จำคุกขบวนการค้ามนุษย์ บทพิสูจน์ไทยเอาจริง สานต่ออย่าให้หยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504612

จำคุกขบวนการค้ามนุษย์ บทพิสูจน์ไทยเอาจริง สานต่ออย่าให้หยุด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

คำพิพากษาจำคุก 27 ปี พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และอดีตผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนแยกที่ 1 ระนอง จำเลยในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา นับว่าบ่งบอกถึงมติการตีกรอบจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ของเมืองไทยได้ไม่น้อย

พล.ท.มนัส หรือ “บิ๊กแป้น” เป็นแม่ทัพนายกองอีกคนที่ต้องยอมรับ กับความผิดที่ได้ก่อ เพราะเงินจำนวนกว่า 14 ล้านบาท ถูกถ่ายโอนจากขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาในพื้นที่ภาคใต้ แม้ว่า พล.ท.มนัส จะชี้แจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวมาจากการแข่งขันวัวชน แต่ไม่อาจหาพยานหลักฐานมาลบล้างหลักฐานของเจ้าหน้าที่ที่จะเอาผิดเขาได้

คดีประวัติศาสตร์ที่ถูกจับตา มองจากสังคมโลกในครั้งนี้ โดยเฉพาะสหรัฐที่มองว่าไทยไม่ได้จริงจังจะปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ แต่การตัดสินที่เอาบิ๊กทหารเข้าคุก คงมีนัยที่สำคัญไม่น้อย

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ แรงงานข้ามชาติ และคนพลัดถิ่น มองคดีนี้ในชั้นแรกว่า ความหวังในกระบวนการยุติธรรมได้บังเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะเป็นการลงโทษจำเลยกว่า 60 คน แม้จะมีบางส่วนที่หลักฐานไปไม่ถึงเพื่อเอาผิดได้ แต่ทิศทางของการให้ความสำคัญในคดีค้ามนุษย์ สังคมไทยได้เห็นภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

“กระบวนการยุติธรรมยังคงทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แม้ผู้ต้องหาบางคนจะมีตำแหน่งชั้นยศที่เป็นถึงนายทหารระดับสูงก็ตาม” สุรพงษ์ เน้นย้ำ

แต่กระนั้น สิ่งที่จำเป็นตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ในแนวคิดของสุรพงษ์ คือ การเดินหน้าจัดการปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ให้สิ้นซากออกไปจากประเทศไทยต่อไป และรัฐบาลก็ไม่ควรจะหยุดนิ่งกับผลงานชิ้นเดียวที่เป็นคดีประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ หากแต่ต้องเข้มงวดกับการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สุรพงษ์ ให้ภาพว่า จำนวนผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา จำนวน 103 คน ยังไม่ใช่จุดจบของขบวนการ และรัฐไม่อาจคิดได้ว่า การค้ามนุษย์นั้นหมดไปแล้ว เพราะหากยังคงมีความคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าการแก้ไขปัญหาไม่ได้เดินหน้า แม้ว่าคดีดังกล่าวผลการตัดสินจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยถูกยกระดับให้น่าเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในสายตาโลกก็ตาม แต่อย่าลืมว่ายังมีอีกหลายขบวนการที่หากินกับลมหายใจของผู้คนอยู่ในขณะนี้

“ขบวนการค้ามนุษย์ยังไม่ได้หมดไป ทั้งชาวโรฮีนจา ชาวอุยกูร์ หรือแม้แต่ชาวปาเลสไตน์ที่หนีภัยสงคราม มันยังคงอยู่ เพียงแต่ลดจำนวนลงเท่านั้น หากรัฐบาลพอใจกับการแก้ปัญหาเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้เดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจัง” สุรพงษ์ ให้ความเห็น

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย คือ เรื่องของเหยื่อในขบวนการค้ามนุษย์ ที่สุรพงษ์มองว่า รัฐยังไม่จริงจังในการเยียวยาเรื่องนี้ ทั้งการจัดการส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทาง การประสานงานระหว่างประเทศ ดูจะไม่ต่อเนื่องเท่าใดนัก รวมถึงการประสานเพื่อขอแรงกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งบังกลาเทศ เมียนมา ซึ่งเป็นประเทศต้นทางที่มีขบวนการค้ามนุษย์จัดส่งผู้คนออกมา

สอดรับกับความเห็นของ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch แห่งประเทศไทย ที่มองว่า คดีนี้ถือว่าได้รับทิศทางบวกจากนานาชาติ และสามารถตอบโจทย์ รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือทิปรีพอร์ต ของสหรัฐที่เคยมองปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยว่า รัฐบาลไม่จริงจังกับการดำเนินคดีเอาผิดลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ได้ และโทษของ พล.ท.มนัส ที่ศาลได้ตัดสินไป ก็ตอบคำถามเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

“เป็นสัญญาณบวกกับนโยบายต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย มันทำให้เห็นว่าไม่ว่าใคร ใหญ่แค่ไหน มีตำแหน่งหรืออิทธิพลอย่างไร หากทำผิดอาชญากรรมในการค้ามนุษย์ก็ต้องโดนโทษอย่างไม่มีข้อยกเว้น และผลจากตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่ารัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์” สุนัย ย้ำ

สุนัย ตั้งความหวังว่า รัฐบาลจะประกาศอย่างชัดเจนตามมาว่าจะเดินหน้ากวาดล้างในทุกๆ ขบวนการค้ามนุษย์ของประเทศไทยทันที ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรจะรับลูกต่อจากคำชื่นชมของนานาชาติ ซึ่งจะช่วยให้การยอมรับอย่างมากขึ้นต่อการจัดการแก้ไขปัญหา

แม้ผลการจับกุมจะเห็นผลเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่จุดอ่อนยังคงมีอยู่ ซึ่งสุนัย มองว่า ในทุกวันนี้ยังคงมีชาวโรฮีนจาถูกคุมขังอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศนับหลายพันคน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ดูแลอย่างดีเท่าใดนัก เพราะเมื่อไปช่วยเขาออกมา กลับนำเขามาขังซ้ำอีก เหมือนเป็นการลงโทษพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สุนัย วิพากษ์ถึงจุดอ่อนนี้ว่า รัฐบาลไทยควรให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เข้ามาช่วยเหลือดูแลชาวโรฮีนจากกลุ่มนี้ ซึ่งมีแต่ประโยชน์ทั้งนั้น เพราะการเอาชาวโรฮีนจามาคุมขังไว้ก็สิ้นเปลืองงบประมาณของชาติ แต่หากให้ UNHCR ซึ่งมีงบประมาณเข้ามาจัดการ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้กับรัฐบาลไทยด้วย

บรรยายภาพ – ภาพพิมพ์แกะไม้ โดยศิลปินแถวหน้าชื่อ ประสาท นิรันดรประเสริฐ บอกเล่า เรื่องราวของชาวโรฮีนจา ชนกลุ่มน้อยในเมียนมาที่ถูกผลักดันให้ต้องอพยพออกจากประเทศถิ่นกำเนิด

 

เปิดบัญชีไล่เรียงคดี “เสื้อแดง” วิบากกรรมที่ยังไม่จบสิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504346

เปิดบัญชีไล่เรียงคดี "เสื้อแดง" วิบากกรรมที่ยังไม่จบสิ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดศาลฎีกาพิพากษากลับจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 1 ปี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.)ฐานหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 326, 332 โดยไม่รอลงอาญา

ประเมินว่าคดีนี้ส่งผลกระทบต่อทิศทางและพลังการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก ที่สำคัญวิบากกรรมที่แกนนำเสื้อแดงต้องเผชิญยังไม่จบสิ้น เพราะหลายคนยังต้องลุ้นระทึกกับคดีที่จ่อคิว เริ่มตั้งแต่

1. ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 2552

อัยการเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ พร้อมพวก กรณีนำมวลชนคนเสื้อแดงบุก โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ทำลายการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ในข้อหา  มั่วสุม 10 คน ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เป็นหัวหน้า ยุยงปุกปั่น การตั้งขบวน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2558 ให้จำคุกจำเลย 13 คน ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง  นายนิสิต สินธุไพร  นายพายัพ ปั้นเกตุ  นายวรชัย เหมะ นายวันชนะ เกิดดี  นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง  นายศักดา นพสิทธิ์  พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ นายนพพร นามเชียงใต้ นายสำเริง ประจำเรือ นายสมยศ พรหมมา นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม คนละ 4 ปี

ต่อมา 21 มี.ค.2560 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา จากนี้อยู่ระหว่างการต้องรอการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา ซึ่งทางศาลฎีกายังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

 

 

2. ก่อการร้ายจากการเคลื่อนไหว ปี 2553

คดีนี้ อัยการคดีพิเศษ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง แกนนำ นปช. 19 คนได้แก่   นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์   นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายเหวง โตจิราการ  นายก่อแก้ว พิกุลทอง  นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา  นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก  นายนิสิต สินธุไพร  นายการุณ  โหสกุล นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายภูมิกิติ หรือ พิเชษฐ์ สุจินดาทอง นายสุขเสก  พลตื้อ นายจรัญ ลอยพูล นายอำนาจ อินทโชติ นายชยุต ใหลเจริญ นายสมบัติ มากทอง นายสุรชัย เทวรัตน์ นายรชต วงค์ยอด และ นายยงยุทธ ท้วมมี

ตามความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ

จากการเคลื่อนไหวในวันที่ 28 ก.พ.- 20 พ.ค.2553 จำเลยทั้งหมด ได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนทั่วราชอาณาจักรไทยให้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ และมีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79

ศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2543/2553 และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา

 

 

3. คดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์

อัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน นายวันชัย นาพุทธา นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และข้อหาอื่นๆ

จากกรณี นำขบวนผู้ชุมนุมไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อเรียกร้องกดดันให้พล.อ.เปรม ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกนายนพรุจ 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และนพ.เหวง คนละ 4 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ และนายวันชัย

ต่อมาวันที่ 9 ม.ค. 2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษา ลดโทษ นายวีระกานต์,นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และนพ.เหวง เหลือคนละ  2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 พิพากษายืนยันตามศาลชั้นต้น

ทั้งหมดยังต้องรอดูการพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป

 

 

4. ขัดคำสั่งคสช.เปิดศูนย์ปราบโกง

เริ่มจากศาลทหารเรียก 19 แกนนำ นปช. ให้การในคดี ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติที่อิมพีเรียลลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 แต่ตุลาการศาลทหาร มีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การ เพราะผู้ต้องหาไม่ครบ  เพราะ นายยศวริศ ชูกล่อม   และ นายนิสิต สินธุไพร ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

ทั้งนี้ ศาลให้ทนายความทำเรื่องเบิกตัวทั้งคู่จากเรือนจำ ให้เสร็จสิ้นภายใน 20 มิ.ย. นี้ พร้อมนัดทั้งหมดมาขึ้นศาลพร้อมกันในวันที่ 5 ก.ย. นี้

 

ชาติหน้าไม่ขอเกิด ชาตินี้รอเข้าคุก ชีวิต “เณรคำ” จากวัดสู่ห้องขัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/504142

ชาติหน้าไม่ขอเกิด ชาตินี้รอเข้าคุก ชีวิต "เณรคำ" จากวัดสู่ห้องขัง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 4 ปีที่ วิรพล สุขผล หรือ เณรคำ ฉัตติโก อดีตประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีษะเกษ ได้กลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งเมื่อดึกวันที่ 19 ก.ค.2560 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หิ้วตัวข้ามน้ำมาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อก้าวเท้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ภายใต้ 5 ข้อหาหลักที่ดีเอสไอ จัดถวายให้อดีตพระดังในภาคอีสาน คือ พรากผู้เยาว์ อนาจารผู้เยาว์ กระทำชำเราผู้เยาว์ ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน

จากพระดังที่มีคนกราบไหว้นับถือด้วยแรงศรัทธา ดำรงบรรชิตด้วยสิ่งของรอบข้างที่มีราคาสูง เช่าเครื่องบินเจ็ตเดินทาง สวมแว่นตาดำแบรนด์ดัง หิ้วกระเป๋าที่ไฮโซบรรดามี นั่งรถยนต์หรูราคาหลายล้านบาท และทรัพย์สินเป็นเงินสดอีกหลายร้อยล้านบาท

ทั้งหมดทั้งมวลที่เณรคำได้สร้างมา เกิดเตะตาของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงนำไปสู่การตรวจสอบและสืบค้นให้ลึกกว่าเดิม จนนำไปสู่การแจ้งข้อหาที่เกิดขึ้นจากดีเอสไอ

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เณรคำ ที่นับได้ว่าเป็นพระสงฆ์อีกกรูปที่สร้างความแปดเปื้อนให้กับพุทธศาสนาของเมืองไทย มีประวัติชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย

 

 

เณรคำ หรือด.ช.วิรพล สุขผล ชาวจ.อุบลราชธานี ในวัย 6 ขวบ เริ่มสนใจในการนั่งสมาธิ เดินจงกลม และถึงขั้นนอนในป่าช้า โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติธรรม ก่อนที่ปี 2537 จะตัดสินใจบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ที่วัดป่าดอนธาตุ จ.อุบลราชธานี

เดินสายธุดงค์ในหลายอำเภอของจ.อุบลราชธานี กระทั่งปี 2542 เมื่ออายุครบเกณฑ์จึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ว่ากันว่า เณรคำ ออกเดินธุดงค์ไปเรื่อยด้วยเท้าเปล่าไปถึง เชียงใหม่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ก่อนจะกลับมายังสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีษะเกษ

ครั้งหนึ่ง ศิษย์เอกของเณรคำ บอกว่า เณรคำมีความคิดที่ยึดโยงเอาไว้ว่า “ถ้าเสร็จภารกิจทางโลกแล้ว จะไม่กลับมาทางโลกอีก เพราะได้เกิดมาหลายชาติ จึงพอแก่การเกิด อีกทั้งเห็นอะไรก็สังเวชไปทั้งหมด นั่นเพราะรู้มาก่อน เกิดมาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ”

ก่อนใช้ความเชื่อความศรัทธา สั่งสมบารมีของตนขึ้นมา มีลูกศิษย์ลูกหามาโข บ้างให้เงินบริจาคต่างๆ บ้างยกที่ดินถวายให้ เพราะเชื่อสนิทใจว่าเณรคำมีอภินิหาร หยั่งรู้อนาคต รู้อดีตชาติ และหวังจะสร้างโชคลาภให้คนที่กราบไหว้

หากดูเหมือนว่า เณรคำ เป็นสงฆ์ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนมาโดยตลอด แต่แล้วเมื่อกลางปี 2556 คณะสงฆ์ของจ.อุบลราชธานี และจ.ศรีษะเกษ ได้รวมกับขับไล่เณรคำให้พ้นไปจากสมณะเพศ ข้อกล่าวหาคือผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรง เสพเมถุน

สาววัย 26 ปี ออกมาเผยความลึกซึ้งระหว่างเธอกับเณรคำ พร้อมกับมีพยานรักร่วมกันในวัย 11 ปี เธอยืนยันว่าเด็กคนนี้คือลูกของเณรคำ และพร้อมจะให้พิสูจน์ดีเอ็นเอ

ที่สั่นสะเทือนวงการสงฆ์ เพราะคำให้การของเธอที่บอกว่ารู้จักกับเณรคำขณะเรียนอยู่ชั้นม.2 ที่จ.ศรีษะเกษ และพบกับเณรคำที่มาปักกลดธุดงค์แถวบ้านพักของเธอ

ความสัมพันธ์ดำเนินอย่างรวดเร็ว เธออ้างว่าเณรคำขับรถยนต์หรูมารับถึงหน้าโรงเรียนเพื่อไปมีความสัมพันธ์ด้วยกัน ทั้งที่รีสอร์ทห่างตาผู้คน หรือแม้แต่ในรถยนต์ของเณรคำเองด้วย

สอดรับกับทางเจ้าหน้าที่ที่เริ่มได้กลิ่นไม่ดี จึงสืบสวนเชิงลึกและยืนยันได้ว่ายังมีหญิงสาวอีก 7 คนที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำขณะที่เขายังดำรงคราบรรพชิต

กอปรกับหลักฐานที่มีอยู่ในมือ จึงนำไปสู่การแจ้งข้อหา และสอบสวนต่อเนื่องจนพบว่ามีความผิดฉ้อโกงหลอกลวงประชาชน และฟอกเงิน ร้อนถึงคณะสงฆ์ในข้างต้นที่ต้องประชุมและมีมติขับไล่พ้นสมณเพศ

 

ความร้อนเข้ามาเยี่ยมเยือนเณรคำ และทำให้เขาอยู่เมืองไทยอีกต่อไปไม่ได้ ท้ายสุดเณรคำต้องเหินฟ้าหลบไปอยู่ที่ฝรั่งเศส และไปอยู่ที่สหรัฐฯ ในปีเดียวกันนั้นเอง

ตลอดทั้งปี 2556 เรื่องราวของเณรคำเป็นที่สนใจต่อสาธารณะอย่างมาก และปรากฎภาพเณรคำหลากอิริยาบถในสหรัฐฯ ทั้งการรับกิจนิมนต์ และการถ่ายรูปยังสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยลูกศิษย์ที่ยังรักและศรัทธา นัยว่าเป็นการปูเรื่องว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้นเณรคำถูกกลั่นแกล้ง กระทั่งมีข่าวว่าเณรคำได้ลาสิกขาที่วัดแห่งหนึ่ง แต่ยังปรากฏภาพว่ายังคงนุ่งห่มอาภรณ์คล้ายจีวรของพระสงฆ์อยู่ตลอด

วลีว่าชาติหน้าไม่ขอเกิด คนที่รู้ซึ้งเห็นโลกจนชัดแจ้ง ไม่ได้ช่วยให้เณรคำรอดพ้นสำนวนคดีรวม 261 หน้าใน 5 ข้อหาหนักที่ดีเอสไอรวบรวมเพื่อเตรียมฟ้องเอาผิด จากพระชื่อดังที่ปราถนาสร้างตนให้เป็นเกจิดังของเมืองไทย ต้องหลบลี้หนีคดีอาญาอันลือลั่น ดาวที่เคยจรัสแสงก็ดับลงในพริบตา

และในวันนี้เณรคำต้องมานอนคุกหลังดีเอสไอบินไปรับตัวจากสหรัฐฯ จากที่เคยอยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์ ชีวิตกลับตาลปัตรสู่ห้องขังเพื่อรอตัดสินชะตากรรมของตนเองในอีกไม่ช้า

 

 

 

บ้านพักของเณรคำใน จ.อุบลราชธานี

 

 

 

“คิดไม่รอบด้าน-ส่อเอื้อผลประโยชน์” เสียงสะท้อนถึงโครงการสะพานคนเดินท่าพระจันทร์-ศิริราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503802

"คิดไม่รอบด้าน-ส่อเอื้อผลประโยชน์" เสียงสะท้อนถึงโครงการสะพานคนเดินท่าพระจันทร์-ศิริราช

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

โครงการสะพานคนเดินและทางจักรยานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าพระจันทร์-ศิริราช ของกรุงเทพมหานคร กำลังเป็นประเด็นร้อนและอยู่ในความสนใจของชาวกรุง

โครงการนี้ถูกเปิดเผยในที่ประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยกรุงเทพฯ ว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,710 ล้านบาท รูปแบบสะพานมี 2 ชั้น ความยาวประมาณ 300 เมตร กว้าง 9 เมตร ความสูงระหว่างชั้น 4 เมตร มีลิฟต์ บันไดเลื่อน

วัตถุประสงค์ของสะพานแห่งนี้มีไว้ สำหรับคนเดิน ทางจักรยาน ทางสำหรับผู้พิการ สวนสาธารณะ เเละมีบริการรถกอล์ฟให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการเดินทางไปโรงพยาบาลศิริราช ตั้งใจออกแบบโดยคำนึงถึงชีวิตตามวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสริมภาพลักษณ์ของประเทศ และเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดการท่องเที่ยวรวมถึงเพิ่มทางเลือกการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ท่ามกลางความปรารถนาดีของผู้พัฒนาโครงการ อีกด้านหนึ่ง ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Friends of the River แสดงความกังวลและตั้งคำถามในหลากหลายแง่มุมของโครงการ

ไม่สอดคล้องกับแผนแม่บท

ว่าไปแล้วแนวคิดสะพานคนเดินและทางจักรยานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปรากฎความเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2553 สมัยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ โดยระบุว่าต้องการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนกรุงให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ความเคลื่อนไหวเงียบหายไปจนกระทั่งกลับมาเป็นข่าวและมีรูปแบบโครงการเปิดเผยผ่านสื่ออีกครั้งเมื่อช่วงต้นปี 2560

ยศพล บอกว่า หากย้อนไปดูแผนแม่บทของการพัฒนาริมฝรั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของ กทม. จะพบว่า ไม่ได้มีการระบุการเชื่อมต่อของสะพานคนข้ามบริเวณท่าพระจันทร์-ศิริราชเลย รวมถึงไม่พบแผนจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)หรือหน่วยงานอื่นๆ เช่นกัน  สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังจนสามารถชี้ชัดได้ว่า กรุงเทพฯ ควรจะมีสะพานแห่งนี้

“เท่าที่ทราบ มีแค่ กทม. ที่อยากทำ ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องกับแผนแม่บทฯ การไม่สอดคล้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่มีแผนแม่บทที่ดีพอและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ยศพล บอกว่า การพัฒนาจำเป็นต้องกำหนดโจทย์ โฟกัสจุดประสงค์และความต้องการของโครงการและสิ่งปลูกสร้างให้ชัดเจน โดยประเมินผลกระทบ ทำการศึกษาอย่างรอบด้าน ก่อนจะเปิดเผยข้อเท็จจริงออกสู่สาธารณชน

สำหรับบริเวณ ท่าพระจันทร์-ศิริราช ถือเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ที่รัฐบาลอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันที่ผ่านมา กทม. ยังแสดงความต้องการให้เกาะรัตนโกสินทร์เเละภูมิทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกของยูเนสโกอีกด้วย

“เราให้น้ำหนักกับเรื่องใดเป็นสำคัญ ถ้าต้องการอนุรักษ์พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ก็น่าสนใจว่า หากมีสิ่งปลูกสร้างลักษณะนี้จะเป็นการลดทอนคุณค่าและโอกาสของการเป็นมรดกหรือเปล่า หากต้องการอนุรักษ์พื้นที่ น่าจะมีทางเลือกอื่นในการเชื่อมต่อที่ดีกว่า เช่น สร้างสะพานในพื้นที่อื่น พัฒนาระบบขนส่งทางเรือ”

 

ภาพเปรียบเทียบระหว่างแบบสะพานศิริราช-ท่าพระจันทร์ กับ Millennium Bridge ของอังกฤษ จาก Friends of the River

 

คิดไม่รอบด้าน-ส่อเอื้อผลประโยชน์

นอกจากเป้าหมายและผลกระทบไม่ชัดเจนแล้ว การบูรณาการกับแผนพัฒนาเมืองด้านอื่น การประชาสัมพันธ์และเปิดรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนก็เป็นอีกเรื่องที่สถาปนิกรายนี้กังวล

ยศพล บอกว่า โครงการนี้คิดเพียงแค่เรื่องทางข้ามแม่น้ำเท่านั้น ผิดกับในประเทศที่เจริญแล้ว มักคิดรอบด้านผนวกแผนพัฒนาเมืองเข้าไปด้วย มองการเชื่อมต่อเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเมือง เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่สำคัญของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาที่ดินระหว่างรัฐและเอกชน ไม่ใช่เชื่อมเส้นทางแล้วไม่มีแผนรองรับในอนาคต

ทั้งนี้การรับฟังความเห็นเฉพาะผู้ที่เห็นด้วย อ้างเรื่องการพัฒนาชุมชนฝั่งธนบุรี ช่วยเหลือผู้พิการและผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า กทม. จำเป็นต้องมีสะพานขนาดใหญ่บริเวณนี้  เนื่องจากมีวิธีการอื่นที่อาจคุ้มค่ากว่า

“เขาไม่ได้คิดเรื่องแผนโดยรวม อาจจะกำลังสร้างในสิ่งที่เมืองไม่ต้องการ  ทั้งที่จริงควรจะมีการศึกษาว่าเราได้ประโยชน์อย่างไร สะพานสำคัญแค่ไหน ผู้พัฒนารู้อยู่แล้วว่าจะไปหาเสียงสนับสนุนจากที่ใด แต่เสียงสนับสนุนต้องแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่คุณทำ ต้องมีข้อเท็จจริงให้สังคมได้ชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ทำโครงการ โดยเลือกเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับธงที่ตั้งไว้แล้ว เพื่อส่งทีโออาร์และรับเอาค่าจ้างที่ปรึกษาจำนวนมหาศาลไป”

“น่าสงสัยว่ามีการชงโครงการขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือเปล่า คำถามคือ คุณทำการศึกษาโครงการขึ้นมาโดยไม่ได้หวังผลว่า การศึกษานี้จะนำไปสู่การสร้างจริง เมื่อคุณก็ได้เงินตัวนี้ไปแล้ว”

สำหรับโครงการจ้างที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบสะพานแห่งนี้  สำนักงานออกแบบ สำนักการโยธา ได้ลงนามว่าจ้าง 4 บริษัทที่ปรึกษาเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2559 ประกอบด้วย 1. บริษัท เอกซิลอน จำกัด 2. บริษัท ไฟนอล ดีไซน์ คอนซัลแตนท์ จำกัด 3. บริษัท แพลนโปร จำกัด และ 4. บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด วงเงินงบประมาณ 49.4 ล้านบาท ระยะเวลา 9 เดือน

 

สะพาน Millennium Bridge กรุงลอนดอน ภาพจาก http://annekhor.blogspot.com/2013/12/the-millennium-bridge-london.html

 

ยศพล ยกตัวอย่างการสร้างสะพานทางเท้ามิลเลนเนียมลอนดอน แห่งอังกฤษ (Millennium Bridge)  สะพานแขวนโครงสร้างเหล็กสำหรับคนเดินที่สร้างข้ามแม่น้ำเทมส์ ที่มีอายุราว 17 ปี รวมถึงโครงการสะพานเฮลิกซ์ ข้ามอ่าวมารีน่า เบย์  ของสิงคโปร์ ให้เป็นโครงการเรียนรู้สำหรับกรุงเทพฯ

อังกฤษวางแผนเรื่องการพัฒนาเมืองก่อน ต้องการเชื่อมย่านธุรกิจของลอนดอนเข้ากับย่าน South Bank เพื่อกระจายการพัฒนาเมืองมาอีกฝั่งของแม่น้ำ และเป็นการเชื่อมให้นักท่องเที่ยวและคนลอนดอนสามารถเดินมายังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อีกฝากของแม่น้ำได้อย่างสะดวก

“ทุกคนเข้าใจว่าอ่อ…เราต้องมีสะพาน เพราะมันเกิดประโยชน์ ตอบโจทย์แผนพัฒนาเมืองที่ต้องการ ที่สำคัญเขารู้ว่าตรงจุดนั้นเป็นเมืองเก่าต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำให้สะพานบางเบา ไม่มีเสาสูงขนาดใหญ่ เพื่อกระทบกับภูมิทัศน์ต่างๆ ให้น้อยที่สุดหรือพูดอีกอย่างว่า อยู่ร่วมกับภูมิทัศน์โดยรอบได้”

ด้านโครงการสะพานเฮลิกซ์ของสิงคโปร์ เริ่มต้นจากการประกาศว่าจะพัฒนาอ่าวมารีน่า เบย์ แผนดังกล่าวนำไปสู่การเชื่อมต่อทั้งรถและคน รัฐประกาศในเว็บไซต์ ระบุตัวเลขงบประมาณ จัดการประกวด และให้ประชาชนได้เลือกสิ่งที่พวกเขาเห็นดีที่สุด

“เขาพยายามจะอธิบายแผนงานและความจำเป็นให้ประชาชนเข้าใจ เสร็จแล้วก็มีการประกวดแบบเพื่อให้ทางเลือกในการพัฒนา มองกลับมาที่บ้านเราตอนนี้ กทม. รวบทุกอย่าง ไม่บอกว่าแผนทำอะไร เสนองบประมาณด้วยตัวเองและเปิดช่องให้ธุรกิจบางอย่าง ซึ่งน่าสังเกตถึงความโปร่งใส”

อย่างไรก็ตาม  ผู้ร่วมก่อตั้ง Friends of the River เชื่อว่า สุดท้ายแล้วโครงการนี้มีโอกาสสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ คาดว่าต้องถูกปฏิเสธจาก คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าและกรมศิลปากร

“ผมเชื่อว่าคณะกรรมการต้องถามกลับไปยังแผนแม่บทในการพัฒนาอยู่ดี ว่าแผนนี้มาจากไหน ซึ่งถ้าตอบไม่ได้ก็คงสำเร็จยาก แต่ว่าไปแล้วก็มีโอกาสชี้แจงและปรับปรุงจนผ่านได้เหมือนกัน”

สะพานเฮลิกซ์ ในสิงคโปร์  ภาพจาก Jeffrey Pioquinto, SJ เว็บไซต์ http://www.thousandwonders.net/The+Helix+Bridge

 

ปฏิรูป กทม. ให้เป็นความหวังของประชาชน

สิ่งที่สถาปนิกรายนี้คาใจและอยากตั้งคำถามก็คือ การบริหารจัดการของหน่วยงานใหญ่อย่าง กรุงเทพมหานคร

ยศพล บอกว่า การบริการจัดการของกรุงเทพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักมีแต่โครงการที่ขัดแย้งกับแผนแม่บท มีการใช้เงินงบประมาณที่น่าสงสัย ไม่มีประสิทธิภาพของแผนหรือผลงานที่ออกมา นับเป็นเรื่องสูญเสียโอกาสอย่างมาก น่าเสียใจหากการพัฒนาเมืองในอนาคตยังตกอยู่ในวังวนนี้

เขาบอกว่า ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการพัฒนาเมืองให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน

“ในต่างประเทศจะมีกลไลพัฒนาเมืองที่เป็นกลไลร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน ที่มาทำโครงการเพื่อประโยชน์ของคนเมืองร่วมกัน เป็นกลไกที่เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐโดยตรงคือทุกคนเชื่อใจในกลไกนี้ ทำข้อเสนอที่อิงกับหลักวิชาและความสำคัญจำเป็นจริงๆ เพื่อให้สังคมได้พิจารณา”

ยศพล บอกว่า หากไม่มีกลไกความร่วมมือระหว่างกัน การทำงานก็จะเป็นไปในลักษณะแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่อ้างอิงกับแผนหรือแผนไม่สามารถบังคับใช้ได้ นำไปสู่การเสนอโครงการโดยขาดการรับฟังความคิดเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีการรับผิดชอบ และสร้างระยะห่างระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐมากขึ้น

“กทม. เป็นหน่วยงานที่ควรปฏิรูปมาก มีงบประมาณมหาศาล สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อคนได้มาก แต่โครงการที่ผ่านๆ มา มีแต่คำถามเต็มไปหมด โยงไปถึงเรื่องคอรัปชั่นด้วย ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างประชาชนกับรัฐ ความคาดหวังของประชาชนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเริ่มเป็นการไม่ไว้วางใจ”

ภูมิสถาปนิก และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Friends of the River ทิ้งท้ายว่า ทุกโครงการไม่ควรเป็นการตันสินใจจากคนกลุ่มเดียวและสังคมไม่ได้ประโยชน์หรือความรู้กลับไปว่า “ทำไมเมืองเราต้องมีสิ่งนี้ด้วย”

 

ม.44คุมเข้ม “ร้านเหล้า” 3ปีปิดแล้ว300แห่งป้องกันเยาวชนมั่วสุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503555

ม.44คุมเข้ม "ร้านเหล้า" 3ปีปิดแล้ว300แห่งป้องกันเยาวชนมั่วสุม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปฏิบัติการปะฉะดะจับสถานบริการผิดกฎหมายทั่วประเทศ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ปฏิบัติเอาจริงเอาจังครั้งนี้ทำให้สถานบริการใกล้สถานศึกษาหลายแห่งถูกดำเนินคดี หลังจากสร้างปัญหาทำลายอนาคตของเยาวชนไทยสู่กับดักอบายมุข และหวังว่าการดำเนินการจะไม่ใช่เพียง “ไฟไหม้ฟาง” เท่านั้น

สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หนึ่งในหน่วยชุดเฉพาะกิจตรวจจับสถานบริการฉายภาพการปราบปรามสถานบริการ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าก่อนมีคำสั่ง คสช.ครั้งนี้ พบว่าพื้นที่หลายแห่งมีสถานบริการเปิดทำการอยู่บริเวณรอบสถานศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก จากคำสั่งดังกล่าวเจ้าหน้าที่ออกจับกุมปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันสถานบริการใกล้กับสถานศึกษาลดน้อยลง

ภายหลังมีการตรวจตราจับกุมอย่างเข้มงวดตามสถานบริการต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้บรรดาสถานบริการหลายแห่งพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการโดยไม่จำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอง แต่มักอ้างว่าลูกค้าเป็นผู้นำมากิน ทางผู้ประกอบการพยายามหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม ถ้าหากทางร้านจำหน่ายหรือขายเกินเวลาจะมีโทษความผิด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเลี่ยงจุดนี้แล้วใช้วิธีบอกว่า “ลูกค้านำเครื่องดื่มมาเอง”

“ในความเป็นจริงจากข้อมูลที่ทราบมาคือผู้ประกอบการสถานบริการใช้วิธีร่วมมือกับร้านค้าจำหน่ายสุราที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกับสถานบริการ เพียงแต่ไม่ได้เปิดในสถานบริการเท่านั้น แต่ตรงนี้เราสามารถเอาผิดได้อยู่ดีในฐานะผู้สนับสนุน เพราะทราบว่าส่วนใหญ่แล้วร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณด้านนอกส่วนใหญ่มีเจ้าของคนเดียวกัน เพราะการทำให้มีการดื่มสุราในพื้นที่รอบสถานศึกษา ยังไงก็ถือว่าไม่พ้นผิด ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ สารพัดต่อรองอ้างว่าส่งผลกระทบต่อกิจการของตัวเอง” สหการณ์ กล่าวย้ำรูปแบบสถานบริการ

สหการณ์ ระบุว่า การเข้าไปจับกุมจะลงพื้นที่กดดันตรวจสอบ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบเข้าใจ หากยังพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ จะลงพื้นที่จับกุมทันที ซึ่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมพินิจฯ กรมสรรพสามิต พม. กรมการปกครอง และ กทม. ร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าสถานบริการ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาและลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิด

ส่วนสถานบริการที่ถูกสั่งปิดแล้วกลับมาเปิดใหม่นั้น ถือว่ามีน้อยมาก เพราะหากเจ้าหน้าที่พบเมื่อไรโทษจะหนักขึ้น การลงโทษครั้งนี้หนักกว่าเก่าที่เน้นเพียงปรับอย่างเดียว ทำให้ผู้ประกอบการที่ถูกคำสั่งปิดบริการไม่กล้ากลับมาทำผิดซ้ำอีก และถ้ามียาเสพติด การพนัน ทุกอย่างจะถูกปิดหมด ในอนาคตสถานบริการต้องไปเปิดในบริเวณจุดโซนนิ่งเท่านั้นและพื้นที่รอบสถานศึกษาต้องปลอดแอลกอฮอล์ หรือร้านที่เอื้อให้เยาวชนเข้าไปใช้บริการ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาสถานบริการสถานประกอบการและจำหน่ายสุรา โดยจังหวัดมีคำสั่งปิด 5 ปี สถานบริการและสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกับสถานบริการไปแล้วจำนวน 288 แห่ง โดยแยกออกเป็น สถานบริการ 21 แห่ง และสถานประกอบการ 267 แห่ง

ในปี 2558 จำนวน 101 แห่ง เป็นสถานบริการ 5 แห่ง และสถานประกอบการ 96 แห่ง ถัดมาปี 2559 จำนวน 144 แห่ง เป็นสถานบริการ 13 แห่ง และสถานประกอบการ 131 แห่ง และปี 2560 จำนวน 43 แห่ง เป็นสถานบริการ 3 แห่ง และสถานประกอบการ 40 แห่ง และในเขตกรุงเทพฯ มีคำสั่งปิด 5 ปี สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกับสถานบริการไปแล้ว จำนวน 23 แห่ง

รองอธิบดีกรมพินิจฯ ยังเปิดเผยข้อมูลสถิติตัวเลขการออกใบอนุญาตขายสุราทั่วประเทศ โดยเป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 พ.ค. 2560 โดยพบว่า ในปี 2556 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 596,772 ฉบับ ถัดมา ปี 2557 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 597,463 ฉบับ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.5% ต่อมา ปี 2558 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 630,139 ฉบับ เพิ่มขึ้น 5.6%

ถัดมาในปี 2559 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 606,562 ฉบับ ลดลง 3.9% และในปี 2560 จำนวนใบอนุญาตขายสุรา 563,441 ฉบับ ลดลง 7.2%  ตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 มีผลบังคับใช้ พบว่า ใบอนุญาตขายสุราในภาพรวมลดลงทุกปี โดยในปี 2560 ใบอนุญาตขายสุราลดลงจาก ปี 2559 กว่า 43,121 ฉบับ คิดเป็น 7.2%

รองอธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการปราบปรามสถานบริการว่า เนื่องจากสถานบริการหลายแห่งคือจุดมั่วสุมของเยาวชนในสังคม อาจทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียกับเยาวชนและสังคมอย่างหนัก เชื่อว่าการดำเนินการเหล่านี้จะเป็นการคุ้มครองสังคมเพื่อช่วยปกป้องไม่ให้สังคมและเยาวชนเกิดปัญหาในอนาคต

“ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงมากำชับให้ปราบปรามจับกุมสถานบริการโดยใช้กฎหมายบังคับเด็ดขาดเอาจริงเอาจัง ทำให้การทำงานหลายอย่างเกิดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว และยืนยันจะดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมพินิจฯ ฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า เข้าใจว่าทุกคนต้องมีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่การดำเนินกิจการก็ต้องมีขอบเขตพรมแดน และไม่เป็นต้นเหตุมอมเมาเยาวชน ทำลายสังคม ทุกคนต้องช่วยกันดูแลสังคม ดูแลเด็กและเยาวชนเพื่อป้องกันปัญหาเยาวชนที่มีความซับซ้อนขึ้นมา

 

ก้าวหน้าหรือถอยหลัง รัฐไทยกับการคุ้มครองสิทธิสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503359

ก้าวหน้าหรือถอยหลัง รัฐไทยกับการคุ้มครองสิทธิสตรี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรืออนุสัญญา The Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women (CEDAW) ของรัฐบาลไทยต่อคณะกรรมการ CEDAW ของสหประชาชาติที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จบลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

อนุสัญญา CEDAW เป็นอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มุ่งเน้นเรื่องสิทธิสตรี รวมถึงการปกป้องสิทธิมนุษยชนประเด็นอื่นๆ ต่อสตรี โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2528 โดยรัฐภาคีมีหน้าที่ต้องรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติ

การรายงานในครั้งนี้ นภา เศรษฐกรรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับหน้าที่หลักในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และมีผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นตัวแทนในการตอบข้อซักถามของคณะกรรมการ CEDAW ของสหประชาชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการรายงานของรัฐบาลไทยเป็นการนำเสนอรายงานที่จัดทำขึ้นคู่ขนานจากภาคประชาสังคม อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน ได้เป็นตัวแทนของกรรมการสิทธิขึ้นอ่านรายงาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันในหลายเรื่อง อาทิ ประเด็นของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้หญิงกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นหญิงพิการ แรงงานหญิง แรงงานหญิงข้ามชาติ ผู้แสวงหาที่พักพิง ผู้ลี้ภัยหญิง ผู้ต้องขังหญิง โดยในรายงานของทั้งสองคณะระบุว่าผู้หญิงเหล่านี้ต่างเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมและถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

ทั้งนี้ ในส่วนเนื้อหาของการรายงานของรัฐบาลไทยต่อคณะกรรมการ CEDAW ได้มีรายละเอียดที่พูดถึงการดำเนินการที่เกี่ยวกับผู้หญิงในประเทศไทยของรัฐบาล อาทิ ประเด็นการค้ามนุษย์ ประเด็นข้อมูลด้านความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก การคุ้มครองสิทธิกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และประเด็นสถานการณ์สตรีและการมีส่วนร่วมของสตรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงโดยรัฐที่พนักงานบริการ

คณะกรรมการ CEDAW ได้ตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยในหลากหลายประเด็นถึงบทบาทของรัฐในการดูแลเรื่องเหล่านี้ อาทิ การดูแลคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง การเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของผู้หญิง ความแตกต่างของศาลทหารและศาลพลเรือน ประเด็นสิทธิของผู้หญิงที่ทำงานเป็นพนักงานบริการที่ต้องถูกปฏิบัติด้วยการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบุกทลายและล่อซื้อ และประเด็นเรื่องการคุ้มครองพนักงานบริการตามกฎหมายแรงงาน การปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้

โดยภาคประชาสังคมได้ร่วมกันสะท้อนถึงแนวคำตอบของรัฐบาลไทยบางประเด็นที่มีความสำคัญ ซึ่งประเด็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมและการดูแลคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง วิรอน รุจิไชยวัฒน์ ตัวแทนจากกลุ่ม ฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย ได้สะท้อนถึงการตอบคำถามของรัฐบาลไทยและการดำเนินการที่เธอต้องประสบพบเจอว่า “รัฐได้ตอบคำถามเรื่องนี้ที่เราฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใจอยู่พอสมควร เพราะรัฐบอกไปว่าได้มีมาตรการคุ้มครองดูแล นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ซึ่งก็คือการจัดทำคู่มือร่วมกับภาคประชาสังคม และการเตรียมนิยามคำว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมเป็นกลุ่มเป้าหมายในร่างแผนสิทธิมนุษยชนของชาติฉบับที่ 4 ทั้งที่ความจริง ผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อบ้านเกิดยังถูกปฏิบัติแบบเดิมซ้ำๆ ทุกวัน

ปรีดา ปานเมือง ตัวแทนสตรีจากเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อการจัดสรรที่ดินทำกินที่เป็นธรรมในรูปแบบของโฉนดชุมชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ภายใต้เครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เธอบอกว่าการตอบคำถามเรื่องการดูแลพวกเราที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยการจัดทำคู่มือ จึงสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่ารัฐไม่ได้มีมาตรการคุ้มครองดูแลหรือปกป้องพวกเราอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สำหรับก้าวต่อไปหลังจากการรายงานของทุกฝ่ายเสร็จสิ้นสุดลงใน ครั้งนี้คือ การจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติจะจัดทำข้อสังเกตเชิงสรุป ซึ่งรวบรวมข้อคิดเห็นภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ส่งกลับมายังรัฐบาลไทย และจะเผยแพร่สาธารณะต่อไปในลักษณะใด เพราะสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในการรายงานครั้งนี้คือ การดำเนินการในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของรัฐบาลไทยทั่วโลก

 

“สมาร์ทการ์ดพระ” ทางแก้ “มาร” ในคราบผ้าเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503252

"สมาร์ทการ์ดพระ" ทางแก้ "มาร" ในคราบผ้าเหลือง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สมาร์ทการ์ดพระ กำลังเป็นอีกประเด็นในวงการพระสงฆ์ไทยที่ถูกพูดในขณะนี้ เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังนำมาแก้ปัญหาวงการพระสงฆ์ เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหามาตลอด อาทิ พระปลอม พระต่างด้าว หรือการหนีคดีมาบวช

มาตรการดังกล่าวจึงเป็นความหวังว่าจะช่วยตรวจสอบสถานะพระสงฆ์ได้ง่ายขึ้น ล่าสุด 4 ก.ค.ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติสั่งการให้ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เร่งหารือทุกฝ่ายเพื่อวางแนวทางจัดทำก่อนจัดสรรงบประมาณลงให้ไปดำเนินการ

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับพระสงฆ์และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความชัดเจนและมุมมองต่อเรื่องนี้

“พระพยอม” หนุนใช้เทคโนโลยีดูแลสงฆ์

ใบสุทธิ เป็นเอกสารคล้ายหนังสือเล่มเล็กๆ ใช้แสดงตัวตน-ที่อยู่-รายละเอียดการบวชของภิกษุสามเณรเหมือนกับบัตรประจำตัวประชาชน โดยพระอุปัชฌาย์จะเป็นผู้ออกให้ แต่ต้องผ่านการลงลายมือชื่อจากพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอขึ้นไปเพื่อรับรอง แต่ปัญหาที่ผ่านมาใบสุทธิมีการปลอมแปลงสวมสิทธิกันง่ายจึงทำให้มีปัญหาในวงการพระสงฆ์กันมาตลอด

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐที่นำสมาร์ทการ์ดมาใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ได้อย่างรัดกุม เพราะใบสุทธิแบบเก่าไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคนี้ได้ครอบคลุมอีกแล้ว เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนจึงทำให้มีการปลอมแปลงใบสุทธิง่ายขึ้น หากมีเทคโนโลยีมาช่วยติดตามตรวจสอบพฤติกรรมความประพฤติของพระสงฆ์ หรือ ตรวจสอบผู้ที่เคยบวชแต่ต้องสึกเพราะอาบัติหนัก มองว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่จะได้ผลมากน้อยอย่างไรคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

“เรื่องนี้เปรียบเหมือนกับอาหาร หากเรามีการซีนหรือป้องกันไว้ ก็จะไม่มีแมลงวันตอม สมาร์ดการ์ก็เช่นกัน เอาไว้เพื่อป้องกันช่องทางโอกาสของคนไม่ดีที่คิดแอบแฝงเข้ามาบวช”

“เชื่อว่าสมาร์ทการ์ดพระ จะช่วยแก้ปัญหาการบวชปลอม หนีคดีมาบวช เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีตรวจสอบเรื่องพวกนี้ได้ง่าย เหมือนตำรวจที่ใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดสืบสวนตามจับผู้ร้าย”

พระพยอม มองว่าหากปัญหาดังกล่าวปล่อยไปโดยไม่มีการทำอะไร เชื่อว่าจะเป็นช่องทางให้คนฉวยโอกาสเข้ามาย่ำยีพระพุทธศาสนาเหมือนเช่นผลประโยชน์ของวัดที่ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นและรัฐกำลังแก้ไขอยู่ ซึ่งยอมรับว่าปัจจุบันบางวัดมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์มหาศาล

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่าการปฏิรูปวงการสงฆ์เป็นเรื่องที่ควรต้องสังคายนา โดยดำเนินการแก้ไข เริ่มจากฝ่ายสงฆ์ร่วมกับฆราวาส เพราะหากสงฆ์แก้กันเองเกรงว่าบางครั้งอาจเกิดการเข้าข้างกันได้จนกลายเป็นข้อครหา แต่ถึงอย่างไรมองว่าการปฏิรูปวงการสงฆ์ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

“สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อพระควบคุมดูแลกันไม่อยู่ หรือมีอั้งยี่ในวงการพระ จำเป็นต้องไปขอกำลังทางโลกหรือรัฐบาล ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วย เพราะหากมีการตั้งขบวนการเช่นเดียวกับวัดบางแห่ง ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารและตำรวจจำนวนมากเข้าไป เพราะพระสงฆ์ เจ้าคณะจังหวัด-เจ้าคณะหน ดูแลกันไม่อยู่แล้ว ถ้าปล่อยปัญหาให้นานจะเกิดปัญหา”

พระปลอม-บวชหนีคดี แก้ด้วยสมาร์ทการ์ด

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่ารูปแบบสมาร์ทการ์ดพระที่กำลังดำเนินการมีรูปแบบคล้ายบัตรประชาชนทั่วไป มีรูปถ่าย ตัวเลข 13 หลักเช่นเดียวกับในทะเบียนราษฎร์ ข้อมูลวุฒิสถานะพระที่ต้องมากกว่าใบสุทธิ แต่ถึงอย่างไรยังไม่ยกเลิกใบสุทธิเดิม เบื้องต้นขั้นตอนการจัดทำขณะนี้กำลังหารือร่วมกับกรมการปกครองเพื่อวางระบบว่าจะทำอย่างไรให้ง่ายต่อการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งหากได้ข้อสรุปจะต้องนำรายละเอียดเสนอให้มหาเถรสมาคม (มส.) พิจารณาก่อนใช้จริง

ส่วนประโยชน์มองว่าช่วยทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดของวุฒิสถานะพระในเชิงลึก เช่น พระจริงหรือไม่ บวชมานานเท่าไหร่ เคยต้องโทษคดีอะไรหรือไม่ รวมถึงป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีพระสงฆ์อยู่ประมาณ 2-3 แสนรูป ซึ่งมีการบวชและสึกอยู่ตลอด

“ขั้นตอนหลังเริ่มใช้สมาร์ทการ์ด เมื่อบวชแล้ว พระสังฆาธิการจะบอกให้ไปทำ แต่ขั้นตอนตรงนี้ขอวางรายละเอียดก่อน แต่หลักๆ จะใช้ตรวจสอบพระปลอม ป้องกันการปลอมแปลง และทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลพระ เหมือนกับบัตรประชาชนเพื่อเป็นการให้ท่านแสดงตัวตนของท่าน”

1 ต.ค.เริ่มใช้สมาร์ทการ์ดพระ

ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าระบบดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 ต.ค.นี้ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากกรมการปกครองเป็นอย่างดี เพราะกระทรวงมหาดไทยมีฐานข้อมูลจากบัตรประจำประชาชนและใบสุทธิอยู่แล้ว จึงคิดว่าการดำเนินการจะไม่ยุ่งยาก โดยรูปแบบข้อมูลในบัตรจะมี เช่น บวชเมื่อไร จำพรรษาอยู่วัดอะไร ได้รับการเลื่อนยศสมณศักดิ์มากี่ครั้ง รวมถึงสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมได้ แต่ยืนยันจะไม่มีการยกเลิกหนังสือสุทธิบัตรพระ

“สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ พระทุกรูปทั่วประเทศมีบัตรสมาร์ทการ์ดพระ ซึ่งจะมีรายละเอียดของพระทั้งหมด ประวัติเป็นอย่างไร มีสมณศักดิ์อะไร บวชมากี่พรรษา หรือเคยทำผิดอะไรมาบ้าง”

 

เมื่อเกรียนเล่น “โดรน” อย่าให้ปลาเน่าตัวเดียวทำตายทั้งฝูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/503077

เมื่อเกรียนเล่น "โดรน" อย่าให้ปลาเน่าตัวเดียวทำตายทั้งฝูง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เร็วๆ นี้มีบุคคลนำคลิปวิดีโอ ซึ่งถ่ายบริเวณสนามบินของกองทัพอากาศเป็นภาพมุมสูงจากโดรนไปเผยแพร่ลงในสื่อสังคมออนไลน์จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คนชอบเเละติดใจอากาศยานไร้คนขับอย่างโดรน สามารถควักกระเป๋าสตางค์เพียงแค่หลักพันเพื่อซื้อหาได้ง่ายๆ

คำถามเเละความกังวลครั้งใหญ่ จึงตกไปอยู่ที่การควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้เกิดผลกระทบ

ตัวเล็กปัญหาใหญ่

โดรนนั้นสามารถสร้างประโยชน์ใหักับสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานสำรวจ งานสนับสนุนการท่องเที่ยว วงการสื่อสารมวลชน ตลอดจนงานด้านการทหาร อย่างไรก็ตามมือสมัครเล่นที่เข้าถึงอุปกรณ์ได้ง่ายกำลังสร้างปัญหา

ธานินทร์ วงศ์อาษา ผู้เล่นโดรนมากประสบการณ์ บอกว่า ที่ผ่านมาวงการนักบินโดรนมืออาชีพ คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก และพยายามเตือนนักบินรุ่นใหม่ๆ ให้บินกันโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนและทรัพย์สินเบื้องล่าง ไม่บินสูงเข้าไปในเส้นทางการบิน หรือแนวขึ้นลงของเครื่องบินพาณิชย์ แต่สุดท้ายก็มีคนที่อ้างว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และบินเอาสนุกเป็นการส่วนตัว แถมเผยแพร่ออกสื่อโชเชียลในวงกว้าง กลายเป็นปลาเน่า 1 ตัว ทำให้ปลาทั้งบ่อจะตายไปด้วย

“พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งเสมอ บินโดรนด้วยสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม อย่าเอาแต่ความสนุกส่วนตัวอย่างเดียว”

เขาบอกว่า โดรนที่เป็นข่าวบินท้ายรันเวย์กองทัพอากาศ ไม่ใช่โดรนระดับมืออาชีพ เป็นโดรน Toys Grade (Hubsan H501s) ซึ่งไม่มีการ Lock ไม่ให้บินเข้าไปในเขตสนามบินหรือ No Fly Zone หรืออาจจะมี Lock แต่ถูก Hack ปลด Lock ได้อย่างง่ายดาย

ตามปกติโดรน DJI และยี่ห้ออื่นๆ ที่เป็นโดรนระดับใช้งานจริงจัง จะถูกโปรแกรม Lock No Fly Zone สนามบินต่างๆ ไว้ทั่วโลกไม่ให้บินเข้าไปใกล้ได้ หมายถึง บินเข้าไปจะถูกดีดออกเหมือนมีโดมแก้วบาเรียครอบอยู่ และจะไม่สามารถสตาร์ทมอเตอร์เพื่อขึ้นบินได้ในเขต No Fly Zone

 

“นักบินโดรนมืออาชีพจะประสานงานกับหอบังคับการบินอยู่แล้ว หากต้องทำภาระกิจที่ใกล้สนามบินหรืออยู่ในเส้นทางการบินหรือต้องทำการบินในระดับสูง ทุกคนตระหนักดีถึงเรื่องกฎความปลอดภัยของการบิน และพยายามบอกต่อไปยังนักบินรุ่นใหม่ๆ ไม่ให้กระทำความผิด

เรารณรงค์กันมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนออกกฎหมายซะอีก เพราะไม่อยากให้คนมองว่าเราเป็นตัวอันตราย และเป็นภัยต่อการบินพาณิชย์ ทราบดีว่าถ้าบินกันโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนรวม สุดท้ายแล้วเราจะถูกต่อต้านจากสังคม และกฎหมาย”

ธานินทร์ บอกว่า ปัญหาเกิดจากมือใหม่ อยากบินเลียนแบบพวกมืออาชีพ และโดรนเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันได้อิสระ และมีหลายรุ่นให้เลือกใช้งาน โดยเฉพาะโดรนที่เป็น Toys Grade มีให้เลือกซื้อในราคาถูก แต่ความปลอดภัยน้อย หากหลุดสัญญาณควบคุมจะบินหายไปและไม่สามารถควบคุมได้  ต่างจากโดรนระดับมืออาชีพ หากเกิดสัญญาณหลุดจากการควบคุมจะทำการเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นและลงจอดเองอย่างปลอดภัย

“กฎหมายไม่ได้ไปบังคับเอาผิดโดรนของเด็กเล่นที่สร้างปัญหา เราจะยังเห็นพวก Toys Grade ราคาหมื่นต้นๆ หรืออาจจะไม่ถึงหมื่น ไปสร้างความวุ่นวายในสนามบินได้อีกแน่นอน การควบคุมการใช้งานโดรนด้วยการจดทะเบียนโดรน และออกใบอนุญาตบินโดรน ไม่สามารถใช้ควบคุมคนที่ใช้ของเล่นประเภทนี้ได้ นั่นแหละปัญหาใหญ่ของวงการโดรนมืออาชีพ เพราะถูกเหมารวมไปกับพวก Toys Drone”

ธานินทร์ ยังเห็นว่า กฎหมายในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับศักยภาพและการใช้งานของโดรน ซึ่งส่งผลกระทบต่อปฏิบัติงานของระดับมืออาชีพ

“ถ้าไปอ่านดูข้อกฎหมาย จะเห็นได้ว่า ที่ทำๆ กันมันผิดกฎหมายหลายข้อ ทั้งความสูงในการบิน ช่วงเวลาในการบินที่กำหนดให้บินระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น รวมถึงห้ามบังคับโดยมองจอ FPV ซึ่งขัดกับการใช้งานจริงมาก”

 

ถึงเวลาแก้ปัญหาที่จุดเริ่มต้น

ครูแดง-จรูญศักดิ์ สุขวัฒโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเเละประกันภัย บอกว่า ถึงเวลาต้องเสวนาและปฏิรูปทั้งระบบ โดยผู้ควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ต้องยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมายังทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์กฎระเบียบข้อกฎหมายไม่ดีพอ

“การใช้กฎหมายไม่ใช่แค่ประกาศแล้วหวังว่าทุกคนจะทำตามทันที ที่ผ่านมา กพท. ไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและให้องค์ความรู้เลย คนทราบน้อยมาก”

ประเด็นต่อมาคือปัญหาคลาสสิคระหว่างประชาชน เอกชนและระบบราชการ โดยปัจจุบันมีโดรนที่ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบตามกฎหมายไม่ถึง 400 ลำ ขณะที่ร้านค้าโดรนนั้นมีกลาดเกลื่อนทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีผู้ประเมินว่าปัจจุบันมีผู้ใช้งานโดรนกว่ามากกว่า 30,000 ลำ

จรูญศักดิ์ บอกว่า การจดทะเบียนถือเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่มีการอำนวยความสะดวกที่ดีพอจากหน่วยงานรัฐ มักอ้างว่าต้องใช้เวลาในการตรวจสอบประวัติผู้ใช้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน

“ที่สุดมันจะแว้งกลับมาหาท่าน หากไม่รีบแก้ วันหนึ่งถ้าโดรนไปชนกับเครื่องบินแล้วเกิดปัญหา จะอ้างไม่ได้เลยว่า คนไม่มาจดทะเบียนเพราะจริงๆ แล้ว กพท. เป็นคอขวด ไม่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเเละประกันภัย แนะนำว่า การแก้ปัญหาสามารถกำหนดวิธีการลงทะเบียนล่วงหน้าได้ เพื่อเปิดโอกาสให้โดรนที่เจตนาบินให้ถูกต้องมาลงทะเบียนในระบบ ก่อนตรวจสอบประวัติย้อนหลัง หากไม่ผ่านค่อยยกเลิก อย่างน้อยให้เข้ามาในระบบ เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบได้หากเกิดปัญหาขึ้น

“คนอยากจดทะเบียนมีเยอะมาก แต่รัฐดันสร้างกฎหมายที่มันลำบาก ยิ่งเป็นหน่วยงานนิติบุคคลหรือองค์กรยิ่งซับซ้อนยิบย่อยไปใหญ่ เมื่อกฎหมายยากคนก็ไม่อยากเข้าไปสู่ระบบ เลือกที่จะเถื่อนกันหมด”

ในมุมมองของผู้คลุกคลีในวงการโดรนมองว่า การมุ่งเพียงแต่จับผู้กระทำความผิดเพียงอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

“ระดับมืออาชีพ ไม่เอาโดรนราคาเฉียดแสนไปเสี่ยงหรอก แต่พวกเล็กๆ ที่เรามองว่าเป็นของเล่นนี่แหละ กำลังสร้างปัญหา เราเกรงกลัวมาตรฐานระดับโลกอย่างองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ที่ปักธงแดง แต่การดูแลโดรน ขนาดเล็กยังทำไม่ได้เลย รัฐมองและเข้าใจว่าโดรนเป็นเรื่องเล็กมาตลอด มีเรื่องใหญ่กว่าต้องทำ คำถามก็คือ ใหญ่ๆ ที่เขาว่าอย่างพวกเครื่องบินโดยสาร ความเสียหายหมื่นล้านอาจเกิดจากโดรนราคาไม่กี่พันก็ได้ เราจะรอวันนั้นหรอ”

จรูญศักดิ์ สรุปว่า หากอยากให้วงการโดรนมีความยั่งยืน ต้องให้การศึกษาให้ความรู้ด้านกฏระเบียบกติกา แล้วให้ทักษะความสามารถในการบิน การฝึกใช้งานอย่างจริงจัง บนพื้นฐานของความปลอดภัยแก่สังคม เคารพในสิทธิของผู้อื่น โดยใช้งานอย่างมีวิจารณญาณ

กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าถึงและครอบครองโดรนในปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย ซึ่งแปลว่าโอกาสที่จะมีผู้ไม่หวังดีใช้โดรนในการสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นหรือองค์กรนั้นมีมากขึ้น

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีกฎหมายระบุถึงการกำหนดเขตห้ามบินตามสถานที่สำคัญต่างๆ อยู่แล้ว เช่น กองทัพ ท่าอากาศยาน เนื่องจากเหตุผลเรื่องความมั่นคงและปลอดภัย อย่างไรก็ตามอนาคตจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ห้ามบินเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบางแห่ง โรงงานอุตสาหกรรม โรงปูนซีเมนต์ที่เต็มไปด้วยสารเคมี ซึ่งเสี่ยงอันตรายหากเกิดความผิดพลาดจากการใช้งานอุปกรณ์

ทั้งนี้แม้จะมีกฎระเบียบในการครอบครองและใช้งาน แต่ในแง่ปฏิบัติพบว่ายังมีผู้ไม่ทราบหรือตั้งใจละเมิดอีกเพียบ ทำให้นอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์กติกาการใช้งานอย่างถูกต้องแล้ว สถานที่สำคัญควรมีวิธีจัดการ ตรวจสอบและป้องกันภัยจากโดรนด้วย

“ถ้าเกิดความผิดพลาด โดรนไปชนทำให้เครื่องบินเกิดความเสียหายจนส่งผลทำให้ตารางไฟต์บินมีปัญหา ถือเป็นเรื่องเสียหายกระทบกับภาพรวมอย่างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรากำหนดเขตห้ามบินก็จำเป็นต้องมีกระบวนการจัดการควบคุม”

การจัดการที่ดร.โกเมน บอก คือการติดตั้งอุปกรณ์ที่ทำให้โดรนไม่สามารถบินเข้าไปได้ในเขตต้องห้าม บังคับหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางของโดรนได้ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวเรียกว่า โดรนแจมเมอร์

การทำงานของ โดรนแจมเมอร์ คือ เมื่อโดรนบินเข้ามาในเขตหวงห้าม โดรนแจมเมอร์จะส่งสัญญาณรบกวนให้โดรนของฝ่ายตรงข้ามกลับฐานหรือค่อยๆ ร่อนลงจอด ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดต่อไป

“เขตห้ามบินจำเป็นต้องมีกระบวนการในการนำจับและป้องกัน คนที่โดนจับจะไม่กล้าฝ่าฝืน เพราะหากตก ถูกยึด หรือตามจับกุมจะไม่คุ้ม”

ทั้งนี้นอกจากพื้นที่ห้ามบินตามกฎหมายแล้ว ดร.โกเมน ยังเห็นว่าโดรนแจมเมอร์ ยังสำคัญต่องานการใช้ในมหกรรมที่มีการรวมตัวของคนหมู่มากด้วย เช่น คอนเสิร์ต พระราชพิธี วิ่งการกุศล เพื่อป้องกันอันตรายและความผิดพลาดจากโดรน

 

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ เเละโดรนแจมเมอร์

 

เตรียมศึกษาแนวทางสากล

จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ยอมรับว่า ถึงแม้จะมีกฎหมายควบคุมการใช้งานโดรน แต่ในทางปฏิบัติการจัดการเป็นเรื่องยากเนื่องจากประชาชนสามารถซื้อหาได้ง่าย ทั้งนี้ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากกลุ่มผู้ใช้มือสมัครเล่น

“ในทางกฎหมายมีกระบวนการกำหนดอยู่แล้ว ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมติดตามได้ทั่วถึง กพท. ทำงานในด้านจัดระเบียบและเชิงป้อง รอรับแจ้งเหตุหรือปัญหาที่เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม  ผู้อำนวยการกพท. ระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันโดรนได้รับความนิยมมากขึ้น เจ้าหน้าที่กำลังศึกษาแนวทางปฏิบัติในต่างประเทศเพื่อควบคุมดูแลการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระยะสั้นอาจจะมีกระบวนที่เอื้อให้คนเข้ามาอยู่ในระบบและสามารถติดตามได้มากขึ้น

“พยายามดูการกำกับและการใช้งานให้สอดคล้องกับสากล เป็นเรื่องใหญ่และขยายตัวทั่วโลกไม่ใช่ปัญหาเฉพาะแค่เมืองไทยอย่างเดียว”  ดร.จุฬา ทิ้งท้าย

อาจถึงเวลาที่ทุกฝ่ายทั้งผู้ควบคุมกฎหมายเเละผู้ใช้งานต้องกลับมานั่งหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจสอดคล้องเเละเดินหน้าไปอย่างถูกต้อง

 

วิพากษ์ปัญหา “โพสต์ภาพศพ” จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502900

วิพากษ์ปัญหา "โพสต์ภาพศพ" จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การนำภาพศพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทุกครั้งในยามที่เกิดเหตุอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุร้ายแรง

ทว่าแม้จะมีเสียงตักเตือนจำนวนมากจากสังคม แต่ก็ยังมีการเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสมออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีผู้คนจำนวนหนึ่งต่างพากันเข้าไปกดไลค์กดแชร์แถมด้วยการแสดงความเห็นว่า “ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีผู้เข้าไปตักเตือนก็กลับถูกต่อว่ากลับโดยอ้างว่าการนำภาพผู้เสียชีวิตมาแชร์ก็เพื่อเป็น “อุทาหรณ์”

เมื่อเกิดกระแสตำหนิถึงความไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต สปอร์ตไลท์มักส่องไปที่ “หน่วยกู้ภัย และ สื่อมวลชน” โดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถ “เข้าถึง” ที่เกิดเหตุได้ตามหน้าที่

วันนี้โพสต์ทูเดย์คุยกับตัวแทนจากมูลนิธิร่วมกตัญญู และ กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และ “สาเหตุ” ที่ทำให้ยังมีภาพไม่สมควรเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกมา

ตามหาญาติ-เตือนภัย เหตุมูลนิธิปล่อยภาพ แต่ต้องเซ็นเซอร์

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เล่าว่าการส่งภาพศพในอุบัติเหตุต่างๆ ของทางมูลนิธิฯ ส่วนใหญ่ใช้เพื่อประโยชน์ 3 เรื่องหลัก คือ 1.ตามหาญาติผู้ประสบอุบัติเหตุที่ไม่มีเอกสารหลักฐานติดตัวให้รับทราบ 2.เตือนภัย ให้คนทั่วไปรับทราบ แต่การนำเสนอต้องผ่านการเซ็นเซอร์ และ 3.เป็นช่องทางสื่อสารขอความช่วยเหลือนอกจากวิทยุสื่อสาร ปัจจุบันใช้โปรแกรมไลน์ในการส่งข้อมูลให้กับ 3 กลุ่มหลัก คือ ภายในหน่วยงานเพื่อแจ้งผลการปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มสมาชิกอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ และใช้ติดติอสื่อสารกับสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ รายนี้มองว่าการส่งภาพนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ส่งแต่ละคน แต่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยส่วนใหญ่กว่า 80% เซ็นเซอร์ภาพผู้เสียหายเพราะทุกคนรับทราบเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากจำเป็นกรณีที่ผู้เสียชีวิตไม่มีญาติก็อาจขึ้นข้อความว่า “ขออภัยที่เราไม่ได้เบลอหน้า เพื่อให้ช่วยติดตามหาญาติ”

“ภาพที่หลุดออกมายอมรับว่าเมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้น้อยลงมาก ทำถูกกันมาเป็น 100 ครั้งไม่มีใครว่า แต่คนส่วนน้อยทำผิดครั้งเดียว ก็ยกขึ้นมาเป็นประเด็น ทำให้คนทำงานไม่สบายใจ แต่ยังไงหากเจอเราจะส่งข้อความไปเตือนให้เซ็นเซอร์หรือลบภาพ เพราะทุกวันนี้กลุ่มอาสาก็เตือนกันเอง เช่นเดียวกับภาคสังคม”

อัญวุฒิ มองว่าทางออกเรื่องนี้มูลนิธิกู้ภัยเป็นเพียงส่วนน้อยซึ่งมีการคอยเตือนกันอยู่ตลอด แต่ผู้ที่โพสต์ภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประชาชน จึงคิดว่าเรื่องนี้ต้องปลูกฝังให้ทุกคนตระหนักว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถึงอย่างไรสถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้น

“อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบเพราะสื่อมี 2 มุม 2 ด้าน ในทุกเรื่อง ฉะนั้นทุกคนควรช่วยกันดูแลและนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ให้มากที่สุด”

“ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” คอมเมนท์ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักทิ้งไว้หลังจากเข้ามาดูภาพผู้เสียชีวิต

ภาพความสูญเสียไม่ว่าเหตุใด “ไม่ควรเผยแพร่”

จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยืนยันหลักการว่าภาพความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุฆาตกรรมต่างๆ ไม่ว่ากรณีใดเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ เพราะเป็นหลักพื้นฐานและกฎเหล็กของสื่อมวลชน แต่ที่ในสังคมยังมีคนบางกลุ่มส่งภาพประเภทนี้อยู่ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการอบรมเรียนรู้เหมือนสื่อวิชาชีพ จึงไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องความรับผิดชอบของสื่อมวลชนแท้จริง เพราะหลักการคือ ต้องไม่ซ้ำเติมผู้สูญเสีย

กรรมการสมาคมนักข่าวฯ รายนี้ มองว่าการส่งต่อภาพผู้เสียชีวิตทางจิตวิทยาคือการตอบสนองสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องราวอะไรคนทั่วไปมักให้ความสนใจ แม้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงอยากให้คิดซักนิดว่าหากตนเองเป็นครอบครัวผู้เสียชีวิต คงไม่อยากทำเช่นนั้นเหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหาย

“ถ้าหากเป็นเราจะรู้สึกไหม เรื่องเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ควรคำนึงถึงเรื่องของความเป็นมนุษย์ เพื่อนมนุษย์ไม่ควรจะซ้ำเติม ต้องระมัดระวัง”

ทางออกเรื่องนี้คิดว่าต้องสร้างการรับรู้เรื่องสิทธิ ให้กับผู้ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่ไปกับการใช้สื่อออนไลน์ว่าการกระทำอย่างไม่คิดเป็นการซ้ำเติมผู้อื่น และอาจมีความผิดทางกฎหมายฐานหมิ่นประมาทผู้เสียชีวิต แต่ถึงอย่างไรคิดว่ากฎหมายไม่สำคัญเท่าจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ ที่ต้องระมัดระวังไม่ควรละเมิดศักดิ์ศรีของผู้สูญเสีย

จักร์กฤษ แสดงความรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่น่ากังวลเพราะวิวัฒนาการเมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนในสังคมตระหนักรู้ว่าอะไรไม่ควรโพสต์ เช่นเดียวกับช่วงเกิดเหตุระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ช่วงแรกก็มีภาพความสูญเสียเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นสังคมมีการตักเตือนกันสุดท้ายสถาการณ์ดีขึ้น จึงคิดว่าวันนี้ผู้ใช้สังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจแล้ว

ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายนำภาพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่โดยไม่เซ็นเซอร์

 

จิตสำนึก หนทางยุติการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าปัญหานี้เกิดจากความไม่รู้ โดยภาพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ที่ถูกเผยแพร่มาจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งได้เข้าไปในพื้นที่ จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ลดลงไปมาก แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องคอยตักเตือนและให้ความรู้กันอยู่

การที่บางมูลนิธิฯ อ้างว่าเผยแพร่ภาพศพเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ มองว่าไม่จริงเป็นเพียงข้ออ้างเพราะการเผยแพร่ภาพเหล่านั้นไม่ตอบโจทย์ที่จะใช้เป็นอุทาหรณ์ได้ แต่กลับเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติผู้ประสบเหตุมากกว่า อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทางจิตใจแก่ญาติผู้เสียหาย ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยเป็นกระบอกเสียงเตือนผู้นำภาพความสูญเสียออกมาเผยแพร่

มานะ มองว่าวันนี้แม้มีกฎหมายควบคุมดูแลเรื่องเหล่านี้แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ 100% เพราะปัญหานี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ฉะนั้นเป็นเรื่องที่มาตรการทางสังคมต้องช่วยกันทำความเข้าใจ

“ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายจะทำอะไรได้ ถ้าหากมันมีช่องทางและคนจะนำเสนอ แต่สิ่งสำคัญเราต้องช่วยเตือนและสร้างจิตสำนึกกันมากกว่านี้ หากปล่อยไป มันจะทำให้เด็กรุ่นต่อไปเสพความตาย กลายเป็นคนหยาบกระด้าง เพราะเห็นภาพพวกนี้มากเกินไป”

 

ถอดประสบการณ์ “Come out” ความอึดอัดที่หวังเพียงการเข้าใจและยอมรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502700

ถอดประสบการณ์ "Come out" ความอึดอัดที่หวังเพียงการเข้าใจและยอมรับ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยวัยเกือบ 50 ปี ทำตามเสียงหัวใจเรียกร้องครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยการแปลงโฉมรูปลักษณ์ภายนอก จากหนุ่มมาดแมนเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งสู่ผู้หญิงสาวสวย ดัดผมลอนยาว ฉีกรอยยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคม

การเปลี่ยนแปลงและเปิดเผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงนับเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอในสังคมไทย โดยเฉพาะการเกิดขึ้นกับคนดัง

วินาทีนี้ท่ามกลางสายตา คำวิพากษ์วิจารณ์และเสียงซุบซิบนินทาที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทางต่อผู้กล้าเปิดเผยว่าตัวเองมีรสนิยมอย่างไร อีกด้านสำคัญที่ไม่ควรละเลยก็คือ การเรียนรู้บทเรียนความกล้าหาญของผู้ที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น

ซื่อสัตย์กับตัวเองและบุคคลที่เรารัก

“แต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน แต่การที่คนเราได้เป็นตัวของตัวเอง 360 องศา บุคคลคนนั้นจะสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัวและสังคมได้ 360 องศา” วิทยา แสงอรุณ ผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ให้ความเห็นถึงประเด็นการเปิดเผยตัวตนทางเพศ

เขาบอกว่า ทุกคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน การเอ่ยปากบอกหรือไม่บอกนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในครอบครัวของแต่ละบุคคล หากใครประเมินแล้วว่า ครอบครัวตนเองมักจะแลกเปลี่ยนสื่อสารกันอยู่เสมอก็ควรจะตัดสินใจเอ่ยปากบอก แต่หากเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างปิดกั้นเรื่องความหลากหลาย อาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการสื่อสาร

วิทยา กล่าวว่า การพูดข้อเท็จจริงออกไป คือการซื่อสัตย์กับตัวเองและบุคคลที่เรารักอย่างแท้จริง การปิดบังซ่อนเล้นเป็นเรื่องที่อึดอัด ลำบากใจและสร้างความรู้สึกไม่เป็นเนื้อแท้ของเราเอง ที่สำคัญยังนำมาซึ่งการโกหกต่างๆ นานา

“การพูดความจริงในสิ่งที่เราไม่เคยพูดมาก่อน ครึ่งค่อนชีวิต หรือเกือบตลอดทั้งชีวิต มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดแน่นอนแต่การได้พูดความจริงผ่านกระบวนการเจ็บปวดออกไปนั้น เราจะมีความสุข เพราะไม่รู้สึกอึดอัด ซ่อนเร้น โกหกอีกต่อไปแล้ว เราจะอยู่อย่างเปิดเผยและเต็มศักยภาพความเป็นมนุษย์ของเรา”

วิทยา บอกว่า สำหรับคนใกล้ชิดที่ได้ยินการเปิดเผยของคนรัก แน่นอนว่าต้องมีบางคนผิดหวัง สับสัน แต่อยากให้เปิดใจยอมรับ ตั้งใจมองบุคคลที่อยู่ตรงหน้าซึ่งผ่านความอึดอัดมาตลอดชีวิต หน้าที่คุณคือให้กำลังใจ เป็นครอบครัวหรือเพื่อนของเขาต่อไป

“มันเป็นแค่ความจริงที่คุณไม่เคยรับรู้มาก่อนแล้วรู้สึกหวาดวิตก แต่เมื่อรู้แล้ว จะผ่านช่วงเวลานั้นไปด้วยกันอย่างไรคือสิ่งสำคัญ”

 

 

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ “เปิดตัวแล้วเหมือนเกิดใหม่”

ประสบการณ์ Come out of the closet ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนกดดัน บางคนต้องพบกับคราบน้ำตาและบางคนเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง

วิทยา เล่าว่า ในอดีตไม่มีสื่อ ความรู้ และการยอมรับมากเหมือนในปัจจุบัน เพศทางเลือกคือความผิดปกติ ชั่วร้ายในสังคม ถึงขนาดทำให้ต้องเก็บงำความรู้สึกและตั้งกำแพงบอกตัวเองว่า ‘ชาตินี้ฉันจะไม่บอกใคร’ ขอเดินหน้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีอาชีพที่ดี สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และจากโลกใบนี้ไปโดยไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นเกย์

“ความอึดอัดทรมานก็ค่อยๆ เก็บสะสม ถึงขนาดคิดว่า ถ้าเราชีวิตสั้นก็คงจะดีนะ”

เมื่อเติบโตมากขึ้นเขาศึกษาหาข้อมูลเรียนรู้สังคมจนกระทั่งมีมุมมองใหม่ๆ และเริ่มคิดถึงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าหากยังจำกัดตัวเอง คงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ และวิ่งหนีความเป็นจริงไปตลอดกาล โดยคนสำคัญในชีวิตที่บอกยากที่สุดก็คือ คุณแม่

วันนั้นวิทยาในวัยประมาณ 30 ปี เริ่มเกริ่นนำกับคุณแม่ว่า มีเรื่องสำคัญจะมาบอก อยากให้แม่ลองนึกภาพที่ผ่านมา ลูกคนนี้ไม่เคยทำให้แม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักครั้ง แต่วินาทีนี้มีเรื่องหนึ่งที่เก็บเอาไว้มานาน อยากจะบอก คือ ลูกไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ

ภายหลังรับฟังคุณแม่มีใบหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“เชื่อเถอะแม่รู้อยู่แล้ว แม่ทุกคนรู้มาตลอดแค่แม่ไม่พูด” วิทยาคิดแบบนั้นและบอกให้ฟังด้วยน้ำเสียงแห่งความสุขว่า “การพูดออกไปตรงๆ มันลดความอึดอัด รู้สึกโล่งเหมือนเกิดใหม่ คนที่จะมีความสุขที่สุดก็คือตัวของคุณเอง ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในการได้เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องปิดบัง”

 

 

ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ

บางรายไม่ได้เอ่ยปากสารภาพเปิดตัวโดยตรงกับคนใกล้ชิดแต่ท่าทีและพฤติกรรมที่แสดงออกก็ทำให้รับรู้ได้

ป๋อมแป๋ม – นิติ ชัยชิตาทร พิธีกรชื่อดังจากรายการยอดฮิตทอล์กกะเทย บอกว่า ไม่เคยมีโมเม้นท์ของการสารภาพกับคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด เนื่องจากทุกคนนั้นรับรู้โดยปริยายจากการดำเนินชีวิตร่วมกัน

“แม่ครับผมเป็นเกย์ พ่อครับผมเป็นเกย์ เราไม่เคยมีวินาทีเช่นนั้นเลย” ป๋อมแป๋มบอกและเชื่อว่า เพศทางเลือกนั้นเกิดจากภาวะการเลี้ยงดูและเติบโตในสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัว  “บ้านเราไม่มีปัญหานะ คุณพ่อเป็นผู้ชายคนเดียว ที่เหลือเป็นผู้หญิงหมดเลย พ่อค่อนข้างดุ เรารู้สึกว่าไม่อยากดุแบบนั้น ไม่อยากแข็งกร้าวเหมือนพ่อ”

ประสบการณ์ที่นางไม่มีวันลืมก็คือ ช่วงอายุประมาณ 15-16 ปี คุณพ่อเรียกไปนั่งคุยและขอให้เลิกเป็นเพศทางเลือกเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ดี

“เคยมานั่งจับเข่าคุยกับพ่อ พ่อบอกเป็นตุ๊ดมันไม่ดี ไม่เป็นได้ไหม เราก็เลยบอกเขาไปว่า ก็เป็นเพราะพ่ออ่ะ”

เนื่องจากนางคิดว่าการเป็นเพศที่ทางเลือก เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูในครอบครัว จะให้เลิกคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหลังเหตุการณ์นั้น คุณพ่อก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรนางอีกเลย

“เรากับพ่อคุยกันกันน้อยมากอยู่แล้ว เรียกว่าไม่คุยเลย แต่ไม่ได้มีปัญหากันนะ ตั้งแต่มัธยมจนกระทั่งมหา’ลัย พูดอะไรก็ดูจะขวางหูขวางตาไปหมด จริงๆ ก็ตั้งแต่แมตช์ที่เปิดใจนั่นแหละ จนกลับมาคุยกันใหม่วันที่เรารับปริญญา และรู้สึกว่าความหมางใจใดๆ หมดไปเมื่อตอนที่เขาเกษียณแล้วเราดูแลเขาได้”

ป๋อมแป๋ม บอกว่า ประสบการณ์ที่อาจจะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการ Come Out อยู่บ้างก็คือ ตอนที่คุณแม่แสดงอาการและท่าทียอมรับในสิ่งที่ลูกชายเป็น หลังจากที่รับโทรศัพท์ของแฟนหนุ่มคนแรกในชีวิต

“มีแฟนคนแรก เขามารับที่บ้านบ่อยๆ เราคิดว่าพ่อแม่คงเห็นความผิดปกติ จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง อีตานี่โทรมาแล้วแม่เป็นคนรับสาย แม่ก็มาเรียกเรา บอกว่า อ่ะเธอ…แฟนเธอโทรมาน่ะ เราก็ทำตาเหลือกนิดหนึ่ง อุ๊ยตายและ แม่ไม่เคยใช้คำนี้เลยอ่ะ เขาเห็นว่าเป็นมาตลอด แต่ก็ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ หรือแสดงออกให้เห็นว่ารับได้”

เรื่องนี้อยู่ในความทรงจำของนางมาตลอดเพราะครอบครัวไม่เคยพูดประโยคให้การยอมรับเหมือนเช่นครอบครัวอื่น  “อ่ะเธอ….แฟนเธอโทรมาน่ะ แม่พูดแบบนี้ ก็เป็นอันรู้กันว่า นางก็ยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว”  ป๋อมแป๋มย้ำความทรงจำ

สิ่งที่คนใกล้ชิดอย่างคนเป็นพ่อและแม่อยากได้มากที่สุดในมุมมองของพิธีกรชื่อดัง  หนีไม่พ้นความภาคภูมิใจ ความกตัญญูกตเวที การดูแลเอาใจใส่โดยเฉพาะในยามแก่เฒ่าจากคนเป็นลูก ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศอะไร

“ความเป็นตุ๊ดกระเทยไม่ได้มีผล ผู้ชายผู้หญิง เพศไหนๆ ก็สามารถกตัญญูและสร้างความภาคภูมิใจให้เขาได้เหมือนกัน ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดไว้เฉพาะแค่เพศใดเพศหนึ่ง”เจ้าของฉายายายทิ้งท้าย

 

รสนิยมเเละการเเสดงออก

นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาครอบครัว ให้ความรู้ว่า สาเหตุของความหลากหลายทางเพศมีอยู่ 3 เหตุผลหลัก

1.ปัจจัยทางกายภาพ

เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม แสดงออกผ่านอวัยวะเพศที่กำกวมหรือมีสองเพศตั้งแต่กำเนิด ซึ่งลักษณะนี้พบได้น้อยมากในโลก

2.สภาวะทางจิตใจที่แปรปรวน

เด็กอายุประมาณ 3-4 ขวบ จะเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า สับสน ไม่สามารถกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) ของตนเองได้ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นหรือมีความพร้อมมักต้องการที่จะผ่าตัดแปลงเพศ ไม่ได้ต้องการแค่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น

3.รสนิยมและการแสดงออก

ลักษณะนี้พบได้บ่อยมากที่สุดในสังคม บางรายอาจมีรสนิยมแอบแฝงไปจนกระทั่งวัยผู้ใหญ่ แต่งงานมีลูก จนอายุมากขึ้นก่อนจะเปิดเผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงก็เป็นไปได้

“รสนิยมไม่ได้ติดตัวตั้งแต่เกิด เกิดจากการถูกเลี้ยงดูเติบโต ส่วนจะแสดงออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมั่นใจและสภาวะทางสังคมที่แต่ละบุคคลพบเจอ”

พูดง่ายๆ ว่า ถ้ามีรสนิยมบวกกับภาวะทางสังคมที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ ก็อาจนำไปสู่ การเปิดผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงได้นั่นเอง

ทั้งนี้ นพ. สุริยเดว บอกว่า การเปิดเผยตัวตนต่อบุคคลรอบข้างหรือคนใกล้ชิด ไม่มีสูตรสำเร็จแน่ชัด สิ่งสำคัญคือต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับ รวมถึงรายละเอียดหลายอย่างที่แต่ละบุคคลเผชิญ ทั้งบรรยากาศและคนสนิทที่สามารถรับฟัง ยอมรับกับความคิดเห็นแตกต่างได้ดี รวมถึงนำพาไปสู่กระบวนการยอมรับในสังคมต่อไป

“มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับ ขึ้นอยู่กับว่าเขารักและไว้วางใจใคร ใครเป็นคนสำคัญที่อยากให้รับรู้”

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ของเพศทางเลือก ที่น่าจะให้บทเรียนไม่มากก็น้อยแก่ทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้เผชิญหน้ากับเสียงเรียกร้องในหัวใจหรือเป็นผู้รับฟัง สิ่งสำคัญก็คือการให้ความเคารพกับการตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน