รายงานพิเศษ : ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยยุคใหม่ คนรวยจะเหมือนเดิม คนชั้นกลางจะลงระดับล่าง และคนชั้นล่างจะตกขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243412

รายงานพิเศษ : ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยยุคใหม่ คนรวยจะเหมือนเดิม คนชั้นกลางจะลงระดับล่าง และคนชั้นล่างจะตกขอบ

รายงานพิเศษ : ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยยุคใหม่ คนรวยจะเหมือนเดิม คนชั้นกลางจะลงระดับล่าง และคนชั้นล่างจะตกขอบ

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันนี้หากจะมองถึงการดำเนินชีวิตภายใต้สภาวการณ์ที่เรียกกันว่า เป็นระบบทุนนิยม เราจะพบว่า ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมากระทบต่อประชากรของประเทศ จะมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จในขณะเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้เกิดทฤษฎีใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เกิดสิ่งที่ดีมากกว่าสิ่งที่เป็นปัญหา จึงได้เกิดแนวคิดแนวปฏิบัติใหม่ ที่เรียกว่า ไทยแลนด์ 4.0 อันเป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของโลกอุตสาหกรรม

ไทยแลนด์ 4.0 คือระบบเศรษฐกิจในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่กำลังเริ่มต้นของช่วง ปี พ.ศ.นี้และจะไปเกิดเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในอีก 10-20 ปีข้างหน้าโดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนี้มีที่มาจากระบบทุนนิยมที่มีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จนั่นเอง โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ จะมีทั้งแรงผลักและแรงส่งไปพร้อมๆ กัน

แรงผลักคือวิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมา การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นและทำลายล้างในยุคโลกไร้พรมแดน วิกฤตการณ์ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ วิกฤตการณ์ด้านประชากรสูงอายุมากขึ้นแรงงานลดลง สังคมแบ่งขั้วแบ่งชนชั้นคนรวยคนจนอย่างรุนแรง วัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบไม่มีเหตุผล ผู้บริโภคส่วนใหญ่ล้มละลาย มีหนี้ท่วมตัว ตัวอย่างความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโลก คือปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมรัฐบาลทุกยุคสมัยประกาศสงครามต่อสู้กับความยากจน ผลคือความยากจนเป็นฝ่ายชนะรัฐบาลเสมอมา

แรงส่ง เป็นผลพวงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค 2-3 ที่ผ่านมา เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีอัจฉริยะ สังคม-วัฒนธรรม ที่มีการเชื่อมต่อกันตลอดเวลา ในระดับหน่วยเศรษฐกิจที่เล็กที่สุด โดยผ่านระบบเชื่อมต่อเสมือนจริง มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเตอร์เนตมาใช้ในกระบวนการผลิตและกระจายสินค้าบริการ เชื่อมความต้องการของผู้บริโภคแต่ละรายเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง และมีหน่วยผลิตอย่างฟาร์มเกษตร-โรงงานฯแบบอัจฉริยะ (Smart farms-smart factories) ที่สามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคแต่ละรายเป็นจำนวนมากๆ ได้รวดเร็วทันเวลา ผู้ผลิต-ผู้บริโภคให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในการเริ่มต้นของ ไทยแลนด์ 4.0 คือ การเตรียมพร้อมในการรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ คือ มีพื้นที่ส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับการฟื้นงานด้านเกษตร แต่ต้องอย่าลืมที่จะป้องกันการรุกล้ำของชุมชนเมืองที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระจายอำนาจทางการคลัง ธนาคารโลก ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ กับการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0” ให้แก่นักศึกษาโปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มรภ.สงขลาเมื่อเร็วๆ นี้ฟังว่า เศรษฐกิจ 4.0 ในนโยบายของรัฐบาลไทยใช้ 3 กลไกขับเคลื่อน ได้แก่ 1.Productive Growth Enginesคือการปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ อาทิ สร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ บริหารจัดการสมัยใหม่ สร้างคลัสเตอร์ทางด้านเทคโนโลยี พัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ริเริ่มการร่วมทุนรัฐและเอกชนในโครงการขนาดใหญ่ และบ่มเพาะธุรกิจด้านเทคโนโลยี2.Inclusive Growth Engines คือการ กระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่ง โดยสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัด พัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากในชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ ส่งเสริมและสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ยกระดับขีดความสามารถ การเสริมสร้างทักษะและพัฒนาศักยภาพของพลเมือง ให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลง ชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์และ 3.Green Growth Engines คือ การใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้พลังงานทดแทน คำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบ มากกว่าความได้เปรียบด้านต้นทุน

ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจ 4.0 ด้วย 5 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1.Biotechnology เกษตร อาหารฐานนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ เน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเชื่อมต่อผู้ผลิตกับผู้บริโภคแบบครบวงจร 2.Bio-Medical สาธารณสุข สุขภาพ ฐานเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ 3.Robotic เครื่องมือเทคโนโลยีอุปกรณ์อัจฉริยะหุ่นยนต์ ระบบเครื่องกลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการควบคุม 4.Digital & IOT เทคโนโลยีการสื่อสาร การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตแบบอัจฉริยะ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ 5.Creative &Culture: อุตสาหกรรมและบริการสร้างสรรค์ เชื่อมโยงโรงงานกับผู้บริโภค สื่อเสมือนจริง การท่องเที่ยวฐานวัฒนธรรมเชื่อมโยงพื้นที่ วัฒนธรรม หน่วยให้บริการนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร ในอนาคตบริษัทขนาดใหญ่จะถูกย่อยเป็นบริษัทขนาดเล็ก ขณะเดียวกันผู้ที่ทำธุรกิจแบบเดี่ยวๆ จะมีน้อยลงแต่จะรวมกลุ่มกันและมีการลงทะเบียนเพื่อควบคุมมาตรฐานสินค้าเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้จะมีการนำระบบเงินตราแบบอิเล็กทรอนิกส์(เงินเครดิต-เงินเสมือนจริง) มาใช้แทนระบบเงินตราแบบดั้งเดิม ผ่านธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ของไทยเราคือ “พร้อมเพย์”(Prompt pay) อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ จะเปลี่ยนรูปแยกตัว-กระจายตัวออกเป็นหน่วยย่อยๆ ที่เป็นอิสระจากกันมากขึ้น และรวมหน่วยปัจจัยการผลิต-ผู้บริโภคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ เชื่อมโยงผ่านระบบเครือข่าย ธุรกิจเน้นการพึ่งพากันและกัน มากกว่าแข่งขันแบบทำลายล้าง ธุรกิจเพื่อสังคม สหกรณ์ และองค์กรภาคประชาสังคม เข้ามามีบทบาททดแทนหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น ขณะเดียวกันการเมืองก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประชากรเมืองเพิ่มขึ้น คนเมืองมีมากกว่าร้อยละ 70 เมืองยุคดั้งเดิมถูกแทนที่โดยเมืองสมัยใหม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญมากขึ้น เปลี่ยนบทบาทจากการปกครองเป็นการบริหารเมืองสมัยใหม่ รัฐในระดับชาติทำหน้าที่ด้านการกำกับดูแลตลาด การจัดสรร และการกระจายเพื่อลดปัญหาชนชั้น ผลิต-ให้บริการ น้อยลง เปลี่ยนผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เป็นพลเมืองที่มีความรู้ ผลิต-บริโภคอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทย 4.0 จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเบื้องต้นต่อไปนี้คือ 1.การเกิดพลเมืองยุคใหม่ 2.การเกิดเทคโนโลยีการผลิตและเชื่อมต่อยุคใหม่ (พลังงาน วัสดุ เกษตร ไอที การจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ฯลฯ) 3.การกระจายการถือครองทรัพย์สินประเภททุน(ที่ดิน อาคารบ้านเรือน เงินลงทุน ข้อมูลและความรู้)4.การกระจายตัวของการลงทุน และการลงทุนระยะยาว5.การเกิดเมืองสมัยใหม่ และระบบโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ให้สามารถรองรับการกระจายตัวของการลงทุนและนวัตกรรมยุคใหม่ 6.การเกิดความรู้เกี่ยวกับการจัดการองค์กรยุคใหม่-องค์กรเครือข่าย-องค์กรเสมือนจริง ธุรกิจเพื่อสังคม แทนที่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในยุคที่ 3 และ 7.การเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีเหตุผลมากกว่าที่เคยผ่านๆ มา

ผลกระทบจากไทยแลนด์ 4.0 ต่อคนกลุ่มต่างๆ คนรวยก็จะยังคงรวยต่อไป แต่คนชั้นกลางจะเลื่อนไปเป็นคนชั้นล่าง ในขณะที่คนชายขอบส่วนหนึ่งจะตกขอบและดึงไม่ขึ้น ซึ่งอาจได้รับความช่วยเหลือในแง่เงินสงเคราะห์จากรัฐบาล ขณะนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่รัฐกำลังร่างอยู่ได้พยายามนำเอาไทยแลนด์ 4.0 ไปใส่ในยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต โดยจะครอบคลุมเรื่องทิศทางและมาตรการที่จะเดิน

กล่าวได้ว่า ไทยแลนด์ 4.0 มีความเกี่ยวข้องกับเราทุกคน เนื่องจากเราคือพลเมืองยุคใหม่ซึ่งจะใช้ชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจ 4.0 ในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้นในการเตรียมตัวต้องทำตัวให้พร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่ฉลาดและมีเหตุผล(ไม่เป็นผู้บริโภคที่ไม่มีเหตุผล) มีศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของหน่วยธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเชื่อมต่อระหว่างหน่วยเศรษฐกิจอื่นๆ ในสังคมท้องถิ่น สังคมไทย และสังคมโลก

สุดท้ายอยากให้ผู้บริหารประเทศได้ตระหนักถึงคำกล่าวของ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา ที่ย้ำให้ทราบว่าการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ไม่จำเป็นต้องเน้นด้านอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะอย่างประเทศนิวซีแลนด์เดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมแบบเกษตรก้าวหน้า ก็สามารถมีรายได้สูงได้ ไทยเองมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง และที่สำคัญที่สุดประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำเกษตร ดังนั้น ต้องฟื้นด้านเกษตรให้ดี และป้องกันการรุกล้ำของเมืองจนถึงขั้นวิกฤติอย่างเด็ดขาด

ชนิตร ภู่กาญจน์

รายงานพิเศษ : วธ.พร้อมเผยแพร่พระอัจฉริยภาพในหลวง ทุกหน่วยงานทั่วประเทศทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242522

x

รายงานพิเศษ : วธ.พร้อมเผยแพร่พระอัจฉริยภาพในหลวง ทุกหน่วยงานทั่วประเทศทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานรวบรวมและประชาสัมพันธ์เผยแพร่การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานตามแนวทางพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของโครงการตามพระบรมราโชวาท-พระราชดำรัสในมิติศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม เผยแพร่สู่สังคม เพื่อให้เยาวชน-ประชาชน ทั้งประเทศได้ศึกษาค้นคว้าเรียนรู้

ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม อาทิ กรมศิลปากร กรมการศาสนา (ศน.) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.)ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดดำเนินการรวบรวมงานตามที่ทุกหน่วยงานได้น้อมนำมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานและทำงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เศรษฐกิจพอเพียงนำออกเผยแพร่ทันที

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าวธ. ได้มอบหมายให้สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรซึ่งกำกับดูแลหอสมุดแห่งชาติและหอสมุดแห่งชาติส่วนภูมิภาคอีก 11 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ชลบุรี สงขลา (หาดใหญ่) สุพรรณบุรี เชียงใหม่ ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครพนม จันทบุรีและกาญจนบุรี ดำเนินการรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานพร้อมที่จะนำหนังสือมาจัดเป็นมุมหนังสือเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชน ในการศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว

นอกจากนี้ ทางกรมการศาสนา และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ยังได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม หลักธรรมทางศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมโครงการตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงดำเนินการรวบรวมองค์ความรู้ที่พระองค์ทรงฟื้นฟู อนุรักษ์และส่งเสริมพระราชพิธีประเพณีและวัฒนธรรมไทย อาทิ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค เป็นต้น เพื่อเผยแพร่ให้เยาวชนและคนรุ่นต่อๆได้ศึกษาเรียนรู้

ที่สำคัญ กระทรวงวัฒนธรรมจะเชิญชวนให้ประชาชนเข้าชมแห่งเรียนรู้ที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอาทิ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอภาพยนตร์ และหออัครศิลปินซึ่งจัดนิทรรศการเกี่ยวกับอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยเมื่อแต่ละหน่วยงานจัดทำและรวบรวมรายละเอียดโครงการและกิจกรรมทั้งหมดแล้ว วธ. จะให้จัดทำเป็นวีดิทัศน์ ข่าวประชาสัมพันธ์และพิมพ์หนังสือเผยแพร่ร่วมกันต่อไป เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างประโยชน์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชนต่อไป

ย้อนคำพูดยิ่งลักษณ์ “สู้คดีไม่หนีไปไหน ถ้าหนีหนีนานแล้ว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/511003

ย้อนคำพูดยิ่งลักษณ์ "สู้คดีไม่หนีไปไหน ถ้าหนีหนีนานแล้ว"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการจับตาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมารับฟังคำตัดสินในวันนี้หรือไม่ หลังกระข่าวหลบหนีออกนอกประเทศเริ่มหนาหู แต่บรรดาคนใกล้ชิดยังออกมายืนยันว่าไม่หนีและจะมารับฟังคำตัดสินในวันนี้ (25 ส.ค.)อย่างแน่นอน

สุดท้าย ทนายความแจ้งต่อศาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะมีอาการป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเห็นว่าไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าป่วยจริง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนีคดี จึงพิจารณาออกหมายจับปรับนายประกัน 30 ล้านบาท พร้อมกันนั้น ศาลฯ ได้เลื่อนนัดคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 27 ก.ย.60

ย้อนไปดูความเคลื่อนไหวล่าสุด นายวิม รุ่งวัฒนาจินดา อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคนสนิท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ ในวันที่ 24 ส.ค.ระบุว่า  ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง แค่เป็นข่าวลือ   น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ที่บ้าน ในซอยโยธินพัฒนา 3 พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) จะเดินทางไปฟังคำตัดสินที่ศาลฯ อย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์   ยืนยันว่าวันที่ 25 ส.ค. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันพร้อมที่จะไปรับฟังคำพิพากษา โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงศาลในช่วงเวลาที่เช้ากว่าเดิม เพราะครั้งก่อนศาลนัดเวลา 09.30 น. ส่วนครั้งนี้ศาลนัดเวลา 09.00 น. แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปถึงศาลในเวลากี่โมง

ที่สำคัญหากย้อนพิจารณาคำพูดในแต่ละโอกาสที่ผ่านมาของ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะพบว่ามีการยืนยันจะไม่หนีคดีอย่างต่อเนื่อง

“ยืนยันว่าจะต่อสู้ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากโครงการรับจำนำข้าว โดยจะไม่หนีไปไหนสู้เต็มที่แม้มีความหวังแค่ 1% ก็ต้องสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เชื่อว่า 1% อาจจะโตขึ้นเรื่อยๆ”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2560

“จะต่อสู้โครงการรับจำนำข้าวอย่างถึงที่สุด และไม่คิดหนีคดี พร้อมยืนยัน โครงการนี้ทำเพื่อช่วยเหลือชาวนา และหลังการทำรัฐประหารของ คสช. ถูกรัฐบาลทหารสั่งให้งดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงขอให้งดลงพื้นที่พบปะประชาชน และงดโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก  ทั้งนี้ ขอเพียงว่า ให้ประชาชนได้อิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ เพื่อผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะได้ยินเสียงของคนเหล่านี้”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น วันที่ 18 ก.พ. 2559

“จะไม่หนีไปไหน ถ้าต้องการหนี ดิฉันคงหนีไปแต่แรกแล้วจะไปขึ้นศาลทำไม และที่ผ่านมาได้พยายามอยู่เงียบ ๆ มานานเกือบ 2 ปี ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศ แต่บางครั้งจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะเราเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน”

น.ส.ยิ่งลักษณ์  ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ ในสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 11 ก.พ.2559

 

เมื่อ วันที่ 8 ม.ค. 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3  ให้สื่อมวลชนไปชมแปลงผักที่ปลูกข้างบ้านพร้อมอธิบายวิธีปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน  โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า ชอบปลูกผักบัตเตอร์เฮดและร็อกเกต เพราะอร่อย และยังได้สาธิตการปรุงน้ำสลัดให้สื่อมวลชนดูด้วยก่อนจะพูดถึง กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเริ่มนัดไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวนัดแรกใน วันที่ 15 ม.ค.ว่า จะเดินทางไปศาลในวันดังกล่าวด้วย

“ส่วนจะขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศอีกหรือไม่นั้นคงแล้วแต่โอกาส แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การหนีคดี เพราะมีภารกิจต้องมาเบิกความต่อศาล ตลอดทั้งปี 59 คงต้องเดินทางมาศาลทั้งปี” อดีตนายกฯ กล่าว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้  วันที่ 16 ธ.ค. 2558  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณายกคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์   ที่ยื่นคำร้องขอเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 15-25 ธ.ค. เพื่อ จะพาเด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชาย ไปทัศนศึกษาช่วงปิดภาคเรียน โดยศาลเห็นว่ายังไม่มีเหตุอันควร

เมื่อวันที่  21 มิ.ย. 2558 ที่อุโบสถวัดแสนสุข เขตมีนบุรี น.ส.ยิ่งลักษณ์  พร้อมนายอนุสรณ์ อมรฉัตร และด.ช.ศุภเสกข์  และแกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมทำบุญถวายภัตตา หารเพลแด่พระสงฆ์ 9 รูป และถวายสังฆทานเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 48 ปี

ระหว่างสนทนากับพระครูโกศลวิมลกิจ เจ้าคณะเขตมีนบุรี เจ้าอาวาสวัดแสนสุข  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่หนีไปไหนแน่นอน 

จากนั้นพระครูโกศลวิมลกิจ พร้อมพระสงฆ์ ร่วมกันสวดพระปริยัติและให้พร ประ พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่น.ส.ยิ่งลักษณ์และครอบครัว พร้อมมอบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อแสนสุข ขนาดหน้าตัก 9   และขอให้ ได้กลับมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติสืบต่อไป

ยังไม่รวมกับบรรดาคนใกล้ชิดอีกหลายคนที่ตบเท้าออกมายืนยันอย่างพร้อมเพรียงว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษา ไม่หนีไปไหน ซึ่งคงจะต้องรอดูกันอีกครั้งวันที่ 27 ก.ย.60 นี้

 

ย้อนรอยคดีจีทูจี อุ่นเครื่องก่อนพิพากษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/510244

ย้อนรอยคดีจีทูจี อุ่นเครื่องก่อนพิพากษา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองตลอดทั้งสัปดาห์ต้องเทความสนใจไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเตรียมนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าวที่มี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยพร้อมกันในวันที่ 25 ส.ค.นี้

ก่อนอื่นต้องย้ำกันอีกครั้งแม้ “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” จะต้องมาฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน แต่คดีของทั้งสองคนนั้นต่างมีข้อหาที่แตกต่างกัน

โดยกรณีของยิ่งลักษณ์ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาในข้อละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการทุจริต ขณะที่กรณีของบุญทรงถูกกล่าวหาทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว)

สำหรับข้อกล่าวหาบุญทรงที่ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนนั้นมีสาระสำคัญดังนี้

บุญทรงและพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยช่วยเหลือ มุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับ Guangdong stationery & sporting goods imp. & exp. Corp. และ Hainan grain and oil industrial trading company ซึ่งมิได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขาย แต่ให้มีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นแล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำเพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังไต่สวนโดยได้ข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ กับ (1) บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co., Ltd. ปริมาณ 3 ล้านตัน (2) บริษัท Haikou Liangyunlai Cereals and Oils Trading Co., Ltd. ปริมาณ 2 ล้านตัน (3) บริษัท Hainan Province land Reclamation Indus trial Development ปริมาณ 4 ล้านตัน และ (4) บริษัท Hainan Land Rec lamation Commerce and Trade Group Co., Ltd. ปริมาณ 5 ล้านตันนั้น บริษัทดังกล่าวมิได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

แต่กระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตตามกฎหมายอื่น เห็นควรดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ขณะที่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นบุญทรงได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.พร้อมกับยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง โดยมุ่งไปที่การยืนยันบริษัทสัญชาติจีนที่เข้ามาซื้อข้าวเป็นตัวแทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนจริง ไม่ใช่บริษัทปลอมตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด

ที่ผ่านมา บุญทรงได้เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อพยายามอธิบายถึงขั้นตอนการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ว่า ตามระเบียบและแนวปฏิบัติของกระทรวงนั้น “รัฐ” ให้ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อ โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้ตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอซื้อว่ามีฐานะเป็นรัฐหรือไม่ ซึ่งถือเป็นงานประจำของกรมการค้าต่างประเทศที่ทำกันมาทุกรัฐบาล ในกรณีนี้กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบ พบว่า บริษัทของจีนเข้ามาซื้อข้าวจากไทยเป็นรัฐวิสาหกิจของมณฑลโดยรัฐบาลจีนถือหุ้น 100% จึงถือเป็นรัฐ

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการที่กล่าวหา ว่า ไม่ได้มีการส่งออกข้าว เพราะไม่ได้ชำระเงินค่าข้าวเป็นแอลซีจากต่างประเทศ บุญทรงก็ต่อสู้หักล้างในประเด็นนี้ว่า ผู้ซื้อข้าวเพื่อส่งออกสามารถชำระเงินเป็นเช็ค หรือเงินสดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดแอลซีอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามแนวปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ตนเองคิดขึ้นมาเอง

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดรูปแบบการชำระเงินไว้ 3 วิธี คือ 1.แอลซีชนิดเพิกถอนไม่ได้ 2.การโอนเงินผ่านธนาคาร หรือ 3.จ่ายเป็นเช็คเงินสดในรูปแบบของเงินบาทก่อนรับมอบข้าวในแต่ละงวด และเป็นวิธีที่กรมการค้าต่างประเทศเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่รัฐบาลในอดีต

หากพิจารณาข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. และคำชี้แจงของบุญทรงแล้ว ทำให้เห็นประเด็นสำคัญที่จะเป็นการชี้ขาดคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. คือ ศาลฎีกาจะรับฟังได้ว่าบริษัทจีนที่มาซื้อข้าวจากไทยเป็นตัวแทนของรัฐวิสาหกิจของจีนหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับหลักฐานของฝ่ายใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน

ที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีนี้ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อบุญทรงเท่านั้น แต่จะมีผลไปถึงยิ่งลักษณ์อย่างคาดไม่ถึงเช่นกันด้วย

 

“แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้” ส่องวงการ “นู้ด-เอ็กซ์-เซ็กซี่” ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/510142

"แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้" ส่องวงการ "นู้ด-เอ็กซ์-เซ็กซี่" ยุคใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หญิงสาวผิวขาว ใบหน้าเล็กเรียว จมูกโด่ง ดวงตาเฉี่ยวคม กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงนอน เปลือยกายท่อนบนและใช้มือปิดบังหน้าอกขนาดใหญ่

เธอกำลังโพสต์ท่าสุดเซ็กซี่ ส่งสายตาจิกจ้องไปยังกลุ่มช่างภาพหนุ่ม 4-5 คนที่อยู่รายรอบ บ้างถ่ายมุมเสย บ้างมุมกด บ้างก็กำลังออกคำสั่งให้เธอเอี้ยวตัวเพิ่มอีกนิดเพื่อให้บั้นท้ายนั้นสวยงามและทำให้ภาพออกมาดูร้อนแรงยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวินาทีนี้ความเซ็กซี่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกออนไลน์ แต่ละวันมีเหล่านางแบบเซ็กซี่แจ้งเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน ชนิดที่หลายคนบอกว่า “แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้แล้ว”

ในอดีตถึงขั้นแทบกราบกว่าจะได้นางแบบสักคน

เทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ถือเป็นสองปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นนางแบบเซ็กซี่และนู้ดได้ง่ายขึ้น ผิดกับในอดีตที่การแสวงหาผู้หญิงมาเปลื้องผ้าสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์” ช่างภาพนู้ดชื่อดัง เล่าว่า เมื่อครั้งถ่ายภาพให้กับนิตยสารหนุ่มสาว ต้องหานางแบบตามสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ไนท์คลับ บาร์ อะโกโก้ เป็นต้น นางแบบที่ได้หนีไม่พ้นหญิงสาวที่มีอาชีพทำงานกลางคืน มักไม่ใช่ผู้หญิงที่เพอร์เฟคทั้งใบหน้าและเรือนร่าง เป็นหน้าที่ของช่างภาพในการแก้ไขจุดบกพร่องเท่าที่ความสามารถและเทคโนโลยีสมัยนั้นทำได้

“ลำบากมาก ต้องพูดจนคอแห้งให้เขามั่นใจว่าจะออกมาสวย  สมัยนั้นเราใหม่มาก ไม่มีชื่อเสียงมาแบ็กอัพ ต้องพูดทุกวิถีทาง ถ่ายแล้วมันจะออกมาอย่างโน้นอย่างนี้นะ” ธีรพงศ์ระลึกถึงอดีตและบอกต่อว่า

“ความที่ไปเจอตอนกลางคืน พอนัดมาถ่ายภาพตอนกลางวัน ต้องตกใจ เพราะเขาไม่ได้อยู่ใต้แสงแบบที่เราเจอเมื่อคืน บางทีเฮ้ย…จริงหรือเปล่า เราเลือกคนนี้มาเหรอ มันมีอารมณ์นั้น ไม่มีการนัดมาเจอกันก่อนถ่าย ได้เบอร์มาแล้วอีกวันก็นัดไปถ่ายเลย มันเลยเกิดความผิดพลาดบ่อย”

ในอดีตไม่มีสเปคนางแบบที่แน่ชัด ช่างภาพพยายามเฟ้นหาผู้หญิงที่มีรูปร่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้และทันเส้นตายปิดเล่มหนังสือ อย่างไรก็ตามสิ่งที่นางแบบทุกคนจะขาดไม่ได้คือ “ต้องมีหน้าอก”

“สมัยนั้นของจริงทั้งนั้น จะหาเพอร์เฟคก็ยาก บางทีรูปร่างหน้าตาดี แต่หน้าอกไม่มี ถ้ามันถึงเดทไลน์หนังสือต้องวางแผงอาทิตย์หน้า ยังไงก็ต้องถ่าย ลีลามากไม่ได้ กัดฟันถ่ายให้ดีที่สุด เคยมีนางแบบคนหนึ่ง ขอโทษนะ เนื้อแหว่งไปข้างที่ลำตัวเพราะอุบัติเหตุ บก. บอกว่า รอคนใหม่ไม่ได้แล้ว เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เอาผ้าปิดบ้าง บอกให้เขาเอามือมาปิดตรงจุดนั้นบ้าง”

 

บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ ภาพจาก อินสตาเเกรม bee_teerapong

 

เขาเล่าว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนางแบบได้รับค่าตัวเพียงแค่ 1,500-2,000 บาท จนกระทั่งมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการคัดเลือกและค่าตัวที่นิตยสารพยายามจ่ายมากขึ้นเพื่อดึงดูดเหล่าหญิงสาว กระทั่งสูงลิ่วในระดับหลักหมื่นหลักแสน และเริ่มมีการเชิญชวนนักแสดงคนดังเข้ามาถ่ายแบบ โดยเฉพาะดาราที่เริ่มหายหน้าไปจากวงการบันเทิง

“กระแสตอบรับในสมัยนั้นค่อนข้างดีสำหรับภาพนู้ด เริ่มมีดาราชื่นชอบ ยกย่องว่าภาพสวยดี จุดประกายให้ผมเริ่มชักชวนติดต่อคนดัง นักแสดงมาถ่ายแบบ”

ครั้งหนึ่งในอดีต “บี๋ ธีรพงศ์” เคยติดต่อทาบทาม “ม้า อรนภา” มาถ่ายแบบ โดยเจ้าของหนังสือไม่ทราบว่าเธอเป็นเพศที่สาม จนกระทั่งเขาเอ่ยปากเฉลยเอง ซึ่งเล่มดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาให้กับสังคมอย่างมาก ขายหมดเกลี้ยงแผงในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงเป็นจังหวะที่วงการหนังสือเซ็กซี่และนู้ดแข่งขันกันมากขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าการค้นหานางแบบในอดีตนั้นยากมาก ผิดกับปัจจุบันที่ผู้หญิงสาวสวยจำนวนมากพากันเสนอตัวให้กับช่างภาพเลยด้วยซ้ำ

“หลังไมค์เยอะมาก ยังพูดกับแฟนเสมอว่า เกิดเร็วไปหน่อย สมัยก่อน แทบจะกราบเลยแต่ยุคนี้เขาอยากจะถ่ายอยู่แล้ว บางคนอยากเป็นกระแสก็ติดต่อมาในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเลยก็มี”

ไม่ใช่เพียงแค่นางแบบที่เป็นกันง่าย แต่ช่างภาพก็เช่นกัน เมื่อโปรดักส์ชั่นและเทคโนโลยีกลายเป็นตัวช่วยสำคัญให้กับบรรดามือลั่นชัตเตอร์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ง่ายกว่าอดีต ซึ่งส่งผลให้นางแบบมีความมั่นใจที่จะนำเสนอเรือนร่างออกสู่สายตาสาธารณะมากขึ้น

ธีรพงศ์ บอกว่า สมัยนี้ผู้หญิงไม่ต้องสวยงามเพอร์เฟค ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเทคโนโลยีที่จะเติมเต็ม ผิดกับสมัยก่อนที่แทบไม่สามารถทำให้สวยเกินจริงได้ ใช้เพียงเทคนิคด้านการจัดแสง ใส่ฟิลเตอร์ และพร๊อพต่างๆ ที่พอมีเพื่อทำให้เขาดูดีขึ้น

“ช่างภาพสมัยก่อนต้องมีชั่วโมงบิน วิชา ประสบการณ์ที่ทำให้ภาพของเราโดดเด่น เมื่อถึงเวลาอยู่ในสนามแข่งแล้ว เราถึงจะนำชาวบ้านเขา” บี๋บอกและว่า “สมัยนี้นางแบบมาครึ่งทางที่เหลือเราทำเอง ยิ่งช่างภาพคนไหนถนัดโฟโต้ชอปอยู่แล้ว ก็ง่าย”

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว ภาพจากเฟซบุ๊ก Pijika Pinkaew

ถอดทีละชิ้น จากน่ารักใสๆ สู่เปลื้องผ้า

แนวการถ่ายแบบที่นิยมในปัจจุบันแบ่งออกได้ดังนี้

Showbra เป็นการถ่ายแบบเซ็กซี่ในลักษณะไม่หวือหวามาก เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าหลวมและโชว์ให้เห็นเสื้อชั้นในเล็กๆ น้อยๆ

Topbra  ด้านบนใส่แต่เสื้อชั้นในถ่ายแบบ ส่วนด้านล่างจะเป็นกางเกงหรือกระโปรงตามแต่ที่ตกลงกัน

Topless เปลือยกายท่อนบนหรือพูดง่ายว่าๆ นู้ดครึ่งตัว อาจใช้มือปกปิด ขณะที่ด้านล่างเป็นไปตามแต่ที่ตกลง

Semi-Topless ไม่ใส่เสื้อใน แต่มีเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ปิดบังหัวนม โชว์เฉพาะเนินอก ส่วนด้านล่างตามที่ตกลงกัน

Nude เปลือยทั้งบนและล่าง

Nude-Art  เปลือยทั้งด้านบนและล่าง แต่เพิ่มเทคนิคหรือเน้นสรีระ ส่วนเว้า ส่วนโค้ง โดยภาพที่ออกมาจะไม่เน้นปลุกอารมณ์ทางเพศ

 

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว ภาพจากเฟซบุ๊ก Pijika Pinkaew

ลองไปฟังเสียงของนางแบบสาวสวยยุคปัจจุบันทั้งในระดับเซ็กซี่และนู้ดกัน

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว นางแบบเซ็กซี่และผู้จัดหานางแบบรวมถึงจัดทริปถ่ายภาพ  บอกว่า สมัยนี้แค่มีหน้าอกใหญ่และผิวขาวก็ก้าวขึ้นนางแบบยอดนิยมได้แล้ว “นมใหญ่ ขาว มาเหอะได้หมด เดี๋ยวนี้ช่างภาพโฟโต้ชอปเก่ง”

โดยเรทราคานั้นแบ่งตามลักษณะการถ่ายแบบ หากเป็นระดับสดใสเซ็กซี่เริ่มต้นที่ 4,000 บาทต่อ 3 ชั่วโมง บิกินี่ 7,000 บาทขึ้นไป ส่วนในระดับที่มากกว่านั้นเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างช่างภาพและนางแบบ ซึ่งขึ้นอยู่ความสนิทสนมรวมถึงกระแสความนิยมของนางแบบในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย

“แต่ละคนไม่เท่านั้น เข้าวงการใหม่ๆ บิกินี่อาจจะแค่ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ถ้าพวกที่มียอดติดตามทางเฟซบุ๊กและไอจีเยอะๆ ราคาก็อาจพุ่งไปถึงหลักหมื่น”

ขณะที่การถ่ายแบบนู้ด เธอบอกว่า “บางคนอาจจะแอบรับหลังไมค์กันเอง มีน้อยคนที่จะประกาศบอก ส่วนใหญ่แล้วแต่ความสนิท เงินถึง และน้องกำลังเดือดร้อนหรือเปล่า อยู่ที่ความพอใจในช่วงนั้นๆ ด้วย”

นางแบบสาวบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงสมัยนี้กล้าโชว์มากขึ้นว่า เกิดจากความมั่นใจในรูปร่างและความอยากโด่งดังซึ่งนำไปสู่โอกาสสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางในอนาคต

“ทำนมมาก็มั่นใจขึ้น หลายคนบอกทำมาโชว์ไม่ได้ทำมาเก็บ อีกเรื่องคือโลกโซเชียลวันนี้มันสำคัญมาก คนต้องการเป็นเน็ตไอดอล ยิ่งได้ไลค์เยอะเท่าไหร่ยิ่งมั่นใจ น้องบางคนไปถ่ายท็อปเรท ทำให้มีคนติดตามมากขึ้นในพริบตา เด็กรุ่นใหม่เห็นก็อยากทำบ้าง เพราะยอดติดตามจำนวนมาก มันเป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง มีงานอื่นเข้ามามากขึ้น เช่น รับรีวิวหรือขายสินค้า”

 

ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร

การตัดสินใจเป็นนางแบบนู้ด ส่วนใหญ่เริ่มจากรับถ่ายเเบบสวยใส ก่อนจะถอดทีละชิ้นจนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลย ผู้หญิงสาวดังเช่น ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร คือหนึ่งในนั้น เธอต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกลบของคนรอบข้างและโดยเฉพาะครอบครัวเมื่อครั้งตัดสินใจถ่ายนู้ดเป็นครั้งเเรก

“แม่บอกว่าเคยเห็นลูกคนอื่นทำแบบนี้แต่ไม่คิดเลยว่าตาลจะมาทำแบบนี้ซะเอง กว่าจะรับได้ก็ยากเหมือนกัน เขาไม่เปิดใจ ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้มันได้อะไร ทำไมต้องไปให้คนอื่นดู แต่พอเราพิสูจน์ในสิ่งที่ทำว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นศิลปะ ที่สำคัญเราสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยอาชีพนี้ เขาก็เข้าใจและยอมรับ ทุกวันนี้บอกแค่ว่าระวังตัวด้วยนะลูก”

แรงบันดาลที่ทำให้ลูกตาลถ่ายแบบนู้ดครั้งแรก เกิดจากการได้เห็นภาพนู้ดอันสวยงามและเต็มไปด้วยอารมณ์ของนางแบบสาวสวยชาวต่างชาติ ทำให้เธอนึกสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขารู้สึกอย่างไรกับการแก้ผ้าถ่ายภาพ ขณะเดียวกันยังมีแรงผลักดันจากสถานการณ์ของครอบครัวที่มีปัญหาด้านการเงิน

“เราเห็นรูปเขาแล้วสวยมาก รู้สึกท้าทายตัวเอง เพราะงานนี้มันต้องใช้ความกล้ามากๆ อีกเรื่องคือครอบครัวเรากำลังมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ”

คอนเซปต์ที่ลูกตาลยึดถือคือ ‘ไม่แหก ไม่แหวก ไม่อ้า’ ต้องการให้เรือนร่างสะท้อนถึงความสวยงามและมุมมองทางด้านศิลปะ ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอาชีพนี้ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ

“3 ชั่วโมง 8,000 บาท เราถ่ายนู้ดแบบสวยงามเป็นศิลปะที่ดูมีคุณค่า มองย้อนกลับไปตั้งเต่วันแรก รู้สึกมาไกลมาก ชีวิตเปลี่ยน ได้เรียนรู้ผู้คนทั้งด้านดีและด้านมืด ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก ได้โอกาสทำงานกับช่างภาพมืออาชีพ นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยไปจนกระทั่งศิลปินชื่อดัง เราทำอาชีพสุจริจ มีรายได้ในระดับที่น่าพอใจ มีบ้าน มีรถ ภูมิใจที่เลี้ยงครอบครัวได้”

ลูกตาล บอกว่า ผู้หญิงและสังคมสมัยใหม่เปิดกว้างเรื่องเพศและความเท่าเทียมมากขึ้น ส่งผลให้แต่ละคนกล้าที่จะทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยากในอดีต

“การแก้ผ้านั้นมีคุณค่ามากกว่าคำว่าลามกอนาจารซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน” นางแบบสาวบอกถึงที่สิ่งที่ตัวเองได้เลือก

ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร

ช่างภาพโรคจิต อันตรายที่ต้องระวัง

โอกาสสร้างรายได้ที่ง่ายขึ้นจากการถ่ายแบบ มาพร้อมกับอันตรายจากกลุ่มคนโรคจิตที่เข้าถึงตัวนางแบบได้อย่างง่ายดายเพียงแค่มีกล้องถ่ายรูป

“พวกโรคจิตเยอะจะตาย” โน้ต พิจิกา บอกถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กลุ่มคนโรคจิตนั้นแอบแฝงมาในคราบช่างภาพ ทำให้เธอต้องระมัดระวังและเช็คประวัติผลงานช่างภาพที่ติดต่อมาอย่างดีก่อนจะตอบตกลง

“สกรีนระดับหนึ่ง เข้าไปในเฟซบุ๊กดูประวัติ ผลงาน ความน่าเชื่อถือ สอบถามว่ารู้จักเราทางไหน ถ้าเป็นพวกไม่รู้จักต้องจับโอนเงินก่อนเลย พวกโทรมาเล่นๆ ก็มี มาลงทริปแล้วมาจิตๆ ก็มี ถ่ายช้อนแสดงท่าทางหื่นๆ ไรงี้ เราก็จำไว้ ครั้งหน้าไม่มีอีกแล้ว” นางแบบสาวเผยวิธีการตรวจสอบและคัดกรองช่างภาพ

ด้าน ลูกตาล เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เคยมีผู้ชายแอดไลน์มาพูดคุยก่อนจะตกลงราคาอย่างรวดเร็ว ไม่มีการบอกคอนเซปต์การถ่ายทำ นัดแนะกันที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวของฝ่ายชาย โดยภายในห้องมีการจัดฉากและพร็อพในการถ่ายภาพปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาจริง ช่างภาพกลับลวนลาม ทั้งเข้ามากอดเเละหอม แต่สุดท้ายด้วยสติทำให้รอดมาได้อย่างปลอดภัย

“เอากล้องมาบังหน้า เข้ามากอดมาหอม ตาลเลยบอก อย่าทำแบบนี้นะ เราคุยกันได้ ตาลไม่ได้ขัดขืน เลือกจะพูดกับเขาดีๆ เพราะคิดว่าถ้าปฏิเสธด้วยท่าทีไม่ได้ อาจถูกทำร้ายได้ คือเราต้องมีสติ คนที่ตาลเจอพวกนี้เขาจะไม่ใช้กำลังถ้าเราไม่ยอม แต่ถ้าเกิดเรายอม เขาก็ยินดีจ่ายเพิ่ม แต่เราเลือกจะไม่ทำ ขอกลับดีกว่า”

อีกประสบการณ์ของนางแบบสาวรายนี้ก็เป็นลักษณะคล้ายกัน ช่างภาพทำทีติดต่อเข้ามาพูดคุยแบบมืออาชีพให้เธอวางใจ พอถึงเวลานัดทำงานจริง กลับลวนลาม พยายามบิ๊วอารมณ์หวังให้เคลิบเคลิ้ม แต่สุดท้ายลูกตาลก็รอดมาได้ โดยบอกปฏิเสธและขอตัวกลับ เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เธอระมัดระวังตัวเองมากขึ้น หากเป็นการถ่ายแบบลักษณะไพรเวท จะขอนำเพื่อนไปด้วยเสมอ

สาววัย 24 ปีบอกด้วยว่า วงการนี้ค่อนข้างแคบ หากช่างภาพคนไหนมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจะถูกแฉและบอกต่อๆ กันในวงการ ซึ่งมืออาชีพตัวจริงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์ ช่างภาพเซ็กซี่-นู้ด บอกว่า สมัยนี้แค่มีกล้องก็ประกาศว่าตัวเองเป็นช่างภาพได้แล้ว ใช้กล้องไปเป็นตัวเชื่อมหรือสร้างโอกาสให้คิดทำมิดีมิร้าย บางคนทำเพื่อสนองตันหาของตัวเอง แค่เพียงอยากเจอนางแบบหรือนำภาพที่ถ่ายไปอวดพรรคพวกเท่านั้น

“ในสังคมก็มีปนๆ กัน ทั้งดีและเลว ต้องระวัง ใครทำไม่ดีก็หมดอนาคตกันไป หลักๆ คือนางแบบต้องสกรีน ระมัดระวัง โดยเฉพาะการสอบถามจากเพื่อนนางแบบหรือกลุ่มช่างภาพมืออาชีพก่อนรับงานเสมอ”

 

ภาพจาก ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์

 

ภาพจาก ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์

ผลกระทบระยะยาว อย่าคิดแค่อยากดัง-หวังรวย

เมื่อตัดสินใจเปลื้องผ้าถ่ายแบบแล้ว อย่าลืมว่าภาพที่ถ่ายนั้นจะถูกแชร์ต่อไปอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และอยู่ไปตลอดกาล

ธรรมนูญ บอกว่า นางแบบปัจจุบันนั้นมีทั้งประเภทมืออาชีพที่ต้องการสร้างผลงานอย่างเเท้จริง และลักษณะที่ต้องการหารายได้ สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ผลกระทบระยะยาวที่ติดตัวไปตลอดชีวิตและพร้อมย้อนกลับมาตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

“อย่าคิดว่าแค่มาถอด มาแก้ผ้า อยากให้ชั่งใจถึงผลกระทบระยะยาว เมื่อภาพมันติดตัวเราไปตลอด”

เขา ยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เด็กสาวรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง คิดเพียงแค่ต้องการรายได้ จนกระทั่งกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ วันหนึ่งความฮอตไปเข้าตาโมเดลลิ่งเข้า จึงถูกชักชวนเข้าสู่วงการบันเทิง อนาคตของเธอเหมือนจะสดใสแต่กลับต้องถูกท้าทายจากสังคมออนไลน์ที่พากันขุดคุ้ยภาพนู้ดเก่าๆ หยิบขึ้นมาตั้งคำถาม กลายเป็นปัญหาหนักใจให้กับเธอจนไม่สามารถรับไหว

“วันหนึ่งมีแฟน มีครอบครัว มีลูก คำถามสำคัญคือเราจะตอบลูกยังไง ถ้าถ่ายแบบอาร์ตๆ อาจจะตอบได้ไม่ยาก แต่ถ้าเปลือยเพื่อแลกเงินเท่านั้นก็น่าสนใจว่าจะทำหน้ายังไง”

ช่างภาพมากประสบการณ์ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันทั้งช่างภาพและนางแบบ ผลงานที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากสิ่งที่ตัวเลือกเดินด้วย

 

 

“พี่น้องลูกขนไก่” เมื่อละคร ตบจูบ-แย่งผัวเมีย กำลังถูกท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509195

"พี่น้องลูกขนไก่" เมื่อละคร ตบจูบ-แย่งผัวเมีย กำลังถูกท้าทาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีย์ทางช่อง GMM25  ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ชม ตั้งแต่บทบาทการแสดงของนักแสดง เนื้อเรื่อง ไปจนกระทั่งการทำการบ้านและนำเสนอข้อมูลของทีมงาน

ความสำเร็จของพี่น้องลูกขนไก่ ส่งต่อความท้าทายให้กับผู้ผลิตละครทั่วฟ้าเมืองไทย

เมื่อวันนี้สมรภูมิละครกำลังเปลี่ยนแปลง เรตติ้งละครชิงรักหักสวาท ตบตี แม่ผัวลูกสะใภ้ ไม่มีความสมเหตุสมผลหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน กำลังลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องสวนทางกับละครซีรีย์ใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

สร้างกระเเสในเมืองใหญ่ ไม่ได้หมายถึงทั้งประเทศ

ต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จและเสียงพูดถึงในทางบวกของ “พี่น้องลูกขนไก่”

แอดมินเพจเฟซบุ๊ก อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า  ต้องชื่นชม บริษัท นาดาว บางกอก ที่สร้างวัฒนธรรมและพฤติกรรมในการบริโภคผลงานผ่านกลุ่มนักแสดงวัยรุ่นในสังกัด ซึ่งตัวท็อปจะมีแฟนคลับค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น ต่อ ธนภพ , สกาย วงศ์รวี ,  โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ มีคนติดตามทางโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนทุกคน รวมถึงทีมงาน GDH เองก็การันตีผลงานทั้งในด้านบทและความสามารถในการผลิตที่ผ่านมาอยู่แล้ว

“ทีมงานและทีมนักแสดงการันตีให้คนอยากดูอยู่แล้ว ยิ่งผลงานออกมาดี ยิ่งทำให้คนดูรักได้ไม่ยาก”

อย่างไรก็ตามในมุมมองของเพจวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์และละครที่มีผู้ติดตามเกือบ 8 แสนคน ไม่ได้เห็นว่า กระแสชื่นชมละครสร้างสรรค์ประเภทนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงการละครเมืองไทย เนื่องจากพี่น้องลูกขนไก่ เป็นเพียงแค่ซีรีย์เรื่องเล็กๆ ไม่กี่ตอน เวลาออกอากาศน้อยมาก มีกระแสไม่นานในแต่ละสัปดาห์ ที่สำคัญคนดูนิยมแค่ในเมือง ส่วนต่างจังหวัดยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

“เราต้องเข้าใจว่า GDH เอง ก็เหมือนรัฐอิสระ การที่เขาประสบความสำเร็จมันแทบจะไม่มีผลต่อวงการหนังละครในภาพรวมเลย เขามีแฟนของเขา ทีมงานของเขา แบบที่ไม่ต้องง้ออะไรในภาพรวมทั้งระบบเลย”

ภาพจาก Project S The Series

 

 

ภาพจาก Project S The Series

 

พฤติกรรมคนดูค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป

อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก บอกต่อว่า  พฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้ คนดูไม่ต้องรอดูสด สามารถรับชมย้อนหลัง สตรีมมิ่ง หรือกดข้ามโฆษณาได้ ไม่ง้อผู้จัดและสถานีโทรทัศน์แบบเดิมอีกแล้ว

ส่วนฝั่งคนดูที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง จะเป็นลักษณะติดตามหลงใหลในตัวนักแสดงเช่นเดิม ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีโอกาสได้รับชมละคร ซีรีย์ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งมีบทละครและการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากเดิมที่ค่อนข้างซ้ำซากจำเจ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับละครไทยและมีจำนวนมากเริ่มเบื่อละครไทยแบบเก่า

ป้าแจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ นักแสดง ผู้กำกับละคร ผู้สร้างละครชื่อดัง เห็นว่า พฤติกรรมและความต้องการของคนดูนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเจนเนอเรชั่น รวมถึงไปค่านิยม ความคิดเห็นและทัศนคติต่างๆ ตามการเติบโตของสังคม

“ยุคหนึ่งละครซีรีย์เกาหลีฮิตมากในเมืองไทย เด็กๆ ชอบมาก แต่ผู้ใหญ่บอกว่าไม่ชอบและสุดท้ายก็ค่อยๆ เงียบไป ขณะที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ชอบเนื้อหาแบบฮอร์โมน , พี่น้องลูกขนไก่ แต่ถามว่าผู้ใหญ่สนุกไหม คนต่างจังหวัดชอบไหม ก็อาจจะไม่”

ผู้กำกับละครชื่อดัง เล่าว่า ผู้ชมในอดีตนั้นเติบโตมากับนวนิยาย ซึ่งละครชื่อดังแทบทั้งหมดในอดีตและปัจจุบันถูกสร้างขึ้นจากนวนิยายที่ได้รับความนิยม ตัวอย่างเช่น น้ำเซาะทราย เมียหลวง คู่กรรม ฯลฯ เนื่องจากช่องทางการสื่อสารมีเพียงแค่โทรทัศน์ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศก็จำกัดไม่สามารถหาดูย้อนหลังได้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของผู้สร้างละครคือ กลุ่มคนอยู่บ้านมากกว่าที่ทำงาน ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงหรือแม่บ้านนั่นเอง

“ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายสำคัญของวงการบันเทิงในอดีต เพราะส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน เวลาไปเจอกันที่ร้านเสริมสวยก็จะคุยกันเรื่องละคร นิยาย ชักชวนกันให้ดูจนกลายเป็นกระแส”

เขาบอกว่า ปัจจุบันสภาพสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปและกลุ่มเป้าหมายของผู้ผลิตละครเริ่มเฉพาะเจาะจงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่า แม้ละครรูปแบบสร้างสรรค์ไร้การชิงรักหักสวาทจะโดนใจคนรุ่นใหม่ แต่หากมองในภาพใหญ่ ยังถือว่าได้รับความนิยมน้อย และอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

“5-10 ปีข้างหน้า เนื้อหาลักษณะที่สร้างสรรค์และเต็มไปด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ละครแนวดราม่า ชิงรักหักสวาทหรือนิยายประโลมโลกจะลดต่ำลง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตาม สภาวะของสังคม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามอายุ การศึกษา และไลฟ์สไตล์ของเขา”

 

รูปจาก Yuttana Lorpanpaiboon

 

ปรับเปลี่ยนตามสภาพสังคมโดยรวม

เสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตีต่อละครแบบเดิมๆ มักปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งโดยเฉพาะละครที่เป็นลักษณะชิงรักหักสวาท ตบตีเพื่อแย่งพระเอกหรือแม้แต่แม่ผัวไม่ยอมรับลูกสะใภ้

ป้าแจ๋ว บอกว่า ผู้จัดไม่เคยคิดดูถูกผู้บริโภค เพียงแต่การสร้างละครสักเรื่องให้ประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงปัจจัยจำนวนมาก นอกเหนือจากเรื่องราว บทและนักแสดงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรม การใช้ชีวิตของผู้บริโภคตลอดจนช่วงเวลาและสภาพสังคมขณะนั้นด้วยเช่นกัน  เป้าหมายของเราคือตลาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่ตามใจเพียงแค่คนกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดไม่ได้มีช่องทางและโอกาสเลือกรับสื่อเท่ากับคนในเมือง

“คนต่างจังหวัดดูพี่น้องลูกขนไก่ 100 คนอาจจะสนุกแค่ 20 คน ในขณะที่คนกรุงบอกว่า นี่คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดี ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตร่วมกับคนออทิสติก แต่คนต่างจังหวัดอาจจะต้องการอะไรที่เพลิดเพลิน สนุก ไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย แม้กระทั่งลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ตักกับข้าวมากิน หายไป 2 นาที กลับมาดูยังเข้าใจละครเรื่องนั้นอยู่”

อย่างไรก็ตามผู้กำกับรายนี้บอกว่าถึงแม้ละครรีเมค โครงเรื่องหลักจะคล้ายเดิม แต่ยืนยันว่ามีการพัฒนาปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งการตีความ ตัดทอนเนื้อหาที่ล้าหลังและเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับคนดู ให้แง่คิดและบทเรียน ขณะเดียวกันยังคงกลิ่นรสสัมผัสที่เขาคุ้นเคย

“สำหรับคนกรุงฯ ตัวอิจฉาอาจไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่คนต่างจังหวัดถ้าตัวอิจฉาไม่เสียงดัง บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมทุกคนดูเหมือนๆ กัน เฉยๆ กันไปหมด มันคนละมุมมองเลยเห็นไหม ฉะนั้นมันยากที่ผู้ผลิตจะทำละครเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในประเทศนี้ได้ทั้งหมด”

การทำละครสักเรื่องให้ตอบโจทย์คนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่ายของผู้สร้าง แม้จะมีประสบการณ์สูงแค่ไหน แต่สภาพสังคมและความรู้สึกของคนที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ

ยุทธนา บอกว่า ในอดีตเคยคิดจะสร้างละครที่ใกล้ตัวสะท้อนชีวิตคนต่างจังหวัดมากๆ พระเอกนางเอกทำไร่ทำนา และถูกกดขี่จากนายทุน อย่างไรก็ตามเมื่อลองสอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกลับพบว่า พวกเขาไม่อยากดูละครที่เหมือนชีวิตตัวเองเกินไป แต่ต้องการเนื้อเรื่องที่ให้ความบันเทิงและเกินความจริงไปบ้างเพื่อความสนุกสนาน

“เขาบอกไม่อยากดู มันเหมือนตัวเขาเกินไป เบื่อ อยากดูอะไรเพ้อๆ เกินจริง เช่น นางเอกทุกข์ยากวันหนึ่งมีพระเอกเข้ามาช่วย สิ่งเหล่านี้เป็นความบันเทิง ได้จินตนาการและมีความสุขกับการเอาใจช่วยนางเอก”

ผู้กำกับรายนี้กล่าวต่อว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงและความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันไม่มีสูตรสำเร็จของละคร

“วันหนึ่งทำแม่ผัวลูกสะใภ้แล้วโด่งดังวันนี้อาจไม่ใช่ วันหนึ่งฮอร์โมนดัง วันหน้าก็อาจไม่ใช่ หรืออย่างทุกวันนี้ คนทำละครเกย์ออกมาเยอะมาก แรกๆ คนชอบ แต่หลังๆ คนก็บ่นว่าเอียนแล้ว สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนก็เห็นว่าเกินไป เริ่มเบื่อ”

ทั้งนี้สิ่งสำคัญในการสร้างละครของป้าแจ๋วคือ การมอบความบันเทิงพร้อมกับสอดแทรกประโยชน์ให้กับผู้ชม โดยเชื่อว่า ละครนั้นให้แง่คิดที่หลากหลายขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะหยิบตรงไหนไปใช้

ภาพจาก Ch3Thailand

ละครไทยต้องสมเหตุสมผลมากขึ้น

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,252 หน่วยตัวอย่างทั่วประเทศ เรื่อง  “พฤติกรรมการรับชมละครของคนไทย” จาก “นิด้าโพล” และ“ไนน์เอ็นเตอร์เทน”  เมื่อปี 2557 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ37.24 ระบุว่า ชอบดูละครแนวตลก รองลงมา ร้อยละ16.55 ระบุว่า ชอบดูละครแนวชีวิต  ร้อยละ15.42 ระบุว่า ชอบดูละครแนวต่อสู้ บู๊ ร้อยละ8.57 ระบุว่า ชอบดูละครแนวรัก โรแมนติก ร้อยละ7.24 ระบุว่า ชอบดูละครแนวประวัติศาสตร์ ย้อนยุคร้อยละ5.42 ระบุว่า ชอบดูละครแนวสยองขวัญ / ระทึกขวัญ ร้อยละ4.33 ระบุว่า ชอบดูละครแนวสืบสวน สอบสวน ร้อยละ2.76 ระบุว่า ชอบดูละครแนววิทยาศาสตร์ ไซไฟ และร้อยละ2.46  ระบุว่า ชอบดูละครแนวอภินิหารแฟนตาซี

เมื่อถูกถามว่า นักแสดงนำมีอิทธิพลต่อการเลือกชมละครหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.75 ระบุว่า นักแสดงนำ ไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกชมละคร ขณะที่ร้อยละ 44.25 ระบุว่า นักแสดงนำมีอิทธิพล

ลักษณะของนักแสดงนำในแบบต่าง ๆ ที่โน้มน้าวใจมากที่สุดให้เลือกชมละครเรื่องนั้น ๆ  ส่วนใหญ่ ร้อยละ61.91 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ตนชื่นชอบ รองลงมา ร้อยละ16.79 ระบุว่า เป็นคู่จิ้น ร้อยละ7.22 ระบุว่า เป็นดาราที่พลิกคาแร็คเตอร์ ร้อยละ5.96 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ตรงกับบทประพันธ์ตามจินตนาการของตน ร้อยละ4.69 ระบุว่า เป็นคู่พระนางหน้าใหม่ ใสกิ๊ก ร้อยละ1.81 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ไม่เคยประกบคู่กันมาก่อน ร้อยละ1.44 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่เป็นแฟนกันจริง ๆ นอกจอ ร้อยละ0.18 ระบุว่า อื่น ๆ  เช่น เป็นคู่พระนางที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยมในขณะนั้น

ต่อคำถามเรื่องการพัฒนาวงการละครไทย แอดมินเพจอวยไส้แตกฯ บอกว่า ทีมงานควรนำเสนอเนื้อหาให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง สังคมมนุษย์ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ ตัวร้ายไม่ต้องเบิกตาโพลง ทำหน้าดุ หรือทำตาแบบเย้ยหยันแสยะยิ้มตลอดเวลา นางเอกไม่ต้องทำหน้าเศร้า เสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ มองโลกในแง่ดี หรือไม่ก็ทำตัวก๋ากั่นเป็นทอมบอย ใส่หนวดปลอมแล้วพูดฮะ คือพยายามทำให้มันดูเรียลและทำให้คนเชื่อ จะทำให้ละครสนุก

“บท การเล่าเรื่อง การหาข้อมูล รีเสิร์ชตัวละคร สำคัญที่สุด ทำให้คนดูเชื่อ มันจะทำให้ละครสนุกที่สุดครับ บทละครครบางเรื่องสร้างจากนิยายที่เขียนขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อน แต่เอามาปรับเป็นปัจจุบัน โดยขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมก็ไปยกมาทั้งดุ้น สิ่งที่เห็นมันไม่ร่วมสมัย ผิดช่วงเวลา คนดูก็จะสงสัยว่าทำไมมันไม่เรียล ไม่มีเหตุมีผล ถ้าปรับตรงนี้ก็คงต้องไปตรงคนเขียนบทละคร ที่ควรพัฒนามากกว่านี้”

 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ความต้องการของผู้ชมนั้นหลากหลายขึ้น จำนวนมากมีโอกาสได้รับชมซีรีย์ของต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีช่องทางการเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่าอดีตมาก นับเป็นเรื่องท้าทายของผู้ผลิตละครแนวเดิมเห็นได้จากยอดเรตติ้งที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

“ละครหลังข่าวในอดีตเรตติ้งพุ่งขึ้นไปประมาณ 10 กว่า ปัจจุบันโอกาสถึงเลข 2 หลักนั้นน้อยมาก อยู่ที่ 3 หรือ 6 เท่านั้น ส่วนหนึ่งถูกแชร์ไปเพราะการเข้ามาของทีวีดิจิตอล ขณะทีอีกส่วน ในเชิงตลาดนั้นมีผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอยู่แล้วและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้า บอกว่า ละครหรือซีรีย์ที่สร้างสรรค์ อาจยังไม่สามารถสร้างเรตติ้งได้เทียบเท่ากับละครรูปแบบเดิม อย่างไรก็ตามมีกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุนและรับชมมากขึ้นกว่าในอดีตแน่นอน นอกจากนั้นในแง่ของการสร้างรายได้จากโฆษณา นับเป็นโอกาสของละครสร้างสรรค์และเฉพาะกลุ่มเช่นกัน เนื่องจากบริษัทหลายแห่งเลือกลงทุนกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่แท้จริงมากขึ้น

“การเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ อดีตที่มีช่องจำกัดทุกคนมองไปที่ตลาดแมส ผลิตเพื่อป้อนแมสแต่วันนี้ มีช่องทางการเสพย์สื่อมากขึ้น เพราะฉะนั้นละครหรือเนื้อหาต่างๆ ในสื่ออาจจะจำเป็นต้องคิดใหม่ในเรื่องการจับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น”

โดยสรุปคืออนาคตของวงการละครไทย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไล่ตั้งเเต่สภาพเเวดล้อม กระเเสในสังคม ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนสปอนเซอร์เเละผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งการผลิตผลงานละครสักเรื่องขึ้นอยู่กับว่า บรรดาผู้สร้างต้องการทำเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใด

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก lakornonlinefan , Project S The Series

 

ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังหญิง สู่โมเดลปฏิบัติในเรือนจำประเทศอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509190

ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังหญิง สู่โมเดลปฏิบัติในเรือนจำประเทศอาเซียน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความแออัดภายในเรือนจำปัญหาที่หลายประเทศกำลังประสบในตอนนี้ โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงมีตัวเลขน่าตกใจ เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในหลายครั้งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงเลยเกิดคำถามถึงความเท่าเทียมว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดเวทีการฝึกอบรมบริหารจัดการผู้ต้องขังหญิงตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) จากข้อกำหนดสหประชาชาติ สู่การปฏิบัติในประเทศไทย” แก่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อาวุโสกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 10 ประเทศ และประเทศเคนยา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการดูแลผู้ต้องขังหญิง

กิตติพงษ์  กิตยารักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประชากรผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าผู้ต้องขังชาย 8 ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนเผชิญสถานการณ์นี้ และนำไปสู่ปัญหาความแออัดในเรือนจำ นำไปสู่ปัญหาบริหารจัดการเรือนจำและฟื้นฟูผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังในประเทศอาเซียนต้องเผชิญกับปัญหาความหนาแน่นแออัดในเรือนจำโดยมี 4 ใน 10 ประเทศที่ประสบปัญหาเหล่านี้ อาทิ ประเทศไทยไทย อินโดนิเซีย เวียดนาม ฯลฯ ถือเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังประสบ หากไม่สามารถฟื้นฟูระบบในเรือนจำได้ก็ถือว่าล้มเหลว

“ทุกทวีปทั่วโลกมีผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ส่วนใหญ่ปัญหามาจากความยากจน เศรษฐกิจ คนชายขอบ และมีการศึกษาต่ำ ยาเสพติด จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนโดยเราไม่มีเวลารอเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทีไอเจเชื่อว่าการเข้าใจอย่างครอบคลุมจะสร้างความแตกต่างในชีวิตของเรือนจำได้ และสร้างวัฒนธรรมด้านมิติทางเพศ”ผอ.ทีไอเจ ระบุ

ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเสนอ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” คือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเล็งเห็นปัญหาและทรงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ในเวทีสหประชาชาติ  จนได้รับการรับรอง โดยถือเป็นข้อกำหนดแรกของไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีสหประชาชาติ

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ทีไอเจมุ่งหวังว่าโมเดลข้อกำหนดกรุงเทพจะถูกนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติในประเทศภูมิภาคอาเซียน  เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำคัญในการราชทัณฑ์ของผู้หญิงที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเน้นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความต้องการเฉพาะด้านเพศภาวะของผู้หญิงและเด็กติดผู้ต้องขังหญิงและสร้างมาตรฐานที่ดีสำหรับการปฏิบัติต่อผู้หญิง

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์  ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและเพศสภาพ มหาวิทยาลัย Griffith University ประเทศออสเตรเลีย มองว่า การบริหารจัดการภายในเรือนจำต้องคำนึงถึงมิติทางเพศ  และควรตระหนักด้วยว่าผู้ต้องขังหญิงและชายมีความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละคน ผลจากความไม่เท่าเทียมในสังคม จึงนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทั้งหญิงและชาย

“ถ้าเรามองจะเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่ทั่วทุกแห่ง ทั้งการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ ครอบครัว ระบบยุติธรรม ผู้หญิงโดยเฉลี่ยมีความรู้ต่ำกว่าผู้ชายในทั่วโลก และไปสู่การตกเป็นเหยื่อของเพศหญิง ส่วนระบบอุปถัมภ์มองว่าทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงอยู่ใต้กว่าและถูกแสวงหาผลประโยชน์ หลายอย่างผู้ชายมีบทบาทการกำหนดมากกว่าผู้หญิง”

ขณะเดียวกันเรื่องความรุนแรงทางเพศส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากผู้ชายโดยกระทำต่อผู้หญิง ที่มาจากการคุกคาม รวมถึงอำนาจจากฝ่ายชายที่มากกว่า จากความรุนแรง ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ความรุนแรงที่เห็นชัดเจนคือทางกายภาพ อารมณ์ และเศรษฐกิจ  ทั้งการแสวงหาผลประโยชน์ค้ามนุษย์ การข่มขืน ชาติพันธุ์ โดยผู้หญิงในเรือนจำพบปัญหาความรุนแรงในเรือนจำหลายรูปแบบ

 

บรรยากาศผู้ต้องขังหญิงเรือนจำหญิงที่ได้มาตรฐานเป็นเรือนจำต้นแบบตามข้อกำหนดกรุงเทพ โดยเรือนจำจังหวัดอุทัยธานี ผ่านเกณฑ์เป็นเรือนจำหญิงลักษณะพิเศษ ตามแบบฉบับสหประชาชาติแห่งแรกของประเทศไทยตามข้อเสนอในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่คำนึงถึงความแตกต่างและเปราะบางของเพศหญิง

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์ ระบุอีกว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทั่วโลก ร่วมถึงความรุนแรงจากคนแปลกหน้า  ซึ่งพบว่า สัดส่วนร้อยละ35 ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อ อย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความรุนแรงระหว่างคู่รักถึงร้อยละ38 ส่วนใหญ่มีการฆ่ากันจากอดีตคู่รัก และผู้หญิงที่มีชีวิตรอดมีประสบการณ์ทางกายภาพ ความบาดเจ็บทางร่างกายถือว่ารุนแรงที่สุด ซึ่งกระทบต่อด้านจิตใจจนทำให้เกิดอันตรายมากที่สุด กลุ่มนี้เจ็บป่วยเรื้อรั้ง มีปัญหาทางจิตใจ เจ็บท้อง หดหู่ ใช้สารเสพติด และพยายามฆ่าตัวตาย

“ความเท่าเทียมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความต้องการแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องดูแลผู้ต้องขังหญิงเนื่องจากมีความต้องการมากกว่าผู้ต้องขังชาย การปฏิบัติจึงต้องมีความหลากหลายเพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคความเท่าเทียมกันต่อเพศต่อการปฏิบัติกับผู้ต้องขังหญิง” ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ อธิบายเรื่องความเท่าเทียม

ส่วนมาตรการต่างๆในเรือนจำจะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวางแผนพัฒนาเน้นคำนึงถึงทางเพศเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังหญิง ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดครั้งแรกในคดียาเสพติด และไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาก่อน โดยพบว่าเพียงร้อยละ 10 มีกระทำความผิดซ้ำ

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์  บอกถึงสาเหตุที่ต้องทำให้ผู้ต้องขังหญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำว่า ผู้หญิงถูกกดขี่ทางเพศมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคู่รัก ปัญหาสุขภาพจิต  ยาเสพติด ดื่มสุรา ความยากจน  การหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องมีการก่อคดีจนทำให้ชีวิตตกต่ำนำไปสู่การเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม อัตราการถูกละเมิดพบว่าผู้หญิงในเรือนจำถูกละเมิดมากกว่าผู้หญิงด้านนอก เป็นเหยื่อความรุนแรงมากกว่าผู้ต้องขังชาย ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงต้องคำนึงถึงเรื่องความเสมอภาพเป็นหลักเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการปฏิบัติที่เหมาะสม

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/508186

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

โดย…เอกชัย จั่นทอง

บทเรียนน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานส่งผลให้เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร เสียหายนับพันล้านบาท โดยน้ำท่วมครั้งนี้ จ.สกลนคร สาหัสที่สุดสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอน แม้ว่าพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.สกลนคร ยังถูกน้ำท่วมได้

อุทกภัยครั้งนี้ทำให้ ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ริเริ่มคิดเกิดเป็น “สกลนครโมเดล” เพราะครั้งนี้สังเกตได้ว่าประชาชนในพื้นที่ตั้งตัวไม่ทันทำให้บ้านเรือน รถจอดจมน้ำเสียหายจำนวนมาก

“อาจเป็นไปได้ว่าประชาชนคุ้นเคยกับเหตุการณ์ฝนตก น้ำไม่ท่วม เพราะเนื่องจากเป็นที่ราบสูง น้ำไม่เคยท่วมหนักแบบนี้มาก่อน ทำให้ประชาชนเองอาจไม่ตื่นตัวในเรื่องนี้ ปัจจัยต่อมาเรื่องการเตือนภัยไม่ทั่วถึง แม้ภาครัฐมีการเตือนแล้วก็ตาม หรือจากปัจจัยอื่น เช่น เตือนแล้วยังนิ่งเฉย”

นั่นทำให้ต้องย้อนมองว่าทำไมจึงเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ อาจเป็นเพราะสาเหตุจากฝนตกหนักมากหรืออ่างเก็บน้ำไม่เพียงพอ!!!

ธเนศ ฉายภาพต่อไปว่าต้องมาวิเคราะห์ว่าน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ไม่จำเป็นต้องภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ย้อนไปปี 2553 น้ำยังท่วมพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.นครราชสีมา แต่ทุกคนคงหลีกเลี่ยงเรื่องน้ำท่วมไม่ได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของความเสียหายได้

ธเนศ อธิบายรูปแบบของ “สกลนครโมเดล” ว่าควรมีการป้องกันโดยใช้ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” ช่วยในการวิเคราะห์ว่าน้ำมีโอกาสไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมืองมากน้อยแค่ไหน แล้วมีโอกาสท่วมจากพื้นที่เดิมมากน้อยหรือไม่ ส่วนนี้จึงมีความจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงาน

ถ้าเราจะป้องกันลดความเสียหายของประชาชนให้น้อยที่สุด ต้องมีระบบการ “แจ้งเตือนประชาชน” เพราะน้ำไม่ท่วมฉับพลันอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลานับจากฝนตกวัดปริมาณน้ำฝนได้เป็นปริมาณมากผิดปกติจากนั้นจะเกิดการไหลบ่าของน้ำไปถึงตัวเมืองใช้ระยะเวลานานกี่ชั่วโมง เราจะวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้แล้วส่งข่าวสารแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เพราะทุกครัวเรือนมีสมาร์ทโฟนกันหมด

สำหรับการใช้เทคโนโลยี เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และแจ้งเตือน เป็นเรื่องที่ควรจะเริ่มทำ โดยใช้รูปแบบ “สกลนครโมเดล” เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และไม่น่าเกิดเหตุน้ำท่วมกับเมืองที่ไม่เคยท่วมเลย เมื่อเจาะจงไปตัวเมืองที่เกิดเหตุน้ำท่วมมันทำให้แคบลง จนมองว่าโครงการที่ดูใหญ่กลายเป็นโครงการสามารถจับต้องได้ อย่าง “สกลนครโมเดล”

“เหตุนี้เองจึงระดมรวบรวมนักวิชาการเชิงปฏิบัติจำนวน 10 คน ที่มีประสบการณ์จริงคลุกคลีปฏิบัติในภาคสนามตลอดเวลา ได้สัมผัสปัญหาของชาวบ้าน มาประชุมเริ่มต้นสตาร์ททำแผนตัวสกลนครโมเดล เพื่อกำหนดแผนให้ชัดเจน”

ขณะเดียวกันต้องกำหนดดูว่าต้องใช้ข้อมูลจากส่วนใดบ้าง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ผ่านข้อมูลระบบ “ภูมิศาสตร์สาร สนเทศ” หรือ “สารสนเทศภูมิศาสตร์”  โดยนำข้อมูลปริมาณน้ำฝน ภูมิประเทศ มาประเมินผ่านเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องการไหลของน้ำ ว่าน้ำจะไหลถึงตัวเมืองใช้เวลาเท่าใด น้ำมาเส้นทางไหน น้ำควรจะท่วมสูงปริมาณใด เกิดฟลัดดิ้งเอเรียในพื้นที่นี้เท่าไหร่

โดยมีเจ้าหน้าที่ “วิศวกรอาสา”เป็นผู้เก็บข้อมูลระดับความสูงต่ำในพื้นที่ กำหนดพิกัดจุดจีพีเอส (GPS) ก่อนส่งข้อมูลเหล่านี้เข้ามาวิเคราะห์ นั่นจึงทำให้เราสามารถวิเคราะห์ในภาพรวมได้ว่า ในตัวเมือง จ.สกลนคร ถ้าน้ำมาแบบนี้ฝนตกเหมือนช่วงที่ผ่านมาจะท่วมพื้นใดบ้าง แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าน้ำท่วมปริมาณสูงเท่านั้นจริงหรือไม่

“เมื่อข้อมูลปรับแก้ไขตรงชัดเจนแล้ว เราจะแจ้งเตือนประชาชน สมมติว่า หมู่บ้านในอำเภอแห่งนี้ น้ำไหลจะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงเข้าตัวเมือง ถ้า 3 ชั่วโมง เราจะแจ้งเตือนอย่างไรหากเกิดไฟฟ้าดับขณะประกาศเสียงตามสาย แต่อย่าลืมว่าโทรศัพท์มือถือยังสามารถใช้ติดต่อได้อยู่ จึงคิดว่าควรทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเตือนโดยเฉพาะ เพื่อให้ประชาชนอพยพ และแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริงข้าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับประชาชน”

ธเนศ ย้ำว่า ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบ “สกลนครโมเดล” ที่จะนำร่องมาใช้ในพื้นที่เขตเมืองก่อนเท่านั้น หากทำทั้งหมดอาจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยหลังจากนี้คาดว่าอีก 3 เดือน น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น และในอนาคตยังสามารถทำขยายไปแต่ละอำเภอ จังหวัดได้อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทำได้จริงเนื่องจากเรามีเทคโนโลยีเข้าไปถึง ผนวกกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ภัยพิบัติเป็นของอยู่คู่กับคนไทยแล้ว มันต้องเกิดขึ้นกับเรา เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบตามภูมิประเทศ ทั้งหมดทาง วสท.เป็นเจ้าภาพหลักนำร่อง “สกลนครโมเดล” โดยขอข้อมูลจากภาครัฐมา หลังจากนั้นจะเชิญให้ภาครัฐ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภาคเอกชน และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาร่วมกันพูดคุยวางแผนร่วมกัน

 

เสียงสะท้อนจาก2ด้าน ห้ามโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ “ตัดวงจรการตลาด” หรือ “ละเมิดสิทธินักดื่ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 19:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/508083

เสียงสะท้อนจาก2ด้าน ห้ามโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ "ตัดวงจรการตลาด" หรือ "ละเมิดสิทธินักดื่ม"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มยิ้มร่าให้กล้อง มือขวาถือขวดเบียร์ฟองนุ่มๆ มือซ้ายประคองโทรศัพท์เซลฟี่ตัวเอง ก่อนจะโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กพร้อมแคปชั่นสนุกสนาน ไม่นานพรรคพวกเพื่อนพ้องก็พากันเข้ามากดไลค์และคอมเม้นท์กันด้วยความขำขัน บางคนออกแนวตักเตือนว่าอย่าดื่มมากนะ มันไม่ดี

ภาพประเภทนี้กำลังสุ่มเสี่ยงถูกปรับและจำคุกตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 32 ที่มีถ้อยคำว่า

“ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม”

โทษหนักถึงขั้นจำคุก 1 ปี ปรับ 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

งานนี้คอทองแดงกำลังหนาวๆ ร้อนๆ พร้อมกับเซ็งที่ถูกจำกัดความสนุกสนานส่วนตัว…

ปล่อยให้มนุษย์ได้คิดและตัดสินใจเองเสียที

กรณีศิลปินดาราคนดังที่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อโฆษณา รวมไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร-เหล้าเบียร์ ที่ทำโปรโมชั่นเชิญชวนให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า ลักษณะนี้ผิดแน่นอนเนื่องจากมีเจตนาโฆษณาและชักจูงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามสำหรับประชาชนทั่วไปนั้นยังเป็นคำถามและข้อสงสัยว่า แบบไหนที่เรียกว่าอวดอ้างสรรคุณหรือชักจูงให้ผู้อื่นดื่มทั้งทางโดยตรงและอ้อม ซึ่งจำนวนมากพากันไม่เห็นด้วยและรู้สึกถูกละเมิดสิทธิ์ในการใช้ชีวิตมากเกินไป

เจษฎา ชื่นศิริกุล นักดื่มและเจ้าของเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl มองว่า สังคมปัจจุบันนั้นพัฒนาไปไกลมีช่องทางการสื่อสารและรับรู้อย่างมากมายทางโซเชียลมีเดีย ผู้คนมีวิจารณญาณ กระบวนการคิด ศักยภาพในการวิเคราะห์และความสามารถในการเลือกรับสารที่ตนเองต้องการมากกว่าอดีต จึงไม่ควรปิดกั้นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

“แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาผู้คนก็เข้าถึงข้อมูลแล้ว แทนที่ภาครัฐจะห้ามควรเลือกนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนแทนดีกว่า  วิธีการห้ามเหมือนเอากำปั้นทุบดิน ห้ามให้ทุกคนเห็นในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ คนเรามีวิจารณญาณและสามารถตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว”

เจษฎา บอกว่า การปิดกั้นนั้นอาจทำให้ผู้คนเห็นภาพน้อยลงแต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงจะลดต่ำลง เนื่องจากร้านค้า ร้านอาหาร และร้านเหล้า-เบียร์ยังเปิดขายทั่วไป เพราะฉะนั้นแทบไม่มีประโยชน์

“เปลี่ยนเป็นวิธีให้ข้อมูลให้ผู้ดื่มทราบถึงข้อดี-เสีย ผลที่จะเกิดขึ้นของมันน่าจะมีประโยชน์กับสังคมกว่า”

นักดื่มตัวยงเชื่อว่า ผู้คนจำนวนมากที่โพสต์ภาพเหล้า-เบียร์ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ใครดื่ม เพียงแค่อยากนำเสนอหรือโชว์ไลฟ์สไตล์ของตนเองที่อยู่ในภาวะอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะสนุกสนานหรือเศร้าหมอง ซึ่งข้อความที่กฎหมายระบุไว้ในปัจจุบันมีความคลุมเคลือและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มากเกินไป

วิชิต ซ้ายเกล้า “ตัวพ่อ” วงการ Craft Beer เมืองไทย บอกว่า การห้ามโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจในประเทศนี้มองว่าประชาชนเป็นเด็กที่ต้องมีผู้ปกครองอยู่ตลอดจนไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้

“ชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเขาเก่งมากนะ ไม่ธรรมดา พวกเราอยู่กันในยุคไหนโลกไหนวะเนี่ย ไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์นะ ต้องปล่อยให้รับผิดชอบตัวเองได้ มีแต่คนทำตัวเป็นเจ้าคนทั้งนั้น ไร้สาระ คนเราไม่เจ็บจะรู้ได้ไงว่ามันแย่” ชิต เบียร์ บอกและยกตัวอย่างว่า

“สมัยเป็นเด็ก ผู้ใหญ่บอกว่าไฟมันร้อน พวกเราเชื่อเหรอ ไม่หรอก ทำไงล่ะก็ลองเล่นดูไง แล้วเป็นไงล่ะ มันก็เจ็บไง”

 

งานวิจัยชี้ชัดสัญลักษณ์แบรนด์ทำคนดื่มมากขึ้น

นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ปัจจุบันมีผลการศึกษาทางวิชาการอย่างอย่างชัดเจนระบุว่า การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มวัยรุ่น

ตัวอย่างงานวิจัยที่สำคัญตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ในปีนี้ พ.ศ.2560 โดย David Jernigan จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังทางการแพทย์และสาธารณสุขและคณะ ได้ทำการศึกษารวบรวมงานวิจัยในอดีตจำนวน 15 การศึกษา พบว่า การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในรูปแบบโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต , โทรทัศน์และการกีฬา ล้วนแต่ส่งผลให้กลุ่มวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณรวม (alcohol consumption) ที่สูงขึ้นประมาณ 1.5 เท่า , เริ่มดื่มในปริมาณที่สูงหรือดื่มหนักเร็วขึ้นและปริมาณมากขึ้น (binge drinking initiation and binge drinking) ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงดื่มในลักษณะที่อันตราย (hazardous drinking) โดยผ่านกลไกของการจดจำการตลาดหรือสัญลักษณ์ (marketing receptivity and brand recognition)

“งานวิจัยชี้ว่าสำหรับผู้ที่ดื่มอยู่แล้ว เมื่อเห็นโฆษณาและการเชิญชวน พฤติกรรมจะเปลี่ยนไป ทั้งในแง่ปริมาณและความถี่ในการดื่ม การโฆษณาเชิญชวนอาจมาจากสัญลักษณ์ สีและโลโก้ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินดารา เช่น เครื่องดื่มบางแบรนด์เลือกใช้สัญลักษณ์น้ำดื่มในการโฆษณาซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออีกแบรนด์ที่เลลือกใช้สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้เกิดการจดจำ”

 

 

ในปี 2560 มีงานวิจัยชื่อว่า The commercial use of digital media to market alcohol products: a narrative review สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยอยู่ในรูปแบบของสื่อดิจิตอล

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา บอกว่า Tim Lobstein และคณะได้ศึกษารูปแบบการตลาดในรูปแบบของสื่อดิจิทัลมีเดีย พบว่า ส่วนมากจะผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ , facebook และ application ต่าง ๆ โดยมีกลยุทธที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือ เทคนิคของการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม เช่น การให้ความคิดเห็นหรือเล่นเกมส์ เป็นต้น และการเผยแพร่ส่งต่อ โดยเทคนิคดังกล่าวช่วยลดทั้งต้นทุนทางการตลาด แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

ตัวอย่างเช่น การศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่า บทความที่เผยแพร่ประมาณ 4,500 บทความ เมื่อผ่านสื่อดิจิทัลในสังคมแล้วนั้น รวมแล้วมีการเผยแพร่ถึง 2.3 ล้านครั้งผ่านการเผยแพร่ส่งต่อ

นพ.พลเทพ  บอกว่า กระบวนการการตลาดทางสื่อดิจิทัลของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าประชากรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่สามารถเข้าถึงการซื้อขายได้แต่พบว่าไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ในสื่อดิจิตอลเลย รวมถึงการดำเนินการผ่านบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง (third party) เป็นคนดำเนินการซึ่งทำให้ยากต่อการดำเนินการทางกฎหมาย

“การโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนทั่วไปนับเป็นเรื่องที่ควรห้ามปราม เนื่องจากการจดจำแบรนด์สินค้า ไม่จำเป็นต้องถูกถ่ายทอดมาจากบริษัทหรือคนดัง แต่อาจมาจากญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีผลต่อการสร้างการจดจำแบรนด์ได้เช่นกัน”

ภาพส่วนหนึ่งจากเฟซบุ๊กทนายเกิดผล เเก้วเกิด

 

กฎหมายเป็นลบต่อประชาชนทั่วไป

นักกฎหมายอย่าง เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ บอกว่า หากพิจารณาข้อความที่ระบุในกฎหมายที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม” แสดงให้เห็นว่า การโพสต์ชื่อ เครื่องหมาย และสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็นับว่าผิดกฎหมายไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

“กฎหมายไม่ได้เขียนว่าเจตนาหรือไม่เจตนา ต่อให้ไม่ประสงค์ต่อผลแต่ก็เล็งเห็นได้ว่าเป็นการโฆษณาในตัว เพราะเขาบอกว่า ทั้งทางตรงและอ้อมซึ่งกว้างมากในการตีความ สมมุติไปงานฉลองวันเกิดเพื่อนแล้วถ่ายภาพความสนุกสนานแต่เห็นเครื่องหมายตราสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคิดจะเอาผิดจริงก็ทำได้”

ทนายความบอกอีกว่า การเขียนว่า “โดยตรงหรือโดยอ้อม” นับเป็นข้อเสียเปรียบของประชาชนในการตีความ เพราะการบังคับใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่

“การโฆษณาโดยตรงจากบริษัทและเหล่าศิลปินดาราแบบนั้นทุกคนเข้าใจตรงกันว่าผิด แต่หากเป็นการนำกฎหมายมาใช้ลักษณะจับผิดคนทั่วไปด้วยคำว่าโดยอ้อม แบบนั้นไม่ชัดเจนและเกิดเป็นความขัดแย้งได้ กฎหมายควรจะระบุให้ชัดและไม่มีปัญหาในการตีความหรือบังคับใช้”

โพสต์โชว์สัญลักษณ์บอกยี่ห้อ ผิดแน่นอน!

ขณะที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10 ชี้แจงว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเจตนาเพื่อคุ้มครอง มหาชน โดยมาตรา 3 ใน พ.ร.บ. ได้ระบุความหมายของคำว่า “โฆษณา” ไว้ครอบคลุมว่า

“การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในการค้าเเละให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด”  เพราะฉะนั้นจึงถูกตีความได้ว่า การแสดงเครื่องหมายทางการค้า ไม่ว่าประชาชนจะเจตนาหรือไม่ บริษัทผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์ทางการค้าและถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารการตลาดแล้ว

“เมื่อเราแสดงเครื่องหมายการค้าหรือตราสินค้า เขาก็ได้ประโยชน์ มีส่วนทำให้คนจดจำแบรนด์นั้นได้ ไม่ว่าจะตีความยังไงก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ถือว่าอยู่ในกระบวนการสื่อสารการตลาด” พล.ต.อ.วิระชัย กล่าว

โดยสรุปคือ ประชาชนสามารถถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ต้องปิดบังตราสัญลักษณ์ โลโก้แบรนด์เครื่องดื่ม เพราะแม้ผู้โพสต์อาจจะไม่ได้รับประโยชน์ แต่เมื่อผู้ผลิตได้ประโยชน์ ก็ถือเป็นการสื่อสารการตลาด และมีผลกระทบต่อผู้รับสารโดยทั่วไปแล้วนั่นเอง

ระบบพยากรณ์มีปัญหา เตือนภัยระดับพื้นที่ไม่ได้-ใต้เสี่ยงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 06:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507974

ระบบพยากรณ์มีปัญหา เตือนภัยระดับพื้นที่ไม่ได้-ใต้เสี่ยงแล้ง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน , กันติพิชญ์ ใจบุญ

แม้พายุจะนำพาเม็ดฝนโหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่คำถามที่ตามมาคือ จะการันตีได้หรือไม่ว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกับภาคเกษตรกรรม

จากข้อมูลของ “คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ” หรือ Thai Water ระบุสถานการณ์ล่าสุดของน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เก็บน้ำไว้ล่าสุดที่จำนวน 13,311 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 50%

ในจำนวนดังกล่าวจะเพียงพอต่อการใช้น้ำหรือไม่ และในอนาคตทิศทางของสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรที่มีผลต่อการบริหารจัดการน้ำ

รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพถึงสถานการณ์น้ำไว้อย่างน่าสนใจ โดยฉายภาพว่า ระดับกักเก็บน้ำใน 4 เขื่อนหลักของภาคกลางที่อยู่ในระดับ 50% นับว่าเพียงพอต่อการทำการเกษตรกรรมในปีหน้าแน่นอน และปริมาณน้ำก็มากกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภาคกลางค่อนข้างหายห่วงได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นอีก 2 ลูกที่อาจจะเข้ามาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากพายุดังกล่าวพัดพาฝนตกเหนือเขื่อนก็จะทำให้ภาคกลางมีน้ำมากถึง 80% และเพียงพอจะทำนาปรังได้เต็มพื้นที่มากกว่าปีที่ผ่านมาอีก 2 ล้านไร่

“แต่แนวโน้มล่าสุดที่ได้ติดตามพายุไต้ฝุ่นหากเข้ามาจะอยู่ใต้เขื่อน หากเป็นเช่นนั้นน้ำฝนก็ไม่ตกลงมาในเขื่อน ก็จะมีผลกระทบต่อการทำนาในปีถัดไปบ้าง แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าภาคกลางจะไม่กระทบภัยแล้งเหมือนกับปีที่ผ่านมา เพราะขณะนี้น้ำที่กักเก็บไว้ก็มากกว่าเดิมแล้ว” รศ.สุจริต ย้ำ

เมื่อภาคกลางค่อนข้างไร้กังวลดังที่นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ รายนี้ได้วิเคราะห์ แต่กับสถานการณ์ภาคอื่น เช่น อีสานที่ปริมาณน้ำมากเกินไปจนกลายเป็นน้ำท่วมดังที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ และในภาคใต้นั้น อาจจะต้องเจอภัยแล้งแทนที่ฤดูฝนที่กำลังจะมาในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ ซึ่งสภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกับที่ผ่านมา และฝนจะน้อยลง

“นั่นเพราะสภาพอากาศจะทำให้อบอุ่นขึ้นในเขตภาคใต้ แต่ที่ดีคืออาจจะไม่เจอน้ำท่วมเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่ก็จะเจอภัยแล้งเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้านสถานการณ์น้ำที่ต้องการใช้บริโภคอุปโภคยังไม่ถือว่าเป็นกังวล” รศ.สุจริต คาดการณ์

สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้บางพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมก็เกิดขึ้น เฉกเช่นที่ จ.สกลนคร เป็นต้น

บทเรียนสำคัญในการป้องกันรับมือกับพายุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น จากมุมมองของ ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทยและ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา ที่ถอดบทเรียนจากพายุทีเกิดขึ้นล่าสุดว่า เรื่องที่ต้องระวังน้ำท่วมจากบทเรียนได้กรณีน้ำท่วมที่ จ.สกลนครคือ พบว่า สาเหตุหนึ่งมาจากสภาพอากาศผิดปกติ ซึ่งคาดการว่าอิทธิพลของพายุเซินกาจะสลายตัว แต่ด้วยอิทธิพลของพายุเนสาด และอุณหภูมิของน้ำในทะเลจีนใต้ที่ทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้อิทธิพลของพายุเซินกากลับมาเพิ่มปริมาณฝน ในวันที่ 27-29 ก.ค.ที่ผ่านมา

“ปรากฏการณ์ที่กล่าวมาถือเป็นลักษณะอากาศผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมที่ พัทยา เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2558 ที่ระบบพยากรณ์อากาศของเราที่มีไม่สามารถบอกได้ จึงไม่สามารถเตือนภัยระดับพื้นที่ได้ ระบบพยากรณ์ที่มีสามารถบอกได้เพียงสภาพอากาศในภาพใหญ่ๆ เพราะมีเครื่องมือจำกัด เป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศที่พัฒนามาจากที่ใช้กับภาคเกษตรกรรม แต่ไม่ใช่สำหรับสภาพอากาศที่เป็นพิบัติภัย ซึ่งจะเกิดมากขึ้นและถี่ขึ้น”

ศ.ธนวัฒน์ แสดงข้อกังวลอีกว่า ที่น่ากังวลคือระบบเตือนภัย รับมือพายุเล็กๆ ระดับดีเปรสชันยังมีช่องโหว่ขนาดนี้ หากเป็นพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นจะยิ่งประสบปัญหาหนักเพราะการเตือนพิบัติภัยของเรากำลังล้าหลังไม่เท่าทันปัญหาสภาพอากาศที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที