เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรม อย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502525

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรม อย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร.

 โดย…วัสยศ งามขำ

การตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ” ของรัฐบาลตามกลไกที่บังคับในรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งคำถามว่าปลายทางสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ รัฐบาล คสช.จะกล้าผ่าตัดองค์กรสีกากีแค่ไหน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการปฏิรูป 3 โจทย์ใหญ่ ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ควรสังกัดที่ไหน อำนาจสอบสวนจะคงอย่างเดิมหรือไม่ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย

ในมุมของตำรวจและอดีตตำรวจเอง จะมีประเด็นปฏิรูปนอกเหนือจากนี้หรือไม่ อย่างไร

พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักคิดนักเขียนด้านการปฏิรูปตำรวจของ สตช. กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงครั้งนี้ที่ถึงกับระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มีคำถามที่ตำรวจต้องตอบให้ได้ 2 คำถาม คือ คำถามแรก : ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรจึงจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชน คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากคือ ตำรวจต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน คือ ประการแรก เปลี่ยนที่ตำรวจ คือ 1.สร้างจิตสำนึกในการให้บริการ หรือมีจิตใจในการให้บริการที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความขยันอดทน

2.ตำรวจต้องเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เรียกร้องหรือเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนหรือผู้กระทำผิดกฎหมาย 3.ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เที่ยงธรรม บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนทุกหมู่เหล่าด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และ 4.ตำรวจต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องหมั่นพัฒนาตนเองและหน่วยงาน

คำถามที่สองที่ตำรวจจะต้องตอบให้ได้คือ : ทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ทั้งนี้ “ดัชนีความสุขตำรวจไทย” ที่อยู่ในระดับต่ำ สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสำคัญคือ 1.คุณภาพชีวิต เช่น ไม่มีเวลาพักผ่อนตามมาตรฐานการทำงาน สวัสดิการที่พักอาศัยไม่เพียงพอ 2.รายได้ไม่เหมาะสมกับงานที่เสี่ยงต่อการแสวงหาประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม และต่ำกว่าเป้าในการกวาดล้างอาชญากรรม และไม่มีสิทธิในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว 3.การปกครองที่ไม่มีความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา และ 4.ความภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีในปัจจุบันไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ที่ใด ต้องรู้สึกถึงความมีศักดิ์ศรีในสังคมตำรวจ

พ.ต.อ.เชิงรณ ระบุด้วยว่า ปัญหาต่างๆ คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยการแก้ปัญหาจะต้องแก้ไขระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจก่อน เพราะความทุกข์อันดับต้นๆ ของตำรวจ โดยเฉพาะระดับสัญญาบัตรก็คือ การไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย การแต่งตั้งจะต้องเน้นการวัดความรู้ความสามารถของคน เช่น การสอบ การดูผลการปฏิบัติงาน การแสดงวิสัยทัศน์ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งของตำรวจต้องกำหนดกรอบ ไม่ใช่ให้ใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา เพราะทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคนมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงหรือไม่ และความรู้ความสามารถที่ว่านั้นเป็นความรู้ความสามารถในการทำงาน หรือเป็นความรู้ความสามารถในการทำให้ตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อตำรวจที่ “ไร้ความสามารถ” ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จึงทำให้ตำรวจที่ “มีความสามารถ” แต่ไม่ได้รับการพิจารณา เกิดความท้อแท้ ท้อถอย และไม่มีความสุขในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังต้องแก้ไขค่านิยมของตำรวจ ให้เชื่อว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคือความสุขที่แท้จริง เมื่อทำดีได้ดีมีแน่ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในเรื่องการครองตน ครองคน และครองงานมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ต้องทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจเพียงบางกลุ่มบางพวก และเลือกสนับสนุนเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตนเองมีความสนิทสนมหรือผูกพันด้วยเท่านั้น จึงทำให้ตำรวจดีๆ แต่ไม่มี “นาย” ซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศนี้ ขาดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า ขาดสมาธิและเวลาที่ควรจะมีในการทำงานเพื่อประชาชน

“ทุกวันนี้ตำรวจเซ็งมากกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ปัญหานี้ทำให้ตำรวจรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าจะปฏิรูปต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน รัฐบาลและการเมืองต้องไม่แทรกแซง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่จบ การซื้อขายตำแหน่งยังดำเนินต่อไป วันนี้พนักงานสอบสวนพยายามไปสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษา พวกเขาบอกตรงกันว่าเป็นอัยการผู้พิพากษามีศักดิ์ศรีมากกว่า เลื่อนขั้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ค่าตอบแทนยังสมกับหน้าที่การงาน ไม่ต้องไปหาเศษหาเลยกับเงินนอกระบบ คนดีๆ เก่งๆ จึงไปอยู่หน่วยงานอื่นหมด” พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าว

พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่าประธานคณะกรรมการฯ คือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. จะเป็นทหาร แต่อยากให้มองที่ปลายทางของการปฏิรูปเป็นสำคัญ ที่ต้องตอบโจทย์สิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้ได้ คือการเป็นตำรวจมืออาชีพอยู่ในหัวใจของประชาชน มีความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนของ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ เห็นว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในการประชุมวาระเพื่อแต่งตั้งหรือโยกย้าย ไม่เช่นนั้นหากนักการเมืองเข้ามาควบคุมหรือแทรกแซงกลไกของตำรวจ ตำรวจก็จะกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนที่ผ่านๆ มา ฝ่ายการเมืองควรกำหนดนโยบาย แต่ไม่ควรเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจตามกฎหมายของตำรวจ

“ตำรวจไทยมีต้นแบบมาจากตำรวจประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมเป็นการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ แต่ปัจจุบันนี้ตำรวจอังกฤษได้กระจายอำนาจไปแล้ว เพราะคิดว่าสามารถตอบโจทย์ของประชาชนในท้องถิ่นได้ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการประชาชนในท้องถิ่นนั้น ในขณะที่เมืองไทยเองแม้ผ่านมาแล้วกว่า 100 ปี ตำรวจก็ยังรวมศูนย์อยู่เช่นเดิม” พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าว

 

“ลดเสี่ยงอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ” ด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์มือถือต้นทุนหลักร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502513

"ลดเสี่ยงอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ" ด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์มือถือต้นทุนหลักร้อย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ความสูญเสียจากเมาแล้วขับ เป็นสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุ เพราะนักดื่มส่วนใหญ่มักประมาทคิดว่าตนเองมีสติที่จะขับขี่ยานพาหนะไปต่อได้ ทั้งที่ร่างกายไม่ไหว บางครั้งอาจไม่ถึงขั้นสูญเสียชีวิตและร่างกาย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เนื่องจากต้องถูกดำเนินคดีจากการตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดในร่างกาย  (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องจนติดหูว่า “เมาไม่ขับ” แต่จนแล้วจนรอด เหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่

ปัญหาเมาแล้วขับกลายเป็นแรงผลักดันให้ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดค้นประดิษฐ์เจ้าอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พร้อมประเมินสมรรถนะและเสนอทางออกในการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือชื่อ “ดริ๊งเซฟ”

โพสต์ทูเดย์จึงได้ไปพูดคุยกับ 2 อดีตนักศึกษาและว่าที่บัณฑิตใหม่ ผู้คิดค้นนวัตกรรมชิ้นนี้

ธรณัส กฤตยานวัช และสิรวุฒิ วิรัตนพรกุล พร้อมกับ ผศ.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการต่อยอดนวัตกรรมที่น่าสนใจชิ้นนี้ว่าจะช่วยลดความเสี่ยงประชาชนจากการอุบัติเหตุอย่างไร

ลดอุบัติเหตุจุดกำเนิด “แอพดริ๊งเซฟ”

สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 10 ปีย้อนหลัง (ปี 2551-2560) พบว่า ปี 51 เกิดอุบัติเหตุจำนวนทั้งสิ้น 4,243 ครั้ง , ปี 52 / 3,977ครั้ง , ปี 53 / 3,516 ครั้ง , ปี 54 / 3,212 ครั้ง , ปี 55 / 3,129 ครั้ง , ปี 56 / 2,828 ครั้ง , ปี 57 / 2,992 ครั้ง , ปี 58 / 3,373 , ปี 59 / 3,690 ครั้ง และปี 60 / 3,690 ครั้ง

ธรณัส กฤตยานวัช เล่าว่า จุดเริ่มต้นการคิดประดิษฐ์เจ้าเครื่องนี้ เพราะเห็นว่าเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ มาจากพฤติกรรมนักดื่มหลายคนเมื่อเที่ยวเสร็จมักพยายามขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง แม้ร่างกายจะไม่ไหว ด้วยเหตุผลนี้จึงอยากทำอะไรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเริ่มพูดคุยกับเพื่อน ก่อนนำโครงการไปปรึกษาต่ออาจารย์ และเสนอเป็นผลงาน วิทยานิพนธ์ (THESIS) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ธรณัส บอกว่า ขั้นตอนการศึกษาและประดิษฐ์แอพดังกล่าวเริ่มจากหาข้อมูล พร้อมกับศึกษาวิจัยรูปแบบการทำงานของแอพพลิเคชั่นใกล้เคียง ก่อนค้นหาว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างเพื่อนำมาเป็นตัวตรวจวัด จากนั้นใช้ความสามารถการเขียนโปรแกรมจากที่เคยศึกษามา เพื่อใช้วางระบบขั้นตอนการทำงานของเครื่องให้มีมาตราฐานใกล้เคียงกับของตำรวจ โดยมีการนำไปทดลองจริงร่วมกับเครื่องของเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง

แอพพลิเคชั่นตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์บนโทรศัพท์มือถือนี้ ไม่สามารถแสดงผลได้ทันทีที่ตัวเครื่องเหมือนของตำรวจ แต่จะแสดงผลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และมีลูกเล่นที่มากกว่าเครื่องปกติ โดยมีระบบแนะนำช่วยเหลือหากพบว่าค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ผศ.ทรงศักดิ์ ระบุว่าเป้าหมายการประดิษฐ์เครื่องดังกล่าวต้องการให้เป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนสามารถพกพาไปได้สะดวก โดยใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและมีมาตรฐานใกล้เคียงอุปกรณ์ของตำรวจ

สิรวุฒิ วิรัตนพรกุล / ผศ.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช / ธรณัส กฤตยานวัช

จุดเหนือเครื่องวัดแอลกอฮอล์ คือมีระบบช่วยเหลือ

ธรณัส แนะนำว่าแอพดังกล่าวมีปุ่มเชื่อมต่อสำหรับเรียกรถรับจ้างสาธารณะ (แกร็บแท็กซี่-อูเบอร์แท็กซี่) ให้มารับโดยรูปแบบจะใช้งานเหมือนปกติ นอกจากนี้มีช่องทางติดต่อเพื่อนผ่านทางข้อความเฟซบุ๊กให้มาช่วยเหลือ รวมถึงมีโหมดคำนวนระยะเวลาการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นรายชั่วโมง จนกว่าระดับค่าจะเป็นศูนย์ เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะขับรถต่อหรือควรเลือกใช้บริการช่วยเหลือ แต่อนาคตคิดว่าจะเชื่อมต่อกับระบบบริการเรียกพนักงานขับรถอีกด้วย

ขณะที่ขั้นตอนการทำงานเมื่อเป่าลมหายใจเข้าไปที่กล่องเซนเซอร์ ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสายไปที่แผงชิปประมวลผล จากนั้นข้อมูลจะแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับมีข้อแนะนำตัวช่วยอื่นต่อไป หากพบว่าร่างกายปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูง

ธรณัส กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ดริ๊งเซฟ เป็นระบบแรกในประเทศไทยที่คิดค้นและพัฒนาระบบเทคโนโลยีขึ้นได้ เพราะระบบเครื่องที่ทางสถาบันการศึกษาอาชีวะส่วนใหญ่ประดิษฐ์ขึ้น เป็นเพียงเครื่องใช้เฉพาะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์เท่านั้น มีรูปแบบคล้ายเครื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท แต่นวัตกรรมดริ๊งเซฟ เป็นการทำงานเชื่อมต่อเทคโนโลยีแอพพิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ มีลูกเล่นมากกว่า แต่ราคาต้นทุนการผลิตเพียง 500-600 บาท

ผศ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องดังกล่าวอาจมีประสิทธิภาพและความแม่นยำน้อยกว่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 10% แต่ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงที่สามารถเชื่อถือได้ โดยอนาคตจะพัฒนาให้สมบูรณ์เต็มที่และใช้งานได้สะดวกว่าปัจจุบัน

“เครื่องของเจ้าหน้าที่ความแม่นยำ 100 % เครื่องนี้ทำได้ 90% ใกล้เคียงกันและสามารถเชื่อถือได้”

หน้าจอแสดงผลการใช้งานรูปแบบต่างๆ

มหา’ลัย มีผลงานดี แต่ขาดการเชื่อมต่อรัฐ-เอกชน

ผศ.ทรงศักดิ์ มองว่าการพัฒนาอนาคตต้องทำให้รองรับโทรศัพท์มือถือระบบ iOS ของไอโฟน รวมถึงพัฒนาให้สะดวกในการพกพา และรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิกับความชื้นหลากหลายสถานที่ ปัจจุบันความแม่นยำเครื่องนี้ทำงานได้เฉพาะบริเวณอุณหภูมิคงที่เท่านั้น การใช้งานจริงจำเป็นต้องใช้ได้ทุกสถานการณ์ เช่น ภายในร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ นอกจากนี้จะพัฒนาทำให้สามารถคำนวณอัตราการเผาผลาญของร่างกายแต่ละคนให้ได้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมต่อไป

ขณะที่การจัดจำหน่ายหรือเผยแพร่ยอมรับว่าขณะนี้สถาบันยังไม่ได้มองเรื่องนี้ แต่ยินดีหากหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน มาขอศึกษาหรือนำไปพัฒนาต่อยอดใช้ในองค์กร ซึ่งสามารถประสานติดต่อเข้ามาทางสำนักงานวิทยาลัยนวัตกรรมของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งมีหน้าที่ดูเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานวิจัยต่างๆ

ผศ.ทรงศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า ผลงานการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัยของสถาบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ยอมรับว่ามีมาก แต่เหตุผลที่ทำให้ผลงานดีๆ มักไม่ถูกนำเสนอสู่สังคมเป็นเพราะปัญหาเรื่องการสื่อสาร ขาดการมองเห็นแบบสองด้านเหมือนสื่อมวลชน ทำให้ผลงานวิจัยที่ดีไม่ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานรัฐ-เอกชน หรือเผยแพร่สู่สังคม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสร้างการรับรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อทำให้ผลงานนวัตกรรมวิจัยออกสู่สังคม ทั้งยังเป็นโอกาสทำให้นักศึกษาเจ้าของผลงานมีความก้าวหน้าในการทํางานอีกด้วย

อุปกรณ์ครบชุด

 

คงอำนาจสอบสวนให้ตำรวจ เปิดแนวทางปฏิรูปฉบับ สปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502372

คงอำนาจสอบสวนให้ตำรวจ เปิดแนวทางปฏิรูปฉบับ สปช.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กระแสปฏิรูปตำรวจกำลังคึกคักเมื่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) นั่งเป็นประธาน ผ่าตัดโครงสร้างตำรวจพร้อมคณะกรรมการรวม 36 คน ยกเครื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ไฉไลดีกว่าเดิม…ตามนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล แม้ที่ผ่านมาร่างปฏิรูปตำรวจหลายฉบับทั้งจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เขียนร่างฯ ขึ้นมาจะยังไม่ถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง

ย้อนดูร่างการปฏิรูปกิจการตำรวจ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ฉบับที่ “ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์” เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นที่ปรึกษาฯ รวมถึงนักวิชาการเชี่ยวชาญเรื่องตำรวจอย่าง อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นกรรมการช่วยกันถกช่วยกันเขียนขึ้นมา

สำหรับร่างการปฏิรูปกิจการตำรวจในฉบับนี้นั้น มีเนื้อหาน่าสนใจสำคัญหลายส่วน ภายในร่างกล่าวถึงเรื่อง “ความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง” เนื่องจากสำนักงานตำรวจฯ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีข้าราชการตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และการที่ข้าราชการตำรวจมีอำนาจหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ ทำให้ถูกแทรกแซงจากทางการเมืองและขาดความเป็นอิสระ

ในร่างการปฏิรูปฯ ระบุอีกว่า นักธุรกิจสีเทา ผู้มีอิทธิพล อาศัยตำรวจเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ และใช้ช่องทางเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือในทางการเมืองเองจะใช้อำนาจของตำรวจเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจนั้นไว้ ฝ่ายการเมืองจึงมีความพยายามเข้าแทรกแซง โดยเฉพาะการใช้อำนาจบริหารงานบุคคลในหน่วยงาน ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ จนมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งกันระหว่างผู้มีอำนาจและตำรวจ และภายในองค์กรตำรวจเองก็มีระบบอุปถัมภ์ สนับสนุนพรรคพวกของตัวเองให้เติบโต โดยไม่ได้มีการพิจารณาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

ดังนั้น การปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ถือว่ามีส่วนสำคัญ แม้จะมีองค์ประกอบ ก.ตร.ที่แตกต่างกัน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ประธาน ก.ตร. ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะเห็นได้ว่าบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองสามารถครอบงำได้เกือบทุกคน ซึ่งในส่วนของ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก และอดีตข้าราชการตำรวจที่เข้ามาทำหน้าที่ ก.ตร.มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่มักไม่มีบทบาทเท่าที่ควร

เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระและลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ต้องปฏิรูปอำนาจองค์ประกอบของ ก.ตร. โดยกำหนดองค์ประกอบของ ก.ตร.ให้มีจำนวน 16 คน ประธานให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.หรือเทียบเท่าขึ้นไป ส่วนกรรมการ ก.ตร.ประกอบด้วย ผบ.ตร. และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ รอง ผบ.ตร. 6 คน และอดีตข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ท. 3 คน มาจากการลงคะแนนเลือกของตำรวจต้องยศ พ.ต.อ.ขึ้นไป

ถัดมาผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี 1 คน ผู้แทนวุฒิสภา 1 คน ผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ 2 คน และให้ ก.ตร.มีวาระครั้งละ 2 ปี นั่นทำให้ทางคณะปฏิรูปกิจการตำรวจเชื่อว่าในอนาคตน่าจะไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทั้งภายนอกและภายใน มีการถ่วงดุลกันที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ต้องมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ให้เป็นองค์กรในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจฯ เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จึงควรให้องค์ประกอบ ก.ต.ช.มี 11 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้ ก.ต.ช.มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ยกเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ผลที่ได้รับมาจะทำให้ผู้ที่ต้องเป็น ผบ.ตร.ต้องสั่งสมผลงานและปฏิบัติตัวดีมาตั้งแต่ต้นจะทำให้ตำแหน่งนี้มีเสถียรภาพมั่นคงพอสมควร

ส่วนเรื่องปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ซื้อขายตำแหน่ง ในร่างฯ ดังกล่าวให้แนวทางว่า การเลื่อนตำแหน่งต้องยึดอาวุโส ประกอบความรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานในแต่ละตำแหน่ง รวมถึงการกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์แต่งตั้งให้ชัดเจนรัดกุม นอกจากนี้ต้องยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น และกำหนดตำแหน่งจำเป็นเพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับผู้บัญชาการทุกหน่วยต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการลงมาในสังกัดได้ และการแต่งตั้งในกองบัญชาการต้องพิจารณาคุณสมบัติให้ครบถ้วนในกองบัญชาการก่อน จากแนวทางทั้งหมดผลที่คาดว่าจะได้รับจะทำให้ตำรวจมีขวัญกำลังใจ มองเห็นเส้นทางเติบโต ลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง

ส่วนประเด็นสำคัญอย่างเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวน ที่บางฝ่ายเสนอให้แยกออกจาก ตร.นั้น ปรากฏว่าในร่างปฏิรูปกิจการตำรวจ สปช.ฉบับนี้มองภายหลังการศึกษาพบว่า การสืบสวน การสอบสวน การป้องกันปราบปราม เป็นกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาเพื่อทราบข้อเท็จจริง ตร.ต้องปรับระบบให้งานสืบสวนสอบสวนสามารถทำงานควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้พนักงานสอบสวนมีความเป็นมืออาชีพ

โดยแนวทางที่ สปช.ชุดนี้ได้ร่างการปฏิรูประบบงานสอบสวนไว้นั้น คือการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพพนักงานสอบสวน โดยปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งพนักงานสอบสวน ด้วยการพิจารณาจากคุณภาพของสำนวนการสอบสวน ประกอบกับจำนวนคดีที่ได้รับ ไม่ใช่การนับเฉพาะจำนวนคดีเช่นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการปรับแก้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บังคับการ และผู้บัญชาการ หน่วยปฏิบัติที่มีอำนาจในการสอบสวน ต้องมีความสามารถความรู้และประสบการณ์ทั้งด้านสอบสวน และงานสืบสวนป้องกันปราบปรามด้วย

สำหรับการรับแจ้งความ พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความทุกคดี ผู้กำกับการสถานีและหัวหน้าพนักงานสอบสวนจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารคดีเพื่อเชื่อมโยงระหว่างการสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ สำนวนการสอบสวนต้องผ่านการตรวจสอบความสมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้กำกับการสถานี และให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้มีความเห็นสั่งคดีในสำนวนการสอบสวน โดยดำเนินการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีความสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ ต้องกำหนดเส้นทางเติบโตให้พนักงานสอบสวนสามารถขยับได้ถึงพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือเทียบเท่าระดับผู้บังคับการ โดยกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนฯ เทียบเท่ารองผู้บังคับการ ไว้ในระดับกองบังคับการ และกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เทียบเท่าระดับผู้บังคับการ ไว้ในกองบัญชาการ ส่วนในสถานีตำรวจกำหนดให้พนักงานสอบสวนเลื่อนจากตำแหน่งพนักงานสอบสวน เทียบเท่าระดับสารวัตร ไปจนถึงพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เทียบเท่าระดับผู้กำกับการ และข้อเสนอสุดท้ายจัดให้มีชุดสืบสวนในคดีอาญา สืบสวนเฉพาะคดีที่เกิดเหตุ เพื่อจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน

ดังนั้นจะเห็นว่า การให้งานสอบสวนคงอยู่กับ ตร. จะทำให้การทำงานของตำรวจประสานกันอย่างเป็นระบบบูรณาการ โดยหัวหน้าหน่วยที่ต้องผ่านงานสอบสวน สืบสวน และป้องกันปราบปราม จะทำให้มีความเข้าใจในการทำงานเพื่อประสิทธิภาพ</p

หอชมเมืองแพ็กเกจเอื้อเอกชน ค่าเช่าที่รัฐถูก 100 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502025

หอชมเมืองแพ็กเกจเอื้อเอกชน ค่าเช่าที่รัฐถูก 100 เท่า

“นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามว่าการให้เอกชนสร้างหอชมเมืองมีธรรมาภิบาลมากแค่ไหน “

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดเสวนาเรื่องการทุจริตเชิงนโยบายและการประพฤติมิชอบของคนในรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรุงเทพมหานคร กรณีโครงการเอื้อประโยชน์เอกชนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง หอชมเมือง ฯลฯ เพื่อตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า มีหลายโครงการที่มีการรวบรัดลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน โดยโครงการหอชมเมืองกลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เงินของรัฐก็ตาม แต่การให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเห็นชอบให้บริษัทเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเช่าพื้นที่บริหารจัดการ ซึ่งบังเอิญว่าพื้นที่หอชมเมืองตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ห้าง “ไอคอนสยาม” ทำให้สงสัยว่าโครงการประชารัฐเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ หากจับตาจะเห็นว่ากรมธนารักษ์ บอกว่าเป็นพื้นที่ตาบอดไม่มีใครสนใจ แต่อนุญาตให้เช่า 30 ปี ราคา 70 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2 แสนบาท ถือว่าราคาค่าเช่าที่ดินต่ำมาก

ทั้งนี้ สถานที่ตั้งของไอคอนสยาม ถูกอ้างว่าจะมีสิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง สอดคล้องกับหอชมเมืองที่มีความสูงมาก มีพื้นที่มาก และใช้พื้นที่บางส่วนจัดแสดงงาน “ศาสตร์พระราชา” เป็นการแอบอ้างถึงพระราชา เพื่อทำให้ที่ดินแปลงนี้มีราคาถูกใช่หรือไม่

“นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามว่าการให้เอกชนสร้างหอชมเมืองมีธรรมาภิบาลมากแค่ไหน รวมถึงโครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีทอง เอื้อต่อไอคอนสยามใช่หรือไม่ แสดงว่าโครงการนี้กำลังเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างเต็มที่” รสนา กล่าว

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า การดำเนินการของ ครม.ได้กระทำผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะตามหลักที่ถูกต้องเมื่อ ครม.อนุมัติให้เอกชนเข้าไปก่อสร้างในพื้นที่ของรัฐแล้ว ทางมูลนิธิหอชมเมือง ซึ่งเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ต้องเข้าไปเซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ แต่ปรากฏว่ามูลนิธิได้เซ็นสัญญาดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จหมดแล้ว ดังนั้นแสดงว่ามีการทำสัญญาก่อนที่ ครม.จะอนุมัติได้อย่างไร เรื่องนี้จึงผิดชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม โครงการหอชมเมืองมีการแถลงข่าวจากโฆษกรัฐบาล ระบุในช่วงแรกว่าโครงการมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุการณ์พูดราคาผิด แต่เป็นเรื่องจริงที่ถูกต้องแล้ว เพราะเมื่อสังคมตกใจว่าทำไมราคาแพง จึงถูกเปลี่ยนราคาใหม่ลงมาให้ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการขนาดกลาง ครม.สามารถอนุมัติได้ทันที แต่ถ้ามูลค่าเกินกว่า 5,000 ล้านบาท ต้องผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุนให้เอกชนเข้ามาดำเนินการร่วมกับรัฐ ซึ่ง ครม.อนุมัติเองไม่ได้

ศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า คำแถลงในช่วงแรกยังไม่มีการพูดถึงศาสตร์พระราชา หรือประชารัฐ ดังนั้น ครม.ไม่มีสิทธิที่จะยกเว้นให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แสดงให้เห็นว่าเป็นอุบายที่ตั้งขึ้นมาทั้งนั้น เรื่องนี้ทำให้ต้องยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ตรวจสอบ ครม.ทั้งชุดถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นต่อไป

“ผมไม่ได้เกลียดหอชมเมือง แต่ไม่ชอบการอนุมัติที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะรัฐบาลไม่เคารพกฎหมายเสียเอง ทำให้โครงการหอชมเมือง ต่อจากนี้จะมีการฟ้องร้องคดีตามมาอีกมาก” ศรีสุวรรณ กล่าว

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านการสร้างหอชมเมือง เพราะหลายประเทศมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์แบบนี้ เป็นเรื่องดีที่สามารถต่อยอดเศรษฐกิจได้ เพียงแต่ไม่ชอบความไม่โปร่งใส เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง และหอชมเมืองมองอย่างไรก็เอื้อประโยชน์ให้ไอคอนสยาม

“พื้นที่ก่อสร้างติดปัญหาน้ำท่วมถึงจึงไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดก่อสร้างอาคารใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งยังมีทางเข้า-ออกถนนคับแคบ สุดท้ายอาจต้องอาศัยทางออกที่ห้างไอคอนสยาม และถ้าวันหนึ่งไอคอนสยามไม่ยอมให้ใช้เส้นทางร่วมกัน นักท่องเที่ยวจะทำอย่างไร เพราะเหลือแต่ทางเข้า-ออกด้วยเรือเท่านั้น จึงเป็นคำถามคาใจที่รัฐบาลต้องชี้แจง” วิลาส กล่าว

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจในเรื่องหอชมเมืองที่มีการอ้างเรื่องศาสตร์พระราชา และอยากรู้ว่ามีตรงไหนบ้างที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ความเป็นไทย น่าสังเกตว่าหอนี้มีความคล้ายกับหอโดฮา ประเทศกาตาร์ จึงแปลกใจที่มีการอ้างแบบนี้ การเช่าพื้นที่สร้างหอชมเมืองที่เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 1.9 แสนบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าผิดจากความจริงถึง 100 เท่า

ทั้งนี้ ขอกล่าวหาว่าผู้มีอำนาจ คสช.มีพฤติการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน

 

พลิกแฟ้มประวัติดรีมทีมปฏิรูปตำรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502007

พลิกแฟ้มประวัติดรีมทีมปฏิรูปตำรวจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้ทุกสายตากำลังจับตามองการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน เพราะเป็นคณะกรรมการที่ตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  ซึ่งมีภารกิจที่สำคัญตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 258 ง. (4)

“ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้รับความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งและโยกย้าย และ การพิจารณาบำเหน็จความชอบ ตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน…” สาระสำคัญของมาตรา 258 ง. (4)

คณะกรรมการชุดนี้แบ่งเป็น 3 โครงสร้างสำคัญ ได้แก่ 1.ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง รวม 6 คน 2.คณะกรรมการฝ่ายรัฐบาล 15 คน และ 3.คณะกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ซึ่งบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวล้วนมีประวัติโชกโชนแทบทั้งสิ้น

เริ่มที่ “พล.อ.บุญสร้าง” ประธานกรรมการ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 6 ร่วมรุ่นกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเตรียมทหารในช่วงปี 2514-2519 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเป็นนักเรียนอยู่ด้วย

ด้านคณะกรรมการฝ่ายรัฐบาลต้องพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กจุก” พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 34 ปัจจุบันเป็นรอง ผบ.ตร.ที่ดูแลด้านการบริหารและกำกับฝ่ายกฎหมาย ก่อนหน้านี้ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานการปฏิรูปตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกัน ต้องคอยจับตาดูนายตำรวจรายนี้ให้ดี เพราะเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ต่อจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นคนที่มีบทบาทในการทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับรัฐบาล อันเป็นร่างกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อไม่นานมานี้

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แม้จะมีงานใหญ่ล้นมือในฐานะ ผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้กลับมาทำงานในเส้นทางสีกากีอีกครั้ง โดยเป็น นรต.รุ่น 30 เกษียณอายุราชการในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่ติดตรงที่ไม่ได้เป็น นรต. ทำให้ไปถึงตำแหน่งสูงสุดในยุทธจักรสีกากี ทำให้รัฐบาลจึงโยกมาดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ แทน

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัจจุบันเป็นสมาชิก สนช. ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทในสภาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่ดูแลการ แก้ไขกฎหมายสำคัญมากมาย เช่น ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ในส่วนกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒินั้น ปรากฏว่าได้มีการดึงมือเขียนรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมงานถึง 4 คน ได้แก่ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิก สนช. อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 “มานิจ สุขสมจิตร” อดีต กมธ.ยกร่างฯ ปัจจุบันเป็นสื่อมวลชนอาวุโส “ศุภชัย ยาวะประภาษ” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบาทในการจัดทำรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ และ “อมร วาณิชวิวัฒน์” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

นอกเหนือไปจากนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีนักกฎหมายมืออาชีพเข้ามาร่วมด้วยอย่าง “เข็มชัย ชุติวงศ์” รองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นว่าที่อัยการสูงสุดคนต่อไป “วรรณชัย บุญบำรุง” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

อย่างไรก็ตาม แม้ถึงจะเป็นกรรมการในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ แต่จะพบว่ายังมีบุคคลในแวดวงทหารและความมั่นคงเข้ามาร่วมด้วย คือ “บิ๊กเฟื่อง” พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์อดีต ผบ.ทอ. ตท.รุ่นที่ 11 ที่ปรึกษา คสช. และ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

 

เลือกปธ.ศาลฎีกาไม่บานปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501813

เลือกปธ.ศาลฎีกาไม่บานปลาย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

พลันที่คณะกรรมการตุลาการศาล ยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเอกฉันท์ ไม่ผ่านบัญชีเสนอชื่อ “ศิริชัย วัฒนโยธิน” ประธานศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ แม้ว่าจะมีความอาวุโสสูงสุดก็ตาม จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงตุลาการ อาจเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นอีกหรือไม่

เนื่องจากการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่กลับไม่เป็นไปตามจารีตประเพณีรูปแบบเดิม นั่นหมายความว่าการคัดเลือกครั้งนี้ต้องยุติลงตามมติของ ก.ต. โดยหลังจากนี้ต้องเริ่มขั้นตอนการเสนอบัญชีตามอาวุโสและกลั่นกรองคุณสมบัติ เสนอชื่อผู้เหมาะสมลงสนามชิงชัยตำแหน่งประธานที่สามารถเสนอได้เพียงครั้งละ 1 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแต่งตั้ง “ประธานศาลฎีกา” คนใหม่จะซ้ำรอยกับวิกฤตตุลาการในปี 2534 หรือไม่ ที่มีการแย่งชิงตำแหน่งประธานศาลฎีการะหว่าง สวัสดิ์ โชติพานิช ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดกับ ประวิทย์ ขัมภรัตน์ จนบานปลายแตกแยกครั้งใหญ่ในวงตุลาการไทย จนต้องแก้ปัญหาโดยการให้ยึดถือลำดับอาวุโสตลอดมา

พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นเรื่องนี้ว่า  ส่วนตัวมองว่าไม่น่าเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงขึ้นซ้ำรอยเดิม เนื่องจากในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่มีสภาพปัญหาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“ส่วนตัวก็ไม่ทราบว่านายศิริชัยมีพรรคพวกมากน้อยแค่ไหน แต่ในเมื่อผลมติเอกฉันท์ของ ก.ต.ที่ออกมาคิดว่าก็ต้องยอมรับผลไปตามนั้น ส่วนถ้าหากจะเกิดมีปัญหาขึ้นจริงเหมือนช่วงปี พ.ศ. 2534-2535 มันจะต้องมีการต่อสู้กันภายในจนเป็นประเด็นสาธารณะออกมาจนคนภายนอกรับรู้ว่าเป็นการต่อสู้กันของคน 2 กลุ่ม ที่ถือว่ารุนแรงมากในการชิงตำแหน่งประธานศาลฎีกาในสมัยนั้น” พนัส  ระบุ

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ทัศนะว่า สำหรับการประชุมของ ก.ต.เองปัจจุบันก็ไม่ได้มีการช่วงชิงกันเหมือนในปี พ.ศ. 2534 จึงถือว่าเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันมันต่างกันมาก และคิดว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตรุนแรงขึ้นมาได้

เช่นเดียวกับ ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์และการปกครอง ระบุว่า การแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ครั้งนี้เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยวิกฤตตุลาการปี 2534 เนื่องจากเสียงที่ออกมีมติกรรมการคัดเลือกเป็นเอกฉันท์ชัดเจน อย่างในสมัยวิกฤตตุลาการคะแนนมันก้ำกึ่งกันทั้งฝ่ายรัฐมนตรีและฝ่ายศาลฎีกา

สำหรับประเด็นที่คณะกรรมการ ก.ต.ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการพิจารณาถามว่าผิดเลยหรือไม่ ก็ไม่ถือว่าผิด แต่คณะกรรมการ ก.ต. คงมองว่าการทำงานของท่านศิริชัยอาจมีตำหนิ ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของความเหมาะสมมากกว่า เพราะคนที่จะขึ้นมาเป็นประมุขทางตุลาการไม่ควรมีตำหนิอะไรเลย

ชำนาญให้ความเห็นเสริมท้ายว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการคัดเลือกผู้เหมาะสมขึ้นมาดำรงตำแหน่งตรงจุดนี้ เพราะถ้าจะยึดหลักอาวุโสเพียงอย่างเดียวคงตอบอะไรสังคมไม่ได้ ต้องมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเรื่องการทำงานด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่อยู่ในแคนดิเดตอาวุโสก็ไม่ต่างกันมากกับคนเดิมที่ไม่ได้ผ่านการคัดเลือก

‘เป็นเรื่องของวาสนา’

ศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ แถลงเปิดใจต่อสื่อมวลชนหลังไม่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ว่า ยืนยันไม่ได้คิดติดใจว่าจะฟ้องร้องคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ส่วนตัวยอมรับผลการพิจารณาที่ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสม

“ที่สำคัญผมรับรู้กฎกติกาเป็นอย่างดี เพราะรับราชการในศาลยุติธรรมมาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องของวาสนา”

ส่วนเรื่องการที่จะไปนั่งดำรงตำแหน่งอื่นหรือไม่นั้น ตามประเพณีและแนวปฏิบัติผู้ที่ได้รับการเสนอ ชื่อพิจารณาเป็นประธานศาลฎีกา แล้วไม่ได้รับการแต่งตั้งนั้นในอดีต ก็เคยมีและทุกท่านก็จะอยู่ที่เดิม ซึ่งในส่วนของตนก็จะอยู่ในตำแหน่งเดิมเช่นกัน คือ ประธานศาลอุทธรณ์ และไม่คิดลาออกจากตำแหน่ง ยืนยันการทำงานเป็นไปตาม ความถูกต้องตามกฎระเบียบศาลยุติธรรม

ขณะที่อนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) หรือ อนุ ก.ต. ได้พิจารณาผ่านคุณสมบัติ เสนอชื่อ ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนที่ 44 หลังจากนี้ทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะนำมติเห็นชอบรายงานการประชุมของ อ.ก.ต. เสนอในที่ประชุม ก.ต.ที่มีวาระการประชุมเห็นชอบพิจารณาบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนต่อไปในวันที่ 11 ก.ค.นี้

บรรยายภาพ – ศิริชัย  วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ เปิดใจแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไม่พิจารณารายชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา

 

ไทยยังต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501630

ไทยยังต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในเวทีเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร” ซึ่งกระทรวงแรงงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา วรานนท์  ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า การออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวมีข้อดีอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะการให้ อำนาจ รมว.แรงงาน กำหนดงานที่ชัดเจนสำหรับแรงงานต่างด้าว และกำหนดห้ามให้แรงงานต่างด้าวทำงาน ซึ่งเป็นการปรับปรุงให้ทันสมัยต่อ ภาวการณ์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

“เราไม่อาจปฏิเสธการใช้แรงงานต่างด้าวได้ และในอนาคตก็ต้องใช้แรงงานกลุ่มนี้อย่างแน่นอน แต่นัยอีกอย่างคือต้องแก้ไขบางส่วน เพราะไทยตกอยู่ในสถานะที่ถูกกล่าวหาในเรื่องค้ามนุษย์จากนานาชาติ มันส่งผลให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความยากลำบาก กฎหมายนี้จะเข้ามาช่วยจัดระบบให้ชัดเจน ยิ่งขึ้น” วรานนท์ ย้ำ

ขณะเดียวกัน การจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการจ้างแรงงานต่างด้าวที่สูงขึ้น ก็ต้องมาพิจารณากันว่าเป็นเพราะแรงงานเองก็มีส่วนเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศ นายจ้างก็ต้องเข้าใจในอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ที่สูงขึ้นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมี การจ่ายเพื่อสังคมด้วยเช่นกัน

“กฎหมายไม่เน้นลงโทษลูกจ้างหรือแรงงาน แต่เน้นเอาผิดที่นายจ้าง หากนายจ้างเป็นคนดี มีสำนึกรับ ผิดชอบต่อสังคม ไม่เอาเปรียบ เรื่องเงินค่าปรับ 4-8 แสนบาท เราไม่ต้องพูดถึงกันเลย เพราะจะไม่มีแรงงานเถื่อนแน่นอน แต่หากนายจ้างไม่สำนึก มันก็จะเป็นการสะท้อนว่าสังคมเราไร้ระเบียบ พูดเรื่องค่าปรับก็จะละอายต่อนายจ้างเองมากกว่า”

วรานนท์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะออกมาตรา 44 ชะลอการบังคับใช้กฎหมายนี้ออกไปถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้นายจ้างปรับตัวและนำแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง แต่อีกมุมมอง ก็แน่นอนว่าจะเป็นช่องให้เกิดการ ทำผิดเพิ่มในช่วงอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือไม่ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่มีการลงโทษใดๆ

มาตรการบรรเทาความเดือดร้อน ในขณะนี้ วรานนท์ กล่าวว่า จะเปิดศูนย์ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวใน ทั่วประเทศ เพื่อให้นายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวไม่ตรงกับใบอนุญาตนำเอกสารและแรงงานมาลงทะเบียนว่าทำงานร่วมกันจริงๆ เพื่อให้เข้าระบบอย่าง ถูกต้อง โดยศูนย์ดังกล่าวจะช่วยเหลือ ในด้านการตรวจสอบสถานะระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่าทำงานร่วมกันจริงหรือไม่ หากพิสูจน์ทราบแล้วก็จะออกเอกสารรับรองแรงงาน หรือ C.I. เพื่อนำใบนี้ไปรับแสตมป์วีซ่ายืนยัน จากประเทศต้นทาง และออกใบอนุญาตทำงานได้ในท้ายที่สุด

“ศูนย์ดังกล่าวได้ประสานไปยัง 4 ประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยคัดกรองแรงงานแล้ว ในส่วนประเทศไทยจะให้สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัดเปิดรับลงทะเบียน และมีชุดคำถามสอบถามระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพื่อยืนยันความชัดเจน โดยศูนย์แห่งนี้จะเปิดเพียง 15 วัน และรับไม่จำกัดจำนวนเพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้อง” วรานนท์ กล่าว

สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานอยู่จำนวน 2.6 ล้านคน และมั่นใจได้เลยว่าจำนวนครึ่งหนึ่งคือ แรงงานที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ อย่างชัดเจน เห็นได้จากความโกลาหลหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ที่ภาพของแรงงานทยอย กลับบ้านในจำนวนที่มากขึ้น สาเหตุเพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกที่ชัดเจนในการอยู่ต่อเพื่อทำงาน หากอยู่ก็กลัวจะโดนจับ นายจ้างก็ไม่กล้าจะดำเนินการใดๆ ให้

สมพงษ์ กล่าวว่า นายจ้างก็กังวลกับกฎหมายนี้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบมาแล้วจากเมื่อปี 2557 ที่มีแรงงานทยอยกลับประเทศไป และสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องผ่อนปรนเรียกกลับมาใหม่เนื่องจากผลกระทบต่อภาคการผลิตและในวันนี้ผลกระทบเดิมก็กลับมาอีกครั้ง จึงอยากถามว่าคนไทยได้อะไรกับกฎหมายนี้ เพราะเศรษฐกิจฐานรากที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวขับเคลื่อนก็ได้รับผลกระทบทั้งหมด

“พ่อค้าแม่ค้าคนไทยก็ทรุด เพราะไม่มีต่างด้าวมาซื้อจ่ายสินค้า ซื้อผักซื้อปลา แรงงานกลับบ้าน หรือไม่กล้าออกมาเพราะกลัวโดนจับ ต้องอยู่ในที่ตั้ง”

แล ดิลกวิทยรัตน์ นักวิชาการด้านแรงงาน กล่าวว่า ต้องมาตั้งคำถามกันว่า เราแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวครั้งนี้เพื่อประโยชน์อะไร หากว่าเป็นเรื่องของความมั่นคง ก็ต้องมาคุยกันว่ากฎหมายจะช่วยแก้ได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นเรื่องการถูดจัดอันดับเรื่อง ค้ามนุษย์นั้น การออกกฎหมายไม่ได้ประกันว่าเราจะออกจากบัญชีดำเรื่องค้ามนุษย์ อีกทั้งเรื่องของการเพิ่ม โทษให้หนักขึ้นใน พ.ร.ก.อย่าลืมว่า ยิ่งโทษหนักเท่าไร ราคาค่าหนีโทษก็จะแพงขึ้นมากเท่านั้น โดยเฉพาะใน ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการ ธุรกิจจะเลือกวิธีการที่ง่าย ราคาถูก มากกว่าการทำให้ถูกกฎหมาย หาก การทำให้ถูกต้องนั้นต้องแลกมาด้วยเวลา และค่าใช้จ่ายที่แพงกว่านอกกฎหมาย

บรรยายภาพ –  แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมากลับประเทศผ่านด่านเจดีย์สามองค์ หลังมีการประกาศ พ.ร.ก.การทำงานของคนต่างด้าว

 

นิติวิทยาศาสตร์ ‘ลุยปราบทุจริต’ ถ่ายทอด ‘ความจริง’ มัดคนทำผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501422

นิติวิทยาศาสตร์ ‘ลุยปราบทุจริต’ ถ่ายทอด ‘ความจริง’ มัดคนทำผิด

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปัญหาทุจริตภัยร้ายค่อยๆ ทำลายดัชนีทางเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้หลายภาคส่วนพยายามดุ่มเดิมแก้ไขปัญหาที่มันดิ่งลึกยาวนานมาตลอด แต่ปัญหาการทุจริตก็คืออาชญากรรมประเภทหนึ่งมีความซับซ้อนปกปิดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ หลายคดีพยานหลักฐานจึงสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ แต่ยุคปัจจุบันหน่วยงานปราบปรามทุจริตอย่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำงานนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาไขคดีทุจริตค้นหาความจริงล่าตัวคนผิดมาดำเนินคดี

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. ลำดับบทบาทหน้าที่การทำงานของ ป.ป.ท. ว่า สำหรับการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาทุจริตของ ป.ป.ท. มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ทำให้ต้องเร่งรัดดำเนินการในหลายคดีสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมจนถึงการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ แต่เรื่องทุจริตก็คืออาชญากรรมเช่นกัน

การตรวจสอบคดีทุจริตสำคัญที่สุด คือ พยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีเพื่อบ่งชี้ว่ามีการกระทำผิดจริง และการสอบสวนตรวจสอบหาพยานหลักฐานหาตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทางอาญาตามกฎหมายถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากพยานหลักฐานมีส่วนสำคัญเพื่อยืนยันกับศาลว่าบุคคลนั้นมีความผิดหรือทำผิดจริง เพราะฉะนั้นการพูดหรือการให้ปากคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพียงมัดตัวผู้กระทำผิด

“จึงต้องมีการตรวจพิสูจน์ เช่น ผู้ทำผิดรายนี้ปลอมลายมือลายเซ็นเรื่องการเบิกเงิน ก็ต้องมีการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายนิ้วมือ ก็คือการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาสืบสวนหาข้อเท็จจริง หรือกรณีรับจ้างทำงานแล้วมีการขุดดินขุดบ่อปรากฏว่าปริมาณงานไม่ได้ตามกำหนด การตรวจสอบปริมาณงานต้องใช้หลักวิชาเลขาคณิตคำนวณหาคำตอบ” พล.ต.อ.จรัมพร กล่าว

กรรมการ ป.ป.ท. ให้ความมั่นใจและเชื่อมั่นว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะเข้ามาช่วยงานปราบปรามทุจริตได้อย่างดี เพราะงานนิติวิทยาศาสตร์สามารถเล่าเรื่องราวได้ อีกทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังอยู่คงทนถาวรตราบใดที่ยังมีตัวตนอยู่ มันสามารถนำมาตรวจพิสูจน์ซ้ำได้ การตรวจตามหลักนิติวิทยาศาสตร์เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ทำงาน และที่สำคัญคืองานนิติวิทยาศาสตร์เป็นการ “ทำให้ผู้กระทำผิดยอมจำนนต่อพยานหลักฐาน”

ส่วนคนที่ทำงานบนหลักนิติ วิทยาศาสตร์จะมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ของตัวเอง แต่สำคัญต้องรู้จักวิธีการ และสิ่งใดที่นำมาเป็นหลักฐาน และจะให้มันเล่าเรื่องถ่ายทอดความจริงออกมาได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันปัญหาทุจริตได้ เพราะการป้องปรามทุจริตคือสิ่งที่
คุ้มค่าและลงทุนน้อยที่สุด เพื่อทำให้คนกลัวการกระทำผิด ตรงนี้เป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้เกิดการทุจริต เพราะแม้จะทำทุจริตลึกลับซับซ้อนอย่างไร นิติวิทยาศาสตร์ก็สามารถไขเปิดความจริงได้

“ที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำพูดเล่นๆ ว่าโกงเป็นสิบ ทุจริตเป็นสันดาน บางครั้งอ้างว่าคนนั้นคนนี้ทำเขาก็ทำได้เหมือนกัน ค่านิยมตรงนี้เราต้องเปลี่ยนแปลง จึงมีการรณรงค์ออกมาว่า โตไปไม่โกง เท่านั้นยังไม่พอ ต้องโกงไปไม่โต เพราะบางครั้งกว่าจะสอบสวนเสร็จคนทำผิดเลื่อนตำแหน่งไปถึงอธิบดีกันแล้ว เนื่องจากใช้ระยะเวลาไต่สวนหรือแสวงหาหลักฐานนาน จะทำให้หน่วยงานคนทำผิดปกป้องเจ้าหน้าที่ของตัวเอง” กรรมการ ป.ป.ท. กล่าว

พล.ต.อ.จรัมพร อธิบายการทำงานตรวจสอบทุจริตอีกว่า หลายครั้งคนที่ทำผิดอยู่ในอำนาจของเรา (ป.ป.ท.) แต่พอนานไปตำแหน่งใหญ่โตขึ้น ฉะนั้นเมื่อคนทำผิดทุจริตต้อง “โกงไปต้องไม่โต” ด้วย ฉะนั้นประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานปราบปรามทุจริตต้องรวดเร็ว และประชาชนต้องเข้ามาช่วยกันในส่วนนี้ เชื่อว่าการทำงานจะรวดเร็วขึ้น

ในปัจจุบันนี้ถ้า ป.ป.ท.มีเรื่องทุจริตร้องเรียนเข้ามาแล้วพบข้อมูลในเบื้องต้น จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบหาหลักฐานในทันที เพราะบางครั้งพยานหลักฐานอาจหาสูญหายหากปล่อยไว้นานเกินไป จากนั้นค่อยมาตั้งคณะอนุกรรมการตามหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำคดีได้

อย่างไรก็ตาม การทำงานเพียงหน่วย ป.ป.ท.อย่างเดียวคงไม่เพียงพอและบางส่วนอาจละเลยหน้าที่ การดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ หวังช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องแจ้งเบาะแสการทุจริต ถือว่ามีความสำคัญช่วยเป็นหูตาของประเทศชาติ หากประชาชนพบเห็นก็สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ทันที ซึ่งหากปราบปรามทุจริตต่อเนื่องตลอดจะทำให้จีดีพีเปลี่ยนแปลงแน่นอน เพราะเงินจำนวนมหาศาลหายไปจากระบบและไม่ได้รับการตรวจสอบหรือถูกละเลยไป

ตัวอย่างคดีการตรวจสอบทุจริตการขุดกลบบ่อบาดาลในพื้นที่ อ.วังดาล จ.ปราจีนบุรี ที่พบว่ามีการทุจริต โดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาหลักฐาน เมื่อมีข้อมูลจากวิทยาศาสตร์แล้ว จึงเชื่อว่าศาลจะรับฟังและสั่งลงโทษกับผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากมีวัตถุพยาน มีหลักฐานชัดเจนเชื่อมโยงกับพฤติกรรม เป็นแนวทางในการตรวจสอบการทุจริต

ในฐานะกรรมการ ป.ป.ท. พล.ต.อ.จรัมพร พร้อมปัดกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาดสะอ้าน เพราะเป็นหน่วยงานปราบปรามทุจริต โดยทุกหน่วยในสังกัดต้องช่วยกันดูแลให้ปลอดจากทุจริต และบุคลากรต้องเข้าใจพร้อมให้ความร่วมมือ เช่นเดียวกับการทำงานต้องปฏิบัติงานเชิงรุกติดตามข่าวสารในสังคมตลอด ติดตามงาน “กัดไม่ปล่อย ถอยไม่มี ราวีเป็นระยะ” สร้างผลงานให้ปรากฏและเป็นที่พึ่งพาของสังคม “ประชาสัมพันธ์ด้วยหน้าที่ สร้างบารมี ด้วยผลงาน” แต่ไม่ใช่การสร้างภาพ

ไม่ต่างจากการเพิ่มเขี้ยวเล็บในองค์กรให้เกิดความเชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพ แล้วปรับปรุงองค์กรทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน ควบคู่กับการสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการทำงานขององค์กร เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ โดยอาจมีการจัดการอันดับคะแนนความโปร่งใสในองค์กร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันได้

ทั้งหมดเพื่อให้เกิดเป็นบรรทัดฐานการขับเคลื่อนองค์กร โปร่งใสตัวอย่าง โดยมี ป.ป.ท.เป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นนำไปปฏิบัติ

 

“กฎหมายแรงงานต่างด้าว” หมดเวลาเกี้ยเซียะ-ยัดเงิน-เห็นเพื่อนบ้านเป็นคนชั้นต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501405

"กฎหมายแรงงานต่างด้าว" หมดเวลาเกี้ยเซียะ-ยัดเงิน-เห็นเพื่อนบ้านเป็นคนชั้นต่ำ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายแดนไทยกำลังคึกคักเป็นพิเศษเมื่อบรรดาแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา กัมพูชา เเละลาว พากันเเบกสัมภาระเดินทางข้ามเขตแดนกลับประเทศบ้านเกิดกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายจ้างคนไทยก็กำลังหวาดผวากับยาแรงของ “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” ที่บังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา

บทลงโทษหนักปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ภายใต้การรับรู้อย่างกะทันหันของนายจ้างและลูกจ้าง ทำให้สุดท้าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจใช้อำนาจมาตรา 44 ขยายเวลาบังคับใช้ออกไปอีก 180 วัน เพื่อให้นายจ้างได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวได้ทัน

วันนี้มีกระแสแตกเป็น 2 ฝ่ายว่า โทษอันรุนแรงและความเข้มงวดของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว นั้นเหมาะแล้วจริงหรือ

หยุดเสียเบี้ยบ้ายรายทาง-ใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงาน

จำนวนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ทั้งหมดทั่วประเทศไม่มีตัวเลขที่เเน่ชัด มีเพียงการประมาณ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยประมาณการแรงงานต่างด้าวในปี 2558 ว่ามีจำนวน 3.9 ล้านคนเเละจะขึ้นเป็น 4.4 ล้านคน ในปี 2563 ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับการประเมินของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ที่ระบุว่าปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างชาติมากกว่า 3 ล้านคน

ขณะที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ให้ข้อมูลว่า แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ณ เดือนพฤษภาคม 2560 ได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 1,267,671 คน โดยประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้เเก่  กิจการก่อสร้าง การให้บริการต่างๆ เเละ เกษตรและปศุสัตว์

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เล่าว่า ในอดีตทุกครั้งที่รัฐบาลเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่าวด้าว  สถิติการจดทะเบียนจะพุ่งขึ้นสูงมาก ก่อนจะเริ่มลดลงเนื่องจากไม่ต่ออายุหรือหลุดจากระบบ ก่อนจะกลับมาพุ่งสูง 20-30 เปอร์เซนต์อีกครั้งเมื่อเปิดให้มีการจดทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งสถิติและกราฟลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของรัฐและผู้ประกอบการให้อยู่ในระบบ

“จดทะเบียนเข้าไปสู่ระบบแล้วแต่ลดลงมาเรื่อยๆ เสมอ เพราะการดูแลคนในระบบไม่ดี ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ พอแรงงานออกนอกระบบ ก็ถูกจับ หรือย้ายออกจากนายจ้างเป็นว่าเล่น”

ดร.ยงยุทธ บอกว่า ที่ผ่านมาการเปิดให้นายจ้างนำลูกจ้างมาลงทะเบียนหลายครั้งโดยไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิด กลับกลายเป็นการสร้างพฤติกรรมไม่ดีให้กับนายจ้างและลูกจ้าง

“เป็นการสร้างนิสัยไม่ทนให้กับลูกจ้าง นึกจะหนีก็หนี หนีแล้วไม่มีใครทำอะไร ไปอยู่กับนายจ้างใหม่ รอวันรัฐบาลผ่อนผัน ก็ไปจดทะเบียนใหม่ เขารู้ว่ายังไงรัฐบาลก็ยอม พูดง่ายๆ ว่ายกโทษให้เสมอ”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานติงว่า แม้พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่จะมีแนวคิดและนโยบายที่ดี แต่ค่าปรับบทลงโทษนั้นสูงเกินไป อาจขาดบรรทัดฐานทางกฎหมาย ซึ่งในอนาคตภาครัฐอาจออกกฎหมายฉบับอื่นๆ มารองรับเพื่อให้บทลงโทษสอดรับกับสถานการณ์มากขึ้นได้

ในสายตาของนักวิชาการรายนี้ ความเข้มงวดทางกฎหมายจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมางานวิจัยระบุชัดว่า ไทยล่าช้าในการลงทุนและใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนามากว่า 10 ปี ผลจากการใช้แรงงานระดับล่างค่าแรงต่ำ ซึ่งในภาพใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตและการสร้างกำไรในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ย้อนกลับมากระทบต่อโครงสร้างค่าจ้างของแรงงานไทยที่เติบโตได้ช้า

“ไม่คิดจะลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพราะเห็นว่ามีของถูก ใช้ๆ ไปเถอะ หลบๆ ซ่อนๆ เสียเบี้ยบ้ายรายทางเอา เดี๋ยวเขาก็อนุญาตให้จดทะเบียนใหม่ ความเคยชินแบบนี้ในอดีตน่าจะถึงจุดที่ต้องยุติลงแล้ว”

‘แรงงานต่างชาติจำเป็นต่อประเทศไทยมาก เนื่องจากอาชีพบางประเภทคนไทยไม่ทำ’ ดร.ยงยุทธ ส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว พร้อมกับบอกว่า ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ไม่มีคำว่า “งานที่คนไม่ทำ”

“คนไทยไม่ทำนั่นจริงหรือเปล่า จะทำหรือไม่ทำเป็นของเรื่องราคาค่าจ้างค่าตอบแทน ถูกต้องเพียงพอกับความเสี่ยงและการทำงานหนักหรือเปล่าล่ะ อย่ามาพูดว่าคนไทยไม่ทำ ลองจ้าง 500 บาทต่อวันสิ”

โดยสรุปก็คือ ค่าแรงที่แพงมากขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการวางแผนลงทุนเรื่องเทคโนโลยี และกำหนดกะเกณฑ์ค่าใช้จ่ายส่วนอื่นได้ดียิ่งขึ้น ต่างจากที่ผ่านมามักเลือกใช้กลุ่มแรงงานราคาถูกจนปิดกั้นการเติบโตของเทคโนโลยี และเป็นส่วนหนึ่งให้กระบวนการหากินกับแรงงานผิดกฎหมายเติบโต

“พวกเหลือบไรหากิน เกี้ยเซียะกันไป หมดสมัยแล้ว แรงงานต่างด้าวทุกคนไม่ใช่ของถูกที่ใครจะทำอะไรก็ได้ ต้องดูแลสวัสดิการให้เขา ช่วงเปลี่ยนผ่านต้องมีคนไม่พอใจบ้าง แต่อนาคตจะดีขึ้นด้วยมาตรฐานใหม่ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้” ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงานจาก TDRI แสดงความมั่นใจและบอกว่า ถึงเวลาที่ผู้ประกอบต้องวางแผนการทำธุรกิจอย่างมีมาตรฐานเหมือนในต่างประเทศ อาทิ ภาคก่อสร้างที่จำเป็นต้องวางแผนการนำเข้าแรงงานในระยะยาว แทนการควานหาในระยะสั้นจากผู้รับเหมา

“เมื่อประกาศจะทำโครงการต้องรับรู้ล่วงหน้าหลายปีแล้วว่าต้องใช้คนเท่าไหร่  ต้องวางแผน  ไม่ใช่ปล่อยให้มีการหาแรงงานกันเอง รับกันเองและแย่งกันเองเหมือนในปัจจุบัน”

 

 

ลดขั้นตอนยุ่งยาก-หยุดมองต่างด้าวเป็นปัญหา

สาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อน อาทิ รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ปรับ 4-8 แสนบาทต่อต่างด้าว 1 คน เลิกจ้างหรือออกจากงานไม่แจ้งอธิบดีกรมการจัดหางาน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท เรียกรับเงิน ทรัพย์สินจากคนต่างด้าว จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 เเสนบาท หลอกลวงคนต่างด้าวทำงานโดยเรียกเงิน ทรัพย์สินเเละประโยชน์อื่นๆ โทษจำคุก 3-10 ปี ปรับ 6 เเสน- 1 ล้านบาท

ในมุมมองของ สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญชาติ อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ สภาทนายความ บอกว่า กระทรวงแรงงานและรัฐบาลไทยมองปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวด้วยทัศนคติลบมาตลอด ทำให้การผลักดันผู้กระทำความผิดไม่ประสบความสำเร็จ โดยตามกฎหมายการส่งตัวแรงงานต่างด้าวกลับประเทศได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ ต้องรับสารภาพ ต้องสมัครใจ และต้องกลับโดยปลอดภัย ประเทศต้นทางรับทราบ มิใช่ปล่อยทิ้งไว้ที่ชายแดนเท่านั้น

“ส่งกลับไปทุกวันนี้ เข้าองค์ประกอบหรือเปล่า แทบไม่เข้าสักอัน ที่สำคัญไม่ได้ส่งผลดีต่อไทยเลย ขัดหลักกฎหมายเเละไม่ได้แก้ไขปัญหาด้วย ส่งไปที่ชายแดนเดี๋ยวพวกเขาก็เข้ามาใหม่ อาจลักลอบหรือเจอนายหน้าเข้าไปหากิน แทนที่จะส่งให้ถูกต้อง มีหน่วยงานจากประเทศต้นทางรับทราบ ทำให้เขาเกิดการรับรู้และพัฒนา คราวหน้าจะได้รู้ช่องทางเข้ามาทำงานในเมืองไทยอย่างถูกต้อง มาอย่างไรไม่ผิด ไม่ถูกหลอก”

สุรพงษ์ บอกว่า วิธีคิดของเจ้าหน้าที่กระทรวงและรัฐมักเป็นการดูถูก กดขี่ และมุ่งหาเงิน โดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากดูบทลงโทษของกฎหมายอาญาที่ผ่านมา ชัดเจนว่า ค่อนข้างสอดคล้องกันระหว่างโทษปรับและจำคุก เช่น จำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีการปรับสูงถึง 4-8 แสนบาท ซึ่งโทษจำคุกตลอดชีวิตยังไม่มีการปรับมากเท่านี้เลย

“ค่าปรับและการลงโทษที่แรงเกินจริงทำให้คนแตกตื่น ถ้าโทษน้อยไปคนก็ไม่กลัว มากไปก็แตกตื่น เพราะงั้นต้องอยู่บนความเหมาะสม”

วิธีการแก้ไขปัญหานายหน้าแรงงานต่างด้าว สุรพงษ์ บอกว่า เริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐให้สอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ ปัจจุบันไทยขาดแคลนแรงงาน แต่การขึ้นทะเบียนแรงงานกลับทำได้ยาก มีขั้นตอนและเสียค่าใช้จ่ายสูง จนเอื้อต่อกระบวนการใต้ดิน

“ทุกคนอยากเข้าระบบ ไม่มีใครอยากหลบๆ ซ่อนๆ ถ้าให้พวกเขาขึ้นทะเบียนง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก ขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ นายหน้าก็จะลดลง ทุกวันนี้คุณทำให้มันยาก นายหน้าเลยได้โอกาส รัฐมักจะอ้างว่ากลัวแรงงานต่างด้าวจะทะลักมาแต่ข้อเท็จจริงในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ถึงขั้นทะลักเลย มีแต่เดินทางกลับบ้าน เพราะประเทศเพื่อนบ้านมีความเจริญและมีโอกาสรองรับมากขึ้น”

สุรพงษ์ เพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากขั้นตอนที่ยากลำบากในการขึ้นทะเบียนและการกีดกัดแรงงานต่างด้าว ก็คือ ธุรกิจใต้ดินเท่านั้น

180 วันเพื่อการปรับตัวและกลับมาใหม่

สำหรับภาครัฐ วรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เห็นว่า โทษปรับที่สูงนั้นเป็นไปตามาตรฐานเดียวกับ พ.ร.ก.ประมง อาทิ มาตรา 11 ระบุ นายจ้าง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลรายใดที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ก็มีโทษปรับเริ่มที่ 4 แสนบาท กฎหมายการใช้แรงงานเด็ก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ก็ปรับ 4 แสน หลักของกฎหมายจะต้องมีกลุ่มของความผิดในชุดเดียวกัน

กระทรวงแรงงานไม่ได้ปิดกั้นการจ้างแรงงานต่างด้าว เเต่ต้องการให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามเอ็มโอยู นายจ้างที่ต้องการใช้แรงงานต่างด้าว สามารถยื่นขอโควตาได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำเข้ามาทำงานกิจการกรรมกร คนรับใช้ในบ้านประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ

เขาบอกต่อว่า การขอโควตาปัจจุบันลดเวลาลงเหลือ 5 วันเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการนำเข้ามาจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน หลัง พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับนี้บังคับใช้ ทำให้แรงงานผิดกฎหมายทยอยเดินทางกลับประเทศเพื่อกลับเข้ามาใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ล่าสุด คสช. ใช้อำนาจมาตรา 44 ผ่อนปรน 4 มาตรา พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ชะลอการบังคับใช้ออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้แรงงานที่ทำผิดกฎหมายไปจดทะเบียน ดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้อง ใน 4 มาตรา คือ มาตรา 101 ว่าด้วยการเอาผิดลูกจ้าง 102 ว่าด้วยการเอาผิดนายจ้างที่รับคนมาทำงานในอาชีพพิเศษบางอย่างโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 122 ว่าด้วยการรับคนที่ไม่มีใบอนุญาตมาทำงาน มาตรา 119 ว่าด้วยการทำงานโดยไม่มีหนังสือแจ้งนายทะเบียนทราบ

1 ม.ค. 2561 พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อนั้นคงมีคำตอบว่า เนื้อหากฎเกณฑ์ที่กำหนดนั้นเป็นการเพิ่มหรือแก้ไขปัญหากันแน่

 

วัดน้ำหนัก พรก.แรงงานต่างด้าว ‘คนดีต้องไม่กลัว’ หรือ ‘รัฐกำลังเดินผิดทาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501238

วัดน้ำหนัก พรก.แรงงานต่างด้าว ‘คนดีต้องไม่กลัว’ หรือ ‘รัฐกำลังเดินผิดทาง’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

พลันที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ถูกรัฐบาลประกาศใช้ ผลกระทบกับแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานของนายจ้างไทยก็เกิดขึ้นอย่างทันที

พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่นี้ เพิ่มความเข้มข้นของโทษทัณฑ์สำหรับ “แรงงานต่างด้าวเถื่อน” ให้จริงจังมากยิ่งขึ้น อาทิ ผู้ใดรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตกับนายจ้างเข้าทำงาน ปรับ 4-8 แสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างงาน 1 คน หรือสำหรับคนต่างด้าว หากทำงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ ก็ต้องเจอคุก 5 ปี และปรับสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท

และสำหรับนายจ้างก็ต้องเจอผลกระทบจากอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น ทั้งใบอนุญาตนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน 2 หมื่นบาท หรือการต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานครั้งละ 2 หมื่นบาท และการขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งละ 2 หมื่นบาท

ถามว่าผู้ประกอบการคนไทย “ไหว” หรือไม่กับค่าธรรมเนียม และคนต่างด้าวแรงงานที่มีทักษะฝีมือ แต่ขาดการเข้าถึงระบบ จะ “ไหว” ด้วยหรือไม่กับการเสี่ยงที่จะอยู่เลี้ยงชีพบนการคาบเกี่ยวของอัตราโทษที่สูงขึ้น

ผลกระทบของ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวย่อมเกิดขึ้น อ่านนัยเรื่องนี้จาก สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ แรงงานข้ามชาติ และคนพลัดถิ่น ที่มองนโยบายแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนด้วยยาแรงจากรัฐบาลในครั้งนี้ว่า ประสงค์ของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีเพียงประการเดียวคือการเพิ่มโทษผู้ที่มีความผิดตามกฎหมายให้หนักขึ้น ซึ่งวิธีการคิดแบบนี้ได้คำตอบที่ส่งผลไปถึงผู้ประกอบการอย่างทันที รวมถึงลูกจ้างแรงงานต่างด้าว และหนุนนำให้เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง ภาพจึงเกิดขึ้นว่าแรงงานต่างด้าวทยอยกลับประเทศ ผู้ประกอบการก็ขาดแรงงานที่ช่วยทำงาน

หากมองว่ากระทบหรือไม่ สุรพงษ์ให้คำตอบคือคำว่ามันมหาศาล เพราะประเทศไทยต้องการแรงงานระดับล่าง ทั้งงานทำความสะอาด งานโรงงาน ค้าขาย หรือแม้แต่ในภาคเกษตรกรรมเอง และทั้งหมดเป็นงานที่คนไทยไม่ทำ เมื่อกฎหมายฉบับใหม่นี้ออกมา ก็ขาดการรองรับแรงงานทดแทน ผู้ประกอบการจึงซวนเซและธุรกิจก็เจ๊งกันระนาว

สถิติการเกิดของคนไทยที่น้อยลง บวกกับการได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองจุนเจือบุตรหลานอย่างดี องค์ประกอบเหล่านี้สุรพงษ์มองว่าทำให้เด็กไทยที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของชาติปฏิเสธงานระดับล่าง รัฐบาลเองก็เล็งเห็นว่ากลุ่มคนใช้แรงงานที่จะช่วยพัฒนาประเทศ เราจำเป็นต้องดึงแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน แต่การออกกฎหมายนี้มาจึงค่อนข้างที่จะย้อนแย้งกับความเป็นจริง

“รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงที่ยึดอำนาจก็แก้เรื่องนี้อย่างจริงจัง คงจำกันได้ว่าช่วงนั้นแรงงานก็หนีกลับประเทศ ผู้ประกอบการกระทบทันที กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่อนปรนเงื่อนไขให้กลับเข้ามาทำงาน แต่เสียดายที่รัฐบาลไม่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เลย และกำลังจะกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวเหมือนเคย” สุรพงษ์ ให้ความเห็น

อีกมุมที่น่าสนใจ โดยสุรพงษ์บอกเล่าเชิงตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวแย่งงานคนไทยทำ รัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่าแรงงานที่ไล่กันอยู่ในทุกๆ วันนี้ เขาไม่ได้แย่งงานคนไทยทำ แต่มีคนบางกลุ่มที่เข้ามาแย่งจริงๆ เช่น คนจีนที่เข้ามาประเทศไทย มาประกอบกิจการแข่งกับคนไทยเต็มไปหมด คนจีนเหล่านี้มาเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่ลูกจ้าง อย่างนี้มาแย่งงานคนไทยชัดๆ แต่ปล่อยให้อยู่กันเต็มบ้านเต็มเมือง รัฐบาลควรถึงเวลาที่ต้องจัดการให้ตรงจุดแล้วหรือยัง

“คนที่ควรจะเล่นงานกลับไม่ทำ คนที่ควรคุ้มครองเพราะเขามาช่วยพัฒนากลับไปเล่นงานเขา ผู้ประกอบการคนไทยก็เดือดร้อนไปด้วย ถ้าจะให้ออกจริง ผมถามว่ารัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างไร มีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่จะช่วยธุรกิจให้เดินหน้าโดยไม่ต้องมีแรงงานต่างด้าว ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมอะไรเลย” สุรพงษ์ ย้ำ

นายจ้างผู้ประกอบการก็หวั่นว่าจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ แต่อีกมุมมองจาก ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ภาพสำคัญว่า กฎหมายนี้จะไม่มีปัญหาใดๆ เลยสำหรับคนที่ทำถูกต้อง ใช้แรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย ที่จะกระทบคือคนที่ใช้แรงงานเถื่อนเท่านั้น และเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีคนเจ็บปวดบ้าง

ยงยุทธ หนุน พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่นี้อยู่ไม่น้อย เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนที่อยู่กับสังคมไทยมากว่า 20 ปี ซึ่งแรงงานต่างด้าวเถื่อนสร้างผลกระทบต่อทั้งสังคม ปัญหาอาชญากรรม และการค้ามนุษย์ เมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามา
บริหารประเทศ ก็ได้แค่ยันปัญหานี้เอาไว้ไม่ให้ลุกลาม กระทั่งมีกฎหมายใหม่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“เป็นเรื่องที่กระทบผู้ประกอบการแน่นอน แต่เป็นกลุ่มที่ชอบใช้แรงงานเถื่อนเท่านั้น กลุ่มนี้พยายามใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เลือกทำให้ตัวเองอยู่รอดเก็บเกี่ยวกำไรด้วยกลวิธีการใช้ต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง เพราะมันสร้างปัญหาตามมา” ยงยุทธ ให้ความเห็น

ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงานจาก TDRI เสริมอีกว่า ถือว่าช่วงจังหวะเวลาเหมาะสมอย่างมากที่ประเทศไทยจะสังคายนากฎหมายแรงงานต่างด้าวใหม่เสียที สิ่งนี้จะกระตุ้นให้เกิดความสนใจแรงงานต่างด้าว และให้พึงระลึกว่าแรงงานต่างด้าวคือ “ของแพง” ไม่ใช่แรงงานถูกๆ อีกต่อไป ดังนั้นการจะให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานจะต้องคุ้มค่าจริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องแลกกับการพัฒนาสังคมโดยใช้แรงงานเถื่อนกลุ่มนี้ แต่ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับคือหยุดจำนวนแรงงานต่างด้าวเถื่อน และกันหน้าที่ส่วนหนึ่งให้กับแรงงานไทยด้วย

“ผู้ประกอบการเองก็ต้องหันมาพูดคุยกับรัฐบาลด้วย ปรับตัวเข้าหากฎหมาย รัฐบาลเมื่อประกาศเช่นนี้ก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้ชัดแจ้งต่อสังคมว่า ต่อไปนี้สิ่งใดที่แรงงานทำได้ หรือทำไม่ได้ หน้าที่ของนายจ้างเป็นอย่างไร ทำกันให้ถูกต้องปัญหาก็จะไม่มี” ยงยุทธ เสนอความเห็น