เสียงสะท้อน…ย้ายรถตู้พ้นอนุสาวรีย์ชัยฯ “มีระเบียบแต่ไม่สะดวก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 20:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447913

เสียงสะท้อน...ย้ายรถตู้พ้นอนุสาวรีย์ชัยฯ "มีระเบียบแต่ไม่สะดวก"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่ที่สะเทือนชีวิตผู้ใช้รถสาธารณะ

เมื่อมีการประกาศนโยบายนำรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ซึ่งให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รัศมีไม่เกิน 300 กม. ภายใต้การดูแลของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 4,205 คัน ย้ายออกไปจากบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแก้ปัญหาความไร้ระเบียบเรียบร้อย

คำถามก็คือ ผลกระทบจากการย้ายจุดจอดครั้งนี้ มีมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเป็นที่รับรู้ของคนเดินทางว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปรียบเสมือนหัวใจแห่งการเชื่อมต่อรถสาธารณะเลยทีเดียว

สะดวก ปลอดภัย เป็นระเบียบ

คณะทำงานจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ โดยกระทรวงคมนาคมและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศนำ รถตู้จำนวน 4,205 คัน ย้ายออกไปจากบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปอยู่ที่ สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต) สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ และสถานีขนส่งเอกมัยเท่านั้น

ดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่ง ตำรวจและทหารจะเริ่มทดลองจัดระเบียบนำร่องก่อนในวันที่ 1-15 ส.ค. เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาแก้ปัญหา จากนั้นจะประกาศดีเดย์ในวันที่ 25 ต.ค. ให้รถตู้หมวด 2 ทุกคันต้องไปจอดใน 3 สถานีเท่านั้น และห้ามจอดบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ อีก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับปรับอย่างเข้มข้น

“ในช่วงแรกของการจัดระเบียบจะมีประชาชนที่เคยใช้บริการรถตู้โดยสารบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ อาจไม่ได้รับความสะดวกบ้าง กระทรวงคมมาคมจึงเตรียมหารือร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อบริการรถบัสรับผู้โดยสาร จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปยังสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง โดยคาดว่าการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะภายในกรุงเทพฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบริการรถร่วม เพราะจะทำให้ บขส.สามารถควบคุมค่าโดยสาร ความปลอดภัย แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและการจราจรแออัดได้”

ทั้งนี้ จากรถตู้จำนวน 4,205 คัน รถตู้โดยสารเส้นทางสายเหนือเเละตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 2,046 คัน จะถูกย้ายไปจอดในพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต ส่วนสายใต้ จำนวน 1,617 คัน จะย้ายไปที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่  ถนนบรมราชชนนี เเละสายตะวันออก จำนวน 542 คัน จะย้ายไปที่สถานีเอกมัย

ชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่างปลอดภัยกับความสะดวก

ตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ได้กำหนดให้รถโดยสาธารณะทุกคันต้องใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นต้นทางและปลายทาง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลการบริหาร จัดการเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ฉะนั้นสถานที่จอดรถตู้ในปัจจุบันที่พบเห็นได้ตามใต้ทางด่วนและรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ จึงถือว่าผิดกฎหมาย

นพ.ธนพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (มสช.) แสดงความเห็นว่า นโยบายย้ายรถตู้ บขส. จำนวน 4,025 คัน กลับไปจอดตามสถานีนั้น หากมองในแง่การจัดการ ความเป็นระเบียบ และปลอดภัย ถือว่ายอดเยี่ยม

“ข้อดีของการนำรถตู้กลับเข้าไปอยู่ในสถานี คือ ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบสมรรถภาพความพร้อมของตัวรถตู้โดยสารและพนักงานขับรถได้ง่าย นอกจากนี้ การมีที่จอดเป็นหลักแหล่งยังเป็นผลดีต่อพนักงาน ที่สามารถทราบเวลาเข้าออกที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ต้องหลบไปจอดพักตามสถานที่ต่างๆ รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เช่น ซอยรางน้ำ ใต้ทางด่วน ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนล้าได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน บอกว่า ทุกวันนี้อนุเสาวรีย์ชัยฯ มีวินรถตู้กระจัดกระจายไปทั่วทุกมุม ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ การย้ายมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้สามารถจัดการดูแลได้เป็นระบบ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากมองในมุมผู้โดยสารแล้ว แน่นอน ต้องเสียความสะดวกสบายและเวลาไป เนื่องจากจุดจอดอย่าง สถานีขนส่งจตุจักรและสายใต้ใหม่ ไม่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งที่ดีอย่างรถไฟฟ้า ขณะที่เอกมัยเองก็คับแคบและอยู่ในบริเวณที่มีปัญหาเรื่องจราจร

“หลายๆ คน ตัดสินใจขึ้นรถตู้มาจากต่างจังหวัด ก็เพื่อหวังเข้ามากลางเมืองเลย ไม่มีใครอยากต่อรถหลายต่อ เสียทั้งเวลา และเงินทอง เพราะฉะนั้นนโยบายนี้ หนีไม่พ้นเสียงบ่นแน่นอน ซึ่งสภาพที่เป็นมันสะท้อนให้เห็นว่า สถานีที่เราออกแบบไว้ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อที่ดีตั้งแต่แรก ผมคิดว่า ถ้าเร่งพัฒนาจุดจอดบริเวณสถานีหลักในมีระบบรถไฟฟ้าเข้าถึง ปัญหาความไม่พอใจอาจลดลง พูดง่ายๆ ว่า การย้ายจุดยอดนั้น ระยะยาวเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่เดือนตุลาคมนี้ คงไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะผู้โดยสารมองว่า รัฐกำลังโยนภาระให้พวกเขา”

ไม่สะดวก เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย เห็นใจประชาชนด้วย

พื้นที่โดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นวงเวียนเส้นทางจราจรหลากหลาย เชื่อมต่อกับ ถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี ถนนพญาไท และถนนดินแดง ทำให้จุดนี้มากไปด้วยรถโดยสารสาธารณะ และไม่แปลกที่นโยบายย้ายจุดจอดรถตู้จะสั่นสะเทือนการเดินทางของประชาชนหลายแสนคน

มณฑนา สถาพรวุฒิคุณ อายุ 23 ปี นักศึกษาขาประจำรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพ – หมวกเหล็ก บอกสั้นๆ ว่า เดือดร้อนแน่กับนโยบายนี้ เพราะต้องต่อรถไปยังมหาวิทยาลัยอีก 1 ต่อ ซึ่งหมายถึงเวลาและค่าโดยสารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าสถานีหลักจะเรียบร้อยและเหมาะสมกว่า

“ที่ใหม่ยังไม่เรียบร้อย พร้อมรองรับหรือเปล่าก็ไม่รู้ ย้ายไป จะยิ่งซ้ำเติมให้หนักขึ้นหรือเปล่า รถเมล์กรุงเทพฯ ก็มาไม่เป็นเวลา ถ้าต้องต่อรถเมล์ มีปัญหาเเน่ๆ”

จิรวัฒน์ มั่นคง อายุ 18 ปี นักศึกษา ผู้โดยสารรถตู้สาย แม่กลอง – อนุสาวรีย์ชัยฯ บอกว่า รอบบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตนั้นรถติดมาก ทุกวันนี้ใช้เวลาเดินทางไป-กลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมง หากต้องย้ายไปจริงๆ ชีวิตคงจะต้องเปลี่ยนแปลงและเหนื่อยมากขึ้น

นพร ยิ้มกริ่ม แม่ค้าสาวใหญ่วัย 67 ปี  ผู้โดยสารสายกรุงเทพ – องครักษ์ บ่นเสียงดังว่า แก่แล้ว ไม่อยากต่อรถเยอะ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ขอให้รัฐเห็นใจคนทำมาหากินบ้าง

“ใครๆ ก็อยากสะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด ป้ามารับของทุกวันที่ประตูน้ำ จากอนุสาวรีย์ไปประตูน้ำมันใกล้ ถ้าเปลี่ยนจุดจอดไปที่หมอชิต คิดดูตอนหิ้วข้าวของเดินทาง มันเหนื่อยขนาดไหน แถวนั้นรถติดด้วย คำนวณเวลาไม่ได้”

ยอน เชนรัมย์ อายุ 53 ปี ผู้โดยสารอีกรายแสดงความเห็นน่าสนใจว่า บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เต็มไปด้วยโรงพยาบาล และการเชื่อมต่อ ซึ่งสำคัญมากกับเหล่าผู้สูงอายุ

“เหตุผลหลักที่อนุสาวรีย์ชัยฯ สำคัญกับผู้สูงอายุก็คือ การอยู่ใกล้โรงพยาบาล ทั้งราชวิถี รามาธิบดี รวมไปถึงสถาบันสุขภาพเด็ก เรานั่งมาถึงและเดินต่อไปอีกนิดเดียว ถ้าย้ายไปที่อื่น คนแก่ คนชรา หรือพ่อแม่เด็กๆ คงลำบากมาก ที่นี่สำคัญจริงๆ”

รถติด เครียด เสียเวลา

ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารรถตู้โดยสารสาธารณะเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากตอบโจทย์การเดินทางที่ สะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัด

ความคิดเห็นต่อนโยบายล่าสุด ณัฐกิต ชูชาติ อายุ 57 ปี พนักงานขับรถรถตู้โดยสาร สายนครนายก-กรุงเทพฯ ยืนยันว่า การย้ายจุดจอดรถ กำลังจะส่งผลให้ผู้โดยสารมีปัญหาทั้งเรื่องเวลาและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการต่อรถ

“อนุสาวรีย์ชัยฯ อาจจะมีระเบียบมากขึ้นบ้าง รถติดน้อยลง แต่ที่หมอชิด เอกมัย หรือสายใต้ใหม่ จะหนักขึ้นแน่นอน คนที่แย่ก่อนคือผู้โดยสาร ถ้าเขาเบื่อ ไม่สะดวกจากการต่อรถ และหันไปใช้เส้นทางอื่นเมื่อไหร่ ทีนี้แหละคนขับจะหากินลำบาก เศรษฐกิจรอบบริเวณนี้ก็เสีย คนหายไปจำนวนมหาศาล การจัดระเบียบอะไรสักอย่าง เข้าใจว่ามันเกิดจากความหวังดี แต่ต้องฟังเสียงประชาชนบ้าง ไม่ใช่ว่าจะจัดระเบียบอย่างเดียว ผลกระทบแง่ลบอาจเป็นวงกว้าง ถ้าทำไม่ถูกจังหวะเวลา”

ชัยนิมิตร ตรีนัย อายุ 37 ปี  พนักงานขับรถโดยสาร สายกรุงเทพ – องครักษ์ – บ้านนา ส่ายหัวด้วยความไม่พอใจกับนโยบายย้ายจุดจอดรถ ก่อนระบุว่า ทุกวันนี้รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว ย้ายไปอยู่ที่อื่น ผู้โดยสารคงหนีหายไปหมด

“จัดระเบียบคราวที่แล้ว สั่งห้ามรถตู้ บขส. จอดแวะตามป้าย คนก็หายไปเยอะ รอบนี้จะให้ไปอยู่ที่สถานีหลักเลย ผมว่าคนยิ่งหาย บางคนเลือกไปขึ้นที่ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิตเลย คำนวณเเล้วถูกกว่า เเละถ้าผู้โดยสารน้อยลง คนขับก็ไม่มีจะกินด้วย”

ชัยนิมิตร ยืนยันว่า บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการพักผ่อนของพวกเขา และสามารถให้บริการผู้โดยสารด้วยร่างกายและสติสัมปชัญญะเต็มที่ โดยปัจจุบันบริการวิ่งรถวันละ 2 รอบ คิดเป็นเวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ไม่แน่ว่าการให้ย้ายไปอยู่ที่สถานีขนส่งหมอชิต อาจจะต้องนั่งหาวกว่าเดิมก็ได้

“ผมว่าตรงนี้ก็เรียบร้อยแล้วนะ ไม่ได้จอดเกะกะเหมือนสมัยก่อนแล้ว รถตู้ทุกคันเห็นด้วยที่จัดระเบียบก่อนหน้านี้ มันดีอยู่แล้ว รถติดน้อยลง เหมาะสมกับทั้งผู้ใช้และไม่ใช้”

คำพวน ไชยบุรมย์ อายุ 51 ปี พนักงานขับรถ สาย อนุสาวรีย์ – พนมสารคาม บอกว่า หากถูกย้ายไปอยู่ที่เอกมัยหรือหมอชิต ก็ต้องยอมรับ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องความเครียดและเหนื่อยล้าจากปัญหารถติดมากขึ้น

“อย่างหมอชิต เรารับรู้กันดีอยู่แล้วว่า บริเวณโดยรอบการจราจรหนาแน่นขนาดไหน ส่วนเอกมัย นั่นไม่ต้องพูดถึงเลย อยู่กลางเมืองซะขนาดนั้น ย้ายเมื่อไหร่ คนขับก็น่าจะเหนื่อยขึ้น ใช้เวลานานขึ้นในการขับรถ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับเพราะทำอะไรไม่ได้อยู่ดีครับ”

สถานีย่อยทางออกที่เหมาะสม

เมื่อเหตุผลของฝ่ายรัฐต้องการสร้างมาตรฐานความเป็นระเบียบ ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้งานเห็นว่ากำลังจะสูญเสียความสะดวกสบายไป ทางออกของเรื่องนี้อาจเป็น “สถานีย่อยเฉพาะกิจ”

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ จากทีดีอาร์ไอ บอกว่า ตามกฎหมาย รถตู้โดยสารที่วิ่งระหว่างจังหวัดในระยะทางค่อนข้างไกลมากกว่า 300 กม. จำเป็นต้องเข้าจอดที่สถานีขนส่ง เพื่อความปลอดภัยและการตรวจสอบสภาพที่ถูกต้อง เพียงแต่สถานที่ตั้งของสถานีปัจจุบันไม่สอดคล้องกับการตัดสินใจของผู้ใช้งาน

“สถานีขนส่งในปัจจุบันออกแบบมาเพื่อรถโดยสารขนาดใหญ่ วิ่งในระยะทางไกลตั้งแต่ 400 กม. – 700 กม. การไปนำรถตู้ที่มีระยะทางวิ่งใกล้เข้าสู่สถานีขนส่ง มันทำให้ผู้โดยสารตัดสินใจเลือกมาใช้สถานียาก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะเดินทางไปเชียงใหม่ ใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง คงรู้สึกคุ้ม ถ้าต้องเสียเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางมาขึ้นรถที่สถานี แต่ปัญหาคือ ถ้าคุณจะไปแค่กาญจนบุรี สระบุรี ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 – 2 ชั่วโมง การลงทุนเดินทางไปหมอชิต 1 ชั่วโมงเพื่อซื้อตั๋ว ดูแล้วไม่คุ้มและไม่สะดวกพอ เพราะเช่นนั้น ทางออก อาจจะต้องมีสถานีย่อยที่เหมาะสมขึ้นมา โดยมีการออกแบบและกำกับดูแลที่ชัดเจน อาจใช้พื้นที่ของเอกชนหรือรัฐที่ไม่ได้ใช้งาน มาปรับปรุงเพื่อรองรับผู้โดยสาร”

ดร.สุเมธ  ชี้ว่า อนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสถานีย่อยได้ เนื่องจากไม่มีจุดจอดรับผู้โดยสารที่ดีและเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พนักงานต้องออกไปหลบจอดตามข้างทาง ก่อนทยอยเข้ารับส่งผู้โดยสาร ซึ่งสร้างปัญหาให้ระบบจราจรโดยรอบ

สำหรับสถานีย่อยที่เหมาะสม ต้องคำนึงถึงการต่อเชื่อมต่อกับระบบสาธารณะอื่นๆ อย่างรถไฟฟ้าและรถเมล์จำนวนมาก มีความสะดวกสบายให้ได้ใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์ชัยฯ

“คนพอใจกับอนุสาวรีย์ชัยฯ เพราะมีรถไฟฟ้า และรถเมล์ผ่านเยอะ สามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายเส้นทาง ผิดกับหมอชิต ที่เข้าออกยาก และสายใต้ใหม่ ที่ไม่มีการเชื่อมต่อดีพอ ขณะที่เอกมัย ก็มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่เเละปัญหาจราจร การย้ายสถานที่ต้องคิดและวางแผนให้ดี ไม่นานมานี้รัฐมีบทเรียนแล้วจากการย้ายจุดจอดรถตู้ไปอยู่บริเวณด้านหลังอาคารสถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ซึ่งล้มเหลว ไม่มีผู้โดยสารตามไปนั่ง จนต้องกลับมาอยู่ที่เดิม

ดร.สุเมธ ชี้ว่า พฤติกรรมประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องทำความเข้าใจว่าพวกเขาต้องการความสะดวกสบาย ถ้าสามารถเสนอทางเลือกที่มีความสะดวกสบายไม่ต่างจากที่เป็นในปัจจุบันมากนัก โดยอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็อาจจะพอทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้

“ถ้ามีแรงจูงใจ มีการออกแบบที่ดี มีบริการที่เหมาะสมกว่า ตัวอย่างเช่น ที่ใหม่ ใกล้รถไฟฟ้า มีรถเมล์ผ่านเยอะ ที่นั่งรอสะดวก แอร์เย็น ซื้อตั๋วง่าย คนขับมีมารยาทดี พวกนี้ก็จะดึงดูดให้คนมาใช้งานโดยปริยาย ถ้าเราเอาเเต่สั่งอย่างเดียวว่าจะย้าย แบบนั้น จะเกิดปัญหา ถึงตอนนี้ ผมยังมองเห็นว่า จุดย้ายไปต้องเหมาะสมกว่า สถานีขนส่งในปัจจุบัน”

การเเก้ไขปัญหารถโดยสารสาธารณะอาจจะมองอย่างรอบด้านเเละเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน

หวั่นรัฐอ้างความชอบธรรม ประชามติผ่าน…โครงการพัฒนาระอุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447744

หวั่นรัฐอ้างความชอบธรรม ประชามติผ่าน...โครงการพัฒนาระอุ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเด็นร่วมที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เหล่านักอนุรักษ์ นักพัฒนาชุมชน รวมถึงบรรดานักเคลื่อนไหว ต่างแสดงความกังวลไปในทิศทางเดียวกันคือ “สิทธิชุมชน” ซึ่งถูกลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ

ดิเรก เหมนคร เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) ยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติถือเป็นข่าวร้ายและสร้างความกังวลให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิชุมชนซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองที่ดีพอจะมีผลต่อการปกป้องทรัพยากรของชุมชนจากโครงการพัฒนาต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่

“เราคือคนที่จะได้รับผลกระทบจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรง และเชื่อว่าหลังจากนี้โครงการต่างๆ จะถูกผลักดันอย่างรวดเร็ว” ดิเรก กล่าว

ดิเรก แสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลอ้างว่าผลการออกเสียงประชามติคือความชอบธรรมที่ประชาชนมีให้รัฐบาลจะยิ่งเกิดปัญหา ซึ่งต้องดูสัญญาณว่ารัฐบาลจะพูดแบบนี้จริงหรือไม่ เพราะเมื่อรัฐบาลมีความมั่นใจมากก็จะยิ่งไม่ฟังเสียงประชาชน

“ผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้กระแสนี้โฆษณาชวนเชื่อให้คนทั่วประเทศมองว่าเราคือคนส่วนน้อยที่เป็นตัวถ่วงการพัฒนา” แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา กล่าว และอธิบายว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประเมินสถานการณ์เพื่อกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง

สอดคล้องกับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ที่ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ซึ่งนับเป็นพื้นฐานของประเทศชาติและการอยู่ร่วมกันของประชาชน

“เมื่อสิทธิชุมชนมีปัญหา โครงการพัฒนาต่างๆ หรืออุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะยิ่งสร้างปัญหากับท้องถิ่นมากขึ้น” นิวัฒน์ กล่าว

นิวัฒน์ บอกอีกว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว รัฐบาลควรสร้างบรรยากาศและเปิดโอกาสให้สังคมได้พูดคุยและแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องช่วยกันจับตาให้มีการออกกฎหมายลูกที่ถูกต้อง และต้องเข้าใจด้วยว่าผลประชามติที่รับร่างนั้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลเสมอไป

“ดูอย่างคนใต้ที่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยืนหยัดต่อสู้เรื่องโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน” นิวัฒน์ ระบุ

ด้าน กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “เมื่อทุนรัฐทหารสมคบ รัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล ภาคประชาชนมุ่งมั่นเดินหน้าตรวจสอบเพิ่มความเข้มข้น” โดยประกาศยอมรับผล แม้จะมีผู้ไปใช้สิทธิต่ำมากเพียงแค่ 54% ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เปิดกว้างและปราศจากการถกแถลงในวิถีประชาธิปไตย

“เราจะเผชิญความยากลำบาก แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยง่าย ครั้งหนึ่งทุนเคยจับมือนักการเมือง-ข้าราชการในการแสวงประโยชน์ในนามผลประโยชน์ของประเทศ แต่ปัจจุบันพวกเขาได้รับการเสริมกำลังจากชนชั้นนำและขุนทหาร” ตอนหนึ่งในแถลงการณ์ ระบุ

ทั้งนี้ เอฟทีเอ วอตช์ ยอมรับว่า ต้องเผชิญความยากลำบากในการอธิบายเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนการลงประชามติ อย่างไรก็ตามนี่คงไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทดท้อหรือถอดใจในการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และสร้างธรรมาภิบาลในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบกับประชาชน

สอดคล้องกับท่าทีของ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่ระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า เรายอมรับผลการลงประชามติแม้ว่าจะมีความกังขาต่อถ้อยความในร่างฉบับนี้ก็ตาม จากนี้ไปกลุ่มคนรักหลักประกันฯ จะติดตาม จับตาการจัดทำกฎหมายลูกเพื่อประกอบรัฐธรรมนูญ

“ระบบหลักประกันสุขภาพจะต้องไม่ถอยหลังกลับไปสู่การสงเคราะห์ และต้องไม่บังคับประชาชนให้ร่วมจ่ายเมื่อป่วย” แถลงการณ์ ระบุ

เช่นเดียวกับ เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรชุมชนภาคใต้ 30 องค์กร ซึ่งออกแถลงการณ์ร่วมหัวข้อ “ประชาธิปไตยใต้บงการ” โดยสาระสำคัญตอนหนึ่งคือ ต้องไม่นำเหตุผลร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการรับรองมาสร้างความชอบธรรมฝ่ายเดียวในการดำเนินนโยบายทางการเมือง และโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน

 

รธน.ปิดกั้นอัตลักษณ์ ปม3 จังหวัดใต้โหวต No

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447517

รธน.ปิดกั้นอัตลักษณ์ ปม3 จังหวัดใต้โหวต No

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลคะแนนที่น่าสนใจอยู่ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพร้อมใจกันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ  น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นและนัยของผลโหวตที่ทำให้คะแนนออกมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นอะไร

ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิซ หิเล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จ.ยะลา วิเคราะห์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างมาก ซึ่งสาเหตุหลักที่ลงคะแนนไม่รับร่างเพราะเกิดความห่วงใยในสองเรื่องหลัก คือ 1.เรื่องการศึกษา ที่ระบุว่ารัฐจะช่วยเหลือการศึกษาให้กับคนไทยทุกคนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น หากใครที่ต้องการเรียนต่อก็ต้องจ่ายเงินเอง จุดนี้เป็นความเข้าใจของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะเขามองว่ามันไม่ถูกต้อง

2.เรื่องของศาสนา ที่รัฐธรรมนูญบรรจุศาสนาพุทธเอาไว้โดยให้รัฐสนับสนุน ซึ่งก็สร้างความกังวลให้คนในพื้นที่ เพราะห่วงเรื่องเสรีภาพของการนับถือศาสนาว่าจะไม่ได้รับการคุ้มครอง

“รัฐบาลทหารมีส่วนด้วยแน่นอนที่ทำให้คนในพื้นที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมมองว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ต่อให้เราอยู่ในภาวะปกติ แต่รัฐบาลร่างกฎหมายแบบนี้ออกมา คนในพื้นที่ก็ไม่ยอมรับ” ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิซ กล่าว

ขณะที่อีกมุมจาก ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ให้ความเห็นว่าผลคะแนนสะท้อนให้เห็นปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่และรัฐบาลก็แก้ไม่ตก โดยเฉพาะเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งเขาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหา

โดยเฉพาะกับมาตรา 67 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งเสริมสนับสนุนพุทธศาสนา แต่ขณะเดียวกันกลับไม่พูดถึงศาสนาอื่นๆ

“เรื่องการศึกษาด้วยที่ชาวบ้านไม่เห็นพ้อง เพราะหวั่นเกรงว่าลูกหลานจะไม่ได้รับการศึกษาถึงชั้น ม.ปลาย ด้วยร่างรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าให้การศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ม.ต้น เท่านั้น คนในพื้นที่ก็เห็นว่าไม่ได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน” ศรีสมภพ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ศรีสมภพ เล็งเห็นว่าผลพวงจากคำว่ารัฐบาลทหารไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจโหวตร่างรัฐธรรมนูญของคนในพื้นที่ แต่เป็นเพราะชาวบ้านมองว่าอัตลักษณ์ของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ถูกปิดกั้น ก่อนหน้านี้เขาตั้งความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่แล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา หนำซ้ำยังถูกกีดกันและปิดกั้นในหลายอย่าง ทั้งการปกครองพิเศษในพื้นที่และอิสระของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงแม้แต่น้อย

“มันก็สะท้อนออกมาเป็นเหตุรุนแรงก่อนการลงคะแนนประชามติ เป็นปัญหาของความเชื่อมั่นจากคนในพื้นที่ เรื่องของความไว้วางใจ ความจริงใจที่รัฐบาลควรจะแสดงออกให้คนในพื้นที่เห็น เพราะอย่าลืมว่ากระบวนการสันติภาพยังคงเดินหน้า แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ชาวบ้านก็หวั่นว่าการพูดคุยเจรจาลดความรุนแรงอาจจะเดินหน้าได้ช้าลงกว่าเดิม” ศรีสมภพ ให้ความเห็นพร้อมสำทับว่า ต้องรอดูในอนาคตจะมีการแก้ไขในประเด็นนี้หรือไม่เพราะหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาลุกลามได้ เนื่องจากชาวบ้านรับความรู้สึกว่ารัฐบาลมาปิดกั้นพวกเขาเอาไว้แล้ว

ความเห็นท้ายสุดจาก ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา สะท้อนสาเหตุที่คนในพื้นที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย 3 เหตุผล คือ 1.มาจากความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษที่มีความรุนแรง มีความสูญเสีย มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษและอาวุธตั้งแต่ปี 2547 คนในพื้นที่จึงตาสว่างมากพอที่จะรู้จักใช้สิทธิทางการเมืองอย่างไรเพื่อให้เข้ากับบริบทในพื้นที่ของตนเอง

2.ก่อนที่จะมีการประชามติหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้มีเหตุการณ์ความรุนแรงโดยเฉพาะระเบิดที่ถี่มากๆ แทบทุกวันทั้ง 3 จังหวัด และยังมีการพ่นสเปรย์ข้อความเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใจความระบุว่าไม่ให้รับร่าง ส่วนนี้มีอิทธิพลที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่คล้อยตาม

และ 3.รากเหง้าของปัญหาก็ยังคงอยู่เช่นเดิม รัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ไขอะไรได้ เพราะดูเหมือนที่ตื่นตัวกันจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง แต่คนในพื้นที่ก็เล็งเห็นว่ายังคงมีปัญหาด้านการปกครอง จึงมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาสร้างความสมดุลในพื้นที่

ตูแวดานียา อธิบายว่า รัฐบาล คสช.ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนในพื้นที่จึงไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวข้องด้วยกับระบอบประชาธิปไตยของรัฐ

“พูดแบบแทงใจดำรัฐ คือ คนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของพวกเขา ไม่ได้สะท้อนตัวตนของพวกเขา ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางชนชาติ  คิดแต่เพียงว่าพวกเขาเป็นคนไทยจากบัตรประชาชนเท่านั้น” ตูแวดานียา กล่าว

ด้าน ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ถูกข่มขู่และมีการสร้างบรรยากาศให้หวาดกลัวด้วยการวางระเบิด นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนเรื่องศาสนาในรัฐธรรมนูญไปจนถึงว่าห้ามสวมฮิญาบ ซึ่ง ศอ.บต.จะเร่งชี้แจงต่อไป

 

ส่องปรากฏการณ์ “โปเกมอน โก”…สนุกได้แต่ต้องรู้เท่าทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 21:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447500

ส่องปรากฏการณ์ "โปเกมอน โก"...สนุกได้แต่ต้องรู้เท่าทัน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหนุ่มสาวทุกเพศทุกวัยก้มหน้าก้มตา เดินๆหยุดๆ จดจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟน พลางเขี่ยนิ้วขว้างโปเกบอลโจมตีมอนสเตอร์ที่กำลังเผชิญหน้า กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองไทย

นาทีนี้ วันที่หลายคนหายใจเข้าออกเป็น “โปเกมอน โก” (Pokemon Go) เราจะทำความเข้าใจอีกแง่มุมที่หลายคนมองข้ามของเกมยอดฮิตนี้กัน

รู้เท่ากันเกม ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

โปเกมอน โก พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) เทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือนเพิ่มเข้าไปในโลกจริง เพื่อทำให้เกิดการกลมกลืนกันมากที่สุด วิธีการเล่นต้องออกเดินทางเพื่อไล่ล่ามอนสเตอร์ หรือแข่งขันต่อสู้กันตามสถานที่ต่างๆ เกมนี้เปิดตัวอย่างกระหึ่มในเมืองไทยเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) พูดถึงกระแสเกมโปเกมอน โกในเมืองไทยว่า ตัวเกมไม่ได้มีปัญหา สร้างขึ้นเพื่อหวังให้เด็กๆ ที่เอาแต่นั่งเล่นเกมติดอยู่กับบ้านได้ออกมาทำกิจกรรมภายนอกร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง แต่ปัญหาคือ สถานที่ภายนอกไม่ได้มีความปลอดภัยและจะเจอแต่กับเหล่าผู้เล่นเกมเท่านั้น แต่ยังมีคนอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ได้เล่นหรือรับรู้พฤติกรรมของพวกคุณด้วย ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐควรจะออกมาตรการหรือคำแนะนำที่ครอบคลุมถึงอันตรายและมารยาทในการเล่นเกมอย่างเร่งด่วน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศแนวทางการเล่นโปเกมอน โก โดยระบุว่า ผู้ปกครองควรสอนเด็กๆที่คิดจะเริ่มเล่นจากภายในบ้านก่อน เมื่อต้องออกไปด้านนอก ก็ให้เล่นที่สวนสาธารณะร่วมกับครอบครัว

“สถานที่เหมาะสมที่สุดในการเล่น ควรจะเป็นสถานที่ปิดระดับหนึ่ง มีความปลอดภัย เช่น สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า เนื่องจากไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นมากนัก และไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับการเดินเล่นตามท้องถนน นอกจากนี้ไม่ควรเล่นเกมตามลำพัง โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนที่เสี่ยงต่อการถูกเหล่าอาชญากรมิจฉาชีพทำร้ายร่างกายเพื่อชิงทรัพย์ยามผู้เล่นเพ่งอยู่กับหน้าจอมือถือ”

ไม่ควรใช้อีเมลประจำสมัครเล่นโปเกมอน โก เนื่องจากอาจสร้างปัญหาให้กับชีวิตการทำงานในโลกของความเป็นจริง รวมถึงเสี่ยงที่จะถูกล่วงรู้ข้อมูลส่วนตัวด้วย ขณะเดียวกันผู้เล่นต้องยอมรับว่า สถานที่ที่เดินทางไปล่าโปเกมอนจะถูกผู้ให้บริการเก็บข้อมูลเอาไว้เพื่อหาประโยชน์ในอนาคตอย่างแน่นอน หลังจากที่เราเปิดจีพีเอสในการเล่นตลอดเวลา สิ่งที่น่ากังวลต่อมาคือ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน เนื่องจากในเกมมีการเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เงินจริงนำไปแลกเป็นบิทคอยน์ (สกุลเงินดิจิตอลของแอพหรือเกม) เพื่อนำไปซื้อไอเทมต่างๆ ในเกม ดังนั้นขอให้ระมัดระวังอย่างยิ่ง นอกจากนี้ภายในเกมยังมีการปล่อย LURE MODULE หรือสัญลักษณ์กลีบซากุระ ที่เอาไว้ดึงดูดนักล่าโปเกมอนเข้าไป หากพบว่าจุดใดเป็นจุดล่อแหลม ไม่ใช่ย่านชุมชน ตลาด หรือร้านค้า ผู้เล่นอาจถูกเหล่ามิจฉาชีพลงมือก่อเหตุร้ายได้

“นักล่าโปเกมอนนั้นจะต้องเดินทางไปที่ Poke Stop เพื่อเก็บลูกบอลเอาไว้ปาใส่โปเกมอนและไอเท็มต่างๆ Poke Stop จุดใดมีผู้ปล่อย LURE MODULE เอาไว้ก็แสดงว่าจะต้องมีโปเกมอนเข้าไปแห่รุมให้จับจำนวนมาก วิธีการนี้ในแง่ดีถือเป็นยุทธวิธีทางการค้าขายของกลุ่มธุรกิจ เนื่องจากหากพบว่าร้านตัวเองอยู่ใกล้จุด Poke Stop ก็สามารถเสียเงินซื้อ LURE MODULE มาปล่อยเรียกลูกค้าที่เล่นเกมให้มารวมตัวจับโปเกมอนใกล้ๆ ร้านได้ แค่มีบัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต ก็สามารถซื้อผ่านแอปฯ เกมได้ในราคาครั้งละราว 25-30 บาท สามารถปล่อย LURE MODULE ได้นาน 30 นาที แต่ที่ต้องระวังก็คือ มิจฉาชีพอาจใช้วิธีเดียวกัน ซื้อ LURE MODULE มาปล่อยเรียกเหยื่อไปชิงทรัพย์ได้เช่นกัน”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยระบบไอที ทิ้งท้ายว่า การแบนเกมนี้ในเมืองไทยเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่ใช่เกมที่มีความรุนแรงหรือสร้างปัญหาด้านความมั่นคง ฉะนั้นการให้คำแนะนำและสร้างความเข้าใจกับผู้เล่นอย่างกว้างขวาง ถือเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องทำโดยเร็วที่สุด

รัฐต้องออกนโยบายกำกับดูแล อย่าวัวหายแล้วล้อมคอก

ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านโซเชียลมีเดีย สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) มองว่า ในวันที่เกมโปเกมอนโกกำลังเริ่มระบาด ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ไม่ได้เล่น ไม่ว่าจะการเล่นที่เกะกะกีดขวางบนท้องถนน การเล่นในขณะขับขี่รถ การเล่นในพื้นที่สาธารณะที่เสี่ยงต่อการละเมิดข้อบังคับด้านความปลอดภัย ถือเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรงควรหาแนวทางกำกับดูแลได้แล้ว

คำถามสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ หน่วยงานรัฐไทยมีความรู้ ความพร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่ตนเองหรือยัง ?

1. กสทช. ควรหารือเพื่อออกมาตรการกำกับเทคโนโลยีนี้โดยเร่งด่วน ตั้งแต่มาตรการจำกัดอายุผู้เล่น มาตรการด้านราคาค่าบริการ มาตรการร้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้เล่น และ การเยียวคุ้มครองผู้บริโภคคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีนี้ ควรเรียกผู้นำเข้าและผู้ให้บริการค่ายโทรศัพท์มือถือมากำกับ และออกประกาศให้ผู้ให้บริการมือถือค่ายต่างๆออกซิมเด็กโดยเฉพาะได้แล้ว และควรใช้ซิมมือถือเด็กเป็นบริการจดทะเบียนโดยพ่อแม่ผู้ปกครองที่เข้าระบบรายเดือน หรือมีมาตรการกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายบริการ ไม่ใช่ปล่อยให้ค่ายมือถือรุกคืบเอาประโยชน์กำไรจากผู้บริโภคที่ไม่รู้เท่าทันภาคธุรกิจเอกชนอย่างนี้

2. การรถไฟ การท่าเรือ รถไฟฟ้ากทม ทั้ง MRT และ BTS และเรือยนต์โดยสารตามท่าต่างๆ ควรเร่งออกประกาศคำสั่งห้ามผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ จับเล่นเกมโปเกมอน บริเวณสถานี ทั้งบันไดเลื่อน บันได บริเวณชานชาลา และในรถไฟฟ้า และบริเวณท่าน้ำ โป๊ะ จุดขึ้นลงเรือโดยสารด้วย

3. โรงเรียน มหาวิทยาลัย บรรดาผู้บริหารโรงเรียนทั้งหลาย ควรมอบเป็นนโยบายให้ครูประจำชั้น และครูอื่นๆ กำชับไม่ให้เล่นเกมนี้ในบริเวณโรงเรียนโดยเด็ดขาด และระมัดระวังพื้นที่ด้านรอบข้างโรงเรียน เช่น ถนนหน้าโรงเรียน หรือพื้นที่จุดรับส่งเด็กนักเรียน

4. กระทรวงศึกษาธิการ เร่งส่งเสริมวิชาเรียนรู้เท่าทันสื่อ และเทคโนโลยี ให้กับคุณครูผู้สอน และจัดอบรพ่อแม่ผู้ปกครองให้รู้เท่าทันภัยและอันตราย หรืออิทธิพลที่มาจากเทคโนโลยีด้วย เพราะ พ่อแม่ดูจะมีปัญหานี้มาก ขาดความรู้ที่จะบอกกล่าวตักเตือนลูกๆ และอย่าลืมกำชับครูด้วยว่า ไม่ให้เล่นในขณะที่อยู่ในโรงเรียน กำลังสอน หรือขณะทำกิจกรรมกับเด็ก

5. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาตรการห้ามเล่นกมนี้ ในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เช่น อุทยานปประวัติศาสตรื โบราณสถาน โบราณวัตถุ และห้ามใช้ไม้เซลฟี่ หรือ โดรน ในบางจุดที่มีความเสี่ยงที่ผู้เล่นจะใช้เครื่องเล่นนี้ จับสัตว์โปเกมอน

6. กระทรวงไอซีที ควรหารือเพื่อออกมาตรการป้องกันและคุ้มครองกระบวนการอาชญากรรมทั้งหมดที่เสี่ยงต่อผู้เล่นที่เป็นเด็กและเยาวชนอย่างเร่งด่วน (กระบวนการ Phishing หรือ Pharming) และความปลอดภัยทางด้านการเงิน ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหลาย ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะรัฐไทยนั้นช้า ไม่ทันภาคธุรกิจเอกชน ก็เลยทำให้เมืองไทย ชอบแก้ปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก!

“ยืนยันว่าเกมไม่ผิด เทคโนโลยีไม่ผิด ปัญหาที่แท้จริงคือ มนุษย์ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี  ในทางนิเทศศาสตร์อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้งานเทคโนโลยี ตามทฤษฏีที่เรียกว่า “technology determinism” ทฤษฏีเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนด คนเล่นเกมมองไม่เห็นว่าตนเองสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร มองว่าตนเองไม่เกี่ยวกับส่วนรวม เพราะขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมานานแล้ว ตั้งแต่เป็นโรคติดโทรศัพท์มือถือ คนติดมือถือ สะท้อนความบกพร่องทางสังคมอย่างหนึ่ง คือ ขาดทักษะทางชีวิตจริงและหลงผิดว่าโลกเสมือนจริงคือโลกที่แท้จริง ความสนุกของเกม ทำให้ลืมมองโลกว่ามีเรื่องสนุก เพราะในเกมเป็นความสนุกที่่ตนเองควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ มันน่าตื่นเต้นกว่า เร้าใจกว่า จึงทำให้มองว่าโลกจริงๆนั้นน่าเบื่อ”

สังคมขาดวินัย เสี่ยงสร้างปัญหา

จากการวิเคราะห์ของ  Sensor Tower เว็บวิเคราะห์แอพพลิเคชั่นชื่อดังระบุไว้ว่า รายได้ของเกมโปเกมอน โกทั่วโลกทะลุ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7,000 ล้านบาทเเล้ว หลังเปิดให้เล่นได้เพียงหนึ่งเดือน

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ในเมืองหรือสังคมที่ไม่มีความแข็งแกร่งทางด้านวินัย ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงมากที่โปเกมอน โก จะสร้างปัญหาต่อสังคม

ตอนนี้ต้องเรียกว่าไฟลามทุ่ง หลายคนสูญเสียวิถีชีวิตที่เคยเป็นไปแล้ว ไม่เป็นอันเรียน ไม่เป็นอันทำงาน จริงอยู่ว่าเกมไม่ได้มีความรุนแรงโดยตัวมันเอง แต่เมื่อมันเป็นเกมที่ตรงกับความฝันในตอนเด็กๆของใครหลายคน เเละมีลักษณะผูกรวมจินตนาการและความจริงเข้าด้วยกัน จึงทำให้เกิดอาการเสพติดรวดเร็วมาก หากเป็นเด็กที่ไม่ได้ถูกฝึกวินัยหรืออยู่ในสังคมที่มีความอ่อนแอด้านวินัยด้วยแล้ว พฤติกรรมการเล่นจะเป็นไปในลักษณะไม่บันยะบันยัง จนอาจสร้างความเดือดร้อน ละเมิดสิทธิต่างๆของผู้อื่น หรือกระทบกับชีวิตประจำวันด้านอื่นๆไป ที่สำคัญอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงด้วย

นพ.สุริยเดว ชี้ว่า สังคมต้องช่วยกันสร้างวินัยในการเล่นเกมทุกอณู ตั้งแต่ที่บ้าน ชุมชน โรงเรียน สถานที่ทำงาน รวมทั้งในหัวใจของผู้เล่น ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามบานปลายจนเกิดความสูญเสีย

“สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ที่แท้จริง นั้นสำคัญกว่าความสัมพันธ์กลางอากาศ สิ่งที่ยังทำให้เราชนะเทคโนโลยีและกำหนดมันได้ คือ จิตสำนึกของความเป็นคน การมีปฎิสัมพันธ์ มีความเอื้ออาทร มีคุณธรรม วินัย การเคารพกันสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ฉะนั้นอย่าให้เกมมาทลายกรอบเหล่านี้ออกไป ไม่เช่นนั้นสังคมจะเสียหาย จงเล่นมันอย่างฉลาด รู้เท่าทัน อย่าตกเป็นทาส และทำลายหัวใจสำคัญในการอยู่ร่วมกันไป”

คำแนะนำ 9 ข้อรับมือโปเกมอน โก

ขณะนี้มี 35 ประเทศทั่วโลกแล้วที่สามารถเล่นเกมโปเกมอนโกได้ แต่ละประเทศมีคำเตือนสำหรับผู้เล่นแตกต่างกันออกไป บางประเทศประกาศห้ามเล่นเกมสุดฮิตนี้เเล้วด้วย เช่น อิหร่านที่ประกาศแบนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ เนื่องจากเกมส่งผลให้ประชาชนเดินเข้าออกไปมาตามสถานที่ต่างๆทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาจากการบุกรุก ขณะที่อินโดนีเซีย ทางการออกคำสั่งเด็ดขาดห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเล่นเกมโปเกมอนโกในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ด้านมาเลเซียเพิ่งเข้าถึงการเล่นเกมได้วันเดียวกันกับไทย ได้ประกาศห้ามชาวมุสลิมเล่นเกมโปเกมอนโกเช่นกัน ด้วยเหตุผลว่าเกมอาจทำลายความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของประเทศมุสลิมได้

สำหรับประเทศญี่ปุ่น รายงานของ The Japan Times ระบุว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติทางไซเบอร์ของญี่ปุ่น (National Center of Incident Readiness and Strategy for Cybersecurity – NISC) ได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อประชาชน โดยจัดทำคำเตือน 9 ข้อ ในรูปแบบการ์ตูนช่อง เพื่อเป็นมาตรการในการรับมือเตรียมความพร้อมก่อนที่โปเกมอน โกจะเปิดให้บริการในประเทศตัวเองเสียอีก

1. อย่าใช้ชื่อนามสกุลจริงลงทะเบียนเป็นเทรนเนอร์ , การตั้งระบบ GPS หรือการโพสต์รูปใกล้บ้านของตัวเอง ให้ระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเป็นพิเศษ

2. ระวังอย่าใช้แอพปลอมหรือแอพโกงต่างๆ

3. ควรโหลดแอพพยากรณ์อากาศติดไว้ในเครื่องจะได้รู้สภาพอากาศก่อนออกไปจับโปเกมอน

4. หากจับโปเกมอนท่ามกลางอากาศร้อน อาจจะกลายเป็นลมแดดได้

5. ควรพกแบตเตอรี่สำรองไปด้วย ในกรณีฉุกเฉินตอนแบตหมดจะได้ติดต่อคนอื่นได้

6. ควรพกสมุดโทรศัพท์ที่มีเบอร์โทรของเพื่อนหรือครอบครัว

7. อย่าเข้าไปล่าโปเกมอนในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย

8. ควรพิจารณาให้ดีก่อนจะนัดเจอใครในการไปล่าโปเกมอน

9. ระวังอย่าเดินเล่นโทรศัพท์ เพราะอาจจะตกชานชาลา หรือ รถเฉี่ยวชนได้

ทั้งหมดนี้คือ ความวิตกกังวลที่หลายฝ่ายมีต่อเกมฮิตซึ่งกำลังสร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลก. 

 

 

ภารกิจคสช.หลังประชามติ จี้รื้อระบบราชการ-ปฏิรูป ตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447324

ภารกิจคสช.หลังประชามติ จี้รื้อระบบราชการ-ปฏิรูป ตร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญที่จะต้องเกาะติดคือภารกิจที่เหลืออยู่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า จะต้องเดินหน้าอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สองสิ่งสำคัญที่รัฐบาล คสช.ควรทำหลังจากนี้ไป คือ การปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่หมักหมมมานาน สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสองระบบดังกล่าว คือ การใช้มาตรา 44 อันพร่ำเพรื่อของนายกรัฐมนตรี จนดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล ด้วยการโยกย้ายด่วนโดยใช้มาตรา 44

ขณะเดียวกัน ระบบราชการเองถูกตั้งคำถามว่าระบบราชการไม่อาจแก้ปัญหาเหล่านั้นใช่หรือไม่ ถือเป็นเงาสะท้อนให้เห็นว่าการใช้มาตรา 44 มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลมากกว่าแก้ปัญหาที่ระบบหรือโครงสร้างที่มีปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องปรับ หรือรื้อโครงสร้างระบบราชการทั้งระบบ ไม่ใช่เด้งหรือโยกย้ายบุคคลที่ทำงานไม่ได้ด้วยการใช้อำนาจพิเศษเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ เห็นว่า คสช.ต้องปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่นเหมือนกับระบบการทำงานในภาคเอกชน ที่มีความคล่องตัวในการแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน และเพื่อให้เกิดการทำงานได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างเช่น ปลัดหรืออธิบดีที่เข้าสู่ตำแหน่งจากการวิ่งเต้น โดยไม่มีความรู้ความสามารถมากพอในการทำงาน ต้องมีระบบราชการภายในตัวเองเข้ามาแก้ปัญหาปรับเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้ให้ออกจากตำแหน่ง เพราะไม่มีความเหมาะสม จึงควรสรรหาบุคคลใหม่เข้ามาทำงานแทน

วิทยากร กล่าวอีกว่า ปัญหาใหญ่ในสังคมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจึงต้องมีการปฏิรูปโดยด่วน คือ ตำรวจ แต่ปัจจุบันรัฐบาล คสช.กลับทำการปฏิรูปตำรวจแบบส่วนๆ กล่าวคือ ให้แต่ละส่วนหรือหน่วยงานปฏิรูปตัวเอง เช่นเดียวกับ สตช. ผลที่ตามมา คือ ไม่เกิดความก้าวหน้าแต่อย่างใด เพราะตำรวจไม่มีทางปฏิรูปตัวเอง แต่จะมุ่งปกป้องตัวเอง หรือห่วงอำนาจมากกว่า ดังนั้นจึงควรให้องค์กรภายนอกเข้าไปมีส่วนปฏิรูปตำรวจด้วย และต้องเป็นการปฏิรูปทั้งระบบกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่อัยการ ศาล หรือตำรวจ ด้วยการสร้างระบบถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบ มิใช่ให้หน่วยงานใดมีอำนาจมากจนเกินไปจนเกิดช่องโหว่ช่องว่างระบบวิ่งเต้นคดีเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว

สังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของ คสช.จากนี้ไป คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาต้องดำเนินการและต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นจากนี้ไป คสช.ต้องสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระในการป้องกันการทุจริต เช่น ที่ผ่านมามีการปรับปรุงกฎหมายและยกระดับองค์กรตรวจสอบการทุจริตให้มีอิสระมากขึ้น ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้ คสช.ดำเนินการหลังจากนี้ คือ การปฏิรูประบบราชการและตำรวจ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายและการใช้งบประมาณ เนื่องจากปัญหาสำคัญในการปฏิรูประบบราชการหรือตำรวจไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะส่วนราชการไม่ยอมปล่อยให้มีการกระจายอำนาจ เพราะหวงอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนจากงบประมาณที่ตัวเองได้รับการจัดสรรประจำปี เพราะแต่ละหน่วยงานรัฐได้รับงบประมาณไม่น้อยกว่าแสนล้านบาท แม้ว่าการใช้อำนาจมาตรา 44 เป็นประโยชน์ในการโยกย้ายข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริต หรือบรรดาข้าราชการเกียร์ว่าง แต่ก็ต้องมีการรื้อโครงสร้างอำนาจในการปฏิรูประบบราชการและตำรวจร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นไม่มีทางปฏิรูปได้สำเร็จ

“ไม่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่ปัจจุบัน คสช.ให้ตำรวจปฏิรูปตัวเอง จะเกิดการปฏิรูปจริงๆ ได้อย่างไร ใครจะยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งการปฏิรูปที่แท้จริงต้องรื้อโครงสร้างอำนาจตำรวจทั้งหมดโดยต้องให้องค์กรภายนอกเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินการด้วย ไม่ใช่ให้ตำรวจทำกันเองแล้วจะสำเร็จได้อย่างไร”สังศิต กล่าว

จรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อดีตกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในระบบราชการราว 80% คือ ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก นิยมการเล่นพรรคเล่นพวก และวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สนใจความรู้ความสามารถหรือระบบอาวุโส ตามลำดับชั้น พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เข้าสู่อำนาจ ดังนั้นการจะแก้ปัญหาหรือปฏิรูประบบราชการให้สำเร็จได้ต้องแก้ปัญหาตรงนี้ ด้วยการออกมาตรการคัดสรร หรือประเมินผลงานอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้คนดีมีความรู้เข้ามาทำงาน

ทั้งนี้ ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการเลี่ยง และบิดเบือนกฎระเบียบการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐตามระเบียบ ก.พ. เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกตัวเองได้เข้าสู่ตำแหน่งโดยง่าย และผู้บริหารระดับสูงบางคนใช้ดุลพินิจส่วนตัวไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอ้างความเหมาะสม หรือประโยชน์ทางราชการ ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาวิ่งเต้น คือ ต้องยกเลิกการให้อำนาจแก่ผู้บริหารระดับสูงเพียงผู้เดียวในการใช้ดุลพินิจ เช่น ปลัด อธิบดี ในการแต่งตั้ง หรือคัดเลือกบุคคล ควรใช้ระบบคณะกรรมการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและนอกเข้าร่วมพิจารณา และทุกครั้งที่มีประชุมต้องบันทึกรายละเอียดเหตุและผลในการเลือกหรือไม่เลือกบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งอย่างละเอียด จะเป็นวิธีแก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมได้อย่างยั่งยืน

 

นักธุรกิจมองข้ามประชามติ รอเลือกตั้งปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 13:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447253

นักธุรกิจมองข้ามประชามติ รอเลือกตั้งปี 60

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

7 ส.ค. 2559 ได้กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ของไทยอีกวันหนึ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้คนไทยได้มีโอกาสเลือกอนาคตประเทศไทยด้วยตัวเอง ผ่านการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย

ขณะนี้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้ จับตามองว่าผลโหวตจะออกมาในรูปไหน แต่สำหรับภาคเอกชนและนักธุรกิจไม่สนใจผลของประชามติ แต่สนใจเรื่องปัญหาความไม่สงบมากกว่า กลัวการชุมนุมทางการเมือง การเมืองในท้องถนน เกิดความวุ่นวาย ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศ บางประเทศถึงกับออกคำเตือนประชาชนที่จะเดินเข้ามาในประเทศไทยให้ระมัดระวัง ทำนองปลอดภัยไว้ก่อน

ขณะนี้เอกชนมองข้ามช็อตไปถึงปลายทางประชาธิปไตยแล้ว ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า  จากการสำรวจความเห็นภาคเอกชนส่วนใหญ่มองว่าการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นกระบวนการขั้นต้นที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ต่างมองไปที่ปลายทางว่า รัฐบาลได้ยืนยันว่าไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ก็จะต้องมีการเลือกตั้งในช่วงกลางปีหน้าตามโรดแมปของรัฐบาลที่วางไว้

“ถ้าเป็นไปตามโรดแมปเดิมที่รัฐบาลยืนยันกับสังคมโลกว่าจะเลือกตั้งปีหน้าแน่ๆ ก็เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ ซึ่งภาคธุรกิจก็กำลังจับตาอยู่ นักลงทุนเชื่อมั่นก็จะเริ่มขยายการลงทุน” ธนวรรธน์ กล่าว

ธนวรรธน์ กล่าวว่า หากการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็คงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีการร่างใหม่ในรูปแบบใด และร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร ทำให้ภาคธุรกิจยังมองภาพไม่ชัด ซึ่งนักลงทุนต้องรอดูทิศทางและท่าทีของรัฐบาลก่อน ส่งผลให้การลงทุนใหญ่ๆ ต้องชะลอการตัดสินใจออกไปเพื่อรอดูการเลือกตั้งในปีหน้าก่อน ทำให้เศรษฐกิจไทยคึกคักน้อยลง แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนัก

เช่นเดียวกับ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่คาดหวังให้รัฐบาลบริหารประเทศตามโรดแมปที่วางไว้ ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาในรูปแบบใด หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความไม่สงบได้ ก็จะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมแน่นอน

“นักลงทุนต่างชาติเองก็มองเหมือนนักลงทุนไทย สนใจโรดแมปมากที่สุด ต้องการให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 สำหรับข้อกังวลในการลงประชามติเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดูแล” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว

อรุณ จิรชวาลา กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ผลกระทบต่อเรื่องการผ่านร่างประชามติไม่มีอะไรที่น่าห่วงไม่ว่าผลจะออกมาว่า ผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เขามองไปที่การเลือกตั้งตามโรดแมป ฉะนั้นถึงจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เป็นประเด็นนัก ตลาดเงินตลาดทุนก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร ขอแค่มีการเลือกตั้งแน่ๆ ก็พอ ส่วนตัวคิดว่าตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการผ่านร่างรัฐธรรมนูญมากนัก ขอแค่การเมืองยังสงบกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา

เช่นเดียวกับ อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เห็นว่า นักลงทุนไม่ได้กังวลมากนัก ยกเว้นกรณีที่มีความวุ่นวายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย เพราะทุกคนเริ่มเข้าใจและปรับตัวกับการเมืองได้

อธิป กล่าวว่า นักลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมลงทุน ซื้อที่ดินมาแล้ว และมีแรงกดดันเรื่องการเติบโตของรายได้กับยอดขาย ก็จะเดินหน้าลงทุนตามแผนเดิม ไม่ได้กังวลเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แต่รายที่ไม่พร้อมทั้งในแง่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ หรือยังมีสต๊อกมากก็จะยังชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ และเร่งขายโครงการเดิมเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะการเร่งออกโครงการใหม่ในเวลาที่ไม่พร้อม จะมีความเสี่ยงในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวและพื้นฐานเศรษฐกิจไทยอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการลงประชามติ แต่สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจที่กระทบกับปัจจัยระยะสั้น มีความกังวลในเรื่องนี้พอสมควร อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เห็นว่า หากคนไทยส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย อย่าง ยุโรป สหรัฐอเมริกา จะผ่อนคลายเรื่องการปกครองทางการเมืองไทยเป็นข้ออ้างชะลอการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยลง

ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะกระทบให้นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพตลาดที่รักความเป็นประชาธิปไตยชะลอเดินทาง ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าภาพรวมท่องเที่ยวไทยโตก้าวกระโดด เป็นตลาดที่มาจากเอเชีย อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอาเซียน เดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศร่วมกัน ทดแทนตลาดหลักกลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกาที่มีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเที่ยวไม่เติบโตเต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น

“ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเชื่อมโยงกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง ไม่เจาะจงเฉพาะปัญหาใดปัญหาเดียว เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ยุโรป อเมริกาเดินทางลดลง แต่ต้องยอมรับว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้น กลุ่มชาติดังกล่าวบางส่วนใช้เป็นข้ออ้างไม่มาเที่ยวไทย” อิทธิฤทธิ์ กล่าว

ในขณะที่ เจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กลับเห็นว่า ไม่ว่าผลการโหวตประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาในทิศทางใด จะม่ไส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ และภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เพราะไม่ถือเป็นวาระพิเศษ นักท่องเที่ยว ต่างชาติมีความเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองไทย และ 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยกลับเติบโตอย่างขีดสุดในช่วง 10 ปีที่ไทยมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง

สำหรับธุรกิจกลุ่มอ่อนไหวมากกับสถานการณ์บ้านเมืองคือกลุ่มตลาดทุน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ประเมินว่าการทำประชามติ จะไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าเม็ดเงินต่างชาตินี้จะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยภายนอกมากกว่า ส่วนปัจจัยการเมืองคาดส่งผลกระทบเพียงเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุนในประเทศเท่านั้น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตคาดว่า การทำประชามติเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและดัชนีหุ้นไทยใน 6 เดือน ด้วยเป้าหมายดัชนี 1,550 จุด และถัดไปที่ 1,620 จุด

 

เลือกเลขาฯ สปสช.ไม่คืบ ศึกสธ.สะท้านถึงบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446370

เลือกเลขาฯ สปสช.ไม่คืบ ศึกสธ.สะท้านถึงบัตรทอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ฝุ่นตลบหลังคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติไม่รับรอง นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการ สปสช. ให้เป็นเลขาธิการคนใหม่ ดูจะยังเป็นปัญหาไปยัง สปสช.ลามไปถึง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข

ท่าทีแข็งกร้าวของ นพ.ประทีป ด้วยการตัดสินใจ “ชน” รัฐมนตรี โดยยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง ได้สะท้อนชัดว่า แคนดิเดตเลขาฯ คนเดิมยังสู้อยู่ ด้วยคิดว่าคงสู้ได้ รวมถึงมีแนวร่วมสำคัญอย่างภาคประชาชน ชมรมแพทย์ชนบทเดินเคียงข้าง

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงแรกภาคประชาชนภายในบอร์ด ซึ่งประกอบไปด้วย สารี อ๋องสมหวัง กรรณิการ์ กิจติเวชกุล สุนทรี เซ่งกิ่ง จึงปฏิเสธที่จะส่งตัวแทนเข้าร่วมกระบวนการสรรหาเลขาธิการคนใหม่ เพราะยัง “กังขา” กับมติบอร์ดที่ไม่รับรองชื่อหมอประทีป

กระบวนการจึงชะงักงัน เพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขียนไว้ชัดว่าจะต้องมีสัดส่วนของภาคประชาชนร่วมกรรมการสรรหาด้วยเท่านั้น ทำให้เรื่องคาราคาซังอยู่นานนับเดือน

ในเวลาเดียวกันก็เริ่มมีอีกหนึ่งกระแสข่าวสอดแทรกขึ้นมาว่าด้วยขบวนการ “ล้มบัตรทอง” โดยเริ่มจากการขวาง “หมอประทีป” เป็นหมุดหมายแรก

สอดรับกับการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่จะแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัว รวมถึงแก้สัดส่วนบอร์ดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นรองประธาน ให้มีตัวแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลสังกัด สธ. เข้ามานั่งอยู่ด้วยไม่น้อยกว่า 7 คน รวมถึงข้อเสนอล่าสุดจากเครือข่ายสภาวิชาชีพ ที่ขอให้มี “คณะกรรมการ” กำกับการทำงานของเลขาธิการ สปสช.

พูดง่ายๆ คือ จำกัดการทำงานของสำนักงานให้อยู่ใน “กรอบ” ของกระทรวงและรัฐราชการมากขึ้น

ยังไม่นับรวมร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ซึ่งมีถ้อยความว่าด้วยการให้ “ผู้ยากไร้” เท่านั้นที่จะมีสิทธิรับบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งแม้จะมีการชี้แจงในภายหลังให้ดูมาตราในหมวดปฏิรูปประกอบด้วย
ว่าจะมีการให้สิทธิทุกกองทุนสุขภาพ “มีคุณภาพทัดเทียมกัน” ก็ยังคงเป็นการเซ็น “เช็คเปล่า” อยู่ดี

นั่นเพราะยังมีปัจจัยสำคัญคือ ต้องรอดู “พิมพ์เขียว” ปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นคนจัดทำ ซึ่งก็มีเหตุให้น่ากังวล เพราะรู้กันดีว่า สปท.นั้น นอกจากทหารจะเป็น
ใหญ่แล้ว ยังมีคนอย่าง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เคยเสนอเรื่องรื้อระบบบัตรทอง นั่งเป็นตัวหลักอยู่ในกรรมาธิการของ สปท.ด้วย

ข่าวแว่วๆ ว่าจะปรับโครงสร้างให้ สปสช. ถูกควบคุมหลายชั้นมากขึ้นโดยกระทรวง รวมถึงการเสนอเรื่องให้หลักประกันสุขภาพเป็นของ “ผู้ยากไร้” เท่านั้น ส่วนคนชั้นกลางหรือคนที่มีรายได้ “พอสมควร” ต้อง “ร่วมจ่าย” จึงเป็นไปได้เสมอ

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยหลุดคำพูดเหล่านี้ออกมาเองว่า ประเทศไทยอาจ “จน” เกินไป และยังไม่พร้อม

ช่วงเดือนที่ผ่านมา จึงมีการปลุกชื่อของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการ สปสช.คนแรก และผู้คิดค้นนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้ล่วงลับ ขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้ชื่อเฟซบุ๊ก “คิดถึงหมอหงวน” เล่าประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างนโยบายบัตรทอง เรียกยอดไลค์-แชร์ ได้มากมาย

เมื่อประเมินสถานการณ์ทั้งหมด ก็จะพบว่า สปสช. และภาคประชาชน กำลังเจอพายุโหมกระหน่ำจากหลายทาง ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.เท่านั้น แต่คือการรักษาระบบใหญ่ไว้ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญไปจากเดิม

การประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ท่าทีของภาคประชาชนจึงไม่ได้ดุเดือดอย่างที่หลายคนกังวล ขณะเดียวกัน แม้กลุ่มนี้จะตัดสินใจไม่ส่งตัวแทนเข้าสรรหาเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ แต่ก็ยังยินยอมปล่อยให้ใช้ผู้แทนสัดส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมคณะกรรมการสรรหาแทน เพื่อให้ขั้นตอนยังพอเดินไปได้

เพราะยิ่งเดินเกมป่วนจนการทำหน้าที่ของบอร์ดไม่สามารถเกิดมรรคผลอะไรได้ ย่อมไม่เป็นผลดีอะไรกับระบบ ไม่เป็นผลดีอะไรกับองค์กร และความเสี่ยงในการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้คำสั่งมาตรา 44 ฟาดเปรี้ยงลงมารื้อบอร์ด-รื้อโครงสร้างองค์กร ก็ยิ่งสูงมากขึ้น

เมื่อถึงเวลานั้น ภาคประชาชนอาจไม่เหลืออำนาจต่อรองอะไร คงได้แต่อมพะนำ ยอมรับชะตากรรม เพราะรู้กันดีว่าในสถานการณ์ขณะนี้ อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ คสช.

 

ชำแหละร่างรธน.ไม่ชัดเจน หลังประชามติเสี่ยงขัดแย้ง2ชั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446367

ชำแหละร่างรธน.ไม่ชัดเจน หลังประชามติเสี่ยงขัดแย้ง2ชั้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เวทีเสวนาเรื่อง “สรรสาระร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559” ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนวันลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นั้น ผู้อภิปรายต่างเห็นพ้องว่าสาระร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

สุริชัย หวั่นแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์บางเรื่องและแก้ไม่ตกบางเรื่อง แต่ถึงอย่างไรต้องไปลงประชามติ แต่บรรยากาศการเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน มีความเสี่ยง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับความจริงว่า 10 ปีกว่าที่ผ่านมา สะท้อนความเห็นที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง หาทางออกไม่ได้ กลายเป็นการยึดอำนาจทางการปกครอง สถานการณ์แบบนี้ยังส่งผลถึงประชามติวันที่ 7 ส.ค. ที่อยู่ในบริบทความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ที่แก้ไขด้วยความรุนแรง การใช้ยาแรงแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ส่งผลให้สร้างปัญหาอื่นโดยไม่ตั้งใจ เป็นการ “ขี่ตั๊กแตนจับช้าง” หรือไม่ สังเกตว่าสังคมไทยขณะนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจลดลง ซึ่งต้องระวังว่าหากคนไม่อยากออกมาตัดสินใจครั้งสำคัญนี้จะเกิดอะไรกับอนาคตประเทศไทย

“ดังนั้น ผู้นำต้องคิดให้มากขึ้น ไม่ตัดสินคนคิดต่างว่าอยู่ตรงข้าม เพราะยังมีคนเล่นการเมืองโดยไม่สนใจความแตกแยก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหลังจากประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็น 2 ชั้นทันที ต้องพยายามประคองไม่ให้เป็นเรื่องช็อก กระทบกระทั่งกันกลายเป็นสงครามสีรอบใหม่ และคิดว่าภารกิจ 2 ปีเศษ รัฐประหาร กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยความเสี่ยง”

อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยใช้สติ ใช้ความคิดร่วมกัน และ คสช.ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์หรือใช้อำนาจร่วมศูนย์อาจทำไม่ได้อีกในอนาคต รวมทั้งการตัดสินใจไว้แล้ว ทั้งรัฐธรรมนูญผ่านไม่ผ่าน เป็นปัจจัยให้หลายคนอาจคิดว่ามีการวางแผนจะอยู่ยาว โค้งสุดท้ายเราต้องตั้งหลักตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ว่าเกิดอะไร การตัดสินใจวันที่ 7 ส.ค. ไม่ว่าอย่างไร ต้องทำเพื่ออนาคตข้างหน้า สร้างบรรยากาศให้มีความหวังร่วมกัน ไม่สร้างประโยชน์แต่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” สุริชัย กล่าว

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า จากการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเขียนเพื่อให้อำนาจกับองค์กรตุลาการมากเกินไป อาทิ ศาลรัฐธรรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจในการสรรหาองค์กรที่จะเข้าไปตรวจสอบฝ่ายการเมือง และยังกำหนดให้สามารถร่วมกับองค์กรอิสระ เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนักการเมืองได้ จึงมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าอาจจะกลายเป็นการลดความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งก็เป็นได้

นอกจากนี้ การวางยุทธศาสตร์ชาติวางนโยบายล่วงหน้า 20 ปี เหมาะหรือไม่ หากรัฐบาลใหม่มา ไม่ทำตามเพราะภาวะบ้านเมืองในขณะนั้นอาจนำไปสู่การถอดถอน ครม.ออกจากตำแหน่ง รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา เสนอโมเดลเลือกกันเอง สาขาวิชาชีพ ผ่านร่างนี้ สว.มีสองชุด ชุดแรกมีองค์ประกอบ 250 คน มาจากคณะกรรมการสรรหา คสช.แต่งตั้งทั้งหมด ชุดสอง เลือกไขว้ 200 คน รอกฎหมายลูก ยังไม่เห็นภาพแน่ชัด แต่กำลังถามว่าหากให้อำนาจ สว. 250 คน ไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จุดนี้เป็นองค์กรไม่ยึดโยงกับประชาชนให้อำนาจเท่า สส.ไม่ได้ ตรงนี้คิดคำถามไว้หรือยัง เมื่อผ่านร่างนี้ได้ สว.ชุดแรก 250 คน ตามบทเฉพาะกาลมาอยู่ 5 ปี

พรสันต์ กล่าวอีกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติจะมีผลกระทบหลายประเด็น อาทิ 1.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง 2.ระบบของกฎหมาย อาจทำให้กระทบกับกฎหมายฉบับอื่น 3.ถ้ายังคงให้มีมาตรา 44 อยู่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนต่างชาติจะมองการลงทุนในไทยว่าไม่มีความแน่นอน และ 4.อาจทำให้องค์กรตุลาการ (ศาล) เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ความขัดแย้งระหว่างทางการเมืองระหว่างศาล พรรคการเมือง และองค์กรอิสระกลับมาอีก จนอาจนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง

ด้าน วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. มองถึงการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า จุดประสงค์เพื่อต้องการแก้ปัญหาในอดีตของประเทศ อาทิ การผูกขาดทางการเมือง แก้ปัญหาระบบกลไกรัฐ และการสร้างเรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.นั้นได้เขียนบางเรื่อง ไว้เป็นนามธรรม และนโยบายของรัฐก็ไม่สอดคล้องกับการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ อาทิ ด้านสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และการปฏิรูปประเทศ ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องสิทธิการรักษาระบบสาธารณสุข ไม่มีประเด็นสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของรัฐ และมองว่าอนาคตการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคอาจต้องมีการเก็บเพิ่มก็เป็นได้

ฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประเด็นหลักอย่างประกันสิทธิเสรีภาพ ควรมีการกำหนดให้ชัดเจน ส่วนการดูแลทางด้านสุขภาพควรทำให้เกิดความเสมอภาคและควรมีการตั้งองค์กรขึ้นมาคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคใหกิดขึ้น ส่วนประเด็นการปฏิรูปประเทศกับแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ควรทำให้มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกัน

ขณะที่ นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวว่า ส่วนตัวคิดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ดีกว่าฉบับนี้ ทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ที่ให้รายละเอียดดีกว่า รวมถึงหลายข้อก็มีความชัดเจน ส่วนประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึง 12 ปีที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก สวนทางกับคุณภาพการศึกษาที่ลดลง และด้านสาธารณสุขก็ไม่มีความชัดเจน ดังนั้นมองว่ารัฐบาลควรทำนโยบายเหล่านี้ให้ชัดเจน

สำหรับบทหน้าที่ของรัฐ “นวลน้อย” เสนอว่า รัฐควรเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนให้มากกว่านี้ เพื่อความโปร่งใสและควรทำประเด็นการตรวจสอบคอร์รัปชั่นมีความชัดเจน ส่วนนโยบายทางเศรษฐกิจควรแก้ปัญหาการแข่งขันให้เป็นธรรมควบคู่ไปพร้อมกับพัฒนากลไกตลาด

 

รับมือพวกโชว์ “อวัยวะเพศ” แจ้งจนท.ดีกว่าถ่ายคลิปประจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446315

รับมือพวกโชว์ "อวัยวะเพศ" แจ้งจนท.ดีกว่าถ่ายคลิปประจาน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คลิปวิดีโอหนุ่มโรคจิตเปลือยเรือนร่าง ควักของลับออกมาอวด หรือโชว์ช่วยตัวเองกลางที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้องความสนใจนั้น ปรากฎเป็นข่าวตามหน้าสื่อสังคมออนไลน์อย่างบ่อยครั้ง

คำถามก็คือ ยามต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้….เราควรทำอย่างไร ?

อย่าโวยวาย แต่ควรถ่ายภาพ-คลิปส่งให้ตำรวจ

“การชอบโชว์อวัยวะเพศ” ทั้งที่ไม่มีใครได้เต็มใจดู ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Exhibitionism” ซึ่งตามหลักทางจิตเวชแล้วถือว่าเป็น “ความเบี่ยงเบนทางเพศ” (Sexual Deviation) หรือที่ปัจจุบันหลายท่านมักใช้คำว่า “กามวิปริต” (Paraphilias)

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต บอกว่า โดยมากหรือแทบทั้งหมดพฤติกรรมโชว์ของลับหรือช่วยตัวเองในที่สาธารณะเกิดจากเพศชาย ซึ่งพวกนี้มีปัญหาความมั่นคงภายใน ต่อการแสดงหรือสร้างสัมพันธภาพกับเพศตรงข้ามอย่างปกติ

“ธรรมดาคนเรา เมื่อเริ่มโตและมีพัฒนาการด้านเรื่องเพศ ก็จะมีความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับเพศตรงข้ามได้อย่างปกติ แต่คนเหล่านั้นเขาขาดความสามารถส่วนนี้ ลึกๆ เเล้วเป็นพวกไม่มั่นใจในตนเอง ขี้อาย กลัว เก็บกดความรู้ทางเพศและแสดงออกมาในรูปแบบที่ผิดปกติ เช่น ถ้ำมองหรืออวดอวัยวะเพศ”

นพ.ยงยุทธ แนะนำว่า หากเผชิญกับพฤติกรรมเหล่านี้ อย่าตกใจ ส่งเสียงวี๊ดว้าย เพราะพวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเนื่องจากได้รับความสนใจ รวมทั้งยังเป็นแรงเสริมให้แสดงออกหรือแสวงหาความตื่นเต้นทางเพศด้วยวิธีไม่ปกติต่อไป

ส่วนวิธีเอาตัวรอดแบบในละครหรือภาพยนตร์ ที่เลือกใช้คำพูดดูถูกอวัยวะเพศ เช่น โถ่ว….ของเธอเล็กจัง ทำได้แค่นี้หรอ เพื่อหวังให้สูญเสียความมั่นใจนั้น คุณหมอบอกว่า ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้คนเหล่านี้เลิกพฤติกรรม

“ทางออกที่ถูกต้องคือ อย่าไปวี๊ดว้ายกระตู้วู้ แต่ต้องตั้งสติ ถ่ายภาพ หรืออัดคลิปเพื่อส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่านำไปโพสต์ทางโลกออนไลน์ เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบคนที่มีสำนึกพลเมืองทำ การจัดการด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดี และนำตัวผู้ป่วยไปบำบัดรักษา ซึ่งหมายความว่าสังคมจะมีคนแบบนี้ลดน้อยลง” ผู้เชี่ยวชาญระบุ

โชว์อนาจารปรับ 5,000 – คนถ่ายคลิปประจานปรับ 1 แสน

นอกจากถ่ายคลิปประจานหรือเตือนภัยจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาแล้ว ยังผิดกฎหมายและมีโทษรุนแรงกว่าผู้ที่กระทำอนาจารเสียอีก

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ บอกให้ฟังว่า พฤติกรรมโชว์ของลับ อนาจารในที่สาธารณะ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388  “ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”

ส่วนผู้ที่เผชิญหน้าเหตุการณ์เลวร้ายนั้น หากไปถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ เพื่อไปนำไปเผยแพร่ผ่านสังคมออนไลน์ต่อ ในทางกฎหมายนั้นก็ผิดเช่นกัน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 อนุ 4 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ โทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“คนหวังดี เจตนาต้องการเตือนภัยหลายๆ ท่าน กำลังกลายเป็นพวกรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะการถ่ายภาพ อัดคลิปพวกโรคจิตแล้วนำไปโพสต์ประจานต่อในโซเชียลมีเดียนั้นถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ทางรอดคือเซนเซอร์ภาพถ่ายและคลิปวิดีโออย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเเค่ใบหน้า เเต่ต้องเบลอจนมองเเล้วไม่เห็นว่าเป็นพฤติกรรมอนาจารเลย หรือไม่อย่างนั้นก็เก็บภาพไว้มอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อใช้เป็นหลักฐานเท่านั้นพอ ทนายความทิ้งท้าย

จิ๊กซอร์ชิ้นสำคัญในการเเก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คือ “ความเข้าใจผู้ป่วย” ไม่ขยายความผิดปกติในลักษณะประจาน เเต่เลือกวิธีตอบสนองกับพวกเขาอย่างถูกต้องตามหลักการเเพทย์เเละกฎหมาย

 

วิวาทะรัฐธรรมนูญ สิทธิที่หายไป vs สิทธิที่ได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 19:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/446312

วิวาทะรัฐธรรมนูญ สิทธิที่หายไป vs สิทธิที่ได้เพิ่ม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จุดขายสำคัญ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำมาชี้แจง ก็คือร่างรัฐธรรมนูญ 2559 คือร่างที่ “เพิ่มอำนาจต่อรอง” ให้กับประชาชนมากที่สุด ทว่า สิทธิที่เพิ่มเข้ามากลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงระหว่างผู้ร่าง และภาคประชาชน ในหลายประเด็น

1.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า – ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 47 “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” เพราะถูกเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งใช้คำว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน” ในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เช่นเดียวกับการบริการสาธารณสุขของรัฐ “อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ” ก็ถูกย้ายจากหมวดสิทธิและเสรีภาพไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” แทน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงแสดงท่าที “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะกลัวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค จะเปลี่ยนหลักการจาก “รัฐสวัสดิการ” ไปสู่การ “สงเคราะห์ผู้ยากไร้” แทน

อย่างไรก็ตาม กรธ.ชี้แจงว่าจะไม่ล้มระบบหลักประกันสุขภาพ และให้ดูมาตรา 258 ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งว่าด้วยการปรับระบบหลักประกันสุขภาพทุกกองทุนสุขภาพให้ประชาชน “เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ” “สะดวกทัดเทียมกัน”

2.เรียนฟรี 12 ปี – ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ย้ายหมวดการศึกษาจากสิทธิประชาชน ไปไว้หมวดหน้าที่ของรัฐ และเปลี่ยนคำเป็นให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ในมาตรา 54 หรือแปลว่า รัฐจัดการศึกษาให้ฟรี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึง ม.3 จากเดิมที่นโยบายรัฐ ให้เรียนฟรี ตั้งแต่ ป.1-ม.6

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยอมรับว่า เหตุที่เปลี่ยนเพราะการศึกษาก่อนวัยเรียนนั้นสำคัญกว่า ทว่า ในที่สุดรัฐบาลก็ออกมาตรา 44 ขยายเวลาเรียนฟรี เป็น 15 ปี กระนั้นเอง กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ก็ยังรู้สึกไม่พอใจเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 44 เป็นเพียงนโยบาย จะยกเลิกเมื่อใดก็ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ภาคประชาชนยังเห็นว่ากองทุนอาจช่วยประชาชนได้ไม่ทั่วถึง เท่ากับกำหนดให้เป็น ”สิทธิ”

3.ความเป็นอิสระองค์กรปกครองท้องถิ่น – รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า รัฐจะต้องให้ “ความเป็นอิสระ” และมีหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงกำหนดนโยบายตัวเอง

แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ได้ตัด “ความเป็นอิสระ” ออกไป รวมถึงหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจต่างๆ ก็หายไป เหลือเพียงการบริการสาธารณะ และการจัดกิจกรรมสาธารณะ ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มเกณฑ์การจัดตั้ง โดยกำหนดว่าจะต้องมีความสามารถหารายได้ จำนวนและความหนาแน่นประชากร และพื้นที่รับผิดชอบประกอบกันด้วย

นอกจากนี้ ยังเพิ่มคำว่า “อปท.รูปแบบพิเศษ” ขึ้นมา โดยอาจสามารถหาผู้บริหารท้องถิ่น “โดยวิธีอื่น“ ก็ได้ และยังตัดถ้อยคำ “อปท.ต้องมีสภาและผู้บริหารท้องถิ่น” ออกไป ซึ่งอาจถูกตีความว่า ผู้บริหารอาจมาจากการ “แต่งตั้ง” และไม่จำเป็นต้องมี “สภาท้องถิ่น” ก็ได้

ทั้งนี้ ในสรุปร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ได้ระบุว่า การกำกับดูแลจะทำเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

4.รัฐต้องสนับสนุน “พุทธเถรวาท” – ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ระบุให้ “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น” “รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท” และ “ต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด”

ที่เพิ่มเติมคือการบัญญัติ “พระพุทธศาสนาเถรวาท” และ “ให้รัฐมีมาตรการปกป้องการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใดต้องให้ความสำคัญกับพุทธเถรวาทเท่านั้น นอกจากนี้ การไม่บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของศาสนาอื่นหรือพุทธนิกายอื่น ยังถูกมองว่า อาจทำให้รัฐปฏิบัติต่อศาสนาอื่นอย่างไม่เท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ชี้แจงว่า ที่ต้องกำหนด “พุทธเถรวาท” ไว้ เป็นเพราะปัจจุบันเกิดลัทธิใหม่ทั่วโลก จึงต้องรักษา “พุทธแท้” เอาไว้ และได้ปรึกษาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่แล้ว

5.สิทธิในสิ่งแวดล้อม – เว็บไซต์ไอลอว์ พบว่า สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่อย่างปกติ ซึ่งมีอยู่ก่อนหน้าถูกตัดไป โดยร่างปัจจุบันให้บุคคลและชุมชน มีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ รวมถึงเข้าชื่อกันให้รัฐดำเนินการหรืองดเว้นดำเนินการโครงการ และจัดให้มีระบบสวัสดิการชุมชนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเขียนถึงสิทธิแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีในฉบับก่อนหน้า แต่มีเขียนในมาตรา 58 ให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและจัดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินโครงการที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “อย่างรุนแรง” แทน รวมถึงยังตัดเรื่องให้รัฐต้องจัดตั้ง “องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ออกไป

อย่างไรก็ตาม กรธ.ยืนยันว่า รัฐต้องดูแลและคุ้มครองสิทธิต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม