ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420885

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยที่คนไทยอยากเห็น” ณ ห้องประชุมใหญ่ คณะสังคมศาสตร์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กลไกสำคัญของการปฏิรูปคือรัฐบาล แต่ต้องยอมรับรัฐบาลนี้จะอยู่ไปเกือบ 4 ปี ถ้าเป็นไปตามโรดแมป ซึ่งในเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และดำเนินการทันที โดยต้องทำอย่างน้อย 3 ข้อ

1.ในฐานะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน 2.อะไรสวนทางกับการปฏิรูปรัฐบาลต้องไม่ทำ เนื่องจากจะสร้างความสับสน และ 3.รัฐบาลควรเร่งทำและให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิดว่า ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำได้ยาก แต่ทำในรัฐบาลพิเศษ เช่น ปฏิรูปตำรวจ

“การปฏิรูปประเทศที่สำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินการ คือ การสร้างคนให้มีคุณภาพ จะได้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ดีตามมา เพราะจะใช้ดุลยพินิจในการเลือกคนมาใช้อำนาจรัฐแทน และถ้าได้คนมีคุณภาพ ก็จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นชอบกับการทุจริต หรือมีทัศนคติ โกงไม่เป็นไร”

ส่วนการเสนอชื่อ 3 นายกฯ ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามา ดังนั้นต้องมาชั่งกันว่าควรหรือไม่ เพราะการเมืองอาจเกิดวิกฤตได้ ส่วนบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นระบบไม่สะท้อนความต้องการแท้จริงของประชาชน และอาจจูงใจให้เกิดการซื้อเสียง

นอกจากนี้ การห้ามสมาชิกพรรคการเมืองสมัคร สว. หรือต้องพ้นสมาชิก 10 ปี แต่ในระบบประชาธิปไตย กลไกสำคัญ คือ ประชาชนสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ สังคมพัฒนาแล้วผลักดันให้ทุกคนเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และที่น่าเป็นห่วง คือ บทเฉพาะกาล รวมถึงการมีเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญยากขึ้น

“การกำหนดที่มา สว.จากระบบเดิมเลือกไขว้กัน แต่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า สว.เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดำเนินการทางการเมืองให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ คิดว่ามีขึ้นเพื่อควบคุมทิศทางประเทศให้เป็นตามเวลากำหนด อย่างไรก็ตามต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและชั่งน้ำหนักว่าจะเป็นต้องเป็นอย่างไร เพราะวันหนึ่งรัฐธรรมนูญเขียนออกมามีข้อสรุปอย่างไร ก็ต้องเดินหน้าทำประชามติ”

ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ขยายความว่า สำหรับประเทศไทยมีปัญหาหลายด้านต้องปฏิรูป เพื่อทำให้ประเทศมีขีดความสามารถแข่งขัน ลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าหลายประเทศทั้งในยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ต้องปฏิรูประบบยุติธรรม การศึกษา เพราะหลายเรื่องอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ เสียงเรียกร้องการปฏิรูปเกิดขึ้นมาก่อนรัฐประหาร โดย สปช.-สปท.ได้ดำเนินการเสนอความเห็นไปยังรัฐบาล แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นความคืบหน้าการปฏิรูปชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น พลังงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปตำรวจซึ่งผู้เสนอเรื่องนี้กลับเพิ่งมาบอกวิธีว่าต้องทำอย่างไร และกฎหมายบางอย่างยังไม่ไปไหน แม้กระทั่งเรื่องปฏิรูปวงการสงฆ์ ไม่ปรากฏชัดว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะปฏิรูปอย่างไร รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปัจจุบันย้ายกันยกโขยง ซึ่งทำโดยอำนาจพิเศษ

“แผนกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก โดยเขียนโยงกับรัฐธรรมนูญ สว.มาจากการแต่งตั้ง หรือรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้หรือยากมาก ซึ่งปัจจุบันการปฏิรูปต้องให้ประชาชนกำหนดเอง แต่ควรทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคต”

ส่วนตัวเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.​จะนำประเทศไปสู่การรัฐประหารอีกรอบ ทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก รวมถึงลดบทบาทประชาชนในการตรวจสอบการบริหารราชการด้านต่างๆ และในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปัญหาวิกฤตประเทศ แม้จะเพิ่มเติมองค์ประกอบหลายฝ่าย แต่หัวใจหลักคือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ดังนั้นกระบวนการนี้เอื้อให้เกิดวิกฤตในประเทศ และให้องค์กรอิสระล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ง่าย

สำหรับประเด็นที่มา สว.โดยท่าทีของมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่ายังไม่เห็นเอกสารเรื่องนี้จึงไม่ชี้แจง และกลายเป็นความอึมครึมในสังคม ทำให้การเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนวัดใจ กรธ. ว่าจะกล้าไม่ทำตาม คสช.​ในเรื่องที่เห็นว่าไม่ควรทำตามหรือไม่ แม้จะออกตัวว่าไม่เห็นรายละเอียด แต่กลับมีการพูดคุยกันแล้ว

รวมถึงเป็นขั้นตอนวัดใจ คสช.​ต่อความต้องการอำนาจ สว.ที่จะยืนยันรายละเอียดอะไรไปยัง กรธ. และสุดท้ายเป็นขั้นตอนวัดใจของประชาชน ว่าจะโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้การรณรงค์ประชามติต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้ โดยอย่าใช้ข้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญกับผู้ที่เห็นต่าง

ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุว่า ก่อนเกิดการรัฐประหาร ประชาชนเรียกร้องให้ประเทศต้องได้รับการปฏิรูป คือ ตำรวจ การเมือง ทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกระดับ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรวมทั้งหมด 11 ด้าน โดยเสนอไปยังรัฐบาล 37 วาระ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญนี้ใช้ยาแรง ไม่ให้คนที่ซื้อสิทธิขายเสียงหรือมีคดีทุจริตเข้าสู่วงการการเมืองตลอดชีวิต ขณะที่การปราบปรามคอร์รัปชั่นได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยมีกรอบเวลาทำงานชัดเจน ส่วนการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตโปร่งใสมากที่สุด

ส่วนการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ สปท.​คณะหนึ่งศึกษาและคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมเร็วๆ นี้ คือ การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมไว้ด้วยกัน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ขอตั้งฉายาให้กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เป็นฉบับทุนขุนนาง เพราะสร้างให้รัฐเป็นใหญ่ ซึ่งสวนทางกับสังคมโลกที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน​เพื่อสร้างดุลยภาพและตรวจสอบ

ทั้งนี้ น่ากังวลว่าหากร่างรัฐธรรมนูญให้ข้าราชการเป็นใหญ่ เสี่ยงต่อการเข้าครอบงำของกลุ่มทุนได้ แม้ประเด็นนี้จะเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ทำไมร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดช่องว่าง แทนที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและการบริหารแบบมีดุลยภาพ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างอยู่นี้ไม่เคยแตะต้องกลุ่มทุนผูกขาดเลย แม้จะให้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกงก็ตาม

 

100 ปี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420629

100 ปี "ป๋วย อึ๊งภากรณ์" มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

1 ปีให้หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ยุคแห่งประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเลือกตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จากสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” 2,347 คน เลือกกันเอง ให้เหลือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จำนวน 299 คน

ประวัติศาสตร์ที่หลายคนลืมไป ในครั้งนั้น ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหารตัวเองของ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจมานานกว่า 10 ปี อย่างเข้มข้น ได้รับเลือกเป็น สนช.ด้วย

ศ.ป๋วยได้รับคะแนนเป็นอันดับ 2 รองจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งในเวลานั้นเป็นทั้งเจ้าของหนังสือพิมพ์ และเจ้าของวรรณกรรมจำนวนมาก สะท้อนชัดว่า ป๋วยได้รับความนิยมจากสภาสนามม้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำ อย่างล้นหลาม แม้จะมีบทบาทต่อต้านรัฐมาเป็นเวลานานก็ตาม

สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาบทบาทของป๋วย หลังได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. และในบทบาทที่คนไม่ค่อยรู้ คือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 35 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 2517

“ที่น่าสนใจ คือ อาจารย์ป๋วยเสนอให้ยกเลิกเรื่องเสรีภาพในความคิดและความเชื่อถือโดยไม่ต้องโยงศาสนา ซึ่งก้าวหน้ามากในเวลานั้น แต่ในที่สุดก็โดนแย้งว่า ‘สุดขอบฟ้ามากไป เอื้อให้กับระบอบสังคมนิยม บ้านเมืองจะเกิดความรุนแรง’ ซึ่งแน่นอน ในที่สุดมาตรานี้ ก็ไม่ผ่าน” สมชาย เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ป๋วยได้เสนอให้เพิ่มมาตรา ว่าด้วย “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในมโนธรรม และการเชื่อในลัทธิใดๆ” แทน เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในรัฐธรรมนูญ

กระนั้นก็ตาม มาตราดังกล่าวก็โดนขวาง เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมเห็นว่า สิทธิเสรีภาพใน “มโนธรรมสำนึก” อาจขัดขวางการ “เกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ” จนประสบปัญหาเรื่องความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ความหลักแหลมของอาจารย์ป๋วย คือ การลุกขึ้นอภิปรายว่า มโนธรรมในการเกณฑ์ทหาร หรือรับใช้ชาตินั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่า เกณฑ์ทหารนั้นจำเป็นเพียงใด เมื่อเทียบกับการบูรณะชนบท หรือบูรณะแหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะหากเกณฑ์ทหารได้ ก็ควรเกณฑ์คนไปพัฒนาชนบทได้

อย่างไรก็ตาม หลังการปะทะกันทางความคิด ข้อโต้แย้งของป๋วยก็ตกไปตามเคย เพราะโหวตแพ้เสียงข้างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อเสนอของป๋วยยังก้าวหน้า แบบเดียวกับที่รัฐธรรมนูญ 2559 กำลังขะมักเขม้นร่างกัน เพราะป๋วยเสนอให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เสนอให้มีการทำประชามติในประเด็นสำคัญ รวมถึงเสนอให้ สส.มีอายุต่ำสุดเพียง 20 ปีเท่านั้น

แต่ก็เช่นเดียวกันกับข้อเสนอในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพราะข้อเสนอของป๋วยถูก สนช.ลงมติคว่ำแบบ “ขาดลอย” เช่นเดียวกัน

กลายเป็นว่าแม้ทุกข้อเสนอของป๋วยจะสร้างความก้าวหน้าให้กับรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ 1 ใน 2 ฉบับ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด) แต่ก็ไม่ถูกหยิบยกเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้แต่เรื่องเดียว

ในที่สุด รัฐธรรมนูญก็ประกาศใช้ในช่วงเดือน ต.ค. 2517 โดยรัฐบาลที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นครั้งแรกคือรัฐบาลของหม่อมน้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และหลังจากนั้นก็เป็นรัฐบาลหม่อมพี่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็รับช่วงต่อ หลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยุบสภา

ทว่า แม้กระแสประชาธิปไตยจะมาแรงเพียงใด ก็ยังแพ้กระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่มาแรงกว่า ในที่สุดการปลุกปั่นก็นำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งก็ทำให้รัฐธรรมนูญที่ป๋วยร่วมร่าง ถูกฉีกไป พร้อมๆ กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

แต่นั่นยังไม่เศร้าเท่ากับว่า เวลานั้นป๋วยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกมองว่าเป็นพวก “ซ้ายจัด” รวมถึงเป็นผู้นำปลุกปั่นนักศึกษา

จนในที่สุด ป๋วยก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาติอีกเลย ทั้งที่เคยเป็นทั้ง “เสรีไทย” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือกระทั่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมชายใช้คำว่า “ป๋วย” ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความเงียบตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2519 ไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2542

ขณะที่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสถานะป๋วยเป็นแบบเดียวกับเทียนวรรณ และกุหลาบ สายประดิษฐ์

เพราะทั้ง 3 คน ต่างประสบปัญหาจากการ “แสดงความคิดเห็น” กระทบชนชั้นนำเช่นเดียวกัน และประสบปัญหาจากการ “พูดตรงไปตรงมา” ด้วยกันทั้งสิ้น

“คนที่พูดความจริงมีชะตากรรมเดียวกัน คือ ไม่ติดคุกก็อยู่ในประเทศไม่ได้” ธเนศ ระบุ ก่อนจะบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้สังคมไทยลุ่มๆ ดอนๆ เสมอมา รวมถึงประวัติศาสตร์ยังคงวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยไป

 

รายงานพิเศษ : พด.หนุนเกษตรกร คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดินแก้วิกฤติแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208864

วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ดิน” ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตพืช หากดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ พืชที่ปลูกก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้มาก และที่สำคัญยังสามารถช่วยให้เกษตรกรสามารถพ้นวิกฤติภัยแล้งได้อีกด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน โดยที่ผ่านมากรมได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะวิกฤติภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล โครงการการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/59 ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมการทำ/การใช้ปุ๋ยหมัก กิจกรรมส่งเสริมการทำน้ำหมักชีวภาพ และการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งให้แก่เกษตรกรให้สามารถดำรงชีพได้ และสร้างโอกาสการปรับโครงสร้างการผลิตให้เหมาะสมกับภูมิสังคมและตลาดสินค้าได้

สุรเดช เตียวตระกูล

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน กรมได้วางแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะวิกฤติภัยแล้งในอนาคตไว้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น โดยจะดำเนินการในฤดูแล้งหรือช่วงที่เกิดภัยแล้งขึ้น เป็นการเฝ้าระวัง ติดตามและเตือนภัยล่วงหน้าบริเวณพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ผ่านทางเว็บไซต์กรมและเฝ้าระวังพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากเป็นพิเศษ รวมถึงได้สรุปพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้งหรือเสียหาย เพื่อประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น

ในส่วนของระยะยาว เป็นการเสนอแนะแนวทางการป้องกันและการจัดการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ได้แก่ การส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปกคลุมดินโดยการปลูกพืชคลุมดินหรือพืชปุ๋ยสด การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นา โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานเพื่อให้เกษตรกรใช้เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นการช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินด้วย และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพิ่มอินทรียวัตถุในดินเพื่อเป็นการเพิ่มช่องว่างในดินทำให้ดินสามารถเก็บกักน้ำไว้ได้นานและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้สารเร่ง พด. ต่างๆ เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปได้ เกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งควรให้ความ
ร่วมมือ โดยงดการปลูกข้าวเพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน และหันมาปลูกพืชคลุมดิน หรือพืชปุ๋ยสด ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วแทน ในพื้นที่นาเพื่อช่วยปรับปรุงบำรุงดิน โดยเฉพาะปอเทือง เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อีกทั้งยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ขายเป็นการสร้างรายได้เสริมทดแทนการทำนา รวมทั้งยังมีประโยชน์ คือ ได้ปรับปรุงบำรุงดินของเกษตรกรไปในคราวเดียวกัน เนื่องจากที่รากปอเทืองมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศสร้างเป็นสารประกอบที่พืชนำไปใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อไถกลบลงดินจะปลดปล่อยไนโตรเจนให้กับดินช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน เมื่อดินดีเกษตรกรจึงสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ เป็นการลดต้นทุนการผลิตพืชในฤดูต่อๆ ไปได้” นายสุรเดชกล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ต่อยอดงานวิจัยสร้างโมเดลใหม่ สู่คลัสเตอร์‘หอมแดง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208201

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“หอมกระเทียมศรีสะเกษ มีชื่อเสียง ทุกครัวเรือนในพื้นที่ควรได้บริโภคหอมแดงและกระเทียมศรีสะเกษเองไม่ใช่ทานหอมกระเทียมแพนด้า” พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 ณ แปลงนาในหมู่บ้านส้มป่อย ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

จากพระราชดำรัสดังกล่าว นำมาสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่จะผลักดันให้หอมแดงและกระเทียมศรีสะเกษ มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าจากปี 2558 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 (สวพ.4)ดำเนินการศึกษาวิจัยโรคหอมแดง จนได้เทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพถ่ายทอดสู่เกษตรกรต้นแบบ 2 ตำบล คือ ตำบลหนองหมีและตำบลสร้างปี่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตหอมแดงให้มีคุณภาพ ปลอดโรคผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้ด้วยระบบ QR Code สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

มาปีนี้ สวพ.4 ได้ขยายการดำเนินงานโดยร่วมมือกับสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ในการขับเคลื่อนพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงและกระเทียม ภายใต้แนวคิด “จากผลงานวิจัย สู่อาหารปลอดภัย ก้าวไกลสู่ตลาดสากล” โดยเป็นต่อยอดผลงานวิจัยเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงปลอดภัยจาก 2 ตำบลนำร่อง เพิ่มขึ้นอีก 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลส้มป่อย ยางชุมน้อย บุสูง ทามและฟ้าห่วน โดยขณะนี้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นคลัสเตอร์หอมแดง ขับเคลื่อนผ่านสภาเกษตรกร เป็นการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งสร้างอำนาจในการต่อรองและสามารถกำหนดราคาที่ต้นทางได้ ก่อให้เกิดความยั่งยืนตามมา อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าว่าจะสามารถขยายเครือข่ายเกษตรกรให้ผลิตหอมแดงคุณภาพได้ครอบคลุมทั้งจังหวัดศรีสะเกษภายใน 1-2 ปีต่อจากนี้ พร้อมกันนั้นจะนำเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพมาเป็นโมเดลในการขยายผลสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญของศรีสะเกษ โดยเฉพาะกระเทียม รวมไปถึงทุเรียน พริกและพืชชนิดอื่นๆ ต่อไป เพื่อให้เกิดความยั่งยืนตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ด้าน นางสาวพิชามญชุ์ แซ่จึง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า หอมแดงและกระเทียมเป็นอัตลักษณ์ของชาวศรีสะเกษ ซึ่งศรีสะเกษเป็นแหล่งปลูกหอมแดงมากที่สุดในประเทศไทย คือมีพื้นที่ปลูกใน 11 อำเภอ รวม 50,000 ไร่ ส่วนกระเทียมก็มีความโดดเด่นลักษณะที่แตกต่างจากแหล่งผลิตอื่นจนได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ แต่ปี 2557 สินค้าทั้ง 2 ชนิดเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ พอมาปี’58 หอมแดงก็มีโรคหอมเลื้อยระบาด ทำให้ผลผลิตตกต่ำไม่มีคุณภาพ เกษตรกรจำนวนไม่น้อยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกหอมแดง ลดลงเหลือ 29,000 ไร่ครั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯพื้นที่ตำบลส้มป่อย มีพระราชดำรัสว่า คนในพื้นที่ควรได้บริโภคหอมแดงและกระเทียมของศรีสะเกษเองไม่ใช่ทานกระเทียมแพนด้า นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของชาวศรีสะเกษ

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรมีเครือข่ายเกษตรกรอยู่ทุกหมู่บ้านทุกตำบลอยู่แล้ว จึงได้ประสานขอความร่วมมือจาก สวพ. 4 กรมวิชาการเกษตรให้ช่วยดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชคุณภาพ ทั้งหอมแดง กระเทียม รวมถึงไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ พืชผัก เพื่อให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งผลิตหอมแดง กระเทียม และพืชเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้เกษตรกรในพื้นที่สืบไป

ขณะที่ นายบนนภา สีหะวงษ์ ผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียม ต.ยางชุมน้อย กล่าวว่า เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่เข้ามาถ่ายทอด ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชโดยคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพและได้มาตรฐานตามที่กำหนดมากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อมีตัวกลางอย่างสภาเกษตรกรจังหวัดเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนด้านการตลาด เพราะเครือข่ายเกษตรกรในแต่ละพื้นที่จะมีการประชุมหารือเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตแต่ละชนิดโดยเน้นการตลาดนำการผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

 

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรแนะ‘ปุ๋ยชีวภาพ PGPR’ ช่วยลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208022

วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การลดต้นทุนการผลิตสำหรับเกษตรกรต่างได้รับการช่วยเหลือด้านวิชาการจากหน่วยงานของรัฐบาลหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้ปัจจัยการผลิต การเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรือ การเพิ่มผลผลิตโดยกลวิธีต่างๆ

กรมวิชาการเกษตร หนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตทุกรูปแบบ ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ช่วยพี่น้องเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ (PGPR – Plant Growth Promoting Rhizocacteria)) มีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจนสำหรับพืช ประกอบด้วยแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจน ละลายธาตุอาหารพืชและสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และการที่แบคทีเรียมีบทบาทได้หลายอย่าง จึงทำให้แบคทีเรียสามารถช่วยให้ธาตุอาหารสำหรับส่งเสริมการเจริญเติบโตให้กับพืชได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น พันธุ์พืช และการจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่รอดของจุลินทรีย์

ภัชญภณ หมื่นแจ้ง

นายภัชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปุ๋ยชีวภาพ PGPR เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติที่ดีต่อพืชใน 3 ประการ 1.เป็นปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) 2.เป็นผู้สร้างฮอร์โมนให้พืช (Phytostimulator) และ 3.เป็นผู้ควบคุมศัตรูพืช (Biopesticilde) จากการวิจัย PGPR มีความสามารถในการละลายฟอสเฟตที่ตกค้างอยู่ในดิน อีกทั้งสามารถตรึงไนโตรเจนได้ประมาณ 1-4 กิโลกรัมต่อไร่ โดย PGPR สามารถตรึงไนโตรเจนได้ดีกว่าพืชตระกูลถั่ว 1,000 เท่า และยังสามารถผลิตฮอร์โมนกลุ่ม ออกซิน (Auxin) จิบเบอเรลลิน (Gibbere llin) และไซโตไคนิน(Cytokinin)ได้ ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นกลุ่มของฮอร์โมนพืชที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะรากพืชที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีผลงานวิจัย 42 ผลงานออกมายืนยันว่า PGPR นี้สามารถใช้ได้ผลในพืช 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพด อ้อยและมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่เกษตรกรจะทราบได้ว่าดินในพื้นที่มีความสมบูรณ์ หรือ มีธาตุอาหารชนิดใดอยู่บ้าง จะต้องมีการวิเคราะห์ดิน ซึ่งจะทำให้ได้ผลคาดการณ์ที่แน่นอนในการเลือกปลูกพืช หรือ การใส่ธาตุอาหารให้พืชที่เกษตรกรต้องการปลูก โดยธาตุอาหารในดินที่พืชต้องการมีทั้งสิ้น 13 ชนิด แต่พืชต้องการธาตุอาหาร 16 ชนิด ส่วนแร่ธาตุอีก 3 ชนิดนั้น คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน เป็นแร่ธาตุที่พืชสามารถดูดซึมได้ในน้ำในอากาศ เกษตรกรจึงจำเป็นที่จะต้องดูในกลุ่มของ N P K เป็นหลักว่ามีความสมดุลกันมากเพียงใด ซึ่งการวิเคราะห์ดินจึงมีความสำคัญกับการปลูกพืช เนื่องจากหากพบว่า ขาดธาตุอาหารชนิดใดจะต้องมีการเติมธาตุชนิดนั้นเข้าไป การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินก็เพื่อที่จะเติมในส่วนที่ขาด

นายภัชญภณกล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ผลิต PGPR ออกมา 3 ชนิดคือ PGPR1 / PGPR2 /และ PGPR3 โดย PGPR1 ใช้สำหรับข้าวโพด / PGPR2 ใช้สำหรับข้าว / และ PGPR3 ใช้สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรสามารถผลิต PGPR ทั้งหมดได้เพียง 5 ตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร นอกจากนี้ PGPR ได้มีการทดสอบในนาข้าว 5 จังหวัด คือ เชียงราย ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี ชัยนาท และกาญจนบุรี ที่กำลังทดสอบอยู่ในพื้นที่นาปรังทั้งหมด พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมมีความพึ่งพอใจ เนื่องจากข้าวมีการเจริญเติบโตที่ดี มีรากที่แข็งแรง อีกทั้งข้าวทนต่อสภาพแล้งได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ PGPR เนื่องจากรากที่มากกว่าสามารถหาน้ำและแร่ธาตุได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยชีวภาพ PGPR1จะช่วยเพิ่มปริมาณรากประมาณร้อยละ 15 ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีประมาณร้อยละ 10 และช่วยเพิ่มผลผลิตพืชประมาณร้อยละ 5–10 เป็นต้น

เห็นได้ว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR เป็นอีกทางเลือกหนึ่งโดยเฉพาะกับการเกษตรปัจจุบันที่เน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง PGPR ต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยที่มีแร่ธาตุ 3 ชนิด แต่สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชโดยเฉพาะในกลุ่มของเชื้อราที่มีภาวะดื้อยาสูงขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้การใช้ PGPR ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มประเทศ EU หรือ สหรัฐอเมริกา ได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นการค้าในรูปของ Bioinoculant หรือ จุลินทรีย์ชีวภาพ แล้ว เช่น กลุ่ม Rhizobium, Pseudomonas, Bacillus, Streptomyces เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ในสภาพจริงยังมีความจําเป็นต้องมีการศึกษาศักยภาพและประสิทธิภาพในพื้นที่แต่ละพื้นที่กับพืชแต่ละชนิดด้วย ซึ่งจากการวิจัยหลายๆ แห่ง พบว่า ประสิทธิภาพของแบคทีเรียชนิดเดียวกันจะต่างกันไปตามสภาพสิ่งแวดล้อมของดิน

สำหรับการใช้ ปุ๋ยชีวภาพ PGPR ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจกับการเกษตรของประเทศไทย ที่เริ่มมองถึงการลดต้นทุนการผลิต และการเกษตรแบบปลอดสาร เกษตรกรที่สนใจปุ๋ยชีวภาพ PGPR ติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกรมวิชาการเกษตรโทรศัพท์ 0-2579-0056 หรือ 0-2579 -7522-3

รายงานพิเศษ : สวพ.8สงขลาขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนา สร้างความอยู่ดีกินดีเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207914

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อน 6 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมหรือโซนนิ่ง ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และธนาคารสินค้าเกษตร โดยกรมวิชาการเกษตร ได้รับภารกิจสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เช่น การถ่ายทอดผลการวิจัยเพื่อไปช่วยแก้ปัญหาการผลิตพืชแก่เกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง หรือประสบปัญหาในการผลิตพืชอื่นๆ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการส่งออก รวมทั้งการเร่งรัดการกำกับคุมคุมการจำหน่ายปัจจัยการผลิตให้เป็นไปตามกฎหมายและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร เป็นต้น ซึ่งในส่วนของภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัดนั้น มีสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ

อนันต์ อักษรศรี 

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา รับผิดชอบการวิจัยและพัฒนาผลิตพืชในภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัด คือ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเป็นแบบร้อนชื้น ปริมาณน้ำฝนประมาณ 2,200 มิลลิเมตรต่อปี วันฝนตกเฉลี่ย 160 วัน ลักษณะภูมิประเทศที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน มีเนื้อที่ทั้งหมด 18.22 ล้านไร่ ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ร้อยละ 51 หรือ 9.36 ล้านไร่ จำแนกเป็นพื้นที่ยางไม้ผลไม้ยืนต้นร้อยละ 86.5 นาข้าวร้อยละ 9 มีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น 462,955 ครัวเรือน ขนาดฟาร์มเฉลี่ย 20.6 ไร่ ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม พืชเศรษฐกิจที่สำคัญในพื้นที่ คือ ยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด รองลงมาจะเป็น ข้าว ร้อยละ 7 ปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 5 และ ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ มะพร้าว และสับปะรด รวมกันร้อยละ 13 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด พืชที่มีมูลค่าสูงที่สุด คือ ยางพารา มีมูลค่า 110,911.9 ล้านบาท รองลงมาคือ ข้าว และปาล์มน้ำมัน 4,070.1 และ 2,545.2 ล้านบาท ส่วนพืชอื่นๆ จะมีมูลค่าไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ได้แก่ ลองกอง ทุเรียน มังคุด มะพร้าว สับปะรด และเงาะ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 863.6, 767.0, 498.5, 457.4, 290.1 และ 253.2 ล้านบาท ตามลำดับ

“ภาคใต้ตอนล่างมีจุดแข็ง คือ เป็นเขตพื้นที่ยางพาราที่สำคัญของประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชแบบผสมผสานหลายชนิด มีพืชท้องถิ่น และพืชพื้นเมืองที่มีศักยภาพหลายชนิด ลักษณะภูมิอากาศมีฝนกระจายตัวเกือบตลอดปี แต่มีจุดอ่อน คือการปลูกยางพาราที่มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 75 ของพื้นที่นั้นทำให้มีความเสี่ยงเมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ การผลิตไม้ผลส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ในพื้นที่มีปัญหาด้านการก่อเหตุความไม่สงบทำให้มีผลกระทบต่อการผลิตพืชที่ไม่สามารถขยายผลเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่ และพ่อค้าไม่สามารถไปซื้อสินค้าได้ในบางพื้นที่ ด้านโอกาส คือพื้นที่อยู่ติดชายแดนประเทศมาเลย์เชียได้ส่งผลดีด้านการท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศประเทศเพื่อนบ้าน” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการวิจัยและพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา ได้วางแนวทางวิจัยและพัฒนาไว้ 10 แนวทาง ประกอบด้วย ด้านการวิจัยและพัฒนา เน้นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยประเด็นงานวิจัยที่สำคัญ เช่น 1)การวิจัยระบบการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ชาวนาและชาวสวนไม้ผล 2)การวิจัยการผลิตพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทางการค้าส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 3)การวิจัยการผลิตพืชท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่า 4)การวิจัยการผลิตพืชผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืนในการผลิตพืชและสร้างความพอเพียงในการเป็นอยู่ 5)การวิจัยชุมชนต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี 6)การวิจัยด้านอื่นๆ เช่น การวิจัยเพื่อพัฒนาการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนและทดแทนแรงงาน เป็นต้น

ด้านการผลิตและบริการพันธุ์พืช เพื่อผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์และพืชพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตรสู่เกษตรกรโดยเน้นการผลิตพันธุ์พืชที่ขาดแคลนในพื้นที่และเป็นการผลิตพันธุ์ที่ได้มาตรฐานตรงตามพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ด้านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชให้ได้มาตรฐานสากล ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เน้นการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP และมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์

ด้านการบริการตรวจสอบวิเคราะห์ปัจจัยการผลิต เช่น การตรวจสอบวิเคราะห์ ดิน น้ำ ปุ๋ย พืช และวัตถุอันตราย ด้านการ
เร่งรัดการกำกับดูแลตามกฎหมายที่รับผิดชอบเช่น พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ร.บ.พันธุ์พืช เพื่อให้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน ด้านการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริ เพื่อทำการศึกษา และนำผลงานวิจัยต่างๆ ไปสาธิต ถ่ายทอดแก่เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ ตามโครงการพระราชดำริต่างๆ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ด้านโครงการส่งเสริมอาชีพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพการปลูกพืช แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ ด้านการพัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรประจำจังหวัด (ศวพ.) เพื่อให้เป็นศูนย์ที่ผลิตผลงานวิจัยและพัฒนาแก้ปัญหาและสนองความต้องการของพื้นที่ เน้นการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ การให้บริการทางวิชาการ การแก้ปัญหาการผลิตพืช ด้านการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกษตรกรได้นำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม และด้านการขับเคลื่อนงานเร่งด่วนตามนโนบายรัฐบาล เพื่อผลักดันงานสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เช่น มาตรการ การลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา จึงถือว่าเป็นองค์กรสำคัญของกรมวิชาการเกษตร ที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ ช่วยแก้ปัญหาการผลิตพืชในพื้นที่ ให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ดีกินดี พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : คุมเข้มด่านชายแดนกัมพูชา เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เข้าประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207505

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โดยมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ หากโรคนี้เกิดการแพร่ระบาดจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังแทบจะสิ้นเชิง แม้ว่าประเทศไทยยังไม่พบโรคนี้มาก่อน แต่ขณะนี้มีการแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามายังอาณาเขตและทำลายผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่อุบัติขึ้นที่ประเทศแอฟริกา และแพร่ระบาดต่อไปยังประเทศอินเดียและศรีลังกา ซึ่งแต่ละประเทศที่เกิดโรคดังกล่าว ได้สร้างความเสียหายต่อมันสำปะหลังอย่างสิ้นเชิงชนิดที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังต้องล้มละลายมาแล้ว เนื่องจากมันสำปะหลังที่เป็นโรคจะมีอาการใบด่าง เหลือง ลำต้นแคระแกร็น ผลผลิตเสียหาย 80-100% ที่สำคัญคือยังไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้

ล่าสุดพบการระบาดใน จ.รัตนะคีรี ประเทศกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงเตรียมมาตรการเข้มงวดป้องกันไม่ให้โรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามายังประเทศไทยได้เด็ดขาด เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 20,000 กว่าล้านบาท หากปล่อยให้โรคนี้เกิดขึ้นไม่เพียงเฉพาะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังซึ่งกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรเท่านั้น ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมา ที่สำคัญสุดคือกระทบความเชื่อมั่นในเวทีการค้าโลกด้วย

สำหรับมาตรการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังนั้น แบ่งเป็นมาตรการที่ 1 เฝ้าระวังตามเขตแนวชายแดน โดยได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามด่านพรมแดน/จุดผ่อนปรนทางการค้า และด่านตรวจพืช ตลอดแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ช่วยกันป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้มีโรคใบด่างมันสำปะหลังเล็ดลอดเข้ามาได้ ซึ่งโรคดังกล่าวจะเข้ามาได้มี 2 ลักษณะ คือ ท่อนพันธุ์ซึ่งมีเชื้อโรคใบด่างที่ติดมาจากแหล่งที่พบการระบาด แม้ว่าท่อนพันธุ์จะเป็นสิ่งต้องห้ามในการนำเข้าประเทศอยู่แล้ว แต่เกรงว่าจะมีการลักลอบนำเข้ามา จึงต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด อีกลักษณะคือมาจากแมลงหวี่ขาวที่เป็นพาหะของโรคดังกล่าวนอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังพืชอาศัยอื่นๆ เช่น โหระพา ใบกะเพรามะเขือเปราะ มันฝรั่ง หรือพืชตระกูลถั่ว ซึ่งพืชเหล่านี้แม้ไม่ใช่ที่สะสมของเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคใบด่าง แต่เป็นพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาว จึงต้องตรวจสอบพืชเหล่านี้ด้วยว่ามีแมลงหวี่ขาวที่มาจากแหล่งที่พบการระบาดติดมาหรือไม่ เพราะอาจเป็นตัวพาหะที่นำโรคเข้ามาในประเทศได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าพบท่อนพันธุ์และแมลงหวี่ขาวติดมากับผลผลิตต้องเผาทำลายทันที

มาตรการที่ 2 สำรวจและเฝ้าระวังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดติดเขตชายแดน ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี ซึ่งขณะนี้ได้วางแผนสำรวจพื้นที่เสี่ยง รวม 450,000 ไร่ เพื่อเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ว่ามีลักษณะอาการส่อว่าจะเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ จะได้กำจัดได้ถูกต้องทันท่วงที พร้อมทั้งต้องตรวจสอบทุกแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนนี้ เป็นช่วงที่เกษตรกรต้องการหาท่อนพันธุ์เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูฝนที่จะมาถึง ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มาตรการสุดท้ายคือการทำความเข้าใจกับประเทศคู่ค้าว่าประเทศไทยวันนี้ไม่มีโรคใบด่างมันสำปะหลัง

ทั้งนี้ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในประเทศไทยมีพันธุ์ดีอยู่แล้วมากมายที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากหน่วยงานราชการ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้นำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มาจากแหล่งที่มีการระบาดของโรคใบด่าง หากพบการลักลอบนำเข้าจะมีโทษตาม พ.ร.บ.กักพืช โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ เกษตรกรควรสังเกตหากพบลักษณะมันสำปะหลังที่มีอาการใบด่างผิดปกติ ต้นไม่เจริญเติบโต ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตร หรือศูนย์วิจัยพืชไร่ในพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อลงไปตรวจสอบว่าเกิดจากสาเหตุใด อาจจะเกิดจากขาดธาตุอาหาร ขาดน้ำเพราะภาวะภัยแล้ง หรือถ้าเกิดจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง จะได้รีบดำเนินการหยุดยั้ง เนื่องจากถ้าพิสูจน์ได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมเท่านั้น

“โรคใบด่างมันสำปะหลัง หากเกิดขึ้นแล้วไม่มียาหรือสารเคมีตัวใดที่จะกำจัดได้เลย ฉะนั้นถ้าโรคนี้หลุดลอดเข้ามาในประเทศไทยได้ จะสร้างความเสียหาย 80-100% อย่างแน่นอน เราทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้โรคนี้เข้ามาในประเทศได้ เพราะมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ประสบปัญหาโรคใบด่างจนต้องล่มสลายจากการทำมันสำปะหลังมาแล้ว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำ

 

รายงานพิเศษ : พด.วาง3โครงการ10จังหวัดภาคเหนือ แก้ปัญหาหมอกควันและลดการเผาตอซัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207365

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีทางภาคเหนือของประเทศไทย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากไฟป่าซึ่งเกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือ จากธรรมชาติ และ ฝีมือมนุษย์ โดยไม่ว่าจะวิธีการใดไฟจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ไฟป่าลุกลามและร้ายแรงได้มากถ้ามีเชื้อเพลิงและอากาศเป็นปัจจัยเกื้อหนุน โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปี ตามพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้แก่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน จะมีสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง

ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาและการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ รวมพื้นที่กว่า 1.83 ล้านไร่ และมีตำบลที่มีการเผาในระดับสูงกว่า 200 ตำบล ประกอบกับสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือภาพรวมอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง มีค่าฝุ่นละอองตั้งแต่ 68-101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าสูงสุดอยู่ที่บริเวณจังหวัดลำพูน และไม่ว่าจะเป็นการเผาในพื้นที่การเกษตรหรือการเผาป่านั้น ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้สูญเสียน้ำในดิน เนื้อดินจับตัวกันแน่นและแข็ง อีกทั้งจะทำให้ดินสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกัน เฝ้าระวัง และเตือนภัย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พร้อมให้ข้อมูลการหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ และศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน 113 แห่ง อีกทั้งได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ในการรณรงค์และแนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนืองดการเผาตอซังและเศษวัสดุพืชเหลือใช้ในไร่ ให้หันมาใช้วิธีการไถกลบตอซังพืชแทน ซึ่งวิธีการไถ่กลบตอซังพืชมีผลดี คือ การช่วยปรังปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่ง ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุและเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งมีนโยบายรณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากขึ้น กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์และได้รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนทัศนคติไม่เผาตอซัง ผ่านโครงการ “การรณรงค์งดเผาตอซัง สร้างดินยั่งยืนฟื้นสิ่งแวดล้อม”

โดยกรมได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ ทำการรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรตามโครงการรณรงค์ไถกลบตอซัง เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน ปี 2559 เพื่อให้ทราบถึงผลเสีย ของการเผาตอซัง พร้อมทั้งรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ของการใช้วิธีไถกลบตอซังพืชลงไปในดิน โดยมีการจัดทำแปลงนาสาธิตการไถกลบตอซังพืช ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 เพื่อเป็นตัวอย่างในพื้นที่สำหรับเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร

การดำเนินงานการรณรงค์งดเผาตอซังกรมพัฒนาที่ดินได้วางแผนการดำเนินงาน 2 โครงการ ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ คือ 1. โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังและงดเผาฟางและตอซังเป้าหมายรวม 82 แปลง 1,640 ไร่ ดำเนินการแล้ว 79 แปลง 1,580 ไร่ และ 2.โครงการลดเผาในพื้นที่โล่งเตียน เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ เป้าหมายรวม 5,350 ไร่ ดำเนินการแล้ว 3,150 ไร่

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า การนำวัสดุตอซังที่เหลือจากไร่นามาเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน ผสมผสานการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินในการช่วยเพิ่มคุณภาพของดินเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิธีการไถกลบตอซัง เป็นการนำธาตุอาหารจากตอซังลงสู่ดิน โดยจะเพิ่มธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ให้กับดินบริเวณนั้น และเมื่อนำตอซังทั้งประเทศมาคำนวณเป็นปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

คิดเป็นมูลค่าได้ถึง 1,930 /741 /และ 4,731 ล้านบาท ตามลำดับ รวมเป็นมูลค่า ของปุ๋ยทั้งสิ้น 7,043 ล้านบาท นอกจากนี้การไถกลบตอซังข้าวพร้อมกับใช้น้ำหมักแห้ง 1.6 ตันต่อไร่ จะสามารถเพิ่มอินทรีย์คาร์บอนในดินได้ประมาณ 800 กิโลกรัม-คาร์บอนต่อไร่ ซึ่งถ้าหากดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมให้มีการไถกลบตอซังข้าวเพิ่มมากขึ้น จะช่วยดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในดินได้เป็นจำนวนมาก

ในการพัฒนา ระบบการเกษตรแบบยั่งยืน การไถกลบตอซังเป็นการปฏิบัติอีกวิธีหนึ่ง จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรซึ่ง เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เห็นผลจริง และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้จริง เมื่อคิดมูลค่า เฉลี่ยเกษตรกรจะลดต้นทุนการผลิตในการใช้ปุ๋ยเคมีได้ไร่ละประมาณ 900 บาท และการไถกลบตอซังยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรจะมีส่วนร่วมในการป้องกันและบรรเทาการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อนได้

จากการสำรวจวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พบว่าในแต่ละปีมีปริมาณ มากกว่า 29 ล้านตัน จากปริมาณวัสดุดังกล่าว เมื่อคำนวณเป็นปริมาณ ดังนั้นการนำส่วนของพืช ออกไปจากพื้นที่การเกษตร แต่ละครั้ง จึงเท่ากับเป็นการสูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดินเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้โดยตรง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มะลิลา

รายงานพิเศษ : ใต้ร่มพระบารมี10ปี‘กรมการข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207166

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องมาหลายปี และข้าวไม่เพียงเป็นแค่อาหาร แต่หล่อหลอมด้วยประเพณี วัฒนธรรมอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงห่วงใยเกษตรกรจึงทรงงานด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านข้าวของประเทศมีความเป็นเอกภาพและรูปธรรม กรมการข้าวจึงสถาปนาในยุคที่ 2 เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารทำการกรมการข้าว เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักที่พัฒนางานด้านข้าวของประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรชั้นนำในการวิจัยพัฒนาข้าว เสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิต ให้บริการที่เป็นเลิศ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน”

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมากรมการข้าวให้การดูแลชาวนากว่า 3.7 ล้านครอบครัวซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ และให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านข้าว ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น ชาวนาผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ โรงสีข้าว ผู้ประกอบการธุรกิจแปรรูปข้าวผู้ส่งออกข้าว หน่วยงานภาครัฐ-เอกชนที่เกี่ยวข้องในด้านข้าว รวมถึงองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยดำเนินภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าว พัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลพลอยได้จากข้าว ตลอดจนการวิจัยและพัฒนารูปแบบการบูรณาการด้านการผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ข้าว

สอดคล้องกับแนวนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมการข้าว โดยมีความมุ่งหวังให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการใช้จุดแข็งเพื่อสร้างโอกาส คือ การต่อยอดการปลูกข้าวคุณภาพดี หรือข้าวที่ผ่านมาตรฐานสากล พร้อมทั้งได้รับการช่วยเหลือในจุดอ่อนและป้องกันความเสี่ยงแข่งขันกับตลาดโลก และรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ดังนั้น กรมการข้าวจึงได้ดำเนินการที่สำคัญเพื่อเน้นการลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน อาทิ โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการผลิตข้าวคุณภาพดี โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตโดยส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มบริหารจัดการผลผลิตและตลาด หรือนาแปลงใหญ่ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวด้วยรูปแบบการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งเพื่อใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ (Nich Market) ในกลุ่มข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (ข้าว GI) กลุ่มข้าวโภชนาการสูง กลุ่มข้าวอินทรีย์ และกลุ่มการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP เป็นต้น ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวไทยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นำเครือข่ายชาวนาและผู้ประกอบการร่วมประชาสัมพันธ์และทดสอบตลาดข้าวในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตอกย้ำความเชื่อมั่นคุณภาพข้าวไทย และนำไปสู่การเปิดตลาดข้าวไทยผ่านระบบอีคอมเมิร์ซในที่สุด

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ในโอกาสนี้ กรมการข้าวจึงจัดงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2559โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ รำลึกถึงวันสถาปนากรมการข้าว และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากร

โดยในวันที่ 15 มีนาคม มีการจัดสัมมนานำเสนอผลงานวิจัยกลุ่มเรื่องข้าว เพื่อความร่วมมือเชิงบูรณาการในการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยของกรมการข้าว ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติที่ให้ทุนสนับสนุน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา

ส่วนกิจกรรมวันที่ 16 มีนาคม 2559 ประกอบด้วยพิธีทางศาสนา พิธีแสดงความยินดี พิธีมอบโล่รางวัล “คนดี ศรีข้าว” และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 10 ปี กรมการข้าว” และวันที่ 17 มีนาคม 2559 มีการจัดสัมมนา 1 ทศวรรษ กรมการข้าว ก้าวใหม่การบริหารจัดการสินค้าข้าวไทยแบบครบวงจร ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันได้ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เสวนาเรื่อง “ปัญหาความหอมของข้าวหอมมะลิไทยในตลาดข้าว AEC และแนวทางการแก้ไข” ณ กรมการข้าว เพื่อร่วมวิเคราะห์การผลิตและการตลาด เปิดโอกาสของข้าวหอมมะลิไทยให้มีความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียน สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ปัดฝุ่น‘โขง เลย ชี มูล’แก้ปัญหาน้ำอีสานอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206773

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ภายหลังจากกรมชลประทาน ได้ศึกษาเพิ่มเติมความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนา โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ต่อจากโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่ได้ศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี 2555 ประกอบกับภัยแล้งคุกคามประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายพื้นที่ต้องงดการปลูกพืชฤดูแล้ง “โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วง” จึงถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง มีพื้นที่เหมาะสมในการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่น้อยมาก ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งเป็นประจำซ้ำซาก ทั้งๆที่ปริมาณฝนตกเฉลี่ยแต่ละปีไม่น้อยกว่าภาคอื่นๆ ทำให้พื้นที่การเกษตรในภาคอีสานซึ่งมีมากที่สุดถึง 62.15 ล้านไร่ แต่กลับเป็นภาคที่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7.07 ล้านไร่ จึงไม่แปลกที่ภาคอีสาน จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำค่อนข้างต่ำ กระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้ประชากรโดยเฉลี่ยต่ำกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ยังได้สรุปวิกฤติทรัพยากรน้ำของประเทศไทยว่า หากไม่มีการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะขาดแคลนน้ำ 15,833 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำในภาคอีสานได้หรือ?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการเปิดเผยว่า จากการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง” มีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อย มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ต้องได้รับข้อตกลงและความร่วมมือจากประเทศภาคีลุ่มแม่น้ำโขงก่อน เพราะเป็นแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งตามข้อตกลงนั้นจะสามารถนำน้ำมาใช้ได้ต่อเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความสูงไม่น้อยกว่า 190 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง เป็นการใช้หลักทางวิศวกรรมที่จะนำน้ำที่มากมายมหาศาลจากแม่น้ำโขงเฉลี่ยปีละ 40,000 ล้านลบ.ม. บวกกับสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมในการส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงบริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่านอุโมงค์ผันน้ำ ซึ่งศึกษาไว้ 2 เส้นทางคือ เส้นทางแรกผันน้ำจากเลยไปหนองบัวลำภู โดยใช้อุโมงค์ผันน้ำยาว 54 กิโลเมตร ซึ่งสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานตอนบน และเส้นทางที่ 2 ผันจากเลยมายังพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล โดยใช้อุโมงค์ผันน้ำความยาว 85 กิโลเมตร ซึ่งสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานได้มากกว่าเส้นทางแรก

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล จะสามารถส่งน้ำกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานโดยระบบแรงโน้มถ่วง 20.46 ล้านไร่ และด้วยระบบสูบน้ำอีก 10.18 ล้านไร่ รวมจะทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นกว่า 30.64 ล้านไร่ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ 1.04 เท่าของพื้นที่ชลประทานในปัจจุบัน

งบประมาณทั้งโครงการมหาศาล หากดำเนินการ ณ วันนี้ จะใช้งบประมาณถึง 2.77 ล้านล้านบาท !!

ดังนั้นการดำเนินการทั้งโครงการคงเป็นไปได้ยาก กรมชลประทานจึงแบ่งดำเนินงานเป็นระยะ เท่าที่งบประมาณจะสามารถจัดหาได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่ก็ดีกว่าไม่ดำเนินการใดๆ เลย

สำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการโดยตรงคือ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 30.64 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 1.72 ล้านครัวเรือน หรือ 7.05 ล้านคน ในพื้นที่ 272 อำเภอ 19 จังหวัด ทำให้ภาคเกษตรเพิ่มรายได้เป็นประมาณ 199,000 บาท/ครัวเรือน/ปี จากปัจจุบันที่มีเพียง 67,982 บาท/ครัวเรือน/ปี และส่งผลให้ GRP ของภาคอีสานเพิ่มขึ้นจาก 1.12 ล้านบาทเป็น 1.32 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.83

นอกจากนี้ ยังจะเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะการทำน้ำประปาอย่างพอเพียงตลอดทั้งปี แหล่งน้ำต่างๆ มีน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ที่ยากต่อการส่งน้ำไปถึง เป็นแหล่งน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอาชีพการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในคลองส่งน้ำสายหลักบางสายได้ สามารถพัฒนาภาคอีสานให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่ ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรองรับ AEC

นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ตามมาอีกมากมาย เช่น ช่วยลดการอพยพแรงงานจากภาคการเกษตรไปยังกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นไม่น้อยกว่า 300,000 คน ลดอัตราการว่างงานเหลือร้อยละ 0.4 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในฤดูแล้งร้อยละ 130 ช่วยรักษาคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ลำน้ำให้มีน้ำตลอดทั้งปี

“หากนำมาคิดเป็นมูลค่า เฉพาะแค่เกษตรกรที่มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 131,018 บาท/ครัวเรือน/ปี ก็คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนแล้ว เพราะเมื่อนำมาคิดในภาพรวม เกษตรกรจะรายได้เพิ่มขึ้นรวมกันถึงปีละมากกว่า 225,000 ล้านบาท ประมาณไม่เกิน 12 ปี ก็สามารถคืนทุนได้ แต่ถ้านำมูลค่าด้านอื่นๆ ที่จะตามมากมายอย่างที่กล่าวมา มาคิดคำนวณด้วยแล้ว อาจจะไม่ถึง 5 ปีก็จะสามารถคืนทุนได้อย่างแน่นอน”

สำหรับการศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนา โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงเพิ่มเติมในครั้งนี้กำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559 โดยศึกษาในประเด็นพฤติกรรมและพลศาสตร์ การไหลของน้ำจากปากแม่น้ำเลยผ่านอุโมงค์ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ผลกระทบในแม่น้ำโขงจากการพัฒนาโครงการเต็มศักยภาพ พร้อมพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการระยะแรก ตลอดจนศึกษาในเรื่องความพร้อมรับการพัฒนา งบประมาณ ความคุ้มค่าในการลงทุน รูปแบบการลงทุนหรือร่วมลงทุน แผนการลงทุน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในระยะแรกคือ เส้นทางที่ 2 ผันน้ำจากเลยมายังพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 1.36 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น และยังสามารถเติมน้ำให้กับเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว ฝายหนองหวาย ฝายสารคาม ฝายท่าตูม ฝายร้อยเอ็ด ฝายยโสธร โดยแรงโน้มถ่วง ตลอดจนส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ 6 จังหวัดคือ หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร ได้อย่างพอเพียงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง จะต้องส่งน้ำผ่านอุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 10 เมตร และความยาวกว่า 85 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เงินลงทุนสูง เมื่อสร้างแล้วต้องใช้งานได้จริง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด กรมชลประทานจึงจะลงทุนสร้างอุโมงค์จำลองขึ้นมาให้เหมือนกับของจริง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน ปัญหา และอุปสรรคต่างๆ เมื่อลงทุนจริงจะได้ไม่เกิดปัญหา และสามารถใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมและเต็มศักยภาพ

ปัญหาน้ำเริ่มรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภัยแล้งปีนี้กระทบไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ถูกนำขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง แต่จะเห็นผลเป็นรูปธรรม หรือ ถูกเก็บเข้าลิ้นชักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

คำตอบ อยู่ที่รัฐบาล