รายงานพิเศษ : ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนต้นแบบ‘ประจวบคีรีขันธ์’ ผลิตแตนเบียนบราคอนกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวให้หมดไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/272522

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ (Bracon hebetor) ศัตรูธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมจำนวนประชากรหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคุลมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการผลิตพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอนส่งให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อผลิตขยายแตนเบียนสำหรับปล่อยในพื้นที่ระบาด ทั้ง 29 จังหวัด

นางกัญญา จันวิไชย หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน หรือ ศจช.ที่มีศักยภาพในการผลิตแตนเบียนบราคอน จำนวน 50 แห่ง เนื่องจากประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่พบการระบาดของหนอนหัวดำทำลายผลผลิตมะพร้าวของเกษตรกรมาตั้งแต่ปี 2555 ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตและขยายแตนเบียน ให้กับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรของศูนย์จัดการพืชชุมชนในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางจังหวัดให้ผลิตแตนเบียนเพื่อใช้ควบคุมประชากรหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ปีนี้สถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวเพิ่มขึ้นในพื้นที่ 29 จังหวัดจนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและภาพรวมทางเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่ง ศจช.ทั้ง 50 ศูนย์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตขยายแตนเบียนพร้อมปล่อย ในพื้นที่ที่มีการระบาดของหนอนหัวดำ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหน้าที่สนับสนุนไข่ผีเสื้อข้าวสาร และพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนขยาย ให้กับศจช.ทั้ง 50 ศูนย์ ศูนย์ละ 50 กล่องเป็นอย่างน้อย รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพการผลิตแตนเบียน และแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต เพื่อให้ได้แตนเบียนที่มีคุณภาพสามารถนำไปปล่อยในสวนมะพร้าวควบคุมประชากรหนอนหัวดำได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยแต่ละ ศจช.จะผลิตแตนเบียนบราคอน 2 ครั้งต่อเดือน เฉลี่ยจะได้แตนเบียนรวมกันเดือนละ 10 ล้านตัว ระยะเวลาโครงการ 9 เดือน จะมีจำนวนแตนเบียนบราคอนกว่า 90 ล้านตัว เพื่อใช้สำหรับปล่อยในพื้นที่ที่มีการระบาดในอัตรา 200 ตัวต่อไร่ และต้องปล่อยอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกัน ที่สำคัญควรจะปล่อยช่วงเย็นจะเหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ จากการผลิตแตนเบียนไว้ใช้เองของเกษตรกรสมาชิก ศจช.ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าการปล่อยแตน ช่วยลดจำนวนประชากรหนอนหัวดำได้ไม่ต่ำกว่า 20-30% แต่ก็นับเป็นชีววิธีที่ให้ผลในระยะยาวและยั่งยืน โดยเฉพาะกรณีการระบาดในระยะที่ไม่รุนแรงจะเห็นผลค่อนข้างชัดเจน แต่ถ้าระบาดรุนแรงหรือต้นมะพร้าวที่มีอายุมากและสูงกว่า 12 เมตร จะใช้วิธีปล่อยแตนเบียนร่วมกับการใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้น สามารถป้องกันหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้าน นายสุรพล เฟื่องสุวรรณ ประธานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนบ้านตลาดบน อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวเสริมว่า การผลิตแตนเบียนบราคอนของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่นี่จะให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม คือร่วมกันผลิตและร่วมกันเอาไปปล่อยในสวนมะพร้าว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้งคนที่เชื่อถือในการใช้ชีววิธีคือปล่อยแตนเบียนช่วยกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว แต่รายที่ไม่เชื่อก็จะใช้สารเคมีเพราะเห็นผลเร็ว ตนจึงได้ทำแปลงตัวอย่างในการใช้แตนเบียนควบคุมหนอนหัวดำในแต่ละหมู่บ้าน เพื่อพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่าชีววิธีสามารถทำได้จริง แต่ต้องทำอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น ในสวนที่ต้นมะพร้าวสูงกว่า 12 เมตร แตนเบียนจะบินขึ้นไปไม่ถึง ก็จะปลูกพืชอื่นร่วมเป็นระดับต่างๆ ให้แตนเบียนได้เกาะและบินขึ้นไปกำจัดหนอนหัวดำที่ต้นมะพร้าวได้

สำหรับวิธีการผลิตแตนเบียนบราคอน ทางศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนได้รับการสนับสนุนไข่ผีเสื้อข้าวสาร จากสำนักงานเกษตรจังหวัด ก็จะนำมาเพาะไข่หนอน ใช้เวลา 45 วัน จึงนำหนอนมาเลือก แบ่งเป็น 10 ตัวต่อกระปุก และนำพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนใส่เข้าไป เก็บไว้ 15 วัน จะได้แตนเบียน 100 ตัว จากนั้นจะนำมาคัดเฉพาะตัวเมียและตัวที่สมบูรณ์ ก็จะได้แตนเบียนคุณภาพประมาณ 50 ตัวต่อกระปุก สามารถนำไปปล่อยในสวนมะพร้าวเพื่อทำลายหนอนหัวดำได้ทัน

“อยากฝากถึงเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดในสวนมะพร้าว ให้ใช้วิธีปล่อยแตนเบียนบราคอน ศัตรูธรรมชาติเป็นตัวกำจัดศัตรูพืชก่อน ถ้าหากระบาดรุนแรงหรือไม่สามารถควบคุมได้ถึงค่อยตัดสินใจใช้สารเคมี แต่ต้องใช้อย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อไม่ให้มีสารตกค้างกระทบต่อผู้บริโภค สุดท้ายอยากให้เกษตรกรพัฒนาไปสู่การผลิตมะพร้าวอินทรีย์ สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงอย่างยั่งยืน” นายสุรพล กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : สร้างความเข้มแข็งเกษตรแปลงใหญ่ ผ่านเครือข่าย‘ศพก.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/272063

วันศุกร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และเครือข่าย เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้แล้วนำไปสู่การปฏิบัติจริง สร้างการเปลี่ยนแปลงในการผลิตแก่เกษตรกร ในพื้นที่แปลงใหญ่ต่อไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายแนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยส่งเสริมให้เกษตรกรราย่อยรวมกลุ่มการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ และใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ของเกษตรกรต้นแบบ ที่สามารถให้ความรู้ในเชิงวิชาการเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรตั้งแต่การผลิต จนถึงการตลาด สามารถลดต้นทุนโดยใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ขยายผลไปสู่การทำเกษตรแปลงใหญ่ ที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน มีการบริหารจัดการร่วมกันอย่างเข้มแข็ง มีการตกลงร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้าที่ผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้นภายใต้การสนับสนุนของผู้จัดการแปลง

โดยในปี 2559 มีแปลงใหญ่ 600 แปลง พื้นที่ 1.54 ล้านไร่เกษตรกร 96,697 ราย จากการประเมินทั้ง 33 สินค้า พบว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้พี่น้องเกษตรกรจำนวน 4,864.9 ล้านบาทซึ่งมาจากการเพิ่มผลผลิต 3,437.8 ล้านบาท และจากการลดต้นทุน 1,427.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ชี้ให้เห็นว่าหากเกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีจะทำกำไรให้เกษตรกรมากขึ้น ส่วนในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯ ได้ปรับแนวทางการดำเนินงานแปลงใหญ่ คือ “เปิดให้กว้าง ทำให้ง่าย มุ่งสู่ความสำเร็จ” มีการปรับลดหลักเกณฑ์และขั้นตอน กล่าวคือ ปรับเงื่อนไขลดเหลือ 300 ไร่ เกษตรกร 30 ราย และเงื่อนไขผ่านการรับรองแปลง เพื่อให้เกษตรกรที่มีความพร้อมได้รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นจาก 600 แปลง ในปี 2559 อีกจำนวน 912 แปลง รวมทั้งสิ้น 1,512 แปลง ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองแปลงแล้วเกินเป้าหมาย โดยมีแปลงผ่านการรับรองมาแล้วถึง 1,554 แปลง เกษตรกร 186,206 ราย พื้นที่ 2.66 ล้านไร่ 54 สินค้า และเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ให้เกษตรกรแปลงใหญ่กู้ในวงเงินแปลงละ 10 ล้านบาท สำหรับนำไปใช้ในการบริหารจัดการร่วมกัน โดยกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่จะสามารถกู้เงินนี้ได้จะต้องทำแผนธุรกิจให้ชัดเจนถึงมีแนวทางขับเคลื่อน

“ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เกษตรแปลงใหญ่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าสู่ระบบการตลาดและได้ผลตอบแทนที่ดี สามารถเข้าถึงแหล่งเทคโนโลยี รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากทุกหน่วยงานได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยมีการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในขณะเดียวกัน ด้านการบริหารการตลาดก็ได้มีการจับกลุ่ม จับคู่ธุรกิจ จนสามารถขับเคลื่อนไปได้ ศพก.จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนี้ หน่วยงานราชการทุกภาคส่วนมีการบูรณาการร่วมกัน ไม่ได้แบ่งแยกดำเนินการเฉพาะของใครของมันเหมือนที่ผ่านมา จึงเป็นการเพิ่มพลังให้การดำเนินการเกษตรแปลงใหญ่มีความเข้มแข็งขึ้น”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า ในการดำเนินการเกษตรแปลงใหญ่ สินค้าข้าวถือเป็นตัวอย่างที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 13% (เป้าหมาย 20%) ในขณะที่ต้นทุนการผลิตที่ลดลงกว่า 10% จากการใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพจากทางราชการ ใช้เมล็ดพันธุ์ปริมาณต่อไร่ที่เหมาะสม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินตามคำแนะนำของกรมพัฒนาที่ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้มาก รวมถึงในการเก็บเกี่ยว เกษตรกรสามารถต่อรองราคากับผู้ประกอบการรถเกี่ยวนวดข้าวได้ เช่นเดียวกับเกษตรแปลงใหญ่ของกลุ่มพืชอื่นๆ เช่น ไม้ผล ที่มีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด ซึ่งไม่ได้จำหน่ายแบบเหมาสวนเหมือนที่ผ่านมา แต่รวมกลุ่มกันเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อให้พ่อค้า มาร่วมประมูล ทำให้เกษตรกรจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับแปลงใหญ่ภาคปศุสัตว์ เช่น แพะเนื้อ ที่สามารถรวมกลุ่มกันผลิตแพะเนื้อที่มีคุณภาพ อัตราการแลกเนื้อดี ต้นทุนการผลิตต่ำ และจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน การทำเกษตรแปลงใหญ่จึงสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรได้ว่า หากมีการบริหารจัดการที่ดีจะเพิ่มผลผลิตอย่างคุ้มค่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตร “นโยบายยกกระดาษ A4”ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม

“กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ โดยสร้างเครือข่าย ศพก. ส่งเสริมให้เกษตรกรมีตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการเกษตรนำไปสู่เกษตรกร 4.0 โดยการพัฒนา ศพก.ที่มีในทุกอำเภอเป็นสถานที่เรียนรู้เพื่อเชื่อมโยงพัฒนาการเกษตรสู่การทำเกษตรแปลงใหญ่ สร้างการเปลี่ยนแปลงในการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และต้องแตกเซลล์ไปสู่เกษตรกรอื่นๆ ในพื้นที่อย่างน้อย 1:10 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างเซลล์ที่พร้อมจะรวมกันเป็นแปลงใหญ่ต่อไป ซึ่งแปลงใหญ่ เป็นคำตอบที่เป็นรูปธรรมของการดำเนินงานตามนโยบายในการยกกระดาษ A4 ของ รมว.กษ. เปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบเดิมๆต่างคนต่างทำจะมาสู่การบริหารจัดการแปลงที่เป็นระบบ เพราะเกษตรกรจะได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอในการดำรงชีวิต มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ชูจังหวัดสระแก้วเมือง‘โคบาลบูรพา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271888

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งหลายจังหวัดของประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากแหล่งเกษตรกรรมหลายพื้นที่อยู่ห่างไกลจากเขตชลประทาน อีกทั้งการสำรองน้ำนั้นเตรียมไว้เพื่อการอุปโภคบริโภค ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงเวลาดังกล่าวออกมากอย่างต่อเนื่อง จังหวัดสระแก้วเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 3 อำเภอ คือ โคกสูง อรัญประเทศ และวัฒนานคร โดยทั้ง 3 อำเภอได้รับความเสียหายจากภัยแล้งอย่างรุนแรงไม่สามารถปลูกข้าวได้

หลังจากที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว พบว่า พื้นที่ดังกล่าวจะต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน อย่างมั่นคง และยั่งยืน โดยใช้แผนที่ Agi-Map พร้อมแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะเฉพาะหน้า โดยการมอบเงินช่วยเหลือให้ชาวบ้านตามระเบียบของทางราชการ และ 2.ระยะยาว ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความยั่งยืน แต่การดำเนินการดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากในพื้นที่ 3 อำเภอนั้น ขาดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่จะต้องพยายามทำให้ประสบผลสำเร็จเพื่อให้สามารถการกระจายน้ำไปให้ครอบคลุมพื้นที่ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อย หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งนี้จะต้องให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนไปด้วยความสมัครใจ

โดยทางราชการต้องหาพื้นที่นำร่องเพื่อเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านเห็นก่อน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เสนอการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำนาไปเลี้ยงโค การนำพื้นที่นามารวมกันและปลูกหญ้าเนเปียร์แปลงใหญ่ พัฒนาการเลี้ยงโคของจังหวัดให้เป็นเมือง “โคบาลบูรพา” ซึ่งสามารถทำได้ไม่แพ้ภาคอีสาน ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากกว่าปลูกพืชอื่นหลายเท่า โดยให้ทางจังหวัดจัดทำและเสนอโครงการไปยังรัฐบาล ส่วนในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกันให้มีการใช้ระบบ SC (Single Command: คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ) คิดร่วมกัน ทำร่วมกัน

สุรเดช เตียวตระกูล

ด้าน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการผลักดันให้จังหวัดสระแก้วเป็นเมือง “โคบาลบูรพา” อย่างเป็นรูปธรรม กรมพัฒนาที่ดินร่วมกับกรมปศุสัตว์ ได้วางแผนดำเนินงานระยะ 6 ปี (พศ.2560-พศ.2565) มีเป้าหมายให้พื้นที่ทั้ง 3 อำเภอ เป็นพื้นที่ที่กิจกรรมการเลี้ยงโค เลี้ยงแพะ และปลูกหญ้าเนเปียร์ซึ่งเป็นพืชอาหารสัตว์ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 103,823 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วม 6,377 ราย แบ่งเป็นพื้นที่ประกาศภัยแล้ง 3 อำเภอ 100,477 ไร่ เกษตรกร 6,106 ราย และพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้า คสช. 3 อำเภอ 3,346 ไร่ เกษตรกร 271 ราย ดำเนินการในรูปแบบแปลงใหญ่ ผ่าน 5 กิจกรรมหลักคือ 1.การเลี้ยงโคเนื้อ มีการจัดตั้งธนาคารโคเนื้อ พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ 2.การเลี้ยงแพะ มีการจัดตั้งธนาคารแพะพร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะ 3.ปลูกหญ้าเนเปียร์และพืชอาหารสัตว์ในเนื้อที่ 4.จัดตั้งโรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน และ5. ส่งเสริมการทำแปลงใหญ่โดยการจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา” 1 แห่ง

“เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีการเพาะปลูกข้าวและมันสำปะหลัง ซึ่งมีรายได้น้อยและเกิดการขาดทุน ดังนั้น จึงถือโอกาสนี้ในการปรับเปลี่ยน เป็นการปลูกอ้อย ปศุสัตว์ และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีตลาดรองรับ ส่วนการเลี้ยงปศุสัตว์ และปลูกหญ้าเนเปียร์ จะทำให้เกิดการสนับสนุนกันและกัน มีรายได้ร่วมกัน ส่งเสริมเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตร นอกจากนี้ต้องการให้จังหวัดสระแก้ว เป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” เนื่องจากมีที่ตั้งและลักษณะพื้นที่อำนวย อีกทั้งเป้าหมายในปี 2560 จะเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง โดยใช้จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดนำร่อง และจะเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในปีต่อไป ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณ” นายสุรเดช กล่าว

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5‘สงขลา’ส่งเสริมทำนาข้าวแบบกึ่งอินทรีย์ เป็นต้นแบบแห่ง‘ศพก.อำเภอกระแสสินธุ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271714

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) คือแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับชุมชน เป็นศูนย์กลางการบริการ และแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ กับเกษตรกรในชุมชน โดยดำเนินการในพื้นที่ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ สามารถเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรในชุมชน ในการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรที่สำคัญของพื้นที่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการ จนถึงการตลาด มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 องค์ประกอบ คือ เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้หลักสูตรการเรียนรู้ และ ฐานเรียนรู้

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีทั้งสิ้น77 ศูนย์ ประกอบด้วยสินค้าหลัก ข้าว จำนวน 21 ศูนย์ ยางพารา 32 ศูนย์ ปาล์มน้ำมัน 8 ศูนย์ มังคุด 5 ศูนย์ ลองกอง 5 ศูนย์ ทุเรียน 3 ศูนย์เกษตรผสมผสาน 1 ศูนย์ สละ 1 ศูนย์ และจำปาดะ 1 ศูนย์ สำหรับข้าว จำนวน 21 ศูนย์ กระจายอยู่ทั้ง 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา มีถึง 5 ศูนย์ กระจายอยู่ในอำเภอรัตภูมิ สทิงพระ สิงหนคร ระโนด และ กระแสสินธุ์

ด้าน นายประถม มุสิกรักษ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ราบลุ่มทะเลสาบ เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา แต่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง คือใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่สูง เมล็ดพันธุ์ในพื้นที่มีน้อย ทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่สูงและต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอก อีกทั้งความไม่แน่นอนของราคาพืชผลทางการเกษตรจึงทำให้เกษตรกรขาดทุนหรือได้กำไรไม่เท่าที่ควร ศพก.อ.กระแสสินธุ์จังหวัดสงขลา มีสินค้าหลักคือ ข้าว มีพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 17,613 ไร่เกษตรกรเป้าหมาย จำนวน 1,335 ราย ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 ตำบลเชิงแสอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา มีเกษตรกรต้นแบบเจ้าของแปลงเรียนรู้คือ นายปัญญา แก้วทอง ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าว มีต้นทุนการผลิตข้าว เฉลี่ยไร่ละ 4,552.64 บาท โดยมีเป้าหมาย ลดต้นทุนการผลิตข้าวไร่ละ 390 บาท ผลิตข้าวให้ได้คุณภาพดี เพิ่มผลผลิต 700 กก. ต่อไร่ มีหลักสูตรเรียนรู้คือการทำสารชีวภัณฑ์ ได้แก่ การทำเชื้อไตรโครเดอร์ม่า การเก็บตัวอย่างดิน การวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการแปรรูปข้าว การบรรจุภัณฑ์ จุดเด่นของศูนย์คือการทำนาข้าวแบบกึ่งอินทรีย์

นายปัญญา แก้วทอง ประธาน ศพก.อ.กระแสสินธุ์ กล่าวว่า ยึดอาชีพเกษตรสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทั้งทำนา ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ แต่ในอดีตทำนาไปตามภูมิปัญญาเดิม ไม่ได้ศึกษาหาวิธีใหม่ๆ มาประกอบเพิ่มเติม ทำให้การทำนาไม่ได้ผลตามต้องการ จึงเริ่มปรับวิธีคิดและเริ่มหาความรู้ใหม่ๆ ศึกษาแนวทางและทดลอง ปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ จนสามารถพัฒนาการทำนาให้สำเร็จได้ตามเป้าหมายในระดับหนึ่ง ปัจจุบันมีพื้นที่ทำนาจำนวน 63 ไร่เป็นที่นาของตนเองจำนวน 20 ไร่ นาเช่า 43 ไร่ สามารถสร้างฐานะทางครอบครัวให้มีกินมีใช้อยู่ในชุมชนได้ มีความภูมิใจในอาชีพการทำนาของตนเอง ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำนา มองจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มากขึ้น จึงได้ศึกษาการผลิตข้าวระบบเกษตรอินทรีย์และปรับลดการใช้สารเคมีในการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ในปีการผลิต 2557/58 ทดลองใช้จุลินทรีย์ในการหมักตอซัง เพื่อเป็นการลดข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวเมาตอซัง จนกระทั่งรอบการผลิตปี 2558/59 ได้ทดลองการผลิตข้าวแบบพิถีพิถันลดการใช้สารเคมีหรือกึ่งอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งจากพื้นที่ทำนาทั้งหมดประมาณ 65 ไร่ ได้แบ่งที่นาส่วนหนึ่งใช้ทำนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์หรือกึ่งอินทรีย์ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่จำนวน 5 ไร่ โดยก่อนปลูกข้าวหว่านปอเทืองแล้วไถกลบ ใช้วิธีหว่านน้ำตม ใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 10 กิโลกรัม ใช้มูลไก่และปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการรับรอง การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะแบ่งผลผลิตที่ได้ทำเป็นเมล็ดพันธุ์ดี และแปรรูปเป็นข้าวสาร ซึ่งจะขายได้ราคาดีกว่าผ่านพ่อค้าคนกลาง ผ่านโรงสี โดยส่วนหนึ่งเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือน ในอนาคตตั้งใจจะเพิ่มจำนวนที่นาในการผลิตข้าวกึ่งอินทรีย์ให้มากขึ้น เพราะเป็นทางเลือกที่ดี ต้นทุนการผลิตต่ำ มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เป็นอีกทางเลือกเพื่อลดต้นทุนของการผลิตข้าวและเพิ่มมูลค่าทำให้ชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอาชีพทำนาอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป และบรรลุเป้าประสงค์ผู้ผลิตปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย

“ปัจจุบันได้รวบรวมสมาชิกที่ทำนาในชุมชนได้ประมาณ 30 คน ตั้งเป็นกลุ่มหลักที่ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี มีการฝึกอบรมสมาชิกในการทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ ศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ และพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และพื้นที่ตามภูมิประเทศของตนเอง ทั้งสายพันธุ์ข้าวและเครื่องมือ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในกระบวนการทำนายุคปัจจุบัน พัฒนาให้สมาชิกกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์มีความชำนาญในการทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ดีมีความต้องการพัฒนาในอาชีพของตัวเกษตรกรเอง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และรักในอาชีพของตน สามารถพัฒนาการทำนาให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพดี และเพิ่มผลผลิตในนาข้าวได้มากขึ้น ไม่ต้องนำข้าวไปขายโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง” นายปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘สสก.9พิษณุโลก’รุกเกษตรแปลงใหญ่ ส่งเสริมการผลิตกล้วยน้ำว้าเชิงการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271483

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“กล้วยน้ำว้า” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งหากย้อนดูสถิติราคาเฉลี่ยตลอดปี 2559 ที่ตลาดสี่มุมเมือง กล้วยน้ำว้าเบอร์เล็ก ราคาอยู่ที่ 16.80 บาท เบอร์กลาง 30.68 บาท และเบอร์ใหญ่ 48.22 บาท/หวี โดยราคาพุ่งสูงสุดในเดือนสิงหาคม เท่ากับ 25.65 บาท 46.53 บาท และ 72.26 บาท/หวี ตามลำดับ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบจากโรคตายพรายและหนอนกอกล้วย ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ราคาสูงขึ้นเป็นหวีละ 10-15 บาท/หวี ปัจจุบันเกษตรกรมีความต้องการต้นพันธุ์กล้วยน้ำว้าสำหรับปลูกขยายเป็นจำนวนมาก แต่กลับให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคตายพรายก่อนปลูกข้างน้อยและจะเห็นความสำคัญเมื่อกล้วยแสดงอาการของโรคแล้วซึ่งไม่ทันการณ์และแก้ไขได้ยาก

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สสก.9 พิษณุโลก ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก ปี 2560 ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกทั้ง 9 อำเภอ พื้นที่รวม 209 ไร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกล้วยน้ำว้าเชิงการค้า ผสมผสานตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ขับเคลื่อนในพื้นที่โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย และพื้นที่ส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (กล้วย) โดยใช้พันธุ์กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อมุ่งหวังแก้ปัญหาโรคตายพรายและหนอนกอกล้วยได้ในที่สุด ผลผลิตที่ได้ประมาณ 8,000 บาทต่อไร่ ซึ่งสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

สำหรับการเตรียมการก่อนการปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดีนั้น เกษตรกรจะต้องวางแผนการปลูกโดยต้องมีการคัดเลือกต้นพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะเป็นต้นพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกเชิงการค้าและไม่มีโรคตายพรายและหนอนกอกล้วย จะได้ขนาดต้นและอายุที่สม่ำเสมอเจริญเติบโตเร็วให้ผลผลิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับต้นพันธุ์ชนิดอื่น นอกจากนี้สามารถกำหนดช่วงเวลาการปลูกและกำหนดผลผลิตราคาได้ง่าย อย่างไรก็ดี เกษตรกรสามารถคัดเลือกหน่อพันธุ์ โดยขุดจากต้นแม่ที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป หรือช่วงต้นแม่กำลังตกเครือให้ผลผลิตเพราะเป็นระยะที่กล้วยแสดงอาการของโรคตายพรายชัดเจนมากที่สุด รวมถึงต้องเตรียมวัสดุปลูกและสารชีวภัณฑ์ โดยเตรียมผลิตปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว จำนวน 1 ตัน/ไร่ ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma) ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบเชื้อสดผลิตโดยหน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตร และสารเร่งซุปเปอร์พด.3 ของกรมพัฒนาที่ดิน เนื่องจากสามารถเจริญเติบโตแข่งขัน ยับยั้ง และทำลายเชื้อราสาเหตุตายพรายได้และยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุช่วยปรับโครงสร้างดินและส่งผลให้พืชสามารถใช้ปุ๋ยเคมี ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 4×4 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 100 ต้น รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มา ประมาณ 5 กก./หลุม/ ต้น และแบ่งทยอยใส่เพิ่มหลังปลูก 2-3 เดือน/ครั้ง อีกประมาณ 5 กก./ต้น

นอกจากนี้ เกษตรกรต้องดูแลรักษาโดยการตัดแต่งหน่อและใบเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของศัตรูกล้วย ในฤดูฝนไม่ควรนำเศษซากของหน่อและใบที่ตัดแต่งแล้วสุมไว้บริเวณโคนต้นเพราะจะอับชื้นและเหมาะต่อการวางไข่ของด้วงดังกล่าว ส่วนในฤดูแล้งสามารถทำได้เพื่ออนุรักษ์น้ำในดินแต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนควรเอาออกจากกอด้วย อุปกรณ์การเกษตรที่ใช้ในการตัดแต่งหน่อและใบสามารถกระจายเชื้อตายพรายจากต้นเป็นโรคสู่ต้นปกติได้ ส่วนการตัดแต่งใบนั้นในช่วงระยะเจริญเติบโตควรไว้ใบ บนต้นอย่างน้อย 10-12 ใบ เพื่อให้กล้วยแทงปลีเร็วขึ้น เมื่อกล้วยตกเครือแล้วควรแต่งใบที่อาจเสียดสีกับผลกล้วยออกและเหลือไว้เพียง 5-7 ใบก็พอ การกำจัดวัชพืช เลือกกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ควรทำภายใน 1-2 เดือนแรก หลังปลูกในขณะที่รากกล้วยยังขยายไปไม่มากนัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบรากเพราะจะทำให้กล้วยชะงักการเจริญเติบโต ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชนั้นเกษตรกรต้องคำนึงถึงชนิด อัตราความเข้มข้น และช่วงเวลาการใช้ที่ต้องเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบของสารเคมีและสารพิษตกค้าง การให้ปุ๋ย หากต้องการกระตุ้นผลผลิตให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมออัตรา 100 กรัม/ต้นหลังปลูกติดต่อกันประมาณ 5 เดือน หรือจนกว่ากล้วยจะแทงหน่อลูก จากนั้นให้งดปุ๋ยไปจนกว่ากล้วยจะแทงปลีแล้วเปลี่ยนเป็นสูตรที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สูตร 13-13-21 เพื่อกระตุ้นการสะสมแป้งและน้ำตาลในอัตราเดียวกัน คือ 100 กรัม/ต้น/เดือนไปจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต

“จากนโยบายการทำการเกษตรด้วยการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ผลิตกล้วยน้ำว้า ที่มุ่งเน้นตั้งแต่การเตรียมการก่อนปลูก ตลอดจนการดูแลรักษา และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้า เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดโรค-แมลง ที่ยั่งยืนตลอดไป” นายเกษม กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘เกษตรเขต2’จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพงานส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271287

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปี 2560 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดภาพรวมของการดำเนินงานโดยมุ่งให้ระบบการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรแต่ละรายไปสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลมายังเกษตรกรให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีตามขึ้นไปด้วย การผลักดันให้ไปสู่จุดนั้นได้ เกษตรกรต้องเป็น Smart Farmer เพื่อให้ทำการเกษตรในลักษณะ Smart Agriculture เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและสร้างความอยู่ดีมีสุขได้อย่างแท้จริง

กรมส่งเสริมการเกษตรมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ โดยศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรนั้นจะทำหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมีประเด็นหลัก เรื่องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน เมื่อเกษตรกรมีองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรแล้ว ภาครัฐยังจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อบริหารจัดการการผลิต รวมถึงบริหารจัดการผลผลิตและการตลาด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรของประเทศ ตามนโยบายการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่เพื่อผลักดันให้แปลงใหญ่ดังกล่าวเป็น Production Unit และเกิดการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศต่อไป จากเป้าหมายในการพัฒนาดังกล่าว เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรจำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้เรื่องการเกษตรอย่างแท้จริง ตลอดจนสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ผลักดันให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า
การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ควรที่จะมีเวทีให้นักส่งเสริมการเกษตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการดำเนินงานระหว่างกันทั้งในระดับจังหวัด และระดับเขต รวมทั้งสรุปผลและถอดบทเรียนที่ได้จากการ
ดำเนินงานในพื้นที่ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี จึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต ครั้งที่ 2/2560 ขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี โดยมีหัวหน้ากลุ่มทุกกลุ่มจากสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันตก ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ 6 ศูนย์ และนักวิชาการผู้เกี่ยวข้องจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี รวม 49 คน

การสัมมนาดังกล่าวยังสอดคล้องกับระบบส่งเสริมการเกษตร (Training and Visit System: T&V System)
ที่ได้กำหนดให้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบส่งเสริมการเกษตรในเรื่องของการถ่ายทอดความรู้
(Training) จัดปีละ 3 ครั้ง โดยมีเนื้อหาสาระในการสัมมนา ได้แก่ การบรรยายให้ความรู้ในเรื่องของการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตร ชี้แจงทำความเข้าใจในโครงการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ และระบบพยากรณ์การระบาดศัตรูพืช โดยวิทยากรจากกรมส่งเสริมการเกษตร และแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ นำเสนอปัญหาและร่วมกันหาแนวทางแก้ไข ในประเด็นการเชื่อมโยงแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตร (Zoning) การจัดงานวันเริ่มต้นฤดูการผลิต (Field Day) การผลิตขยายแตนเบียนของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน การพัฒนา
Smart Farmer & Young Smart Farmer อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การวาดแปลงระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) และการยกกระดาษ A4 แบบบูรณาการ

ผลที่ได้จากการจัดสัมมนาเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรประจำปี 2560 และงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เพื่อยกกระดาษ A4) ได้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รายงานพิเศษ : พด.ปัตตานีพลิกนาร้าง ให้เกษตรกรทำกินยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270874

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดปัตตานี เป็นจังหวัดหนึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความสำคัญในด้านพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร แต่ปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่นาหลายแห่งที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นพื้นที่นาร้าง เนื่องจากเกษตรกรขาดเงินทุนและความรู้ในการพัฒนาที่ดิน ทำให้เกษตรกรหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี จึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันขึ้นในหลายพื้นที่ จนเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ทำกินบนพื้นที่นาร้างได้อย่างยั่งยืน

คุณจุไรรัตน์ สุขตะโก เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี เปิดเผยว่า โครงการฟื้นฟูพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันของสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ในพื้นที่ตำบลลิปะสะโง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน หากแล้งก็แล้งเป็นเวลานาน ทำการเกษตรไม่ได้ผล จึงปล่อยพื้นที่ให้รกร้างแล้วหันไปทำอาชีพอื่น ทางสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี จึงเข้ามาส่งเสริมและมีบทบาทในการฟื้นฟูนาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน เหตุผลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันเนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีศักยภาพในพื้นที่ เริ่มต้นด้วยการขุดยกร่อง พร้อมกับสนับสนุนพันธุ์ปาล์มน้ำมัน รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น สารเร่ง พด. 1 มาผลิตปุ๋ยหมัก และสารเร่ง พด.2 ทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ในแปลงเกษตรของตัวเอง ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินแล้วยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอีกด้วย

ปัจจุบันสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาร้างให้กลับมาทำเกษตรได้อีกครั้งไปแล้วกว่า 38,000 ไร่ สำหรับวิธีการดำเนินโครงการนั้น ทางสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานีจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่นาร้างเป้าหมายเพื่อออกแบบวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน จากนั้นจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีในการปลูกปาล์มน้ำมัน และดำเนินการปรับปรุงพื้นที่นาร้างด้วยการขุดคู ยกร่อง อีกทั้งยังสร้างกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี ยังสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันหันมาผลิตน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 ไว้ใช้เองในแปลงปลูก เพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี

“ปัจจุบันสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานีได้ขยายผลโครงการไปยังพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นการปฏิรูปที่ดินทำกินให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกของพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี อันจะนำไปสู่การทำเกษตรที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” คุณจุไรรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ…ช่วยจันทบุรีพ้นภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270696

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“….เพราะว่าที่จันทบุรีนั้นมีการสร้างถนนกั้นน้ำ คือไม่ใช่เขื่อนกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำนี่น่าจะเอ็ดตะโรมากกว่า มีถนน 3 สายขนานกันที่กั้นน้ำ วิธีที่จะทำก็คือต้องดูว่าน้ำมันลงมาที่ไหนก็ดูได้ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูก็จะเห็นได้ ไปสำรวจดูว่าน้ำจะลงทางไหน แล้วก็ได้ทำการระบายน้ำ คือช่องระบายน้ำที่สอดคล้องกัน และถึงเวลาฝนลงมา น้ำลงมา ก็สามารถที่จะระบายออกไปได้ ไม่มีปัญหา สามารถที่จะระบายน้ำออกไป ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ถ้าถึงเวลาที่ต้องการน้ำเก็บเอาไว้ ก็มีทำเป็นประตูน้ำกักเอาไว้ไม่ให้น้ำไหลไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ถึงเวลาก็ปล่อยน้ำออกไปได้”

ความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546

จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทยมีเนื้อที่ 6,388 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศประกอบไปด้วย ป่าไม้ ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่มน้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่ในเขตลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีปริมาณฝนมาก เมื่อฝนตกทางพื้นที่ตอนบนน้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างผ่านกลางเมืองทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นประจำและรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ จังหวัดจันทบุรี ยังไม่มีแหล่งชะลอหรือเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ตอนบน ฝนตกลงมาเท่าไร ก็ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบแค่เขตตัวเมืองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงพื้นที่ข้างเคียง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงรับทราบปัญหาของจังหวัดจันทบุรี ทรงมีความห่วงใย อยากให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข จึงทรงมีพระราชดำรัสดังกล่าว เพื่อหาวิธีระบายน้ำโดยที่ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนพร้อมกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ด้วย

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากพระราชดำริดังกล่าว ทางรัฐบาลจึงมอบหมายให้กรมชลประทานศึกษาหาวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดจันทบุรีอย่างยั่งยืน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้นและเริ่มดำเนินการในปี 2552 ผ่านไป 8 ปี ในปี 2560 โครงการจึงแล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดอย่างเป็นทางการ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของกรมชลประทานและชาวจังหวัดจันทบุรี ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดโครงการในวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วย อาคารชลประทานที่สำคัญๆ ได้แก่ คลองผันนํ้าสายใหม่ และได้รับพระราชทานชื่อว่า “คลองภักดีรำไพ” มีความหมายว่า “คลองที่แสดงความจงรักในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7” ความยาว 11.6 กิโลเมตร แยกจากแม่น้ำจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันน้ำส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีออกสู่ทะเล โดยผันได้สูงสุด 300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ส่วนของแม่น้ำจันทบุรี หลังมีการขุดลอกปรับปรุงสามารถรองรับน้ำได้ 500 ลบ.ม./วินาที ทำให้มีศักยภาพระบายน้ำรวมกันสูงสุดถึง 800 ลบ.ม./วินาที

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างประตูระบายนํ้าไว้ทำหน้าที่ควบคุม บริหารจัดการนํ้าอีกจำนวน 11 แห่ง การสร้างถนนคันคลองทั้งฝั่งซ้ายและขวา เพื่อเสริมเส้นทางคมนาคมรถยนต์ขนาดเล็กตลอดแนวคลอง และมีสะพานข้ามคลองผันน้ำบริเวณถนนตัดผ่านทุกแห่ง ช่วยลดความแออัดของการจราจรในตัวเมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นผลดีต่อการเดินทางของชุมชนให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

“ในช่วงระหว่างดำเนินการก่อสร้าง กรมชลประทานได้ใช้แนวคลองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างช่วยผันน้ำจากแม่นํ้าจันทบุรีในช่วงฤดูฝน เพิ่มช่องทางระบายนํ้าจากบริเวณฝายยาง ตำบลจันทนิมิต ลงสู่ทะเล สามารถป้องกันแก้ไขปัญหานํ้าท่วมในเขตเมืองจันทบุรีได้เป็นอย่างดี ทำให้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา เขตเมืองจันทบุรีไม่เกิดภาวะนํ้าท่วมทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ประสบปัญหานํ้าท่วมเกือบทุกปี” นายสัญชัยกล่าว

คุณยายประภาพรรณ ฉัตรมาลัย อายุ 69 ปี ประธานชมรมพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูร เล่าว่า ชุมชนจันทบูรเป็นพื้นที่หนึ่ง ซึ่งถือว่าได้รับผลกระทบจากแม่น้ำจันทบุรีเมื่อเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมทุกปี โดยเฉพาะในปี 2542 ที่เกิดน้ำท่วมหนักกว่าทุกปี จนชาวบ้านไม่สามารถรับมือเตรียมเก็บของได้ทัน เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และมีพระราชดำริในการจัดสร้างคลองเพื่อบรรเทาการเกิดอุทกภัยให้กับชาวจังหวัดจันทบุรี โดยชาวจังหวัดจันทบุรีทุกคนต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้และภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่มี “คลองภักดีรำไพ”ซึ่งเป็นคลองที่ความสวยงามมาก ทำให้ทุกวันนี้ชาวบ้านในชุมชนจันทบูรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสบายใจ เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดน้ำท่วมขึ้นอีก

นอกจากคลองภักดีรำไพจะช่วยบรรเทาปัญหานํ้าท่วมแล้ว ยังสามารถเก็บกักนํ้าจืดไว้ในคลองได้อีกประมาณ 2 ลบ.ม. เป็นแหล่งน้ำต้นทุนแห่งใหม่ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่โดยรอบ เกษตรกรที่อาศัยบริเวณแนวคลองสามารถสูบน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 5,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานยังใช้สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำปลายคลองภักดีรำไพเพื่อช่วยป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่โครงการได้อีกด้วย

คุณลุงบัญญัติ เอี่ยมสอาด เกษตรกรที่อยู่ติดคลองภักดีรำไพ กล่าวว่า “ผมมีที่ดินทำการเกษต 3 ไร่ ก่อนมีคลองน้ำท่วมเป็นประจำ เพราะเป็นสภาพธรรมชาติ ฤดูฝนน้ำก็ท่วม พอข้าวออกรวง น้ำท่วมก็เสียหาย แต่พอมีคลองแล้วน้ำไม่ท่วมอีกเลย และในช่วงฤดูแล้งก็มีน้ำเพียงพอที่จะปลูกพืช ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำก็หมดไปอีกด้วย ซึ่งในปีนี้ผมปลูกถั่วฝักยาว และมันเทศ ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี”

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ทำการปรับภูมิทัศน์บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองภักดีรำไพและถนนตลอดแนวคลองให้มีความสวยงาม จนกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ของชาวจังหวัดจันทบุรี ถนนทั้ง 2 ฝากฝั่งคลองที่ยาวกว่า 11 กิโลเมตร ยังเหมาะสำหรับการปั่นจักรยานอีกด้วย ซึ่งในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดราชการจะมีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จนทำให้ชาวจันทบุรีจำนวนหนึ่งต้องการที่จะให้คลองภักดีรำไพเป็น “ปอด” ของชาวจันทบุรี

“ชาวบ้านพยายามช่วยกันรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ และให้เป็นพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และปั่นจักรยาน รวมทั้งพยายามรณรงค์ไม่ให้มีรถยนต์เข้าไปวิ่งภายในบริเวณริมคลองภักดีรำไพ แต่ชาวบ้านยังมีความกังวล เรื่องการขยายตัวของเมืองที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีการสร้างบ้านเรือนเพิ่มเป็นจำนวนมากตลอดแนวคลอง ซึ่งอาจจะกีดขวางทางน้ำไหลที่จะไหลลงสู่คลอง และทุ่งนาที่เคยรับน้ำก็กลายเป็นบ้านเรือนไปจนหมด อาจจะเกิดปัญหาน้ำท่วมได้อีกในอนาคต ดังนั้นอยากให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแผนป้องกันและแก้ไขไว้ด้วย” นางประภาพรรณ ฉัตรมาลัย ประธานชมรมพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูร กล่าวฝากไว้ให้คิดในตอนท้าย

พระราชดำริรัชกาลที่ 9 จะแก้ไขปัญหาให้ชาวจันทบุรีได้อย่่่างยั่งยืนหรือไม่…ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน

รายงานพิเศษ : ‘ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์’ลพบุรีใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรผสมผสาน-หนุนความเข้มแข็งให้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270510

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จ.ลพบุรี โชว์ความเข้มแข็งชุมชน ด้วยการใช้หลักดำเนินชีวิตในแบบเศรษฐกิจพอเพียง เน้นใช้ทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นางสาวอิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย ประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า พื้นที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยตนเองนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่แต่ก็มองว่าการทำเกษตรยังคงเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวได้เหมือนกับอาชีพอื่นๆ จากการที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับภาครัฐด้วยการเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ก็ทำให้ได้รับความรู้ แนวคิดดีๆ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าตนจะเรียนจบระดับปริญญาตรีแต่ก็หันมายึดอาชีพการทำเกษตร โดยเน้นทำเกษตรผสมผสานด้วยหลักคิดตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีข้าวเป็นพืชสร้างรายได้หลัก และทำเกษตรอื่นๆ เป็นรายได้เสริม ได้แก่ ปลูกผัก เพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน เลี้ยงกุ้งก้ามแดง เป็นต้น

และจากบทบาทของยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่ต้องเป็นตัวอย่างในการทำการเกษตรที่พึ่งพาตนเองได้ ทำให้ตนได้มีโอกาสไปดูงานยังที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศพร้อมกับนำองค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองและชุมชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากการส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบผสมผสานปลูกพืชและทำกิจกรรมด้านการเกษตรที่หลากหลายแล้ว ในชุมชนบ้านมหาสอนนั้นยังเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม มีวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาอย่างน่าสนใจ ทั้งยังมีครูภูมิปัญญาด้านการแปรรูปหวาย และอยู่ติดกับคลองบางขามมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับแม่จามเทวี

ประกอบกับปัจจุบันภัยแล้งส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งในพื้นที่จังหวัดลพบุรีก็ได้รับผล
กระทบเช่นกัน จากจุดนี้จึงได้เกิดการรวมตัวและพูดคุยกันในชุมชนว่าจะทำอย่างไรให้คนในชุมชนมีรายได้จากสิ่งที่มีอยู่นอกเหนือจากการทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว จึงได้หยิบยกความเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย รวมถึงวิถีชีวิตที่น่าสนใจและมีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเองของชุมชนขึ้นมาส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ผสมผสานไปกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นที่มีความอย่างลงตัว และได้ก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน จ.ลพบุรี ขึ้นเมื่อปลายปี 2558

โดยเริ่มแรกการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนนั้นมีสมาชิกเพียง 25 คน แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 42 คน ซึ่งกิจกรรมของกลุ่มฯ ก็จะประกอบไปด้วยการให้บริการด้านท่องเที่ยว เยี่ยมชมการทำเกษตรผสมผสม ได้แก่ การเพาะเห็ด การเลี้ยงไส้เดือน การปลูกพืชผักปลอดภัย และการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และอื่นๆ รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตรของกลุ่มฯ อาทิ ข้าวปอดภัยสารพิษ ข้าวเกรียบเห็ด การทำสบู่ เป็นต้น ทั้งนี้ รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะมาจากการขายสินค้าของกลุ่มฯ และผลผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ของสมาชิกที่จะสามารถทำตลาดในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการส่งขายยังตลาดทั่วไป

นางสาวอิงณภัสร์ กล่าวว่าถึงแม้ว่าวิสาหกิจชุมชนฯ จะตั้งขึ้นมาไม่ถึง 2 ปี แต่ด้วยการทำงานเป็นทีมของชุมชน อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งทีมงานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์หลายๆ คน รวมถึงการให้การสนับสนุนจากภาครัฐหน่วยงานต่างๆ ทำให้ปัจจุบันการท่องเที่ยวของบ้านมหาสอน จ.ลพบุรี เริ่มเป็นที่รู้จักและมีนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และเป็นหนึ่งในสถานที่ดูงานของภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป

พร้อมกันนั้น กลุ่มฯยังได้มีการออกงานท่องเที่ยวขายแพ็กเกจท่องเที่ยวซึ่งก็ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติพอสมควร แต่ด้วยการเริ่มต้นทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชนมหาสอนนั้น เริ่มจากใช้สิ่งที่มอยู่อย่างรู้คุณค่า ไม่ได้มีเงินทุนมากมายที่จะมาทำในเรื่องนี้ ทำให้การได้รับความสนใจของนักท่องเที่ยวในบางช่วงเวลานั้น กลุ่มฯ ไม่สามารถจะรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเกิน 40 คนได้ แต่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของบ้านมหาสอนเป็นไปในทิศทางที่ดีมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทางกลุ่มฯ จึงมองว่าในอนาคตจะมีการขยายสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยวให้ได้มากกว่านี้ ทั้งเรื่องของรถนั่งชม เรือ และที่พัก รวมถึงพัฒนาเรื่องของเมนูอาหารที่มีพิเศษ อาทิ เมนูจากกุ้งก้ามแดงไว้เป็นอีกหนึ่งจุดขายให้กับนักท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป

สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนบ้านมหาสอน จ.ลพบุรี รวมถึงดูงานด้านการเกษตรผสานผสานที่สามารถสร้างรายได้รายวันให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวอิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน จ.ลพบุรี เบอร์โทรศัพท์ 08-4775-1435

รายงานพิเศษ : ‘เกษตรเขต 5’สงขลาหนุนYOUNG SMART FARMER ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270310

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยประสบปัญหาด้านสัดส่วนของแรงงานที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากวัยแรงงานมุ่งสู่การทำงานภาคบริการและภาคการผลิตเพิ่มมากขึ้น กลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มทำงานภาคการเกษตรลดลง ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของประเทศในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตภาคการเกษตรรายใหญ่และเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตรที่สำคัญ แต่การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียและประเทศในแถบอื่นก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อภาวะการผลิตอาหารและความมั่นคงด้านการผลิตอาหารของประเทศได้

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรและชาวนารุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีการใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน มุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ในภาคการเกษตร มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรแบบพึ่งพาตนเองเพื่อแข่งขันทางการค้าในอนาคต ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถือเป็นการปรับเปลี่ยนจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” สอดคล้องกับโมเดล “Thailand 4.0” ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) มีการใช้วิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดเป็นกลุ่มอาหารเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็น platform ในการสร้าง New Startups ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง ทั้งนี้ Young Smart Farmer จำเป็นต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และได้รับการสนับสนุนและพัฒนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาตั้งแต่ ปี 2551 มุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นรายบุคคลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ และการใช้ระบบสารสนเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ซึ่งมีการแบ่งช่วงอายุของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ คือ อายุ 17-45 ปี จึงยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถด้านการเกษตรทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุและสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด

ด้าน นางสาวปัญชลี สุขวิไล นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ ปี 2557-2560 มีจำนวน 805 คนผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 517 คนสำหรับจังหวัดสงขลามีทั้งสิ้น 88 คน โดยมี Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จและเป็นตัวอย่างได้คือ นายมนต์ชัย แซ่ว่อง อายุ 36 ปี ซึ่งประสบความสำเร็จในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ มีรายได้ทางการเกษตร 300,000-500,000 บาทต่อปี นายมนต์ชัย ใช้ระบบการปลูกพืชแนวตั้งเพื่อเพิ่มผลผลิต ฟาร์มเป็นระบบปิด Evaporative system ในส่วนของสภาพแวดล้อมใช้เทคโนโลยีควบคุม ความชื้นและอุณหภูมิ โดยมีการทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่เพื่อทำให้การควบคุมค่าต่างๆ สามารถทำได้อย่างมีระบบและมีแบบแผน มีการใช้เทคโนโลยีการควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยใช้ชีววินทรีย์ และใช้แมลงร่วมในการกำจัดศัตรูพืช ทำให้เป็นโรงเรือนปลอดสารพิษที่ยั่งยืนมากขึ้น ใช้ระบบปลูกพืชแนวตั้งเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดการใช้แรงงาน เวลา และใช้พื้นที่ให้ได้ผลมากที่สุด มีการปลูกแบบผสมผสาน เช่น มะเขือเทศ ผักสลัด แตงโม แตงกวา และพืชเถาอื่นๆ โดยการจัดการดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตสามารถลดต่ำได้เกือบเท่าการปลูกแบบดั้งเดิมถึงแม้จะเป็นการปลูกในโรงเรือนก็ตาม