“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย…ห้ามพัก…ห้ามรักหมอ” ทำให้คำว่า “ฟรีแลนซ์” กลายเป็นอาชีพที่หลายคนจับตามอง และทำให้ใครหลายๆ คนเริ่มสนใจเข้ามาสร้างอิสระการทำงานและการใช้ชีวิตในรูปแบบนี้

อาชีพฟรีแลนซ์ หากมองในหมู่คนรุ่นใหม่ จะเรียกว่าคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็ว่าได้ จนทำให้ตอนนี้สัดส่วนพนักงานประจำออฟฟิศลดจำนวนลง ซึ่งกล่าวกันว่าปรากฏการณ์ฟรีแลนซ์ส่งผลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก โดยพบว่า ปัจจุบัน มีมนุษย์เงินเดือนเหลือไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของคนทำงานทั่วโลก

ไม่ต้องขึ้นกับนาย ไม่ต้องตอกบัตร ไม่มีเวลาเข้า-ออกงาน คือสิ่งที่หลายๆ คนปรารถนา จนเลือกที่จะให้เป็น อาชีพในฝัน เพราะเล็งเห็นว่านี้คือ “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต

ความจริง อาชีพนี้มีแง่งามด้านเดียวเช่นนั้นหรือ

คงไม่ใช่แน่ๆ

“ฟรีแลนซ์” ใครๆ ก็เป็นได้จริงหรือ ME by TMB มีคำแนะนำ และมีคำตอบส่วนหนึ่งมาให้ผู้ที่คิดจะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ เพื่อใช้ในการตรวจตราคุณสมบัติ ว่าคุณมีความพร้อมจะเป็น “ฟรีแลนซ์” ได้หรือไม่

o ทำงานตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด

คุณสามารถยอมรับกับการทำงานแบบไม่มีเวลาแน่นอน และไม่มีวันหยุดแน่นอน ได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ เพราะลูกค้ามักจะคาดหวังว่า คุณคือฟรีแลนซ์ ฉะนั้น คุณจึงต้องมีเวลาให้เขาได้เต็มที่ จะตามงานวันไหนเวลาใด เขาก็สามารถทำได้

o มีความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองคนเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองกับลูกค้า เทคนิคการปฏิเสธงาน รวมถึงการแก้ไขงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีไทม์ไลน์ในการทำงาน สิ่งเหล่านี้จึงต้องมีความชัดเจนต่อการพูดคุยกับลูกค้าเพื่อจะได้ไม่เหนื่อยกายเหนื่อยใจกับอาชีพฟรีแลนซ์เกินไป

o หมั่นหาความรู้และสร้างความคิดสร้างสรรค์

ความรู้ กับความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่หลายๆ อาชีพควรมี โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีคนสนใจหันมาประกอบอาชีพนี้กันมากขึ้น แน่นอนว่าคู่แข่งก็ย่อมมากตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าคุณไม่เด่น ไม่สร้างความต่าง สร้างลูกเล่นในการมัดใจลูกค้า คุณก็อาจจะต้องพ่ายแพ้กับการยืนอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้ แต่ทว่าถ้าคุณมีการพัฒนาตัวเอง เติมเต็มความรู้สู่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา คุณก็จะกลายเป็นคนที่ลูกค้าสนใจพร้อมจะร่วมงานกันได้โดยไม่ลังเล

o สภาพคล่องทางการเงิน

บางเดือนคุณอาจงานยุ่งจนหัวฟู แทบไม่ได้นอน ในขณะบางเดือนอาจนอนตบยุงรอ หรือบางครั้งเจอปัญหาลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า ฟรีแลนซ์จึงควรมีวิธีบริหารการเงินที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอน

ข้อควรรู้ เมื่อก้าวสู่ “ฟรีแลนซ์”

o ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่าย

ฟรีแลนซ์ต้องตั้งเงินเดือนให้กับตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่ายไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อรายได้เข้ามาก็ควรจัดสรรทุกรายจ่ายให้ถูกทางและถูกต้อง และรวมไปถึงต้องนำเงินส่วนหนึ่ง “ออม” ก่อนที่จะใช้

o ลด ละ เลิก ก่อหนี้

ไม่ว่าจะเป็นหนี้ระยะสั้น อย่างหนี้บัตรเครดิต หยิบยืมเงินคนใกล้ตัว หรือหนี้ระยะยาว อย่างการซื้อที่อยู่อาศัย รถยนต์ ด้วยเพราะอาชีพฟรีแลนซ์ไม่อาจล่วงรู้รายได้ที่แน่นอน และไม่รู้ว่าจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้ใช่ว่าฟรีแลนซ์จะไม่มีโอกาสมีทรัพย์สิน เพียงแต่ถ้าคิดจะมี ต้องเตรียมวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า มีแบบแผนการเงินชัดเจน สร้างวินัยทางการเงิน

o สร้างหลักประกันให้กับตนเอง

เงื่อนไขอีกอย่างที่ฟรีแลนซ์ต้องยอมรับคือ ไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ฉะนั้น วิธีแบ่งเบาภาระในอนาคตคือ การทำประกันชีวิต

o เปลี่ยนชีวิตทุกด้านให้เป็นอิสระด้วยตัวคุณเอง

ถ้าใครยังเชื่อว่าจะรวยได้ต้องหาเงินเก่งเท่านั้น คุณอาจต้องเหนื่อยกับการหาเงินไปตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ต้องการเหนื่อย คุณต้องรู้จักวิธีออมเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่ฝันอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน ควรจะมองหาช่องทางที่จะช่วยให้เงินของคุณงอกเงย โดยที่คุณยังมีอิสระในการใช้ชีวิตและมีความสุขกับการใช้จ่ายเงินที่คุณสามารถบริหารทุกขั้นตอนการเงินได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เป็น Self Service Banking ของ ME by TMB เพราะไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าธรรมเนียมโอน ฝาก ถอน สามารถผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์ (Moment) อยากแต่งหน้า อยากทำสวย อยากแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองใช้แล้วดีให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนที่สนิทๆ ไม่มากก็น้อย และสมมติว่าแนะนำแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาคือ “เงิน” ด้วย นอกจากจะมีความสุขในสิ่งที่ทำ ยังคุ้มค่าเหนื่อยอีกต่างหาก ปัจจุบัน มีอาชีพแบบนี้แล้ว เรียกว่า “บิวตี้ ครีเอเตอร์”

เริ่มต้นจากการแบ่งปัน

ผลงานเตะตาเจ้าของสินค้า

ดูเหมือนในอินเตอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่มักจะเข้ามาหาความรู้ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านคลิปวิดีโอ หรือบล็อกรีวิว ซึ่งถ้าเป็นการแนะนำเกี่ยวกับความสวยความงามอย่างเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ก็จะเรียกว่า บิวตี้ ครีเอเตอร์ หรือ บิวตี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น

คุณนันทวรรณ พรชัยจันทร์เพ็ญ หรือ คุณทราย แฟนคลับของเธอจะรู้จักในชื่อของ “Mhunoiii” (หมูน้อย) สาวบิวตี้ ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์บนโลกโซเชียลที่กลายเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาได้

คุณทราย เล่าที่มาที่ไปของการเข้ามาสู่อาชีพฟรีแลนซ์ด้านความงามว่า ช่วงที่เรียนปริญญาตรีมักจะมีเหตุให้ต้องไหว้วานเพื่อนให้ช่วยแต่งหน้าทุกครั้งเวลาต้องไปงาน ทำให้รู้สึกว่าถ้าต้องอาศัยเพื่อนบ่อยๆ คงไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจเริ่มหัดแต่งหน้าด้วยตัวเอง โดยเรียนรู้และลองผิดลองถูกจากนิตยสาร จากฮาวทูสอนแต่งหน้าในอินเตอร์เน็ต และประกอบกับคณะที่เรียนเป็นด้านศิลปะอยู่แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาทักษะจนสามารถแต่งหน้าตัวเองได้ จนกระทั่งเริ่มมีเทคนิคเป็นของตัวเองจึงเกิดความคิดที่อยากแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความงามและสุขภาพให้คนอื่นบ้างเหมือนที่ตัวเองได้รับจากสิ่งที่คนอื่นแชร์มา จึงเริ่มต้นเขียนบล็อกเพื่อแชร์เรื่องราวดังกล่าวในอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาติดตาม

คุณทรายเริ่มเขียนบล็อกประมาณปี 2550 โดยใช้ชื่อในโลกโซเชียลว่า Mhunoiii (หมูน้อย) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีช่องทางการติดต่อทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ กลายเป็นที่มาของอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ เธอโด่งดังในโลกออนไลน์ซึ่งมีคนติดตามเธอแต่ละช่องทางราว 70,000 คน

ปัจจุบัน คุณทรายอายุ 29 ปี อาชีพหลักคือ “ฟรีแลนซ์” เขียนบทความรีวิวบนช่องทางของตัวเอง เขียนคอลัมน์ความงามให้หนังสือหรือนิตยสาร เป็นวิทยากรรับเชิญ โดยทุกอย่างที่ทำเกิดจากอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง

“ในช่วงที่เริ่มเขียนบล็อก ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นอาชีพ ทำเพราะชอบในเรื่องความสวย ความงาม เรื่องสุขภาพ และการท่องเที่ยว มีความสุขที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านไปประมาณ 2-3 ปี แบรนด์สินค้าต่างๆ ได้เห็นงานเขียนของเราก็ได้มีการติดต่อเพื่อส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองใช้ และให้เกียรติเชิญไปร่วมงานอีเว้นต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์บ่อย ค่อยๆ ก่อให้เกิดรายได้ โดยปัจจุบันมีรายได้ในระดับที่สามารถดูแลตัวเอง และครอบครัวได้”

อาชีพของสาวรักสวย

ซื่อสัตย์ มัดใจแฟนคลับ

จากความต้องการอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง กลายเป็นที่มาของอาชีพได้อย่างน่าสนใจ คุณทราย อธิบายเพิ่มว่า สิ่งที่แชร์ต้องเป็นสิ่งที่ผู้อ่านได้ประโยชน์ แม้จะเป็นการรีวิวสินค้าที่ได้ค่าจ้าง จะไม่เขียนรีวิวที่เกินจริง โดยส่วนตัวงานที่ได้เงินยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องนำเสนอทั้งข้อดี-ข้อด้อยของสินค้านั้นๆ อย่างตรงไปตรงมาและต้องมีเนื้อหาในส่วนที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์มากกว่าการรับรู้ข้อมูลของสินค้าทั่วไป อย่างเช่น เทคนิคการใช้ในแบบของตัวเอง เป็นต้น

ปัจจุบัน มีแบรนด์สินค้าความงามติดต่อมาอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องมีการจัดสรรเวลาการทำงาน ซึ่งบรรดาแฟนคลับที่ติดตามสาวคนนี้มีหลายวัย มีตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น ไปถึงวัยคุณแม่ เพราะนอกจากเรื่องเมกอัพ ยังมีเรื่องของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มาต่อยอดเป็นไลฟ์สไตล์รอบตัว เช่น อาหารการกิน การดูแลรูปร่าง การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว สัตว์เลี้ยง ครอบครัว รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิตอย่างการบริหารจัดสรรการใช้เงิน ฯลฯ

“การทำอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ สิ่งสำคัญต้องขยัน หมั่นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อจะได้นำความรู้นั้นมาอัพเดตให้คนที่ติดตามไม่เบื่อ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาความรู้ได้ง่ายและว่องไวผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ที่สำคัญคือ ต้องถ่ายทอดในสไตล์ของตัวเอง ไม่เลียนแบบคนอื่น เพราะทุกวันนี้บิวตี้ ครีเอเตอร์ หน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก แต่จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเป็นตัวของตัวเอง ข้อมูลที่นำมาถ่ายทอด และความจริงใจที่มอบให้คนที่มาติดตาม เพราะเทรนด์การแต่งหน้า การดูแลตัวเองไม่มีอะไรกำหนดตายตัว ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

การจะเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณทราย บอกว่า ต้องใจรัก มีระเบียบวินัยอย่างสูง รู้จักจัดสรรเวลาทำงานด้วยตัวเองให้เป็นระบบ เพราะไม่มีเวลาเข้า-ออกงานตายตัวเหมือนงานประจำ หลายคนอาจมองว่าเป็นงานสบายสามารถเลือกวันหยุดได้ตามชอบ แต่การที่เราเลือกจะหยุดงาน นั่นหมายถึง ช่วงที่เราเลือกจะไม่มีรายได้ แต่ในการเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ จึงเรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลือกหยุดพักไม่ทำงาน

จะว่าไป 4-5 ปีมาแล้วที่คุณทรายมีงานเรื่อยๆ หญิงสาว ระบุว่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ยังคงวางตัวเหมือนเดิม ยังคอยอัพเดตเทรนด์หรือความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้คนอ่านตลอด อย่างที่นำมารีวิวต้องลองผ่านการทดสอบกับตัวเองเท่านั้น ถ้าทดลองใช้แล้วชอบก็จะแชร์ให้เพื่อนๆ ได้เห็น เชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่กล้าเข้าไปทดลองผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง การแบ่งปันความรู้สึก จึงเป็นประโยชน์ขั้นต้นในการตัดสินใจให้กับคนอ่านได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องซื่อสัตย์กับคนอ่าน รักษามาตรฐานการทำงานเอาไว้

งานอิสระ ยากกว่าที่คิด

เก็บออม เรื่องสำคัญ

คุณทราย เสริมว่า มีคนบางกลุ่มเห็นว่ากระแสบล็อกเกอร์บูม จึงทำบล็อกโดยมีจุดประสงค์อื่นๆ แฝงเข้ามา แต่ในที่สุดคนเหล่านี้ก็จะหายไป เนื่องจากคนเหล่านี้เข้ามาพร้อมความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่ต้องการก็จะเลิกทำ ฉะนั้น การทำบล็อกหรือเริ่มทำงานใดๆ ก็ตาม ควรเริ่มทำด้วยตัวตนที่แท้จริง ทำด้วยความชอบ โดยไม่คาดหวังผลตอบแทน

“ตั้งแต่ทำงานมาแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักแต่แบรนด์ต่างๆ ก็ติดต่อมาเรื่อยๆ ยังคงนึกถึงเราเสมอ คุณทรายคิดว่าเป็นเพราะทุกครั้งที่ได้ทำงานจะทำอย่างเต็มที่ ทำเกินร้อย ตั้งใจนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งแบรนด์ก็จะเห็นถึงความตั้งใจของเราและเกิดการบอกต่อได้เอง ซึ่งความตั้งใจในการรักษามาตรฐานแนวทางในการนำเสนอข้อมูลของเราจะทำให้แบรนด์เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำและอยากติดต่อมาร่วมงานกับเราเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะทำให้เราสามารถอยู่ตรงนี้ได้อย่างยั่งยืน”

ถามคุณทรายว่า ทุกวันนี้ดังแล้วหรือยัง เจ้าของบล็อก เผยว่า ทุกวันนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีชื่อเสียง ยอดคนที่ตามมากดไลก์ มาติดตาม จะไม่มีความหมายเลยหากสิ่งที่เราทำลงไปไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอ่าน ความสุขของการแชร์สิ่งต่างๆ บนโลกโซเชียลคือการที่มีใครสักคนได้นำสิ่งที่เราแชร์หรือนำเทคนิคของเราไปใช้ได้จริง

เมื่อการเป็นฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีประกันสังคม หรือสวัสดิการเหมือนมนุษย์เงินเดือน ในฐานะที่เป็นฟรีแลนซ์มาทั้งชีวิต ให้คำแนะนำว่า การรู้จักเก็บออมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเมื่อได้รับเงินมาต้องจัดสรรเป็นเงินออมทันทีอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ก็จัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต และไม่ลืมที่จะซื้อหลักประกันในอนาคต อย่าง LTF ประกันบำนาญ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

ดูเหมือนว่า ฟรีแลนซ์ เป็นเทรนด์อาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ บิวตี้ ครีเอเตอร์ แสดงความคิดเห็นว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ไม่ง่าย ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นตลอด มั่นใจพอรึยังที่จะเสี่ยงในความไม่มั่นคง ในทางกลับกัน พนักงานเงินเดือนก็ต้องพึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมั่นคงจริงหรือ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ควรอยู่บนพื้นฐานของความรักในสิ่งที่ทำ เพราะจะทำให้เราสามารถสร้างผลงานออกมาให้เต็มที่ที่สุด โดยส่วนตัวมั่นใจแล้วว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์สำหรับตัวเอง

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030151058&srcday=2015-10-15&search=no

ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

พารนี

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน”

แวดวงงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ตำแหน่งบรรณาธิการ คงเป็นความฝันใฝ่ของหลายๆ ท่าน

ส่วนในกลุ่มคนทำโฆษณา ถ้าพูดถึง “เก้าอี้ผู้กำกับ” อาจไม่มีใครปฏิเสธ…นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ

สร้างผลงาน

ตั้งแต่มหา”ลัย

ช่วงบ่ายของวันทำงานตามปฏิทินของชาวออฟฟิศ

แต่เป็นวันว่างของ เดวิด-วรเดช บีแกนเดอร์ ฟรีแลนซ์หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวีดิช วัย 28 ในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งพกพาบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม มานั่งพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมาย

เริ่มต้นบทสนทนา…ด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ตอนเรียนมัธยมฯ ดื้อมาก แทบเรียนไม่จบ จนวันหนึ่งคิดได้ ถ้ายังเป็นคนแบบนี้อยู่ โตขึ้นจะไปทำอะไร ต้องทำงานโรงงานหรือเสิร์ฟอาหาร แค่นั้นเหรอ ขณะที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบปริญญา

ความจริงใบปริญญาใม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตขนาดนั้น แต่คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงอยากไปงานรับปริญญาของลูก ผมเลยตั้งหลักใหม่”

แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นเพื่อนเคร่งเครียดในการสอบเอ็นทรานซ์ เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเครียดขนาดนั้น เขาจึงสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของเอกชนทันทีที่จบ ม.6 โดยไม่ได้ไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์ให้เสียเวลา

ตอนเริ่มต้นใช้ชีวิต “เฟรชชี่” ยังไม่มีอะไรหวือหวา กระทั่งขึ้นปี 2 เริ่มได้จับกล้องถ่ายรูป รู้สึกชอบขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเก็บเงินซื้อกล้องวิดีโอ มาลองเล่น เขียนบท และกำกับเอง โดยเกณฑ์เพื่อนในกลุ่มมาเป็นตัวแสดง สร้างหนังสั้นเรื่อง “กระตุก” ออกมาเป็นซีรีส์ได้ 8 ตอน อัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏมีคนเข้ามาดูนับหมื่น

พอขึ้นปี 3 ได้ทำงานส่งอาจารย์ในวิชาโปรดักชั่น เป็นโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพยี่ห้อหนึ่ง เสร็จแล้วอัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏกระแสตอบรับแรงมาก คนเข้าไปคลิกดูประมาณ 200,000 คน มีรายการโทรทัศน์มาติดต่อขอสัมภาษณ์ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองชอบการคิด ชอบการกำกับ

กระทั่งปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย โชคดีมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของเป็นเพื่อนกับอาจารย์ในคณะ

และเพราะความเข้าใจที่ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับหนัง คงต้องผ่านงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาก่อน แต่พอได้ไปทำงานจริง เริ่มชักไม่มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานของตัวเขานั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า

“หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับครั้งแรกของผมคือ แบกลำโพง แล้วยังมีกฎเวลาออกกองถ่าย คนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับห้ามนั่งเด็ดขาด บางงานออกกองถ่ายติดต่อกัน 7-8 วัน ผมไม่ได้นั่งเลยนะ” เดวิด เล่ายิ้มๆ

งานประจำ

หนักเหนื่อย เงินน้อย

จากนั้น เดวิดก็ได้ทำงานประจำในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 เทอมสุดท้าย เพราะตั้งใจไว้ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับ ต้องผ่านงานในตำแหน่งผู้ช่วยไปให้ได้

แม้จะเริ่มต้นจากการแบกลำโพง แต่เขาก็พยายามเริ่มเรียนรู้งานทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังโฆษณา ค่อยๆ สะสมความรู้เป็นเวลาปีเศษ กระทั่งตัดสินใจยื่นใบลาออก ด้วยเหตุผลที่ว่า งานหนัก เงินเดือนน้อย…เกินไป

“ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องเงินมากมายอะไร แต่ถ้าใช้งานหนักขนาดนั้น คิดว่าไม่ใช่แล้ว เพราะต้องทำงานจนไม่มีเวลาให้กับใครเลย แต่คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ดีมั้ย เพราะไม่รู้ว่าลาออกแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า” เดวิด บอกความรู้สึก

พอออกจากงานประจำ มาทำฟรีแลนซ์ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือ วิ่งหางานเอง แต่อาศัยสมัยเป็นพนักงานประจำ มีโอกาสติดต่อผู้คนในแวดวงหลายฝ่าย จึงมีคนแนะนำงานให้ทำต่อเนื่อง

“ถ้าเปรียบเทียบ หน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา ในฐานะฟรีแลนซ์กับงานประจำในออฟฟิศแบบมีสังกัด งานหนักพอกัน ใช้เวลาการทำงานไม่ต่างกัน แต่ค่าตอบแทนคุ้มกว่า” ฟรีแลนซ์หนุ่ม เผย

เป็นฟรีแลนซ์ในหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ปีกว่า เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ (เพราะทำงานแทบไม่มีเวลาใช้เงิน) จนสามารถส่งตัวเองไปศึกษาต่อด้านการกำกับที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“ไปเรียนที่นิวยอร์ก เพราะแค่รู้สึกว่าน่าไป แต่พอไปจริงๆ นี่เหรอนิวยอร์ก ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลย และที่ไปเรียนต่อเมืองนอกไม่ได้อยากได้วุฒิอะไร แค่อยากเปิดโลก อยากเรียนรู้วิธีคิดของฝรั่ง ว่าเขาไปทางไหนกัน” เดวิด บอกอย่างนั้น ก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตามแบบของเด็กไทยที่ไม่ได้คอยแต่แบมือขอเงินพ่อ-แม่ สั่งสมประสบการณ์อยู่ปีกว่า รู้สึกว่าได้เปิดโลกทัศน์สมความตั้งใจ จนสามารถสร้างผลงานของตัวเอง ในแบบของ Show Real ได้หลากหลายไอเดีย

ห้องสี่เหลี่ยม

ข้อจำกัดไอเดีย

เพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึง 5 เดือน แต่วันนี้ เดวิดได้เป็นฟรีแลนซ์ นั่งแท่นในตำแหน่งผู้กำกับหนังโฆษณาเรียบร้อยแล้ว แต่เขาออกตัวไว้ว่า…ไม่ได้เก่งกาจกว่าคนอื่น

“ใจจริงอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับโฆษณา และไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น แค่รู้กระบวนการผลิตหนังโฆษณาเป็นอย่างดีแล้วว่าจะต้องทำยังไงบ้าง” เดวิด บอกจริงจัง

ก่อนเล่าให้ฟัง ทำอย่างไรถึงได้งานทำในแบบที่ถนัด ภายในเวลาไม่นาน

“พอกลับมา ผมโทรหาพี่ๆ ที่เคยทำงานด้วย บอกมีงานอะไรให้ทำบอกผมด้วยนะ ผู้ช่วยผู้กำกับก็ยังทำได้นะครับ”

หลังจากทิ้งเบอร์ไว้ให้บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เคยร่วมงาน ไม่นาน มีโปรดักชั่นเฮ้าส์ชั้นนำของเมืองไทย ติดต่อให้ไปเป็นฟรีแลนซ์ นั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ออนแอร์ทางสื่อออนไลน์

ซึ่งช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รับงานไปแล้วกว่า 4-5 เรื่อง และแว่วว่ายังมีต่อเนื่องเข้ามาอีกเป็นระยะ

“ก่อนจะเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาสักชิ้น ถ้าเป็นเมืองไทย ลูกค้าซึ่งหมายถึงเจ้าของสินค้าหรือเอเยนซี่ จะขอดูผลงานที่ผ่านมาก่อน เมื่อพอใจแล้วถึงจะเปิดโอกาสให้เราได้ทำงาน” เดวิด อธิบายเส้นทาง กว่าจะมาถึงวันนี้

นึกสงสัย ตั้งใจจะทำงานประจำหรือทำเป็นฟรีแลนซ์ เดวิด บอก ก่อนหน้านี้มีบริษัทสองสามแห่งติดต่อมาให้ไปทำประจำเหมือนกัน แต่ยังไม่ตกลงกัน เพราะข้อเสนอของตัวเขาคือ ขอไม่เข้าออฟฟิศ หรือถ้าจะให้เข้า ขอเข้าตอนมีงานจริงๆ

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน” เดวิด เผยความรู้สึก

กระซิบถามถึงค่าตอบแทนในแต่ละจ๊อบ ทราบว่า หลักหลายหมื่น ส่วนจะใช้เวลากี่วันนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับงบฯ ในการสร้างหนังโฆษณาแต่ละตัว

ในฐานะที่เคยผ่านทั้งงานประจำและฟรีแลนซ์มาแล้ว เห็นข้อดี-ข้อเสีย อย่างไรบ้าง เจ้าของเรื่องราวคนเดิม บอก ข้อดีของฟรีแลนซ์คือ มีความอิสระ ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีความแน่นอน ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเดือนนี้มีงานแล้วเดือนหน้าจะมีงานมั้ย

เมื่อถามถึงส่วนสวัสดิการพื้นฐาน อย่างการรักษาตัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย เดวิด บอกสั้นๆ ไม่เคยป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เลยยังไม่เคยคิดวางแผนอะไรรองรับ

เพราะถือคติ…วันนี้ก็คือวันนี้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้

ชื่อ-นามสกุล : วรเดช บีแกนเดอร์

ชื่อเล่น : เดวิด/ลูกครึ่งไทย-สวีดิช

อายุ : 28 ปี

อาชีพ : ฟรีแลนซ์…ผู้กำกับหนังโฆษณา

การศึกษา : จบหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ภาควิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนไปศึกษาต่อด้านการกำกับ ที่ School Visual Of Arts นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาปีเศษ

ผลงานสร้างชื่อ : เขียนบทและนั่งเก้าอี้ผู้กำกับตั้งแต่สมัยอยู่รั้วมหาวิทยาลัย เคยสร้างหนังโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งเป็นผลงานส่งอาจารย์ ก่อนนำไปอัพโหลดยูทูบ ใช้เวลาไม่นานมีคนเข้าดูถึง 200,000 คน

ความใฝ่ฝัน : ทำงานเก็บเงินจนอายุ 40 ปี แล้วย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศกรีนแลนด์ หรือไม่ก็อาจเปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ เป็นของตัวเอง

สาวฟรีแลนซ์ทำแอพ ฟันธง คอนเน็กชั่นสำคัญสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

สาวฟรีแลนซ์ทำแอพ ฟันธง คอนเน็กชั่นสำคัญสุด

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คำว่า “ฟรีแลนซ์” มีให้ได้ยินได้ฟังกันบ่อยขึ้นในบ้านเรา นั่นเพราะเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาคนรุ่นใหม่ หันมายึดอาชีพฟรีแลนซ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งค่ายหนังดังนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ จนประสบความสำเร็จ และทำให้อาชีพนี้เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้าง

อันที่จริงบ้านเรามีคนทำ “ฟรีแลนซ์” กันมานมนานแล้ว เพียงแต่มีเป็นบางอาชีพเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันกระจายไปยังอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นงานที่เด็กจบใหม่ที่รักอิสระทั้งหลายอยากจะยึดอาชีพนี้ เพราะมองว่าไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อปฏิบัติใดๆ ของหน่วยงาน ซึ่งก็เป็นการมองที่ถูกต้อง แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าอาชีพ “ฟรีแลนซ์” นั้นไม่ได้สวยหรูอย่างที่มองกันแต่ภายนอก ยังมีอะไรที่คนนอกไม่รู้อีกเยอะ

เริ่มจากงานการตลาดออนไลน์

คุณเนาวรัตน์ ศุภมงคลรัตน์ วัย 30 ต้นๆ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ยึดอาชีพฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการทำแอพพลิเคชั่น จะมาบอกเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำฟรีแลนซ์ในหลากหลายแง่มุม โดยตัวเธอเองแต่ละเดือนมีรายได้น้อยสุด-สูงสุดประมาณ 20,000-50,000 บาท

สาวฟรีแลนซ์คนนี้เล่าว่า เรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยความที่บ้านเธอเป็นร้านขายข้าวสาร ช่วยที่บ้านค้าขายมาตั้งแต่เด็กๆ รู้ว่าเหนื่อยมาก ทำให้ไม่ชอบการขายของ ซึ่งต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ วันไหนฝนตกหน่อยคนก็ไม่มาซื้อของกัน ดังนั้น พอเรียนจบจึงไปทำงานบริษัทเป็นเสมียนอยู่ประมาณปีหนึ่ง ผู้ร่วมงานต่างน่ารักมาก แต่ลึกๆ รู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตัวเองชอบ จากนั้นกลับไปช่วยงานที่บ้านต่อ ตอนนี้เลิกทำมาได้ปีกว่าแล้ว

คุณเนาวรัตน์ แจกแจงถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเข้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์ว่า เมื่อ 5 ปีก่อน รู้ว่ามีงานอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “Internet Marketing” เป็นงานที่สามารถทำที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ทำให้ตัวเองที่เคยรู้แค่ว่างานบนโลกนี้มีแค่งานประจำกับธุรกิจค้าขาย รู้สึกทึ่งมาก

วิธีทำการตลาดทางอินเตอร์เน็ตคือ สร้างเว็บไซต์ขึ้นมา และนำไปโปรโมตให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น SEO, Paid Traffic ก่อนหน้านี้ก็เคยทำ E-commerce, Adsense มา รู้สึกชอบงานออนไลน์มากๆ หลังจากที่ทำมาได้สักพัก ได้มารู้จักกับกลุ่มเพื่อน Appxygen ที่มีการคุยถึงวิธีการหารายได้จากแอพพลิเคชั่นว่าทำยังไง อันที่จริงเทรนด์แอพมีมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วสมัย iPhone 3 วางจำหน่าย ซึ่งตัวเองมาเริ่มเมื่อ 2 ปีก่อน ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ยุคบุกเบิก

สาวทำแอพรายนี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เข้าใจว่าแอพคืออะไร ทำอย่างไร จะทำได้ไหม รู้สึกงงมากเลย ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่ค่อยได้ แต่กว่าจะผ่านมาได้ใช้เวลาเกือบปีเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญเพราะมีกลุ่มเพื่อนคอยช่วยเหลือมากกว่าถึงทำให้ทำงานนี้ได้

แอพสร้างชื่อ “เกมแมวอโศกจอมซน”

“ถ้ามีคนถามว่าทำอะไร ก็จะบอกว่าทำแอพขาย ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ดูชื่นชม สายงานนี้ไม่ใช่จะเข้าใจยากอะไรมากมาย ใครๆ ก็ต้องเคยโหลดแอพทั้งนั้น ปัจจุบันอาชีพที่ทำเรียกว่า APPreneur แปลเป็นไทยคือ ผู้ประกอบการธุรกิจแอพมือถือ วิธีการคือทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมา และทำให้คนทั่วโลกมาดาวน์โหลดแอพเรา นั่นแปลว่า ต่อให้เราหลับ ป่วย หรือไปเที่ยว งานเราก็ยังเดินต่อไป ต่างจากงานประจำตรงที่ ถ้าเราป่วยงานเราก็ไม่เดิน เงินเราก็จะไม่ได้ ซึ่งรู้สึกว่ามันโอเคมากๆ เป็นงานที่ตัวเองถูกชะตาและชอบมาก จึงทำจนถึงทุกวันนี้”

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก เธอเรียนจบสาขานิติศาสตร์ แต่ด้วยความที่เรื่องแอพพลิเคชั่นเป็นงานที่เจ้าตัวชอบ ประกอบกับเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ ทำให้เธอมีผลงานเป็นที่รู้จักมากมาย อย่างเช่น แอพเกมแมวอโศกจอมซน และยังทำแอพเกี่ยวกับไดโนเสาร์ด้วย

ในการทำแอพพลิเคชั่นนั้น เธอว่า ทำในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นเจ้าของแอพเอง ที่ผ่านมาจะทำในส่วนที่ตัวเองถนัด เช่น การวิเคราะห์ตลาด ส่วนที่ไม่ถนัด เช่น กราฟิก หรืองาน Coding งานทั่วไป จะจ้างคนอื่นมาช่วยทำ

ช่วงระยะเวลา 5 ปีในการเป็นฟรีแลนซ์นี้ คุณเนาวรัตน์อธิบายข้อดีข้อเสีย ของการเป็นฟรีแลนซ์ให้ฟังว่า ข้อดีคือมีเวลาเป็นของตัวเอง มีอิสระอยากไปไหนก็ได้ไป อยากทำอะไรก็ได้ทำ ถ้าเป็นคนเก่งและมีคอนเน็กชั่นที่ดี รายได้ก็ดีตามไปด้วย ซึ่งโอกาสก้าวหน้าเรื่องรายได้ จะมีมากกว่าคนทำงานประจำ

ส่วนข้อเสียของคนทำฟรีแลนซ์จากประสบการณ์ของตัวเอง คือรายได้ไม่มั่นคง น้อยบ้างเยอะบ้างตามความขยันและคอนเน็กชั่น อีกทั้งงานที่ทำมีอิสระมาก ไม่มีใครมาบังคับ จึงต้องมีความรับผิดชอบต่องานมากเป็นพิเศษ และมีคู่แข่งเป็นคนเก่งๆ อีกมากมาย อย่างการทำแอพพลิเคชั่นให้คนทั่วโลกดาวน์โหลด คู่แข่งก็คือคนทำแอพทั่วโลกเช่นกัน ซึ่งมีจำนวนมาก ดังนั้น ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อให้ดูมีคุณค่า นี่คือชีวิตจริงที่ไม่มีในตำรา

“สิ่งที่สำคัญมาก สำหรับอาชีพฟรีแลนซ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดชอบงาน และเรื่องคอนเน็กชั่น ต้องรู้จักคนให้เยอะๆ หน่อย มีปัญหาเขาจะได้ช่วยเราได้ การเป็นฟรีแลนซ์ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นงานออนไลน์นี่เทรนด์มันไปไวมากเลย สิ่งที่เคยทำแล้วเวิร์กวันนี้ อีกไม่กี่วันอาจจะใช้ไม่ได้ เราต้องอย่ายึดติดและปรับตัวให้ทันโลก”

กับคำถามที่ว่า อาชีพฟรีแลนซ์มีความมั่นคงหรือไม่อย่างไร เธอบอกว่า ในโลกใบนี้มีคนเก่งๆ มากมาย โอกาสที่วันหนึ่งจะไม่มีงานเลยก็มี พอไม่มีงาน รายได้ก็ไม่มี มองในแง่นี้ก็รู้สึกไม่ค่อยจะมั่นคง แต่ถ้าตอนที่ยังสามารถหางานทำได้ และรู้จักที่จะเก็บออมไว้ แล้วนำเงินนั้นไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ จะมั่นคงขึ้นได้ สรุปคือต้องจัดการเงินให้เป็น เพราะเงินไม่ได้มีสม่ำเสมอตลอดเวลา

“ถ้าเทียบกับมนุษย์เงินเดือนแล้ว แบบนั้นสบายหน่อยตรงที่รู้อยู่แล้วว่ามีเงินเข้ามาตลอด รู้รายได้ที่แน่นอน ว่าปีหนึ่งมีรายได้เท่าไหร่ คำนวณได้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง วางแผนการใช้เงินและเวลาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งฟรีแลนซ์ทำไม่ได้ เว้นแต่จะมีคนจองคิวงานทั้งปี ซึ่งมันก็ยาก”

ชี้เหตุเด็กรุ่นใหม่ชอบทำฟรีแลนซ์

อย่างไรก็ตาม แม้งานฟรีแลนซ์ดูแล้วอาจจะไม่มั่นคงนั้น แต่เธอว่า จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ และคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไป เธอก็ยังคงจะเลือกเป็นฟรีแลนซ์แบบนี้

“ทุกวันนี้สังคมไทยเปิดกว้างกับอาชีพฟรีแลนซ์มากกว่าแต่ก่อน แต่อาจจะมีคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยมักมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง สู้รับราชการหรือทำงานประจำไม่ได้ ซึ่งมันก็จริง แต่ถ้าเรารู้ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ เราขอแค่คนในครอบครัวเข้าใจเราก็พอแล้ว อย่างตัวเองกว่าจะทำให้ครอบครัวยอมรับได้ก็หลายปี ตอนนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเราทำได้และทำได้ดี”

ส่วนกรณีที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าเด็กจบมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยมีค่านิยมจะยึดอาชีพฟรีแลนซ์ เธอให้เหตุผลว่า ใครๆ ก็อยากมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามเทรนด์ เนื่องจากเห็นมีการอวดกันในเฟซบุ๊ก ทำให้ดูรู้สึกเท่ดี ชิลๆ แต่เวลานั่งปั่นงานไม่มีใครเห็น นั่งเครียดคนเดียวไม่มีใครพูด ทวงเงินลูกค้าแล้วทวงอีกจนเบื่อ

“อาชีพฟรีแลนซ์ภาพลักษณ์มันสวยหรู เหมือนเป็นนายตัวเองได้ตามใจ จริงๆ แล้วมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าน้องๆ เขาชอบทำงานแบบฟรีแลนซ์ก็สนับสนุน คนพวกนี้ยังเด็กอยู่ ต่อให้ล้มก็ลุกได้เร็ว”

อย่างไรก็ตาม คุณเนาวรัตน์ ระบุว่า คนมาทำฟรีแลนซ์ต้องรู้ตัวเองด้วยว่าเป็นคนแบบไหน พร้อมกันนั้นต้องจัดการทำงานให้ได้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ได้ เพราะทำงานฟรีแลนซ์ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำงานอย่างไรเวลาไหน ถ้าคนไม่มีระเบียบวินัยเลยจะมีปัญหาตรงที่งานต้องส่งตามกำหนด หากไม่ส่งงานผู้ว่าจ้างเสียหาย ฉะนั้น กรณีเป็นคนขี้เกียจและไม่มีระเบียบวินัยจะทำงานฟรีแลนซ์ลำบากแน่นอน

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการฟรีแลนซ์ เธอมองว่า ในอนาคตข้างหน้า อาชีพฟรีแลนซ์คงเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มักชอบที่จะเป็นนายตัวเองและรักอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่หลายประเภท 1. ประเภทเด็กจบใหม่แล้วมาทำฟรีแลนซ์เลย อันนี้อาจจะไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ขณะที่บางคนอาจจะทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งจะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยทำมาก่อน เมื่อเจอปัญหาใหม่ๆ อาจจะท้อ ขึ้นอยู่กับมีทักษะพอที่จะผ่านไปได้หรือเปล่า ถ้ารู้ว่าฟรีแลนซ์ไม่เหมาะกับตัวเอง ส่วนมากจะหันกลับไปทำงานประจำ หรือไม่ก็มาเปิดกิจการของตัวเอง

2. ประเภททำงานประจำมาก่อน แล้วค่อยมาทำฟรีแลนซ์ แบบนี้ถือว่ามีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว ประกอบกับอาจจะมีคอนเน็กชั่นในสายงานของตัวเอง จึงทำงานฟรีแลนซ์ได้ดีและรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

คุณเนาวรัตน์ ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการยึดอาชีพฟรีแลนซ์ว่า ต้องเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และต้องมีความรับผิดชอบ รวมทั้งรู้จักจัดการกับรายได้ด้วย ส่วนคนที่สนใจการเป็น APPreneur ลองศึกษาดูก่อน ลองอ่านหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “APP EMPIRE” หนังสือแปลเป็นไทยชื่อ “สร้างเงินล้านอย่างรวดเร็วด้วยธุรกิจ APP” หรือถ้าของคนไทยก็มีกลุ่ม Appxygen ไว้พูดคุยศึกษาเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สนใจอยากใช้บริการของคุณเนาวรัตน์ ติดต่อได้ที่ aey_girl@hotmail.com

เรียนรู้ด้วยตัวเอง สุดยอดติวเตอร์ 3 ภาษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

วัชรี

เรียนรู้ด้วยตัวเอง สุดยอดติวเตอร์ 3 ภาษา

“เรียนภาษาจากการดูยูทูบที่เขามีคลิปสอนทั่วไปนั่นแหละ ก็ดูคลิปโน้นบ้าง นี่บ้าง รู้จักเลือกตัวอย่างคลิปที่เราพอทำได้ มาลองปรับวิธีการฟัง การพูด, ฟังและร้องเพลงภาษาอังกฤษ ดูหนัง ดูซีรีส์ต่างประเทศ ซึ่งการฟังสำคัญนะ ลองเลียนแบบทำตามดู ที่สำคัญ หาซื้อหนังสือภาษามาอ่านเสริมความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย” นี่คือคำพูดของติวเตอร์อ๊อฟ ที่ตอนนี้เปิดสอนถึง 3 ภาษา

เริ่มจากเรียนรู้ด้วยตัวเอง

สู่การเป็นติวเตอร์มืออาชีพ

อ๊อฟ-หฤษฎ์ อุปริสาร นิสิต ปี 2 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นเป็นติวเตอร์ตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี หลังจากกลับมาจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า องค์การเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์นานาชาติ ที่ประเทศคอสตาริกา ตอนนั้นได้เข้าไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียน Liceo de Cervantes

ที่มาของการเป็นติวเตอร์ ครูอ๊อฟ บอกว่า ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากการชักชวนของคุณครูท่านหนึ่งที่สอนอยู่ในสถาบันติวเตอร์ตอนนั้น วิชาภาษาอังกฤษ คือวิชาแรกที่ได้สอน เป็นวิชาที่ได้รับความนิยมมากจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เสื่อมความนิยม ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปถึงตอนนั้นเคยมีความฝันว่าอยากประกอบอาชีพครู จึงมักรับบทบาทเล่นเป็นครูสอนการบ้านน้องสาวและเพื่อนๆ ของน้องสาวเสมอ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สอนต่อเนื่องมาตลอด เพราะในขณะที่สอนก็สนุกและชอบ ทั้งยังได้เงินด้วย

แต่ก็ใช่ว่าจะทำการสอนได้อย่างราบรื่นเหมือนในปัจจุบัน เพราะกว่าครูอ๊อฟจะมาถึงจุดนี้ที่เป็นติวเตอร์รับสอนเองได้ ต้องผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย “ตอนนั้นเราก็เจอปัญหาคือ ผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานมาเรียน ไม่เชื่อถือในการสอน มีคำถามแวะเวียนมาเสมอว่าจะสอนได้จริงหรือ ให้เด็กที่ไม่ใช่ครู หรือมืออาชีพมาสอน จะได้รับความรู้มากเท่ามืออาชีพหรือครูสอนได้ยังไง ซึ่งตอนนั้นเราต้องยอมรับว่า ยังเด็ก ยังเรียนมัธยมปลายอยู่เลย อายุยังน้อย รวมถึงทักษะทางภาษาที่เราก็ไม่ได้คิดว่าเก่งมาก ก็ยังคิดว่าตนเองอาจจะยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือ เรากดดันจากเรื่องนี้พอสมควร แต่ด้วยเพราะความกดดันจากสภาพแวดล้อมทำให้ต้องพยายามมากยิ่งขึ้น จนสามารถพิสูจน์ทุกข้อกังวลของผู้ปกครอง และเป็นติวเตอร์มาถึงทุกวันนี้”

พัฒนาตนเองสม่ำเสมอ

เปิดสอน 3 ภาษา

ด้านความรู้สึก ติวเตอร์คนนี้บอกว่า คนที่มาลงเรียนเรียก ครูอ๊อฟ ก็ชอบนะ…เพราะเคยฝันว่าอยากเป็นครู แต่ตอนนี้อยากเป็นสจ๊วตมากกว่านะ…(ฮา) ก่อนจะบอกถึงคติที่ยึดมั่นในการสอนว่า “หากเราจะไปสอนใคร เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี หาความรู้ให้มาก และพยายามเตรียมการสอนให้ดีที่สุด”

จากจุดเริ่มต้นมาเป็นติวเตอร์ที่สอนภาษาอังกฤษ เพียงภาษาเดียว มาวันนี้เปิดสอนเพิ่มอีก 2 ภาษาคือ สเปน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน AFS และภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งได้รับความนิยมมาก และที่สำคัญ ภาษาบาลี-สันสกฤต หาคนสอนยากมากพอควร จึงเป็นโอกาสและช่องทางสร้างรายได้ให้ตนเอง

“ส่วนตัวมีความสนใจและชอบศึกษาภาษาต่างประเทศมาก ใช้เวลาเรียนด้วยตัวเองเยอะมาก ด้วยความชอบและตั้งใจจริง จึงมีวิธีการเรียนที่ได้ผลคือ ทุ่มเท ให้เวลา และตั้งใจ”

ครูอ๊อฟยังบอกเคล็ดลับการเรียนภาษาให้เก่งขึ้นด้วยตนเองไว้ดังนี้ “เรียนภาษามาจากการดูยูทูบที่เขามีคลิปสอนทั่วไปนั่นแหละ ก็ดูคลิปโน้นบ้าง นี่บ้าง รู้จักเลือกตัวอย่างคลิปที่เราพอทำได้ มาลองปรับวิธีการฟัง การพูด, ฟังและร้องเพลงภาษาอังกฤษ, ดูหนัง ดูซีรีส์ต่างประเทศ ซึ่งการฟังสำคัญนะ ลองเลียนแบบตามดู ที่สำคัญเลยคือ หาซื้อหนังสือภาษามาอ่านเสริมความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย

ไม่ใช่ว่าไม่เคยพูดผิด เขียนผิด หรือเข้าใจเกี่ยวกับภาษาผิดๆ แต่เพราะยิ่งผิด จึงยิ่งเข้าใจ อย่าไปกลัวที่จะพูดหรือสื่อสารผิด ของแบบนี้ต้องลองผิดดูบ้าง และไม่ลืมที่จะเข้าไปสื่อสารกับชาวต่างชาติ ถ้ามีโอกาสก็พูดไปเลย ไม่ใช่ว่าเห็นฝรั่งแล้วกลัว เดินห่าง 500 เมตร ก่อนรีบเดินหนีอย่างไว แบบนี้ก็ไม่ช่วยให้เก่งขึ้นได้หรอก เพราะยิ่งใช้ ยิ่งเรียนรู้ เราจะยิ่งเก่งขึ้น เดี๋ยวก็จะเซียนไปเอง อย่าหยุดพัฒนาตัวเราเองก็พอ”

บรรยากาศสอนสนุก

เนื้อหาเข้มข้น

สำหรับการลงเรียน มีกฎเกณฑ์ที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันเสมอคือ สำหรับคนที่อยากลงเรียนเป็นกลุ่ม ลิมิตต้องไม่เกิน 2 คน เนื่องจากว่า ไม่ต้องการให้นักเรียนหรือคนที่มาเรียน รู้สึกตามใครไม่ทัน เพราะทักษะของคนเราไม่เท่ากัน บางคนมาก บางคนน้อย

สามารถเลือกลงคอร์สเรียนได้ 3 แบบตามความสะดวก ดังนี้ คอร์สเรียน 30 ชั่วโมง ราคา 8,500 บาท, คอร์สระยะยาว 70 ชั่วโมง ราคา 13,000 บาท และสอนรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 300 บาท ลงเรียนต้องไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง/ครั้ง ใน 1 เดือน รูปแบบการสอนค่อนข้างตามใจผู้เรียน จึงให้มีจัดตารางเรียนและเวลามาตกลงกันกับเราว่าใครสะดวกวันไหน ไม่อยากเรียนวันไหน ซึ่งเรื่องนี้ให้อิสระเต็มที่ เอาความสมัครใจของผู้เรียน

ติวเตอร์รุ่นเยาว์ บอกว่า “คนที่มาเรียนต้องคุ้มค่า สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ย้ำกับนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองเสมอว่า ติวเตอร์ให้ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การเรียนภาษาต้องใช้เวลาและทุ่มเทให้กับมัน ต้องใจเย็น ที่ต้องบอกแบบนี้ ไม่ใช่ว่าต้องการเงินหรือยืดเวลาติวแต่อย่างใด แต่มันขึ้นอยู่กับทักษะ ความตั้งใจที่อยากจะเรียนของผู้เรียนด้วย”

สำคัญอีกอย่าง ต้องทำการโอนเงินจองเพื่อลงเรียนก่อนด้วย ถ้าจองเปล่าๆ ไม่มีการโอนเงิน ถือว่าไม่ได้จอง เหมือนเราทุกคนนั้นละ เวลาเสียเงินแล้วก็จะมาเรียนอย่างเต็มที่เต็มเวลา เพราะไม่อยากเสียเงินค่าลงเรียนฟรี…ครูอ๊อฟ กำชับ

ซัพพอร์ตรายจ่าย

2 หมื่นอัพ ต่อเดือน

“ติวเตอร์ฟรีแลนซ์” คือ อาชีพ ในความคิดของครูอ๊อฟ เป็นอาชีพที่ช่วยทำให้เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างสบายๆ รายได้ที่มากกว่า 20,000 บาทอัพ ต่อเดือน ช่วยซัพพอร์ตรายจ่ายต่างๆ ได้อย่างดี โดยไม่ต้องเดือดร้อนครอบครัว จนเจ้าตัวออกปากพูดเลยว่า เขาได้การพัฒนาภาษาเป็นของแถมที่ดีมากๆ จากการเป็นติวเตอร์ ตอนนี้ไม่กลัวฝรั่งหน้าไหนอีกแล้ว เพราะสามารถฟัง พูด อ่าน เขียน คล่อง เข้าใจหมดทุกอย่างที่คนต่างชาติต้องการจะสื่อสาร มันเหมือนเป็นอัตโนมัติที่เราสามารถพูดได้เลย…เหมือนที่เราพูดภาษาไทยของเรา

ครูอ๊อฟ ยังบอกอีกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบท่องเที่ยว ชอบเดินทาง เดินทางไปต่างประเทศมาบ้างพอสมควร ทำให้ได้ใช้ภาษา ได้เข้าใจธรรมชาติการสื่อสารของมนุษย์มากขึ้น และจากทั้ง 3 ภาษาที่เปิดสอนอยู่ในขณะนี้ ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ได้ใช้ในการสื่อสารน้อยที่สุด เพราะไม่ค่อยมีคนเอามาใช้พูด ใช้สื่อสารมากนัก นอกจากจะเข้าวัด ฟังพระท่านเทศน์นั้นแหละถึงจะได้ใช้

“จากประสบการณ์ที่เคยได้สอนในสถาบันหลายแห่ง มีเวลาเข้า-ออกประจำ ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่ได้ชอบการทำงานตรงจุดนั้น ด้วยข้อกำหนดของเวลา รูปแบบการสอนต่างๆ ทำให้ไม่ได้รู้สึกสนุกกับการทำงานประจำที่ต้องไปในที่เดิม จุดเดิม เวลาเดิม ทั้งยังมีข้อกำหนดไว้แล้ว มันไม่ใช่ตัวตนของเรา”

ปัจจุบัน ครูอ๊อฟเป็นเพียงนิสิตที่มีอาชีพเสริมด้วยการเป็นติวเตอร์ แต่ในอนาคตอยากประกอบอาชีพเป็นสจ๊วต ถึงแม้ลักษณะการทำงานคืองานประจำ แต่ก็ไม่ได้จำเจอยู่กับที่ ได้มีโอกาสเดินทางตลอด ซึ่งชอบและใฝ่ฝันเอาไว้ ถ้าหากในอนาคตมีโอกาสก็จะพยายามทำให้สำร็จ ทั้งยังมีแผนว่าจะเปิดสถาบันสอนภาษาควบคู่ไปด้วย

เมื่อต้องเรียนและทำงาน แถมพ่วงท้ายด้วยการเป็นเชียร์ลีดเดอร์และทำกิจกรรมต่างๆ ของคณะ การแบ่งเวลา จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะฉะนั้น ครูอ๊อฟจึงมีเทคนิคการแบ่งเวลามาบอกต่อ “เวลาเรียนก็ลงเรียนตามปกติเหมือนนิสิต/นักศึกษาทั่วไป เรียนให้เต็มที่ และเอาเวลาว่างจากวันที่มีเรียนน้อย ช่วงเย็นและเสาร์-อาทิตย์ มาสอนพิเศษ กลายร่างเป็นครูอ๊อฟ จัดสรรเวลาให้ดีระหว่าง เรียน กิจกรรม และทำงาน เรายึดวิถี Enjoy Life จงใช้ชีวิตและทำงานให้เต็มที่” ครูอ๊อฟ ทิ้งท้ายเอาไว้

สำหรับใครที่สนใจอยากเพิ่มพูนทักษะภาษาเพิ่มเติม สามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ Facebook : Harit Auparisan, Instagram : hariddh และ LINE ID : mraofcu

เปิดอาชีพนักเดินทาง บล็อกเกอร์สาว “I Roam Alone”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

อันติกา

เปิดอาชีพนักเดินทาง บล็อกเกอร์สาว “I Roam Alone”

“หลังเรียนจบ กลับมาประเทศไทย ตอนนั้นกดดันมาก เพราะใครๆ ก็คิดว่าต้องทำงานบริษัท ตัวเราเองก็วิ่งสมัครงานอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งต้องขอบคุณมากที่ไม่มีใครรับ จึงบอกกับแม่ว่าจะขอใช้ชีวิตกับการเดินทาง 1 ปี และถ้าทำให้การเดินทางเป็นอาชีพไม่ได้จะยอมกลับมาทำงานในบริษัทเป็นพนักงานกินเงินเดือน หรือไม่ก็สานต่อธุรกิจที่บ้าน”

“งาน” กับ “เที่ยว” ดูเหมือนจะเดินกันคนละทาง แต่กับ คุณมณฑล กสานติกุล หรือ “มิ้นท์” 2 สิ่งนี้คือเส้นทางเดียวกัน ซึ่งตลอด 4 ปีนี้เธอเดินทางมาแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และเธอ “เดินทางคนเดียว”

การเดินทางของคุณมิ้นท์ถูกบอกเล่าผ่านโลกโซเชียล เธอกลายเป็นบล็อกเกอร์สาว ที่มีแฟนเพจ ณ ปัจจุบันกว่า 77,000 คน คุณมิ้นท์ได้รับโอกาสตีพิมพ์เรื่องราวผ่านตัวอักษร ได้รับโอกาสกับการทำหน้าที่พิธีกร ได้รับโอกาสถูกเชิญตัวไปเล่าประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน

วันนี้ คุณมิ้นท์กลายเป็น “ฟรีแลนซ์” ที่มีงาน มีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเองจากการเดินทาง และสำคัญคือ เธอมี “ความสุข”

ขอท่องเที่ยว 1 ปี

มีอาชีพจากเดินทาง

คุณมิ้นท์เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง เธอคือลูกสาวคนเดียวและถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ฉะนั้น ไม่ว่าต้องการอะไร เธอจึงได้เสมอ แต่ทว่าสิ่งที่เธอค้นพบคือ เธอไม่มีความสุข และป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

จนกระทั่ง เธอเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านวรรณกรรมสเปน ที่ประเทศสเปน นี่คือจุดเริ่มต้นกับการเดินทางของเธอ

“ตอนเรียนก็มีโอกาสแบกเป้ไปเที่ยว แต่ว่าเงินเที่ยวก็คือเงินที่คุณแม่ส่งให้ จนกระทั่งต่อมา หารายได้ด้วยการรับหน้าที่ดูแลคณะทัวร์ แค่ 2 ชั่วโมงได้เงินครั้งหนึ่ง 5,000-6,000 บาท ซึ่งตรงนี้ทำให้เห็นชีวิตกับการเดินทาง”

แม้จะรู้สึกได้ว่าการแบกเป้ขึ้นหลังเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ คือความสุข แต่คุณมิ้นท์ไม่คิดว่าตนเองจะได้เป็นนักเดินทางตัวจริง และไม่คิดว่าจะนำพามาสู่อาชีพ

“หลังเรียนจบ กลับมาประเทศไทย ตอนนั้นกดดันมาก เพราะใครๆ ก็คิดว่าต้องทำงานบริษัท ตัวเราเองก็วิ่งสมัครงานอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งต้องขอบคุณมากที่ไม่มีใครรับ จึงบอกกับแม่ว่าจะขอใช้ชีวิตกับการเดินทาง 1 ปี และถ้าทำให้การเดินทางเป็นอาชีพไม่ได้จะยอมกลับมาทำงานในบริษัทเป็นพนักงานกินเงินเดือน หรือไม่ก็สานต่อธุรกิจที่บ้าน”

เมื่อได้รับอนุญาต โดยมีข้อบังคับว่า หากเดินทางแล้วต้องทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน คุณมิ้นท์จึงตัดสินใจเปิดบล็อก I Roam Alone และเขียนเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อบอกเล่าการเดินทางของเธอ รวมถึงข้อแนะนำให้กับผู้หญิงได้ก้าวสู่การเดินทางด้วยตัวเองได้

“หลายคนมีความฝันถึงการเดินทาง แต่ทว่าจะไม่รู้จักความฝันเลย ถ้าไม่ลงมือทำ ซึ่งพอมิ้นท์เดินทาง ทำให้เห็นด้านดี ด้านแย่ อยู่ไปสักพักจะได้เห็นทุกด้าน และสุดท้ายก็รู้ว่าเราขาดสิ่งนี้ไม่ได้”

เปิดบล็อกเล่าเรื่องราว

เที่ยวอย่างไรให้ได้ตังค์

จากคนไม่ชอบท่องโลกโซเชียล การเปิดบล็อกด้วยวิธีลงมือทำเองทุกกระบวนการ จึงเป็นเรื่องยากมาก “มิ้นท์เขียนบล็อกเขียนเว็บไม่เป็นเลย ไม่เคยอ่านโพสต์ แต่สิ่งที่มองนี่คือหนทางนำไปสู่การใช้ชีวิตที่เราชอบ จึงลงมือทำ แต่ยอมรับว่าเขียนไปร้องไห้ไป โดยใช้เวลา 2 เดือน จนเว็บออกมาเรียบร้อย จากนั้นเริ่มวางแผนสู่การเดินทาง กับทริปแรกของ I Roam Alone ที่ Azores ใช้ระยะเวลา 3 สัปดาห์”

ความทุ่มเท คือสิ่งที่คุณมิ้นท์ว่าเธอให้เกินร้อย โดยก่อนเดินทางจะศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ และเดินทางไปในสถานที่ที่มีความปลอดภัย ซึ่งโดยส่วนใหญ่เธอไม่นิยมเลือกในเมือง ซึ่งหลายๆ ครั้งไปตามป่า เขา สถานที่ธรรมชาติ

การเดินทาง ถ่ายรูป บันทึกเรื่องราว ทำให้เธอกลายเป็นบล็อกเกอร์สาวชื่อดังในเวลาไม่นาน “พอเดินทางไป ถ่ายรูป และก็หยุดเขียนบอกเล่าเรื่องราวในบล็อกตลอด หลังผ่านไปได้ประมาณ 1 เดือน มีสำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เขียนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ก โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน หนังสือ I ROAM ALONE THAI – SIBERIA issue ก็แล้วเสร็จ”

การเดินทางครั้งนี้ทำให้คุณมิ้นท์มีรายได้ที่เห็นเป็นรูปธรรม สร้างกำลังใจให้กับการเดินทางครั้งต่อๆ ไป ซึ่งคุณมิ้นท์ ว่า หลังจากได้เขียนบล็อกและเขียนหนังสือ ทำให้เธอรู้ว่า ตัวอักษรคือสิ่งที่เธอหลงรัก และพร้อมจะให้เวลากับการเขียนในแต่ละวัน โดยเธอวางตารางไว้ 1-2 ชั่วโมง คือเวลาที่เธอต้องให้กับการเขียน

ทริปการเดินทางของ I Roam Alone โดยคุณมิ้น ถูกคิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และบางทริปใช้เวลานาน อย่างทริปท่องแอฟริกาที่เธอใช้เวลา 2 เดือน ทริปอเมริกาใต้และอเมริกากลางที่ใช้เวลาเดินทาง และอยู่เพื่อเรียนรู้สิ่งรอบตัวถึง 8 เดือน

บัดนี้ คุณมิ้นท์กลายเป็นบล็อกเกอร์สาวอายุเพียง 27 ปี ที่ใครๆ ต่างรู้จัก และเธอคือแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนกล้าที่จะก้าวออกมาจากกรอบความกลัว แล้วแบกเป้ขึ้นหลังเดินทางไปกับความสุข

เดินตามความฝัน

สำคัญต้องเป็นตัวเอง

ผู้หญิงรูปร่างเล็ก ดูภายนอกบอบบาง หน้าตาสวยหวาน อ่อนโยน คุณสมบัติเช่นนี้หลายคนมองว่าไม่ดีแน่กับการเดินทางคนเดียว

“ผู้หญิงเที่ยวคนเดียว คือเรื่องใหม่มากสำหรับคนเอเชีย โดยเฉพาะคนไทย เขาจะมองว่านี่คือเรื่องอันตราย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย ถ้าเราวางแผนดี และเลือกไปในสถานที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะที่พัก ด้วยเหตุนี้ มิ้นท์จึงเขียนบอกไว้ในบล็อกเลยว่า อะไรควรทำ ไม่ควรทำ เทคนิค ข้อแนะนำต่างๆ ที่นักเดินทางผู้หญิงควรรู้”

ความจริงใจที่เธอมอบให้ ส่งผลให้คุณมิ้นท์ดังต่อเนื่อง เธอสามารถสร้างรายได้จากการเขียนรีวิว งานโฆษณา ได้รับความสนใจจากรายการทีวีตามไปถ่ายทำ ได้รับโอกาสเป็นพิธีกร ได้รับเชิญไปออกงานต่างๆ จนบัดนี้คุณมิ้นท์มีรายได้ราว 100,000 บาท ต่อเดือน

“จะทำอะไรให้สำเร็จต้องเป็นตัวเองก่อน มิ้นท์ไม่มีไอดอล เราไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ได้เงินหรือว่าดัง แต่หลายคนมักจะมองข้ามความชอบแล้วไปดูภาพความสำเร็จ ดูเงิน ในที่สุดก็เปลี่ยนตัวเอง ทุกวันนี้ แม้มิ้นท์จะได้รับโอกาสต่อยอดจากการเดินทางของตนเอง แต่ทุกอย่างที่ทำ ล้วนอยู่บนความเป็นตัวเองเสมอ”

แม้การทำงาน การเดินทาง จะอยู่บนความเป็นตัวของตัวเอง แต่ใช่ว่าจะไม่สร้างระเบียบวินัย และความรับผิดชอบ ซึ่งคุณมิ้นท์ ว่า อาจมากกว่าพนักงานออฟฟิศ “การเดินทางคือการทำงาน เราต้องให้เวลากับการเขียน กับการวางแผน ฉะนั้น ทุกวันนี้ใครมาชวนไปไหน เราอาจไปไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบทุกอย่างให้ดีที่สุดก่อน ตรงนี้คือเรื่องสำคัญมาก”

ส่วนผู้ที่ต้องการผละจากงานประจำ แล้วมาสร้างอิสระในการทำงานด้วยตัวเองในตำแหน่ง ฟรีแลนซ์ เช่นเดียวกัน คุณมิ้นท์ บอกเลยว่า อายุไม่ใช่อุปสรรค แต่สิ่งที่ต้องมีอย่างเต็มเปี่ยมคือ “พลัง” ในการขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่อยู่บนความรับผิดชอบ

“งานของมิ้นท์ ไม่มีการตอกบัตร ไม่มีที่นั่งประจำ ไม่มีบริษัท แต่ว่าต้องมีพลังในการเดินทางไปพบกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งทุกวันนี้มิ้นท์เห็นอะไรก็รู้สึกตื่นเต้นตื่นตัวไปหมด และการเดินทางมันไม่ได้มีความหมายว่าต้องไปไกล แค่เราก้าวออกจากบ้านก็เรียกว่าการเดินทางแล้ว แต่ถ้าจะทำให้เกิดเป็นอาชีพ ต้องมีใจรักในสิ่งนั้น ต้องสนุก มีความรับผิดชอบ มีวินัย และด้วยเราอยู่ในโลกออนไลน์ ต้องยอมรับคำติชมได้ และต้องคิดวางแผนต่อยอด อย่างต่อไปมิ้นท์คิดถึงการทำรายการทีวี วางแผนกับสิ่งใหม่ๆ แต่อย่างที่บอกค่ะ ทุกอย่างต้องเกิดจากความเป็นตัวของตัวเอง”

บล็อกเกอร์สาว ยังกล่าวปิดท้ายถึงการเดินทางที่นำมาสู่อาชีพของเธอว่า คือความลงตัวในชีวิต ที่แม้จะมีตำแหน่งงานประจำ กับเงินเดือนก้อนโตมาวางลงตรงหน้า ก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของคุณมิ้นท์ได้ที่ http://www.facebook.com/I Roam Alone, http://www.iroamalone.com

พี่สอนน้อง ฟรีแลนซ์ อาชีพเฉพาะตัว เด็กจบใหม่ ไม่ควรเลียนแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07039151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

พี่สอนน้อง ฟรีแลนซ์ อาชีพเฉพาะตัว เด็กจบใหม่ ไม่ควรเลียนแบบ

ได้ชื่อว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ต หรือ “คอนเสิร์ตดีไซน์” ชั้นนำของวงการบันเทิงไทย สำหรับ “พล หุยประเสริฐ” ชายหนุ่มที่ออกแบบทั้งภาพ แสง สี เสียง ให้ศิลปินมากว่า 200 เวที ทุกแนวเพลง อาทิ บอดี้สแลม, พาราด็อกซ์, เจ เจตริน, ออฟ ปองศักดิ์, ก๊อต จักรพันธ์, สล็อตแมชชีน ฯลฯ

คุณพล หุยประเสิรฐ จบด้านอินดัสเทรียลดีไซน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้นำงานออกแบบ มาผสมผสานกับดนตรีได้อย่างลงตัว ทุกคอนเสิร์ตที่เขาทำ สามารถสะกดอารมณ์ของคนดูได้อย่างน่าประหลาดใจ ปัจจุบัน เป็นเจ้าของบริษัท H.U.I. ประกอบธุรกิจผลิตคอนเสิร์ตและให้ความบันเทิง

ก่อนเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง คุณพลเคยทำงานประจำในตำแหน่งนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ชายหนุ่ม บอกว่า ทำได้เพียงปีกว่า ก็ลาออกมาเปิดบริษัทด้วยเหตุผลไปรับจ๊อบงานงานหนึ่ง ซึ่งผู้ว่าจ้าง บอกว่า ต้องจดทะเบียนรูปแบบบริษัทถึงจะสามารถรับจ๊อบงานนั้นได้

คุณพลเป็นเจ้าของบริษัทในวัยเพียง 20 ปีเศษ เจ้าตัว เล่าว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว เปิดบริษัทไปสักพักได้รับโอกาสจาก คุณสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ชวนมาทำฉาก ทำเวทีคอนเสิร์ต ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง ในตำแหน่งโปรดักชั่นเฮ้าส์ มีหน้าที่เตรียมงานด้านการผลิตทั้งหมด

ปัจจุบัน บริษัท H.U.I. มีพนักงานประจำไม่มาก งานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว เจ้าของบริษัทเลือกจ้างฟรีแลนซ์

“บริษัทของผมมีพนักงานราว 10 คน ฟรีแลนซ์ที่จ้างมาทำงานให้ส่วนใหญ่เป็นกราฟิก ตากล้อง ช่างภาพ ทำฉาก ทำโมเดล งานพวกนี้ทำเองคนเดียวได้ และใช้ความสามารถเฉพาะทาง ส่วนตัวมองว่าฟรีแลนซ์ตอบโจทย์”

ในมุมมองของคนที่ทำงานเบื้องหลัง เขาได้นิยามคำว่า “ฟรีแลนซ์” คือ บริษัทขนาดเล็กที่ทำงานเฉพาะด้าน ปิดจ๊อบได้ในคนคนเดียว สำหรับปัจจัยที่คนจะหันมาทำงานฟรีแลนซ์คือ เวลา และรายได้

“การจะเป็นฟรีแลนซ์ที่ดี ควรเป็นคนที่ชัดเจน มีสไตล์เป็นของตัวเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองอยู่เสมอ ถ้าเลือกได้ควรเลือกรับงานดีๆ ใช้ความสามารถหลายด้านเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพไปในตัว”

คุณพล บอกต่อว่า ฟรีแลนซ์มักจะรับงานเฉพาะที่ตัวเองถนัด ทำให้พัฒนาการด้านอื่นลดน้อยลง ขณะเดียวกัน บริษัทใหญ่ๆ ก็คงไม่ลงทุนส่งฟรีแลนซ์ไปอบรม หรือเข้าคอร์สเหมือนพนักงานประจำ ฉะนั้น ฟรีแลนซ์ที่ดีควรเพิ่มทักษะด้านอื่นด้วย

ดูเหมือนอาชีพอิสระอย่างฟรีแลนซ์ จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเด็กจบใหม่ในสมัยนี้ รุ่นพี่อย่างคุณพล เขาได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

“นักศึกษาจบใหม่ไม่เหมาะกับอาชีพฟรีแลนซ์ มองว่ายังด้อยประสบการณ์ ควรทำงานประจำไปอย่างน้อย 5-10 ปี เพื่อเรียนรู้งานหลายๆ ด้าน และสัมผัสกระบวนการทำงานเป็นทีมก่อน แล้วค่อยคิดจะเป็นฟรีแลนซ์”

เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี?ตั้งเป้า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี?ตั้งเป้า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

หากติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ภาคเกษตรกรรม ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำนา เพราะมีน้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ จึงเห็นได้ว่าหลายพื้นที่ซึ่งเป็นท้องนาจะพบภาพข้าวยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก

แม้ก่อนหน้านี้จะมีฝนตกลงมาบ้าง แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ และล่าสุดทราบข่าวมาว่า ปริมาณน้ำที่เก็บกักในเขื่อนหลักหลายแห่งที่เพิ่งผ่านจุดอันตรายมากำลังลดลงอีก

ดังนั้น หากปลายปีนี้ฝนไม่ตก หรือตกน้อย หรือตกแต่ไม่เข้าไปเติมน้ำในเขื่อนแล้ว เห็นทีปีหน้าเกษตรกรอาจประสบกับวิกฤตภัยแล้งรอบใหม่แน่…

“สิงห์บุรี” เป็นจังหวัดในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่มีพื้นที่ทำนาเกือบทั้งจังหวัด แม้จะได้เปรียบแหล่งน้ำทางธรรมชาติจากแม่น้ำสำคัญถึง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี อีกทั้งยังมีลำน้ำสายอื่นๆ คือ ลำแม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย ก็ตาม แต่หากต้นทางน้ำเหล่านั้นประสบปัญหาแล้วก็น่าจะส่งผลต่อปลายน้ำแน่นอน

ทีมงานเทคโนฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อสำรวจการทำเกษตรกรรมของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นได้รับผลกระทบอย่างไร และมีแนวทางรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่ผ่านมา หรือที่กำลังจะเจอกันอีกด้วยวิธีใด??

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า จังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 514,049 ไร่ มีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน 411,781 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 80.11 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด โดยพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 418,781 ไร่ หรือ 80.66 เปอร์เซ็นต์

ความที่มีพื้นที่ในเขตชลประทานจำนวนมาก จึงทำให้อาชีพหลักของชาวบ้านคือ การทำนา ซึ่งมีพื้นที่ 377,826 ไร่ หรือ 90.22 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พอมีผลกระทบจากเรื่องน้ำ จึงทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ทางสำนักงานเกษตรสิงห์บุรีได้มีการตระเตรียมรับมือไว้ด้วยการให้ความช่วยเหลือกับพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนในบริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้แม่น้ำ อย่างที่ ลำน้ำแม่ลา, ใกล้แม่น้ำน้อย หรือใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็น 3 แหล่งน้ำ ที่มีความสำคัญเพื่อให้เกษตรกรใช้ทำนา แต่สำหรับพื้นที่ซึ่งต้องคอยรับน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็ยังคงทำนาไม่ได้

“ฉะนั้น ในส่วนที่ยังทำนาไม่ได้นี้ จึงส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจทุกหมู่บ้าน ซึ่งในความรับผิดชอบของทางสำนักงานเกษตรจังหวัด มีจำนวน 43 ตำบล ทั้งนี้เพราะเป็นผลมาจากนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด กำหนดให้หัวหน้าทุกส่วนราชการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับทุกตำบล หมู่บ้าน

เกษตรจังหวัดระบุว่า หน้าที่ของแต่ละกลุ่มจะต้องไปจัดทำเวทีชุมชน พร้อมกับสำรวจว่า ชาวบ้านต้องการอะไร และยังขาดอะไร ฉะนั้น ทุกส่วนจึงมีข้อมูลของตัวเองว่า ชาวบ้านต้องการอะไร ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมงาน เสริมอาชีพให้เพื่อเป็นการทดแทนการหยุดทำนาปีและนาปรัง และถือเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ และจัดหาอาชีพบรรเทาปัญหา”

“เกษตรกรบางรายอาจต้องการปลูกงา ปลูกถั่ว หรือแม้แต่พืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่ทำนาเดิมของตัวเอง ทั้งนี้อาจจะปลูกเป็นการชั่วคราวสัก 1 รอบการผลิต หรืออาจปลูกพืชผักสวนครัวร่วมด้วย ในส่วนแหล่งน้ำนั้นได้มีการเจาะบ่อบาดาลไว้จำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชใช้น้ำน้อย”

สำหรับพื้นที่พืชสวน (พืชผัก ผลไม้ และพืชยืนต้น) จำนวน 26.895 ไร่ หรือ 6.428 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ หรือ 2.63 เปอร์เซ็นต์ ท่านเกษตรจังหวัดเผยว่า ไม้ผลที่เด่นของจังหวัด ได้แก่ มะม่วง กล้วย และกระท้อน แต่ไม่ค่อยโดดเด่น เนื่องจากเป็นผลมาจากน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2554 อย่างเมื่อก่อนผลไม้ที่ดังและมีชื่อเสียงของจังหวัดคือ กระท้อน

ด้านปศุสัตว์ มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1.189 ไร่ หรือ 0.28 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ หรือเป็ด อย่างไรก็ตาม ได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้นในช่วงวิกฤตภัยแล้งนี้

ทางด้านประมง มีพื้นที่ทำประมงเพาะเลี้ยง 1,869 ไร่ หรือ 0.45 เปอร์เซ็นต์ และแน่นอนว่า สิงห์บุรี สัตว์น้ำที่มีชื่อดังอย่าง ปลาช่อนแม่ลา ที่มาจากลำน้ำแม่ลา จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงปลา ทั้งนี้ ปลาช่อนแม่ลาได้รับความนิยมในการบริโภคมาก เพราะมีรสชาติอร่อยมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ในแง่เศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เกษตรจังหวัดเน้นว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่า ทั้งนี้ เพราะมีประสบการณ์แล้วว่า ถ้าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำแล้วเป็นอย่างไร เนื่องจากแนวทางนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เพียง 1 ไร่ ก็สามารถบริหารจัดการได้ จึงจัดทำต้นแบบตัวอย่างแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไว้ ในพื้นที่ 1 ไร่ 1 แสน โดยประกอบไปด้วยการทำนา บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และต้องการให้ชาวนามองว่าในอนาคตหากเกิดภาวะน้ำน้อย ควรจะทำอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้

อีกประเด็นที่เกษตรจังหวัดวิตกคือ เรื่องการตลาด เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรมีหน้าที่ผลิต แต่ไม่ได้ขายเอง จึงทำให้เกิดช่องว่างด้านราคา ด้วยเหตุนี้จึงต้องการยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรมีมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการผลิตแล้วนำออกไปขายเอง แล้วทางสำนักงานเกษตรจังหวัดรับหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในชื่อตลาดเกษตร โดยให้เกษตรกรจากกลุ่มต่างๆ ได้นำผลผลิตมาขายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแม่บ้าน หรือแม้แต่เกษตรกรเอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมรายได้ อีกทั้งยังต้องการให้ชาวบ้านเข้ามาสู่ระบบการขาย การตลาด มากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านความเป็นอยู่หรือการสร้างรายได้ของชาวบ้านในจังหวัดสิงห์บุรีนั้น เกษตรจังหวัดบอกว่าคงไม่ต้องห่วงเพราะคนสิงห์บุรีทุกครัวเรือนมีงานสร้างอาชีพและมีรายได้ที่ดีทุกครอบครัว เป็นจังหวัดที่ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข และน่าจะเป็นความสุขที่สุดในประเทศไทย เพราะจากผลสำรวจออกมาว่า สิงห์บุรี “เมืองแห่งความสุข อันดับ 1 ของไทย” เป็นการประเมินทุกด้านจากหน่วยงานราชการ และได้รางวัลนี้จากการประกวดมาแล้วถึง 2 ครั้ง

นอกจากนั้น คุณยศพนธ์ ยังบอกถึงกลยุทธ์ในการส่งเสริม โดยยึดพื้นที่ คน และสินค้า เป็นหลัก ทั้งนี้ควรถ่ายทอดความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เพื่อเป็นส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิต แล้วเพิ่มผลผลิต ด้วยการพัฒนาคุณภาพสินค้า อีกทั้งต้องสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพ อกม. องค์การเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย โดยให้อยู่บนพื้นฐานของมีกิน มีใช้ หากเหลือนำไปขาย เพื่อความยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ว่า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“ท้ายนี้ อยากจะเชิญชวนท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านทุกท่านให้มาเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรีกัน เพราะที่นี่ล้วนมีแต่สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สินค้าพื้นเมือง อาหาร ขนม ตลอดจนสินค้าจากภาคเกษตรที่มีความหลากหลายและปลอดภัยด้วยการผลิตที่มีคุณภาพ” เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี กล่าว

ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกในการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

สัมภาษณ์ ผอ. กศน. จังหวัดสิงห์บุรี ผอ. สันติ ต่วนชะเอม “งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

พานิชย์ ยศปัญญา

สัมภาษณ์ ผอ. กศน. จังหวัดสิงห์บุรี ผอ. สันติ ต่วนชะเอม “งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ”

สำนักงาน กศน. จังหวัดสิงห์บุรี เป็นหน่วยงานทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2545 ปัจจุบันตั้งอยู่ เลขที่ 115 ถนนสิงห์บุรี-ลพบุรี ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ถือว่า สำนักงาน กศน. จังหวัดสิงห์บุรี มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุดองค์กรหนึ่ง

ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์ ผอ. สันติ ต่วนชะเอม ผู้อำนวยการ สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสิงห์บุรี

มีเรื่องราวหลากหลาย

ลองติดตามกันดู

งานใหญ่…สร้างคนสร้างงาน

ตาม พ.ร.บ. การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรามีงาน 3 งานใหญ่ๆ คือการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาขั้นพื้นฐาน…เรามีผู้ใช้บริการกว่า 3,900 คน คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดในจังหวัดสิงห์บุรี การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ นำนักเรียนหรือบุคคลที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ได้รับการศึกษา มีหลักสูตรสายสามัญคือ ประถม ม.ต้น ม.ปลาย เรามีครูสอนคนเหล่านี้ ที่เรียกว่า ครู กศน.

อีกส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ การเทียบระดับการศึกษา การศึกษาประเภทนี้ใช้เวลาให้คุ้มค่า จากการประกอบอาชีพอยู่แล้ว แต่ขาดวุฒิทางการศึกษาหรือสายสามัญ จะมีขั้นตอนระเบียบวิธีการปฏิบัติ นักศึกษาเทียบระดับปัจจุบันมีเรียนอยู่ 49 คน เป็นผู้ที่มีอาชีพ มีรายได้อยู่แล้ว…เรามี ปวช. 45 คน เรียนธุรกิจสถานพยาบาล อำเภอค่ายบางระจัน

อีกโครงการหนึ่ง ทำร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี นำเกษตรกรที่มีอาชีพเพาะปลูก ที่อำเภอค่ายบางระจัน มีนักเรียนกว่า 10 คน

การศึกษาต่อเนื่อง…เป็นการยกระดับรายได้ของประชากร เป็นเรื่องของการสอนอาชีพ เริ่มจากสอนที่เขาไม่เป็น สอนเพิ่มทักษะที่เขาเป็นอยู่แล้ว เพื่อการประกอบอาชีพให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น อันนี้ กศน. สิงห์บุรี ทำตามนโยบายของ กศน. ส่วนกลาง เราได้บูรณาการ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด แนวทางในการประกอบอาชีพ เรายึดตามแนวทางการพัฒนาอาชีพสิงห์บุรีเป็นหลัก ยุทธศาสตร์จังหวัดต้องการอาชีพอะไรบ้าง จะสร้างงาน สร้างคนในจังหวัด กศน. ก็สำรวจ โดยใช้ ครู กศน. ตำบล จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และตัดสินใจ แล้วนำเอาวิชาต่างๆ เข้าไปสอน

การศึกษาตามอัธยาศัย…เรามีห้องสมุดประชาชนอำเภอทั้งหมด 6 แห่ง ในจำนวนทั้งหมดนี้ ห้องสมุดอำเภอท่าช้าง เป็นห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี…ห้องสมุดทุกแห่งเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เราคอยให้บริการประชาชนในพื้นที่ เรามีรถโมบาย คือห้องสมุดเคลื่อนที่ คอยบริการประชาชนในพื้นที่ทุกแห่ง กศน. จะนำไปให้บริการทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ขอมา ในรถโมบายมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อค้นคว้าข้อมูลต่างๆ มีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้ชาวบ้านได้สนใจ สิ่งสำคัญที่มีอยู่ในรถคือ เรื่องของการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำความรู้ไปตัดสินใจในการประกอบอาชีพ รถมี 1 คัน เราบริการทั้งในระบบและนอกระบบ รอบของการออกบริการเดือนหนึ่ง 3-4 ครั้ง มีคนขอมาค่อนข้างมาก

รถโมบายของ กศน. ให้บริการโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในระบบด้วย

รถโมบายมีหนังสือการ์ตูน หนังสือสำหรับเด็กวัยเรียน

ในรถมีเจ้าหน้าที่คอยบริการ เช่น การเรียนรู้ การเล่มเกมส์ มีของรางวัลที่เรารับจากผู้ที่มีจิตกุศล เพื่อเป็นรางวัลให้เด็กนักเรียน

กิจกรรมที่เน้นกันคือ ความรู้เรื่องอาเซียน คอยสอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้

เป็นสิ่งหนึ่งที่ไปกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนในระบบ

การจัดหนังสือ จัดเป็นชุด หากเป็นโรงเรียนตามระบบที่ขอมา เราจะใช้หนังสือเยาวชน หากออกเคลื่อนที่หรือไปตามชุมชนต่างๆ เราเสริมหนังสืออาชีพต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ กศน. เห็นความสำคัญคือ การประกอบอาชีพ เรามีหนังสืออาชีพมากพอสมควร

ห้องสมุดอยู่กับที่ รถโมบายเราไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชน เพื่อให้บริการเข้าถึงชุมชนมากขึ้น

กศน. กับงานส่งเสริมการเกษตร

มีโดดเด่นหลายแห่ง

กศน. ให้ความสนใจ เพราะสิงห์บุรีเป็นเมืองเกษตรกรสิทธิศักดิ์ รม อีกอย่างหนึ่งยุทธศาสตร์ของจังหวัด เรื่องของการพัฒนาศักยภาพการทำเกษตรปลอดภัย เรามีการอบรม ให้ทักษะความรู้ เรามี ครู กศน. ตำบล 43 ตำบล เป็นผู้จัดการความรู้ จากเรื่องราวต่างๆ จะนำความรู้ไปให้ชาวบ้าน หากเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด จะหาวิทยากรมาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน

เรื่องเกษตร ครูเราหลายคนมีทักษะ ยกตัวอย่าง เช่น ที่ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน มีการกำจัดวัชพืชอย่างได้ผล เรื่องคลองสวยน้ำใส มีการนำเอาผักตบชวามาใช้ สังเกตจากการหมัก นำมาทำปุ๋ยได้ ทางตำบลไม้ดัดนำมาปลูกมะนาวอย่างได้ผล ตอนนี้ครูเองและชาวบ้าน เป็นวิทยากรระดับประเทศ หลายหน่วยงานเชิญไปเป็นวิทยากร ตอนนี้ขยายออกไปปลูกหลายราย

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ผลดีคือ การปลูกพืชปลอดสารพิษ เป็นพืชผักสวนครัว ที่อำเภอค่ายบางระจัน เป็นการเผยแพร่การเกษตรโดยการลดต้นทุน ซึ่งมีการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีในการปลูกผัก เป็นการลดจำนวนการทำนา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การทำนาเป็นเรื่องยากพอสมควร เนื่องจากภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปัจจัยการผลิตบางอย่างน่าจะต้องใช้น้อยลง

ที่ตำบลไม้ดัด เป็นแหล่งเรียนรู้ของ กศน. มีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรการใช้ผักตบชวาให้เป็นประโยชน์

คุณสมบัติครู กศน. ส่วนกลางให้คัดเลือก…เป็นผู้มีวุฒิปริญญาตรี สายครู บางคนอาจจะไม่มีวุฒิทางครู จึงต้องพัฒนาศักยภาพ ทาง กศน. ก็พัฒนาศักยภาพในส่วนนี้ รวมทั้งพัฒนาทักษะการเข้าถึงประชาชน โดยยึดพื้นฐานของประชาชนเป็นหลัก โดย 1. ยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก 2. ดูความพร้อมของประชาชน มีความพร้อมแค่ไหน

จากการที่ได้พัฒนาศักยภาพของครู จากนั้นครูก็จะไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

การจะทำให้งาน กศน. บรรลุวัตถุประสงค์ บุคลากรจึงมีความสำคัญอย่างมาก ต้องมีความรอบรู้และทักษะในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบต่างๆ เช่น การพูดจากับประชาชน เรื่องของเนื้องานครูต้องเข้าใจ เพื่อนำไปประยุกต์กับงานของตนเอง…ครูต้องมีจิตอาสา มองความต้องการของประชาชนเป็นหลักแล้วออกแบบการเรียนการสอน การประสานงานก็สำคัญ

เราจึงภูมิใจว่า งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ หลายสิ่งหลายอย่าง…อย่างสายสามัญ บุคลากรที่ผ่านการเรียนกับ กศน. ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประถม ม.ต้น ม.ปลาย ออกไปเรียนต่อในระบบมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ถ้าไม่เรียนต่อ ก็นำความรู้ไปวิเคราะห์จนเกิดประโยชน์ในอาชีพที่ทำ

งานศึกษาต่อเนื่อง เราสามารถผลิตสินค้าต่อยอด เพื่อพัฒนาไปสู่สินค้าโอท็อปได้หลายสินค้า

ผู้ประกอบอาชีพยามมีเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นขนมต่างๆ เป็นรายได้เสริมอย่างดี

ครู กศน. เป็นคนสิงห์บุรี ส่วนใหญ่เรียนจบปริญญาตรี แต่วิทยากรสอนอาชีพ เป็นคนในพื้นที่บางส่วน หาคนมีความรู้พิเศษเฉพาะทาง

ประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในท้องถิ่น

งาน กศน. สิงห์บุรี เรารับนโยบายจากส่วนกลาง แล้วเรานำมาประยุกต์ หลายกิจกรรมประสบผลสำเร็จ หน่วยงานอื่นนำไปต่อยอด เรื่องของสายสามัญ ยกระดับแนวคิดความรู้

ผู้ที่ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบ กศน. รับมาเติมเต็มทางการศึกษา

หลายคนเรียนจบ ม.ปลาย ไปเรียนต่อประสบความสำเร็จ

เราจะผลิตคนแนวทางไหนต้องดูยุทธศาสตร์ของจังหวัด เช่น เรื่องอาหาร-เครื่องดื่ม, ยารักษาโรค-สมุนไพร, การท่องเที่ยว, โรงแรม และอื่นๆ

กศน. จะพัฒนาโดยมองภาพใหญ่ของจังหวัด แล้วนำงาน กศน. ไปทำตามแนวทางของจังหวัด คนเกือบแสนคน ให้เดินไปตามที่จังหวัดต้องการ จะเกิดประโยชน์กับจังหวัด ตัวอย่างเรื่องอาหาร หรือขนม มี 2 ลักษณะ ที่ กศน. หาวิทยากรมาสอน คือเดินไปในแนวทางเป็นสินค้าระดับจังหวัด ขยายต่อไประดับประเทศ แล้วระดับเปิดไปสู่ เออีซี

อีกแนวทางหนึ่ง อาหารหรือขนมเป็นของโบราณในจังหวัดสิงห์บุรี คนจังหวัดสิงห์บุรีต้องสอนเรื่องนี้ เพื่ออนุรักษ์ในสิ่งที่สิงห์บุรีมีอยู่แล้ว เช่น ต้มยำปลาช่อน แกงบอน แกงปลาร้าหัวตาล และขนมบางอย่าง เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี ได้กินอาหารที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ส่วนนี้มีวิทยากรสอน

วิทยากรที่สอน หากเป็นของพื้นบ้าน มีคนเฒ่าคนแก่มาสอน หากเป็นอาหารที่จะพัฒนาไปสู่สากล มีวิทยากรจากข้างนอกมาสอน

ยา-สมุนไพร มีผู้มีความรู้เรื่องสมุนไพร 3 ราย กศน. สอนนวดแผนไทย สามารถนำไปประกอบอาชีพตามชุมชนต่างๆ เช่น ที่วัดพระนอนจักรสีห์

สิงห์บุรีอยู่ในกลุ่มท่องเที่ยวเจ้าพระยาป่าสัก มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทางจังหวัดอยากให้คนมาเที่ยวได้พักที่สิงห์บุรีสักวันสองวัน กศน. มองเรื่องนี้ต้องพัฒนาการให้บริการ เช่น การเป็นมัคคุเทศก์อาสา การเป็นบริกรที่ดี การมีจิตอาสานำคนต่างจังหวัดต่างชาติมาเที่ยวในจังหวัดสิงห์บุรี

การบริการโรงแรม จะพยายามพัฒนาให้คนเรียนรู้เรื่องโรงแรม โฮมสเตย์มียังน้อย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มีแล้ว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมในด้านต่างๆ สอบถามได้ที่ โทร. (036) 512-170

น้ำค้าง ชื่นเอี่ยม หญิงแกร่ง ชาวนาคนเก่ง ค่ายบางระจัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

สุรเดช สดคมขำ

น้ำค้าง ชื่นเอี่ยม หญิงแกร่ง ชาวนาคนเก่ง ค่ายบางระจัน

ประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นประเทศแห่งเกษตรกรรม มีการทำไร่ ทำนา เกือบทุกภูมิภาคของประเทศ แต่เกษตรกรรมหลักที่ทำกันมายาวนาน คงจะหนีไม่พ้นการทำนา

ปัจจุบัน ชาวนาไทยค่อนข้างมีต้นทุนการทำนาสูง เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมากขึ้น ทำให้ได้กำไรน้อยลง ยังส่งผลต่อรายได้และสุขภาพของชาวนาหลังใช้สารเคมีเป็นระยะเวลาผ่านไปนานๆ

แต่ปัจจุบัน ชาวนาได้เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น จึงหันมาทำนาแบบกึ่งเกษตรอินทรีย์ คือ การลดใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ข้าวที่ดี มีคุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ชาวนาเองยังปลอดภัยจากการใช้สารเคมี ดังเช่นเกษตรกรรายนี้ คุณน้ำค้าง ชื่นเอี่ยม

คุณน้ำค้าง ปัจจุบันอยู่บ้าน เลขที่ 50 หมู่ที่ 3 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาทำนา จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปี 2558

จุดเริ่มต้น ของการเป็นชาวนา

คุณน้ำค้าง เล่าว่า สมัยก่อนประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ใครให้ทำอะไรทำหมด ยังไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง โดยรับจ้างทำนาจากเพื่อนชาวนาด้วยกัน ซึ่งสมัยก่อนชีวิตคุณน้ำค้างค่อนข้างลำบากมาก

“เริ่มแรกเดิมที รับจ้างเกี่ยวข้าวทั่วไป ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินเป็นของเราเอง อาศัยเขาอยู่ ที่อาศัยเขาอยู่นี่ คืออยู่บนรถอีแต๋นนะ กินบนนั้น นอนบนนั้นเลยนะ” คุณน้ำค้าง เล่าถึงอดีตที่ผ่านมา

หลังจากรับจ้างอยู่หลายปี ประมาณปี 2541 คุณน้ำค้าง เล่าว่า พี่สาวแท้ๆ มีเหตุจำเป็นต้องเลิกทำนา จึงให้ที่นาที่เช่าไว้ จำนวน 26 ไร่ ให้คุณน้ำค้างเช่าทำต่อกับสามี ซึ่งสมัยนั้นข้าวเกวียนละ ประมาณ 3,000 บาท ต้นๆ คุณน้ำค้างทำได้ประมาณ 70 ถัง/ไร่

ณ ตอนนั้น คุณน้ำค้างยังไม่มีความรู้ในการทำนามากนัก อาศัยจากประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับจ้างมา เมื่อทำนาที่เช่าไว้หลายปี ประมาณปี 2544 คุณน้ำค้างได้เข้าสมัครโรงเรียนเกษตรกร เพราะมองเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าศึกษาหาความรู้ ได้เรียนรู้เรื่องโรคและแมลงที่ทำลายนาข้าว ทำให้ลดการใช้สารเคมีลง เพราะสามีเคยเข้าโรงพยาบาลหลังจากพ่นยาในนาข้าว

“เราก็มาค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ไม่ใช้สารเคมี จะมีใช้แค่ช่วงยาคุม ชาวบ้านยังยึดติดอยู่ว่า ต้องใช้กันเชื้อรา กันหนอนเจาะคอรวง ขนาดไม่มีโรคระบาดก็ใช้กันอยู่ แต่ที่นาที่ฉันทำ มีฉีดยาคุมเที่ยวหนึ่ง คนอื่นไม่รู้ นึกว่าเราจ้างคนอื่นมาฉีดช่วงข้าวเล็กๆ แต่จริงๆ ไม่ได้จ้างใครเลย เราฉีดเอง ได้ข้าวจากเดิม ประมาณ 70 ถัง/ไร่ หลังทำวิธีนี้ ได้มา 90 ถัง/ไร่” คุณน้ำค้าง กล่าว

จากการนำความรู้ที่ได้มาจากโรงเรียนเกษตรกร ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เมื่อมีเงินมากขึ้นจึงซื้อบ้านอยู่พักอาศัย พอประมาณปี 2547 คุณน้ำค้างได้ซื้อที่นาเป็นของตนเอง จำนวน 15 ไร่

สำหรับคุณน้ำค้าง การเรียนรู้ไม่มีอะไรสิ้นสุด พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเสมอ จึงได้สมัครเป็นหมอดินอาสา เมื่อประมาณปี 2550 เพื่อจะได้นำความรู้ที่ได้นำมาใช้ต่อยอดการทำนาต่อไป

วิธีการทำนา ลดต้นทุน เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน

ในขั้นตอนการทำนา คุณน้ำค้าง เล่าว่า จะนำดินไปตรวจทุกปี ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวใดบ้าง ซึ่งธาตุหลักๆ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เนื่องจากคุณน้ำค้างเป็นหมอดินอาสา ทำให้เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้มาก เช่น ถ้าในดินขาดธาตุไนโตรเจน แต่อีก 2 ธาตุ ไม่ขาด จะเพิ่มแค่ธาตุไนโตรเจนเท่านั้น ซึ่งทำให้ลดต้นทุนได้มาก โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น

“ถ้าหลังผลตรวจมาแล้ว ถ้าขาดไนโตรเจน ก็จะใส่ 16-0-0 ถ้าปีไหนขาดตัวโพแทสเซียมมากหน่อย ก็จะใส่ตัวท้ายให้เยอะๆ หน่อย พอตรวจดินเสร็จก็ทำปุ๋ยพืชสด เอาปอเทืองมาหว่าน พอมีดอกก็ปั่นปอเทืองไปกับดิน แต่ต้องทนหน่อยเพราะว่ามันเหม็น ส่วนเมล็ดปอเทืองไปเอาได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน” คุณน้ำค้าง กล่าว

เมื่อได้ปุ๋ยพืชสดจากการไถกลบปอเทืองแล้ว คุณน้ำค้าง เล่าว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะมีรา หรือข้าวที่หว่านจะเน่า เพราะลองทำมานานแล้วไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เป็นการประหยัดต้นทุนการใส่ปุ๋ยเคมีได้ดีมาก การนำปอเทืองมาไถกลบนั้น ควรเลือกหว่านเมล็ดตอนที่ใกล้จะหว่านข้าว เช่น ทำนาช่วงเดือนเมษายน จะต้องหว่านปอเทืองประมาณต้นเดือนมีนาคม จะใช้ระยะเวลาให้ปอเทืองโต ประมาณ 1 เดือน จึงไถกลบเตรียมย่ำดิน และตีดินให้พร้อมสำหรับหว่านข้าวต่อไป

พันธุ์ข้าวที่คุณน้ำค้างใช้หว่านจะเป็นพันธุ์หอมปทุม และไรซ์เบอร์รี่ การหว่านข้าวในนา คุณน้ำค้างมีวิธีที่แตกต่างกันไป ข้าวหอมปทุม จะใช้วิธีหว่าน 1.5 ถัง/ไร่ ส่วนข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะทำวิธีดำ กับวิธีโยน 5 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ว่ากว้างมากน้อยเพียงไร ดูตามความเหมาะสมจนกล้าข้าวได้ระยะที่แข็งแรง

การดูแลกำจัดแมลงศัตรูพืช

คุณน้ำค้าง เล่าว่า นาที่ทำจะไม่ใช้สารเคมีเพื่อจำกัดแมลงศัตรูพืช แม้จะมีใครมาแนะนำให้ใช้จะปฏิเสธเสมอ แต่ที่ขาดไม่ได้จะเป็นยาคุม แต่ถ้าทำนาด้วยวิธีโยนก็จะไม่ใช้ยาคุม

เมื่อเราถามคุณน้ำค้างว่าจะทำอย่างไร เกิดมีการระบาดของแมลงมากๆ เพราะไม่ใช้ยากำจัดแมลงศัตรูพืช

คุณน้ำค้างกลับตอบด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “อันนี้ทำใจได้ ปล่อยเลย ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ เพราะเมื่อ ปี 2552 ที่มีเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด เราก็ไม่ได้ฉีดยากันนะ เพราะที่เคยเรียนที่โรงเรียนเกษตรกร เขาบอกว่า มวนเขียวดูดไข่ 1 ตัว สามารถเจาะเพลี้ยกระโดดได้ 15 ตัว/วัน เลยตัดปัญหาไม่ฉีด ให้แมลงธรรมชาติทำลายกันเอง เพราะเดี๋ยวแมลงที่ดีๆ จะตายไปด้วย เพราะลองไปแหวกดูที่นาข้างๆ ขนาดเขาฉีดยังมีเพลี้ยเลย แต่ช่วงนั้นก็ยังได้ผลผลิตดีนะ ได้ 60 ถัง/ไร่” คุณน้ำค้าง กล่าว

การใส่ปุ๋ย คุณน้ำค้าง เล่าว่า ใช้ประมาณ 25 กิโลกรัม/ไร่ ตลอดระยะเวลาทำนาจนถึงเก็บเกี่ยว

“ทีแรกเลย ถ้าขาดไนโตรเจน จะใส่ปุ๋ยสูตร 16-0-0 ประมาณ 10 กิโลกรัม เมื่ออายุข้าวประมาณ 25 วัน พอข้าวอายุประมาณ 55 วัน ใช้สูตร 15-15-15 ครั้งที่ 2 นี้ ใช้ 15 กิโลกรัม รวมทั้งหมดที่ใช้ปุ๋ย 25 กิโลกรัม พอดี” คุณน้ำค้าง อธิบายเทคนิคการใส่ปุ๋ยที่ตนทำมาจนชำนาญ

ต้นทุนต่ำ ผลผลิตดี นำสู่เกษตรกรดีเด่น

เนื่องจากราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาขายในแต่ละปีมีราคาที่ไม่แน่นอน แม้ราคาตก คุณน้ำค้างก็ยังไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนการทำนาไม่สูง “ช่วงนี้น้ำแล้งๆ หน่อย จะวิดน้ำตลอดเลย เพราะค่าน้ำมันที่ใช้วิดน้ำ 700 บาท/ไร่ โดยแต่ละวิธีไม่เท่ากัน ถ้าเป็นนาโยนสองพันสองเอง ถ้าเป็นนาหว่านอยู่ที่สองพันแปด แต่คนอื่นทำไม่ได้ต้นทุนเท่านี้ เพราะคนอื่นต้นทุนสูง แต่ต้นทุนที่บอกไปนี่คิดหมดแล้วนะ ทั้งค่าแรง แต่อาศัยว่าเราทำเองกับสามี” คุณน้ำค้าง กล่าว

ช่วงปี 2549 คุณน้ำค้าง เล่าว่า ราคาข้าว เกวียนละ 7,200 บาท แต่ปัจจุบันตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 6,800 บาท/เกวียน แม้ว่าราคาข้าวจะมีขึ้นลง แต่สำหรับคุณน้ำค้างแล้วยังไม่ถึงกับขาดทุน เพราะการทำนาของคุณน้ำค้าง ใช้เงินทุนไม่เกิน 3,200 บาท/ไร่

จากความตั้งใจ วิริยะ อุตสาหะของคุณน้ำค้าง ทำให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา ประจำปี พ.ศ. 2558 ให้กับคุณน้ำค้าง “ที่เราได้รางวัลจากการเข้าประกวด เพราะเราทำนาลดต้นทุน และก็ได้ผลผลิตเยอะด้วย เพราะเราประหยัดทั้งเรื่อง ปุ๋ย สารเคมี คือมันดีต่อสุขภาพเราด้วย ไม่ต้องดมยาที่ฉีดพ่น” คุณน้ำค้าง กล่าวอย่างภาคภูมิใจในรางวัลที่ได้รับ

รายได้เสริม จากการแปรรูป

คุณน้ำค้าง เล่าว่า ช่วงที่รอข้าวเจริญเติบโตจนกว่าจะเก็บเกี่ยว คุณน้ำค้างปลูกผักตามหัวคันนา และมีที่ว่างตรงไหนก็จะปลูกดอกไม้ที่ขายได้ เพื่อให้มีรายได้ตลอดเวลา เช่น ดอกดาวเรือง ผักต่างๆ นอกจากนี้ ข้าวที่ถึงอายุเก็บเกี่ยวได้แล้ว บางส่วนขาย บางส่วนคุณน้ำค้างจะนำมาแปรรูปเอง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวพองไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้อง เพราะถ้าส่งขายหมด ราคาก็ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คุณน้ำค้างขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท ถ้ามีคนซื้อในจำนวนมากนำไปแพ็กขายต่อ อยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท คนส่วนใหญ่จะมาซื้อที่บ้าน หรือไม่คุณน้ำค้างจะนำไปขายเองทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ที่ตลาดเกษตรกรสิงห์บุรี

เหตุที่คุณน้ำค้างต้องนำไปแปรรูปขายเอง โดยให้เหตุผลว่า

“ถ้าเราขายแบบสดเลย ไม่ตาก อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ ได้แค่หมื่นพัน หมื่นสอง ถ้าเป็นข้าวแห้ง รับซื้อที่ระดับหมื่นห้า แต่เราเอามาแปรรูปแล้วเราได้สามหมื่น ข้าวหอมมะลินี่ถ้าขายสด อยู่ที่เก้าพัน หรือหนึ่งหมื่น ถ้าเรามาแปรรูปเองได้สองหมื่น”

จะเห็นได้ว่า ชีวิตคุณน้ำค้างทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ปัจจุบันกลับมีทุกอย่าง เพราะเกิดจากการขยันหมั่นเพียร และนำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนเกษตรกร การเป็นหมอดินอาสา ตลอดจนศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เสมอ ทำให้การทำนาของคุณน้ำค้างประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และไม่ได้คิดแต่จะเป็นผู้ผลิตข้าวขายเพียงอย่างเดียว แต่กลับนำผลผลิตที่ได้มาต่อยอดแปรรูปเพื่อขายเอง เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่คุณน้ำค้างทำ รายได้ที่มีจึงไม่ได้แต่การทำนาเท่านั้น กลับมีรายได้เข้ามาตลอด อาจเรียกได้ว่าไม่มีหนี้ มีแต่รายได้

สำหรับท่านที่สนใจการทำนาลดต้นทุน หรืออยากได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปของ คุณน้ำค้าง ชื่นเอี่ยม ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (087) 117-9620