นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง ส่อง”สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 17:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438909

นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง ส่อง"สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ"

เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ,วิชาญ เจริญเกียรติพากุล

อีกไม่ถึงสองเดือน รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ก็จะเปิดให้บริการ

มองผิวเผินผ่านสายตาคนทั่วไป ตั้งแต่ตัวอาคารสถานี รางรถไฟ สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างบันไดเลื่อนขึ้นลง ทางเดินลอยฟ้า (Skywalk) ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ ห้องน้ำ ชานชาลา จนถึงตู้โดยสาร ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยม หรูหรา สะดวกสบาย

ทว่าในสายตาผู้พิการ การมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงกลับสร้างความหนักอกให้ เนื่องจากการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการยังเต็มไปด้วยอุปสรรคข้อจำกัดที่ทำให้”ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก”

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สร้างขึ้นภายใต้งบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาท มีความยาว 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี กำลังอยู่ในช่วงทดลองวิ่ง คาดว่าจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการเดือนส.ค.นี้

นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง

เช้าตรู่ของวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย ณ ป้ายรถประจำทางหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสต์เกท นนทบุรี ผู้คนต่างรอรถเพื่อไปทำงานให้ทันเวลา ท่ามกลางการจราจรติดขัดแทบไม่ขยับเขยื้อน

ตอนนั้นเอง ภาพที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตพลันปรากฎขึ้น ขบวนผู้พิการบนรถวีลแชร์นับสิบกำลังเข็นพาตัวเองเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง พวกเขาเลือกเสี่ยงลงไปบนถนน สวนทางกับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้โดยสาร รถแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาอย่างน่าหวาดเสียว เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงฟุตบาทที่มีพื้นผิวขรุขระ ไม่ราบเรียบ แถมยังมีเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ หาบเร่แผงลอยเกะกะกีดขวาง มุ่งหน้าไปยังทางเข้าสถานีตลาดบางใหญ่ ฝั่งที่มีการติดตั้งลิฟท์โดยสาร ซึ่งห่างออกไปถึง 350 เมตร ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะถึงสถานี จากนั้นจึงค่อยๆออกแรงเข็นรถขึ้นทางลาดสำหรับผู้พิการ แต่กลับต้องพบว่าลิฟท์โดยสารใช้การไม่ได้ เจ้าหน้าที่สถานีจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแบกทั้งคนทั้งรถวีลแชร์ขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล ผ่านห้องน้ำผู้พิการที่ดูสะอาดเรียบร้อย ผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติที่ติดตั้งอยู่ในระดับสูงกว่าผู้พิการบนรถเข็นจะเอื้อมถึง ก่อนเข้าสู่ภายในโบกี้ด้วยการสะดุดเล็กน้อย เนื่องจากพื้นรถกับชานชาลาต่างระดับกัน สุดท้ายก็สามารถขึ้นรถไฟได้สำเร็จ รวมระยะเวลาทั้งสิ้นกว่า 30 นาที

เมื่อฟุตบาทไม่สามารถใช้ได้ ผู้พิการต้องเสี่ยงลงไปเข็นบนถนนเพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าตลาดบางใหญ่ ท่ามกลางความวุ่นวายของเช้าวันจันทร์

ถ้าเป็นคนทั่วไปใช้เวลาไม่กี่นาที เดินเข้าสถานี ขึ้นบันไดเลื่อน ซื้อตั๋ว ขึ้นรถไฟเรียบร้อย แต่คนพิการต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ลำบากลำบนไม่รู้กี่ต่อกว่าจะได้ใช้บริการ

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ ชายพิการวัยสี่สิบเศษ ประธานคณะติดตามการทำงานระบบราง ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ บอกพลางปาดเหงื่อที่ชุ่มใบหน้า

วันนี้เขานำผู้พิการนั่งวีลแชร์จำนวนกว่า 10 คน มาทำภารกิจจำลองสถานการณ์ชีวิตประจำวันของผู้พิการที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเข้าไปทำงานในเมือง หวังสะท้อนให้สังคมเห็นถึงความยากลำบากในการเดินทาง ขณะเดียวกันต้องการสำรวจตรวจตราสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการว่า แต่ละสถานีมีครบถ้วน ใช้งานได้จริงหรือไม่

มองผ่านกระจก วิวทิวทัศน์เบื้องล่างเรียงรายด้วยเรือกสวนแมกไม้เขียวขจี สลับกับบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวสุดลูกหูลูกตา ผู้โดยสารหลายคนพากันตื่นเต้นดีใจ ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามบนขบวนรถไฟสายใหม่ป้ายแดงที่อยู่ระหว่างช่วงทดลองใช้ฟรี ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า

ปทุม สุดศรี ผู้พิการสาววัย 50 ชาวเมืองนนท์ เธอเล่าว่า ปกติใช้บริการแต่แท็กซี่มิเตอร์เพื่อเข้าเมืองไปทำงาน ค่าเดินทางวันละประมาณ 200 บาท วันไหนอยากไปเที่ยวห้างใหญ่ใจกลางเมืองก็ต้องเสียเงินในการเดินทางเพิ่มเป็น 300-400 บาท

วันนี้กำลังมีรถไฟฟ้ามาถึงบ้านแล้ว ดีใจมากๆค่ะ คิดว่าไปไหนมาไหนคงสะดวกขึ้น ประหยัดค่าเดินทางลงไปได้เยอะ รถก็ไม่ติด ไม่ต้องเสียเวลาเรียกแท็กซี่“เธอยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

ปทุม สุดศรี ผู้พิการวัย 50 ปีต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยยกขึ้นตู้โดยสาร เนื่องจากพื้นรถกับชานชาลาต่างระดับไม่เท่ากัน

ขณะที่ สว่าง ศรีสม ผู้พิการบนรถวีลแชร์อีกราย อาศัยอยู่ย่านรัชดาภิเษก แต่เขาบอกว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ทีบ่อยนัก เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการไม่สามารถใช้ได้จริง บางสถานีไม่มีทางลาด บางสถานีไม่มีลิฟท์ การจะรอให้เจ้าหน้าที่มาคอยช่วยเหลือทุกครั้งนับว่าเสียเวลามาก เมื่อระบบไม่เอื้อ จึงต้องใช้บริการแอพเรียกแท็กซี่ ซึ่งเปลืองเงินมาก

ความฝันของคนพิการคือ อยากออกจากบ้าน ไปใช้ชีวิต ไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ ไปเที่ยวเหมือนคนทั่วไป โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองได้ เพียงแต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ นั่นคือ ระบบขนส่งมวลชน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวก แต่นี่ดูสิ ทางเท้าที่เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าก็พัง ไม่ราบเรียบ มีคนขายของ เสาไฟ ตู้โทรศัพท์กีดขวาง ต้องลงไปวิ่งบนถนน เสี่ยงโดนรถชน เพราะรถวีลแชร์อยู่ในระดับต่ำอาจทำให้รถใหญ่มองไม่เห็น กว่าจะขึ้นรถได้ต้องเผื่อเวลาเดินทางเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ยิ่งชั่วโมงเร่งด่วนนี่ไม่ต้องพูดถึง“เขาส่ายหัวไปมาอย่างเซ็งๆ

แม้ทางการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ทุกสถานีคอยอำนวยความสะดวกให้คนพิการ คอยถือสัมภาระ พาขึ้นลิฟท์ ช่วยซื้อตั๋วโดยสาร พาขึ้นไปนั่งในขบวนรถไฟ จนถึงติดต่อประสานงานกับสถานีปลายทางให้เจ้าหน้าที่มารับช่วงต่อ แต่ผู้พิการทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า อยากยืนหยัดพึ่งพาตัวเองมากกว่าคอยให้คนมาดูแลตลอดเวลา

เพราะการช่วยเหลือคนพิการที่ยั่งยืนที่สุดคือ ช่วยให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ครับ

หลังจากเข็นวีลแชร์หาประตูทางเข้าฝั่งที่มีทางลาดและลิฟท์โดยสาร แต่ต้องพบว่าลิฟท์ใช้การไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยแบกขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล

สำรวจ”สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ”

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สร้างขึ้นภายใต้งบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีความยาว 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี มีทางเข้าออก 64 ทางเข้าออก

จากการสำรวจการเข้าถึงระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาของภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ พบว่า การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ทุกสถานีล้วนมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) มีความยาว 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี มีทางเข้าออก 64 ทางเข้าออก จากการสำรวจของภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ พบว่า ทุกสถานีล้วนมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

มานิตย์ จำแนกปัญหาออกเป็น 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วยดังนี้

1.ติดตั้งลิฟท์และทางลาดไม่ครบทุกทางเข้าออกที่จำเป็น จากพื้นถนนสู่ชั้นจำหน่ายตั๋วจะมีทางเข้าออก 4 จุด แต่มีการสร้างลิฟท์และทางลาดเพียงแค่ 2 จุด วางไว้ทะแยงกัน 2 ฝั่งถนนละ 1 ตัว นั่นหมายความว่ามีการจัดทำลิฟท์และทางลาดเพียงครึ่งเดียว ปัญหาคือมี 3 สถานี ได้แก่ สถานีบางพลู สถานีแยกนนทบุรี 1 และสถานีบางซ่อน ถูกสร้างคร่อมอยู่บนทางแยก เมื่อมีลิฟท์และทางลาดไม่ครบทุกทางเข้าออก ทำให้ถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรถึงกันได้

2.ใช้อุปกรณ์ผิดประเภททดแทนการติดตั้งลิฟท์และทางลาด ยกตัวอย่างสถานีบางพลูและสถานีพระนั่งเกล้า มีการติดตั้ง Platform Lift ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ทดแทนกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น ปัจจุบันแทบไม่มีประเทศไหนใช้เพิ่มเติมแล้ว ที่น่าวิตกคือ สถานีมีความชันและสูงกว่า 8 เมตร การเลือกใช้ Platform Lift จึงมีโอกาสเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้

3.จุดทางเชื่อมทางเดินลอยฟ้า (Skywalk)  ทำให้คนพิการที่ใช้รถเข็นไม่สามารถใช้ได้อย่างสะดวก ยกตัวอย่างสถานีบางซ่อน ทางเชื่อมสถานีมีบันได 3 ตอน ตอนละ 10 ขั้นเป็นอย่างน้อย ซึ่งคนพิการทางด้านการเคลื่อนไหวที่ใช้รถเข็น คนที่เดินไม่สะดวก เช่น คนเจ็บ คนท้อง ผู้สูงอายุ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มีกระเป๋าเดินทางหนัก จะไม่สามารถเดินทางได้

4.ปัญหาพื้นที่ใต้สถานีไม่สามารถสัญจรได้ สภาพแวดล้อมทุกสถานีล้วนมีปัญหารอบพื้นที่คล้ายกันคือ ไม่มีทางลาด ทางเท้าเสียหาย หรือมีอุปสรรคต่างๆ เช่น ป้ายโฆษณา ตลาด เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ รวมทั้งไม่มีจุดข้ามถนนหรือตรอกซอยที่ปลอดภัย

ยังไม่นับปัญหาเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อาทิ ที่จอดรถคนพิการยังมีไม่ครบทุกสถานี เครื่องหมายนำทางผู้พิการตาบอดใช้งานไม่ได้จริง ไม่มีอุปกรณ์บอกข้อมูลด้วยเสียงสำหรับคนหูหนวก เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ ตู้โทรศัพท์ และเคาท์เตอร์เซอร์วิสสูงเกินระดับสายตาคนนั่งพิการรถเข็น ห้องน้ำคนพิการยังไม่ตรงตามข้อกำหนดมาตรฐาน ความต่างระดับของพื้นรถกับชานชาลา เจ้าหน้าที่ยังขาดการประสานงาน เป็นต้น

ภาพรวมของปัญหาคือ รัฐยังไม่เข้าใจคนพิการอย่างแท้จริง เรื่องที่เราซีเรียสที่สุดคือการเข้าถึงสถานี ต้องให้เขาออกจากบ้านเดินทางไปสู่ระบบขนส่งมวลชน เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ทำให้เขามั่นใจว่าจะสามารถเดินทางสัญจรได้อย่างสะดวกไม่ติดขัด นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ยกตัวอย่างเรื่องลิฟท์ โครงการรถไฟสายสีม่วงมีงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ถ้าก่อสร้างลิฟท์และทางลาดตัวละ 10 ล้านบาทให้ครบทุกทางเข้าออก 64 ทางเข้าออก 64 ตัวเท่ากับ 640 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 1 % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่านั้น ถือว่าขี้ประติ๋วมาก ไหนๆรัฐก็เสียเงินแบกรับภาระช่วยเหลือคนพิการอยู่แล้ว ทำไมไม่ช่วยให้คนพิการออกมาใช้ชีวิต ไปไหนมาไหนได้ พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระสังคม ถ้าเขาทำงานเลี้ยงตัวเองได้ก็สามารถจ่ายภาษีคืนให้รัฐได้ด้วย นี่คือการแก้ปัญหาคนพิการที่ถูกต้องและยั่งยืนที่สุด

สถานีที่ถูกสร้างคร่อมอยู่บนทางแยก เช่น สถานีแยกนนทบุรี 1 เมื่อมีลิฟท์และทางลาดไม่ครบทุกทางเข้าออก ทำให้ถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรถึงกันได้

 

 

 

 

ปัญหาทางเท้าขรุขระ ไม่ราบเรียบ เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ถือเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้พิการไม่สามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก

 

ผู้พิการนั่งรถเข็นบอกเป็นเสียงเดียวว่า การใช้อุปกรณ์ Platform Lift ในสถานีที่มีความสูงชันถึง 8 เมตร เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง

สร้างก่อนดีกว่าตามแก้ทีหลัง อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ในฐานะประธานคณะติดตามการทำงานระบบรางมายาวนาน ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ มานิตย์บอกว่า ถ้าไม่สร้างระบบอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการให้ครบถ้วนถูกต้องและใช้งานได้จริงตั้งแต่ต้น การจะตามไปแก้ไขในภายหลังนั้นเป็นเรื่องยากลำบากมาก

บทเรียนราคาแพงที่สุุดหนีไม่พ้นกรณีเมื่อวันที่ 21 ม.ค.2558 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานครและรถไฟฟ้าบีทีเอสติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการให้ครบทั้ง 23 สถานีให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี จนบัดนี้ล่วงเลยเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากอุปสรรคนานัปการ ทั้งผังเมืองเปลี่ยน สถานประกอบการธุรกิจ คอนโด บ้านพักอาศัยผุดขึ้นเรียงรายจนยากต่อการขุดเจาะต่อเติม หนำซ้ำงบประมาณในการก่อสร้างก็เพิ่มทวีคูณเป็นหลายเท่าตัว

ถ้าสายสีม่วงไม่ทำให้เรียบร้อยตั้่งแต่เริ่มต้น สายสีอื่นๆที่กำลังจะทำอีกทั้งหมดสิบสายในอนาคตข้างหน้า ผมขอเรียกว่ามันเป็นหายนะของประเทศไทย เพราะมันเป็นความเสียหายระดับประเทศ การสร้างก่อนแล้วแก้ทีหลัง ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ความวุ่นวายก็จะเพิ่มขึ้น บทเรียนจากบีทีเอสมีให้เห็นแล้ว อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย“มานิตย์ประกาศเสียงดังหนักแน่น

ผู้พิการจำนวนไม่น้อยพึ่งพาตัวเองได้ ขอเพียงรัฐให้การสนับสนุนด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขาไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

ขบวนรถไฟเคลื่อนเข้าสู่ชานชาลา เหล่าผู้พิการต่างช่วยกันปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยในห้องโดยสาร ก่อนเข็นรถออกมา ลงลิฟท์ ลงทางลาดจนกระทั่งถึงฟุตบาทอันขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อและสิ่งกีดขวาง พวกเขาจำใจต้องลงไปบนถนนอีกครั้ง ท่ามกลางรถราแล่นสวนขวักไขว่

ไม่รู้ว่าภาพอันชวนหดหู่ใจเช่นนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ อีกนานแค่ไหนที่ผู้พิการจะสามารถสัญจรระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยเฉกเช่นคนอื่นๆ นี่คือคำถามที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยควรรับฟังและหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

อย่าลืมว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน รวมถึงคนพิการด้วย เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้พวกเขาต้องตกขบวน.

ประชาชนทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน รวมถึงคนพิการ อย่าปล่อยให้พวกเขาตกขบวน

 

ชำแหละงบปี 2560 “กลาโหม” ได้2แสนล้านเพื่อความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438807

ชำแหละงบปี 2560 "กลาโหม" ได้2แสนล้านเพื่อความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มิ.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาท ในวาระรับหลักการวาระที่ 1 ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อ สนช.ลงมติรับหลักการแล้วจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาปรับลดงบประมาณ ก่อนส่งกลับมาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบอีกครั้ง

สำหรับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2560 ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 จำนวน 4.3 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 1.5% โดยวงเงินงบประมาณดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 18.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 2,103,422.2 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 จำนวน 24,356.7 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 548,391 ล้านบาท ลดลงจากเดิมจำนวน 15,963.3 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 81,186.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 จำนวน 19,195.1 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเอกสารงบประมาณที่สรุปสาระสำคัญของงบประมาณประจำปี 2560 ที่สำนักงบประมาณส่งมาให้ สนช.ได้ระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่า ในปี 2559 มีแนวโน้มขยายตัว 2.8% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่มีการขยายตัวในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ การลดลงของราคาสินค้าในตลาดโลก ค่าเงินบาทที่ยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนและแข็งค่าหากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐมีความล่าช้า รวมทั้งสถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ส่วนเศรษฐกิจในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.7-4.2% ปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะทำให้ภาคการส่งออกเริ่มกลับมาขยายตัวและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้มากขึ้น สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในปี 2560 ยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในเกณฑ์ดี

งบประมาณประจำปี 2560 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 6 ด้าน คือ

1.ความมั่นคงและการต่างประเทศ 157,155.5 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

2.การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 323,656.4 ล้านบาท เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

3.การพัฒนาคนและส่งเสริมศักยภาพคน 231,894.4 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาด้านสาธารณสุขและสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก

4.การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน 241,149.1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจรากฐานและชุมชนเข้มแข็ง จัดการปัญหาที่ดินทำกิน

5.การจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 110,156.6 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดความสมดุล เตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ

6.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 330,410.6 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาทุจริตในสังคมไทย เพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง

หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.กระทรวงศึกษาธิการ 519,292.5 ล้านบาท 2.กระทรวงมหาดไทย 324,012 ล้านบาท 3.กระทรวงการคลัง 218,633.1 ล้านบาท 4.กระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท และ 5.กระทรวงคมนาคม 152,726.4 ล้านบาท

ลงลึกไปในงบประมาณของกระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท พบว่าเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2559 จำนวน 7,886.1 ล้านบาทหรือ 3.8% โดยมีงบประมาณหลายรายการที่น่าสนใจ ดังนี้

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 9,150 ล้านบาท แบ่งเป็น แผนงานบุคลากรของภาครัฐ 4,744 ล้านบาท แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ 4,186 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้าง ได้แก่ ความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านความมั่นคง และการป้องกันประเทศ รวม 219.5 ล้านบาท

กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 16,292 ล้านบาท มีงบประมาณสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและระบบป้องกันประเทศ 5,790 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อจัดเตรียมกำลัง เสริมสร้าง พัฒนา และบริหารทรัพยากรทางทหารทั้งมวล ให้กองทัพสามารถพึ่งตนเองได้และมีความพร้อมในการใช้กำลังเพื่อการป้องกัน ปราบปราม แก้ไข และยุติความขัดแย้ง และยังมีเงินราชการลับ 54,822,000 บาท

กองทัพบก จำนวน 104,411 ล้านบาท ได้รับการจัดสรรงบประมาณเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและระบบป้องกันประเทศ 43,635 ล้านบาท ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องอธิปไตยและการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศในความรับผิดชอบของกองทัพบก เงินราชการลับ 290 ล้านบาท โครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ เพื่อให้กองทัพบกมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำนวน 1,973 ล้านบาท

กองทัพเรือ จำนวน 41,321 ล้านบาท มีงบประมาณภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคาม จำนวน 19,774 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ 838.5 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 6,627 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนป้องกันประเทศ 1,870 ล้านบาท

กองทัพอากาศ จำนวน 39,165 ล้านบาท มีรายจ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและระบบป้องกันประเทศ 22,265 ล้านบาท เพื่อป้องกันประเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งภายในและนอกประเทศ นอกจากนี้ มีงบประมาณสำหรับเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน 247.7 ล้านบาท ทั้งหมดเพื่อให้กองทัพอากาศเป็นกองทัพชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน

 

ถอดบทเรียนต่างชาติถึงไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ร่วมวางแผน เตือนภัยแม่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438567

ถอดบทเรียนต่างชาติถึงไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ร่วมวางแผน เตือนภัยแม่น

ประสบการณ์จากประเทศที่เคยผ่านวิกฤตน้ำ ไม่ว่าน้ำท่วม หรือขาดน้ำ เป็นบทเรียนให้ประเทศไทยได้ศึกษาเรียนรู้

ปัญหาภัยแล้งจากสภาพภูมิอากาศที่คุกคามประเทศไทยในช่วงหลังมานี้ สะท้อนว่า รัฐไทยประสบปัญหาการจัดการน้ำที่ไม่สมดุล ในปีที่ฝนตกหนักก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำนำมาบริหารในระยะยาวได้ ส่งผลต่อปัญหาต่างๆ เกิดสงครามแย่งชิงน้ำระหว่างเมืองกับชนบท ถ้าไม่เร่งแก้จะขัดแย้งบานปลายภายในสังคม

ในงานเสวนา “บทเรียนต่างประเทศ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และอิสราเอล บนความท้าทายในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” จัดโดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

อิสราเอล-ผลิตน้ำจากทะเลแก้แล้ง

ข้อมูลพื้นฐาน – พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง มีน้ำฝนไม่มาก รัฐบาลต้องเชื่อมโครงข่ายน้ำจืดด้วยระบบท่อใต้ดิน เพื่อนำน้ำจืดจากภาคเหนือลงมาตอนใต้ของประเทศ รวมระยะทาง 6,500 กม. สำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตกระแสไฟฟ้า เน้นเติมน้ำลงสู่ใต้ดินในพื้นที่ทะเลทรายช่วงฤดูหนาว พร้อมกับทำฝนเทียม และกลั่นน้ำจืดจากน้ำทะเล จุดเด่นของอิสราเอล คือ ชลประทานแบบน้ำหยด สามารถจ่ายน้ำให้พืชไร่ได้มากกว่า 90%

ไวน์เบอร์เกอร์ กาฟเรียล ผู้อำนวยการสถาบันอุทกวิทยา อิสราเอล กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรสาธารณะ ดังนั้นรัฐต้องบริหารจัดการทั้งระบบ นโยบายของอิสราเอล ยึดความอยู่รอด ที่ต้องทำให้ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ เช่น น้ำฝน น้ำบาดาล เพราะประเทศอากาศค่อนข้างร้อน แห้งแล้ง ฝนตกน้อย ดังนั้น การใช้น้ำจึงแบ่งเป็น การใช้เพื่อชลประทาน เพื่อบริโภค รวมถึงนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

เขาบอกว่า อิสราเอลจัดตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำขึ้นมาเป็นหัวใจหลัก ทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งกฎระเบียบ ทำงานอย่างเป็นองค์รวม ทั้งใช้น้ำกร่อย น้ำทะเล ขณะนี้อิสราเอลผลิตน้ำเองได้ โดยนำน้ำทะเลมาเปลี่ยนให้เป็นน้ำจืด ผ่านกระบวนการโรงงานผลิต และยังมีการบำบัดน้ำเสีย น้ำทิ้ง เข้าสู่โรงบำบัดก่อนส่งไปพื้นที่แห้ง เพื่อให้ซึมลงดินเข้าสู่กระบวนการกรองธรรมชาติ แล้วจึงสูบน้ำจากใต้ดินมาใช้ในการเพาะปลูกคิดเป็น 86%

“ในอนาคตอิสราเอลตั้งเป้าบำบัดน้ำเสียให้กลับมาใช้ให้ได้ 90% ทุกวันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ แต่สิ่งที่กังวล คือ ต้องจัดการน้ำให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยมีการก่อตั้งศูนย์วิจัยที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ทำหน้าที่พยากรณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง ได้อย่างแม่นยำ คำนวณว่าปริมาณน้ำท่วมจะเกิดขึ้นมากเพียงใด ใช้เวลาเท่าใด ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสมาร์ทโฟนไปให้ประชาชนได้เตรียมตัวล่วงหน้า” ไวน์เบอร์เกอร์ กาฟเรียล กล่าว

สิงคโปร์-เก็บฝนทุกหยดให้คุ้มค่า

ข้อมูลพื้นฐาน – เป็นประเทศที่ขาดแคลนน้ำ ต้องซื้อน้ำจากต่างประเทศ ได้ตั้งนโยบายน้ำคือความมั่นคงของชาติ จนกระทั่งผลิตน้ำใช้เองโดยพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำจากเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ 4 แห่ง จนปัจจุบันมีถึง 17 แห่ง และใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเสีย ภายใต้ชื่อ NEWater นำน้ำเสียจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมากรองและฆ่าเชื้อ จนได้น้ำดิบคุณภาพดี สามารถนำกลับไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและนำมาผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ยังแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืดด้วยกระบวนการกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล

ริดซวน บิน อิสมาอิล ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริการลุ่มน้ำ สิงคโปร์ กล่าวว่า น้ำมีความสำคัญกับสิงคโปร์อย่างมาก และสำคัญยิ่งกว่านโยบายอื่นๆ ในอดีตเคยเกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งและมีทางระบายน้ำไม่มาก จึงต้องสั่งซื้อน้ำจากต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้สิงคโปร์มีระบบการจัดการกักเก็บ นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1 ครั้ง จัดการน้ำตั้งแต่น้ำฝน น้ำทิ้ง ไปจนถึงการบำบัดและการจ่ายน้ำไปยังครัวเรือน รวมถึงส่งไปยังโรงงาน ส่งน้ำทิ้งไปฉีดลงดินด้วย

ทั้งนี้ จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ หัวใจสำคัญคือการเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาให้ได้ทุกหยด จึงต้องกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัยต้องมีโครงสร้างระบายน้ำเข้าสู่ระบบท่อสาธารณะ ถัดมาคือการกำหนดข้อบังคับป้องกันน้ำท่วม เช่น สิ่งก่อสร้างจะต้องมีมาตรฐานเรื่องขนาดฐานรากให้กระจายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ต่อมาคือการปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ขยายทางระบายให้กว้าง สร้างแก้มลิง

นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้กรณีจะมีพายุหรือน้ำท่วมในจุดไหน และยังรับบริการส่งข้อความเตือนฟรี เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนรับทราบข้อมูลและดูแลตัวเองได้

เขาบอกว่า สิงคโปร์กำหนดราคาน้ำสูง ทั้งยังเก็บภาษีน้ำเพิ่มเพื่อให้ประชาชนรู้ถึงความสำคัญของการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงการกำหนดอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ซึ่งถือเป็นข้อบังคับในการพัฒนาเครื่องอุปโภคในครัวเรือน หากใครใช้น้ำมากจะถูกสั่งให้เขียนแผนลดการใช้น้ำส่งกลับมาให้รัฐพิจารณา สิงคโปร์ยังกำหนดแผนการจัดการน้ำระยะเวลา 50 ปี โดยจะให้ใช้ในครัวเรือนเพียง 30% เท่านั้น ส่วนอีก 70% จะนำไปใช้ด้านอื่น และจะนำน้ำทิ้งมาบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณ 55% ส่วนที่เหลืออีก 25% จะเป็นการผลิตน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด

เนเธอร์แลนด์

ข้อมูลพื้นฐาน – พื้นที่ 1 ใน 4 ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงต้องสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก ป้องกันไม่ให้พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศน้ำท่วม มีการเก็บภาษีน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง และยังนำกังหันลมมาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าและลดปัญหาลมที่ทำให้น้ำระเหยเร็ว

ทีจิตต์ โนตา ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ของสถาบันวิจัยเดลทาสร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลการบริหารจัดการน้ำ หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศทั้งจากทะเลและจากแม่น้ำ มีการใช้โปรแกรมจำลองเหตุการณ์ นำปัจจัยต่างๆ มาเป็นตัวร่วม กำหนดสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบ ความรุนแรง ความเสียหาย เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลกระทบ มีส่วนร่วมตัดสินใจทำแผนบริหารจัดการเข้ามาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล นอกจากนี้มีการวางแผนผังเมืองเพื่อใช้อย่างเป็นระบบ คุ้มค่า เช่น ทำลานจอดรถใต้ดินในเวลาปกติ แต่เมื่อมีน้ำหลากหรือฝนตกก็ใช้เป็นที่กักเก็บน้ำแทนเพื่อป้องกันน้ำท่วมด้านบน ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอมาถึงประเทศไทย ว่า ควรจะต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก โดยต้องวางแผนระยะยาวเป็น 100 ปี ไม่ใช่เพียง 5-50 ปี อีกทั้งต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมบูรณาการอนาคต วางแผนอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

 

“ม.44 เรียนฟรี 15 ปี” ต้องวัดที่การนำไปปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438530

"ม.44 เรียนฟรี 15 ปี" ต้องวัดที่การนำไปปฏิบัติ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะลงประชามติว่ารับหรือไม่รับเขียนเอาไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็ก ทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจน จบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

สิ่งที่ระบุไว้ ทำให้มีการตีความว่า การศึกษาภาคบังคับ คือจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกสารทิศ ว่าไม่ส่งเสริมการศึกษาให้เด็ก เพราะที่ผ่านมาให้เรียนฟรีถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่องนี้ นับเป็นจุดอ่อนที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนำมาโจมตี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เคยสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะให้เรียนฟรี 15 ปี เพื่อให้ประชาชนจะได้ไม่สับสนและมีความสบายใจ แต่ในเวลาต่อมา หัวหน้า คสช.ก็ใช้ ม.44 ออกคำสั่งที่ 28/2559 เรื่องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ระดับก่อนประถมการศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่า รวมถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์

ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อธิบายว่า คำสั่ง เรื่องจัดการศึกษาดังกล่าว เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขยับดูแลเด็กเรื่องเรียนฟรีถึงชั้นอนุบาล แต่คำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องนี้ เป็นการลัดขั้นตอนเงื่อนไขเรื่องเวลาลง ให้เริ่มใช้มาตรการเรียนฟรีตามที่รัฐบาลคิดไว้ ซึ่งหากรอรัฐธรรมนูผ่านประชามติ ก็ต้องรออีกหลายเรื่อง เช่นต้องรอกฎหมายลูก กฎหมายประกอบ รอแผนการศึกษาแห่งชาติ กว่าจะนำรัฐธรรมนูญใหม่ไปดูแลเด็กได้อาจจะต้องรออีกนับ 10 ปี แต่คำสั่งนี้ ไม่ต้องรอจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และหลังจากนี้ กฎหมายเรื่องไหนหรือระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่ยังไม่สอดคล้องกับคำสั่งนี้ ศธ.ก็ต้องไปดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โดยหลักการแล้วประเด็นการศึกษาจะมี 4 เรื่องที่ต้องทำไปด้วยกัน คือ เรื่องของ โอกาสการเข้าถึง( Access)ความเสมอภาคเท่าเทียม(Equity)คุณภาพ (Quality)และประสิทธิภาพในการจัดการ(Efficiency) และโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา น่าจะเป็นประเด็นหลักของกฎหมายนี้  ซึ่งต้องการให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนสูงที่สุดในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่ต้องมี ค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ  อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ใน ม.44 ข้อ(1) ค่าจัดการเรียนการสอน (2) ค่าหนังสือเรียน (3) ค่าอุปกรณ์การเรียน (4) ค่าเครื่องแบบนักเรียน (5) ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (6) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามประกาศเกิดขึ้น

“ตอนนี้เรียนฟรีถึง ม.3 เราก็เจอปัญหานี้อยู่แล้ว  การเพิ่มเวลาเรียนฟรีเป็น 15 ปี โดยที่ปัญหานี้ยังคงอยู่  จึงอาจจะไม่ช่วยประเด็นด้านโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควร  แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ต้องฝากคือ  หลังจากใช้นโยบายนี้แล้ว  ต้องดูกันต่อไปว่าผลทีได้จริงๆ ทั้งด้านการเรียนต่อ และภาระค่าใช้จ่าย  ดีขึ้นจริงหรือไม่  ที่ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นค่าใช้จ่าย เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ได้ง่าย แม้มีการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายแม้เพียงไม่กี่บาท คือ คนที่มีรายได้น้อย และตามประกาศแล้ว โจทย์แรกเรื่องการเข้าถึงการศึกษา  รัฐบาลได้ตอบมาดีระดับหนึ่ง แต่โจทย์ต่อมาซึ่งยากกว่า คือ  ทำอย่างไรให้เด็กใช้โอกาสที่เพิ่มขึ้น  และทำยังไงให้เด็กที่เรียนอยู่ในระบบจนจบออกไปมีคุณภาพ  และมีทักษะตรงตามที่ตลาดแรงงานต้องการ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์กล่าว

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โดยปกติแล้ว นานาชาติ จะอุดหนุนการศึกษาให้ประชาชนแค่เพียง 9 ปี การประกาศอุดหนุน 15 ปี ย่อมเป็นผลบวกกับรัฐบาล แต่เชื่อว่าคนทั่วไปอยากเห็นนโยบายนี้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าเป็นแค่ประกาศ

“สิ่งที่ต้องดูในนโยบายนี้ คือเรื่องการนำไปปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ ว่าจะคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่ และที่ต้องไม่ลืม คือ เรียนฟรี ยังเป็นเรื่องของการอุดหนุนตามความจำเป็น เป็นการช่วยขั้นต่ำที่ไม่ได้หมายถึงฟรีทุกอย่าง บางรายการอาจจะมีค่าใช้จายเพิ่ม ซึ่งแต่ละบางโรงเรียนอาจจะหาช่องทางเก็บเงินจากผู้ปกครองเพิ่ม อย่างไรก็ตามคำสั่งนี้น่าจะช่วยกลุ่มคนที่ขาดแคลนได้ถ้านำไปปฏิบัติอย่างรัดกุม”อาจารย์จุฬาฯกล่าว

 

พบ”เสือโคร่ง”ถูกขายตลาดมืดปีละ 300 ตัว “จีน-เวียดนาม” รับไม่อั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438491

พบ"เสือโคร่ง"ถูกขายตลาดมืดปีละ 300 ตัว "จีน-เวียดนาม" รับไม่อั้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบซากเสือโคร่งและของขลังซึ่งประกอบสร้างจากชิ้นส่วนสัตว์ป่าจำนวนมากในวัดป่าหลวงตาบัว จ.กาญจนบุรี ทำให้ประเด็น “ขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า” ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความสนใจของสังคม นำมาสู่เวทีเสวนาเรื่อง “เสือโคร่ง จากกรมเลี้ยง สู่ตลาดมืด” เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2559 ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (WFFT) เปิดประเด็นว่า วัดเสือ จ.กาญจนบุรี ตั้งขึ้นมานานกว่า 20 ปี โดยเริ่มจากเสือโคร่งเบงกอลเพียง 2 ตัว ซึ่งนำมาจากฟาร์ม จ.ราชบุรี เท่านั้น จากนั้นอีก 2 ปี ก็มีสมาชิกใหม่มาเพิ่มอีก 2 ตัว และขยายพันธุ์เรื่อยๆ จนปัจจุบันมีมากกว่า 100 ตัว ส่งผลให้สถานที่ดังกล่าวกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ามหาศาล

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า วิพากษ์ว่า จากหลักฐานที่ตรวจพบเชื่อว่าวัดเสือมีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างแน่นอน  โดยปัจจุบันราคาเสือสูงมาก เช่น เสือโคร่งตัวเล็ก ราคาอยู่ที่แสนต้นๆ เสือตัวใหญ่ราคาประมาณแสนห้า และหากเป็นเสือตัวผู้อาจสูงถึงตัวละ 2 แสนบาท และเมื่อเสือถูกนำส่งไปยังประเทศจีน ราคาก็จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 4 เท่า จึงไม่แปลกที่ในแต่ละปีมีเสือเข้าสู่ตลาดค้าสัตว์ป่าประมาณ 200-300 ตัว

“รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานขึ้นมาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง” นักเคลื่อนไหวรายนี้ ระบุ

สอดคล้องกับ สุรพล ดวงแข กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ฉายภาพปัญหาของขบวนการลักลอบค้าเสือว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกิดขึ้นในหลายประเทศ เนื่องจากมูลค่าของการลักลอบสัตว์ป่าถือว่าสูงมากเที่ยบเท่าอาวุธและยาเสพติด ส่วนการดำเนินการของไทยที่ผ่านมาระบบกฎหมายและความร่วมมือฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังมีไม่มีความพร้อม

พ.ต.ท.สมบัติ เตื้องวิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการส่วนการประสานงานระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บอกว่า การลักลอบค้าชิ้นส่วนเสือนั้นมีการทำเป็นเครือข่ายจากผู้มีอิทธิพล ส่วนตลาดปลายทางของสินค้าประเภทนี้ มีตลาดหลักอยู่ 2 แห่ง คือเวียดนาม ซึ่งจะนิยมนำไปทำยาดองเหล้า และขายช็อตละ 500 บาท และประเทศจีน ซึ่งนิยมลักษณะเป็นชิ้นส่วนเนื้อต่างๆ นำไปตุ๋น หรือแปรรูป เป็นยาบำรุงกำลัง ทั้งในรูปแบบน้ำและแคปซูล

ขณะที่ตัวแทนภาครัฐที่ดำเนินการในเรื่องนี้อย่าง ชัยนิรุจน์ มะลิวัลย์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสัตว์ป่ามีโทษไม่หนักมาก เพราะมีโทษสูงสุดเพียงจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท เท่านั้น

“ตรงนี้ถือว่าเป็นโทษจุดอ่อนในการแก้ปัญหาทางด้านกฎหมาย แต่ถึงอย่างไรขณะนี้ก็กำลังมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการเพิ่มโทษให้หนักมากขึ้น นอกจากนั้นอาจจะเชื่อมโยงไปถึงในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การฟอกเงินด้วย”ชัยนิรุจน์ กล่าว

เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ รายนี้ บอกอีกว่า เสือโครงในประเทศไทยถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต แต่สามารถอนุญาตให้ครอบครองได้ แต่จะต้องอยู่ภายในกฎระเบียบที่กำหนด ดังนั้นในไทยไม่สามารถมีฟาร์มเสือโคร่ง

กอร์ดอน คองดอน ผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ องค์การกองทุนสัตว์ป่าสากล (WWF)  ประเทศไทย อธิบายว่า เสือมีสำคัญต่อระบบนิเวศมาก เพราะเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีความสำคัญสูงสุดที่คอยควบคุมปริมาณสัตว์ต่างๆ ในห่วงโซ่อาหาร  สำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นข่าวที่ที่ยังมีเสืออยู่ในธรรมชาติมาก คาดว่าทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 150 ตัว

 

จิ้งจอกสยามติดปีก เจ้าสัววิชัยแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438321

จิ้งจอกสยามติดปีก เจ้าสัววิชัยแสนล้าน

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นครึ่งปีทองของเจ้าสัวแสนล้าน “วิชัย ศรีวัฒนประภา (รักศรีอักษร)” เจ้าพ่อ คิง เพาเวอร์ ซึ่งล่าสุดสร้างชื่อให้ดังยิ่งขึ้น ด้วยการซื้อกิจการไทยแอร์เอเชีย 2 หมื่นล้านบาท หลังจากไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ซื้อมา สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกตั้งแต่ตั้งสโมสรมากว่าร้อยปี ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทำให้มูลค่าทีม 40 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นสิบเท่าตัว เป็น 400 ล้านปอนด์ หรือ 2 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับธุรกิจหลัก ร้านปลอดภาษีที่ปีนี้จะทำรายได้กว่า 8.5 หมื่นล้านบาท และปีหน้าตั้งเป้าทะลุกว่า 1 แสนล้านบาท

จากความเคลื่อนไหวที่หวือหวาอย่างมากดังกล่าว ส่งผลให้สปอตไลต์ส่องไปที่วิชัยว่า จากธุรกิจหลักร้านค้าปลอดภาษีหรือดิวตี้ฟรี ทำไมถึงสามารถต่อยอดสร้างสายสัมพันธ์ได้ลึกล้ำเกินคาด ตั้งแต่ราชวงศ์อังกฤษผ่านกีฬาโปโล มาถึงเมืองไทยที่โยงใยโครงข่ายกับหลากหลายสถาบัน ทุกสี ทุกกลุ่มการเมือง เช่น การเปิดโรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ ให้เป็นศูนย์ต้านรัฐประหาร แต่ขณะเดียวกันก็สามารถหวานชื่นกับสีเขียวแกนนำก่อรัฐประหาร ส่วนสีกากีก็สนิทถึงขั้นดันให้อดีต ผบ.ตร.ขึ้นเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ล้างกลุ่มอำนาจเก่า ไล่ไปถึงสีเหลืองที่แนบแน่นกับเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร ซึ่งร่ายมนต์เสกยันต์ มีส่วนให้ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลล่าสุด รวมไปถึงบางธุรกิจที่สีอึมครึม

บนสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงยิ่งกว่าเกมหมากรุกดังกล่าว เนื้อแท้แล้ววิชัยเป็นใครมาจากไหน วิชัยเกิดเมื่อเดือน เม.ย. 2501 เป็นบุตรของวิวัฒน์ รักศรีอักษร (ชื่อเดิม : ซื้อหลี่เม้ง) กับประภาศร รักศรีอักษร จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาวูดลอว์น สหรัฐอเมริกา ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ททอร์ป สหรัฐอเมริกา ชีวิตครอบครัว สมรสกับเอมอร รักศรีอักษร มีบุตรทั้งหมด 4 คน (เป็นชาย 2 หญิง 2) วรมาศ ศรีวัฒนประภา อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา อรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นรองประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และมีส่วนช่วยบริหารให้ทีมฟุตบอลได้แชมป์

วิชัยใกล้ชิดกับราชวงศ์อังกฤษผ่านความชื่นชอบกีฬาโปโล ปี 2548 วิชัยกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ เจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ และ อัลดองโฟ แคมเปียโซ มือหนึ่งโปโลชาวอาร์เจนตินา จัดทีมออกแข่งในรายการจักรวรรดิคัพ ระหว่างทีมประเทศไทยกับทีมดูไบ ที่ริชมอนด์ ลอนดอน

ด้านสายสัมพันธ์ในเมืองไทย เห็นเป็นรูปเป็นร่างในยุคกลุ่มซอยราชครู โดยได้รับบริหารร้านดิวตี้ฟรีในเมือง ที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ชื่อขณะนั้น ต่อจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จากนั้นก็มีสายสัมพันธ์เกือบทุกฝ่าย ที่มีการพูดถึงกันมากก็ช่วงที่เปิดโรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ ให้เป็นศูนย์ต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ขณะที่ความสัมพันธ์กับผู้นำรัฐประหารปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน วิชัยก็สามารถเข้าหารือได้อย่างสนิท รวมทั้งการได้สัมปทานร้านดิวตี้ฟรีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ขณะเดียวกันก็หวานชื่นกับสุเทพ เทือกสุบรรณ เนวิน ชิดชอบ มาจนถึงปัจจุบันยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ก็รักชอบกันดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

สำหรับสายสัมพันธ์ทางราชการ สะท้อนผ่านการจัดงานฉลองวาระที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ครบรอบ 25 ปี นอกจากพรรคการเมืองระดับแกนนำจะเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าแล้ว ในส่วนของราชการ ระดับหัวหน้าในบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. มากันไม่ขาด ข้าราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งสอดรับกันพอดีกับแนวทางธุรกิจของกลุ่ม

วิชัยเคยเล่าว่า ธุรกิจยุคแรกๆ ของครอบครัวเกี่ยวข้องกับการพิมพ์ตัวอักษร ดังนั้นจึงใช้นามสกุลรักศรีอักษร หลังจากนั้นก็ขยายไปสู่ธุรกิจการค้าถึงขณะนี้แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 1.ธุรกิจร้านค้าปลอดอากรหรือดิวตี้ฟรี ซึ่งมีในสนามบิน 5 แห่ง คือ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเทพฯ หรือดอนเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ร้านค้าปลอดอากรกลางเมือง 4 แห่ง ที่คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ซอยรางน้ำ ที่ภูเก็ต พัทยา และศรีวารี คอมเพล็กซ์ บางนา-ตราด กม.18 และมีแผนจะขายดิวตี้ฟรีออนไลน์ โดยกลุ่มนี้คาดจะมีรายได้ปี 2559 รวมกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท และปี 2560 จะมีรายได้ทะลุแสนล้านบาท หรือเติบโต 15-20%

มีการมองกันว่าธุรกิจดิวตี้ฟรี ซึ่งอยู่นอกตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน บางส่วนให้มองเปรียบเทียบกับร้านเจ้เล้ง ซึ่งเป็นเพียงแค่ไม่กี่แผนกของคิง เพาเวอร์ ว่าขนาดเจ้เล้งที่รายได้หลักมาจากกลุ่มเครื่องสำอาง และขนม ยังมีกำไรจนสามารถใช้เงินสดสร้างคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่สาขาดอนเมืองโดยไม่ต้องกู้ แล้วกำไรของคิง เพาเวอร์ จากรายได้แสนล้านจะมากขนาดไหน นอกจากนี้จากที่เมื่อก่อนสายการบินจะบรรทุกแค่กลุ่มผู้โดยสารกำลังซื้อระดับบนมาซื้อสินค้าที่ดิวตี้ฟรี แต่ขณะนี้ผลจากสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์โตมาก จึงช่วยนำผู้โดยสารระดับกลางเข้ามาจอดที่สนามบิน เพื่ออุดหนุนสินค้าดิวตี้ฟรีอีก จึงเชื่อว่าการขยายกลุ่มผู้ซื้อดังกล่าวจะยิ่งทำให้รายได้และกำไรจากนี้พุ่งรวดเร็วมาก

หันมองขาธุรกิจหลักที่ 2.สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากได้แชมป์พรีเมียร์ลีก เงินลงทุน 40 ล้านปอนด์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 10 เท่า เป็น 400 ล้านปอนด์ หรือ 2 หมื่นล้านบาท แหล่งข่าวจากวงการกีฬาเปิดเผยว่า ช่วงที่วิชัยตัดสินใจซื้อทีมเลสเตอร์ เพราะ 1.ราคาค่อนข้างถูก เนื่องจากเลสเตอร์ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก และ 2.พื้นที่ด้านหน้าสนามแข่งขันทีมเลสเตอร์มีมากพอที่จะลงทุนสร้างเป็นศูนย์การค้า เพื่อขายสินค้าหรืออาหารจากเอเชีย เนื่องจากเมืองเลสเตอร์เป็นเมืองที่คนอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และบังกลาเทศอาศัยอยู่มาก น่าจะเพิ่มมูลค่าในการลงทุนได้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ส.ค. 2553 “เจ้าสัวดิวตี้ฟรี” ได้ตัดสินใจลงทุนซื้อ “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลเล็กๆ ในอังกฤษ ด้วยสนนราคา 40 ล้านปอนด์ (ราว 2,000 ล้านบาท) ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของสโมสรที่มีอายุยาวนาน 132 ปี (ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1884)

เลสเตอร์ผงาดคว้าแชมป์ “เดอะแชมเปี้ยนชิพ” ฤดูกาล 2013-2014 จนสามารถกลับมาเล่นในลีกสูงสุดในรอบ 10 ปี แต่ฤดูกาล 2014-2015 ต้องดิ้นรนหนีตกชั้น ก่อนจะช็อกโลกด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ 2015-2016 ทำให้มีมูลค่าของสโมสรราว 300 ล้านปอนด์ (15,318 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่าตัว แบ่งออกเป็นรายรับ เช่น สปอนเซอร์ถึง 104 ล้านปอนด์ (ราว 5,310 ล้านบาท) ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้พรีเมียร์ลีก 72 ล้านปอนด์ (ราว 3,676 ล้านบาท) ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ไปยัง 200 กว่าประเทศทั่วโลกอีก 99 ล้านปอนด์ (ราว 5,550 ล้านบาท) เงินรางวัลในฐานะแชมป์ 90 ล้านปอนด์ (4,595 ล้านบาท) โดยรวมแล้วปีนี้ เลสเตอร์น่าจะมีรายได้รวมกว่า 150 ล้านปอนด์ (ราว 7,659 ล้านบาท) ด้วยผลสำเร็จดังกล่าว บรรดานักเตะจิ้งจอกสยามจึงยกให้เจ้าสัวเป็นบอสหรือเจ้านาย

บริษัท รีปูคอม บริษัทด้านการวิจัยการตลาดกีฬาโลก เปิดเผยว่า เลสเตอร์จะมีรายได้จากค่าส่วนแบ่งต่างๆ ที่จะได้รับในช่วงฤดูกาลหน้า (2016-2017) เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นเงินรางวัลจากพรีเมียร์ลีก และรายได้จากการลงเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 32 ล้านปอนด์ (ราว 1,633 ล้านบาท) รายได้จากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมเกมในแต่ละนัด และเงินเพิ่มอีกเกมละ 3.5 ล้านปอนด์ (ราว 175 ล้านบาท) และรายได้จากการขายของที่ระลึก นอกจากมูลค่าเพิ่มของค่าตัวนักเตะในทีมน่าจะรวมเป็น 82 ล้านปอนด์ (ราว 4,100 ล้านบาท)

ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ 3.โรงแรม ตัวหลักยังคงเป็นโรงแรมพูลแมน ที่ซอยรางน้ำ และ 4.ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งซื้อมา สายการบินไทยแอร์เอเชีย ด้วยเงินเกือบ 8,000 ล้านบาท ในหุ้น 39% ของครอบครัวแบเลเว็ลด์ และเตรียมไว้อีก 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อรับซื้ออีก 60% ของผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยกลุ่มสายการบินปีที่ผ่านมามีรายได้เกือบ 3 หมื่นล้านบาท

ด้วยองค์ประกอบที่พร้อมทั้งวงสังคม ความสัมพันธ์หรือคอนเนกชั่น และกุมธุรกิจระดับหลายแสนล้าน เจ้าสัววิชัยวันนี้จึงเหมือนจิ้งจอกสยามติดปีก

ขุมทรัพย์ “ดิวตี้ฟรี” ขุมพลัง “คิง เพาเวอร์”

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน “กลุ่มคิง เพาเวอร์” และ วิชัย ศรีวัฒนประภา (รักศรีอักษร) เป็นชื่อที่สังคมทั่วไปแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ถือได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ผูกขาดสัมปทานในบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ตั้งแต่ยังใช้ชื่อ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2536

ในช่วงปี 2536 กลุ่มคิง เพาเวอร์ เริ่มต้นด้วยการได้รับสัมปทานขายสินค้าและของที่ระลึก ที่สนามบินกรุงเทพ (สนามบินดอนเมือง) สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ จากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ในนาม “บริษัท เจ.ที.เอ็ม. กรุ๊ป” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท คิง พาวเวอร์ แท็กซ์ฟรี” โดยอายุสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลงในปี 2540 และต่อมาธุรกิจด้านการขายสินค้าและของที่ระลึกของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ได้รับการต่ออายุสัมปทานอีก 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกระหว่างปี 2541-2546 และครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 2546-2549 หรือจนกว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะเปิดให้บริการ

ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะอยู่ในช่วงปี 2540 กลุ่มคิง เพาเวอร์ ได้รับสัมปทานให้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ที่สนามบินดอนเมือง สนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ จาก ทอท. ในนาม “บริษัท เจ.ที.เอ็ม.ดิวตี้ฟรี” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี โดยสัมปทานร้านค้าปลอดอากรครั้งนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2544 และต่อมาได้รับการต่ออายุสัมปทานอีกครั้งในปี 2545-2549 หรือจนกว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะเปิดให้บริการ พร้อมทั้งได้รับอนุญาตจาก ทอท.ให้ดำเนินการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรของผู้ประกอบการอีกรายหนึ่ง

ส่งผลให้กลุ่มคิง เพาเวอร์ ผูกขาดการดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดอากรในสนามบินของ ทอท. 4 แห่ง เพียงเจ้าเดียว และหลังจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ใช้นโยบายสนามบินเดียว คือ ปิดสนามบินดอนเมือง และเปิดใช้งานสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2548 กลุ่มคิง เพาเวอร์ ได้รับสัมปทานผูกขาดร้านค้าปลอดอากรเพียงรายเดียว ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินภูมิภาคอีก 3 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต และ สนามบินหาดใหญ่ เป็นเวลา 10 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2548-31 ธ.ค. 2558 ซึ่งสัญญาดังกล่าวลงนามกันเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2547

อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง 2 ครั้ง คือ ในคราวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดสนามบินเมื่อปี 2549 และเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในปี 2552-2553 ทอท.ได้มีมาตรการเยียวผลกระทบให้ผู้ประกอบการในสนามบิน ทอท. โดยขยายอายุสัญญาให้ครั้งละ 2 ปี รวมเป็น 4 ปี ส่งผลให้กลุ่มคิง เพาเวอร์ ได้สิทธิจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีที่สนามบินสุวรรณภมิและสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง ไปจนถึงวันที่ 27 ก.ย. 2563

ขณะที่ในปี 2548 กลุ่มคิง เพาเวอร์ ในนาม “คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ” ชนะการประมูล “พื้นที่เชิงพาณิชย์” ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เหนือคู่แข่ง 4 เจ้า ที่เข้าร่วมแข่งประมูล คือ กลุ่มบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล กลุ่มบริษัท มาสเตอร์ มายนด์ กลุ่มบริษัท เอื้อวัฒนสกุล และกลุ่มบริษัท อิมพีเรียล พลาซ่า และสามารถคว้าสัญญาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์มาได้ 10 ปี หรือตั้งแต่เดือน มี.ค. 2548-2558 และได้สิทธิประโยชน์จากการเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองไปจนถึงปี 2563 และถือเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการเปิดร้านขายสินค้าปลอดอากรกลางกรุงเทพฯ ที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ เป็นเจ้าของ

เพราะทีโออาร์ใน 2.1.1 ระบุ “ผู้รับอนุญาตจะได้รับสิทธิให้ดำเนินการพัฒนาตลอดจน ‘บริหารจัดการพื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์’ สำหรับร้านค้าย่อย หรือบริการต่างๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร (Passenger Terminal Complex) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ ขอบเขตของโครงการไม่รวมถึงการดำเนินงานต่อไปนี้ 1) ร้านค้าปลอดอากร 2) การบริหารกิจกรรมการโฆษณา และ 3) กิจกรรมการให้บริการด้านการขนส่งให้กับผู้โดยสารของท่าอากาศยาน เช่น รถแท็กซี่ รถบัส รถลีมูซีน เป็นต้น”

จึงเท่ากับว่า นอกจากกลุ่มคิง เพาเวอร์ จะได้รับสิทธิในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์สนามบินสุวรรณภูมิแทบจะทุกตารางเมตรในขณะนั้นแล้ว กลุ่มคิง เพาเวอร์ ยังใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากรจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Pick Up Counter) คือ เมื่อมีการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดภาษีในเมือง จะต้องส่งมอบสินค้า ณ จุดที่กรมศุลกากรกำหนด ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 20/2549 ซึ่งก็คือ พื้นที่ใดๆ ในสนามบินสุวรรณภูมินั่นเอง

ดังนั้น ในเมื่อกลุ่มคิง เพาเวอร์ ได้สิทธิร้านค้าปลอดอากร และสิทธิบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมดในสนามบินสุวรรณภูมิ จึงเรียกได้ว่า กลุ่มคิง เพาเวอร์ แทบจะผูกขาดการขายสินค้าปลอดอากรทั้งในสนามบินและในกรุงเทพฯ แต่เพียงเจ้าเดียวไปจนถึงปี 2563

แม้ว่าต่อมารัฐบาลจะประมูลสิทธิจำหน่ายสินค้าปลอดอากร กิจกรรมการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Pick Up Counter) และสิทธิในการบริการพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สนามบินดอนเมือง หลังรัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายเปิดใช้สนามบินดอนเมืองอีกครั้งในปี 2555 กลุ่มคิง เพาเวอร์ ชนะการประมูลได้สิทธิจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และกิจกรรมให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ซึ่งต่อมาได้รวมเป็นสัญญาเดียวกัน โดยมีอายุสัญญา 10 ปี หรือตั้งแต่ปี 2555-30 ก.ย. 2565 ส่วนกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือกับ Shilla (เกาหลี) ชนะการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ และ ทอท.ห้ามไม่ให้ใช้มีการนำพื้นที่เชิงพาณิชย์ทำจุด Pick Up Counter

ส่งผลให้ธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีทั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และร้านค้าปลอดภาษีในกรุงเทพฯ ของกลุ่มคิง เพาเวอร์ มีความมั่นคงต่อไปอย่างน้อย 4 ปี และนานพอที่จะสั่งสมทุนเพื่อที่จะนำไปสู่การชนะการประมูลร้านค้าปลอดภาษี สิทธิบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินทั้งสองแห่งต่อไปอีกยาวนาน

แต่กว่าจะถึงวันนี้ ใช่ว่าหนทางของกลุ่มคิง เพาเวอร์ จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะหลายต่อหลายครากลุ่มคิง เพาเวอร์ เจอมรสุมลูกใหญ่ๆ มาหลายลูก แต่ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 กลุ่มคิง เพาเวอร์ ตกเป็นเป้าใหญ่ เมื่อ ทอท.ประกาศจะเลิกสัญญาร้านค้าปลอดภาษีกับกลุ่มคิง เพาเวอร์ ในปี 2550 เนื่องจากอ้างว่าสัญญาร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินภูเก็ต สนามบินหาดใหญ่ เป็นโมฆะ เพราะมูลค่าโครงการเกิน 1,000 ล้านบาท จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และมีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนกรณีนักการเมืองเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคิงเพาเวอร์ จนได้สัญญาดังกล่าวมา

ต่อมาในเดือน ก.พ. 2551 ศาลแพ่งฯ มีคำพิพากษาให้กลุ่มคิง เพาเวอร์ ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดอากรไปกว่าจะสิ้นสุดสัญญา ขณะที่ในปี 2553 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติฉิวเฉียด 5 ต่อ 4 ว่า การได้มาซึ่งสัญญาร้านค้าปลอดอากรของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน จึงมีมติให้ยกคำร้องในที่สุด แม้ว่าต่อมาในเดือน ก.พ. 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้าตรวจสอบ และพบความผิดปกติในเรื่องการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ท่าอากาศยานซึ่งเป็นสัญญาที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ มีกับบริษัท ทอท.ก็ตาม

นับจากวันที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ เริ่มต้นธุรกิจที่ผูกติดกับสัมปทานของหน่วยงานรัฐในธุรกิจร้านค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี วันนี้กลุ่มคิง เพาเวอร์ มีรายได้ 6.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 มากกว่าค่าตอบแทนที่กลุ่มจ่ายเป็นค่าสัมปทานร้านค้าดิวตี้ฟรี (ไม่รวมส่วนแบ่ง) 10 ปี (ปี 2548-2558) ที่มีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท และในปี 2559 กลุ่มคิง เพาเวอร์ คาดว่าจะมีรายได้ 8.5 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ในปี 2560 ซึ่งยังไม่นับรายได้เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโต 10-15% จากปีที่แล้วที่ีมีรายได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าธุรกิจดิวตี้ฟรีเป็นขุมพลังหลักของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ที่ใช้ต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

“แอร์เอเชีย” ต่อยอด สกัดร้านปลอดอากรรายใหม่

หลายคนตั้งคำถามว่า กว่าจะมีวันนี้เส้นทางเศรษฐีอย่างวิชัยร่ำรวยมาจากอะไร ก่อนจะมาจับธุรกิจดิวตี้ฟรี คิง เพาเวอร์ หรือไม่ คำตอบคือ ร้านค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี นับเป็นบ่อเงินบ่อทองสำคัญที่นำไปสู่การต่อยอดในการลงทุนด้านอื่นๆ

ความมั่งคั่งจากการเล่นหุ้นแบบซื้อมาขายไป ทำกำไรจากบิ๊กล็อตในหลายกรณี ก็เป็นอีกหนึ่งในเกมการเงินของวิชัย ซึ่งได้เห็นชัดๆ มาแล้วในกรณีซื้อหุ้นอาร์เอส โดยให้เหตุผลว่ามองเห็นโอกาสของธุรกิจบันเทิง แต่ภายในเวลา 2 เดือน ก็ขายทิ้งทำกำไร จนเมื่อถึงกรณีล่าสุด ไทยแอร์เอเชีย เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ ก็ให้เหตุผลว่า ซื้อเพราะไทยแอร์เอเชียสามารถต่อยอดธุรกิจได้ โดยเฉพาะการขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวจีน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วิชัยจะถูกถามอย่างหนัก อย่างการซื้อไทยแอร์เอเชียครั้งนี้จะคล้ายกับกรณีอาร์เอสหรือไม่ แล้วก็ได้รับการยืนยันว่า การลงทุนในไทยแอร์เอเชียเป็นการลงทุนระยะยาวให้ครอบครัวแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนั้น หลายคนจึงตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำอย่างไทยแอร์เอเชีย โดยก่อนจะวิเคราะห์ถึงประเด็นนี้ ต้องย้อนกลับมาดูฐานธุรกิจหลักอย่างธุรกิจดิวตี้ฟรีภายใต้แบรนด์ “คิง เพาเวอร์” โดยหากกล่าวว่า คิง เพาเวอร์ มีฐานที่มั่นคงในธุรกิจนี้ ก็ต้องยอมรับว่ามั่นคง ด้วยสายสัมพันธ์อันแนบแน่นที่มีกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ทำให้ได้สัมปทานทำร้านดิวตี้ฟรีใน 5 สนามบิน ได้แก่ 1.สุวรรณภูมิ (อีก 4 ปีหมดสัญญา) 2.ดอนเมือง 3.เชียงใหม่ 4.ภูเก็ต และ 5.หาดใหญ่

แต่ในอนาคตก็มีความเสี่ยงไม่น้อยเช่นกัน ด้วยกระแสกดดันจากภาคเอกชนและหน่วยงานอิสระที่ตรวจสอบคอร์รัปชั่น อาจทำให้ท้ายที่สุด มีการเปิดจุดรับจ่ายสินค้าปลอดอากรสาธารณะ (Pick-up Counter) ได้จริงในหลายสนามบินนานาชาติ ที่ผู้ให้บริการธุรกิจดิวตี้ฟรีทุกรายใช้บริการได้อิสระ ก็มีแนวโน้มว่าจะมีผู้ประกอบการ ดิวตี้ฟรีกลางเมือง (นอกสนามบิน) เกิดมากขึ้น ให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ร้านดิวตี้ฟรีกลางเมือง แล้วก็ไปรับสินค้าที่จุดพิคอัพ เคาน์เตอร์สาธารณะ ก็อาจทำให้คิง เพาเวอร์ มีโอกาสถูกชิงส่วน
แบ่งตลาดมากขึ้น

แน่นอนว่าการที่คิง เพาเวอร์ ทำธุรกิจนี้มานาน และกำลังจะมียอดขายแตะ 1 แสนล้านบาทในปีหน้า การถูกกินส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าห่วง แต่ด้วยผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจดิวตี้ฟรีในเมืองก็เป็นยักษ์ใหญ่แห่งค้าปลีกที่ “บิ๊ก” และมีโครงข่ายโยงใยไม่น้อยไปกว่าคิง เพาเวอร์เลย และอาจจะมีความพร้อมในด้านทำเลที่ตั้งของสาขาที่เข้าถึงได้สะดวกมากกว่าด้วย

นั่นจึงเป็นหนึ่งในข้อสังเกตของคนในแวดวงธุรกิจว่า อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้วิชัยต้องขยับไปหาธุรกิจสายการบิน เรียกว่าไปรับคนซื้อจากหน้าประตูบ้าน ดึงมาซื้อสินค้าปลอดอากรที่คิง เพาเวอร์ ซึ่งหากคิดภายใต้โจทย์ที่ว่า คิง เพาเวอร์ ยังคงทำธุรกิจดิวตี้ฟรีเพียงรายเดียวในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกสนามบิน การมีธุรกิจสายการบินไว้ในครอบครองก็มีแต่ได้กับได้ สายการบินขนคนมาได้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีกับคิง เพาเวอร์ ทุกแห่งทั่วประเทศไทย

ขณะที่หากคิดจากโจทย์ที่ว่า คิง เพาเวอร์ ไม่ใช่ผู้เล่นรายเดียวในธุรกิจค้าปลีกปลอดอากรอีกต่อไป และธุรกิจนี้มีการแข่งขันอย่างเสรีทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต การมีสายการบินเป็นของตัวเองก็ยิ่งเป็นผลดีในแง่เชิงการกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างไทยแอร์เอเชีย กับ คิง เพาเวอร์ ได้เต็มที่ เช่น การให้สิทธิประโยชน์แบบพิเศษกับคนที่บินไทยแอร์เอเชียในการช็อป คิง เพาเวอร์ เพื่อดึงให้ลูกค้าเลือกช็อปในคิง เพาเวอร์ มากกว่าเลือกไปช็อปร้านค้าปลอดอากรของเจ้าอื่น

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน หากวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแหล่งท่องเที่ยวของไทยทุกรายในเวลานี้ ไม่ว่าจะร้านค้าระดับกลางไปจนถึงร้านค้าระดับไฮเอนด์ ล้วนจับกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก เช่นเดียวกับที่คิง เพาเวอร์ ก็ให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้มาก จึงเตรียมเร่งสร้างคิง เพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ เฟส 2 ให้เสร็จก่อนต้นปีหน้า เพื่อจะปิดปรับปรุงคิง เพาเวอร์ ดาวน์ทาวน์ คอมเพล็กซ์ (รางน้ำ) ให้เป็นโฉมใหม่ และเมื่อทั้งสองแห่งแล้วเสร็จ ก็จะแยกการทำตลาดชัดเจน โดยตั้งเป้าให้สาขาศรีวารี รับกลุ่มลูกค้าที่เป็นกรุ๊ปทัวร์จีนเป็นหลัก ส่วนสาขารางน้ำรองรับกลุ่มลูกค้าท่องเที่ยวเองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้าท่องเที่ยวไทยมีประมาณ 10 ล้านคน ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12-13 ล้านคน วิชัย ระบุว่า ชาวจีนกลุ่มนี้เข้ามาใช้บริการคิง เพาเวอร์ ทุกสาขา รวมแล้วมากถึง 6-7 ล้านคน เขาตั้งเป้าที่จะเพิ่มเป็น 80% ของชาวจีนทั้งหมดที่เข้ามาในไทย จากการใช้ไทยแอร์เอเชียเป็นตัวเชื่อมหลัก ซึ่งหากมีผู้เล่นดิวตี้ฟรีรายใหม่ๆ เกิดขึ้น ฟันธงได้เลยว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนกว่า 10 ล้านคนดังกล่าว จะกลายเป็นทะเลเดือดแน่นอน

จึงไม่แปลกเลย ถ้านอกจากไทยแอร์เอเชียจะต่อยอดทางธุรกิจให้กับคิง เพาเวอร์แล้ว จะยังเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่คิง เพาเวอร์หวังจะใช้ในการสกัดดาวรุ่งผู้เล่นดิวตี้ฟรีรายใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

“จตุพร”แจงปมครหายันนปช.ไม่เกี่ยว”ธรรมกาย”เตือนระวังน้ำผึ้งหยดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438247

"จตุพร"แจงปมครหายันนปช.ไม่เกี่ยว"ธรรมกาย"เตือนระวังน้ำผึ้งหยดเดียว

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ/วิรวินท์ ศรีโหมด

นับวันปัญหาการเข้ามอบตัวของ “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะยิ่งทวีความรุนแรง และบานปลายขึ้น หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำกำลังขอเข้าค้นวัดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เพื่อตามหาเจ้าอาวาสผู้อาพาธ แต่กลับไม่เจอแม้แต่เงา เนื่องจากถูกพลังของศิษยานุศิษย์ นั่งตากแดด ตากลม ตากฝน ขัดขวาง พร้อมประกาศลั่นว่า พระธัมมชโย จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เท่านั้น นี่จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมองว่า ปัญหาของพระอาพาธรูปนี้อาจไม่ใช่เรื่องของสงฆ์ แต่อาจมีกลิ่นอายของการเมืองเข้ามา และอาจจะจบไม่สวย

สำหรับฝ่ายที่ถูกพูดถึงมาตลอดอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.  ยืนยันว่า นปช.ไม่เกี่ยว รวมถึงตนเองก็ไม่เคยเข้าไปในวัดพระธรรมกาย เพราะมองว่าวัดพระธรรมกายทุกฝ่ายสามารถเข้าไปได้ เหมือนกับวัดบวรนิเวศวิหารที่ตนเองนับถือนั้น แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังเคยไป ดังนั้นวัด ยังไงก็คือวัด ไม่มีสิทธิเลือกคน หรือปิดประตูไม่ให้ใครเข้า และจากกรณีดังกล่าวอาจจะเป็นมากกว่าน้ำผึ้งเต็มบาตร ที่หนักกว่าน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะความศรัทธาในเรื่องของศาสนานั้นมันน่ากลัว และสูงกว่าเรื่องของการเมือง

สำหรับปรากฏการณ์ที่ทาง ดีเอสไอ กำลังดำเนินกับทางวัดพระธรรมกายจะมีความเชื่อมโยงกับการเมืองหรือไม่ จตุพร มองว่า เรื่องนี้ถ้าดูทางคดีจะไม่มีปัญหาเลย ถ้าหากขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาครั้งแรก ดีเอสไอ ยอมเข้าไปในวัดพระธรรมกาย และปล่อยให้หลังจากนั้นก็ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถต่อสู้ทางคดีความ เหมือนกรณีการชุมนุมของตนเองเมื่อปี 2553 ซึ่งมีโทษร้ายแรงกว่าถึงขั้นประหารชีวิต แต่ทาง ดีเอสไอ ก็ยังสามารถเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาได้ถึงเวที นปช. ที่ราชประสงค์

“ทำไมครั้งนี้จึงเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกายไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้มองว่า อาจเป็นการถือศักดิ์ศรีจนเกินความจำเป็น และตั้งข้อสังเกตว่าการแจ้งข้อกล่าวหาคดีสำคัญ ที่ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ออกมา หากนำไปบริจาคให้กับใครก็ควรดำเนินคดีกับทุกคน ไม่ใช่บริจาคให้วัดพระธรรมกาย รัฐก็จะดำเนินคดีกับเฉพาะทางวัด แล้วช่วงที่ผ่านมาศิษยานุศิษย์ก็รวบรวมเงินและทยอยคืนจนเกือบครบแล้ว แต่ในทางกลับกันกับรายอื่นยังไม่เคยคืนสักบาท ทำไมจึงไม่ดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้จึงมีการตั้งข้อสงสัย” จตุพร กล่าว

นอกจากนี้ จตุพร ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า วันที่ทางพระธัมมชโยจะเข้ามอบตัวที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทำไมทางเจ้าหน้าที่จึงต้องเตรียมกำลังไปถึง 2,350 คน ซึ่งตรงนี้จึงทำให้เป็นเรื่องที่ไม่สบายใจของแต่ละฝ่าย เพราะมองว่าการที่พระอาพาธรูปหนึ่งจะเข้ามอบตัวทำไมจึงต้อง
เตรียมกำลังมากขนาดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้วางใจกันอยู่แล้ว ตั้งแต่กรณีเรื่องการแต่งตั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จสังฆราช ให้เป็นสังฆราช มันจึงตกอยู่ในสภาพแบบนี้

จตุพร มองอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาคู่ขัดแย้งของวัดพระธรรมกาย รวมถึงวัดปากน้ำ และคณะสงฆ์โดยรวม อย่างพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย หรือแม้แต่ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระวัดพระธรรมกาย และไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  ก็เปรียบเสมือนเข็มทิศ ที่คอยชี้ให้รัฐดำเนินตาม แต่ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ไม่ว่าจะฝ่ายธรรมยุต หรือมหานิกาย ต่างมีเสียงประสานเดียวกัน แต่เมื่อถึงขั้นนี้สิ่งเดียวที่สำคัญ คือ รัฐต้องระวังเรื่องการดำเนินการ

“เหมือนอย่างกรณีที่ นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำละศีลอด เดือนรอมฎอนให้ชาวมุสลิม แต่วันรุ่งขึ้นกลับไปจับพระวัดพระธรรมกาย ซึ่งเรื่องนี้มันมีความละเอียดอ่อน ทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิม ดังนั้นควรระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง” จตุพร กล่าวยกตัวอย่าง

จตุพร ยกอีกตัวอย่างว่า วัดอ้อน้อยของพระพุทธะอิสระ ที่มีพระสงฆ์อยู่วัดเพียงไม่กี่รูป เพราะที่เหลือศิษยานุศิษย์ต่างก็เป็นหน่วยการ์ดจากเวทีแจ้งวัฒนะ แต่หากเทียบกับวัดพระธรรมกายที่มีคนอยู่ในสารบบทั่วโลก กว่า 6 ล้านคน ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงคนเสื้อแดง เนื่องจากวัดไม่สามารถปฏิเสธว่าคนที่เข้าวัดจะต้องเป็นสีอะไร มีความเชื่อทางการเมืองอะไร ซึ่งที่แห่งนั้นก็มีทุกฝ่าย เรื่องนี้จึงมองว่าเรื่องของความศรัทธานั้นห้ามกันไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะต้องระมัดระวังในการดำเนินการใดๆ ทั้งเรื่องความอ่อนไหว และความเชื่อ

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่นำกำลังไปล้อมวัดพระธรรมกายนั้น จตุพร มองว่า ในฐานะที่เคยนำมวลชนมาก่อน มองว่า มวลชนยิ่งเป็นผู้อาวุโสยิ่งน่ากลัว และยิ่งทางวัดมีการวางระบบบริหารจัดการอย่างดี โดยดูได้จากการนั่ง เวลามีพิธี แม้แต่ กปปส. หรือ นปช. องค์กรไหนก็ไม่สามารถสู้ได้เลย เพราะถือเป็นทัพธรรมที่มีระเบียบวินัย และผู้ที่ร่วม มีทุกช่วงวัย ช่วงอายุ มีตั้งแต่เศรษฐี ไปถึงคนยากจน ซึ่งเรื่องนี้มองว่า ถ้ารัฐเข้าไปในสถานที่ที่มีคนศรัทธา และหากเกิดการกระทบกระทั่ง เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น ก็ยากที่จะควบคุมสถานการณ์ได้

“รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมรัฐจึงต้องไปทะเลาะกับเรื่องความเชื่อของคน ทั้งที่เรื่องนี้รัฐควรมีทางเลือกหรือวิธีการจัดการอย่างอื่น เช่น อาจไปแจ้งข้อกล่าวหาได้ทั้งที่ ดีเอสไอหรือถึงเตียงพระธัมมชโย และจากนั้นก็ดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งก็ควรสู้คดีกันไป แต่ก็อาจใช้เวลานาน แต่ทำไมรัฐจึงไม่เลือกเส้นทางนี้ ทั้งที่ทำได้”จตุพร ระบุ

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าพระธัมมชโย ควรทำอย่างไร หลังศาลอนุมัติออกหมายจับ จตุพร แนะนำว่า ก็ไม่ควรปฏิเสธการมอบตัว ซึ่งก็อาจให้เหตุผลว่าอาพาธก็ได้ แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งข้อกล่าวหาที่กุฏิที่พักรักษาตัวภายในวัด แต่การที่ดีเอสไอบอกว่า ถ้าให้มาที่ดีเอสไอ แล้วจะให้ประกันตัว เมื่อนั้นหากสังคมมองว่าอยู่ดีๆ คนที่ป่วยเมื่อได้ยินอย่างนั้น และรีบไป ก็จะเป็นวิธีการทำลายความศรัทธา เพื่อต้องการบอกให้ผู้อื่นรู้ว่า พระไม่ได้อาพาธจริง  แต่เมื่อถึงตอนนี้พระอาพาธจริง และเวลาก็ล่วงเลยมาถึงขณะนี้ เวลาที่เกิดการไม่ไว้ใจกัน และบอกว่าจะมอบตัวเมื่อถึงเวลาที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ทีนี้ถ้าจะจบ ต้องใช้เวลากี่วัน

ช่วงท้าย จตุพร แนะนำว่า ทางออกของเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลดำเนินการอย่างไม่เข้าใจ ก็จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว และทำให้เรื่องลุกลาม บานปลายไปเรื่องอื่น ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็มีปัญหามากอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐควรดำเนินการอย่างที่ทำกับบุคคลอื่น เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ เหมือนอยู่บนเส้นด้าย เพราะเมื่อทางวัดบอกว่า จะมอบตัวในวันที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นรัฐควรที่จะต้องคิดเหมือนกันว่า เกิดเหตุอะไรขึ้น ต่อจากนี้จะเกิดอะไรอีก และควรที่จะต้องทำอย่างไร ทำไมเหตุการณ์ถึงเดินมาไกลขนาดนี้

 

ทบทวนนโยบายปราบยา เอาผู้เสพเข้าคุกยิ่งสร้างอาชญากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438163

ทบทวนนโยบายปราบยา เอาผู้เสพเข้าคุกยิ่งสร้างอาชญากร

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ที่ประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเรื่องยาเสพติด (UNGASS) ปี 2016 ณ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทยได้เรียกร้องให้กำหนดโทษยาเสพติดอย่างมีสัดส่วน และให้หามาตรการอื่นแทนการจำคุกผู้เสพ

นั่นคือความก้าวหน้าของประเทศไทย ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก

“การมองยาบ้าเป็นเรื่องอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ต้องมาทบทวน” คือทัศนะของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ซึ่งมองยาเสพติดผ่านแว่นทางการแพทย์ โดยมอง “ผู้เสพ” ว่าเป็นผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู

“แอมเฟตามีน” หรือที่รู้จักกันว่าเป็นสารตั้งต้นของ “ยาบ้า” นั้น ปัจจุบันมีการกำหนดโทษไว้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะ “ผู้เสพ” ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 1 แสนบาท

“วันนี้โลกมองยาเสพติดเป็นเรื่องของสาธารณสุข เป็นเรื่องของสุขภาพและการเข้าถึงยา มองว่าคนเสพเป็นผู้ป่วย เป็นโรคหนึ่งที่ต้องได้รับการบำบัดเยียวยาจนหายขาด” พล.อ.ไพบูลย์ ระบุชัดเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แนวคิดของ พล.อ.ไพบูลย์ สอดคล้องกับผลการวิจัยหลากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งยืนยันตรงกันว่า ปัญหาอาชญากรรมจะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าสามารถแยกผู้เสพออกจากผู้ผลิตได้อย่างสำเร็จ

พล.อ.ไพบูลย์ อธิบายว่า องค์ประกอบของยาเสพติด อาทิ พืชโคคา ฝิ่น ก็เป็นองค์ประกอบของยารักษาโรคเช่นกัน เราจึงต้องปลูก ต้องมี และไม่สามารถตัดต้นตอของส่วนผสมยาเสพติดเหล่านี้ได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปราบปรามให้หมด

ที่สำคัญคือมีงานวิชาการรองรับว่านโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้อยู่กับยาเสพติดได้อย่างเหมาะสมโดยไม่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแก้กฎหมายอยู่

“ผลร้ายของยาบ้ามันไม่ได้มากไปกว่าสารอย่างอื่นที่เราใช้อย่างปกติ เราต้องมาพูดกันในหลักวิชาการว่าแต่ละคนคิดอย่างไร สำหรับผมพร้อมที่จะปรับยาบ้าให้เป็นเรื่องปกติ” รมว.ยุติธรรม แสดงจุดยืนชัดเจน

นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ให้ภาพว่า ข้อมูลสถิติทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าผู้เสพยาบ้าเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นก็จะเลิกไปเอง จะมีกลุ่มที่ติดจริงๆ เพียง 20-30% เท่านั้น และพบผู้ที่ติดไปจนอายุเกิน 40 ปี ไม่ถึง 10%

“ผู้เสพยาบ้าส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงของวัยรุ่น ซึ่งสุดท้ายก็จะเลิกไปเอง ปัญหาคือเรายังมีโทษจำคุกผู้เสพ ผลักผู้เสพให้ไปอยู่ร่วมกับผู้ผลิตและผู้จำหน่าย

“เมื่อผู้เสพซึ่งเป็นวัยรุ่นเข้าไปเจอบรรยากาศในคุก เขาอาจกลายเป็นคนไม่ดีไปจริงๆ อาจมีการสร้างเครือข่าย ซึ่งทุกวันนี้เราผลักผู้เสพเข้าไปในคุกปีละเป็นล้านๆ คน” นพ.วิโรจน์ กล่าว

นพ.วิโรจน์ เสนอว่า ในส่วนของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายจำเป็นต้องมีมาตรการปราบปรามอย่างเข้มข้นและกำหนดโทษให้รุนแรง แต่ในส่วนของผู้เสพนั้นควรมองว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุข คือเป็นเรื่องของการเจ็บป่วย

“การย้ายยาบ้าจากบัญชียาเสพติดให้โทษไปอยู่ในบัญชีวัตถุอันตรายออกฤทธิ์อาจไม่เกิดประโยชน์หากยังมีโทษจำคุกผู้เสพอยู่ เพราะจะเอาเขาเหล่านั้นเข้าไปสร้างเป็นอาชญากร ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ได้ผลทั่วโลกก็คือ ต้องแยกผู้เสพออกมาให้ได้ ต้องรักษาเขาเพื่อให้เขาอยู่ในสังคมได้” ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ระบุ

เช่นเดียวกับ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) ซึ่งมั่นใจว่าการมองผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่ต้องให้การรักษามากกว่ามองเป็นอาชญากรนั้น จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรองรับผู้ติดยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดกว่า 800 แห่ง โดยในปี 2558 มีผู้เข้ารับการบำบัดทั้งสิ้น 2.2 แสนราย

 

อ่านเกมธรรมกายยื้อเวลา ดันคดีเป็นเรื่องการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438097

อ่านเกมธรรมกายยื้อเวลา ดันคดีเป็นเรื่องการเมือง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ท่าทีของวัดพระธรรมกาย โดยคณะศิษย์พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งระบุว่าพระธัมมชโยจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ในมุมมองของนักกฎหมายเห็นว่านี่คือกลเม็ดการยื้อเวลาของวัดพระธรรมกายเพื่อไม่ต้องการมอบตัว

ท่าทีของวัดพระธรรมกาย โดยคณะศิษย์พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งระบุว่าพระธัมมชโยจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม ในมุมมองของนักกฎหมายเห็นว่า นี่คือกลเม็ดการยื้อเวลาของวัดพระธรรมกาย

ปรีชา สุวรรณทัต ปรมาจารย์กฎหมาย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งศึกษาการเคลื่อนไหวของวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยมาโดยตลอด อธิบายการเดินหมากนี้ว่า จากนี้พระธัมมชโยจะยื้อเวลาให้ได้นานมากที่สุด เพราะเชื่อมั่นว่าหากเข้ามอบตัวโอกาสที่จะไม่ได้ประกันตัวมีสูงมาก เนื่องจากที่ผ่านมาก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด หากจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผ้าเหลืองที่ห่อเอาไว้จะต้องถอดออกทันที

“ข้ออ้างว่า หากบ้านเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยแล้วจะยอมให้จับกุมเลย เรื่องนี้ตลกต่อให้เรามีรัฐธรรมนูญใช้และได้เลือกตั้งกันแล้ว พระธัมมชโยก็จะอ้างว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์อีกแน่นอน จึงเป็นเรื่องที่น่าขัน หากจะจับเขาได้ ก็ต้องรอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อน”

อาจารย์ปรีชาตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างถึงบ้านเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของพระธัมมชโย เป็นความตั้งใจที่จะทำให้คดีความผิดของเขาเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งนานาชาติกำลังจับตาประเทศไทยอยู่

“แนวทางของวัดพระธรรมกายคล้ายมากกับแนวทางของนักโทษบางคนที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ”

ปรีชา กล่าวส่วนกรณีที่มีศิษย์วัดพระธรรมกายจำนวนมากนั่งขวางทางเข้าทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในวัดไม่ได้ ปรีชา มองว่า เป็นเกมที่ฝ่ายพระธัมมชโยใช้มาโดยตลอด นำคนมากำบังตนเองเอาไว้เวลาเกิดเรื่อง

“ดีเอสไอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม คงเห็นภาพวันนี้แล้วและคงมีความคิดอะไรบางอย่าง แผนการต่อไปต้องมีแน่นอน แต่จะต้องไม่เกิดขึ้นคือความรุนแรง เพราะหากทำจะเสียหายอย่างหนัก”

ด้าน ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากความคาดหมาย ดีเอสไอจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพราะถ้าไม่ทำก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ไพบูลย์ มองว่า สิ่งที่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายกำลังทำนั้นผิดกฎหมายและองค์ประกอบก็ครบถ้วน จากนี้ ดีเอสไอจะต้องจับกุมลูกศิษย์ที่ขัดขวางการทำงาน

“ขวางเท่าไหร่ก็จับไปเรื่อยๆ จะถึงตัวพระธัมมชโยแน่นอน ถ้าไม่จับศิษย์ดีเอสไอก็จะผิดไปด้วย จะบอกว่าเข้าไม่ได้เดินกลับดีกว่าคงไม่ได้ เพราะดีเอสไอคือผู้บังคับใช้กฎหมาย ศิษย์สิไม่รู้เรื่องว่ากำลังทำผิดกฎหมาย เราอยู่สภาวะที่ไม่ปกติ ไม่มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองชุมนุมได้โดยสงบ แต่ศิษย์กำลังปกป้องคนผิด” ไพบูลย์ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ ประเด็นที่ลูกศิษย์วัดขัดขวางเจ้าหน้าที่ แม้ทางวัดจะอ้างว่าเป็นเรื่องของลูกศิษย์ไม่เกี่ยวกับวัด แต่หากดู พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในหมวด 5 ว่าด้วยเรื่อง “วัด” กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นผู้รับผิดชอบกิจการต่างๆ ที่บรรดาลูกศิษย์เข้ามาพักพิงในวัด

ทั้งนี้ มาตรา 38 กำหนดอำนาจหน้าที่เจ้าอาวาสในการสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และห้ามหรือสั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด ในกรณีที่เจ้าอาวาสไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ มาตรา 39 ระบุว่า ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

 

แฉ ‘ธัมมชโย’ สบายดี เดินเหินสั่งการต้านรัฐเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438096

แฉ ‘ธัมมชโย’ สบายดี เดินเหินสั่งการต้านรัฐเอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อดีตพระลูกวัดรุ่นแรกซึ่งรู้เช่นเห็นชาติ  พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นอย่างดียืนยันว่าจนถึงปัจจุบันพระธัมมชโยยังคงเดินสั่งการแก้เกมการหลบเลี่ยงการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ตามปกติ

นพ.มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำว่า ขณะนี้พระธัมมชโยยังเดินได้ปกติ และยังคงเป็นผู้สั่งการต่างๆ จากภายในวัด

“สายข่าวที่ฝังตัวอยู่ในวัดพระธรรมกายหลายรายยืนยันตรงกันว่าพระธัมมชโยยังคงพำนักอยู่ท้ายวัดในอาคาร 60 ปีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ บริเวณพื้นที่ 196 ไร่ ไม่ใช่พื้นที่ 2,000 ไร่ อย่างที่เข้าใจกัน และขณะนี้ก็ยังเดินได้ เมื่อวานซืนก็ยังเดินและสั่งงานภายในวัดอยู่เลย” นพ.มโน ระบุ

อย่างไรก็ตาม คุณหมอวิเคราะห์ว่า หากจับกุมตัวพระธัมมชโยได้อาณาจักรธรรมกายก็จะล่มสลาย เพราะทิศทางวัดพระธรรมกายขึ้นอยู่กับผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวที่จะชี้ไปทางไหน

นพ.มโน ยังประเมินปฏิบัติการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงการปฏิบัติเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ส่วนการค้นวัดหาตัวพระธัมมชโยจริงๆ คงต้องรอจังหวะ ซึ่งเชื่อว่าดีเอสไอคงเตรียมแผนเอาไว้แล้ว

 

คาดว่าดีเอสไอจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ซึ่งการดำเนินการในวันนี้คงต้องการแสดงให้เห็นว่าวัดพระธรรมกายขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร จากนั้นคงมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น ส่วนตำแหน่งที่อยู่ของพระธัมมชโยนั้นทางดีเอสไอทราบดีว่าอยู่ที่ไหน เพียงแต่ในลำดับขั้นการเข้าไปจะต้องเข้าพบกับรองเจ้าอาวาสหรือรักษาการเจ้าอาวาสเสียก่อน

“ปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงเช้าคงไม่ได้อะไร เพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปผิดประตู แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะต้องการคุยกับผู้บริหารในวัด แต่บังเอิญคนที่ดีเอสไอคุยด้วยคือพระสนิทวงศ์ (ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร) ซึ่งไม่ใช่ผู้คุมนโยบาย คนที่คุมนโยบายจริงๆ คือพระภาวนาวิริยคุณ หรือพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส

“…ดีเอสไอต้องเอาหมายค้นไปยื่นให้กับพระทัตตชีโวเพื่อขอค้น แล้วให้ท่านเป็นผู้นำค้นด้วยในฐานะที่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาส แล้วก็เป็นผู้ปฏิบัติงานของราชการ ซึ่งท่านจำเป็นต้องให้ความร่วมมือ ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายฐานความผิดมาตรา 157 และ 189 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”

อย่างไรก็ตาม หากต้องการจะจับกุมตัวพระธัมมชโยจริง คุณหมอมโน เสนอว่า เจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์ดีเอ็มซีเป็นการเร่งด่วน เพราะเป็นช่องทางหลักในการระดมศิษยานุศิษย์เข้ามายังวัดพระธรรมกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นสื่อที่โฆษณาชวนเชื่อให้กระด้างกระเดื่องกับอำนาจรัฐ

นอกจากนี้ ลำดับถัดมาจำเป็นต้องตัดน้ำตัดไฟภายในวัด และควบคุมเครื่องกระจายเสียงเพื่อบอกให้ชาวบ้านกลับวัด พร้อมทั้งปิดสถานีวิทยุชุมชนด้วย หากไม่ทำเช่นนี้สถานการณ์จะยืดเยื้อ เพราะเขาซุกมวลชนเอาไว้จำนวนมาก จะเกิดความยุ่งยากในการจับกุม

 

“วัดพระธรรมกายถือเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ดีเอสไอจะจัดการ แม้กระทั่งกำลังตำรวจที่ส่งเข้าไปช่วยก็ยังไม่พอ ต้องมีกำลังทหารเข้าไปเสริมด้วย”

นพ.มโน รวบยอดสถานการณ์ว่า ขณะนี้วัดพระธรรมกายกำลังปลุกระดมโจมตีว่ารัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย กลั่นแกล้งทำลายพุทธศาสนา ซึ่งได้เข้าไปสู่เรื่องของความมั่นคงของชาติและเป็นการชุมนุมทางการเมืองไปแล้ว ฉะนั้นรัฐจึงต้องจัดการ

“เชื่อว่าพระธัมมชโยมีโอกาสถูกจับ 70% แต่ถ้ายิ่งช้านานก็มีโอกาสอีก 30% ที่จะหลบหนีออกไปตั้งสาขาในต่างประเทศ เช่นเดียวกับภาวนาพุทโธ” นพ.มโน เชื่อเช่นนั้น