รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469559

รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มรุนแรงและแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจ.ชัยนาทและจ.สุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้แปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จ.ชัยนาท พื้นที่ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท
ต.กุดจอก อ.หนองมะโมงและต.ห้วยกรดพัฒนา อ.สรรคบุรี ส่วนจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช ต.หนองหญ้าไซ  อ.หนองหญ้าไซ  ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบพืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้เกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิดมีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ถั่วลิสง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,430 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 356 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,146 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 21 บาท/กก. ถั่วเขียว  ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,283 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 123 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,175 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 44 บาท/กก. ข้าวโพดหวาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,776 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,819 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,138 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 6 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า สศท.7 ในฐานะหน่วยงานผู้แทนคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด ได้เสนอแนะมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร โดยให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาในพื้นที่ ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงช่วงภัยแล้ง และยังได้สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชน ใช้น้ำอย่างประหยัด เก็บกักน้ำ และซ่อมแซมแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก นอกจากนี้ เกษตรกรและประชาชนยังสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่แห้งแล้ง ได้ที่เว็บไซต์ http://drought.gistda.or.th เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการเพาะปลูก หากแปลงเกษตรอยู่ในพื้นที่ภัยแล้งปีนี้ ควรจะเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพืชทนแล้งแทนได้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดข้อมูลการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5007-8 หรืออีเมลzone7@oae.go.th

ชีวิต เม่งเอียด

ชีวิต เม่งเอียด
ทัศนีย์  เมืองแก้ว

ทัศนีย์ เมืองแก้ว

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469317

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร คลอดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่ “สุโขทัย 1” ผลกลมป้อม ใหญ่ยาว เนื้อทั้งสุกและดิบสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว รสชาติหวานไม่อมเปรี้ยว ให้ผลผลิตสูง 1 เครือมี 9 หวี  น้ำหนักเครือกว่า 16 กิโลกรัม ทึ่งคุณค่าทางโภชนาการ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียมสูงแซงพันธุ์การค้า

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยประมาณ 481,639 ไร่  ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุดจำนวน 328,456 ไร่ กล้วยไข่จำนวน 63,233 ไร่ กล้วยหอมจำนวน 62,525 ไร่ และกล้วยอื่นๆจำนวนประมาณ 27,425 โดยพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าจะปลูกมากที่สุดในเขตภาคเหนือ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในประเทศไทยแต่ยังขาดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดี และขาดข้อมูลของพันธุ์ ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย  กรมวิชาการเกษตร จึงศึกษาหาสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ดีมีคุณภาพ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่น ให้ผลผลิตสูงมีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์การค้า เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อเป็นพันธุ์ทางเลือกสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร

ระหว่างปี 2547-2554 ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ได้คัดเลือกสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากแปลงรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยของศูนย์ฯ  โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกคือ ให้ผลผลิตสูง มีจำนวนหวีต่อเครือไม่ต่ำกว่า 7 หวี เนื้อแน่น สีเนื้อขาวนวลถึงเหลือง รสชาติหวาน คุณภาพการบริโภคดี ผู้บริโภคยอมรับสูง  โดยสามารถคัดเลือกไว้ 7 สายต้น นำไปปลูกเปรียบเทียบสายต้น และคัดเลือกสายต้นที่ดีเด่นไว้ 2 สายต้น  ปี 2558-2560 นำไปปลูกทดสอบที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน พบว่า กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 เจริญเติบโตได้เร็ว ต้นแข็งแรง ผลผลิตเฉลี่ยน้ำหนักเครือและจำนวนหวีต่อเครือสูงสุดทั้ง 3 สถานที่ผลิต ที่สำคัญยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดตรงกับวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุ์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย เป็นหน่วยงานในการพัฒนาพันธุ์กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 ดังนั้น จึงได้ตั้งชื่อกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่นี้ว่า “กล้วยน้ำว้าสุโขทัย 1” ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง น้ำหนักเครือ 16.1 กิโลกรัมสูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ให้ผลผลิต 13.7 กิโลกรัม จำนวน 9 หวี/เครือ  สูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งให้จำนวนหวี 8 หวี/เครือ ให้คุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียม สูงกว่าพันธุ์การค้า นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1ยังลักษณะผลค่อนข้างป้อมกลม  ผลค่อนข้างใหญ่กว้าง 3.8 เซนติเมตร และยาว 14 เซนติเมตรซึ่งใหญ่กว่าพันธุ์การค้า เนื้อผลทั้งดิบและสุกมีสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว และมีรสชาติหวานไม่ปนเปรี้ยว

ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัยมีแปลงแม่พันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1 พร้อมขุดแยกหน่อได้ปีละ 2,000 – 3,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่  โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาสามารถขุดแยกหน่อได้ประมาณ 2,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-5567-9085-6

รายงานพิเศษ : จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468749

รายงานพิเศษ : จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้หลายพื้นที่ในประเทศกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีปัจจุบันมีปริมาณจำกัด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นภาครัฐคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และเตรียมมาตรฐานรับมือต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

….แต่ปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ มีน้อยมาก จึงไม่เพียงพอสำหรับการใช้ในทุกๆกิจกรรม

จากสถิติปริมาณฝนตกเฉลี่ยในรอบ 50 ปี ของประเทศไทย เกิดภาวะฝนแล้งจัดอยู่ 3 ปีด้วยกัน คือ ปี 2522 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,332.3 มิลลิเมตร (มม.) ปี 2535 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,357.3 มม. และปี 2562 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,342.5 มม. อย่างไรก็ตาม แม้สถิต ฝนตกปี 2562 จะเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2522 ก็ตาม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในฤดูปี 2562/63 รุนแรงมากกว่าด้วย เพราะจำนวนประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม ตลอดจนพื้นที่การเกษตรขยายมากกว่าปี 2522 ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ณ วันที่ 20 มกราคม 2563 มีปริมาณน้ำรวม 45,416 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 60% ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,608 ล้าน ลบ.ม.หรือ 41% ของความจุอ่างฯ และในจำนวนดังกล่าวเป็นอ่างฯขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ของความจุอ่างฯ มากถึง 12 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา แม่มอก จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลําพระเพลิง ลําแชะ ลํานางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลากระเสียว คลองสียัด และหนองปลาไหล

ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,648 ล้านลบ.ม. หรือ 43% ของความจุอ่างฯเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 3,952 ล้าน ลบ.ม. หรือ 22% ของความจุอ่างฯ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ทั้งหมดกรมวางแผนจัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค หากมีเหลือถึงจะจัดสรรเพื่อปลูกพืชฤดูแล้ง รวมถึงทำนาปรัง ดังนั้น จึงมีพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานหลายพื้นที่จำเป็นต้องงดทำนาปรังเพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาให้งดทำนาปรังทั้งหมด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรส่วนหนึ่ง แต่ยังมีปลูกข้าวนาปรังบ้างพอสมควร

ทั้งนี้ ในการจัดสรรน้ำที่วางแผนไว้ในฤดูแล้งทั้งประเทศรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. และสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีก 11,340 ล้านลบ.ม. ณ วันที่ 20 มกราคม 2563 จัดสรรน้ำไปแล้ว 7,144 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40 % ของแผน เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำไว้ 4,000 ล้านลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 2,222 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 56% ของแผน ในขณะที่การปลูกพืชฤดูแล้งวางแผนไว้ทั่วประเทศ 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปรากฏว่าการปลูกข้าวนาปรังไม่เป็นไปตามแผน ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 3.10 ล้านไร่ เกินกว่าแผนที่วางไว้คิดเป็น 134.21% ของแผนฯ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยารณรงค์งดทํานาปรังหรือนาต่อเนื่องในฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผลออกมาขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.76 ล้านไร่

จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่ปลูกข้าวนาปรังเกินกว่าแผนจะอยู่ที่ลุ่มเจ้าพระยาเกือบทั้งหมด

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่าจากการสำรวจเบื้องต้นเกษตรกรที่ทำนาปรังส่วนใหญ่ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ตนเอง ดังนั้น การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้มีน้ำพออุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะมาเดือนกรกฎาคมแน่นอน

“การบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาค่อนข้างยากกว่าลุ่มน้ำอื่นๆ เพราะพื้นที่กว้างครอบคลุมกว่า 22 จังหวัด และไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเป็นของตนเอง มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำมีน้อยมากมีปริมาณน้ำที่ได้งานได้เพียง 204 ล้านลบ.ม. หรือ 21% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ต้องใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จัดสรรน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยา ด้วยระยะทางไกลน้ำย่อมสูญเสียในแต่ละพื้นที่น้ำไหลผ่านจะมีการสูบน้ำขึ้นไปใช้ระหว่างทาง บางครั้งนำไปใช้ไม่เป็นไปตามที่จัดสรรให้ กรมจึงขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเรื่องจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน” ดร.ทองเปลวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการน้ำให้พ้นวิกฤติภัยแล้งปีนี้ไปให้ได้นั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน ประชาชนต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของน้ำ พื้นที่การเกษตรกรที่ให้งดทำนาปรังก็ต้องงดทำจริงๆ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัด หากบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ กรมชลประทานมั่นใจว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ จะเพียงพอสำหรับรักษาระบบนิเวศของลำน้ำและอุปโภคบริโภคจนถึงฤดูฝนแน่นอน

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468298

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467950

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อผลงานรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” พบ 4 รมต. ผลงานเข้าตา “บิ๊กป้อม” เป็นที่พึ่งของปชช.ในโครงการแก้หนี้นอกระบบ-ปลดหนี้ “จุรินทร์” ประกันรายได้เกษตรกรจับต้องได้ “เฉลิมชัย” แก้ราคาสินค้าเกษตรและราคายางให้ปชช.ได้ชัดเจน ขณะที่ปชช.ส่วนใหญ่อยากรู้จักและเข้าถึง “พลังงานชุมชน” ไอเดียของ “สนธิรัตน์” รมว.พลังงาน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม  วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยผลสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรี และความชื่นชอบต่อโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชนที่อาศัยหรือทำงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวมทั้งสิ้น 1,200 คน

ทั้งนี้ผลการสำรวจได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ 1,144 ชุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 678 คน คิดเป็นร้อยละ 59.27 มีอายุอยู่ระหว่าง 21-30 ปี 576 คนคิดเป็นร้อยละ 50.35 มีระดับการศึกษา อยู่ในระดับปริญญาตรี 639 คน คิดเป็นร้อยละ 55.86 มีสถานภาพโสด 745 คน คิดเป็นร้อยละ 65.12 ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป จำนวน 355 คน คิดเป็นร้อยละ 31.03 และมีที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร 607 คน คิดเป็นร้อยละ 53.06 และได้ผลการสำรวจข้อคิด ดังนี้

1.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในโครงการแก้ไขปัญหาโครงการหนี้นอกระบบ/ปลดหนี้ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง คิดเป็นร้อยละ 50.46

2.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่จับต้องได้ พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นโครงการที่มีผลงานที่จับต้องได้คิดเป็นร้อยละ 58.31

3.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชำชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัยศรีอ่อน ในโครงการดูแลราคาสินค้าเกษตร และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรและราคายาง ที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน คิดเป็นร้อยละ 50.59

4.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในโครงการพลังงานชุมชน ที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย คิดเป็น
ร้อยละ 60.03

5.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรม พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี ในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรมมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ โครงการประกันรายได้เกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 20.96 โครงการส่งเสริมเปลี่ยนน้ามันปาล์มเป็นน้ำมันไบโอดีเซลบี 10 คิดเป็นร้อยละ20.46 และโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ คืนที่ดินทำกินให้ประชาชน และแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน คิดเป็นร้อยละ 15.57 ตามลำดับ

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467750

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกส้มสายน้ำผึ้งที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลโป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำพุร้อน อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก ซึ่งน้ำพุร้อนมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ทำให้ส้มของที่นี่มีความแตกต่างจากที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องรสชาติที่มีความหวานหอม ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนส้มกำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อกระจายสู่ตลาดให้ทันในช่วงเทศกาลตรุษจีน และคาดว่าปีนี้ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งจะทยอยออกเป็นรุ่น และน่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดฤดูกาลประมาณเดือนมีนาคม 2563

กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ได้ดำเนินธุรกิจหลักรวบรวมส้มสายน้ำผึ้งจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 เป็นระยะเวลา 43 ปีแล้วซึ่งทางกลุ่มทำหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงหาตลาด ซึ่งเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะเน้นผลิตส้มที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การตรวจสอบแปลงผลิต ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การดูแลรักษาระหว่างรอผลผลิตออก จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่งมายังกลุ่มฯ เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่ง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพ ทางกลุ่มฯจะรับซื้อราคาที่สูงกว่าพ่อค้าทั่วไป 3-5 ต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการยกระดับราคาผลผลิตให้กับเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกผลิตส้มได้มาตรฐาน GAP ผลผลิตเฉลี่ย 3,500 – 4,000 กก./ไร่

แต่ละวันเกษตรกรจะเข้าสวนตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำเพื่อเก็บผลผลิตส้ม และขนส่งเพื่อมาขายให้กับทางกลุ่มเกษตรกรฯเมื่อเกษตรกรนำส้มมาถึงโรงคัดแยกแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการล้างทำความสะอาดผลส้ม ตั้งแต่การล้างน้ำ การขัด และเป่าด้วยลมให้แห้ง จากนั้นได้คัดเกรดตามขนาดของผลส้มตั้งแต่ขนาดเบอร์ 2 ถึง 7เพื่อจัดสรรส้มตามขนาดต่างๆ ส่งจำหน่ายให้คู่ค้าปลายทางตามการสั่งซื้อซึ่งส้มขนาดเบอร์ 5-7 ส่วนส้มขนาดเล็กจะขายให้พ่อค้าทั่วไปที่มารับซื้อ เพื่อนำไปขายให้ร้านค้าเพื่อนำไปคั้นเป็นน้ำส้มสดขาย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำส่งเสริมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน และสนับสนุนเงินทุนปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้กลุ่มฯนำไปรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร สนับสนุนโรงเรือนรวบรวมคัดแยกผลผลิต เครื่องทำสะอาดและคัดแยกส้ม ซึ่งการคัดเกรดเพื่อส่งขายให้คู่ค้าทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าการขายแบบคละให้พ่อค้าทั่วไปที่มาเหมาซื้อตามสวน โดยกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกและสร้างอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น และในอนาคตอันใกล้นี้ทางกลุ่มฯกำลังจะขอยื่นจดส้มสายน้ำผึ้งจากแหล่งผลิตตำบลโป่งน้ำร้อน เป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อสร้างความแตกต่างของส้มสายน้ำผึ้งของที่นี่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นและช่วยยกระดับราคาส้มสายน้ำผึ้งให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

นายภาคิน พันธุพิน ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน กล่าวว่า ขณะนี้มีตลาดปลายทางที่รับซื้อส้มสายน้ำผึ้ง โดยนำส้มที่คัดเกรดมาบรรจุลงกล่อง ส้มเบอร์ 5 จะบรรจุกล่อง 24 ลูก และเบอร์ 6 จะบรรจุลงกล่อง 18 ลูก กระจายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและส่งให้กับทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร สนใจติดต่อได้ที่ 08-1823-3639 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดจำหน่ายส้มสายน้ำผึ้งส่งตรงถึงบ้านผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด http://www.thailandpostmart.com โครงการอร่อยทั่วไทย หรือติดต่อCall Center : 1545 เพื่อสั่งซื้อส้มจากทางกลุ่มเกษตรกรโป่งน้ำร้อน ส่งถึงบ้านท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หรือจะติดต่อสอบถามกับทางกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนได้โดยตรงที่หมายเลข 08-9429-4469, 08-1025-8949

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467274

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) 4.54 ล้านไร่
โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจเกิดปัญหาพิพาทการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่ โดย สศก.ศึกษาแนวทางส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสงถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย โดย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตันขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน  (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียวมีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465991

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นงบดำเนินงานลดลง 50% นั้น เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยเฉพาะงานตามภารกิจและงานสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดแนวทางบริหารงบประมาณโดยปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกโครงการและทุกแผนงานที่ได้วางไว้ ซึ่งงบประมาณที่ถูกปรับลดลงนี้ เป็นงบดำเนินงานไม่เกี่ยวกับงบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมทำหนังสือชี้แจงทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพิจารณาทบทวนและจัดลำดับความสำคัญ รายละเอียดกิจกรรมเนื้องานที่มีความสำคัญ จำเป็น และเหมาะสมในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

“ในปี 2563 งบประมาณของกรมวิชาการเกษตร 1,277 ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานไม่ใช่งบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ถูกปรับลดลง 638 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50%ของงบดำเนินงาน ซึ่งกรมกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัด คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่องานราชการ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทราบว่างานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช โครงการพระราชดำริ งานด้านบริการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออกต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนกิจกรรมบางชนิดที่ปรับลดได้ให้ดำเนินการทันที เช่น ติดตามประเมินผล จัดประชุมนอกสถานที่ โดยให้ใช้วิธีประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพ หรือ VIDEO Conference แทน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เส้นใยธรรมชาติ’ เพิ่มมูลค่าใบสับปะรด สร้างรายได้ให้เกษตรกรราชบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464964

รายงานพิเศษ : ‘เส้นใยธรรมชาติ’ เพิ่มมูลค่าใบสับปะรด สร้างรายได้ให้เกษตรกรราชบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบัน ผลผลิตโดยตรงจากอุตสาหกรรมเกษตรส่วนใหญ่ จะใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยวัตถุดิบทางการเกษตรบางส่วนจะเหลือทิ้ง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น ใบสับปะรด เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร ในการปลูกสับปะรดรุ่นหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี หลังจากนั้นเกษตรกรจะรื้อถอนแปลงออกด้วยการถอนต้นแล้วเผา ซึ่งเป็นการสร้างมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม หรือใช้วิธีปั่นต้นแล้วตากให้แห้งและไถฝังกลบ เป็นปุ๋ยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ โดยภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้นำวัตถุดิบเหลือทิ้งเหล่านี้มาทำเป็นเส้นใยธรรมชาติ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับใบสับปะรด

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ในตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โดยสัมภาษณ์นายสมชาย อุไกรหงสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคา พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ร่วมกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติจากใบสับปะรดมาตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 22 ราย ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจฯ จะนำใบสับปะรดที่เหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ประมาณ 5,000 กก./ไร่มาผลิตเส้นใยสับปะรด โดยจะรับซื้อใบสับปะรดจากสมาชิกกลุ่มราคากิโลกรัมละ 2 บาท จำนวน 700 – 1,000 กก./วัน จากนั้นจะนำมาคัดแยกใบ ที่มีขนาด 50 ซม. ขึ้นไป แล้วตัดแต่งส่วนโคนและปลายใบออก เพื่อนำเข้าเครื่องรีดเอากากของใบออกจนเหลือแต่เส้นใย แล้วพักไว้ 1 คืน จึงนำมาซักน้ำเปล่าจนสะอาดนำไปตากแดดประมาณ 2 วัน หรือตากในร่มที่มีอากาศถ่ายเทประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นนำมาเข้าเครื่องรีดเพื่อแยกเส้นใยอีกครั้ง จะได้เส้นใยพร้อมส่งจำหน่าย ซึ่งจุดเด่นของผลผลิตอยู่ที่การเป็นเส้นใยธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ไม่ใช้สารฟอกขาว ผงซักฟอก หรือเคมีอื่นๆ

สำหรับด้านการตลาด ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 260 – 300 บาท/กก. ร้อยละ 50 ขายส่งและขายปลีกตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอ กลุ่มแม่บ้าน และลูกค้าทั่วไป ส่วนร้อยละ 50 ส่งออกตลาดต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ อยู่ในช่วงทดลองนำเส้นใยมาทอเป็นลวดลายนำไปตัดเย็บเสื้อผ้า กระเป๋า และผลิตภัณฑ์อื่น เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชุมชนอีกด้วย

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคาผลิตเส้นใยได้ 300 กก./เดือน แต่ยังไม่เพอต่อความต้องการของตลาด ทางกลุ่มจึงมีแผนขยายกำลังผลิตเพิ่ม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในอนาคต นอกจากนี้ ทางกลุ่มกำลังทดลองและพัฒนาเครื่องรีดแบบอัตโนมัติเพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน หากขยายกำลังผลิตได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการขายใบสับปะรด ประมาณ 8,000 – 10,000 บาท/ไร่ ซึ่งขณะนี้ มีกลุ่มพ่อค้าและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามาติดต่อขอรับซื้อล่วงหน้าจำนวนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตเส้นใยจากใบสับปะรด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมชาย อุไกรหงสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคา ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โทร. 08-9837-9257

รายงานพิเศษ : ASFดันส่งออกไก่ไปจีนพุ่ง3.7เท่า เข้มแผนเฝ้าระวังสกัดระบาดเข้าไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464291

รายงานพิเศษ : ASFดันส่งออกไก่ไปจีนพุ่ง3.7เท่า เข้มแผนเฝ้าระวังสกัดระบาดเข้าไทย

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (African swine fever : ASF)ปัจจุบัน ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย โดยพบการระบาดทั้งหมด 30 ประเทศ แบ่งเป็น ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ ทวีปยุโรป 12 ประเทศ และทวีปเอเชีย 12 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต ฮ่องกง และอินโดนีเซีย

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์
ของสศก. โดยศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร (ศปศ.)พบว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดการณ์ว่า ปี 2563 การผลิตเนื้อสุกรของโลกจะอยู่ที่ 95.22 ล้านตัน ลดลงจาก 106.13 ล้านตัน ในปี 2562 (ลดลงร้อยละ 10.28) เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ อาทิ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับความเสียหายจากโรค ASF ทำให้ปริมาณการผลิตสุกรใน 3 ประเทศ ลดลงร้อยละ 25.27 ร้อยละ 16.42 และร้อยละ 6.25 ตามลำดับ

จากผลผลิตเนื้อสุกรที่ลดลงของกลุ่มประเทศดังกล่าว ส่งผลให้การส่งอออกเนื้อสุกรของโลก ปี 2563 คาดว่าจะมีปริมาณ 10.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับ ปี 2562 โดยประเทศผู้ส่งออกสำคัญที่มีการส่งออกเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งมีปริมาณส่งออกรวมทั้ง 4 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ 92.10 ของโลก

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า หากพิจารณาถึงผลต่อประเทศไทย นับว่าเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสุกรและสินค้าทดแทนได้มากขึ้น ซึ่งช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นหรือแช่แข็งและผลิตภัณฑ์ รวมปริมาณ 10,107 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 8,736 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.68) ในช่วงเดียวกันของปี 2561

นอกจากนี้ จากการที่ปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่พอต่อความต้องการทั้งตลาดในและต่างประเทศ ผู้บริโภคจึงบริโภคสินค้าทดแทนมากขึ้น ไทยยังส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูปได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ไทยส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูป ปริมาณ 744,119 ตัน มูลค่า 87,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกปริมาณ 698,229 ตัน มูลค่า 82,975 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.57 และ ร้อยละ 5.15 ตามลำดับ

ที่สำคัญ คือ การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3.7 เท่า โดยจีนนำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทย ในช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ปริมาณ 55,401 ตัน มูลค่า 5,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการ
นำเข้าปริมาณ 11,795 ตัน มูลค่า 1,166 ล้านบาท ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ พบว่า มีการนำเข้าไก่สดแช่แข็ง และแปรรูปจากไทย ปริมาณ 34,696 ตัน มูลค่า 4,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 23,795 ตัน มูลค่า 2,976 ล้านบาท หรือนำเข้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 46

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรค ASF แต่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจปศุสัตว์ภายในประเทศ จึงต้องเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังเต็มที่ ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายกรมปศุสัตว์ ดำเนินมาตรการป้องกัน โดยประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค บูรณาการกับทุกภาคส่วนป้องกันลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร และจัดเจ้าหน้าที่ลง
พื้นที่เอกซเรย์แบบเคาะประตูบ้าน เฝ้าระวัง ให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกัน พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์เสนอของบฯกลางเพื่อป้องกันโรค ASF เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 950 ล้านบาท อาทิ ค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง