หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชาวบ้านดอนตะโหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

สุรเดช สดคมขำ

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชาวบ้านดอนตะโหนด

เศรษฐกิจทุกวันนี้ อาจเรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพงก็ว่าได้ การทำมาหาเก็บของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ลำบาก รายรับที่ได้อาจไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน กอปรกับการประกอบสัมมาอาชีพเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ ความเป็นอยู่ที่ควรจะดีกลับลดน้อยถอยลง จนเกิดสภาวะเครียดทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนในยุคปัจจุบัน

ในโอกาสที่ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับนี้ ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

จึงขอนำเสนอ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ของชาวบ้านดอนตะโหนด หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีหัวเรือใหญ่ คือ คุณเอกศักดิ์ ทองคำ ผู้ใหญ่บ้าน ที่ขับเคลื่อนให้คนในหมู่บ้านเหลือกิน เหลือใช้ เหลือเก็บ ไม่มีหนี้สิน สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านดอนตะโหนดเลยทีเดียว ขณะที่ผู้เขียนได้ไปสัมภาษณ์ ผู้เขียนยังแอบอิจฉาชาวบ้านดอนตะโหนดมิน้อย ที่สามารถจัดการความเป็นอยู่ได้ดีขนาดนี้ จนชาวบ้านอยู่ดีมีสุข เกิดความรัก ความสามัคคี

คุณเอกศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า ชาวบ้านดอนตะโหนด มีทั้งสิ้น 70 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ทำนา ทำสวน แต่รายได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าว ยังไม่เพียงพอต่อความเป็นอยู่ เพราะนาที่ทำส่วนใหญ่ยังเป็นนาเช่า จึงมองเห็นปัญหาเรื่องปากท้องของชาวบ้านเป็นหลัก เมื่อประมาณปี 2538 ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และต่อมาเมื่อปี 2551 ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าว เพราะมีผู้สูงอายุท่านหนึ่งในหมู่บ้านป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แพทย์จึงแนะนำให้กินข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ จึงไปหาซื้อมาจากจังหวัดอื่น กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท

คุณเอกศักดิ์ บอกว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นคิดว่าเราเองก็ทำนา แต่ทำไมจะต้องไปซื้อข้าวจากที่อื่นมากิน จึงได้ไปหาพันธุ์ข้าวปลูกไรซ์เบอร์รี่มาปลูกเอง เมื่อกินไปได้สักระยะสุขภาพดีขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงคิดร่วมกันว่า ควรจะสีข้าวไรซ์เบอร์รี่ขายเอง แต่ต้องเป็นข้าวปลอดสารพิษ จึงมีการรวมกลุ่มทำข้าวปลอดสารพิษขึ้น ที่รวมตัวได้ทั้งหมด 12 ครัวเรือน จาก 70 ครัวเรือน โดยตกลงกันว่าข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ปลูกต้องไม่ใช้ยาคุมฆ่าหญ้า ไม่ใช้สารเคมีไล่แมลงศัตรูพืช ทำให้ปัจจุบันสามารถผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ ประมาณ 18 ตัน ต่อปี ในจำนวนที่นา 60 ไร่ เพราะความใส่ใจเรื่องสารเคมีมากขึ้น จึงได้จัดตั้งธนาคารปุ๋ย ได้รับความช่วยเหลือจากกรมพัฒนาที่ดิน ปุ๋ยที่ทำนำมาขายให้กับคนในหมู่บ้านใช้เอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณเอกศักดิ์ บอกว่า ชาวบ้านดอนตะโหนดได้น้อมนำกระแสพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่เป็นหนี้สิน มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ เพราะมีเงินกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านเอง โดยมี คุณไพโรจน์ ศิลประเสริฐ เป็นประธาน

คุณไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 41/2 หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า กลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นมานั้น ให้ชาวบ้านตั้งสัจจะการออมเงินทุกเดือน จะฝากมากน้อยไม่สำคัญ แต่ขอให้ฝากทุกเดือน โดยขั้นต่ำเป็นเงิน 50 บาท แต่ไม่เกิน 500 บาท ต่อเดือน ซึ่งชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะมีเงินฝากไม่เท่ากัน แล้วแต่จำนวนรายได้ที่มี ทำให้ปัจจุบันทางกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านมีเงินไว้หมุนเวียน ประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนสำหรับให้ชาวบ้านภายในหมู่บ้าน ครัวเรือนไหนมีเรื่องเดือดร้อนจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน สามารถมากู้ได้ทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ชาวบ้านที่จะกู้ได้ต้องเป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เท่านั้น ตั้งแต่เริ่มโครงการมา ยังไม่มีชาวบ้านที่กู้เงินไปแล้วไม่ใช้คืน แต่กลับคืนเงินทั้งต้นทั้งดอกครบถ้วนตามกำหนด

ต่อมาจึงได้จัดตั้งให้เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ขึ้น โดยนำเอากองทุนหมู่บ้าน โครงการ เอสเอ็มแอล (SML) และกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านที่มีอยู่เดิม มาจัดรวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถดูแลชาวบ้านได้ดียิ่งขึ้น โดยมีสวัสดิการด้านต่างๆ สำหรับสมาชิกได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

“พอมารวมเป็นสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน เราก็แบ่งกลุ่มให้ชาวบ้านรับผิดชอบ ดูแลกันเองเป็นกลุ่มๆ ตอนนี้ถ้ามีสมาชิกในหมู่บ้านเกิดคลอดลูก ทางกลุ่มออมทรัพย์จะทำขวัญให้รายละ 500 บาท แต่พ่อแม่ของเด็กต้องมาฝากเปิดบัญชีให้ลูก 100 บาท ในเดือนแรกที่ลูกคลอด เราต้องการให้เด็กเป็นสมาชิกของกลุ่มเลย ต่อไปก็ให้พ่อแม่ของเด็กมาฝากเข้ากับทางกลุ่มออมทรัพย์เรา ซึ่งแต่ละครั้งที่ฝาก ขึ้นอยู่กับรายได้ของพ่อแม่เด็กเอง ว่ามีรายได้มาก รายได้น้อย เพื่อให้มีเงินเก็บ จะมากจะน้อยไม่ว่ากัน”

คุณไพโรจน์ เล่าและบอกต่ออีกว่า

“พอเด็กโตขึ้น เราก็มีเงินทุนเรื่องการศึกษา โดยเอากองทุนหมู่บ้านมาจัดเป็นทุนการศึกษา ให้กับเด็กในหมู่บ้าน ปีละ 10 ทุน ทุกอย่างที่ทำนี่คือเราคิดกันทั้งหมู่บ้าน ไม่ได้มีคนใดคนหนึ่งคิดกันมาเอง เราประชาคมช่วยกันเสนอความคิดขึ้นมา ต่อไปเรื่องป่วยเจ็บพักรักษาตัวนอนโรงพยาบาลเกิน 2 คืน ทางกลุ่มออมทรัพย์ เราจะไปเยี่ยมไข้รายละ 500 บาท จะใช้สิทธิ์ได้ปีละครั้ง ถ้ามีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้าน เราจะมีกองทุนสงเคราะห์ เก็บจากคนในหมู่บ้าน ส่วนคนนอกหมู่บ้านก็ช่วยข้าวสาร คนละ 2 กิโลกรัม พร้อมเงิน 100 บาท โดยกรรมการเราจะช่วยเก็บตอนสวดพระอภิธรรมคืนแรก…นอกจากนี้ ยังมีเงินทุนสำหรับซื้อพืชผักสวนครัวแจก คือ ผู้สูงอายุ ผู้พิการติดเตียง ตอนนี้ที่เราจัดมี 13 ชุด โดยเอาเงินที่ได้จากดอกเบี้ย มาแก้ไขปัญหาความยากจน เราก็พยายามหมุนเวียนดูแลกันในหมู่บ้าน ส่วนเงิน เอสเอ็มแอล (SML) เราก็จัดการเอามาซื้อเต็นท์ เก้าอี้ เวลาคนในหมู่บ้านมีงานก็มาขอยืมกันใช้ ไม่ต้องไปเช่าที่อื่น มาเอาไปช่วยกันกางได้ เพราะถ้าไปเช่าจากที่อื่น ก็หลังละ 700 บาท”

จากนั้น คุณเอกศักดิ์ ยังเพิ่มข้อมูลให้ด้วยว่า เมื่อหมู่บ้านมีเงินทุนมากพอก็สามารถทำโครงการต่างๆ ได้ โดยจัดตั้งโรงสีชุมชนขนาดกลางขึ้น เพื่อสีข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ขาย สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน คนที่รับผิดชอบด้านนี้ ได้แก่ คุณเกษม หอมเทียม เป็นประธาน

คุณเกษม อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า

“โรงสีนี่เริ่มมาตั้งแต่ปี 51 โดยเอาเงินของ SML โรงสีเราผลิตได้ตันกว่าๆ ต่อวัน โดยชาวบ้านที่นี่ไม่ต้องซื้อข้าวกิน เก็บข้าวไว้แล้วมาสีกันเอง เพราะตอนนี้ข้าวแพง ทุกคนเห็นว่าเราปลูกเอง ก็อย่าขายหมด มาสีเองที่โรงสีเราได้ ตอนนี้ไม่ใช่รับสีเฉพาะในหมู่บ้านเรา แต่รับสีทั่วไปเลย ชาวบ้านจากหมู่อื่นก็มา โรงสีเราสีได้ทั้งข้าวกะเทาะเปลือก กับข้าวกล้อง”

“พอเราได้เครื่องสีมาใหม่ๆ ต่อไป ก็เป็นวิธีบริหารจัดการ ต้องทำให้ดี เราแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือจ้างสี จะเอาข้าวเปลือกมาสี จะได้ข้าวสาร ได้รำ ได้ปลายข้าว ค่าจ้างสี ถังละ 12 บาท กับสีฟรี โดยทางโรงสีเราจะหักรำ หักปลายข้าว โดยเอาข้าวมา 10 แต่เอาข้าวกลับไป 5 ส่วน สีฟรี โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ส่วนมากชาวบ้านจะใช้ระบบสีฟรี ส่วนรำกับปลายข้าวเราก็เอาไปขาย เพื่อเอาเงินตรงนั้นมาใช้จ่าย…ส่วนคนงานที่มาทำงาน เราให้ค่าแรง ถังละ 5 บาท ก็สามารถมีรายได้ พอเรามาทำข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ก็จะซื้อเครื่องสีมาอีกตัวหนึ่ง เพื่อสำหรับสีข้าวที่ปลอดสารพิษ ตัวข้าวกล้องเรารับสีถังละ 15 บาท” คุณเกษม กล่าว

เนื่องจากชาวบ้านดอนตะโหนด ได้จัดการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีการช่วยเหลือซึ่งกันละกัน อยู่ในวิถีพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เมื่อปี 2553 ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด เพราะได้น้อมนำกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติ แล้วทุกคนในหมู่บ้านอยู่ดีมีความสุข ทำให้โครงการต่างๆ ที่ทำประสบผลสำเร็จด้วยดี จึงมีความคิดที่จะทำโครงการต่อไปคือ การปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งตอนนี้ในหมู่บ้านได้ผลิตปุ๋ยหมัก และสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่ได้จากธรรมชาติมาใช้กันเอง โดยลดสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านมีสุขภาพที่ดี

คุณเอกศักดิ์ เล่าว่า การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากขั้นตอนการผลิตที่ไม่มีสารพิษจริงๆ ไม่ว่าปุ๋ยที่ใช้ ต้องเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยต้องธรรมชาติ เพราะผลผลิตจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์จริงๆ จึงจัดตั้งธนาคารปุ๋ยขึ้นมาในหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านมีปุ๋ยไว้ใช้ทำการเพาะปลูกต่างๆ

“ธนาคารปุ๋ยนี่ กรมพัฒนาที่ดิน มาช่วยในการจัดตั้ง ปุ๋ยหมักทำจากขี้เค้กอ้อยกับขี้วัวเป็นหลัก เพราะว่าเราอยู่ใกล้โรงงานน้ำตาล เราเอามาหมัก ที่ธนาคารปุ๋ยเราไม่ได้ปั้นเม็ด แต่จะให้ชาวบ้านเอากระสอบมาโกยไปเอง กิโลละ 1 บาท คนนอกหมู่บ้านก็มาขอแบ่งซื้อ คนนอกหมู่บ้านก็มาแบ่งใช้ได้ ส่วนเงินที่ได้มาก็เตรียมเอาไปทำรอบต่อไป ปุ๋ยที่ทำนี่ ชาวบ้านเอาไปใช้เอง ตามนาข้าว ผักสวนครัวด้วย คนที่ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ก็เอาไปผสมดินปลูกประมาณนี้” คุณเอกศักดิ์ กล่าว

เมื่อทุกอย่างค่อนข้างจะครบวงจร คุณเอกศักดิ์ ยังบอกอีกว่า ชาวบ้านดอนตะโหนดคิดที่จะต่อยอด คือการปลูกผักปลอดสารพิษให้มากขึ้น เพราะช่วงที่รอข้าวถึงฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงนั้นชาวบ้านจะว่าง จึงคิดที่จะทำสวนผักเพื่อให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น ตอนแรกอาจจะทำแจกกันในหมู่บ้าน เมื่อทำสำเร็จและมีมากพอก็จะนำไปขายตามแหล่งรับซื้อต่างๆ ภายในจังหวัดสิงห์บุรี

จากโครงการต่างๆ ที่ชาวบ้านดอนตะโหนดสามารถทำร่วมกันจนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อถามว่าทำอย่างไร ทั้ง 3 ท่าน ให้เหตุผลว่า ต้องการพัฒนาคนในหมู่บ้านให้มีคุณภาพ โดยเริ่มจากความสามัคคี มีความรู้ ไม่ว่าทุกคนมีข้อเสนอแนะในด้านไหน ชาวบ้านที่นี่จะพร้อมใจกันว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงไรกับหมู่บ้าน ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ก็ดำเนินการได้เลยทันที ทำให้การพัฒนาไปได้รวดเร็ว

ด้านผู้นำของหมู่บ้านนั้น ต้องมองเห็นประโยชน์ของคนในหมู่บ้านให้มากที่สุด โดยไม่หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง มีความเสียสละ ความเอาใจใส่ ก็ทำให้ชาวบ้านที่นี่เกิดความเชื่อมั่น และสามารถกำหนดทิศทางของงานให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยความสามัคคีของทุกคน

สำหรับท่านใดที่สนใจเยี่ยมชมศึกษาดูงาน หรือปรึกษาการจัดแผนการพัฒนาด้านต่างๆ ติดต่อได้ที่ คุณเอกศักดิ์ ทองคำ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอนตะโหนด หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี หมายเลขโทรศัพท์ (089) 806-5046

ขอบพระคุณ คุณวนากร บังเกิด เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

“กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา” ทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์…สะอาด ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา” ทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์…สะอาด ปลอดภัย

ในบรรดารายการอาหารทั้งหลาย “ปลา” นับเป็นอีกเมนูที่หลายคนชื่นชอบบริโภคกันมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล โดยอาจนำไปทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้งต้ม นึ่ง ทอด เผา ฯลฯ หรือแม้แต่นำไปปรุงแต่งร่วมกับอย่างอื่น เพื่อใช้เป็นอาหารสูตรเด็ดบนโต๊ะอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของแต่ละคน

การนำปลามาแปรรูปด้วยการทำเป็นปลาแดดเดียว ถือเป็นการถนอมอาหารแบบพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและมักเป็นเมนูอาหารเด็ดที่ต้องเปิบร่วมกับน้ำพริกและผักสด ผักลวกจิ้ม

ทว่า…การทำปลาแดดเดียว หากคนทำขาดความใส่ใจในเรื่องความสะอาดแล้ว ก็อาจส่งผลเสียหายต่อคุณภาพ และไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ผู้ซื้อควรระมัดระวังและหมั่นสังเกตอย่างละเอียดทุกครั้งที่ต้องการซื้อปลาแดดเดียวมาบริโภค

มีชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี รวมตัวกันจำนวนกว่า 30 คน และใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำนาหารายได้เสริม ด้วยการช่วยกันทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นปลาประจำจังหวัดไปแล้ว และปลาชนิดอื่นออกขาย พร้อมกับตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า “กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา”

ใช้เวลาว่างจากการทำนา

ทำปลาแดดเดียวหารายได้

คุณมลิวรรณ ทองเสม ทำหน้าที่ประธานกลุ่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่า จากเดิมชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ การทำนา ต่อมาเกิดปัญหาจากการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมชาติ ศัตรูพืช จนทำให้มีผลกระทบกับรายได้ จึงทำให้ทุกคนรวมตัวกัน ปรึกษาหารือกัน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับรายได้ จากนั้นได้เริ่มทำกับข้าวขาย ถ้าหากขายไม่หมด สมาชิกกลุ่มนำกลับไปรับประทานที่บ้าน

ขณะเดียวกันได้รับความช่วยเหลือจากทางด้านประมงจังหวัด ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปลาแดดเดียวและปลาอีกหลายชนิด พร้อมกับให้การสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์คือ ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ จากนั้นจึงทำมาได้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปลาแดดเดียวจากปลาช่อนและปลาตะเพียน

ปลาช่อน ที่นำมาใช้จะซื้อจากชาวบ้านที่ไปจับมาจากแหล่งน้ำทางธรรมชาติ และเป็นปลาช่อนที่ชาวบ้านเลี้ยงกันในพื้นที่ อีกทั้งบางส่วนยังรับซื้อมาจากแหล่งอื่นต่างถิ่นด้วย ในช่วงปลายปีจะหาปลาง่ายและมีจำนวนมาก แต่ถ้าหากช่วงใดที่ปลาในพื้นที่มีน้อย จำเป็นต้องออกไปหาที่อื่น โดยใช้ปลาทุกชนิดในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม ทั้งนี้ จะเป็นปลาช่อนสัก 30 กิโลกรัม โดยรับซื้อปลาจากชาวบ้าน กิโลกรัมละ 80-100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของปลา

ประธานกลุ่มเผยว่า ถ้านำปลาช่อน จำนวน 10 กิโลกรัม มาทำเป็นปลาแดดเดียว จะเหลือน้ำหนักเพียง 6-7 กิโลกรัม ยกเว้นถ้าปลาไม่ได้ตัดหัวออก อาจได้น้ำหนักมากกว่า และส่วนที่ตัดออกจากตัวปลา อย่าง พุง หรือส่วนอื่นจะไม่ทิ้ง แต่นำไปทำน้ำหมัก แล้วนำไปรดพืชผักต่างๆ ที่ปลูก

วิธีเลือกปลาที่จะนำมาใช้ทำปลาแดดเดียว จะต้องเป็นปลาที่มีขนาด 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จากนั้นเริ่มจากการแล่ปลา แล้วนำไปล้าง เสร็จแล้วนำไปหมักกับเกลือผสมน้ำตาลเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณเกือบชั่วโมง แล้วให้นำไปล้างอีกครั้ง จากนั้นจึงนำไปตากในตู้พลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ หากอากาศดี แดดดี ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าเจออากาศไม่ดี แดดน้อย อาจต้องใช้พัดลมช่วยเป่า การทำปลาแดดเดียวของกลุ่มจะทำกันเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี แล้วนำมาขายที่ตลาดเกษตรในทุกวันศุกร์-เสาร์และอาทิตย์ และยังรับยอดสั่งทำจากคนทั่วไป

คุณมลิวรรณ บอกถึงข้อดีของตู้พลังงานแสงอาทิตย์ที่นำมาใช้ว่า สามารถป้องกันแมลงวันมาตอม ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งตู้พลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีขนาด กว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร สามารถตากปลาแดดเดียวทุกชนิดได้ครั้งละประมาณ 40 กิโลกรัม

นำไปขายที่ ตลาดเกษตร

ลูกค้าสนใจซื้อกันมาก

แล้วยังส่งไปขายจังหวัดอื่นด้วย

ประธานกลุ่ม เผยว่า ครั้งแรกที่เริ่มทำปลาออกขาย ยังหาตลาดไม่ได้ ต้องออกตระเวนขายตามตลาดและสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดให้มีตลาดเกษตรขึ้น จึงได้นำปลาไปขาย และขายดีมาก จนทำให้มีลูกค้ารู้จักเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ จะขายดีกว่าช่วงปกติ 2-3 เท่า

ด้านราคาขาย ถ้าเป็น ปลาช่อน ปลาสลิด กิโลกรัมละ 200 บาท ปลาสวาย กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาดุก กิโลกรัมละ 140 บาท ทั้งนี้ราคาดังกล่าวกำหนดไว้ต่ำกว่าตลาดทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีแม่ค้ารับไปขายทางภาคเหนือด้วย

สิ่งที่สมาชิกกลุ่มจะได้ นอกจากรายได้จำนวนหนึ่งที่หักแล้ว โดยมีรายได้ต่อคนในครั้งละประมาณ 600-700 บาท ยังสร้างความร่วมมือ สามัคคีกัน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพเสริมหลังการทำนา ที่สร้างเม็ดเงินได้ไม่น้อย ทั้งนี้เพราะพวกแม่บ้านจะมีเวลาว่างหลังจากเสร็จฤดูทำนาแล้วหลายเดือน

ปัจจุบัน งานกิจกรรมหลักของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา คือการทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ปลาร้า และปลาส้ม นอกจากนั้น ต่อยอดการสร้างอาชีพด้วยการทำขนมไทยโบราณ อย่าง ขนมตาล ขนมกล้วย ดอกจอก และทองม้วน อีกทั้งยังเปิดสอนให้คนที่สนใจ พร้อมกับเป็นสถานที่เรียนรู้และดูงานของคณะต่างๆ ที่แวะเวียนกันมาเที่ยวสิงห์บุรีด้วย

ประธานกลุ่มเผย ถึงการวางแผนไว้ในอนาคตคือ ความพยายามที่จะเข้าสู่ กลุ่ม OTOP ด้วยการพิสูจน์ถึงความสะอาดและปลอดภัย อีกทั้งต้องได้มาตรฐาน แต่ในขั้นตอนแรกนี้ต้องให้ผ่าน อย. ก่อน

“หากมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดสิงห์บุรี อย่าลืมแวะมาอุดหนุนปลาแดดเดียวของทางกลุ่ม ทั้งนี้ สามารถหาซื้อโดยตรงที่กลุ่ม หรือมีวางขายที่ตลาดเกษตร ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ ขอรับประกันว่า มีความอร่อย สะอาด และปลอดภัย” ประธานกลุ่ม กล่าวทิ้งท้าย

สนใจแวะชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากปลาชนิดต่างๆ และขนมไทยโบราณของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา ติดต่อที่ โทรศัพท์ (081) 928-8593

กะลาไม้แขวน “ลุงเชิด” หัตถกรรมสุดยอด ที่สิงห์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กะลาไม้แขวน “ลุงเชิด” หัตถกรรมสุดยอด ที่สิงห์บุรี

มะพร้าว เป็นพืชที่พบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ไม่ใช่พื้นที่ตามแถบชายทะเล คุณสมบัติที่ดีของมะพร้าวคือ สามารถใช้ทุกส่วนของต้นมาทำประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะพร้าวมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนานกระทั่งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน กะลามะพร้าว ยังมีคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน เมื่อนำมาขัดจะทำให้มีผิวเรียบดำเป็นเงางาม แล้วใช้ภูมิปัญญาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย เครื่องเรือน และเครื่องประดับตกแต่งตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน จึงนับเป็นผลงานหัตถกรรมที่งดงามด้วยฝีมืออันประณีต

จากจุดเด่นของกะลามะพร้าวเช่นว่านี้ ได้ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านโคกคูณ จังหวัดสิงห์บุรี อย่าง คุณเชิดชัย เอี่ยมรักษา นำมาประดิษฐ์เป็นภาชนะใส่ต้นไม้ แล้วยังเพิ่มมูลค่าด้วยการใช้เปลือกมะพร้าวแกะสลักเป็นรูปสัตว์นำไปประกอบกับกะลา เพื่อใช้ประดับแขวนตกแต่งดูสวยงาม

คุณเชิดชัย อายุ 67 ปี มีชื่อเรียกตามชาวบ้านละแวกนั้นว่า ลุงเชิด พักอยู่บ้านเลขที่ 181 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี พร้อมกับภรรยาและลูกสาวคือ คุณลัดดา เอี่ยมรักษา คุณสุรางค์รัตน์ เอี่ยมรักษา

สร้างมูลค่าเพิ่มของไม้ดอกไม้ประดับ

ด้วยการประดิษฐ์กะลาไม้แขวน

อาชีพดั้งเดิมของลุงเชิด คือช่างต่อโครงหลังคารถปิกอัพ และรถบัส ต่อมารับจ้างขับรถทั่วไป กระทั่งอายุมากไม่ปลอดภัยจึงเลิก แล้วหันมาเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยนำไปวางขายตามตลาดนัด แต่มีรายได้ไม่มากนัก

จุดเริ่มของงานกะลาไม้แขวน มาจากเมื่อลุงเชิดมองว่า ควรทำอย่างไร ให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าการนำต้นไม้มาวางขายเฉยๆ เลยเกิดความคิดสร้างมูลค่าอาชีพตัวเองด้วยการนำกะลามะพร้าวมาใส่ต้นไม้ขาย แต่เห็นว่าถ้าเป็นกะลาอย่างเดียวคงไม่สะดุดตา จึงนำเปลือกมะพร้าวมาแกะสลักให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ แล้วประกอบเข้ากับกะลา กระทั่งมีคนสนใจซื้อจำนวนมาก เพราะเป็นของแปลกที่ไม่เคยพบมาก่อน แล้วยังมีความประณีต สวยงาม

“ครั้งแรกยังคิดไม่ออกว่าจะแกะสลักเป็นรูปอะไร เพราะมะพร้าวมีลักษณะรูปทรงกลมและทรงรี จึงลองมาทำเป็นรูปไก่ ในครั้งแรกออกมาดูดีมาก มีหลายคนชมว่าสวย ต่อมาตั้งใจแกะเป็นรูปปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จังหวัด จากนั้นจึงทยอยแกะเป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นอีกมากมาย ขายดีมาก บางรายถึงกับสั่งทำเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ”

ความรู้และความชำนาญของสิ่งเหล่านี้ลุงเชิดไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกฝนที่ไหนมาก่อน แต่อาจโชคดีมีทุนเดิม เพราะพ่อเคยเป็นครูและมีความสามารถด้านการแกะสลัก จึงทำให้ได้เห็น ได้ลอง เป็นการซึมซับมานาน อีกทั้งเมื่อเดินทางไปยังจังหวัดที่มีงานหัตถกรรมเด่น ก็จะจดจำงานเหล่านั้นไว้ พอกลับมาก็จะทดลองแกะ ซึ่งประสบความสำเร็จทุกงาน ฉะนั้น งานแกะสลักจากเปลือกมะพร้าวจึงเรียกได้ว่าหมูเลย…

งานหัตถกรรมกะลาไม้แขวนลุงเชิดเริ่มทำแบบเป็นอาชีพจริงจัง เมื่อปี 2546 แล้วขณะนี้มีวางจำหน่ายที่ตลาดนัดเกษตร และตลาดนัดคลองถม (สิงห์บุรี) ซึ่งนอกจากจะโชว์เฉพาะสินค้าที่ประดิษฐ์เสร็จเรียบร้อยวางขายเปล่าๆ แล้ว อีกส่วนหนึ่งยังมีการนำต้นไม้ประดับใส่คู่ลงไปด้วย เพื่อจะได้ขายไปพร้อมกันทั้งต้นไม้และงานกะลา โดยมีต้นทุนที่ใช้ทำต่อชิ้น ประมาณ 50 บาท

โดยราคาขายจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของชิ้นงาน กรณีไก่ที่ขายดีจะขายส่ง ราคาชิ้นละ 100 บาท ขายปลีกชิ้นละ 150 บาท หรือถ้าเล็กลงมาราคาขายปลีก ชิ้นละ 80 บาท หรืออย่างมังกรที่ได้รับความนิยมขายราคา ชิ้นละ 199 บาท สินค้าที่ขายดีอันดับต้นคือปลาและไก่ และไฮไลต์คือ มังกร สิงห์ ส่วนรองลงมาเป็นลิง

ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของลุงเชิดมีทั้งแบบซื้อปลีกและซื้อส่งจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ อย่างที่ กาญจนบุรี พัทยา และตามแหล่งท่องเที่ยว โดยของแท้จะเห็นว่ามีความประณีต สวยงาม ที่สำคัญถ้าสังเกตจะมีป้ายติดไว้ว่าเป็นสินค้ากะลาไม้แขวนลุงเชิด

ใช้มะพร้าวได้ทุกพันธุ์ ขอให้แก่เท่านั้น

ลุงเชิด บอกว่า สามารถใช้มะพร้าวได้ทุกพันธุ์ แม้แต่น้ำหอม เพียงแต่ต้องเป็นมะพร้าวที่แก่จัดเท่านั้น หรือที่เรียกกันว่า มะพร้าวทุย เพราะไม่มีเนื้อ ไม่มีน้ำ เหลือแต่กะลาขนาดเล็ก โดยให้สังเกตสีที่เปลือกให้มีสีแดง และมีผิวแห้ง ทั้งยังระบุว่า การนำลูกมะพร้าวที่ไม่แก่จัดหรือผิวไม่แห้งสนิทมาแกะสลักอาจยุบตัวลง แล้วทำให้เสียรูปทรง ทั้งนี้ไม่จำกัดขนาดมะพร้าวและสามารถนำมาใช้ได้ทุกลูก ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ มีรูปทรงแบบไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลุงเชิดว่าเมื่อเห็นรูปทรงมะพร้าวแล้ว จะคิดออกแบบเพื่อประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์อะไรตามความเหมาะสม

สำหรับลูกมะพร้าว ลุงเชิดไปหาซื้อมาจากละแวกใกล้บ้านไม่ไกลนัก ลุงเชิดบอกว่าในปัจจุบันจำนวนมะพร้าวยังมีมากและไม่กังวลว่าจะหายาก เพราะในจังหวัดสิงห์บุรีมีเหลือเฟือ ครั้งแรกที่เริ่มทำซื้อมา ลูกละ 5 บาท แต่พอนานไปช่วงหลังนี้ราคาสูง ลูกละ 10-12 บาท แต่ระยะหลังนี้จะลดราคาให้เหลือลูกละประมาณ 7-8 บาท โดยจะต้องไปขนมาเอง คราวละประมาณ 300 ลูก

“สมัยเริ่มขายครั้งแรกที่ทำยังสนุก เพราะทำแล้วขายทันที ช่วงนั้นสามารถทำได้ถึงวันละ 12 ตัว แต่ปัจจุบันอายุและร่างกายที่แก่ลง ทำให้ความสามารถในการทำลดลงมา เหลือวันละ 6 ตัว”

รูปแบบของการแกะสลักเป็นสัตว์ในแบบต่างๆ จะไม่ทำพร้อมกันในครั้งเดียว แต่จะตรวจสอบว่า ถ้าลูกค้าเริ่มเบื่อแบบเดิม จึงจะเปลี่ยนมาแกะแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกพร้อมกับสร้างความน่าสนใจ ดังนั้น ในปัจจุบันรูปสัตว์ที่แกะสลัก ได้แก่ ไก่ ปลา มังกร กุ้ง กบ ลิง นก เป็นต้น

ลุงเชิด ชี้ว่าผลงานของเขาเน้นในความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์รูปแบบงานศิลปหัตถกรรมให้มีความยั่งยืน อีกทั้งเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วย

เน้นประดิษฐ์งานหัตถกรรมที่เป็นธรรมชาติ

ฉะนั้น ทุกส่วนที่ใช้ประกอบขึ้นเป็นตัวงาน จึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างลูกตาใช้เม็ดมะกล่ำ หรือแม้แต่ลวดลายบนชิ้นงานกะลาใช้ความร้อนจากหัวแร้งเผา เพื่อทำให้เกิดลวดลาย อาจใช้สีเคมีตกแต่งเฉพาะส่วนหัวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กน้อย ดังนั้น งานที่ออกมาจึงเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของงานหัตถกรรมกะลาไม้แขวนของลุงเชิด ไม่เพียงใช้ปลูกไม้ประดับขนาดเล็กเท่านั้น แต่ด้วยความละเอียดสวยงามประณีตของชิ้นงาน จึงสามารถนำมาแขวนหรือตั้งโชว์เป็นของประดับตกแต่งบ้านได้ในคราวเดียวกัน

ความเป็นคนสิงห์บุรี จึงทำให้ลุงเชิดมั่นใจว่า ตัวเขาเองเป็นคนแรก และคนเดียวในจังหวัดที่ผลิตงานหัตถกรรมชิ้นนี้ เพียงแต่คนอื่นอาจทำกะลามะพร้าวแบบคล้ายกัน และกล้าฟันธงได้ว่า เป็นคนเดียวที่เป็นเจ้าของงานประเภทนี้ ด้วยเหตุนี้ลุงเชิดจึงได้ไปจดลิขสิทธิ์เพื่อยืนยันผลงานตัวเอง พร้อมกับนำผลงานตัวเองไปเสนอเข้าโอท็อป (OTOP) เรียบร้อยแล้ว ตามคำแนะนำของหลายคนที่ต้องการส่งเสริมงานประเภทนี้ให้มีความโด่งดัง

ไม่เพียงการใช้เวลาไปกับงานประดิษฐ์กะลามะพร้าวในแต่ละวัน แต่ลุงเชิดยังได้รับเชิญไปสอน และสาธิตการทำงานหัตถกรรมกะลาชิ้นนี้ให้แก่คนที่สนใจ ซึ่งได้ติดต่อผ่านมาทาง สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี ในทุกครั้ง

ปัจจุบัน ลุงเชิดและครอบครัวมีรายได้หลักจากอาชีพนี้ ลุงเชิดบอกว่าหากต้องการติดต่อซื้อ ซื้อได้ที่ลุงเชิดหรือผ่านทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เพราะจะได้สินค้าที่เป็นของแท้ อีกทั้งหากต้องการจำนวนมาก ต้องสั่งล่วงหน้า เพราะปัจจุบันช่วยกันทำในครอบครัว จำนวน 3 คน และจะต้องทำทุกวันเพื่อเตรียมไว้ขายในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น อาจทำให้ไม่ทันถ้าสั่งกระชั้นชิดเกินไป

“มีความภูมิใจมากกับผลงานที่เป็นความคิดและสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบและผลิตเอง โดยไม่มีการเลียนแบบใคร อีกทั้งยังมีความภูมิใจในความเป็นคนสิงห์บุรีที่ได้ผลิตงานหัตถกรรมเป็นของจากธรรมชาติ เพราะไม่เพียงแค่คนในประเทศที่ให้ความสนใจ แต่ชาวต่างชาติยังให้ความสนใจไม่แพ้กันด้วย” ลุงเชิด เจ้าของผลงานกะลาไม้แขวนกล่าวในตอนท้าย

สนใจผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรม “กะลาไม้แขวน ลุงเชิด” ติดต่อได้ที่ หมายเลขโทร. (085) 930-8491, (085) 685-0816 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-396, (036) 543-367

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ ทีมงานเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดสิงห์บุรีทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกในการทำงานในครั้งนี้

“Summer Street” ซีฟู้ดริมถนน ดีไซน์นำ ทำเพื่อคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07021011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

อันติกา

“Summer Street” ซีฟู้ดริมถนน ดีไซน์นำ ทำเพื่อคนเมือง

ด้วยช่วงที่เริ่มต้นเปิดร้านในฤดูฝนพอดี เราเจอปัญหาเยอะมาก ตอนนั้นคิดว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปได้เราก็รอด แต่ถ้าไปไม่รอดก็จะเจ๊งไปแบบเงียบๆ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน มารู้ตัวอีกทีลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอคิว ตอนนั้นยังงงเลยว่าผู้คนเขามาต่อแถวเพื่อทำอะไร และจนทุกวันนี้ ก็ยังได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอยู่

“Summer Street” (ซัมเมอร์สตรีต) ร้านอาหารซีฟู้ดสุดแนว ที่มีจุดขายไม่ใช่แค่เมนูซีฟู้ดสดรสเด็ดเท่านั้น แต่ยังใส่บรรยากาศที่ร้อยรับไปกับไลฟ์สไตล์คนเมือง

3 นักออกแบบ ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ คุณก้าบ คุณวี และ คุณออย ร่วมกันก่อตั้ง Summer Street ขึ้น โดยเบื้องต้นไม่คิดว่าจะกลายเป็นร้านดังไกลเกินย่านซอยอารีย์ และไม่คิดว่าจะมีจำนวนลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อลิ้มรส เพราะจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจนี้ก็เพื่อเติมบรรยากาศสร้างร้านเล็กๆ ริมถนน ให้คนเมืองได้มีสถานที่ดื่มกิน

ซีฟู้ดริมถนน

ของคนมีดีไซน์

คุณวี เปิดฉากเล่าเรื่องราวกับการเริ่มต้นสู่ร้าน Summer Street ว่าแต่เดิมนั้น พื้นที่แห่งนี้คือร้านขายส้มตำ ซึ่งตนเองและเพื่อนทั้งสองคือลูกค้าขาประจำ เมื่อทราบว่ากิจการส้มตำกำลังจะยุติลง ด้วยความสนใจในเส้นทางค้าขายอาหาร กอปรกับชื่นชอบบรรยากาศย่านนี้ จึงเป็นเหตุให้เช่าทำเลต่อ

“ผมและคุณออยร่วมกันเปิดบริษัทรับงานด้านออกแบบอยู่ใกล้ๆ นี้เอง พอเวลาต้องการพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะลงมานั่งดื่มนั่งทานที่ร้านส้มตำแห่งนี้ประจำ ซึ่งพอเจ้าของร้านเปรยๆ ว่าจะหยุดกิจการ แต่ในขณะเราชอบบรรยากาศของร้าน ตอนนั้นจึงคุยกันว่าจะเช่าพื้นที่นี้ แต่จะทำอะไรขาย ก็มานั่งปรึกษาโดยชวนก้าบ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยรังสิตมาด้วยกัน ร่วมก่อตั้งสร้างไอเดีย”

อาหารทะเล คือจุดสรุปของหุ้นส่วนทั้งสาม โดยให้เหตุผลจากความชอบ “เราทั้ง 3 คนผูกพันกับอาหารทะเลมาตั้งแต่เกิด เพราะคุณก้าบเป็นคนมหาชัย ออยอยู่จังหวัดเพชรบุรี ส่วนผมอยู่ปัตตานี เราชอบทานอาหารทะเลมาก แต่ในขณะมองว่าในเมืองติดรถไฟฟ้า หาร้านอาหารทะเลได้น้อยมาก อย่างในซอยอารีย์ไม่เห็นเลย แต่ถ้าทำเป็นร้านใหญ่ทำเลมันไม่ได้ เราจึงมองเพียงร้านเล็กๆ ที่ต้องมีความแตกต่าง คือทำร้านอาหารทะเลริมถนน เน้นการจัดร้าน เซตอาหารเป็นชุด ซึ่งไอเดียแบบนี้ตอนนั้นยังไม่เห็นในประเทศไทย”

ทั้ง 3 ผู้ประกอบการยังกล่าวถึงที่มาของไอเดียการทำธุรกิจลักษณะเช่นนี้ มาจากครั้งหนึ่งทั้ง 3 คนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แล้วมีโอกาสลิ้มรสอาหารปิ้งย่างที่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ ซึ่งขณะนั้น คุณวีกล่าวขึ้นมาว่า ถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบบ้านเราคงเข้ากัน

ออกแบบจัดวาง

ครบ กุ้ง หอย ปู

จากพูดเล่นกลายเป็นทำจริงเมื่อสรุปได้ทำเลหมายปองแน่นอน แต่กระนั้นก็ใช้ระยะเวลาราว 3 เดือน ในการจัดวางระบบ โดยทั้ง 3 หุ้นส่วนอาศัยความผูกพันกับงานออกแบบมาเติมเต็มในธุรกิจนี้ นั่นคือ ความละเอียดกับการออกแบบตั้งแต่ ร้าน ดัดแปลงให้เป็นเหมือนรถลาก เพื่อเคลื่อนย้ายได้สะดวก เพราะกฎระเบียบกำหนดไว้คือ ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร แต่จะทำเช่นไรให้สวย และมีฟังก์ชั่นการใช้งานเหมาะสม ซึ่งผลงานการออกแบบนี้โดยฝีมือคุณก้าบ

โต๊ะเก้าอี้ที่มีไว้บริการ 10 ชุด ถูกออกแบบและจ้างผลิตใหม่ เพื่อให้สอดรับกับความลงตัวต่อการใช้งาน “โต๊ะจะต้องทำให้ระดับเตี้ยลงกว่าปกติ เพราะต้องเผื่อพื้นที่ตั้งเตาสำหรับปิ้งย่าง โดยความสูงอยู่ในระดับที่ลูกค้าสะดวกใช้งาน แม้กระทั่งตะแกรงนำมาใช้สำหรับปิ้งย่าง สั่งทำจากวัสดุเกรดปลอดภัยกับอาหาร แม้ราคาจะสูงถึงอันละ 1,000 กว่าบาท แต่ยอมจ่าย จริงอยู่ว่าตรงนี้ลูกค้าอาจมองข้าม แต่เราในฐานะผู้ประกอบการไม่ควรมองผ่าน” คุณออย กล่าว

การจัดชุดเมนูอาหาร ต้องถือว่าเป็นความแตกต่างกับร้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมการขายอาหารซีฟู้ดจะสั่งกันตามน้ำหนัก แต่ Summer Street จัดชุดอาหารไว้บริการ 3 ขนาดคือ ชุดเล็ก 399 บาท ชุดกลาง 599 บาท และชุดใหญ่ 999 บาท ในภาชนะตะกร้าทรงสวย ที่มีเมนูอาหารทะเลยืนพื้นในทุกชุด ได้แก่ กุ้งก้ามกราม ปลาหมึก หอยเชลล์ หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยหวาน โดยแต่ละชุดจะต่างที่ปริมาณ หรือถ้าต้องการสั่งเมนูนอกเหนือก็มีไว้บริการหลากหลาย อย่าง ปูทะเล หรือกับเมนูราคาสูงอย่างกุ้งลายเสือ

วิธีการรับประทานยังแตกต่าง เพราะจากร้านทั่วไปยกมาเสิร์ฟขณะสุกพร้อมทาน แต่ทว่า Summer Street ให้ลูกค้าลงมือปิ้งย่างด้วยตนเอง ซึ่งกับรูปแบบนี้กว่าจะสร้างความเข้าใจให้ลูกค้าได้ต้องใช้ระยะเวลานานนับเดือน

“ด้วยเพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงกลายเป็นความใหม่ แน่นอนว่า แรกๆ ลูกค้าไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมซื้อแล้วต้องมาย่างเอง อยู่หน้าเตาร้อนๆ แกะกุ้งเอง แกะหอยเอง แม้เราจะล้างทำความสะอาดมากกว่า 3 รอบ ตัดหนวดกุ้งให้น่าทานแล้ว แต่ทุกอย่างคือคำถามที่เราต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า ไม่เพียงเท่านั้น ไหนจะเรื่องของทำเลที่ตั้งริมถนน ลูกค้าจะหวั่นเรื่องความสะอาด ร้อน ฝนตก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เมื่อเรารับฟัง อันไหนเห็นด้วยก็แก้ไขปรับไป แต่อันไหนที่เป็นจุดยืนก็ต้องดำรงไว้เช่นนั้น”

ทำเลขายริมถนน

แต่ใส่ใจต้องสะอาด

ทั้งนี้ คุณออย ยังกล่าวถึงการสร้างร้านให้อยู่ในความคาดหวังของลูกค้า โดยยกตัวอย่างความสะอาด ซึ่งทำเลริมถนนย่อมมีปัญหา กลิ่น แมลงสาบ หนู ฉะนั้น ก่อนลงมือเปิดร้าน คุณออย ว่า ต้องจ้างพนักงานมาทำความสะอาดใหญ่ให้พื้นที่สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจนทุกวันนี้ก่อนเปิดและปิดร้านจะดูแลความสะอาดตลอด และในทุกๆ 2 สัปดาห์จะทำความสะอาดครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้กลิ่นของอาหารทะเลติดอยู่กับพื้น และสำคัญคือ ป้องกันสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์เข้ามารบกวน

“ปัญหาที่แก้ไม่ได้คือ ฤดูกาล โดยเฉพาะหน้าฝน จะเป็นอุปสรรคมาก ก็ได้แค่ทำหลังคา กางเต็นท์ป้องกัน เพราะนอกจากนั้นก็เหนือความควบคุม แต่ว่าด้วยช่วงที่เริ่มต้นเปิดร้านในฤดูฝนพอดี เราเจอปัญหาเยอะมาก ตอนนั้นคิดว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปได้เราก็รอด แต่ถ้าไปไม่รอดก็จะเจ๊งไปแบบเงียบๆ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน มารู้ตัวอีกทีลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอคิว ตอนนั้นเรายังงงเลยว่าผู้คนเขามาต่อแถวเพื่อทำอะไร และจนทุกวันนี้ ก็ยังได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอยู่ เราจึงต้องขอเบอร์โทรศัพท์ลูกค้าไว้ แล้วเมื่อใกล้ถึงคิวก็จะโทรตาม”

คุณออย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ก่อนจะเริ่มดำเนินธุรกิจ จะวางแผนจัดระบบไว้อย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะคิดคำนวณต้นทุน การจัดชุดอาหาร ตั้งราคา วางแผนการขาย รายละเอียดต่างๆ แต่ทว่าในวันลงมือจริง จะได้เห็นปัญหาทุกวัน แต่ด้วยเพราะมีพื้นฐานทำงานด้านออกแบบ ซึ่งเป็นงานต้องใช้พลังความคิด และการแข่งขันสูง ทำให้สามารถรองรับอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

“เราเป็นคนทำอะไรแล้วไม่มองข้ามรายละเอียด อย่างการจัดชุดอาหาร ตอนก่อนลงมือทำ ถือกระจาดไปตลาดเลยนะ 3 คนยืนอยู่หน้าร้าน หยิบกุ้งสองสามตัว หอย ปลาหมึก มาวางเรียง จัดให้ได้องค์ประกอบ สี ปริมาณ ขนาดวัตถุดิบ ทุกอย่างต้องออกมาสวย เรามองว่าการทำธุรกิจดีไซน์จะต้องนำ ในขณะที่ตอนนั้นตลาดเขาวุ่นวายมาก ยอมโดนพ่อค้าแม่ค้าต่อว่า สุดท้ายยังไม่ลงตัว ก็ซื้อทุกอย่างมาลองจัดใหม่ จนได้ออกมาอย่างที่เห็น”

วัตถุดิบแพง แต่ดี

คุณภาพนำ น้ำจิ้มอร่อย

ในส่วนของการคัดเลือกวัตถุดิบ แหล่งซื้อ คุณก้าบ ซึ่งรับหน้าที่หลัก กล่าวว่า จากเริ่มต้นเดินทางไปตลาดด้วยตนเอง เพื่อคัดเลือกให้ได้คุณภาพอันดับต้นๆ กระทั่งลงตัวแล้ว จึงให้ซัพพลายเออร์ที่ไว้วางใจ นำสินค้ามาส่งถึงหน้าร้าน

“คนอาจมองว่า กุ้งคือกุ้ง หอยคือหอย แต่จริงๆ คิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะถ้าลงลึกในรายละเอียดจะรู้ว่าแตกต่าง ทั้งเรื่องขนาด ความสด จากนั้นก็ต้องมาดูที่ระยะเวลาการขนส่ง การจัดเก็บ เพื่อคงความสด เพราะสิ่งนี้สำคัญมาก เราไม่ต้องการให้ลูกค้าทานแล้วสะดุด ทุกวันนี้จึงคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้เน้นจำนวนสั่งซื้อ แต่เรายอมจ่ายแพง เพื่อให้ได้ของสดใหม่ทุกวัน และเราไม่มีตู้แช่สต๊อกวัตถุดิบ”

สำหรับแหล่งวัตถุดิบ คุณก้าบ ว่า มาจากหลายแห่ง อาทิ พังงา สุราษฎร์ธานี แม่กลอง โดยนอกจากคำนึงถึงคุณภาพความสดแล้ว ขนาดยังเป็นเรื่องต้องใส่ใจให้เท่าๆ กัน ในทุกๆ รอบการสั่งซื้อ

อาหารทะเลจะอร่อยยิ่งขึ้น ถ้าได้เคียงคู่น้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งสูตรส่วนผสมการปรุงนี้ต้องยกให้คุณออย ผู้รับหน้าที่ โดยคุณออย ว่า เป็นสูตรชาวบ้านที่เหมือนแม่ทำให้ทาน ฉะนั้น วัตถุดิบจึงไม่มีอะไรมาก แต่ที่ออกมารสชาติถูกปากเพราะคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น พริก กระเทียม มะนาว น้ำปลา น้ำตาล โดยไม่เติมแต่งชูรส

“เคยคิดว่าถ้าไม่ได้เรียนด้านศิลปกรรมก็คงเรียนทำอาหารไปแล้ว เพราะชอบเข้าครัวมาตั้งแต่เด็กๆ ได้เรียนรู้การปรุง และเห็นความสำคัญของวัตถุดิบมาก อย่างมะนาวใช้ผลสด แม้ราคาจะขยับไปที่ลูกละ 20 บาท ก็คงต้องใช้ แต่ว่ารสชาติของวัตถุดิบจะมีต่างไปบ้างตามฤดูกาล อย่างมะนาวหน้าฝน กับหน้าหนาว รสเปรี้ยวต่างกัน เช่นเดียวกับความเผ็ดของพริก ความหวานของน้ำตาล เราก็ต้องปรับๆ ไป แต่จะให้เหมือนกันทุกวันคงตอบว่าทำขนาดนั้นไม่ได้ แต่พยายามทำให้อยู่ในสูตร โดยการปรุงรสน้ำจิ้มมีปรับไปตามความต้องการของลูกค้าส่วนหนึ่ง เพราะแรกๆ ที่ทำขายต้องยอมรับว่า จะให้ลูกค้าทุกคนมาชื่นชอบรสเดียวกับเราคงไม่ใช่ ต้องมีปรับบ้าง”

มีปัญหาเคลมได้

ต่างชาติ คนไทย ตรึม

ผ่านระยะเวลาดำเนินธุรกิจมากว่า 1 ปี แม้ในภาพรวมจะดูว่าอยู่ตัวแล้ว แต่ทั้ง 3 ผู้ประกอบการยังคงต้องเดินทางมาดูแลกิจการตลอด เพราะเข้าใจว่าธุรกิจนี้เกิดปัญหาเฉพาะหน้าได้ทุกวัน อย่างเป็นต้นว่า วัตถุดิบ แม้จะตรวจสอบอย่างดีทุกรายการ แต่บางชนิดเหนือการควบคุม

“อย่างหอยแครง 100 ตัว จะบอกว่าทั้งร้อยตัวดีหมดคงไม่ได้ บางตัวแกะออกมาแล้วมีดินไม่มีเนื้อ ตรงนี้บอกลูกค้าเลยว่าเคลมได้ เปลี่ยนตัวใหม่ไปเลย หรือทานแล้วรสชาติแปลกๆ แจ้งได้เลยครับ เพราะเหนือการควบคุมจริงๆ เราเสิร์ฟทั้งเปลือก ก็จะดูแลยาก แต่ว่าความรับผิดชอบสำคัญ ซึ่งลูกค้าก็เข้าใจ” คุณวีและคุณก้าบ กล่าว

จากเริ่มต้นมองกลุ่มเป้าหมายคนในย่านอารีย์ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นมีลูกค้าทั้งต่างจังหวัด และต่างประเทศเข้ามาอุดหนุน โดยชาวต่างชาติเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ “อิทธิพลสำคัญคือการบอกต่อ และยิ่งตอนนี้มันมีโซเชียลเข้ามาทำให้เร็วมาก และอีกส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกระแสฟู้ดทรัก ทำให้เราได้รับการรู้จักไปด้วย บางคนบอกมาจากเชียงใหม่ ก็แวะเข้ามาทาน หรืออย่างชาวต่างชาติหลายคนรู้จากบล็อกเกอร์นำไปลง ซึ่งเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีคนมาเขียนให้ ซึ่งถ้าเป็นชาวต่างชาติ บางคนเขาทานเผ็ดไม่ได้ เราก็เสิร์ฟมายองเนส หรือซีอิ๊ว หรืออย่างชาวเกาหลี เขาจะมีน้ำจิ้มมาเอง”

ในวันนี้สามารถตอบได้ว่า Summer Street คือตัวอย่างความสำเร็จของการทำธุรกิจให้กับใครอีกหลายๆ คน ซึ่งตรงนี้ทั้ง 3 ผู้ประกอบการมองว่าดี ถ้าทุกคนทำโดยมีจุดมุ่งหมายตรงความเข้าใจในผู้บริโภค มิใช่มุ่งหวังกำไรเป็นที่ตั้ง

“คนจะทำธุรกิจต้องคิดให้เยอะ ต้องรู้จักตัวเอง และมีจุดยืนชัดเจน อย่ามัวแต่มองเรื่องเงินเป็นหลัก แต่ขอให้มองว่าทำแล้วเราชอบหรือเปล่า เราขายจิตวิญญาณของเราหรือเปล่า เพราะโดยส่วนตัวถ้าทำธุรกิจโดยมองเรื่องของตัวเงิน ไปทำธุรกิจอื่นน่าจะได้มากกว่านี้ ยกเว้นว่าถ้ามองเรื่องเงินแต่ในขณะเดียวกันก็มีไอเดีย อันนี้ทำได้นะ เพราะความต่างทำให้ได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ” คุณออยและคุณก้าบ กล่าว

ด้วยเพราะเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าจับต้อง จึงมีผู้สนใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งเมื่อถามในรูปแบบแฟรนไชส์ คุณออย กล่าวด้วยรอยยิ้ม ยังไม่พร้อมเปิดช่วงนี้ แต่อนาคตไม่แน่ ส่วนรูปแบบวางไว้แน่นอน คือการขยายธุรกิจด้วยตัวเอง โดยมองหาทำเลซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ริมถนนก็ได้ แต่ขอให้ได้บรรยากาศเพื่อทำร้านให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในย่านนั้น

สนใจต้องการลิ้มรสความอร่อยของอาหารทะเลริมถนน เดินทางไปได้ที่ “Summer Street” อารีย์ซอย 2 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือคลิก Facebook.com/SummerStreet

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ จำหน่ายอาหารซีฟู้ดประเภทปิ้งย่าง

ชื่อกิจการ Summer Street

การลงทุน หลายแสนบาท (โดยหมดไปกับการสร้างร้านและอุปกรณ์เป็นหลัก)

กำไร ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

จุดเด่น จัดชุดซีฟู้ดสำหรับปิ้งย่างด้วยตัวเอง โดยเน้นการตกแต่งให้มีดีไซน์

เจาะทำเลริมถนน ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี สด สะอาด ปริมาณเหมาะสมกับราคา

พนักงาน 3-4 คน

เวลาให้บริการ จันทร์-เสาร์ เวลา 16.00-22.00 น.

สถานที่ตั้งร้าน ซอยอารีย์ 2 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือ Facebook.com/SummerStreet

สูตรน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซบ

อาหารทะเล ไม่ว่าจะกินที่ไหน กินเมื่อไหร่ก็ขาด “น้ำจิ้มซีฟู้ด” ไม่ได้ บางคนถึงกับพกน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบขวดพกพาไปต่างประเทศ เพื่อกินคู่กับอาหารทะเลบ้านเขากันเลย

บรรดามือใหม่ที่อยากเปิดร้านอาหารซีฟู้ด เรามีสูตรน้ำจิ้มรสแซบ ที่รับรองว่าถูกลิ้นคนไทยอย่างแน่นอน

บางสูตรเป็นสูตรดั้งเดิม หรือบางสูตรก็เป็นสูตรที่ดัดแปลง เพิ่มความแปลก และน่าสนใจชวนชิม

น้ำจิ้มซีฟู้ด (สูตรยอดนิยม)

ส่วนผสม

พริกขี้หนูสวน

(สีเขียวผสมสีแดง) 20 เม็ด

พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ 20 เม็ด

กระเทียมไทยแกะเปลือก 1/2 ถ้วย

รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 7 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1/2 ถ้วย

น้ำต้มสุก 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ใส่พริกขี้หนูทั้งหมดลงในเครื่องปั่น ตามด้วยกระเทียม รากผักชี เกลือ น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว ปั่นให้เข้ากันพอหยาบ

2. ใส่น้ำต้มสุกลงไป คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

น้ำจิ้มซีฟู้ด (สูตรใช้น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทราย)

ส่วนผสม

น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม

เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำร้อน 3 ? ถ้วย

น้ำมะนาว 4 ถ้วย

พริกขี้หนู 200 กรัม

กระเทียมไทย 200 กรัม

ผักชี 200 กรัม

วิธีทำ

1. ใส่น้ำตาลปี๊บลงในอ่างผสม ตามด้วยเกลือและน้ำร้อน คนให้เข้ากันจนให้น้ำตาลปี๊บละลายเป็นน้ำ จากนั้นเติมน้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน

2. เทส่วนผสมน้ำที่ผสมไว้ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยพริกขี้หนู กระเทียม และผักชี ปั่นให้เข้ากันตามความละเอียดที่ต้องการ ตักใส่ขวดโหลแก้ว หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด

น้ำจิ้มซีฟู้ด (สูตรใส่สับปะรด)

สูตรนี้เพิ่มความแปลกแต่กลมกล่อมด้วยการใส่สับปะรดลงไปผสมกับพริกขี้หนู กระเทียม น้ำตาลทราย เพิ่มความเปรี้ยวจากน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชู และมีรสเค็มจากเกลือ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากรากผักชี

ส่วนผสม

เนื้อสับปะรด 1 ถ้วย

กระเทียม 1/2 ถ้วย

พริกขี้หนูสีแดง 1 กำมือ

รากผักชี 5 ราก

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย

น้ำมะนาว 1/4 ถ้วย

น้ำปลา 1/2 ถ้วย

เกลือ 20 กรัม

วิธีทำ

นำทุกอย่างใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้แล้วปั่นรวมกันให้ละเอียดตามชอบ

ขอบคุณสูตรและรูปภาพจากเว็บไซต์กระปุกดอทคอม

Surf Surf ร้านง่าย-ง่าย…นั่งได้ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 25 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

อันติกา

Surf Surf ร้านง่าย-ง่าย…นั่งได้ทุกวัน

“…ความตั้งใจตั้งแต่ต้นคือ ไม่โปรโมต เพราะอยากเป็นร้านธรรมดา ไม่ใช่ร้านตามแฟชั่นหรือตามกระแส เป็นเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ ที่คนมากินทุกวัน ร้านพวกนั้นเขาไม่มีเฟซบุ๊กนะ แต่ทำไมพอเลิกงานคนต้องไปกินร้านพวกนี้ที่เปิดมาเป็นสิบปี”

แม้เปิดตัวมาได้ไม่ถึงปี แต่ลูกค้า…ตรึม

โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา ข่าวว่ามีหนุ่มสาวทั้งไทย-ต่างชาติ ยืนคอยคิวกันยาวเกือบกิโล

สำหรับ Surf Surf (เซิร์ฟ เซิร์ฟ) ร้านอาหารทะเลปิ้งย่างสไตล์ชิล-ชิล ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนศรีวรา ในย่านทาวน์อินทาวน์ ลาดพร้าว ทำเลทองของออฟฟิศจำนวนไม่น้อย

ลงทุนไม่ถึงล้าน

ญี่ปุ่น-แรงบันดาลใจ

ถึงจะกำลังง่วนอยู่กับการจัดร้าน แต่ยังสละเวลามาต้อนรับตามนัดหมาย ด้วยบุคลิกสุภาพและเป็นกันเอง

เจ้าของเรื่องเริ่มต้นแนะนำตัว ชื่อ ฟิล์ม-ยุทธการ บุญยิ่ง อายุ 31 ปี จบปริญญาตรีด้านสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พื้นเพเป็นคนอำเภอหล่มเก่า เพชรบูรณ์ อาชีพปัจจุบัน ประจำอยู่โปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่ง ในตำแหน่งช่างภาพถ่ายงานโฆษณา

ส่วนกิจการ Surf Surf นี้ มีหุ้นส่วนอีก 2 คน คือ คุณอัพ-วิสิฎฐ์สร สุทธิไชยากุล และ คุณเคน-ปิติพันธุ์ พงษ์พานิช ซึ่งมีงานประจำอยู่บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อดัง

สาเหตุที่มารวมตัวกันลงหุ้นเพื่อทำร้านนี้ มีจุดเริ่มมาจากทั้ง 3 คนถูกอัธยาศัยและชอบอะไรคล้ายกัน เมื่อสนิทมากขึ้น จึงชวนกันมาเปิดร้านแบบที่ทุกคนชอบ และทำเลที่เลือกลงเจาะจงเป็นย่านทาวน์อินทาวน์นั้น เนื่องจากใกล้บ้านและที่ทำงานของทั้ง 3 คน

“พวกเราอยากมีร้านของตัวเอง ที่มานั่งสังสรรค์กันได้หลังเลิกงาน เลยลงขันรวมกัน 3 คน ทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท ขอเช่าตึกร้าง ที่ตั้งได้ 10 โต๊ะ ทำเป็นร้านซีฟู้ดปิ้งย่าง ใช้ชื่อว่า Surf Surf เพราะนอกจากจะได้บรรยากาศทะเลแล้ว ยังเป็นคำพูดเหมือนให้มาลอง มาเซิร์ฟ เซิร์ฟ ดูก่อน” คุณฟิล์ม เล่าอย่างนั้น

หลังทำสัญญาเช่าตึก พวกเขาจึงลงมือทำความสะอาด และช่วยกันรีโนเวตร้าน โดยใส่ดีไซน์ในสไตล์ที่ชื่นชอบ

“3 คนช่วยกันทุกอย่าง หาวัสดุเอง เดินไฟเอง ทำให้ลดค่าแรงช่างไปได้เยอะ ร้านเราไม่ติดแอร์ เพราะอยากให้โล่งอากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนการตกแต่งก็ง่ายๆ เพ้นต์ผนังเป็นรูปคลื่น เอาเซิร์ฟบอร์ดมาตั้ง ทำบรรยากาศให้เหมือนอยู่ชายทะเล” คุณฟิล์ม บอกให้ฟัง

และว่าถึงแนวคิดหลักในการทำกิจการนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหุ้นส่วนอีก 2 คนคือ คุณเคนและคุณอัพ ชอบไปท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งเคยเห็นร้านอาหารเล็กๆ ริมทางนำของทะเลสดๆ มาปิ้งขายกัน ไม่ต้องมีครัวปรุงอะไรให้ยุ่งยาก

“หุ้นส่วนทุกคน ไม่มีใครทำกับข้าวเป็น และไม่อยากง้อพ่อครัว เพราะถ้าพ่อครัวลาออกไปที คงไปกันไม่เป็น เลยคิดว่าจะทำร้านแบบไหนที่ไม่ต้องใช้พ่อครัว พออัพกับเคนไปเที่ยวญี่ปุ่น เจอร้านแบบที่เอาอาหารสดมาปิ้งย่างอย่างเดียวเลย จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ แต่เราทำไม่เหมือนกัน” คุณฟิล์ม อธิบายที่มา

เตาต้องเตี้ย

เบียร์แค่ส่วนประกอบ

ขั้นตอนต่อไปคือ การหาแหล่งซื้อวัตถุดิบหลัก ได้แก่ อาหารทะเล ประเภท กุ้ง ปู หอย หมึก ฯลฯ ประเด็นดังว่า น่าจะไม่เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับร้านนี้ เพราะครอบครัวแฟนสาวของคุณอัพ หนึ่งในหุ้นส่วน มีกิจการเรือประมงอยู่ที่จังหวัดระนอง

ของสดจากทะเลทั้งหมดที่ขายในร้าน จึงส่งตรงมาจากจังหวัดระนองกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่ต้องไปแย่งหรือรับซื้อจากพ่อค้าคนกลาง พอขึ้นจากเรือก็ทำการแพ็กใส่กล่องส่งมาให้วันต่อวัน เพราะทางร้านจะไม่สต๊อกของเกิน 2 วันเด็ดขาด

ยกตัวอย่าง ถ้าของทะเลส่งมาถึงเมื่อคืน รุ่งขึ้นคือวันที่ 1 ที่ของสดจะถูกนำไปเป็นเมนูปิ้งย่าง พอเข้าวันที่ 2 ปู จะถูกนำไปทำข้าวผัด หรือยำปูดอง พวกเขาจะเปลี่ยนของที่เกิน 1 วัน ให้กลายเป็นเมนูอื่น อย่างผัดหรือยำตามแต่คำสั่งของลูกค้า

กวาดตาบนเมนู เห็นอาหารทะเลจัดขายเป็นเซตเล็ก-กลาง-ใหญ่ หรือใครจะสั่งเป็นจานตามแต่ชนิดของทะเลที่ชื่นชอบก็ไม่ผิดกติกา เรื่องนี้ คุณฟิล์ม อธิบายว่า การจัดไว้เป็นเซตช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยของที่จะนำมาจัดเป็นเซต เริ่มจากดูก่อนว่าอะไรย่างได้บ้าง จากนั้นจึงดูปริมาณกับราคาว่าเหมาะสมแค่ไหน

“เรื่องนี้ตั้งต้นจากความคิดง่ายๆ คือ ถ้าเราเป็นลูกค้าจะกินหรือเปล่าถ้าร้านขายในราคานี้ อย่างเซตกลาง เราขาย 580 บาท ถ้ามา 2 คนหารกันคนละไม่ถึง 300 บาท แต่หากไปกินแบบบุฟเฟ่ต์ คนละ 390 บาท 2 คนจ่าย 780 บาท ไม่รวมค่าน้ำ จะต้องกินเอาอิ่มภายใน 1 ชั่วโมงครึ่ง ทำยังไงก็ได้ให้คุ้ม ผมว่าบรรยากาศในการกินมันต่างกันนะ” คุณฟิล์ม ยกตัวอย่าง

พลิกเมนูอีกด้าน เห็นเครื่องดื่มส่วนใหญ่เป็นเบียร์สารพัดยี่ห้อ คุณฟิล์ม บอก มีใบอนุญาตขายเรียบร้อย ส่วนเหตุผลที่เน้นความหลากหลายนี้เป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะเป็นสินค้าขายดี แต่เป็นแอกเซสซอรี่ของร้านมากกว่า เหมือนกับการแต่งตัว ที่อาจมีนาฬิกา แว่นตา สวมหมวก แต่หัวใจหลัก คืออาหารทะเลสดๆ และบรรยากาศในร้านมากกว่า

สังเกตเห็นเตาปิ้งย่าง รูปทรงแปลกตา ไม่เหมือนเตาอั้งโล่ทั่วไป เจ้าของกิจการคนเดิม บอก เป็นเตาที่สั่งทำขึ้นใหม่ ให้เตี้ยสุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าสูงเท่ากับเตาตามท้องตลาด พอนำไปตั้งบนโต๊ะ จะสูงเกินไป เวลาลูกค้าจะปิ้งแต่ละที ต้องชะเง้อคอกันจนเมื่อย

จุดขาย (ต้อง) อินเทรนด์

โปรโมต…ไม่จำเป็น

มาถึงไฮไลต์ที่เป็นจุดขายสำคัญ นั่นคือ “บาร์หน้าร้าน” ที่หุ้นส่วนทั้งสาม ช่วยกันออกแบบและตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายรถบ้านสไตล์อเมริกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณฟิล์ม บอกว่า ปัจจุบันกระแสฟู้ดทรักกำลังมาแรง หลายคนนำรถรูปแบบต่างๆ มาดัดแปลงทำเป็นรถขายของกันหลายราย

พวกเขาเลยช่วยกันคิดว่า ถ้าจะใช้รถเป็นจุดขายหรือตัวดึงดูด รถอะไรน่าจะเจ๋งที่สุด กระทั่งได้ข้อสรุป ทุกคนเทคะแนนให้ “แอร์สตรีม” ดีไซน์ยุคซิกตี้

จากนั้นจึงช่วยกันออกแบบและลงมือทำ จนออกมาเป็นรูปทรงและสเกลใกล้เคียงของจริงที่สุด ซึ่งใช้เรียกลูกค้าได้ดีทีเดียว

ขอย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มต้น ใช้เวลาแค่ไหนกว่าลูกค้าจะเข้ามาอุดหนุน คุณฟิล์ม บอก ประมาณ 2 สัปดาห์ เริ่มจากพรรคพวก เพื่อนฝูง คนรู้จัก จากนั้นไม่นานน้องๆ ที่เป็นเน็ตไอดอล มานั่งทาน และด้วยความเป็นกันเอง พวกเขาจึงช่วยบอกต่อผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น ทั้งที่ใจจริงอยากอยู่เงียบๆ ให้กิจการเติบโตเองตามธรรมชาติ

“ทุกวันนี้เป็นยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่พวกเราคิดว่าความดังในโลกออนไลน์ มันจบลงเร็วมาก ความตั้งใจตั้งแต่ต้นคือ ไม่โปรโมต เพราะอยากเป็นร้านธรรมดา ไม่ใช่ร้านตามแฟชั่นหรือตามกระแส เป็นเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ ที่คนมากินทุกวัน ร้านพวกนั้นเขาไม่มีเฟซบุ๊กนะ แต่ทำไมพอเลิกงานคนต้องไปกินร้านพวกนี้ที่เปิดมาเป็นสิบปี

อยากให้ร้านของพวกผมเป็นแบบนั้นบ้าง ที่ไม่ต้องเป็นเทรนด์ แต่อยากให้อยู่ในชีวิตประจำวัน ให้ลูกค้ารู้สึกเองว่า ถ้าอยากนั่งชิล คุยกับเพื่อน ปิ้งย่างของทะเลที่ง่ายๆ ผ่อนคลาย ปล่อยตัว ไม่ต้องสวย ต้องหล่อมาก ก็มาที่นี่ได้” คุณฟิล์ม บอกยิ้มๆ

จากเริ่มต้นมีแค่ 10 โต๊ะ ใช้เวลาไม่ถึงปีต้องขยับขยายเพิ่มขึ้นเป็น 30 โต๊ะ จึงกระซิบถามถึงผลตอบแทน คุณฟิล์มยิ้มกว้าง ก่อนบอกเสียงดังฟังชัด คืนทุนนานแล้ว ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือกำไรชีวิต

ส่วนอุปสรรคในการทำธุรกิจ ย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา เรื่องน่าหนักใจที่สุดของเขาก็คือ ฝนที่ตกแทบทุกวัน จนคนไม่อยากออกมาหาอะไรทานนอกบ้าน

“ร้านอาหารทะเลปิ้งย่าง ช่วงนี้อาจกำลังเป็นกระแส คงเป็นเพราะคิดว่าทำง่าย แต่จากประสบการณ์มันก็ไม่ง่ายนะ ก่อนที่จะมีลูกน้องมาช่วย ผมต้องช่วยกันเตรียมอาหาร ร้านปิดเที่ยงคืน พอตี 3-ตี 4 ต้องไปรอรับของที่สะพานปลา กรุงเทพฯ แล้วกลับมาที่ร้าน จัดเก็บให้ดี เพื่อรอขายตอนเย็นของวันรุ่งขึ้น ถ้าของเน่านี่เจ๊งเลย กว่าจะเก็บเสร็จเกือบเช้า นอนได้แป๊บหนึ่ง ต้องตื่นมาเปิดร้านแล้ว

อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจกับคนที่ถูกจ้างให้ทำ ความใส่ใจย่อมต่างกัน แต่ถ้าไม่ท้อซะก่อน ธุรกิจนี้ยังน่าจะไปได้นะ” คุณฟิล์ม ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

……………

ร้าน Surf Surf เจ้าของสโลแกน Seafood-Good Beer ตั้งอยู่ริมถนนศรีวรา ตรงข้าม @Park Town in Town ลาดพร้าว เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ราคาเซตเล็ก 380 บาท กลาง 580 บาท ใหญ่ 980 บาท ถ้าสั่งแยกเป็นจานเริ่มต้นร้อยกว่าบาท และหากสั่งให้ทางร้านปิ้งย่างมาให้ขอคิดราคาเพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาของสด สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ (092) 930-9992

(ขอบคุณ…ร้าน Surf Surf เอื้อเฟื้อภาพ)

“มิกค์ ทองระย้า” แจ้งเกิดคิวบู๊ ทุ่ม 7 หลัก เปิดร้าน Sea Club Seafood

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

เรื่อง ดวงกมล / ภาพ รัฐสีมา พงษ์เสน

“มิกค์ ทองระย้า” แจ้งเกิดคิวบู๊ ทุ่ม 7 หลัก เปิดร้าน Sea Club Seafood

เมนูอาหารร้าน Sea Club Seafood มี 2 แบบ ซีฟู้ดปิ้งย่างจัดเป็นเซต กับ อาหารจานเดียว อาหารทะเลร้านนี้ วัตถุดิบเน้นความสด ทุกอย่างถูกคัดสรรมาอย่างดี ยกตัวอย่าง กุ้งก้ามกราม หอยหวาน หอยแครง หอยเชลล์ ปลาหมึก ส่งจากตลาดมหาชัยทุกวัน หอยนางรม ปูม้า ส่งมาจากสุราษฎร์ธานีทุกวันเช่นเดียวกัน ส่วนกุ้งล็อบสเตอร์ใช้วิธีนำเข้าจากประเทศเวียดนาม

กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับ มิกค์ ทองระย้า นักแสดงที่มีคนรัก มีแฟนคลับ ถึงขนาดมีกลุ่มคนตั้งเพจในเฟซบุ๊กมอบให้ใช้ชื่อว่า “บ้านคนรักมิกค์ ทองระย้า” เป็นฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ แถมหุ่นและความสูงยังกระชากใจสาวแท้ สาวเทียม มิกค์แจ้งเกิดจากละคร อาทิ เรื่องลูกผู้ชายพันธุ์ดี ลูกผู้ชายไม้ตะพด ลูกไม้หลากสี คาดเชือก ยอดมนุษย์ดาบเทวดา ตะพดโลกันต์ ทะเลไฟ

นอกจากเป็นหนุ่มหล่อมากความสามารถในงานแสดง หนุ่มสุดฮอตในวัย 22 ปีคนนี้ยังขอสวมบทบาทนักธุรกิจนอกจอ ด้วยการลงทุนทุบกระปุกเปิดร้านอาหารปิ้งย่างซีฟู้ด “Sea Club Seafood” คลับของคนรักอาหารทะเล ย่านเมืองทองธานี ธุรกิจแรกในชีวิต เอาเป็นว่ารายละเอียดเป็นยังไง “มิกค์” พร้อมให้ข้อมูล

ซีฟู้ด ธุรกิจแรกในชีวิต

เปิดใกล้บ้าน คุมเองทุกขั้นตอน

มิกค์ เล่าว่า ส่วนตัวชอบทานอาหารทะเลมาก ประกอบกับละแวกบ้านที่อยู่อาศัยไม่ค่อยมีร้านขายอาหารทะเลซีฟู้ด เลยผุดไอเดียเปิดร้านอาหารทะเลประเภทปิ้งย่าง คิดสไตล์การแต่งร้านไว้ว่าต้องเป็นสไตล์ลอฟต์ ดิบๆ เท่ๆ คล้ายกับบรรยากาศของโรงงานและโกดัง เปิดโล่งนั่งสบาย ลูกค้าสามารถมานั่งพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ครอบครัวมาทานเมนูอร่อยๆ

แม้ว่าจะเห็นโอกาสทำธุรกิจ แต่หนุ่มหุ่นล่ำก็ไม่ผลีผลามเปิดในทันที เขาตระเวนดูทำเลที่จะเปิดว่ามีคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน ไปชิมร้านอื่น ไปสำรวจความนิยมเมนูอาหารที่คนส่วนใหญ่ชอบ ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน เมื่อมั่นใจแล้วก็ทุ่มสุดตัว

“บ้านผมอยู่แถวเมืองทองธานี ใกล้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แถวนั้นมีร้านอาหารเยอะและหลากหลาย แต่กลับไม่ค่อยมีร้านซีฟู้ดแบบปิ้งย่าง มองว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะคู่แข่งน้อย ในที่สุด ได้ฤกษ์เปิดร้าน Sea Club Seafood ราวเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา”

มิกค์ บอกต่อว่า ร้าน Sea Club Seafood ใช้งบลงทุนไป 7 หลัก นอกจากตัวเองแล้ว ยังมีหุ้นส่วนอีก 1 คนเป็นพี่ที่สนิทกัน มีประสบการณ์ทำธุรกิจมามาก ต่างคนต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เลยได้ลงขันทำธุรกิจร่วมกัน

สำหรับเมนูอาหารร้าน Sea Club Seafood มี 2 แบบ ซีฟู้ดปิ้งย่างจัดเป็นเซต กับ อาหารจานเดียว อาหารทะเลร้านนี้วัตถุดิบเน้นความสด ทุกอย่างถูกคัดสรรมาอย่างดี ยกตัวอย่าง กุ้งก้ามกราม หอยหวาน หอยแครง หอยเชลล์ ปลาหมึก ส่งจากตลาดมหาชัยทุกวัน หอยนางรม ปูม้า ส่งมาจากสุราษฎร์ธานีทุกวันเช่นเดียวกัน ส่วนกุ้งล็อบสเตอร์ใช้วิธีนำเข้าจากประเทศเวียดนาม มาฟรีซไว้ในอุณหภูมิลบ 20 องศา เพื่อคงความสด

ยกจากทะเลมาเสิร์ฟ

น้ำจิ้มเด็ด แซบซี้ด

เมนูอาหารทะเลของร้าน Sea Club Seafood จะแบ่งเป็นเซตต่างๆ เริ่มต้น ไซซ์ S ราคา 490 บาท สำหรับทาน 1-2 คน, ไซซ์ M ราคา 990 บาท สำหรับทาน 4-5 คน, ไซซ์ M พิเศษ ราคา 1,190 บาท, ไซซ์ L 1,890 บาท สำหรับ 8-10 คน และไซซ์ L พิเศษ ราคา 2,290 บาท มีเตาปิ้งย่าง อุปกรณ์แกะกุ้ง แกะปู

ด้านอาหารจานเดียว ปรุงโดยพ่อครัวคัดฝีมือมาแล้ว เมนูที่เจ้าของร้านแนะนำ กุ้งอบวุ้นเส้น สเต๊ก ล็อบสเตอร์ หอยแครงยกซด แซลมอนซาซิมิ แซลมอนจี๊ด ยำปูม้า ยำหอยแครง ข้าวผัดกระเทียม

สิ่งที่ร้านซีฟู้ดทุกร้านขาดไม่ได้เลยคือ “น้ำจิ้ม” ดาราหนุ่ม เผยว่า น้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้านมี 2 แบบด้วยกันคือ แซบจี๊ดจ๊าด (สีเขียว) และหวาน เผ็ดอ่อน (สีส้ม) เหมาะกับคนไม่ทานรสจัดมาก หรือจะผสมกันก็ยิ่งอร่อย กลมกล่อม

สำหรับการตกแต่งร้าน มิกค์เน้นบรรยากาศเปิดโล่ง สบายๆ มีมุมให้ลูกค้าเลือกนั่งเยอะ มีมุมรับลม เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเป็นงานไม้ งานเหล็ก สไตล์ผู้ชายดิบๆ เพิ่มความเท่ด้วยตู้คอนเทนเนอร์สีดำตั้งอยู่ตรงกลางร้าน ใช้เป็นเคาน์เตอร์รับเมนู ในอนาคตจะติดจอมอนิเตอร์ไว้ดูบอล เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าให้มากที่สุด

“Sea Club Seafood เปิดมาได้ 3 เดือน กระแสตอบรับดีเกินคาด กลุ่มลูกค้ามีหลายวัย วัยรุ่นมาเป็นแก๊ง ผู้ใหญ่มาพบปะสังสรรค์ กลุ่มครอบครัวพาลูกมาทานอาหาร บางครอบครัวพาลูกมาให้มิกค์เป่าเค้กวันเกิดให้ด้วย”

ทางร้านฟีดแบ็กดีขนาดนี้ ดาราหนุ่ม ระบุว่า เป็นเพราะความทุ่มเท ความคาดหวัง ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแรกในชีวิต ทำเองทุกอย่างตั้งแต่ต้น ทุกวันนี้หลังถ่ายละครเสร็จก็แวะมาเสิร์ฟอาหาร แวะมาพบปะพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ตลอดระยะเวลาที่เปิดร้าน เข้าร้านเกือบทุกวัน อยู่ใกล้บ้านด้วย

ถามว่า ความเป็นดารา นักร้อง หรือคนมีชื่อเสียงนับเป็นแรงหนุนธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง ประเด็นดังกล่าว มิกค์ แสดงความเห็นว่า ช่วงที่มีชื่อเสียงจะมีคนคอยติดตาม พอหยิบจับทำอะไรคนรู้กันทั่ว แฟนคลับเองก็คอยสนับสนุนช่วยอุดหนุนตลอด แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุดคือ สินค้าต้องดีจริง จึงจะประสบความสำเร็จได้

นอกจากอาหารซีฟู้ดสดๆ น้ำจิ้มอร่อยๆ ร้านนี้ยังมีเครื่องดื่มบริการ แวะไปกันได้ที่ร้าน Sea Club Seafood เมืองทองธานี (ถนนฝั่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) ร้านเปิดเวลา 16.30-24.00 น. โทรศัพท์ (094) 409-6516

Street Seafood “RAWtruckr” รถขายอาหาร-บาร์ปิ้งย่าง @นิมมานเหมินท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

Street Seafood “RAWtruckr” รถขายอาหาร-บาร์ปิ้งย่าง @นิมมานเหมินท์

ใครมาเชียงใหม่ ไม่แวะ “นิมมานฯ” ถือว่าผิด เพราะเท่ากับว่ามาไม่ถึงจังหวัดเชียงใหม่ ก็ถนนนิมมานเหมินท์ เป็นย่านท่องเที่ยวที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนไหนก็อยากมา Chill Out ชิลๆ สบายๆ กันทั้งนั้น…หรือว่าไม่จริง

ย่านนี้มีครบหมดอย่างที่ต้องการ จากเดิมคือมาเพื่อซื้อของตกแต่งบ้าน แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟสุดฮิต ก๋วยเตี๋ยวเรือเก๋ของดาราคนดัง ร้านขายนมเจ้าดังจากกรุงเทพมหานคร สลัด ไส้กรอก หรือปิ้งย่างบาร์บีคิว

แต่ที่เด็ดสุดและกำลังเป็นที่พูดถึงในช่วง 5-6 เดือนนี้ หนีไม่พ้น “RAWtruckr” ร้านอาหารแนวใหม่ สไตล์ Street Seafood เก๋ตรงอาหารทะเลที่ว่านี้ ขายอยู่บน “รถ” เท่ไม่หยอก

“RAWtruckr” ตั้งอยู่ในโครงการ JIRA WASA ปากซอย 13 ถนนนิมมานเหมินท์ หาง่าย เพราะตั้งอยู่หลังร้านสลัดคอนเซ็ปต์ เยื้องกับธนาคารกรุงไทย

บอล-ภควัต สาริกานนท์ 1 ใน 2 หุ้นส่วนใหญ่ของร้านปิ้งย่างทะเล อายุแค่ 29 ปี บอกว่า เป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาจากครอบครัวทหาร และเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน (Finance) จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนบินไปจบปริญญาโทอีกใบจากอังกฤษ ทำงานได้ 6 ปี ตัดสินใจทิ้งจากงานธนาคารกับเงินเดือน 60,000 กว่าบาท เพราะคำว่า เบื่อ เพื่อมาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองกับเพื่อนที่ชื่อ ภควัต อีกคน หรือ เต้ สุวรรณอัศวงาม ซึ่งยังปักหลักทำงานแบงก์อยู่กรุงเทพฯ

“ชอบเชียงใหม่มาก และอยากทำร้านอะไรสักอย่างของตัวเอง แต่ย่านนี้มีเกือบทุกอย่างแล้ว สุดท้ายมาลงตัวที่อาหารทะเล ซึ่งเราทั้งคู่ต่างชอบกินอะไรที่สดๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะหอยนางรม ซึ่งต้องกินสด จึงจะอร่อย ก็เลยลองสืบเสาะค้นหาคนที่จะส่งตรงอาหารทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อความสดใหม่ทุกวัน เราชอบแบบไหนเราก็อยากให้ลูกค้าได้กินอย่างนั้นเช่นกัน โชคดีที่เราไปเจอคนรู้จักกัน จึงวางใจได้ ในฐานะคนทำอาหารต้องแสวงหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”

บอล บอกว่า ชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก อยากเป็น “เชฟ” มาก ตอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ อยากไปเรียนที่ “กอร์ดอง เบลอ” มาก แต่ไม่กล้าบอกคุณพ่อ จนจบกลับมาเมื่อคุณพ่อรู้ยังถามเราว่าทำไมไม่บอกจะได้ให้ไปเรียนแบบเป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ) ปรากฏว่าท่านไม่ห้าม แต่พร้อมจะสนับสนุน ดังนั้น พอบอกว่าจะลาออกจากแบงก์ที่บ้านจึงไม่มีใครห้าม เพราะต้นตระกูลทางคุณแม่ ก๋ง (ตา) ทำโต๊ะจีน ส่วนคุณน้าก็เป็นเชฟอาหารไทย ทำอาหารอร่อยมาก ซึ่งลูกมือก็คือผม

“หุ้นส่วนผมก็ชอบนิมมานเหมินท์ เมื่อหาทำเลได้ รถที่สั่งพร้อม เราก็ลุยเลย ร้านของเราเปิดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อารมณ์ประมาณ Street Food ข้างถนน Out Door แบบง่ายๆ สบายๆ มีเพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์ช่วยตกแต่งร้านให้ ลงตัวที่คำว่า Street Seafood RAWtruckr นั่งปิ้งย่างกันในเต็นท์แบบวัยรุ่นเกาหลีหรือญี่ปุ่นเขาทำกัน โดยมี รถ เป็นแลนด์มาร์ก มีเก้าอี้ให้นั่งจิบเบาๆ หน้ารถแบบบาร์เล็กๆ ได้ด้วย”

เสน่ห์ของ “RAWtruckr” คือ ความดิบ หรือ Raw และความสดของอาหาร ที่ลูกค้าต้องมาสุมหัว “ย่าง” กินกันเองบนเตาถ่านจากราชบุรี ในขณะที่ truckr เป็นคำแสลงมาจาก trucker ที่แปลว่า รถบรรทุก เพราะเราขายบนรถ ด้วยเซตเมนูทะเลสด 4 สไตล์ เริ่มจาก Small กุ้งแม่น้ำ ปลาหมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยเชลล์ หอยหวาน หอยแครง 399 บาท Medium ทุกอย่างเหมือนกันแต่จำนวนเพิ่มขึ้น 599 บาท Large เพิ่มหอยไม้ไผ่ 999 บาท และ High Sea Set นอกจากเพิ่มหอยไม้ไผ่ ยังมี หอยนางรม 3 ตัวใหญ่ 1,199 บาท ทั้งหมดส่งตรงจากทะเลภาคใต้และจังหวัดระยอง ยกเว้นหอยแมลงภู่ที่ว่ายน้ำมาจากนิวซีแลนด์ ทุกตัวมีขนาดใหญ่และรับประกันความสดจริง

“น้ำจิ้ม บอลทำเองทั้งหมด วันต่อวัน เรียกว่าทดลองสูตรจนได้ที่และอร่อยจริง เน้นมะนาวสด พริกขี้หนูสวน น้ำจิ้มปลาหมึกแดดเดียวยังต้องเคี่ยวเองทุกวันเช่นกัน ยอมไม่ได้ถ้าไม่สด ทุกอย่างต้องแช่เย็น และต้องแบบเย็นจัดๆ ด้วย ผมชอบงานที่ทำ ยังไงก็ไม่กลับไปทำงานประจำอีกแล้ว”

นอกจากนี้ยังมีเมนูเสริม เพื่อเพิ่มสีสันคือ ผักสดจากโครงการหลวง โดยเฉพาะมันเทศที่ทั้งหวานและอร่อยเมื่อถูกปิ้งบนเตา หอยนางรมซอสเนยใส่โชยุ และเมนูเอาใจลูกค้าชาวจีน “ต้มยำกุ้ง” พร้อมของกินเล่น เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง ปลาไข่ทอด ปลาหมึกแดดเดียว ข้าวผัด Seafood ข้าวผัดมันกุ้ง และไม่ลืมที่จะเสริมทัพด้วยเมนูของหวานน่าลิ้มลอง ข้าวเหนียวมะม่วง แม่ทองคำ เจ้าอร่อยตลาดอุดมสุขชื่อดังของกรุงเทพฯ และสละลอยแก้ว สินค้าโอท็อปของเชียงใหม่

เครื่องดื่มประจำร้าน “RAWtruckr” คือ เบียร์หลากหลายยี่ห้อจากเยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ เบียร์สตรอเบอร์รี่-ราสป์เบอร์รี่ สำหรับผู้หญิง เหล้าบ๊วยจากญี่ปุ่น ค็อกเทลเสาวรสทั้งมีและไม่มีแอลกอฮอล์ให้เลือก

“ปัญหาของเราคือไม่มีที่จอดรถ เพราะย่านนิมมานเหมินท์ที่ดินมีราคาแพงมาก แต่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศนิยม ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นวัยทำงาน แพทย์และพยาบาล กำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะชาวจีนกำลังซื้อสูงมาก ต้องมีเมนูภาษาจีนไว้ให้ ตั้งแต่เปิดมาขายดีมาก จนกระทั่งเข้าหน้าฝนที่ดูเงียบไปนิด ซึ่งเราต้องประเมินจำนวนลูกค้าเพราะมีผลต่อการสั่งของสดจากทะเล ปกติวันศุกร์-อาทิตย์ คนแน่นทุกวัน วันไหนที่ลูกค้าน้อยเราก็สั่งของน้อยลง เพื่อไม่ให้ของค้าง ของหมดจะบอกลูกค้าตามตรง สถานการณ์ของร้านคือ พออยู่ได้ครับ”

และเพื่อเป็นการฉลองครบ 6 เดือน “RAWtruckr” จัดโปรโมชั่นพิเศษในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยส่วนลด 50-150 บาท เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. ไม่ไป ไม่ได้แล้ว

สนใจแวะเวียนไปอุดหนุน กินอาหารทะเลสดที่ส่งตรงจากภาคใต้มาสู่ยอดดอย หรือเข้าไปเยี่ยมชมที่ FB : facebook.com/rawtruckr หรือ IG : @rawtruckr และสอบถามเส้นทางที่ โทรศัพท์ (094) 847-8118, (094) 449-8544 ก่อนก็ได้นะ

ยุคตกต่ำของ”ตู้โทรศัพท์สาธารณะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 16:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420597

ยุคตกต่ำของ"ตู้โทรศัพท์สาธารณะ"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ดูเหมือนว่า วัฏจักรของ “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ใกล้เข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์

หลังจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศไล่รื้อถอนตู้โทรศัพท์สาธารณะครั้งใหญ่กว่า 4,000 เครื่อง โดยเฉพาะตู้ที่ชำรุดเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตู้ที่มีการติดตั้งอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงตู้ที่เข้าข่ายกีดขวางทางเท้า เพื่อรองรับมาตรการคืนทางเท้าให้ประชาชน บวกกับปัจจุบันสมาร์ทโฟนอันล้ำสมัยเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน พกง่ายใช้สะดวก แถมยังราคาถูก

ส่งผลให้ปัจจุบันแทบจะไม่มีใครใช้บริการตู้โทรศัพท์สาธารณะอีกต่อไปแล้ว

จากยุครุ่งเรืองสู่ยุคตกต่ำ

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ไม่ต่างจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ตั้งแต่ปากซอย สี่แยก ทางสามแพร่ง ยันหัวมุมถนนจะต้องมีตู้โทรศัพท์ตั้งโดดเด่นสะดุดตาผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

ตู้โทรศัพท์สาธารณะเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2522 โดยบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นำโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญเข้ามาติดตั้งในเขตโทรศัพท์นครหลวงจำนวน 100 เครื่อง ก่อนเจริญก้าวหน้าต่อยอดเพิ่มจำนวนมากกว่าสองแสนตู้ทั่วประเทศดังเช่นทุกวันนี้

รังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  เผยว่า ปัจจุบันโทรศัพท์สาธารณะทั่วประเทศเหลืออยู่ทั้งหมดประมาณ 180,000 เครื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีอยู่ประมาณ 50,000 เครื่อง

เขายอมรับว่า วันนี้โทรศัพท์สาธารณะเป็นบริการที่ไม่สร้างกำไรอีกต่อไปแล้ว

ในอดีต ช่วงที่โทรศัพท์สาธารณะได้รับความนิยมสูงสุด มีการติดตั้งตู้ทั่วประเทศถึงกว่า 2 แสนเครื่อง เฉพาะในกรุงเทพสร้างรายได้เฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 3-4 พันบาทต่อเครื่อง  แต่ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยแต่ละวันลดลงมาก ในกรุงเทพเหลือเพียง  150 – 200 บาทต่อเครื่องต่อเดือน ขณะที่ต่างจังหวัดรายได้ไม่ถึง 100 บาท  เทียบกับค่าดูแลรักษาเริ่มต้น 200 บาทขึ้นไปต่อเครื่องต่อเดือน  ต้องเรียกว่าโทรศัพท์สาธารณะนั้นแทบไม่ทำกำไรอีกแล้ว สมัยนี้คนที่ยังใช้บริการอยู่ส่วนใหญ่เป็นที่ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ตามชุมชน รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งที่ออกกฎห้ามนักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาเรียน จึงมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะเยอะกว่าที่อื่น แต่พอนำรายได้จากค่าบริการมาบวกลบกับต้นทุนและค่าดูแลบำรุงรักษาแล้ว ขาดทุนประมาณ 2,000 บาทต่อเครื่อง”

สิ่งที่จะทำให้ตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่รอดต่อไปได้คือ พัฒนาให้มีความสอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน ควบคู่กับหารายได้ทางอื่นมาช่วยเหลือเพิ่มเติม

“ในต่างประเทศมีการพัฒนาโทรศัพท์สาธารณะให้สามารถบริการสัญญาณไวไฟ ซื้อขายของออนไลน์ได้ รวมทั้งมีรายได้จากการติดตั้งป้ายโฆษณาด้วย ที่ผ่านมาทีโอทีร่วมกับบริษัทเอกชน พัฒนาบริการโทรศัพท์สาธารณะแบบมัลติมีเดีย ในชื่อเว็บเพย์โฟน (Web PayPhone) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ แต่ถ้านำมาติดตั้งในพื้นที่สาธารณะทั่วไปตอนนี้คิดว่ายังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”

รังสรรค์ บอกว่า แม้จะมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะลดลง เเต่ยังจำเป็นต้องมีต่อไป เนื่องจากตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ระบุว่า ระบบสื่อสารโทรคมนาคมของชาติต้องบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ  ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้กำกับดูแล มีหน้าที่กำหนดมาตรการให้มีการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม

ล่าสุดมีการรื้อตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่กรุงเทพฯกว่า 4,000 ตู้ทั่วกรุงเทพตามนโยบายคืนทางเท้าให้ประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ธิติ ทรงเจริญกิจ ผอ.กองแผนงานและประสานสาธารณูปโภค สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เผยว่า ปัจจุบัน กทม.มีตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ได้รับอนุญาต ประมาณ 18,000 ตู้ ขณะที่ตู้ไม่ได้ใช้ประโยชน์และตู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,531 ตู้

“ทุกวันนี้มีโทรศัพท์สาธารณะจำนวนมากไม่ได้รับอนุญาตติดตั้งตามประกาศ พ.ศ. 2546 ลักษณะของตู้โทรศัพท์ผิดกฎหมาย เช่น ติดตั้งชิดป้ายรถประจำทาง ติดตั้งบนทางเท้าแคบๆ เหลือทางสัญจรให้ประชาชนน้อยกว่า 1.5 เมตร มีการติดป้ายโฆษณาต่างๆ บางตู้กลายเป็นที่เก็บสัมภาระของพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งเป็นแหล่งมั่วสุม จึงจำเป็นต้องดำเนินการจัดระเบียบโทรศัพท์สาธารณะอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนทางเท้าให้ประชาชน

จากนี้ไปจะทำหนังสือเพื่อแจ้งกับบริษัทโทรศัพท์เจ้าของตู้ต่างๆว่าจะดำเนินการรื้อตู้ที่เข้าข่ายกีดขวางทางเท้าและไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยมอบหมายให้สำนักการโยธาเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนตู้โทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายลักลอบติดตั้งโดยไม่ได้ขออนุญาต กทม.จะเข้าไปรื้อถอนทันที

“คิดถึงแฟน-บอกรักพ่อแม่-โทรกลับบ้าน-ขอเพลง” ความทรงจำในตู้สี่เหลี่ยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะบางตู้กลายเป็นที่เก็บสินค้าของพ่อค้าแม่ค้า บางตู้แปรสภาพเป็นถังขยะ เป็นโถฉี่ เป็นที่แสดงงานกราฟฟิตี้ แม้กระทั่งตู้ผีสิงที่รกร้างเต็มไปด้วยฝุ่นเกรอะกรัง ผิดจากสมัยก่อนที่ตู้สี่เหลี่ยมตู้นี้เปรียบดั่งวิมานรักของคนหนุ่มสาว เป็นที่พึ่งทางใจของลูกที่คิดถึงพ่อแม่

ภาพการถือเหรียญบาทกำไว้ในมือ ยืนรอต่อคิวด้วยความกระวนกระวาย ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนอายุ 30 ปีขึ้นไป

สุเมธ หงส์ทอง พนักงานบริษัทเอกชน บอกว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะเก็บความทรงจำของเขาเอาไว้มากมาย โดยกับเฉพาะกับคนรักอย่างแม่ แฟน และเพื่อน

“15 ปีก่อน ตู้โทรศัพท์จำเป็นมาก เลิกเรียนต้องโทรไปบอกแม่ว่าจะให้มารับที่ไหน จะไปเที่ยวกับเพื่อนก็โทรนัดกัน รวมทั้งจีบสาว จำได้ว่าต้องคอยเดินหาตู้ดีๆในมุมเหมาะๆไว้ยืนคุยกับผู้หญิงที่เราชอบ บางตู้ดีจริง แต่คุยได้ไม่นาน เพราะเขินและเกรงใจคนยืนรอ ต้องวิ่งข้ามถนนไปในซอยลึกมืดๆ สลัวๆ ควานหาตู้ประจำเพื่อจะได้คุยกับสาวนานๆ

เช่นเดียวกับความทรงจำของ ญานี พานทอง เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เเม่ของเธอถึงขนาดออกกฎเคร่งครัดว่าทุกวันหลังเลิกเรียน เต้องโทรหาด่วน

“หนูเลิกเรียนแล้วนะแม่ แต่ขออยู่เล่นกับเพื่อนก่อน หนูเรียนพิเศษ หรือหนูยืนรอหน้าร้านขายน้ำนะแม่” ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสนทนาอันคุ้นชินผ่านหูพลาสติกในตู้สี่เหลี่ยม

อารยา พึจตุรัส เจ้าของธุรกิจร้านถ่ายเอกสาร ให้ความเห็นว่า โทรศัพท์สาธารณะยังมีความจำเป็นในยามฉุกเฉิน เเม้จะถูกใช้งานน้อยมากในปัจจุบันก็ตาม

“มันเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉิน ตอนเด็กๆเคยโดนล้วงกระเป๋า ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ต้องวิ่งไปที่ตู้สาธารณะ โทรหาตำรวจ แต่เดี๋ยวนี้ตู้สาธารณะขาดการดูแล หลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนใหญ่สกปรก ครั้งหนึ่งแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนหมดจะโทรถามอาการป่วยของลูกสาว เลยคว้าโทรศัพท์สาธารณะแต่กลับใช้งานไม่ได้ เงียบ ไม่มีสัญญาณอะไรเลย

ภาพบรรยากาศประชาชนยืนต่อคิวใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะในอดีต

ขณะที่ ดีเจป๋อง-กพล ทองพลับ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เล่าด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า เมื่อครั้งยังเด็กเคยหยอดเหรียญโทรขอเพลงจากดีเจตามคลื่นวิทยุ ถึงวันหนึ่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นดีเจ มีผู้ฟังใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรเข้ามาเล่าพูดคุยด้วยเช่นกัน

“วัยรุ่นยุคก่อนต้องเคยแลกเหรียญโทรขอเพลงดีเจ หรือโทรจีบสาว ต้องเข้าคิวด้วยนะ บางคนใช้นานมาก ยืนรอจนจะหลับก็มี บางคนรอไม่ไหวโวยวาย ‘เฮ้ย…นานไปแล้ว คุยเร็วหน่อยได้ไหม’ นึกแล้วก็ตลก ตัวเราเองก็ต้องระวัง ยกหูเมื่อไหร่ จะดูคนอื่นก่อน มีคนต่อคิวไหม ไม่มีก็คุยยาวเลย โดยเฉพาะคุยกับสาว เคยโทรเข้าเบอร์บ้าน พ่อเขารับ เราไม่กล้าพูด รีบวางหูหนีเลย โทรกลับตามเราไม่ได้ด้วย”

ดีเจป๋อง บอกว่า ผู้ฟังวิทยุในยุคนั้นใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรเข้ามาขอเพลง เล่าเรื่องราวสนุกๆ บ่อยครั้งเป็นเรื่องตลก บางทีเล่ายังไม่จบก็ตัดสายไปดื้อๆ เพราะเหรียญหมด

หากมองให้ลึกและรอบด้านแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า สังคมยุคนั้นดำเนินไปอย่างเนิบช้า เต็มไปด้วยการอคอย ต่างกับสมัยนี้ที่มีแต่ความเร่งรีบ และรอกันไม่ได้อีกแล้ว

ทางรอดยุคนี้…เปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้สอดคล้องกับเมือง

ในต่างประเทศ มีการปรับเปลี่ยนตู้โทรศัพท์สาธารณะให้สามารถใช้งานที่ตอบสนองกับพฤติกรรมของผู้คนในโลกสมัยใหม่ได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษและเยอรมนี บางเมืองออกไอเดียด้วยการจับเอาตู้โทรศัพท์สาธารณะมาแปลงโฉมเป็นห้องสมุดขนาดเล็ก หรือที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โครงการ LinkNYC แปลงโฉมตู้โทรศัพท์สาธารณะแบบเก่า ให้กลายมาเป็นตู้ Wi-Fi Hub จำนวน 7,500 จุด ปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง มีฟังชั่นก์การใช้งานแสนล้ำ เปิดใช้งานแอพต่างๆ ได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูแผนที่จาก Google Map หรือเปิดเว็บเบราว์เซอร์เข้าเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (VoIP Calls) ได้แบบฟรีๆ  พร้อมกับมีช่องสำหรับเสียบหูฟังในการสนทนา และช่องเสียบสายชาร์จ USB และเพื่อความปลอดภัย หลังจากใช้งานเสร็จ ระบบจะทำการลบคุกกี้ และข้อมูลการใช้งานทั้งหมดโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินต่างๆ ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ด้วย

ส่วนบริเวณด้านข้างทั้ง 2 ด้านของตู้ ประกอบด้วยหน้าจอ LCD ขนาด 55 นิ้ว เพื่อใช้ในการโฆษณา นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ในการใช้งาน โดยคาดว่าตู้ไวไฟนี้จะสร้างรายได้จากค่าโฆษณาให้กับนครนิวยอร์ก 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 17,540 ล้านบาทภายใน 12 ปี

กลับมาที่แนวทางการพัฒนาระบบโทรศัพท์สาธารณะในเมืองไทย

ยรรยง บุญหลง สถาปนิกชุมชนผู้มีชื่อเสียงจากการออกแบบพัฒนาที่อยู่อาศัยและพื้นที่ให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กล่าวว่า การใช้งบประมาณโดยภาครัฐ เรื่องตู้โทรศัพท์สาธารณะควรต้องเริ่มจากการดู “ความน่าจะเป็น” (probability) ว่าจะมีคนใช้งานกี่เปอร์เซนต์ แล้วโอกาสที่งบประมาณนั้นจะสามารถนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์มากกว่าเท่าไร

“เราควรจัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญ สมมติว่าทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทยมีตู้โทรศัพท์สาธารณะ ความน่าจะเป็นของคนที่จะใช้ตู้โทรศัพท์เหล่านี้ก็คือเปอร์เซนต์ของคนไม่มีโทรศัพท์มือถือนั่นเอง ยังไม่รวมคนที่ใช้เพราะไม่อยากเปิดเผยเบอร์โทรของตน ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน รวมถึงคนที่ไม่มีมือถือที่ยังสามารถหยิบยืมโทรศัพท์คนอื่นใช้ได้ในยามฉุกเฉินอีก ทั้งหมดนี้ทำให้ ความน่าจะเป็นที่จะมีผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะจะยิ่งลดต่ำลงไปอีก สมการง่ายๆคือ (% ของคนไม่มีโทรศัพท์มือถือ) x (% ของคนที่ไม่สามารถยืมโทรศัพท์คนอื่นใช้ได้) คราวนี้สมมุติว่า เราไม่ได้มีตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่ทุกหย่อมหญ้า ความน่าจะเป็นของผู้ที่จะได้พบเจอและใช้ตู้เหล่านี้จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก ดังนั้นการใช้งบประมาณ หรือการใช้กฏหมาย จึงควรดูความน่าจะเป็นของการใช้งานควบคู่ไปด้วย

ยรรยง เสนอว่า ผู้ให้บริการควรพัฒนาตู้โทรศัพท์ให้ใช้ประโยชน์ได้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น ไอเดียตัวอย่างคือ อาจทำเป็นตู้ร้องเรียนปัญหาต่างๆในพื้นที่ (webboard report)  และเอาไว้โหวตออนไลน์ เลือกนโยบายต่างๆของเขตนั้นๆ  พร้อมกับสามารถดูได้ในตู้ด้วยว่าปัญหาที่ที่ถูกร้องเรียนไป ไม่ว่าจะเป็นหลุมบ่อ สายไฟฟ้าอันตราย ฯลฯ สำนักงานเขตได้แก้ไขหรือยัง ถ้าเขตไม่แก้ไขปัญหาที่คนกด like จำนวนมาก จะถูกโชว์ไว้บนจอภาพภายนอกตู้

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ท่ามกลางวัฒนธรรมและกระเเสความเจริญของเทคโนโลยี ทุกอย่างต้องปรับตัวไม่เว้นเเม้กระทั่ง “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ”

 

จี้ปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ สุเทพยันวิ่งซื้อขายเก้าอี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420398

จี้ปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ สุเทพยันวิ่งซื้อขายเก้าอี้

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “การปฏิรูปตำรวจ” โดยวิทยากรส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยที่จะให้เร่งปฏิรูปตำรวจให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) มองว่า ต้องเร่งปฏิรูปตำรวจเพราะมีปัญหาใน 3 ประเด็น คือ 1.ตำรวจเป็นปัญหาของประเทศ เพราะตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของการรักษากฎหมายเพื่อให้ประเทศอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้นการรักษากฎหมายนั้นต้องมีความเที่ยงตรง และรักษากฎหมายอย่างจริงจัง โดยโครงสร้างของตำรวจปัจจุบันไม่เอื้อให้ตำรวจทำงานได้อย่างสมบูรณ์

2.ตำรวจเป็นปัญหาของประชาชน เพราะความที่ถูกคาดหวังให้ปฏิบัติกับประชาชนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค รวมถึงไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้กระบวนการยุติธรรมมีจุดเริ่มจากตำรวจ หากการปฏิบัติหน้าที่ไม่เที่ยงตรง เมื่อคดีไปสู่อัยการหรือศาลจะมีปัญหาได้ และ 3.ตำรวจเป็นปัญหาของตำรวจ ปัจจุบันมีตำรวจปฏิบัติหน้าที่กว่า 3 แสนคน แต่ส่วนใหญ่มีชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งค่าตอบแทนที่น้อย หรืออัตราต่ำ ซึ่งไม่เหมาะสมกับการทำงานที่ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ การปฏิรูปตำรวจต้องพิจารณาถึงค่าตอบแทนที่เพียงพอและเกิดความภาคภูมิใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจไปหากินเอาเองเหมือนปัจจุบัน และคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตำรวจไม่คิดแก้ปัญหานี้ คิดแต่จะใช้ตำรวจเท่านั้น และตอนนี้ถึงเวลาและมีความจำเป็นแล้วที่จะปฏิรูป ในช่วงรัฐบาลของ คสช.อยู่ในฐานะที่จะปฏิรูปให้สำเร็จได้ แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะเอาจริงหรือไม่ เพราะอาจเกรงใจและกลัวการประท้วงของตำรวจก็ได้

“ตำรวจต้องไม่ยอมรับระบบการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพราะที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการจากส่วนกลาง ซึ่งบางครั้งเกิดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทำให้ตำรวจไม่เป็นตำรวจของประชาชน ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจต้องรื้อทั้งโครงสร้าง” สุเทพ ระบุ

อย่างไรก็ตาม การชุมนุม กปปส.เรื่องสำคัญ คือ ประชาชนขอให้มีการปฏิรูปตำรวจ ดังนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเขียนเรื่องนี้ เพราะถึงเวลา และถามว่าใครต้องทำ แต่รัฐบาลเลือกตั้งไม่กล้าทำเรื่องนี้ เพราะถึงเวลาก็มีขบวนการตำรวจเคลื่อนไหวต่อต้าน ซึ่งรัฐบาล คสช.สามารถทำได้

“วันนี้ต้องให้ตำรวจด้วยกันเองคิด ผมเรียกร้องข้าราชการปฏิรูปตัวเอง ต้องร่วมกัน ไม่มีประโยชน์ สวมเครื่องแบบท่ามกลางการดูหมิ่นชิงชัง ผมยืนยันตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนดี อาชีพตำรวจกับนักการเมืองโดนดูถูกและเกลียดมาก ดังนั้นเป็นโอกาสที่ข้าราชการต้องมาร่วมกันปฏิรูปตำรวจ จะช้าหรือเร็วประเทศต้องปฏิรูปตำรวจ” สุเทพ ระบุ

ด้าน อุดม รัฐอมฤต กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้เหตุผลว่า ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจในสายตาคนไทยมีหลายรูปแบบ รักษากฎหมาย ฟ้องคดี หรือช่วยเวลาคนมีความทุกข์ มองมุมไหน ตำรวจในสังคมไทยมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหา ทั้งใช้กฎหมาย การดำเนินชีวิต และความยุติธรรม

ทว่า ทั้งสามเรื่องมีปัญหา โดยเฉพาะความยุติธรรมทางสังคม การพึงพอใจการดำเนินชีวิต ถามว่าทำไมทุกวันนี้ตำรวจกลัวเรื่องการถูกย้าย แต่การทำให้สังคมไทยพัฒนาได้ต้องยกองค์กรตำรวจและองค์กรทนายความ การเสนอข้อปฏิรูปหลายเรื่อง ทำอย่างไรให้ตำรวจใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ทั้งนี้ กรธ.ได้ให้ความสำคัญในสองเรื่อง ถ้าไม่ทำถือว่าปฏิรูปไม่สำเร็จและรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความหมาย คือ การศึกษาและการปฏิรูปตำรวจ จึงได้เขียนแนวทาง เพราะให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำ การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ยาก อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทำสองเรื่องให้ได้ก่อนเลือกตั้ง

ปัญหาอย่างแรก บ้านเมืองกำลังพัฒนาไปไกลมาก แต่องค์กรมาทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ถ้าไม่พัฒนาบ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ การเลื่อนขั้นต้องคอยทำตัวสนิท กรธ.ทำอย่างไรให้ตำรวจเป็นมืออาชีพและทำอย่างไรไม่อยู่ภายใต้ผู้บังคับบัญชาไม่กี่คน ยังไม่พูดถึงการเมืองที่เข้ามา

“เราเขียนในรัฐธรรมนูญหนึ่งปีต้องทำให้เสร็จ ในเรื่องการบริหารงานบุคคล หากไม่เสร็จเอาหลักอาวุโสมาเพื่อบังคับ แต่ตอนนี้เดือน ต.ค.ยังไม่มีการแต่งตั้งโยกย้าย เป็นปัญหาที่เรากังวลใจ และ กรธ.ไม่ได้พูดว่าจะแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ แต่อยากให้ตำรวจไปทบทวนเองว่าทำอย่างไรให้ประชาชนไว้ใจ อีกทั้ง กรธ.อยากเห็นตำรวจปรับภารกิจที่เกินกว่าตำรวจทำ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก”

ขณะที่ พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อาจารย์ประจำคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ ให้เหตุผลว่า มีการตั้งคำถามมากว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ แล้วองค์กรอื่นทำไมถึงไม่ต้องปฏิรูป ซึ่งเหตุผลประการสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม

ขณะเดียวกันทำอย่างไรให้ตำรวจปลอดการแทรกแซงทางการเมือง โดยกฎหมายตำรวจ นายกฯ เป็นประธาน ก.ตร. เกี่ยวข้องกับการเลือก ผบ.ตร. และอย่างที่สอง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ในการบริหารบุคคลเมื่อเทียบกับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้กระจายอำนาจออกไป

พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่าง ไอร์แลนด์เหนือ ในอดีตเคยเป็นอย่างไทยมาก่อน แต่ไอร์แลนด์เหนือได้ปฏิรูปด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อพิจารณารูปแบบระบบงานตำรวจที่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ความพร้อมของอุปกรณ์และเทคโนโลยี มีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ทั้งนี้ การแก้ไขนอกเหนือองค์ความรู้แล้วต้องจริงใจด้วย และจะให้ปลอดการแทรกแซงจากการเมือง อาทิ อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย แคนาดา ไอร์แลนด์เหนือ และญี่ปุ่น มีกระจายไปสู่ท้องถิ่น แต่ถามว่าประเทศไทยพร้อมหรือไม่ เพราะประชาธิปไตย ยุติธรรม ไม่ได้ซื้อหาด้วยเงิน

 

“บุหรี่แพง นักสูบลด” เรื่องจริงหรือแค่มโน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 20:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420380

"บุหรี่แพง นักสูบลด" เรื่องจริงหรือแค่มโน?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

หนึ่งเดือนหลังการประกาศขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ ส่งผลให้ราคาบุหรี่พุ่งสูงถึงซองละ 20 บาท ตามมาด้วยกระแสต่อว่าต่อขานจากสิงห์อมควันทั่วประเทศ

การปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้ รัฐบาลให้เหตุผลว่าจะเก็บเงินเข้าคลังเพิ่มขึ้นได้อีก 15,000 ล้านบาท ทั้งยังช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง แบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากบุหรี่ลงได้อีกมหาศาล

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ บุหรี่แพงช่วยให้นักสูบลด ละ เลิกสูบบุหรี่ได้จริงหรือ

ย้อนรอย”ภาษียาสูบ”

จากการศึกษาเรื่อง “วิวัฒนาการของการควบคุมการบริโภคยาสูบในเมืองไทย” โดยชูชัย ศุภวงศ์, สุภกร บัวสาย และจิตสิริ ธนภัทร สถาบันวิจัยสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบในไทยแบ่งออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงแรก ก่อนปีพ.ศ. 2529 การดำเนินการเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดความต่อเนื่อง

ช่วงที่สอง 2529-2532 มีการประสานงานกันและจัดตั้งองค์กรเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ เช่น การก่อตั้งมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ สำนักควบคุมยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข

ช่วงที่สาม 2532-2534 ถูกประเทศมหาอำนาจใช้กฎหมายทางการค้าบีบบังคับให้เปิดตลาดบุหรี่ต่างประเทศ

ช่วงที่สี่ 2534-2539 ช่วงเวลาของการใช้มาตรการทางกฎหมายและภาษี เช่น ออกกฎหมายควบคุมโฆษณาและส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมทั้งการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ

ปัจจุบัน ระบบภาษียาสูบของไทยใช้นโยบาย “สองเลือกหนึ่ง”  หมายถึง คำนวณภาษีตามราคาต้นทุนที่บริษัทบุหรี่แจ้ง  และคำนวณภาษีตามสภาพ คือ ตามน้ำหนักมวนบุหรี่ หากวิธีคำนวณไหนมีมูลค่าภาษีมากกว่าก็ให้เก็บตามวิธีนั้น

ข้อมูลจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายบุหรี่เฉลี่ยคงที่ ประมาณ 2,000 ล้านซอง ทว่ารายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มเป็น 4 เท่า ยกตัวอย่าง เช่น ปี 2534 เก็บภาษีได้ 15,898 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราภาษี 55 % ปี 2558 อัตราภาษีกระโดดไปถึง 87 % เก็บภาษีได้ 62,733 ล้านบาท นอกจากนี้ ยาสูบถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีไว้ในหมวดภาษีบาป (Sin tax) หมายถึง กิจกรรมที่รัฐไม่สนับสนุน เนื่องจากส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะนำเงินส่วนหนึ่งของภาษีบาปไปสนับสนุนกิจองค์กรทางสังคมอื่นๆ เช่น หัก 2 % ของภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปีไปสนับสนุนการทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 1.5 % สนับสนุนสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อีก 2 % สนับสนุนกองทุนการกีฬา เป็นต้น

ล่าสุดการปรับขึ้นราคาภาษียาสูบ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้กฎกระทรวงปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบทั้งสองแบบ คือ คำนวณภาษีจากราคาต้นทุน จากเดิม 87% ปรับขึ้นเป็น 90% และคำนวณภาษีตามสภาพ จากเดิมเก็บ 1 บาทต่อกรัม ขยับขึ้นเป็น 1.1 บาทต่อกรัม ส่งผลให้ราคาบุหรี่ที่ขายในประเทศเพิ่มขึ้น 5-20 บาท ยกตัวอย่างบุหรี่ยี่ห้อดังของต่างประเทศที่เคยจำหน่าย 95 บาทต่อซอง ปรับเป็น 120 บาทต่อซอง บุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อดังอีกราย 66 บาทต่อซอง เพิ่มเป็น 80 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ในประเทศยี่ห้อดัง ราคา 67 บาทต่อซอง ปรับเป็น 80 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่ราคาต่ำสุดเคยขายอยู่ที่ 35 บาทต่อซอง ปรับเป็น 40 บาทต่อซอง เป็นต้น

“ขึ้นราคาบุหรี่”ยาแรงได้ผลชะงัด 

ว่ากันว่า มาตรการขึ้นภาษียาสูบถือเป็นวิธีการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แม้แต่บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ยังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านด้วยความหวั่นเกรง

ดังเช่นหนังสือชื่อ “Trust us We’are The Tobacco Industry” เขียนโดย รอสส์ แฮมมอนด์ และแอนดี้ โรเวล ได้เผยแพร่เอกสารลับภายในของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งแสดงความวิตกกังวลต่อการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบว่า

“ในบรรดาความวิตกกังวลทั้งหมด มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้เราหวาดหวั่นมากที่สุด นั่นคือ การเก็บภาษีอากร แม้ว่ามาตรการจำกัดกิจกรรมการตลาด การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการสูบบุหรี่มือสองทำให้ยอดขายลดลง แต่จากประสบการณ์ของเรา การเก็บภาษีอากรทำให้ยอดขายลดฮวบฮาบลงกว่านั้นได้มากทีเดียว”

หนังสือเล่มนี้ยังระบุอีกว่า การคงระดับราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ต่ำมีความสำคัญมากสำหรับความพยายามของบริษัทบุหรี่ที่จะรักษาลูกค้าในปัจจุบันเอาไว้ พร้อมๆกับดึงดูดใจให้คนเริ่มสูบบุหรี่ ยกตัวอย่างในละตินอเมริกา มาร์ลโบโร เรด มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้สูบบุหรี่วัยหนุ่มสาวตอนต้นและผู้เริ่มสูบบุหรี่เป็นอย่างมาก เคล็ดลับของการเติบโตของมาร์ลโบโร เรดในตลาดละติน อเมริกาคือ ราคาที่ย่อมเยา

ศาสตราจารย์ นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้สูบบุหรี่แบ่งเป็น 5 กลุ่มคือ รวยมาก รวย ปานกลาง จน และจนมาก

“บุหรี่แพง คนรวยมากกับรวยจะไม่ได้รับผลกระทบเลย ยังสูบยี่ห้อเดิมในปริมาณเท่าเดิม ขณะที่คนฐานะปานกลาง อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย เช่น ลดปริมาณการสูบลง จากสัปดาห์ละ 2 ซองเหลือ 1 ซอง แต่ไม่เปลี่ยนยี่ห้อ คนจนจะเปลี่ยนหันไปสูบยี่ห้อที่ราคาถูกกว่า หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไปสูบยาเส้น สุดท้ายคนจนมาก กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบหนักสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2557 เคยสำรวจว่า คนจนสุดๆที่มีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,982 บาท ต้องเสียเงินซื้อบุหรี่ถึงเดือนละ 426.8 บาท นับเป็น 21.5 % ของรายได้ ถ้าบุหรี่แพงขึ้น บางคนอาจเลิกสูบเพราะซื้อไม่ไหว ผมว่าถ้าคนจนเลิกได้ มันจะปลดเขาออกไปจากวงจรชีวิตเดิมๆ เงินที่เคยเสียค่าบุหรี่เปลี่ยนไปซื้อสิ่งจำเป็นอย่างอื่น คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดีขึ้น

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยอมรับว่า การขึ้นภาษีบุหรี่มีส่วนทำให้คนเลิกบุหรี่ได้จริง แต่สำหรับเมืองไทยอาจมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เหตุเพราะโครงสร้างภาษียาสูบของเมืองไทยยังมีจุดอ่อน

“ขึ้นราคาแต่ละครั้งแค่ 20 บาทต่อซอง ถ้าคุณเงินเดือน 20,000 คงไม่กระทบกระเทือนหรอก ลองขึ้นภาษีโหดๆแบบออสเตรเลีย มาเลเซียสิ บุหรี่ราคาถูกสุดในตลาดตอนนี้ประมาณ 100 บาทต่อซองแล้ว  บ้านเราโครงสร้างภาษียังมีช่องโหว่ เปิดโอกาสเปิดทางเลือกให้เขาเปลี่ยนไปสูบอย่างอื่นแทนได้”

ศาสตราจารย์ นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ปัจจุบันรายได้รัฐบาลจากกิจการยาสูบแบ่งเป็น รายได้จากโรงงานยาสูบหรือขายบุหรี่ 6,000 ล้านบาท และ รายได้จากภาษีสรรพสามิตหรือภาษีบุหรี่ 60,000 ล้านบาท

“รัฐบาลหลายประเทศที่ใส่ใจให้ความสำคัญต่อสุขภาพประชาชน เขาจะยอมสละรายได้จากโรงงานยาสูบด้วยการขายโรงงานทิ้ง แล้วเลือกเอารายได้จากภาษีบุหรี่ซึ่งมากกว่าหลายเท่า ที่สำคัญจะช่วยยับยั้งการเพิ่มขึ้นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยอันเนื่องมkจากการสูบบุหรี่ ซึ่งแต่ละปีรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงทางอ้อมนับแสนล้าน อีกเรื่องไม่ควรมองข้ามคือ การขึ้นภาษีบุหรี่ บุหรี่มีราคาแพงขึ้น จะช่วยสกัดกั้นนักสูบหน้าใหม่ออกไปได้ โดยเฉพาะเยาวชน

เสียงสะท้อนจากสิงห์อมควัน

ทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาบุหรี่ เสียงก่นด่าสาปแช่งดังระงมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้สูบบุหรี่ต่อการขึ้นภาษีบุหรี่ โดยกรุงเทพโพลล์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยถึง 75.5 % โดยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยคือ 81.2 % ทำให้บุหรี่มีราคาแพงเกินไป 9.8 % มองว่ารัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด 9.0 % ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่ 24.5 % ของผู้ที่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีบุหรี่ ให้เหตุผลว่า 48.4 %จะทำให้สูบบุหรี่ลดลง  20.8 % เชื่อว่าจะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ 11.8 % ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ และ 19 % มองว่าทำลายสุขภาพ ฟุ่มเฟื่อยไร้สาระ

ถามความเห็นไปยังเจ้าของร้านโชห่วยรายหนึ่ง ย่านท่าน้ำนนท์ เขาเชื่อว่าสาเหตุการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลถังแตก ต้องการเงินไปบริหารประเทศ

ทุกรัฐบาลเวลาเงินขาดมือก็จะหาทางขึ้นภาษีโน้นภาษีนี้ หนีไม่พ้นเหล้ากับบุหรี่ ถามว่ายอดขายตกไหมก็มีหายไปบ้างเล็กน้อยช่วงสแรกๆ อาจเป็นเพราะว่าคนอาจตกใจข่าว สับสน แต่สุดท้ายก็กลับมาสูบเหมือนเดิม คนติดยังไงมันก็ต้องสูบ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของลูกค้าประจำยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คนมีเงินซื้อบุหรี่นอก แพงแค่ไหนก็ยังซื้อ ส่วนพวกคนรายได้น้อยที่นิยมสูบบุหรี่ไทย จะซื้อแบบแบ่งขายทีละ 4 มวน ราคา 20 บาท แบบนี้ซื้อง่ายขายคล่องกว่า”

เพจเฟซบุ๊ก Thai Smokers Community

บุญเหลือ สงมา พนักงานรักษาความปลอดภัย เล่าว่า เปลี่ยนพฤติกรรมจากการ’ซื้อซอง’มาเป็น’ซื้อแบ่งขาย’นานแล้ว

“สมัยก่อนซื้อเป็นซอง พอมันขึ้นพรวดๆจาก 40 บาท เป็น 80 บาทก็ไม่ไหว หันมาซื้อแบบแบ่งขายดีกว่า เสียเงินน้อย แถมช่วยให้สูบน้อยลงด้วย ผมไม่คิดจะเปลี่ยนยี่ห้อนะ ติดรสชาติ บุหรี่ราคาถูกบางยี่ห้อสูบทีเดียวแทบเขวี้ยงซองทิ้ง รสชาติแย่มาก เดี๋ยวนี้ใครมาขอฟรีๆด่าเลย มวนละ 7 บาทแล้ว ใจมึงยังจะขอกันอีกเหรอ”

จุฬา เสรีวัลลภ ลูกจ้างบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า บุหรี่แพง นักสูบรากหญ้าได้รับผลกระทบแน่นอน อาจสูบในปริมาณที่น้อยลง แต่เชื่อว่าไม่มีใครเลิกอย่างแน่นอน

“บุหรี่แพง คนยังปรับตัวได้ เปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนมาซื้อแบ่งขาย ไม่มีใครเลิกหรอก บุหรี่มันเลิกง่ายๆที่ไหน เท่าที่เจอมาคนเลิกบุหรี่ได้เพราะจำใจต้องเลิกเพราะป่วย ขืนดูดอีกตายแน่ อีกกลุ่มคือลูกเมียขอร้อง เลิกเพราะบุหรี่แพงไม่น่าจะมี ต่อให้ยุบโรงงานยาสูบทิ้ง คนติดมันก็ขวนขวายหามาสูบได้อยู่ดีครับ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปรับขึ้นภาษีบุหรี่ ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านจากบรรดานักสูบที่ปัจจุบันมีมากถึง 11 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างท้วมท้นถล่มทลายจากประชาชนผู้ไม่สูบบุหรี่อีกเป็นจำนวนมาก