เบื้องลึกระเบิดหลอนกรุง”วัฒนา”วางไปป์บอมบ์6ครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498844

เบื้องลึกระเบิดหลอนกรุง"วัฒนา"วางไปป์บอมบ์6ครั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็จับกุม “วัฒนา ภุมเรศ” อายุ 62 ปี อดีตวิศวกรไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้แล้วหลังควานหาตัวกันร่วมเดือน

แหล่งข่าวจากชุดสอบสวน ระบุว่า หลังการสอบสวนเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. “วัฒนา” ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดไปป์บอมบ์จริง โดยทำมาแล้ว 6 ครั้ง

ครั้งแรกก่อเหตุเมื่อเวลา 23.18 น. วันที่ 9 เม.ย. 2550 มีการวางระเบิดในตู้โทรศัพท์สาธารณะของบริษัท ทีโอที สีส้ม ด้านหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ทำให้ตู้โทรศัพท์ได้รับความเสียหายไฟลุกไหม้พังยับเยินจนประชาชนที่เดินอยู่บริเวณใกล้เคียงแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่าน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นการก่อกวน ไม่ประสงค์ให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากการทำระเบิดครั้งนี้จะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ก่อน เพราะไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชน

ครั้งที่ 2 เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2550 เหตุระเบิดตู้โทรศัพท์สาธารณะปากซอยราชวิถี 24

ครั้งที่ 3 เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 30 ก.ย. 2550 เกิดเหตุระเบิดบริเวณด้านข้างกรมแผนที่ทหารบก ติดกับกองบัญชาการทหารบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน กทม. เนื่องจากไม่ชอบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

ครั้งที่ 4 เกิดเหตุระเบิดด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน ครั้งที่ 5 ได้ลอบวางระเบิดบริเวณด้านหน้าโรงละครแห่งชาติ และครั้งที่ 6 คือระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผู้ต้องหารับสารภาพว่าตัดสินใจที่จะวางระเบิดและใส่ตะปูนำไปวางไว้ที่ห้องวงษ์สุวรรณ เพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับผู้ที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ในวันที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ช่วงปี 2553 จึงตัดสินใจไปวางระเบิดที่โรงพยาบาลทหารในวันที่ครบรอบรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสกรีนภาพจากกล้องวงจรปิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กระทั่งพบ “วัฒนา” เป็นบุคคลต้องสงสัย เดินทางมาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในเช้าวันเกิดเหตุ โดยคาดหน้ากากอนามัยและถือถุงพลาสติกต้องสงสัย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเริ่มแกะรอยจากกล้องวงจรปิด โดยพบว่า “วัฒนา” เดินทางมาที่โรงพยาบาลโดยรถโดยสารประจำทาง และไปเอารถยนต์ที่จอดไว้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ย่านบางกรวย โดยเป็นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีบรอนซ์ และจากการตรวจสอบพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นของลูกชาย “วัฒนา”

ทั้งนี้ จากการสะกดรอยของ เจ้าหน้าที่ตำรวจนานกว่า 1 สัปดาห์ พบว่า “วัฒนา” มักจะจอดรถไว้ที่ กฟผ.ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ก่อนโดยสารรถประจำทางไปยังสถานที่เป้าหมาย ทั้งนี้พบว่า “วัฒนา” เดินทางไปโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วย แต่ไม่ทราบว่าเดินทางไปทำอะไร จึงชิงเข้าควบคุมตัวไว้ก่อน เนื่องจากหวั่นว่าจะก่อเหตุร้าย และจากการสอบปากคำวัฒนาให้การรับสารภาพในที่สุด

สำหรับบ้านพักในหมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 1 ย่านซอยรามอินทรา 3 ของ “วัฒนา” นั้น พบว่าลักษณะของบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านที่มีมานานหลายปี มีบ้านลักษณะตั้งแต่เป็นบ้านเดี่ยวไปจนถึงบ้านที่มีลักษณะเป็นคฤหาสน์ มีเนื้อที่ตั้งแต่กว่า 100 ตร.ว. ไปจนถึง 1 ไร่กว่า ทำให้บ้านในหมู่บ้านแห่งนี้มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท

คุณป้ารายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับ “วัฒนา” บอกว่า เพิ่งรู้เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. มีทหารตำรวจเข้ามาตรวจค้นที่หมู่บ้าน ตอนแรกทราบจากเพื่อนบ้านบอกว่าทหารแจ้งว่าเป็นเพื่อนบ้านมาเที่ยวหากัน ก็ยังคิดในใจว่ามากันเยอะจริงๆ หลังจากนั้นจึงได้ทราบจากข่าวว่าเป็นการค้นบ้านของ “วัฒนา”

คุณป้าคนดังกล่าว ระบุอีกว่า ปกติแล้วคนในหมู่บ้านนี้ต่างคนก็ต่างทำงานกัน ไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่าไร เพราะลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว มีรั้วรอบขอบชิด ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่บ้านติดกันหรือบ้านใกล้เคียงกัน ก็จะไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน จึงไม่เคยคุยกับ “วัฒนา” แต่หากเป็นไปตามข่าวที่บอกว่าเป็นคนวางระเบิดนั้นคิดว่ามันรุนแรงเกินไป ยิ่งสถานที่เป็นโรงพยาบาลด้วยแล้วจะเกิดผล กระทบต่อคนไข้หรือคนทั่วไปได้ แต่มองอีกมุมก็เข้าใจได้ว่าเป็นความแค้นที่มีต่อรัฐบาลทหาร แต่ก็ไม่ถูกต้องที่ใช้ความรุนแรง

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า ได้เข้าไปพูดคุยกับวัฒนา ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่คุมตัวได้แล้ว ซึ่งได้ให้การสารภาพว่าทำคนเดียว และจากพยานหลักฐานและการสอบสวนมั่นใจว่า “วัฒนา” คือผู้ก่อเหตุระเบิดที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎ และจุดอื่นๆ โดยไม่จับผิดตัวแน่นอน และรู้ตั้งแต่แรกว่าบุคคลเป้าหมายคนนี้เป็นใคร ซึ่งได้ทำการสืบสวนมาตลอด จนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับทั้ง 3 เหตุการณ์

ในส่วนของรายละเอียด ตลอดจนภูมิหลัง แนวคิดรุนแรงหรือฝักใฝ่ทางการเมืองของ “วัฒนา” จะเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงหรือไม่นั้น จะเปิดเผยในวันที่ทหารส่งมอบตัวให้ตำรวจ คาดว่าภายในวันที่ 20 มิ.ย.นี้

ภาพ / ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตำรวจนำมาเผยแพร่ชี้ให้เห็นว่าวัฒนาถือระเบิดเข้ามาในโรงพยาบาล

 

เปิดช่องตั้งมหา’ลัยนอก ผลกระทบหรือโอกาสของการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498743

เปิดช่องตั้งมหา’ลัยนอก ผลกระทบหรือโอกาสของการศึกษาไทย

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากราชกิจจานุเบกษาประกาศ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศ เข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ โดยระบุว่า เพื่อรองรับศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาคอาเซียน เน้นสาขาขาดแคลน

คำถามที่ตามมา คือ ประกาศดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุดมศึกษาของไทยในแง่ไหนบ้าง?

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในไทยนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และยั่งยืนภายใน 5 ปี เพื่อตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ทำให้มหาวิทยาลัยของไทยมีความตื่นตัว พัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

“สิ่งที่เราจะต้องทำคือ ต้องหามาตรการที่ดึงดูดให้มหาวิทยาลัยชั้นนำสนใจที่จะเข้ามาเปิดในประเทศไทย ที่ผ่านมา สจล.ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ และได้รับการตอบรับที่ดี เราต้องตื่นตัวเรื่องนี้และเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อแข่งขันกันในด้านคุณภาพ และเป็นตลาดวิชาการที่ดึงดูดนานาชาติมาเรียนกับเราให้ได้ เพราะผู้เรียนซึ่งเป็นเด็กไทยกำลังลดลง ปีที่ผ่านมา แอดมิชชั่น มีที่นั่งเรียนของทุกมหาวิทยาลัยรวมกันประมาณ 2 แสนที่ แต่มีผู้มาสมัครแค่ 1 แสน เท่านั้น หากเราไม่เร่งพัฒนาตัวเองก็จะเสียโอกาสและได้รับผลกระทบจากที่มีผู้เรียนน้อยลงในอนาคต” ประธาน ทปอ.กล่าว

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หากมองนโยบายนี้เป็นการเปิดโอกาสในระยะยาวเรื่องนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้มหาวิทยาลัยไทยปรับตัว เปลี่ยนแปลงการบริหารให้แข่งขันกับนานาชาติได้ ซึ่งต้องเพิ่มศักยภาพในทุกด้าน และไม่ใช่เพิ่มเพื่อแข่งขันกันเองในท้องถิ่นหรือแค่ในประเทศแต่ต้องแข่งกับนานาชาติและเมื่อผู้เรียนมีทางเลือกมากขึ้น มหาวิทยาลัยที่ไม่ปรับตัวก็จะมีผู้เลือกเรียนน้อยลง กรณีที่กล่าวมาย่อมมีผลบวกมากกว่าผลลบในระยะยาว

“แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ มีแต่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ต้องแข่งกับนานาชาติ ไม่ได้แก้ปัญหามหาวิทยาลัยที่เหลือของไทย ซึ่งในอนาคตควรมีนโยบายที่เข้าไปช่วยให้มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นแข่งขันกับนานาชาติได้ รัฐบาลจะต้องเข้าไปกำกับดูแลเรื่องคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาที่มีปัญหาให้มากกว่านี้ เพราะที่เป็นอยู่คือ ต้องมีปัญหาหนักจริงๆ จึงมีการเข้าไปกำกับดูแล

“ต้องแสดงให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาจะเปิดสอนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพไม่ได้ และในอนาคตควรปรับเกณฑ์การประเมินมหาวิทยาลัยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล ประเมินให้เห็นกระทั่งระดับการเรียนการสอน เช่นเดียวกับที่เด็กในอเมริกาจะตัดสินใจเรียนต่อที่ไหน เขาจะรู้ได้เลยว่า มหาวิทยาลัยที่จะเข้าเรียนอยู่อันดับไหน กรณีนี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยปรับตัวให้มีคุณภาพมากขึ้น” เกียรติอนันต์ กล่าว

ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้หากเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งความพยายามในการหาลู่ทางให้มหาวิทยาลัยชั้นนำเข้ามาเปิดสาขาในประเทศ เป็นเรื่องที่เคยมีความพยายามมาแล้วนับ 20 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเหตุผลด้านความคุ้มค่าและการแข่งขัน บางแห่งเคยลงทุนเปิดสำนักงานในประเทศไทยเพื่อสำรวจความต้องการของผู้เรียนแต่ก็ไม่มีการขยับเป็นการเปิดสาขาด้วยเหตุผลบางประการ มหาวิทยาลัยที่สนใจเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยก็ยังไม่ใช่สถาบันที่ถือว่าเป็นสถาบันชั้นนำอันดับต้นๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นแถวที่ 3

“เท่าที่ทราบคือ มหาวิทยาลัยนานาชาตินั้นเลือกที่จะไปเปิดสาขาในประเทศที่ยังไม่มีคู่แข่งจำนวนมากเหมือนประเทศไทยที่มีมหาวิทยาลัยอยู่แล้วกว่า 150 แห่ง สิ่งที่ควรทำคือ หาทางควบคุมคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง หากจะเชิญต่างประเทศเข้ามาก็เชิญในรูปแบบของการพัฒนาร่วมกัน ขอความร่วมมือแลกเปลี่ยนน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า และช่วยไม่ให้มหาวิทยาลัยไทยต้องประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนผู้เรียนในอนาคต” อดีตเลขาฯ สกอ.กล่าว

 

ก่อการร้ายแนวใหม่เขย่าโลก ไทยไม่ใช่เป้า แต่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498638

ก่อการร้ายแนวใหม่เขย่าโลก ไทยไม่ใช่เป้า แต่ต้องระวัง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์โจมตีประเทศอังกฤษเกิดขึ้นถึง 3 ครั้งในรอบ 3 เดือน ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก คือนัยความรุนแรงต่อสถานการณ์ก่อการร้าย สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วโลก ทำให้ทางอังกฤษเองออกมายอมรับว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเทรนด์ใหม่ของการก่อการร้ายที่ต้องรับมือเพราะคนร้ายเลือกใช้อาวุธมีด และรถยนต์ ก่อเหตุเป็นหลัก

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวยอมรับว่า การก่อการร้ายปัจจุบันเป็นการก่อการร้ายรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น ปืน ระเบิด ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่ายที่หลายประเทศจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ เพราะฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ ความคลั่งและความศรัทธา ถ้าหากมีความศรัทธาเชื่อมั่นแบบหัวชนฝาในเชิงศาสนาอย่างสาวกรัฐอิสลามทำ ก็สามารถวางเป้าหมายก่อการร้ายโดยใช้เครื่องมือที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างรถยนต์ และมีด

“เป้าหมายเหมือนเดิมคือต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อส่งข้อความไปถึงฝ่ายการเมือง อย่างกรณีของประเทศอังกฤษที่ผ่านมา ใช้รถยนต์ รถตู้ ใช้มีดไล่แทงไล่ฟันคน เพื่อต้องการสร้างความรุนแรงสยองขวัญ โดยสื่อความหมายว่ารัฐอิสลามมีแสนยานุภาพมีพลัง และการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยเขย่าขวัญประเทศตะวันตก หรือประเทศ อื่นๆ ด้วย”

นอกจากเรื่องอาวุธใกล้ตัวแล้ว การก่อเหตุในลักษณะปัจเจกบุคคลมีเพิ่มมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีขบวนการหรือมีผู้คนจำนวนมาก ปัจจุบันมีเพียงคนเดียวก็สามารถก่อเหตุได้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่เช่นกัน หากเทียบกับอดีตต้องมีเครือข่ายมีการเตรียมการซับซ้อนมีขั้นตอน แต่ปัจจุบันเพียงคนเดียวสามารถอาศัยสื่อออนไลน์ เทคโนโลยีในการสื่อสารก็สามารถเข้าถึงวิธีการกลไกรูปแบบการใช้ความรุนแรงเพื่อการก่อการร้ายขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งการใช้เครื่องมือใกล้ตัวโดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธปืน ระเบิด มีการทำเป็นปัจเจกบุคคล โดยไม่ต้องอาศัยหรือมีเครือข่าย และเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นถี่และเป็นประจำแบบนี้มาก่อน

เช่นเดียวกับ ประกิจ ประจนปัจจนึก อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มองเทรนด์การก่อการร้ายในโลกปัจจุบันว่า แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่พบกลุ่มผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศเข้ามาก่อเหตุร้ายแรง แต่เราต้องไม่ประมาทเพราะว่าแม้แต่ประเทศที่มีการข่าวด้านความมั่นคงชั้นเลิศแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ ยังถูกกลุ่มก่อการร้ายโจมตีสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากเช่นกัน

อย่างกรณีล่าสุดที่ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษออกประกาศทั่วโลกว่า การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศครั้งนี้เป็นการก่อการร้าย “เทรนด์ใหม่” ในการใช้อาวุธมีดและรถยนต์ เรื่องนี้อดีตเลขาธิการ สมช. มองว่า การก่อการร้ายขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะเอื้ออำนวยให้เหมาะสมกับการใช้อาวุธแบบใดมากกว่า ไม่ว่าการใช้ระเบิด อาวุธมีด และรถยนต์ ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ ขณะนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ

“คนร้ายก่อเหตุบางคนใช้อาวุธมีดแล้วหลบหนีไป แต่ก็ยังมีระเบิดพกพาติดตัวไว้ก่อเหตุซ้ำอีกเช่นกัน ไม่ได้ใช้เพียงอาวุธชนิดเดียว โดยมีเป้าหมายหลักมุ่งไปสู่การสร้างความเสียหาย และไม่ว่าอย่างไรก็ตามกลุ่มก่อการร้ายจะใช้วิธีการทุกวิถีทางในการก่อเหตุ ต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต และเป็นข่าวขยายออกไปสู่สาธารณะจนเกิดความหวาดกลัว” ประกิจ อธิบายลักษณะการก่อเหตุ

อดีตเลขาธิการ สมช. ฉายภาพการก่อการร้ายอีกว่า เหตุการณ์หลายครั้งมาจากพฤติการเลียนแบบอย่างเหตุร้ายแรงในประเทศอังกฤษก็มาจากการเลียนแบบการก่อเหตุทั้งสิ้น อาจมีผู้ก่อเหตุแค่ 1-2 คน แต่มีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมาก ดังนั้นการก่อเหตุจึงเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ดังตัวอย่างพื้นที่ในตะวันออกกลางที่มีกลุ่มก่อการร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ทั้งใช้มีดเฉือนคอ ราดน้ำมันเผา ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เช่นเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินโดนีเซีย มีกลุ่มพวกหัวรุนแรงเดินทางไปร่วมอุดมการณ์กับผู้ก่อการร้ายอย่างกลุ่มไอเอสเช่นกัน ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศยังไม่มีกลุ่มคนเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะอาจมีพฤติกรรมเลียนแบบ ยอมรับว่าห่วงพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน

ขณะที่ ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า นักรบต่างชาติที่เข้าร่วมรบในซีเรียและอิรักมีความแตกต่างกับนักรบที่เข้าไปร่วมรบในอัฟกานิสถาน เพราะนักรบที่ไปสมรภูมิในอัฟกานิสถานจะถูกฝึก ส่วนในสงครามซีเรียและอิรักพวกนักรบต่างชาติจะถูกส่งเข้าไปรบทันทีไร้การฝึก จึงทำให้กลุ่มนี้ไม่มีทักษะในการสู้รบใช้ความรุนแรงก่อการร้าย เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้วิธีการก่อการร้ายไม่รุนแรง แต่เลือกใช้วิธีการง่ายๆ ไม่ต้องเตรียมพร้อมหรือใช้ทักษะ

ศราวุฒิ มองว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนที่ได้รับอุดมการณ์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย อย่างในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชียมีพื้นที่เสี่ยงที่กลุ่มไอเอสจะหลบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งกลุ่มนี้จะเลือกประเทศที่มีพื้นที่รัฐอ่อนแอหรือรัฐล้มเหลว เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับในพื้นที่เซาท์อีสต์เอเชียมีดินแดนเสี่ยงคือรัฐมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ และรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา พื้นที่เหล่านี้กลุ่มไอเอสเคยประกาศจะเดินทางเข้ามาอยู่หลังแตกตัวจากตะวันออกกลางจึงถือว่าน่าเป็นห่วงมาก

“แต่อาจเข้ามาในลักษณะการปลุกระดมผ่านการใช้รูปแบบการสื่อสารสมัยใหม่ขับเคลื่อน จูงใจคนบางกลุ่มที่หัวอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย ส่วนพื้นที่ชายแดนใต้ ประเทศไทย ยังไม่รุนแรงขนาดมีกลุ่มสวามิภักดิ์เข้าร่วมขบวนการรบกลุ่มนี้ แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอาจมีพฤติกรรมการเลียนแบบ”

รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษาฯ แสดงท่าทีว่า ภาพรวมในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชียยังไม่เสี่ยงต่อภัยคุกคามการก่อการร้ายไอเอสเหมือนที่ก่อเหตุในภูมิภาคต่างๆ ในตะวันออกกลางและประเทศในยุโรป แต่เป้าหมายของกลุ่มไอเอสต่อไปคือการขยายความรุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัวและให้เห็นว่ากลุ่มไอเอสยังมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติ ซึ่งไอเอสพยายามส่งสารให้ผู้ร่วมขบวนการปฏิบัติในรูปแบบง่ายๆ กระตุ้นให้แนวร่วมปฏิบัติ โดยใช้อาวุธมีดไล่แทง หรือขับรถยนต์ไล่ชน

“ผมมองว่ามันอาจไม่ใช่เทรนด์ใหม่เพียงแต่สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป วันนี้การตลาดของไอเอสเปลี่ยนไปตามรูปแบบยุคของไซเบอร์ หลายเหตุการณ์เวลาเกิดเหตุกลุ่มไอเอสจะออกประกาศรับก่อนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งมันเป็นลักษณะการทำให้ยี่ห้อไอเอสติด ตลาด สร้างความหวาดกลัวและเป็นที่รู้จัก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าการใช้ความรุนแรงของไอเอสเพื่อไปสู่เป้าหมายใดเนื่องจากยังสะเปะสะปะมาก” ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

 

“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” นายพล “ยอดมนุษย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498601

"โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" นายพล "ยอดมนุษย์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทำเอาหัวร้อนกันเป็นแถวโดยเฉพาะในแวดวงสีกากี รั้วปทุมวันสั่นสะเทือนกันเป็นระลอก หลังจาก วิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำ กปปส.และอดีตสมาชิก สปท. ออกมาจวกหัวว่า “ประเทศนี้พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ.” เข้าทำนองว่านายตำรวจยศ พล.ต.ต.คนนี้สามารถดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจทั่วประเทศได้

จนมีการพูดกันไปต่างๆนาๆว่า พล.ต.ต.รายนี้คือใคร นักข่าวเลยถาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ว่าใช่ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” หรือไม่ที่เข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผบก.-สว. ประจำปี 2559 หลังค้างเติ่งมานานข้ามปี ซึ่ง ผบ.ตร. ยอมรับว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”  ก็คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.(191) ลูกน้องของตัวเองไม่มีอะไร ยอมรับว่าบางครั้งก็ใช้งานให้ไปตรวจสอบข้อมูลบุคคลบ้าง ให้ไปเช็กทางลับ จึงอาจถูกเข้าใจผิด ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำบัญชี

แล้ว “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เป็นใครทำไมตำรวจน้อยใหญ่ต้องซูฮก  พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  หักพาล เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 47 ( นรต.47) เติบโตมากับกับขั้วอำนาจทุกกลุ่มสีมาโดยตลอด แต่เริ่มต้นจากบ้านของ พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ บิดาคุณหญิงพจมาน  (ชินวัตร) ดามาพงศ์ อดีตภรรยา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนชีวิตราชการเติบโตมาถึงปัจจุบัน ก้าวขึ้นตำแหน่งนายพล ข้ามหัวรุ่นพี่จนทำเอาตำรวจถึงกับอ้าปากค้างว่าทำไม ถึงได้เติบโตรวดเร็วปานจรวดเพียงนี้ นับว่านำรุ่น นรต.47 และเป็นตำรวจคนเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายพลอายุน้อยที่สุด ตั้งแต่เปลี่ยนโครงสร้างจาก “กรมตำรวจ”เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

โดยเฉพาะหลังการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 สมัย พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธ์ม่วง เป็น ผบ.ตร.มีคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบก.จว.สงขลา (ขณะนั้น) เป็นรักษาการ ผบก.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรี เรียกว่าข้ามหัวรุ่นพี่ นรต.45 – 46

สำหรับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังเหลืออายุราชการนานกว่า 15 ปี นั่นหมายความตำแหน่ง “พิทักษ์ 1” ไม่ไกลเกินเงื้อมมือนายตำรวจรายนี้แน่นอน  ส่วนฉายาที่เรียกว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เนื่องจากมีบุคลิกสัมพันธ์ดีเยี่ยม ผู้บังคับบัญชาเอ็นดูรักใคร่ เพื่อน พี่ น้อง เจ้านาย เรียกใช้หรือขอความช่วยเหลือเมื่อใด นายตำรวจคนนี้สามารถแก้ไขและเสาะหามาได้ทุกอย่าง นั่นสะท้อนถึงนิสัยของนายตำรวจคนนี้

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชื่อพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังถูกเรียกถูกแซวว่าเป็น “ผบ.ตร.น้อย” ในเวลานี้ด้วย  ท่ามกลางข่าวลือว่า ได้รับความไว้วางใจจากบ้านโชคชัย 4 ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมตตาเอ็นดูเข้า-ออกบ้านได้ทุกซอกมุม  ทั้งยังให้ทำหน้าที่เสมือนเลขาฯประจำตัวด้วย  ทว่าต้องยอมรับพาวเวอร์ของสองพี่น้องนายตำรวจและทหารมีกำลังเด็ดขาดในเวลานี้  บวกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ตอนนี้ พล.อ.ประวิตร ก็คอยกำกับดูแลสกรีนทุกอย่างเลย ทำให้มีการตั้งคำถามว่า นี่เป็นเหตุให้“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”รุ่งโรจน์กว่าเพื่อนร่วมรุ่นจริงหรือไม่

ผนวกกับคำสั่งที่ย้ำให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รุนแรง ให้กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพื่อส่งสารต่อไปยัง พล.อ.ประวิตร เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมากในแง่งานด้านความมั่นคง และหลายเหตุการณ์ใหญ่ๆมักเห็น “นายพลหนุ่มคนนี้” ในที่เกิดเหตุสม่ำเสมอ

ไม่นานมานี้เอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ ตีตกข้อกล่าวหา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์(บก.ปคม.) กรณีเรียกรับเงินจากร้านคาราโอเกะทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล นั่นเป็นเพียงคดีที่นายตำรวจหนุ่มคนนี้เผชิญมาก่อนได้รับความยุติธรรมคืน

 

 

ชี้เป้าขายตำแหน่งสีกากี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 06:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498524

ชี้เป้าขายตำแหน่งสีกากี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำสั่งฟ้าผ่าให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) พ้นจากตำแหน่งและมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เป็นเรื่องฮือฮาอย่างยิ่ง ในกระแสข่าวการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ระดับสารวัตรและผู้กำกับการ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งกำกับดูแล สตช.ยอมรับว่า คำสั่งโยกย้ายเนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า พล.ต.ท.เทศา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ตำแหน่งของตำรวจภูธรภาค 8 ต้องมีการตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง

แต่ทว่า วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งออกมาแฉข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง แสดงความเห็นอย่างน่าสังเกตว่า

“เป็นการตัดสินใจของ ผบ.ตร. แต่ก็ไม่ใช่การแก้ที่ถูกจุดทั้งหมด ขอให้ดูข้อมูลที่อื่นด้วย โดยเฉพาะตำรวจ นครบาลที่บวกไปอีก 2 เท่าของราคา เชื่อว่าคนที่รู้ข้อมูลเรื่องนี้ดีที่สุด คือ ผบ.ตร.”

จุดที่น่าสังเกตคือ พล.ต.ท.เทศา นั้น ถือว่าเป็นตำรวจที่ใกล้ชิดกับสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. การเด้ง พล.ต.ท.เทศา จึงอาจมองได้ว่า เป็นการเอาคืนที่วิทยาถือว่าสังกัดกลุ่มสุเทพออกมาปูดเรื่องนี้

วิทยาเองยอมรับในเรื่องของการเอาคืน “คิดอย่างนั้นได้ ส่วนตัวเชื่อว่า ผบ.ตร.มีข้อมูลจริงจึงมีคำสั่งดังกล่าว แต่ปัญหาคือรัฐบาลจะเอาจริงในเรื่องการปฏิรูปตำรวจหรือไม่ อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบ เพราะไม่ใช่จะเกิดที่นี่ที่เดียวในประเทศไทยที่อื่นมีหรือไม่ แล้วจะจัดการอย่างไร เรื่องซื้อขายตำแหน่งไม่มีใครกล้าเปิดตัว โดยเฉพาะในนครบาล แล้วจะหมกเม็ดปัญหาตำรวจไว้ใต้พรมแบบนี้ตลอดหรือ พอถึงฤดูกาลโยกย้ายก็สั่งย้ายกันมีตัวใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่คนวงการตำรวจรู้จักชื่อกันหมดเอาเป็นว่าประเทศนี้ พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.”

สอดรับกับ ถาวร เสนเนียม อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส.อีกคนหนึ่งที่บอกว่า กระบวนการค้นหาความจริง ผู้มีอำนาจควรรับฟังข้อมูลในอาการสงบ จากนั้นจึงเริ่มตรวจ สอบข้อมูลโดยการเชิญบุคคลที่เปิดเผยมาสอบถาม

“ขอกราบเรียนด้วยความเคารพต่อรองนายกฯ ที่กำกับดูแล สตช.ว่า มีบุคคลที่มีชื่อเสียงมีเกียรติภูมิออกมาเปิดเผยเรื่องส่วยวิ่งเต้นโยกย้าย หรือการซื้อขายตำแหน่งตำรวจแล้วคือ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคนล่าสุดคือ วิทยา แก้วภราดัย ขอให้ พล.อ.ประวิตร เชิญทั้ง 3 คนมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง แล้วค่อยสรุปจะดีกว่าการออกมาปฏิเสธและท้าทายกลับว่า ให้เอาตัวคนจ่ายเงินมายืนยัน การท้าทายกลับไปกลับมา สังคมไม่ได้ประโยชน์อะไร หากต้องการแก้ไขปัญหาก็ควรค้นหาความจริง กันคนจ่ายไว้เป็นพยาน ไม่ใช่ตั้งกรรมการเพื่อซื้อเวลา”

เสียงที่สอดรับกันของอดีตแกนนำ กปปส.ทั้งสองคน ชี้ไปในทิศทางว่า นอกเหนือจาก พล.ต.ท.เทศาแล้ว ยังมีบุคคลอื่นๆ อีก ซึ่งผู้มีอำนาจยังไม่ได้ดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายใน สตช.นั้น เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และเป็นปมสำคัญปมหนึ่งในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วิพากษ์เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงสีกากี ในฐานะที่เคยสวมเครื่องแบบตำรวจด้วยเช่นกัน สิ่งที่ พ.ต.อ.วิรุตม์ มองเห็นคือ การซื้อขายตำแหน่งถือเป็นความผิดระดับอาชญากรรม ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ หรือเรียกอีกนัยว่าเป็นแก๊งอั้งยี่ในคราบตำรวจ

“ถือเป็นความผิดที่เป็นปกติ คนในก็รู้ ประชาชนทั่วไปก็รู้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีผู้มีอำนาจเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่หากจะหาหลักฐานมาเอาผิดกับตำรวจที่ซื้อขายตำแหน่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือจะทำจะแก้ไขกันหรือเปล่า หรือคิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำผิดหรือไม่ คำสั่งเด้ง พล.ต.ท.เทศา นั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงมีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ในกองบัญชาการอื่นๆ พื้นที่อื่นๆ จะจัดการด้วยหรือไม่”

เขามองว่า หนทางแก้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องวางหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งโยกย้ายให้มีความชัดเจน ขณะที่หลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในปัจจุบันจงใจไม่ให้มีความชัดเจน อาจเปิดช่องให้มีการวิ่งเต้นได้

“ตำรวจจังหวัด หรือตำรวจที่เป็นคนในพื้นที่ก็ควรจะได้เติบโตในพื้นที่ของตนเอง ไม่ใช่เอาคนจากพื้นที่อื่นมาดำรงตำแหน่งเพราะจะไม่มีความชำนาญในพื้นที่ หากให้เติบโตในพื้นที่ใครพื้นที่มัน ก็จะบีบปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งลงไปได้ปัญหามันแก้ได้ แต่ต้องจริงใจ” พ.ต.อ.วิรุตม์ ย้ำ

เช่นเดียวกับ ปนัดดา ชำนาญสุข นักวิชาการด้านตำรวจจากมูลนิธิป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอาชญากรรม มองเรื่องนี้ว่า สตช.ถือว่าบกพร่องในด้านการเปลี่ยนแปลงคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล ผู้มีอำนาจที่ดำเนินการปฏิรูปตำรวจในขั่วโมงนี้ อาจจะหลงทิศทางการแก้ปัญหาเพราะไปจับกับเรื่องสอบสวน สืบสวน ขณะที่รากเหง้าของปัญหาตำรวจอยู่ที่ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย และหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ก็อย่าหวังว่าจะแก้ปัญหาอื่นๆ
ของตำรวจได้เลย

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีบุคลากรที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก อาจจะมากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยซ้ำ แต่ถูกบริหารบุคคลอย่างผิดพลาด คนทำงานกลับไม่ได้ทำงาน หรือคนที่ทำงานดีกลับถูกย้ายออกนอกพื้นที่”

เขาเห็นว่า ข้าราชการตำรวจเองก็อยู่ในภาวะชินชากับความไม่เป็นธรรม มองฤดูกาลโยกย้ายว่าเป็นแค่เกม หากได้ย้ายตรงตามความต้องการก็เป็นเรื่องดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รอคอยจะวิ่งเต้นในรอบต่อไป

 

“มุ่งขายสมาชิก-ใช้เทรนเนอร์หารายได้” ถอดบทเรียนธุรกิจ เมื่อ “ฟิตเนส” ไปไม่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498508

"มุ่งขายสมาชิก-ใช้เทรนเนอร์หารายได้" ถอดบทเรียนธุรกิจ เมื่อ "ฟิตเนส" ไปไม่รอด

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหนุ่มสาวคนเมืองสวมชุดสปอร์ตสีสันสดใส กำลังวิ่งบนลู่ไฟฟ้า ปั่นจักรยาน เวทเทรนนิ่ง คาดิโอ ตลอดจนเต้นซุมบ้า ภายในสถานบริการฟิตเนสเซ็นเตอร์กลายเป็นภาพคุ้นตาในปัจจุบัน

ทว่าท่ามกลางกระแสรักสุขภาพของคนเมือง อีกด้านหนึ่งกลับมาพร้อมกับความล้มเหลวของธุรกิจฟิตเนส ไล่ตั้งแต่ แคลิฟอร์เนีย ว้าว เมื่อปี 2556 และล่าสุด ทรูฟิตเนส ที่ปิดให้บริการกระทันหัน หลังจากขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี คิดเป็นเงินรวมกว่า 70 ล้านบาท

นาทีนี้ สาเหตุความล้มเหลวในธุรกิจฟิตเนสเมืองไทย กำลังเป็นกลายคำถามที่น่าสนใจ..

 

มุ่งขายสมาชิก ใช้เทรนเนอร์แบกธุรกิจ เส้นทางความล้มเหลว

ภายหลังการหยุดให้บริการของทรูฟิตเนส มีการเปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่ายของบริษัทพบว่า ขาดทุนถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยปี 2556 ขาดทุน 9.8 ล้านบาท ปี 2557 ขาดทุน 11.65 ล้านบาท และปี 2558 ขาดทุน 49.65 ล้านบาท  “กลุ่มทรูกรุ๊ป สิงคโปร์” บริษัทแม่ “ทรูฟิตเนส” ร่อนแถลงการณ์ชี้แจงว่า การปิดกิจการ เกิดจากสภาวะการแข่งขันอันท้าทาย โดยเฉพาะค่าเช่าสถานที่ที่สูงมาก แม้จะพยายามฟื้นฟูกิจการหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับความยืดหยุ่นเพียงพอจากเจ้าของสถานที่และเจ้าหนี้

ธีศิษฎ์ ธนะทักษ์ ผู้ประกอบการฟิตเนสขนาด 1,700 ตารางเมตร ฉายภาพให้ฟังว่า ปัจจัยพื้นฐานในการทำธุรกิจฟิตเนส คือ ทำเลที่ตั้ง ขนาดของพื้นที่ ค่าเช่าและค่าบริหารจัดการ ทั้งหมดเป็นต้นทุนคงที่ในการกำหนดรายได้ของบริษัท

“ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริหารจัดการอื่นๆ ฟิตเนสใหญ่ ตามห้างดังหรือพื้นที่ใจกลางกรุง มีค่าใช้จ่ายตายตัวอยู่ราวๆ 4.5 แสนบาทโดยประมาณ เนื่องจากค่าเช่าที่ค่อนข้างแพง ถ้าบริหารงานได้ต่ำกว่าก็เท่ากับเจ๊ง”

สำหรับรายได้หลักของฟิตเนสมาจากสองส่วนสำคัญคือ

1.ค่าสมาชิก

หลายฟิตเนสพยายามผูกมัดลูกค้าด้วยความพยายามขายในลักษณะรายเดือน รายปี หรือตลอดชีพ พร้อมกับกำหนดให้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น อย่างไรก็ตามค่าสมาชิกอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของฟิตเนสได้

2.ค่าเทรนเนอร์

ค่าเทรนเนอร์เป็นรายได้สำคัญของฟิตเนส จะเห็นว่า มีความพยายามขายในจำนวนชั่วโมงและราคาที่สูงมาก เช่น 60 ชั่วโมงในราคา 4-5 หมื่นบาท ซึ่งผู้ออกกำลังกายตัวจริงจะทราบดีว่าเป็นการขายชั่วโมงล่วงหน้าที่กินเวลายาวนานเกินไป สาเหตุเป็นเพราะฟิตเนสต้องการเงินก้อนใหญ่ไปบริหารดำเนินงาน  โดยสัดส่วนรายได้ของเทรนเนอร์ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างเทรนเนอร์กับฟิตเนส บางแห่งเลือกจ้างเทรนเนอร์ลักษณะฟรีแลนซ์ ขณะที่บางแห่งเลือกจ้างประจำ

“เทรนเนอร์บางแห่งถูกกำหนดให้ทำยอด ถ้าเทรนไม่ถึง 100 ชั่วโมง จะได้แค่ค่าเทรนเพียงชั่วโมงละ 100 บาท หรือ 150 บาท  ถ้าเกิน 100 ชั่วโมงอาจได้ถึง 250 บาท แล้วแต่ตกลง เป็นเหตุผลว่าทำไมฟิตเนส หลายแห่งถึงพยายามขายเทรนเนอร์กันจนลูกค้ารำคาญ”

ธีศิษฎ์ บอกว่า การทำธุรกิจฟิตเนสโดยให้เทรนเนอร์เป็นผู้แบกรับภาระในการหารายได้เป็นหลักถือเป็นวงจรอุบาทว์และเส้นทางสู่ความล้มเหลว

“สมมติเทรนเนอร์คนหนึ่งทำยอดขายให้ฟิตเนสในเดือนนี้ได้ 3 แสนบาท จากสมาชิก 50 คน คำถามคือเดือนหน้าเขาจะทำแบบนี้ได้อีกไหม ?  เงินที่เก็บมาก็ถูกนำใช้ในระบบหมดแล้ว เดือนหน้าต้องพยายามหาใหม่ ปัญหาคือคนที่สมัครไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วยังเทรนไม่หมดเลย ของเก่ารับไว้จำนวนมาก จะหาใหม่อีกแล้ว

ที่สำคัญคือเทรนเนอร์บางคนยังต้องมานั่งโทรตามลูกค้าให้เข้ามาเทรน เพราะเงินก้อนที่ขายได้เข้าไปอยู่กับเจ้าของฟิตเนส พวกเขาจะได้รับก็ต่อเมื่อมีการเทรนเกิดขึ้นจริง”

 

 

ผู้ประกอบการรายนี้ ชี้ว่า การหาเงินไปจุนเจือค่าเช่า ค่าดำเนินการพื้นฐานในลักษณะดังกล่าว นำไปสู่ความเบื่อหน่ายของลูกค้า จนกระทั่งเริ่มมองหาสถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน

“ออกกำลังกายเสร็จกว่าจะเดินออกจากสถานที่ได้ต้องโดนยื้ออยู่พัก ขายโน่นนี่นั่น คนเริ่มรู้สึกแย่ เริ่มมองหาที่ใหม่ ตัวเลือกสมัยนี้เยอะ ไม่มีสัญญาผูกมัด ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น”

สัญญาณความล้มเหลวของฟิตเนสที่ทุกคนควรทราบเอาไว้ก็คือ การเริ่มเก็บค่าสมาชิกในการราคาถูกลง ขายคอร์สตลอดชีพ และมีโปรโมชั่นสิทธิประโยชน์มากมาย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการสมัคร

“เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ฟิตเนส ค่าเช่าที่แพงๆ บนห้างสรรพสินค้าหรือใจกลางเมือง เดือนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายประจำ 4-5 แสน อยู่ๆ ประกาศลดค่าสมัครสมาชิกรายปีเหลือหมื่นกว่าบาทจากปกติ 2-3 หมื่น หรือตลอดชีพเพียงแค่ 2 หมื่น พาเพื่อนมาเล่นฟรีได้อีก 5 คน  แบบนี้มันเป็นการโกยเงินให้ได้มากที่สุดก่อนจะบินหนีแล้ว”

รักษาลูกค้าเก่า กลยุทธ์สำคัญกว่าการหาใหม่

“พฤติกรรมของคนไทยไม่เหมือนฝรั่ง ต่อให้เป็นคนเมือง พวกเขาก็สามารถออกกำลังกายได้ในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่สวนสาธารณะไปจนกระทั่งเตะตะกร้อหลังโรงงาน ฟิตเนสเมืองไทยจึงไม่ได้เติบโตในลักษณะบูมสุดขีดเหมือนต่างประเทศ”  เสียงจาก วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เขาบอกว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจฟิตเนสล้มเหลวคือ ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย จนนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง เกิดการไขว่คว้าหาลูกค้าใหม่ของแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น

“เดินตามห้างจะมีคนมาแจกโบชัวร์ ไปที่ไหนก็มีแต่คนเดินเข้ามาบอก สนใจไหมไหมคะ สนใจไหมครับ”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเห็นว่า แท้จริงแล้วกลยุทธ์สำคัญต่อความยั่งยืนคือ การรักษาลูกค้าเก่า สร้างความประทับใจด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่น คลาสออกกำลังกาย ตลอดจนสังคมภายใน เพื่อให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่ากับการบริการมากที่สุด จนไม่คิดอยากเริ่มต้นใหม่ที่ไหน โดยตัวเลขทางวิชาการชี้ว่าการรักษาลูกค้าเก่านั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่าการออกไปหาลูกค้าใหม่ถึง 5 เท่า

“หาลูกค้าใหม่คุณต้องจ้างพนักงาน เปิดบูทตามห้างต่างๆ โฆษณาหลากหลายช่องทาง ขึ้นบิลบอร์ด ลงหนังสือ ค่าใช้จ่ายสูง แต่การรักษาลูกค้าเก่าแค่บริการดี ใส่ใจ สร้างสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในสถานที่ มันใช้ต้นทุนต่ำกว่า หลายๆ เเห่งล้มเหลว ไม่ดูแลจุดนี้ มัวแต่มุ่งไปหาลูกค้าใหม่จนเกิดอัตรายกเลิกสมาชิกสูง”

อีกเรื่องสำคัญที่วีรพลเห็นว่า ไม่ควรละเลยก็คือ พฤติกรรมการเลือกเข้าฟิตเนสของคนเมือง ที่ต้องการความแปลกใหม่ของการออกกำลังกายมากขึ้นกว่าในอดีต เพียงแค่อุปกรณ์พื้นฐานอาจไม่เพียงพอต่อการดึงดูดลูกค้าอีกแล้ว

“เทรนด์เริ่มไปทางฟิตเนสที่เป็นลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น พิลาทิส (Pilates) โพลแด๊นซ์ (Pole Dance) ไต่เชือกหรือว่าวิ่งในน้ำ พูดง่ายๆ ว่ามีการรูปแบบการออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้ฟิตเนสแบบเดิมๆ ไม่น่าดึงดูด ไม่รู้จะฝ่ารถติดไปเล่นทำไม ถ้ามีเพียงแค่สิ่งของพื้นฐาน เก็บเงินซื้อไว้เล่นเองที่บ้านดีกว่า”

ทั้งนี้แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจฟิตเนสรายเล็ก และใหญ่รวมกันไม่น้อยกว่า 480 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาลงทุนเปิดฟิตเนสขนาดเล็กใช้งบลงทุนไม่สูงและที่ใช้พื้นที่ไม่มาก ราว 300 ตร.ม. ตามตึกแถว อพาร์ตเมนท์ คอนโดมิเนียม เเละย่านชุมชน มีอุปกรณ์ออกกำลังกายพื้นฐาน และคิดอัตราค่าบริการต่ำเพื่อจับกลุ่มลูกค้าในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับกรุงเทพฯ ยังมีโอกาสจะเติบโตได้อีก เนื่องจากมีจำนวนประชากรหนาแน่น และลูกค้าส่วนใหญ่เน้นเรื่องการเดินทางมาใช้บริการ จึงมักจะเลือกเล่นฟิตเนสใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านเป็นหลัก ที่สำคัญกระเเสการออกกำลังของเหล่าศิลปินดาราก็ช่วยหล่อเลี้ยงกระเเสให้เดินต่อไป

 

 

เลือกฟิตเนสที่ใช่

องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุ ข้อแนะนำในการเลือกสถานให้บริการออกกำลังกายดังนี้

1.ผู้ให้บริการ

ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะเป็นนิติบุคคล จึงควรตรวจสอบรายที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการซึ่งมุ่งเน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก โดยไม่มีการขายสินค้าอื่นแอบแฝง

สถานภาพของผู้ให้บริการ ไม่ควรมีหนี้สินมากเกิน และไม่ควรมีผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง

ไม่สามารถเชื่อถือชื่อเสียงของผู้ให้บริการที่มีสาขาจากต่างประเทศได้เสมอไป

ควรดูระยะเวลาที่ผู้ให้บริการรายนั้นได้ดำเนินกิจการมาเพื่อประกอบการตัดสินใจ

2. สถานที่

สะดวกต่อการเดินทาง คำนึงถึงที่จอดรถและค่าจอดรถ

สาขาที่เปิดให้บริการ ควรมีทางเลือกให้สามารถเข้ารับบริการได้มากกว่าจุดเดียว

ช่วงเวลาการเปิดให้บริการ ควรมีทางเลือกที่หลากหลาย เลือกใช้ได้ตลอดทั้งวัน

ขนาดของสถานที่กับปริมาณสมาชิกที่เข้าใช้บริการควรมีสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่หนาแน่นเกินไป

สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย และความสะอาดควรมีการให้บริการห้องล็อกเกอร์, ห้องน้ำ, ห้องอาบน้ำ, อุปกรณ์ สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว โดยจัดให้มีพนักงานคอยตรวจสอบดูแลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

ระบบปรับอากาศ และระบายอากาศควรสมดุลกับปริมาณสมาชิกที่กำลังออกกำลังกาย

แยกสัดส่วนการออกกำลังกายประเภทต่างๆ ให้ชัดเจน บรรยากาศแสงและเสียงส่งเสริมกับการออกกำลังกายประเภทนั้นๆ

3. อุปกรณ์ออกกำลังกาย

อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ผู้ให้บริการจัดไว้ให้ควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมใช้งานตลอดเวลา

อุปกรณ์ฯ มีความหลากหลาย

ควรมีพนักงานแนะนำการใช้งานอุปกรณ์ฯ โดยที่ไม่หวังผลจากการขายชั่วโมงฝึก หรือควรมีภาพอธิบายประกอบการใช้

ควรมีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการใช้อุปกรณ์ฯ

4. ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล และโปรแกรมการฝึก

เนื่องจากสถานให้บริการออกกำลังกายส่วนใหญ่มักไม่เคร่งครัดและไม่มีข้อกำหนดในการรับผู้ฝึกสอนเข้าปฏิบัติงาน จึงควรเลือกสถานให้บริการออกกำลังกายที่มีมาตรฐาน โดยผู้ฝึกสอนควรได้ผ่านการเรียนในการออกกำลังกายประเภทที่สอนมาอย่างถูกวิธี เช่น ได้รับประกาศนียบัตรรับรอง

ผู้ฝึกสอนควรให้บริการเฉพาะการฝึกเพียงอย่างเดียว กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ควรมีหน้าที่ในการขายชั่วโมงฝึกด้วย

ผู้ฝึกต้องสามารถให้บริการตามโปรแกรมที่กำหนด และต้องไม่รับฝึกผู้อื่นทับซ้อนในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้นควรการประเมินผลการฝึกสอนของผู้ฝึกสอนอย่างเป็นระบบ

การฝึกออกกำลังกายแบบกลุ่ม (Group Exercise) ควรมีชั้นเรียนที่หลากหลายไว้บริการ

5. อัตราค่าให้บริการที่เหมาะสม

ค่าผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลนั้นยังไม่ปรากฏข้อจำกัดที่ชัดเจน โดยแตกต่างกันไป อาทิ ค่าฝึกการออกกำลังกายประเภทยกน้ำหนัก และประเภท TRX ควรอยู่ระหว่าง 300 -700 บาท ต่อชั่วโมง ค่าฝึกออกกำลังกายประเภทโยคะ และพิลาทิส (Pelates) ควรอยู่ระหว่าง 500 –2500 บาท ต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของผู้ฝึกสอน)

ไม่ควรซื้อชั่วโมงฝึกสะสมไว้มาก ๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ฝึกสอนเป็นผู้ขายด้วย เพราะชั่วโมงฝึกมีวันหมดอายุ

ค่าฝึกการออกกำลังกายกลุ่ม บางสถานประกอบการมักรวมอยู่ในค่าสมาชิก หรืออาจแยกจ่ายขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทฯ รายละเอียดที่ควรพิจารณาประกอบได้แก่  ประเภทของการออกกำลังกาย จำนวนคนในกลุ่มแต่ละครั้ง ราคาต่อครั้ง ต่อชั่วโมงไม่ควรมากไปกว่า 300 บาทในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์การฝึกประกอบ และถ้ากลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ค่าฝึกควรต้องลดลง

ถึงแม้จะมีความล้มเหลวของฟิตเนสให้ได้เห็น แต่อนาคตของวงการฟิตเนสเมืองไทยถูกคาดการณ์ว่าค่อนข้างสดใส  โดยรายงานของ International Health Racquet & Sports Club Association ปี 2558 พบว่าสัดส่วนของประชากรไทยที่ใช้บริการฟิตเนสมีเพียง 0.6% ของประชากร ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับตัวเลขค่าเฉลี่ยของชาติในทวีปเอเชียที่ 8% เมื่อดูเทรนด์พฤติกรรมของคนไทยที่หันมาดูแลสุขภาพร่างกาย และรูปร่างของตนเองแล้ว ธุรกิจฟิตเนสยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก

นอกจากหันมาดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว ถึงเวลาหันกลับมาทบทวนและประเมินความคุ้มค่าในการเลือกฟิตเนสด้วย

ส่องกฎหมายกกต. เพิ่มอำนาจคุมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498343

ส่องกฎหมายกกต. เพิ่มอำนาจคุมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็เป็นไปตามคาด ภายหลังเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มติเสียงข้างมาก 177 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

นอกจากนี้ มีมติเสียงข้างมาก 161 ต่อ 15 คะแนน เห็นด้วยกับมาตรา 70 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่ว่าด้วยการให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง แต่ให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

สำหรับมาตรา 70 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ได้ทำการแก้ไข จนทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันควันออกหู มีเนื้อหาระบุว่า “ให้ประธาน กกต. และ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต. และกรรมการ กกต.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่”

มาตรา 70 ที่คณะ กมธ.วิสามัญแก้ไขนั้นมีเนื้อหาแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอให้มีคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของ กกต.แทน

การเซตซีโร่ กกต.ครั้งนี้ ถือเป็นการแหวกม่านประเพณีครั้งใหญ่ เพราะย้อนกลับไปเมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นกำหนดให้ กกต. และองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากเรื่องการเซตซีโร่ที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนอื่นๆ ของร่างกฎหมายก็มีหลายประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เริ่มตั้งแต่กระบวนการสรรหาอย่างกระบวนการเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.นั้น มาตรา 11 ได้กำหนดให้กรรมการสรรหาต้องมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต มีความเข้าใจในภารกิจของ กกต. และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

ขณะเดียวกันการสรรหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่ง กกต.ของคณะกรรมการสรรหาก็ยังมีการกำหนดรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไว้ในมาตรา 12 ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาสามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ยื่นใบสมัคร กกต.ต่อคณะกรรมการสรรหามาเข้าร่วมรับการสรรหาเป็น กกต. และที่สำคัญยังกำหนดให้กรรมการสรรหาต้องบันทึกเหตุผลที่ตนเองลงมติเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาเป็น กกต.ด้วย

“ในการสรรหากรรมการ ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

โดยนอกจากการประกาศรับสมัครแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาจากบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมทั่วไปได้ด้วย แต่ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความหลากหลายของประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละด้านประกอบด้วย” เนื้อหาของมาตรา 12

ทั้งนี้ ในภาพรวมของอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่มีบางเรื่องที่มีการกำหนดขึ้นใหม่

โดยเฉพาะการให้ กกต.ตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดตามมาตรา 28 เพื่อทำหน้าที่เป็นตาสับปะรดให้กับ กกต.กลางในระหว่างการจัดเลือกตั้ง สส. หรือการเลือก สว. ซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องไม่เป็นข้าราชการ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง และที่สำคัญต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

ส่วนอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเน้นในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง แล้วรายงานให้ กกต.กลางทราบ

จากนี้เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ผ่าน สนช.แล้ว จะต้องรอดูว่าทั้งคณะ กรธ. และ กกต.จะมีท่าทีต่อร่างกฎหมายที่ สนช.แก้ไขอย่างไร

ดังนั้น ศึกนี้จะเป็นศึกใหญ่ที่ต้องจับตา เนื่องจาก กกต.ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบคงต้องสู้ยิบตาอย่างแน่นอน

 

ถอดบทเรียน “เปรี้ยว” เส้นทางตายหมู่ของสื่อหลักที่หลงวิ่งตามโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497977

ถอดบทเรียน "เปรี้ยว" เส้นทางตายหมู่ของสื่อหลักที่หลงวิ่งตามโซเชียล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สัปดาห์ที่ผ่านมาสังคมไทยมีการถกเถียงหลากหลายแง่มุมต่อการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการฆ่าหั่นศพอำพรางหญิงสาวในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จนกระทั่งนำมาสู่การจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “ฆ่า หรือ ค่า สื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย” เพื่อสะท้อนมุมมองพร้อมกับหาทางออกต่อการนำเสนอข่าวในอนาคต

รศ.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักวิชาการด้านจิตวิทยา ฉายภาพว่า เหตุการณ์อาชญากรรมในสังคมไทยเป็นเรื่องปกติที่มีมานาน แต่กรณีที่เกิดกระแสในระดับที่ทำให้คนในสังคมเริ่มคล้อยกำลังมีเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากสื่อออนไลน์เป็นตัวปลุกกระแสให้สื่อหลักคล้อยตาม หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปจะกลายเป็นผลร้ายในแง่ลบย้อนกลับมาสู่สังคม

“ระยะสั้นอาจยังไม่มีผลกระทบมาก แต่อนาคตจะกลายเป็นแผลลึกทำให้สังคมไทยเกิดความรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่กำลังค้นหาพฤติกรรมตัวเอง สื่อยิ่งนำเสนอทำให้ผู้รับสารจดจำและกลายเป็นความเคยชินกับความรุนแรง โดยเฉพาะเยาวชนหากปล่อยให้ซึมซับ โดยไม่มีวุฒิภาวะแยกแยะว่าอะไรถูกหรือผิด คิดเพียงว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ หากปล่อยไปอีกไม่นานสังคมไทยจะเกิดปัญหา”

นักวิชาการด้านจิตวิทยา เสนอว่า ทางแก้ปัญหา คือ ครอบครัว ชุมชน และสื่อต้องร่วมมือกัน โดยพยายามสร้างมุมมองอีกด้านที่มีความรู้ คุณภาพ เพื่อให้เกิดการรับข่าวสารที่หลากหลาย ไม่เดินตามกระแสอย่างเดียว

ส่วนครอบครัวต้องตระหนักรับผิดชอบดูแลบุตรหลานมากกว่าที่เป็น เพราะการโยนหน้าที่ดูแลเด็กให้กับโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ดี ต้องร่วมกันสร้างชุมชนให้เข็มแข็งกว่านี้

 

 

ผศ.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ นักวิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อ กล่าวว่า ปรากฎการณ์ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว สะท้อนให้เห็นว่ามีคนลักษณะเช่นนี้อยู่อีกมากในสังคมไทย ต้องการมีรูปร่างหน้าตาดี รวย และดังเพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชน ทางแก้ปัญหานี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตั้งแต่สื่อหลักและสื่อออนไลน์ที่ต้องมีความรับผิดชอบ จากนั้นควรมีตัวแทนหรือหน่วยงานคอยเฝ้าระวังติดตามวิเคราะห์ดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้สื่อหลักเดินตามกระแสสังคมโซเชียลมีเดียอย่างทุกวันนี้

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ทำให้ข่าวฆ่าหั่นศพช่วงที่ผ่านมามีคนสนใจมากกว่าเรื่องดีอื่นๆ เพราะข่าวมีแง่มุมที่หลากหลายทั้งเชิงวาบหวิว ลึกลับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบทำให้ข่าวได้รับความสนใจ พฤติกรรมของสื่อจะชอบเล่นกับเรื่องความอยากรู้อยากเห็นของคน เพราะต้องพยายามแข่งขันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

“สื่อยุคปัจจุบันต้องทำเพื่อปากท้อง แม้จะผิดหลักจรรยาบรรณก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด หากไม่ทำอาจถูกหัวหน้าให้เลือกว่าจะทำงานหรือให้ลาออก เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติงานต้องเลือกระหว่างเรื่องอุดมการณ์กับปากท้อง จนทำให้คนในสังคมมองว่าสื่อยุคนี้เป็นเสือกระดาษหรือแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ไม่สามารถกำกับดูแลกันได้จริง สุดท้ายคนจึงหันไปสนใจสื่อประเภทอื่นที่แปลกใหม่ น่าสนใจ และเล่นข่าวหนักๆ มากกว่า”

ผศ.มรรยาท ระบุว่า สื่อที่เป็นนักวิชาชีพควรมีจุดแข็งเรื่องการนำเสนอในด้านคุณภาพมากกว่าการแข่งขันเชิงปริมาณ เพื่อเป็นเป็นน้ำดีที่คอยไล่น้ำเสีย ไม่ใช่กระโจนลงไปแข่งกับสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหมด ไม่เช่นนั้นสุดท้ายสื่อจะกลายเป็นผู้ฆ่าสังคมและตัวเองตายไปพร้อมกัน

ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชสังคม บอกว่า คดีล่าสุดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า คนในสังคมยังมีความเข้าใจผิด หลายคนมักชอบบอกไว้ก่อนว่าผู้ที่ก่อเหตุฆาตกรรมต้องป่วยทางจิตเสมอ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ จากนี้ขอร้องว่า หากเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น เบื้องต้นอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิต โดยวงการแพทย์ถือว่าผิดหลักการ ไม่ควรวินิจฉัยหรือให้ความเห็นดังกล่าวต่อสื่อมวลชน

 

แม้จะเป็นผู้ต้องหา แต่ก็ห้ามนำมาแถลงข่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497891

แม้จะเป็นผู้ต้องหา แต่ก็ห้ามนำมาแถลงข่าว

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ, เพ็ญญาเรีย บุญประเสริฐ

ปรากฏการณ์ “ข่าวเปรี้ยว” ในคดีฆ่าหั่นศพ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ทั้งการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่โลกโซเชียลว่า เกินพอดี โดยเฉพาะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กระทำไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ภาพ 3 ผู้ต้องหาหญิงขณะถูกควบคุมตัว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่ง 855/2548 ต่อมาได้แก้ไขเป็นคำสั่งที่ 465/2550 เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า ห้ามอนุญาตหรือจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงถ่ายภาพ สัมภาษณ์ หรือให้ข่าวของผู้ต้องหาในระหว่างการควบคุมของตำรวจทั้งภายในและภายนอกที่ทำการหรือสถานีตำรวจ รวมถึงเหยื่ออาชญากรรม รวมทั้งภาพที่มีลักษณะอุจาดหรือทารุณโหดร้าย หรือล่วงละเมิดสิทธิบุคคล หรือส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งผ่านกระทรวงยุติธรรม ห้ามนำตัวผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าว เพื่อไม่ให้ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนในประเทศ

นั่นเท่ากับว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เผยแพร่ภาพผู้ต้องหาขัดต่อคำสั่งของ สตช. หรือนายกรัฐมนตรีเสียเอง?

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ตอบคำถามนี้โดยยืนยันว่า ตำรวจไม่มีสิทธินำภาพผู้ต้องหามาเผยแพร่

“มันไม่ใช่เรื่องของความเหมาะสมหรือไม่ที่ตำรวจถ่ายภาพผู้ต้องหาและเผยแพร่ออกไป แต่ประเด็นสำคัญคือตำรวจไม่มีสิทธิในการกระทำนั้นๆ กับตัวผู้ต้องหา เพราะอย่าลืมว่า ตามกระบวนการกฎหมายแล้วแม้ผู้นั้นจะตกเป็นผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหาก็ตาม จะต้องปฏิบัติด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ให้เหมือนกับว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าจะมีคำสั่งจากศาลตัดสินในคดี แต่ตำรวจส่วนใหญ่ก็นำผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว ซึ่งไม่มีความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้น และนานาชาติก็ไม่มีประเทศไหนที่ทำแบบนี้”

“แม้คดีฆ่าหั่นศพที่เกิดขึ้นล่าสุดจะไม่มีการเอาตัวผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว แต่ตำรวจเองก็เปิดโอกาสให้มีการเก็บภาพผู้ต้องหา หากถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบคือตำรวจก็ต้องการผลงาน ต้องการให้สังคมรับรู้ แต่เขาไม่รู้ว่าไม่มีสิทธิจะทำเช่นนั้นได้ แม้ผู้ต้องหาจะสารภาพก็ตาม”

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องสิทธิของผู้ต้องหาทั้งในหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม เรื่องนี้จะต้องมีคนเข้ามารับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจับผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว รวมถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องออกมามีท่าทีกับเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยผ่านไปเหมือนที่ผ่านๆ มา และไม่จำเป็นจะต้องมีใครมาร้องเรียน เมื่อเห็นว่าผิด ละเมิดสิทธิก็ต้องเข้ามาจัดการทันที

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติห้ามนำเอาตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาการนำตัวผู้ต้องหามาให้สาธารณะได้เห็นนั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างมาก ทั้งเรื่องของครอบครัวของผู้ต้องหาที่ต้องได้รับความอับอายจากสังคม ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับคดีที่ผู้ต้องหาได้ก่อขึ้น หรือหากผู้ต้องหารายนั้นๆ ไม่ได้กระทำความผิด เราจะเยียวยาเขาได้อย่างไร

กรณี 3 สาวผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ ที่มีภาพการใช้ชีวิตขณะถูกตำรวจควบคุมตัว ทั้งการกินข้าว สูบบุหรี่ หรือการแต่งหน้า ธวัชชัย มองว่า แม้จะไม่ได้เป็นการแถลงข่าว แต่ภาพถูกถ่ายและเผยแพร่ออกมาจากตำรวจที่ควบคุมตัวอยู่ หากมองว่ามีความผิดหรือไม่ ก็คงไม่ชัดเจน แต่หากถามถึงความเหมาะสม แน่นอนว่าภาพนี้ย่อมไม่เหมาะสมอย่างมาก

“กระบวนการยุติธรรมก็ต้องเดินหน้าต่อ ทำผิดจะโดนโทษทัณฑ์อย่างไรก็เป็นไปตามกระบวนการตัดสิน แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหามาให้สาธารณะได้รับรู้ หรือเผยแพร่ภาพออกไป อีกอย่างสังคมโลกไม่มีใครเขาทำกัน ไม่มีใครเอาตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวเลย”

อย่างไรก็ตาม ธวัชชัย มองว่า ตำรวจเองก็มีสิทธิจะถ่ายรูปผู้ต้องหา แต่การเผยแพร่ออกไปยังภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำคดี ก็ต้องทวงถามความรับผิดชอบส่วนบุคคลกันเอง รวมถึงสื่อมวลชนก็ต้องมีวิจารณญาณในการเผยแพร่ เช่น การเบลอภาพผู้ต้องหา

สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การนำเสนอข่าวคดีเปรี้ยวหั่นศพ สะท้อนความไม่ปกติในสังคม โดยสื่อหลักต้องแข่งกับสื่อออนไลน์ทำให้คนแย่งข่าวกัน สื่อหลักมองว่าถ้าไม่นำเสนอคนก็จะไปดูในออนไลน์จึงต้องช่วงชิงนำเสนอ ไปที่ไหนก็เจอข่าวนี้ทุกช่องทาง ไม่ว่า ไลน์ เฟซบุ๊ก ทีวี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ “เยอะเวอร์” ขณะที่ในส่วนของสังคม เข้าใจว่าช่วงนี้ของคนไทยไม่ค่อยมีความมั่นคงเพราะการเมืองมีความอึมครึม ใครวิจารณ์รัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้ ทุกอย่างจึงพุ่งเป้าไปที่ข่าวอาชญากรรม

สุภิญญา กล่าวว่า ประเด็นที่ตำรวจถ่ายรูปผู้ต้องหาและส่งให้สื่อมวลชนนั้น ไม่ควรทำเพราะพื้นที่อาชญากรรมควรเป็นเรื่องของรูปคดี แม้ว่าเขายอมรับผิด แต่มันก็ควรเรื่องของกระบวนการยุติธรรม

“เข้าใจว่าตำรวจอาจจะอยากเล่นกับกระแสในสังคม แต่ถ้าเป็นมาตรฐาน ตำรวจต้องทำให้รัดกุมมิดชิดไม่ให้ภาพหลุดออกมา แต่บางกรณีปล่อยออกมาเพราะไม่ต้องเกรงใจอะไรจริงๆ ควรมีมาตรฐานเดียวคือเป็นเรื่องกระบวนการที่อยู่ภายในห้องขังและจะปล่อยให้สื่อทำข่าวได้คือช่วงทำแผนประกอบการสารภาพ หรือตอนขึ้นศาลเพื่อให้ได้ภาพเพื่อสาธารณะ”

ตวง อันทะไชย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตคนดีมีคุณธรรม มีจริยธรรมได้ เพราะถ้าการศึกษาดี เขาก็จะไม่มีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม

“เปรี้ยวเกิดมาในยุคที่มีความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำของสังคม เขาจึงได้มีพฤติกรรมอย่างที่เกิดเหตุ แน่นอนเขาทำความผิดเขาต้องถูกลงโทษ แต่การที่บอกว่าเพราะความเหลื่อมล้ำเพราะความยากจนไม่ได้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ได้รับผิดตามกฎหมาย ต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกัน” ตวง กล่าว

 

“อย่าเริ่มจากสั่งสอน แต่ให้เหลาความคิด” แนะนำลูกดูข่าวฆ่าหั่นศพแบบได้บทเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497759

"อย่าเริ่มจากสั่งสอน แต่ให้เหลาความคิด" แนะนำลูกดูข่าวฆ่าหั่นศพแบบได้บทเรียน

โดย…วรรณโชค  ไชยสะอาด

ข่าวฆ่าหั่นศพและชื่อของผู้ต้องหาที่ก่อเหตุกำลังกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

สื่อกระแสหลักและรองนำเสนอข่าวของกลุ่มผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่องจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมพร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่ากำลังมอบพื้นที่ให้กับคนกลุ่มนี้มากเกินไปหรือไม่

ท่ามกลางกระแสข่าวฆ่าหั่นศพที่ไหลบ่าในโซเชียลมีเดีย นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองถึงวิธีการที่ควรใช้กับลูกหลานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในแง่บวกจากข่าวในแง่ลบ

เหลาความคิด เพื่อพัฒนาสมอง

ในอดีตพ่อแม่อาจจะสั่งสอนลูกหลานด้วยการชี้นิ้วไปที่จอโทรทัศน์ หน้าหนังสือพิมพ์ แล้วบอกว่า “อย่าทำแบบนี้นะ” มันไม่ดี แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะหมดเวลาของวิธีนั้นแล้ว

นพ.สุริยเดว แนะนำว่า 3 คำถามง่ายๆ ที่ผู้ปกครองควรใช้กับลูกก็คือ ‘รู้สึกอย่างไร คิดอะไร และได้เรียนรู้อะไรบ้าง’ เพื่อเป็นการสอนและเหลาความคิดให้เด็กๆ เกิดการพัฒนา

“อย่าเริ่มจากการสั่งสอน ต้องเริ่มจากการฟังว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบ้างจากข่าว คิดอะไร เรียนรู้อะไร คำถามคือวิธีการสอน  ถ้าตัวคุณมัวแต่นั่งดูข่าว พอถึงเวลาก็บอกลูกว่า เห็นไหมมันทำอย่างงี้ มันไม่ดี โน่นนี่นั่น เลิกสักทีเถอะ วิธีการสอนแบบนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์ ลูกๆ คงนั่งนึกในใจว่า เเล้วพ่อแม่จะดูทำไมถ้ามันแย่ขนาดนั้น”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก บอกต่อว่า รูปแบบการอบรมสั่งสอนในอดีตใช้ไม่ได้กับเด็กสมัยใหม่ เพราะพวกเขาเริ่มสงสัยและเห็นว่า ผู้ใหญ่ไม่ได้ดีเด่นเลิศเลอ ปฏิบัติตนได้ดีอย่างที่พูด ที่สำคัญยังปรากฏภาพความผิดพลาดออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง

“กระบวนการใหม่คือการเหลาความคิดเขาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิชาชีวิต เขารู้สึกอย่างไร ถ้ามองคนผิดแล้วรู้สึกเฉยๆ เป็นไปได้ว่า ลูกคุณอาจอยู่ในภาวะมีปัญหาและส่งสัญญาณเตือนว่าที่ผ่านมาคุณสอนหรือให้อะไรกับลูกบ้าง ได้ส่งเสริมให้เขามีความรู้สึกสงสารชีวิต เคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์หรือไม่”

 

 

สื่อ อย่าทำตัวเป็นแรงเสริมลบของสังคม

การนำเสนอข่าวสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การนำเสนอโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมานั้นเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

นพ.สุริยเดว บอกว่า สื่อมักชอบอ้างถึงความสนใจของประชาชน เป็นเหตุผลหลักในการนำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจดี แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งก็คือ อย่าไปเกาะติดสถานการณ์จนตกเป็นเครื่องมือของคนผิด จนนำไปสู่การทำซ้ำ

“ระมัดระวังในการนำเสนอเรื่องที่ก่อให้เกิดกระแส คิดเสมอว่าสิ่งที่นำเสนอออกไปได้สอนหรือให้บทเรียนอะไรกับสังคม หรือเป็นเพียงแค่ของบริโภคโดยไม่ได้ประโยชน์เท่านั้น” คุณหมอบอกหนักแน่น “อย่ากลายเป็นเครื่องมือ ให้ใครตีราคาตัวเองจากลบเป็นบวก เเละไม่ควรเอาประชาชนมาเป็นข้ออ้างในการนำเสนอ”

เขา บอกว่า คณะบรรณาธิการของสื่อกระแสหลักทั้งหมดต้องประชุมกันอย่างจริงจัง ให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า สื่อจะไม่ทำตัวเป็นแรงเสริมลบหรือหนุนให้เกิดความเละทะของสังคมต่อไป พูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นสื่อมืออาชีพ

คุ้มค่าที่จะทำเรื่องแย่ เพื่อแลกกับความดัง

สาเหตุที่คนส่วนหนึ่งเลือกหยิบเอาเรื่องฆาตกรรมหั่นศพไปพูดในลักษณะขำขันและดัดแปลงต่อยอดเป็นเรื่องราวสนุกสนานผ่านโลกออนไลน์นั้น

ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากช่วงเวลาที่ผ่านมาสื่อมักคอยสร้างกระแสให้กับคนพวกนี้ ไม่ว่าจะดี เลว เฟะฟะ ผิดศีลธรรมหรือไร้มนุษยธรรมอย่างไรก็สามารถแจ้งเกิดได้

“การไปหยิบฉวยคนพวกนี้มาเป็นกระแสหรือประเด็นคือการแรงเสริมลบทางสังคม เกิดการเรียนรู้ในหมู่ประชาชนกันเองว่า คนบางคน แจ้งเกิดได้ ทั้งๆ ที่เปลืองตัว แก้ผ้า เปลือยอก แต่มันดังและทำมาหากินได้เลย ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็น ได้เงินทอง บางทีคนเราก็ไม่สนใจเท่าไหร่ว่าจะผิดถูกยังไง วันนี้ฉันดังแล้วอ่ะ”

นพ.สุริยเดว ทิ้งท้ายว่า อาจถึงเวลาที่ภาครัฐต้องมีกฎกติกาควบคุมหรือส่งเสริมมารยาททางสังคมในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากกว่าปัจจุบัน

“พฤติกรรมไหนที่ต้องการดำรงอยู่ต้องให้ความสำคัญ พฤติกรรมไหนไม่ต้องการก็อย่าไปใส่ใจ  ส่วนพฤติกรรมไหนที่ก่อให้เกิดอันตราย รุกล้ำละเมิดคนอื่น ต้องใช้กลไลภาครัฐในการควบคุม เพื่อหยุดยั้งเชื้อโรคร้ายที่กำลังระบาด”

สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับดราม่าทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคือ เราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเพียงแค่ปล่อยผ่านหูผ่านตาไปเท่านั้น