“ขอสืบทอดมรดกชิ้นนี้จนวันตาย” 42ปีละครลิง “ประกิตศิษย์พระกาฬ” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 19:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497677

"ขอสืบทอดมรดกชิ้นนี้จนวันตาย" 42ปีละครลิง "ประกิตศิษย์พระกาฬ" ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ยุคสมัยหนึ่งไม่มีใครไม่รู้จัก “คณะละครลิง ประกิตศิษย์พระกาฬ” ที่มีดาราตัวเอกชื่อ ประกิต และฝูงเพื่อนลิงที่จะถูกจับแต่งแต้มใบหน้าสวมใส่ชุดสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ เดินสายเปิดวิกการแสดงตามงานวัดและงานรื่นเริงต่างๆทั่วประเทศ สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง

‘ประกิตศิษย์พระกาฬ’ เคยมีโอกาสสูงสุด ถวายการแสดงหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด และยังเป็นแรงบันดาลใจให้คณะฯ อนุรักษ์การแสดงนี้มาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะผ่านมรสุมมามากมาย

วันนี้ “วัชระ กันรอบรู้” อายุ 39 ปี เจ้าของคณะละครลิงระดับตำนาน ผู้สืบทอดมรดกศิลปะการแสดงนี้มาจาก ปัญญา กันรอบรู้ ผู้เป็นทั้งพ่อและคนก่อตั้งคณะ จะมาเปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแสดงพื้นฐานที่ดำรงอยู่มา 42 ปี ให้เลือนหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของคนไทย…

วันเก่าๆยุครุ่งเรืองของประกิตศิษย์พระกาฬ

วัชระ เล่าว่า จุดกำเนิดของละครลิงคณะประกิตศิษย์พระกาฬ เริ่มก่อตั้งในปี 2518 ก่อนหน้านั้นคุณพ่อปัญญาเคยเป็นอดีตเด็กหนึ่งในสามคณะละครลิง ชื่อดังของประเทศอย่าง คณะเริงลมสยามปากน้ำโพธิ์ นอกเหนือจาก คณะดำรงค์ศิลป์วานร และคณะลิงไทยมั่นคง ที่ตอนนั้นทั้งสามคณะนี้โด่งดังมาก แต่สุดท้ายทั้งหมดเลิกทำการแสดงไป หลังจากไม่มีทายาทสืบสานต่อ ด้วยความที่พ่อรักในศิลปะการแสดงแขนงนี้จึงตัดสินใจเดินหน้าด้วยตัวเอง โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้เข้ากับยุคสมัย เล่นแนวสากลมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่การแสดงละครลิงจะเล่นแต่ละครจักรๆวงศ์ๆ อาทิ จันทโครพ สิงหไกรภพ แก้วหน้าม้า ไกรทอง พร้อมกับมีเสียงดนตรีของตะโพน กลอง ปีพาทย์ คอยประกอบจังหวะทำให้เนื้อเรื่องมีความสนุกสนาน

คณะประกิตศิษย์พระกาฬเริ่มเมื่อปี 38 ทำการแสดงมาเรื่อย แต่จุดที่ทำให้คณะโด่งดังเป็นที่รู้จักมาจากลิงตัวหนึ่งที่รับบทเป็นนักเลงชื่อ ‘ประกิต’ ซึ่งมีลักษณะการแสดงที่ทำให้ผู้ชมชื่นชอบและพร้อมส่งเสียงหัวเราะ จนเป็นจุดที่ทำให้คนรู้จักคณะประกิตตั้งแต่นั้นมา

“ตอนนั้นดังมากชนิดที่ว่าพ่อชื่อปัญญา แต่คนก็เรียกพ่อว่าประกิต ซึ่งเป็นชื่อลิง ดังจนคนเอาชื่อลิงไปเป็นชื่อคน จนเรียกติดหูมาถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นงานเยอะมาก เหนื่อยแต่ก็ยอมเพราะคิดว่ามีงานดีกว่าไม่มีใครจ้าง”

วัชระ เล่าว่าปีทองของคณะประกิตอยู่ระหว่างปี 2520-2540 พากันเดินสายเล่นตามงานวัด งานต่างๆ เกือบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตั้งแต่ลอยกระทงถึงช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงทอง เคยเล่นมากสุดวันเดียว 6-7 ที่ ทำการแสดงไม่ต่ำกว่า 10 รอบ

ปัจจุบันลิงชื่อประกิตนั้นเสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงรุ่นลูกและหลานตามสายเลือดของมันเท่านั้น

“ตอนนี้ลูกประกิตเหลือ 4 ตัวไม่ได้ทำการแสดง เป็นพ่อพันธุ์อย่างเดียว ที่ทำการแสดงอยู่เป็นหลานประกิตทั้งหมด แต่ยังคงความสามารถของประกิตไว้คือ วิชาเพลงดาบอยู่ ส่วนวิชาการแสดงอื่นอยู่ที่การฝึกฝนและความชอบของลิงแต่ละตัว” เจ้าของละครลิงระดับตำนานบอก

วัชระ กับเจ้าลิงในคณะ

ยุคสมัยพัฒนา จุดตกต่ำละครลิง

ความเปลี่ยนแปลงของละครลิงประกิตศิษย์พระกาฬ วัชระเล่าว่า เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2540 หลังภาวะเศษฐกิจฟองสบู่แตก ประกอบยุคสมัยเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ทำให้ยอดงานแสดงทยอยลดลงไปมาก คนรุ่นใหม่ไม่คอยรู้จักศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอดีตของไทย หันไปสนใจวิดีโอเกม สื่อออนไลน์มากกว่า ทำให้การแสดงในอดีตบางชนิดได้สูญหายไป

“หลังปี 40 เมื่องานน้อย โลกพัฒนา บางช่วงไม่มีงาน ชาวคณะแย่มาก ต้องช่วยกันทำขนมขายเพื่อหาค่ากับข้าวเลี้ยงคนกับลิง บางครั้งต้องไปหยิบยืมเงินมาใช้ก่อน เมื่อมีงานแสดงค่อยนำเงินไปคืน ถึงขั้นหนักสุดต้องเก็บผักตบชวา ผักบุ้ง หอยขมในแม่น้ำมาต้ม หรือปลากระป๋องเดียวละลายน้ำกินทั้งบ้าน หรือไปขอข้าววัดมากินยังชีพทั้งคนละลิงก็เคยมาแล้ว”

วัชระ เล่าว่า สาเหตุที่ไม่ทิ้งลิงเพราะคนในคณะกับลิงมีความผูกพันกันมาก คนได้กินอะไรลิงต้องได้กินด้วย บางครั้งกินทุเรียนลิงก็ได้กินเช่นกัน เพราะคิดว่าลิงเสมือนคนในครอบครัว หากไม่มีลิงก็ไม่มีงาน ส่งเสริมครอบครัวให้อยู่มาได้ถึงวันนี้

ผู้สืบทอดละครลิงคณะประกิตรุ่น 2 ยอมรับว่า หลังเข้ามาดูแลต่อจากคุณพ่อเมื่อปี 2546 ถึงวันนี้กว่า 15 ปีแล้วพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้ทันยุคสมัยมากขึ้น ลดเรื่องความรุนแรง เน้นโชว์ความสามารถของลิงที่แต่ละตัวความสามารถไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามยังคงรูปแบบการแสดงที่เน้นความน่ารักไว้

ทั้งนี้พี่น้องในครอบครัวของวัชระ บางส่วนได้ขยายคณะออกไปทำการแสดงที่อื่น จากเมื่อก่อนรวมกันอยู่ที่เดียวใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ปัจจุบันแยกการแสดงออกไปถึง 5 ทีม คือ 1.ปางช้างเผือกดำเนินสะดวก. อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี 2.ตลาดน้ำสี่ภาค เทศบาลเมืองพัทยา จ ชลบุรี 3.บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 4.ห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า และ 5.เดินสายแสดงทั่วประเทศ ทั้งหมดสร้างรายได้ในระดับที่พอหล่อเลี้ยงชีวิตคนและลิงไปได้แม้จะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าอดีต

“วันนี้ยังไม่ถึงยุคอวสานละครลิง แต่ไม่รู้อีก 10-20 ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่สามารถตอบได้ ตอนนี้จะพยายามอนุรักษ์รักษาการแสดงประเภทนี้ไว้ให้ดีที่สุด”

 

สร้างยุค 3 ละครลิงคณะประกิตฯ

ปัจจุบัน วัชระ กำลังถ่ายทอดวิชาความรู้การฝึกลิงให้กับลูก หลาน คนในครอบครัวรุ่นที่ 3 เพื่ออนุรักษ์และสานต่อศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านนี้ไว้ให้คงอยู่ แต่ก็อาจต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้เข้ากับยุคสมัยบ้าง

“รุ่นผมอาจเลยกระแสไปแล้ว ตอนนี้ยุค 2560 ความคิดบางอย่างเป็นของเก่า ต้องให้คนรุ่นใหม่มาเล่าของใหม่ๆ เพื่อทันกับความคิดของคนยุคนี้ แต่อยู่ที่ว่าคนรุ่นใหม่จะได้สืบทอดแล้วนำไปดัดแปลงพัฒนาสร้างสรรค์อย่างไรให้ละครลิงอยู่ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่ล้าหลังก็อาจจะอยู่ไม่ได้”

วัชระ ฝากถึงแฟนคลับว่า วันนี้คณะละครลิงประกิตยังทำการแสดงและรับงาน พร้อมสร้างเสียงหัวเราะความสุขให้แก่ผู้ชมตามเดิม แม้ก่อนหน้านี้อาจเงียบหายไปบ้างจนบางคนเข้าใจว่าเลิกไปแล้ว ที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยหยุดนิ่ง กำลังฝึกลิงรุ่นใหม่และพยายามคิดค้นรูปแบบการแสดงใหม่ๆ ออกมาเสมอ อยากขอให้แฟนคลับหรือผู้ที่เคยรู้จักคณะละครลิงประกิตติดตามชมดูอีกครั้งให้หายคิดถึง

เจ้าของคณะละครลิงประกิตศิษย์พระกาฬ ทิ้งท้ายว่า วินาทีนี้เหตุผลที่ยังคงทำคณะลิงต่อไป เพราะมีต้นแบบจากพ่อ (ปัญญา) ที่มีพลังกายพลังใจเต็มที่ในการแสดงและต่อสู้กับยุคสมัย ตนจึงขอสืบทอดมรดกชิ้นนี้ไปจนกว่าจะตาย

*********************

ผู้สนใจสามารถติดต่อคณะละครลิงประกิตศิษย์พระกาฬ ได้ที่

-เฟซบุ๊ก ละครลิงประกิตโชว์ https://www.facebook.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B9%8C-402773616527579/

-โทรศัพท์ 089 228 5774

-id line : prakitshow

-อีเมล prakitshow@gmail.com

ลูกชายวัชระ ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 กำลังเรียนรู้การแสดงกับเจ้าลิง

เตรียมตัวก่อนเริ่มแสดง

 

 

กทม.กับปัจจัยเสี่ยงอนาคต แผ่นดินกัดเซาะ-น้ำทะเลหนุนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497334

กทม.กับปัจจัยเสี่ยงอนาคต แผ่นดินกัดเซาะ-น้ำทะเลหนุนสูง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่เคยปรานีใครในมวลมนุษยชาติ เมื่อสถาบันระดับโลกอย่างสถาบันเวิลด์วอตช์ ออกมาเตือนว่า 160 ประเทศ จะจมอยู่ใต้บาดาลในปี 2563 ที่สำคัญรวมเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ติดโผด้วย หลังได้ทำการวิจัยสภาพแวดล้อมโลก พบว่าเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทั่วโลกอย่างน้อย 30 เมือง กำลังเผชิญกับอันตรายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพิบัติภัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และสาเหตุจากแผ่นดินทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับเพิ่มขึ้น

งานวิจัยขององค์กรดังกล่าวสร้างความสับสนให้กับคนเมืองกรุงไม่น้อย เรื่องนี้ ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา สำนักวิทยาศาสตร์ ไขข้อข้องใจถึงผลงานวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์กรุงเทพฯ จมน้ำ ว่า โอกาสที่กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้บาดาลภายในปี 2563 นั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็จมอยู่แล้วในลักษณะน้ำท่วมแบบถาวรและค่อยๆ เป็นไปซึ่งไม่ใช่น้ำท่วมเหมือนเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554

“ห้วงระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวไทยตอนบน เช่น เขตบางขุนเทียนพื้นที่ชายฝั่งหายไปแล้วประมาณ 1 กิโลเมตร (กม.) แล้วไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงในกรุงเทพฯ อย่างเดียว ยังเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดปริมณฑลอย่าง สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีพื้นที่หายไปร่วมกันนับหมื่นไร่จากห้วงระยะเวลาดังกล่าว”

ธนวัฒน์ กล่าวว่า แนวทางการศึกษาพบว่า หากเราไม่ดำเนินการป้องกันอะไรเลยในระยะเวลา 20 ปี  พื้นที่ชายฝั่งจะถูกกัดเซาะกว่า 6.3 หมื่นไร่ ระยะทางประมาณ 1.3 กม. ถัดมาระยะเวลา 50 ปี พื้นที่จะถูกกัดเซาะเข้ามาอีกประมาณ 1.5 แสนไร่ ระยะทางกว่า 2.3 กม. และระยะเวลา 100 ปี พื้นที่จะถูกกัดเซาะอีกกว่า 2.4 แสนไร่ ระยะทางประมาณ 6 กม. อย่างไรก็ตามระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ และอีก 5 จังหวัดใกล้เคียงจมไปแล้วประมาณ 1 กม.

สำหรับสิ่งที่เวิลด์วอตช์ทำวิจัยออกมาพร้อมระบุกรุงเทพฯ ติดเมืองชายฝั่งที่เสี่ยงจมน้ำในปี 2563 นั้นในความเป็นจริงคือเป็นข้อมูลเก่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ฉะนั้นจากการศึกษาวิจัยต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี เกี่ยวกับเรื่องธรณีวิทยา ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา แต่ถ้าในอนาคตเรายังไม่ทำอะไรเลยอีก 20 ปีแผ่นดินจะถูกกัดเซาะไปอีก 1.3 กม. เฉลี่ย 6.3 หมื่นไร่ ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ จะหายไปเรื่อยๆ

“กรุงเทพฯ กำลังมีปัญหาเรื่องระบบการระบาย ฝนตกนิดหน่อยก็น้ำท่วม ผลที่ตามมาเราระบายน้ำไม่ได้เนื่องจากคลองเราไปทำผนังกั้นน้ำท่วม พอสูงขึ้นก็ตกตะกอนทำให้เกิดการตื้นเขินจึงระบายน้ำลงสู่คลองได้ไม่สะดวก สังเกตจากปัจจุบันเห็นว่าช่วงฝนตกน้ำระบายลงคลองยากมาก น้ำเอ่อล้นท่วมไปหมดกลายเป็นน้ำรอระบาย ซึ่งผมว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงและหนักมาก เราต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน”

ชวลิต จันทรรัตน์ นักวิชาการทางด้านน้ำภายในประเทศไทย หรือ ทีม กรุ๊ป ฉายภาพว่า การวิจัยขององค์กรดังกล่าวถือว่าเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่ค่าการคำนวณดูรุนแรงเกินไป หากใช้งานวิจัยที่มีค่าสูงเกินความเป็นจริงอ้างอิงอาจทำให้ค่าที่ออกมาเกินความเป็นจริง และข้อมูลที่ออกเตือนก็เป็นข้อมูลเก่าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่ยอมรับว่าประเทศไทยอยู่ในรายชื่อของประเทศลุ่มต่ำเวลาน้ำทะเลหนุนขึ้นจะเอ่อท่วมขึ้นมา

“กรณีที่ว่ากรุงเทพฯ จะจมในปี 2563 ไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่จะเกิดขึ้นในอีกกว่า 80 ปีข้างหน้าน้ำทะเลที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำอ่าวไทยจะมีระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นระดับ 60 เซนติเมตร (ซม.) ซึ่งเป็นค่าที่ยูเอ็นฯ ให้การยอมรับ และจากการติดตามค้นคว้าวิจัยมาตลอด ในทุกประเทศต่างหามาตรการบรรเทาสถานการณ์เหล่านี้เพื่อรุ่นลูกหลานเราในอนาคต”

ชวลิต กล่าวว่า การสูบน้ำบาดาล เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินทรุดลงไปเช่นกัน ทุกวันนี้ในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำอย่าง กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และพื้นที่ใกล้เคียงไม่มีการอนุญาตให้สูบน้ำบาดาลแล้ว ถ้าใครสูบน้ำจะคิดค่าธรรมเนียมแพงมาก ซึ่งได้มีตรวจสอบวัดดูพบว่าน้ำบาดาลเพิ่มขึ้นจำนวนมากและการทรุดตัวน้อยลงแล้ว เพราะฉะนั้นการตั้งสมมติฐานกรุงเทพฯ ทรุดลง 10 ซม./ปี มันคือเหตุการณ์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันไม่มีการทรุดตัวเพียง 1-2 ซม. เท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องดีเตือนใจว่าอย่าทำให้โลกร้อนขึ้นเกิน 1 องศา

ชวลิต กล่าวทิ้งท้ายว่า อนาคตระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 60 ซม. ดังนั้นการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาอาจไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ คันป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงพระนครศรีอยุธยา จะต้องสูงขึ้นลดหลั่นกันออกไป

 

“เล่นมือถือ-เมารถ-กลิ่นแก๊สรั่ว”ไขคำตอบอาการมโนถูก”มอมยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497141

"เล่นมือถือ-เมารถ-กลิ่นแก๊สรั่ว"ไขคำตอบอาการมโนถูก"มอมยา"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ข่าวหญิงสาวอ้างว่าถูกวางยาจนสลบไสลไม่ได้สติบนรถโดยสารสาธารณะ ปรากฎเป็นข่าวให้เห็นบ่อยครั้งในเมืองไทย

ล่าสุด สาวสวย รายหนึ่ง เล่าเรื่องราวผ่านสังคมออนไลน์ว่า เห็นคนขับแท็กซี่หยิบขวดน้ำสีเหลืองมาสูดดม
ส่งผลให้เธอรู้สึกมึนศีรษะ ตาเบลอเเละรู้สึกชาตามร่างกาย สุดท้ายเห็นว่าอาการตัวเองไม่ดี เลยพยายามหาทางลงจากรถโดยสั่งให้คนขับจอด
ก่อนจะเดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในเวลาต่อมา โชเฟอร์หนุ่มออกมาเปิดเผยว่า ขวดน้ำสีเหลืองเป็นเพียงน้ำมันหอมระเหยเท่านั้น และไม่มีเจตนาคิดร้ายแต่ผู้โดยสารแม้แต่นิดเดียว

เหตุดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่ว่า สรุปแล้วที่สาวๆ พากันอ้างว่า โดนคนร้ายมอมยา วางยาสลบผ่านช่องแอร์นั้นมีจริงไหมหรือเป็นแค่เพียงเรื่องที่มโนไปเอง

มอม โปะ ป้าย ไม่มีจริง

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า การมอมหรือป้ายยานั้นไม่มีจริง การใช้ยาเพื่อให้คนสลบมีเพียงแค่วิธีรับประทานและฉีดเข้าร่างกายเท่านั้น โดยการกระทำที่พบบ่อยคือ นำยาเม็ดไปบดแล้วละลายน้ำ ผสมอาหาร หรือนำไปป้ายไว้ที่บริเวณหัวนม เมื่อเหยื่อใช้ลิ้นสัมผัสเข้าไปก็จะเกิดอาการสลึมสลือและสลบในที่สุด ส่วนวิธีอื่นๆ เป็นเพียงเรื่องที่ร่ำลือกันเท่านั้น

“ยาสลบจะออกฤทธิ์ได้ ตัวยาต้องเข้าไปในร่างกายและส่งผ่านสู่สมอง การรับประทานจะส่งผ่านระบบย่อยอาหาร ถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดและส่งต่อไปยังสมอง ส่วนการฉีดเป็นวิธีนำเข้ากระแสเลือดโดยตรง”

อ.เจษฎา ขยายความต่อว่า หากร่างกายจะสลบเพราะการดม ต้องได้รับสารเคมีปริมาณมาก ที่เห็นในภาพยนตร์ใส่ในผ้าเช็ดหน้าและนำมาโปะเป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น โลกแห่งความจริงสารตระกูลคลอโรฟอร์มและอีเทอร์ที่เป็นยาสลบ ต้องใช้ระยะเวลาออกฤทธิ์ค่อนข้างนานประมาณ 5-10 นาที และต้องใช้ปริมาณมาก ที่สำคัญหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงภายในรถคงต้องมีการต่อสู้ขัดขืนกันบ้าง

“ดมแล้วสลบทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพอากาศภายในห้องโดยสารมีการหมุนเวียนไปทั่วทั้งคัน และด้วยสถานปิดไม่ถ่ายเทหากมีการวางยาสลบในแท็กซี่จริง คนขับก็ต้องสลบกับผู้โดยสารด้วย เว้นแต่คนขับจะใส่หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ”

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้โดยสารเกิดอาการมึนเมาและสะลึมสะลือนั้น อ.วิทยาศาสตร์ ไขข้อข้องใจว่า ผู้โดยสารเมารถโดยไม่รู้ตัว โชเฟอร์ขับรถโคลงเคลง ผู้โดยสารเล่นโทรศัพท์และจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่อาการเมารถได้ นอกเหนือจากนั้น ภายในรถอาจมีแก๊สรั่วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์จนกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งไม่มีกลิ่น ส่งให้คนที่ไม่เคยสูดดมเป็นประจำเกิดอาการอ่อนเพลีย มึนหัว

ทางแก้คือ นั่งพักสูดดมอากาศที่สดชื่นจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ส่วนที่คนขับไม่รู้สึกเนื่องจากสูดดมทุกวันจนเกิดความเคยชิน”

การวางยาสลบในรถแท็กซี่ไม่เป็นเรื่องจริง เช่นเดียวกับป้ายยาที่กระทบกับผิวหนังด้านนอกเท่านั้น ผิวหนังมนุษย์หนาและมีชั้นไขมัน การซึมผ่านไปถึงเส้นเลือดใหญ่จนเข้าสู่หัวใจเป็นเรื่องยากมาก หากทำจริงต้องใช้เวลานาน แต่มีโอกาสเป็นไปได้หากเลือกใช้ยาบางชนิดที่สัตวแพทย์ใช้กับช้าง ซึ่งมีความรุนแรงมากและคนป้ายอาจได้รับผลกระทบด้วย

ขณะที่อาการคล้อยตามมิจฉาชีพที่คนรู้สึกนั้น ไม่ได้เกิดจากยาป้าย แต่เกิดจากการถูกล่อลวงด้วยคำพูด ที่พยายามทำให้เหยื่อเกิดความสับสน

“มิจฉาชีพวกนี้ชอบสัมผัสร่างกายจนเหยื่อคิดว่าโดนป้ายยา จริงๆ ไม่ใช่ เป็นหลักจิตวิทยา การสัมผัสเป็นการสร้างความคุ้นเคย เมื่อผู้โดยสารถูกหลอก พอไปปรึกษาครอบครัวหรือตำรวจ บางคนกลัวว่า ถ้ายอมรับว่าถูกหลอกจะเสียชื่อ เลยอ้างว่าถูกป้ายยา ส่วนอาการที่บอกว่าเวียนหัว หายใจไม่ออก วิงเวียน เอาเข้าจริงถ้าไม่ถูกมอมด้วยการให้กินยา ที่เหลือเป็นอุปทานรู้สึกไปเองหรือถูกกระทำจนมีอาการอย่างที่ว่า”

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

กิน-ฉีด วีธีเดียวทำให้สลบ

ศ.นพ.วิชัย อิทธิชัยกุลฑล ประธานราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์ แห่งประเทศไทย  ยืนยันเช่นเดียวกันว่า การมอมหรือป้ายยาสลบทางการแพทย์ไม่มีจริง เพราะการทำให้สลบต้องทำให้ตัวยาส่งไปถึงสมองและการป้ายยามีโอกาสน้อยมาก หากมีจริงวงการแพทย์ก็ต้องการนำมาใช้

“ยาป้ายกว่าจะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังเป็นเรื่องยาก ผิวหนังคนเราเป็นตัวป้องกันที่ดีมาก มีเพียงยาชาที่ใช้ป้ายบริเวณผิวหนังก่อนใช้เข็มแทง หรือใช้สารทาผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดเท่านั้นที่อาจเป็นไปได้ แต่จะทำให้สลบหรือหลับยังไม่มี”

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีแพทย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์มิจฉาชีพที่ปรากฎเป็นข่าว หลอกให้รับประทานอาหารหรือน้ำดื่มจนมีอาการง่วง มักใช้สารประเภทยานอนหลับโดมิคุมหรือมิดาโซแลม แต่ใช้เวลาออกฤทธิ์พอสมควรราว 5-10 นาทีขึ้นไป นั่นหมายความว่า การป้ายยาเพื่อหวังผลให้สลบนั้นเป็นเรื่องยากมาก

“ตามหลักการแพทย์หากเกิดในรถซึ่งเป็นสถานที่ปิดก็เชื่อว่าคนขับหรือผู้ที่อยู่ภายในรถทุกคนต้องสลบไปด้วย เป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งจะสลบและอีกคนไม่เป็นไร”

ศ.นพ.วิชัย บอกว่า ผู้ชอบอ้างว่ามีอาการมึน วิงเวียนศรีษะ เท่าที่เคยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในแต่ละคดีทราบว่าคนไข้บางส่วนมีอาการผิดปกติทางสติและบางคนก่อนที่อ้างว่าถูกป้ายยามักจะรับประทานอาหารที่อาจมีผลมาก่อน  ขอยืนยันที่บอกว่าถูกป้ายยา จับซองบุหรี่หรือนามบัตร จนทำให้มีอาการง่วงนอนหรือสลบนั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นทางแก้ดีที่สุดควรสูดอากาศบริสุทธิ์หรือเดินออกจากพื้นที่บริเวณนั้น

 

 

หยุดขยายข่าว-หาความจริง หนทางยุติความเชื่อผิดๆ

อ.เจษฎา กล่าวว่า ทางยุติความเชื่อเหล่านี้ ต้องแก้ที่สื่อเพราะเป็นตัวช่วยประโคมให้เกิดสีสัน โดยใช้ความน่ากลัวและความเร็วในการแข่งขัน หากไม่ประโคมข่าวและช่วยกันตรวจสอบ ชี้แจงเนื้อหาข้อเท็จจริงในหลากหลายแง่มุม เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะลดลง ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการเวียนหัว เมารถ เมาแดด วิธีบรรเทาอาการที่ดีที่สุด คือ สูดอากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้ร่างกายสดชื่นหรือขอลงจากรถเพื่อนั่งพัก สิ่งสำคัญคืออย่าดื่มหรือรับประทานอาหารจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด ขณะเดียวกันควรหมั่นไปตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เนื่องจากบางรายมีอาการเจ็บป่วยโดยไม่รู้ตัว

อ.เจษฎา เห็นว่า เรื่องนี้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคมเชื่อถือและคล้อยตามกันง่าย ไม่มีการตรวจสอบ ค้นหาความจริง ในทางกลับการไปถ่ายรูปรถหรือป้ายทะเบียนแท็กซี่แล้วนำไปโพสต์ต่อว่า โดนมอมยา เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เป็นการกล่าวหาปรักปรำโดยไร้หลักฐาน อยากให้ทุกคนปรับเปลี่ยนความคิดกันใหม่ ควรหาความจริงก่อนเสมอ

สรุปวินาทีนี้การมอมยาสลบโดยสูดดมและป้ายผ่านผิวหนังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ยิ่งบนรถแท็กซี่ด้วยแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย….มิจฉาชีพอาจไม่ใช่แท็กซี่แต่เป็นความรู้สึกนึกคิดของตัวคุณเอง

 

รายงานพิเศษ : เด็กไทยหัวใจจิตอาสา ตามรอยพ่อหลวงภูมิพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241029

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพราะความยากจนเป็นปัญหาสำคัญที่สังคมไทยเผชิญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะชุมชนในต่างจังหวัดที่มักจะได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม และส่งผลให้มีเด็กๆ จำนวนมากต้องเผชิญการขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา เป็นต้นว่า โรงเรียนในชนบทมักจะขาดแคลนครู ขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา และที่สำคัญคือขาดแคลนในเรื่องของโภชนาการ เนื่องจากโรงเรียนประเภทนี้จะไม่มีงบประมาณพอสำหรับอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน จึงเป็นที่มาของเยาวชนยุคใหม่หัวใจจิตอาสาเกิดแนวความคิดที่จะแบ่งปันโอกาสดีๆ แก่เด็กผู้ยากไร้ ให้มีโอกาสทางการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการจัดทำโครงการกลุ่มเยาวชนยุคใหม่หัวใจจิตอาสา LIONHEART ที่มีแนวคิดแบ่งปันโอกาสดีๆ ที่ตัวเองเคยได้รับส่งต่อแก่ผู้ยากไร้ให้มีโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายอรณ ยนตรรักษ์ หัวหน้ากลุ่มกล่าวว่า The Lionheart Society เป็นกลุ่มงานพัฒนาจิตอาสากลุ่มแรกที่จัดตั้งขึ้นด้วยความริเริ่มของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรวเพียงแปดคนเมื่อเดือนตุลาคม 2553 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้ช่วยกันช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั้งในกรุงเทพฯและชุมชนห่างไกลในชนบท ด้วยการยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” โดยชมรมได้มุ่งในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาส และการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นในประเด็นปัญหาที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในการรับรู้และแก้ไขได้ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นองค์กรที่สมาชิกขององค์กรเป็นผู้วางแนวนโยบาย วางแผนการจัดการบริหารทั้งด้านการระดมทุนในการบริหารโครงการต่างๆ ปัจจุบันทางองค์กรมีสมาชิกและอาสาสมัครในสังกัดมากกว่า 100 คน

นางสาวโปรดปราน สุขเจริญ หัวหน้ากลุ่มร่วมของชมรมได้กล่าวเสริมว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก จึงได้มีการแบ่งโครงการเป็น 5 โครงการใหญ่ๆได้แก่ โครงการปลูกพืชผักปลอดสารเพื่อนำมาจำหน่าย หารายได้ไปใช้จ่ายในโครงการอื่นๆ โครงการให้ความช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ยากไร้  โดยมีโครงการย่อยหลายประเภท เช่น ส่งเสริมการศึกษาในโรงเรียนยากจน ในรูปแบบของห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องสมุด อุปกรณ์การเรียนการสอน ริเริ่มโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยการเลี้ยงปลาดุก กบ ไก่ไข่ เพาะเห็ด ปลูกพืชผักสวนครัว  ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยโรงเรียนลดต้นทุนในการประกอบอาหารกลางวันให้นักเรียนได้ทุกๆ วัน นอกจากนี้ผลผลิตส่วนที่เหลือทางโรงเรียนในพื้นที่กันดารนั้นสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในการเลี้ยงและเพาะปลูกต่อๆ ไปได้ ชุมชนสามารถช่วยเหลือและยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทำได้ด้วยตนเอง เช่น การเก็บรวบรวมหลอดไฟฟ้า แบตเตอรี่ กล่องนม ขวดน้ำพลาสติก ฯลฯ โดยประสานกับโครงการเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ส่งกล่องนมใช้แล้วไปโรงงาน Tetra Pack เพื่อรีไซเคิลเป็นกระเบื้องมุงหลังคาและเรือบริจาคให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งในครั้งน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมาทาง The Lionheart Society ได้บริจาคกล่องนมทำเรือได้ประมาณ 30 ลำ โครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ขาดเงินค่ารักษาพยาบาล เช่น ช่วยเหลือผู้ป่วยฟอกไต การอุปถัมภ์ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อเอดส์แต่กำเนิด ให้ได้รับการศึกษา วิชาชีพ และดำรงชีวิตเช่นคนปกติทั่วไปได้ โครงการสอนหนังสือเด็กในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในพื้นที่มีปัญหายาเสพติดขั้นรุนแรง

นายอรณ ยนตรรักษ์ กล่าวสรุปว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านมา The Lionheart Society ช่วยยืดอายุผู้ป่วยไตวายขั้นสุดท้ายที่เคยเกือบเสียชีวิตเมื่อสี่ปีที่แล้ว ให้ยังได้มีชีวิตอยู่ได้เห็นลูกสองคนโตขึ้นมาจวบจนวันนี้ช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยเอดส์สามคนได้เข้าเรียนเหมือนคนอื่นๆ ให้มีอนาคตเหมือนคนทั่วไป เราบริจาคกล่องนมมากพอผลิตกระเบื้องมุงหลังคามากกว่า 1,000 แผ่น และเรือมากกว่า 60 ลำ นอกจากนั้นเราทำให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ยากไร้ได้มีน้ำสะอาดดื่มมากกว่า 850,000 แก้ว มีอาหารกลางวันได้ทานกันมากกว่า 625,000 มื้อ จากผลิตผล ที่ชมรมไปช่วยส่งเสริมให้ปลูกและเพาะเลี้ยงตามโรงเรียนต่างๆ

ความสำเร็จทั้งหมดนี้สมาชิกในกลุ่มทุกคนมีแรงบันดาลใจและกำลังใจจากความใฝ่ฝันที่จะสืบสานคำสอนของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นแบบอย่างให้ประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัยได้เห็นตลอดระยะเวลา 89 พรรษา ที่ทรงพระชนม์อยู่นั่นเอง

รายงานพิเศษ : สจล.สร้างเป้าหมายศูนย์กลางการแพทย์นวัตกร ส่งเสริมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239771

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คิดค้นนวัตกรรมทางการแพทย์ โชว์ศักยภาพการผสานความรู้ด้านวิศวกรรม การแพทย์ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการสร้างแพทย์นวัตกรเพื่ออนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านการแพทย์ และสาธารณสุขที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ดูแลประชาชนกว่า60 ล้านคน อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีการที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยที่จะมีการเจ็บป่วยมากขึ้น รวมถึงเราเป็นประเทศเปิดที่มีผู้มาเยือนมากกว่า 25 ล้านคนต่อปี การพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ต่างๆ จะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญในอนาคตของไทย ดังนั้นสจล. จึงได้ริเริ่มเตรียมความพร้อมให้กับวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่กำลังจะเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติในปีการศึกษา 2561 ด้วยการมอบหมายให้สำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมสจล. ที่มีผลงานเด่นในการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ จากทั้งทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มาร่วมบูรณาการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลัก คือส่งเสริมศักยภาพการผลิตแพทย์ระดับโลก(Global doctors) ที่มีความรู้เชิงวิชาการ ทั้งในด้านการรักษาโรคเฉพาะทางและศักยภาพด้านการวิจัย และพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุข, สร้างนวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ตอบสนองทั้งแพทย์ และผู้ป่วยทั้งของวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติสจล.และโรงพยาบาลในประเทศ และการเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยั่งยืนและครบวงจร เป็นแหล่งข้อมูลด้านสิทธิบัตรและส่งเสริมการผลิตเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติสจล. จะได้สร้างเครือข่ายกับศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อบูรณาการความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีให้แก่สถานพยาบาลต่างๆ

รองศาสตราจารย์ ดร.อิทธิพล แจ้งชัด ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรม สจล. กล่าวเสริมว่าการพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ของสจล. จะต้องสร้างความยั่งยืนของประเทศไปพร้อมกัน เรามุ่งเน้นให้เพิ่มการใช้วัตถุดิบที่ประเทศไทยมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้ส่วนผสมของยางพาราธรรมชาติเพื่อการผลิตอุปกรณ์ทั้งที่เป็นวัสดุสิ้นเปลืองในงานสาธารณสุข เช่น ถุงมือ สายน้ำเกลือ ชุดฉีดยา และอุปกรณ์ช่วยการตรวจรักษา

การนำยางพารามาใช้ในการพัฒนาและผลิตอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยางพาราได้เป็นอย่างดี โดยในปัจจุบันประเทศไทยส่งออกยางพาราไปต่างประเทศในรูปแบบยางดิบคิดเป็นสัดส่วนประมาณ87% ของผลผลิตยางพาราทั้งหมด ส่วนผลิตสินค้าแปรรูปจากยาง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงของใช้ต่างๆ คิดเป็นสัดส่วน 13%แต่รายได้จากยางแปรรูปมีมูลค่าเท่าเทียมกันกับการส่งออกยางดิบ การพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยางพารา นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมยางพาราแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศอีกด้วย ซึ่ง สจล. เล็งเห็นประโยชน์ในข้อนี้มานานและได้มีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่มีคุณภาพ จนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้นแบบหลายโครงการ  อาทิ โครงการแบบจำลองฝึกตรวจมะเร็งเต้านมจากโฟมยางธรรมชาติ ที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้เรียน และประชาชนทั่วไปสามารถฝึกและตรวจเต้านมได้ด้วยตนเองเพื่อเป็นการคัดกรองโรคในเบื้องต้นและเต้านมเทียม ที่มีการผสมผสานยางพาราและซิลิโคนที่ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความคล้ายคลึงกับธรรมชาติมากที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจุบัน สจล. ได้พัฒนานวัตกรรมหลายชิ้นงานที่ได้มีการใช้งานจริงในโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่ง ได้แก่ “อัลบูมินสมาร์ทเทสท์” นวัตกรรมชุดทดสอบภาคสนาม สำหรับตรวจอัลบูมินในปัสสาวะโดยใช้โทรศัพท์มือถือ ที่ให้ความสะดวกรวดเร็ว และแม่นยำไม่ต้องรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ, “แอพพลิเคชั่นตรวจโรคหนังตาตก (iOS Application for Ptosis Diagnosis), “โปรแกรมชุดฝึกกายภาพบำบัดมือและกล้ามเนื้อแขนในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อมือและแขนสามารถฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ด้วยตนเองที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์อนันต์ศรีเกียรติขจร รักษาการคณบดี วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวเสริมว่า “ข้อดีของการมีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติในการช่วยการวิจัยพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์คือ เราสามารถทำงานผลงานวิจัยให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เริ่มต้นจากการมีข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์มาเป็นโจทย์ตั้งต้นในกระบวนการวิจัย สามารถทดสอบประสิทธิภาพ เก็บข้อมูลสถิติการใช้งานของผลงานที่คิดค้นขึ้นเพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดเป็นชิ้นงานต้นแบบ (Prototypes) และส่งเสริมให้มีการจดเป็นสิทธิบัตรเพื่อให้นำผลงานต้นแบบนั้นๆ ไปผลิตและจำหน่ายทางธุรกิจได้จริง

ทั้งนี้ ขอบเขตการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์ร่วมกับสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมสจล. ดังกล่าวจะครอบคลุม 4 นวัตกรรมเป้าหมาย คือ นวัตกรรมช่วยการวินิจฉัยโรค นวัตกรรมเพื่อการรักษา นวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย และนวัตกรรมเพื่อการเรียนการสอนแพทยศาสตร์

รายงานพิเศษ : ทุกคนพูดได้ ดีดี กันทั้งนั้น น่านับถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237023

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาหนักอกของผู้บริหารประเทศของไทยเวลานี้ มองกันว่าประเทศไทยของเราจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปและพัฒนาอย่างจริงจังในหลายเรื่องที่ยังขาด และไม่เท่าเทียมกับประเทศที่เขาพัฒนาโดย ท่านผู้บริหารเข้าใจว่า เรา(ประเทศไทย)ยังอยู่ในกับดักของขื่อคาบางอย่าง จนไม่สามารถทำให้ปรับทิศทางของประเทศ ให้ความเหลื่อมล้ำของคนและรายได้ของประชากรระดับกลาง(ที่มีรายได้ปานกลาง)ทัดเทียม หรือ เคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศที่เขาพัฒนาได้แล้ว (รายได้ของคนปานกลางยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ว่างั้นเถอะ)ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบไปถึงความสุขในการดำรงชีพด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิด “ไทยแลนด์ 4.0” ขึ้นมา ให้ได้ยินกันบ่อยๆ ทั้งๆ ที่หลายคน อาจจะยังไม่ทราบความหมายว่า 4.0มันคืออะไร

ไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมภายใต้การกระชับความร่วมมือของภาครัฐ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา ที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ภาวะของการพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาที่ยังค้างคาอยู่

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกมหาวิทยาลัย 61 แห่งได้จัดงานเสวนา เรื่อง “รวมพลังอุดมศึกษาไทย…ขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0” ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา โดยมีผู้สนใจและคณบดีจากมหาวิทยาลัย 61 แห่งมาร่วมงาน แสดงความคิดเห็นกันมากมาย พอที่จะยกมาให้รับทราบกันดังต่อไปนี้

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีและเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จากความเหนื่อยยาก ขายผลผลิตที่ใช้ทรัพยากรไปมากมายแต่รายได้นิดเดียว เปลี่ยนไปเป็นผู้นำเชิงนวัตกรรมของโลกเราสามารถทำได้ไม่ยาก รัฐบาลเองก็พร้อมส่งเสริมให้ก้าวไปพร้อมนวัตกรรม โดยที่ ภาคการศึกษารัฐและภาคอุตสาหกรรมเองต้องจับมือให้มั่น ในการเสริมสร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ ให้เป็นผู้นำและสร้างสรรค์นวัตกรรม เด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติอื่น ถ้าประเทศอื่นทำได้เราก็ทำได้ วันนี้ถือว่าเป็นการแนะแนวทางให้เราก้าวไปแบบไทยแลนด์ 4.0 อนาคตประเทศไทยต้องเป็นแชมป์เทคโนโลยี เราต้องร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นักศึกษาต้องมีความคิดปลดล็อกตัวเองให้เป็นมุ่งสู่การเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เพื่อเป็นสตาร์ทอัพเจ้าของหรือผู้ประกอบการที่ใช้องค์ความรู้ใหม่ๆ มาต่อยอด ในอนาคตมีเทคโนโลยีของเขาเองและตอบสนองโจทย์ความต้องการของสังคมและโลก รัฐบาลเอาจริงกับไทยแลนด์ 4.0 ทางออกจากการที่เป็นลูกจ้าง ก็ไปเป็นเจ้าของนวัตกรรมเอง เป็นจริงได้ ถ้าเรากล้าคิด กล้าเสี่ยง มันจะต้องเริ่มจากอาจารย์และเด็กคนรุ่นใหม่ถ้าเราเป็นเจ้าของนวัตกรรมเองเราจะรุ่งเรืองแบบยั่งยืน อย่างประเทศเกาหลีเขาทำนวัตกรรมออกมาแล้วขายได้จริง ไม่ใช่เอาวิจัยขึ้นหิ้ง ความเป็นอาจารย์ต้องช่วยเปลี่ยนจากเด็กตีกัน มาเป็นส่งผลงานหุ่นยนต์มาสู้กัน แล้วเราจะเป็นเบอร์ 1 ของโลก

รศ.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญประธานกรรมการ สนง.คณะกรรมการอุดมศึกษา กล่าวว่า คณะกรรมการการอุดมศึกษา ก่อตั้งมาเป็นเวลา 10 ปี ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ มี 11 ศูนย์ซึ่งกำลังจะตั้งเพิ่มอีก 1 ศูนย์ ตอนนี้กรรมการวิสามัญดิจิตอลได้เพิ่มเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นอีกแนวทางให้ไทยแลนด์ 4.0 ใช้เป็นเครื่องมือ เราจะนำประเทศไทยไปทัดเทียมนานาชาติ ทางคณะกรรมการจะศึกษา บทบาท และจะสร้างมาตรฐานบังคับมหาวิทยาลัย เราจะดูแลมาตรฐานคณาจารย์ มาตรฐานหลักสูตรมาตรฐานงานวิจัย การเรียนการสอนปรับเปลี่ยนใหม่ รวมไปถึงบทบาทอาจารย์ต้องเปลี่ยนไปเป็นผู้จัดการการเรียนรู้ทางนวัตกรรมมากขึ้น มาตรฐานหลักสูตรปริญญาตรีจะหลากหลาย ส่วนปริญญาโทและปริญญาเอกจะเข้มข้นขึ้น ประเทศไทยทำได้อยู่แล้ว เสียอย่างเดียวรู้หมดแต่ทำไม่ได้ ไทยแลนด์ 4.0 นี้ทันสมัยนะ เทคโนโลยีเรารู้หมด ส่งคนไปเรียนรู้ระดับสูง แต่คนกระจัดกระจายกันอยู่ ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาต้องระดมกำลังความร่วมมือกัน ทุกวันนี้คนบ้าปริญญา ไม่บ้าความรู้ เราต้องทำให้ทุกสาขาไม่ขาดคนดีและคนเก่ง และคนไทยต้องถนัดอย่างใดอย่างหนึ่ง เราต้องก้าวไปพร้อมกันทั้งประเทศ โดยทุกฝ่ายต้องยึดเศรษฐกิจพอเพียงและรักษามรดกวัฒนธรรมไปด้วย เราต้องเปลี่ยนกระบวนการความคิด คนไทยผลิตภาพน้อยจึงต้องสร้างให้มากต้องยอมรับโอกาสที่จะล้มเหลวมากกว่าสำเร็จต้องสอนให้เด็กล้มเป็น ตั้งแต่อนุบาล รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดให้ดูแลตั้งแต่แรกเกิด ทำวันนี้ อีก 30 ปี ถึงจะเห็นผล เร่งพัฒนาคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ภายในกรอบคนดีต้องรู้ลึกถึงจะมีผลกว้าง วิศวกรรมเป็นพื้นฐานของหลายวิชา วิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน ถ้าเราจับมือกันถึงจะดี

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเราติดกับดักความเหลื่อมล้ำและการเป็นประเทศปานกลางมานาน เพราะเราไม่มีการผลักดันที่ดี เราถนัดซื้อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เรารับจ้างผลิตอย่างเดียวจนมาถึงทางตัน ไม่มีเทคโนโลยีของเราเองเลย ถ้าเราไม่สร้างเองเราก็แบ่งปันไม่ได้ ด้วยแนวโน้มรัฐบาลชุดนี้ผลักดันการศึกษาและอุตสาหกรรม ผลงานวิจัยต้องเป็นแบบพร้อมใช้ สามารถนำงานวิจัยทางสถาบันเอาไปใช้วิจัยสู่นานาชาติ เรามีอาจารย์ บุคลากรที่มีประสบการณ์ความรู้สูง นักศึกษาที่พร้อมวิจัย ถ้าเราประสานร่วมมือกับภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาชิ้นงานที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ผมเชื่อเราว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาแข่งขันบนเวทีโลกได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะเกิดแนวความคิดมุมมองต่างๆ ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์บริการได้ ดังนั้นสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนต้องมีส่วนร่วมจริงจังเพื่อก้าวให้ทันโลก สถาบันการศึกษาต้องเป็นผู้นำการสร้างคน ต้องเปลี่ยน ตื่นตัวประเทศจะขับเคลื่อนได้โครงสร้างต้องเปลี่ยนหมด สิ่งที่สอนเยาวชนให้คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ ให้ถูกต้อง และสร้างให้ติดตัวเค้าไปยาวนาน ถ้าเราไม่วิเคราะห์สิ่งที่ล้มเหลวก็จะเดินต่อไปยาก หมดเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยต่างๆ จะมาแข่งขันกันเราต้องจับมือกันและพัฒนาประเทศไทยให้นวัตกรรมก้าวไปไกล

คุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีสิ่งเอื้อ คือ ดิจิตอล เมื่อก่อนไม่มี พอก้าวเข้ายุค 4.0 ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดิจิตอล ทั้งการออกแบบ การทดสอบวิเคราะห์ก็ใช่ดิจิตอลเดี๋ยวนี้การการทดสอบวิเคราะห์ ไม่ใช้แล็บแล้วแต่ใช้ดิจิตอล ซึ่งตั้งแต่กระบวนการดรออิ้งในคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุด หรือ พรีเซ็นต์งานได้โดยใช้ดิจิตอล และเราสามารถออกแบบสิ่งที่ต้องการได้ ถ้าท่านต้องการเป็นผู้นำท่านต้องตอบโจทย์ให้ได้ ภาคการศึกษาจะเชื่อมโยงอย่างไรก็ไม่เกิดผล ถ้าภาคเอกชนผู้ผลิตไม่เชื่อมโยงด้วย เทคโนโลยีพัฒนามาไกลและรวดเร็ว แต่เราเพิ่งเอามาใช้ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นเราต้องมองไปที่ตลาดในอนาคต ความเชื่อมโยงก็จะเกิดขึ้น การร่วมมือของสถาบันการศึกษา อาจารย์กับอุตสาหกรรมต้องส่งเสริมกระตุ้นให้เห็นข้อดีเป็นบวก รวมทั้งสร้างเสริมประสบการณ์โดยตรง ทำให้ท่านอาจารย์ได้การยอมรับและเข้าถึงตำแหน่งวิชาการเร็วขึ้นด้วยการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไป แต่ถ้าความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากอินเตอร์เนต นักเรียนก็จะมองอาจารย์เป็นคอมพิวเตอร์ เราต้องประสิทธิ์ประสาทวิชานั้น ทดสอบความรู้ในวิชานั้นๆ ถ้าทำได้ผมคิดว่าเราจะดีขึ้น จากสถิติการเรียนการสอนถ้าจะให้เรียนได้ดีต้องใช้เวลาเรียนและศึกษา 1 หมื่นชั่วโมงต้องคลุกคลีอยู่ตรงนั้น การที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่านักกีฬา หรือนักดนตรี กว่าที่จะทำผลงานออกมาดีต้อง 1 หมื่นชั่วโมงทั้งนั้น

ทั้งหลายทั้งปวงล้วนมีคติ มีวิสัยทัศน์ ที่น่าจะทำให้ไทยแลนด์ 4.0ประสบผลสัมฤทธิ์ แต่ไม่ทราบว่า เจ้า 4.0ที่ว่านี้ จะก้าวพ้นกับดักที่คนไทยดีแต่พูดได้ด้วยหรือเปล่า?

ชนิตร ภู่กาญจน์

รายงานพิเศษ : จากคลองภักดีรำไพ…. ขยายผลแก้ปัญหาน้ำด้วย‘ศาสตร์พระราชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/274230

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของกรมชลประทาน และชาวจังหวัดจันทบุรี ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่
19 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา

“..มีถนน 3 สายขนานกันที่กั้นน้ำ วิธีที่จะทำก็คือต้องดูว่าน้ำมันลงมาที่ไหนก็ดูได้ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูก็จะเห็นได้ ไปสำรวจดูว่าน้ำจะลงทางไหน แล้วก็ได้ทำการระบายน้ำ คือช่องระบายน้ำที่สอดคล้องกัน และถึงเวลาฝนลงมา น้ำลงมา ก็สามารถที่จะระบายออกไปได้ ไม่มีปัญหา สามารถที่จะระบายน้ำออกไป ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ถ้าถึงเวลาที่ต้องการน้ำเก็บเอาไว้ ก็มีทำเป็นประตูน้ำกักเอาไว้ไม่ให้น้ำไหลไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ถึงเวลาก็ปล่อยน้ำออกไปได้..”

ความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสที่รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ อันเป็นที่มาของการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม้โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะแล้วเสร็จ และสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในฤดูฝนสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ 100 % และในฤดูแล้งมีน้ำเพียงพอสำหรับทุกๆ กิจกรรม โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคและการเกษตรนั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาต่อยอดโครงการ

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและช่องทางในการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ในปริมาณและเวลาที่เร็วขึ้น โดยได้มีการขุดลอกปรับปรุงแม่น้ำจันทบุรีใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายนํ้าได้ถึงประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที และได้มีการขุดคลองผันน้ำสายใหม่ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อว่า “คลองภักดีรำไพ” มีความยาว 11.6 กิโลเมตร พร้อมประตูระบายนํ้าไว้ทำหน้าที่ควบคุม บริหารจัดการนํ้า อีกจำนวน 11 แห่ง โดยขุดแยกออกจากแม่นํ้าจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันนํ้าส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีที่รองรับปริมาณนํ้าได้ออกสู่ทะเล โดยมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้สูงสุด 300 ลบ.ม./วินาที

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีศักยภาพในการระบายน้ำสูงสุดได้ 800 ลบ.ม./วินาที สูงกว่าปริมาณน้ำหลากเฉลี่ยที่ไหลผ่านเมืองจันทบุรีในรอบ 100 ปี หรือแม้กระทั่งปริมาณน้ำไหลหลากมากที่สุดในปี 2542 ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองจันทบุรีรุนแรงที่สุด ก็มีปริมาณน้ำเพียงประมาณ 700 ลบ.ม./วินาทีเท่านั้น

แต่ในอนาคตจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำจันทบุรีมากกว่า 800 ลบ.ม./วินาที หรือไม่ ไม่อาจจะทราบได้ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนสบายใจ 100% และเป็นการพัฒนาลุ่มน้ำจันทบุรีให้เต็มศักยภาพ มีน้ำเพียงพอสำหรับความต้องการในทุกๆ ด้านตลอดทั้งปี กรมชลประทานจึงมีแผนที่จะต่อยอดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยการพัฒนาสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำจันทบุรี เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างมากเกินไป และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานได้ทำการศึกษาเบื้องต้นที่จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำจันทบุรีตอนบนทั้งสิ้น 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตารอง เป็นโครงการหนึ่งที่ได้ศึกษาไว้ในรายงานความเหมาะสม โดย JICA เมื่อปี 2532 และกรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมออกแบบอีกครั้งเมื่อปี 2540 โดยเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 60 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างในพื้นที่ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถตัดยอดน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำจันทบุรีบรรเทาปัญหาน้ำท่วม เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 26,000 ไร่ และมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียงตลอดทั้งปี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว

2.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาหลิว เป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวเช่นเดียวกัน และ 3. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสันทราย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง ซึ่งหากกรมชลประทานสามารถพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำจันทบุรีได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันปัญหาน้ำท่วมเฉพาะเขตตัวเมืองจันทบุรีเท่านั้น แต่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งลุ่มน้ำ และยังจะทำให้มีน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

นอกจากการต่อยอด โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าวแล้ว กรมชลประทานยังจะขยายผลโครงการนำมาใช้เป็น “ศาสตร์พระราชา” แก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียง หรือประสบปัญหาคล้ายกับเมืองจันทบุรีอีกด้วย

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีลักษณะภูมิประเทศมีความลาดชันสูงเช่นเดียวกับจังหวัดจันทบุรี ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเพชรบุรี กรมชลประทานจะทำการปรับปรุงคลองส่งน้ำ 4 สาย ขุดขยายคลองธรรมชาติ 1 สาย ปรับปรุงขยายคลองระบายน้ำ 8 สาย และก่อสร้างประตูระบายน้ำ 1 แห่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพาน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประสบปัญหารุนแรง จะต้องเพิ่มช่องทางในการระบายน้ำตามแนวพระราชดำริ โดยจะปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม 4 สาย และช่องทางลัดระบายน้ำออกสู่ทะเลพร้อมกับปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิม 3 แห่ง จังหวัดชุมพร เป็นการบรรเทาอุทกภัยใน อำเภอทุ่งตะโก อำเภอหลังสวน และอำเภอเมือง ปรับปรุงคลองธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 5 สาย ก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่คล้ายๆ กับคลองภักดีรำไพอีก 2 สาย เป็นต้น

แม้แต่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานก็มีแผนที่จะนำ “ศาสตร์พระราชา” เกี่ยวกับการขุดคลองผันน้ำหรือคลองระบายน้ำสายใหม่ เช่นเดียวกับ “คลองภักดีรำไพ” มาขยายผลแก้ปัญหาอุทกภัย อาทิ

โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำเลี่ยงเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยขุดคลองแยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางบาล ไปบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร ระบายน้ำสูงสุดได้ 1,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะช่วยบรรเทาหรือลดความเสี่ยงที่น้ำจะท่วมตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้

โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ เป็นการสร้างคลองระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลโดยตรง สามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 600 ลบ.ม./วินาที คลองสายนี้นอกจากจะช่วยตัดยอดน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ส่งมาตามคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว ยังสามารถใช้ระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยตรงไม่ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกด้วย

โครงการสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3 ฝั่งตะวันออก คลองสายนี้จะตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงสู่ทะเลโดยตรงได้ประมาณ 500 ลบ.ม./วินาที ขณะนี้กรมชลประทาน กรมทางหลวง และ JICA กำลังทำการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้เบื้องต้น ก่อนจะทำการศึกษา EIA ควบคู่กับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กรมชลประทานนำ “ศาสตร์พระราชา” โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาต่อยอดและขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ทางเลือกและทางรอดของชาวนา ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา แก้ปัญหาโรคพืชในนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/273852

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรเริ่มทำนา เป็นสัญญาณเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรต้องใส่ใจดูแลคือเรื่องโรคพืชในนาข้าว เนื่องจากหากพบโรคพืชในแปลงนา ไม่เพียงแต่ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย ยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในการป้องกันกำจัดเพิ่มสูงขึ้นด้วย

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมๆ จึงขอแนะนำให้เกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคพืชในนาข้าว โดยเฉพาะโรคใบจุดสีน้ำตาล โรคไหม้ โรคกาบใบแห้งโรคเมล็ดด่าง ตลอดจนเมล็ดลีบซึ่งเกิดจากการเน่าคอรวง เนื่องจากเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.) เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในดินอาศัยเศษซากพืช และอินทรียวัตถุเป็นอาหาร สร้างเส้นใยสีขาวแล้วผลิตส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่า “สปอร์” จำนวนมากเกิดรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นจนเป็นสีเขียวมีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นปฏิปักษ์ ต่อเชื้อราสาเหตุโรคพืชหลายชนิด นอกจากนี้ ถ้าเชื้อราไตรโคเดอร์มา สามารถเจริญลงสู่พื้นดินได้จะสร้างน้ำย่อย เพื่อย่อยสลายธาตุอาหารในดินทำให้ต้นข้าวมีการเจริญเติบโตได้ดีมีความแข็งแรงมากขึ้น

การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในนาข้าวให้ได้ผลดี แบ่งเป็น นาปีต้อง 4 ครั้ง นาปรังต้อง 5 หน เป็นสโลแกนที่ได้เน้นย้ำกับเกษตรกรมาตลอด สำหรับนาปี 4 ครั้งจะเริ่มใช้ ครั้งที่ 1 แช่หรือคลุกกับเมล็ดพันธุ์ ในกรณีแช่ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร แช่ไว้ 1 คืน ส่วนการคลุกเมล็ดพันธุ์ทำได้โดยการนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปแช่น้ำเอาไว้ 1 คืน แล้วยกขึ้นมาจากน้ำตั้งไว้ให้เมล็ดพอหมาดๆ จากนั้นใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร รดบนกระสอบข้าวให้เปียกโชก แล้วบ่มเอาไว้ 1 คืน ก่อนที่จะนำไปหว่านในแปลงนา ครั้งที่ 2 ในช่วงอายุข้าวประมาณ 7-12 วัน ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ผสมกับยาคุม/ยาฆ่าหญ้า และสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนๆ ครั้งที่ 3 ในช่วงข้าวอายุประมาณ 25-30 วัน โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนๆ ครั้งที่ 4 ในช่วงข้าวอายุประมาณ60-70 วัน (ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ข้าว) ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร อาจจะผสมร่วมกับฮอร์โมนกระตุ้นการออกรวง และสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนๆ

ส่วนนาปรังต้องใช้ 5 หน นั้น ครั้งที่ 1-4 เหมือนกับการใช้ในนาปีทุกอย่าง แต่เพิ่มครั้งที่ 5 ในช่วงที่ข้าวเริ่มโผล่รวงประมาณ 10% ไม่เกิน 30% ของพื้นที่ปลูกโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตราเดิมคือ เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนที่เพิ่มการฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาครั้งที่ 5 ในนาปรัง เพราะในช่วงที่ข้าวนาปรังเริ่มออกรวงช่วงนั้นจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะที่จะก่อให้เกิดโรคเมล็ดด่างได้ง่าย

“ถ้าเกษตรกรชาวนาสามารถปฏิบัติได้ตามวิธีการข้างต้นได้ ก็จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราโรคพืชและยังทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถไปตอบโจทย์ตามนโยบายการยกกระดาษ A 4 ของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน” นายสมคิด กล่าวย้ำ

หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ 035-440926-7หรือที่หน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตรใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : ทส.สร้างจุด‘เชื่อมต่อ’คนไทยสู่ธรรมชาติ ขับเคลื่อนแคมเปญรณรงค์‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’5มิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/273681

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การทำให้มนุษย์กลับไปเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เป็นแนวทางสำคัญแนวทางหนึ่ง ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะสามารถกอบกู้ความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบถึงมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน นั่นจึงทำให้มีการกำหนดประเด็นหลัก “Connecting People to Nature” พร้อมคำขวัญ “I’m With Nature” หรือ “ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ” เพื่อใช้ในการรณรงค์ “วันสิ่งแวดล้อมโลก”ประจำปีนี้

พล.อ.สุรศักดิ์  กาญจนรัตน์

พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ
(United Nation: UN) กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (World Environment Day) เพื่อรำลึกถึงการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ เมื่อวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกและจุดเริ่มต้นของการหันหน้าเข้าหากันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อร่วมจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีการจัดตั้ง “โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ” (United Nation Environment Programe: UNEP) ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยแต่ละปีทุกประเทศจะถือเอา “วันสิ่งแวดล้อมโลก” เป็นดีเดย์สำคัญในการร่วมกันรณรงค์สร้างความตื่นตัวต่อวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นร่วมกันของทั่วโลก

โดย “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ประจำปี 2560 UNEP ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ คือ “Connecting People to Nature” พร้อมคำขวัญ “I’m With Nature” หรือ “ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ” เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

พร้อมกันนี้ UNEP ยังรณรงค์ให้มีการจัดทำกิจกรรมเปิดโอกาสประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน สามารถ “เชื่อมต่อ” และเข้าถึงธรรมชาติได้มากขึ้น รวมทั้งได้แนะนำกิจกรรมสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก ประกอบด้วย 1.การให้คำมั่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม 2.การกระตุ้นให้ประชาชนทำกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อกับธรรมชาติ อาทิ จัดให้เยี่ยมชมสวนสาธารณะ พื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ร่วมทำความสะอาด รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมโดยลงทะเบียนในเว็บไซต์ World Environment Day และถ่ายรูปเพื่อโพสต์บนโซเชียลมีเดียด้วย hashtag #WithNature และ 3.การดำเนินงานภายในภาครัฐ อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับสื่อมวลชน เผยแพร่การดำเนินงานที่สำคัญของประเทศ

ด้าน นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เตรียมจัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ประจำปี 2560 ในวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2560 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรผู้ทำคุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเผยแพร่การดำเนินงานและสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศ

นอกจากนี้ในวันที่ 5 มิถุนายน ประชาชนยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อกับธรรมชาติร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทั่วประเทศ โดยจะมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าสวนสัตว์ทั่วประเทศ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต (Phuket Aquarium)จ.ภูเก็ต, กรมทรัพยากรธรณี ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของกรมทรัพยากรธรณี 6 แห่ง ทั่วประเทศ, องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมสวนป่าทั่วประเทศ และส่วนลดค่าที่พัก 50% รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าท่องเที่ยวในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง และองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมสวนพฤกษศาสตร์ทั่วประเทศ กรมป่าไม้ มอบกล้าไม้เพื่อให้ประชาชนนำไปปลูกที่บ้าน โดยขอรับได้ในงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ของกรมป่าไม้ทั่วประเทศ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มอบส่วนลดค่าที่พักในอุทยานแห่งชาติ 30%,

นอกจากการรณรงค์ตามประเด็นหลักในวันสิ่งแวดล้อมโลกแล้ว นายสากล เปิดเผยด้วยว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังได้ร่วมกับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เปิดแคมเปญรณรงค์งดให้บริการถุงพลาสติกทุกวัน “จันทร์-พุธ-ศุกร์” และวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จะโดยเริ่มตั้งแต่วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป เพื่อลดปริมาณถุงพลาสติกตั้งแต่แหล่งกำเนิดและแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทยอย่างจริงจัง

ดังนั้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560
ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. หรือเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อ “เชื่อมต่อ” กับธรรมชาติร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯทั่วประเทศ

 

รายงานพิเศษ : พด.เตรียมขับเคลื่อนนวัตกรรมด้าน‘ดิน-ปุ๋ย’ ก้าวสู่ยุค‘เกษตร4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/273051

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในปัจจุบัน ส่งผลให้ทรัพยากรที่มีอยู่ในธรรมชาติเกิดการนำไปใช้มากขึ้น โดยเฉพาะดินซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อภาคการเกษตร มีบทบาทหลักต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและภูมิคุ้มกันของประเทศ ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องและขาดการดูแลรักษา โดยการขยายพื้นที่ผลิตและบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ส่งผลให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตพืชลดน้อยลงและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การวิจัยพัฒนาความรู้และการใช้เทคโนโลยีด้านดินและปุ๋ย จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน เพื่อให้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยถูกต้องตามหลักวิชาการที่เหมาะสม จนสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งทำให้ดินมีศักยภาพการผลิตเพิ่มขึ้นและผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นได้ รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศอีกด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในกระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ขณะที่ประเทศมีแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร สภาพดินเสื่อมโทรมลง ป่าไม้ถูกทำลาย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เกษตรกรยากจนและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ปัญหาขาดวัยแรงงานเกษตร ทำให้ต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรสูงและราคาผลผลิตไม่แน่นอน รัฐบาลจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปภาคการเกษตรของไทยสู่เกษตร 4.0 : เกษตรกรมั่งคั่ง ประเทศมั่นคงด้านอาหาร และเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีความสอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เน้นการใช้เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ความคิดสร้างสรรค์ และการบริการที่เป็นเลิศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัจจัยต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ลดสิ่งเหลือใช้และขยะ ให้เกิดมีการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับอัตราที่พืชต้องการและไม่มีการสูญเสีย ขณะเดียวกันส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร นำความรู้มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการดินและปุ๋ยแห่งชาติ ครั้งที่ 5 หัวข้อ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย ก้าวสู่เกษตร 4.0” ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศ ใช้เป็นเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ในสาขาวิชาด้านดินและปุ๋ย ส่งเสริมการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ รวมทั้งเป็นเวทีอภิปรายเสวนา สร้างความรู้และความเข้าใจถึงแนวทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย สู่เกษตร 4.0 ที่มีเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรของประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก และมีการบริหารจัดการทรัพยากรดินที่มีความสมดุลและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สนใจต้องการนำเสนอผลงานสามารถส่งบทความเข้ามาได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มิถุนายน จากนั้นผู้ทรงคุณวุฒิจะร่วมกันพิจารณาบทความและแจ้งผู้ส่งผลงานปรับปรุงแก้ไข ภายใน 15 กรกฎาคม – 30 มิถุนายน พร้อมกับแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิ์นำเสนอผลงานภาคบรรยายและนิทรรศการ ในวันที่ 30 มิถุนายน และประกาศรายชื่อผู้นำเสนอผลงาน 15 กรกฎาคม 2560โดยผลงานที่จะนำเสนอภาคบรรยาย จะต้องส่งทั้งบทคัดย่อและเรื่องเต็ม สำหรับผลงานที่จะเสนอภาคนิทรรศการ จะต้องส่งบทคัดย่อ หรือส่งบทคัดย่อและเรื่องเต็มในกรณีที่มีความประสงค์ให้ลงพิมพ์ผลงานในเอกสารประกอบการประชุม (proceeding) สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่http://www.ldd.go.th/WEB_NSFC/index.htm