“ซอยประชาบดี ถนนต้นแบบเพื่อผู้พิการ” จุดเริ่มต้นเพื่อความเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501218

"ซอยประชาบดี ถนนต้นแบบเพื่อผู้พิการ" จุดเริ่มต้นเพื่อความเท่าเทียม

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การเดินทาง” สำหรับคนปกติอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้ใช้วีลแชร์ ถือเป็นอุปสรรคอันดับต้นๆ ของชีวิต ที่ต้องเจอกับพื้นผิวทางต่างระดับ จุดที่มีการก่อสร้างหรือการสัญจรของรถ เสมือนโจทย์ยากง่ายแตกต่างกันไปของผู้พิการที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ที่ผ่านมาทางสำหรับคนพิการเป็นสิ่งที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้เพื่ออำนวยความสะดวกกับคนกลุ่มนี้ แต่ทางปฏิบัติจริงหลายเส้นทางตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน จึงมักถูกเบียดเบียนโดยร้านค้าและรถยนต์ที่กีดขวางอยู่เสมอ

การแก้ปัญหาดังกล่าวขณะนี้ในพื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีการคิดค้นและสร้างถนนเพื่อผู้พิการโดยเฉพาะโดยหวังให้เป็นโมเดลภายใต้ชื่อถนนต้นแบบ “อารยสถาปัตย์ : เพื่อคนทั้งมวล” บริเวณซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1 หรือซอยประชาบดี

โพสต์ทูเดย์ได้เดินทางลงพื้นที่ไปสัมผัสและพูดคุยกับผู้จุดประกายโปรเจคนี้ รวมถึงสอบถามผู้ใช้จริงว่าผลลัพธ์ที่ออกมาตอบโจทย์คนพิการหรือไม่

จุดเริ่มถนนต้นแบบสำหรับผู้พิการครบวงจร

วิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เล่าจุดเริ่มต้นโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนให้ฟังว่า เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้พิการอยู่มากกว่า 1 หมื่นคน และบริเวณที่ดำเนินโครงการเป็นที่ตั้งของศูนย์สถานสงเคราะห์ผู้พิการมากกว่า 10 แห่ง แต่เดิมซอยประชาบดีมีถนนแคบ รวมถึงข้างทางมีร้านค้าจำนวนมาก ไม่มีระบบระบายน้ำที่สมบูรณ์ ทุกครั้งเมื่อฝนตกหนักจะเกิดน้ำท่วมขัง จนสร้างผลกระทบต่อสถานสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเป็นอย่างมาก

เทศบาลนครปากเกร็ด จึงร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.) ประชาชนในพื้นที่คิดปรับปรุงระบบการจราจร ระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของผู้พิการทุกประเภท และผู้สูงอายุซึ่งในอนาคต จึงเลือกถนนแห่งนี้เป็นต้นแบบ โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ออกแบบโครงการเพื่อให้พิการ-ผู้สูงอายุใช้ได้สะดวกและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับรายละเอียดโครงการ มีการปรับขยายพื้นผิวถนนโดยลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีตทั้งหมด มีการแบ่งช่องจราจรให้กับผู้ใช้ทุกประเภทอย่างชัดเจน อาทิ ช่องจราจรสำหรับรถปกติ เลนจักรยาน เลนสำหรับผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ และเลนสำหรับผู้พิการทางสายตาที่มีอักษรเบรลล์บนพื้น โดยจะมีการเทขอบปูนแบ่งช่องสัญจรอย่างชัดเจน และมีความกว้างตั้งแต่ 6-12 เมตร (แล้วแต่ช่วงถนน) ตลอดความยาวประมาณ 1, 300 เมตร

นอกจากนี้มีการวางระบบท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักสองฝั่ง บ่อสูบน้ำ และมีการติดตั้งเสาไฟฟ้าส่องสว่างแบบประหยัดพลังงานความสูง 9 เมตร จำนวน 89 ชุด รวมถึงมีการติดตั้งเสาไฟสัญญาณจราจรสำหรับคนข้ามแบบอัจฉริยะ โดยใช้งบประมาณดำเนินโครงการเกือบ 70 ล้านบาท

นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ถนนเส้นนี้อาจเป็นถนนต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีระบบเอื้อต่อคนพิการและคนปกติทุกรูปแบบในถนนเส้นเดียวซึ่งมีความปลอดภัยสูง ส่วนการดูแลบำรุงรักษาไม่ให้ร้านค้าและรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดกีดขวางทับเส้นทางคนพิการ โดยมีการทำความตกลงร่วมกันกับสถานสงเคราะห์ในพื้นที่และทุกหน่วยงานว่าจะช่วยกันดูแลรักษา ไม่ให้มีการนำสินค้าไปวางจำหน่ายและจอดรถกีดขวาง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จะกวดขันดูแลเพื่อให้เป็นถนนแห่งนี้ต้นแบบที่ยอดเยี่ยม

“เราจะไม่ให้ผู้ประกอบการร้านค้า รถจักรยานยนต์จอดขวางเส้นทางผู้พิการ จะมีมาตรการพิเศษบังคับ อาทิ นำต้นไม้ไปปลูกเพื่อให้ถนนดูร่มรื่น มีการคุมเข้มดูแลจากเจ้าหน้าที่และศูนย์ต่างๆ รวมถึงจะมีการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันดูแลรักษา อนาคตกำลังเตรียมสร้างอุปกรณ์ชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้เยาวชนนำรถเข้ามาแข่ง”

วิชัย ทิ้งท้ายว่า หากสร้างพื้นที่ให้คนพิการ ผู้สูงอายุได้มีความปลอดภัย จะเป็นแนวทางทำให้คุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ดีมากขึ้น

วิชัย บรรดาศักดิ์

อุปสรรคคนพิการคือการเดินทาง วอนรัฐใส่ใจจริงจัง

ไมตรี คงเรือง ผู้พิการใช้วีลแชร์ เปิดใจว่า อุปสรรคหลักการดำรงชีวิตของผู้พิการขาคือ เรื่องการเดินเพราะปัญหาเหล่านี้จะพบเจอตั้งแต่ออกจากบ้าน ทางเท้าหลายพื้นที่ที่ทำเพื่อคนพิการมีรถเข็น ร้านค้า รถจักรยานยนต์จอดขวางเส้นทางอยู่ ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ได้ จนต้องลงไปเข็นรถวีลแชร์บนผิวจราจรซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมาก ขณะที่การนั่งรถเมล์ก็ทำไม่ได้ เพราะโครงการรถเมล์สำหรับผู้พิการปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุบังคับให้การเดินทางหลักของผู้พิการต้องใช้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย บางครั้งทำงานมาไม่คุ้มกับค่าเดินทาง

ไมตรี สะท้อนว่าถ้าหากรัฐบาลทำให้ผู้พิการมีระบบการเดินทางดี จะเป็นส่วนช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการดีขึ้น เพราะเมื่อมีการเดินทางที่เหมาะสม ก็จะทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพของแต่ละคนได้มากขึ้น เช่น มีฟุตบาทดี ระบบขนส่งมวลชนตอบโจทย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นจะทำให้ผู้พิการมีศักยภาพไม่ถูกมองว่าเป็นภาระสังคม ทั้งยังช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย

“รัฐต้องใส่ใจ หากทำได้จะทำให้การทุ่มงบประมาณมาดูแลคนพิการลดน้อยลง แต่ความเป็นจริงตอนนี้สิ่งอำนวยความสะดวกของผู้พิการยังมีไม่เพียพอและไม่พร้อม แม้มีแนวโน้มทิศทางดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ยังขาดอยู่อีกมาก จะให้ผู้พิการนั่งรถแท็กซี่ทุกวันคงไม่ไหว”

ไมตรียังเรียกร้องว่าขอสังคมให้โอกาส เพราะคนพิการนั้นมีศักยภาพมากเพียงแต่ควรได้รับโอกาสเหมาะสม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกช่วยให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างปกติ

“การแก้ปัญหาเรื่องนี้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีกำลังคน มีงบประมาณทำได้ ควรให้ความสนใจ อย่าคิดว่าทำอะไรแล้วไม่มีคนใช้เพราะซักวันสิ่งเหล่านี้จะได้ใช้ อนาคตประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ วันนั้นสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องจำเป็น”

ราตรี ทะวงษา หรือ น้องเก๋ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประชาบดี ผู้พิการตั้งแต่กำเนิดและต้องใช้วีลแชร์ บรรยายความรู้สึกสอดคล้องกับผู้พิการรายอื่นว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคของผู้พิการขาคือการเดินทาง เพราะถนนใหญ่ในเมืองไทยไม่รองรับวีลแชร์ เนื่องจากมีสภาพขรุขระ ทางแคบ ไม่เอื้อต่อการเดินทางของวีลแชร์มากเท่าที่ควร มีบางพื้นที่เท่านั้นที่รองรับ

“พอเจอถนนต่างระดับ ต้องยกรถขึ้นไปให้ได้ วิธีการคือ เอารถวีลแชร์จอดไว้ใกล้ๆ ฟุตบาท แล้วกระดกล้อรถขึ้นก่อน และใช้แรงจากข้อมือหมุนล้อเพื่อปีนขึ้นไป ซึ่งต้องใช้กำลังมาก ทำให้บางครั้งปวดข้อมือ แต่เมื่อบางพื้นที่มีทางสำหรับผู้พิการ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น อยากให้ผู้ใหญ่ใจดีปรับปรุงถนนทุกพื้นที่ให้เหมาะกับคนพิการมากกว่านี้”

ถนนต้นแบบ อารยสถาปัตย์

ระบบช่วยเหลือรัฐ ยังไม่ตอบโจทย์คนพิการสายตา

สวียน (ขอสงวน นามสกุล) ผู้พิการสายตาตั้งแต่กำเนิด ยอมรับว่าการเดินทางถือเป็นเรื่องลำบากหนึ่งในชีวิตของผู้พิการ แต่คิดว่าสิ่งที่ภาครัฐพยายามทำให้ผู้พิการทางสายตานั้น เป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยไม่ได้มองการไกลเพราะภาพรวมสิ่งที่รัฐทำให้คนพิการ หากมองมุมคนตาดีอาจดูว่าดี แต่สำหรับผู้พิการนั้นถือว่าไม่ดีเลย

เนื่องจากสิ่งที่รัฐพยายามจัดไว้อำนวยความสะดวกให้คนพิการ ตามหลักความเป็นจริงผู้พิการสายตาไม่ได้ต้องการมากเหมือนกับสิ่งที่คนปกติคิด แม้แต่อักษรเบรลล์บนพื้นสำหรับผู้พิการ ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากในชีวิตประจำวัน เพราะไม่มีทุกพื้นที่ แต่สิ่งที่คนพิการสายตาต้องการเพียงแค่ขอบ สัน หรือแนวกันชนไว้ป้องกันการกระแทกตามเสา กำแพงเท่านั้นก็เพียงพอ เพราะการเดินทางของผู้พิการทางสายตา จะมีการระวังตัวเองอยู่แล้ว และยังมีคนในสังคมคอยช่วยเหลือ

“จริงๆ แล้ว สิ่งที่รัฐจัดไว้ให้ คือ การศึกษา เมื่อคุณโตมา อยากร้องเพลงก็ให้ไปอบรมเอาใบประกาศร้องเพลง อยากทำงานต้องไปเข้าระบบ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการส่งเสริมเรื่องการศึกษาให้คนตาบอดได้มีความรู้พื้นฐาน เพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และผู้พิการโตมามีครอบครัว พ่อ-แม่ร้องเพลงตลอดชีวิต จะเอาความรู้อะไรไปอบรมสั่งสอนลูก เมื่อพ่อแม่ไม่มีคุณภาพ ลูกจะมีคุณภาพอย่างไร

เรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่ปัญหาของคนตาเพียงบอดไม่กี่คู่ แต่เป็นเรื่องของคนตาบอดเกือบทั้งประเทศ ที่ตกอยู่สภาพนี้ คือ ไม่มีความรู้อย่างเหมาะสม เมื่อมาตรฐานต่ำ การเข้าทำงานตามบริษัท ก็ทำจริงไม่ได้ บริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกหาทางออกด้วยการไม่รับคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน แต่ยอมจ่ายเงินโดยตรงให้กับผู้พิการ และเอาหลักฐานไปดำเนินการทางกฎหมายว่า มีการจ้างคนพิการจริง ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐละเลย”

เสวียน ฝากทิ้งท้ายว่าอุปสรรคของคนพิการทางสายตา นอกจากเรื่องการเดินทางยังมีหลายเรื่องที่สำคัญ อาทิ  การประกอบอาชีพ การศึกษา การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังนั้นอยากให้ช่วยทำให้คนพิการใช้ชีวิตเป็นปกติที่สุด ไม่ต้องทำให้ยิ่งใหญ่  เพราะยังไงระบบแบบนี้ ไม่มีทั่วประเทศ สิ่งที่สำคัญควรทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติใกล้เคียงกับคนในสังคม เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ราตรี ทะวงษา หรือ น้องเก๋

 

 

ตำรวจอย่าฝ่าฝืนคำสั่งตัวเอง เคารพรธน.ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/500730

ตำรวจอย่าฝ่าฝืนคำสั่งตัวเอง เคารพรธน.ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงนายตำรวจระดับสูง ที่ “ห้าม” ไม่ให้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี รวมถึงห้ามไม่ให้สื่อบันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ขณะที่ตำรวจอยู่กับตัวผู้ต้องหา เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน นับว่าน่าสนใจยิ่งว่า จากนี้เจ้าหน้าที่จะละเมิดคำสั่งนี้หรือไม่

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ผบ.ตร.ออกคำสั่งลักษณะนี้

หากแต่เมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ก็มีคำสั่งห้ามนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเหมือนกัน แต่ที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาตัวเอง จนมาเกิดประเด็นให้วิพากษ์ทั้งกรณีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถ่ายรูปร่วมกับ “เปรี้ยว” ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ หรือการนำ “วัฒนา ภุมเรศ” มือระเบิดคดีบึ้มโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาแถลงข่าว จนนายกรัฐมนตรีต้องสั่ง สตช.ห้ามนำตัวผู้ต้องหาแถลงเด็ดขาด

ความจริงความเหมาะสมเรื่องการแถลงข่าวในคดีอาชญากรรม พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันเกษียณราชการแล้ว ได้เคยทำรายงานเป็นเอกสารวิชาการส่วนบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 1 วิทยาลัยรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

หัวข้อที่ทำระบุว่า การแถลงข่าวและการนำตัวผู้ต้องหามาเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านสื่อสารมวลชนเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้ต้องหาหรือไม่ โพสต์ทูเดย์เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะทั้งต่อองค์กรตำรวจและหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอคัดบางส่วนมานำเสนอ

ทั้งนี้ เนื้อหาตอนหนึ่งของรายงานระบุว่า องค์กรตำรวจจำเป็นจะต้องสร้างกระบวนการและระบบประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นว่ามีระบบการสืบสวน สอบสวน และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือและเคารพต่อกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยให้เป็นหูเป็นตาและแจ้งข้อมูลก่อนที่จะมีอาชญากรรมเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและดำเนินการคดีอาญาทั้งปวง และตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตาม โดยจะต้องได้รับความเท่าเทียมและเสมอภาค

ข้อศึกษาดังกล่าว ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า หากตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว เพื่อเป้าหมายการลดปัญหาอาชญากรรมในอนาคตก็ต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ อาทิ การนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวเป็นวิธีการที่ป้องกันอาชญากรรมได้ ไม่มีวิธีการอื่นแล้วหรือไม่ หรือมาตรการที่ใช้มีความจำเป็น ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงต่อสาธารณชนเท่านั้นใช่หรือไม่

การวิเคราะห์จนออกมาเป็นข้อศึกษาของ พล.ต.อ.เอก ยังให้ความเห็นในเรื่องของการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้นจะถือเป็นการละเมิดสิทธิในชื่อเสียง เกียรติยศ และความเป็นส่วนตัว อีกทั้งข้อสันนิษฐานในรัฐธรรมนูญที่ให้สันนิษฐานไว้ว่าผู้ที่ถูกจับกุมยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งในหลักปฏิบัติจริงๆ การนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้นอาจขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ และหลักความชอบด้วยกฎหมายจากการกระทำของฝ่ายปกครองเอง

“ตำรวจจึงสมควรยกเลิกหลักการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าผู้ต้องหาจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” ตอนหนึ่งของข้อศึกษาระบุไว้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอแนะออกมาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติไว้เช่นกัน โดยข้อศึกษาของ พล.ต.อ.เอก ให้ความสำคัญของการแถลงข่าวไว้เช่นกัน โดยเฉพาะในงานประชาสัมพันธ์ขององค์กรตำรวจ ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงอยู่อย่างมีเกียรติของตำรวจไทย เพื่อเป็นความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าตำรวจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับหลักสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของทางราชการด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อให้ตำรวจในงานประชาสัมพันธ์นั้นควรปฏิบัติดังนี้ 1.การจัดให้มีโฆษกและทีมงานของหน่วยงานตำรวจทุกระดับแถลงข่าวด้วยตัวเอง และไม่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาแถลงด้วย

2.หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลของผู้ต้องหา เว้นแต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการเกิดเหตุ และมูลเหตุการกระทำผิด และ 3.การเปิดเผยภาพผู้ต้องหาจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่ยังจับกุมตัวไม่ได้ เพื่อให้ประชาชนระวังภัยและแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่

ท้ายสุดสำหรับข้อศึกษา พล.ต.อ.เอก ระบุไว้ว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะบางประการ แต่ในทางปฏิบัติย่อมมีข้อแตกต่าง แต่ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิโดยองค์กรตำรวจเอง และเป้าหมายสำคัญคือหากมีการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ท้ายสุดจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจ โดยประชาชน

 

ชำแหละมายาคติวงการศึกษา ติดหล่มไม่พัฒนารอบ 100 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 06:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/500229

ชำแหละมายาคติวงการศึกษา ติดหล่มไม่พัฒนารอบ 100 ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2559 แสดงปาฐกถา หัวข้อ “มายาคติในอุดมศึกษาไทย” ในโอกาสที่ มธ. จัดงานสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 83 ปี

“ระบบการบริหารจัดการอุดมศึกษา ของประเทศไทย เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางความเชื่อที่ผิดพลาด มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับธรรมชาติของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา ขัดแย้งกับธรรมชาติของมหาวิทยาลัย และ ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย จัดตั้งมหาวิทยาลัย กับทั้งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทางการศึกษาของประเทศที่มุ่งจะรับรองความเป็นอิสระของสถาบันอุดมศึกษาด้วย

มายาคติ หรือความเข้าใจของมหาวิทยาลัยที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของอุดมศึกษาของประเทศ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ผู้บริหารประเทศ กลุ่มที่ 2 ความเชื่อกลุ่มผู้บริหารการศึกษา โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มที่ 3 ความเชื่อผิดๆ ของสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และกลุ่มที่ 4 ความเชื่อผิดๆ ในกลุ่ม ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ทั้งหมดทำให้เกิดปัญหาการบริหารนโยบายของอุดมศึกษา ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

สิ่งที่ผู้คนในแวดวงอุดมศึกษาและคนทั่วไปไม่ตระหนัก คือ การที่มหาวิทยาลัยไทยมีลักษณะพิเศษ ที่ไม่เหมือนหน่วยงานภาครัฐ ไม่เหมือนกรม กระทรวง ไม่เหมือนหน่วยราชการ ไม่เหมือนราชการ อื่นๆ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ 1.มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีพระราชบัญญัติจัดตั้ง และกำหนดวิธีการบริหารงานมหาวิทยาลัยไว้เป็นเอกเทศของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนราชการไหนของไทยที่มี และ พ.ร.บ.แต่ละมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเขียนเหมือนกัน ขณะที่หน่วยราชการอื่นๆ มี พ.ร.บ. 1 ฉบับ ที่ทำไว้สำหรับ 20 กระทรวง อธิบายการทำงาน เขียนไว้เหมือนกันหมด

2.ขณะที่มหาวิทยาลัยไทยสามารถบริหารเบ็ดเสร็จโดยสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นองค์คณะบุคคล สภามหาวิทยาลัย เป็นผู้ตั้งอธิการบดี อนุมัติหลักสูตร ถอนปริญญาใครก็ได้ สภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรกลุ่ม มีจำนวนคนหลากหลาย แต่ละที่ จะมีใครก็ได้ ไม่มีสายบังคับบัญชา และ รมว.ศธ.ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาสภามหาวิทยาลัย ไม่มีใครสั่ง สภามหาวิทยาลัยได้ เป็นอำนาจของ สภามหาวิทยาลัย

3.โดยผลจากการกำหนดกฎหมาย และการบริหารโดยคณะกลุ่ม ทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระอย่างมาก มหาวิทยาลัยทำสัญญาตกลงอะไรกับใครก็ได้ เพราะเป็นนิติบุคคล เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องส่งให้คลัง ที่ดินที่มี ผู้มอบให้มหาวิทยาลัยสามารถจำหน่าย ถ่ายโอนได้เอง ไม่ต้องไปขออนุมัติ หน่วยงานรัฐ

ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา คนในระบบการบริหารงานอุดมศึกษาไม่เข้าใจ จุดประสงค์ที่อยากให้เป็นอิสระ โดยไม่อยากให้คนคนเดียวดูแล รอบคอบ ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่ใช้ความอิสระให้เกิดประโยชน์

ด้าน มายาคติ ในมุมผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ และองค์กรกลาง  ภาครัฐ มีการตั้งคำถามว่า ทำไมจึงสั่งมหาวิทยาลัยไม่ได้

เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดพลาด เป็นมายาคติในผู้กำหนดนโยบาย แม้แต่องค์กรสูงสุด คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีความเข้าใจผิดว่าไม่สามารถควบคุม กำกับมหาวิทยาลัยได้ จนต้องแก้กฎหมาย ทั้งที่จริงๆ ทำได้

หากพบว่าสถาบันหรือคณะวิชาใดไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ กกอ.ไม่จำเป็นต้องสั่ง แต่ใช้วิธีตักเตือน ถ้ายืนยันว่าแก้ไขไม่ได้สามารถประกาศได้ทันทีว่าไม่ได้มาตรฐาน และดูว่า ก.พ.จะบรรจุ และมีใครจะกล้าสมัครเรียนมหาวิทยาลัยดังกล่าว มีวิธีมากมายที่ กกอ.สามารถใช้อำนาจได้ ถ้าพบว่ามีปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคล แต่ที่ทำ เราจะเปลี่ยนสำนักงานเลขาธิการ คือ เลขานุการ และรับไปทำงาน แต่เหมือนเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา จะมีอำนาจในการสั่งการ

ระดับที่ 3 มายาคติอุดมศึกษาเกิดในการบริหารงานมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง การบริหารสูงสุดในมหาวิทยาลัย คือ สภามหาวิทยาลัย มีประสบการณ์ในการทำงานภาครัฐ คุ้นเคยระบบราชการ แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนมาก หน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ปล่อยให้การบริหารเป็นหน้าที่ของอธิการบดี ไม่ได้นำพากับการบริหารมหาวิทยาลัย ปล่อยให้อธิการบดีรับผิดชอบ

ด้านมายาคติของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย อาจารย์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยมีความพิเศษ อิสระไม่เหมือนที่อื่น เช่น การที่ประชุมสภาคณาจารย์ หรือสภาบุคลากร พนักงานของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เรียกร้อง ต่อต้าน การที่เอาคนอายุเกิน 60 ปี มาแต่งตั้งเป็นอธิการบดี ทั้งที่อายุเกิน 60 ปีแล้วเป็นอธิการบดีไม่ได้ เป็นการอธิบายเชิงราชการ แนวคิดของอุดมศึกษาต้องมองว่า ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็ เป็นอธิการบดีได้ ถ้าสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ไม่มีข้อห้ามใดๆ เพราะมหาวิทยาลัยมีลักษณะเฉพาะเป็นดุลพินิจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

เรื่องเหล่านี้สะท้อนความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นทั้งในหมู่ผู้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไปจนถึงในระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ และเกิดขึ้นในระดับผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐด้วย และได้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ลุกลามไปเป็นปัญหาในทางการบริหารงานในมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานกลางกับสถาบันอุดมศึกษา และกลายไปเป็นการฟ้องร้องเป็นคดีต่างๆ มากมาย ทั้งในศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ถ้าหากไม่มีความเข้าใจและไม่สามารถมองทะลุมายาคติ ที่เคยเชื่อตามๆ กันมาอย่างยาวนานในระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยแล้ว ย่อมไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะรื้อปรับระบบอุดมศึกษาไทย

ปัญหานี้เห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่การศึกษาไทยในช่วง 1 ศตวรรษนี้ไม่มีพัฒนาการ แต่ยังคงล้าหลังไปทุกวัน ทั้งรูปแบบการเรียนการสอนหรือเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ แต่หากสามารถปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยของรัฐให้มีพลวัต มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพที่เป็นแกนหลักและจะนำสังคมไทยให้เปลี่ยนแปลงตามทันพัฒนาการของโลก และเป็นความหวังที่จะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพสำหรับ สังคมไทยในอนาคตได้”

 

“ดาร์กไอดอล” ฮีโร่ บนความป่วยของสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/500072

"ดาร์กไอดอล" ฮีโร่ บนความป่วยของสังคม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สังคมกำลังกลับตาลปัตรหรือไม่…คำถามจากคนไทย เมื่อ “ไอดอลสายดาร์ก” อย่าง “เสี่ยโป้ อานนท์” กับ “เก่ง ลายพราง” ที่โด่งดังไปทั่วในสื่อโซเชียลมีเดียบนเรื่องราวบาดหมางส่วนตัวคนสองคน ขณะที่สื่อทีวีจัดรายการให้ทั้งคู่ออกอากาศเคลียร์ใจถ่ายทอดสดให้คนดูทั่วประเทศ เนื้อหาสาระเล่าถึงการจะฟาดปากกัน และวิถีนักเลง ในอดีตค้ายา ไล่แทง ยิง  กระทั่งไปถึง การจัดต่อยมวยที่สนามลุมพินีเมื่อไม่นานมานี้ระหว่าง “เสี่ยโป้” กับ “กง เมืองมีน” ที่สุดท้ายกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูไป

หลายคนให้ความสนใจเสพติดตาม  ผู้จัด นักสร้างก็หวังที่เรตติ้งให้กับสนามมวยก็ดี หรือ กับ ทีวีในยุคเศรษฐกิจหน้าจอตกต่ำ เพื่อเพิ่มยอดคนดูโดยไม่สนใจถึงเนื้อหาและสาระ  เยาวชนไม่น้อยก็ลุ่มหลงเข้าใจผิดว่าพฤติกรรมสีเทาเหล่านี้ ทำให้เป็นเน็ตไอดอลและฮีโร่ยอดไลค์ได้ไม่ยาก

อัมพร  เบญจพลพิทักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต วิพากษ์ปัญหาในสังคมตอนนี้ว่า ในภาวะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อได้ง่าย และทุกคนทำตัวเป็นสื่อโดยที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจได้ง่าย ดังนั้นสื่อกระแสหลักต้องทำงานหนักขึ้นในการดึงความสนใจจากผู้คน สื่ออาจมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่มีช่องทีวีดิจิตอลจำนวนมาก รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นนั่นอาจทำให้การคิดไม่รอบคอบเกิดขึ้นได้

ส่วนการนำเสนอคนสายดาร์กขึ้นมาเป็นไอดอลย่อมมีโอกาสสร้างความสนใจได้สูง เทียบกับกลไกดั้งเดิมที่เคยชื่นชมความดีงาม ถ้าทำลักษณะนี้ต่อเนื่องความดีงามอาจไม่มีความแปลกใหม่ แต่ว่ากระแสของคนสายดาร์กเป็นความชั่วร้ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ใหม่ในแง่ของการนำเสนอที่มีสติน้อยลงและขาดความระมัดระวังขึ้นเรื่อยๆจึงเป็นการหยิบยกด้านมืดดำของสังคม

“ทั้งนี้ที่ก่อนหน้านี้มีกระบวนการคัดกรองพฤติกรรมไม่ดีแยกออกจากการชื่นชมยินดี เนื่องจากอาจมีโอกาสถูกเลียนแบบได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งจากเดิมพอสมควร ตัวอย่างเช่น เรื่องไม่ควรพูด ไม่ควรชม ดันกลายเป็นถูกหักมุมทำกันตรงข้ามหมด ตรงนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง  ดังนั้นต้องทบทวนไปถึงกลไกการห้ามหรือรูปแบบเดิมที่เคยยึดถือกฎเกณฑ์เหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร ถ้าไม่นึกถึงเท่ากับกำลังขาดการล้อมรั้วและกำลังทำลายสังคม”

ผอ.สถาบันราชานุกูล เผยอีกว่า แต่เดิมเรามีกระบวนการคัดกรองไม่ส่งเสริมต้นแบบของความชั่วร้าย เช่น คำพูดหยาบคาย คำพูดก้าวร้าว  ปลุกระดม ทั้งหมดจะถูกคัดกรองไม่ให้มีการเสนอผ่านสื่อ  ต่อมากำแพงตัวนี้ค่อยๆเลื่อนหายไป จากเคยปกป้องปิดกั้นผู้ไร้วุฒิภาวะ  กลุ่มเลียนแบบ ด้วยการคัดกรองและตัดทอนภาพความรุนแรงความเลวร้าย อย่างภาพศพ ภาพน่ากลัวสะเทือนขวัญสร้างความเกลียดชัง ยั่วยุให้เกิดความกลัว  ภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศและอบายมุขทั้งหลาย จากที่เคยพยายามตัดทอนคัดกรองภาพเหล่านี้ ปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ค่อยๆหมดไป แถมยังมีกลไกว่านี่คือต้นแบบ ซึ่งคิดว่าทุกกฎเกณฑ์ทุกข้อห้ามในอดีตมีที่มาและความหมาย

“ในเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปในแง่การเสนอด้านไม่ดี แต่ไม่ใช่การรื้อถอนหรือสวนกลับทิศทางอย่างน่าหวาดกลัวเหมือนในสมัยนี้ ถ้าเราไม่ดูแลไม่ช่วยกันคิดก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมตัวรับกับหายนะของสังคมเลย และปัญหาคือกลุ่มคนที่ขาดวุฒิภาวะ คนเครียด ล้วนพร้อมที่จะถูกชี้นำและอาจจะกลายเป็นคนเคว้งเคว้างไม่มีสิ่งยึดเกาะที่ดีได้ ถ้าแวดล้อมเต็มไปด้วยสื่อเสนอพวกสายดาร์กของสังคม หรือเห็นต้นแบบของการชื่นชมสายดาร์กจนเป็นกระแสยอมรับ” อัมพร ฉายภาพปัญหาในอนาคต

ไม่ต่างจากความคิดเห็นของ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ถึงกับเอ่ยปากยอมรับว่า มีความเป็นห่วงสังคมในขณะนี้อย่างมาก เมื่อมีเนื้อหารุนแรงออกมาลักษณะเช่นนี้ แต่การจับมือแก้ปัญหาจริงแล้วเป็นเพียงภาพเล็กๆของคนสองคน แต่ภาพใหญ่ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมีเยอะ ส่วนตัวคิดว่ารายการที่มีการนำเสนอทาง กสทช.ควรมีการทบทวนว่าเหมาะสมหรือไม่ ในการนำความรุนแรงในสังคมขึ้นมาเสมือนทำเป็นดราม่าเพื่อเรียกคนให้มาดู ทั้งที่จริงการกระทำเราต้องดูผลกระทบของสังคมด้วย

“ทำไมเราถึงไปให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ ส่วนตัวไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีกับเด็กสองคนที่มาออกรายการ แต่มีความรู้สึกว่าสถานีโทรทัศน์และผู้ผลิตรายการนี้ขาดความรับผิดชอบและยอมให้รายการนี้ออกอากาศ แล้วมีการคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือไม่”

ยงยุทธ  ให้ความเห็นต่อว่า เนื่องจากสังคมไทยให้ความสนใจกับเรื่องดราม่า เหมือนคนดูหนังดูละครโดยนึกว่าเป็นคนนอกตัว แต่ที่จริงไม่ได้นึกว่าการทำเช่นนี้มีผลกระทบอย่างไร เช่น มันจะกลายเป็นคนที่ใช้ความรุนแรงหรืออยู่ในวงการเหมือนเป็นฮีโร่ ซึ่งเรื่องการเลียนแบบจะมีปัญหากับเด็กเยาวชนที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือมีพื้นเพเกี่ยวกับความรุนแรงอยู่แล้วเพิ่มขึ้นอีก ส่วนเด็กเยาวชนที่ไม่มีพื้นฐานความรุนแรงคงไม่เลือกนำมาเป็นแบบอย่าง

“แต่ว่าเวลาสื่อออกไปสื่อไม่ได้เลือกกลุ่มคนประเภทหนึ่งหรือสอง แต่ทุกคนรับได้ดูได้หมด อาจทำให้คนที่เปราะบางเสี่ยงต่อการเรียนรู้และนำไปเป็นแบบอย่างความรุนแรงมากขึ้น”

ในฐานะอดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย หมอยงยุทธ เตือนสติว่า แม้ว่าในยุคสมัยนี้สื่อมวลชนจะมีการแข่งขันอย่างมาก จึงทำให้แต่ละช่องต้องหาจุดเด่นของตัวเอง แต่อย่าทำให้เกินขอบเขตความเหมาะสมของสังคม

เปิดร่างกม.ยุทธศาสตร์ ตีกรอบอนาคต 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499925

เปิดร่างกม.ยุทธศาสตร์ ตีกรอบอนาคต 20 ปี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ชาติ” เริ่มต้นเดินหน้าอย่างเป็นทางการ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 218 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ท่ามกลางการจับตาจากสังคมถึงผลพวงที่กำลังจะเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้

โดยเฉพาะข้อกังขาเรื่องการตีกรอบแนวนโยบายล็อกรัฐบาลที่จะมาหลังการเลือกตั้งต้องนำไปปฏิบัติอย่างไม่อาจบิดพลิ้ว หรือคิดนโยบายที่ขัดแย้งกับกรอบยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้ 20 ปี ยังไม่รวมประเด็นการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังจะเห็นจากการกำหนดคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกฯ มอบหมายเป็นรองประธาน และมีกรรมการ ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน

พอเข้าใจได้กับสัดส่วนของฝ่ายบริหาร ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามารับหน้าที่เพื่อความต่อเนื่อง แต่ในส่วนผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ตั้งขึ้นมาควบคุมทิศทางการบริหารประเทศในอนาคต ทำให้เกิดคำถามตามมาถึงบทบาทหน้าที่ของกองทัพหลังการเลือกตั้ง

ยิ่งหากพิจารณาอำนาจหน้าที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เพียงแค่จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่สามารถเสนอความเห็นต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

มาตรา 5 กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน อันจะก่อให้เกิดเป็นแรงผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 20 ปี

การกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติและแผนอื่นใด รวมตลอดทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ ความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล และเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

ทั้งนี้ กำหนดให้ดำเนินการตามกระบวนการ มีการใช้ข้อมูลความรู้ที่เกิดจากการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างรอบด้าน ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ จุดแข็งจุดอ่อนโอกาสและข้อจำกัด รวมทั้งความเสี่ยงของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลง

ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการจัดทำยุทธศาสตร์ รวมทั้งสร้างการรับรู้ความเข้าใจ ความเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ร่วมกัน

หรือการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว ต้องมีความชัดเจนเพื่อให้เห็นภาพในอนาคตของประเทศโดยเป็นกรอบกว้างที่ยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

ที่สำคัญมีการกำหนดกรอบการติดตามผลการดำเนินการ โดยมาตรา 25 ระบุว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามมาตรา 26 โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สภาผู้แทนราษฎร หรือสภามีมติส่งเรื่องให้ทางกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นตามอำนาจ หน้าที่ และให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา สั่งให้ผู้นั้นรับราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการ หรือออกจากงานไว้ก่อนโดยสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป

มาตรา 26 ในกรณีที่ความปรากฏต่อจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่าการดำเนินการใดของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้หน่วยงานของรัฐทราบถึงความไม่สอดคล้อง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุง และเมื่อหน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการใดแล้ว ให้แจ้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติภายใน 60 วัน

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือไม่แจ้งการดำเนินการให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทราบภายในกำหนด ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติรายงานให้คณะกรรมการทราบ เพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและสั่งการต่อไป

 

“พัดงาแกะสลัก” หนึ่งเดียวในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 20:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499905

"พัดงาแกะสลัก" หนึ่งเดียวในโลก

โดย…ส.สต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชูปถัมภ์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 90 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

พร้อมทั้งถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย พัดพิเศษประจำเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วันที่ 26 มิ.ย. 2560 ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระราชทานพระราชูปถัมภ์

ตามหมายรับสั่ง… ลง วันที่ 16 มิ.ย. 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชูปถัมภ์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 90 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานครวันจันทร์ ที่ 26 มิ.ย. 2560 เวลา 17.30 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงวางพุ่มดอกไม้ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรังคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรังคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ไปทรงพระสุหร่ายทรงเจิม พระพุทธรูปประจำวันประสูติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะ ถวายศีล พระสงฆ์ 20 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ฉลองพระพุทธรูปประจำวันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในสมัยพระชันษา 90 ปี จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก เสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ ทรงหลั่งน้ำสรงที่พระหัตถ์ ถวายผ้าไตร ถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ขณะที่ทรงหลั่งน้ำสรง พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายพระพรชัยมงคล ถวายอดิเรก เสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

แต่งกายเครื่องแบบปกติขาวไว้ทุกข์

 

พัดยศสมัยรัชกาลที่ 4

พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย เล่มนี้ มีประวัติเล่าไว้ในหนังสือ เรื่อง พัดรองงานพระราชพิธี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ กสทช.จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสงานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 3 ต.ค. 2556 ว่า

พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย มีลักษณะเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ แกะด้วยงาทั้งเล่มตลอดด้าม ใบสลักเป็นลายโปร่งอย่างประณีตประดับพลอย

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นสกุล บุรณศิริ ทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ให้ทรงถือเป็นพัดยศประจำในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็พระราชทานพัดแฉกงานี้ แด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต เมื่อ
วันที่ 29 พ.ย. 2436

หลังจากนั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรส สิ้นพระชนม์ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2464 ก็ได้รับพระราชทานพัดแฉกงาเล่มนี้เป็นพัดยศ ให้ทรงถือสืบต่อมาตลอดพระชนมายุ

และต่อมาในปี 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้โปรดพระราชทานแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต

ดังนั้น พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอยนี้ จึงเป็นพัดที่พระราชทานแด่สมเด็จพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต ซึ่งเป็นพระราชวงศ์และใช้เฉพาะในวันงานพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันรับพระกฐินหลวงเท่านั้น

ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพัดเล่มนี้แด่สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุวฑฺฒนมหาเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นธรรมยุต

ครั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุวฑฺฒนมหาเถร) สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต แต่มิได้รับพระราชทานพัดเล่มนี้

รูปที่ 7 ที่ทรงถือพัดพิเศษ

เมื่อสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) จึงลาออกจากตำแหน่ง

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2560 เพื่อให้มหาเถรสมาคมถวายตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งคณะธรรมยุต

วันที่ 26 มิ.ย. 2560 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร) จึงเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต รูปที่ 7 ที่รับพระราชทานพัดแฉกงาประดับพลอย เพื่อเป็นเกียรติยศสืบไป

 

 

“นิทานข้ามกำแพง” เมื่อผู้ต้องขังเขียนหนังสือให้เด็กอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499899

"นิทานข้ามกำแพง" เมื่อผู้ต้องขังเขียนหนังสือให้เด็กอ่าน

โครงการ “นิทานข้ามกำแพง : พลังแสงแห่งรัก” หนังสือสร้างสุขที่เกิดจากจินตนาการและฝีมือของเหล่าผู้ต้องขังในเรือนจำบางขวาง

เพราะความเชื่อมั่นใจในพลังของการอ่านและเชื่อมั่นในความอ่อนโยนของเรื่องเล่า เร็วๆ นี้เลยเกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจขึ้นที่เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี  เป็นโครงการ “นิทานข้ามกำแพง : พลังแสงแห่งรัก” ชุดหนังสือสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัยที่สร้างสรรค์จากฝีมือและจินตนาการของเหล่าผู้ต้องขัง

พวกเขาได้รับการฝึกฝนเป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม–มิถุนายน 2556 ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่สวยงามและสมบูรณ์แบบ

สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. เล่าว่า “โครงการนิทานสร้างสุข” เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน คือ โครงการในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เรือนจำกลางบางขวาง กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม, แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. โดยมีเครือข่ายพุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม เป็นองค์กรประสานงาน โครงการฯ ได้เชิญนักวาดนักเขียน ครูบรรณาธิการชื่อดัง อาทิ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์,นายชีวัน วิสาสะ,นางสาวระพีพรรณ พัฒนาเวช,นางสาววิภาวี ฉกาจทรงศักดิ์ ฯลฯ มาเปิดการเรียนการสอน การผลิตหนังสือภาพ หนังสือนิทานสำหรับเด็ก แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งพบว่า ทั้งเรื่องและภาพสะท้อนมุมมองต่อชีวิตที่ละเอียดอ่อน มีความละเมียดละไม

ต่อมา สสส. ได้คัดสรรต้นฉบับจาก 30 เรื่อง ที่มีความโดดเด่น นำมาพัฒนาและจัดทำเป็นชุดหนังสือนิทานสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัย จำนวน 6 เล่ม ได้แก่ เรื่องกา,เรื่องนกเพื่อนมด,เรื่องเสือน้อยน่ารัก,เรื่องพ่อนกในป่าใหญ่,เรื่องวาดรูปกับพ่อ และเรื่องหนูดีใจมากเลย เป็นนิทาน 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเมตตาจากผู้สร้างสรรค์

คณะทีมงานผู้ดำเนินโครงการ

อรสม สุทธิสาคร ผู้อำนวยการโครงการนิทานสร้างสุข บอกว่า นักเรียนของโครงการนี้คือผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางบางขวาง จำนวน 53 คน ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกคนมีความเป็นเด็กน้อยอยู่ในตัว ในห้องเรียนได้มองเห็นความสุขแจ่มใส เสียงหัวเราะ เห็นความสนุกสนานของนักเรียนทุกคน เมื่อผลงานเสร็จสิ้นลงนับเป็นความปลาบปลื้มใจที่สุดที่ได้เห็นความละเอียดอ่อน นุ่มนวล อ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในมุมลึกของนักเรียน

“เราพยายามดึงส่วนลึกที่สุดในหัวใจเขาออกมา เป็นความเยาว์ของคนวัย 50 ปี ผลงานที่มาจากความสุขและความนุ่มนวลอ่อนโยนนี้กำลังเดินทางสู่หัวใจของเด็กๆ ทั่วประเทศ” อรสมบอกด้วยใบหน้าแห่งความสุขที่ร่วมสร้างโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ

ระพีพรรณ พัฒนาเวช หนึ่งในคุณครูผู้สอน บอกว่า แม้นักเรียนรุ่นพิเศษนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จำกัด ภายใต้ความขาดแคลนและเงื่อนไขต่างๆ แต่ไม่อาจขวางกั้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของนักเรียนได้ พวกเราจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับหนังสือนิทานที่มีคุณภาพ ไม่ด้อยไปกว่าผลงานมืออาชีพที่ใช้ชีวิตโลดแล่นในโลกอิสระ ในฐานะของครูที่ได้รับโอกาสพิเศษ ขอแสดงความคาราวะอย่างลึกซึ้งต่อหัวใจที่กระตือรือร้น กับความตั้งใจอันเต็มเปี่ยม บวกพลังแห่งความปรารถนาดีที่ส่งผ่านนิทานมายังผู้อ่านเพื่อให้เกิดความสุขอีกทอดหนึ่ง

“ช่วงสำคัญคือการสร้างจินตนาการและดึงความรู้สึกภายในของเขาด้วยการอ่านและเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดให้เพื่อนฟัง ซึ่งพวกเขาทำได้ดีมากจนกลายเป็นผลงานที่น่าพอใจ”

ชีวัน วิสาสะ นักเขียนชื่อดัง กล่าวเสริมว่า นิทานแต่ละเรื่อง เล่าเรื่องด้วยถ้อยคำที่กระชับ สื่อสารใจความที่สำคัญต่อผู้อ่าน สร้างความรู้สึกที่แตกต่าง ทั้งความเห็นอกเห็นใจ มิตรภาพ และคุณค่าทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ส่วนด้านภาพ หลายเรื่องโดดเด่นมีชีวิตชีวา บางเล่มมีความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมาก

“หนังสือเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเขียนด้วยอายุและประสบการณ์ของผู้ใหญ่ แต่ใช้ความรู้สึกของเด็ก ซึ่งค้นหาและผลักดันมันออกมาคือเรื่องสำคัญ”

นิทานเรื่องวาดรูปกับพ่อ

เจ้าของผลงานนิทานเรื่อง “วาดรูปกับพ่อ”  สาธิต หลิ่มจาง นักโทษคดียาเสพติดวัย 47 ปี ผู้ถูกจำคุกมาแล้วถึง 12 ปี เล่าว่า การเขียนนิทานสำหรับเด็กนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้เด็กๆ นั้นรู้สึกเข้าถึงและจับต้องได้

“ผมพยายามดึงความรู้สึกในวัยเด็กของตัวเองออกมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้พวกเขาเข้าใจ นิทานเรื่องวาดรูปกับพ่อ เกิดจากความคิดถึงลูกที่ผมจากมาตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 11 เดือน”

อนันต์ เตมีศักดิ์ เจ้าของเรื่อง “หนูดีใจมากเลย” นักโทษประหารจากคดียาเสพติด เขาถูกลดโทษลงมาอย่างต่อเนื่อง และจำคุกมาถึง 16 ปีแล้ว

ชายวัย 65 ปีบอกว่า การเขียนนิทานและได้ตีพิมพ์ให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศได้อ่านเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

“โครงการนี้ทำให้ผมอยู่กับความทุกข์เป็นและมองหาความสุขจากมันได้ การเขียนนิทานคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต อย่างน้อยๆ ผมเกิดมาก็ไม่ได้แค่เดินผ่านโลก แต่ได้ฝากอะไรไว้กับโลกใบนี้แล้ว”

นิทานเรื่อง หนูดีใจมากเลย เป็นเรื่องราวที่อนันต์เขียนถึงชีวิตของเด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่พาไปเยี่ยมคุณตาคุณตาย จนกระทั่งเกิดความผูกพันธ์และอบอุ่นภายในครอบครัว

เจ้าของผลงานเรื่อง “เสือน้อยน่ารัก” สมมาตร ระเวกโฉม หนุ่มใหญ่วัย 51 ปี อีกหนึ่งนักโทษประหารจากคดียาเสพติด ผู้ถูกจองจำมาแล้ว 17 ปี บอกว่า นิทานข้ามกำแพง ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ และได้รับความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและคุณครูตลอดระยะเวลา 4 เดือน

โดย เสือน้อยน่ารัก เป็นเรื่องราวที่เจ้าตัวจินตนาการจากเรื่องจริงของลูกแมวที่เขาทำคลอดมากับมือในเรือนจำ โดยนำมีการนำลักษณะนิสัยของแมวที่กลัวน้ำไปเปรียบเทียบกับเด็กน้อยที่มักไม่ชอบอาบน้ำ

นิทานเรื่อง หนูดีใจมากเลย

 

ผลงานเรื่องเสือน้อยน่ารัก

 

สำหรับชุดหนังสือนิทานสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดพิมพ์ให้กับเด็กเล็กในพื้นที่ขาดโอกาส จำนวน 6,000 เล่ม เรื่องละ 1,000 เล่ม ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 มีการจัดนิทรรศการ “เรื่องเล่าจากแดนประหาร” โดยมีชุดหนังสือนิทานสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัยนี้เป็นหนึ่งในการนำเสนอ  ณ สำนักปฏิบัติธรรมอรัญญะมุนี  อำเภอดอยหลวง  จังหวัดเชียงราย  ซึ่งพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทอดพระเนตรและประทานคำแนะนำว่า

ชุดนิทานนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการนำไปเผยแพร่ให้กับกลุ่มผู้ขาดโอกาส  อันได้แก่  ผู้ต้องขังที่กำลังตั้งครรภ์ในเรือนจำ  เด็กติดผู้ต้องขัง  ผู้ต้องขังที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็ก  รวมทั้งกลุ่มเด็กเล็กในโรงเรียนต่างๆ ตามชายแดนที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จึงได้มีการจัดพิมพ์เพิ่ม ตามพระประสงค์ในพระเจ้าหลานเธอฯ ที่ทรงชักชวนผู้มีจิตกุศลได้เข้ามาสนับสนุนการเผยแพร่ จำนวน 24,000 เล่ม เรื่องละ 4,000 เล่ม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ(สำนัก 9) สสส. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะ

 

 

 

 

 

 

85 ปี ประชาธิปไตย เส้นทางวนเวียนไม่เต็มใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499631

85 ปี ประชาธิปไตย เส้นทางวนเวียนไม่เต็มใบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางประชาธิปไตยแบบไทยๆ ถูกก่อร่างสร้างขึ้นจนมีอายุ 85 ปี ใน วันที่ 24 มิ.ย. 2560  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดเสวนา หัวข้อ “85 ปี ประชาธิปไตยจะไปไหนดี ?” โดยมีบรรดานักวิชาการ ตัวแทนจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาร่วมถ่ายทอดสถานการณ์ความเป็นไปนับจากนี้

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. มองว่า การเมืองบ้านเราอยู่ในสภาพที่เป็นวงจรอุบาทว์ หลายคนยังไม่มั่นใจว่าจะหลุดพ้นได้หรือไม่ ตั้งแต่การปฏิวัติและผ่านการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำอีกในรอบ 85 ปีที่ผ่านมา จึงต้องมองว่าเหตุใดประเทศไทยถึงออกจากวงจรนี้ไม่ได้ ก็มองได้ว่ามาจากโครงสร้างทางวัฒนธรรม ประเพณี และปรากฏการณ์ทางการเมือง เพราะรัฐของไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ มีบทบาทมาก เป็นรัฐเดี่ยว เป็นรัฐที่อยู่ในสถานะเหนือประชาชน มีพื้นที่ของตัวเองมากกว่าการให้ประชาชนได้พูดคุยกัน

เราต้องมองว่าวันข้างหน้าจะเดินไปอย่างไร เพราะขณะนี้ยังเป็นหนังเรื่องเดิมๆ ทั้งนั้น แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้สนุก แต่เป็นหนังที่เริ่มหนักใจขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเชื่อว่าทำให้ประชาชนแข็งแรง คุ้มครองให้ประชาชนไม่น้อยไปกว่าเดิม ซึ่งสิทธิเหล่านี้รัฐธรรมนูญคุ้มครอง เป็นเครื่องไปต่อสู้ทางศาลได้ ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อรัฐได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการคลายนอตเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมากขึ้น

“ถ้ามองไปข้างหน้าผมก็ยังหนักใจ เพราะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ซึ่งภายใต้โลกที่กดดันและปัญหาประเทศแบบนี้ ซึ่งตามกติกาที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่าจะทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยแบบประนอมอำนาจ นั่นหมายถึงประชาธิปไตยที่ไม่เต็มใบ หรือประชาธิปไตยแบบฟื้นฟูที่ต้องประคองกันไปก่อน” ศ.ดร.ชาติชาย กล่าว

ด้าน รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า 85 ปีที่ผ่านมาฝั่งประเทศตะวันตกไม่เคยยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น แต่เป็นประชาธิปไตยระบอบลูกผสม คือการเปลี่ยนผ่านไปประชาธิปไตยที่ไม่สำเร็จ มีทั้งเปลี่ยนเข้าและเปลี่ยนออก ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สำเร็จ ต้องให้การถือครองทางการเมืองไปอยู่ในมือประชาชนอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ ใน 5 มิติการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่ต่างประเทศได้ใช้และประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย มิติที่ 1.พลังฝ่ายค้านของทุกคนในสังคม โดยทำอย่างไรให้พลังที่มีจุดยืนร่วมกันเพื่อให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ ถ้าคิดแต่เรื่องไม่ตรงกัน พลังฝ่ายค้านร่วมกันจะไม่เกิดขึ้น

มิติที่ 2 บทบาทผู้นำทางการเมือง อย่างในประเทศเกาหลีใต้ ชิลี หรืออินโดนีเซีย จะมีผู้นำที่เป็นหัวใจหลักในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย แต่สังคมไทยมีผู้นำทางการเมืองแบบนี้หรือไม่ หรือมีการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่พร้อมไปสู่การเปลี่ยนผ่านหรือไม่

มิติที่ 3 เรื่องการเห็นพ้องยอมรับในรัฐธรรมนูญ ในขั้นตอนนี้เป็น ขั้นตอนสำคัญในการเตรียมพื้นดินไปสู่ต้นกล้าประชาธิปไตย ถ้าดินแห้งกรังจะเป็นการเพาะต้นหญ้าประชาธิปไตยได้อย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญไทยทั้ง 18 ฉบับที่ผ่าน ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง

มิติที่ 4 กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน โดยจากประสบการณ์ของทุกประเทศนั้น กองทัพจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลสากลพลเรือน ซึ่งปรากฏการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ทิศทางการเมืองไทยจากนี้ ถ้ามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการจัดสมดุลอำนาจใหม่อย่างสุดโต่ง แต่มีคำถามว่าสมดุลหรือไม่ เพราะการจัดอำนาจใหม่จะย้ายฐานอำนาจของประชาชนมาเป็นระบบราชการ โดยจะมีระบบราชการและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ผู้ร่างคาดหวัง ในระบบราชการเป็นตัวตั้งและ กลุ่มทุนที่น่าจะใจดี แต่กลุ่มทุนคือกลุ่มทุน มีแต่สิ่งอยากได้ เพื่อมาปกครองคนชั้นล่างและคนชั้นกลางล่าง ก็จะทำให้เกิดปัญหาการเหลื่อมล้ำ มากขึ้น” รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตร กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า คำถามแรกทำไมต้องประชาธิปไตย ซึ่งมีคนจำนวนมากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชาธิปไตย เพราะถ้าพูดว่าประชาธิปไตยดีอย่างไร ถ้าคนไทยตอบว่าไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตย จากการติดตามในโซเชียลมีเดียคือพลังใหม่ในยุค 4.0 มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองได้ ซึ่งคำถามจากนายกรัฐมนตรีข้อที่ 1 นั้น คนในโซเชียลมีเดียได้ตอบไปว่าถ้าปฏิวัติแล้วไม่ได้มีรัฐบาลที่มี ธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร จึงเห็นว่าไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือปฏิวัติ ก็มีโอกาสจะได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลได้เช่นกัน ซึ่งคำถาม 4 ข้อนั้น เกิดคำถามว่าถ้ามีโรดแมปอยู่แล้ว เหตุใดต้องมีคำถาม 4 ข้อเกิดตามมา จึงดูเหมือนแนวโน้มว่ารัฐบาลจะอยู่ต่อไปโดยใช้มาตรา 44 ไปเรื่อยๆ

“ผมอยากให้ คสช.นึกถึงความตั้งใจชั่วคราว การอยู่ยาวไม่ใช่เรื่องดีต่อใครทั้งสิ้น เพราะมีบทเรียนจากพ.ค. 2535 เพราะมีคนกลางที่มาควบคุมอำนาจ แต่คนกลางกลับไปเป็นรัฐบาลและเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ก็จบด้วยเหตุการนองเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดอีกแล้ว”ขณะเดียวกันพรรคการเมืองต้องปฏิรูปตัวเองให้ดีกว่าทหารและให้ประชาชนศรัทธา ถ้าไม่ทะเลาะกันทหารจะมายุ่งทำไม ขณะเดียวกันในยุคโซเชียลมีเดียจะเป็นพลังใหม่ของประชาชน แต่ความสุดโต่งจะต้องลดลงไปด้วยหวังว่าทุกอย่างจะไม่เกิดไปทางร้ายถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน

 

40 ต่างชาติลี้ภัยในเมืองกรุง ความหวังของการหนีตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499494

40 ต่างชาติลี้ภัยในเมืองกรุง ความหวังของการหนีตาย

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

คงไม่มีใครอยากที่จะจากบ้านเกิดเมืองนอน หากแต่เพราะความจำเป็นถึงชีวิต เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการลี้ภัย

ประเทศไทยถือเป็นอีกจุดหมายปลายทางของผู้ลี้ภัยจากต่างชาติ หรือพื้นที่ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมือง สถานะความเป็นอยู่ การถูกคุกคามต่างๆ

ผู้คนร่วมโลกกว่า 40 ชาติ จำนวนกว่า 1.2 แสนคน กระจุกอยู่ในประเทศไทย จำนวนนี้มี 1.1 แสนคนที่หนีภัยการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน และอีกจำนวนที่เหลือ คือคนที่ลี้ภัยอยู่ในมุมเมืองต่างๆ ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

นัยหนึ่ง ประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้ของการมีอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัย และหากสะท้อนในแง่หลักสิทธิมนุษยชน นโยบายจากภาครัฐที่ต้องเข้ามาจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งเพื่อห้สอดรับกับทิศทางโลก โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ที่ห่วงในประเด็นดังกล่าว

เวทีเสวนาเรื่อง “เปิดสถานการณ์ผู้ลี้ภัยกว่า 40 ชาติในประเทศไทย สู่ความคุ้มครองและการจัดการที่เหมาะสมของรัฐไทย” จึงเกิดขึ้น เพื่อสะท้อนปัญหา และเสนอข้อแนะนำให้รัฐบาลไทยมีนโยบายด้านการดูแลผู้อพยพลี้ภัยในประเทศให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยผ่านกลไกการจัดการถาวรอย่างการร่างกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยที่ชัดเจน

ศิววงศ์ สุขทวี จากเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ สะท้อนภาพของปัญหาผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัยเกือบ 1 หมื่นคนที่ขณะนี้ยังอยู่ร่วมกับคนไทยในสังคมเมือง ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ลี้ภัยมาจากปัญหาภายในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การเมือง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศจากตะวันออกกลางอย่างซีเรีย ที่ลี้ภัยเข้ามาเรื่อยๆ

สถิติผู้ลี้ภัย ณ สิ้นเดือนพ.ค.2560 มีผู้ที่ได้รับการรับรองสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจาก UNHCR จำนวน 4,100 คน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่รอผลการพิจารณาอีก 3,300 คน และมีผู้ลี้ภัยที่ถูกกังอย่างไม่มีกำหนดที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก 260 คน

“ผู้ลี้ภัยยังเผชิญปัญหาในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ การเข้าถึงการศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัยยังคงเป็นไปอย่างลำบาก การทำงานที่ทำไม่ได้ เนื่องจากผู้ลี้ภัยยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน พวกเขาจึงต้องหาทางลักลอบทำงานแบบผิดกฎหมายเพื่อให้อยู่รอด” ศิววงศ์ ฉายภาพปัญหา

กระนั้น แม้ประเทศไทยจะมีพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นแม่บทกำกับดูแลในด้านนี้ แต่สิ่งที่ศิววงศ์กังวลคือ กฎหมายดังกล่าวมักถูกใช้ในการป้องกันปราบปรามผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย มากกว่าจะใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน

ไม่ต่างจากความคิดเห็นของศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล บ่งบอกในมุมมองด้านการจัดการผู้ลี้ภัยของรัฐบาลว่า รัฐบาลไทยยังคงมีบทบาทในการกำหนดท่าทีมาตรการดูแลผู้ลี้ภัยภายในประเทศได้ แต่ปมหนึ่งของรัฐบาลที่อาจจะมีแนวคิดที่ลบล้างได้ยาก คือการคิดว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับปัญหาของประเทศอื่นๆ หรือประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีความคิดเช่นนั้น แต่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีเมื่อเพื่อนบ้านเกิดปัญหา ประเทศไทยก็ยังยินยอมให้ลี้ภัยได้ แต่ต้องอยู่ในแนวชายแดนเพื่อรอเหตุการณ์สงบและจะผลักดันกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

“ประเทศไทยสามารถจัดการได้แน่นอนในระยะยาว โดยผ่านกลไกของกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลมีกฎหมายที่คุ้มครอง และให้บริการทางสังคมที่ดีอยู่ในระดับหนึ่ง หากแต่จำเป็นจะต้องเลือกใช้อย่างถูกต้อง ทั้งการลงทะเบียนผู้ลี้ภัย การกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะต้องไม่ลืมว่าผู้ลี้ภัยก็คือมนุษย์เหมือนกัน และเขาหนีความตายมาจึงมาขอพึ่งพิง” ศรีประภา นิยามถึงผู้ลี้ภัย

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแนวคิดของศรีประภา คือรัฐบาลไทยจะต้องให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย และไม่พยายามผลักดันกลับไป เพราะสิ่งนี้คือมาตรฐานของหลักมนุษยธรรมทั่วโลก แต่กระนั้น ศรีประภาเข้าใจดีว่า องค์ประกอบทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ก็อาจเป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งที่ทำให้ไทยต้องเลือกระหว่างผู้ลี้ภัย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อมีเสียงสะท้อนของปัญหาในการจัดการผู้ลี้ภัย ความหวังถูกโยนมาที่รัฐบาลไทยในด้านการจัดการทันที ซึ่งเรื่องนี้ อดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ นำข้อเสนอแนะที่หวังไปถึงรัฐบาลว่าคงมีโอกาสได้รับฟัง เขาระบุว่า แม้ว่ารัฐบาลจะเห็นชอบการจัดตั้งกลไกคัดกรองผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย และผู้ลี้ภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2560 แต่ยังเกิดข้อสงสัยว่า กลไกในรูปของคณะกรรมการระดับชาตินั้น จะสามารถแก้ปัญหาและดำเนินการเรื่องผู้ลี้ภัยไ้ด้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะไม่มีตัวแทนภาคประชาสังคม นักวิชาการ รวมไปถึงผู้มีผลกระทบเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ เลย แม้แต่การร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยก็ตาม

อดิศร ยอมรับว่า เป็นทิศทางที่ดีของรัฐบาลที่ใส่ใจปัญหา แต่ระหว่างรอกระบวนการขึ้นรูป รัฐบาลควรเข้ามาจัดการปัญหา และวางแนวปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยระยะสั้นได้ทันที โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัยเปราะบาง คือ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วย ที่รัฐควรจะ “ไม่จับกุม” กลุ่มคนเหล่านี้ และเพิ่มสิทธิพื้นฐานทั้งด้านการเข้าถึงการซื้อหลักประกันสุขภาพ การศึกษา ผ่านหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอยู่ รวมถึงการวางหลักเกณฑ์การประกันตัวผู้ลี้ภัยที่ถูกจับกุม เพราะในปัจจุบันการประกันตัวอยู่ที่ราคา 5 หมื่นบาท ซึ่งสูงเกินไปสำหรับผู้ที่ลี้ภัย

เสียงจากผู้ลี้ภัยชาวซีเรียคนหนึ่ง ชายในวัยราว 40 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครอย่างผิดกฎหมาย สถานะของเขาในชั่วโมงนี้ อาจถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้ตัวตนทางกฎหมาย เขาเล่าความทุกข์ยากผ่านวีดีทัศน์ที่เปิดฉายในเวทีเสวนาว่า “ในพื้นที่ซีเรีย มีแต่ระเบิด การสู้รบ และอันตรายเกินกว่าที่จะอยู่อาศัยได้ ผมไร้เพื่อน ไร้สังคม และไร้ครอบครัว ชายหลายคนในละแวกบ้านถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อสู้รบตั้งแต่อายุ 18 ปี

“ซีเรียเคยเป็นประเทศที่สวยงามมากที่สุดในตะวันออกกลาง ผู้คนเป็นมิตร อาหารการกินสมบูรณ์ ทุกอย่างดูดีงามหมด แต่ 5 ปีให้หลัง ซีเรียกลายเป็นเมืองที่ไร้ซึ่งชีวิต หากแต่ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ผมเองก็อยากจะกลับบ้าน บ้านของผม”

“คำว่าผู้ลี้ภัย เป็นคำพูดหนึ่งที่สะท้อนความต่ำต้อยของผม และดูถูกความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีใครอยากอยู่ในสถานะของผู้ลี้ภัย”ชายชาวซีเรีย บอกเล่าด้วยความสะท้อนใจ

 

 

 

 

ชำแหละเส้นทาง “ทุจริตเงินวัด” อย่าให้เจ้าอาวาสใหญ่เกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2560 เวลา 21:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499309

ชำแหละเส้นทาง "ทุจริตเงินวัด" อย่าให้เจ้าอาวาสใหญ่เกินไป

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เงินวัดกลายเป็นประเด็นฉาว

เมื่อตำรวจตรวจพบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณของ 12 วัด ใน 6 จังหวัด พบความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวข้อง ตามข่าวระบุว่ามีถึง 4 คน รวมถึงคนระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ.

การทุจริตครั้งนี้กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นและศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อวงการพุทธศาสนาอีกครั้ง

เงินอุดหนุน 2 พันล้าน-พิจารณาตามความจำเป็น

ในแต่ละปีรัฐบาลตั้งงบอุดหนุนวัดทั่วประเทศ ประมาณ 2 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ เงินปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมบูรณะวัดราว 500 ล้านบาท เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณร (โรงเรียนพระปริยัติธรรม) 1,000-1,200 ล้านบาท และงบเผยแผ่พระพุทธศาสนา 400-600 ล้านบาท โดยเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ บอกว่าคำนึงถึงหลักความจำเป็นของวัดและงบประมาณที่ พศ. มี

วิธีการทุจริตที่ตกเป็นข่าว คือจะมีเจ้าหน้าที่ไปติดต่อวัด แจ้งว่าจะจัดสรรงบอุดหนุนให้เท่านั้นเท่านี้ แต่มีเงื่อนไขว่าวัดจะต้อง “ทอนเงิน” ให้เจ้าหน้าที่ โดยบางแห่งปรากฎว่ามากถึง 75-80%

พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ระบบการจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัด ยึดกฎกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่ 2 พ.ศ. 2511 ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการ ไวยาวัจกร เป็นผู้ทำบัญชี เงินเกิน 3,000 บาท ต้องฝากไว้ที่ธนาคารในนามของวัด ซึ่งมติ มส. ปี 2558 ให้วัดส่งรายงานบัญชีทรัพย์สินปีละ 1 ครั้ง โดยพศ. ได้กำหนดเป็นบัญชีรับจ่ายอย่างง่าย ซึ่งผลการรายงานบัญชีทรัพย์สินวัดประจำปี 2559 จาก 40,000 วัด มีวัดรายงานมาแล้ว 39,000 วัด

“พศ.ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีวัด เพียงเเต่มีหน้าที่รับรายงานข้อมูลเป็นตัวเลขเพื่อรายงานต่อ มส. เท่านั้น ยังไม่มีกฎเกณฑ์ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของวัด จะตรวจสอบวัดได้ต้องเป็นพระเท่านั้น”

พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ที่ผ่านมาวัดหลายแห่งทำเรื่องขอเงินโดยตรงจากวัดไปที่ พศ. ส่วนกลาง ไม่ผ่าน พศ.ระดับจังหวัด ทำให้เกิดการรั่วไหลและทุจริตได้ง่าย แต่ภายหลังจากปี 2559 คำร้องขอจากวัดจะต้องผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เป็นกรรมการกลั่นกรอง ก่อนนำเอกสารของบประมาณส่งต่อไปยัง พศ. ส่วนกลาง เมื่อมีการอนุมัติ คณะกรรมการจังหวัดยังมีหน้าที่คอยควบคุมการจัดสรรและตรวจสอบการใช้เงินต่อไปด้วย

 

เมื่อไม่มีมาตรฐานก็โกงได้ทุกช่องทาง

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้อง พิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บอกว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเงินอุดหนุนวัดของ พศ. นั้นไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติจริงขึ้นอยู่กับดุลพินิจและความเห็นชอบจาก พศ. และ มหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งเป็นฝ่ายปกครองสงฆ์

“ส่วนใหญ่ พศ. ทำงานสนอง มส. อยู่แล้ว แง่ความเป็นจริง มีกลไกทางเส้นสายอำนาจ วัดที่จะได้งบประมาณจะมีการส่งสัญญาณมาจากฝ่ายปกครองสงฆ์”

เนื่องจากไม่มีแบบแผนการทำงานที่มีมาตรฐานทำให้ทรัพย์สินที่มาจาก 3 ส่วนสำคัญของวัดสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตได้ทุกเมื่อ

การบริจาคจากญาติโยม

“ถวายใส่ซอง ใส่ตู้ ทอดกฐิน เราไม่รู้เลยว่าเอาไปไหน เข้าบัญชีใคร ประกาศบอกได้แล้ว 3 ล้าน จะเอามาปรับปรุงบูรณะวัด ปรากฎทำไปทำมาได้เงินแล้วหายไปเลยก็มี ผู้รับเหมาไม่ได้เงินก็มี”

การหาประโยชน์จากศาสนสมบัติ

“นำที่ดินวัดไปปล่อยเช่า สร้างที่พัก เก็บค่าที่จอดรถ ทำแผงค้า พวกนี้เป็นศาสนสมบัติแต่เจ้าอาวาสเอาไปใช้ตามใจชอบ กลไกในการจัดหาประโยชน์เราไม่ทราบเลย ตรวจสอบไม่ได้และไม่มีหลักเกณฑ์เปิดเผย”

เงินอุดหนุนจากภาครัฐ

ไพบูลย์ บอกว่า ไม่ใช่แค่เรื่องเงินปฏิสังขรซ่อมแซมบูรณะที่มีการทุจริตเท่านั้น ทราบมาว่า มีการทุจริตในเรื่อง เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณรอย่างโรงเรียนพระปริยัติธรรมด้วย

“เขาเรียกว่า พระลม แต่ละเทอมมีการอุดหนุนค่าเล่าเรียนเป็นรายหัว หัวละหลายพันบาท ต้องมีพระ-เณรไม่น้อยกว่า 40 รูปมาเรียน จึงจะรักษาความเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมไว้ได้ ถ้าต่ำกว่านั้นจะถูกยุบ

วิธีการทุจริตคือ นำชื่อพระและสามเณรจากที่อื่นมาเรียน บางแห่งเณรสึกไปแล้วก็ใส่ชื่อเอาไว้ เพื่อเบิกงบประมาณหลวง”

เขาบอกว่า เงินอุดหนุนจากภาครัฐทั้ง เงินปฏิสังขรซ่อมแซมบูรณะ เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณรและงบเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ควรละเลย เนื่องจากไม่มีความโปร่งใสและเสี่ยงต่อการทุจริต โดยส่วนที่หนึ่งเเละสองนั้นมีจำนวนมหาศาลกว่าเงินอุดหนุนเสียอีก

 

ภาพประชาชนจำนวนมากที่ต่างเดินทางไปกราบไหว้พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในช่วงวัดหยุดส่งท้ายปีเก่า 2559

ถ่วงดุล โปร่งใส ตรวจสอบได้

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการทุจริตคือ การไม่มีกฎหมายจัดการเงินวัด และไม่มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจที่ดีพอ

งานวิจัยเรื่อง “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล” เมื่อปี 2555 ของ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า ประเทศไทยมีวัดจำนวนทั้งสิ้น 37,075 วัด โดยได้ทำการสำรวจวัดจำนวน 490 แห่งใน 15 จังหวัด พบว่า วัดโดยเฉลี่ยมีรายได้ปีละ 3.2 ล้านบาท โดยมากมาจากเงินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น งานซ่อมเเซม เฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาท รองลงมาคือ รายรับจากการสร้างเครื่องบูชา เฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านบาท เเละเงินบริจาคในโอกาสพิเศษเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาท

ขณะที่รายจ่ายมีประมาณ 2.8 ล้านบาท โดยมากเป็นค่าก่อสร้างเเละซ่อมเเซม รองลงมาเป็นค่าบำรุงรักษาสถานที่เเละอุปกรณ์เฉลี่ยประมาณ 4.5 เเสนบาท

ทั้งนี้ เมื่อคูณกับรายได้ของวัดกับจำนวนวัดที่่มีอยู่ในประเทศไทย คาดกันว่าแต่ละปีจะมีเงินหมุนเวียนในวัดประมาณ 1-1.2 แสนล้านบาท

ผศ.ดร.ณดา บอกว่า การทุจริตและปัญหาการบริหารจัดการเงิน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงกฎหมายที่ไม่รัดกุมและมอบอำนาจให้กับเจ้าอาวาสมากเกินไป ไม่มีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเจ้าอาวาส ซึ่งทำหน้าที่ทุกอย่าง แม้กระทั่งการแต่งตั้งให้บุคคลอื่นมาทำหน้าที่ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เช่น ไวยาวัจกรหรือคณะบุคคล ก็มีอำนาจในการคัดเลือกและแต่งตั้ง

สำหรับตำแหน่ง ไวยาวัจกร ไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติในเชิงการบริหารจัดการ เป็นเพียงข้อกำหนดในลักษณะกว้างๆ ทั้งที่วัดเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ทางแก้คือ ทำให้กฎหมายรัดกุมมากขึ้น เพิ่มอำนาจและบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าอาวาส

ข้อกฎหมายตามพ.ร.บ. คณะสงฆ์ ปัจจุบันที่กำหนดให้ทุกวัดส่งบัญชีทรัพย์สินมาให้ พศ. นั้นยังไม่เพียงพอ ต้องมีระบบตรวจสอบและเปิดเผยรายงานทรัพย์ดังกล่าวด้วย

“พศ. บอกว่า ปี 2559 วัดส่งรายงานบัญชีทรัพย์สินมาถึง 90 เปอร์เซนต์ คำถามคือ ได้มาแล้วเอามาทำอะไร ถ้ามีข้อมูลและออกมาเผยแพร่ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะช่วยเพิ่มกลไกตรวจสอบจากภาคประชาชน แต่ถ้าไม่มีการรายงานข้อมูลออกมาเลย ก็เท่ากับปิดช่องที่จะทำให้คนเห็นและทราบว่ามีเงินมากน้อยแค่ไหนในระบบ”

ผศ.ดร.ณดา บอกว่า วิวัฒนาการของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้อำนาจกับคณะสงฆ์ปกครองกันเอง เพราะฉะนั้นการปรับแก้ต้องเกิดจากการผลักดันของคณะสงฆ์เป็นหลัก

“การปฏิรูปกิจการสงฆ์ผลักดันจากฝั่งฆราวาสอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งสองฝั่งต้องเห็นชอบร่วมกัน คณะสงฆ์ต้องมีบทบาทในการปรับแก้มากกว่าฝั่งฆราวาสไปผลักดัน”

คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ทิ้งท้ายว่า การบริหารจัดการเงินนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แม้เม็ดเงินจะมาจากหลายหลายช่องทาง แต่ยืนยันว่าสามารถบริหารอย่างเป็นระบบ โปร่งใส เพื่อปิดช่องไม่ให้กลุ่มบุคคลเข้าไปหาประโยชน์กับวัดได้

ความโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้า เชื่อมั่น และศรัทธา ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการสงฆ์