“ห้องประทับชั้น 16 รพ.ศิริราช”…วันที่พ่อไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 13:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461135

"ห้องประทับชั้น 16 รพ.ศิริราช"...วันที่พ่อไม่อยู่

เรื่องและภาพโดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยโศกเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ หลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

วันนี้ผ่านมาจนครบหนึ่งสัปดาห์ บรรยากาศภายในโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อถวายพระพร

เวลานี้ช่างดูเงียบเหงา …

นิพนธ์ ชาติปรีชากุล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงพยาบาล รับผิดชอบดูแลอาคารเฉลิมพระเกียรติซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เล่าว่า ทำงานที่ศิริราชมา 17 ปีแล้ว เคยถวายงานรับใช้พระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วหลายพระองค์ ตั้งแต่ช่วงที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯมาประทับที่ศิริราช เรื่อยมาจนกระทั่งในหลวงเสด็จมาประทับตั้งแต่ปี 2552 จวบจนถึงปัจจุบัน

“ครั้งแรกที่ทราบข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวรต้องมาพักรักษาที่ศิริราช ผมกับเพื่อนก็ตกใจ แต่ขณะเดียวกันก็ภาคภูมิใจ เพราะได้รับเลือกเป็นหนึ่งในรปภ. 18 คนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ลิฟต์ คอยถวายงานรับส่งเสด็จพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ขึ้นลงอาคาร มีอยู่ครั้งหนึ่งผมกดลิฟต์รับส่งเสด็จ ซึ่งอยู่ภายในลิฟต์เดียวกับพระองค์ พอถึงชั้นล่างในหลวงท่านทรงเสด็จออก และได้หันกลับมาตรัสว่า ‘ขอบใจนะ’ แม้เพียงคำสั้นๆก็ถือว่าเป็นความภูมิใจมากที่สุดในชีวิต

นิพนธ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถ่ายรูปคู่กับลิฟท์โดยสารหมายเลข 7

นิพนธ์ เล่าอีกว่า ในหลวงทรงมีพระเมตตามาก ครั้งหนึ่งเป็นวันพระคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ช่วงกลางวันหลายหน่วยงานจะนำเค้กและแจกันดอกไม้มาถวายจำนวนมาก แต่วันนั้นช่วงดึกหลังจากที่ทุกคนที่มาถวายพระพรกลับหมด พระองค์ก็ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังตัดแบ่งเค้กมาพระราชทานให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ถวายงานตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ทหาร ตำรวจ รวมถึงพวกตนที่เป็น รปภ. ทำให้ทุกคนรู้สึกทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ส่วนแจกันกอกไม้พระองค์ จะพระราชทานให้ตามห้องพยาบาล (วอร์ด)คนไข้ในอาคารต่างๆ นอกจากนี้ทุกปีพระองค์มักจะพระราชทาน ส.ค.ส. ให้แก่เจ้าหน้าที่ด้วย

“การปฏิบัติงานช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ศิริราช รปภ.ที่มี 18 คน จะแบ่งกำลังกันเป็น 3 ชุดโดยจะทำงานวันละ 2 ชุด ผลัดแรกเริ่มตั้งแต่ 07.00-19.00 น. และผลัดสอง 19.00-07.00 น. สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน วันใดได้รับแจ้งว่าพระองค์จะเสด็จไปข้างนอก จะต้องเตรียมลิฟต์หมายเลข 7 ขึ้นไปรอรับพระองค์ที่ชั้น 16 ซึ่งเป็นชั้นที่ประทับ แต่ถ้าวันใดพระองค์ไม่เสด็จออกข้างนอกเจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำอาคารจะทำหน้าที่กดลิฟต์รับส่งประชาชน เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังตามปกติ เพราะพระองค์เคยรับสั่งว่า ไม่อยากทำให้ประชาชน และผู้ป่วยที่มาติดต่อรักษาต้องเดือดร้อน”

ทีมรปภ.ประจำอาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

 

นิพนธ์ เล่าอีกว่า วันนี้ที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ศิริราชอีกแล้ว ทุกอย่างเงียบเหงาอ้างว้างมาก ต่างจากช่วงเวลาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เพราะปกติมักจะมีผู้คนเดินทางมาลงนามลงนามถวายพระพรและรอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย แต่วันนี้พระองค์ไม่อยู่ส่วนตัวก็ยังคงต้องมาประจำจุดที่เดิม คอยดูแลตรวจตราให้บริการประชาชนตามเดิม แม้บรรยากาศที่นี่จะเปลี่ยนไป แต่ประสบการณ์ที่เคยได้รับใช้พระองค์จะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป

“วันนี้อยากบอกพระองค์ท่านว่า ผมและเพื่อนๆดีใจที่มีโอกาสรับใช้ถวายงานให้กับในหลวง ถึงแม้ว่าต่อจากนี้จะไม่มีโอกาสนั้นแล้ว แต่ยังไงทุกคนจะจดจำภาพนั้นไปตลอดชีวิต และจะยึดมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์”

ศุภกิจ สุวรรณไตรย์ อาจารย์สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำงานอยู่ที่คลินิกอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์ ชั้น 7 ของอาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มักเสด็จมาพักผ่อนอิริยาบถระหว่างเข้ารับการรักษา เล่าว่า ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาประทับที่ศิริราชปี 2552 ได้เดินทางมาเยี่ยมชมคลินิกแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2554

ครั้งแรกที่พระองค์เสด็จมาจำได้ดีว่า ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวรับเสด็จก่อนล่วงหน้ามาก รู้เพียงก่อนเวลาเสด็จเพียง 15 นาทีเท่านั้นซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้งจากนั้นเรื่อยมา และเมื่อเสด็จขึ้นมาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่จะเตรียมพื้นที่บริเวณห้องโถง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นทัศนียภาพรอบโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวัง และฝั่งพระนครทั้งหมดให้พระองค์ได้ประทับ โดยช่วงเวลาที่พระองค์มักเสด็จมาประมาณ 16.00น. หรือ 17.00 น. โดยใช้เวลาอยู่ 50 นาที เพื่อพักผ่อนอิริยาบถพูดคุยกับเจ้าหน้าที่คณะผู้ติดตามที่มาเพียงไม่กี่คน และตนมาทราบภายหลังว่า พระองค์เสด็จมาทรงงานด้วย โดยจะมาคอยดูระดับการขึ้นลงของน้ำ เพื่อมานำไปประกอบการทรงงานของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะแวะเยี่ยมชมบริเวณชั้น 7 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรายงานเรื่องการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์แผนไทยให้พระองค์ทราบ ส่วนการถวายบริการทางแพทย์แผนไทยแก่พระองค์ จะเป็นหน้าที่ของพยาบาลผู้ที่ดูแลใกล้ชิด ซึ่งจะเข้ามาอบรมเรียนรู้ที่คลินิก ก่อนนำความรู้ด้านแพทย์แผนไทยนำไปนวดถวายพระองค์

สุกิจ สุวรรณไตรย์

 

ชั้น 7 อาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมาทอดพระเนตรดูวิวทิวทัศน์เป็นประจำ

“เมื่อพระองค์ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่ทุกคนจะออกมารับเสด็จ จากนั้นเมื่อท่านเข้าไปยังบริเวณห้องโถงริมแม่น้ำ จะกั้นพื้นที่เฉพาะบริเวณนั้น ส่วนบริเวณอื่นในชั้นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ประชาชนที่มาใช้บริการจะทำงานตามปกติ เพียงแต่เมื่อไหร่ที่จะเสด็จกลับทุกคนจะหยุดชั่วครู่ และมาคอยส่งเสด็จกลับ จากนั้นทุกคนจะทำงานตามปกติ เนื่องจากพระองค์ประสงค์ไม่อยากให้ทุกครั้งที่เสด็จมา ต้องรบกวนประชาชนผู้อื่น”

อาจารย์แพทย์แผนไทยรายนี้ เล่าต่อว่า ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้อยู่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกปลาบปลื้ม บางครั้งน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้รู้สึกตัว เพราะทุกครั้งที่เห็นพระองค์เสด็จมาจะภูมิใจที่ได้เห็นรูปแบบการดำเนินชีวิตเรียบง่ายของพระองค์ไม่เอิกเกริกใหญ่โต มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน แต่ในวันนี้เมื่อไม่ได้มีโอกาสถวายงาน ส่วนตัวก็รู้สึกเสียใจเพราะเมื่อก่อนทุกวันที่มาทำงาน จะเห็นบรรยากาศในโรงพยาบาลมีคนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อลงนามถวายพระพร สวดมนต์ทำกิจกรรมอื่นโดยที่เจ้าหน้าที่ในศิริราช มักร่วมกิจกรรมเป็นประจำ

ถึงอย่างไรพระองค์ท่านได้ฝากสิ่งดีๆไว้มากมายให้กับประชาชนรุ่นหลัง ทั้งเรื่องความเรียบง่าย การทำงาน หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประชาชนคนรุ่นหลัง ได้นำไปปรับใช้ในชีวิตซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

สมพงศ์ ลาดมี อายุ 50 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งเดินทางมาที่ศิริราชเพื่อชื่นชมพระบารมีฯเป็นประจำ เล่ว่า ตนป่วยเป็นโรคหัวใจจึงต้องมารักษาที่ศิริราชตลอดหลายปี ทุกครั้งหลังจากพบแพทย์มักจะชอบมานั่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าศาลาศิริราช 100 ปีถึงช่วงเย็นก่อนเดินทางกลับบ้าน ระหว่างรอก็มักจะร่วมกับเพื่อนๆ คอยช่วยเหลืองานในโรงพยาบาล เช่น ล้างห้องน้ำ กวาดพื้น เก็บขยะ ดูแลคนป่วยที่ชรา งานจิตอาสาอื่นๆ นอกเหนือจากการร่วมสวดมนต์เพื่อถวายพระพรฯ และนั่งมองตึกที่พระองค์ท่านเคยประทับ ซึ่งสิ่งที่ทำอาจไม่มาก แต่เมื่อนึกว่าทำเพื่อในหลวงก็รู้สึกสบายใจ เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมาก็เห็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ ดูแลช่วยเหลือประชาชนให้หมดทุกข์เป็นสุขมาตลอด โดยที่ไม่เคยแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาขอเพียงให้อยู่ในแผ่นดินไทย พระองค์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ

พระบรมฉายาลักษณ์ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ

 

 

บรรยากาศช่างดูเงียบเหงา วันที่พ่อไม่อยู่

“จำได้ตอนที่ฉันอายุ 8 ขวบได้มาดูในหลวงหว่านเมล็ดข้าวแบบใกล้ชิด ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ครั้งนั้นเมื่อเห็นก็รู้สึกประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านทำให้ตนนึกถึงความพอเพียง ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างให้ประชาชนนำไปเป็นหลักของการดำเนินชีวิต การที่พระองค์จากไปเสมือนเป็นการสูญเสียเสาหลักไม่มีที่ยึดเหนี่ยว เพราะตลอดชีวิตเท่าที่จำความได้พระองค์จะคอยดูแลประชาชนเหมือนลูกมาโดยตลอด และตอนนี้ตนก็ยังรู้สึกเหมือนว่าพระองค์ยังอยู่ เพราะพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ฉะนั้นตนและประชาชนคนไทยทุกคน จะระลึกถึงพระองค์ตลอดไป”

ความคืบหน้าล่าสุด ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกมาเปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีแนวคิดตั้งใจจะเก็บห้องประทับชั้น 16 ขณะรักษาพระอาการประชวรไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากศิริราชได้ถวายการรับใช้มาตลอดนานกว่า 20 ปีแล้ว แต่คงต้องปรึกษาหารือและขออนุญาตจากทางสำนักพระราชวังก่อน

ข่าวนี้สร้างความปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก เพราะนอกจากจะเดินทางมารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่รพ.ศิริราชแล้ว หลายคนยังต้องการมาเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีแก่ประชาชน พร้อมเงยหน้าไปยังชั้น 16 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้.

อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

 

เปิดกรุสะสมเหรียญ-ธนบัตร สิ่งรำลึกถึง”ในหลวงภูมิพล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461088

เปิดกรุสะสมเหรียญ-ธนบัตร สิ่งรำลึกถึง"ในหลวงภูมิพล"

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ภาพประชาชนจำนวนมากเข้าคิวแลกธนบัตรเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 เพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ที่ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม เมื่อวันที่ 17 ต.ค. และข่าวประชาชนจำนวนมากเช่นกันบางรายต้องรอหน้าธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ สะพานควาย เปิดให้แลกธนบัตรที่ระลึก ที่จัดทำขึ้นในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา ตั้งแต่ช่วงตี 2 ของวันที่ 18 ต.ค. ล้วนเป็นประจักษ์พยานอีกด้านหนึ่งของการร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ท่ามกลางบรรยากาศการแสดงความไว้อาลัย การเฟ้นหาเหรียญและธนบัตรเพื่อเก็บสะสมเป็นที่ระลึกถึงช่วงการสูญเสียครั้งสำคัญ ตามร้านค้าและจุดต่างๆ กำลังกลายเป็นเรื่องราวมุมเล็กๆ ที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สำคัญ

ณัฐพงษ์ ชวาลรัตนสกุล หรือที่วงการนักสะสมวัตถุมงคลและเหรียญที่ระลึก รู้จักกันดีในชื่อ “ต้นท่า พระจันทร์” ระบุว่า วัตถุมงคลและเหรียญสะสมที่ระลึกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มนักสะสมแลกเปลี่ยนนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกลุ่มที่เป็นวัตถุมงคลกับเหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึก

ในส่วนของวัตถุมงคลซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานานหลายสิบปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน หรือเดิมเรียกว่าพระพิมพ์ที่ฐานพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่างปี 2508-2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์

สาเหตุที่ทำให้พระรุ่นนี้เป็นที่ต้องการของนักสะสม คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ หรือใบกำกับพระ แสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์

 

และที่รู้จักกันในหมู่นักสะสมเช่นกัน คือ เหรียญอนุสรณ์มหาราช ครบ 3 รอบ เป็นเหรียญที่ระลึกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระชนมพรรษาครบ3 รอบ หรือ 36 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2506 เป็นเหรียญที่ได้ผ่านพิธีการปลุกเสก ณ อุโบสถวัดราชบพิธถึง2 วาระด้วยกัน โดยพระคณาจารย์ที่โด่งดังในปี 2506 เช่น อาจารย์ทิม วัดช้างให้ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต๋ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ฯลฯ หากใครนึกถึงเหรียญรุ่นนี้ไม่ออก ให้นึกไปถึงเหรียญที่มักจะเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรติดตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายนั่นเอง

ต้น ท่าพระจันทร์ บอกว่า นอกจากนี้อีกเหรียญที่นักสะสมจะถามหา คือ เหรียญทรงผนวช ความจริงแล้ว เหรียญทรงผนวชไม่ใช่เหรียญที่จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งทรงผนวชโดยตรง ด้วยจัดสร้างขึ้นภายหลังจากที่ทรงลาผนวชแล้วถึง 9 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผนวชในปี  2499 แต่ “เหรียญทรงผนวช” สร้างขึ้นในปี  2508 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ พระราชกุศล จาตุรงคมงคล เป็นเหรียญหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นที่แสวงหาของนักสะสม ออกโดยวัดบวรนิเวศวิหาร ช่วงปีนี้จะมีเหรียญและวัตถุมงคลที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาโดยตรงเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระทัยในวงการพระสงฆ์ และถือเป็นกลุ่มเหรียญซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานาน

อีกเหรียญที่จะมีนักสะสมมาถามหา คือ เหรียญพระมหาชนก ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมาก ผลิตออกมาเมื่อปี 2539 เป็นเหรียญที่แสดงถึงหนึ่งในสิบชาติก่อนที่พระองค์จะเกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทั้งแบบพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็ก ออกแบบโดย ศ.นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน คณบดีคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจัดทำขึ้นคู่กับหนังสือพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์

เหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึกนั้นมีการรวมกลุ่มกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เหรียญหลายรุ่นถือเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานาน จนเรียกได้ว่าแม้ไม่มีเหตุการณ์สำคัญก็มีผู้สนใจสะสมมาโดยตลอด บางรุ่นมีการแลกเปลี่ยนราคาหลักแสนบาทมานานแล้ว

ขณะที่ในส่วนของธนบัตร นักสะสมที่ตั้งใจเก็บจะเก็บกันเป็นคอลเลกชั่นครบชุดเรียงตามมูลค่าบนธนบัตร เป็นธนบัตรที่ไม่ผ่านการใช้มาก่อนเลย และเลขที่กำกับบนธนบัตรจะต้องเป็นชุดเดียวกัน คนที่จะเก็บธนบัตรเป็นชุดตามที่กล่าวมาได้ มักจะเป็นนักสะสมที่ทราบหลักเกณฑ์ในการเก็บดี และทราบว่าแม้จะเป็นธนบัตรที่ใช้ชำระหนี้ได้จริง แต่ต้องเก็บอย่างดีไม่มีตำหนิ หากผิดไปจากหลักเกณฑ์การเก็บเป็นชุดก็จะทำให้ราคามูลค่าลดลง

ณัฐพงษ์ บอกด้วยว่า หากใครชื่นชอบ มีความเคารพ ศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเก็บสะสม วัตถุมงคล เหรียญที่ระลึก หรือธนบัตรรุ่นต่างๆ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รุ่นไหน ทั้งเก่าและใหม่ ต่างก็ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจและทางประวัติศาสตร์ที่เท่ากัน

อริยา สิทธิบุศย์ นักสะสมเหรียญกษาปณ์ เล่าว่า เริ่มสะสมเพราะเดิมพ่อทำงานในกรมธนารักษ์ ที่บ้านจึงมีเหรียญที่ระลึกค่อนข้างเยอะ แต่ตอนที่ยังเป็นเด็กไม่ได้สนใจสะสมมากนัก แต่เมื่อโตมาได้เห็นได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เห็นว่าท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มสนใจเก็บสะสม โดยเหรียญกษาปณ์ที่สะสมไว้มีทั้งเหรียญที่ระลึกในราชพิธีต่างๆ รวมทั้งเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนเก่าๆ จำนวนหนึ่ง

“สิ่งที่สะสมนั้นรู้สึกว่าเป็นคุณค่าทางใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าจะถามว่าชอบเหรียญไหนเป็นพิเศษคงตอบยาก เพราะรักทุกอย่างที่มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านก็ว่าได้ และจะเก็บรักษาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานดูสืบต่อไป เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าเราเคยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นดั่งพ่อหลวงของเราชาวไทยทุกคน” อริยา กล่าว

 

เรื่องเล่าจากในวัง…พระราชอารมณ์ขันของในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2559 เวลา 20:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461064

เรื่องเล่าจากในวัง...พระราชอารมณ์ขันของในหลวง

เรื่องราวพระราชอารมณ์ขันที่ประทับตราตรึงอยู่ในหัวใจของข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดและปวงพสกนิกร

กว่า 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย ทรงออกเยี่ยมเยียนบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรทั่วทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ถิ่นทุรกันดารพระองค์ท่านยังฝ่าฟันย่ำเดินพบปะประชาชนในฐานะ “ลูกของพ่อหลวง” และทุกครั้งจะมีชาวบ้านต่างพร้อมจิตพร้อมใจตั้งแถวรอรับเสด็จด้วยความตื่นเต้น และแววตาแห่งความผาสุกที่เปล่งประกายแม้แดดลมจะร้อนเพียงใดก็ตาม

หนังสือ :”เรื่องเล่าจากในวังและพระราชอารมณ์ขันของในหลวง”  จัดทำโดยกลุ่มพิทักษ์รักราชันย์  และส่วนหนึ่งคัดลอกบางตอนมาจากหนังสือ “พระราชอารมณ์ขัน” เขียนโดย วิลาศ มณีวัต ตีพิมพ์เมื่อปี 2555 นำเสนอเรื่องพระอารมณ์ขันกับประชาชน  ที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างเสด็จฯลงพื้นที่ หรือแม้แต่เสด็จฯอยู่ภายในวังก็ทรงมีเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มให้กับข้าราชบริพารหรือผู้ติดตามเช่นกัน

ย้อนไปเมื่อครั้งสมัยพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร ทางภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส  ซึ่งทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรดมีความเค็ม พระองค์จึงทรงรับสั่งถามชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า “ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม?” ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างงก่อนตอบกลับมาว่า “ไม่เคยชิมซักที” ในหลวงก็รับและทรงสั่งกับข้าราชบริพาร ที่ตามเสด็จว่า “ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ”

ครั้งเหตุการณ์ในหลวงเสด็จพร้อมสมเด็จพระเทพฯ เพื่อไปทอดพระเนตรกิจการตามพระราชดำริ ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับข้าวกล้องอยู่ด้วย ในหลวงทรงตรัสว่า “ข้าวกล้องนี้ดี เรากินข้าวกล้องทุกวัน” สมเด็จพระเทพฯ เห็นว่าน่าสนใจแต่นักข่าวไม่สนใจเท่าไร  จึงตรัสว่า “น่าสนใจนะ น่าจะเก็บไว้” ก็เลยมีการทูลขอให้ทรงตรัสอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ก็ทรงช่วยเหลือ และนำมาซึ่งคำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้  “ข้าวกล้องนี้ดี  มีประโยชน์  คนอื่นเขาว่าเป็นข้าวของคนจน  เรากินข้าวกล้องทุกวัน  เรานี่แหละคนจน”

เมื่อหมุนเข็มเวลาเปิดปฏิทินไปเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2528 เป็นวันสุดท้ายของพระราชทานปริญญาบัตรของบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนั้นเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศในตอนบ่าย เป็นผลให้บัณฑิต 6 คน ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงนั้นหมดโอกาสที่จะถ่ายภาพตอนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ไว้เป็นที่ระลึก  แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเสร็จพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งกับอาจารย์ที่หมอบถวายปริญญาอยู่ข้างๆ ที่ประทับว่า “ให้ไปตามบัณฑิต 5-6 คนนั้นขึ้นมารับปริญญาใหม่อีกครั้งหนึ่ง” เพื่อจะได้ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก เรื่องราววันนั้นได้สร้างความตื้นตันให้กับนิสิตและคณาจารย์กันทั่วทั้งหอประชุม

อีกเรื่องเมื่อครั้งในหลวงท่านทรงโทรศัพท์ไปหาหม่อมคนนึง พอดีหม่อมคนนั้นไม่อยู่บ้าน คนใช้ของหม่อมถามว่านั่นใครค่ะ  อยากจะฝากข้อความไว้หรืออยากจะพูดกับเจ้านายต้องบอกชื่อมาก่อน  ในหลวงทรงตรัสว่า “ฉันชื่อภูมิพลเคยได้ยินบ้างไหม ยังไงรบกวนเจ้านายโทรหาฉันกลับด้วยแล้วกันนะ” เท่านั้นล่ะคนใช้คนนั้นเป็นลมต้องปฐมพยาบาลกันใหญ่

ช่วงปี พ.ศ. 2513 วันนั้นในหลวงท่านทรงเสด็จไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่  ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา ท่านก็ทรงเสด็จฯตามเขาเข้าไปในบ้าน  ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับให้พระองค์ประทับแล้วก็รินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่คงไม่ค่อยจะได้ล้างจนมีคราบดำๆจับอยู่  ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วงพระองค์ท่าน เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยที่มีคราบ จึงกระซิบทูลว่าควรจะแค่ทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยมาพระราชทานผู้ติดตามจะจัดการเอง แต่ท่านก็ทรงดวดเองกร้อบเดียวเกลี้ยง  หลังจากนั้นจึงทรงรับสั่งว่า “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้นเชื้อโรคตายหมด”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องให้เกิดอารมณ์ขันและความประทับใจไว้อีกไม่น้อย อย่างเมื่อตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอกดคีย์ไมโครโฟนค้างไว้ ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

ในยามดึกวันหนึ่งพนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร  เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสารจึงได้รับสั่งทางวิทยุกับพล.ต.ต.สุชาติ  เผือกสกนธ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ในฐานะผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า “โปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึก 1 ตู้”

หรืออย่างเรื่องที่ท่านผู้หญิงบุตรี  วีระไวทยะ  รองราชเลขาธิการ เคยเล่าว่าด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมากล้นจนบางที่ถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูลจึงมีการผิดพลาดเสมอ  แม้จะซักซ้อมาเป็นอย่างดีก็ตาม

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช  ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลรายงานฯลฯ”

เมื่อคำกราบบังคมทูลจบ ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า “เออ ดี เราชื่อเดียวกัน”  ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าฯต้องซ่อนตัวหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้กราบบังคมทูลรายงานตื่นเต้น จนกระทั่งจำชื่อตนเองไม่ได้

ด้วยความที่ในหลวงทรงทำงานตลอดเวลา มีหลายหนที่พระองค์ท่านทรงติดพันงานจนมืดสนิท ท่ามกลางฝูงยุงที่รุมตอมเข้ามากัดบริเวณพระวรกาย รอบพระศอ พระกร พระพักตร์ รวมทั้งแมลงต่างๆ ที่เข้ามารุมรบกวนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะยังทรงทอดพระเนตรแผนที่อยู่ภายใต้แสงไฟฉายที่มีผู้ส่องถวายอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน  อย่างมากที่ทรงทำคือโบกพระหัตถ์ปัดไล่เบาๆ เท่านั้น

ครั้งหนึ่งทรงมีรับสั่งเล่าเรื่อง “ยุง” ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า “ที่บางจากแต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่ เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง  กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี”

เช่นเดียวกันกับตอนที่มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวังคนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จมา คนอยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็นก็บอกว่า “เฮ้ย จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง” ในหลวงก็ทรงจับบันไดให้ เขาก็บอกว่า “เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง” พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อนจะตกบันไดรีบลงมาก้มกราบ ก่อนที่ในหลวงจะทรงตรัสกับช่างว่า “แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”

กระทั่งในกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีอาการไข้ขึ้นสูง พระหทัยเต้นไม่เป็นปกติแต่ก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา  ในฐานะนักดนตรี ได้รับสั่งกับหมอว่าจังหวะการเต้นของพระหทัยนี้ คล้ายๆกับจังหวะห้าสี่ในทางดนตรี และหลังจากทรงหายพระประชวรแล้ว พระองค์ท่านก็ทรงแต่งเพลงแจ๊ส จังหวะห้าสี่ขึ้นเพลงหนึ่งใช้ชื่อว่า “High Fever” น่าชื่นชมในพระอัจฉริยภาพของพระองค์อย่างมาก

เรื่องราวอารมณ์ขันเพียงเศษเสี้ยวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงสร้างความประทับใจ  รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ให้กับพสกนิกร และข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด ได้รู้สึกอิ่มเอมใจในความสุข  จะยังคงตราตรึงใจของปวงชนชาวไทยทั้งผองตลอดไป

 

“อัครศิลปิน”จิตรกรรมบนกำแพง งานศิลป์จากหัวใจนศ.ศิลปากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 19:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460867

"อัครศิลปิน"จิตรกรรมบนกำแพง งานศิลป์จากหัวใจนศ.ศิลปากร

เรื่องและภาพ…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 9 ภาพ บนกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากร  วังท่าพระ ฝั่งถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามพระบรมหาราชวัง โดดเด่นเป็นสง่าเรียกความสนใจจากสายตาทุกคู่

จิตรกรรมฝาผนังที่เห็นสร้างสรรค์โดยกลุ่มนักศึกษาคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้เเนวคิด “อัครศิลปิน” ใช้เวลาทำถึง 3 วัน 3 คืน

ปาร์ค-ธานี บุญเลิศเจริญ นักศึกษาชั้นปี 2 หัวหน้าทีมโครงการดังกล่าว เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า หลังทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงเกิดแนวคิดอยากเขียนภาพคัทเอาท์ในหลวงขึ้นมา โดยระดมความคิดเห็นผ่านกลุ่มแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งทุกคนล้วนเห็นด้วยที่จะสร้างสรรค์ผลงานแสดงความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9

“ทุกคนเห็นด้วย อยากทำ อยากสร้างผลงาน  พอช่วงเช้าวันที่ 14 ก็รวมตัวกัน คิดธีม นำเงินสะสมของรุ่นที่มีอยู่จำนวนหนึ่งไปซื้ออุปกรณ์ เช่น สี ไม้ อีกกลุ่มช่วยกันคัดเลือกภาพ จนกระทั่งทางมหาลัยทราบ ท่านอธิการบดี ท่านคณบดี เเละสมาคมศิษย์เก่าก็พากันช่วยออกเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นบาท”

ธานี บอกว่า วันที่ 14 ต.ค. ประชุมกันอย่างเข้มข้นถึงแนวคิดที่อยากนำเสนอ โดยตั้งโจทย์ว่า ในฐานะที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จึงอยากเขียนภาพพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับทรงงานศาสตร์เเละศิลป์ วางกรอบไว้เป็นคัทเอาท์เรียงเฟรมต่อเฟรมเป็นเเนวยาว ซึ่งภาพเเต่ละภาพที่เห็นล้วนแต่คุ้นตาในหมู่นักศึกษาเเละผู้สนใจงานด้านจิตรกรรมอยู่เเล้ว สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพเเละความสามารถของพระองค์ สอดคล้องกับวิชาชีพของคณะเเละมหาวิทยาลัย จนเกิดเป็นเเนวคิด “อัครศิลปิน”ขึ้นในที่สุด

“ช่วงเเรกวางเเผนสเก็ตภาพไว้ว่า จะร้อยเรียงภาพวาดตามช่วงพระชนมายุของพระองค์ไปเรื่อยๆ เเต่พอถึงเวลาลงมือทำจริง งานที่ออกมาไม่สอดคล้องเเละสวยงามตามที่คิด จึงเปลี่ยนเเผนเป็นการวางให้มีความสอดคล้อง โดยพระพักตร์ของท่านแต่ละภาพจะค่อยๆ หันเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางที่เป็นหน้าตรง สอดรับกับมุมมองสายตาของผู้ชมพอดี สุดท้ายออกมาน่าพอใจมากๆครับ”

นักศึกษากลุ่มนี้ใช้เวลาทำเเบบไม่หลับไม่นอนตลอดสามวันสามคืน แต่งแต้มสีอะคริลิคบนคัทเอาท์ไม้ขนาดความสูง 2 เมตร กว้าง 2 เมตร 40 เซนติเมตร โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนช่วยกันลงมือสร้างสรรค์ พร้อมกับรับคำเเนะนำจากรุ่นพี่ศิษย์เก่า เเละอาจารย์ กระทั่งเสร็จสิ้นในเวลา ตี 5 ของวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา

“งานนี้ทำกันหลายคนครับ ประมาณเกือบร้อย ทั้งรุ่นเรา รุ่นพี่ เเละศิษย์เก่า ความยากอุปสรรคก็คือเรื่องฟ้าฝนเเละสถานที่ ซึ่งคณะกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ทำให้เหลือพื้นที่ทำงานกลางเเจ้งเท่านั้น วันก่อนฝนตกลงมาอย่างหนัก เราก็ต้องหยุดชะงักไป ทำให้งานล่าช้ากว่าที่วางไว้ว่าจะเสร็จในวันอาทิตย์ เเต่ไม่ทัน”

ธานี เล่าว่า รู้สึกดีใจมาก ที่ทำออกมาสำเร็จเเละได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากเข้ามาถ่ายภาพตลอดทั้งวัน พร้อมกับเสียงชื่นชมที่มีมากอย่างไม่คิดมาก่อน

พงษ์พันธ์ จันทนามัฏทา อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ที่ปรึกษาโครงการ บอกว่า เด็กๆกล้าคิด กล้าทำ สร้างผลงานที่ออกมาน่าพอใจอย่างมากสำหรับคนวัยนี้ โดยอาจารย์ทำหน้าที่เพียงเเค่ให้คำเเนะนำตามเจตนาเเละทิศทางที่พวกเขาต้องการนำเสนอเท่านั้น

“พวกเขาคิดเเละทำเลย ใช้เวลาสามวันเท่านั้น พอเลือกเเบบก็เอามาให้เราดู ขอคำปรึกษาว่า จะไล่เรียงภาพอย่างไรให้ออกมายอดเยี่ยม ตามองค์ประกอบทัศนภาพ มีความสัมพันธ์เเละมีเอกภาพในการมอง ผมทำหน้าที่เพียงเเค่ช่วยตรวจทาน ความรอบคอบของกระบวนการคิดเท่านั้น เด็กๆเก่งมาก”

อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมฯ กล่าวต่อว่า ผลงานที่ออกมาแต่ละภาพนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะ ตัวอย่างเช่น ภาพพระองค์ท่านปั่นจักรยานในช่วงวัยเด็ก แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับศิลปะโดยตรงแต่ก็เปรียบเสมือนเป็นการเริ่มต้นของชีวิต ก่อนนำไปสู่ภาพอื่นๆ  อย่าง ภาพขณะทรงเป่าแซกโซโฟนเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านศิลปะทางด้านการดนตรีที่พระองค์ฝึกฝนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และปรากฎให้เห็นแก่ประชาชนเสมอ ภาพพระองค์ทรงประดิษฐ์ต่อเรือใบก็นับเป็นศิลปะทางด้านงานไม้และการออกแบบซึ่งพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมาก หรือแม้แต่ภาพการถือกล้องก็อยู่ในหมวดของศิลปะเช่นกัน ซึ่งปรากฎชัดว่าพระองค์ทรงโปรดการถ่ายภาพมาตลอด

“หนึ่งในมิติที่เราซ่อนเอาไว้คือ รูปของในหลวงจะเป็นขาวดำ แต่ภาพจิตรกรรมตรงกลางนั้นจะเต็มไปด้วยสีสัน ด้านข้างทั้งสองฝั่งสีจะลดลั่นน้อยลงไป ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าพระอัจฉริยะและพระราชกรณียกิจต่างๆที่พระองค์ท่านทำไว้ให้กับประเทศไทย แม้ในวันที่พระองค์สวรรคตไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังได้ทิ้งไว้ยังมีชีวิตหรือมีสีสันอยู่ต่อไปนั่นเอง”

อาจารย์พงษ์พันธ์ ทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ที่เด็กๆร่วมมือร่วมใจกันเเสดงออก นับเป็นความปลาบปลื้มของอาจารย์ที่เหล่าลูกศิษย์มีจิตอาสา สละเวลาส่วนตัวมาทำงานส่วนรวม เพื่อร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

 

 

 

อัครวิจิตรศิลป์ อัครศิลปินแห่งองค์ราชันย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460835

อัครวิจิตรศิลป์ อัครศิลปินแห่งองค์ราชันย์

เรื่องโดย…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…หนังสือ “ราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ทรงฉายแสงแห่งศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๐-๒๔๘๔ เมื่อครั้งพระองค์ยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงสนพระราชหฤทัยในงานจิตรกรรมอย่างลึกซึ้ง และได้ทรงฝึกด้วยพระองค์เอง ด้วยการทรงศึกษาจากตำราต่างๆ รวมทั้งทรงศึกษาจากผลงานภาพเขียนของศิลปินชั้นนำของโลกและของไทย เห็นได้จากการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าบรรดาจิตรกรผู้มีชื่อเสียงของเมืองไทยเข้าเฝ้าฯ เพื่อร่วมปฏิสันถารและถวายคำปรึกษาทางด้านศิลปะ

ไม่ว่าจะเป็น เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง เหม เวชกร เฟื้อ หริพิทักษ์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ จุลทัศน์พยาฆรานนท์ อวบ สาณะเสน พิริยะ ไกรฤกษ์ เฉลิม นาคีรักษ์ เป็นอาทิ ซึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของศิลปินเหล่านี้จึงได้ทราบว่าเป็นการถวายคำปรึกษาด้านเทคนิคในการเขียนภาพเท่านั้น หากเมื่อทรงจรดปลายพระพู่กัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนภาพด้วยพระองค์เองตามพระราชดำริ ซึ่งพระองค์มักจะมีรับสั่งถามเพียงสั้นๆต่อบรรดาศิลปินใหญ่ว่า “พอไปได้ไหม”

หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยเคยตรัสว่า งานจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งงานเป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่ ลักษณะภาพเหมือนจริง (Realistic) ลักษณะทางคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และศิลปะลักษณะแบบนามธรรม (Abstractionism) ส่วนเทคนิคที่ทรงใช้มากในการเขียนภาพของพระองค์คือเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ

ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ในปีพุทธศักราช ๒๕o๒ พระองค์ทรงเขียนภาพอย่างจริงจัง ผลงานภาพเหมือนในระยะแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นภาพพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ ตลอดจนภาพจากหุ่นนิ่ง ภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไป และภาพที่ทรงใช้จินตนาการส่วนพระองค์สร้างสรรค์ขึ้น อย่างไรก็ตามโดยสรุปแล้ว เนื้อหาจากภาพคนจะเป็นแนวเรื่องหลักของการทรงงานจิตรกรรมของพระองค์

ภาพเหมือนฝีพระหัตถ์สีน้ำมัน โดยเฉพาะพระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่วนใหญ่เป็นภาพเหมือนแนวเรียลิสม์ (Realism) ที่มุ่งเน้นแสดงความเหมือนอย่างศิลปะสัจนิยมเป็นด้านหลัก พระองค์ทรงใช้สีตามธรรมชาติ สีออกน้ำตาลหรือเอิร์ทโทน ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เช่น พระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พุทธศักราช ๒๕๐๖)

 

นอกจากนั้น ยังมีภาพเหมือนแนวอิมเพรสชันนิสม์(Impressionism) ทรงแสดงรอยพู่กันเพื่อแสดงความประทับพระราชหฤทัยในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมหรือภาพเหมือนแนวโฟวิสม์ (Fauvism) ที่ทรงใช้สีเป็นสื่อแสดงออกอย่างที่พระองค์ทรงพระราชปรารถนา สีคือเสรีภาพ สีแสดงมิติในตัวของมันเอง เช่น พระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พุทธศักราช๒๕o๗)

ระยะเวลาต่อมาพระองค์ทรงมีเทคนิคในการเขียนภาพที่เคยใช้ฝีแปรงนุ่มนวลเปลี่ยนแปลงไป ทรงเขียนสีน้ำมันทับซ้อนหนาเป็นก้อน ทรงใช้ฝีแปรงที่มีการเคลื่อนไหวฉับพลันมากขึ้น สีที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง มีลักษณะส่วนพระองค์มากขึ้น แต่ละภาพจะมีเนื้อหาตามพระราชดำริของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของรูปทรง เส้น และสีสัน ที่ทรงใช้สอดคล้องไปตามแนวคิดของภาพนั้นๆ โดยพระองค์จะทรงอาศัยใช้ทั้งแสงไฟฟ้าและแสงจากธรรมชาติในการทรงเขียนภาพ

ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งเกี่ยวกับการเขียนภาพของพระองค์เองว่า ทรงวาดเอง มิได้ปล่อยให้แบบหรือแนวทางของผู้ใดเข้ามามีอิทธิพลกับงานเขียนภาพ และในการวาดภาพนั้นก็ทรงวาดอย่างนักวาดภาพสมัครเล่นคือทรงวาดตามพระราชหฤทัยจะนึกวาด มิได้ทรงคำนึงถึงทฤษฎีหรือหลักเกณฑ์อันใด ผลงานของพระองค์ท่านออกมาจากจินตนาการของพระองค์เอง ฉะนั้นเมื่อได้เห็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ก็จะเห็นชัดแจ้งถึงลักษณะที่เป็นอิสระเฉพาะตัว

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มเขียนภาพเหมือน ซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่ และทรงค้นคว้าหาทางแปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือน อันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ”

เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพเขียนฝีพระหัตถ์ที่หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ทรงกล่าวเอาไว้

สำหรับผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะแรกๆ ไม่เป็นที่ทราบกันโดยแพร่หลาย จะมีโอกาสได้ชมก็แต่ในวงแคบๆ เท่านั้น จนกระทั่งเริ่มปรากฏให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น เมื่อปีพุทธศักราช๒๕o๖ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพจิตรกรรมเข้าร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่๑๔ ซึ่งลักษณะผลงานที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นมา มีทั้งภาพคน ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง รวมไปถึงภาพที่ทรงจินตนาการตามแนวพระราชดำริของพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปร่วมแสดงในครั้งต่อๆ มาอีกหลายครั้ง พระองค์ทรงมีผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจนมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม แด่พระองค์ ในปีพุทธศักราช ๒๕o๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานจิตรกรรมตั้งแต่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ จวบจนปีพุทธศักราช ๒๕๑o พระองค์ก็มิได้ทรงเขียนภาพอีก เพราะมีพระราชภารกิจน้อยใหญ่ในด้านอื่นๆ มากมายที่ต้องเอาพระราชหฤทัยใส่มากกว่าเดิมที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ และเพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่พสกนิกรได้อยู่ดีมีสุขขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ทรงปรากฏเผยแพร่ และมีส่วนที่ยังไม่ได้เผยแพร่อีกรวมกันกว่า ๑๖๗ ภาพ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านจิตรกรรมโดยแท้จริง

ผลงานอันงดงามเหล่านี้ของพระองค์ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาปวงประชาชนชาวไทยอย่างแจ่มชัดแล้ว ทรงฝากผลงานทางศิลปะไว้ให้ชื่นชม เป็นตัวอย่างอันดีที่เราคนไทยทุกคนควรนำไปปฏิบัติ ในการสร้างสรรค์ผลงานอันใดก็ตามที่ตนเองถนัด มีความสนใจใฝ่ศึกษา และใจรักใจชอบฝากไว้กับคนรุ่นหลัง อย่างที่พระองค์ได้ฝากภาพเขียนอันล้ำค่าไว้ให้กับแผ่นดิน

ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๙ ที่ทรงแสดงถึงงานศิลปะไว้ว่า

“คนที่ทำงานศิลปะก็ต้องรู้เรื่องวิชาการและรู้หลักวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นแบบแผนต่างๆ ต่อไป งานวิชาการก็ทำนองเดียวกัน จะต้องรู้หลักวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีใจทางศิลปะจึงจะสามารถพัฒนางานนั้นให้ดีไปได้และในทางวิทยาศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ต้องมีความรู้ด้านวิชาการและต้องมีใจรัก ตั้งใจทำอะไรให้ดีขึ้น สรุปว่าทั้งสามส่วนเป็นความสำคัญซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกัน งานศิลปะมีความสำคัญต่องานทั้งปวง ศิลปินเป็นบุคคลที่มีความสำคัญสมควรจะยกย่องเชิดชูเกียรติต่อไป”

หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “ราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน” เรียบเรียงโดย กิตติ โล่ห์เพชรัตน์ สำนักพิมพ์ก้าวแรก และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

70 ปี 70 ชุด “ดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติ” ในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 14:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460829

70 ปี 70 ชุด "ดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติ" ในหลวงรัชกาลที่9

โดย… http://www.m2fnews.com

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงทุ่มเททั้งพระวรกายและพระปรีชาสามารถ เพื่อพัฒนาให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น หลายหน่วยงานจึงได้มีการจัดทำผลงาน สิ่งของที่ระลึก เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย รวมถึง บริษัท ไปรษณีย์ไทย ด้วย

นายวิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท) เล่าว่า ไปรษณีย์ไทยได้จัดทำตราไปรษณียากรขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 70 ชุด 349 แบบ จำนวนพิมพ์กว่า 2,000 ล้านดวง โดยทั้งหมดประกอบไปด้วย

1.ตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ 10 ชุด หรือการจัดทำแสตม์ทั่วไป (Definitive Stamp) ซึ่งโดยปกติจัดทำเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในพระมหากษัตริย์ของประเทศ โดยจัดทำขึ้นชุดแรกเพื่อเฉลิมพระเกียรติเมื่อ พ.ศ. 2490 ในชื่อชุดพระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 ชุด 1 (สยาม) และหลังจากนั้นมีการจัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกจำนวน 9 ชุด ได้แก่ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2504 พ.ศ. 2506 พ.ศ. 2515 พ.ศ. 2516 พ.ศ. 2523 พ.ศ. 2531 พ.ศ. 2539 จนถึง พ.ศ. 2553 รวมทั้งสิ้น 10 ชุด

2.ตราไปรษณียากรฉลองครบรอบพระชนมายุจำนวน 24 ชุด เป็นการจัดทำตราไปรษณียากรขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม โดยเริ่มต้นจัดทำชุดแรกในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 20 พรรษา และจากนั้นมีการจัดทำทุก 1 รอบ (12 ปี) ใน พ.ศ. 2506 พ.ศ. 2518 พ.ศ. 2530 พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2554 ซึ่งหลังจากชุด พ.ศ. 2554 ก็จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี และชุดที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษาใน พ.ศ. 2558

3.ตราไปรษณียากรพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 13 ชุด โดยจัดทำขึ้นครั้งแรกเนื่องในโอกาสที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2493 และจากนั้นเป็นการจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ในชื่อชุดที่ระลึกรัชดาภิเษก และชุดครบรอบ 28 ปี 50 ปี จนถึงชุดครบรอบ 60 ปี ที่จัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2553

4.ตราไปรษณียากรพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพ 5 ชุด เป็นการจัดทำตราไปรษณียากรขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงทุ่มเทด้วยพระอัจฉริยภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่พสกนิกรไทยและประเทศไทย ชุดแรกที่จัดทำคือตราไปรษณียากรที่ระลึกโครงการที่ดำเนินการตามพระราชดำริ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และชุดอื่นๆ ได้แก่ ที่ระลึกพระราชอัจฉริยภาพด้านโทรคมนาคม ที่ระลึกการเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ระลึกพระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย และชุดที่ระลึกพระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่จัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555

5.ตราไปรษณียากรราชาภิเษกสมรส 4 ชุด ตราไปรษณียากรที่ระลึกเพื่อร่วมบันทึกความประทับใจและร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส โดยจัดทำชุดแรกคือตราไปรษณียากรที่ระลึกราชาภิเษกสมรส 15 ปี ใน พ.ศ. 2508 และครบรอบ 25, 50 และ 60 ปี โดยชุดพิเศษคือตราไปรษณียากรที่ระลึก 60 ปีราชาภิเษกสมรส ซึ่งประดับด้วยคริสตัลแท้จากออสเตรีย

6.ตราไปรษณียากรที่ระลึกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 17 ชุด เป็นตราไปรษณียากรที่จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสต่างๆ โดยแต่ละชุดล้วนแสดงถึงพระปรีชาสามารถ พระราชกรณียกิจ และพระราชอัจฉริยภาพ ที่มีความสำคัญต่อพสกนิกรชาวไทยและประเทศไทย อาทิ ตราไปรษณียากรที่ระลึกเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 6 ตราไปรษณียากรที่ระลึกงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 9 พ.ศ. 2520 ตราไปรษณียากรที่ระลึกงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตราไปรษณียากรที่ระลึกครบรอบ 100 ปีธนบัตรไทย และตราไปรษณียากรที่ระลึก 100 ปีงานวิจัยข้าวไทย ซึ่งถือเป็นตราไปรษณียากรล่าสุดที่ออกจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2559

ทั้งนี้ การจัดสร้างตราไปรษณียากรที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทุกชุดนั้น ไปรษณีย์ไทยใส่ใจทุกรายละเอียดในการออกแบบ รวมถึงยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย เพื่อให้ตราไปรษณียากรที่ระลึกดังกล่าวมีความเหมาะสมกับการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ เพื่อจัดทำตราไปรษณียากร

ส่วนจะมีการจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

 

 

 

 

 

รวมพลัง”ฟู้ดทรัค”น้ำใจงาม แจกอาหารฟรีรอบสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460748

รวมพลัง"ฟู้ดทรัค"น้ำใจงาม แจกอาหารฟรีรอบสนามหลวง

เรื่องและภาพโดย…ภาดนุ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ประชาชนยังคงหลั่งไหลสู่พระบรมมหาราชวัง เพื่อเคารพพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมทุกวัน ตั้งแต่ 08.30-16.00 น. ขณะเดียวกันยังได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย

ไฮไลต์ของวันอยู่ตรงพ่อค้าแม่ค้ารถขายอาหารเคลื่อนที่ (Foodtruck) ภายใต้ชื่อกลุ่ม http://www.foodtruckclub.net จำนวนกว่า 30 คัน ได้นำอาหารมาบริการประชาชนฟรี เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ข้าวหมูแดง ลูกชิ้น ไส้กรอกทอด ข้าวไข่เจียว เค้ก ตลอดจนเครื่องดื่มต่างๆ โดยจอดเรียงรายประจำการอยู่รอบสนามหลวงฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์

 

 

ภัทโรดม ดาวกระจ่าง วัย 35 ปี เจ้าร้านร้าน “AAH & AAM Kitchen” นำไส้กรอกทอดมาแจกประชาชน จำนวน 1,000 ไม้ พร้อมข้าวหน้าหมูเทอริยากิอีกกว่า 100 กล่อง แจกตั้งแต่ 9.00 น.เป็นต้นไปจนกว่าอาหารจะหมด

ชมรมนี้มีรถอยู่ 200 กว่าคัน ระดมทุนเงินกันในกลุ่มไลน์เพื่อนๆ ซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร และตั้งใจว่าจะมาให้ได้ทุกวัน วันละประมาณ 30 คัน รู้สึกดีมากที่คุณยายท่านหนึ่งรับอาหารแล้วบอกผมว่า ‘ขอให้ลูกเจริญๆ’ ทำให้ผมคลายความเศร้าในการสูญเสียในหลวงได้ครับ

อีกร้านที่มีคนมาเข้าแถวต่อคิวยาวมากคือ “ร้านเล่นไข่” (Omelet Thai Style) ของ วสันต์ พันธม วัย 34 ปี ที่นำไข่ไก่ 600 ฟอง มาทำไข่เจียวสูตรพิเศษแจกประชาชน เช่น ข้าวไข่ข้นพะแนง ข้าวไข่ข้นกะเพราไก่ ข้าวไข่ข้นหมูพริกไทยดำ ข้าวไข่ข้นหมูพริกไทยดำ ข้าวไข่ข้นไก่พริดไทยดำ ข้าวไข่ข้นกระเพรากุ้งนมสด

“ปกติผมขายไข่เจียวอยู่ที่ตรอกข้าวสาร จานละ 60-70 บาท แต่วันนี้มาแจกฟรี แล้วยังมีเชฟชื่อดังเพื่อนผม เชฟฟาง-ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช มาช่วยเจียวไข่ด้วย”

ด้าน กันยกานต์ บูรมปรมากุล วัย 29 ปี เจ้าของฟู้ดทรัค “ไส้กรอกอีสานยายอร by Art” กล่าวว่า เพิ่งมาเป็นวันแรก และขอเจ้าหน้าที่จอดฟู้ดทรัคบริเวณรอบสนามหลวง ถ้าพรุ่งนี้จอดที่เดิมไม่ได้ก็จะนำไปขอจอดบริเวณหน้ากระทรวงต่างๆที่อยู่ใกล้สนามหลวงแทน

วันนี้เราได้ทอดหมูยออีสานทำเป็นข้าวกล่องเพื่อให้สะดวกในการแจกจ่ายจำนวน 500 กล่อง โดยแจกหมดอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 9.30 น.ดีใจที่ได้มาเป็นจิตอาสาช่วยประชาชน โดยตั้งใจทำดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

 

จันทิรา สุภาพ เจ้าของฟู้ดทรัค “มั้ยจ้ะปั่นปิ้งง” บอกว่า วันนี้ได้นำขนมต่างๆ เช่น คุกกี้ เค้กกล้วยหอม ขนมปังปี๊บ และน้ำดื่ม มาแจกจ่ายผู้คนตั้งแต่ตี 5 โดยมาเป็นวันแรก ซึ่งตนและเพื่อนๆฟู้ดทรัคคันอื่นจะเวียนกันมาที่สนามหลวงทุกวัน

ตั้งใจทำถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง เพราะจากภาพข่าวที่ได้เห็นคนต่างจังหวัดเดินทางมาที่ท้องสนามหลวงกันมากมาย หากดิฉันและเพื่อนๆช่วยอะไรได้ก็ยินดีช่วยเต็มที่ นี่แหละทำให้ชมรมฟู้ดทรัคของเรารวมตัวกันมาในวันนี้ โดยจะผลัดเปลี่ยนกันมาทุกวัน และในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเคารพพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ชมรมของเราก็จะมาแจกอาหาร ขนม และน้ำดื่มแบบฟูลทีมค่ะ

คนละไม้คนละมือที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าฟู้ดทรัคปรุงอาหาร แจกจ่ายประชาชนรอบสนามหลวง ช่วยให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญ มีเรี่ยวแรงในการเข้าแถวต่อคิว เพื่อแสดงความอาลัยแก่ในหลวงของเราต่อไปโดยไม่เหน็ดเหนื่อย.

 

 

 

ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ พาประเทศพ้นวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460608

ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ พาประเทศพ้นวิกฤต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีอย่างมากมาย ซึ่งแต่ละพระราชกรณียกิจล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยทั้งประเทศ และหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญ คือ พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง

โดยหนังสือ “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : 60 ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” ของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียบเรียงเนื้อหาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์นับตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2489 แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา พระองค์จึงต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 ส.ค. 2489 เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์

สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย แม้ว่าการเสด็จขึ้นครองราชย์จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย แต่ในช่วงเวลาต่อมาปรากฏว่าสถานการณ์ทางการเมืองกลับทวีความยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มทหารและรัฐบาลพลเรือน ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่การยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

จากนั้นเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2490 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงกังวลพระราชหฤทัยและทรงห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ แม้ว่าจะทรงพำนักอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม

เดือน ก.ย. 2491 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสทางโทรเลขเรียกพระวร วงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต หนึ่งในองค์อภิรัฐมนตรีให้เข้าเฝ้าฯ ยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงซักถามความเป็นไปของบ้านเมืองและทุกข์สุขของปวงประชาราษฎร์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าฯ และเสด็จกลับสู่ประเทศไทยในปลายปี 2491 โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ทรงแถลงให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกันว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสซักถามความเป็นไปของราชการบ้านเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน”

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่สถานการณ์โลกที่อิทธิพลของคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังทรงกังวลพระราชหฤทัยอย่างมากกับสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์

“เราเองมีความห่วงใยท่านทั้งหลายอยู่ไม่น้อย คราวใดที่ได้ทราบเหตุการณ์อันผันผวนอยู่ใกล้เคียงประเทศไทยก็ให้มีความกังวลใจถึงผลกระทบกระเทือนซึ่งอาจจะมีขึ้นต่อความสงบสุขของท่านทั้งหลาย” (ส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสพระราชพิธีสมโภช เนื่องในโอกาสเสด็จนิวัตพระนคร ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันที่ 19 ม.ค. 2504)

การเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทที่ห่างไกลนับเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ ณ ช่วงเวลาที่สถานการณ์ปัญหาทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศมีความไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งสถานการณ์โดยรวมมีความตึงเครียดเท่าใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็ได้ทรงแสดงบทบาทในฐานะประมุขและผู้ปกป้องประเทศมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ปี 2516 เกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกระทำของรัฐบาล เพื่อต้องการให้รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร คืนอำนาจให้กลับคืนสู่ประชาชน และต้องการให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด เกิดเหตุการณ์จับกุมนักศึกษาและอาจารย์ในข้อหามั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง

ด้านศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุมของรัฐบาล การประท้วงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และขยายตัวเพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมและเคลื่อนขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดผู้แทนเข้าเฝ้าฯ โดยรัฐบาลจะปล่อยตัวบุคคลที่ถูกจับกุมโดยไม่มีเงื่อนไขและจะทำการร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ภายในปี พ.ศ. 2517 แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างนิสิตนักศึกษากับตำรวจและทหาร

ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเข้ามาเป็นผู้ระงับเหตุการณ์ และจอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ทรงแต่งตั้งให้ สัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

พร้อมกันนี้ยังทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนทางโทรทัศน์ในคืนวันที่ 14 ต.ค. 2516 เพื่อให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปรกติเร็วที่สุด”

จากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นจุดศูนย์รวมและเป็นที่เคารพรักของประชาชนอย่างเท่าทวีคูณ อันเป็นการแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศชาติให้พ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2489 เป็นต้นมา

 

“จิตอาสา” ทำดีเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460605

"จิตอาสา" ทำดีเพื่อพ่อ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ในวันที่ 16 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. มีประชาชนหลั่งไหลมาร่วมสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้แถวยาวถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเที่ยงฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ประชาชนยังปักหลักรอ บางคนต้องรอนานถึง 6 ชั่วโมง จึงได้เข้าถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

จิตติมา ใจเย็น และอมรรัตน์-อมรพรรณ ยิ้มประเสริฐ กล่าวว่า ไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะพ่อเหนื่อยกว่า ถึงฝนจะตกแต่พระองค์ยังออกไปทรงงานตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รอแค่นี้ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวที่พระองค์ทำ พอเข้าถึงประตูศาลาสหทัยฯ แล้ว ต่างก็น้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่ได้ ขณะที่ สุภาพ สุวรรณปราสาท วัย 72 ปี และระเบียบ พินสิน วัย 76 ปี ซึ่งเข้าแถวรอตั้งแต่ 08.30 น. และได้เข้าถวายสักการะในเวลา 15.30 น. ทั้งสองยอมรับว่ายืนแทบไม่ไหว แต่ใจสู้เพื่อพ่อหลวง

ตลอดวันมีกลุ่มจิตอาสามาช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนที่มาร่วมสักการะพระบรมศพ เช่น หน่วยพยาบาลสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ และกรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมาตั้งเต็นท์บริการตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึงเที่ยงคืน บริเวณท่าช้าง เพื่อช่วยปฐมพยาบาลในเบื้องต้น และแจกจ่ายแอมโมเนีย พร้อมมีเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิตมาประเมินสภาพจิตใจของประชาชน โดยในช่วง 3 วันที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีอาการเศร้า รู้สึกสูญเสีย แต่ไม่ถึงขั้นอันตราย

วิชนี เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้จัดการเขตกลุ่มลูกค้าพิเศษ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาวัดพระแก้ว มาตั้งจุดให้บริการน้ำดื่มบริเวณด้านข้างศาลาสหทัยสมาคมตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยนำน้ำมาให้บริการ 3.6 หมื่นขวด และตั้งใจจะปักหลักไปจนกว่าพระราชพิธีจะเสร็จสิ้น

ขณะที่ ปราโมทย์ คลอวุฒิวัฒน์นักร้องวัย 30 ปี รวมกลุ่มกับเพื่อนนำทุนทรัพย์ส่วนตัวมาซื้อน้ำดื่มและขนมแจกจ่ายให้ประชาชนในบริเวณท่าช้าง

นอกจากนี้ ยังมีหลายคนมาช่วยเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ เช่น ช่วยเก็บกวาดขยะรอบพระบรมมหาราชวัง นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล และเพื่อนๆ นักปั่นจักรยาน กล่าวว่า เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เก็บขยะไม่เพียงพอ ก็ต้องลงมือทำให้คนตระหนักถึงปัญหา เพราะปัญหาขยะในพื้นที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดูแย่ ซึ่งทางสำนักงานเขตได้ขอให้ทางกลุ่มอยู่ช่วยจนครบ 100 วัน

ลิลิต วรวุฒิสุนธร นักศึกษาปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพื่อนๆ มาช่วยเก็บขยะ โดยยึดแบบอย่างจากพระองค์ท่านในการทรงงานหนัก เพื่อพสกนิกรชาวไทย แม้สิ่งที่ลงมือทำนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อสังคมและประเทศชาติ หากทุกคนช่วยเหลือสังคมกันคนละเล็กละน้อย สังคมไทยก็จะน่าอยู่กว่านี้

ส่วน ฝนทิพย์ วัชรตระกูล กับเพื่อนคริสเตียนประมาณ 20 คน ก็มาเดินเก็บขยะในช่วงกลางคืน ดาราสาวกล่าวว่าทุกคนอยากทำเพื่อพ่อหลวง เธอเองก็อยากทำความดีตอบแทนสังคม หากมีโอกาสจะมาอีก หากใครที่ยังไม่รู้จะทำอะไรเพื่อสังคม ก็เริ่มตรงจุดนี้ทำความดีเพื่อสังคมถวายพระองค์

 

 

กำเนิด แก้มลิง-ฝนหลวง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460599

กำเนิด แก้มลิง-ฝนหลวง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานหนักตรากตรำพระวรกาย เพื่อแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของปวงชนให้ได้อยู่ดีมีสุข โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทรงพระราชทานโครงการพัฒนาต่างๆ ไว้มาก หนึ่งในนั้น คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแหล่งน้ำ นำมาสู่จนคิดค้น “โครงการแก้มลิง” อันเกิดจากพระราชกระแสที่ทรงอธิบายว่า

“ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวี หรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาอุทกภัย โดยทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ จึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๘ ด้วยการจัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ รองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้ จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกผลที่ได้สามารถลดปัญหาน้ำท่วม ทั้งยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ โครงการแก้มลิงกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ กว่า ๒๐ แห่ง แบ่งเป็นโครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้าน จังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือบ่อรับน้ำ

โครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายออกทะเลด้าน จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีโครงการแก้มลิง  แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง กักเก็บน้ำระบายไปสู่อ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่ได้ห่วงใยแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ทรงให้ความสำคัญต่อพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรมจากภาวะแห้งแล้งความคลาดเคลื่อนของฤดูกาลการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรในทุกภาคของประเทศ

พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าและวิจัยเอกสารทางด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศ นำมาสู่การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ กำหนดพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่ เป็นพื้นที่ทดลองด้วยการหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง ขนาดไม่เกิน ๑ ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองทำให้กลุ่มเมฆเกิดการเปลี่ยนแปลงรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ไม่นานนักก็ได้รับรายงานยืนยันด้วยจากราษฎรว่าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่าการบังคับเมฆให้เกิดฝนนั้นเป็นไปได้

เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎร จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่จวบจนถึงทุกวันนี้

ประโยชน์ที่ได้จากการปฏิบัติการฝนหลวง สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่อ่างและเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน นำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า แหล่งน้ำและต้นน้ำลำธารธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยทำนุบำรุงป่าไม้อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงริเริ่มโครงการการพัฒนาการเกษตรขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้เกิดเป็น “โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” ตั้งอยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญ และมีพระราชประสงค์ดูแลโครงการอย่างใกล้ชิด ผ่านงานวิจัย ค้นคว้าทดลองด้วยพระองค์เอง ขณะเดียวกันยังทรงเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าไปเยี่ยมชมโครงการ แบ่งเป็นโครงการ ไม่ใช่ธุรกิจ และโครงการกึ่งธุรกิจ ดังนี้

โครงการไม่ใช่ธุรกิจเป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร มุ่งเน้นเศรษฐกิจพอเพียงเช่นโครงการป่าไม้สาธิต โครงการนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ที่รู้จักกันในนาม “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา”

ส่วนโครงการกึ่งธุรกิจ เป็นการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และจำหน่ายโดยไม่แสวงผลกำไร ไม่แข่งขันทางธุรกิจ แต่นำรายได้มาใช้พัฒนาโครงการส่วนพระองค์ เช่น กลุ่มงานอุตสาหกรรมนม รู้จักกันดีในชื่อนม “ตราสวนจิตรลดา” มีทั้งรสจืด ช็อกโกแลต และนมอัดเม็ด อันเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย รวมถึงโรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โรงผลิตอบแห้ง ผลไม้กระป๋อง โรงปุ๋ยอินทรีย์ ผลงานวิจัยกากมูลหมักมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ และการเพาะเลี้ยงเห็ด

นับเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น แม้พระองค์จะต้องตรากตรำทรงงานหนักตลอดระยะเวลาของการครองแผ่นดินโดยธรรม