รายงานพิเศษ : พด.หนุนเกษตรกร คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดินแก้วิกฤติแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208864

วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ดิน” ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตพืช หากดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ พืชที่ปลูกก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้มาก และที่สำคัญยังสามารถช่วยให้เกษตรกรสามารถพ้นวิกฤติภัยแล้งได้อีกด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน โดยที่ผ่านมากรมได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะวิกฤติภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล โครงการการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/59 ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมการทำ/การใช้ปุ๋ยหมัก กิจกรรมส่งเสริมการทำน้ำหมักชีวภาพ และการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งให้แก่เกษตรกรให้สามารถดำรงชีพได้ และสร้างโอกาสการปรับโครงสร้างการผลิตให้เหมาะสมกับภูมิสังคมและตลาดสินค้าได้

สุรเดช เตียวตระกูล

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน กรมได้วางแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะวิกฤติภัยแล้งในอนาคตไว้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น โดยจะดำเนินการในฤดูแล้งหรือช่วงที่เกิดภัยแล้งขึ้น เป็นการเฝ้าระวัง ติดตามและเตือนภัยล่วงหน้าบริเวณพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ผ่านทางเว็บไซต์กรมและเฝ้าระวังพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากเป็นพิเศษ รวมถึงได้สรุปพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้งหรือเสียหาย เพื่อประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น

ในส่วนของระยะยาว เป็นการเสนอแนะแนวทางการป้องกันและการจัดการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ได้แก่ การส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปกคลุมดินโดยการปลูกพืชคลุมดินหรือพืชปุ๋ยสด การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นา โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานเพื่อให้เกษตรกรใช้เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นการช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินด้วย และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพิ่มอินทรียวัตถุในดินเพื่อเป็นการเพิ่มช่องว่างในดินทำให้ดินสามารถเก็บกักน้ำไว้ได้นานและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้สารเร่ง พด. ต่างๆ เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปได้ เกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งควรให้ความ
ร่วมมือ โดยงดการปลูกข้าวเพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน และหันมาปลูกพืชคลุมดิน หรือพืชปุ๋ยสด ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วแทน ในพื้นที่นาเพื่อช่วยปรับปรุงบำรุงดิน โดยเฉพาะปอเทือง เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อีกทั้งยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ขายเป็นการสร้างรายได้เสริมทดแทนการทำนา รวมทั้งยังมีประโยชน์ คือ ได้ปรับปรุงบำรุงดินของเกษตรกรไปในคราวเดียวกัน เนื่องจากที่รากปอเทืองมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศสร้างเป็นสารประกอบที่พืชนำไปใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อไถกลบลงดินจะปลดปล่อยไนโตรเจนให้กับดินช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน เมื่อดินดีเกษตรกรจึงสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ เป็นการลดต้นทุนการผลิตพืชในฤดูต่อๆ ไปได้” นายสุรเดชกล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ต่อยอดงานวิจัยสร้างโมเดลใหม่ สู่คลัสเตอร์‘หอมแดง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208201

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“หอมกระเทียมศรีสะเกษ มีชื่อเสียง ทุกครัวเรือนในพื้นที่ควรได้บริโภคหอมแดงและกระเทียมศรีสะเกษเองไม่ใช่ทานหอมกระเทียมแพนด้า” พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 ณ แปลงนาในหมู่บ้านส้มป่อย ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

จากพระราชดำรัสดังกล่าว นำมาสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่จะผลักดันให้หอมแดงและกระเทียมศรีสะเกษ มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าจากปี 2558 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 (สวพ.4)ดำเนินการศึกษาวิจัยโรคหอมแดง จนได้เทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพถ่ายทอดสู่เกษตรกรต้นแบบ 2 ตำบล คือ ตำบลหนองหมีและตำบลสร้างปี่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตหอมแดงให้มีคุณภาพ ปลอดโรคผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้ด้วยระบบ QR Code สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

มาปีนี้ สวพ.4 ได้ขยายการดำเนินงานโดยร่วมมือกับสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ในการขับเคลื่อนพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงและกระเทียม ภายใต้แนวคิด “จากผลงานวิจัย สู่อาหารปลอดภัย ก้าวไกลสู่ตลาดสากล” โดยเป็นต่อยอดผลงานวิจัยเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงปลอดภัยจาก 2 ตำบลนำร่อง เพิ่มขึ้นอีก 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลส้มป่อย ยางชุมน้อย บุสูง ทามและฟ้าห่วน โดยขณะนี้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นคลัสเตอร์หอมแดง ขับเคลื่อนผ่านสภาเกษตรกร เป็นการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งสร้างอำนาจในการต่อรองและสามารถกำหนดราคาที่ต้นทางได้ ก่อให้เกิดความยั่งยืนตามมา อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าว่าจะสามารถขยายเครือข่ายเกษตรกรให้ผลิตหอมแดงคุณภาพได้ครอบคลุมทั้งจังหวัดศรีสะเกษภายใน 1-2 ปีต่อจากนี้ พร้อมกันนั้นจะนำเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพมาเป็นโมเดลในการขยายผลสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญของศรีสะเกษ โดยเฉพาะกระเทียม รวมไปถึงทุเรียน พริกและพืชชนิดอื่นๆ ต่อไป เพื่อให้เกิดความยั่งยืนตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ด้าน นางสาวพิชามญชุ์ แซ่จึง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า หอมแดงและกระเทียมเป็นอัตลักษณ์ของชาวศรีสะเกษ ซึ่งศรีสะเกษเป็นแหล่งปลูกหอมแดงมากที่สุดในประเทศไทย คือมีพื้นที่ปลูกใน 11 อำเภอ รวม 50,000 ไร่ ส่วนกระเทียมก็มีความโดดเด่นลักษณะที่แตกต่างจากแหล่งผลิตอื่นจนได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ แต่ปี 2557 สินค้าทั้ง 2 ชนิดเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ พอมาปี’58 หอมแดงก็มีโรคหอมเลื้อยระบาด ทำให้ผลผลิตตกต่ำไม่มีคุณภาพ เกษตรกรจำนวนไม่น้อยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกหอมแดง ลดลงเหลือ 29,000 ไร่ครั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯพื้นที่ตำบลส้มป่อย มีพระราชดำรัสว่า คนในพื้นที่ควรได้บริโภคหอมแดงและกระเทียมของศรีสะเกษเองไม่ใช่ทานกระเทียมแพนด้า นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของชาวศรีสะเกษ

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรมีเครือข่ายเกษตรกรอยู่ทุกหมู่บ้านทุกตำบลอยู่แล้ว จึงได้ประสานขอความร่วมมือจาก สวพ. 4 กรมวิชาการเกษตรให้ช่วยดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชคุณภาพ ทั้งหอมแดง กระเทียม รวมถึงไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ พืชผัก เพื่อให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งผลิตหอมแดง กระเทียม และพืชเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้เกษตรกรในพื้นที่สืบไป

ขณะที่ นายบนนภา สีหะวงษ์ ผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียม ต.ยางชุมน้อย กล่าวว่า เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่เข้ามาถ่ายทอด ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชโดยคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพและได้มาตรฐานตามที่กำหนดมากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อมีตัวกลางอย่างสภาเกษตรกรจังหวัดเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนด้านการตลาด เพราะเครือข่ายเกษตรกรในแต่ละพื้นที่จะมีการประชุมหารือเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตแต่ละชนิดโดยเน้นการตลาดนำการผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

 

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรแนะ‘ปุ๋ยชีวภาพ PGPR’ ช่วยลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208022

วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การลดต้นทุนการผลิตสำหรับเกษตรกรต่างได้รับการช่วยเหลือด้านวิชาการจากหน่วยงานของรัฐบาลหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้ปัจจัยการผลิต การเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรือ การเพิ่มผลผลิตโดยกลวิธีต่างๆ

กรมวิชาการเกษตร หนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตทุกรูปแบบ ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ช่วยพี่น้องเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ (PGPR – Plant Growth Promoting Rhizocacteria)) มีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจนสำหรับพืช ประกอบด้วยแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจน ละลายธาตุอาหารพืชและสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และการที่แบคทีเรียมีบทบาทได้หลายอย่าง จึงทำให้แบคทีเรียสามารถช่วยให้ธาตุอาหารสำหรับส่งเสริมการเจริญเติบโตให้กับพืชได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น พันธุ์พืช และการจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่รอดของจุลินทรีย์

ภัชญภณ หมื่นแจ้ง

นายภัชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปุ๋ยชีวภาพ PGPR เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติที่ดีต่อพืชใน 3 ประการ 1.เป็นปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) 2.เป็นผู้สร้างฮอร์โมนให้พืช (Phytostimulator) และ 3.เป็นผู้ควบคุมศัตรูพืช (Biopesticilde) จากการวิจัย PGPR มีความสามารถในการละลายฟอสเฟตที่ตกค้างอยู่ในดิน อีกทั้งสามารถตรึงไนโตรเจนได้ประมาณ 1-4 กิโลกรัมต่อไร่ โดย PGPR สามารถตรึงไนโตรเจนได้ดีกว่าพืชตระกูลถั่ว 1,000 เท่า และยังสามารถผลิตฮอร์โมนกลุ่ม ออกซิน (Auxin) จิบเบอเรลลิน (Gibbere llin) และไซโตไคนิน(Cytokinin)ได้ ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นกลุ่มของฮอร์โมนพืชที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะรากพืชที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีผลงานวิจัย 42 ผลงานออกมายืนยันว่า PGPR นี้สามารถใช้ได้ผลในพืช 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพด อ้อยและมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่เกษตรกรจะทราบได้ว่าดินในพื้นที่มีความสมบูรณ์ หรือ มีธาตุอาหารชนิดใดอยู่บ้าง จะต้องมีการวิเคราะห์ดิน ซึ่งจะทำให้ได้ผลคาดการณ์ที่แน่นอนในการเลือกปลูกพืช หรือ การใส่ธาตุอาหารให้พืชที่เกษตรกรต้องการปลูก โดยธาตุอาหารในดินที่พืชต้องการมีทั้งสิ้น 13 ชนิด แต่พืชต้องการธาตุอาหาร 16 ชนิด ส่วนแร่ธาตุอีก 3 ชนิดนั้น คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน เป็นแร่ธาตุที่พืชสามารถดูดซึมได้ในน้ำในอากาศ เกษตรกรจึงจำเป็นที่จะต้องดูในกลุ่มของ N P K เป็นหลักว่ามีความสมดุลกันมากเพียงใด ซึ่งการวิเคราะห์ดินจึงมีความสำคัญกับการปลูกพืช เนื่องจากหากพบว่า ขาดธาตุอาหารชนิดใดจะต้องมีการเติมธาตุชนิดนั้นเข้าไป การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินก็เพื่อที่จะเติมในส่วนที่ขาด

นายภัชญภณกล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ผลิต PGPR ออกมา 3 ชนิดคือ PGPR1 / PGPR2 /และ PGPR3 โดย PGPR1 ใช้สำหรับข้าวโพด / PGPR2 ใช้สำหรับข้าว / และ PGPR3 ใช้สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรสามารถผลิต PGPR ทั้งหมดได้เพียง 5 ตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร นอกจากนี้ PGPR ได้มีการทดสอบในนาข้าว 5 จังหวัด คือ เชียงราย ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี ชัยนาท และกาญจนบุรี ที่กำลังทดสอบอยู่ในพื้นที่นาปรังทั้งหมด พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมมีความพึ่งพอใจ เนื่องจากข้าวมีการเจริญเติบโตที่ดี มีรากที่แข็งแรง อีกทั้งข้าวทนต่อสภาพแล้งได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ PGPR เนื่องจากรากที่มากกว่าสามารถหาน้ำและแร่ธาตุได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยชีวภาพ PGPR1จะช่วยเพิ่มปริมาณรากประมาณร้อยละ 15 ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีประมาณร้อยละ 10 และช่วยเพิ่มผลผลิตพืชประมาณร้อยละ 5–10 เป็นต้น

เห็นได้ว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR เป็นอีกทางเลือกหนึ่งโดยเฉพาะกับการเกษตรปัจจุบันที่เน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง PGPR ต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยที่มีแร่ธาตุ 3 ชนิด แต่สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชโดยเฉพาะในกลุ่มของเชื้อราที่มีภาวะดื้อยาสูงขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้การใช้ PGPR ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มประเทศ EU หรือ สหรัฐอเมริกา ได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นการค้าในรูปของ Bioinoculant หรือ จุลินทรีย์ชีวภาพ แล้ว เช่น กลุ่ม Rhizobium, Pseudomonas, Bacillus, Streptomyces เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ในสภาพจริงยังมีความจําเป็นต้องมีการศึกษาศักยภาพและประสิทธิภาพในพื้นที่แต่ละพื้นที่กับพืชแต่ละชนิดด้วย ซึ่งจากการวิจัยหลายๆ แห่ง พบว่า ประสิทธิภาพของแบคทีเรียชนิดเดียวกันจะต่างกันไปตามสภาพสิ่งแวดล้อมของดิน

สำหรับการใช้ ปุ๋ยชีวภาพ PGPR ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจกับการเกษตรของประเทศไทย ที่เริ่มมองถึงการลดต้นทุนการผลิต และการเกษตรแบบปลอดสาร เกษตรกรที่สนใจปุ๋ยชีวภาพ PGPR ติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกรมวิชาการเกษตรโทรศัพท์ 0-2579-0056 หรือ 0-2579 -7522-3

รายงานพิเศษ : สวพ.8สงขลาขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนา สร้างความอยู่ดีกินดีเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207914

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อน 6 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมหรือโซนนิ่ง ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และธนาคารสินค้าเกษตร โดยกรมวิชาการเกษตร ได้รับภารกิจสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เช่น การถ่ายทอดผลการวิจัยเพื่อไปช่วยแก้ปัญหาการผลิตพืชแก่เกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง หรือประสบปัญหาในการผลิตพืชอื่นๆ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการส่งออก รวมทั้งการเร่งรัดการกำกับคุมคุมการจำหน่ายปัจจัยการผลิตให้เป็นไปตามกฎหมายและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร เป็นต้น ซึ่งในส่วนของภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัดนั้น มีสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ

อนันต์ อักษรศรี 

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา รับผิดชอบการวิจัยและพัฒนาผลิตพืชในภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัด คือ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเป็นแบบร้อนชื้น ปริมาณน้ำฝนประมาณ 2,200 มิลลิเมตรต่อปี วันฝนตกเฉลี่ย 160 วัน ลักษณะภูมิประเทศที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน มีเนื้อที่ทั้งหมด 18.22 ล้านไร่ ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ร้อยละ 51 หรือ 9.36 ล้านไร่ จำแนกเป็นพื้นที่ยางไม้ผลไม้ยืนต้นร้อยละ 86.5 นาข้าวร้อยละ 9 มีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น 462,955 ครัวเรือน ขนาดฟาร์มเฉลี่ย 20.6 ไร่ ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม พืชเศรษฐกิจที่สำคัญในพื้นที่ คือ ยางพารา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด รองลงมาจะเป็น ข้าว ร้อยละ 7 ปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 5 และ ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ มะพร้าว และสับปะรด รวมกันร้อยละ 13 ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งหมด พืชที่มีมูลค่าสูงที่สุด คือ ยางพารา มีมูลค่า 110,911.9 ล้านบาท รองลงมาคือ ข้าว และปาล์มน้ำมัน 4,070.1 และ 2,545.2 ล้านบาท ส่วนพืชอื่นๆ จะมีมูลค่าไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ได้แก่ ลองกอง ทุเรียน มังคุด มะพร้าว สับปะรด และเงาะ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 863.6, 767.0, 498.5, 457.4, 290.1 และ 253.2 ล้านบาท ตามลำดับ

“ภาคใต้ตอนล่างมีจุดแข็ง คือ เป็นเขตพื้นที่ยางพาราที่สำคัญของประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชแบบผสมผสานหลายชนิด มีพืชท้องถิ่น และพืชพื้นเมืองที่มีศักยภาพหลายชนิด ลักษณะภูมิอากาศมีฝนกระจายตัวเกือบตลอดปี แต่มีจุดอ่อน คือการปลูกยางพาราที่มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 75 ของพื้นที่นั้นทำให้มีความเสี่ยงเมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ การผลิตไม้ผลส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ในพื้นที่มีปัญหาด้านการก่อเหตุความไม่สงบทำให้มีผลกระทบต่อการผลิตพืชที่ไม่สามารถขยายผลเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่ และพ่อค้าไม่สามารถไปซื้อสินค้าได้ในบางพื้นที่ ด้านโอกาส คือพื้นที่อยู่ติดชายแดนประเทศมาเลย์เชียได้ส่งผลดีด้านการท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศประเทศเพื่อนบ้าน” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการวิจัยและพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา ได้วางแนวทางวิจัยและพัฒนาไว้ 10 แนวทาง ประกอบด้วย ด้านการวิจัยและพัฒนา เน้นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยประเด็นงานวิจัยที่สำคัญ เช่น 1)การวิจัยระบบการผลิตพืชเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ชาวนาและชาวสวนไม้ผล 2)การวิจัยการผลิตพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทางการค้าส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 3)การวิจัยการผลิตพืชท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่า 4)การวิจัยการผลิตพืชผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืนในการผลิตพืชและสร้างความพอเพียงในการเป็นอยู่ 5)การวิจัยชุมชนต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี 6)การวิจัยด้านอื่นๆ เช่น การวิจัยเพื่อพัฒนาการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนและทดแทนแรงงาน เป็นต้น

ด้านการผลิตและบริการพันธุ์พืช เพื่อผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์และพืชพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตรสู่เกษตรกรโดยเน้นการผลิตพันธุ์พืชที่ขาดแคลนในพื้นที่และเป็นการผลิตพันธุ์ที่ได้มาตรฐานตรงตามพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ด้านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชให้ได้มาตรฐานสากล ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เน้นการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP และมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์

ด้านการบริการตรวจสอบวิเคราะห์ปัจจัยการผลิต เช่น การตรวจสอบวิเคราะห์ ดิน น้ำ ปุ๋ย พืช และวัตถุอันตราย ด้านการ
เร่งรัดการกำกับดูแลตามกฎหมายที่รับผิดชอบเช่น พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ร.บ.พันธุ์พืช เพื่อให้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน ด้านการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริ เพื่อทำการศึกษา และนำผลงานวิจัยต่างๆ ไปสาธิต ถ่ายทอดแก่เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ ตามโครงการพระราชดำริต่างๆ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ด้านโครงการส่งเสริมอาชีพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพการปลูกพืช แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ ด้านการพัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรประจำจังหวัด (ศวพ.) เพื่อให้เป็นศูนย์ที่ผลิตผลงานวิจัยและพัฒนาแก้ปัญหาและสนองความต้องการของพื้นที่ เน้นการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ การให้บริการทางวิชาการ การแก้ปัญหาการผลิตพืช ด้านการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกษตรกรได้นำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม และด้านการขับเคลื่อนงานเร่งด่วนตามนโนบายรัฐบาล เพื่อผลักดันงานสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เช่น มาตรการ การลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา จึงถือว่าเป็นองค์กรสำคัญของกรมวิชาการเกษตร ที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ ช่วยแก้ปัญหาการผลิตพืชในพื้นที่ ให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ดีกินดี พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : คุมเข้มด่านชายแดนกัมพูชา เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้เข้าประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207505

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โดยมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ หากโรคนี้เกิดการแพร่ระบาดจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังแทบจะสิ้นเชิง แม้ว่าประเทศไทยยังไม่พบโรคนี้มาก่อน แต่ขณะนี้มีการแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามายังอาณาเขตและทำลายผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่อุบัติขึ้นที่ประเทศแอฟริกา และแพร่ระบาดต่อไปยังประเทศอินเดียและศรีลังกา ซึ่งแต่ละประเทศที่เกิดโรคดังกล่าว ได้สร้างความเสียหายต่อมันสำปะหลังอย่างสิ้นเชิงชนิดที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังต้องล้มละลายมาแล้ว เนื่องจากมันสำปะหลังที่เป็นโรคจะมีอาการใบด่าง เหลือง ลำต้นแคระแกร็น ผลผลิตเสียหาย 80-100% ที่สำคัญคือยังไม่มียาหรือสารเคมีชนิดใดที่จะป้องกันกำจัดได้

ล่าสุดพบการระบาดใน จ.รัตนะคีรี ประเทศกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงเตรียมมาตรการเข้มงวดป้องกันไม่ให้โรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามายังประเทศไทยได้เด็ดขาด เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 20,000 กว่าล้านบาท หากปล่อยให้โรคนี้เกิดขึ้นไม่เพียงเฉพาะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังซึ่งกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรเท่านั้น ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมา ที่สำคัญสุดคือกระทบความเชื่อมั่นในเวทีการค้าโลกด้วย

สำหรับมาตรการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังนั้น แบ่งเป็นมาตรการที่ 1 เฝ้าระวังตามเขตแนวชายแดน โดยได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามด่านพรมแดน/จุดผ่อนปรนทางการค้า และด่านตรวจพืช ตลอดแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ช่วยกันป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้มีโรคใบด่างมันสำปะหลังเล็ดลอดเข้ามาได้ ซึ่งโรคดังกล่าวจะเข้ามาได้มี 2 ลักษณะ คือ ท่อนพันธุ์ซึ่งมีเชื้อโรคใบด่างที่ติดมาจากแหล่งที่พบการระบาด แม้ว่าท่อนพันธุ์จะเป็นสิ่งต้องห้ามในการนำเข้าประเทศอยู่แล้ว แต่เกรงว่าจะมีการลักลอบนำเข้ามา จึงต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด อีกลักษณะคือมาจากแมลงหวี่ขาวที่เป็นพาหะของโรคดังกล่าวนอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังพืชอาศัยอื่นๆ เช่น โหระพา ใบกะเพรามะเขือเปราะ มันฝรั่ง หรือพืชตระกูลถั่ว ซึ่งพืชเหล่านี้แม้ไม่ใช่ที่สะสมของเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคใบด่าง แต่เป็นพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาว จึงต้องตรวจสอบพืชเหล่านี้ด้วยว่ามีแมลงหวี่ขาวที่มาจากแหล่งที่พบการระบาดติดมาหรือไม่ เพราะอาจเป็นตัวพาหะที่นำโรคเข้ามาในประเทศได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าพบท่อนพันธุ์และแมลงหวี่ขาวติดมากับผลผลิตต้องเผาทำลายทันที

มาตรการที่ 2 สำรวจและเฝ้าระวังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดติดเขตชายแดน ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี ซึ่งขณะนี้ได้วางแผนสำรวจพื้นที่เสี่ยง รวม 450,000 ไร่ เพื่อเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ว่ามีลักษณะอาการส่อว่าจะเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ จะได้กำจัดได้ถูกต้องทันท่วงที พร้อมทั้งต้องตรวจสอบทุกแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนนี้ เป็นช่วงที่เกษตรกรต้องการหาท่อนพันธุ์เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูฝนที่จะมาถึง ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มาตรการสุดท้ายคือการทำความเข้าใจกับประเทศคู่ค้าว่าประเทศไทยวันนี้ไม่มีโรคใบด่างมันสำปะหลัง

ทั้งนี้ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในประเทศไทยมีพันธุ์ดีอยู่แล้วมากมายที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากหน่วยงานราชการ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้นำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มาจากแหล่งที่มีการระบาดของโรคใบด่าง หากพบการลักลอบนำเข้าจะมีโทษตาม พ.ร.บ.กักพืช โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ เกษตรกรควรสังเกตหากพบลักษณะมันสำปะหลังที่มีอาการใบด่างผิดปกติ ต้นไม่เจริญเติบโต ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตร หรือศูนย์วิจัยพืชไร่ในพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อลงไปตรวจสอบว่าเกิดจากสาเหตุใด อาจจะเกิดจากขาดธาตุอาหาร ขาดน้ำเพราะภาวะภัยแล้ง หรือถ้าเกิดจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง จะได้รีบดำเนินการหยุดยั้ง เนื่องจากถ้าพิสูจน์ได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมเท่านั้น

“โรคใบด่างมันสำปะหลัง หากเกิดขึ้นแล้วไม่มียาหรือสารเคมีตัวใดที่จะกำจัดได้เลย ฉะนั้นถ้าโรคนี้หลุดลอดเข้ามาในประเทศไทยได้ จะสร้างความเสียหาย 80-100% อย่างแน่นอน เราทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้โรคนี้เข้ามาในประเทศได้ เพราะมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ประสบปัญหาโรคใบด่างจนต้องล่มสลายจากการทำมันสำปะหลังมาแล้ว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำ

 

รายงานพิเศษ : พด.วาง3โครงการ10จังหวัดภาคเหนือ แก้ปัญหาหมอกควันและลดการเผาตอซัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207365

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีทางภาคเหนือของประเทศไทย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากไฟป่าซึ่งเกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือ จากธรรมชาติ และ ฝีมือมนุษย์ โดยไม่ว่าจะวิธีการใดไฟจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ไฟป่าลุกลามและร้ายแรงได้มากถ้ามีเชื้อเพลิงและอากาศเป็นปัจจัยเกื้อหนุน โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปี ตามพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้แก่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน จะมีสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง

ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาและการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ รวมพื้นที่กว่า 1.83 ล้านไร่ และมีตำบลที่มีการเผาในระดับสูงกว่า 200 ตำบล ประกอบกับสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือภาพรวมอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง มีค่าฝุ่นละอองตั้งแต่ 68-101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าสูงสุดอยู่ที่บริเวณจังหวัดลำพูน และไม่ว่าจะเป็นการเผาในพื้นที่การเกษตรหรือการเผาป่านั้น ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้สูญเสียน้ำในดิน เนื้อดินจับตัวกันแน่นและแข็ง อีกทั้งจะทำให้ดินสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกัน เฝ้าระวัง และเตือนภัย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พร้อมให้ข้อมูลการหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ และศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน 113 แห่ง อีกทั้งได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ในการรณรงค์และแนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนืองดการเผาตอซังและเศษวัสดุพืชเหลือใช้ในไร่ ให้หันมาใช้วิธีการไถกลบตอซังพืชแทน ซึ่งวิธีการไถ่กลบตอซังพืชมีผลดี คือ การช่วยปรังปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่ง ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุและเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งมีนโยบายรณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากขึ้น กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์และได้รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนทัศนคติไม่เผาตอซัง ผ่านโครงการ “การรณรงค์งดเผาตอซัง สร้างดินยั่งยืนฟื้นสิ่งแวดล้อม”

โดยกรมได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ ทำการรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรตามโครงการรณรงค์ไถกลบตอซัง เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน ปี 2559 เพื่อให้ทราบถึงผลเสีย ของการเผาตอซัง พร้อมทั้งรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ของการใช้วิธีไถกลบตอซังพืชลงไปในดิน โดยมีการจัดทำแปลงนาสาธิตการไถกลบตอซังพืช ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 เพื่อเป็นตัวอย่างในพื้นที่สำหรับเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร

การดำเนินงานการรณรงค์งดเผาตอซังกรมพัฒนาที่ดินได้วางแผนการดำเนินงาน 2 โครงการ ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ คือ 1. โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังและงดเผาฟางและตอซังเป้าหมายรวม 82 แปลง 1,640 ไร่ ดำเนินการแล้ว 79 แปลง 1,580 ไร่ และ 2.โครงการลดเผาในพื้นที่โล่งเตียน เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ เป้าหมายรวม 5,350 ไร่ ดำเนินการแล้ว 3,150 ไร่

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า การนำวัสดุตอซังที่เหลือจากไร่นามาเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน ผสมผสานการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินในการช่วยเพิ่มคุณภาพของดินเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิธีการไถกลบตอซัง เป็นการนำธาตุอาหารจากตอซังลงสู่ดิน โดยจะเพิ่มธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ให้กับดินบริเวณนั้น และเมื่อนำตอซังทั้งประเทศมาคำนวณเป็นปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

คิดเป็นมูลค่าได้ถึง 1,930 /741 /และ 4,731 ล้านบาท ตามลำดับ รวมเป็นมูลค่า ของปุ๋ยทั้งสิ้น 7,043 ล้านบาท นอกจากนี้การไถกลบตอซังข้าวพร้อมกับใช้น้ำหมักแห้ง 1.6 ตันต่อไร่ จะสามารถเพิ่มอินทรีย์คาร์บอนในดินได้ประมาณ 800 กิโลกรัม-คาร์บอนต่อไร่ ซึ่งถ้าหากดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมให้มีการไถกลบตอซังข้าวเพิ่มมากขึ้น จะช่วยดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในดินได้เป็นจำนวนมาก

ในการพัฒนา ระบบการเกษตรแบบยั่งยืน การไถกลบตอซังเป็นการปฏิบัติอีกวิธีหนึ่ง จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรซึ่ง เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เห็นผลจริง และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้จริง เมื่อคิดมูลค่า เฉลี่ยเกษตรกรจะลดต้นทุนการผลิตในการใช้ปุ๋ยเคมีได้ไร่ละประมาณ 900 บาท และการไถกลบตอซังยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรจะมีส่วนร่วมในการป้องกันและบรรเทาการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อนได้

จากการสำรวจวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พบว่าในแต่ละปีมีปริมาณ มากกว่า 29 ล้านตัน จากปริมาณวัสดุดังกล่าว เมื่อคำนวณเป็นปริมาณ ดังนั้นการนำส่วนของพืช ออกไปจากพื้นที่การเกษตร แต่ละครั้ง จึงเท่ากับเป็นการสูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดินเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้โดยตรง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มะลิลา

รายงานพิเศษ : ใต้ร่มพระบารมี10ปี‘กรมการข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207166

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องมาหลายปี และข้าวไม่เพียงเป็นแค่อาหาร แต่หล่อหลอมด้วยประเพณี วัฒนธรรมอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงห่วงใยเกษตรกรจึงทรงงานด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านข้าวของประเทศมีความเป็นเอกภาพและรูปธรรม กรมการข้าวจึงสถาปนาในยุคที่ 2 เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารทำการกรมการข้าว เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักที่พัฒนางานด้านข้าวของประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรชั้นนำในการวิจัยพัฒนาข้าว เสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิต ให้บริการที่เป็นเลิศ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน”

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมากรมการข้าวให้การดูแลชาวนากว่า 3.7 ล้านครอบครัวซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ และให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านข้าว ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น ชาวนาผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ โรงสีข้าว ผู้ประกอบการธุรกิจแปรรูปข้าวผู้ส่งออกข้าว หน่วยงานภาครัฐ-เอกชนที่เกี่ยวข้องในด้านข้าว รวมถึงองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยดำเนินภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าว พัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลพลอยได้จากข้าว ตลอดจนการวิจัยและพัฒนารูปแบบการบูรณาการด้านการผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ข้าว

สอดคล้องกับแนวนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมการข้าว โดยมีความมุ่งหวังให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการใช้จุดแข็งเพื่อสร้างโอกาส คือ การต่อยอดการปลูกข้าวคุณภาพดี หรือข้าวที่ผ่านมาตรฐานสากล พร้อมทั้งได้รับการช่วยเหลือในจุดอ่อนและป้องกันความเสี่ยงแข่งขันกับตลาดโลก และรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ดังนั้น กรมการข้าวจึงได้ดำเนินการที่สำคัญเพื่อเน้นการลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน อาทิ โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการผลิตข้าวคุณภาพดี โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตโดยส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มบริหารจัดการผลผลิตและตลาด หรือนาแปลงใหญ่ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวด้วยรูปแบบการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งเพื่อใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ (Nich Market) ในกลุ่มข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (ข้าว GI) กลุ่มข้าวโภชนาการสูง กลุ่มข้าวอินทรีย์ และกลุ่มการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP เป็นต้น ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวไทยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นำเครือข่ายชาวนาและผู้ประกอบการร่วมประชาสัมพันธ์และทดสอบตลาดข้าวในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตอกย้ำความเชื่อมั่นคุณภาพข้าวไทย และนำไปสู่การเปิดตลาดข้าวไทยผ่านระบบอีคอมเมิร์ซในที่สุด

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ในโอกาสนี้ กรมการข้าวจึงจัดงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2559โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ รำลึกถึงวันสถาปนากรมการข้าว และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากร

โดยในวันที่ 15 มีนาคม มีการจัดสัมมนานำเสนอผลงานวิจัยกลุ่มเรื่องข้าว เพื่อความร่วมมือเชิงบูรณาการในการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยของกรมการข้าว ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติที่ให้ทุนสนับสนุน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา

ส่วนกิจกรรมวันที่ 16 มีนาคม 2559 ประกอบด้วยพิธีทางศาสนา พิธีแสดงความยินดี พิธีมอบโล่รางวัล “คนดี ศรีข้าว” และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 10 ปี กรมการข้าว” และวันที่ 17 มีนาคม 2559 มีการจัดสัมมนา 1 ทศวรรษ กรมการข้าว ก้าวใหม่การบริหารจัดการสินค้าข้าวไทยแบบครบวงจร ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันได้ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เสวนาเรื่อง “ปัญหาความหอมของข้าวหอมมะลิไทยในตลาดข้าว AEC และแนวทางการแก้ไข” ณ กรมการข้าว เพื่อร่วมวิเคราะห์การผลิตและการตลาด เปิดโอกาสของข้าวหอมมะลิไทยให้มีความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียน สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ปัดฝุ่น‘โขง เลย ชี มูล’แก้ปัญหาน้ำอีสานอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206773

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ภายหลังจากกรมชลประทาน ได้ศึกษาเพิ่มเติมความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนา โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ต่อจากโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่ได้ศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี 2555 ประกอบกับภัยแล้งคุกคามประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายพื้นที่ต้องงดการปลูกพืชฤดูแล้ง “โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วง” จึงถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง มีพื้นที่เหมาะสมในการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่น้อยมาก ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งเป็นประจำซ้ำซาก ทั้งๆที่ปริมาณฝนตกเฉลี่ยแต่ละปีไม่น้อยกว่าภาคอื่นๆ ทำให้พื้นที่การเกษตรในภาคอีสานซึ่งมีมากที่สุดถึง 62.15 ล้านไร่ แต่กลับเป็นภาคที่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7.07 ล้านไร่ จึงไม่แปลกที่ภาคอีสาน จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำค่อนข้างต่ำ กระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้ประชากรโดยเฉลี่ยต่ำกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ยังได้สรุปวิกฤติทรัพยากรน้ำของประเทศไทยว่า หากไม่มีการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะขาดแคลนน้ำ 15,833 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำในภาคอีสานได้หรือ?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการเปิดเผยว่า จากการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง” มีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อย มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ต้องได้รับข้อตกลงและความร่วมมือจากประเทศภาคีลุ่มแม่น้ำโขงก่อน เพราะเป็นแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งตามข้อตกลงนั้นจะสามารถนำน้ำมาใช้ได้ต่อเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความสูงไม่น้อยกว่า 190 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง เป็นการใช้หลักทางวิศวกรรมที่จะนำน้ำที่มากมายมหาศาลจากแม่น้ำโขงเฉลี่ยปีละ 40,000 ล้านลบ.ม. บวกกับสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมในการส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงบริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่านอุโมงค์ผันน้ำ ซึ่งศึกษาไว้ 2 เส้นทางคือ เส้นทางแรกผันน้ำจากเลยไปหนองบัวลำภู โดยใช้อุโมงค์ผันน้ำยาว 54 กิโลเมตร ซึ่งสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานตอนบน และเส้นทางที่ 2 ผันจากเลยมายังพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล โดยใช้อุโมงค์ผันน้ำความยาว 85 กิโลเมตร ซึ่งสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานได้มากกว่าเส้นทางแรก

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล จะสามารถส่งน้ำกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานโดยระบบแรงโน้มถ่วง 20.46 ล้านไร่ และด้วยระบบสูบน้ำอีก 10.18 ล้านไร่ รวมจะทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นกว่า 30.64 ล้านไร่ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ 1.04 เท่าของพื้นที่ชลประทานในปัจจุบัน

งบประมาณทั้งโครงการมหาศาล หากดำเนินการ ณ วันนี้ จะใช้งบประมาณถึง 2.77 ล้านล้านบาท !!

ดังนั้นการดำเนินการทั้งโครงการคงเป็นไปได้ยาก กรมชลประทานจึงแบ่งดำเนินงานเป็นระยะ เท่าที่งบประมาณจะสามารถจัดหาได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่ก็ดีกว่าไม่ดำเนินการใดๆ เลย

สำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการโดยตรงคือ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 30.64 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 1.72 ล้านครัวเรือน หรือ 7.05 ล้านคน ในพื้นที่ 272 อำเภอ 19 จังหวัด ทำให้ภาคเกษตรเพิ่มรายได้เป็นประมาณ 199,000 บาท/ครัวเรือน/ปี จากปัจจุบันที่มีเพียง 67,982 บาท/ครัวเรือน/ปี และส่งผลให้ GRP ของภาคอีสานเพิ่มขึ้นจาก 1.12 ล้านบาทเป็น 1.32 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.83

นอกจากนี้ ยังจะเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะการทำน้ำประปาอย่างพอเพียงตลอดทั้งปี แหล่งน้ำต่างๆ มีน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ที่ยากต่อการส่งน้ำไปถึง เป็นแหล่งน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอาชีพการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในคลองส่งน้ำสายหลักบางสายได้ สามารถพัฒนาภาคอีสานให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่ ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรองรับ AEC

นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ตามมาอีกมากมาย เช่น ช่วยลดการอพยพแรงงานจากภาคการเกษตรไปยังกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นไม่น้อยกว่า 300,000 คน ลดอัตราการว่างงานเหลือร้อยละ 0.4 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในฤดูแล้งร้อยละ 130 ช่วยรักษาคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ลำน้ำให้มีน้ำตลอดทั้งปี

“หากนำมาคิดเป็นมูลค่า เฉพาะแค่เกษตรกรที่มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 131,018 บาท/ครัวเรือน/ปี ก็คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนแล้ว เพราะเมื่อนำมาคิดในภาพรวม เกษตรกรจะรายได้เพิ่มขึ้นรวมกันถึงปีละมากกว่า 225,000 ล้านบาท ประมาณไม่เกิน 12 ปี ก็สามารถคืนทุนได้ แต่ถ้านำมูลค่าด้านอื่นๆ ที่จะตามมากมายอย่างที่กล่าวมา มาคิดคำนวณด้วยแล้ว อาจจะไม่ถึง 5 ปีก็จะสามารถคืนทุนได้อย่างแน่นอน”

สำหรับการศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนา โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงเพิ่มเติมในครั้งนี้กำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559 โดยศึกษาในประเด็นพฤติกรรมและพลศาสตร์ การไหลของน้ำจากปากแม่น้ำเลยผ่านอุโมงค์ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ผลกระทบในแม่น้ำโขงจากการพัฒนาโครงการเต็มศักยภาพ พร้อมพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการระยะแรก ตลอดจนศึกษาในเรื่องความพร้อมรับการพัฒนา งบประมาณ ความคุ้มค่าในการลงทุน รูปแบบการลงทุนหรือร่วมลงทุน แผนการลงทุน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในระยะแรกคือ เส้นทางที่ 2 ผันน้ำจากเลยมายังพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 1.36 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น และยังสามารถเติมน้ำให้กับเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว ฝายหนองหวาย ฝายสารคาม ฝายท่าตูม ฝายร้อยเอ็ด ฝายยโสธร โดยแรงโน้มถ่วง ตลอดจนส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ 6 จังหวัดคือ หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร ได้อย่างพอเพียงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง จะต้องส่งน้ำผ่านอุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 10 เมตร และความยาวกว่า 85 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เงินลงทุนสูง เมื่อสร้างแล้วต้องใช้งานได้จริง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด กรมชลประทานจึงจะลงทุนสร้างอุโมงค์จำลองขึ้นมาให้เหมือนกับของจริง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน ปัญหา และอุปสรรคต่างๆ เมื่อลงทุนจริงจะได้ไม่เกิดปัญหา และสามารถใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมและเต็มศักยภาพ

ปัญหาน้ำเริ่มรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภัยแล้งปีนี้กระทบไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ถูกนำขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง แต่จะเห็นผลเป็นรูปธรรม หรือ ถูกเก็บเข้าลิ้นชักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

คำตอบ อยู่ที่รัฐบาล

รายงานพิเศษ : ต่อยอด‘ทวงคืนผืนป่า’ งัด5มาตรการล้อมคอกผู้บุกรุก-สู่การพลิกฟื้นอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206034

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังรุมเร้าประเทศไทยอยู่ในเวลานี้ แม้หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศจะชี้ตรงกันว่า เกิดจากมูลเหตุสำคัญ คือ ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” อันเป็นผลพวงจากปัญหาภาวะโลกร้อน แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกก็จะพบว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งอันเป็นต้นทางของการเกิดวิกฤตการณ์ความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำดังที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ก็คือ การเสื่อมสภาพของป่าไม้

สำหรับประเทศไทย จากผลการสำรวจของกรมป่าไม้พบว่า ปี 2557 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผืนป่าเหลือเพียง 102,285,400 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 31.62 ของพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น น้อยกว่าผลสำรวจเมื่อปี 2551 ที่พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 107 ล้านไร่ หรือเท่ากับร้อยละ 33.44 ของพื้นที่ประเทศ

นั่นหมายความว่าเพียงแค่ในระยะเวลาแค่ 6 ปี ป่าไม้ในประเทศไทยลดลงมากกว่า 5 ล้านไร่ หรือหายไปถึงร้อยละ 1.82 ของพื้นที่ประเทศ หรือถ้าจะพูดให้แคบลงไปก็คือ ในช่วง 6 ปีดังกล่าว มีป่าไม้ในประเทศไทยถูกทำลายไปมากถึงปีละเกือบ 1 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับที่วิกฤติยิ่ง

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตัวเลขการลดลงของป่าไม้สะท้อนให้เห็นถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เป็นนโยบายหลักที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีการประกาศมาตรการ “ทวงคืนผืนป่า” เข้าไปบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกป่า ซึ่งจากผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้นตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา จึงทำให้สามารถนำผืนป่าที่ถูกบุกรุกกลับคืนมาได้ถึงประมาณ 300,000 ไร่ และมีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่าไปแล้วกว่า 13,000 คดี

“แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวสำทับก่อนเล่าต่อว่า แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ แต่โดยข้อเท็จจริงของปัญหาป่าไม้ในประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงบริบทของการบุกรุกทำลายเพื่อหา
ผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือประชาชนเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาอื่นๆ เช่น สิทธิที่ทำกิน การจัดการพื้นที่ป่า และการจัดการพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยมาตรการอื่นเข้ามาเสริม จึงจะสามารถหยุดยั้งการบุกรุกผืนป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้วางแผนต่อยอดการทำงานจากมาตรการทวงคืนผืนป่าไปสู่การดำเนินโครงการ“พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้ 5 มาตรการหลัก คือ

1.การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยอาศัยแนวทาง “ประชารัฐ” ที่ทั้งภาครัฐเอกชน และภาคประชาชน จะต้องเดินไปด้วยกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่สำคัญภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ชี้นำ ผู้สั่งการ มาเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุน

2.การแก้ไขปัญหาแนวเขตพื้นที่ทับซ้อนต่างๆ โดยใช้แผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One map) 3.การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้มีอิทธิพล แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 4.การผ่อนผันกับชุมชนและประชาชนผู้ยากไร้ โดยจัดหาที่ดินทำกินรวม 340,413 ไร่ ให้กับชุมชนรอบพื้นที่ป่า 82 พื้นที่ 47 จังหวัด โดยขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดกำลังดำเนินการอยู่ โดยแบ่งเป็นภาคเหนือ 24 พื้นที่ 13 จังหวัด เนื้อที่ 129,600 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 25 พื้นที่ 15 จังหวัด เนื้อที่ 90,929 ไร่ ภาคกลาง 19 พื้นที่ 11 จังหวัด เนื้อที่ 64,494 และภาคใต้ 14 พื้นที่ 8 จังหวัด เนื้อที่ 55,390 ไร่ ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ 70 พื้นที่ ใน 45 จังหวัด ส.ป.ก. 5 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด ป่าชายเลน 1 พื้นที่ ที่ราชพัสดุ 2 พี้นที่ และที่สาธารณประโยชน์ 4 พื้นที่ใน 4 จังหวัด รวม 47 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ชัยนาท จันทบุรี ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครพนม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พังงา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ราชบุรี ลำปาง เลย สตูล สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองบัวลำภู อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอุบลราชธานี ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2559

5.การเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว โดยในพื้นที่สูงชันต้องไม่ให้ใครบุกรุกซ้ำ เพื่อให้ป่าได้ฟื้นคืนสภาพด้วยตัวเองซึ่งเป็นหลักการที่น้อมนำแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ดำเนินการ และนอกจากนี้ให้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าปลูกจะได้ไม่ยุ่งกับป่าใหญ่ ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้มีค่าเพื่อเก็บไว้เหมือนเป็นเงินออม และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนปลูกต้นไม้ในหน่วยงานและพื้นที่สาธารณะ” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

“นอกจากนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังมีแผนการทุ่มเททรัพยากรในการสร้างคน สร้างเจ้าหน้าที่และผู้พิทักษ์ป่าที่มีจิตวิญญาณรักษาป่าและมีทัศนคติที่ดีต่อประชาชน โดยเบื้องต้นมีการเปิด “สถาบันประชารัฐพิทักษ์ป่า” ที่ จ.แพร่ เพื่อเป็นสถานฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัด รวมทั้งตำรวจ ทหาร และประชาชน ให้มาเรียนรู้ร่วมกันเรื่องการพิทักษ์ป่า โดยมีทั้งปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาชน มาร่วมเป็นวิทยากรให้คำแนะนำแนวทางการป้องกันและรักษาป่ารูปแบบต่างๆ”

ด้าน นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะทำงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คาดหวังมากในการดำเนินโครงการพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ จะสามารถทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาป่าไม้แบบบูรณาการนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าที่เหลือในเวลานี้อยู่ประมาณ 102 ล้านไร่ และอีก 3 แสนไร่ที่ได้คืนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญจะสามารถส่งผลให้เกิดการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากคนไทยทุกคนในการร่วมกันอนุรักษ์ ดูแล และรักษาป่า เพื่อไม่ให้พื้นที่ป่า 102 ล้านไร่ที่เหลืออยู่นี้ กลายเป็น “ป่าผืนสุดท้าย” ของประเทศไทย

หากวันนี้ทุกคน ทุกภาคส่วน ยังคงนิ่งดูดายไม่ช่วยกันรักษาป่า ก็คงเหลือเวลาอีกไม่นาน ป่าผืนสุดท้ายที่เหลืออยู่คงหมดไปจากประเทศไทยเข้าสักวัน

รายงานพิเศษ : ชาวนาโคราชขานรับเทคโนโลยีปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ช่วยประหยัดน้ำ-ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/205638

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ชาวนาโคราช พลิกวิกฤติแล้ง หันมาทำนาปรังแบบ “เปียกสลับแห้ง” ช่วยประหยัดน้ำลงจากการทำนาด้วยวิธีปกติถึง 30% และยังลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูบน้ำเข้านาอีกกว่า 30% เป็นวิธีการทำนาที่น้ำไม่ขังตลอด จึงช่วยลดปัญหาโรคแมลง กระตุ้น
เพิ่มรากข้าวแตกใหม่ดูดธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงไม่ล้มได้ผลผลิตเพิ่ม ลดต้นทุนสารเคมีได้อีกไม่น้อยกว่า 50% ในปีงบประมาณ 2559 กรมการข้าว เร่งส่งเสริมขยายพื้นที่แปลงสาธิตเพิ่มอีก 20 จังหวัด รวมพื้นที่ 500 ไร่

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่กรมชลประทานได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558/59 จากปริมาณน้ำต้นทุนที่กักเก็บใน 33 เขื่อนหลักและปริมาณฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้หลายพื้นที่จะต้องประสบปัญหา
ภัยแล้งทั้งในและนอกพื้นที่ชลประทาน ที่จะต้องมีการบริหารน้ำอย่างเคร่งครัดและสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเกษตรกรในการบริหารจัดการน้ำในการปลูกข้าวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด กรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ (นาปรัง) ฤดูกาลผลิต 2558/59 ในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปีที่ผ่านมา ซึ่งผลเป็นที่น่าพึงพอใจว่าสามารถประหยัดน้ำในการทำนาได้ไม่น้อยกว่า 30% ประหยัดค่าน้ำมันดึงน้ำเข้านา ลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ช่วยให้รากแข็งแรงต้นข้าวไม่ล้มง่ายและลดการสะสมแก๊สมีเทนในดิน

ในปีงบประมาณ 2559 นี้ กรมการข้าวจึงขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ โดยดำเนินการเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ฤดูกาลผลิต 2558/59 จำนวน 20 จังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี หนองคาย ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งมีเป้าหมายจัดทำแปลงสาธิตการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง แปลงละ 5 ไร่ จำนวน 100 แปลง รวมพื้นที่ 500 ไร่ โดยเกษตรกรใน 20 จังหวัดให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 6,000 คน และเข้ารับการเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ

นายธีระพงษ์ พุทธรักษา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง เปิดเผยว่าจังหวัดนครราชสีมาเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประชากรประกอบอาชีพทำนา 202,238 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าว 3,931,678 ไร่ เป็นพื้นที่เหมาะสมในการทำนา 2,556,052 ไร่ และเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 504,204 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 12.82 ของพื้นที่ปลูกข้าว แต่เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนของจังหวัดนครราชสีมามีปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกักและปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคองมีความจุที่ระดับปกติ 314.49 ล้านลบ.ม. แต่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้ได้เพียง 84.438 ล้านลบ.ม.

ส่วนเขื่อนลำพระเพลิง มีแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป้าหมายพื้นที่ 40,000 ไร่ แต่สามารถปลูกข้าวในเขตอำเภอโชคชัยและปักธงชัย เพียง 322 และ 2,000 ไร่ ตามลำดับ จึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด และสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนว่าจะปล่อยน้ำเพื่อระบบนิเวศน์และน้ำอุปโภค บริโภคเท่านั้น ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ ส่งผลให้ชาวนาได้รับผลกระทบจากภัยแล้งกว่า 400,000 ไร่กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาจึงได้คัดเลือกพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งใช้น้ำจากแหล่งน้ำอื่นๆ ที่เพียงพอต่อการเพาะปลูก เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ(นาปรัง) ฤดูกาลผลิต 2558/59 จำนวน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเกษตรกรเข้าร่วม 16 ราย พื้นที่ 278 ไร่ จัดทำแปลงสาธิตจำนวน 2 แปลง และที่อำเภอปักธงชัย เกษตรกรเข้าร่วม 24 ราย พื้นที่ 450 ไร่จัดทำแปลงสาธิตจำนวน 3 แปลง โดยใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวแสงพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งโดยปกติในการทำนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้วิธีขังน้ำไว้ในนาตลอดฤดูปลูกจึงต้องใช้น้ำประมาณ 2,000 ลบ.ม./ไร่/ฤดูแต่วิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งที่มีการให้น้ำเป็นระยะตามความต้องการข้องต้นข้าว ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยไร่ละ 15-30% ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำเข้านาต่อไร่ประมาณ 30% ช่วยลดปัญหาโรคและแมลง ลดปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงต่อไร่เฉลี่ย 30-50%

นายอวยชัย งาตะขบ ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านเขาพญาปราบ หมู่ 15 ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เกษตรกรในโครงการ เปิดเผยว่า ปีนี้ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี ทางเขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย ได้แจ้งเตือนให้ใช้น้ำอย่างประหยัด แม้ไม่ได้ห้ามให้เกษตรกรทำนาปรังเช่นพื้นที่อื่นก็ตามแต่ได้ขอให้ช่วยกันประหยัดน้ำ แต่การทำนาก็ต้องมีน้ำเพียงพอจึงจะได้ผลผลิตที่ดี

“หลังจากเจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาได้แนะนำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการใช้น้ำ และลดต้นทุนการผลิต ทำให้ขณะนี้มีชาวนาใน อ.ปักธงชัย เข้าร่วมโครงการ แล้ว 24 ราย รวมพื้นที่กว่า 450 ปัจจุบันต้นข้าวในนาของเกษตรกรมีอายุเฉลี่ย 20-25 วันแล้ว ความแตกต่างที่เห็นจากการทำนาแบบเดิมคือ ต้นข้าวมีความเขียวขจี แข็งแรง แตกกอดี ที่สำคัญประหยัดน้ำในการทำนาได้มาก ตั้งแต่ปลูกข้าวเพิ่งสูบน้ำเข้านาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงมั่นใจว่าปีนี้ จะได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนจะลดลง” ชาวนา อ.ปักธงชัย กล่าวทิ้งท้าย