เศรษฐกิจดิจิทัล “ข้อมูลคืออำนาจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 15:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449798

เศรษฐกิจดิจิทัล "ข้อมูลคืออำนาจ"

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ในโลกดิจิทัล ที่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ตื่นนอนที่ชีวิตออนไลน์เกือบตลอดเวลา จึงทำให้ชีวิตดิจิทัล เหมือนโดนติดตามอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรผ่านออนไลน์จะเกิดข้อมูลจำนวนมากหรือบิ๊กดาต้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเครื่องมือที่วิเคราะห์หรืออนาไลติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

มารุต มณีสถิตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และพม่า บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด (หรือ HDS) กล่าวว่า ปี 2016 เป็นปีแห่งความท้าทายในการรองรับบิ๊กดาต้า คลาวด์ โซเชียลมีเดีย รวมถึงเทรนด์ของ Internet of Things ได้เข้ามาในทุกส่วนของธุรกิจและสังคมอย่างเป็นจริงและมากขึ้นๆ

ดังนั้น ในปี 2559 จึงเป็นปีแห่งความท้าทายขององค์กรในการรองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ทางธุรกิจที่เกิดจากแพลตฟอร์มที่ 3 นี้ ซึ่งสิ่งที่หลายๆ องค์กรให้ความสำคัญจึงเป็นเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) หรือการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ทั้งในเรื่องของการจัดการและดำเนินงาน การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า และการสร้างโมเดลธุกิจใหม่ๆ ด้วยการนำข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งแบบที่มีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำไปวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจ

ยกตัวอย่างการนำบิ๊กดาต้าไปใช้งานให้เกิดประโยชน์เชิงธุรกิจอย่างชัดเจน คือ กลุ่มธนาคารที่นำข้อมูลการใช้งานบริการที่เกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์หรือโมบายแบงก์กิ้งมาต่อยอดด้วยการนำข้อมูลดังกล่าวไปให้กลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่ พัฒนาบริการทางการเงินที่เรียกว่า ฟินเทค (Fintech) รวมทั้งบล็อกเชน (Blockchain) ก็กำลังจะเข้ามาเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ตัดความเป็นอินเทอร์เน็ต ออฟธิงส์ออกไป

ทางด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้งานโซเชียลมีเดียของคนทั่วไปนั้น ถือว่าเป็นข้อมูลแบบ
ไม่เป็นทางการ หรือ อันสตรัคเจอร์ดาต้า (Unstructure Data) ที่องค์กรธุรกิจต้องการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจมาใช้ในการจับผลทางอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า ว่าลูกค้ามีความรู้สึกกับแบรนด์อย่างไร มีผลเป็นเชิงบวกหรือลบการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านดาต้าแวร์เฮาส์แบบเดิมนั้น อาจเป็นวิธีที่ดีแต่กว่าจะได้ข้อมูลต้องใช้เวลานาน การนำเครื่องมือที่เข้าถึงได้แบบดาต้าไลเซชั่นทำให้ได้ข้อมูลที่มีความไดนามิกและกึ่งเรียลไทม์ที่ช่วยจัดเงื่อนไขการทำงานได้ง่ายขึ้น

หากเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ จะมีฐานข้อมูลของลูกค้าที่เคยช็อปออนไลน์ พฤติกรรมและการเลือกซื้อสิ่งของ จากนั้นระบบจะประมวลและส่งข้อความเกี่ยวกับโปรโมชั่นส่วนลดเพื่อให้ลูกค้าไปใช้งาน การเก็บข้อมูลลูกค้าบนโลกออนไลน์และนำไปใช้ต่อยอดในช่องทางออฟไลน์ที่เรียกว่า ออมนิแชนแนล นั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ตลาดที่แบรนด์ทุกกลุ่มไม่ควรมองข้าม

นอกจากการนำข้อมูลแบบบิ๊กดาต้าไปใช้ในเรื่องของโปรโมชั่นหรือแพ็กเกจด้านการขายแล้ว ที่ประเทศสิงคโปร์มีการนำข้อมูลบนบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาไข้หวัดนก โดยจะคาดการณ์การบินของนกว่าไปในเส้นทางไหน หรือสัตว์ปีกมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากช่วงเวลาปกติอย่างไร การนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมารวมกันและประมวลผลเพื่อป้องกันปัญหาไข้หวัดนก ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของภาครัฐที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านวิเคราะห์บิ๊กดาต้าของภาคธุรกิจในกลุ่มโซเชียลมีเดียนั้น ถือว่าลงทุนสูงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะช่วยด้านธุรกิจในอนาคต แต่ในไทยนั้นยังถือว่าเป็นช่วงเรียนรู้ที่จะลงทุนเรื่องนี้ เพราะนอกจากเครื่องมือแล้ว ปัญหาสำคัญคือยังมีบุคลากรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเหมาะสมน้อย ส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ และคาดว่าจำนวนข้อมูลจะเติบโตขึ้น 40% ทุกปี ทำให้การเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีบิ๊กดาต้ามีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีที่ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลเชิงลึก สร้างโอกาสทางธุรกิจ มีดังต่อไปนี้ ประการแรก ธุรกิจสามารถรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลที่ดึงมาจากโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ และเริ่มวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรม เพื่อทำให้ทราบว่า กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คือใคร สถานที่ซึ่งคนเหล่านั้นชอบไป หรือคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจคืออะไร การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้การวางแผนด้านการตลาดในยุคนี้ไปไกลได้มากกว่า การวางแผนแบบเดิมๆ ที่เน้นวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยดูจากยอดขาย โดยธุรกิจในยุคนี้สามารถพัฒนารายละเอียดข้อมูลของลูกค้า (Customer Profile) จากข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งโลเกชั่น ประวัติการเสิร์ช การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ การสนทนาบนโซเชียลมีเดียได้แบบเรียลไทม์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทดสอบแคมเปญก่อนเปิดตลาด

ประการที่ 2 ธุรกิจจะต้องคำนึงถึงข้อมูลเป็นหัวใจหลักในทุกอย่างที่ทำ และจัดลำดับความสำคัญในการประเมินค่าข้อมูลที่สำคัญทางเทคนิคและข้อมูลที่สำคัญสำหรับธุรกิจในการขับเคลื่อนทั่วทั้งองค์กร เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านบิ๊กดาต้า ธุรกิจต้องใช้ประโยชน์จากสายธารข้อมูล (Data Lake) โดยนำข้อมูลต่างๆ ที่เป็น Silo มารวบรวมเพื่อให้สามารถจัดเก็บ เข้าถึง และจัดการข้อมูลของผู้ใช้ปลายทางที่มีมากมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดาย

นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เช่น เทคโนโลยี Search Engine Optimization (SEO) การทำ Social Media Listening และการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า (Data Mining) เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแคมเปญทางการตลาด หรือจะเป็นการใช้อัลกอริทึมแบบอัตโนมัติ (Automated Algorithms) เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้งานข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความพิเศษกับลูกค้ามากขึ้น

ในยุคอินฟอร์เมชั่น อีโคโนมี (Information Economy) ปริมาณของข้อมูลและจำนวนของอุปกรณ์และบริการที่เชื่อมต่อกันจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากผลการศึกษาดิจิทัล ยูนิเวิร์ส (Digital Universe) ของ EMC พบว่าปริมาณการจัดเก็บข้อมูลของทั้งโลกจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น 44 เซตตาไบต์ ภายในปี 2020 ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่สำคัญหากธุรกิจสามารถจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้ได้

บิ๊กดาต้า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ธุรกิจ ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้เป็นในแนวทางเดียวกัน ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานและช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่มีความต้องการต่างกันได้

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) และเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ (Wearable Technology) เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค ปัจจุบันผู้บริโภคต่างต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์แบบเรียลไทม์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปผ่านดีไวซ์หลากหลาย คำถามคือ องค์กรต่างๆ จะรับมือกับความคาดหวังเหล่านี้ได้อย่างไร

ด้วยความชาญฉลาดจากการสร้าง Data Lake หรือแหล่งรวบรวมข้อมูลดิบขององค์กร จะทำให้องค์กรสามารถหาข้อมูลเชิงลึกสำหรับการดำเนินงานได้แบบใกล้เรียลไทม์ ทำให้องค์กรทำงานได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองได้รวดเร็ว และมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า

การตลาดที่ใช้ดาต้าเป็นตัวขับเคลื่อนนั้น คือ การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ลูกค้าต้องการอะไร และสร้างสรรค์โซลูชั่นและประสบการณ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจในประเทศไทยต้องเริ่มต้นให้ถูกทาง

ความเข้าใจในวิธีการรวบรวมวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้อง คือหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูล และมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการวางกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ธุรกิจต้องพร้อมที่จะนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนา
ต่อยอด โดยมีการสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจและทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถใช้งบทางการตลาดได้อย่างคุ้มค่าและปรับปรุงการให้บริการลูกค้าในภาพรวมได้ดีขึ้น

 

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449373

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อมูลของศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย บ่งชี้ว่าภัยความมั่นคงและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

ในปี 2556 คดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น 1,745 คดี ขณะที่ปี 2557 ตัวเลขพุ่งสูงกว่าเท่าตัวไปอยู่ที่กว่า 4,000 คดี และถัดมาปี 2558 คดีที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ทะยานไปถึง 4,371 คดี และยังไม่พ้น 8 เดือนของปี 2559 ตัวเลขทางคดีมากกว่า 2,500 คดีเข้าไปแล้ว

สะท้อนไปถึงการจัดการคดีที่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน จำนวนคดีถูกนำขึ้นสู่ศาลมากยิ่งขึ้น ประชาชนอ้างสิทธิอันพึงมีเมื่อได้รับผลกระทบผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ผลดังกล่าวที่กลายเป็นความยุ่งเหยิงจึงนำไปสู่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้ปัจจุบันทันสถานการณ์โลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

เส้นทางการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันอยู่ในชั้นกรรมาธิการสามัญพิจารณา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2 ซึ่งล่าสุดในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จัดขึ้นโดย สนช. เพื่อขอรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยเป้าหมายของรัฐเพื่อหวังว่ากฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้จะสมบูรณ์และเท่าเทียมกันทุกคนในสังคมไทย

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยืนยันในวงสัมมนาว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขครั้งนี้ จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา และยอมรับว่าบางประเด็นมีความละเอียดอ่อนที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ท้ายสุดใน 2 เดือนข้างหน้า คณะกรรมาธิการจะเสนอต่อ สนช.ในวาระที่ 3 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้กฎหมาย

ประเด็นในความละเอียดอ่อน หนีไม่พ้นในเรื่องของมาตรา 14 18 19 และมาตรา 20 ที่จะซับซ้อนกับความผิดและการพิจารณาเข้าข่ายความผิดของเจ้าหน้าที่ จนอาจเลยเถิดไปถึงเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก การเอาผิดฐานหมิ่นประมาทต่อประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และที่ผ่านมาได้โยนความเห็นให้คณะกรรมการพิจารณาทางเลือกบ้าง

เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ชัชวาลย์ อธิบายว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างการคุ้มครองประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ และยังกำกับไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่มีอัตราสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยสาธารณะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรซึ่งคือตำรวจภายในองค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีที่รุดหน้าไป ขณะเดียวกันงานด้านการสอบสวนทางคดีก็ต้องชำนาญด้วย และอาจจะมีการปรับผังโครงสร้างของ บก.ปอท.ใหม่ และจำต้องคัดบุคลากรให้เข้ามาทำงานด้วยคุณลักษณะที่มีความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายคอมพิวเตอร์และงานทางคดี

“หลายครั้งที่ตำรวจเองก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคดีใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ บางส่วนหมิ่นประมาทก็ต้องเป็นความผิดทางอาญา แต่หากใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือก่อเหตุ ก็ต้องเป็นความผิดอีกกฎหมายหนึ่ง ขณะที่ตามโรงพักเองเมื่อเห็นว่ามีการหมิ่นประมาทผ่านทางโลกออนไลน์ก็มักจะโยนคดีของผู้เสียหายไปยัง บก.ปอท.ทั้งหมด ซึ่งบางคดีก็ไม่เข้าข่ายความผิดของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ทำให้คดีเกิดความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ให้ข้อเสนอแนะ

ขณะที่เสียงจาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ระบุถึงข้อห่วงใยเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดย ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ เสนอในวงสัมมนาว่า มาตรา 14 (2) ยังสามารถถูกตีความฐานหมิ่นประมาทได้อยู่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวระบุถึงความผิดในการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้าง
พื้นฐานสาธารณะของประเทศ

ทั้งนี้ คำนิยามต่างๆ ในมาตรานี้กว้างและคลุมเครือ ทั้งคำว่าข้อมูลอันเป็นเท็จ และคำว่าบริการสาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความและลงโทษทางอาญากับผู้ที่แสดงความเห็นบนอินเทอร์เน็ต และจะขัดต่อสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐสามารถจำกัดสิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องอยู่บนฐานความชอบธรรม ความจำเป็นและความเหมาะสม 

ปิยนุช ย้ำอีกว่า กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่และศาลภายใต้มาตรา 18 19 และ 20 ซึ่งให้อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย หรือระงับการเผยแพร่ หรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากศาลก่อน ซึ่งเห็นด้วยกับระบบดังกล่าว เพราะเจ้าหน้าที่จะเข้าไปแทรกแซงสิทธิประชาชนโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการยื่นคำร้องต่อศาล ตลอดจนการพิจารณาให้อำนาจของศาลนั้น ยังมีเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย

เสียงในวงสัมมนาเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะนำร่างก่อนจะเสร็จสิ้นในวาระ 3 ซึ่งค่อนข้างจะสมบูรณ์ออกสู่สาธารณะให้ประชาชนได้เห็นกันก่อน และจะรับฟังเสียงความเห็นบนเวทีที่เปิดกว้างอีกครั้ง ก่อนที่ท้ายสุดจะไปสู่การรับร่างของ สนช.และประกาศใช้ต่อไป

 

ประชามติร่างรธน.จบ คนเห็นต่างยังอยู่ในคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 18:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449348

ประชามติร่างรธน.จบ คนเห็นต่างยังอยู่ในคุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกือบ 2 สัปดาห์ หลังจากลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ความเคลื่อนไหวล่าสุด นักกิจกรรมที่รณรงค์ “โหวตโน” ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ ด้วยข้อหารุนแรงอย่าง ผิดมาตรา 61 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559

เริ่มตั้งแต่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ วศิน พรหมณี ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพียง 1 วัน หลังทั้งสองคนสวมเสื้อโหวตโน และแจกเอกสารวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน ทั้งสองคนยังถูกกล่าวหาว่าละเมิดคำสั่งของรัฐบาล เนื่องจากปฏิเสธพิมพ์ลายนิ้วมือระหว่างการควบคุมของตำรวจ

วศิน ถูกปล่อยตัวไปก่อนหน้า ส่วน จตุภัทร์ ยืนยันไม่ขอรับการประกันตัว รวมถึงประกาศอดอาหารนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

หลังจากนั้นจึงเกิดปฏิกิริยาจากทั้งในประเทศ และนานาชาติ เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับ จตุภัทร์ เนื่องจากเห็นว่าจตุภัทร์ใช้สิทธิที่พึงมีในการแสดงออกอย่างสงบ

เริ่มจาก 96 องค์กรใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญกำหนดอนาคตประชาชน ที่รวมนักวิชาการ-เอ็นจีโอ เข้าด้วยกัน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการจับกุมคุมขังและดำเนินคดีประชาชนที่รณรงค์ประชามติและแสดงความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญและปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

ตามมาด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ออกแถลงการณ์ไปในแนวทางเดียวกัน ให้ยุติการดำเนินคดีต่อผู้แสดงความเห็นต่างทางการเมืองโดยสุจริต และเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจให้เปิดพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเสรีบนพื้นฐานของการไม่ใช้ความรุนแรง

ขณะที่ต่างประเทศ ก็แสดงออกไปในทางเดียวกัน ทั้งเครือข่ายนักวิชาการในภาวะเสี่ยง (Scholars at Risk) และองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ซึ่งเห็นว่าการจับกุมจตุภัทร์ แสดงออกถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงออก และขอให้ปล่อยตัวทันที

ขณะเดียวกัน องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเรียกร้องให้สมาชิกร่วมกันเขียนจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ทันที รวมถึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับนักกิจกรรมทั้งหมด

ส่วนพื้นที่ในโลกออนไลน์ นักวิชาการ-นักกิจกรรมหลายคน อาทิ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันเขียนจดหมายให้กำลังใจจตุภัทร์ และขอให้ผู้มีอำนาจปล่อยตัวจตุภัทร์ทันที

แต่ท่าทีจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ไพบูลย์ ยังคงยืนกรานที่จะดำเนินคดีกับทั้งหมดต่อไป

“บูรณุปกรณ์” ยังถูกควบคุมตัวฐานอั้งยี่-ซ่องโจร

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ตระกูลบูรณุปกรณ์ ตระกูลนักการเมืองใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ นำโดย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และหลานสาว กับพวกรวม 10 คน ก็ถูกดำเนินคดีฐานทำเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.

ทั้งหมดโดนข้อหาหนัก ต่างจากนักกิจกรรมทั่วไป ทั้งสิบคนถูกควบคุมตัวตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44  รวมถึงถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการทำผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง และ มาตรา 210 สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปกระทำการเข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร

คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นผู้จัดทำจดหมายวิจารณ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีลักษณะบิดเบือน โดยมี บุญเลิศ และทัศนีย์ เป็นผู้จ้างวาน รวมถึงคนอื่นๆ เป็นผู้ควบคุม ยุยงปลุกปั่น ซึ่งข้อหาดังกล่าว ถูกส่งตรงไปดำเนินคดียังศาลทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่

หลังศาลทหารไม่ให้ประกันตัว อดีตนักการเมืองใหญ่ ก็ถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ทันที โดยทั้งหมดถูกศาลคัดค้านไม่ให้ได้รับการประกันตัว ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 10 ปี

นอกจากนี้ ทหารได้คุมตัว รังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต สส.ลำพูน สมโภช สายเทพ สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย และปริญญา ขาววัฒน์ รองนายกเทศมนตรี ต.บ้านธิ จ.ลำพูน ในความผิดข้อหา ทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ ด้วยการแจกจ่ายเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคเหนือ และหลังจากถูกนำตัวมาควบคุมที่ มทบ.11 ที่ กทม.ครบ 7 วัน ก็ถูกส่งกลับไปดำเนินคดีที่ศาลทหารพื้นที่เกิดเหตุ โดย รังสรรค์ ศาลไม่ให้ประกันส่วนที่เหลือถูกปล่อยตัว

เสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวส่วนใหญ่ ยังมาจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ที่เรียกร้องให้ดำเนินคดีด้วยกระบวนการปกติ รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้งหมดทันที

หลังจาตุรนต์ แสดงความเห็นได้ไม่นาน ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวชน์ ก็แจ้งความต่อ สน.สำราญราษฎร์ ให้ดำเนินคดีกับ จิราภรณ์ ฉายแสง ภรรยาของจาตุรนต์ ในข้อหาช่วยให้ผู้กระทำความผิดคดีนี้ หลบหนีในวัดสระเกศ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าว

ทว่า สุดท้ายตำรวจก็ยังไม่ได้มีการดำเนินคดีกับภรรยาของ จาตุรนต์ แต่ระบุว่ายังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเท่านั้น ขณะที่จาตุรนต์ตั้งการ์ดเตรียมฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ หากมีการดำเนินคดีกับภรรยา

ล่าสุด โครงการอินเทอร์เน็ตกฎหมายเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมข้อมูลผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ 2559 โดยแบ่งข้อมูลเป็น 1.ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ.ประชามติ (รวมถึงคดีฉีกบัตรลงประชามติ และทำลายรายชื่อลงคะแนน) พบว่ามีมากกว่า 64 คน และ 2.ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. และกฎหมายอื่นๆ มีมากกว่า 131 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องว่า เมื่อประชามติผ่านไปแล้วควรยุติการดำเนินคดี โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น แต่ คสช.ยังปฏิเสธเสียงเรียกร้อง และสั่งการให้เร่งจัดการต่อไป

ทั้งหมดนี้จะจบลงอย่างไร น่าสนใจยิ่ง

 

บึ้ม7จังหวัดใต้ รัฐต้องเร่งสร้างเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449009

บึ้ม7จังหวัดใต้ รัฐต้องเร่งสร้างเชื่อมั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นเรื่องสร้างความเสียหายไม่น้อยต่อประเทศ ภายหลังเกิดเหตุระเบิด 7 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ในเวลาไล่เลี่ยกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งทำความเสียหายให้กับสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว

จนถูกนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นการเมือง โดยเฉพาะหลังจากผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามเพิ่มเติมผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ขณะที่หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีส่วนกับการขยายตัวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) วิเคราะห์ว่า เหตุผลหลักฐานขณะนี้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงภาคใต้มากกว่าประเด็นทางการเมือง

ทั้งนี้ เพราะวิธีการใช้ระเบิด องค์ประกอบของระเบิด วิธีการปฏิบัติการ ศักยภาพการปฏิบัติ น่าจะเป็นขบวนการในพื้นที่ภาคใต้ หากเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง แรงจูงใจมี แต่ศักยภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่และจุดปฏิบัติการไม่เหมาะสม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกจับหรือล้มเหลว

ศรีสมภพ ขยายความต่อว่า แต่ถ้าเป็นขบวนการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ความพร้อมในเรื่องเทคนิค ยุทธวิธี และเครือข่าย แม้จะไม่ใช่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ภาคใต้ตอนบนก็สามารถสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานในระยะยาว ดังนั้นในทางข้อสมมติฐานจึงมาทางด้านขบวนการภาคใต้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องการลงประชามติครั้งล่าสุดก็มองได้ เพราะเสียงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญเป็นส่วนใหญ่ และช่วงก่อนการลงประชามติประมาณต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1-10 ส.ค. มีเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงผิดปกติประมาณ 80 กว่าเหตุการณ์ และใน 80 เหตุการณ์มีระเบิดถึง 50 เหตุการณ์ ซึ่งเข้มข้นสูงมาก

และเมื่อลงประชามติแล้วก็เป็นสัญลักษณ์ในทางการเมืองส่วนหนึ่ง เหตุการณ์ภาคใต้ตอนบนก็เป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่ง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ในทางแนวคิด แต่การเมืองเชื่อมโยงกับประเด็นภาคใต้ ในเรื่องอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา แสดงโชว์ให้เห็นว่าสามารถขยายไปในพื้นที่อื่นได้

“คงเตรียมการไว้นานเป็นเดือน ไม่ใช่ประชามติตัดสินใจทันที และเหตุผลเลือกช่วงนี้ซึ่งถือว่าดี เพราะหลังลงประชามติไม่กี่วัน เป็นพื้นที่ปฏิบัติการได้หากเตรียมการดี และการระเบิดแบบนี้ขนาดเล็ก ทำและหลบหนีได้ง่าย ไม่เสี่ยงมากสำหรับผู้ก่อเหตุ ช่วงเวลาเหมาะสมหลังลงประชามติใหม่ๆ วันหยุดด้วย ช่วงเวลาเลือกสอดคล้องเป้าหมายของกระแสข่าว โดยเฉพาะจุดก่อเหตุเป็นในเชิงสัญลักษณ์”

ทั้งนี้ เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ ทุกคนรู้ว่าเป็นจุดสำคัญของประเทศและรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก มันสอดคล้องกับเป้าหมายกระเทือนต่อเศรษฐกิจ และมีผลต่อการทำข่าวเพราะเป็นจุดสนใจของต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก เป็นเหตุผลสื่อสารในทางการเมือง

ขณะที่ พีรยศ ราฮิมมูลา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความเห็นส่วนตัวว่า จากการติดตามสถานการณ์ ประเด็นทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่า เพราะว่ามีการป่วนก่อนลงประชามติและหลังจากประชามติก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดในอีกหลายจุด

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามติดตาม สืบสวน สอบสวน เพื่อหาหลักฐานให้ชัดเจน ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พบว่าดีเอ็นเอตรงกับแนวร่วมในพื้นที่ตากใบ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีการดึงกลุ่มจากภาคใต้ช่วย

“แต่ไม่ใช่ขยายพื้นที่หรือขบวนการ เป็นวิธีการอำพราง ด้วยการนำซิมการ์ดมาเลเซียมาใช้ ทำให้เหมือนเป็นการขยายพื้นที่ ซึ่งซิมการ์ดหาซื้อได้ไม่ยากในชายแดนไทย-มาเลย์ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่กลุ่มขบวนการสามจังหวัดจะขยายไปตรงนั้น ผมมองแบบนั้น

ผมคิดว่าประเทศไทยเราโชคดี เพราะเวลาเกิดเรื่องผ่านไปสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็กลับมาสู่ภาวะปกติ และเดินหน้าต่อไป เป็นผลดีของวัฒนธรรมไทยเรา ถ้ากระทบใหญ่ก็เป็นเรื่องการท่องเที่ยว เป็นการทำลายรายได้หลักของประเทศให้ลดลง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้”

ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องรอฟังจากเจ้าหน้าที่ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้บงการเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกระชากกลุ่มอยู่เบื้องหลังนี้ให้ได้ และจากเหตุการณ์ที่เกิดสรุปได้ว่ามาจากกลุ่มเสียประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ด้าน เจะอามิง โตะตาหยง อดีต สส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ประเด็นเหตุการณ์ระเบิดมันมีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคง ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่น รวมทั้งต้องรีบกระชากหน้ากากผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ชัดเจน

ทั้งนี้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหายโดยเฉพาะภาพลักษณ์ของรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าฝ่ายไหนกระทำ เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับประชาชน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งจับกุมให้ได้โดยเร็ว โดยอยู่บนพื้นฐานความจริง เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่ามีการดำเนินการเป็นขบวนการ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากลักษณะการใช้วัตถุระเบิดต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด การทำทั้งหมดมีการวางแผนมา เป็นขบวนการ แต่จะบอกว่าเป็นฝ่ายใด ต้องขยายผลจับกุมให้ได้ และอย่าจับแพะ

“จะเป็นการยืมมือจากกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น เท่าที่ติดตามจากข่าวมองว่าต่างกัน เพราะลักษณะการก่อเหตุพยายามให้เกี่ยวโยงภาคใต้ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ดังนั้นในการหาข้อมูลต้องไม่คลุมเครือ เพราะหากเป็นคนที่กระทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา”

 

ถอดรหัสระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง จากชายแดนใต้สู่วินาศกรรม7จังหวัด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2559 เวลา 13:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448823

ถอดรหัสระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง จากชายแดนใต้สู่วินาศกรรม7จังหวัด?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผลตรวจสอบระเบิดแสวงเครื่องและระเบิดที่ถูกจุดชนวนให้เกิดไฟไหม้หลายพื้นที่ที่คนร้ายก่อเหตุใน 7 จังหวัดภาคใต้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจระบุว่ารูปแบบของระเบิดและการจุดชนวน ถือเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย

โดยเฉพาะเหตุเพลิงไหม้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และพังงา เป็นการวางเพลิงด้วยอุปกรณ์พิเศษด้วยการจุดระเบิด คนร้ายกลุ่มนี้ใช้โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ เป็นอุปกรณ์ในการตั้งเวลาและจุดชนวน โดยมีขดลวดความร้อนต่อกับวงจรตั้งเวลาและใช้แอลกอฮอล์เหลวเป็นตัวจุดไฟ เมื่อเกิดประกายไฟขึ้นเพลิงจะลุกติดไปตามแอลกอฮอล์เหลวที่เป็นตัวเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว

และด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้การลุกไหม้ของเพลิงยิ่งรุนแรง ขณะเดียวกันก็ทำลายหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุได้ด้วย

แต่ยังมีโทรศัพท์มือถืออีกจำนวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่พบได้ทันและการจุดชนวนไม่สมบูรณ์ จึงไม่เกิดเหตุขึ้นและจากการนำโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมาตรวจสอบก็พบว่า โทรศัพท์มือถือถูกต่อพ่วงเข้ากับวงจรไฟฟ้า-ถ่านขนาด 3 เอ จำนวน 2 ก้อน และแอลกอฮอล์เหลว 1 อัน โดยมีการเผาไหม้ของวงจร แต่แอลกอฮอล์เหลวยังสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยการเผาหรือไหม้

สืบไปจนพบว่าโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายใช้ก่อเหตุถูกนำมาจากประเทศมาเลเซีย

ข้อสันนิษฐานจากผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิด พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ  ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ให้ความเห็นถึงรูปแบบของระเบิดชนิดนี้ว่า ระเบิดที่ใช้ก่อเหตุล่าสุดเรียกว่า ระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง คือจุดชนวนด้วยการตั้งเวลาในโทรศัพท์มือถือ บางครั้งจุดโดยใช้แอลกอฮอล์เพื่อทำให้เกิดไฟลุกลามจากประกายไฟที่ถูกจุดขึ้น ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างที่เห็น

ส่วนระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ทำให้เกิดการสูญเสียนั้น แตกต่างจากแบบแรกตรงที่จะไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่จะใช้ บอล-แบริ่ง เป็นสะเก็ดระเบิด ด้วยแรงระเบิดทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นมา ซึ่งรูปแบบระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ใช้บอล-แบริ่งเป็นสะเก็ดนั้น จะพบเจอบ่อยในเหตุความรุนแรงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

“การประกอบมีความเชี่ยวชาญพอสมควร แต่รูปแบบของระเบิดก็ไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ระเบิดจะถูกประกอบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนจะถูกลำเลียงมาก่อเหตุยัง 7 จังหวัด” พ.ต.อ.กำธร ให้ความเห็น

พ.ต.อ.กำธร บอกอีกว่า ในส่วนที่โทรศัพท์มือถือมีการระบุว่ามาจากประเทศมาเลเซียนั้น ก็เป็นงานของฝ่ายสืบสวนที่จะต้องเดินสืบตามหลักฐานที่มีอยู่แล้ว

อีกหนึ่งแหล่งข่าวนายตำรวจที่คุ้นชินกับวัตถุระเบิด บอกว่า บอล-แบริ่ง ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในระยะหลัง ซึ่งอานุภาพจะรุนแรงกว่าการใช้สะเก็ดระเบิดแบบอื่นๆ เพราะบอล-แบริ่งมีน้ำหนัก เมื่อเกิดแรงอัดภายในจากระเบิด ทำให้บอล-แบริ่งพุ่งแรงหากกระทบเข้ากับคนก็ทำให้การสูญเสียเกิดขึ้นอย่างรุนแรง หากจำได้เมื่อปี 2558 ที่แยกราชประสงค์ บอล-แบริ่งก็ถูกนำมาใช้เป็นสะเก็ดระเบิดด้วย และที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองก็เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระเบิดที่พบใน 7 จังหวัดภาคใต้ล่าสุดนี้รัศมีการทำลายล้างจะไม่กว้างมากนักก็ตาม แต่คนร้ายเลือกตั้งเวลาจุดชนวนในห้วงที่มีคนพลุกพล่าน ทั้งช่วงค่ำที่บาร์เบียและงานพิธีในวันแม่แห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ทำให้เกิดไฟไหม้นั้นก็น่าสนใจ เพราะคนร้ายบรรจุระเบิดในอุปกรณ์ต่างๆ ที่แน่นอนว่าคนทั่วไปจะไม่สังเกต คือทั้งในกระป๋องขนม บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้ยากต่อการสังเกตมากยิ่งขึ้น

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ได้ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าวเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ แม้วิธีการก่อเหตุเป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกไป

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ประมาทและต้องดูแลทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุ อีกทั้งอยากขอร้องประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ส่วนมาตรการด้านการข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยหน่วยงานด้านการข่าวจะต้องลงไปดูแลตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448575

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อไรที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้รับผลการออกเสียงจาก กกต. ทาง กรธ.จะสามารถเริ่มนับหนึ่งกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเอาคำถามพ่วงมาใส่ได้ทันที

กรธ.มีเวลาแก้ไข 30 วัน ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็น 30 วัน หากศาลเห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.ไม่ขัดกับผลประชามติ จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าเห็นศาลวินิจฉัยว่าขัดกับผลประชามติ กรธ.จะนำกลับไปแก้ไขใหม่ภายใน 15 วัน และส่งมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ทั้งนี้ มีเรื่องที่ต้องจับตา กรธ.เป็นพิเศษในระยะนี้จำนวน 2 ประเด็นด้วยกัน

1.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่ทราบกันดีว่า กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการบัญญัติเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ต้องแก้ไขบทบัญญัติบางส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วย โดยประเด็นสำคัญที่ กรธ.ยังคิดไม่ตก คือ การเปิดทางให้รัฐสภา (สส.และ สว.) สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมือง

เดิมที กรธ.กำหนดให้การเลือกนายกฯ ให้เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากเกิดกรณีที่สภาจะเลือกบุคคลจากนอกบัญชีของพรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต.ในวันสมัครเลือกตั้ง จะต้องขอมติจากรัฐสภาเพื่อขอให้สภาเลือกคนนอกบัญชีมาเป็นนายกฯ ได้

ทว่า เมื่อคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ผ่านประชามติ ทำให้เกิดปัญหาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมืองได้จะทำอย่างไร

โดยมีหลายสูตรที่ กรธ.สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นการให้รัฐสภามีมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่จะให้รัฐสภามีมติงดเว้นในการใช้รัฐธรรมนูญในวันเดียวกันกับวันที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ทันที หรือจะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้รัฐสภาลงมติในภายหลัง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหนึ่งที่เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตด้วย เช่น กรธ.จะขยายอำนาจของวุฒิสภาในการตรวจสอบรัฐบาล

เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญให้วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลด้านการปฏิรูปประเทศ แต่เมื่อคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติกกำหนดให้ สว.มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ย่อมอาจเป็นเหตุให้วุฒิสภามีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยก็ได้

หาก กรธ.ให้ความใส่ใจกับหลักความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ กรธ.ก็อาจเพิ่มอำนาจของวุฒิสภาในระยะ 5 ปีแรกเข้าไป เช่น การให้ สว.สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือมีอำนาจหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่มีอำนาจเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการดำเนินการปฏิรูปประเทศล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นต้น

แต่กระนั้นถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภานั้นต้องถือว่ายังมีน้อยอยู่พอสมควร เพราะศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้การแก้ไขของกรธ.ในลักษณะนี้ขัดกับผลประชามติ ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงบัญญัติแค่การให้สว.มีสิทธิแค่เลือกนายกฯ กับ สส.เท่านั้น

ส่วนเรื่องการให้วุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเป็นไปได้น้อย เพราะ กรธ.เห็นตรงกันว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงบัญญัติ คือ ให้วุฒิสภามีหน้าที่ร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะให้ สว.ซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนที่ปวงชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.

ดังนั้น เท่ากับว่าการเสนอชื่อนายกฯ ยังเป็นหน้าที่ของ สส.ตามเดิม เหลือแค่การกำหนดทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้เท่านั้น

2.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้จัดทำจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับเลือกตั้ง 4 ฉบับแรกเสร็จ กกต.ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันที ซึ่งต้องอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 150 วันนับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้

แม้ตามกฎหมายกระบวนการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังไม่เริ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น กรธ.ก็เริ่มหารือกันบ้างแล้ว โดยร่างกฎหมายที่ถูกโฟกัสจากหลายๆ ฝ่ายมากที่สุด คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลานี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองต้องมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเซตซีโร่พรรคการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผลเสียหายจะตกอยู่กับสองพรรคการเมืองใหญ่ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องไปไล่หาสมาชิกพรรคการเมืองและเริ่มกระบวนการจัดโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด

ย้อนกลับไปดูเมื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.ในเวลานั้นยังคงให้พรรคการเมืองยังมีสถานะตามเดิมด้วยการกำหนดไว้ในมาตรา 135 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ว่า “ให้พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

ตรงนี้อาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้ กรธ.ไม่ดำเนินการเซตซีโร่พรรคการเมือง แม้ว่าจะมีบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมกันก็ตาม

นอกเหนือไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ยังต้องจับตาไปที่ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วย เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่กำกับการเลือกตั้ง สส.ให้โปร่งใส และควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อเสียง โดยจะมีการเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไป ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เตรียมเสนอให้ กรธ.พิจารณาในหลายประเด็น

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย หรือการห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ซึ่ง กกต.จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองกำลังลุ้นด้วยใจระทึก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเสียด้วยซ้ำ

 

อาลัย “บรรหาร ศิลปอาชา” 83 ปี มังกรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448546

อาลัย "บรรหาร ศิลปอาชา" 83 ปี มังกรการเมือง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

การจากไปของนาย บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา วัย 83 ปี ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งในวันที่ 14 ส.ค.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทร์ทราวาส ราชวรวิหาร

ภายในงานมีบรรดาบุคคลสำคัญระดับประเทศ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน เดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก เพื่อมาแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายต่อชายผู้มีชีวิตเป็นต้นแบบแก่คนรุ่นหลังปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ชายร่างเล็กใจใหญ่ เจ้าของฉายามังกรสุพรรณ โลดแล่นอยู่ในความทรงจำของผู้คน ได้สร้างสีสัน สร้างวีรกรรม สร้างผลงานคุณงามความดีมากมายนานัปการ

เบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของนายบรรหารล้วนต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมาอย่างโชกโชน …

บรรหารในวัยหนุ่มถ่ายรูปกับพ่อแม่

 

บรรหารเกิดเมื่อ 19 ส.ค. 2475 ณ ห้องแถวไม้เล็กๆที่เปิดเป็นร้านขายผ้าชื่อ”ย่งหยูฮง” ภายในตลาดทรัพย์สิน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พ่อแม่ชื่อนายเซ่งกิม แซ่เบ๊ และนางสายเอ่ง แซ่ตั้ง เป็นลูกคนที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยสมบูรณ์ สายใจ อุดม ดรุณี และชุมพล

ชีวิตวัยเด็กต้องทำงานสารพัด จ่ายตลาด หุงข้าว ทำกับข้าว หาบน้ำใส่ตุ่ม ช่วยแม่เย็บผ้า ขณะเดียวกันเป็นคนเรียนเก่ง ผลการเรียนเยี่ยมโดยเฉพาะวิชาคำนวณและภาษาอังกฤษ จนเพื่อนๆตั้งฉายาให้ว่า “หัวลูกคิด”

นิสัยส่วนตัวที่ได้จากพ่อคือใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือคน ขณะที่แม่ให้ความอดทน และละเอียดรอบคอบ

อายุ 18 ปีเข้ากรุงเทพฯมาอยู่กับพี่ชายซึ่งเป็นเอเยนต์จำหน่ายสุราย่านหลานหลวง งานหลักคือจัดของตามใบสั่ง เช่น เหล้า เบียร์ น้ำหวาน โซดา ใส่ท้ายรถจักรยานเอาไปส่งตามที่ต่างๆ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเริ่มสนใจทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยใช้วิธีเรียนรู้แบบครูพักลักจำจากร้านขายวัสดุก่อสร้างใกล้บ้าน ก่อนจะเปิดบริษัท ‘สหะศรีชัยก่อสร้าง จำกัด’ ขึ้นในปี 2499

บรรยากาศภายในสำนักงานบริษัทสหะศรีชัยก่อสร้าง

 

 

เข้าพิธีวิวาห์กับแจ่มใส ศิลปอาชา คู่ชีวิต

 

 

ต่อสู้ฟันฝ่าดำเนินธุรกิจมาอย่างล้มลุกคลุกคลาน อาศัยความอดทน ไม่ยอมแพ้ และมัธยัสถ์อดออม ทำทุกอย่างเองทั้งหมดตั้งแต่ทำบัญชี ซื้อวัสดุอุปกรณ์ วิ่งเต้นหางานประมูล ติดต่อกู้เงินธนาคาร เขียนใบสั่งงานให้ลูกน้อง ยันปัดกวาดเช็ดถูบริษัท จนสามารถตั้งตัวได้มั่นคง

หลังประสบความสำเร็จกับหน้าที่การงานก็ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเกิด กลับมาบริจาคเงินบูรณะศาลหลักเมือง สร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างถนนหนทาง สะพาน ไฟฟ้าประปา จนถึงแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีให้เจริญรุดหน้าดังที่เห็นในทุกวันนี้

ชีวิตครอบครัวสมรสกับแจ่มใส (เลขวัต) ศิลปอาชา มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คนคือ หนูนา-กัญจนา ยุ้ย-ปาริชาติ และ ท็อป-วราวุธ

ปี 2517 ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุค”สภาสนามม้า”อันลือลั่น ปี 2519 ลงสมัครเลือกตั้งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในนามพรรคชาติไทย และคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ในปี 2523

เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร

ลีลาการอภิปรายในสภา

 

ปี 2537 ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย ควบคู่กับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กระทั่งเมื่อมีการยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2538 และเลือกตั้งใหม่ พรรคชาติไทยมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้บรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย

ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21

 

ผลงานสำคัญที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์คือ เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง ก่อนจะกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด

ช่วงที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมือง ได้รับฉายาจากสื่อมวลชวนมากมาย เช่น “มังกรสุพรรณ” มาจากฐานเสียงหนาแน่นที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี หรือฉายา “เติ้ง” มาจากบุคลิกที่คล้ายกับเติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำประเทศจีน หรือ “หลงจู๊’” จากลักษณะการทำงานเหมือนเถ้าแก่ คอยดูแลตรวจตราสั่งงาน ล้วงลูก ล้วงงานทุกอย่างด้วยตัวเอง

หลังพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมรัฐบาลอีกหลายสมัย โดยคุมกระทรวงหลักที่คุ้นเคยอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับบรรหารเอง แม้ไม่ได้กลับไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยังลงสมัครเลือกตั้งและคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายได้ทุกครั้ง ปี 2551 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึงเมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบพรรค ทั้งยังถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี

วาระสุดท้ายของชีวิต บรรหารดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมยังประกาศว่าเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก กระทั่งถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้-หอบหืดกำเริบ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเวลา 04.42 น.ของวันที่ 23 เม.ย.2559

นับเป็นการปิดฉากตำนานชีวิตมังกรการเมืองอย่างถาวร…

ถึงบรรทัดนี้ ขอหยิบยกเอาคำกล่าวที่บรรหารเคยกล่าวไว้ในหนังสือครบรอบวันเกิด 72 ปี ใจความสำคัญนั้นบ่งบอกถึงปณิธานสุดท้ายของชีวิตได้เป็นอย่างดี …

“เพราะชีวิตเหมือนการเดินทาง บางช่วงสนุกตื่นเต้น บางช่วงเนิ่นนาน เหน็ดเหนื่อย

การเดินทาง ทำให้เราเปลี่ยนผ่าน รู้จักผู้คน รู้จักเรื่องราวของตัวเรา ได้เรียนรู้ ได้หยุดนิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้มีข้อจำกัดอยู่เพียงสองอย่าง…สังขาร…และ…เวลา…

การเดินทางของผมมีหลายมิติ แต่ที่ปรารถนาที่สุดก็คือ ได้ใช้สังขารและเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุด มีคุณค่าต่อผู้อื่น มีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน มีคุณธรรมต่อครอบครัว และมีคุณภาพต่อตนเอง

การเดินทางของผมจึงมีช่วงพักน้อยมาก ทำให้ได้ทำงานหลากหลายลึกซึ้ง หลายคนที่ห่วงใยถามผมว่า ทำไมไม่หยุดทำงาน ความมั่นคงในชีวิตก็มีพร้อม แต่เมื่อเห็นว่างานคือความสุข ก็ทำให้ไม่มีทุกข์เพราะการได้ทำงาน ตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้ทำงานดูจะเป็นทุกข์มากกว่า เวลาเห็นข่าวในพระราชสำนัก ยิ่งทำให้สำนึกว่า พระเจ้าแผ่นดินของเราทรงงานหนักยิ่งกว่า นานยิ่งกว่าเสียอีก

ผมเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน ปู่ ย่า เข้ามาพึ่งเงาร่มแห่งพระบรมโพธิสมภาร ผมเกิดในประเทศไทย เติบโตได้ดีด้วยน้ำใจคนไทยในสังคม คนเราแม้เลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกสถานที่ที่จะอยู่ และสถานที่ที่จะดับได้ และผมก็เลือกแล้วว่า ไม่มีที่ใด ร่มเย็นเป็นสุขเท่า…ประเทศไทย แผ่นดินแม่ แผ่นดินเกิดแห่งนี้

การทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน เพื่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงทำให้มีความสุข และการเดินทางของชีวิต จึงมีเป้าหมาย…เป้าหมายที่จะได้อยู่…และดับอย่างมีความหมาย…สงบ…และภูมิใจ

ผมจึงขอบคุณแผ่นดินไทย และคนไทยทุกคนที่มีส่วนทำให้ชีวิตของผมและครอบครัวมีวันนี้ วันที่เราได้สนองคุณแผ่นดิน…ด้วยการทำงาน”

หมายเหตุ-สำหรับหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนายบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ เจ้าภาพจึงใคร่ขอให้ผู้มาร่วมงานที่มีบัตรรับหนังสือ สามารถนำบัตรไปขอรับหนังสือได้ ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ 1.ที่ทำการพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย 2.ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี 3.แผนก Concierge โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ และโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2559 

 

 

ธุรกิจไทยขี่กระแสโปเกมอน สร้างแบรนด์-กระตุ้นจับจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448529

ธุรกิจไทยขี่กระแสโปเกมอน สร้างแบรนด์-กระตุ้นจับจ่าย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

นับแต่วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เกมโปเกมอน โก สามารถดาวน์โหลดเล่นได้ในประเทศไทยพร้อมกับ 15 ประเทศในเอเชีย จนถึงวันนี้กระแสก็ยังคงพุ่งแรงฉุดไม่อยู่ ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ มองเห็นโอกาสที่จะนำโปเกมอน หรือชื่อเต็ม พ็อกเก็ต มอนสเตอร์ มาใช้ในธุรกิจ ทั้งเพื่อการสร้างแบรนด์ การกระตุ้นยอดขาย ไปจนถึงภาครัฐเองที่มองว่า โปเกมอน โก จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการจับจ่าย รวมถึงภาคการท่องเที่ยว

เริ่มจากภาครัฐโดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.เตรียมเรียกด้านสารสนเทศ ด้านตลาดในประเทศ ร่วมหารือประเมินผลและโอกาสทางการตลาดส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น จากกระแสความนิยมคนไทยเล่นเกมโปเกมอน โก แล้วเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ โดยจะเร่งเก็บข้อมูลทางสถิติว่านักล่าโปเกมอนที่เดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เกิดการใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวเพิ่มจริงหรือไม่ เพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย แต่อย่างน้อยคาดว่าจะทำให้คนไทยเดินทางเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 10% ในช่วงครึ่งปีหลัง

“ททท.ต้องหารือกับทุกฝ่าย รวมถึงเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอน เพื่อวางแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน อาจขอให้ปล่อยตัวโปเกมอนหายากในพื้นที่เมืองรองที่ ททท.ส่งเสริม แต่ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มเข้มงวดจัดโซนนิ่ง เช่น กรมอุทยานฯ ประกาศห้ามจับในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งททท.จะเร่งติดตามกระแสสังคมอีกครั้ง” ยุทธศักดิ์ กล่าว

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเล่นเกมโปเกมอน โก ในระยะสั้นจะส่งผลให้การใช้จ่ายภาคบริการและการท่องเที่ยวขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากประชาชนสนใจออกไปจับโปเกมอนนอกสถานที่ ทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเติมน้ำมันรถ ใช้เงินบริโภคอาหารนอกสถานที่ ส่วนจะมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าพัฒนาดึงดูดการท่องเที่ยว เช่น โปเกมอนใส่ชุดไทย หรือเพิ่มจุดเช็กอินในสถานที่สำคัญ เชื่อว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้

ขณะที่ภาคบริการท่องเที่ยวเริ่มหยิบกระแสโปเกมอน โก มาใช้ทำกิจกรรม ทางภาคธุรกิจก็เกาะกระแสดังกล่าวทันทีตั้งแต่ 1-2 วันที่เปิดตัวเกมในไทย โดยเฉพาะกลุ่มสวนสนุก สวนน้ำที่พร้อมใจกันใช้ เช่น สวนสยาม, ดรีมเวิลด์, การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน, วานา นาวา หัวหิน วอเตอร์ จังเกิ้ล, รามายณะ และทุ่งสง วอเตอร์พาร์ค

วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก ผู้ดำเนินธุรกิจสวนน้ำและสวนสนุกสวนสยาม กล่าวว่า สวนสยามหยิบโปเกมอน โก มาใช้ โดยชี้จุดในเฟซบุ๊กสวนสยามให้ทราบว่าในสวนสยามมีโปเก สต็อป 19 จุด และมียิมอีก 2 ยิม เพื่อชวนให้คนมาจับโปเกมอนในสวนสยาม และเป็นการเกาะให้ทันกระแสที่คนในสังคมกำลังสนใจอยู่ โดยเป็นการทำกิจกรรมที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไร รวมทั้งให้ฝ่ายการตลาดวางแผนว่าจะหยิบโปเกมอนมาใช้ทำกิจกรรมอะไรได้อีก

ธุรกิจโรงแรมก็โหมกระแสนี้เช่นเดียวกัน เช่น โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ใช้กลยุทธ์ซื้อตัวดูดโปเกมอนให้ปรากฏตัวบริเวณโปเก สต็อปที่โรงแรม, โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมให้จับโปเกมอน โก พร้อมถ่ายภาพพื้นหลังในโรงแรมไปชิงรางวัลส่วนลด, โรงแรมดีวาน่า กรุ๊ป ใช้กลยุทธ์ชวนลูกค้าเก็บโปเกบอลที่โปเกสต็อปในดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ อ่าวนาง และลด 10% ค่าอาหารและเครื่องดื่มให้คนที่จับโปเกมอนถ่ายภาพพื้นหลังเป็นโรงแรม, ห้องอาหาร กลุ่มฮ็อป อินน์ ที่ขึ้นภาพถ่ายโปเกมอนโดยมีพื้นหลังเป็นพื้นที่ในโรงแรมเพื่อเชิญชวนให้คนมาพักแล้วจับ และเรือสำราญริเวอร์ไซด์ ที่ออกไอเดียชวนคนมาซื้อแพ็กเกจล่องเรือจับโปเกมอน เป็นต้น

อีกภาคธุรกิจที่นำโปเกมอน โก ช่วยดึงคนเข้ามาใช้บริการ คือ ธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านอาหาร ฯลฯ ที่ต่างมองเห็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

บริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอน สยาม เซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอนถูกเลือกเป็นสถานที่ที่มีการติดตั้งโปเก สต็อป (Poke Stop) หรือปล่อยเลอร์ โมดูล (Lure Module) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอนที่จะเลือกติดตั้งโปเก สต็อป หรือปล่อยเลอร์ โมดูล ในสถานที่ที่มีทราฟฟิกจำนวนมาก อย่างไรก็ดีบริษัทอยากให้ผู้เล่นเกมโปเกมอนมีสติในการเล่น และเล่นเกมอย่างพอเหมาะพอควร

ในส่วนของบาร์บีคิวพลาซ่า ที่ต้องยกให้เป็นนักจับกระแสเพื่อทำการตลาดก็ไม่ปล่อยโอกาสทองนี้เช่นกัน โดย บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น กล่าวว่า การจับเอากระแสที่กำลังเป็นที่นิยมหรือพูดถึงสังคมหรือโลกโซเชียลมาทำการตลาดในแบบเรียลไทม์ มาร์เก็ตติ้ง (Real-Time Marketing) ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญของบริษัท

สำหรับโปเกมอน โกนั้น บริษัทได้ติดตามกระแสมาตั้งแต่แรก ด้วยการโพสต์อัพเดทในเพจบาร์บีคิวพลาซ่า เรื่องที่เกมโปเกมอน โก มาเปิดให้คนไทยได้เล่น จากนั้นก็มีการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ของร้านบาร์บีคิวพลาซ่ากับกระแสโปเกมอนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ลงไปทำการตลาดในเชิงลึกถึง
ขนาดเข้าไปร่วมกับเกมด้วยการที่ติดตั้งโปเก สต็อป หรือปล่อยเลอร์ โมดูล ที่ร้าน เพื่อให้คนเข้ามาจับโปเกมอนตลอดเวลา เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อมาที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า บริษัทอยากให้คนใส่ใจกับมื้ออาหาร กับคนที่ร่วมรับประทานอาหารด้วย ไม่ได้เข้ามาที่ร้านเพื่อใช้เวลาทั้งหมดเพื่อเล่นมือถือ

ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับทรูเพื่อนำลิขสิทธิ์โปเกมอน โก ไปทำการตลาด ด้วยการนำคาแรกเตอร์โปเกมอน ไปปล่อยในภายในร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น เชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารหลายแบรนด์สนใจที่จะทำในลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกับโออิชิ รวมทั้งยังเป็นการโหนกระแสสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจนวายและแซดที่เป็นกลุ่มนิยมเล่นเกมโปเกมอน

ขณะเดียวกันทางโออิชิยังมองถึงการนำคาแรกเตอร์โปเกมอนมาเป็นสินค้าพรีเมียม อาทิ จัดทำเป็นตุ๊กตา มองว่า โปเกมอนถือว่าเป็นโอกาสทางการตลาดที่จะผลักดันในด้านของยอดขาย การสร้างแบรนด์ ซึ่งขึ้นว่านักการตลาดจะนำไปใช้หรือสร้างสรรค์อย่างไร

ทั้งนี้ ในส่วนของตัวแทนด้านพาณิชย์ของโปเกมอน โก อย่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย ทรู กล่าวว่า โปเกมอน โก เป็นโอกาสมหาศาลในการกระตุ้นให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น พิซซ่า หรือ แมคโดนัลด์ ซึ่งโอกาสในการใช้สัญลักษณ์ของตัวการ์ตูนเหล่านี้จะทำให้คนพูดถึงและใช้งานได้เหมือนกัน ซึ่งในโลกนี้มีน้อยสิ่งที่คนทุกกลุ่มชอบเหมือนกัน ไม่แบ่งแยก และสามารถสื่อสารในสิ่งเดียวกันได้

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเวอร์ชั่น 2 และการอัพเกรดเวอร์ชั่นภาษาไทย รวมทั้งจะมีคำเตือนเป็นภาษาไทยด้วย เพื่อให้เล่นอย่างมีสติและอย่าเล่นอย่างโดดเดี่ยว ส่วนการขอความร่วมมือเรื่องการจัดการสถานที่ในการเล่นเกมนั้น ทางทรูได้คุยเบื้องต้นและขอความร่วมมือไปทางนินเทนโดแล้ว คาดว่าจะมีการอัพเกรดสถานที่ใหม่ในจุดที่มีการร้องขอไปไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นกระแสที่ทางผู้พัฒนาให้ความสำคัญอยู่แล้ว” พีรธน กล่าว

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจจากกว่า 50-60 สินค้า ที่ได้ยื่นขอนำลิขสิทธิ์โปเกมอน โก มาทำกิจกรรมจากบริษัทแม่ จากนี้คงต้องติดตามว่าสินค้าบริการไหนจะโหนกระแสได้เนียนกว่ากัน เพราะเป็นกิจกรรมตลาดต้นทุนน้อย แต่ทำให้ผลที่ได้จะกลับมาคุ้มค่ากว่าหลายเท่าตัว หรือถ้านี่เป็นเพียงแค่แฟชั่นแล้วหายไป คนที่ชิงทำตลาดก่อนก็ถือว่าได้เปรียบคู่แข่งไปก้าวหนึ่งแล้ว

 

แบนเกมไม่มีผลแนะอยู่ร่วมกัน อย่าขวางเด็กเล่นโปเกมอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 08:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448155

แบนเกมไม่มีผลแนะอยู่ร่วมกัน อย่าขวางเด็กเล่นโปเกมอน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โปเกมอน โก” กำลังสร้างกระแสนิยมไปทั่วทั้งโลก ภายหลังผู้พัฒนาเกมเปิดตัวให้ดาวน์โหลดได้ไม่ถึง 30 วัน พบว่าโกยรายได้ไปแล้วกว่า 6,960 ล้านบาท ทุบสถิติเกมอื่นแหลกละเอียด

สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งโหลดเล่นได้เพียง 1 สัปดาห์ กระแสนิยมกลับขยายกว้างอย่างรวดเร็ว หลากหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ ถนน ตรอก ซอก ซอย ฯลฯ ล้วนแต่ถูกแปรสภาพให้เป็นสถานที่จับมอนสเตอร์แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่ามุมหนึ่งเต็มไปด้วยความสนุกและเสียงสนับสนุน ทว่าอีกมุมหนึ่งก็หนักแน่นไปด้วยข้อกังวล นำมาสู่การพูดคุยผ่านเวทีเสวนา เรื่อง “Pokemon Go จะพาสังคมไทยไปทางไหน” โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

ผศ.วิษณุ โคตรจรัส อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า เกมโปเกมอน โก เป็นเกมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เล่นที่ทับซ้อนอยู่ในโลกของความจริง จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่นเป็นหลัก เพราะด้วยเนื้อหาของเกมไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่น

ผศ.วิษณุ อธิบายว่า รูปแบบการพัฒนาเกมโปเกมอน โก เป็นเทคโนโลยีที่เกมอื่นก็มีอยู่แล้ว เช่น การใช้ระบบตรวจสอบตำแหน่ง แผนที่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเชื่อมต่อสถานที่จริงเป็นฉาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อกระแสเกมนี้เข้ามาจนเป็นที่นิยมแล้ว จึงควรทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์กับเกมนี้ เช่น การส่งเสริมการขาย และบริการ

ผศ.พรรณรพี สุทธิวรรณ นักจิตวิทยาพัฒนาการด้านเด็กและวัยรุ่น คณะจิตวิทยา จุฬาฯ บอกว่า หากพิจารณาตามมุมมองของจิตวิทยาเด็ก ในขณะที่สังคมภายนอกตื่นตัวและกำลังพูดถึงเกม พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรห้ามลูกเล่น เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีและมีผลต่อความคิด ฉะนั้นผู้ปกครองควรเข้าใจ ยอมรับ และพร้อมเล่นไปกับเด็กเพื่ออธิบาย

“การที่ผู้ใหญ่พยายามเบี่ยงเบน ต่อต้าน หรือห้ามไม่ให้เด็กเล่น อาจทำให้เขาไม่ได้รับการยอมรับในสายตาเพื่อน และอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีสิ่งที่ได้เรียนรู้เหมือนกับเพื่อนๆ” ผศ.พรรณรพี ระบุ

นักจิตวิทยารายนี้ บอกอีกว่า เมื่อเกิดกระแสขึ้นผู้ใช้เทคโนโลยีควรรู้เท่าทันสื่อใหม่และพยายามหาโอกาสใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าเกมโปเกมอน โก จะเหมือนกับกระแสตุ๊กตาเฟอร์บี้ โรตีบอย ฯลฯ ที่มาเป็นช่วงๆ

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ นักวิชาการจิตเวชผู้ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออาการป่วยทางจิต จึงควรทำให้สถานการณ์มีความสมดุล เพราะไม่ว่าเกมนี้จะเข้ามาหรือไม่ก็มีปัญหาอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องสนใจก็คือเรื่องวินัยที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวเองให้ได้

นพ.ภุชงค์ ประเมินว่า กระแสเกมนี้ที่เข้ามาจะได้รับความนิยมในช่วงแรกเหมือนกับตอนที่สังคมให้ความนิยมกับคริสปี้ครีม แต่ภายหลังเมื่อสังคมได้รับรู้กระแสก็จะลดลงไปในระดับหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสที่เราจะทดสอบระบบในสังคมหลายอย่างว่าจะอยู่กับสิ่งนี้อย่างสมดุลได้อย่างไร

ทางด้านเจ้าของลิขสิทธิ์เกมในประเทศไทยอย่าง พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น  เล่าว่า ในหลายประเทศได้นำเกมไปพัฒนาการส่งเสริมการขายและการเชื่อมต่อสื่อสาร ดังนั้นเมื่อเกมเข้ามาในประเทศไทยจะเป็นโอกาสในการกระตุ้นธุรกิจ และในอนาคตคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาทำระบบข้อมูลเป็นภาษาไทย

“ตอนนี้ถือเป็นก้าวแรกในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเกมนี้ถูกวางแผนพัฒนาไว้ต่อเนื่องถึง 5 ปี ซึ่งช่วงต่อไปจะเป็นการพัฒนาให้ตอบสนองคนไทยมากขึ้น ฉะนั้นทุกคนควรพัฒนาการใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ให้เป็นประโยชน์” พีรธน พูดชัด

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราไม่อยู่ร่วมกับมันสิ่งนี้ก็จะอยู่ต่อไปอย่างนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจ ดังนั้นเราควรใช้ประโยชน์จากมัน

นพ.ประวิทย์ ยืนยันว่า การแบนไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ฉะนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนโลกนี้ให้ได้

 

โปเกมอนในไทยยังไปได้อีกไกลกดดันกูเกิลถอดสถานที่หวงห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447934

โปเกมอนในไทยยังไปได้อีกไกลกดดันกูเกิลถอดสถานที่หวงห้าม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สังคมไทยเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เกมโปเกมอน โก ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเมืองไทยเมื่อ วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่กี่วัน แต่กระแสของคนใน สังคมอย่างที่พบหลายพื้นที่ อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สวนสาธารณะ หน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั่ง ทำเนียบรัฐบาล พบว่ามีประชาชน เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ต่างก้มหน้าก้มตาจ้องจอโทรศัพท์มือถือ เพื่อตามจับโปเกมอนจนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์อย่างรวดเร็ว

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า กระแส เกมจับโปเกมอนบางพื้นที่ไม่เหมาะสม ล่อแหลม หรือสุ่มเสี่ยงเป็นอันตราย และสร้างความรำคาญหรือไม่ และควรหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงได้เชิญ ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกม มาให้ข้อมูลเพื่อเป็นการรับฟังว่า แอพพลิเคชั่น เกมโปเกมอน โก นี้มีผลกระทบกับเยาวชนหรือไม่และควรหาทางป้องกันแก้ปัญหาอย่างไร

พีรพัทธ์ นันนารารัตน์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพอินเตอร์ แอ็คทีฟ ผู้เชี่ยวชาญ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกม อธิบายวิวัฒนาการของเกมนี้ว่า เดิมโปเกมอน คือ ตัวการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลักษณะเป็นสัตว์ประหลาด ที่พกพาไปไหนได้ และถูกนำเข้ามาฉายในเมืองไทยช่วงปี 2547-2548 ดังนั้นเมื่อปัจจุบันมีการนำมาพัฒนาเป็นเกมเสมือนจริงจึงมีความแปลกใหม่กว่าเกมในมือถือ คอมพิวเตอร์ทั่วไป เพราะอาศัยสถานที่จริงเป็นฉากในเกม

ดังนั้นเมื่อกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดิมที่เคยติดตามอยู่ในยุคแรกได้ทดลองเล่นจึงทำให้การเล่นจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างที่เห็นว่าตามสถานที่สาธารณะ จุดใหญ่ๆ มักมีคนไปรวมกลุ่มกันจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากสถานที่เหล่านั้นถูกกำหนดให้มีตัวโปเกมอน หรือของรางวัลอยู่ซึ่งมีผลต่อการเล่นเกม

ส่วนการที่ผู้ผลิตเกมกำหนดจุด ส่วนใหญ่อยู่ตามศาลพระภูมินั้น พีรพัทธ์ อธิบายว่า เดิมผู้ผลิตเกมโปเกมอนนี้ เป็นเจ้าของเดียวกับผู้ผลิตเกมอินเกรสที่มีมาก่อน ซึ่งขณะนั้นผู้ผลิตเกม เปิดโอกาสให้ผู้เล่นแต่ละประเทศเสนอ สถานที่ ที่ต้องการให้เป็นจุดที่ผู้เล่นจะต้องไปรวมตัวกัน ซึ่งผู้เล่นหลายประเทศขณะนั้นได้ส่งจุดสัญลักษณ์สำคัญ เช่น รูปปั้นตามสถานที่ต่างๆ ไป แต่ผู้เล่น ในไทยได้เสนอศาลพระภูมิ เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมที่แปลกสำหรับต่างชาติและมีมากในเมืองไทย ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดที่ผู้ผลิตเกมดึงฐานข้อมูลนี้ไปใช้ และทำให้ศาลพระภูมิเป็นจุดที่พบ โปเกมอนอยู่มาก

“เมื่อผู้เล่นรู้ว่าที่ไหนมีโปเกมอนก็อยากไป ซึ่งที่รัฐสภา บริเวณศาลพระภูมิก็มี รวมถึงทำเนียบรัฐบาลก็คิดว่ามี รวมถึงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. ก็มี และก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้เล่นสนใจอยากเข้าไปเช่นกัน เพราะภาพรวมจุดที่มีโปเกมอนอยู่เป็นที่สาธารณะ” พีรพัทธ์ ระบุ

ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าการ เล่นจะเป็นการเก็บข้อมูลภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  หรือความมั่นคงหรือไม่นั้น ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาซอฟต์แวร์เกม ระบุว่า จากที่ตรวจสอบยังไม่พบว่ามีการเก็บข้อมูลภาพจากผู้เล่นไปใช้ แต่ระบบจะเก็บข้อมูลสถานที่โลเกชั่นบริเวณโดยรอบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในแผนที่จีพีเอสได้ ส่วนประเด็นการเก็บข้อมูลขณะนี้ คาดว่ายังไม่สามารถทำได้ แต่คิดว่าอนาคตถ้ามีการพัฒนาก็อาจไปถึงขั้นนั้นได้เช่นกัน

พีรพัทธ์ เปิดเผยว่า หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ ได้ทำเรื่องร้องไปถึงบริษัทผู้ผลิตเกมนี้ให้ถอดบางสถานที่ออกจากเกมแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเกมได้ดำเนินการถอดบางสถานที่ตามที่หลายประเทศร้อง ขอไป เช่น อนุสรณ์สถาน ดังนั้นคิดว่าถ้ารัฐบาลไทยต้องการมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัย ควรกำหนดพื้นที่หวงห้าม หรือพื้นที่ที่ต้องการเปิดให้ ผู้เล่นเข้าไปได้ และส่งเรื่องผ่านไปยังสำนักงาน กูเกิล ประเทศไทย เพื่อประสานขอให้ผู้ผลิตถอดบางพื้นที่ออกจากเกมโปเกมอน เนื่องจากบริษัท กูเกิล เป็นเจ้าของเงินบางส่วนในการพัฒนาเกมนี้

“สถานการณ์เกมโปเกมอนในไทยขณะนี้ มองว่าจะมีไปอีกสักระยะ เพราะขณะนี้เพิ่งอยู่ในช่วงแรก ซึ่งผู้ผลิตได้ปล่อยโปเกมอนออกมาเพียง 145 ตัวจากที่มีในเกมกว่า 700 ตัว หรือ 20% ดังนั้นคิดว่ากระแสเกมนี้จะมีไปอีกสักระยะ แต่คิดว่าต่อไปก็จะเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นเรื่องนี้ผู้เล่นควรจัดระเบียบพฤติกรรมการเล่นให้เหมาะสม” ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาซอฟต์แวร์เกม กล่าว

ขณะที่ มณเฑียร บุญตัน รอง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การควบคุมสถานที่การเล่นควรให้ทางสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.)ร่วมกับค่ายมือถือในการกำหนดพื้นที่ให้เหมาะสม แต่ในทางกลับกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรพัฒนาเกมโปเกมอนนี้ให้ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวด้วย

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หนึ่ง ในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับผู้ผลิตโปรแกรมให้ระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงตามสถานที่ต่างๆ แต่ภาพรวมทางตำรวจจะมีการตักเตือน ให้ คำแนะนำและเฝ้าระวัง ซึ่งไม่ควรเล่นขณะขับรถ หรือเดินทาง เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เกมโปเกมอนถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคม ที่มีทั้งแง่บวกและลบ อาทิ 1.อาจเสี่ยงถ้าไม่กำหนดพื้นที่ต้องห้ามให้ชัดเจน เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สถานที่เปลี่ยว 2.ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็น และ 3.อาจทำให้เสียเวลามากจนเกินไป ซึ่งจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นวันนี้ คิดว่าฝ่ายบริหารควรรีบดำเนินการกำหนดพื้นที่การเล่นให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับพื้นที่ของทางราชการ