“อาคม” การันตี ทางคู่-รถไฟฟ้า10เส้นทาง “เห็นในรัฐบาลนี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 22:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422917

"อาคม" การันตี ทางคู่-รถไฟฟ้า10เส้นทาง "เห็นในรัฐบาลนี้"

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ปาฐกถา “ปีทองการลงทุนในประเทศไทย” ในงาน โพสต์ฟอรั่ม จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ว่า เศรษฐกิจไทยค่อนข้างเซื่องซึมมาหลายปี สิ่งที่เป็นคอขวดในการพัฒนาประเทศที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมีความล่าช้ามานาน 10 ปี จึงไม่แปลกใจว่า หากมีการวัดความสามารถการแข่งขันทั่วโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไทยจะอยู่ในอันดับที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ผมไม่ค่อยเชื่อในการวัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน เพราะมาตรฐานที่วัดใช้วัดกันทั่วโลก และมักจะใช้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อใช้เกณฑ์นี้มาวัดกับประเทศที่กำลังพัฒนา แน่นอนที่สุดว่าไม่สามารถสู้กับเขาได้ ซึ่งได้มีโอกาสพูดคุยสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม หรือที่อื่น เขาก็ยอมรับว่าเกณฑ์นี้เป็นมาตรฐาน แต่ไม่สามารถใช้เป็นมาตรฐานที่ใช้กับทุกประเทศได้ แต่ก็ไม่เป็นไร

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันแล้ว ลำดับไทยอาจไม่ดีเท่า แต่เมื่อสัมผัสกับนักลงทุนที่อยู่ในประเทศไทย ทุกคนบอกว่า โครงสร้างพื้นฐานของไทยดีมาก เวลาหอการค้าญี่ปุ่นสำรวจทุก 6 เดือน จะบอกว่ารถติด แต่ว่าหากเราไปสัมภาษณ์นักลงทุนในต่างจังหวัดจะบอกว่าโครงข่ายคมนาคมของเราดีมาก

โครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนกันครั้งใหญ่ วันนี้ท่าเรือแหลมฉบังไม่ได้ส่งสินค้าเฉพาะของไทยกันเองเท่านั้น แต่จะใช้เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าที่ผลิตจากประเทศรอบบ้านเรา นักลงทุนปอยเปต เกาะกง หรือลาว ก็ขนส่งสินค้ามาส่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง เช่นเดียวกับนักลงทุนเมียนมา ก็ใช้แม่สอดส่งสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งทางหลวงเราดีมาก ระยะทางจากเกาะกง หรือปอยเปตมาที่ท่าเรือแหลมฉบังแค่ 300 กิโลเมตร

ด้านถนนทางหลวงไทยจะไม่ใช่ทางหลวงขั้นพิเศษเหมือนมาเลเซียคำว่า ทางหลวงชั้นพิเศษ หมายถึงว่าสองข้างทางจะมีแลมป์ให้หมด สองข้างทางของเขาไม่มีบ้าน ไม่มีโรงงาน ไม่เหมือนเรา ยกเว้นมอเตอร์เวย์ ทางของเราจะมีบ้านโรงงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคของเรา แต่ก็สามารถขนส่งสินค้าได้ เวลาที่เสียส่วนใหญ่อยู่ที่การอำนวยความสะดวกที่ด่านพรมแดน ระบบศุลกากร ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นยังบอกว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเคลียร์ระบบศุลกากรได้เร็วที่สุด เพื่อลดระยะเวลาขนส่งสินค้าที่ท่าเรือนี่เป็นภารกิจที่เราต้องทำ

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยเซื่องซึมมา แต่ถ้าดูตัวเลขการค้าชายแดนจะพบว่าตัวเลขการค้าชายแดนไทยจะโต 10-15% หากเศรษฐกิจโลกดีการค้าชายแดนเราจะโต 20-25% ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลคือการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“เมื่อตอน คสช.เข้ามาปลายปี 2557 ได้เสนอเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้าไป นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าเรื่องนี้สำคัญมาก จะเป็นแหล่งผลิตสินค้า เป็นโฮลโปรดักชั่นหรือคลัสเตอร์ เพราะวันนี้ไทยใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์การผลิตจากเพื่อนบ้านเพราะเขามีแรงงานที่ถูกกว่าเรามาก ดังนั้นเราจึงมีนโยบายส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของไทยที่สำคัญตลอดเวลา 20 กว่าปี ณ เวลานี้ ถึงเวลาที่เราน่าจะซ่อมแซมใหญ่อีสเทิร์นซีบอร์ด หรือถึงเวลาที่ต้องสร้างเอสเคิร์ฟใหม่เป็นสินค้าที่รักษาฐานอุตสาหกรรมเดิม สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเทคโนโลยี ดังนั้นเราต้องกลับมาดูอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เราออกแบบไว้ให้เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ดังนั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี”

นี่คือส่วนที่เรียกว่า ปีทองแห่งการลงทุน เราระบุพื้นที่ให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งอีสเทิร์นซีบอร์ด โครงการลงทุนทางด้านชายแดนต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งในชั้นต้นก็จะเป็นถนน ลำดับต่อไป จะมีระบบรถไฟ รถไฟฟ้าไปให้ โดยเอกชนจะต้องลงทุน แต่รัฐจะลงทุนให้ไปก่อน

ปีทองการลงทุนไทยจะไม่จำกัดเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน โดยนโยบายของรัฐจะต้องลงทุน 5 เรื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทรัพยากรมนุษย์ เพราะต้องมีการผลิตบุคลากรป้อนให้อุตสาหกรรม

ลงทุน 5 ด้าน ช่วงปี’58-65

อาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนการลงทุนระยะ 8 ปี (2558-2565) ไว้ 5 เรื่อง 1.โครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง 2.ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปีนี้ ปีหน้า จะเจอปัญหารถติดมาก เพราะมีการสร้างรถไฟฟ้า โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ที่มีการทุบสะพานข้ามแยกเกษตร และจะรื้อสะพานข้ามแยกรัชโยธิน

3.โครงข่ายถนนเชื่อมโยงชายแดน 4.ระบบการขนส่งทางน้ำ ซึ่งได้พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง และอนุมัติไปแล้ว 2 แผนงาน และอยู่ระหว่างพิจารณาขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

“การขนส่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมีการอนุมัติศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 เป็นการปรับพื้นที่เอารางไปในท่าเรือ”

5.การขนส่งทางอากาศ ปัจจุบันกำลังสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เพราะตอนออกแบบรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน แต่ปัจจุบันผู้โดยสารปีละ 50-55 ล้านคน

สุวรรณภูมิเฟส 2 มี 4 ส่วนด้วยกัน 1.รันเวย์ที่ 3 รอการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งจะทำควบคู่กันตามประกาศ คสช.ทางบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) สามารถขออนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างได้ เมื่อรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่านการอนุมัติจึงจะประกวดราคา ซึ่งโครงการอื่นก็ทำแบบนี้

2.อาคารผู้โดยสารมี 2 อาคาร ขั้นตอนทีโออาร์เสร็จแล้ว รอประกวดราคาอาคารแซทเทิลไลท์ ที่อยู่ด้านใต้สนามบิน ซึ่งมีหลุมจอด หรืองวง ให้สามารถเพิ่มสล็อตเครื่องบินได้

3.โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร (เอพีเอ็ม) คาดว่าทอท.จะประกวดราคาอาคารผู้โดยสารแซทเทิลไลท์เดือน เม.ย.นี้

4.อาคารเทอร์มินอลทางด้านเหนือที่อยู่ข้างอาคารผู้โดยสารในปัจจุบันก็ต้องสร้าง

นอกจากนี้ ต้องพัฒนาสนามบินอื่นๆ ที่เป็นปลายทางของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติจะเข้ามา เช่นที่สนามบินภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่ ปัจจุบัน ทอท.สร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะเปิดเดือน มิ.ย.นี้ แต่คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จอาจรองรับไม่พอ จึงจะพิจารณาขยายรองรับผู้โดยสารต่อไป แต่สนามบินภูเก็ตจะต้องพึ่งพาสนามบินข้างเคียงด้วยเช่น สนามบินกระบี่ และอนาคตมีข้อเสนอสร้างสนามบินเพิ่มที่ภูเก็ต ส่วนสนามบินเชียงใหม่ ได้เปิดอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศไปแล้ว

สำหรับสนามบินในเมืองหลวงจะใช้ 3 สนามบิน 1.สนามบินสุวรรณภูมิ 2.ดอนเมือง เปิดอาคาร 2 ไปแล้ว เหลืออาคารผู้โดยสารภายในประเทศเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารร้าง แต่ ทอท.จะนำมาปรับปรุงรองรับให้ได้ 30 ล้านคนต่อไป เฉพาะใน กทม.รวม 90 ล้านคน 3.สนามบินอู่ตะเภา ได้รับการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับเที่ยวบินประจำ และจะเปิดเดือนมิ.ย.นี้

ขั้นตอนต่อไปไทยจะพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาค ซึ่งศึกษาเรียบร้อยและรอเสนอ ครม.

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้เรียนนายกฯ ว่า ทางกองทัพเรือให้การสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจมาก และประเทศต้องเร่งรัดพัฒนา เพราะเราล่าช้ามานานกว่า10 ปี จึงเป็นโอกาสของสายการบินต่างๆ จากเดิมที่ต้องบินไปซ่อมที่จีน สิงคโปร์ ในเร็วๆ นี้เมื่อขออนุมัติทำศูนย์ซ่อมอากาศยานในปีหน้าก็จะพัฒนาเป็น
ศูนย์ซ่อมได้

รถไฟระบบรางเข้าคิวเสนอ ครม.

โครงการลงทุนอีกด้านที่จะเห็นเป็นรูปธรรมคือ ระบบราง เม็ดเงินลงทุนที่ตั้งไว้ 20 โครงการวงเงิน 1.79 ล้านล้านบาท จะต้องเร่งรัดการลงทุน เพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุนเข้าไปจะช่วยอุตสาหกรรมก่อสร้าง และโครงการที่จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถในการสร้างนิวเอสเคิร์ฟจะทำไม่ได้ หากไม่มีอินฟราสตรักเจอร์ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในอนาคต

รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใน กทม.มีแผนมา 10 ปีแล้ว แต่มีไม่กี่สาย ที่ให้บริการคือสายสีน้ำเงินเฉลิมรัชมงคล และรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม.ที่ให้บริการปัจจุบัน

ขณะที่สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเสร็จรับรถหมดแล้ว อยู่ระหว่างทดสอบระบบ เปิดให้บริการเดือน ส.ค. 2559 ซึ่งรัฐบาลเร่งให้เปิดบริการก่อนกำหนด 4 เดือน โดยทางญี่ปุ่นรับปากเมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปญี่ปุ่นและขอให้เร่งรัดประกอบรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จก่อนกำหนด ซึ่งขบวนรถชินคังเซ็นกำลังประกอบอยู่ และไม่มีรถไฟฟ้าสายสีม่วง จากนั้นเมื่อรับปากนายกฯ แล้ว ทางญี่ปุ่นก็ปรับแผนประกอบรถไฟฟ้าสายสีม่วงให้ไทยเร็วขึ้น

รถไฟฟ้าสายที่ทำอยู่ขณะนี้คือ การเร่งก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทางด้านเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต คืบหน้า 15% และด้านใต้แบริ่ง-สมุทรปราการ คืบหน้า 70% โดย กทม.มีข้อตกลงกับกระทรวงคมนาคม รฟม. ยินยอมที่จะโอนส่วนต่อขยายที่กำลังก่อสร้างให้ กทม.ไปบริหารงานเดินรถ โดยวันที่ 28 มี.ค.นี้ จะมีการลงนามในเอ็มโอยูระหว่าง กทม.-รฟม.-กระทรวงการคลัง เพื่อให้ กทม.จัดหาผู้เดินรถให้ต่อเนื่อง

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (เตาปูน-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) ซึ่งก่อสร้างไปเกือบ 70% อยู่ระหว่างจัดหาผู้เดินรถจะเร่งเสนอให้คณะกรรมการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) พิจารณาในเดือนนี้ และจะเสนอเข้า ครม.ในเดือน เม.ย.นี้

สำหรับรถไฟสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) นั้น ครม.อนุมัติในหลักการและมอบหมายให้รฟม.ไปปรับลดราคาค่าก่อสร้างลงมา โครงการนี้รัฐจะลงทุนก่อสร้างให้ ส่วนการเดินรถจะเปิดให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้เดินรถ และหลัง รฟม.เสนอเรื่องลดค่าก่อสร้าง ซึ่งจะเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 29 มี.ค. เพื่อพิจารณาอนุมัติปรับลดต้นทุนค่าก่อสร้างลง และในส่วนของรถไฟสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน) นั้นคาดว่าจะได้รับอนุมัติภายในปีนี้

รถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และรถไฟฟ้าโมโนเรลสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ขณะนี้ผ่านคณะกรรมการพีพีพีแล้ว จะเสนอ ครม.วันที่ 29 มี.ค. จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนประกวดราคา ซึ่ง รฟม.ยกร่างทีโออาร์ได้ประมาณ 80-90% จากนั้นจะตั้งคณะกรรมการมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนกิจการรัฐ พ.ศ. 2556 กระบวนการทีโออาร์และการประกวดราคาน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน จึงคาดว่าไม่เกินเดือน ก.ค.-ส.ค.จะได้ผู้รับเหมา

ด้านรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) พูดง่ายๆ หากวิ่งจาก (บางใหญ่-บางซื่อ) สายสีม่วงจะเชื่อมสายสีน้ำเงินและสีม่วงเชื่อมต่อราษฎร์บูรณะเชื่อมด้านเหนือ-ใต้ ขณะนี้รายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ผ่านเรียบร้อยไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะได้เสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เดิมทีสายสีม่วงใต้น่าจะเสร็จแล้ว แต่มีปัญหาข้อจำกัดพื้นที่ จึงขอขยายเส้นทางออกไปอีก 5 กิโลเมตร จนถึงวงแหวนอุตสาหกรรม ดังนั้นศูนย์ซ่อมจะไปอยู่ปลายทาง ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้ว คาดว่าไม่เกินเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2559 จะเสนอให้ ครม.พิจารณา เพื่อทำให้การเดินทางเหนือ-ใต้ เชื่อมต่อกัน

“ผมขอยืนยันว่า แผนแม่บทรถไฟฟ้าใน กทม.ทำมา 10 กว่าปี มีทั้งหมด 10 สายทาง จะครบถ้วนในรัฐบาลชุดนี้ ครบถ้วนใน 3 รูปแบบ คือ ศึกษาขั้นตอน ประกวดราคา อนุมัติให้เกิดการลงทุน ทั้งหมดจะเกิดขึ้นแน่นอนในรัฐบาลชุดนี้” อาคม ยืนยัน

อาคม กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมจะยังไม่หยุดเดินหน้าผลักดันการลงทุนภาครัฐเพียงแค่นี้ เพราะเราเห็นปัญหา ข้อขัดข้องในรถไฟฟ้าบีทีเอสในทางเทคนิค ทำให้ต้องหยุดเดินรถบางช่วง ประเด็นคือว่า ตลอดสายทางบีทีเอสยาวมาก หมอชิต-แบริ่ง ต่อไปสมุทรปราการ เมื่อเกิดข้อขัดข้องประชาชนที่อาศัยด้านใต้สมุทรปราการต้องผ่านสถานีสยาม หากเข้ามาไม่ได้ไปไม่เป็นจะนั่งรถเมล์ก็ไม่คุ้นว่าสายใด กระทรวงคมนาคมเห็นว่า เน็ตเวิร์กเชื่อมเหนือ-ใต้-ออก-ตก ที่เชื่อมต่อโครงข่ายตรงนี้เป็นเส้นเลือดฝอยบางส่วนไม่มี

ดังนั้น ต่อไปจะต้องพัฒนาเชื่อมโครงข่ายให้สมบูรณ์ และจะต้องแล้วเสร็จภายในปีหน้า เพื่อให้โครงข่ายสมบูรณ์ หรือเรียกว่าแผนแม่บทโครงข่ายรถไฟฟ้า กทม.ระยะที่ 2

ด้านระบบรถไฟระหว่างเมืองจะมี 2 ระบบหลัก รถไฟทางคู่ ซึ่งกระทรวงคมนาคมวางไว้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลนี้มี 6 เส้นทาง คือ 1.รถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า (มาบกะเบา)-แก่งคอย ได้เซ็นสัญญาเริ่มก่อสร้างแล้ว 2.รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น ได้เซ็นสัญญาเริ่มก่อสร้างแล้ว ส่วนช่วงระหว่างแก่งคอย-นครราชสีมา อยู่ระหว่างการดำเนินกาi 3.รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางจิระ อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เพื่อเติมเต็ม4.รถไฟทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร เป็นทางคู่ผ่านการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้วรอเสนอ ครม.ไม่เกินเดือน เม.ย.นี้ 5.รถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน อยู่ในกระบวนการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่จากประกาศของ คสช. เราสามารถดำเนินการคู่ขนานในการจะหาผู้รับเหมาได้

รถไฟความเร็วสูงจีน-ญี่ปุ่นยังลุ้นยาว

สำหรับรถไฟทางคู่ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ จะตามมาอยู่ในแผนระยะที่ 2 ต่อไปจะทำให้มีทางคู่จากนครปฐม-ชุมพร ลงใต้ และสายเหนือเส้นที่ 6 ลพบุรี-ปากน้ำโพ จะดำเนินการคู่ขนานอีไอเอ ซึ่งจะเสนอขออนุมัติ ครม.ภายในเดือน เม.ย. 2559

ส่วนรถไฟความเร็วสูงทางไกลเป็นโครงการที่จะโมเดิร์นไนซ์เส้นทางของไทยมี 4.เส้นทาง 1.รถไฟไทย-จีน กรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทางกว่า 600 กิโลเมตร ซึ่งจากการหารือกับรัฐบาลจีนครั้งสุดท้ายจะกำหนดเป็นระยะที่ 1 ยังติดเรื่องต้นทุนของโครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือให้ตัวเลขตรงกัน ประการต่อมาต้องหารือกันในเรื่องของสัดส่วนการลงทุน ซึ่งรัฐบาลไทยต้องการให้จีนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น โดยต้องมากกว่าที่ไทยลงทุน นอกจากนี้ยังต้องหารือกันในเรื่องบริษัทร่วมทุน

2.รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น อยู่ระหว่างบริษัทที่ปรึกษาญี่ปุ่นศึกษา ซึ่งเดิมเรามีผลศึกษาไว้แล้ว แต่เมื่อเป็นการร่วมทุนทางญี่ปุ่นต้องมาศึกษาให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น เส้นทางนี้ภายในเดือน มิ.ย. 2559 จะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ และสิ้นปีจะได้ผลการศึกษาครั้งสุดท้ายปี 2560 จะได้รับการออกแบบ

3.รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง และ 4.รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หัวหิน ทั้งสองโครงการนี้จะเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีพิจารณาอนุมัติให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ภายในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ จากนั้น 3-4 เดือน จะทำอี-บิดดิ้ง โดยจะเปิดให้เอกชนจะเข้ามาลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น โดยรัฐลงทุนเวนคืน เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สายสีเหลือง

อาคม กล่าวว่า รัฐบาลรู้ดีว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ซึม การลงทุนภาครัฐจะเป็นหัวรถจักรใหญ่ จึงพยายามผลักดันการลงทุน อย่างไรก็ตามภาคเอกชนยังมองว่า ซึ่งขอยืนยันไม่ชักช้า แต่กระบวนการอาจมีการปรับเปลี่ยนให้รัดกุมขึ้น

ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการลงทุนภาครัฐตั้งแต่ปี 2558 จะพบว่าการลงทุนของภาครัฐมากถึง 15-25% ของเงินลงทุนทั้งหมดในบางไตรมาส บางไตรมาสกลับพบว่ามีเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐไหลลงไปสู่ระบบสูงถึง 30%

ดังนั้น ทั้ง 20 โครงการ ที่มีตัวเลขลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท นั้นเป็นงบลงทุนที่เอกชนต้องลงทุนประมาณ 21% ซึ่งเป็นตัวเลขขั้นต่ำ แต่ภาพรวมจะมากกว่านี้อีกเล็กน้อย แต่ขอยืนยันว่า ในส่วนของการลงทุนอินฟราสตรักเจอร์เม็ดเงินจะทยอยออกจากภาครัฐให้เห็นเป็นรูปธรรมแน่นอน

 

เสียงครวญจาก “วณิพก” ขอพื้นที่ให้เราร้องเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422892

เสียงครวญจาก "วณิพก" ขอพื้นที่ให้เราร้องเพลง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เสียงครวญเพลงไสบ่สิว่าถิ่มกันของก้อง ห้วยไร่ ดังกังวานจากเรียวปากของชายตาบอดที่เดินซอกแซกตามโต๊ะภายในร้านหมูกระทะ ข้างกายมีหญิงวัยกลางคนสายตาดีคอยประคับประคอง มือถือแก้วพลาสติกสีชมพูแนบแน่น

ลูกค้าหลายคนก้มหน้าก้มตาคีบเนื้อย่างเข้าปากอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง คุณแม่ลูกสองควานหาเศษเหรียญในกระเป๋าหย่อนลงในแก้ว ไม่ไกลกันกลุ่มนักศึกษาหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์โบกมือเรียกพลางยื่นแบงค์ยี่สิบให้ หนึ่งในจำนวนนั้นเอ่ยขอเพลงอย่างคึกคะนอง ขณะที่คู่รักหนุ่มสาวอีกโต๊ะส่ายหัว มองด้วยสายตาเหยียดหยาม มือข้างที่ถือตะเกียบสะบัดไล่

“อย่าไปให้มัน! พวกขอทาน มันมาเป็นแก๊ง ไม่เห็นเหรอไง ยัยผู้หญิงคอยประกบ รถตุ๊กตุ๊กจอดรออยู่หน้าร้าน”

เสียงนินทาไล่หลังทำเอาหญิงวัยกลางคนที่มากับนักร้องตาบอดชะงักเท้า หันมองด้วยสีหน้าปวดร้าวแกมโมโห ชั่วอึดใจเธอเดินต่อ ออกจากร้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้ประกอบอาชีพ“วณิพก”

พวกเขาเชื่อว่าตนเองคือศิลปินที่มีความสามารถด้านร้องรำทำเพลง สร้างความบันเทิงแลกสินน้ำใจจากผู้ฟัง มิใช่ขอทานงอมืองอเท้า ใช้ความพิการไม่สมประกอบเรียกคะแนนสงสาร เพื่อล้วงเงินในกระเป๋าจากผู้คนที่ไม่เต็มใจหยิบยื่นให้

ย้อนรอย”วณิพก”เมืองไทย

“ทุกวันนี้มีวณิพกอยู่ประมาณ 1 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นคนตาบอด มีทั้งเรียนจบจากโรงเรียนสอนคนตาบอด เคยผ่านการอบรมนวดแผนไทย บางคนเรียนสูงถึงระดับป.ตรี ป.โท แต่ที่ผ่านมาสังคมไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงาน คนตาบอดเลยต้องยึดอาชีพนวดและขายล็อตเตอรี่ ซึ่งต่อมาถูกคนปกติแย่งงานอีก ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ หันมาจับไมค์เป็นวณิพก”

น้ำคำอัดอั้นตันใจของ ถนอม ศรีนาคา ประธานเครือข่ายวณิพกคนตาบอดแห่งชาติ ชายพิการผู้ประกอบอาชีพร้องเพลงแลกเงินมานานกว่า 30 ปี

เขาย้อนรำลึกช่วงเวลาสีทองผ่องอำไพจนถึงยุคมืดไร้ซึ่งความหวังของอาชีพวณิพกให้ฟังอย่างน่าสนใจ ดังนี้

ปี 2520 อาชีพวณิพกเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตั้งแต่ริมฟุตบาท ตลาดนัด โรงงาน วัดวาอาราม ยันหน้าห้างสรรพสินค้า จะเห็นวณิพกเต็มวง ประกอบด้วยนักร้องนำ มือเบส มือกีต้าร์ มือกลอง รวมทั้งเครื่องดนตรีไทยอื่นๆอีกสารพัด บรรเลงเพลงอย่างสนุกสุดเหวี่ยงขับกล่อมคนฟัง

ปี 2528-2529 ถือเป็นยุคทองของวณิพก ผุดขึ้นมากมายนับร้อยวง เริ่มขยับไปรับคิวงานบวช งานแต่ง งานเลี้ยงวันเกิด วันสำคัญ จนถึงงานพระราชพิธี รายได้อู้ฟู่หลักหมื่นบาทต่อเดือน

ปี 2533-2534 มีการบังคับใช้กฎหมายพ.ร.บ. จราจรทางบก เพื่อควบคุมทางเท้า โดยประกาศห้ามเล่นดนตรีกีดขวางทางเดิน ทำให้หาสถานที่เล่นยากขึ้น ผลคือ วงวณิพกเกินครึ่งจากที่มีอยู่ทั้งหมดผันตัวมาเป็นศิลปินเดี่ยว บางส่วนยุบวงหันไปขายสลากตามเดิม

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกครั้งในปี 2551 หลังนโยบายกวาดล้างขอทานครั้งใหญ่ ตามพ.ร.บ.ควบคุมขอทาน 2484 วณิพกจำนวนไม่น้อยโดนร่างแหไปด้วย ถูกจับกุมคุมขัง เพราะรัฐเหมารวมว่าเป็นขอทาน

“สาเหตุที่สังคมมองวณิพกว่าเป็นขอทาน เพราะการแสดงของพวกเราเล่นกันตามถนน ไม่มีขายบัตร ไม่จ่ายเงินเป็นค่าจ้าง ตั้งกล่องไว้เฉยๆให้คนฟังตอบแทนเงินเล็กๆน้อยๆเป็นสินน้ำใจ บ้างมองว่าให้ทาน คนเลยเรียกขอทานติดปากกันมา เพราะมันเรียกง่าย แต่ที่สำคัญสุดคือ พ.ร.บ.ควบคุมขอทาน 2484 ไม่มีระบุนิยามคำว่า “วณิพก” ทำให้ไม่มีกฎหมายรองรับ ถูกเหมารวมว่าเป็นขอทานหมด ไปเล่นไหนก็โดนจับขัง”

อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ควบคุมการขอทานฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยสาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ที่แสดงความสามารถด้านการร้องเพลงและเล่นดนตรีถือเป็นวณิพก ไม่ใช่ขอทานอีกต่อไป ทว่าต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อนว่าจะให้เล่นได้ที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใด

“ตรงนี้ยังมีประเด็นน่าเป็นห่วง กฎหมายให้เรามีตัวตนก็จริง แต่ก็ไม่ให้อิสระไปไหนมาไหน ขัดกับวิถีของวณิพกที่ร่อนเร่พเนจรไม่อยู่กับที่ ดังนั้นการถูกกำหนดชะตากรรมโดยเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเห็นอกเห็นใจเรามากน้อยแค่ไหน ทั้งยังอาจเป็นช่องโหว่ให้เกิดการฮั้ว เล่นเส้นสาย จ่ายใต้โต๊ะกันด้วย”

ความทุกข์ยากของ”นักเพลงข้างถนน”

น้อยคนจะรู้ว่า ซอยสุขสวัสดิ์ซอย 1 อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ซอยวณิพก” เนื่องจากเป็นแหล่งที่พักอาศัยของเหล่าวณิพกตาบอดมากกว่า 50 ชีวิต  

ทุกเช้าตรู่ ภาพหญิงสาวซึ่งอาจเป็นทั้งลูก หลาน เมีย พี่ น้อง หรือญาติจะจูงผู้พิการตาบอดขึ้นรถแท็กซี่ตระเวนถือไมค์ร้องเพลงตามตลาด ป้ายรถเมล์ ท่าเดินรถที่คนพลุกพล่าน ตะวันสายโด่งค่อยกลับมาพักเอาแรง ก่อนจะออกไปทำมาหากินอีกครั้งเมื่อราตรีย่างเยือน

ดุสิต ดัชถุยาวัตร วณิพกรุ่นเก๋า อดีตหมอนวดแผนไทย ผู้ผันตัวมาทำอาชีพนักร้องข้างถนน เล่าว่า ธรรมชาติของวณิพกไม่ค่อยอยู่ติดที่ติดถิ่น มักร่อนเร่พเนจรกไปทั่วทุกมุมเมือง หนอกจอก รามคำแหง สุขุมวิท สีลม ปิ่นเกล้า นนทบุรี แจ้งวัฒนะ ดอนเมือง ห้วยขวาง ฯลฯ แหล่งที่คนพลุกพล่านขวักไขว่

“โดยเฉพาะร้านหมูกระทะ ร้านลาบ ร้านเหล้า ตลาดนัด เวลาจะเข้าไปก็ขอเจ้าของเขาก่อน ถ้าไม่ให้ก็ไปที่อื่น ถ้าให้เราก็ไปเดินร้องรอบเดียวพอ ไม่ซ้ำ เพราะเกรงใจกลัวลูกค้าจะรำคาญ การเดินร้องเพลงตามร้านหมูกะทะ เป็นผลพวงจากการไม่มีสถานที่ให้เล่น พอไม่มีที่ให้วงใหญ่เล่น เลยต้องแยกออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว เดินร้องเพลงไปเรื่อย บางคนให้เงินเพราะร้องเพลงโดนใจเขา บางคนให้เพราะรำคาญ บางคนไล่แถมด่าลับหลังว่าอย่าไปให้มัน ให้แล้วเดี๋ยวมันก็มาขออีก”

สมคิด มนตรีคลัง หญิงสาวผู้ทำหน้าที่พาวณิพกไปตระเวนร้องเพลง ยืนยันหนักแน่นว่า พวกเธอไม่ได้เป็นขบวนการขอทานตามที่สังคมเข้าใจ

คนมักมองว่าเราเป็นแก๊ง เป็นขบวนการ เราหากินกับคนพิการ แต่ความจริงคือ ถ้าไม่มีคนพาไปบางร้านเขาไม่ให้เข้า เพราะกลัวจะเดินไปชนเตาหมูกระทะ เดินชนลูกค้า อีกอย่างคนพาไปร้องเพลงจะช่วยเหลือดูแลวณิพกตลอด ปวดห้องน้ำห้องท่าก็พาไป หิวน้ำหิวข้าวก็หาให้กิน จูงขึ้นรถ เขาต้องการให้เรามาช่วยด้วยความเต็มใจ แบ่งเงินกัน ได้มากก็แบ่งมาก ได้น้อยก็แบ่งน้อย เราเองก็ไม่ใช่คนที่หากินกับขอทาน รู้สึกเจ็บปวดนะเวลาโดนคนเขาด่า”

ธีรพัฒน์ วังราช วณิพกตาบอด บอกว่า ชอบงานบวชกับงานแต่งมากที่สุด เพราะงานเหล่านี้ปลอดภัย คนอารมณ์ดี ทิปเยอะ ต่างจากงานโศกเศร้า บรรยากาศจะซึมเซาเหงาหงอย คนไม่ค่อยมีอารมณ์ฟังเพลง

บุญชู ซับขวัญ วณิพกผู้มากความสามารถทางดนตรี ทั้งร้องนำ เบส กีตาร์ กลอง ถึงขั้นมีวงของตัวเองชื่อ “น้ำเพชร” เล่าให้ฟังว่า เคล็ดลับการร้องเพลงให้ถูกใจคนคือ เลือกร้องแต่เพลงฮิต

ยกตัวอย่างเพลงไสสิบ่ว่าถิ่มกันกำลังดัง โดนใจคน ต้องรีบหัดร้องเลย เพลงสมัยนี้มาเร็วไปเร็ว ช้าไม่ได้ ไม่ต้องร้องให้เหมือนเป๊ะหรอก ร้องไปก่อน ถ้าคนชอบจะรู้ได้จากเสียงตบมือ เสียงกรี๊ดกร๊าด แต่ถ้าเงียบสนิทหมายความว่าไม่ตรงใจเขา จุดด้อยของวณิพกตาบอดอยู่ตรงเอ็นเตอร์เทนคนไม่ได้ มองไม่เห็น อย่างจะพูดว่า ‘เอ้า พี่เสื้อขาวขอมือหน่อย’ มันทำไม่ได้ บรรยากาศเลยอับเฉาไม่ครึกครื้น ร้องได้แต่เพลง แต่เล่นกับคนดูไม่ได้ สมัยนี้แต่ละวันได้ 1,000 ถือว่าถูกหวย แต่ต้องหักใช้จ่าย เช่น ค่าคนพามาที่เขามาช่วย หักค่ารถ ตกถึงมือก็300-400 บาท บวกกับเงินที่รัฐช่วยเหลือคือเบี้ยพิการเดือนละ 800 ไม่ค่อยพอใช้หรอกครับ ต้องกู้รายวันด้วยอีกทางนึงถึงจะอยู่รอด”

ขณะที่ ถนอม บอกอย่างภาคภูมิใจว่า จุดเด่นของวงดนตรีวณิพกตาบอดคือ จุดประกายให้คนที่มีร่างกายสมบูรณ์ที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง มีกำลังใจในการสู้ชีวิต

“คนตาดี มือเท้าดีที่มาฟังเพลงจะคิดได้ว่า คนตาบอดเขายังสู้ ทำไมเราไม่สู้ คนท้อแท้หมดหวังก็เกิดกำลังใจ นี่คือสิ่งที่คนตาบอดทำให้คนปกติได้ ฝันสูงสุดของวณิพกแก่ๆอย่างผมคือ ขอโอกาสให้พวกเรามีพื้นที่ในการแสดง ไม่ขอมากไปกว่านี้ ไม่ฝันเป็นดาวเด่น ได้อัดเพลง ได้อยู่ค่ายใหญ่ ขอแค่โอกาสได้รับความเข้าใจจากประชาชน จากภาครัฐ อย่าสงสาร แต่ให้โอกาสเรา แล้วเราจะแสดงฝีมือเต็มที่”

ประธานเครือข่ายวณิพก ฝากไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องขอทานและวณิพกว่า อยากให้มีการจดทะเบียนวณิพก ทำบัตรประจำตัว เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น

ขอให้พวกเราวณิพกตัวจริงเสียงจริงได้มีส่วนร่วมในการร่างข้อบัญญัติรายละเอียดที่จะมาบังคับใช้ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักวิชาการ ตัวแทนสมาคม ซึ่งไม่ได้มารับรู้คลุกคลีปัญหาที่แท้จริง ตรงนี้ถือเป็นการชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของวณิพกในอนาคตข้างหน้า พวกเรายินดีอยู่ภายใต้กฎระเบียบอยู่แล้ว แค่ขอให้พวกเราออกสิทธิ์ออกเสียง ได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง”

ศิลปินหรือขอทาน?…เส้นบางๆที่สังคมยังเข้าใจผิด

วิธนะพัฒน์ รัตนาวลีพงษ์ ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ให้ความเห็นว่า ข้อดีของพ.ร.บ.การควบคุมขอทานฉบับใหม่ คือ การแยกพฤติการณ์ของวณิพกกับขอทานออกมาอย่างชัดเจน ไม่เหมารวมเหมือนพ.ร.บ.ควบคุมขอทานฉบับเก่า

“กฎหมายฉบับใหม่ จะมีการกำหนดนิยามคำว่าวณิพก ไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้มีความสามารถ ไม่ใช่ขอทาน ทำให้คนเหล่านี้มีตัวตน และจัดระเบียบแก้ปัญหาขอทานได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาเราพบกลุ่มสวมรอยเป็นวณิพก นั่นคือ กลุ่มเด็กเป่าแคน พวกนี้มาจากสุรินทร์และศรีสระเกษเป็นหลัก เริ่มต้นจากมีเด็กมีความสามารถด้านการเป่าแคนมาเล่นที่ตลาดนัดจตุจักร ปรากฎว่าคนให้เงินเยอะมาก พอกลับไปเพื่อนบ้านก็เห็นว่ารายได้ดี จึงส่งลูกหลานมาเป่าแคนบ้าง ทั้งที่เป่าไม่เป็น และไม่เต็มใจจะมาเป่า

เราเคยติดตามไปเฝ้าดูเห็นได้ชัดว่า เด็กหลายคนเป่าไม่เป็นทำนอง ไม่มีความภาคภูมิใจในการแสดง ดูรู้เลยว่าถูกบังคับมาอย่างไม่เต็มใจ แตกต่างจากวณิพกที่ขายความสามารถ เพื่อที่คนให้เงินจะรู้สึกว่าให้เพราะชอบในน้ำเสียง ฝีมือการร้อง เล่น ให้เพราะประทับใจในการต่อสู้ชีวิต วณิพกบางกลุ่มฝีมือเยี่ยมไม่แพ้มืออาชีพ  เพียงแต่เขาเล่นอยู่ข้างถนนเท่านั้นเอง”

จัดระเบียบใหญ่ในรอบ 75 ปี

เมื่อเร็วๆนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้ ร่างพ.ร.บ.ควบคุมขอทาน พ.ศ. … สาระสำคัญคือ แยกวณิพกออกจากการเป็นขอทาน กำหนดความผิดทางอาญาแก่ผู้แสวงหาประโยชน์จากการขอทาน โดยมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท และถ้ากระทำต่อสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการ หรือเจ็บป่วย โทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท มีผลบังคับใช้ 90 วันตั้งแต่ประกาศราชกิจจานุเบกษา

พุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ระหว่างช่วงเวลา 90 วันนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงคือ  ตั้งคณะกรรมการควบคุมการขอทาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธาน หลังจากนั้นจะมีการกำหนดรายละเอียดข้อบัญญัติต่างๆว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

“พรบ.ฉบับนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นิยามตัวตน ยอมรับการมีอยู่ของวณิพก ที่ผ่านมาถือว่าผิดหมด แต่ไม่ได้มีการจับกุมขั้นรุนแรง ใช้วิธีตักเตือน สร้างความเข้าใจ เพื่อลดปัญหาขอทาน การรณรงค์จัดระเบียบครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 7-11 มี.ค.2559 เรามีแบบสอบถามกับประชาชน พบว่า ขอทาน 50 % เห็นด้วยกับพรบ.ขอทานว่า จะแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ กำจัดขอทานเด็ก ถ้าลดการให้เงินได้ จำนวนขอทานก็จะลดลง

สำหรับวณิพก ที่ผ่านมามีโครงการ From Street to Star ร่วมกับทรู คอร์เปอเรชั่น ค่ายเพลงแกรมมี่ อาร์เอส เพื่อพัฒนาศักยภาพให้พวกเขาเหล่านี้ไปสู่อีกระดับหนึ่ง เช่น ไปแสดงโชว์ในภัตตาคาร โรงแรม หรือร้านอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมาย  เมื่อร่างกฎหมายบังคับใช้คงต้องมีการกำหนดคุณสมบัติวณิพก ขึ้นทะเบียน มีบัตรประจำตัวอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการสวมรอยเป็นวณิพกมาเร่ขอทาน นอกจากนี้ในการประชุมจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาสังคม สมาคมคนพิการต่างๆมาให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ ตัววณิพกเองต้องส่งตัวแทนมาเป็นอนุกรรมการเพื่อออกอนุบัญญัติด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดของพ.ร.บ.ควบคุมขอทานฉบับใหม่ที่จะมาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเหล่าวณิพก ศิลปินเพลงข้างถนน อาชีพที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนมานานนับศตวรรษ.

 

 

 

 

“อภิศักดิ์” เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 12:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422768

"อภิศักดิ์" เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ “ปีทองของการลงทุนในประเทศไทย” ในการสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม” จัดโดยบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวานนี้ว่า การลงทุนในประเทศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะปัจจุบันเราอยู่ในโลกซึ่งเศรษฐกิจไม่ปกติที่เกิดมาหลายปี ตั้งแต่ฟองสบู่แตกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการทำนโยบายการเงินการคลังพิเศษที่ไม่เคยทำกัน ปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐคล้ายกับต้มยำกุ้งของไทย แต่สิ่งที่สหรัฐทำตรงข้ามกับที่เคยสั่งให้ไทยทำ ทั้งการให้รัดเข็มขัด ขึ้นดอกเบี้ย แต่สหรัฐปล่อยเงินเข้ามาในระบบที่เรียกว่าคิวอี ลดดอกเบี้ยอยู่ระดับใกล้ 0% ที่สหรัฐทำได้เพราะเป็นประเทศใหญ่และมีกำลังสูง

การกระทำดังกล่าวทำให้โลกเชื่อมั่น ทางสหภาพยุโรปก็ทำตามเพราะมีปัญหาตามมาจากฟองสบู่แตกของสหรัฐด้วย ประเทศญี่ปุ่นก็ทำตามเพราะมีปัญหาเศรษฐกิจมากว่า 20 ปี ปรากฏว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวได้ดี

แต่นโยบายดังกล่าวทำได้แต่ประเทศใหญ่ แต่ในประเทศเล็กๆ ทำไม่ได้ อย่างเช่น ปัญหาเศรษฐกิจประเทศกรีซ หรือยูเครน ก็ถูกสั่งให้รัดเข็มขัดเหมือนกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของประเทศใหญ่ๆ ในโลกแม้ว่าจะได้ผลดีกับประเทศตัวเอง แต่ก็ได้สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจโลกระยะยาวด้วย โชคดีที่ขณะนั้นเศรษฐกิจประเทศจีนดี มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในภาครัฐบาลท้องถิ่น ทำให้จีนมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้ประเทศสหรัฐและยุโรปค่อยๆ ดีขึ้น

แต่มาวันนี้ จีนมองปัญหาตัวเองว่าที่ทำมาไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้จีนเริ่มคิดใหม่จากที่เน้นเรื่องการส่งออกอย่างเดียว เน้นเรื่องการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น มาเน้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เมื่อจีนเริ่มคิดแบบใหม่ทำให้เศรษฐกิจของโลกชะลอ ขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวด้วย เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคลังของจีนยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนโตได้ 7% ไม่มีปัญหา และจะโต 7% ได้อีกนาน แต่เมื่อไม่นานมานี้จีนยอมรับว่าจะโต 6.5% ผลที่ตามมาแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะโตลดลงมานิดหน่อย มีผลกระทบกับไทยมาก ทำให้การส่งออกของไทยและหลายประเทศในโลกลดลง ทำให้เห็นว่าการค้าของโลกจะลดลงแน่นอน ทำให้ประเทศที่พึ่งการส่งออกมีปัญหาค่อนข้างมาก

ประเทศไทยจะเริ่มเห็นว่า การส่งออกของไทยปี 2558 ขยายตัวติดลบ 5.8% เดือน ม.ค. 2559 ขยายตัวติดลบ 8-9% และการส่งออกของไทยสัดส่วนสูงมากทางเศรษฐกิจ แต่การลดของการส่งออกไทยยังน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี ยิ่งในเดือน ก.พ. 2559 ประเทศจีนประกาศการส่งออกลดลง 25% ยิ่งทำให้ตกใจ แต่ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน ก.พ. 2559 เพิ่มขึ้น 10% เป็นการส่งออกทองและน้ำมัน แต่หากไม่คิดสินค้าสองตัวการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 2% แสดงให้เห็นว่าไทยมีการปรับตัวพอสมควร

เมื่อการส่งออกของไทยเป็นอย่างนี้ รัฐบาลจึงหันมาดูเรื่องเศรษฐกิจภายใน โดยการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เพราะรัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่า คนที่อยู่ฐานรากมีรายได้น้อยมีความเข้มแข็งขึ้น จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลกได้

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) บอกว่า ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ดีมาก และมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่สถานะดีเท่าไทย ประเทศไทยยังสามารถออกนโยบายการคลังได้อีกมาก เพราะสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 44% ของจีดีพี ไอเอ็มเอฟบอกว่าไทยควรออกแรงผลักดันในเรื่องของการใช้นโยบายการคลังให้มากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มศักยภาพ เพราะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะโตได้ 3.5% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพ ควรโตได้ 4-5% ซึ่งได้บอกกับทางไอเอ็มเอฟไปว่าเห็นด้วย แต่การโตให้ได้เต็มศักยภาพไม่ใช่แค่การนำเงินใส่เข้าไปเฉยๆ หากใส่เข้าไปแล้วหมดไป ก็จะทำให้ประเทศมีปัญหาเหมือนกับประเทศต่างๆ ในโลก หากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ประเทศไทยก็จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มของประเทศเศรษฐกิจปัญหาของโลกไปด้วย ซึ่งไทยไม่อยากเห็น ซึ่งการจะโตให้ได้ 4-5% ต้องมีการปฏิรูปในหลายๆ เรื่อง

ในการปฏิรูปของประเทศไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง ต้องมีการปฏิรูปให้คนไทยพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศได้ นอกจากสร้างความเข้มแข็งฐานราก จะต้องมีการเพิ่มผู้มีรายได้ปานกลางจะเป็นฐานที่สำคัญของประเทศในอนาคตในการสร้างการบริโภคภายในประเทศ คล้ายๆ กับที่ประเทศจีนทำ จีนเชื่อว่าคนชั้นกลางมีมากจึงลดการส่งออก มาพึ่งการบริโภคภายในประเทศ ไทยต้องเดินแนวทางนี้ และหวังว่าการทำเรื่องฐานรากที่ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของฐานรากเอง จะทำให้ฐานรากมีรายได้มากขึ้นพัฒนาเป็นชนชั้นกลางได้ ไม่ได้อยู่ระดับล่างตลอดไป

เรื่องของการลงทุน จะเป็นอีกจุดหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย จะต้องมีการทำเรื่องธรรมาภิบาล มีการออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเรื่องอี-บิดดิ้ง (e-Bidding) ซึ่งผลที่ตามมาคือประหยัดเงินงบประมาณได้ 3 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นเพราะว่าแต่เดิมก่อนใช้อี-บิดดิ้ง คนที่มาประมูลจะรู้ว่าใครมาประมูลบ้าง ก็เกิดการฮั้วกัน แต่หลังใช้อี-บิดดิ้งไม่สามารถรู้คนที่เข้าประมูลได้ ทำให้มีการแข่งราคา ทำให้ราคาที่เสนอต่ำสุดตอนนี้ต่ำกว่าราคากลางถึง 30-35% ทำให้เกิดการใช้เม็ดเงินคุ้มค่า นำเงินที่ประหยัดไปใช้ในกิจกรรมอื่นได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจตอนนี้สำคัญที่สุดคือเรื่องการลงทุน ถ้าดูสมการทางเศรษฐกิจเท่ากับการบริโภค บวกลงทุนเอกชน บวกการลงทุนภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องการลงทุนภาครัฐได้มีการทำไปมากไป 2 เรื่อง ในเรื่องกลุ่มที่มีความลำบากและขาดแคลน เช่น กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเอสเอ็มอี ได้มีการเติมเงินเข้าไปมากเพื่อบรรเทาและให้มีความเข้มแข็ง แต่ภาคเกษตรโชคไม่ดี เจอปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง

ในส่วนของการลงทุนรัฐบาลได้ทำสองส่วน คือ การลงทุนภาครัฐ อีกส่วนหนึ่งของภาคชน ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโต 2.8% การลงทุนภาครัฐโต 29% แต่การลงทุนภาคเอกชนลดลง 2% เมื่อเห็นภาพอย่างนี้รัฐบาลต้องขับเคลื่อนให้เอกชนมีการลงทุนมากขึ้น การลงทุนภาครัฐก็ยังมีความสำคัญ ถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะทำให้ภาคเอกชนมั่นใจ ซึ่งการลงทุนภาครัฐที่สำคัญคือโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่ไม่ล่าช้า เพราะรัฐบาลได้เร่งเต็มที่ จะทำให้เอกชนเห็นว่ารัฐบาลเอาจริง ทำให้เกิดการลงทุนตาม

ปีที่ผ่านมาการลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 29% ทั้งที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เกิด เพราะมีโครงการลงทุนอื่นใส่เติมลงไป แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีการประชาสัมพันธ์ไปมากว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพ

สำหรับการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลเห็นว่าปีที่ผ่านมามีการลงทุนน้อย ได้มีการออกมาตรการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุน เช่น ให้หักค่าเสื่อมหรือเงินลงทุนได้ 2 เท่า หากลงทุนภายในปีนี้ ตอนนี้ผู้ประกอบการเสียภาษี 20% หากหักภาษีได้สองเท่าเท่ากับเอกชนลงทุน 100 ล้านบาท รัฐบาลออกให้ 20 ล้านบาท เป็นแรงจูงใจที่รัฐบาลให้และหวังว่าภาคเอกชนจะช่วยกันลงทุน

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ออกมาตรการลงทุนจำนวนมาก เช่น ซูเปอร์คลัสเตอร์ทั้งหมดมี 10 อุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมเก่าที่มีศักยภาพ 5 และอุตสาหกรรมใหม่ 5 ซึ่งหากจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะต้องไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทั้ง 10 อุตสาหกรรมดังกล่าวได้พิจารณาแล้วว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยสู้ได้ เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เพราะโรงงานประกอบรถยนต์ใช้หุ่นยนต์จำนวนมาก ทำให้มีตลาดที่จะใช้หุ่นยนต์ไฮเทค นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเกษตร เป็นสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ จะมีการตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน เช่น ผู้ประกอบการจะลงทุนทำวิจัย รัฐบาลพร้อมจะนำเงินจากกองทุนเข้าไปสนับสนุน 10-30% เพื่อให้ลงทุนได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้เรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจ มีการประชุมกับภาคเอกชนรับฟังปัญหาและมีการแก้อย่างเป็นระบบ ทางภาคเอกชนพอใจ ทำให้จูงใจนักลงทุนในและนอกประเทศลงทุนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการไม่สามารถนั่งเฉยๆ และรอให้มีการลงทุน เพราะประเทศอื่นๆ ก็ให้มาตรการจูงใจเหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีทีมซึ่งไปขายของ เพื่อดึงนักลงทุนให้เข้ามาให้ได้ ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มมากขึ้นต้องมีความมั่นใจ ซึ่งคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล หากลงทุนได้เมื่อไร เอกชนมาลงทุนเพิ่มขึ้นแน่ๆ

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยต้องทำให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ได้ ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมาก นอกจากนี้สื่อก็มีความสำคัญ หากเสนอข่าวด้านลบก็ทำให้นักลงทุนใจฝ่อ เอกชนก็ต้องมองไปข้างหน้าว่าการลงทุนไม่ใช่เป็นการลงทุนแค่ในประเทศไทย แต่เป็นการลงทุนเพื่อขยายไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งตลาดใหญ่กว่าไทยมาก ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงที่สุดในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี หากไม่ทำตอนนี้จะมีประเทศอื่นทำแน่นอน และหากการลงทุนของเขาสามารถสนับสนุนกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้ จะทำให้ประเทศไทยตกขบวน

อยากบอกนักลงทุนว่า ให้มองไปข้างหน้าและมองด้วยความมั่นใจ มองตลาดที่ใหญ่กว่า สิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐให้เป็นสิทธิประโยชน์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว และต่อไปการลงทุนอย่างนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวไปสู่ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น

การลงทุนลักษณะอย่างนี้ เชื่อว่าลงแล้วจะคุ้มค่า และหวังว่าทุกๆ คน ทั้งนักลงทุน ภาครัฐ สื่อมวลชน จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝากเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะประเทศไทยคนอื่นมองว่ายังมีศักยภาพ ยังโตได้ไม่เต็มที่ เราต้องช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจโตได้เต็มศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างคนชั้นกลางให้มากขึ้น ลดความลำบากของคนรากหญ้า เอกชนรายใหญ่ต้องช่วยรายเล็ก ซึ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน

 

ถึงเวลาแก้กฎหมาย”เมา-ซิ่งชนคนตาย=เจตนาฆ่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 20:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422711

ถึงเวลาแก้กฎหมาย"เมา-ซิ่งชนคนตาย=เจตนาฆ่า"

โดย วรรณโชค ไชยสะอาด

จากกรณีทอล์ก ออกฟ เดอะทาวน์ที่ไฮโซหนุ่มขับรถเบนซ์พุ่งชนท้ายรถฟอร์ด จนเกิดเพลิงลุกไหม้เป็นเหตุให้สองนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เสียชีวิต โดยคลิปวีดีโอเผยเห็นข้อมูลว่า รถเบนซ์แล่นมาด้วยความเร็วสูง ก่อนชนท้ายรถฟอร์ดโดยไม่ได้มีการเบรก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า รถเบนซ์คันดังกล่าวใช้ความเร็วมากกว่า 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คำถามเกิดขึ้นจากสังคมทันทีว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้ “ความประมาท”ถูกแยกออกมาจาก “เจตนา”

แยกพฤติกรรม “ประมาท” กับ “อันตราย”ออกจากกัน

คดีเบนซ์ชนฟอร์ดล่าสุด ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการรวบรวมหลักฐานประกอบสำนวนคดีที่รัดกุมและทันท่วงทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแต่การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติด การตรวจสภาพและอุปกรณ์ในตัวรถโดยละเอียด เช่น ความเร็วขณะชน ภาพจากกล้องวงจรปิดในตัวรถ หรือกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่รถวิ่งผ่าน ฯลฯ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่า หลายเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนนนั้น ก่อให้เกิดคำถามว่า ทำไมสุดท้ายบทสรุปต้องลงเอยที่ “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย”

“คำถามต่อเนื่องที่สำคัญคือ ทำไมอุบัติเหตุทางถนนที่รุนแรงจึงถูกเหมารวมเป็นเพียง “ขับรถโดยประมาท” หากนำเหตุการณ์ล่าสุดมาเป็นกรณีศึกษาจะพบว่า ภาพในคลิปแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูงมากในช่องทางซ้าย ซึ่งเป็นการขับรถที่อันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ในทางสากลการขับขี่รถที่อันตราย เช่นความเร็วสูง ฝ่าสัญญาณไฟ เมาสุรา จะถือว่าเป็นการขับรถอันตราย ไม่ใช่เพียงประมาท เเละถ้าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต จะมีบทลงโทษที่รุนเเรงพอๆกับเจตนาฆ่า

นพ.ธนะพงศ์ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ประสบปัญหาผู้ขับขี่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นอันตราย เช่น ดื่มหรือเมาขับ ขับฝ่าสัญญาณไฟ จนเกิดกระเเสสังคมเเละเสนอใหมีการเเก้ไขกฎหมาย เพื่อเเยกคำว่า “ประมาท” หรือ “เจตนา” (negligent or crime of intent)

ญี่ปุ่นมองว่า ถ้ายังคงตามกฎหมายเดิม พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกระบุว่าเป็นความประมาท มีบทลงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีปรับไม่เกิน 5 แสนเยน แต่ถ้าชี้ว่าเป็น “ขับรถอันตราย” (Dangerous Driving Resulting in Deaths and Injuries) หรือ crime of intent โทษจะสูงถึง 20 ปีถ้ามีการเสียชีวิต

ทั้งนี้กรณีที่ถือว่าเป็นการ “ขับรถอันตราย” ได้เเก่ 1.ขับขี่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยความเร็วสูง 2.ขับแซงอย่างน่ากลัว หรือขับรถจี้กดดันคันหน้า 3.การขับขี่ที่ ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์และยา 4.ไม่มีทักษะการขับขี่ 5.ฝ่าสัญญาณไฟแดง

“ภายหลังจากประเทศญี่ปุ่นปรับแก้กฎหมายเมื่อ ค.ศ. 2001 พบว่า ความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะจากเมาแล้วขับ จากปี ค.ศ. 2001-2010 ลดลงจาก 25,400 ราย เหลือเพียง 5,553 ราย หรือลดลงถึง 78.1% ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากการเมาแล้วขับก็ลดลงจาก 1,191 ราย เหลือเพียง 287 ราย หรือลดลงถึง 75.9%”

กฎหมายเมาแล้วขับต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง

ในความรับรู้ของสังคม หากพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ตามกฎหมายถือว่าเมา และหากขับรถขณะมึนเมา แม้จะยังไม่เกิดความเสียหายต่อผู้ใดก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน มีโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับสูงสุด 20,000 บาท และถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่อย่างน้อย 6 เดือน แต่ถ้าหากเมาสุราแล้วขับรถจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท รวมถึงต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ด้วย

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เคยระบุว่า กฎหมายไทยเบามาก เมาแล้วขับยังถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำโดยประมาท ทั้งที่ปัจจุบันสังคมไทยตื่นตัวกับปัญหาเมาแล้วขับมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

“ที่ผ่านมาบ้านเราถ้าเมาแล้วขับรถชนคนตาย ศาลจะตัดสินว่าเป็นการกระทำโดยประมาท ประมาทในที่นี้หมายถึงไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนา เหมือนรถเบรคแตก ฝนตกถนนลื่นควบคุมรถไม่ได้แล้วชนคนตาย กฎหมายไทยลงโทษเบามาก แถมยังไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเต็มที่ เกิดเหตุทีไรก็แค่ปรับเงิน ชดใช้ค่าเสียหาย รอลงอาญา คุมประพฤติ แต่ไม่ต้องติดคุก เพราะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาท คนเลยไม่เข็ดหลาบ ไม่เกรงกลัว แต่ในต่างประเทศ ถ้ากินเหล้าเมาแล้วไปขับรถชนคนตาย จะถือว่าคนพวกนี้เป็นอาชญากร เป็นอาชญากรรมที่กระทำโดยเจตนาจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต เพราะรู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าการดื่มเหล้าเมาแล้วขับรถมันมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงสมควรที่จะได้รับโทษหนักกว่าการกระทำโดยประมาท”

เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เสนอแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันทีคือ บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เด็ดขาดจริงจัง โดยไม่จำเป็นต้องปรับแก้ หรือเสนอกฎหมายใหม่ด้วยซ้ำ

“ต้องใช้ยาแรง เริ่มตั้งแต่ให้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นบนท้องถนนโดยไม่มีข้อยกเว้น ลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดโดยไม่รอลงอาญา รับรองคนจะเกรงกลัวไม่กล้าคิดดื่มแล้วขับ ถ้าทำตรงนี้ได้จะช่วยลดปัญหาเมาแล้วขับชนคนตายไปโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนหรือองค์กรต่างๆต้องรณรงค์ควบคู่กันไปด้วย เช่น เก็บสถิติผู้กระทำผิดที่ถูกลงโทษทุกจังหวัดทั่วประเทศนำเสนอเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนได้ตระหนัก ทั้งหมดนี้รัฐบาลสามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอกฎหมายใหม่ ไม่ต้องเสียงบประมาณเพิ่ม แค่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเด็ดขาดจริงจัง ไม่มียกเว้น ประกาศนำร่องไปเลย 6 เดือน ได้ผลแน่”

5 ข้อเสนอลดความสูญเสียบนถนน

นพ.ธนะพงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า ความสูญเสียในเหตุการณ์ล่าสุด นอกจากจะส่งผลให้เกิดกระบวนการดำเนินคดีที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อเยียวยาครอบครัวหรือญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งสองเเล้ว สิ่งสำคัญอีกประการสำหรับคนในสังคมคือ ควรให้มีการยกระดับมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม

นพ.ธนะพงศ์ เสนอแนวทาง 5 ข้อดังนี้

1) สำนักงานตำรวจเเห่งชาติต้องกำหนดให้มีระเบียบปฎิบัติพื้นฐาน สำหรับพนักงานสอบสวน ที่จะต้องรวบรวมหลักฐานประกอบการดำเนินคดีอุบัติเหตุจราจรที่รวดเร็ว รัดกุมเเละเป็นมาตราฐานเท่าเทียมกันในทุกคดี โดยเฉพาะ การตรวจวัดระดับระดับแอลกอฮอล์เเละสารเสพติด ผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายทันทีในกรณีอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส การไม่เคลื่อนย้ายเเละเก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญ ณ จุดเกิดเหตุอย่างครอบคลุม ฯลฯ

2) ทบทวนและแก้ไข พรบ.จราจรทางบกฯ โดยกำหนดให้มีการระบุพฤติกรรม “การขับขี่รถที่อันตราย” เเยกออกจาก “ขับรถโดยประมาท” ให้ชัดเจน เช่นเดียวกับสากล พร้อมทั้งมีบทลงโทษที่รุนเเรงกว่า คดีขับรถโดยประมาท เพื่อป้องปรามผู้ขับขี่ที่ยังคงมีพฤตกรรมขับรถอันตราย เพราะนักขับกลุ่มนี้ ประเมินว่าเมื่อเกิดเหตุ บทลงโทษก็เพียงแค่ขับรถประมาท 

3) เร่งพัฒนาระบบข้อมูลประวัติความผิดซ้ำ ทั้งประวัติคดีจราจร และประวัติการถูกจับปรับความผิดจราจรต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินคดี เพิ่มบทลงโทษให้รุนเเรงขึ้นตามลำดับขั้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงในการขับรถโดยประมาทมักจะพบว่าไม่ใช่การกระทำความผิดครั้งเเรก

4) เพิ่มมาตรการตรวจขับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมขับรถอันตรายบนท้องถนน ให้สามารถป้องปรามผู้กระทำความผิด  เช่น กรณีขับรถเร็วอันตราย ถ้ามีด่านตรวจจับความเร็ว ก็ต้องช่วยสกัด

5) ส่งเสริมให้เกิดบรรทัดฐานองคก์รและสังคม (Norm) ที่จะไม่ยอมให้มีพฤติกรรมขับรถที่อันตราย เเละส่งเสริมให้ผู้ใช้รถใช้ถนน ช่วยเฝ้าระวังเเละเเจ้งเหตุผ่านช่องทางต่างๆ เมื่อพบผู้ขับขี่อันตรายบนถนน หรือหน่วยงานองค์กรที่มีบุคลากรกระทำความผิดจากการขับขี่อันตราย ก็ควรจะมีมาตราการองค์กร เช่น บทลงโทษเสริมอีกทางหนึ่ง เช่น กรณีเมาเเล้วขับที่ญี่ปุ่น องค์กรต้นสังกัดจะมีบทลงโทษถึงให้ออกจากงาน

“ถ้าอยากให้ความสูญเสียหมดไปจากท้องถนน สังคมต้องช่วยกันผลักดันกฎหมายเเละการบังคับใช้กฎหมายที่ได้มาตรฐานเเละเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างบรรทัดฐานของสังคมที่จะไม่ยอมให้มีผู้ขับขี่ที่อันตรายมาอยู่บนท้องถนนแ ละสร้างความสูญเสียให้กับใครๆในสังคมของเรา” 

การใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ขณะเดียวกันยังสามารถยืนยันความเที่ยงตรงของกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

 

ชำเเหละ ข้อบกพร่องของ “แอร์พอร์ต เรล ลิงก์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 14:03 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422647

ชำเเหละ ข้อบกพร่องของ "แอร์พอร์ต เรล ลิงก์"

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน เผยกรณีข้อบกพร่องของ SARL “แอร์พอร์ต เรล ลิงก์”

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุผ่านเฟซบุ๊ก  “Assistant Professor Pramual Suteecharuwat, Ph.D.” กรณีความบกพร่องของรถไฟฟ้า “แอร์พอร์ต เรล ลิงก์” (Airport Rail Link) เมื่อเช้าวันนี้ 21 มี.ค.

ดร.ประมวล กล่าวว่า กรณีข้อบกพร่องของ SARL (Suvarnabhumi Airport Rail Link) ในเช้าวันนี้ มีข้อพิจารณาที่ต้องทำความเข้าใจ และคิดต่อไปยาวๆ เพื่ออนาคต 8-9 ประเด็น

1. ภายใต้เงื่อนไขที่กระบวนการบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงของ SARL ที่แตกต่างไปจากโครงการ BTS และ MRT คือ ทาง SARL พยายามจะบริหารกิจกรรมการซ่อมบำรุงด้วยตัวเอง (ไม่ได้ outsource ให้กับเอกชน อย่างที่ BTS และ MRT จ้างบริษัท Siemens เป็นผู้ดำเนินการ)

“สิ่งที่ SARL ประสบปัญหาและเป็นอุปสรรคหลักจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงคือ ไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ทันตามเวลา อันเนื่องจากกระบวนการจัดซื้อที่ผูกกับระเบียบของกระทรวงการคลัง และต้องผ่านการพิจารณาจากบอร์ดบริหาร 2 บอร์ด คือ บอร์ดของ SARL เอง (บริษัท รถไฟฟ้า รฟท จำกัด หรือ รฟฟท.) และบอร์ดของ รฟท.

แปลว่า ปัญหาใหญ่สุดของ SARL แท้ที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องเหตุสุดวิสัยอย่างที่เกิด แต่เป็นเรื่องวิธีบริหารจัดการ และ business model ที่จะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการปฏิรูปองค์กร”

ถ้าไม่มีใครทำอะไร อีกไม่นานปัญหาแบบวันนี้ก็จะวนกลับมาอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

2. กระบวนการซ่อมบำรุงโดยพนักงานของ รฟฟท. ได้ผ่านการเรียนรู้มาแล้วนับตั้งแต่เปิดดำเนินการในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2553 จวบจนถึงปัจจุบัน ก็ให้บริการมาแล้ว 5-6 ปี ในระหว่างนี้ก็ผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง เรียกได้ว่าพนักงานซ๋อมบำรุงของ รฟฟท. ได้ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร และมีขีดความสามารถที่รับมือได้

ทว่าปัญหาอันเกิดจากการขาดแคลนอะไหล่ จนไม่สามารถดำเนินการซ่อมบำรุงได้ตามรอบเวลาที่ควรกระทำ น่าจะเป็นต้นเหตุหลักที่นำไปสู่สารพัดปัญหาที่คล้ายเป็นระเบิดเวลาของ SARL

ความไร้ประสิทธิภาพนี้ กำลังเริ่มสั่นคลอนตัว รฟฟท. เอง เมื่อพนักงานในแผนกงานซ่อมบำรุงส่วนหนึ่งเริ่มย้ายตัวเองไปอยู่บริษัทอื่นๆ ขีดความสามารถในทีมบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงก็กำลังจะเริ่มมีปัญหาในไม่ช้า
และเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่จะผูกรวมไปกับเรื่องการขาดแคลนอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุงอย่างแน่นอน

3. วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2557 ผมและทีมงานวิจัยที่จุฬาฯ ได้เคยออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวในนามจุฬาฯ เรื่องความปลอดภัยของระบบ SARL ซึ่งในขณะนั้นวิ่งใช้งานไปแล้วราวๆ 1.3 ล้านกิโลเมตร (ควรทราบว่า ตามคู่มืองานซ่อมบำรุงระบุว่าระบบ SARL จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการซ๋อมบำรุงหนัก หรือ overhaul เมื่อวิ่งใช้งานครบ 1.2 ล้านกิโลเมตร บวกไม่เกิน 10% แล้วแต่สภาพการใช้งาน) นั่นหมายความว่า ในขณะเวลานั้น SARL ถึงวาระต้องซ่อมบำรุงใหญ่แล้ว แต่เท่าที่ผมทราบ จวบจนถึงปัจจุบัน SARL วิ่งมาแล้ว 1.6-1.7 ล้านกิโลเมตร โดยที่ยังไม่ผ่านการซ่อมบำรุงหนัก!

ถามว่า แล้วทำไมไม่ดำเนินการซ่อมบำรุงหนัก?

ตอบได้ว่า ปัญหาเริ่มต้นที่การไม่มีอะไหล่ ตามมาด้วยความพยายามของบอร์ดบริหารตั้งแต่ชุดเก่า (ก่อนการปฏิวัติ) และบอร์ดชุดปัจจุบัน ต่างพยายามจะว่าจ้างบริษัทเอกชนรายอื่น ให้มารับผิดชอบกิจกรรมการซ่อมบำรุง แทนการบริหารจัดการด้วยพนักงานของ รฟฟท เอง ซึ่งในกรณีนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดนะครับ
(ข้อมูลน่าสนใจ และต้องสนใจเป็นพิเศษ คือ ณ วันนี้ เจ้าของเทคโนโลยีอย่าง Siemens เองก็ไม่กล้ารับงานซ่อมบำรุง SARL ในขณะนี้นะครับ เพราะสภาพรถ “บอบช้ำ” เกินกว่าบริษัทจะเสี่ยงรับผิดชอบไหว ยกเว้นว่าเงินหนาพอๆ กับซื้อขบวนรถไฟฟ้าใหม่กันเลยทีเดียว)

ล่าสุด ทราบว่าปัจจุบัน รฟฟท. กำลังอยู่ในระหว่างร่างสัญญาเพื่อว่าจ้างเอกชนรายหนึ่งมารับงาน ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะสามารถเริ่มงานได้เมื่อไหร่

สรุปเลยนะครับ สถานะ SARL ตอนนี้ พูดหยาบๆ แบบไม่เกรงใจใคร คือ วิกฤติ และไม่มีใครรับรองความปลอดภัยได้นะครับ

4. ในระยะสั้น ระหว่างที่ รฟฟท. กำลังมีปัญหาการจัดการงานซ่อมบำรุง สิ่งที่ต้องเตรียมการเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน และเหตุเมื่อเช้าได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่า รฟฟท. take action หรือตอบสนองกับเหตุฉุกเฉินช้าเกินไป คือ ต้องเตรียมมาตรการฉุกเฉินเพื่อรองกับเหตุไม่พึงประสงค์ให้เร็วกว่านี้

หากอะไหล่ไม่มี ซ่อมไม่ 100% ก็ต้อง response กับปัญหาเร็วกว่านี้ครับ

5. SARL มีขบวนรถที่ซื้อมาใช้งานครั้งแรก เป็นรถแบบ Express 4 ขบวน และรถแบบ City Line 5 ขบวน ใช้ๆ ไป ก็จอดเสีย 1 ขบวน เพื่อถอดอะไหล่มาซ่อมให้กับ 8 ขบวนที่เหลือ แปลว่าจริงๆ ก็วิ่งได้แค่ 8 ขบวน

ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ทาง รฟฟท. ได้ยุติการให้บริการรถไฟด่วน Express เนื่องเพราะหลายเหตุผล ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาการซ่อมบำรุง ทำให้มีการดัดแปลงสภาพรถไฟ Express มาให้บริการแบบ City Line

เท่าที่ผมทราบ ขณะนี้จอดเสียไปแล้ว 2 ขบวน วิ่งได้ 7 ขบวน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็มีรถวิ่งได้แน่ๆ 5-6 ขบวน ด้วยสภาพความพร้อม 60-70%

6. ผมยังยืนยันคำพูดเดิมที่เคยพูดไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ว่า ระบบตรวจสอบความพร้อมของ SARL จะไม่ยอมให้รถที่มีปัญหาออกไปวิ่ง แต่การไม่ผ่านการซ่อมบำรุงหนัก ทะลุไปถึง 1.6-1.7 ล้านกิโลเมตร ย่อมหมายถึง “ทุกอย่างกำลังดำเนินไปภายใต้ความไม่แน่นอน” ไม่มีใครรับรองผลได้นะครับ

7. เหตุสุดวิสัยร้ายแรงอาจจะเกิดได้จากความบกพร่องของสภาพราง (แบบเดียวกับกรณี BTS แต่ที่น่ากลัวกว่า คือ SARL ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบแบบเดียวกับที่ BTS ทำ) และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินช้ากว่าที่ควรจะเป็น เช่น การปล่อยให้ผู้โดยสารติดอยู่ในรถนานกว่า 30 นาที โดยไม่มีการช่วยระบายอากาศ อาจส่งผลเสียรุนแรง และเหตุวันนี้คือสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

8. ปัญหาของ SARL ดูผิวเผินเป็นเรื่องการซ่อมบำรุง แต่ถ้ามองลึกๆ มองยาวๆ นี่คือเรื่องโครงสร้างองค์กร เรื่องการบริหารจัดการ เรื่องยุทธศาสตร์ ไล่เรียงไปจนถึงเรื่องความไม่พร้อมของไทยเอง ในการจะรับมือกับระบบขนส่งระบบรางที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ

เรื่องแค่นี้ปัจจุบันยังแก้ไม่ได้ แล้วเรื่องในอนาคตจะแก้กันได้อย่างไร

9. SARL อยู่ในสภาพวิกฤติ เวลาได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองแล้วว่า เงื่อนไขการบริหารจัดการในปัจจุบัน ไม่ทำให้ทั้ง รฟฟท. + รฟท. สามารถทำอะไรได้ (ถ้าทำได้ คงทำไปนานแล้ว)

นี่คือเวลาที่ทางรัฐบาล จะต้องดำเนินการอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

“แพงแค่ไหนก็ซื้อ” เศรษฐีไทยเงินหนาไม่ระคายพิษเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 17:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422534

"แพงแค่ไหนก็ซื้อ" เศรษฐีไทยเงินหนาไม่ระคายพิษเศรษฐกิจ

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซึมเซาเหงาหงอย นักธุรกิจน้อยใหญ่ต่างถอดใจกับกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรงจนเข็นไม่ขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาไม่ฟื้นตัว การส่งออกติดลบมา 2-3 ปี การลงทุนที่ชะงักงัน มนุษย์เงินเดือนเริ่มฝืดเคืองในรายจ่าย

แต่ดูเหมือนบรรดาเศรษฐีผู้มีรายได้สูงในประเทศไทยกลับมิระคายผิวแม้แต่น้อย ตลาดรถหรู นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลลิป กระเป๋าหรู ยันบ้านราคา 50-100 ล้านบาท กลับขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ปรากฏการณ์สั่งซื้อรถเฟอร์รารี รุ่น La Ferrari สีเหลือง ติดธงชาติไทย บนคอนโซล ที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ราคา 140 ล้านบาท จากปกติแค่คันละ 25-50 ล้านบาท คันนี้ถือว่าแพงที่สุด ในเมืองไทยเคยมีของ “รองผู้กำกับบูน” พ.ต.ท.อภิเนสภ์ พรพิบูลย์ ประธานชมรม Ferrari Owners Club เศรษฐีคนดังทายาทเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในเมืองไทย ได้เรียกเสียงครางฮือกันในหมู่คนชอบความเร็ว และโลกโซเชียลมีเดีย

ว่ากันว่า รถเฟอร์รารีรุ่นนี้เป็นที่ต้องการของเศรษฐีทั่วโลก ผลิตขึ้นมาเพียงแค่ 499 คันเท่านั้น และมิใช่ใครจะมีเงินหนาแล้วจะซื้อได้ เพราะต้องจองและรอเวลาในการประกอบรถร่วม 2 ปี

ที่สำคัญทางบริษัทผู้ผลิตในอิตาลีทำการคัดสรรลูกค้าชนิดว่าต้องเป็นแฟนคลับเฟอร์รารีอย่างเหนียวแน่น เพราะมีการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องเป็นผู้ครอบครองรถเฟอร์รารีอยู่ในบัญชีอย่างน้อย 4-5 คัน จึงจะมีสิทธิสั่งซื้อ เรียกได้ว่ามีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ ใจต้องรักจริงๆ

ราคา 140 ล้านบาทนั้นคือราคาขาย แต่เมื่อนำเข้ามาในเมืองไทยต้องเสียภาษีอีกก้อนโตรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

วันเดียวกับที่เฟอร์รารีที่แพงสุดเข้ามาในเมืองไทย เสี่ยไก่ อรรควุฒิ สุวรรณประกร สามีของ “หน่อง อรุโณชา” เจ้าของละครกำไลมาศที่ชาวบ้านติด “จุ๋ย-วรัทยา และเจนี่” กันงอมแงม ก็สั่งซื้อรถ Porsche สีส้มสวยสดออกไปให้กำไรชีวิต ในราคากว่า 30 ล้านบาท

ข้อมูลของ นันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ ระบุชัดว่าเศรษฐีไทยใจถึงคือในปี 2558 ยอดขายรถเฟอร์รารีในเมืองไทยโตขึ้นมา 5 เท่าตัว และนับตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา มีการทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 คัน จนจำนวนรถเฟอร์รารีที่มีในตลาดขณะนี้ร่วม 400 คันเข้าไปแล้ว

ด้าน พรศริน เมธีวัชรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มไพร์ มอเตอร์ สปอร์ต ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มาเซราติ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เมื่อมีรถยนต์รุ่นพิเศษเปิดตัวออกสู่ตลาดโลก จะต้องมีลูกค้าในประเทศไทยเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นพิเศษคันนั้น ไม่ว่าจะมีราคาสูงเพียงใด

ตัวอย่างล่าสุด ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา มาเซราติได้เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของมาเซราติ ซึ่งมีผลิตจำนวนเพียง 100 คันทั่วโลก และหนึ่งในจำนวนนั้นมีอยู่ในประเทศไทยซึ่งมีราคาอยู่ที่ราว 30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เหตุผลหนึ่งที่ลูกค้าในประเทศไทยสนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ราคาแพง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจ มาจากความต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่มีความเป็นที่สุด หรือความเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งลูกค้าระดับนี้ไม่มีผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจแต่อย่างใด การตัดสินใจซื้อมาจากเหตุผลทางอารมณ์ รสนิยมเท่านั้น

ไม่เฉพาะรถหรูเท่านั้นที่เติบโต ผู้จำหน่ายรถเบนซ์ทั้งตลาดเกรย์มาร์เก็ต และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลาดรถเบนซ์ยังไปได้ดี ปีที่ผ่านมายอดจัดไฟแนนซ์ของบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) แตะที่ระดับ 3 หมื่นล้านบาท

นี่ไม่นับลูกค้าที่ซื้อเงินสด ซึ่งปกติยอดขายรถเบนซ์ 100 คัน จะเป็นการซื้อเงินสดถึง 30% ไฟแนนซ์ 70%

เศรษฐีเงินหนาไม่ระคายพิษเศรษฐกิจจริงๆ

อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องประดับเพชรยูบิลลี่ กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อาจจะกระทบต่ออารมณ์การซื้อสินค้าของกลุ่มลูกค้าระดับบนบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง สำหรับเหตุผลที่กลุ่มดังกล่าวยังพร้อมจับจ่ายซื้อเครื่องประดับเพชร เพราะเพชรเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงที่คู่กัน การซื้อสินค้าในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกิดจากอารมณ์ต้องการตอบสนองด้านความสวยงาม หรือต้องการเสริมบุคลิก บ่งบอกถึงสถานะทางสังคม

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญ เพชรเป็นสินค้าที่มูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน หากเทียบกับราคาน้ำมันยังขึ้นๆ ลงๆ สำหรับเพชรมีมูลค่าสูงขึ้นอยู่กับสี คุณภาพ และกะรัต บางรุ่นอาจมีมูลค่า 10-15% แต่โดยเฉลี่ยแล้วราคาเพชรจะปรับเพิ่มขึ้น 5% ซึ่งกลุ่มคนที่มีฐานะส่วนใหญ่จะซื้อเครื่องประดับเพชรเพื่อเก็บเป็นมรดกตกทอดให้กับตระกูลมากกว่าจะซื้อเพื่อการลงทุน

สำหรับราคาเพชรที่นิยมซื้ออยู่ในระดับ 2-3 แสนบาท ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นฐานลูกค้าของบริษัทในสัดส่วน 10% โดยมากเป็นเจ้าของกิจการขนาดกลางและเล็ก รวมทั้งเป็นผู้บริหารระดับสูง

ในส่วนของกลุ่มสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนม เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ชลวิทย์ สุขอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาดผลิตภัณฑ์สิงห์ไลฟ์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแบรนด์สิงห์ไลฟ์ กล่าวว่า กลุ่มคนรวยมีอำนาจการซื้อสินค้าสูง และการซื้อสินค้าไม่ได้คำนึงถึงราคาเป็นปัจจัยหลัก แต่การซื้อสินค้ากระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา เพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ การใช้สินค้าแบรนด์เนมเพื่อต้องการเสริมฐานะทางสังคม และขณะเดียวกันก็ต้องการเป็นผู้นำทางสังคม นำแฟชั่นให้คนทั่วไปมองหรืออยากจะทำตาม แต่ขณะเดียวกันการซื้อสินค้าแบรนด์มีคุณค่าทางด้านจิตใจ

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ กล่าวว่า กลุ่มเศรษฐีหรือผู้ที่มีกำลังซื้อสูงไม่ได้มีการใช้ชีวิตที่อิงกับสภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นความพร้อมที่จะบริโภคสินค้าราคาสูงนั้นมีได้ทุกเมื่อ ส่วนอารมณ์การซื้อสินค้าอาจถูกกระตุ้นจากคอลเลกชั่นใหม่ที่แต่ละแบรนด์เปิดขายตามซีซั่นนัล หรือออกสินค้ารุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ทำให้เห็นแล้วอยากได้ อยากใช้ก่อนคนอื่นๆ ขณะที่การซื้อเพราะฟังก์ชันนัลเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่จะต้องมีสินค้า อาทิ ต้องเดินทางไปต่างประเทศ อย่างเช่น โค้ต กระเป๋าเดินทาง

สำหรับสินค้าขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน-คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ หรือรถหรูระดับซูเปอร์คาร์ ก็ยังคงเป็นที่นิยมของเศรษฐีกระเป๋าหนักอย่างไม่เสื่อมคลาย นอกจากจะเป็นสินค้าสำหรับประดับบารมี เพื่อแสดงสถานะ และรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของแล้ว ปัจจุบันบ้านหรือคอนโดมิเนียมในทำเลที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ อย่างเช่น ทำเลกลางเมืองย่านหลังสวน เพลินจิต ซึ่งมีที่ดินกรรมสิทธิ์เหลือน้อยมาก หากใครเป็นเจ้าของย่อมแสดงถึงความพิเศษเหนือใคร ขณะเดียวกันยังเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นมากในอนาคต ดังนั้นบ้าน คอนโดมิเนียมหรู จึงมีสถานะของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือเป็นมรดกสำหรับลูกหลานด้วย

“ปัจจุบัน เศรษฐีคนมีเงินที่มีบ้านหลังใหญ่ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมมาซื้อคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ มากขึ้น ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ซื้อไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน เพราะคอนโดมิเนียมในเมืองโดยเฉพาะทำเลที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจซึ่งหาที่ดินพัฒนายาก แม้ราคาซื้อขายจะสูง แต่มูลค่าในอนาคตก็จะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันยังเป็นที่พักที่สะดวกในการเดินทาง

นอกจากจะเก็บไว้ลงทุนแล้ว ยังใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น สำหรับเป็นที่จอดรถในเมือง หรือเอาไว้เปลี่ยนเสื้อผ้าเวลาออกงาน เป็นต้น ทำให้เศรษฐีนักลงทุนบางคนซื้อคอนโดไว้ลงทุนและเก็บเป็นทรัพย์สินนับร้อยห้อง” แหล่งข่าวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เปิดเผย

เช่นเดียวกับรถหรู ที่นอกจากจะซื้อจากความชอบส่วนตัวแล้ว ยังเป็นการซื้อเพื่อบ่งบอกถึงความพิเศษของผู้เป็นเจ้าของ เป็นการซื้อเพื่อสะสมของที่ตัวเองรัก เช่น เป็นรถรุ่นลิมิเต็ดที่มีไม่กี่คันบนโลก

นี่คือรสนิยมของเศรษฐีไทย

เศรษฐกิจมิเกี่ยว ช็อปเพราะชอบ

เศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้กำลังซื้อหดหาย เพราะคนต้องละเอียดรอบคอบในเรื่องรายจ่าย เพราะรายได้มีเท่าเดิม หรือมีแต่ลด ของกลับแพงขึ้น แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่เรื่องเศรษฐกิจไม่มีผลต่อกำลังซื้อของพวกเขาทั้งหลาย นั่นคือบรรดาไฮโซและเซเลบริตี้ต่างๆ

พวกเขาช็อปเพราะชอบและเป็นวิถีชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ในการใช้ของแบรนด์เนม รวมถึงของเล่นคนรวยที่สะสมต่างๆ ปัจจัยที่ทำให้ช็อปลดลงไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องอื่น เช่น ยังไม่มีของที่ถูกใจหรือต้องการ แต่ถ้ามีหรือมาเมื่อไรพร้อมที่จะทุ่มซื้อมาไว้ในครอบครองทันที

เจนนิส (โสภณพนิช) ยังพิชิต สปากูรูชื่อดังของเมืองไทยและลูกสะใภ้คนสวยของคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กล่าวว่า โดยส่วนตัวเธอชอบช็อปปิ้งอยู่แล้ว แต่จะเลือกซื้อแบรนด์หรูเฉพาะของใช้บางอย่างเท่านั้น

สิ่งที่เธอพิถีพิถันในการเลือกซื้อและจะซื้อบ่อยมากเป็นพิเศษก็คือกระเป๋า เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาสเดินทางไปยุโรปก็จะได้กระเป๋ากลับมาเกือบทุกครั้ง เซเลบริตี้คนดังไม่ได้มองว่ากระเป๋าของเธอเป็นของหรูหรา เนื่องจากจุดประสงค์ของการซื้อคือเพื่อใช้งาน

“แบรนด์ที่ต้องหิ้วกลับมามีอยู่ 3 แบรนด์ที่ชอบและเลือกซื้อบ่อยที่สุดคือ ชาแนล (Chanel) วาเลนติโน่ (Valentino) อีฟส์ แซงต์ โลรองต์(Yves Saint Laurent) เหตุผลที่ชอบและเลือกซื้อ อย่างแรกคือ แบรนด์มีความน่าเชื่อถือมายาวนาน ใช้แล้วราคาไม่ตก ส่วนการตัดสินใจซื้อคือดีไซน์ที่ออกแบบมาแล้วเหมาะกับบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเรา ถ้าพอใจก็ซื้อ เวลาเลือกก็เลยจะเลือกสีและดีไซน์ที่ได้ใช้งานบ่อย สามารถนำไปออกงานสังคมได้จริง ส่วนใหญ่ก็ราคาหลักแสน ยังไม่ได้ถึงราคาเป็นหลักล้านขนาดนั้น เพราะจุดประสงค์ของการซื้อของเราไม่ได้เพื่อการลงทุน แต่ซื้อเพื่อใช้งาน เพราะรู้สึกว่าถ้าซื้อเพื่อลงทุนคงไม่กล้าใช้กระเป๋า คงกลัวมันจะเก่าหรือสึกหรอ”

เมื่อถามว่าความถี่ในการซื้อกระเป๋าหรู เธอบอกว่า ก่อนจะมีลูกเธอเป็นคนหนึ่งที่กระหน่ำช็อปปิ้งมาก และซื้อกระเป๋าหลายแบบ หลายสี และเปลี่ยนสไตล์กระเป๋าไปเรื่อยๆ เพราะต้องออกงานสังคมค่อนข้างบ่อย แต่หลังจากเธอมีลูกแฝดทั้งสองคนแล้ว พฤติกรรมการช็อปปิ้งของเธอก็เปลี่ยนไป

“การตัดสินใจซื้อกระเป๋า ดีไซน์ยังจำเป็นอยู่ แต่เราจะเปลี่ยนจากใบเล็กๆ ก็เลือกใบใหญ่และเน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน ลูกแฝดของใช้จะเยอะ ตอนนี้แทบไม่ได้ซื้อกระเป๋าใบเล็กเลย ส่วนการซื้อเสื้อผ้าอื่นๆ เมื่อก่อนมีเวลาก็เดินช็อปปิ้ง เจออะไรสวยก็ซื้อ แต่ตอนนี้จะช็อปปิ้งในอินสตาแกรมมากขึ้น เพราะเวลาออกไปข้างนอกน้อยลง” เจนนิส กล่าว

อีกมุม ไลฟ์สไตล์แบบผู้ชาย ต้องมองกันที่ของเล่นคนรวยสำหรับผู้ใหญ่ที่มีรสนิยมแตกต่างผิดแผกกันไปตามแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ของเหล่านั้นแม้หายากและแพงแค่ไหน ก็พร้อมที่จะหามาไว้ในครอบครอง แม้เศรษฐกิจเป็นเช่นไรก็ตาม ยิ่งเศรษฐกิจแย่ของเหล่านี้ก็มีคนปล่อยออกมาเยอะ และราคาก็ไม่สูงลิ่วเหมือนตอนเศรษฐกิจดี

วสุ สุรัติอันตรา กรรมการบริหาร บริษัท ปุริ กล่าวในมุมการช็อปปิ้งของคุณผู้ชาย ว่า ของเล่นสำหรับผู้ชายแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนชื่นชอบนาฬิกา หลายคนชอบรถยนต์ แต่โดยส่วนตัวเขาหลงใหลเสียงดนตรีและ
เสียงเพลงมาก การตัดสินใจเลือกซื้อของเล่นที่เลือกสะสมเป็นคอลเลกชั่น ก็คือเครื่องเสียงโบราณรุ่นลิมิเต็ด ซึ่งเป็นของที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่สมัยมัธยม

วสุเสาะหาสิ่งที่เขาชอบมาจากทั่วมุมโลก ทั้งการประมูลแข่งกับนักสะสมผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง หรือประกาศหาซื้อโดยไม่เกี่ยงราคาทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะลำโพงขนาดเล็กที่ดีไซน์ ให้ใช้ในสตูดิโอของสำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้รับอนุญาตหลายแบรนด์ นำมาผลิตขายได้ในรหัส LS3/5A หนึ่งในนั้นคือแบรนด์โรเจอร์ (Rogers) และฮาร์เบ็ธ (Harbeth) ที่สาวกไฮไฟต้องการครอบครอง

“ลำโพงรหัสนี้ผลิตออกมาในยุค 80s มีความเที่ยงตรงของเสียง เวลาฟังเพลงจะเพราะมากเป็นพิเศษ ยิ่งเก่ายิ่งหายากยิ่งราคาแพง มูลค่าเพิ่มขึ้นเหมือนพระเครื่อง หลายรุ่นจะมีป้ายทอง มีหมายเลขการผลิตกำกับอยู่ หรือผลิตเพียง 50 คู่ในโลกเท่านั้น มีรุ่นหนึ่งที่ผมประมูลมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในเมืองไทยมีไม่เกิน 5 คู่ ตอนนั้นราคาหลักหมื่น แต่ตอนนี้มูลค่าเพิ่มเป็นหลายแสน ถ้ารวมมูลค่าของที่เราซื้อสะสมไว้ก็หลักล้านได้แล้วนะครับ ถ้าถามว่าเพราะอะไรผมจึงตัดสินใจซื้อ เพราะความชอบส่วนตัวอย่างเดียวเลยครับ สะสมจากการศึกษาคุณสมบัติ ประวัติความเป็นมาของแต่ละรุ่นก่อน ซื้อแล้วไม่เสียดายเลย ผมซื้อเพราะชอบและนำมาใช้งานเอง ไม่ได้คาดหวังว่าจะซื้อมาเพื่อเก็งกำไรหรือลงทุนเพื่ออนาคตเลย แม้ว่าของที่ซื้อมาจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปก็ตาม” วสุ กล่าว

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมในการซื้อของเศรษฐีขึ้นอยู่กับความชอบล้วนๆ สภาพเศรษฐกิจที่ซึมเซาเหงาหงอยมิได้ทำให้เศรษฐีไทยเหล่านี้รวยน้อยลง แม้ว่ารายได้อาจหายไปบ้างก็ตาม

ลองว่าชอบ แพงก็ซื้อ

สินค้าไฮเอนด์ ขายดีไม่มีวันตาย

แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่กำลังซื้อระดับบนยังคงแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งในตัวหลักสำคัญในการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดสินค้าในระดับไฮเอนด์ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และเป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่เคยตายไปจากตลาด แต่ตัวสินค้าและวิธีการทำตลาดต้องมีความพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป

อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องประดับเพชรยูบิลลี่ กล่าวว่า กลยุทธ์ตลาดสำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน บริษัทต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นสีของเพชร ขนาดกะรัต และการออกแบบต้องตอบโจทย์ความต้องการ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง แต่ขณะเดียวกันก็มองถึงความคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย และคนกลุ่มนี้ต้องการการดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการบริการหลังการขาย

ขณะที่ ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ บอกว่า ในฐานะนักธุรกิจสินค้าลักซ์ชัวรี่ จำเป็นต้องเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสมกับระดับราคา ไม่ใช่ว่าแพงอย่างเดียว แต่คุณภาพสินค้าต้องดีเยี่ยม สามารถใช้งานเป็นระยะเวลานาน เมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไปการใช้งานระยะเวลาสั้น นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้สินค้าที่มีราคาแพงยังขายได้อยู่ทุกเวลา

ด้าน ชลวิทย์ สุขอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาดผลิตภัณฑ์สิงห์ไลฟ์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแบรนด์สิงห์ไลฟ์ ให้ความเห็นว่า การทำตลาดสำหรับกลุ่มคนรวยต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับก่อน ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์และมีความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ทำให้สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้ซื้อ อาทิ แบรนด์วางตำแหน่งตลาดเรียบหรู หรือตำแหน่งหรูหราอลังการ ในขณะที่สินค้าต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานระดับโลก และการออกแบบที่รับกับยุคกับสมัย หรือไม่ว่าจะหยิบขึ้นมาใช้ก็ดูทันสมัยตลอดเวลา

เช่นเดียวกับโครงการที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ที่ยังคงเป็นสินค้าที่มีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา เนื่องจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับบนนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านหรูอย่างต่อเนื่อง

ชนินทร์ รุ่งเรืองพัฒนา ผู้จัดการฝ่าย กลุ่มโครงการ 1 บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า จากการทำตลาดบ้านหรูแบรนด์ “ลดาวัลย์” มากว่า 30 ปี ซึ่งเป็นแบรนด์หรูสุดของบริษัทในระดับราคา 50-150 ล้านบาท โดยลูกค้ากลุ่มบ้านหรูเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีเงินเย็นที่พร้อมตัดสินใจซื้อ

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ตลาดบ้านหรูระดับราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป ยังไปได้ต่อเนื่อง เพราะคนที่มีกำลังซื้อสูงยังตัดสินใจซื้อต่อเนื่อง คาดว่าตลาดนี้จะเติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% โดยคนกลุ่มนี้ยังมีฐานการเงินที่แข็งแรงมาก สะท้อนได้จากยอดขายบ้านระดับราคา 15 ล้านบาทขึ้นไปของกลุ่มเอสซีฯ กว่า 50% คนซื้อจ่ายเป็นเงินสด ส่วนอีก 50% ที่ยื่นกู้ เพราะต้องการนำเงินกู้ไปต่อยอดธุรกิจ

สุรัตน์ กึงฮะกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ตลาดบ้านสร้างเองหลังละ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีสัดส่วน 9% ของตลาดรวมรับสร้างบ้าน หรือมูลค่าราว 670 ล้านบาท ในปี 2558 ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมีแผนการสร้างบ้านไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงคาดว่าปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 10% โดยในช่วง 2 เดือนแรกตลาดนี้ก็ยังมีสัญญาณที่ดี และบริษัทยังอยู่ระหว่างได้รับงานสั่งสร้างบ้านหรูหลังใหม่ที่จะมีราคาแพงที่สุดที่บริษัทเคยก่อสร้างมา

สรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า สาเหตุที่สินค้าระดับไฮเอนด์นั้นยังขายดี เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจซบเซา โดยกลุ่มลูกค้าที่ซื้อโครงการระดับไฮเอนด์นั้นจะดูที่คุณภาพของโครงการเป็นหลัก และไม่ใช้ราคาขายมาเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งลูกค้าระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่จะเชื่อมั่นในชื่อเสียงของผู้ประกอบการจึงตัดสินใจซื้อในทันที ขณะเดียวกันมีลูกค้าหลายรายจะรอจนกว่าสินค้าเสร็จแล้วจึงตัดสินใจ แม้ว่าราคาขายนั้นจะแพงกว่าในช่วงที่เปิดพรีเซลส์ก็ยอมซื้อ เนื่องจากต้องการเห็นคุณภาพของตัวสินค้าจริงก่อนซื้อ

อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า สิ่งสำคัญของการพัฒนาโครงการอสังหาฯ คือ ทำเล โดยเฉพาะโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่นั้น ต้องตั้งอยู่ใจกลางเมืองและนับวันที่ดินแปลงงามใจกลางเมือง แต่ที่ดินแปลงงามนั้นนับวันจะหาได้ยากเต็มที จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการคอนโดที่แพงที่สุดในประเทศเวลานี้ คือ โครงการ “98 Wireless” (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ บนพื้นที่ 2 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 5.5 แสนบาท/ตารางเมตร ปัจจุบันมียอดขายกว่า 20%

ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะตกต่ำแค่ไหน สินค้าไฮเอนด์ก็ยังขายดี และเป็นตลาดที่ไม่มีวันตายแน่นอน

 

เอ็นจีโอกะซวก คสช. เอื้อนายทุน-รัฐประหารเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422363

เอ็นจีโอกะซวก คสช. เอื้อนายทุน-รัฐประหารเสียของ

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) และเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ วิสัยทัศน์ประชาชนว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตอนผังเมือง เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีวิทยากรอภิปรายทั้งสิ้น 19 คน ซึ่งส่วนใหญ่เคยร่วมกับกลุ่ม กปปส.ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้วิพากษ์ถึงการใช้อำนาจมาตรา 44 ในการออกคำสั่ง การปลดล็อกผังเมืองและอีไอเอ ว่า ไม่ชอบและยังเป็นการทำร้ายประชาชน

“พี่น้องเอ้ย ถ้าพี่น้องไม่ออกมาเดิน ไม่ออกมาต่อสู้ด้วยเท้า ถามว่าเขาจะมีปัญญามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่” บุญยืน ศิริธรรม อดีต สว.สมุทรสงคราม อภิปราย พร้อมย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่มีวันนี้ ถ้าภาคประชาชนไม่ออกมาเคลื่อนไหว

บุญยืน กล่าวอีกว่า ในยุคหนึ่งประเทศไทยเคยมีผู้บริหารที่ถูกประชาชนด่าว่าเป็นอีโง่ แต่ปัจจุบันกลับรู้สึกว่ามีคนที่โง่กว่า เพราะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากกว่า โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยกเลิกกฎหมายหลายฉบับเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน แต่กลับบอกให้ประชาชนเคารพกฎหมาย ถามว่าใครกันแน่ที่ไม่เคารพกฎหมาย

“การใช้อำนาจมาตรา 44 เหมือนเอารองเท้าบู๊ตมาเหยียบปาก ทุกวันนี้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคมิคสัญญี ไร้ขื่อแป อยากจะยกเลิกกฎหมายอะไรก็ทำ อยากจะยกที่ดินให้ต่างชาติก็ทำ ถามว่าแบบนี้มันปฏิรูปอะไรกัน” บุญยืน ตั้งคำถาม

ขณะที่ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับโอกาสจากประชาชนให้มาหยุดสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่ที่เราคาดหวังมากไปกว่านั้นคือรัฐบาลจะเข้ามาปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น แน่นอนว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหากสามารถครองหัวใจคนได้ เราก็จะให้โอกาสต่อไปนานเท่านาน แต่ถ้ารัฐบาลทำไปในทิศทางตรงกันข้าม รัฐบาลก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในประเทศนี้อีกต่อไป

สอดคล้องกับแนวร่วมอีกรายอย่าง วีระสมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ที่ระบุว่า การทำรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสิ่งที่เสียของ และทำลายผลประโยชน์ของชาติ

“ผมบอกตรงๆ ว่ารู้สึกอดสูใจเหลือเกิน ตอนนี้จะครบ 2 ปีแล้ว ไม่เห็นท่านจะสนใจแก้ปัญหาอะไร สนใจแต่ว่ากูจะหาทางอยู่ยาวอย่างไร ผมขอเตือนว่าอย่าทำให้ประชาชนรู้สึกว่าทนไม่ได้ เพราะรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน” วีระ กล่าว

นักเคลื่อนไหวรายนี้บอกอีกว่า ระยะเวลาร่วม 2 ปีของการบริหารประเทศ พบว่ารัฐบาลทำแต่เรื่องที่ไม่ควรทำ คำถามคือ พล.อ.ประยุทธ์ มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไรถึงต้องใช้อำนาจมาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับ และกลุ่มทุนก็ได้รับประโยชน์มากกว่าประชาชน ขอถามอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ รัฐประหารมาเพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายหรือมาเพิ่มความเสียหายให้กับประเทศกันแน่

เป็นท่วงทำนองเดียวกันกับ รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ที่ระบุว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาในฐานะเป็นกรรมการห้ามมวย แต่วันนี้กลับพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเป็นคู่ชกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอเสนอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 3, 4 และ 9 ที่จะกลายเป็นระเบิดลูกใหม่ ปกติไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงชะตา แต่ก็ไม่รู้ว่าคำสั่งทั้ง 3 ฉบับนี้ คือดาวมฤตยูที่มาทับดวงเมืองหรือไม่

“ลิงตัวหนึ่งอยากเอาใจเจ้านายที่นอนหลับอยู่ เห็นยุงบินมาตอมที่หน้าผากก็เลยเอากระบองฟาด ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องการคืนความสุขด้วยกระบองที่ฟาดเข้ามาที่กบาลของประชาชนหรือไม่ ทั้งคำสั่งที่ 3, 4 และ 9 เป็นความหวังดีแบบลิงหรือไม่” รสนา ตั้งคำถาม

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีต สว.นครราชสีมา และ สส.ประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัจจุบันมีการฉีกรัฐธรรมนูญและหันไปใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพราะรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้รัฐบาลลงทุนโครงการใหญ่ๆ ได้ จึงต้องใช้อำนาจเผด็จการที่ไร้ศีลธรรม และไร้ธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง

“เขาไม่ปฏิรูปเรื่องการให้อำนาจกับประชาชน แต่กลับทำตัวเองให้เป็นทุนขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ไกรศักดิ์ กล่าว

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ประเทศไทยปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองด้วยนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น โดยกฎหมายต้องมีความเป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน

 

ถอดบทเรียนดับเพลิงด้วยสารเคมี ใช้ได้แต่ต้องรู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422275

ถอดบทเรียนดับเพลิงด้วยสารเคมี ใช้ได้แต่ต้องรู้จัก

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในวงเสวนาภายใต้หัวข้อ “ถอดบทเรียนกรณีไพโรเจน…แอโรซอล ที่อาคารเอสซีบีปาร์ค” จัดขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ (วสท.) ถือเป็นการค้นหาคำตอบของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเครื่องดับเพลิงอัตโนมัติที่ใช้สารเคมี จนคร่าชีวิตคนงานที่เข้าไปเปลี่ยนระบบดับเพลิง 8 ศพ

เหตุใหญ่ระดับโลกทำให้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย โต้โผที่จัดเสวนาขึ้น ยอมรับว่า “เป็นความอับอาย”

ความอับอายที่ว่าสุชัชวีร์ ขยายความเป็นเพราะวิศวกรของเมืองไทยถือว่าไม่เป็นรองใคร และด้านกฎหมายที่ใช้บังคับก็เช่นเดียวกัน แต่เหตุใดจึงเกิดเหตุที่น่าจะเกิดขึ้นได้ หากมีการประเมินถึงสถานการ์ความเสี่ยงก่อนเข้าไปปฏิบัติงาน และรู้ถึงกลไกลของเครื่องดับเพลิงอัตโนมัติที่เป็นอีกหนึ่งต้นเหตุที่คร่าชีวิต ลมหายใจของคนงานก็คงไม่หมดไปถึง 8 ศพ

วงเสวนาเผยผลการทำงานของเครื่องดับเพลิงที่ว่าอย่างละเอียด คือเป็นการใช้สารเคมีชื่อ แอโรซอล (Aerosol) เป็นตัวดับเพลิง ภายใต้ยี่ห้อ ไพโรเจน ที่ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งลักษณะการทำงานจะเป็นผงฝุ่นละเอียดมีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ซึ่งผงฝุ่นที่เป็นสารเคมีชนิดนี้เอง ที่น่าจะเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนงาน เนื่องว่าหากสูดสารแอโรซอลเข้าไปในร่างกายเกินที่จะรับไหว จะส่งผลให้มีการปิดกั้นทางระบบหายใจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ออกซิเจนในสมองจึงลดลงทำให้เสียชีวิต

“เราไปดูรายละเอียดของสินค้าชนิดนี้ พบว่าหากเครื่องทำงานจะลดออกซินเจนภายในห้องเหลือราว 15% ซึ่งยังพอทำให้คนที่อยู่ภายในหายใจได้ แต่การเสียชีวิตน่าจะมาจากการสูดดมสารนี้เข้าไป ทำให้เกิดปิดกั้นระบบทางเดินหายใจ เหตุนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ชัดของการเสียชีวิต” สุชัชวีร์ ย้ำ

สุชัชวีร์ อธิบายต่อว่า ภายในถังดับเพลิงระบบอัตโนมัติแอโรซอล (Aerosol Fire Suppression System) ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1.ตัวกระตุ้นการทำงาน มีหน้าที่กระตุ้นการทำงานให้เกิดการระเบิดภายในถังเพื่อกระจายสารแอโรซอลที่มีลักษณะเป็นฝุ่นผงละเอียดฉีดทั่วทั้งห้องที่ต้องการป้องกันใน โดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ใช้กระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำและได้รับความร้อนถึงอุณหภูมิที่กำหนดไว้ 2.สารแอโรซอล มีสถานะเป็นของแข็งที่ถูกควบแน่น 3. ตัวลดความร้อน (Coolant) เป็นตัวช่วยลดความร้อนของสารแอโรซอลก่อนพ่นออกมาจากถัง 4.แผ่นกรอง (Filter) ช่วยจัดเรียงโมเลกุลของแอโรซอลให้เป็นระเบียบก่อนออกไปจากถัง และ 5.สารแอโรซอล ที่ถูกปล่อยออกมาจะมีลักษณะเป็นฝุ่นผงละเอียดสูง

กลไกการทำงานของระบบดับเพลิงแอโรซอล  จะทำงานร่วมกับระบบตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้ โดยจะมีวงจรตรวจจับควัน (Smoke Detector) อย่างน้อย 2 วงจร เรียกว่า Cross Zone  อุปกรณ์ตรวจจับควันทำงานเพียง 1 วงจรจะไม่สั่งการให้ระบบฉีดพ่นสารดับเพลิง จะต้องมีการตรวจจับได้ทั้ง 2 วงจร ในการทำงานของระบบจะมีการแจ้งเตือนก่อนการฉีดพ่นสารดับเพลิง โดยเมื่ออุปกรณ์ตรวจจับควันวงจรแรกตรวจจับควันได้ มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นที่ตู้ควบคุมและพื้นที่ติดตั้งระบบดับเพลิง เพื่อให้คนอพยพและเจ้าหน้าที่รีบทำการดับเพลิงด้วยอุปกรณ์ถังดับเพลิงก่อนไฟจะลุกลาม กรณีนี้จะยังไม่มีการพ่นสารดับเพลิงอัตโนมัติ

กรณีที่อุปกรณ์ตรวจจับควันวงจรที่ 2 ทำงาน จะมีเสียงแจ้งเตือนภัยดังขึ้น ตู้ควบคุมระบบจะเริ่มนับเวลาถอยหลัง ปกติตั้งค่าไว้ไม่เกิน 60 วินาที เมื่อนับถึงศูนย์ ระบบดับเพลิงจะพ่นสารดับเพลิงทั้งหมดท่วมห้องนั้นๆทันที หรือที่เรียกว่า Total Flooding แบบเดียวกับการสั่งทำงานของระบบสารสะอาด ในระหว่างการนับเวลาถอยหลัง หากต้องการขยายเวลาสามารถกดปุ่มหน่วงการฉีดพ่นสาร (Abort Switch) ได้เพื่อหยุดเวลา เมื่อเอามือออกก็จะเริ่มนับใหม่ได้  ปุ่มหน่วงจะถูกติดตั้งในทางออกหนีไฟ เพื่อให้สามารถกดปุ่มและออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

แต่คำถามคือว่า ระบบที่ว่าอยู่พร้อมสมบูรณ์ที่จะใช้งาน หรือเกิดกรณีฉุกเฉินแล้ว คนงาน หรือผู้ที่ควบคุมงาน รู้หลักวิธีปฏิบัติในการเอาตัวรอดออกมาหรือไม่

เรื่องนี้ บุษบา แสนสุข ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วสท. ที่ลงพื้นที่ ณ จุดเกิดเหตุตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง บอกว่า อุปกรณ์สำหรับการติดตั้ง และตัวหน่วงเวลาหากเกิดเหตุเครื่องดับเพลิงนี้ทำงานถือว่ามีความสมบูรณ์ ได้มาตรฐานอย่างถูกต้อง แต่คำถามที่ต้องย้อนกลับไปคือ องค์ความรู้ของตัวบุคคลที่เข้าไปปฏิบัติหน้าท่ี ทั้งเจ้าของอาคาร ผู้รับเหมาติดตั้ง และคนงาน มีความรู้เกี่ยวกับความอันตรายหากเกิดเหตุขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญที่สุดคือมีการประเมินความเสี่ยง หรือการวิเคราะห์ความปลอดภัยไว้ก่อนจะเข้าปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่า เหตุสลดที่ว่าจึงได้อุบัติขึ้น

แอโรซอล ถือเป็นระบบดับเพลิงที่เป็นสารพิเศษ หรือสารสะอาด ถึงแม้จะไม่ได้ติดตั้งในพื้นที่ทั่วไปของอาคาร เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง และบางชนิดมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ จึงเลือกใช้เป็นพิเศษสำหรับห้องที่มีความสำคัญ เช่น ห้องระบบสื่อสาร ห้องระบบไฟฟ้า หรือห้องวัสดุและอุปกรณ์ที่ต้องไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ แต่จากการเกิดเหตุครั้งนี้ ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่จะต้องทบทวนถึงข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบต่อสุขภาพ และอันตรายต่อชีวิต จำเป็นต้องกำหนดมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง กำหนดมาตรการความปลอดภัยในการใช้งาน มาตรการควบคุมในการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ ต้องมีการตรวจสอบ การบำรุงรักษาตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่บุษบาถือว่าเป็นแนวทางในการปฏิบัติสำหรับอนาคต สำหรับพื้นที่ที่ติดตั้งระบบดับเพลิงด้วยสารสะอาด หรือสารพิเศษ จะต้องมีการทบทวนในเรื่องความปลอดภัย คือ 1.สารดับเพลิงที่ใช้หลักการลดออกซิเจน ต้องติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่มีคนอยู่ประจำ 2.การออกแบบ ติดตั้ง การตรวจสอบ การบำรุงรักษา จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และดำเนินการโดยวิศวกรและทีมงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ 3.ระบบสั่งการฉีดสารดับเพลิง จะต้องมีทั้งระบบสั่งการอัตโนมัติ และสั่งการด้วยคน 4.ติดตั้งปุ่มหน่วงฉีดสารใกล้ทางออก 5.อุปกรณ์สัญญาณเตือนภัยด้วยแสง และเสียงต้องติดตั้งภายในพื้นที่ติดตั้งระบบดับเพลิง เพื่อให้ทราบหรือได้ยินทุกพื้นที่

6.ต้องมีความปลอดภัยในการอพยพ ทางออกหนีไฟต้องสะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวาง มีสองทางออกสองทางหากระยะทางจากจุดไกลสุดถึงประตูเกิน 30 เมตร 7.ประตูห้องที่ควบคุมด้วยระบบล็อคต้องปลดล็อคอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และมีปุ่มกดปลดล็อคอัตโนมัติติดตั้งใกล้ประตู 8.มีป้ายแสดงที่อุปกรณ์ปุ่มหน่วง ปุ่มกดฉีดสารด้วยมือให้เห็นชัดเจน 9. มีมาตรการควบคุมในการเข้าปฏิบัติงานในห้องที่ติดตั้งระบบดับเพลิง มีการประเมินความเสี่ยงอันตราย มีอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานสำหรับการสวมใส่ในการปฏิบัติหากจำเป็น 10. มีป้ายเตือนอันตราย และมาตรการควบคุมติดแสดงที่หน้าประตูทางเข้าให้เห็นชัดเจน มีชื่อผู้รับผิดชอบพื้นที่ มีเบอร์ติดต่อฉุกเฉินติดแสดงทั้งในห้องและนอกห้อง

 

ผลพวง ‘อีไอเอ’ คู่ขนาน ไทยเสี่ยงถูกแบน-ไม่ปล่อยกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422206

ผลพวง ‘อีไอเอ’ คู่ขนาน ไทยเสี่ยงถูกแบน-ไม่ปล่อยกู้

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม 87 องค์กร จัดเสวนาหัวข้อ วิเคราะห์คำสั่ง 9/2559 สู่การปฏิรูป EIA เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยวิทยากรและผู้เข้าร่วมได้อภิปรายไปในทิศทางเดียวกันว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไม่ใช่ต้นเหตุ หรืออุปสรรคที่ทำให้การลงทุนเกิดความล่าช้า

นอกจากนี้ วงเสวนายังเห็นพ้องต้องกันว่า อีไอเอคือมาตรวัดความเป็นอารยะของแต่ละประเทศ ซึ่งนับเป็นบรรทัดฐานและทิศทางของโลก

“ประเทศที่ไม่มีอีไอเอเท่ากับไม่มีมาตรการทางสิ่งแวดล้อม สินค้าก็จะไม่เป็นที่ยอมรับและอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ” ศรีสุวรรณ ควรขจร คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาชุมชน ระบุ

ศรีสุวรรณ อธิบายว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 อาจกระทบกับความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากสินค้าไทยจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว การกู้เงินจากสถาบันต่างประเทศก็จะมีปัญหาหรือทำได้ยากขึ้น ทั้งจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า) ซึ่งกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไว้สูง

นั่นเพราะแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะยังไม่เคยถูกสถาบันทางการเงิน หรือแหล่งเงินทุนต่างประเทศปฏิเสธ แต่ระยะหลังการอนุมัติยากขึ้นมาก ตัวอย่างหนึ่งจากประเทศเวียดนาม คือมีความพยายามจะขอกู้เงินจากธนาคารจีนมาสร้างเขื่อน แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากอีไอเอไม่ผ่าน

ศรีสุวรรณ บอกว่า อีไอเอถือเป็นความรับผิดชอบของแต่ละประเทศและเป็นกระแสตื่นตัวทั่วโลก ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่นำกลไกอีไอเอมาใช้ และพัฒนาไปไกลถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) แต่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ออกมา สิ่งที่เคยก้าวหน้าและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องก็ถูกล้มเลิกไป ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงวุฒิภาวะของแต่ละประเทศ

สอดคล้องกับมุมมองของ วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ที่ระบุว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 สะท้อนถึงการเดินถอยหลังของประเทศ เพราะรัฐบาลเห็นว่ากระบวนการอีไอเอที่เคยรัดกุมกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือ 3 พลังใหญ่ จะเข้ามาร่วมกันผลักดันให้โครงการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้

“เริ่มตั้งแต่ คสช.ซึ่งจะใช้กำลังทหารบังคับใช้คำสั่ง รัฐบาลที่เป็นผู้อนุมัติโครงการซึ่งจะใช้กลไกระดับพื้นที่อำนวยความสะดวก และสุดท้ายคือนายทุนผู้รับเหมาที่จะทุ่มงบประมาณเพื่อให้โครงการเกิดขึ้น ส่วนผู้ที่จะถูกกดดันอย่างหนักก็คือคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาอีไอเอ หรืออาจเกิดการเปลี่ยนตัว คชก.ในอนาคตได้” วีรวัธน์ คาดการณ์

สำหรับความล่าช้าในกระบวนพิจารณาอีไอเอ ตามที่ คสช.มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนนั้น ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะอดีต คชก.ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำว่าอีไอเอไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา

ศศิน บอกว่า ความล่าช้าของโครงการไม่ได้อยู่ที่ คชก. แต่อยู่ที่ตัวของผู้เสนอโครงการเอง ยกตัวอย่างโครงการเขื่อนแห่งหนึ่งซึ่งพบค่าแมงกานีสสูง คชก.จึงให้กลับไปยืนยันข้อมูลอีกครั้ง ซึ่งผู้เสนอโครงการใช้เวลาถึง 5 ปี จึงจะยืนยันข้อมูลกลับมา ฉะนั้นที่พูดกันว่าโครงการติดขัดในขั้นตอนอีไอเอนั้น ข้อเท็จจริงคือมีโครงการที่ผ่านการพิจารณามากกว่าที่ไม่ผ่าน

“ในการหาตัวผู้ลงทุนนั้น ส่วนใหญ่ก็มีการเก็งกันอยู่แล้วว่าใครต้องได้ และยิ่งเมื่อได้ผู้รับเหมาแล้วแต่กลับเกิดปัญหาขึ้น แทนที่ชาวบ้านจะต้องสู้กับเจ้าของโครงการหรือผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียว กลับต้องมาต่อสู้กับผู้รับเหมาหรือเอกชนที่มักมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ด้วย ที่สุดแล้วเมื่อชาวบ้านทักท้วงโครงการก็จะกลายเป็นเหตุรุนแรงได้” นักอนุรักษ์รายนี้ระบุ โดยถอดประสบการณ์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องอีไอเอมาอย่างยาวนาน ควรแก้ไขทั้งระบบ แต่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 กลับมุ่งแก้เรื่องความรวดเร็วเพียงมิติเดียว ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้จริงแล้วยังจะไปสร้างปัญหาในมิติอื่นๆ ด้วย

บัณฑูร บอกว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามอีกอย่างหนึ่งคือสถานะของคำสั่งฉบับที่ 9 เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คำสั่งดังกล่าวอาจจะไปขัดกับมาตรา 54 ที่บัญญัติไว้ว่า การดำเนินการใดของรัฐที่อาจมีผลกระทบจะต้องมีการศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเอ รวมถึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียก่อน

“หากร่างธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ ก็จะเป็นปัญหาว่าคำสั่งฉบับที่ 9 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่” อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคำถาม

 

ส่องข้อกฎหมายคดีเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด “ไม่ยอมตรวจแอลกอฮอล์ = เมาแล้วขับ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422185

ส่องข้อกฎหมายคดีเบนซ์ซิ่งชนฟอร์ด "ไม่ยอมตรวจแอลกอฮอล์ = เมาแล้วขับ"

ทนายเกิดผล แก้วเกิด ไขข้อข้องใจ  อุบัติเหตุรถชน ไม่ตรวจแอลกอฮอล์ได้หรือไม่

เหตุการณ์รถเบนซ์ซิ่งชนรถเก๋งฟอร์ด กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในหน้าสื่อ…

สังคมตั้งคำถามดังสนั่น ถึงการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีในการตรวจสอบผู้ขับขี่รถเบนซ์ว่ามีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ได้ประสานไปทางโรงพยาบาลแล้ว แต่คนขับรถเบนซ์ปฎิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือด

“เหตุใด จึงไม่มีการเจาะเลือดผู้ขับขี่ เพื่อตรวจแอลกอฮอล์?” นี่คือคำถามที่สังคมต้องการคำตอบ

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระผู้อาสาช่วยคลายปัญหาให้ชาวบ้าน ให้ความเห็นว่า  กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้

การปฎิเสธการตรวจค่าแอลกอฮอล์ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 142 บัญญัติชัดเจนอยู่แล้วว่า ถ้าผู้ขับขี่ปฎิเสธไม่ยอมให้พิสูจน์ กฎหมายก็ให้ถือว่าผู้ขับขี่ มีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกฎหมายกำหนด จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000- 20,000 บาท และ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ พร้อมกันนั้น ในวรรคสาม ยังให้อำนาจตำรวจในการกักตัวไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าผู้ต้องสงสัยจะยอมให้ตรวจสารเสพติดได้

ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ตรวจสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการมีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อผู้นั้นยอมรับการตรวจสอบแล้ว หากผลการตรวจสอบในเบื้องต้นปรากฏว่าไม่ได้เสพ ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที”

ทนายเกิดผล บอกว่า โดยสรุปถ้าคุณขับรถชนคนอื่น  หากถูกร้องขอให้ตรวจแอลกอฮอล์  คุณสามารถปฎิเสธได้ แต่กฎหมาย พรบ.จราจรทางบก มาตรา 142 บอกว่า ถ้าปฎิเสธ ให้เจ้าหน้าที่ถือว่า คุณมีแอลกอฮอล์ ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 ก็ให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจ ตรวจเลือดของผู้ต้องหาได้ ในกรณีมีอัตราโทษจำคุก อย่างสูง ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ในกรณีล่าสุด เหตุการ์รถเบนซ์ชนรถฟอร์ด คดีนี้เป็น ความผิดฐานประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปี  ตำรวจย่อมมีอำนาจ ตามมาตรา 131/1 อยู่แล้ว

“ไม่เห็นต้องรอให้ผู้ต้องหาให้ความยินยอมใดๆ ถ้าไม่ยอมให้ตรวจ ก็สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า บทพิสูจน์ตรงนั้นเป็นโทษแก่เขาเอง คุณไม่ยอมถือว่าคุณผิด ถ้าผู้ขับขี่อ้างว่าบาดเจ็บ ก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถไปโรงพยาบาลแล้ว รักษาตัวและตรวจเลือดหาผลแอลกอฮอล์ได้อยู่ดี ฉะนั้นถ้าเหตุการณ์เข้าข่ายกฎหมายที่ผมพูดไปนั้น พนักงานสอบสวนพูดไม่ได้ว่า ตรวจเลือดไม่ได้..เขาไม่ให้ตรวจ เพราะคุณมีอำนาจ และถ้าเขาไม่ให้ตรวจจริงๆ ตำรวจอาจเอาผิดฐานขัดขืนเจ้าพนักงานได้ด้วยซ้ำ”ทนายเกิดผล  กล่าว

ทั้งนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 ฉบับเต็ม ระบุว่า ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามมาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใด ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้

ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หากการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง จำเป็นต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ ผิวหนัง เส้นผมหรือขน น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรมหรือส่วนประกอบของร่างกายจากผู้ต้องหา ผู้เสียหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจดังกล่าวได้ แต่ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควรโดยใช้วิธีการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ทั้ง จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรืออนามัยของบุคคลนั้น และผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องให้ความยินยอม

หากผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือผู้ต้องหาหรือ ผู้เสียหายกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมโดย ไม่มีเหตุอันสมควร ให้ สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายนั้นแล้วแต่กรณี

กฎหมายในมือเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังถูกสังคมจับตาและตั้งคำถามจากเหตุการณ์นี้