วัดฝีมือรัฐบาลฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440888

วัดฝีมือรัฐบาลฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจรวมในครึ่งปีแรกอาจจะยังไม่ดีนัก แต่หากพิจารณาเป็นรายเดือนจะเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค.และ มิ.ย. รัฐบาลอาจจะใจชื้นที่เห็นเศรษฐกิจผงกหัวเพราะต้องงัดสารพัดมาตรการมากระตุกเศรษฐกิจ แต่ก็คงจะสบายใจได้ไม่นานเพราะเมื่อก้าวเข้าสู้ครึ่งปีหลัง ก็แทบไม่มีข่าวดีที่จะมาช่วยดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ง่ายๆ

ปัจจัยความผันผวนในประเทศ คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. 2559 และความไม่แน่นอนของโครงการลงทุนภาครัฐที่ประกาศจะลงนามในสัญญาก่อสร้างปีนี้ให้ได้ 7 โครงการ ซึ่งอาจทำไม่ได้ตามเวลาที่กำหนด

ทางด้านต่างประเทศแทบไม่มีปัจจัยบวกมาหนุนเศรษฐกิจไทยเลย ไล่ตั้งแต่อังกฤษออกสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่อาจส่งผลรุนแรงกว่าที่คาด หากประเทศสมาชิกอียูอื่นจะทำประชามติออกจากอียูบ้าง เพราะจะทำให้ค่าเงินปั่นป่วนทั่วโลก เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน การค้าและการลงทุนหยุดชะงักลงชั่วคราว การขยายตัวเศรษฐกิจและการค้าโลกลดลง

ผลของเบร็กซิตยังอาจทำให้นักท่องเที่ยวอียูที่เป็นกลุ่มคุณภาพสำคัญอันดับ 3 ของไทยลดลง เพราะค่าเงินปอนด์และค่าเงินอียูที่อ่อนค่า ทำให้ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวสูงขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือน พ.ย. 2559 ก็ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลกเช่นกัน อัตราดอกเบี้ยโลกที่เคยคาดกันว่าเป็นขาขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดับความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แต่ผลจากเบร็กซิตทำให้เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยอีก

ด้านพี่ใหญ่อย่างจีน ก็ต้องจับตาดูการแก้ปัญหาหนี้เอกชนที่อยู่ในอัตราสูงมากอย่างไร รวมทั้งอัตราหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของจีนจะเป็นอย่างไร หากการส่งออกหดตัวมากจนเกินไป

สำหรับมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่นเอง ก็ยังเจอปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจะใช้นโยบายค่าเงินอ่อนค่าเพื่อช่วยการส่งออกก็ทำไม่ได้มากนัก

ปัจจัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่ง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่า ไทยมีภูมิต้านทานเศรษฐกิจดีมาก ทั้งทางด้านฐานะการเงินการคลังของประเทศและสถาบันการเงินของไทยก็แข็งแรง มีเงินกองทุนและการสำรองหนี้สูงมากกว่ากฎหมายกำหนด

แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก และเมื่อรวมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วน่าจะขยายตัวได้ 3.1% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่โตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่ง ธปท.ประเมินเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันควรจะขยายตัวได้ถึง 3.5% แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตได้เท่านี้

“ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศมันยากขึ้น มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่จะต่อเนื่องจากเบร็กซิตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ซึ่ง ธปท.ยังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดให้รอบด้าน” จาตุรงค์ กล่าว

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง คือ ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าที่คาด อาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วย 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แม้ในไตรมาสแรกตัวเลขหนี้ครัวเรือนจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่ในช่วงที่เหลือยังมีโอกาสสูงขึ้นจากสินเชื่อที่ยังเติบโต 2.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และ 3.ปัญหาภัยแล้งที่มีโอกาสลากยาวจนสิ้นไตรมาส 3 ซึ่ง 3 ปัจจัยดังกล่าวกระทบกำลังซื้อประชาชนระดับฐานราก และ 4.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จากสภาพเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน รวมทั้งเสถียรภาพการเมืองในอนาคต

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงการลงทุนภาคเอกชนหดตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน แม้ไตรมาสแรกการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้ 2% แต่ก็กลับมาทรงตัวในไตรมาส 2 โดยแนวโน้มในครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงเห็นสัญญาณการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบหดตัว กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะนักลงทุนต่างชาติยังรอดูสถานการณ์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐล่าช้ากว่าแผน

แม้ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงหากเศรษฐกิจซึมยาวเป็นแอลเชพ (L Shape) เป็นเวลานาน อาจจะกระทบกับปัจจัยพื้นฐานได้ ยิ่งการลงทุนหดตัวนาน ทำให้ไม่เกิดการพัฒนานวัตกรรมเมื่อถึงเวลาที่โลกฟื้น ไทยอาจเติบโตได้ไม่ทันกับประเทศอื่น

ถึงจะมีแต่ปัจจับลบมากมายไปหมด แต่ก็ไม่ได้น่าตกใจเพราะเกือบ 20 ปีที่ไทยเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ได้เกิดการเรียนรู้ที่จะป้องกันและเอาตัวรอดจากผลกระทบของเศรษฐกิจ โดยมีการปฏิรูประบบกฎหมายการเงิน และการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ใหม่ทั้งหมด รวมทั้งการใช้มาตรการที่เข้มงวดของ ธปท.ในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ทำให้ไทยได้ผ่านมรสุมเศรษฐกิจโลกแรงๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง

ในปี 2551 ธนาคารเลห์แมน บราเธอร์ ประกาศล้มละลาย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซวนเซ เพราะไม่สามารถชำระหนี้ได้ มีผู้ถือตราสารการเงินของเลห์แมนทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ และสถาบันการเงินประสบปัญหาหนี้เสีย ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนทั้งโลก ประชาชนขาดความเชื่อมั่นแห่ถอนเงินจากประกันและธนาคารพาณิชย์ ถึงขั้นรัฐบาลหลายประเทศล้มไป เศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหาเดียวกับไทยช่วงที่ประสบกับวิกฤตต้มย้ำกุ้งในปี 2540

แต่ในช่วงวิกฤตเลห์แมนและต่อเนื่องมาเป็นวิกฤตซับไพรม์ เป็นโชคดีของประเทศไทยที่ ธปท.ยังควบคุมการซื้อพันธบัตรต่างประเทศของธนาคารไทย ทำให้มีสถาบันการเงินเสียหายไม่มากนัก เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย จึงเกิดการปรับโครงสร้างการส่งออก ที่เคยส่งไปสหรัฐมากก็กระจายไปยังตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและอาเซียน ทำให้ไทยได้รับผลกระทบในด้านการส่งออกที่ชะลอตัว แต่รัฐบาลในช่วงนั้นก็เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศขึ้นมาแทนการส่งออก และธนาคารพาณิชย์ก็ชะลอการปล่อยสินเชื่อในภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูง

ต่อมาในปี 2556 ก็เกิดวิกฤตหนี้ในอียูเนื่องจากกรีซ ซึ่งเป็นสมาชิกที่กู้เงินจากประเทศในอียูมากถึง 1.35 แสนล้านยูโร ได้ประกาศพักชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ทั้งหมด วิกฤตหนี้ในกรีซพ่นพิษไปถึงสถาบันการเงินในยุโรปซึ่งถือตราสารหนี้ของกรีซทุกแห่ง แม้ว่าการผิดนัดชำระหนี้ในทางเทคนิคของกรีซจะไม่แรงเหมือนคราวเลห์แมน บราเธอร์ล้มละลาย แต่ก็สร้างความเสียหายต่อตลาดเงิน ตลาดทุนและเศรษฐกิจของอียูไม่แพ้กัน

ในวิกฤตกรีซ ไทยก็ยังได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะไม่ได้ซื้อพันธบัตรของกรีซ ส่วนสถาบันการเงินอื่นในยุโรปที่ได้ซื้อสินทรัพย์ไว้ก็ไม่ได้รับความเสียหายในทันที แและไทยยังพึ่งพาตลาดส่งออกหลักคือจีน

อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ดูแล้วมีแนวโน้มจะเกิดวิกฤตรอบใหม่ เพียงแต่คาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ และมีความพยายามประคองให้ความรุนแรงของวิกฤตที่จะเกิดมีน้อยที่สุด

รัฐบาล คสช.เองก็ใช้นโยบายไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านวิกฤตมาก่อน ที่หวังพึ่งพาตัวเอง อาศัยการบริโภคและการลงทุนในประเทศดันเศรษฐกิจ เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไว้ และพยายามใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด  รวมถึงความพยายามเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

แต่ความยากลำบากก็คือ ไทยพึ่งพาจีนเป็นตลาดส่งออกมาก ในขณะที่จีนเองก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและได้รับผลกระทบจากเศษฐกิจโลก ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาจจะต้องทนลำบากไปสักพักจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น

ขณะนี้อนาคตเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง หากรัฐบาลใช้นโยบายไปถูกทาง ประเทศก็จะรอดจากเศรษฐกิจถดถอยไปได้

 

ม.44 แก้โจ๋ซ่าไม่ใช่สูตรสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440753

ม.44 แก้โจ๋ซ่าไม่ใช่สูตรสำเร็จ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหานักเรียนตีกัน รวมถึงเด็กแว้น ถือเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนในสังคมมานาน แม้ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะระดมความคิด หามาตรการต่างๆ มาใช้ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนเมื่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาได้ใช้ยาแรงออกคำสั่งพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่การแก้ปัญหาก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาเด็กแว้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งมาตรา 44 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2558 ห้ามรวมกลุ่มที่น่าจะนำไปสู่การแข่งรถ ผู้ปกครองต้องยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่สนับสนุนและยังครอบคลุมไปถึงร้านมอเตอร์ไซค์ หากพบมีการแต่งรถนำไปสู่การยุยงให้กระทำผิดก็ต้องมีโทษด้วย

แม้ผ่านมาเกือบ 1 ปี มีการจับกุมเด็กแว้นและรวบของกลางตามพื้นที่ต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังแก้ไม่หมด เช่นเดียวกับปัญหาเด็กอาชีวะตีกัน พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งตามมาตรา 44 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดนักศึกษาโรงเรียนอาชีวะย่านมีนบุรีแห่งหนึ่งก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่อริต่างสถาบัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ประเดิมถูกดำเนินคดีตามคำสั่งมาตรา 44 รายแรก

มุมมองของนักวิชาการอย่าง สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ฉายภาพว่า ทุกปัญหาของวัยรุ่นต้นเหตุมาจากทุนชีวิตที่อ่อนแอ คือ ทักษะ จิตสำนึก ทั้งต่อตนเองและสังคมรอบข้าง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยไม่มีการพัฒนาทักษะ จิตสำนึกดีพอ และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นก็มีความคึกคะนอง ดังนั้นทุกฝ่ายควรช่วยกันทำให้เด็กเกิดจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น

การนำมาตรา 44 มาใช้แก้ 2 ปัญหานี้ สุริยเดว บอกว่า ไม่ได้คัดค้านแนวคิดกฎระเบียบข้อบังคับดังกล่าว เพราะตามหลักจิตวิทยาถ้ามีเหตุทะเลาะวิวาทก็เป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสีย ซึ่งคำสั่งที่เจ้าหน้าที่สามารถกักตัวผู้ที่ทำผิดได้ 6 ชั่วโมงควบคู่กับดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องนี้ แต่คิดว่าระหว่างช่วงการควบคุมนอกจากจะต้องทำให้เยาวชนหยุดยั้งอารมณ์แล้ว ควรทำให้เกิดความนึกคิดได้ด้วย

สุริยเดว มองบทเรียนปัญหานี้ว่า ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะกับเยาวชนเท่านั้น เพราะปัจจุบันผู้ใหญ่ก็ใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้สังคม ครอบครัว ควรมีเวลาพูดคุยกัน ไม่ใช่ใช้แต่เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา เพราะมาตรา 44 เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย แต่มาตรการระยะกลางและยาว พ่อแม่ ครอบครัว สังคม ควรต้องแก้ปัญหานี้เช่นกัน เพื่อไม่ให้เด็กเข้าไปสู่ทางที่ไม่ดี

“รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่เลี้ยงลูก เพราะหน้าที่เลี้ยงลูกควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ แต่รัฐบาลควรทำหน้าที่สนับสนุนครอบครัว” สุริยเดว กล่าว

มนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก อธิบายสาเหตุของ 2 ปัญหาที่มีมายาวนานว่า เยาวชนมีความคึกคะนอง และเมื่อรวมกลุ่มกันก็ต้องการสร้างจุดเด่นการยอมรับให้กับตนเองในกลุ่มเพื่อน ประกอบกับเห็นแบบอย่างจากผู้ใหญ่ที่บางครั้งไม่คำถึงถึงกฎกติกาเช่นกัน จึงทำให้คิดว่าเมื่อได้รับการยอมรับก็จะทำให้รู้สึกอบอุ่น

ครูยุ่น กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่มีความต่อเนื่องในการปฏิบัติ ฉะนั้นการแก้ปัญหาระยะสั้นก็ควรต้องป้องปรามเพื่อไม่ให้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวผู้ใหญ่ควรคำนึงถึงเยาวชนรุ่นหลังที่มองอยู่ไม่ให้ได้รับการซึมซับค่านิยมที่ไม่ดี เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีความคึกคะนองอยู่แล้ว

ขณะที่การนำมาตรา 44 มาแก้ปัญหานี้ มนตรี มองว่า มาตรการที่ออกมาถือว่าดี เพราะกระตุ้นหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐในการติดตาม ตรวจสอบให้เข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งการนำกฎหมายมาใช้ควบคู่อย่างจริงจัง เห็นได้จากการนำมาใช้กับเด็กแว้น ก่อนหน้านี้สามารถแก้ปัญหาได้ลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นถ้าหากหมดยุค คสช. เบื้องต้นควรดำเนินการใช้มาตรการที่เข้มงวดนี้ต่อไป แต่ถึงอย่างไรในระยะยาวควรทำให้ทุกหน่วยสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตนเอง

มนตรี ทิ้งท้ายว่า การนำมาตรา 44 มาใช้นี้ ถือเป็นตัวสะท้อนว่าทำไมกฎหมายระดับมาตรการหน่วยงานที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

มุมมองของนักจิตวิทยา พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ อธิบายสาเหตุปัญหาเด็กแว้น และนักเรียนตีกันในมุมนักจิตวิทยาว่า มาจากครอบครัวที่ไม่ให้ความสนใจกับเด็ก จึงทำให้รู้สึกขาดความรักจนต้องออกไปหาเพื่อน ยิ่งเด็กสมัยนี้มีความคึกคะนอง จึงทำให้พฤติกรรมความรุนแรงของวัยรุ่นระบายออกมาชัดเจนมากขึ้น

“การแก้ปัญหาไม่มีความต่อเนื่อง ทำเฉพาะช่วงที่เป็นกระแสเกิดขึ้น ดังนั้นควรเอาจริงมากกว่านี้” พญ. มธุรดา อธิบายให้เห็นภาพ

การนำมาตรา 44 มาใช้ พญ.มธุรดา กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนการนำกฎหมายนี้มาใช้ เพราะเสมือนการนำกฎหมายมาเป็นกรอบและใช้การดูแลจากครอบครัวสังคมเข้าไปแก้ไขควบคู่กัน ซึ่งมองว่าจะได้ผลดี ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรทำต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะช่วง

 

เร่งผลักดัน กม.ซ้อม-อุ้มหาย ความยุติธรรมที่รอคอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440401

เร่งผลักดัน กม.ซ้อม-อุ้มหาย ความยุติธรรมที่รอคอย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การซ้อม ทรมาน อุ้มหายประชาชนของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งที่เคลือบแคลงจากสังคมมาโดยตลอดว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยกระทรวงยุติธรรมได้ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอยู่ในชั้นการตรวจสอบของกฤษฎีกาก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาออกเป็นกฎหมาย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและเครือข่าย หยิบประเด็นดังกล่าวยกมาพูดคุยในเวทีเสวนาเรื่อง “กฎหมายป้องกันทรมานกับความยุติธรรมที่รอคอย” เพื่อเป็นอีกเสียงสะท้อนหนึ่งถึงรัฐเพื่อขจัดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิ ซ้อม ทรมานเหล่านี้ให้หมดไป

แซม ซาริฟี ผู้อำนวยการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า คณะกรรมการนิติศาสตร์สากลฯ ยินดีที่รัฐบาลไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ที่ผลักดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสูญหาย เพราะถือเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีบางจุดที่ยังไม่ตรงกับกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อายุความมีเพียงแค่ 20 ปี แต่กฎหมายระหว่างประเทศไม่มีอายุความ นอกจากนี้มองว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องพยายามให้ผู้บังคับบัญชาพยายามป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลฯ จึงหวังว่าไทยจะรีบนำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้โดยเร็ว

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ควรร่างกฎหมายฉบับนี้ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมมากที่สุด เพราะบางมาตรายังไม่สอดคล้อง เช่น หน่วยงานต่างๆ ที่ถูกร้องเรียนมักจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและการนำองค์กรเหล่านี้เข้ามาน่าจะไม่ได้รับการไว้วางใจจากประชาชน รวมถึงควรกำหนดสัดส่วนของผู้หญิงและญาติของผู้เสียหายเข้าไปรับรู้และมีส่วนร่วมด้วย

อังคณา กล่าวว่า สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ การพิจารณาของ สนช.อาจมีข้อยกเว้นในส่วนที่ระบุว่า สามารถเลือกปฏิบัติได้หากเป็นเหตุความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งหวังว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่มีข้อยกเว้นในข้อนี้ ไม่เช่นนั้นกฎหมายฉบับนี้จะไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกันการทรมานอุ้มหายเต็มที่

ปกป้อง ศรีสนิท  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงกฎหมายฉบับนี้ว่ามีสาระสำคัญหลักๆ 4 ประเด็น คือ 1.เพื่อการลงโทษผู้ที่กระทำการทรมาน 2.ป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ในประเทศไทย 3.ให้มีอำนาจของกรรมการในการตรวจสอบ และ 4.จะเป็นกลไกการสืบสวนสอบสวนการทรมานให้เข้าถึง และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การเยียวยาอย่างละเอียด

สำหรับบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐมีการระบุไว้ชัดเจน รวมถึงผู้บังคับบัญชาด้วย ว่าถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาไปอุ้มประชาชนและหายไป ผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยต้องรับผิดชอบการกระทำนี้ด้วย

ปกป้อง กล่าวอีกว่า ภาพรวมกฎหมายฉบับนี้ได้อธิบายถึงการคุมขังในที่ลับว่าจะไม่มีอีกต่อไป ส่วนการนำตัวผู้ต้องสงสัยไปกระทำการใดๆ นั้นจะต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดสถานที่ ที่นำไปควบคุมไว้ให้ญาติทราบ รวมถึงศาลก็สามารถสั่งพิจารณาให้ปล่อยหรือปรับเปลี่ยนสถานที่คุมขังได้ โดยให้อำนาจศาลอาญามีอำนาจสูงสุดกว่าศาลทหาร ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสนับสนุน เพราะการทรมาน อุ้มหายเป็นสถานกาณ์ที่ร้ายแรงที่สุด

เสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้เสียหายอย่างบุญเรือง สุธีพันธุ์  มารดาของ ส.ท.กิตติกร สุธีพันธุ์ ทหารที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายมณฑลทหารบกที่ 25 จ.สุรินทร์ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาที่หลบหนี ได้เล่าด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือว่า สาเหตุที่ลูกของตัวเองต้องเสียชีวิตขณะถูกคุมขัง เพราะถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาที่หลบหนี ซึ่งระหว่างการถูกดำเนินคดีก็พยายามขอประกันตัวลูกชาย แต่ศาลมณฑลทหารบกไม่ให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จนต่อมาได้เสียชีวิตในเรือนจำ ซึ่งมองว่าเป็นการเสียชีวิตที่ผิดปกติ ดังนั้นอยากทราบว่าทำไม ลูกชายที่อยู่ระหว่างรับราชการและอยู่ในค่ายทหารซึ่งเป็นสถานที่ราชการถึงต้องตายด้วย

ขณะที่ญาติผู้ต้องหาที่เสียชีวิตอีกคนระหว่างถูกควบคุมตัว วาสนา เกิดแก้ว มารดานายอนัน เกิดแก้ว ผู้ต้องหาที่เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาในคดียาเสพติด เล่าว่า ตำรวจแจ้งว่าหมดสติในห้องขังก่อนนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และเมื่อผ่าพิสูจน์ศพก็พบว่าร่างกายมีเลือดคลั่งในปอด ร่างกายมีบาดแผล ต่อมาตำรวจพยายามเข้ามาติดต่อเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือหลายครั้ง แต่ต้องแลกกับการเซ็นเอกสารบางอย่าง จึงขอความเป็นธรรมว่าอย่าให้ลูกชายตายฟรี

อีกรายเป็นผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่  ยีซะ ซาแม ผู้นำเครือข่ายปกป้องสิทธิมนุษยชนปัตตานี  เล่าว่า สมัยที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ จ.ยะลา เมื่อปี 2551 เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และถูกซ้อม ทรมาน อาทิ ถูกจับแก้ผ้าและนำไปขังไว้ในห้องเย็น รวมถึงเอาตัวเองไปผูกไว้ที่เสาไฟฟ้าแรงสูง  เพื่อให้ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสถานการณ์ในพื้นที่ แต่หลังจากที่ถูกปล่อยตัวก็พยายามดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ กระทั่งมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็ยังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด

เดวิด เองสตอร์มส นักสังคมสงเคราะห์ ด้านการเยียวยาผู้เสียหาย กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงนอกจากจะทำให้เกิดบาดแผลทางร่างกายแล้ว ยังทำให้เกิดแผลทางจิตซึ่งยากที่จะเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติแบบเดิม ดังนั้นนอกเหนือจาการให้ความยุติธรรมแล้ว รัฐควรสนับสนุนให้ผู้ที่รอดจากการทรมานได้รับการฟื้นฟูทางด้านจิตใจเช่นกัน

ท้ายนี้ต้องติดตามว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายออกมาบังคับใช้ จะสามารถดำเนินการลดปัญหาการซ้อม ขัง ทรมาน อุ้มหายได้หรือไม่

 

ย้อนรอย 1 ปี คดีหุ้นมรณะ”ชูวงษ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440145

ย้อนรอย 1 ปี คดีหุ้นมรณะ"ชูวงษ์"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผ่านมาครบ 1 ปี คดีของ “ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง” นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับหมื่นล้าน เพิ่งจะมีความคืบหน้าสำคัญ อย่างการออกหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เพื่อนสนิท อดีตนักการเมืองดัง และอดีต รมช.พาณิชย์

ปฐมบทของคดีฆาตกรรมอำพรางชูวงษ์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2558 หลัง ศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาชูวงษ์ ได้รับแจ้งว่า ชูวงษ์ บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะชูวงษ์ นั่งรถยนต์เลกซัสของ พ.ต.ท.บรรยิน บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เนื่องจากมีรถยนต์ปาดหน้า ทำให้ พ.ต.ท.บรรยิน ต้องหักหลบรถยนต์กะทันหัน ก่อนพุ่งชนต้นไม้จนชูวงษ์เสียชีวิต

จุดนี้ พ.ต.ท.บรรยิน ให้การกับตำรวจว่า เหตุที่ ชูวงษ์ เสียชีวิต อาจเป็นเพราะไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัย และหลังจากนั้น ระหว่างสวดพระอภิธรรมศพ 7 วัน พ.ต.ท.บรรยิน ก็เดินทางมาร่วมฟังสวดด้วยตลอด

หลังผ่านพิธีพระราชทานเพลิงศพ ครอบครัวกลับพบความผิดปกติ เนื่องจาก ทนายความ ภรรยา และบุตรชาย พบหนังสือแจ้งรายงานการซื้อขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ AECS ถูกวางไว้ในห้องทำงาน รวมถึงเจอรายงานการขายหุ้นจำนวนมากไปให้บุคคลอื่น

ครอบครัวและทนายจึงเริ่มติดตามพยาน-หลักฐานจนพบพิรุธหลายประการ และเริ่มมอบหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ซึ่งด่วนสรุปไปก่อนหน้าแล้วว่าเป็นคดีอุบัติเหตุ

แม้ศพจะถูกเผาตามพิธีไปแล้ว แต่ภาพถ่ายที่มีและผลพิสูจน์พบว่ามีรอยกระแทกจากของแข็งจนกระดูกคอหัก รวมถึงมีลำคอคล้ายถูกรัด นอกจากนี้จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญยังพบว่า รถยนต์ น่าจะชนด้วยความเร็วเพียง 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รวมถึงยังพบพิรุธ เนื่องจากรถเลกซัสได้หายจากเส้นทางไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง จึงกลับมาโผล่บนถนนสายหลักอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนานพอที่จะนาตัวชูวงษ์ไปก่อเหตุฆาตกรรมอำพราง จนอาจพอตั้งข้อสันนิษฐานเป็นคดีฆาตกรรมได้

เช่นเดียวกับหลักฐานการ “โกงหุ้น” ที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้อีกมากเช่นเดียวกัน

ผู้อยู่ในข่ายต้องสงสัยทั้งหมด 4 คน คือ กัญฐณา ศิวาธนพล พริตตี้ อุรชา วชิรกุลฑล โบรกเกอร์ ศรีธรา พรหมา มารดา อุรชา และ พ.ต.ท.บรรยิน

เจ้าหน้าที่กองปราบฯรวบรวมหลักฐานพบว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ร่วมกันโอนหุ้น AECS ให้กับ ศรีธรา ผ่านอุรชา ที่เป็นโบรกเกอร์และขายไปด้วยมูลค่า 40 ล้านบาท

ถัดจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ ผู้ต้องสงสัยยังร่วมกันปลอมแปลงเอกสารขายหุ้นบริษัท โอเอสเค จำนวน 9.5 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 84 ล้านบาท สามารถเบิกไปได้ 24 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 56 ล้านบาท ถูกเจ้าหน้าที่อายัดไว้ก่อน ขณะเดียวกันยังพบหลักฐาน เป็นทรัพย์สินจากหุ้นของชูวงษ์ที่ยังไม่ได้ขายและที่ขายเป็นเงินสดไปแล้ว 200 ล้านบาท

คดีแรกที่กองปราบปรามแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ ข้อหา “ลักทรัพย์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอมหรือรับของโจร” โดยมีผู้ต้องหา 3 คน คือ  กัญฐณา อุรชา และ ศรีธรา ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยิน ติดต่อขอมอบตัวเอง โดยหลังจากนั้นทั้งหมดได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว

ส่วนคดี “ฆาตกรรมอำพราง” ยังคงเงียบงันนานเกือบ 1 ปี กระทั่งวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ครอบครัวของชูวงษ์ เพิ่งตั้งโต๊ะแถลงเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ภายหลังอัยการสั่งไม่ฟ้องกลุ่มคนเหล่านี้

“ช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลแปลกหน้าเข้ามาคุกคามครอบครัวเสมอ แต่ก็ไม่ย่อท้อแต่อย่างใด และไม่ขอเจรจากับใครทั้งสิ้น” ภรรยาของชูวงษ์ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.

ในที่สุด ศาลก็อนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คล้อยหลังครอบครัวชูวงษ์ตั้งโต๊ะแถลงข่าวความ คืบหน้าคดีเพียง 2 วันเท่านั้น

ปมสำคัญในคดียังไม่คลี่คลาย เมื่อ พ.ต.ท. บรรยิน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหา ไม่ยอมให้การใดๆ กับตำรวจ โดยจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

เส้นทางคดีนี้ยังคงอีกยาวไกล

 

ดราม่าไล่แรงงานเมียนมา เมื่อคนไทย “ไม่เข้าใจ” เพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440108

ดราม่าไล่แรงงานเมียนมา เมื่อคนไทย "ไม่เข้าใจ" เพื่อนบ้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“แม่ครับพวกเราถูกคุกคามและละเมิดสิทธิหลายอย่าง” “แม่คือความหวังของเรา” “เรารักแม่”  ข้อความบนป้ายเรียกร้องจากพี่น้องชาวเมียนมาถึง อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ขณะเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังในสถานะที่เป็นอยู่ในเมืองไทย

วันนี้สังคมกำลังถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและดุเดือดถึง “ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการและคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ” หลังมีหลายคนเห็นว่า การเรียกร้องครั้งนี้นั้นมากเกินไปหรือเปล่า ?

ขอเรื่องเดิม สิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับ

เนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์กันนั้น ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ได้ออกมาจากปาก ออง ซาน ซูจี แต่ถูกเสนอโดย NGO หรือ องค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ด้านแรงงานข้ามชาติหลายองค์กร ซึ่งจะยื่นข้อเรียกร้องผ่านเจ้าหน้าที่ทางการเมียนมาที่เดินทางมากับซูจี

โดยประเด็นหลัก 5 ข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ

1.ขอให้รัฐบาลไทยร่วมกับเมียนมาเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามรอบใหม่ โดยพัฒนากระบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามให้เป็นผู้ที่มีสถานะคนเข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย ลดขั้นตอนที่มีความสลับซับซ้อน เพื่อความสะดวกต่อการดำเนินการของแรงงานข้ามชาติ

2.ขอให้ทางการเมียนมาประสานงานกับทางการไทยติดตามและบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างไทยจ่ายค่าจ้างตามข้อกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

3.ขอให้เมียนมา ประสานทางการไทยเพื่อให้สิทธิแรงงานเมียนมาที่มีบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราวหรือบัตรสีชมพูสามารถเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ได้ แทนที่จะอยู่เพียงแค่ในพื้นที่จังหวัดที่ทำงานเท่านั้น

4.ลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมานำเข้าแรงงานมาทำงานในไทยโดยผ่านระบบรัฐต่อรัฐ เพื่อตัดวงจรนายหน้าและขบวนการค้ามนุษย์

5.ขอให้ประเทศไทยจัดระบบสาธารณะสุขให้กับแรงงานเมียนมา และระบบการศึกษาแก่เด็กๆ รวมทั้งสามารถเทียบโอนวุฒิการศึกษาระหว่างทั้งสองประเทศได้

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ บอกว่า ข้อเสนอทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้วตามกฎหมาย เพียงแต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงและจริงจัง จนทำให้เกิดการเรียกร้องขึ้นในวาระการเดินทางมาของซูจี คนจำนวนมากไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นเรื่องใหม่

เรื่องค่าแรง 300 บาท ตามกฎหมาย พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คุ้มครองแรงงานอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือต่างด้าว แต่ปัจจุบันนายจ้างผู้ประกอบการบางกลุ่มจ่ายไม่ถึง 300 บาท เขาเลยเรียกร้องให้เร่งรัดหรือจัดการตรวจสอบและบังคับให้ปฎิบัติตามกฎหมาย

เรื่องการพิสูจน์สัญชาติ ข้อเสนอนี้กำลังเรียกร้องให้ทางการเมียนมาร่วมมือกับรัฐบาลไทย จัดทำเอกสารส่วนบุคคลพิสูจน์ตัวตนให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อนำแรงงานเข้าสู่ระบบจนสามารถตรวจสอบติดตามได้ มองอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

เรื่องการขออนุญาตเดินทางออกนอกพื้นที่ของแรงงานเมียนมาที่มีบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราวหรือบัตรสีชมพู เเม้จะถือเป็นเรื่องใหม่แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกเขาต้องการที่จะเดินทางได้ทั่วประเทศเหมือนกับกลุ่มที่ถือพาสปอร์ตเข้ามา เรื่องนี้อยู่บนพื้นฐานที่รัฐบาลไทยพิจาณาได้ ประเด็นสำคัญคือทุกวันนี้หลายคนเดินทางออกนอกพื้นที่ด้วยความจำเป็นมักจะถูกเรียกเก็บเบี้ยใบ้รายทางจากเจ้าหน้าที่บางส่วน

เรื่องการนำเข้าแรงงานระหว่างรัฐต่อรัฐ ข้อนี้เรียกร้องเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ หรือกลุ่มนายหน้า ซึ่งประเทศไทยถูกทั่วโลกจับตาและเฝ้าระวังมาตลอด โดยนายหน้าพวกนี้อาจมีความเชื่อมโยงไปยังเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

เรื่องการศึกษา ทุกคนนั้นสามารถเรียนได้หมดอย่างเสมอภาคจนถึงระดับสูงสุดตามกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ประกาศตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เพียงแต่มีสถานศึกษาบางแห่งเท่านั้นที่ยังไม่ปฎิบัติตาม ส่วนเรื่องการเทียบวุฒิก็ถือเป็นเรื่องพื้นฐาน เหมือนกับชาวไทยไปเรียนตะวันตก และเทียบวุฒิกลับมาเรียนต่อในเมืองไทย

“ทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานมาก เพียงแต่หลายคนไม่มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนเมียนมา ใจดำและเห็นแก่ตัวมากเกินไป เราต้องยอมรับว่า สังคมที่อยู่กันอย่างสงบสุข ต้องมีความใจกว้าง คบคนมาก เข้าใจคนมาก คุณก็จะได้รับสังคมที่ดีกว่า ที่ผ่านมาเราเองนั่นแหละที่เริ่มต้นไปดึงชาวเมียนมาเข้ามาทำงาน ต้องการเขาจนเกิดขบวนการหากินกับเรื่องเหล่านี้แบบผิดกฎหมาย”

ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ สรุปว่า คนไทยไม่รู้จักตัวเองดีพอ ถกเถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด เช่น เรื่องแรงงานเมียนมาไม่เสียภาษีให้รัฐ ทั้งที่ข้อเท็จจริง เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถูกเรียกเก็บจากสินค้าและบริการต่างๆ เท่าคนไทย ส่วนทางตรงพวกเขามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายให้สรรพากร ซึ่งก็เหมือนคนไทยจำนวนมากเช่นกัน

ใครมีรายได้บนแผ่นดินนี้มากก็เก็บมาก มีน้อยก็เก็บน้อย ภาษีไม่ได้เลือกชนชั้น คนที่ไล่เขาวันนี้ ไม่ใช่พวกผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่ได้คลุกคลีและเห็นว่าแรงงานพวกนี้คือคนสำคัญ

คนเมียนมาเข้าใจดีว่า “คนไทย” ไม่ชอบเขา

ความฝันของแรงงานชาวเมียนมาทุกราย คือการได้รับสิทธิตามกฎหมาย ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรม และถูกคนไทยมองเป็นมนุษย์เท่าๆ กัน

อดิศร เกิดมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ จากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ยืนยันว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่ออกมา เกิดจากการคลุกคลีติดตามและลงลึกเกี่ยวกับ คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ของแรงงาน อย่างไรก็ตามการถกเถียงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้เห็นว่าเริ่มมีคนเข้าใจประเด็นแรงงานมากขึ้นแล้ว

“ผมเห็นว่ามีคนเข้าใจเรื่องนี้กว่าในอดีตมาก ถึงแม้จะมีคนต่อต้านจำนวนมากอยู่ด้วยก็ตาม สิ่งที่ถกเถียง เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า คนเหล่านี้รู้สึกว่า ถ้าคุณเป็นคนนอก ไม่ควรมาเรียกร้องอะไรเยอะแยะในบ้านเมืองเรา ซึ่งหากเราเปิดใจมองข้อเท็จจริง จะพบว่า ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้เกินเลยจากที่กฎหมายมีอยู่ และเป็นเพียงการเรียกร้องให้บังคับใช้อย่างเข้มงวดเท่านั้นเอง ฉะนั้นสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความเข้าใจสังคมที่แตกต่างกัน”

อดิศร เห็นว่า การแสดงออกของคนไทยที่มีต่อชาวเมียนมา นั้นมีเรื่องของการเมืองและชาตินิยมในยุคปัจจุบันเข้ามาปะปนด้วย โดยประเมินว่าหากข้อเรียกร้องเหล่านี้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลอื่น กระแสชาตินิยมไม่น่าจะรุนแรงเหมือนที่เห็น

“เราถกเถียงด้วยเหตุผลน้อยลง และไม่ศึกษาในสิ่งที่เราจะถกเถียง ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลเหล่านี้สามารถเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเรื่องภาษี ค่าแรง ระบบสุขภาพ การศึกษา และการพิสูจน์ตัวตน”

ทั้งนี้เรื่องน่าเป็นห่วงในการเเสดงความคิดเห็นทางโซเชียลมีเดียก็คือ คำพูดหยาบคายและไม่ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

อดิศร บอกว่า การพูดและมองคนอื่นแบบกดขี่ ไม่ดีต่อตัวเองและภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยเฉพาะการไปต่อว่าต่อขาน อองซาน ซูจี ด้วยข้อความหยาบคาย เป็นการแสดงออกถึงความไม่ให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่เขาเป็นผู้นำระดับสูง นึกถึงวันหนึ่ง หากผู้นำระดับสูงของประเทศไทย เดินทางไปเมืองนอก แล้วถูกด่าทอ เสียๆ หายๆ ชาวไทยก็คงไม่พอใจเช่นกันเพราะนั่นเท่ากับการไม่ให้เกียรติคนไทย

จากการทำงานร่วมกับแรงงานเมียนมามาเนิ่นนานหลายปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ รายนี้บอกให้ฟังว่า ชาวเมียนมาเข้าใจดีมาตลอดว่าคนไทยไม่ชอบและรู้สึกไม่ดีต่อพวกเขา แต่ไม่ได้ฝังใจหรือเคียดแค้น เพราะรู้ดีว่ามาอาศัยแผ่นดินคนอื่นหากิน ทำให้พร้อมจะให้อภัยคนไทยและอธิบายเสมอว่าทำไมต้องมาทำงาน รวมทั้งทำไมต้องเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับ ขอเพียงคนไทยเปิดโอกาสรับฟังเสียงของพวกเขาอย่างไร้อคติ

“พวกเขาเข้าใจว่า คนไทยเกลียดเขาเพราะสองเรื่องหลัก คือประวัติศาสตร์การสู้รบในอดีต ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเกลียดกันถึงวันนี้ด้วย บริบทต่างๆ ในยุคสมัยนั้นแตกต่างอย่างสิ้งเชิง สองคนไทยไม่ชอบที่พวกเขามาแย่งงานอาชีพ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง งานที่เขาทำ คนไทยไม่ทำ ทั้งแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ก่อสร้าง และงานอื่นๆ ที่สกปรกหรือเสี่ยงภัย ทุกวันนี้พวกเขารู้สึกต่ำต้อยไปโดยปริยาย เเต่พูดตรงๆ เขาให้เกียรติคนไทยค่อนข้างมากและไม่ถือสาหาความ ยกเว้นรุนแรงจริงๆ คงไม่ยอม”

ทั้งนี้หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเมียนมา รัฐบาลที่ถูกบริหารโดย ออง ซาน ซูจี กระตือรือร้นมาขึ้นในการจัดการปัญหาแรงงาน โดยอดิศร บอกว่า ข้อตกลงหลายเรื่องที่มีการแก้ไขในสาระสำคัญค่อนข้างก้าวหน้า ตัวอย่างเช่น ให้จัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าร่วมกับทางการไทย โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการอบรม ให้ความรู้แก่แรงงานที่จะไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิ การเข้าถึงกลไกการคุ้มครองสิทธิในประเทศปลายทาง ตลอดจนภาษา วัฒนธรรม เพื่อสามารถอยู่ในไทยได้อย่างมีคุณภาพ , กำหนดหน้าที่ของบริษัทจัดหางานจากทั้งสองประเทศ โดยมีระบบการตรวจสอบที่ดีและโปร่งใส  ตลอดจนระยะเวลาในการทำงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย ที่จะขยายเวลาในการทำงานได้นานขึ้นหรือปรับเวลากลับบ้านเกิดน้อยลง เพื่อตอบสนองวงจรในการทำงาน

“เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ถึงแม้เราจะไม่ชอบ เนื่องจากผลประโยชน์ทั้งหมดจากการพัฒนาแรงงาน เป็นผลดีต่อสังคมไทยทั้งสิ้น” ชายหนุ่มจากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) สรุป

อย่ามองเขาเป็นเพียงกรรมกร เเต่ให้เห็นเป็นมนุษย์

ข้อมูลจากกรมการจัดหางานล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่า ปัจจุบันมีเเรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกว่า 1.4 ล้านคน เเทบทั้งหมดเป็นเเรงงานไร้ฝีมือ โดยมีการประเมินว่าหากรวมเเรงงานที่อยู่นอกกฎหมายด้วยเเล้ว ตัวเลขอาจสูงถึง 4 ล้านคน

สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ แอลพีเอ็น (LPN) มองปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจบริบทด้านแรงงานที่มีเรื่องชาตินิยมเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกัน

“ข้อความต่างๆ ทำให้เรามองเห็นภาวะของจิตใจมนุษย์พอสมควร เขาไม่ได้ตระหนักถึงประโยชน์ร่วมกันในอนาคตของทั้งสองประเทศ ทั้งที่มันมีผลในแง่ดีกับเรา ปัจจุบันไทยยังต้องการพวกเขาเข้ามาเป็นแรงงานจำนวนมาก เพราะหลายอาชีพก็ทราบกันดีว่าคนไทยไม่ทำ เมื่อเอาเขามาอยู่ หากไม่มีแนวทางปฎิบิตที่ดีหรือเหมาะสม ประเทศจะเจริญและได้รับการตอบรับที่ดีจากสังคมโลกได้อย่างไร”

ผอ.แอลพีเอ็น เห็นว่า ถึงเวลาที่คนไทยควรเปิดกว้าง ไม่คับแคบในการมองประเด็น ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับเลือกปฎิบัติต่อมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า คุณพร้อมจะกดขี่หรือปฎิบัติไม่ดีต่อเขา

“ถ้าจะเอาเขาอยู่ คุณก็ต้องดูแลเขา ใช้แรงเขา ก็ต้องตอบแทนด้วยเงินที่เป็นธรรม หากมีลักษณะความคิดกดขี่ กดทับ และเลือกปฎิบัติ เเบบนั้นสังคมไทยไปไม่รอด หรือหากจะมองมิติด้านความมั่นคง ต้องเอาความมั่นคงของมนุษย์ที่ขึ้นอยู่กับรายได้ การศึกษาและสุขภาพเข้าไปรวมด้วย สิ่งที่พัฒนาเป็นความมั่นคงทั้งสิ้น ถ้าดูแลดี เราก็ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น จดทะเบียนแรงงาน ที่ทำให้ทราบถึงตัวตนที่ชัดเจน ส่งผลดีต่อการติดตามหากเกิดปัญหา หรือการให้การศึกษา ประกันสุขภาพ เเละพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานกับเขา เรื่องเหล่านี้ ย้อนกลับมาเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจประเทศทั้งสิ้น

ปัญหาเรื่องมนุษย์ ต้องเปลี่ยนมุมมองจากภาระเป็นพลัง จัดการให้เป็นทรัพยากรที่มีค่า อย่ามองเขาเป็นเพียงกรรมกร แต่ให้เห็นคนเป็นคน มีความคิด มีการพัฒนาและเข้ามาทดแทนแรงงานหรืออาชีพทีคนไทยไม่ทำ อย่างน้อยที่สุด ตอบแทนและให้สิทธิตามกรอบกติกาสากลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน”

ทุกการถกเถียงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศชาติ ถอดอคติและการกดขี่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ พูดง่ายๆว่า นึกถึงใจเขาใจเรา

 

หวั่นพรบ.คอมพ์ฉบับแก้ไข คุกคามเสรีภาพบนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439900

หวั่นพรบ.คอมพ์ฉบับแก้ไข คุกคามเสรีภาพบนโลกออนไลน์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง “เสรีภาพออนไลน์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” จัดขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิทธิเสรีภาพประชาชนบนโลกออนไลน์จากการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวขึ้นมาแสดงความเป็นห่วง เพราะเกรงว่ารัฐจะใช้อำนาจคุกคามสื่อและประชาชนผ่านกฎหมายฉบับนี้

โดยเฉพาะมาตรา 14 ของหมวดความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่เขียนค่อนข้างคลุมเครือ จากที่ระบุว่า หากมีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ผู้ใดกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสมาชิก สนช. อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้พอสมควร เพราะบางส่วนคิดว่าตัวกฎหมายละเมิดสิทธิประชาชนมาก โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท เพราะอาจถูกตีความ ขยายผล เนื่องจากแต่ละมาตรามีขอบเขตของกฎหมายที่ไม่ชัดเจน

ขณะเดียวกัน เรื่องคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่ง รมว.ไอซีที เป็นคนตั้งไปเปรียบเทียบปรับความผิดเกี่ยวกับการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเด็นนี้ดูเหมือนหลายคนไม่สบายใจเพราะให้อำนาจรัฐมากเกินไป แต่อีกฝั่งก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะหากดูในเจตนารมณ์ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบปรับจะใช้ได้ผลดี และลดภาระงานของตำรวจ แต่หลายคนเห็นว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นอาญาในตัวทันที เพราะผู้มีอำนาจมีสิทธิในการปรับได้ ซึ่งอาจจะพูดคุยกันในชั้นต่อไป

สาวตรี สุขศรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นถึงเสรีภาพบนฐานของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า ต้องเข้าใจกันก่อนว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ถือเป็นอีกอำนาจหนึ่งของรัฐบาลที่นำมาใช้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์ ซึ่งฝ่ายรัฐเป็นผู้ร้องขอ ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในรายมาตรา เช่น มาตรา 14 (1) ก็เขียนเอาไว้เป็นลักษณะของการให้สิทธิการฟ้องร้องที่ผู้ฟ้องมุ่งประสงค์ให้ปิดปาก ทั้งปิดปากสื่อมวลชน หรือกลุ่มคนที่จะสืบสวนหาความจริงในเรื่องสาธารณะ ไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดๆ เช่นที่เกิดขึ้นกับการตรวจสอบกองทัพเรือของสำนักข่าวภูเก็ตหวานที่ผ่านมา

สาวตรี กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นคือ มาตรา 14 (1) อยู่ในหมวดการเผยแพร่เนื้อหา ไม่ใช่การฉ้อโกงหลอกลวง ซึ่งเป็นนิยามที่แท้จริงของกฎหมาย ที่ต้องการอุดช่องว่างการปลอมแปลงเอกสารหรือข้อมูลในยุคออนไลน์ ไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการเอาผิดเรื่องหมิ่นประมาท แต่เมื่อมารวมกันเอาไว้ในเรื่องหมิ่นประมาท ทำให้ดุลนิพิจการตีความของเจ้าหน้าที่อาจจะมีปัญหาได้ ดังนั้นตรงนี้ควรแยกออกมา

ขณะเดียวกัน ตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ แม้แต่การถือครองข้อมูลที่รัฐไม่ต้องการก็เป็นความผิดด้วย เรียกง่ายๆ ว่าข้อมูลอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้มีการเผยแพร่ ก็มีความผิดเช่นกัน ผิดทั้งจำและปรับ ไม่ว่าจะเป็นภาพตัดต่อล้อเลียน หรือข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ถ้าคุณครอบครองภาพลามกอนาจารในเด็กก็มีความผิดด้วย

จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน จากคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า เสรีภาพการแสดงความเห็นนั้น หากไปก่ออันตรายต่อคนอื่น ก็ต้องจำกัดมันเอาไว้ เพราะมันไปก่อความเสียหายกับบุคคลอื่นๆ และต่อสาธารณะ

“บางอย่างให้เสรีภาพเกินไปอาจสร้างปัญหาใหญ่หลวงตามมา แต่บางอย่างก็ไม่ควรปิดกั้นความเห็นของประชาชนเช่นกัน” จอมพล กล่าว

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จากไทยเน็ต ที่ร่วมเวทีเสวนาด้วย เสริมว่าความคืบหน้าของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ล่าสุดคณะกรรมาธิการวิสามัญ สนช. พิจารณาถึงมาตรา 17 จากทั้งหมด 19 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ที่เห็นปัญหาคือ มาตรา 14 (2) คณะกรรมาธิการกฤษฎีกาที่เขียนกฎหมาย มีความตั้งใจไม่ให้การนำเข้าข้อมูลเท็จหรือไม่ดีเข้าสู่ระบบ และผลทำให้ระบบสาธารณูปโภคของประเทศเสียหายจะต้องเป็นความผิดร้ายแรง แต่เมื่อมาดูในตัวบทกฎหมายแล้วมันไม่ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจอีก หากจะให้เป็นเรื่องกระทบโครงสร้างพื้นฐานจริงๆ อาจจะใช้ตัวแบบกฎหมายของต่างประเทศที่พูดถึงเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้ก็น่าจะเป็นไปได้ และสร้างความชัดเจนไปว่าสิ่งใดผิด เพราะอะไร

ขณะที่มาตรา 15 และมาตรา 20 ที่คนสนใจอย่างมาก คือ ให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศเพิ่มเติมได้ในการระงับข้อมูล ลบข้อมูล จะมีข้อน่ากังวลอยู่ เพราะใครคือคณะกรรมการ ใครคือเจ้าหน้าที่ ตรงนี้ไม่มีความชัดเจน อีกทั้งยังมีโอกาสเหมือนกันในการออกประกาศเพิ่มเติม และจะทำให้อำนาจของกฎหมายขยายออกไปมากขึ้นอีกจากกฎหมายหลักที่ให้อำนาจเอาไว้

อีกมุมจากผู้บังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  พ.ต.อ.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผู้กำกับการสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญกรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาของการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะมีการแก้ไขในปัจจุบัน มีการพิจารณาคดีโดยการรับเรื่องราวร้องทุกข์มากมหาศาล ขณะเดียวกันด้วยบุคลากร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญมีอยู่เพียงแค่ 200 คน หากนับแค่พนักงานสอบสวนของ บก.ปอท.ก็มีเพียงแค่ 30 คน ซึ่งจำนวนนี้ก็ย้ายเข้าย้ายออกตามวาระ อีกทั้งหลายครั้งการบังคับใช้กฎหมายสำหรับตำรวจเป็นไปได้ยากพอสมควร เพราะต้องใช้ดุลพินิจส่วนตัวในการพิจารณาคดี ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าเราไม่มีความรู้ ไม่มีแนวทางให้ศึกษาตามฎีกา หรือมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์อยู่ในองค์กร

“ถึงวันนี้ต้องยอมรับและพูดความจริง ปอท.ต้องการคนที่มีความรู้เฉพาะทาง หรือคนที่มาบรรจุใหม่กำลังจะเรียนรู้ก็ให้เรียนรู้และปฏิบัติหน้าที่ให้ได้นาน ไม่ใช่ว่าถูกย้ายออกนอกหน่วยอีก” 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของผู้เสียหายทุกวันนี้มีไม่น้อยกว่า 15 ล้านราย แต่การดำเนินคดีตามกฎหมายต้องใช้คนมีความรู้เฉพาะทาง คนที่ทุกข์ก็มาหาหมด ขณะเดียวกันเรามีพนักงานสอบสวนแค่ 30 คน จึงทำงานไม่ทัน และรองรับไม่ได้ทั้งหมด

 

จุดยืนรธน.ทางคู่ขนาน “ปชป.-กปปส.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439668

จุดยืนรธน.ทางคู่ขนาน "ปชป.-กปปส."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทางเดินระหว่าง “ประชาธิปัตย์” และ “กปปส.” เริ่มกลายเป็นเส้นขนานที่ห่างกันออกไปทุกทีจนยากจะมาบรรจบกันได้

ปมล่าสุดอยู่ที่จุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กำลังจะชี้ขาดสุดท้ายกันในการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้

เมื่อด้านหนึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เปิดหน้าเชียร์ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดตัว พร้อมจัดหนักเปิด “เฟซบุ๊กไลฟ์” Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ) อธิบายเหตุผลส่วนตัวที่ตัดสินใจ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ประเดิมนัดแรกวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา หากใครมีเวลาน้อย แนะนำให้อ่านในส่วนคำปรารภ ก็จะเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด คำปรารภนี้บอกไว้เลยว่า วิธีการแก้ไขคือต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศ

“ผมอ่านคำปรารภแล้วก็เห็นเลยว่า เขาชี้ปัญหาให้เรารู้ว่าที่แล้วมาการปกครองบ้านเมืองของประเทศไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่ราบรื่นนั้น เพราะว่ามีบางคนบางกลุ่ม ไม่เคารพกฎเกณฑ์การปกครอง ไม่ยอมรับไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การปกครอง กระทำการฉ้อฉล บิดเบือนการใช้อำนาจ ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จึงทำให้การปกครองในประเทศนั้นไม่ราบรื่น”

สาเหตุที่ต้องกระโดดลงมาเปิดเกมรุกด้วยตัวเอง เพราะประเมินสถานการณ์แล้วไม่สู้ดีนัก ทั้งการประชาสัมพันธ์ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดูจะไม่เข้าเป้า

สวนทางกับการเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย เสื้อแดง รวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่ทยอยเปิดหน้าประกาศจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นกระแสที่เริ่มจุดติด

อีกด้านหนึ่ง “ประชาธิปัตย์” แม้จะไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ออกมาชำแหละจุดด้อยของร่างรัฐธรรมนูญหลายจุด พร้อมฟันธงว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี

ส่วนที่ยังสงวนท่าทีไม่ระบุชัดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เพราะต้องการรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดให้ชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ปัญหาอยู่ที่จุดยืนที่แตกต่างระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส. ทำให้สมาชิกของทั้งสองฝั่งที่ยังทับซ้อนกันอยู่ตัดสินใจได้ยากว่าจะวางตัวหรือแสดงท่าทีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

หากตัด สุเทพ ออกไป เพราะประกาศชัดเจนว่าไม่ลงเล่นสนามการเมืองอีกต่อไปแล้ว จะเห็นว่าแกนนำ กปปส.หลายคนได้ร่วมขึ้นเวทีประกาศจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่าง
พร้อมเพรียง

ทั้ง ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.นครศรีธรรมราช สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต สส.ตรัง ชุมพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร เรื่อยมาถึงอดีต สส.กทม. ทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

สถานะที่ซ้ำซ้อนระหว่าง กปปส.และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้การวางตัวจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่รวมกับการลงพื้นที่ชี้แจงจุดยืนของตัวเองต่อชาวบ้านในพื้นที่

ด้านหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าอดีตแกนนำ กปปส.ที่เคยต่อสู้้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จนสุดท้ายสามารถผลักดันจนนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้ชัดเจน

จึงยากที่อดีตแกนนำ กปปส.ที่เรียกร้องเรื่องนี้มาตลอดจะออกมาแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งท่าทีของสุเทพที่ออกมาขยายผลเน้นจุดเด่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีช่องทาง “ฝ่าทางตัน” ป้องกันไม่ให้บ้านเมืองติดอยู่ในวังวนปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

แต่ด้วยหมวกอีกใบที่ยังคงสถานภาพเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์ และประกาศตัวพร้อมลงสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีความคิดความเห็นสวนทางกับจุดยืนพรรคไปเห็นดีเห็นงามกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เกิดปัญหาในอนาตหรือไม่

สุดท้ายล้วนแต่ทำให้ช่องว่างระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ห่างออกไปทุกที

 

ปิดฉากเอ็นโซโก้ บทเรียนอี-คอมเมิร์ซไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439560

ปิดฉากเอ็นโซโก้ บทเรียนอี-คอมเมิร์ซไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ในวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญที่กระทบกับอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซระดับอาเซียน เพราะ “ เอ็นโซโก้” หรือแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าและบริการในราคาพิเศษ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อบริการ “เว็บดีล” ได้ประกาศปิดกิจการในทุกประเทศอาเซียนอย่างกะทันหัน แม้จะให้บริการมานานถึง 7 ปี ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย

ครั้งหนึ่งเว็บไซต์เอ็นโซโก้เคยได้ชื่อว่าเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดใน อาเซียน หลายฝ่ายอาจไม่เชื่อว่าเว็บอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย อีกทั้งยังอยู่ภายใต้เครือข่ายธุรกิจของแคทช่า กรุ๊ป จะมาถึงจุดจบในวันนี้ได้ เหตุผลหนึ่งเกิดจากรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ ทำให้บริษัทอยู่ในภาวะขาดทุนถึง 79 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งในประเทศไทยมีรายได้ 4 ล้านเหรียญออสเตรเลีย แต่เมื่อรวมรายจ่ายและภาษีจะทำให้ขาดทุน 15 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

เอ็นโซโก้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2553 กับธุรกิจขายดีลรายวัน เช่น สปา ทัวร์ และร้านอาหาร โดยเป็นโมเดลเดียวกันกับเว็บขายดีลชื่อดังจากสหรัฐอย่าง กรุ๊ปปอน (Groupon) ที่ประสบความสำเร็จเป็นเทน้ำเทท่าในเวลานั้น เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตื่นตระหนกเป็นอย่างมากทั้งจากฝั่งผู้บริโภคและร้านค้าที่จำหน่ายดีลต่างๆ ในระบบของเอ็นโซโก้ เพราะตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 20 มิ.ย. ระบบการสั่งซื้อของฝั่งผู้บริโภคเริ่มทำไม่สำเร็จ และในช่วงที่ “ไอบาย” บริษัทแม่จากประเทศสิงคโปร์ประกาศหยุดให้บริการในช่วงเช้าวันที่ 21 มิ.ย. ร้านค้าต่างๆ ก็ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่ขอรับดีลที่ผู้บริโภคได้ซื้อไป ประกอบกับขอทวงเงินที่เอ็นโซโก้ค้างจ่ายเป็นจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในลักษณะนี้กลับไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยในเดือน ก.ย. 2558 “กรุ๊ปปอน” ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาให้บริการในไทยตั้งแต่ปี 2556 ได้ประกาศถอนการทำตลาดจากประเทศไทยเช่นกัน เนื่องจากการแข่งขันของอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซเริ่มมีมากขึ้น ประกอบกับการซื้อดีลออนไลน์ไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคและร้านค้าอีกต่อไป เพราะมีช่องทางอื่นๆ เช่น ระบบจองร้านอาหารที่สะดวกใช้ทั้งสองฝ่าย

ภูมินทร์ ยุวจรัสกุล ซีอีโอและหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้ง eatigo หรือ อีททิโก (ประเทศไทย) เว็ปไซต์จองที่นั่งร้านอาหารได้ส่วนลดสูงสุดถึง 50% ในช่วงนอกเวลาคนแน่นให้ความเห็นว่า ธุรกิจนี้มี 3 ปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1.ลูกค้า 2.ร้านค้า ร้านอาหาร และ 3.ผู้ประกอบการเว็บไซต์ ซึ่งจะต้องบริหารให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ธุรกิจถึงจะเติบโตได้

ในส่วน eatigo เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยประมาณ 2 ปี สามารถเติบโตไม่น้อยกว่าเดือนละ 20% มาอย่างต่อเนื่อง 15 เดือน เพราะโมเดลธุรกิจของ eatigo คือ 1.ลูกค้าจะจ่ายเงินเมื่อได้รับบริการแล้ว ไม่ใช่จ่ายล่วงหน้าตอนซื้อคูปอง และ 2.ลูกค้าจะไปรับประทานอาหารในช่วงที่ร้านอาหารแห่งนั้นไม่มีลูกค้ามากนัก ทำให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่ม

ขณะที่เอ็นโซโก้ ลูกค้าต้องจ่ายเงินตอนซื้อคูปองและมักจะไปใช้บริการ เช่น ไปรับประทานอาหารในวันที่คูปองใกล้จะครบกำหนด และมักจะไปช่วงพีกของการรับประทานอาหาร ทำให้ลูกค้าที่จ่ายเงินตามปกติไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ และร้านอาหารก็ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมลูกค้า ไม่สามารถบริหารจัดการได้เต็มประสิทธิภาพ เมื่อร้านค้าไม่ค่อยพึงพอใจทำให้ร้านอาหารชื่อดังไม่เข้ามาทำธุรกิจร่วมด้วยก็มีผลต่อจำนวนลูกค้าที่ซื้อคูปอง

“ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังเติบโตไปได้ โมเดลธุรกิจของเราเกิดจากการศึกษาจุดอ่อนของเอ็นโซโก้ ทำให้ลูกค้าและร้านค้าพึงพอใจ มีร้านอาหาร ภัตตาคาร ชื่อดังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ฟู้ด ผู้บริหารร้านอาหาร อ.มัลลิการ์ เย็นตาโฟเครื่องทรง ฯลฯ รวมทั้งร่วมกับแอพพลิเคชั่นจองร้านอาหารอีททิโก เครือเซ็น ก็มีพิซซ่าฮัท  คอฟฟี่เวิลด์” ภูมินทร์ กล่าว

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า สมาคมจะหารือร่วมกับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. กับตัวผู้บริหารเอ็นโซโก้ประเทศไทย เพื่อหาทางออก ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคกับร้านค้าต่างๆ ที่ลงขายดีลเอาไว้ รวมถึงการสร้างมาตรการใหม่เพื่อมาคุ้มครองผู้ใช้งานอี-คอมเมิร์ซ

“หลังจากชัดเจนก็คงประกาศเงื่อนไขอะไรสักอย่างออกมา คาดคงไม่เกินสัปดาห์หน้า” ภาวุธ กล่าว

ด้านเว็บไซต์เท็คอินเอเชีย ได้วิเคราะห์ 4 ความเป็นไปได้ที่ทำให้ธุรกิจเอ็นโซโก้ต้องล้มเหลวเอาไว้

1.เน้นการขายดีลรายวันและแฟลชดีลนานเกินไป

ในปี 2011 บริษัท ลีฟวิ่งโซเชียล ซึ่งเป็นคู่แข่งของกรุ๊ปปอน เข้าซื้อเอ็นโซโก้ก่อนจะขยายกิจการบนธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการเพิ่มจำนวนพนักงานมากขึ้น และหลายสิ่งก็เริ่มแพงขึ้น แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้กลับเริ่มประสบปัญหา ลูกค้าเริ่มเบื่อหน่ายกับอีเมลข้อเสนอดีลที่ส่งมาจนเต็มอินบ็อกซ์ ขณะที่ร้านค้าต่างก็เริ่มพบว่าการจับมือกับเอ็นโซโก้ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้ผลในระยะยาว เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ลูกค้าที่ซื้อดีลราคาถูกกลายมาเป็นลูกค้าเต็มตัวที่ยอมจ่ายราคาเต็มในภายหลัง

ภาวะขาลงของธุรกิจเว็บไซต์ขายดีลปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สหรัฐในปี 2556 ก่อนจะขยายมายังกลุ่มประเทศอาเซียนในเวลาต่อมา

ทว่าในปี 2557 เอ็นโซโก้ก็ถูกซื้อกิจการอีกครั้งโดยบริษัท ไอบาย (iBuy) ในเครือของแคทช่า กรุ๊ป ซึ่งทำธุรกิจแบบแฟลชเซลส์ หรือการซื้อขายสินค้าที่จับต้องได้ เช่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับ ในราคาถูกแบบสายฟ้าแลบ ซึ่งทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวสู่รูปแบบของธุรกิจค้าปลีกที่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น โกดัง สินค้าคงคลัง และคลังสินค้าออนไลน์ แต่เอ็นโซโก้ก็ใช้เวลาเป็นปีในการปรับตัวออกจากธุรกิจขายดีลไปสู่ออนไลน์สโตร์ที่ให้คนขายได้พบคนซื้อ หรือในรูปแบบมาร์เก็ตเพลสในปี 2015 ซึ่งถือว่าช้าเกินไปและไม่ทันการณ์เสียแล้ว

2.เข้าธุรกิจมาร์เก็ตเพลสช้าเกินไป

กว่าที่เอ็นโซโก้จะเข้าสู่ธุรกิจมาร์เก็ตเพลสก็ช้าเกินไป เนื่องจากเว็บไซต์คู่แข่งสำคัญอย่าง ลาซาด้า (Lazada) ได้สยายปีกครอบคลุมไปทั่วอาเซียนแล้ว ยังไม่นับรวมสตาร์ทอัพรายเล็กอื่นๆ เช่น คารูเซลล์ และดูเรียนา ที่ต่างก็เข้ามาชิงส่วนแบ่งในธุรกิจเดียวกันนี้ โดยที่ลาซาด้านั้นเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบอะเมซอนมาตั้งแต่ปี 2555 และเข้าสู่ธุรกิจมาร์เก็ตเพลสเต็มตัวในปี 2556 หรือเร็วกว่าเอ็นโซโก้ถึง 2 ปี และเป็นที่รู้จักไปทั่วภูมิภาค จึงมีความได้เปรียบกว่า

ความแข็งแกร่งของลาซาด้า ทำให้ถูกอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากจีนอย่าง อาลีบาบา เข้าซื้อกิจการไปในที่สุด เพื่อเตรียมรุกตลาดในภูมิภาคนี้อย่างเต็มตัวต่อไป ซึ่งตรงกันข้ามกับเอ็นโซโก้ที่ถูกถอดออกจากรายชื่อเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซยอดนิยมในบางประเทศไปแล้ว

3.ไม่สามารถชดเชยสภาวะขาดทุนได้

จากการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะขาลงของธุรกิจ ทำให้เอ็นโซโก้ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กลับดูเหมือนว่ายิ่งถมเงินลงไปก็ยิ่งจมหาย แม้อาเซียนจะเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรถึงเกือบ 600 ล้านคน และมีการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว แต่ภูมิภาคนี้ก็ยังถือว่าใหม่มากสำหรับตลาดเทคโนโลยี ขณะที่อัตราการใช้สมาร์ทโฟน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการใช้จ่ายออนไลน์ ก็ยังเติบโตได้ช้ากว่าที่คาดหวัง ซึ่งแม้แต่เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลกอย่าง อะเมซอน ก็ยังไม่กล้าเสี่ยง

แม้แต่ ลาซาด้า ก็ยังมองเห็นความเสี่ยงในตลาดอาเซียน แต่โชคดีที่ได้อาลีบาบาเข้ามาลงทุนช่วยไว้ แม้ว่าลาซาด้าจะเป็นรายใหญ่ในอาเซียน แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรได้มากนัก ในปี 2558 บริษัทมีรายได้ 310 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 1.1 หมื่นล้านบาท) แต่กลับขาดทุนถึง 334 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.18 หมื่นล้านบาท)

ด้านเอ็นโซโก้นั้น ขาดทุนในปี 2558 ที่ 59.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,100 ล้านบาท) แต่มีรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 16.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 590 ล้านบาท) เท่านั้นในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ และมีเงินสดหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแล้วเหลืออยู่เพียง 13 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 460 ล้านบาท) ซึ่งหมายความว่า หากไม่สามารถชดเชยตัวเลขขาดทุนและระดมทุนเพิ่มหรือลดต้นทุนได้ก็จะขาดเงินสดหมุนเวียนภายในสิ้นปีนี้

4.ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าได้

วิธีหนึ่งที่เอ็นโซโก้ใช้ลดต้นทุนก็คือ การลดกำลังคน และรวมศูนย์การบริหารจัดการให้ขึ้นกับสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ทว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีบริษัทคู่ค้าหลายแห่งร้องเรียนปัญหาการจ่ายเงินที่ล่าช้า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนถึงปัญหาร้ายแรง ซึ่งเอ็นโซโก้ยอมรับในภายหลังว่าเป็นผลมาจากการเลย์ออฟพนักงาน หลังจากนั้นก็เผชิญปัญหาตามมาอีกมาก ทั้งการลาออกของผู้บริหารระดับสูง 2 คน และการถูกนักลงทุนทยอยขายหุ้นทิ้ง จนนำมาสู่การปิดกิจการในที่สุด

ในแถลงการณ์ปิดกิจการของเอ็นโซโก้ บริษัทได้ระบุว่าจะใช้เงินสดที่เหลืออยู่เพื่อโอกาสการลงทุนใหม่ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทยังมีแผนสำรอง โดยอาจเป็นการเปิดเว็บไซต์ขึ้นอีกครั้งในชื่อใหม่ที่ไม่ใช่ “เอ็นโซโก้” อีกต่อไปแล้ว

 

‘อองซานซูจี’เยือนไทย ปลุกเศรษฐกิจชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439206

'อองซานซูจี'เยือนไทย ปลุกเศรษฐกิจชายแดน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เสียงกู่ร้องขานชื่อ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร ภายหลังแรงงานชาวเมียนมาหลายพันชีวิตรวมตัวกันเพื่อแสดงการต้อนรับ “ผู้นำประชาธิปไตย” ในโอกาสมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย.

แม้ว่าการปรากฏตัวของ “ซูจี” จะมีขึ้นเวลาประมาณ 16.30 น. แต่บรรยากาศกลับคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า และแม้ว่าจะมีแรงงานเพียง 500 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ “ซูจี” อย่างใกล้ชิด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คลื่นมหาชนลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงกำหนดเวลาการมาถึงของอองซานซูจีได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากแรงงานชาวเมียนมาต่างพยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวอองซานซูจี แต่ที่สุดแล้วก็ไม่เกิดเหตุรุนแรงใดๆ

“แรงงานชาวเมียนมาต่างดีใจและรอคอยการมาเยือนของซูจีมาก” คายมินหลุ่ย หนึ่งในชาวเมียนมาที่เฝ้ารอรับอองซานซูจี เปิดใจ พร้อมทั้งระบุว่า อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาประสานกับรัฐบาลไทยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสิทธิของแรงงาน โดยเฉพาะความปลอดภัยในการทำงานและการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยได้โดยไม่ถูกรีดไถ

“ถ้าในอนาคตเศรษฐกิจของเมียนมาดีขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่แรงงานจะทยอยกลับไปทำงาน แต่ตอนนี้แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ค่าแรงในประเทศไทยสูงกว่า แรงงานส่วนใหญ่จึงยังทำงานในไทยต่อไป”คายมินหลุ่ย พูดชัด

บาดู แรงงานสัญชาติเมียนมา วัย 38 ปี เป็นอีกหนึ่งรายที่มารอรับอองซานซูจีตั้งแต่เช้ามืด โดยเขา เล่าว่า หลังทราบข่าวการเดินทางมาของอองซานซูจีก็ได้เดินทางมายัง จ.สมุทรสาคร พร้อมกับเพื่อนแรงงานอีก 20 คน ตั้งแต่ช่วงเวลา 04.00 น. เนื่องจากต้องการพบตัว เพราะนับถือว่าเป็นผู้ปกครองหรือแม่ที่ชาวเมียนมารักมาก

ขณะที่ อิอิชอ รองผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนาชาวเมียนมา เชื่อว่า การที่ซูจีมาเยือนประเทศไทยจะทำให้ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานชาวเมียนมาและนำกลับไปเพื่อหาทางพัฒนาให้คุณภาพชีวิตแรงงานเมียนมาในประเทศไทยดีขึ้น ทั้งมิติของค่าครองชีพ การรักษาพยาบาล

นอกจากความคาดหวังของแรงงานชาวเมียนมาแล้ว มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนออองซานซูจีผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลไทยเช่นกัน

สำหรับข้อเสนอ อาทิ เร่งจัดทำเอกสารสำคัญแสดงตัวและพิสูจน์สัญชาติแก่แรงงานข้ามชาติทั้งที่จดทะเบียนแรงงานและยังไม่จดทะเบียน พร้อมให้มีกลไกการเข้าถึงการปฏิบัติคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานแรงงานไทย อาทิ ค่าจ้าง 300 บาท การเข้าสู่ระบบประกันสังคม การคุ้มครองกรณีบาดเจ็บจากการทำงานในสถานประกอบการ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้สิทธิเดินทาง การให้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน การให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมให้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา ที่สำคัญต้องเข้มงวดกวดขันเจ้าหน้าที่ที่แสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติทุกรูปแบบ และขจัดกลุ่มนายหน้าทั้งไทยและข้ามชาติ

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน บอกว่า การมาเยือนของอองซานซูจีจะมีการลงนามบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) เรื่องการข้ามแดน ซึ่งจะทำให้ชาวเมียนมาที่อยู่ตามแนวชายแดนสามารถข้ามมาทำงานในประเทศไทยในลักษณะเช้าไปเย็นกลับได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์ นายจ้างจะมีแรงงานกลับเข้ามาทำงาน

อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแรงงานชาวเมียนมาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายประมาณ 1.4 ล้านคน กระจายอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะภาคประมง การแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งปัจจุบันยังคงขาดแคลนแรงงานอยู่

ด้าน อองซานซูจี ได้ปราศรัยกับแรงงานชาวเมียนมาที่มาให้การต้อนรับท่ามกลางสายฝนตอนหนึ่งว่า ขอให้แรงงานเมียนมามีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของบ้าน มีความสามัคคีกัน มีปัญหาอะไรให้พูดคุยกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน และทำกระบวนการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาแรงงานเมียนมาคือ หนึ่งเรื่องสำคัญที่ต้องกลับมาเยือนไทย

ขณะที่แรงงานชาวเมียนมาที่มีโอกาสได้เข้าพบ และได้สะท้อนปัญหาหลายร้อยคนกลับเป็นแรงงานที่มาจากบริษัทที่มีประวัติและสวัสดิการดี จึงทำให้แรงงานเมียนมาส่วนใหญ่ที่มารอต้อนรับซูจีไม่พอใจ เพราะกลัวว่าปัญหาจากการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมจะไม่ได้รับการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ซูจีให้คำมั่นว่าจะคุยกับรัฐบาลไทยเรื่องของการทำงานและจ้างงาน ซึ่งจะมีการลงนามเอ็มโอยู 3 ฉบับที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 24 มิ.ย.นี้

 

ปริมาณพายุใน “ลานินญา” ปัจจัยชี้ขาดน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438994

ปริมาณพายุใน "ลานินญา" ปัจจัยชี้ขาดน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากรัฐบาลออกมาระบุว่า ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศโลกว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบปรากฏการณ์ “ลานินญา” ซึ่งจะส่งผลให้ฝนตกต่อเนื่องยาวไปจนถึงปลายปี เรื่องนี้ก็เริ่มสร้างความกังวลขึ้นในทันที

สมฤทัย ทะสดวก อาจารย์ภาควิชาทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ความวิตกกังวลเรื่องเกิดน้ำท่วมนั้นเกิดขึ้นเพราะลานินญาเป็นองค์ประกอบ เป็นวงจรเดียวกับปริมาณฝนเมื่อปี 2553 ที่สะสมจนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554

ทั้งนี้ ลานินญานั้น หมายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์ในซีกโลกใต้ ที่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศกับกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นปรากฏการณ์ตรงข้ามกับ เอลนินโญที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก เขตศูนย์สูตร มีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าว ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้ว ยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ทำให้มีการก่อตัวของเมฆและฝน บริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิก เขตร้อน

“เอลนินโญทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่จะทำให้บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดความแห้งแล้ง และเมื่อกลับมาเป็นลานินญาก็คือ เกิดความแห้งแล้งในอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันก็จะมีฝนตกหนักบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริเวณชายฝั่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีฝนตกมากกว่าปกติ แต่จะเกิดน้ำท่วมหรือไม่ต้องดูที่องค์ประกอบอื่นๆ ด้วย” อาจารย์ภาควิชาทรัพยากรน้ำ กล่าว

สมฤทัย กล่าวอีกว่า ประชาชนอาจจะกังวลเรื่องน้ำท่วม เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 20 มิ.ย. จนถึงเช้าวันต่อมาที่มีค่าเฉลี่ยมากถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาณฝนตกในช่วงเดียวกันในรอบ 25 ปี โดยมีปริมาณฝนช่วงบ่ายอยู่ที่ 80 มิลลิเมตร และช่วงกลางคืน 125 มิลลิเมตร ทำให้ 24 ชั่วโมง มีปริมาณฝนกว่า 200 มิลลิเมตร ส่งผลให้พื้นที่ 36 จุด มีน้ำท่วม

“อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ หลายจุด เพราะระบบระบายน้ำของหลายพื้นที่เป็นระบบเก่าที่มีท่อเล็ก ซึ่งถูกออกแบบทำมารองรับผังเมืองเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ปริมาณคนยังไม่มากเหมือนในปัจจุบัน ขณะที่ระบบระบายน้ำใหม่แม้จะมีขนาดใหญ่ แต่ทั้งสองระบบก็ไม่ได้ทำงานสอดรับประสานกัน น้ำที่ถูกระบายลงท่อ น้ำบนถนนระบายไปอุโมงค์ยักษ์ไม่ทันก็เลยท่วม ขณะที่ภาพรวมฝนตกในต่างจังหวัด ตอนนี้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำยังสามารถรองรับได้อีกจำนวนมาก แต่ถ้าฝนตกใต้เขื่อน พื้นที่ราบลุ่ม ก็เสี่ยงถูกน้ำท่วมได้” สมฤทัย กล่าว

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฤทธิ์ของลานินญานั้นน่าจะเห็นชัดช่วงกลางฤดูฝน ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้หรือไม่นั้น ต้องดูที่ปริมาณฝนและพายุที่จะพัดเข้ามาว่ามีความถี่และปริมาณมากแค่ไหน

“ช่วงกลางฤดูฝนเราต้องรอฟังข่าวว่ามีพายุพัดเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน ไต้หวัน เท่าไร เพราะหลังจากนั้นก็เสี่ยงที่จะพัดเข้ามาในประเทศไทย ปกติพายุที่พัดผ่านประเทศเพื่อนบ้านจะมีปลายหางที่อ่อนกำลังก่อนมาถึงประเทศไทย แต่ลานินญาจะทำให้พายุมาถึงเราโดยไม่อ่อนกำลัง และฝนที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมจริงๆ มักจะเป็นฝนช่วงที่ 2 ของฤดูที่จะตกในช่วงปลายเดือน ส.ค. ยาวไปถึงปลายปี” อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล กล่าว

หากย้อนกลับไปดูข้อมูล อิทธิพลของลานินญาในปี 2554 พบว่า ในปีนั้นฝนมาเร็วกว่าปกติตั้งแต่เดือน มี.ค. และมีปริมาณฝนมากกว่าปกติเกือบทุกเดือน พายุที่พัดเข้ามาในปีนั้น ประเทศไทยได้รับอิทธิพลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากพายุที่เคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ถึง 5 ลูก ประกอบด้วย พายุโซนร้อนไหหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด และนาลแก โดยพื้นที่ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด โดยช่วงปลายเดือน มิ.ย. มีพายุโซนร้อน “ไหหม่า” พัดถล่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ในปีนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โดยปกติจะมีพายุช่วงฤดูฝนประมาณ 2 ลูก ฝนที่ตกในขณะนี้เป็นฝนที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย หลังจากเดือน ส.ค. จะเริ่มเป็นฝนที่มาจากทะเลจีนใต้และเป็นช่วงที่ต้องเริ่มจับตาเรื่องของพายุและร่องความกดอากาศที่จะพัดเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะมีพายุก่อตัวหรือไม่นั้น สามารถบอกล่วงหน้าได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ