“จักรยานหาย” ฝันร้ายของนักปั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 17:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422169

"จักรยานหาย" ฝันร้ายของนักปั่น

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล  / ภาพ….เพจเฟซบุ๊ก จักรยานหาย ช่วยกันหา http://www.facebook.com/Lostbike/

ในวันที่จำนวนผู้ใช้รถจักรยานเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด  ทั้งปั่นไปทำงาน ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ ยันจ่ายตลาด ตามมาด้วยร้านขายอุปกรณ์อะไหล่ รับซ่อมผุดขึ้นทั่วทุกมุมเมือง

ด้วยรูปลักษณ์อันสวยเด่น ดูดีมีราคา จึงเป็นที่หมายปองของเหล่ามิจฉาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหา “จักรยานหาย” เกิดขึ้นบ่อยครั้ง สร้างความวิตกกังวลให้แก่นักปั่นเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ วันนี้แทบไม่มีใครกล้าจอดจักรยานในที่สาธารณะกันแล้ว

จักรยานหาย…รายวัน

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ข่าวแก๊งมิจฉาชีพอาละวาดขโมยจักรยานตามสถานที่ต่างๆปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง 

11 มิ.ย.2553 เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ห้วยขวางจับกุมหัวขโมยจักรยาน รับสารภาพว่า เคยก่อเหตุขโมยจักรยานที่จอดไว้บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรม รวมกว่า 50 คัน ก่อนนำไปขายต่อคันละ 1,000-1,500 บาท

9 ธ.ค. 2556 ตำรวจสน.ทองหล่อรวบผู้ต้องหาพร้อมอุปกรณ์คีมตัดเหล็ก พฤติการณ์คนร้ายจะนั่งรถเมล์ตระเวนไปตามถนนสุขุมวิท ซึ่งย่านดังกล่าวมีผู้นิยมใช้รถจักรยานเป็นจำนวนมาก ก่อนตัดโซ่ที่ล็อครถไว้ แยกชิ้นส่วนไปขายที่ตลาดนัดคลองถม

26 พ.ย.2557 เจสเปอร์ คอมเบิร์ก เจนเช่น ชาวเดนมาร์ก อาศัยอยู่เมืองชลบุรี ถูกมือดีฉกจักรยาน 2 คันที่จอดไว้หน้าบ้าน ซึ่งเป็นจักรยานราคาแพงผลิตที่ประเทศเยอรมัน และไม่มีจำหน่ายในไทย มูลค่ากว่า 5 แสนบาท

13 ส.ค.2558 ชุดสืบสภ.พระนครศรีอยุธยาบุกจับกุมชายพิการนั่งรถวีลแชร์ พร้อมของกลางจำนวนมาก โดยให้การว่า ตระเวนไปตามย่านชุมชน หากเจ้าของบ้านเผลอจะหยิบทรัพย์สินโดยไม่เลือก โดยเฉพาะจักรยานถือว่าขโมยได้ง่ายกว่าทรัพย์สินมีค่าชนิดอื่น

ฯลฯ

เอกรัฐ รู้ประมาณ ผู้ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊ก จักรยานหาย ช่วยกันหา (www.facebook.com/Lostbike/) ศูนย์กลางให้นักปั่นเข้ามาแจ้งเบาะแสของจักรยานที่ถูกขโมย บอกว่า พฤติกรรมการก่อเหตุของโจรลักจักรยานนั้นมีความหลากหลาย ทั้งในแง่สถานที่ ประเภทของรถ และวิธีการขโมย

“ที่ผ่านมา มีแจ้งรถหายเข้ามาทุกเดือน สถานที่หายมีทั้งหายในที่พักอาศัย เช่น หมู่บ้านจัดสรร คอนโด หอพัก คนร้ายมักสะกดรอยดูเจ้าของรถว่าบ้านอยู่ซอยไหน หลังไหน ไม่ก็อาจบังเอิญเดินผ่านหน้าบ้านเห็นจักรยานจอดล่อตาล่อใจ สบโอกาสเลยปีนเข้ามาขโมย

หรือหายในที่สาธารณะ เช่น ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่จอดรถสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เอ็มอาร์ที สวนสาธารณะ มหาวิทยาลัย เพราะไม่มียามคอยเฝ้า เท่าที่สังเกตนักปั่นมือใหม่จะถูกขโมยบ่อยสุด เนื่องจากไม่ค่อยระมัดระวัง ไม่ใส่ใจเรื่องรถหาย คิดว่าจอดแป๊บเดียว บางคนลืมล็อค เผลอแป๊บเดียวรถไม่อยู่แล้ว”

สำหรับหัวขโมยที่ความเชี่ยวชาญเรื่องจักรยาน รู้ยี่ห้อ รู้รุ่น รู้ราคา ยันอุปกรณ์เสริม อะไหล่ทุกชิ้น กลุ่มนี้จัดว่าเป็น “มืออาชีพ” น่ากลัวกว่าหัวขโมยทั่วไป

“ดีไม่ดีก็เป็นนักปั่นด้วยกันนี่แหละ เดี๋ยวนี้มีกลุ่มจักรยานเยอะแยะ สมมติไปขอเข้ากลุ่ม แล้วเห็นจักรยานของเพื่อนสมาชิกสวยๆ ได้ยินเขาคุยกันเรื่องรถแพงๆ เรื่องอุปกรณ์ อะไหล่แพงๆ ก็แค่จำชื่อแล้วไปเสิร์ชกูเกิลก็รู้แล้วว่าราคาเท่าไหร่  พวกนี้ทำการบ้านมาระดับนึง นักปั่นหลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งแพงยิ่งหายยาก เพราะมีจำนวนน้อย ตามหาง่าย ผมว่ามันยิ่งล่อตาล่อใจโจร ขโมยเสร็จนำไปแยกชิ้นส่วนขายก็จบ ไม่มีโจรคนไหนขโมยจักรยานไปปั่นเองหรอกครับ”

จากตลาดมืดสู่ห้องซื้อขายมือสองออนไลน์ 

ว่ากันว่า จักรยานหายยากจะได้คืน เพราะอาจถูกนำไปดัดแปลงสภาพแตกต่างไปจากเดิมจนเจ้าของเองยังจำไม่ได้ หรือแยกชิ้นส่วนอะไหล่ ตั้งแต่ เฟรม ล้อ บันได ชุดเกียร์ เบาะ โช้ค จาน เบรค และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ นำไปขายตามตลาดนัดมือสอง หรือบนเว็บไซต์

พ.ต.ต.อุปดิศย์ ราชกิจเจริญ สารวัตรสืบสวนสน.ทุ่งมหาเมฆ หนึ่งในท้องที่ที่เกิดปัญหาจักรยานหายบ่อยครั้ง เผยว่า จากการสืบสวนพบว่ามี “ใบสั่ง”ด้วยว่ารถรุ่นไหนเป็นที่ต้องการของตลาด รุ่นไหนขายได้ราคา มีรอคนรับซื้อ

“สมัยก่อนจักรยานหายจะขโมยไปชั่งกิโลขาย เช่น จักรยานแม่บ้าน จักรยานเด็ก จักรยานเสือภูเขา เดี๋ยวนี้พบว่า จักรยานที่หายมักเป็นรุ่นที่กำลังนิยม แพง สวย มันเป็นเรื่องอุปสงค์อุปทาน เริ่มจากพ่อค้าตลาดมืดอย่างคลองหลอด คลองถม ตลาดนัดต่างๆจะบอกว่าจักรยานยี่ห้อไหนรุ่นไหนกำลังดัง อะไหล่ชิ้นไหนราคาแพง ถ้ามีแบบนี้ก็เอามาขายเลยจะรับซื้อ ทำให้พวกขโมยพูดกันปากต่อปากแล้วควานหามาขาย เมื่อนำมาขายพวกพ่อค้าก็จะมีกลุ่มคนปั่นจักรยานบางคนซื้อไปขายทางออนไลน์อีกทอด”

โนบิตะ นามแฝงของผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.thaimtb.com คอมมูนิตี้ชื่อดังของคนปั่นจักรยาน เล่าว่า เดี๋ยวนี้จักรยานที่ถูกขโมยสามารถประกาศขายในโลกออนไลน์ได้ง่ายมาก

“พวกนี้จะไปโพสต์ขายในกลุ่มขายของมือสองในเฟซบุ๊กซึ่งมีมากหมายหลายห้อง โดยตั้งแอ็คเคาท์ปลอม เพื่อป้องกันการติดตามตัว แตกต่างจากนักปั่นทั่วไปที่เวลาประกาศขายของ จะมีโปรไฟล์ รูปถ่าย มีความเคลื่อนไหว มีประวัติชัดเจน น่าเชื่อถือว่ามีตัวตนจริง

มาตรการป้องกันการนำรถที่ถูกขโมยมาขายของ thaimtb.com ถือว่ารัดกุม ปกติเวลาจะโพสต์ในกระดานซื้อขายต้องเป็นสมาชิกก่อน ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นสมัครปุ๊บโพสต์ขายได้เลย แต่ที่นี่ต้องมีระยะเวลาการเป็นสมาชิกไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และมีสถิติการเข้าใช้งานไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่เปิดคอมค้างไว้เฉยๆ แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์เข้าไปคลิกดูโน่นดูนี่เหมือนนักปั่นทั่วไป สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นผู้ใช้งานจริง เพราะมิจฉาชีพจะไม่มาให้ความสนใจขนาดนี้”

“ประมาท-ชะล่าใจ-ป้องกันผิดวิธี”ต้นเหตุรถล่องหน

ความประมาท ชะล่าใจ ละเลย หลงลืม แม้กระทั่งความเชื่อผิดๆ มีส่วนช่วยให้มิจฉาชีพเข้ามาฉกไปได้ง่ายๆ

ธนารัตน์ สอดทรัพย์ เล่าว่า เคยถูกขโมยจักรยานบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ทั้งที่ใกล้ป้อมยาม แถมยังใช้สลิงล็อค ทว่าโชคไม่เข้าข้าง…

“หลังแจ้งความขอดูกล้องวงจรปิดพบว่า คนร้ายน่าจะเฝ้าดูเป็นประจำว่าจุดนี้มีกล้องวงจรปิด รู้ว่าจุดอับอยู่ตรงไหน พยายามหลบหน้าหันไปทางอื่น ตัวผมเองก็มีป้องกันไม่แน่นหนาพอ ใช้สลิงล็อค หารู้ไม่ว่าใช้คีมตัดง่ายเหมือนตัดกระดาษ จักรยานหายเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน บางคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ขโมยจักรยานกันเป็นล่ำเป็นสันเชียวหรือ  …แหม จักรยานคันเป็นหมื่นเป็นแสน โจรมันลงทุนแค่แรง ขโมยคันละ 5 หมื่น ขายหมื่นเดียวก็คุ้มแล้ว”

นักปั่นรายนี้มองว่า ระบบอำนวยความสะดวกจักรยานในบ้านเรายังไม่ดีพอ โดยเฉพาะที่จอดปลอดภัย เช่น สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เอ็มอาร์ที หลายคนที่หันมาใช้จักรยานแทนรถยนต์ในชีวิตประจำวัน ปรากฎว่าจอดแล้วรถหาย จึงเสียความรู้สึก เลิกปั่นไปในที่สุด

องอาจ วิเศษสุข บอกว่า จักรยานเสือหมอบยี่ห้อ scott รุ่น Speedster 20 ถูกขโมยไปตั้งแต่เดือนก.ย.2558 บัดนี้ยังไม่มีหวังว่าจะได้คืน

“ปกติจอดรถในรั้วบ้าน จอดพิงเฉยๆไม่ได้ล็อค ตื่นมาตกใจไม่เห็นรถเลยไปแจ้งความที่สน.บางขุนนนท์ตำรวจพูดว่า ‘เอาอีกแล้ว’ แสดงว่ารถหายกันเยอะ พอดูกล้องวงจรปิดในซอยพบว่าคนร้ายเดินมาดูลาดเลาก่อนจะปีนเข้ามายกจักรยาน ใช้เวลาเพียง 30 นาที ผมชะล่าใจไปหน่อย คิดว่าจอดในรั้วบ้านคงไม่ปลอดภัย ไม่ได้ล็อก ไม่ได้คลุมผ้าอะไรทั้งนั้น ขโมยมันไม่สนใจหรอกว่าจักรยานจะถูกหรือแพง ขอแค่ขโมยง่ายมันก็เอาแล้ว”

เช่นเดียวกับ ธนพร ธนะสมบัติ จอดจักรยานไว้ในโรงรถภายในบ้าน สุดท้ายถูกฉกหายอย่างไร้ร่องรอย

“จักรยานยี่ห้อ Louis Garneau รุ่น Melon Pink รุ่นพิเศษทำมาจำนวนจำกัด คิดว่าจักรยานเราแปลก ไม่เหมือนใครโจรคงไม่เอา แต่เห็นแล้วว่าคิดผิด คนไม่ปั่นจักรยานมักมองว่าจักรยานแพงทุกคัน บางคันสวย บางคันออพชั่นเยอะ ดูดีมีราคาต่างจากจักรยานแม่บ้านทั่วไป  โจรเลยคิดว่าแพง อยากให้มีหน่วยงานรัฐสร้างที่จอดรถในที่สาธารณะ มีกล้องวงจรปิด มียามเฝ้า มีที่ล็อค มีแสงสว่าง รองรับคนปั่นซึ่งทุกวันนี้มีเยอะมาก

รู้ไว้รถไม่หาย

โนบิตะ แห่ง www.thaimtb.com ย้ำว่า นักปั่นควรระลึกเสมอว่า ไม่มีใครมาดูแลรถเราดีที่กับตัวเจ้าของเอง

“จักรยานหายถือเป็นปัญหาใหม่ที่คนในวงการต้องตื่นตัว น่าเป็นห่วงมากถ้ามิจฉาชีพรู้ยี่ห้อ รู้รุ่น รู้ราคาว่าคันไหนแพง ถึงขั้นดักจี้ปล้นกันได้เลย ง่ายกว่าไปกระชากสร้อยคอใครเขาอีกเพราะเจ้าของยังต่อสู้ขัดขืนได้ แต่นี่ใครจอดทิ้งไว้ขึ้นคร่อมขี่ไปได้เลย ที่สำคัญพวกเราจะเตือนกันอยู่เสมอว่า อย่าคุยโวโอ้อวดหรือบอกใครๆว่ารถแพง ”

พ.ต.ต.อุปดิศย์ สว.สส.สน.ทุ่งมหาเมฆ แนะนำว่า แม้จะมีจดเลข Serial number บนตัวรถจักรยานไว้เป็นหลักฐานก็อาจตามยากอยู่ดี เนื่องจากจักรยานไม่ได้มีการจดทะเบียนเหมือนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ฉะนั้นป้องกันรถของตัวเองไว้ไม่ให้คลาดสายตาดีที่สุด

“คนที่ชอบเอาจักรยานใส่ท้ายรถ หรือแขวนไว้หลังรถ เวลาไปออกปั่นควรล็อคด้วยอุปกรณ์ที่แข็งแรงแน่นหนา แต่จะให้ดีควรเก็บไว้ในรถดีกว่าถ้าเก็บได้ ส่วนคนที่จอดในบ้าน ควรหาที่จอดในมุมที่ไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายจากข้างนอก สถานที่หายบ่อยสุดก็บ้านคนนี่แหละ ยิ่งจอดนอกบ้าน ไม่ล็อค ไม่คลุมผ้า บางคนแขวนโชว์ไว้บนผนังเลยโจรก็เห็นง่าย”

ผู้ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊ก จักรยานหาย ช่วยกันหา อธิบายขั้นตอนการแจ้งเบาะแสหลังจากรถหายไว้อย่างน่าสนใจว่า

“อันดับแรก รีบไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ จากนั้นเข้าไปยังเพจเฟซบุ๊ก หรือกลุ่มต่างๆที่มีนักปั่นจักรยานรวมตัวกันเยอะๆ แจ้งข้อมูลจักรยานอย่างละเอียด เช่น ภาพถ่าย รูปพรรณสัณฐาน ยี่ห้อ รุ่น ตำหนิ สี ของแต่ง หายที่ไหน ช่วงเวลาใด วันที่เท่าไหร่ ระบุให้ละเอียดเหมือนเวลาเราจะขายรถ

ตำแหน่งที่หายก็สำคัญเพราะจะได้รู้ว่ายังไปไม่ไกลจากพื้นที่ ลงชื่อ-เบอร์โทรติดต่อกลับด้วย การแต่งภาพเบาะแสรถหายให้โดดเด่นเข้าใจง่าย พร้อมแชร์ต่อทันที ช่วยตามหาจักรยานจนเจอมาได้หลายคันแล้ว”

วันนี้ปัญหาจักรยานหายยังมีไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ การเลือกจอดในที่ปลอดภัย มีแสงสว่างเพียงพอ มีกล้องวงจรปิด มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยเฝ้า รวมทั้งล็อครถอย่างแน่นหนา ก็ไม่ได้การันตีว่า รถเราจะอยู่รอดปลอดภัย

 

 

เจาะลึก “รถตู้โดยสารสาธารณะ” ภัยหมายเลขหนึ่งของคนเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2559 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421957

เจาะลึก "รถตู้โดยสารสาธารณะ" ภัยหมายเลขหนึ่งของคนเดินทาง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เมืองไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมา “รถตู้” ถูกจัดให้เป็นรถโดยสารสาธารณะยอดนิยม จุดเด่นอยู่ตรงความเร็ว (ซิกแซก แซง ไม่ต้องจอดทุกป้าย) ความสะดวกสบาย (ไม่ต้องยืน ได้นั่งแน่นอน) รวมทั้งการขนส่งในลักษณะที่เรียกว่า Door-To-Door หมายถึงรับ-ส่งตั้งแต่หน้าประตูบ้านจนถึงจุดหมาย ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

แต่เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น การตอบรับจึงต้องปรับเปลี่ยนตามให้ทัน เกิดการดัดแปลงรถตู้จนผิดจากเดิม ผิดกฎหมาย ที่สำคัญเสี่ยงอันตรายยิ่ง

มหันตภัยหมายเลขหนึ่ง

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า ทุกสัปดาห์จะต้องมีคนตายจากรถตู้อย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บอีก 10 ราย

“ปี 2558 มีรถตู้ประสบอุบัติเหตุทั้งหมด 98 ครั้ง ตาย 104 คน บาดเจ็บ 847 คน เฉลี่ยแล้วสัปดาห์หนึ่งจะมีคนตาย 2 คน เจ็บอีกเกือบ 10 ราย  อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแบ่งเป็นรถตู้ส่วนบุคคลหรือรถทัศนาจร 68 ครั้ง เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บกว่า 596 ราย เป็น รถตู้ประจำทางวิ่งต่างจังหวัด (ร่วม บขส.) 26 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 220 ราย และเป็นรถตู้ประจำทางในกรุงเทพ (ร่วม ขสมก.) จำนวน 4 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 31 ราย”

สำหรับสถานการณ์อุบัติเหตุรถตู้สาธารณะในปี พ.ศ. 2559 ระหว่างเดือนมกราคม – 8 มีนาคม เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 16 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 153 ราย เป็นรถตู้ส่วนบุคคลหรือรถทัศนาจร จำนวน10 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บอีก 102 ราย เป็นรถตู้ประจำทางวิ่งต่างจังหวัด ร่วม บขส. จำนวน 6 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 51 ราย

ตัวเลขทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

“คน-รถ-ถนน”  ปัจจัยหลักการเกิดอุบัติเหตุ

นพ.ธนะพงศ์ วิเคราะห์สาเหตุปัจจัยของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของรถตู้โดยสาร โดยระบุว่า มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ คน รถ และถนน

ตัวรถโดยสาร

เสถียรภาพของตัวรถตู้โดยสารสาธารณะเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เมื่อมีการดัดแปลงสภาพรถ ทำให้ตัวรถรับน้ำหนักมากและวิ่งในระยะทางไกล

“รถตู้โดยสารทำการดัดแปลงสภาพจาก 9-10 ที่นั่งเป็น 14-15 ที่นั่ง พร้อมทั้งการติดตั้งถังแก๊ส (NGV หรือ LPG) อีก 2 ถัง ทำให้มีน้ำหนักของรถถึง 3,350 กิโลกรัม เพิ่มจากประเภทปกติมาประมาณ 400 กิโลกรัม ยังไม่รวมน้ำหนักสัมภาระของผู้โดยสาร  ทำให้สัดส่วนการกระจายน้ำหนักหรือแรงกดของเพลาหน้าและเพลาท้ายของรถตู้แตกต่างจากสภาพเดิมของรถ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย รวมถึงสมรรถนะของรถในการออกตัว การเร่ง การเปลี่ยนช่องทาง หรือการเบรก ทั้งทางตรงและทางโค้ง โดยเฉพาะช่วงจังหวะกระทันหัน

นอกจากนี้การใช้งานหนักโดยละเลยการตรวจสภาพ เสี่ยงมากที่จะก่อให้เกิดปัญหายางระเบิด ขณะเดียวกันหากไปถึงการออกแบบ ให้มีทางเข้า – ออกเพียงทางเดียว ยังถือเป็นอุปสรรคในการหลบหนีหรือเข้าช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย”

คนขับ ผู้ประกอบการเจ้าของวิน

หลายรายมีพฤติกรรมการขับขี่ไม่เคารพกฎจราจรและตระหนักถึงความปลอดภัย เช่น ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด บรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่นั่ง หลับใน ขับเร็ว-ปาดซ้ายปาดขวาเพื่อเร่งเวลา เร่งเข้าป้ายรับผู้โดยสารเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด ส่วนผู้ประกอบการนั้นพบว่า ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีงบการลงทุนจำกัด จนละเลยกระบวนการดูแลรักษา ตรวจสอบสภาพรถ ขณะเดียวกันยังพยายามเร่งให้ผู้ขับขี่ทำรอบให้มากที่สุด เพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ถนน

ปัจจุบันมีเส้นทางการวิ่งและจุดจอดที่ทับซ้อนกันเองหลายจุด นำไปสู่ปัญหาการทำความเร็วเร่งเข้าป้ายเพื่อแย่งรับผู้โดยสารกัน

ระบบกำกับดูแลจากภาครัฐ

ใบอนุญาตประกอบการที่ไม่เข้มงวด เปิดช่องให้มี “รายย่อย” จำนวนมาก หลายคนมีรถตู้เพียง 1-2 คันก็สามารถมาขอร่วมบริการได้แล้ว ขณะการบังคับใช้ใบอนุญาตและควบคุมกำกับยังไม่ทั่วถึง ไม่สอดคล้องกับจำนวนรถตู้ที่เพิ่มขึ้น แนวทางการใช้เทคโนโลยี เช่น GPS ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้  ปัจจัยด้านนโยบายที่เอื้อให้มีรถตู้เพิ่มขึ้น ตามระเบียบของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางที่เปิดช่องให้เจ้าของรถบัสนำทะเบียนรถโดยสารประจำทางรถ 1 คันมาแลกเป็นทะเบียนรถตู้ได้ 3 คัน ส่งผลให้รถบัสสาธารณะประจำทางใกล้สูญพันธุ์  นับเป็นระเบียบที่ควรให้มีการยกเลิก

อย่าโทษรถตู้เพียงฝ่ายเดียว

ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ระบุว่าอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับประเภทรถโดยสารสาธารณะ 3 ประเภท ได้แก่ รถตู้ รถบัสชั้นเดียว และรถบัสสองชั้น โดยรถตู้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงกว่ารถบัสชั้นเดียวถึงสองเท่า ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถตู้สาธารณะ นั้นสูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถบัสชั้นเดียวถึงสองเท่าเช่นกัน

สรุปง่ายๆ ว่า การเดินทางด้วยรถตู้โดยสารสาธารณะ มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่ารถบัสชั้นเดียว ถึงสองเท่า

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสถิติตัวเลขออกมา แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า ผู้โดยสารหลายรายยังไม่มีทางเลือกที่ดีหรือเหมาะสมกว่ารถตู้

กรวิทญ์ มั่งคั่ง วัย 33 ปี ผู้ใช้รถตู้โดยสารสาธารณะเป็นประจำทุกสัปดาห์ เดินทางไปกลับระหว่าง กรุงเทพฯ – จันทบุรี ระยะทางต่อเที่ยวรวม 250 กิโลเมตร

“เลือกรถตู้เพราะสะดวก รวดเร็ว ทำเวลาได้ดี จนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักได้ เมื่อก่อนนั่งแต่รถทัวร์ใช้เวลานานมาก มาถึงกรุงเทพกว่าจะทำธุระเสร็จก็ค่ำแล้ว ต้องเสียเงินหาที่พักอีก แต่ถ้าเป็นรถตู้ ทำธุระเสร็จก็นั่งกลับบ้านที่เมืองจันทน์ได้เลย ประหยัดทั้งเวลาและเงิน เรื่องอุบัติเหตุ ทุกคนไม่อยากให้เกิดอยู่แล้ว อยู่บนถนนแล้วมันเสี่ยงอันตรายทั้งนั้นแหละ ไม่ว่ารถประเภทไหน ส่วนตัวพยายามลดความเสี่ยงด้วยการคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ อยากฝากว่าภาครัฐจะมีเกณฑ์คัดสรรคนขับที่ดี เเละตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารทุกคนเบาใจและอุบัติเหตุลดน้อยลงได้”

ภวัต คนขับรถตู้สาธารณะสายกรุงเทพ-สุพรรณบุรี อดีตคนขับรถทัวร์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการเดินรถมานานกว่า 20 ปี มองว่า ยากที่รถตู้จะให้ความปลอดภัยได้เทียบเท่ารถทัวร์ เนื่องจากจุดเด่นอยู่ตรงความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ

“ถ้าพูดถึงความปลอดภัยแล้ว ยังไงก็สู้รถทัวร์ไม่ได้ แต่ประเด็นคือผู้โดยสารชอบความสะดวก รวดเร็ว พวกรถทัวร์ระยะสั้นเลยอยู่กันไม่ได้ ล้มหายตายจากกันไป บวกกับภาครัฐเองเปิดช่องให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถบัสเป็นรถตู้ด้วยเลยไปกันใหญ่ รถตู้เลยเพิ่มขึ้นเยอะมาก”

ภวัต บอกว่า สาเหตุอันดับหนึ่งของอุบัติเหตุคือ ความเร็ว

“วันหนึ่งเขาวิ่งกันคนละ 2 รอบ หรือ 4 เที่ยวไปกลับ ใช้เวลาเที่ยวละ 1 ชั่วโมง 45 นาทีถึง 2 ชั่วโมง เรื่องเวลาพักแต่ละรอบมีเยอะจึงไม่มีปัญหาเรื่องความอ่อนล้า  แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ความเร็ว บางคนต้องใช้ความเร็วกัน 130 -140 กม.ต่อชั่วโมง เพราะไปเสียเวลาเติมก๊าซและรอคิวรวมกว่า 40 นาที มันทำรอบไม่ทัน ต้องเร่ง โอกาสพลาดเลยเยอะ”

สัมฤทธิ์ ทองอ่อน วัย 48 ปี โชเฟอร์รถตู้สาย กรุงเทพ – ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 250 กม. ให้ความเห็นว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นเกิดขึ้นได้กับรถทุกประเภท ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รถ เเต่อยู่ที่วินัยของคนขับเเละผู้โดยสารมากกว่า

“โครงสร้างตัวรถมันไม่มีปัญหาหรอก เพราะตรวจสภาพกันตามระเบียบของกรมขนส่งทางบกปีละ 2 ครั้ง ติดตั้งก๊าซก็ไม่ได้ทำให้สมรรถนะเสีย เอาจริงๆ 1,000 กม.ก็วิ่งกันได้ ขอเพียงมีคนขับที่พร้อม มีผู้โดยสารที่รักษาวินัย รัดเข็มขัดอย่างเคร่งครัด ทุกวันนี้พวกเราพยายามวิ่งกันไม่เกิน 110 กม.ต่อชั่วโมงอยู่แล้ว มีบ้างที่พวกโชเฟอร์วัยรุ่นวุฒิภาวะน้อย ซ่า คึกคะนอง ทำความเร็วกัน 130 – 140 แต่น้อยมาก”

โชเฟอร์รุ่นเก๋า บอกว่า ไม่อยากให้สังคมมองรถตู้เป็นต้นตอของอุบัติเหตุ เนื่องจากชีวิตจริงบนท้องถนนนั้นเต็มไปด้วยผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีประสบการณ์น้อยเป็นจำนวนมาก หลายรายมักละเลยวินัยจราจรไม่น้อยหน้าไปกว่ารถสาธารณะ

“รถทุกประเภทเป็นมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทั้งนั้น มือใหม่เยอะแยะบนท้องถนน บางคนเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊กไปด้วย เพียงเเต่เวลาเกิดเหตุ รถตู้ที่บรรทุกคนมาเยอะ คนเจ็บเเละเสียชีวิตก็ต้องมีมากกว่า จนถูกคาดโทษโจมตีแรงกว่าคู่กรณี เอะอะโทษรถตู้ ทำไมไม่คิดว่ารถอื่นไม่ดีบ้าง ผมเคยเจอแถว เเยกบ้านแพ้ว สมุทรสาคร วิ่งมา 100 กม.ต่อชม. เจอรถคันหนึ่งพุ่งออกขวางถนนจะเข้ายูเทิร์น ขวางเต็มๆ ดีหลบทัน ไม่งั้นตายคาที่ รถตู้โดนด่าอีกเเน่”

เขาเสนอว่า การแก้ปัญหาอุบัติเหตุ ควรมีการคัดเลือกคนขับที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป มีประสบการณ์ในการขับรถและวุฒิภาวะในการรับผิดชอบผู้โดยสาร มากกว่าแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกรถตู้วิ่งข้ามจังหวัด แล้วนำรถมินิบัสมาวิ่งแทน

นั่งตรงไหน โอกาสรอดสูง

ณัฐสิทธิ์ พัฒนะอิ่ม อาจารย์ปประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิตจากรถสาธารณะจำนวนมากคือ ความไร้วินัยและความประมาทของผู้ขับขี่ รวมทั้งผู้โดยสาร ซึ่งมักละเลยเรื่องคาดเข็มขัดนิรภัยและขับรถด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด

“รถตู้โดยสารสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านกระบวนการตรวจสอบจากกรมการขนส่งบางบกอยู่แล้ว แต่ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ตระหนักถึงความปลอดภัย อย่างเช่น เข็มขัดนิรภัย ซึ่งเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงที่ทำได้ง่ายที่สุด มักถูกละเลย คิดง่ายๆว่าเดี๋ยวเราก็ลงแล้ว ทั้งที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากคาดเข็มขัด โอกาสที่ร่างกายจะกระเด็นออกจากเบาะนั่งไปกระแทกกับของแข็งอย่างอื่นจนคอหัก อวัยวะฉีกขาด กระทั่งบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตก็น้อยลง ลองคิดดูสิ เราไม่เคยเห็นเบาะหลุดออกจากตัวรถเวลาเกิดอุบัติเหตุเลย”

สำหรับผู้ขับขี่ หลายรายมักทำความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด หากเป็นไปได้ อาจมีการกำหนดความเร็วเหมือนรถบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น รถขนก๊าซหรือรถขนวัตถุอันตราย ซึ่งจำกัดความเร็วของเครื่องยนต์ จนเร่งเครื่องได้ไม่เกินความเร็วที่กำหนด โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ลดน้อยลง

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์รายนี้ ทิ้งท้ายว่า ตำแหน่งที่นั่งในห้องโดยสารนั้นแทบไม่มีผลแตกต่างกันในเรื่องความปลอดภัย แต่จะได้รับอันตรายมากเป็นพิเศษใน”ตำแหน่งข้างคนขับ” เนื่องจากหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ตามสัญชาตญาณคนขับต้องหักหลบ ทำให้คนข้างๆ มีโอกาสสูงที่จะได้รับอันตรายมากกว่าตำแหน่งอื่น ฉะนั้นถ้าเลือกได้ไม่ควรนั่งที่นั่งข้างคนขับ

สอดคล้องกับข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ข้อมูลถึงแนวทางการนั่งรถตู้อย่างปลอดภัยไว้ดังนี้

 – เลือกนั่งรถตู้ที่มีแผ่นป้ายทะเบียนรถสีเหลืองเท่านั้น

 – เลือกที่นั่งกลางๆ หรือด้านขวาของรถ เพราะตามสัญชาตญาณของคนขับจะไม่นำตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยง

 – เลี่ยงนั่งใกล้ประตู เพราะเป็นส่วนที่เปราะบาง สามารถยุบมาหาตัวได้เมื่อเกิดแรงกระแทก

 – หากจำเป็นต้องนั่งริมประตูรถ ควรล็อกประตู+คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เพราะเข็มขัดจะยึดตัวเราไว้กับเบาะหากรถหยุดกระทันหัน ช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

 – ไม่ควรหลับขณะเดินทาง หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้มีสติ และช่วยเหลือตนเองได้

 – ถ้าเจอรถตู้ตีนผี หรือคุยโทรศัพท์ขณะขับ ให้เตือน ถ้าไม่ฟัง แนะว่าอย่าทน ควรลงไปต่อรถใหม่

 – กรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้รถตู้โดยสารให้บริการได้ในระยะทางไม่เกิน 300 กม. ถ้าเกินกว่านี้ไม่แนะนำให้นั่ง เพราะอาจทำให้พนักงานขับรถอ่อนเพลียจนเกิดอุบัติเหตุและยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทำผิดกฎหมายด้วย

สำหรับหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนที่ควรจำไว้คือ 1584 สายด่วนร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบก 1193 ตำรวจทางหลวง และ 191 สายด่วนตำรวจ

“ยกเลิกรถตู้วิ่งไกล” ข้อเสนอที่ยังต้องถกเถียง

เมื่อเร็วๆนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกรถตู้ประจำทางวิ่งระหว่างต่างจังหวัด โดยกำหนดให้วิ่งในระยะทางใกล้กทม.-ปริมณฑล ไม่เกิน 100 กิโลเมตรเท่านั้น

นพ.ธนะพงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่าแนวทางดังกล่าวของ คสช. มีผลกับรถตู้ที่วิ่งข้ามจังหวัดจำนวน 2,149 คันเท่านั้น ซึ่งสัญญาใบอนุญาตขนส่งรถตู้จะหมดลงภายในปี 2564 นับว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่หากมีการยกเลิกรถตู้ที่วิ่งระหว่างจังหวัดจริง สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไป มีดังนี้

1.ผลกระทบอันจะเกิดกับผู้โดยสารที่ไม่มีรถเข้าถึงในพื้นที่ เพราะรถตู้มีความคล่องตัวและเข้าถึงระดับอำเภอ ซึ่งต้องเพิ่มภาระให้กับผู้โดยสารที่ต้องนั่งรถหลายต่อ ไม่มีหลักประกันว่าจะมีสามารถตอบสนองความต้องการได้เท่ารถตู้

2.พื้นที่การให้บริการและจอดรถโดยสารต้องขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องเพิ่มจำนวนรถบัสและมินิบัส ย่อมส่งผลต่อการบริหารจัดการพื้นที่ของสถานีขนส่งทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด อีกทั้งประชาชนก็เข้าถึงจุดจอดรถได้ยากมากขึ้น

3.แนวทางการบริหาร รถตู้กว่า 2,149 คัน ที่จะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต ซึ่งอาจกลับไปเป็นรถตู้เถื่อนที่ไม่มีการควบคุม รับส่งคนต่อจากรถตู้ถูกกฎหมายที่วิ่งได้แค่ระยะ 100 กิโลเมตร วิ่งออกต่างจังหวัดหรือวิ่งในเขตกรุงเทพ ควรต้องมีมาตรการมาควบคุม

4.มาตรการชดเชยเยียวยาผู้ประกอบการรถตู้ ที่เป็นธรรม เพราะต้องลงทุนไปกับการติดตั้งจีพีเอส และการดัดแปลงรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งอาจไม่คุ้มทุนถ้าเหลือเวลาต่ออายุใบอนุญาตไม่กี่ปี

5.ผลจากการบริการรถตู้ ต่างจังหวัด ทำให้รถโดยสารที่บริการในพื้นที่หมดไป เช่น รถบัสที่วิ่งระหว่างจังหวัด หรือ รถสองแถวที่วิ่งเข้าในระดับอำเภอ ซึ่งถ้ายกเลิกรถตู้แล้วจะมีแนวทางทำให้เกิดรถโดยสารสาธารณะในท้องถิ่นอย่างไร ใครจะเป็นผู้บริหาร กำกับควบคุม ดูแลระบบความปลอดภัย

นพ.ธนะพงศ์ เสนอว่า ถึงเวลาที่ควรตั้งเป้าหมายว่า ภาพรวมของรถตู้ในระบบทั้งหมดกว่า 2 หมื่นคันจะเป็นอย่างไรต่อไป สาระสำคัญคือ ต้องทำให้รูปแบบการประกอบการและการตรวจสอบมีประสิทธิภาพเข้มแข็ง เพื่อเป็นผู้กำหนดทิศทางแทนที่จะวิ่งตามปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

“การเดินรถที่มีประสิทธิภาพควรมีระบบควบคุมกำกับเข้มแข็ง โดยเฉพาะการสกัดรายย่อย หากผู้ประกอบการไม่พร้อมจริงที่จะพัฒนาและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร ไม่ควรปล่อยให้เข้ามา มีระบบกำกับอันตราย เช่น ติดตั้งจีพีเอส ตรวจสอบการทำรอบ ชั่วโมงขับรถ มีการตรวจสอบกรณีกระทำผิด หรือเกิดอุบัติเหตุ มีทะเบียนประวัติประวัติผู้ประกอบการ และ กำหนดมาตรการชัดเจน เช่น หยุดให้บริการชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ มีการชดเชย รถตู้ที่ถูกยกเลิก เพื่อป้องกันไม่ให้ กลับไปเป็น “รถเถื่อน” รวมทั้งส่งเสริม “ผู้โดยสาร” ให้มีส่วนร่วม ช่วยกำกับติดตาม “พฤติกรรมเสี่ยงคนขับด้วย”

ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ล่าสุดของรถตู้โดยสารสาธารณะ ขนส่งมวลชนยอดนิยมของคนไทย ซึ่งต้องติดตามกันว่า ภาครัฐจะใช้มาตรการใดในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุต่อไปในอนาคต

 

ผ่อนปรน กม.แลกเงินท่องเที่ยวรถจีนอาละวาด-ราคาที่ไทยต้องจ่าย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421498

ผ่อนปรน กม.แลกเงินท่องเที่ยวรถจีนอาละวาด-ราคาที่ไทยต้องจ่าย?

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ทุกวันนี้มี “รถทะเบียนจีน” เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลจากด่านศุลกากร อ.เชียงของ จ.เชียงราย พบว่าปี 2556 มีรถจีนเข้ามาทั้งสิ้น 1,481 คัน ขณะที่ปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 4,883 คัน คิดเป็น 229.7% และในปี 2558 พุ่งสูงเป็น 9,248 คัน หรือเพิ่มขึ้นอีก 89.39%

เส้นทางหลักที่รถจีนใช้เดินทางเข้ามาคือ R3A  ซึ่งเชื่อมต่อ จีน-ไทย-ลาว รวมระยะทางจากเมือง คุนหมิงถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ประมาณ 1,140 กิโลเมตร

เส้นทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดตั้งกลุ่ม ความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ต้องการพัฒนาการค้า การขนส่ง ระหว่าง 6 ประเทศ คือ จีน ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และกัมพูชา

“ตอนนี้ R3A ไม่ได้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเส้นทางที่ใช้ในการท่องเที่ยวด้วย”วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ

ว่ากันตามตรง รถทะเบียนจีนที่ผ่านแดนเข้ามาในประเทศไทยเข้าข่าย “ผิดกฎหมาย” นั่นเพราะรถจีนที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยจะถูกมองว่าเป็น “ของ” แนวปฏิบัติคือต้องเสียภาษี

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ “ผ่อนปรน” ข้อบังคับด้วยการใช้ช่อง พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากรโดยยกเว้นอากรขาเข้า-ออก สำหรับ “ของ” ที่เข้ามาเป็นการชั่วคราว และจะกลับออกไปในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นั่นทำให้รถทะเบียนจีนสามารถผ่านแดนเข้ามาได้

ในแง่ของการขับขี่ เมื่อรถยนต์จีนเข้ามาวิ่งบนท้องถนนก็จะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตที่ออกโดยรัฐบาลไทย และต้องทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ (ประกันภัยบุคคลที่สาม)

ที่สำคัญหากผู้ขับขี่เป็น “ต่างด้าว” ต้องมีหลักฐานตามที่อนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศนั้นๆ กำหนด เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที

ทว่า ไทยกับจีนไม่เคยมีการทำข้อตกลงระหว่างรัฐบาล และไม่เคยมีอนุสัญญาระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ชาวจีนก็ไม่มีใบขับขี่ที่ทางการไทยยอมรับ

พ.ต.อ.ณัฐฤทธิ์ ปิ่นปัก ผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เชียงแสน จ.เชียงราย ยอมรับว่า เรายังไม่ได้ปฏิบัติตามหลักกฎหมายที่ปล่อยให้รถจีนเข้ามา เพราะประเทศไทยอ้างอิงตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยการจราจรทางถนน ทั้งนี้ ตม. และศุลกากร  ให้นักท่องเที่ยวจีนแสดงหลักฐานการครอบครองรถ ทะเบียนรถ หากมีครบถ้วนก็สามารถผ่านมาได้

สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย พ.ศ. 2558-2560 ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ระบุถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวในเขตวิถีชีวิตลุ่มแม่น้าโขงว่า จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานการอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตรา (วีซ่า) และการผ่านแดนให้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่จะได้รับจากชาวจีน

ผลการวิจัยศึกษาตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงของจีน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออก พบว่า นักท่องเที่ยวระดับบนจะใช้จ่ายเงิน 111,118.34 บาทต่อทริป ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนทั่วไปจะใช้จ่ายอยู่ประมาณ 40,888 บาท

ธันวา เหลี่ยมพันธุ์ เจ้าของโรงแรมเด วอเตอร์ฟร้อนท์ ในฐานะประธานอนุกรรมการยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชียงของ บอกว่า นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวตะวันตกจึงไม่ควรปิดกั้นเขาเข้าประเทศ แต่ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องการขับขี่

แน่นอนว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีรายได้จากการเก็บค่าผ่านแดนและการทำวีซ่าหน้าด่าน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธปัญหามหาศาลที่มีต้นเหตุจากรถยนต์เหล่านั้น

จีระศักดิ์ อินทะยศ ชาวบ้าน ต.เวียง อ.เชียงของ เล่าว่า ตั้งแต่เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ปลายปี 2556 มีรถทะเบียนจีนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ โดยพฤติกรรมการขับขี่ของชาวจีนไม่มีมารยาท ขับด้วยความเร็วสูง นึกอยากจะเลี้ยวหรือกลับรถตรงไหนก็ทำ ที่สำคัญคือรถจีนพวงมาลัยซ้ายและเคยชินกับการวิ่งช่องทางขวา ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทย

ชำเนียร ไชยทน อาสาสมัครมูลนิธิสยามรวมใจ (ปู’อินทร์) อ.เชียงของ บอกว่า ปัญหาของชาวจีนคือไม่เข้าใจเครื่องหมาย ภาษา และกฎระเบียบการจราจรของประเทศไทย ขณะที่หน้าด่านข้ามแดนใช้เวลาอบรมเพียง 15 นาทีเท่านั้น ก็ปล่อยให้เข้ามาในประเทศได้

ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับรถจีน การทวงถามความรับผิดชอบเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากรถจีนเหล่านั้นถูกบังคับให้ทำเพียงประกันภัยบุคคลที่ สาม ซึ่งจะไม่ครอบคลุมความเสียหายของคู่กรณี

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา  สุกัญญา ศิริโภคากิจ ขนส่งจังหวัดเชียงราย ได้ออกข้อบังคับให้รถจีนที่ข้ามสะพานมิตรภาพเข้ามา ต้องทำประกันภัยชั้น 3 ไว้ด้วย

ในขณะที่รถจีนสามารถเข้ามาในไทยได้อย่างง่ายดาย กลับพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนไทยจะนำรถเข้าไปยังจีน นั่นเพราะจีนวางกฎเกณฑ์เข้มข้น เช่น คนขับรถต้องขออนุญาตนำรถเข้าล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน ต้องส่งแผนการเดินทางและการท่องเที่ยว รวมทั้งต้องวางเงินค้ำประกันรถประมาณ 3 แสนบาท

แนวทางการแก้ไขปัญหา ล่าสุด กรมการขนส่งทางบก (ขส.) ได้จัดทำร่างประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ การขออนุญาต ระยะเวลาการใช้รถและเครื่องหมายแสดงการใช้รถที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้ในการท่องเที่ยวหรือเพื่อการอื่นอันจำเป็นในการใช้รถ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ที่ยังไม่อาจบังคับใช้ได้ เนื่องจากร่าง ฉบับดังกล่าว อยู่ภายใต้กฎกระทรวงคมนาคมกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่บังคับใช้เช่นกัน

ทางออกของปัญหาสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คือต้องสร้างระเบียบที่ชัดเจนและกำหนดแนวทางการบังคับใช้ เช่น รถจีนต้องแสดงหลักฐานอะไรบ้าง หรือหากตำรวจเรียกตรวจจะต้องตรวจอะไรบ้าง

“เราไม่มีหลักเกณฑ์และตำรวจก็ไม่รู้ภาษา นั่นทำให้ตำรวจอาจเลือกที่จะเพิกเฉยเพราะไม่อยากยุ่งยาก ในทางกลับกันอาจเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รีดไถนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน” นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุ

สุเมธ เสนอว่า จำเป็นต้องนำข้อตกลงระหว่างประเทศหรืออนุสัญญาต่างๆ มาปรับให้เป็นระเบียบของประเทศไทยเพื่อบังคับใช้ได้จริง

ภาพประกอบข่าว

 

เจาะลึก “ห้องนิรภัย” เบื้องหลังสารเคมีรั่วไหลที่เอสซีบีปาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 16:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421446

เจาะลึก "ห้องนิรภัย" เบื้องหลังสารเคมีรั่วไหลที่เอสซีบีปาร์ค

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

โศกนาฎกรรมภายในห้องนิรภัย ชั้นบี 2 อาคารเอสซีบีปาร์ค สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 13 มี.ค. สร้างความสะเทือนขวัญให้แก่ผู้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์เกิดเมื่อเวลา 21.30 น. หลังจากคณะผู้รับเหมาจำนวนกว่า 20 คน เดินทางเข้าไปปรับปรุงระบบอัคคีภัยของห้องมั่นคงนิติกรรมหลักประกันและบริหารหลักประกัน ชั้นใต้ดิน บี 2 อาคารเอสซีบีปาร์ค ซึ่งเป็นห้องเก็บเอกสารสำคัญของธนาคาร

จู่ๆเกิดความผิดพลาดขึ้น เมื่อมีกลุ่มควันจากฝุ่นละอองลอยขึ้นไปทำปฏิกิริยากับระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบแก๊ส (Gas System) เนื่องจากห้องดังกล่าวไม่ใช้ระบบดับเพลิงแบบฉีดน้ำฝอย (Springler System) เพราะเกรงจะสร้างความเสียหายแก่เอกสารสำคัญ ระบบดับเพลิงแบบแก๊สจึงปล่อยสารเคมีไพโรเจน (PYROGEN) ออกมาดับไฟ โดยทำหน้าที่ดูดอ๊อกซิเจนภายในห้องจนหมด ส่งผลให้คนงานขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 8 ราย

จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รองผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) พบว่า อาคารเอสซีบีปาร์คมีการติดตั้งระบบดับเพลิงที่เรียกว่า “เวสด้า” (Vesda System) มีลักษณะพิเศษในการตรวจจับควันไฟแบบสุ่มตัวอย่างอากาศ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วกว่าระบบตรวจควันแบบธรรมดา ภายใต้หลักการว่าเมื่อเริ่มเกิดเพลิงไหม้ จะเกิดการสลายตัวของวัสดุเนื่องจากความร้อน ส่งผลให้เกิดอนุภาคเล็กๆจำนวนมากขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน ซึ่งระบบเวสด้าจะตรวจจับจากอนุภาคเล็กเหล่านี้ แล้วปล่อยสารเคมีออกมาดูดอ๊อกซิเจนออกจนหมด เพื่อป้องกันการเกิดเปลวเพลิง

สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แบ่งระดับการเกิดอัคคีภัยออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มองไม่เห็นควันด้วยตาเปล่า กินเวลา 5 ชั่วโมง ระยะที่ 2 เริ่มสังเกตเห็นควันด้วยตาเปล่า ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระยะที่ 3 เริ่มเกิดเปลวไฟ ใช้เวลา 10 นาที และ ระยะที่ 4 เพลิงไหม้เริ่มลุกลามยากจะควบคุม ซึ่งระบบเวสด้าจะสามารถตรวจจับได้ตั้งแต่ระยะที่ 1

ทั้งหมดทำให้เวสด้าเป็นระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงสูงสุดในปัจจุบัน

 

สำหรับเรื่องระบบความปลอดภัยของ “ห้องนิรภัย”

ศ.ดร.เอกสิทธิ์ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบายถึงหลักการติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติภายในสถานที่ต่างๆว่า ส่วนใหญ่บ้านพักอาศัย ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน ซึ่งอยู่ในอัตราเสี่ยงอันตรายแบบธรรมดา มักติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบฉีดน้ำฝอย (Sprinkler System)

ส่วนพื้นที่พิเศษที่ไม่ต้องการให้วัสดุเสียหาย เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องเก็บเอกสาร ห้องเก็บทรัพย์สินมีค่า นิยมติดตั้งระบบดับเพลิงแบบแก๊ส (Gas System) โดยแก๊สที่ใช้เป็นน้ำยาดับเพลิงชนิดสะอาด หลังใช้จะไม่ทิ้งความสกปรกไว้

“โดยเฉพาะห้องนิรภัยเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูงมาก มักจะสร้างไว้เพื่อเก็บรักษาเอกสารสำคัญ เพชรนิลจินดา ข้าวของมีค่าต่างๆ จึงออกแบบไว้อย่างแข็งแรงคงทน ห้องนิรภัยบางแห่งต่อให้เขวี้ยงระเบิดหรือเจาะอุโมงค์ก็ไม่สามารถเข้าได้ นอกจากนี้ยังมีการวางระบบป้องกันความปลอดภัยต่างๆ ทั้งสัญญาณกันขโมย รหัสลับในการเปิด-ปิดประตู สแกนนิ้ว มีกล้องวงจรปิด มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้า รวมทั้งมอบหมายให้ผู้มีอำนาจทำหน้าที่ถือกุญแจฉุกเฉินเพียงไม่กี่คน

ส่วนระบบป้องกันอัคคีภัย จะติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบใช้สารเคมีแทนน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหาย หากเกิดควัน หรือเพลิงไหม้ ประตูจะถูกปิดอัตโนมัติ ผนังที่ปิดทึบก็จะไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ สกัดกั้นไม่ให้ควัน หรือไฟลามไปยังห้องอื่นๆ

นักวิชาการรายนี้ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าคิดว่า กรณีศึกษาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ควรตรวจสอบระบบป้องกันความปลอดภัยของห้องนิรภัยอยู่เป็นประจำว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ อย่างไร วางมาตรการควบคุมดูแลหากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไร รวมทั้งตัวเจ้าหน้าที่เองควรรู้จักและมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วย.

 

 

รู้จักสารดับเพลิง “ไพโรเจน” ต้นเหตุขาดอากาศในเหตุสลดSCB

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421326

รู้จักสารดับเพลิง "ไพโรเจน" ต้นเหตุขาดอากาศในเหตุสลดSCB

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

เหตุการสลด ที่ชั้นใต้ดินอาคารเอสซีบี ปาร์ค สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็น กลายเป็นประเด็น ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุระบบป้องกันอัคคีภัยทำงานอัตโนมัติระหว่างที่คนงานเข้ามาปรับปรุงระบบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน

ธนาคารชี้แจงล่าสุดว่า ตามที่เกิดเหตุที่ธนาคารไทยพาณิชย์ บริเวณชั้นใต้ดิน เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เวลาประมาณ 21.30 น.นั้น ไม่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ และไม่ได้เกิดเหตุระเบิดแต่อย่างใด จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าพนักงานตำรวจคาดว่า อาจจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของผู้รับเหมาที่เข้ามาปรับปรุงระบบการป้องกันอัคคีภัยของอาคารเพิ่มเติม โดยการทำงานได้ไปกระตุ้นให้สารดับเพลิง (ไพโรเจน) ทำงาน ซึ่งหลักการของไพโรเจนจะทำให้ออกซิเจนหมดไป จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต

วีรชัย พุทธวงศ์ ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ ม. เกษตรศาสตร์ อธิบายว่า สารดับเพลิงไพโรเจน PYROGEN (ย่อมาจาก Pyrotechnically Generated) เป็นสารดับเพลิงที่ไม่นำไฟฟ้า ได้รับการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาจากแนวความคิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ในจรวด เมื่อเก็บรักษาจะอยู่ในรูปของแข็ง ต่อเมื่อใช้งานหรือทำปฏิกิริยา ก็จะกลายสภาพเป็นส่วนผสมของก๊าซ มีลักษณะการกระจายทั่วทิศทางจนเต็มพื้นที่ป้องกัน

PYROGEN มีลักษณะเป็นถังสามารถทำงานคือฉีดสารดับเพลิงออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง จัดว่าเป็นสารดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพสารหนึ่งที่นำมาใช้ทดแทน HALON ที่ถูกห้ามใช้งานไป

PYROGEN ใช้หลักการดับเพลิงทางเคมี โดยใช้กระแสไฟฟ้าหรือความร้อนเพื่อทำให้สาร Pyrogen ที่อยู่ในรูปของแข็งเกิดปฏิกิริยาเคมี กลายสภาพเป็นส่วนผสมของควันและก๊าซฉีดออกมาด้วยแรงดันจากตัวถังฟุ้งกระจายไปทั่วปริมาตรของห้องที่ต้องการดับเพลิง โดยในส่วนของควันที่เกิดขึ้นมีส่วนผสมหลักเป็นอนุภาคของ โปแตสเซียมคอร์บอเนต ที่มีขนาดอนุภาคใกล้เคียงกับอากาศ ส่วนที่เป็นก๊าซเป็นส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนและไอน้ำรวมอยู่ด้วยกัน หรือเราอาจเรียกส่วนผสมของก๊าซและควันดังกล่าวว่า aerosol

“ห้องเอกสารหรือห้องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ จะไม่ใช้ระบบดับเพลิงที่ใช้น้ำ แต่จะใช้ก๊าซแทน ซึ่งระบบนี้เรียกว่า Pyrogen  เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ที่เซนเซอร์จับได้ในระดับที่ตั้งค่าไว้ ถังดับเพลิงระบบไพโรเจน Pyrogen Aerosol firefighting agent จะทำงาน โดยผลิตก๊าซอื่นที่มาแทนที่ออกซิเจน ทำให้บริเวณไฟไหม้ไม่มีออกซิเจน และไฟก็ดับลง ก๊าซที่มาแทนที่ออกซิเจน หรือมาช่วยดับไฟนั้นคือ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ผสม ไนโตรเจน และละอองน้ำ  สามตัวนี้ไม่ติดไฟ ช่วยดับไฟ แต่คนที่หลงติดอยู่บริเวณนั้น ก็จะขาดอากาศหายใจด้วยครับ ยิ่งอยู่ในอาคารปิด อากาศภายนอกเข้ามาแทนที่ยาก ก็ยิ่งยากที่จะรอดชีวิต”

ทั้งนี้ ไฟจะติดได้ ต้องมี 3 องค์ประกอบคือ 1. แหล่งกำเนิดไฟ 2. เชื้อเพลิง 3. ออกซิเจน หรือ อากาศ สารเคมีที่จะดับไฟได้ ต้องทำให้ 3 องค์ประกอบนั้นสูญเสีย และวิธีที่ง่ายสุดคือ ทำให้ไม่มีอากาศ หรือเอาก๊าซอื่นที่ไม่ติดไฟไปแทนอากาศ หากไม่มีอากาศ ไฟก็ดับ และคนที่อยู่แถวนั้นก็จะเริ่มขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชีวิตลง คนไม่ได้ตายเพราะสารแต่ตายเพราะไม่มีอากาศ

“ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ต้องกันคนไม่ให้ใครเข้าไปในพื้นที่และพยายามเปิดพื้นที่ ช่องทาง เพื่อให้อากาศเข้าไปในห้อง และให้สารเคมีข้างในไหลออกมาข้างนอก เมื่อไหลออกมาสารพวกนี้จะระเหยขึ้นด้านบนอากาศ ทิ้งไว้สักระยะจนมั่นใจว่า มีอากาศเข้าไปเพียงพอในห้องแล้ว ถึงสามารถเข้าไปได้ ส่วนทีมกู้ภัยหากจะเข้าช่วยเหลืออย่างฉุกเฉินจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้อย่างถังออกซิเจน มิฉะนั้นก็ไม่รอดเช่นกัน”ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

ภาพไพโรเจนจาก https://youtu.be/ws3wrlilSP4

 

ม.44 ปลดล็อกอีไอเอ จุดชนวนขยายความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421307

ม.44 ปลดล็อกอีไอเอ จุดชนวนขยายความขัดแย้ง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญ 2557 ออกคำสั่งที่ 9/2559 ให้แก้ไขมาตรา 47 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อปลดล็อกโครงการเร่งด่วนของรัฐ ควบคู่กับการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเมกะโปรเจกต์ มีคำถามถึงผลกระทบที่จะตามมาในหลายด้าน

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือประกาศดังกล่าวจะยิ่งทำให้ขยายความขัดแย้งในพื้นที่โครงการด้านคมนาคม ชลประทาน เขื่อน ซึ่งมีปัจจัยที่เสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งระดับพื้นที่ เพราะโครงการที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่แม้อยู่ระหว่างจัดทำอีไอเอสามารถหาผู้รับงานได้ก่อน และต้องลงทุน ซึ่งมักจะมีเรื่องขัดแย้งที่รุนแรงตามมาเสมอ

“สมมติว่าเอกชนอยากได้งานสร้างถนนก็ต้องหาแหล่งหินสำรอง การสร้างเขื่อนก็ต้องขอทำเหมืองหิน ต้องหาภูเขาสักลูกให้ดูมีศักยภาพ และถ้าจะตัดหน้าคนอื่น อาจจะต้องกว้านซื้อที่รอไว้บ้าง เป็นการลงทุนล่วงหน้าที่ใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยแน่

“ขณะที่ระบบบ้านเรา ถ้าให้ได้งานก็อาจจะต้องจ่ายสินบนก่อนหรือไม่ อาจจะมีประมูลนอกรอบ จ่ายเงินใต้โต๊ะ เสนอผลประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจ ผู้ที่จะได้งานคงต้องลงทุนไม่น้อย ในกรณีหากโครงการไหนมีปัญหา มีผลกระทบชุมชน มีคนทักท้วงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะมีการลงทุนไปมากแล้ว ยิ่งถูกรัฐบาลเลือกไว้แล้วก็อาจจะต้องหาทางกดดันให้ราชการรีบผลักดันโครงการและจัดการอุปสรรคด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งอาจจะใช้วิธีรุนแรงหรือไม่ก็ไม่รู้

“ใครไม่ยอมให้เวนคืนที่ดิน ใครทักท้วง ก็กลายเป็นเป้าหมาย คู่ขัดแย้งจากเดิม เป็นคนในพื้นที่ขัดแย้งกับโครงการของรัฐหรือเอกชนที่ข้อมูลไม่ตรงกัน ตอนนี้จะขยายไปสู่ผู้รับเหมาในเรื่องของผลประโยชน์ขึ้นมาอีก” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

สอดคล้องกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เห็นว่า แนวคิดดังกล่าวจะทำให้เอกชนไม่อาจทราบได้ว่าการดำเนินโครงการจะมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง

“ตอนรับดำเนินโครงการต้นทุนก็แบบหนึ่ง แต่ถ้าขยับโครงการแล้วทำอีไอเอไปแล้วกลับพบว่าโครงการนั้นจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบ เช่น อาจจะต้องปรับเปลี่ยนสถานที่ตั้งหรือลงทุนเพิ่มเพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม โครงการนั้นจะยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

“หากยอมรับ ยอมเพิ่มต้นทุน ก็อาจจะไม่เกิดปัญหา แต่หากไม่ยอมก็กลายเป็นว่าอีไอเอไม่มีความหมาย เป็นแค่เพียงพิธีกรรม และที่สุดก็จะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเลิกเชื่อถือในอีไอเอ เจตนาที่ลดเวลากลายเป็นเพิ่มปัญหาอื่นๆ” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบุ

บัณฑูร กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลพิจารณาให้ดีจะพบว่าอีไอเอเป็นเรื่องที่มีปัญหาหลากหลายแง่มุม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุดก่อนเคยเสนอแนะให้แก้ปัญหาทั้งระบบและเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแล้ว โดยมีรายละเอียดชัดเจนที่ได้แจกแจงไว้ อาทิ ปัญหาอีไอเอเป็นเรื่องซับซ้อน มีมิติต่างๆ เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่เรื่องของธรรมาภิบาล การขาดการมีส่วนร่วม ข้อมูลไม่ถูกเปิดเผยให้คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรับทราบเพียงพอ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องการไม่ปฏิบัติตามอีไอเอ ฯลฯ รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาอีไอเอทั้งระบบ การเลือกแก้เพียงมุมเดียวไม่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ล่าช้าตามที่กล่าวอ้าง

สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คำสั่งที่ 9/2559 คือการถอยหลังลงคลอง และเรื่องอีไอเอ/อีเอชไอเอ เป็นการต่อสู้มาอย่างยาวนานของภาคประชาชน จนได้มาซึ่งหลักการที่ประชาชนในพื้นที่พอที่จะจับต้องและหยิบขึ้นมาปกป้องตัวเองจากผลกระทบของโครงการต่างๆ ถึงพวกเขาโดยตรง

“อีไอเอในอดีตนั้นมีปัญหามากมายอยู่แล้ว การปลดล็อกดังกล่าวยิ่งเปิดทางให้คนในพื้นที่ถูกกระทำอย่างไม่เหลือทางป้องกันตัวเองได้อีก และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาบางโครงการแม้อีไอเอจะผ่านแล้ว แต่สิ่งที่ระบุไว้ว่าจะทำอะไรบ้างเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติจริง

“การเปิดทางในประกาศฉบับนี้จะยิ่งทำให้บางโครงการยิ่งไปกันใหญ่ คือไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกเลย สิ่งที่รัฐควรทำ คือตั้งกองทุนให้ศึกษาอีไอเอ ไม่ใช่ให้หน่วยงานว่าจ้างหาผู้เชี่ยวชาญบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาผลลัพธ์ที่ได้มันแย่มากๆ เพราะไม่มีการปฏิบัติตามแผนที่ยื่นศึกษาแต่อย่างใด

“ที่สุดแล้วผลกระทบจะเกิดกับประชาชนในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับเหมืองทองคำที่ผ่านการทำอีไอเอแล้วด้วยซ้ำไป รัฐควรทบทวนเรื่องนี้ให้รอบคอบ เหมือนที่เคยทบทวนกฎหมายจีเอ็มโอ ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ตามมาอีกไม่สิ้นสุด”อาจารย์เศรษฐศาสตร์ กล่าว

ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเกิดความระแวงต่อรัฐบาล ซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้วให้มีมากยิ่งขึ้น จึงขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับอีไอเอใหม่ โดยมองในแง่การช่วยรักษาระบบนิเวศของชุมชนในแต่ละพื้นที่ การสร้างรากฐานสำหรับอนาคตมากกว่าจะมาออกคำสั่งยกเว้น เพราะโครงการส่วนใหญ่ที่เข้าข่ายตามคำสั่งนี้ล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

 

โลกเปลี่ยนไป สินค้าไทยโดนก๊อบปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421260

โลกเปลี่ยนไป สินค้าไทยโดนก๊อบปี้

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องไหนฮือฮาเท่าคอลเลกชั่น กระเป๋าประจำฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว ของ บาเลนเซียกา (Balenciaga) แบรนด์สินค้าหรูของสเปน ที่แฟชั่นในซีซั่นนี้มีความคล้ายคลึงกับถุงกระสอบสีรุ้ง ที่พ่อค้าแม่ขายบ้านเราใช้บรรจุสินค้าไปขายตามตลาดนัดต่างๆ

กระเป๋าสีรุ้งนี้ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มาช็อปปิ้งในประเทศไทยนิยมซื้อใส่ของหิ้วขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน เพราะมีน้ำหนักเบา ราคาถูก จุของได้มาก และทนทาน

เมื่อเห็นนางแบบสะพายกระเป๋าใบใหญ่สีรุ้งบนแคตวอล์ก ทำให้คนไทยทั้งหลายเกิดความสงสัยว่า บาเลนเซียกาก๊อบปี้กระเป๋ากระสอบของไทย และละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยหรือไม่ หรือในทางกลับกัน ถ้ามีคนหิ้วกระเป๋าสีรุ้งของไทยไปยุโรป จะถือว่าทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ของกระเป๋าบาเลนเซียกาหรือไม่

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตอบชัดๆ แล้วว่า ไม่ เนื่องจากไม่ใช่เป็นการลอกเลียน เพราะหากมีเจตนาลอกเลียนจะต้องทำให้รูปแบบเหมือนกระเป๋าบาเลนเซียกา ทั้งวัสดุ รูปแบบ ลวดลายสีสัน และมีเครื่องหมายการค้าที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นกระเป๋าบาเลนเซียกา

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตกระเป๋าของไทยจะร้องเรียนว่า บาเลนเซียกาลอกเลียนแบบก็ไม่ได้ เพราะลักษณะสินค้าไม่ได้ใกล้เคียงกัน วัสดุก็แตกต่าง กระเป๋าถุงใส่ของรูปทรงคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม ต่างจากกระเป๋าของบาเลนเซียกาชัดเจน อีกทั้งกระเป๋ากระสอบยังมีวางจำหน่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้วในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น

กรณีนี้แค่สินค้าที่เข้าข่ายคล้ายคลึงในรูปแบบ ดีไซเนอร์คนละมุมโลกอาจมีแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานออกมาคล้ายกันได้ แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการคล้ายคลึงกันจนชวนให้คิดว่าใครก๊อบปี้ใคร จึงจำเป็นต้องรู้ว่านิยามของสินค้าเลียนแบบ และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น แตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง “สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์” และ “สินค้าเลียนแบบ” สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือที่ผู้บริโภคทั่วไปเรียกว่า “สินค้าเถื่อน” หรือ  “Pirated Goods” ส่วนสินค้าเลียนแบบ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสินค้าก๊อบปี้นั้น ตรงกับคำว่า “Counterfeit Goods”

สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หมายถึง สินค้าที่มีการทำซ้ำ คัดลอก ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์บันทึกเสียง บันทึกภาพหรือบันทึกภาพและเสียงจากต้นฉบับโดยไม่ได้รับอนุญาตทางกฎหมาย ทำซ้ำเนื้อหาของสื่อต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์แผ่นซีดี ฟิล์มดีวีดี รวมถึงการบันทึกเพลงและภาพยนตร์

ส่วนสินค้าเลียนแบบ จะเป็นสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งแตกต่างออกไปในรูปแบบอื่น อาทิ การลอกเลียนแบบกระเป๋า เสื้อผ้าหรือนาฬิกาจากตราสินค้าชื่อดัง สินค้าเลียนแบบจึงหมายถึง สินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อพยายามลอกเลียนแบบหรือจงใจปลอมแปลงอย่างผิดกฎหมายให้มีคุณลักษณะใกล้เคียงหรือเหมือนกับสินค้าของแท้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างสินค้าเลียนแบบที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูงคือสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ประเภทกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า น้ำหอม แว่นตา เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เป็นต้น

ประเทศไทยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญามานานนับทศวรรษ แต่ปัจจุบันสินค้าเมดอินไทยแลนด์ก็เริ่มถูกละเมิดเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจกระทิงแดง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เหมือนในอดีตแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก คำว่า Made in Thailand ได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าดีมีคุณภาพด้วยซ้ำ การที่สินค้ากระเป๋าสายรุ้งถูกลอกเลียนแบบ น่าฉกฉวยโอกาสเร่งสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ให้มีความเข้มแข็ง เพราะสินค้าไทยยังมีโอกาสอีกมาก

จากประสบการณ์การทำธุรกิจ พบว่าในอดีตที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นมือปืนหรือรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ดังๆ และขาดการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และปัญหาที่ผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางเผชิญคืองบประมาณการเข้าไปจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศ ซึ่งทั้งสองปัจจัยส่งผลให้สินค้าไทยถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มและอาหาร รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น ในส่วนนี้รัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในด้านค่าใช้จ่ายการจดสิทธิบัตร

อีกตัวอย่างคือ รองเท้าแตะหูหนีบยี่ห้อนันยางตราช้างดาว รองเท้ายางพารา 100% พื้นรองเท้าสีขาว แต่หูรองเท้าหลากสี คู่ละ 99 บาท เกิดไปสะดุดตาดาราฮอลลีวู้ดอย่าง “เทย์เลอร์ มอมเซน” หรือ “เจนนี ลิตเติล เจ” แห่งกอสซิปเกิร์ล ถึงขนาดซื้อจากเมืองไทยแล้วหอบหิ้วไปใส่ที่สหรัฐให้เป็นที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน

วันนี้ไนกี้ แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดังสัญชาติอเมริกันได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นรองเท้าแตะ พื้นสีขาว หูคีบสีน้ำเงิน และมีสัญลักษณ์ไนกี้อยู่ที่พื้นด้านล่างรองเท้า ชื่อรุ่น Nike Solarsoft Thong รูปแบบรองเท้าเหมือนนันยางตราช้างดาวเปี๊ยบ แต่ต่างกันตรงพื้นรองเท้าของไนกี้ผลิตจากโฟม EVA หรือ Solarsoft ไม่ใช่ยางพารา 100% และขายในราคาคู่ละ 900 บาท

ปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการบริหารซีคอน กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “ซอโสตถิกุล” ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานรองเท้านันยาง ได้โพสต์ภาพรองเท้าแตะไนกี้ที่มีรูปลักษณ์เหมือนช้างดาวราวกับแกะ ผิดกันตรงที่มีเครื่องหมายถูก ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของไนกี้ ตามด้วยคำคมของ ชาร์ลส์ คาเลบ โคลตัน ว่า Imitation is the Sincerest form of flattery ซึ่งแปลความได้ว่า การเลียนแบบเป็นรูปแบบที่จริงใจ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รองเท้าแตะช้างดาวถูกลอกเลียนแบบ แต่เป็นครั้งแรกที่รูปแบบช้างดาวถูกเลียนแบบโดยแบรนด์ดัง รองเท้านันยาง ช้างดาว ถูกลอกเลียนแบบมานานหลายสิบปีแล้วจากคู่แข่งในประเทศกว่า 10 แบรนด์ ลอกเลียนแบบและขายในราคาถูกกว่า แต่ไม่เคยมียี่ห้อใดโค่นรองเท้ายี่ห้อนี้ได้ เพราะคุณภาพของรองเท้าที่ผลิตจากยางพารา 100% จึงมีความทนทานมาก

แม้ว่าสไตล์ของรองเท้านี้จะเตะตาฝรั่งมังค่าเพียงใด แต่สำหรับ “ซอโสตถิกุล” เจ้าของสินค้านี้ กลับมองว่าในระยะเริ่มต้นรองเท้าแตะช้างดาวยังจะเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางและชั้นล่างแถบอาเซียน

ด้าน อาคม พลานุเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลโบ ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารตรา “โลโบ” กล่าวว่า ปัญหาสินค้าถูกก๊อบปี้ที่ยังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ถือเป็นเรื่องปกติของแบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองก็ยังมีการก๊อบปี้สินค้าไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา หรือซีอิ๊ว

อย่างไรก็ดี หากให้มองการก๊อบปี้ที่เป็นในส่วนของกลุ่มสินค้าที่เป็นอาหารถือว่าพบน้อยมาก แต่บริษัทเคยไปเจอสินค้าที่ก๊อบปี้แบรนด์ โลโบ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่ดีของบริษัทอีกตลาดหนึ่ง เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ หลังจากเจอสินค้าก๊อบปี้แบรนด์ของบริษัทก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เนื่องจากแบรนด์สินค้าของโลโบ บริษัทมีการจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าถูกต้องตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม แต่สินค้ากลับถูกก๊อบปี้ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทเข้าใจว่าการเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศอย่างไรก็เสียเปรียบคู่แข่งในประเทศนั้น เนื่องจากเจ้าของประเทศเลือกที่จะคุ้มครองธุรกิจและคนของประเทศมากกว่าแบรนด์สินค้าและนักธุรกิจต่างประเทศที่เข้าไปทำตลาด

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกว่าสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายในลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม และได้รับความนิยม จะมีสินค้าผลิตจากจีนใช้กลยุทธ์แย่งตลาดโดยติดฉลากภาษาไทยและปลอมเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ติดบนตัวสินค้าเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าเป็นสินค้าจากไทย เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพและกำหนดราคาขายได้สูงกว่าสินค้าจีน สินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มเซรามิก เครื่องใช้ไฟฟ้า ของชำร่วย ของเด็กเล่น และอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น และวิตกว่าหากยังไม่แก้ไขและทำความเข้าใจจะทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยเสียภาพพจน์และเสียตลาดในระยะยาว

รัฐเร่งแก้ ทั้งรับและรุก

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ สถานการณ์การละเมิดเครื่องหมายการค้าไทยในต่างประเทศที่ผ่านมา สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น คือการถูกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ถูกปลอมเครื่องหมายการค้า และบุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าของตนไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ประเภทสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง

ทั้งนี้ จากสถิติย้อนหลังประมาณ 10 ปี มีจำนวนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับแจ้งทั้งสิ้น 34 กรณี คาดว่าจำนวนผู้ประกอบการที่ถูกละเมิดฯ ในต่างประเทศน่าจะมีมากกว่านี้แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลมายังกรม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวในแง่ความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าคนไทยไม่สามารถใช้เครื่องหมายการค้าของตนในตลาดต่างประเทศที่มีผู้อื่นนำไปจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วได้ ขณะเดียวกันต้องทำตลาดโดยใช้เครื่องหมายการค้าใหม่หรือต้องไปซื้อเครื่องหมายการค้าคืน

สำหรับประเทศที่พบปัญหารุนแรงที่สุด ได้แก่ ประเทศจีน และกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจที่สินค้าของไทยมีชื่อเสียงอย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับผู้บริโภค โดยลักษณะปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเกิดจากการร่วมทุนกับคู่ค้าระหว่างประเทศ และไม่มีการทำสัญญาในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างชัดเจน จึงทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเกินจากที่ตกลงไว้ในตอนแรก และเป็นเหตุให้มีกรณีพิพาทระหว่างกันในภายหลัง

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ทำให้สูญเสียโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ ขณะเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดในการซื้อสินค้าหรือขาดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า สูญเสียค่าใช้จ่ายและเวลากรณีมีการฟ้องร้องดำเนินคดี

สำหรับแนวทางช่วยเหลือของกรม ในเชิงรุก กรมทำหน้าที่ให้คำแนะนำและส่งเสริมการให้ความรู้ผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนในประเทศต่างๆ โดยเน้นให้ผู้ประกอบการทราบและเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยช่วงที่ผ่านมา กรมมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการเรื่อง “บุกตลาดอาเซียนและจีนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” จำนวน 4 ครั้ง โดยได้ดำเนินการแล้ว 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 ม.ค. 2559 ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ

การแก้ปัญหาในเชิงรับ หากเกิดปัญหาถูกละเมิดในต่างประเทศแล้วนั้น เนื่องจากกรมมีความร่วมมือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่างประเทศในหลายประเทศ และมีสำนักหรือหน่วยงานที่ดูเรื่องความร่วมมือต่างประเทศอยู่ ผู้ประกอบการไทยก็สามารถมาขอคำปรึกษาได้

นอกจากนี้ ระบบจดทะเบียนตามภาคีพิธีสารมาดริด จะทำให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ

ปัจจุบันภาคีพิธีสารมาดริดมีสมาชิก 97 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป จีน ออสเตรเลีย และประเทศอาเซียนที่เป็นภาคี คือ สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และในเดือน มี.ค. 2559 จะมีผลกับสปป.ลาว ขณะนี้อาเซียนอีก 5 ประเทศที่เหลือ รวมทั้งไทยอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขกฎหมายภายในเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีพิธีสารมาดริด โดยในส่วนของไทยคาดว่าจะเข้าเป็นภาคีได้ประมาณเดือน ต.ค. 2559 นี้

“ระหว่างที่รอการเข้าสู่พิธีสารมาดริด ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับการยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่ตนวางแผนจะไปขยายตลาด เพื่อป้องกันการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในภายหลัง” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

 

รัฐธรรมนูญมีไว้กรุยทาง ให้ทหารใช้แทรกซึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421091

รัฐธรรมนูญมีไว้กรุยทาง ให้ทหารใช้แทรกซึม

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ร่วมกับศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญมีไว้ทำไม” ณ ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นหัวข้อ “มีไว้ให้ทหาร” โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีทหารไว้ทำไม คำตอบคือ ให้ถูกควบคุมภายใต้อำนาจประชาชนซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทหารและประชาธิปไตยมีมาอย่างยาวนาน

โดยในระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ทหารมีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตย คือ ประชาชนแต่ต้องมีข้อตกลงควบคุมการใช้อำนาจของของสถาบันต่างๆ และสถาบันทหาร เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจเกินตามการปกครองระบบประชาธิปไตย ทั้งนี้ประเทศกำลังพัฒนามีปัญหามากในเรื่องนี้ เพราะประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งคิดเพียงจะประนีประนอมกองทัพอย่างไรไม่ให้ยึดอำนาจ

วิธีแก้ปัญหา 1.มีกระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส ทำให้ผู้ถูกเลือกมีความชอบธรรม เพื่อเป็นเงื่อนไขไม่ให้ทหารเข้าแทรกแซง 2.รัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจนว่ากองทัพมีหน้าที่ทำอะไร แต่ก็ต้องรับฟังความเห็นกองทัพ รวมถึงให้ความเป็นธรรมกับกองทัพหากมีข้อสงสัยถามรัฐบาลด้วย โดยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ 3.ทหารมีหน้าที่สำคัญ คือ อยู่ข้างหลังประชาชน รวมถึงหยุดยั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกมิติ

“ประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาต้องปฏิเสธอำนาจทหารที่จะเข้ามาทางการเมืองทุกรูปแบบ ทั้งเกษียณหรือยังไม่เกษียณ เพราะจะเอาความสัมพันธ์ระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่มาใช้ หน้าที่ทหารคือรักษาอธิปไตย ไม่ควรใช้อำนาจควบคุมเพื่อสร้างประชาธิปไตยตามที่คิด ขณะเดียวกันการเมืองและการปกครองประชาธิปไตยก็ต้องเปลี่ยนตัวเองหยุดยั้งการเอื้อให้พวกพ้อง ป้องกันทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป หากยังเป็นแบบเดิมรัฐประหารจะวนกลับมา”

นอกจากนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ไม่อธิบายระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ขยัก รวมถึงเรื่อง สว.สรรหาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้เข้าไปเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนการคงอยู่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะอยู่อีกนานแค่ไหนก็ไม่ชัด จะอยู่ดูแลยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าควบคู่ คสช.ที่เป็น สว.จนสภาพกลายเป็นสภาคู่ขนานกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่สุดแล้วสถาบันทหารจะเข้าไปอยู่ทุกมิติหรือไม่ ถ้าเป็นดังนี้ รัฐธรรมนูญก็มีไว้ให้ทหารแทรกซึม

ด้าน ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “มีไว้ให้ศาล” ว่า เชื่อว่าร่างแรกของรัฐธรรมนูญกับร่างสุดท้ายที่จะเสร็จในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จะไม่ใช่การแก้ไข แต่จะกลายเป็นคนละชุดกัน เพราะปีนี้ครบรอบ 10 ปี ตุลาการภิวัฒน์ ที่มีทั้งการล้มการเลือกตั้งและรัฐประหาร จนอาจทำให้คนสิ้นหวังกับตุลาการ ซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญศาลจึงต้องไม่ใช่เทพเจ้าที่ถูกฝากความหวังเอาไว้ว่าจะชี้ขาดปัญหา แต่ต้องเป็นองค์กรหนึ่งที่เท่ากับสถานบันอื่น ความอิสระของศาลต้องไม่ไร้ขอบเขต ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักความเสมอภาค รวมถึงต้องตรวจสอบได้ง่าย ไม่ใช่อ่านคำแถลง 5 นาที แล้วล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศ

ขณะที่ สุรพศ ทวีศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน กล่าวในหัวข้อ“มีไว้ให้พระ” ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ในมาตรา 31 กำหนดเสรีภาพการนับถือศาสนาต้องเป็นหน้าที่ปวงชนชาวไทย และไม่ขัดต่อความมั่นคงของรัฐ

ทว่ามาตรา 63 กำหนดถึงการบ่อนทำลายศาสนาภาพรวมได้เปิดช่องให้มีการตีความที่ี่อาจก่อให้เกิดการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางศาสนาได้มาก เสรีภาพทางการนับถือศาสนามีความคลุมเครือมากขึ้น ถ้าเขียนแบบนี้ลำพังรัฐไทยที่เป็นกึ่งรัฐศาสนาอยู่แล้วจะยิ่งเป็นแบบโบราณมากขึ้น

“สถานการณ์ของเราทุกวันนี้ต่างจากตะวันตก ที่รู้จักเจ็บปวดกับศาสนจักรในยุคกลาง จึงแยกศาสนาออกจากรัฐ แล้วปรับตัวให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาควรมีแค่มาตราเดียวความว่า ‘รัฐไทยให้ความคุ้มครองสิทธิทุกศาสนาเท่าเทียมกัน โดยไม่ละเมิดสิทธิพลเมือง’ เพื่อแยกให้ศาสนาเป็นองค์กรเอกชนเอื้อต่อการปรับตัว”

 

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420885

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยที่คนไทยอยากเห็น” ณ ห้องประชุมใหญ่ คณะสังคมศาสตร์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กลไกสำคัญของการปฏิรูปคือรัฐบาล แต่ต้องยอมรับรัฐบาลนี้จะอยู่ไปเกือบ 4 ปี ถ้าเป็นไปตามโรดแมป ซึ่งในเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และดำเนินการทันที โดยต้องทำอย่างน้อย 3 ข้อ

1.ในฐานะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน 2.อะไรสวนทางกับการปฏิรูปรัฐบาลต้องไม่ทำ เนื่องจากจะสร้างความสับสน และ 3.รัฐบาลควรเร่งทำและให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิดว่า ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำได้ยาก แต่ทำในรัฐบาลพิเศษ เช่น ปฏิรูปตำรวจ

“การปฏิรูปประเทศที่สำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินการ คือ การสร้างคนให้มีคุณภาพ จะได้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ดีตามมา เพราะจะใช้ดุลยพินิจในการเลือกคนมาใช้อำนาจรัฐแทน และถ้าได้คนมีคุณภาพ ก็จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นชอบกับการทุจริต หรือมีทัศนคติ โกงไม่เป็นไร”

ส่วนการเสนอชื่อ 3 นายกฯ ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามา ดังนั้นต้องมาชั่งกันว่าควรหรือไม่ เพราะการเมืองอาจเกิดวิกฤตได้ ส่วนบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นระบบไม่สะท้อนความต้องการแท้จริงของประชาชน และอาจจูงใจให้เกิดการซื้อเสียง

นอกจากนี้ การห้ามสมาชิกพรรคการเมืองสมัคร สว. หรือต้องพ้นสมาชิก 10 ปี แต่ในระบบประชาธิปไตย กลไกสำคัญ คือ ประชาชนสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ สังคมพัฒนาแล้วผลักดันให้ทุกคนเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และที่น่าเป็นห่วง คือ บทเฉพาะกาล รวมถึงการมีเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญยากขึ้น

“การกำหนดที่มา สว.จากระบบเดิมเลือกไขว้กัน แต่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า สว.เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดำเนินการทางการเมืองให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ คิดว่ามีขึ้นเพื่อควบคุมทิศทางประเทศให้เป็นตามเวลากำหนด อย่างไรก็ตามต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและชั่งน้ำหนักว่าจะเป็นต้องเป็นอย่างไร เพราะวันหนึ่งรัฐธรรมนูญเขียนออกมามีข้อสรุปอย่างไร ก็ต้องเดินหน้าทำประชามติ”

ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ขยายความว่า สำหรับประเทศไทยมีปัญหาหลายด้านต้องปฏิรูป เพื่อทำให้ประเทศมีขีดความสามารถแข่งขัน ลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าหลายประเทศทั้งในยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ต้องปฏิรูประบบยุติธรรม การศึกษา เพราะหลายเรื่องอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ เสียงเรียกร้องการปฏิรูปเกิดขึ้นมาก่อนรัฐประหาร โดย สปช.-สปท.ได้ดำเนินการเสนอความเห็นไปยังรัฐบาล แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นความคืบหน้าการปฏิรูปชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น พลังงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปตำรวจซึ่งผู้เสนอเรื่องนี้กลับเพิ่งมาบอกวิธีว่าต้องทำอย่างไร และกฎหมายบางอย่างยังไม่ไปไหน แม้กระทั่งเรื่องปฏิรูปวงการสงฆ์ ไม่ปรากฏชัดว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะปฏิรูปอย่างไร รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปัจจุบันย้ายกันยกโขยง ซึ่งทำโดยอำนาจพิเศษ

“แผนกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก โดยเขียนโยงกับรัฐธรรมนูญ สว.มาจากการแต่งตั้ง หรือรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้หรือยากมาก ซึ่งปัจจุบันการปฏิรูปต้องให้ประชาชนกำหนดเอง แต่ควรทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคต”

ส่วนตัวเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.​จะนำประเทศไปสู่การรัฐประหารอีกรอบ ทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก รวมถึงลดบทบาทประชาชนในการตรวจสอบการบริหารราชการด้านต่างๆ และในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปัญหาวิกฤตประเทศ แม้จะเพิ่มเติมองค์ประกอบหลายฝ่าย แต่หัวใจหลักคือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ดังนั้นกระบวนการนี้เอื้อให้เกิดวิกฤตในประเทศ และให้องค์กรอิสระล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ง่าย

สำหรับประเด็นที่มา สว.โดยท่าทีของมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่ายังไม่เห็นเอกสารเรื่องนี้จึงไม่ชี้แจง และกลายเป็นความอึมครึมในสังคม ทำให้การเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนวัดใจ กรธ. ว่าจะกล้าไม่ทำตาม คสช.​ในเรื่องที่เห็นว่าไม่ควรทำตามหรือไม่ แม้จะออกตัวว่าไม่เห็นรายละเอียด แต่กลับมีการพูดคุยกันแล้ว

รวมถึงเป็นขั้นตอนวัดใจ คสช.​ต่อความต้องการอำนาจ สว.ที่จะยืนยันรายละเอียดอะไรไปยัง กรธ. และสุดท้ายเป็นขั้นตอนวัดใจของประชาชน ว่าจะโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้การรณรงค์ประชามติต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้ โดยอย่าใช้ข้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญกับผู้ที่เห็นต่าง

ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุว่า ก่อนเกิดการรัฐประหาร ประชาชนเรียกร้องให้ประเทศต้องได้รับการปฏิรูป คือ ตำรวจ การเมือง ทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกระดับ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรวมทั้งหมด 11 ด้าน โดยเสนอไปยังรัฐบาล 37 วาระ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญนี้ใช้ยาแรง ไม่ให้คนที่ซื้อสิทธิขายเสียงหรือมีคดีทุจริตเข้าสู่วงการการเมืองตลอดชีวิต ขณะที่การปราบปรามคอร์รัปชั่นได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยมีกรอบเวลาทำงานชัดเจน ส่วนการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตโปร่งใสมากที่สุด

ส่วนการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ สปท.​คณะหนึ่งศึกษาและคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมเร็วๆ นี้ คือ การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมไว้ด้วยกัน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ขอตั้งฉายาให้กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เป็นฉบับทุนขุนนาง เพราะสร้างให้รัฐเป็นใหญ่ ซึ่งสวนทางกับสังคมโลกที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน​เพื่อสร้างดุลยภาพและตรวจสอบ

ทั้งนี้ น่ากังวลว่าหากร่างรัฐธรรมนูญให้ข้าราชการเป็นใหญ่ เสี่ยงต่อการเข้าครอบงำของกลุ่มทุนได้ แม้ประเด็นนี้จะเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ทำไมร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดช่องว่าง แทนที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและการบริหารแบบมีดุลยภาพ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างอยู่นี้ไม่เคยแตะต้องกลุ่มทุนผูกขาดเลย แม้จะให้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกงก็ตาม

 

100 ปี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420629

100 ปี "ป๋วย อึ๊งภากรณ์" มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

1 ปีให้หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ยุคแห่งประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเลือกตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จากสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” 2,347 คน เลือกกันเอง ให้เหลือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จำนวน 299 คน

ประวัติศาสตร์ที่หลายคนลืมไป ในครั้งนั้น ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหารตัวเองของ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจมานานกว่า 10 ปี อย่างเข้มข้น ได้รับเลือกเป็น สนช.ด้วย

ศ.ป๋วยได้รับคะแนนเป็นอันดับ 2 รองจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งในเวลานั้นเป็นทั้งเจ้าของหนังสือพิมพ์ และเจ้าของวรรณกรรมจำนวนมาก สะท้อนชัดว่า ป๋วยได้รับความนิยมจากสภาสนามม้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำ อย่างล้นหลาม แม้จะมีบทบาทต่อต้านรัฐมาเป็นเวลานานก็ตาม

สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาบทบาทของป๋วย หลังได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. และในบทบาทที่คนไม่ค่อยรู้ คือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 35 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 2517

“ที่น่าสนใจ คือ อาจารย์ป๋วยเสนอให้ยกเลิกเรื่องเสรีภาพในความคิดและความเชื่อถือโดยไม่ต้องโยงศาสนา ซึ่งก้าวหน้ามากในเวลานั้น แต่ในที่สุดก็โดนแย้งว่า ‘สุดขอบฟ้ามากไป เอื้อให้กับระบอบสังคมนิยม บ้านเมืองจะเกิดความรุนแรง’ ซึ่งแน่นอน ในที่สุดมาตรานี้ ก็ไม่ผ่าน” สมชาย เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ป๋วยได้เสนอให้เพิ่มมาตรา ว่าด้วย “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในมโนธรรม และการเชื่อในลัทธิใดๆ” แทน เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในรัฐธรรมนูญ

กระนั้นก็ตาม มาตราดังกล่าวก็โดนขวาง เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมเห็นว่า สิทธิเสรีภาพใน “มโนธรรมสำนึก” อาจขัดขวางการ “เกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ” จนประสบปัญหาเรื่องความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ความหลักแหลมของอาจารย์ป๋วย คือ การลุกขึ้นอภิปรายว่า มโนธรรมในการเกณฑ์ทหาร หรือรับใช้ชาตินั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่า เกณฑ์ทหารนั้นจำเป็นเพียงใด เมื่อเทียบกับการบูรณะชนบท หรือบูรณะแหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะหากเกณฑ์ทหารได้ ก็ควรเกณฑ์คนไปพัฒนาชนบทได้

อย่างไรก็ตาม หลังการปะทะกันทางความคิด ข้อโต้แย้งของป๋วยก็ตกไปตามเคย เพราะโหวตแพ้เสียงข้างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อเสนอของป๋วยยังก้าวหน้า แบบเดียวกับที่รัฐธรรมนูญ 2559 กำลังขะมักเขม้นร่างกัน เพราะป๋วยเสนอให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เสนอให้มีการทำประชามติในประเด็นสำคัญ รวมถึงเสนอให้ สส.มีอายุต่ำสุดเพียง 20 ปีเท่านั้น

แต่ก็เช่นเดียวกันกับข้อเสนอในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพราะข้อเสนอของป๋วยถูก สนช.ลงมติคว่ำแบบ “ขาดลอย” เช่นเดียวกัน

กลายเป็นว่าแม้ทุกข้อเสนอของป๋วยจะสร้างความก้าวหน้าให้กับรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ 1 ใน 2 ฉบับ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด) แต่ก็ไม่ถูกหยิบยกเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้แต่เรื่องเดียว

ในที่สุด รัฐธรรมนูญก็ประกาศใช้ในช่วงเดือน ต.ค. 2517 โดยรัฐบาลที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นครั้งแรกคือรัฐบาลของหม่อมน้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และหลังจากนั้นก็เป็นรัฐบาลหม่อมพี่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็รับช่วงต่อ หลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยุบสภา

ทว่า แม้กระแสประชาธิปไตยจะมาแรงเพียงใด ก็ยังแพ้กระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่มาแรงกว่า ในที่สุดการปลุกปั่นก็นำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งก็ทำให้รัฐธรรมนูญที่ป๋วยร่วมร่าง ถูกฉีกไป พร้อมๆ กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

แต่นั่นยังไม่เศร้าเท่ากับว่า เวลานั้นป๋วยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกมองว่าเป็นพวก “ซ้ายจัด” รวมถึงเป็นผู้นำปลุกปั่นนักศึกษา

จนในที่สุด ป๋วยก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาติอีกเลย ทั้งที่เคยเป็นทั้ง “เสรีไทย” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือกระทั่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมชายใช้คำว่า “ป๋วย” ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความเงียบตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2519 ไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2542

ขณะที่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสถานะป๋วยเป็นแบบเดียวกับเทียนวรรณ และกุหลาบ สายประดิษฐ์

เพราะทั้ง 3 คน ต่างประสบปัญหาจากการ “แสดงความคิดเห็น” กระทบชนชั้นนำเช่นเดียวกัน และประสบปัญหาจากการ “พูดตรงไปตรงมา” ด้วยกันทั้งสิ้น

“คนที่พูดความจริงมีชะตากรรมเดียวกัน คือ ไม่ติดคุกก็อยู่ในประเทศไม่ได้” ธเนศ ระบุ ก่อนจะบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้สังคมไทยลุ่มๆ ดอนๆ เสมอมา รวมถึงประวัติศาสตร์ยังคงวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยไป