานภาพของกลุ่มผู้ป่วยและญาติที่ดีขึ้น เช่น ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ป่วยและญาติเข้ามามีบทบาททั้งในการกำหนดนโยบาย การตั้งกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสามารถใช้พื้นที่สาธารณะจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ แนวทางเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยกล้าปรากฎตัวต่อสังคมได้ดีขึ้น”

นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต ทิ้งท้ายว่า การให้โอกาสและสิทธิกับพวกเขามากยิ่งขึ้น จะนำไปสู่การเรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดีและนำไปสู่การกระตุ้นให้ภาครัฐพัฒนาคุณภาพการบำบัดรักษาต่อไป

***********************************

หมายเหตุ – สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เพื่อนคนป่วยใจ” เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมรวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์คอยให้ข้อมูลและตอบคำถาม

“จนกระจาย4.0” เมื่อรัฐบอกเศรษฐกิจดี เเต่พ่อค้าแม่ขายแทบไม่พอยาไส้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 18:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512019

"จนกระจาย4.0" เมื่อรัฐบอกเศรษฐกิจดี เเต่พ่อค้าแม่ขายแทบไม่พอยาไส้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของปี 2560 ขยายตัว 3.7 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส แถมยังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปี 2560 ว่าจะขยายตัว 3.5-4.0%

ขณะที่ฟากตลาดหุ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ดัชนียังพุ่งทะยานถึง 28 จุด ยืนเหนือ 1600 จุดได้สำเร็จและมีมูลค่าการซื้อขายเกือบแสนล้านบาท

ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่เดินหน้าไปในทิศทางบวก พ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม้ขายกลับเห็นตรงกันข้าม…

เสียงร้องโอดโอยจากตลาดสด

เวลายามบ่ายที่ตลาดสดคลองเตย  วัลนา ถินเเพ วัย 55 ปี แม่ค้าขายปลา นั่งเล่นสมาร์ทโฟนด้วยท่าทีสบายๆ เมื่อได้ยินคำถามเรื่องภาวะเศรษฐกิจ เธอสะดุ้งตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยปากว่า “ดูสิ นั่งเล่นเฟซ เล่นไลน์จนจะหลับแล้ว ดีไหมล่ะ”

วัลนาขยายความว่าตั้งแต่ปี 2557 รายรับลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้แม่ค้านั่งมองตากันปริบๆ พื้นที่ที่เคยคับแคบ ลูกค้าเดินหัวไหล่ชนกัน กลายเป็นกว้างใหญ่ ยอดขายตกต่ำแทบทุกร้าน สิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่ จำนวนผู้ค้าและตลาดที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้คน รวมไปถึงการจัดระเบียบควบคุมของกรุงเทพมหานคร

“แม่ค้าในตลาดเยอะแต่คนเดินน้อยลง ที่จอดรถก็ไม่มี จอดปุ๊ปถูกล็อก คนหนีไปห้างดีหมด คนสมัยนี้กินมื้อต่อมื้อ ทำเองบ้าง ซื้อกินสำเร็จรูปบ้าง พากันหายไปหมด ไม่ค่อยมีใครมาซื้อไปตุนไว้หลายๆ มื้อ”

รายรับของแม่ค้าขายปลาอย่างวัลลาเป็นไปในลักษณะเงินหมุนเวียน พูดง่ายๆ ว่าได้เงินมาก็นำไปซื้อสินค้าเพื่อขายในวันถัดไป โดยมีกำไรแต่ละรอบการลงสินค้า 10-20 เปอร์เซนต์ หลังหักลบค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เช่น ค่าน้ำแข็ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่าลูกจ้างที่ให้สูงถึงวันละ 500 บาท

“อยู่ได้เพราะเงินหมุนเวียน มีเงินใช้อยู่ตลอด แต่จะขายดีจนมีเงินมากพอไปใช้หนี้เขาหรือเปล่า อันนี้อีกเรื่อง ต้องคุยกับเถ้าแก่อยู่ที่เครดิต บางคนไม่มีไปกู้เงินแขกรายวันก็มี”

 

วัลนา ถินเเพ วัย 55 ปี แม่ค้าขายปลา

ตี๋ คลองเตย พ่อค้าขายอาหารทะเล บอกว่า หมดยุคความรุ่งเรืองของตลาดสดแล้ว คนเก่าขายไม่ได้ก็ออกไป คนใหม่เข้ามาก็เจ๊ง ทุกวันนี้ทำแล้วต้องอดทน พยายามไม่สร้างปัญหาหนี้สิน พึ่งพาตนเองและมีชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละเดือน

“ยากเเล้วจะกลับมาคึกคัก สถานการณ์มันเปลี่ยน ของขายไม่ดี คนกระจายไปหมด รถก็ติดไม่มีใครอยากเดินทางมาซื้อของไกลๆ เด็กรุ่นใหม่ก็ไปเดินห้าง เดินตลาดใหม่กันหมด เงินมันเลยไม่ตกถึงตลาดสด คิดดูนะ สมัยก่อน 5 โมง ผมยังต้องตามไปหาของมาขายเพราะคนซื้อเขาต้องการ ทุกวันนี้ 5 โมง ของยังเหลืออีกบานเลย”

พ่อค้ามากประสบการณ์รายนี้บอกว่า เมื่อรายรับต่ำก็พาลทำให้ตัวเองไม่กล้าใช้จ่ายไปด้วย เศรษฐกิจในระดับชาวบ้านจึงฟืดเคืองกันไปหมด

นพรัตน์ แม่ค้าผักวันเก๋า ตลาดสดคลองเตย บอกว่า เศรษฐกิจไม่ดีนานแล้ว คนจำนวนมากเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดต่างจังหวัด ทำให้จำนวนคนในเมืองลดลง ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่เลือกที่หาซื้อสินค้าถูกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารตามห้างสรรพสินค้า ในช่วงเวลาก่อนปิดให้บริการ

“เมื่อก่อนเบียดกันจะตาย สมัยนี้นับคนได้ คนประหยัดกันมาก ซื้อแต่ของสำเร็จรูป ในห้างเห็นไหม เย็นๆ ค่ำๆ เอามาเลหลังขายไม่กี่บาท ราคาถูกจะตาย มาเสียเวลานั่งหา นั่งทำเองทำไม แม่ค้าในตลาดมันเลยมีแต่เจ๊งกับเจ๊า ตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว”

สุวรีย์ หิรัญพรฐานนท์ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวแกงย่านอโศก

แผงลอยสุดหงอย

กลุ่มหาบเร่แผงลอยก็ไม่แพ้กัน เผชิญหน้ากับความย่ำแย่และรายได้ลดลงฮวบฮาบกันถ้วนหน้า

ดาวใจ หอมกลิ่น แม่ค้าขายไส้กรอกอีสาน ส่ายหัวหลังถูกถามว่าขายดีไหม ก่อนจะเอ่ยปากว่า “คนเงียบ หลังเมษาคนกลับบ้านว่าเงียบแล้ว หลังวันแม่มายิ่งเงียบไปใหญ่ ดูไม่ค่อยอยากใช้จ่ายกันเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไม เขาไม่ซื้อเราก็ไม่มีเงินไปคิดซื้อหาอย่างอื่น คงต้องรอเศรษฐกิจดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง”

สุวรีย์ หิรัญพรฐานนท์ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวแกงย่านอโศก ผู้ปักหลักค้าขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ เห็นว่า เศรษฐกิจตกต่ำมาหลายปีแล้ว บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา จำนวนคนใช้จ่ายลดลงมาก ประกอบกับมีการจัดระเบียบทางเท้าด้วย ทำให้โอกาสการสร้างรายได้ลดลง จากกำไรวันละ 4-5 พันบาท เหลือเพียงเงินต่อทุนสำหรับวันพรุ่งนี้

“ลงทุนวันละ 6-7 พัน แทบไม่เหลือกำไร ขายได้ก็เอาไปซื้อของลงพรุ่งนี้หมด คนมันน้อยเพราะไม่มีที่นั่ง เมื่อก่อนกางผ้าใบกันแดดกันฝนได้ ตอนนี้ไม่ได้ อากาศร้อนๆ คนก็ไม่นั่งแล้ว”

วิธีปรับตัวของสุวรีย์ก็คือการผลิตให้น้อยลงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คน ซึ่งภาวะที่เป็นเช่นนี้ นานวันเข้า นำไปสู่ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ เนื่องจากรายรับไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่าย

“เมื่อก่อนมีแต่ทำของเพิ่ม ตอนนี้ต้องลดลง ลดลงไปเยอะมาก คนไม่ซื้อ เงินก็ไม่มีใช้จ่าย แม่ค้านี่ไม่ต้องคิดว่าจะไปซื้ออะไรฟุ่มเฟือย เป็นหนี้ด้วยซ้ำ ขายไม่ได้ก็ต้องกู้เพิ่ม แต่ละเดือนรายจ่ายมันสารพัด”

สำราญ อังครา อายุ 46 ปี ขับรถตุ๊กตุ๊ก

รายได้หดภาระอื้อ เอาแค่วันนี้ให้รอด

เมื่อเงินตกไม่ถึงแม่ค้า ทางปลอดภัยที่สุดของพวกเขาก็คือ การลดการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวและรอวันขาขึ้นของเศรษฐกิจอีกครั้ง

ปัญญา เเก่นแก้ว พ่อค้าไก่ทอดน้ำปลา บริเวณตลาดนัดประชานิเวศม์และสนามบินน้ำ บอกว่า 10 ปีที่ขายมาไม่มีเวลาไหนตกต่ำเท่านี้ เมื่อ 3 ปีก่อนนั้นมีรายรับมากถึงวันละ 8,000 บาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงแค่ 3,000 บาท  จำนวนคนเดินตลาดนั้นมากเท่าเดิมเพียงแค่คนควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อจับจ่ายลดลง

“ประเทศช่วงนี้เงินมันไม่ค่อยสะพัด ไม่คล่องตัว ติดขัดไปหมด คนก็เดินแน่น แต่คนจ่ายเงินกลับน้อยลง”

พ่อค้ารายนี้แก้ปัญหาด้วยการเปิดแผงค้าแห่งใหม่แห่งที่สอง แยกกันขายกับภรรยา แต่ยอดขายก็กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“3 ปีก่อนผมขายที่เดียว ตอนนี้แยกกันขาย รวมกันแล้วยังไม่ถึง 5,000 บาทเลย ต้นทุนมันเพิ่มแต่กำไรไม่ถึงครึ่ง เหลือประมาณ 40 เปอร์เซนต์ พูดง่ายๆ วันนี้เหนื่อยมากขึ้นแต่กำไรลดลง” พ่อค้าวัย 54 ปีบอกพร้อมกับยกตัวอย่างการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชนวันนี้ให้ฟังว่า

“บ้านหนึ่งมี 3 คน เคยซื้อกับข้าวคนละอย่างมากินรวมกัน ตอนนี้ลดเหลือแค่ 2 คนขายแย่เลยครับ”

รายได้ที่ลดลงทำให้ทุกวันนี้ปัญญาคิดทบทวนมากขึ้นในการใช้จ่าย เลือกซื้อในสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ซื้อหาสิ่งของฟุ่มเฟือยบันเทิงใจ พร้อมกับเชื่อว่า เมื่อไหร่ที่ประเทศมีเสถียรภาพ ความมั่นคง รวมถึงภาพอนาคตที่ชัดเจนมากกว่านี้ทุกคนจะกล้าใช้จ่ายมากขึ้น

 

ผู้ค้าหลายรายชี้ว่า การจัดระเบียบทางเท้า กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจระดับล่างไม่สะพัดเช่นในอดีต

ณรงค์เดช จักรยานยนต์รับจ้าง แยกเตาปูน บอกว่า บรรยากาศอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ทุกวันนี้ทุกคนพากันเอื่อยเฉื่อย ไม่กล้าจับจ่าย ทำให้เงินไม่สะพัด นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่  สำหรับพื้นที่แยกเตาปูน หลังการเชื่อมต่อสมบูรณ์ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีน้ำเงิน ทำให้จักรยานยนต์รับจ้าง รายได้ลดลงไปจากเดิมที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึงวันละ 1,400 บาท เหลือ 1,000 บาท

“จริงๆ ก็พออยู่ได้ครับ วันละ 1,000 แต่ต้องวิ่งทั้งวันนะ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สำราญ อังครา อายุ 46 ปี ขับรถตุ๊กตุ๊ก ปักหลักแยกเตาปูนมากว่า 6 ปี บอกว่า รายได้ลดลงเหลือเพียงแค่ 600-700 บาท จากปกติได้มากถึงวันละ 1.000 บาท และไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนถึงเงียบเหงา หายไปเสียดื้อๆ

“เมื่อก่อนออกเช้า เข้าบ้าน 2 ทุ่ม ตอนนี้ เข้าบ้าน 3-4 ทุ่มแต่ดันได้เงินน้อยลง ประคองตัวเองไป ผมไม่รู้ว่าคนหายไปไหนหมด เคยนั่งก็ไม่นั่ง ไปนั่งรอรถเมล์”

ด้วยความที่คนลดน้อยลงทำให้สำราญแก้ปัญหาด้วยการหารายได้จากแม่ค้าตามตลาดแห่งอื่นมากขึ้น เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป

ฐิติกร บวรอุดม อายุ 35 ปี  แม่ขนมกุ้ยช่าย แยกเตาปูน บอกว่า การจัดระเบียบความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดของกทม. กลายเป็นอุปสรรคให้กับการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากปิดโอกาสซื้อขายของผู้คน ซึ่งในอดีตมักแวะจอดรถเพื่อเดินซื้อสินค้า

“ไม่มีที่จอดรถ แวะเวียนหาซื้ออาหารไม่ได้ ตอนนี้รายได้ลดลงจากเดิมกว่าครึ่ง 5,000 บาท เหลือเพียง 2,000-3,000 บาท ในช่วง 3-4 ปีหลัง”

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

รายได้ไม่ถึงระดับล่าง-อนาคตไม่แน่นอน คนไม่กล้าจ่าย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย บอกว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้นมา เกิดจากภาคการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เเละกลุ่มท่องเที่ยว ขณะที่ในภาคอื่นๆ อย่างภาคการก่อสร้าง อุตสาหกรรม การผลิตและการบริการไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่เเละกระจายตัวได้น้อยกว่าในอดีต ซึ่งหมายถึงการลงทุนในภาคเอกชนนั้นลดลงตามมา เห็นได้ชัดว่า รายได้นอกภาคเกษตรอย่างการผลิตและส่งออกในภาคอุตสาหกรรมไม่เติบโตเพียงพอจะยกระดับเศรษฐกิจในประเทศได้ ตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์

เขาบอกต่อว่า แม้รายได้ของภาคเกษตรจะเติบโตขึ้นมากถึง 10 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับปีที่เเล้วที่ประสบกับปัญหาภัยเเล้งเเละราคาผลผลิตตกต่ำจากการลดลงของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามพบว่า ไม่มีการกระจายตัวในการใช้จ่ายเข้าสู่ภาคบริการในเมือง เรียกว่าขาดการเชื่อมโยงจากภาคเกษตรกับภาคบริการและการบริโภคจับจ่ายใช้สอยในเมือง เนื่องจากคนในภาคเกษตรนำเงินที่ได้รับไปใช้หนี้สิน เงินจึงไม่หมุนหรือกระจายตัวมากเท่าที่ควร

ส่วนกลุ่มคนระดับกลาง กลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำหรือรายได้ทรงตัว มักเลือกที่จะออมเเละรัดเข็มขัดเอาไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะกำลังซื้อไม่มี แต่เป็นเหตุผลด้านทัศนคติและมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หากไม่มั่นใจก็มักระมัดระวังการใช้จ่าย

“ธรรมชาติของคนเราเมื่อเห็นสภาพความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ก็มักตั้งคำถามว่า มันจะเป็นการฟื้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ การลงทุนต่างๆ จะกลับมาไหม เมื่อไม่กล้าใช้จ่าย เงินจึงไม่หมุนเวียนในระบบ”

ผ.อ.สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย แนะนำว่า ประชาชนควรประเมินสถานภาพของตนเอง การลงทุนและการใช้จ่ายสอดคล้องกับรายได้ปัจจุบันและอนาคตหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลมากจนเกินไป ขณะที่นโยบายของภาครัฐจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะของการลงทุนสำคัญ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้คนเห็นภาพอนาคตที่สดใสและมั่นใจว่าทำได้จริง เมื่อนั้นความเชื่อมั่นใจก็จะกลับมา

 

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 06:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/511733

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจกำลังเดินหน้า มีกำหนดเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ด้วยข้อเสนอหลากหลาย ทั้งการให้พนักงานสอบสวนเป็นอิสระ ที่มาการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ปราศจากการครอบงำทางการเมือง การแต่งตั้งโยกย้าย การสังกัดของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นทั่วประเทศบนโจทย์ที่ว่าปฏิรูปตำรวจ ประชาชนต้องได้ประโยชน์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปตำรวจประสบความสำเร็จคือการปฏิรูประบบกับคน เพราะปัญหาทุกวันนี้มาจากการเมืองเข้ามาก้าวก่าย ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เนื่องจากมีอำนาจตั้ง ผบ.ตร. ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่การเมืองก็สามารถเข้ามาข้องเกี่ยวได้เหมือนเดิม

สำหรับทางออก ควรให้อดีต ผบ.ตร.สมัครคัดเลือกเป็นประธาน ก.ตร. และให้ระดับผู้กำกับการ (ผกก.) เลือกตั้ง ผบ.ตร.กันเอง ถือว่าเป็นประชาธิปไตยไม่มีใครแทรกแซงได้ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ที่ให้ตุลาการเลือกกันเองไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจกล้าทำหรือไม่

ประเด็นที่ว่า ตำรวจควรแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า งานตำรวจเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญมีภูมิองค์ความรู้ หากให้หน่วยงานอื่นมาทำงานสอบสวนคงทำไม่ได้แน่นอน เชื่อมั่นว่าไม่มีหน่วยงานใดสอบสวนได้ดีเท่ากับตำรวจได้

“พนักงานสอบสวนจึงควรอยู่กับสำนักงานตำรวจฯ ต่อไป เนื่องจากมีองค์ความรู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญมานาน และตำรวจต้องไม่ไปขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเชื่อว่ายังไงก็คงมีการแทรกแซงทางการเมืองอยู่ดี เละเทะแน่นอน”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังสะท้อนทัศนะการขาดแคลนพนักงานสอบสวนในปัจจุบันว่า ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานที่นายตำรวจทุกคนรับทราบดีว่ากำลังพลที่มีอยู่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะแม้แต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ยอมรับเช่นกันว่าหลายพื้นที่มีปัญหาขาดแคลนพนักงานสอบสวน

ต้นเหตุความขาดแคลนพนักงานสอบสวนมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 ให้ยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน ทำให้พนักงานสอบสวนไม่อยากทำงานตรงนี้ จึงย้ายไปทำงานในสายอื่นแทน เช่น ปราบปราม สืบสวน และจราจร

ทั้งนี้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนต้องคลุกคลีทำงานอยู่กับสำนวนคดี เดิมที่มีการกำหนดตำแหน่งสายงานพนักงานสอบสวนไว้ คือ พนักงานสอบสวน (สบ 1) เทียบเท่ารองสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 2) เทียบเท่าสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 3) เทียบเท่ารองผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 4) เทียบเท่าผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 5) เทียบเท่ารอง ผู้บังคับการ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ แต่เมื่อยุบเลิกตำแหน่งจึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนตามมา ตำรวจคนอื่นๆ ก็ไม่อยากเป็น

“พอยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน หลายคนเลยขอย้ายแต่ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้สนใจอะไร ถ้าเป็นประชาชนคงโวยแน่ แต่เป็นตำรวจมีระเบียบวินัยเลยไม่กล้าโวย พนักงานสอบสวนทำงานหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น ก็ต้องยอมรับสภาพ ส่วนค่าตอบแทนก็เท่าเดิม ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป”

อดีต ผบ.ตร.ย้อนถามกลับถึงผู้มีอำนาจดูแลตำรวจว่า ทำไมถึงปล่อยให้พนักงานสอบขาดแคลนกลายเป็นปัญหา อย่างกรณี สน.พลับพลาไชย 2 พบว่ามีพนักงานสอบสวนทำงานแค่ 3 คนเท่านั้น แล้วคนอื่นหายไปไหนหมด จึงมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความสนใจบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลพร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน

แน่นอนปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมกระทบกับประชาชนเช่นกัน ในการเข้าไปใช้บริการแจ้งความคดีต่างๆ เรื่องนี้ทาง ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ควรเข้าไปบริหารจัดการโรงพักที่ประสบปัญหาอย่างเร่งด่วนก่อน และเสนอขอให้ยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาพนักงานสอบสวนขาดแคลนเช่นกัน

“พนักงานสอบสวนนั้น ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ประจำตามโรงพัก ไม่ใช่ว่าตำรวจสอบสวนเสร็จแล้วส่งอัยการเท่านั้น แต่มีคดีเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป อย่างคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาใน จ.สงขลา ก็ต้องใช้ตำรวจระดับสูงเข้ามาทำคดี โดยไม่ใช่การทำคดีของพนักงานสอบสวนระดับสถานีตำรวจ เพราะพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ คือพนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่อาจยังมีความรู้ความสามารถไม่มาก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว