ครม.สัญจรอุบลฯ ดูดคะแนนนิยมอีสานล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558231

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 08:29 น.

ครม.สัญจรอุบลฯ ดูดคะแนนนิยมอีสานล่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค.นี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกจับตาและจับผิดว่าไปปิดดิวทางการเมืองกับกลุ่ม อดีต สส.ที่กำลังย้ายพรรคมาซบอกพรรค คสช.

เพราะเดิมทีกำหนดการประชุม ครม.สัญจรประจำเดือน ก.ค.นี้ จริงๆ ต้องไปพื้นที่ภาคเหนือที่ได้วางแผนกันไว้ที่ จ.เชียงราย และ  พะเยา แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ “ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง” ทำให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดต้องมุ่งสรรพกำลังไปกับภารกิจการ ช่วยเหลือนักฟุตบอลและโค้ชทั้ง 13 คน

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้กระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหากนำ คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ไปจะเกิดความวุ่นวายกับการเตรียมการต้อนรับ ครม. ยิ่งไปกว่านั้น “บิ๊กตู่” อยากเลี่ยงคำครหาว่ารัฐบาลโหนกระแสภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าเพื่อดันเรตติ้งรัฐบาล

แต่เหตุผลทางการเมืองต้อง ยอมรับว่า จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีจำนวน สส.มากเป็นอันดับสองรองจาก จ.นครราชสีมา ดังนั้นพรรคการเมืองใดยึดหัวหาดได้ย่อมมีอำนาจและพลังต่อรองตำแหน่งหรือเก้าอี้ในรัฐบาลสมัยหน้าอย่างแน่นอน จึงเป็นที่มาของกระแสย้ายพรรค เพราะชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าอดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย  3 คน นำทีมโดย สุพล ฟองงาม อดีต รมช.มหาดไทยและอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะย้ายออกจากเพื่อไทย ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ ที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี  แม้ “บิ๊กตู่” จะปากแข็งเหมือนที่พูดเสมอว่า ครม.สัญจร คือการไปตรวจราชการงานกลุ่มจังหวัด ผลักดันโครงการประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน แต่เอา เข้าจริงสวนทางกับท่าทีและคำพูด ของ อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไปต้อนรับ “บิ๊กตู่” แบบจัดเต็มด้วยตนเอง แถมยังเปิดรายการคำขอสารพัดโครงการพัฒนาในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ที่ต้องการให้รัฐบาล คสช.ผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรม แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าปิดดิวการเมืองได้อย่างไร

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จ.อุบลราชธานี อำนาจ เจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร สำหรับโครงการในการพัฒนาจังหวัดที่เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า อาทิ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 6 ระหว่างบ้านปากแซง ต. พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี กับบ้านปากตะพาน เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน สปป.ลาว  เส้นทางรถไฟทางคู่จาก จ.นครราชสีมา-อุบลราชธานี เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการขนส่งสินค้าจากภูมิภาคอื่นเพื่อส่งต่อมายัง จ.อุบลราชธานี และส่งต่อไปยัง สปป.ลาว และเวียดนาม รวมทั้งการขนส่งสินค้าจากเวียดนามและ สปป.ลาว เข้ามายัง จ.อุบลราชธานี และส่งต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ต่อไป

ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเพื่อเป็นจุดพักรวมสินค้าทั้งของฝ่ายไทยที่จะส่งออกไปยัง สปป.ลาวและเวียดนาม และสินค้าที่นำเข้ามาจาก สปป.ลาวและเวียดนาม ก่อนที่จะกระจายสินค้าออกไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าดังกล่าวควรก่อสร้างในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานีรถไฟอุบลราชธานี (อ.วารินชำราบ) เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟทางคู่

นอกจากนี้ เตรียมเสนอการก่อสร้างถนน 4 เลนจาก จ.อุบลราชธานี-บ้านปากแซง ต.พะลาน อ.นาตาล (จุดที่ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 6) ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งการก่อสร้างถนน 4 เลนดังกล่าว หากดำเนินการแล้วเสร็จจะเป็นการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งจากสถานีรถไฟอุบลราชธานี ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า รวมทั้งพื้นที่การผลิตและการจำหน่ายต่างๆ ในพื้นที่ไปยังสะพาน ข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 6 ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ส่งผลดีต่อการเติบโตของธุรกิจการค้าและการลงทุนในภาพรวม และโครงการการก่อสร้างศูนย์กีฬา เพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในปี 2025 หรือปี 2568 งบประมาณ 2,000 ล้านบาท โครงการขยายพื้นที่และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อ เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและโครงการต่อสายเส้นทางรถไฟทางคู่อุบลราชธานี-ช่องเม็ก เป็นต้น

นอกจากนี้ เตรียมนำเสนอข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลช่วยในการพัฒนาหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้เป็นครัวโลก ยกระดับผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร เรื่องการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 6 การคมนาคม ระบบราง พัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศ รวมทั้งการพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์อุบลราชธานี ให้สามารถรองรับผู้ป่วยใน 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตคนอีสานตอนล่างดีขึ้น

แน่นอนโครงการและงบประมาณที่อาจจะลงไปให้กลุ่มจังหวัดเหล่านี้ ล้วนเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ต้องใช้พลังอำนาจของรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพและความเข้มแข็งสูง ของรัฐบาลสมัยหน้า ส่วนจะเป็นพรรค หรือใครได้เป็นรัฐบาล คงต้องติดตามกันต่อไป แต่สำหรับ “บิ๊กตู่” ย้ำแทบ ทุกครั้งว่าการลงพื้นที่ ครม.สัญจร ไม่ใช่ไปเพื่อหาเสียง แต่ต้องการไปเห็น ไปฟัง และไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ใช่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ส่วนจะกล่าวหาว่าจัดประชุม ครม.สัญจร เพื่อเห็นชอบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์พร้อมๆ กับจ้องหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากการใช้อำนาจรัฐด้วย “บิ๊กตู่” การันตีไม่ใช่รัฐบาล คสช.อย่างแน่นอน

แผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง-ลดภารกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558155

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

แผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง-ลดภารกิจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การเมืองไทยกำลังสาละวนกับกระแสข่าวดูดอดีต สส. แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่าการปฏิรูปประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

การปฏิรูปตำรวจที่ผ่านมา มักถูกมองว่าไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด จนหลายฝ่ายเริ่มกังขาว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับภารกิจนี้หรือไม่ แต่รัฐบาลก็ได้ดำเนินการลบคำสบประมาทด้วยการตั้งกระบี่มือหนึ่งอย่างมีชัยเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้

คณะกรรมการของมีชัยได้เดินหน้าทำงานเป็นระยะ และสามารถทำร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติเสร็จเกือบ 100% ซึ่งมีหลักการใหม่ที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การเปลี่ยนโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการยกเลิกคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เหลือแต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และให้โอนภารกิจของ ก.ต.ช. ทั้งหมดมาอยู่ที่ ก.ตร.แทน ซึ่งหมายความว่า ก.ตร.จะทำหน้าที่แต่งตั้ง ผบ.ตร. จากเดิมที่เป็นอำนาจของ ก.ต.ช. ไม่เพียงเท่านี้ ก.ตร.ยังเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงบางตำแหน่งด้วย

นอกจากนี้ เกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ 1.อาวุโส 2.ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด มีหลักฐานและมีดัชนีชี้วัดชัดเจน และ 3.ความพึงพอใจของประชาชน โดยหากมีการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์เกิดขึ้น และศาลปกครองวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำผิด ให้ถือว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ที่สำคัญยังได้แบ่งสายงานของตำรวจออกเป็น 4 สายงาน หรือ 4 แท่ง ประกอบด้วย แท่งที่ 1 งานสืบสวนสอบสวน แท่งที่ 2 งานป้องกันปราบปราม แท่งที่ 3 งานเทคนิคและวิชาการ และแท่งที่ 4 งานบริหารและอำนวยการ

แท่งที่ 1 ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน ยกระดับให้เป็นวิชาชีพเฉพาะเสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตำแหน่ง มีระบบศึกษาอบรม และจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีเกียรติโดยเทียบเคียงกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น ส่วนแท่งที่ 2 3 และ 4 ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางตามลักษณะของหน่วยงาน

2.คุณสมบัติของ ผบ.ตร. เส้นทางของนายตำรวจที่จะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของ สตช.นั้นต้องผ่านเกณฑ์ด้าน “ระยะเวลา-พื้นที่-การประเมินรายบุคคล” สรุปในภาพรวมคือ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรจะต้องดำรงตำแหน่งระดับชั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารวัตรไปจนถึงผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งหมด 33 ปี ถึงจะมีโอกาสได้เป็นแคนดิเดตตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะที่ตัวเองมีอายุประมาณ 55 ปี การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นมานั้นต้องการป้องกันการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บางบุคคล ซึ่งในอดีตเคยมีการทำกันมาแล้วจนที่เป็นวิพากษ์วิจารณ์

3.การปรับลดภารกิจของตำรวจ เป็นอีกเรื่องที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ โดยได้กำหนดหลักการให้ตำรวจกระจายภารกิจที่ไม่ได้เป็นงานของตำรวจโดยแท้ออกไปให้องค์กรอื่นที่มีความพร้อม โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ อย่างงานจราจรที่ครอบคลุมทั้งการอำนวยความสะดวกในการจราจร งานกวดขันวินัยจราจร และงานบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมายให้โอนให้ท้องถิ่นภายในระยะเวลา 2-3 ปี

เช่นเดียวกับภารกิจของตำรวจรถไฟในส่วนที่ดูแลความปลอดภัยภายในขบวนรถไฟกำหนดให้โอนไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นเจ้าของรถไฟ ในส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลคดีที่เกิดในขบวนรถไฟ ให้อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสถานีตำรวจที่ขบวนรถไฟแล่นผ่าน โดยให้เจ้าพนักงานสอบสวนตามรายทางรถไฟมีอำนาจสอบสวนได้

4.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เป็นกฎหมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกรณีที่จะเข้าไปรับบริการจากตำรวจให้ง่ายขึ้น อาทิ ให้พนักงานสอบสวนในทุกสถานีมีหน้าที่และอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นในท้องที่ใด และเมื่อรับแล้วต้องสอบสวนเบื้องต้นเท่าที่จะพึงทำได้ และส่งไปยังพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเร็ว ซึ่งเรื่องนี้จะครอบคลุมไปการกระทำผิดทางอาญาบนยานพาหนะด้วย

หรือไปจนถึงกรณีบัตรประชาชนที่เจ้าของบัตรเดิมต้องแจ้งความก่อนถึงจะสามารถทำบัตรประชาชนใหม่ได้ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามากำหนดให้ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แต่ให้สามารถไปแจ้งที่หน่วยงานของรัฐที่ออกบัตรได้เลย และให้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการรับแจ้งและออกบัตรให้ใหม่

มาตรา77คุมออกกฎหมาย เปิดทางประชาชนเข้าถึงเนื้อหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558003

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 21:15 น.

มาตรา77คุมออกกฎหมาย เปิดทางประชาชนเข้าถึงเนื้อหา

มาตรา77 ทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้สะดวก ซึ่งก้าวหน้ากว่าเพื่อนในปัจจุบัน

******************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ได้จัดสัมมนาเสนอความเห็น เรื่อง “หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย มาตรา 77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมบรรยาย

มีชัย ระบุว่า ภูมิหลังของการเขียนมาตรา 77 เนื่องจากมองเห็นอันตรายของการมีกฎหมาย ซึ่งความจริงกฎหมายในอดีตนึกว่ามันดี เพราะว่ามันตัววางกฎเกณฑ์ ให้สังคมปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน และสร้างให้เกิดความเป็นธรรม ระบบ ระเบียบใหม่ๆให้ประชาชนปฏิบัติตาม

“เรามีกฎหมาย 2 พันกว่าฉบับ ถามว่าสังคมสงบหรือไม่ คนอยู่อย่างเป็นระบบหรือไม่ ไม่เลย นับวันยิ่งแย่ขึ้น ความเป็นระเบียบน้อยลง แต่มันสร้างขึ้นให้กับเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกับใคร คือ คนทุกคนในสังคมนั้นๆ ถ้าใช้แสมอต้นเสมอปลาย อย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรม สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ใช้เสมอต้นหรือไม่ เพราะทุกคนทำผิดหมด รู้บ้างไม่รู้บ้าง เพราะกฎหมายมีเป็นจำนวนมาก”

ทั้งนี้ ในฐานะเป็นคนหนึ่งทำให้กฎหมายออกมา และกลับมาคิดที่ออกไป ไม่ได้เป็นไปอย่างตั้งใจไว้ คิดว่าทำให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อย เป็นธรรม แต่มันสร้างความไม่เป็นธรรม อึดอัด ขัดข้อง ต่อการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ทั้งหมดเป็นตัวทำลายชีวิตความเป็นอยู่ เริ่มคิดว่าการออกกฎหมายมากๆไม่น่าเป็นของดี

“วันหนึ่งก็สำนึกบาปว่าที่ออกไปไม่เป็นที่คิด ไปตกในมือคนโลภ โกรธ หลง พรรคพวก มีวัฒนธรรมแบบไทยๆ ไม่ได้เป็นตามกฎหมายแบบที่บังคับ ผมคิดเรื่องนี้มา 20 ปี แต่กฎหมายไม่มีไม่ได้ แต่ควรมีเท่าที่จำเป็น จึงวางหลักการใหญ่ มาตรา 26 แต่เมื่อมาตรา 26 ไม่เพียงพอ จึงสร้างแนวใหม่ขึ้นที่มาตรา 77 เพื่อทำกฎหมายให้เหลือน้อย”

มีชัย ขยายความว่า วิธีทำกฎหมายให้เหลือน้อย เริ่มต้นที่มาตรา 77 คือ รัฐบาลพึงออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น โดย เขียนละเอียดล้วงลึกไปถึงพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ และต้องคำนึงถึงความยากลำบากต่อการใช้กับประชาชน ขณะเดียวกัน มาตรา 77 ยังให้ไปดูกฎหมายเก่า ว่าสมควรยกเลิกหรือปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่

นอกจากนี้ มาตรานี้ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้สะดวก ซึ่งก้าวหน้ากว่าเพื่อนในปัจจุบัน เพราะขึ้นในเว็บไซด์ แต่ยังขาดเรื่องทำอย่างไรให้เข้าใจง่ายกับประชาชน อีกทั้ง ระบบอนุญาต ส่วนตัวมีความกังวลกับเรื่องนี้ เพราะจากการศึกษาพบว่านำไปสู่การทุจริต เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้มงวดกับการอนุญาตตรงตามเทคนิคกำหนดไว้ หรือ เวลากำหนดหลักเกณฑ์เกินความจริง จนคนทำไม่ได้ หรือทำได้ต้องเอาเงินมาจ่าย

อย่างไรก็ตาม การประเมินไม่ได้มุ่งหมายความสำเร็จตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินให้รู้ภาระเกิดกับประชาชนหรือความสะดวกสบายเจ้าหน้าที่ ถ้ามันไม่คุ้มค่า ก็ไม่สามารถรับผลอย่างนั้นได้ เพราะต่างประเทศคิดละเอียดมาก การออกกฎหมายฉบับหนึ่ง ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พวกนี้เป็นตัวตัดสินว่ากฎหมายไม่อำนวยความสะดวกหรือเป็นอุปสรรคหรือไม่

สาระสุดท้าย รูปแบบกฎหมายต้องไม่ใช้ระบบคณะกรรมการโดยไม่จำเป็น เพราะเป็นระบบไม่มีใครทำงาน ไม่มีใครรับผิดชอบ แม้การตั้งเอาคนจากหลากหลายสาขา มาร่วมคิด ร่วมทำ แต่งานทั้งหมดมาจากฝ่ายเลขานุการ ที่สำคัญมักตั้งคนที่คิดว่าพึ่งพาได้ แต่ลืมนึกไปว่าไม่ได้ช่วย เพราะมาในฐานะเป็นกรรมการ

อย่างไรก็ดี การที่เจ้าหน้าที่ไปทำงานแล้วราษฎรต้องอำนวยความสะดวก ถามว่าการให้ราษฎรอำนวยความสะดวกนั้นเป็นภาระหรือ เพราะเจ้าหน้าที่กินเงินเดือนประชาชน ดังนั้น ต้องอำนวยความสะดวก หากไม่ก็ต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ก็ทางแพ่ง เนื่องด้วยราชการทำงานไม่มีต้นทุน ไม่ต้องรับผิดชอบ

“ถึงเวลาปรับใหม่ จากเคยลงโทษราษฎร มาลงเจ้าหน้าที่กับบางเรื่องที่มันเกินไป หากไม่ลงโทษอาญา ก็ต้องแทรกแซงด้วยการลงโทษทางปกครอง เพื่อไม่เป็นภาระต่อคนทำผิดนั้น อาจมีประวัติทางอาชญากรรม เปลี่ยนโทษเป็นตัวเอง ซึ่งบางเรื่องละเอียดอ่อน แต่กลไกนี้สร้างความเดือดร้อนพอสมควร ถ้าไม่ระแวดระวัง และกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคมอีกระดับหนึ่ง”มีชัย ระบุ

“ไม่มีอะไรยากกว่านี้แล้ว” จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/557626

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:37 น.

"ไม่มีอะไรยากกว่านี้แล้ว" จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

“จงคล้าย วรพงศธร” รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดใจถึงภารกิจช่วยเหลือ ทีมหมูป่า ซึ่งตลอดช่วง 2 สัปดาห์นั้นเรียกได้ว่าไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้ว

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 นักเตะจากทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน

ไม่เพียงแค่ทีมงานนักดำน้ำและผู้เชี่ยวชาญระดับต้นๆ ของโลกจากหลายประเทศที่มาร่วมกับหน่วยซีลของไทยจนสามารถพิชิตภารกิจครั้งนี้ได้อย่างงดงามแล้ว ฟันเฟืองแต่ละตัวที่ช่วยกันขับเคลื่อนให้ทุกอย่างเดินหน้าไปถึงจุดหมายนั้น ล้วนแต่มีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ภารกิจภายนอกถ้ำทั้งการสำรวจโพรงถ้ำ เบี่ยงทางน้ำ ตลอดจนการสนับสนุนงานลำเลียงให้ทีมช่วยเหลือ นับเป็นอีกงานที่ช่วยให้ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ด้วยการผนึกกำลังจากทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนในพื้นที่

จงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดการทำงานที่ผ่านมาตลอด 17 วัน และหน้าที่ที่สำคัญต่อจากนี้กับแผนการฟื้นฟูสถานที่แห่งนี้ต่อไปในหลายมิติ

ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ระดมเจ้าหน้าที่ภาคเหนือทั้ง ตาก อุทัยธานี เชียงใหม่ เข้ามาร่วมภารกิจครั้งนี้ 657 คน โดยทำงานประมาณวันละ 200 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป 3-4 วัน ก็เปลี่ยนเป็นอีกชุดหนึ่งเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพเพราะหากให้คนเดิมทำงานทุกวันจะเกิดอาการล้าหรือแรงหาย

ส่วนแรก​ทำหน้าที่อยู่หน้าถ้ำ ทั้งขนถังออกซิเจน และสัมภาระของหน่วยซีลเข้าไปในถ้ำประจำอยู่ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ส่วนที่สองคือ การสำรวจโพรงข้างบนถ้ำ ซึ่งมีหลายหน่วยงานไปช่วยกัน ทั้งทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน กรมอุทยาน กู้ภัย ทีมรังนกจากลิบง ซึ่งมี 100 กว่าโพรงในเนื้อที่ 4,000-5,000 ไร่ ส่วนที่สามคือสำรวจลำห้วยเบี่ยงเบนทางน้ำไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ซึ่งมีทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพย์ฯ มาช่วยกันทำงาน

ด้านภารกิจหาโพรงถ้ำนั้นที่ผ่านมาพบว่าเป็นไปได้ยากที่จะเป็นทางเข้าไปสู่ภายในถ้ำด้านล่าง เพราะแต่ละโพรงมีความลึกมาก​บางช่วงลึกเป็นกิโลเมตร​ หรือบางช่องที่คิดว่าจะทะลุเข้าไปได้ก็ทำได้ยาก ซึ่งร้อยกว่าโพรงที่ไปสำรวจก็ตันหมด เราก็ต้องเน้นฝากความหวังไว้กับภารกิจด้านล่างในถ้ำ ​

​จงคล้าย อธิบายว่า เรื่องการเปลี่ยนทางน้ำถือเป็นอีกจุดที่สำคัญนอกจากการสูบน้ำออกจากถ้ำเพื่อให้ภายในถ้ำทำงานได้สะดวกขึ้น สำหรับตาน้ำนั้นผุดมาจากใต้ดินซึมเข้าไปในถ้ำได้แต่อีกส่วนคือลำห้วยที่จะไหลเข้าไปในแนวผนังถ้ำที่ชัดเจนว่าไหลเข้าไปในถ้ำ ซึ่งจากการสำรวจพบสองจุดใหญ่ ด้านบนได้แก่ ห้วยน้ำดั้น และด้านล่างเป็นทุ่งมะกอก

“เราทำงานโดยอาศัยหลักวิชาการ ผมชวนทั้งอธิบดีกรมทรัพย์ฯ กรมชลประทาน ไปเดินดูด้วยกัน สำรวจเลยว่าตรงไหนมีน้ำซึมตามโพรง ตามลำห้วยหากไม่สังเกตก็ไม่รู้ว่าน้ำหายไปไหน ​พอสังเกตเราก็ใช้เครื่องมือวัดที่พบว่ามีน้ำหายไปตลอด ถ้าเราเห็นเป็นรูเล็กเราก็ช่วยอุด ถ้ารูใหญ่เราก็ต้องเบี่ยงทางน้ำ”

สำหรับการเบี่ยงทางน้ำคือต้องสร้างฝาย​ แล้วเอาท่อไปต่อเพื่อเบี่ยงลำห้วยทั้งลำห้วยกว่า 300 เมตร ให้ไหลสู่ด้านล่างไม่ไหลเข้าถ้ำ ​ซึ่งมีชาวบ้านเข้ามาช่วยกันกับทหาร กรมอุทยานฯ ยกท่อซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอน ท่อหนึ่งยาวเป็นร้อยเมตรซึ่งต้องใช้คนสามสิบคนมาช่วยกันยกทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

หลังจากเบี่ยงทางน้ำได้สำเร็จ ทำให้ด้านบนสามารถเบี่ยงได้ 18,000 คิว/วัน ด้านล่างเบี่ยงได้ 14,000 คิว/วัน ซึ่งแต่ละจุดใช้เวลาเพียงแค่วันครึ่ง ซึ่งหากทำเองไม่มีทางทำสำเร็จ แต่นี่ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านมาช่วยเป็นกำลังหลัก ซึ่งช่วยได้เยอะมาก ​

“ผมเริ่มเข้าพื้นที่วันที่ 28 มิ.ย.กลับมาเอาของและกลับไปใหม่วันที่ 30 มิ.ย. จากนั้นก็อยู่กับลูกน้องมาตลอดเพราะขวัญกำลังใจเรื่องสำคัญ ลงพื้นที่ไปด้วยกันและชวนอธิบดีกรมชลฯ กรมทรัพย์ฯ ไปดูด้วยตาตัวเองเราต้องการความมั่นใจไม่ใช่เดา พอไปดูก็ฟันธงกันเลยใช่ไม่ใช่แล้วดำเนินการได้เลย”

….ตอนเข้าไปก็เอาเครื่องไม้เครื่องมือเข้าไป ไปกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ​ผู้อำนวยการสำนักไปด้วยกันหมด เราตัดสินใจทำอะไรที่ทุกคนเห็นด้วย ถึงได้ลงมือดำเนินการ ต้องแน่ชัดว่าเป็นเรื่องปลอดภัย ไม่แน่ใจเราไม่ทำ โดยคนที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและประชาชน ไม่ได้พวกเขาการทำงานจะทำได้ลำบาก”

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจพื้นที่ถ้ำหลวงอย่างจริงจัง มีเพียงแค่นักสำรวจที่ตั้งใจเข้าไปสำรวจ ส่วนนักท่องเที่ยวมีน้อย ส่วนน้องๆ ที่เข้าไปนั้นเพราะเขาคุ้นเคยกับพื้นที่มีปัญหาแค่น้ำมาเท่านั้นเอง การสำรวจก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพราะจีพีเอสไม่มีสัญญาณต้องใช้เข็มทิศอย่างเดียว ​​ และเป็นพื้นที่กว้างยาวหลายกิโลเมตร ทะลุเลยไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะมีแผนฟื้นฟูทั้งระบบ ซึ่งเป็นความร่วมมือของทุกกรมที่จะมาช่วยกันทำงาน หนึ่งในนั้นคือเรื่องการสำรวจถ้ำหลวงที่จะใช้นักวิชาการจริงๆ ทำให้เกิดความสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ​

ส่วนแผนเร่งด่วนเรื่องอื่นๆ ได้แก่ การสำรวจโพรงกว่า 100 โพรง ว่าจุดไหนต้องถมดินซ่อม​ซึ่งจะต้องร่วมมือกับกรมทรัพย์ฯ​หรืออีกร้อยกว่าจุดที่ต้องไปดูว่าไม่มีอะไรเสียหาย ขณะที่ลำห้วยซึ่งเคยเปลี่ยนทางน้ำก็ต้องกลับไปปรับให้อยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนที่จะไปเปลี่ยนทางน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบนิเวศ

รวมทั้งการทำความสะอาดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ซึ่งจะดำเนินการวันที่ 14 ก.ค. หรือการเก็บท่อน้ำ ซึ่งมีชาวบ้านเป็นจิตอาสาเสนอตัวมาช่วยกันทำงาน วันสองวันก็เสร็จเรียบร้อย

จงคล้าย ระบุว่า สำหรับงานภายในถ้ำเวลานี้ต้องรอเวลาจนกว่าจะถึงช่วงหน้าแล้งประมาณปีหน้าที่จะเข้าไปดำเนินการอะไรได้ทั้งการนำ​อุปกรณ์ เครื่องใช้ที่ถูกน้ำท่วม ออกมาไม่ว่าจะเป็นถังอากาศ ปั๊มอากาศ ดังนั้นเวลานี้จึงปิดไม่ให้ใครเข้าไปโดยรอน้ำแห้งสนิทจริงๆ

ขณะที่แผนอื่นๆ เป็นแผนระยะยาวซึ่งจะต้องพิจารณาว่าจะทำพิพิธภัณฑ์หรือไม่ ​รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวหลังจากเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ศูนย์รักษาความปลอดภัย ทั้งหมดจะมาเป็นแผงใหญ่ที่จะมีรายละเอียดเยอะมาก

“บทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูล ​ซึ่งทางอธิบดีออกคำสั่งให้สำรวจถ้ำทั่วประเทศอย่างจริงจัง มาตรการต่างๆ ต้องออกมาเข้มงวดยิ่งขึ้น ท่ามกลางวิกฤตตรงนี้จะเป็นโอกาสทำให้ทั่วโลกเห็นความสามัคคีของคนไทย เป็นประชารัฐภาคปฏิบัติจริงๆ หน่วยงานภาครัฐ เอกชนเข้ามาหมด

…มีแต่เสนอเข้ามาไม่ต้องร้องขอเลย ภาคประชาชนในพื้นที่ ราษฎรในท้องถิ่น เขาเข้ามาช่วยกันหมด ไม่มีข้อแม้เลย งบประมาณของใครของมัน ไม่มีการเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ช่วยกันอย่างเป็นระบบ ต้องชมผู้ว่าราชการจังหวัด บริหารจัดการค่อนข้างเป็นระบบที่ดี บริหารจัดการ แบ่งหน้าที่ชัดเจน ในถ้ำ นอกถ้ำ​”

จงคล้าย ประเมินว่า ภารกิจครั้งนี้​ “ไม่มีอะไรยากกว่านี้อีกแล้ว”​ ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ​เคยติดตามคนหลงป่าก็แค่เดินเข้าไปหาในป่า แต่กรณีนี้อยู่ใต้ดิน มันมองไม่เห็นทางว่าอยู่ตรงไหน ทางปิดสนิท และถึงจะรู้ว่าอยู่ตรงนี้แต่ก็เข้าไปไม่ได้ ความยากลำบากอยู่ตรงนี้

ความยากครั้งนี้ทำให้ทั้งซีลและต่างชาติต้องเข้ามาช่วย ทั้งนักดำน้ำระดับโลก ​ซึ่งไปถามเขาเขาก็ยังเปรียบเทียบว่ากรณีดำน้ำถ้ำหลวงครั้งนี้ถ้าเทียบกับปีนเขาก็เป็นการปีนเขา เอเวอเรสต์ สำหรับนักดำน้ำเขาถึงชมหน่วยซีลไทยว่าเก่งสามารถทำงานร่วมกับเขาได้ทั้งที่ไม่เคยดำน้ำถ้ำมาก่อน ​

“เรื่องสำคัญคือเรื่องอาหารการกิน การมีโรงครัวพระราชทานที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้ ลองคิดดูว่าถ้าหน่วยงานทุกหน่วยงาน ทีมงาน ​ผู้สื่อข่าวหลายพันคนต้อหากินกันเองจะเกิดความวุ่นวายขนาดไหน”

ถามถึงบทเรียนครั้งนี้กับการทำงานจนช่วยทั้ง 13 คนออกมาจากถ้ำได้ จงคล้าย ระบุว่า เราได้บทเรียนจากตรงนี้ เรากำลังนำวิกฤตมาเป็นโอกาส เห็นความร่วมไม้ร่วมมือ ส่วนอนาคตจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกจะต้องทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ หน่วยงานทหาร แม่ทัพภาค 3 ที่ลงมาบัญชาการด้วยตัวเอง รัฐมนตรี 3 กระทรวง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกรัฐมนตรี ​ปลัดกระทรวง อธิบดีลงมากันหมด เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ขนาดนายกฯ ยังมาสองครั้ง​

“คนในพื้นที่ไม่ต้องการอะไรต้องการขวัญกำลังใจเท่านี้ มุ่งมั่นจะช่วยน้องทั้งหมด ​มีเป้าหมายหนึ่งเดียว มีขวัญกำลังใจ จากที่แทบจะมองไม่เห็นทาง ที่สำคัญคือพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านให้กำลังใจกับทีมงานตลอดเวลาตั้งแต่ต้นภารกิจ จนจบภารกิจ พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงเป็นใยพวกเราตลอด พอไปพูดกับเด็กที่ทำงานว่าพระองค์ท่านมองเราอยู่ กำลังวังชาก็มากันหมดทำให้งานมีประสิทธิภาพ​“จงคล้าย กล่าว

พร้อมแค่ไหน ทำไพรมารีโหวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/557394

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 06:51 น.

พร้อมแค่ไหน ทำไพรมารีโหวต

การทำไพรมารีโหวตต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคการเมือง -ประชาชน แม้จะคิดการพัฒนาในกฎหมายได้ แต่หากกลไกยังไม่พร้อมอาจจะไม่สามารถทำได้

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การเลือกตั้งขั้นต้น : ทางออกการเลือกตั้งหรือทางตันประชาธิปไตย?” ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ไพรมารีโหวต : จุดเปลี่ยนการเมืองไทย?” โดยให้ความเห็นว่า ถือเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญไทยที่มีการกำหนดให้มีการทำไพรมารีโหวต แต่ไม่รู้ว่ามาจากความต้องการของนักการเมืองและประชาชนหรือไม่ แต่มาจากกฎหมาย ซึ่งอาจจะถือว่าผิดธรรมชาติของการพัฒนาประชาธิปไตย

ทั้งนี้ แม้จะคิดการพัฒนาในกฎหมายได้ แต่หากกลไกยังไม่พร้อมอาจจะไม่สามารถทำได้ ซึ่งการทำไพรมารี โหวตต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคการเมือง และความพร้อมของประชาชนด้วย แม้ในแง่การทำไพรมารีโหวตจะทำให้เห็นได้ว่ากฎหมายส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

“ผมเชื่อว่าหากกฎหมายบังคับใช้แล้วข้าราชการส่วนใหญ่ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร จะไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรค จะไม่เปิดหน้าไปทำไพรมารีโหวต เพราะกลัวว่าหากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วอยู่พรรคตรงข้ามของพรรคที่ตนเป็นสมาชิก อาจจะมีปัญหาเรื่องงาน นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการทำไพรมารีโหวตครั้งแรก ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมน้อยลง เหลือแค่กลุ่มคนวงใน กลุ่มญาติพี่น้องของผู้สมัคร”

ขณะเดียวกัน หลังจากมีพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทยขึ้นมา ส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนสมมติฐาน เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงได้เป็นรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ข้าราชการจำนวนมากเปิดหน้าเชียร์พรรคพลังประชารัฐ เพื่อหวังผล พลอยได้หลังการเลือกตั้ง

“อยากให้กฎหมายใช้ได้ผลจริงๆ คนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้คือ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ควรจะต้องเปิดหน้า ประกาศตัวทำตามกฎหมาย โดยสมัครเป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง และไปทำตามกระบวนการไพรมารีโหวต และอีกคนหนึ่งที่ควรไปทำไพรมารีโหวตคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องเปิดหน้า และควรประกาศให้ทหารทุกเหล่าทัพมีโอกาสเปิดหน้าสมัครสมาชิกพรรคได้อย่างเสรี

หากไม่ทำแบบนี้โอกาสที่กฎหมายนี้จะดึงดูดใจให้ประชาชนเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวางก็จะยาก แต่เชื่อว่าในช่วงแรกการใช้ปัญหาจะเยอะ แต่หากใช้ไปเรื่อยๆ ความขัดแย้งทางการเมืองลดลง ประชาชนที่ไม่เข้าร่วมรู้สึกว่าเสียผลประโยชน์ในการเลือกตัวผู้สมัคร ก็จะทำให้ปัญหาลดลง”

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง มองว่าระบบไพรมารีโหวตครั้งนี้อาจเกิดจาก 2 แบบ 1.ออกแบบโดยปัญญาเพื่อแก้ปัญหา มีการเอารูปแบบจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสม และ 2.ออกแบบโดยอคติเพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

โดยกระบวนการทำไพรมารีโหวตนั้น แต่ละพรรคจะต้องตั้งคณะกรรมการสรรหา และให้สมาชิกพรรคจัดประชุมสาขาพรรคในแต่ละเขต 100 คนขึ้นไป หรือเขตที่ไม่มีสาขาก็จัดประชุมตัวแทนพรรคในแต่ละเขต 50 คนขึ้นไป ซึ่งรูปแบบนี้ใช้คำว่าไม่เห็นประโยชน์ เพราะหากจังหวัดนั้นมีสมาชิกพรรคเพียง 50 คน ก็สามารถประชุมตัวแทนพรรคได้ และเลือกผู้สมัครทุกเขตในจังหวัดได้

“เหมือนกับว่าไพรมารีโหวตเปิดตัวแบบพระเอก แต่ตอนจบเป็นผู้ร้าย คือเริ่มต้นจากหลักการที่ดี แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่เกิดขึ้นตามหลักการดังกล่าว เพราะพรรคจะไปคิดถึงคนที่ชนะเลือกตั้ง คนมีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไร

ซึ่งผู้ร้ายตัวจริงไม่ใช่ไพรมารีโหวต แต่เป็นการเขียนกติกาแบบเกรงใจ จนทำให้ไพรมารีโหวตกลายเป็นผู้ร้าย และภายใต้บทเฉพาะกาลและกติกาในปัจจุบันนี้ ไพรมารีโหวตกลายเป็นผู้ร้ายที่ยากจะเยียวยาให้กลับมาเป็นพระเอกได้”

อย่างไรก็ดี มองว่าไพรมารีโหวตจะดูเหมือนทางออกแต่จะกลายเป็นทางตัน แม้จะดูเหมือนเป็นทางตันก็อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันทะลุทะลวงให้ได้ เพราะหลักการเริ่มต้นถูกต้องแล้ว หากทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็จะดีขึ้น และอย่าเพิ่งยอมแพ้ตั้งแต่ต้น

ด้าน นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ในระบบวิชาการนั้นไพรมารีโหวตไม่มี มีแต่ไพรมารีอีเลกชั่น ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระบบหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยต้องการเลือกผู้สมัครจากระดับล่างขึ้นบน ซึ่งคิดว่าทำไม่ได้ เพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งของไทยยังมีปัญหา เนื่องด้วยจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคเหลือรวมกันมีแค่ 2 แสนคน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 55 ล้านคน ดังนั้นการทำไพรมารีโหวตจึงไม่ได้มาจากประชาชนส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาข้อกฎหมายในบทเฉพาะกาล ที่อนุโลมให้ใช้ตัวแทนประจำจังหวัดมาเลือกผู้สมัครในทุกเขตของจังหวัด จึงกังวลว่าจะกลายเป็นผู้ที่ต้องการเป็นผู้สมัครไปไล่หาสมาชิกเพื่อมาเลือกตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การเลือกจากสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง และคนใหม่ๆ จะไม่มีโอกาสขึ้นมาได้เลย

“ที่สำคัญการติดล็อกคำสั่งที่ 53 หากคลายล็อกเวลาจะมีน้อยมากในการทำไพรมารีโหวต ซึ่งถือเป็นการเขียนกฎหมายโดยไม่เข้าใจบริบทสังคม ถือเป็นบาปบริสุทธิ์ครั้งใหญ่ อยากให้ยืนเรื่องนี้ไว้ โดยอาจทำไพรมารีโหวตแบบเป็นภาค หรือใช้คำสั่งมาตรา 44 แก้ให้กลับไปใช้รูปแบบเหมือน กรธ.กำหนดไม่อย่างนั้นหากทำแล้วมีปัญหาตั้งแต่ต้น ก็กลัวว่าจะถูกยกเลิกแล้วไม่มีอะไรมาแทนที่เลย”

บทเรียนถ้ำหลวง ขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญ ทำพิกัดถ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/557156

  • วันที่ 10 ก.ค. 2561 เวลา 15:55 น.

บทเรียนถ้ำหลวง ขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญ ทำพิกัดถ้ำ

ในการกู้ภัยทีมหมูป่าในถ้ำหลวง มีผู้เชี่ยวชาญเก่งๆจากต่างประเทศมาร่วมจำนวนมาก ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ควรนำบุคคลเหล่านี้มาขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญไว้

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์ทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่พร้อมผู้ช่วยโค้ช รวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย จนทุกฝ่ายต้องระดมสรรพกำลัง สมอง เทคโนโลยีขั้นสุดยอดเข้าให้การช่วยเหลือกู้ชีวิต ทำให้เกิดภาพความร่วมมือร่วมใจจากทุกคน ไม่ว่าทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง วิศวกร นักธรณีวิทยา อาสาสมัครกู้ภัย และสื่อมวลชน ทุกฝ่ายต่างมุ่งมั่นทำงานที่รับผิดชอบของตัวเอง จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ทางบทเรียนหลายด้านที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้

ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ได้เห็นน้ำใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคปฏิบัติ ทฤษฎี ที่ร่วมมือร่วมใจกันเข้ามากอบกู้สถานการณ์ เทคโนโลยีทันสมัยชั้นนำต่างๆ ของประเทศไทยมารวมอยู่ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ล้วนมาจากเอกชน รัฐวิสาหกิจ และราชการ นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ และเดินทางเข้ามาจำนวนมากเพื่อร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่ของประเทศไทย

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นงานที่ทุกฝ่ายต้องแก้ไขโจทย์ปัญหาให้ได้ ด้วยอุปสรรคต่างๆ หลายด้าน เช่น ธรรมชาติ พิกัดตำแหน่ง น้ำ เป็นต้น การทำงานจึงยากลำบากและไม่สามารถเทียบเคียงกับกรณีแรงงานเหมืองในชิลีที่ติดภายในถ้ำได้ เนื่องจากส่วนนั้นเจ้าหน้าที่ทราบพิกัดอย่างชัดเจน การทำงานจึงค่อนข้างง่ายกว่ามาก

“ในส่วนเหตุการณ์ของประเทศไทยที่ถ้ำหลวงนั้น เราไม่รู้พิกัดของผู้ติดอยู่ภายในถ้ำเลยว่าอยู่กันจุดใด จึงทำให้การค้นหาค่อนข้างยากและต้องใช้เวลายาวนานหลายวัน จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเรามีผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ ในแต่ละด้านเดินทางมาจากต่างประเทศ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่เราควรนำบุคคลเหล่านี้มาขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญไว้” นายก วสท. ระบุ

ธเนศ กล่าวอีกว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเราได้ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาช่วย จึงควรมีการทำบันทึกข้อมูลขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านว่ามีด้านไหนบ้าง เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญเราสามารถประสานขอความร่วมมือช่วยเหลือได้ทันที คิดว่าตรงส่วนนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในอนาคต ขณะเดียวกันเรื่องอุโมงค์ถ้ำ ประเทศไทยไม่มีพิกัดชัดเจน หลังจากเหตุการณ์นี้สิ่งที่ต้องทำ คือ การจัดทำพิกัดในถ้ำให้ชัดเจนว่าจุดใดเป็นจุดใด ซึ่งรัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณเข้ามาบริหารจัดการในส่วนนี้

ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทุกคนทราบดีว่ายาก แต่ด้วยน้ำใจของคนในประเทศและทั่วโลกต่างส่งกำลังใจ ถือว่าทุกส่วนมีความสำคัญอย่างมาก แม้แต่แม่บ้านที่คอยทำอาหารบริการ ดูแลความสะอาดเรียบร้อยในพื้นที่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนภารกิจให้ประสบความสำเร็จได้

ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เห็นคือเด็ก เยาวชน และเป็นนักกีฬา ติดอยู่ภายในถ้ำ โดยทุกภาคส่วนระดมกำลังเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งการกู้ภัยครั้งนี้ต่างจากกู้ภัยอื่นๆ ต้องชื่นชมคนบริหารจัดการตั้งแต่ระดับบริหารที่มีภาวะผู้นำจนถึงระดับปฏิบัติ ทำให้สถานการณ์ถูกควบคุมดูแลอย่างดี

ในเหตุการณ์ครั้งนี้โดยเฉพาะเชิงการทำงานนั้นเห็นชัดเจนคือเรายังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยมาก่อน แต่เราได้รับความช่วยเหลือจากอาสาสมัครทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์ร่วมอาสาสมัครและมิตรภาพ และที่ขาดไม่ได้พระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีความห่วงใย ทำให้ทุกฝ่ายน้อมนำแนวทางพระราชดำริไปปฏิบัติ ถือเป็นขวัญและกำลังใจ

“ทุกฝ่ายต้องปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและเส้นทางในพื้นที่อุทยานต่างๆ ต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ หลังจากนี้การกู้ภัยต้องมีการศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่ระดับเล็ก กลาง ใหญ่ ที่สำคัญการทำงานนั้นการตัดสินใจต้องอยู่บนหลักวิชาการ มีข้อมูลสนับสนุนในพื้นที่ เหมาะสมทันสมัย รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพ” ธีรภัทร ให้ความเห็นสู่แนวปฏิบัติ

ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ภาคธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าดีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องธรรมชาตินั้นถือเป็นอีกเรื่อง แต่เราเห็นทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำงานในพื้นที่ เชื่อว่าหลังจากนี้มาตรการกู้ภัยคงมีการนำไปศึกษาวางมาตรการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้จากเหตุการณ์ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการจัดการที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนพัฒนาส่วนอื่นในอนาคตนั้น ธนวัฒน์ กล่าวยอมรับว่าแต่ละเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน ไม่อาจนำเหตุการณ์นี้มาปรับใช้ได้ ทั้งหมดอยู่ที่คนเป็นหลัก ไม่ว่าระบบจะดีขนาดไหน ถ้าคนปฏิบัติไม่เคร่งครัดไม่ทำก็ไม่มีประโยชน์อะไร ตรงนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งในเหตุการณ์นี้เห็นชัดเจนมีการจัดการที่ดี แต่หลายกรณีถ้าอำนาจไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งแล้วสั่งตัดสินใจไปก็จะมีปัญหา แต่เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ถือว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

อย่างไรก็ตาม บริเวณถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนถือเป็นจุดรวมเทคโนโลยีทันสมัยจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือกู้ภัย หลายฝ่ายมีความพยายามตั้งใจหยิบยื่นน้ำใจเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง แต่บางส่วนอาจเข้ามาช่วยเหลือเพื่อแสดงเทคโนโลยีความล้ำสมัย ทั้งหมดถือเป็นประโยชน์และสิ่งดีๆ ที่เราได้รับการช่วยเหลือทุกด้าน

ไพรมารีโหวตทำทัน อยู่ที่ “คสช.”เอาจริงแค่ไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/556954

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 08:30 น.

ไพรมารีโหวตทำทัน อยู่ที่ "คสช."เอาจริงแค่ไหน

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” วิเคราะห์ภาพรวมประเด็นปัญหาไพรมารีโหวตสรรหาผู้สมัครลงเลือกตั้ง พุ่งเป้าไปที่คสช.ว่าจะเอาจริงแค่ไหน

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองไทยเริ่มโหมโรงให้ได้เห็น หลังจากมีการเรียก 74 พรรคการเมือง เข้าหารือเพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคต่อการเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาในอนาคต และแน่นอนเงื่อนไขที่ส่งผลให้บรรดาพรรคการเมืองต่างสะท้อนออกมาใกล้เคียงกันคือ การทำไพรมารีโหวต

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารจัดการเลือกตั้งได้ออกมาวิเคราะห์ภาพรวมประเด็นปัญหาผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า เบื้องต้นต้องคุยในเชิงหลักการก่อน การทำไพรมารีโหวตนั้นเป็นไปเพื่ออะไร ซึ่งการทำไพรมรีโหวตนี้มันปรากฏในการเลือกตั้งของหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป

ทั้งนี้ จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้กระบวนการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ซึ่งอาจจะมีการทั้งไพรมารีโหวตลักษณะแบบเปิดคือ ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคนั้นก็สามารถจะบอกได้ว่า พรรคควรส่งใคร หรือแบบปิดคือ การเป็นสมาชิกพรรคนั้น จึงเป็นคนมีสิทธิในการคัดเลือกผู้สมัครพรรคการเมืองนั้น

“เจตนาคือ ไม่ได้ต้องการให้การกำหนดผู้สมัครของพรรคการเมือง มาจากนายทุน เจ้าของพรรค หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดสรรด้วย เพราะฉะนั้นเราจะเจอประโยคผู้สมัครไม่ถูกใจเรา ไม่อยากกา ไม่อยากเลือก หรือบางทีคัดเลือกผู้สมัครที่ดูถูกประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต”

สมชัย ขยายความต่อว่า การทำไพรมารีโหวตครั้งนี้ จึงเป็นการออกแบบใหม่ โดยการไปเลียนแบบมาจากระบบการเลือกตั้งของตะวันตก ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่ตอนนี้เมื่อมาใช้ มันจะมีข้อจำกัดหลายอย่างในประเทศไทยคือ สมาชิกพรรคไม่ได้ผูกพันกับพรรคการเมืองจริง และคนเป็นสมาชิกต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค ก็เป็นกติกาใหม่ที่เกิดขึ้น บังคับกะเกณฑ์สมาชิกพรรค ว่าแต่ละพรรคต้องมีสมาชิกอย่างน้อยเท่าไร จึงจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้

อีกทั้งมีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าการทำไพรมารีโหวตแต่ละจังหวัด จะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างน้อยเท่าไร ซึ่งเป็นกติกาสร้างขึ้นมาเพื่อผูกกันไปกับการทำไพรมารีโหวต โดยหวังว่าจะทำให้กระบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างแท้จริงตามหลักการ

สมชัย อธิบายว่า เมื่อออกแบบมาใหม่ พรรคการเมืองไม่เคยทำมาก่อน ประชาชน สมาชิกพรรค ไม่คุ้นเคยกับระบบแบบนี้ ซึ่งการเขียนในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงเป็นการเขียนให้ดำเนินการได้โดยง่ายคือ แค่มีสมาชิกพรรค 100 คนในจังหวัดสามารถจัดทำไพรมารีโหวตของผู้สมัครทุกเขตในจังหวัดนั้นได้เป็นการออกแบบช่วยให้เกิดความสะดวกแก่พรรคการเมืองมากที่สุด

“แค่ 100 คนในหนึ่งจังหวัด มาประชุมเกินครึ่งขึ้นไปก็สามารถทำไพรมารีโหวตทุกเขตจังหวัดเลือกตั้งได้แล้ว การดำเนินการให้โดยง่าย ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า ไม่ช่วยอะไรให้เกิดความสำเร็จตามหลักการดังกล่าวได้เลย เช่น 50 คน มาโหวต ทั้งจังหวัดควรส่งใครบ้าง ก็สามารถจัดตั้งได้โดยง่าย

ดังนั้น ไม่ก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงที่ดี พอกระบวนการยุ่งยากซับซ้อน ต้องมีการตั้งกระบวนการสรรหา ต้องมีการรับสมัคร ส่งรายชื่อไป ต้องมีการจัดประชุมเพื่อเลือกอะไรก็แล้วแต่ แล้วส่งกลับมายังกรรมการบริหารพรรค มันเป็นกระบวนการยุ่งยากล่าช้า ใช้เวลาดำเนินการ และใช้เงินในการดำเนินการ เพื่อให้ได้รายชื่อซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลอะไรมากนัก”

อย่างไรก็ดี ในเชิงกระบวนการจัดการดังกล่าว หากทำตามกฎหมาย มันจะเป็นภาระต่อพรรคการเมือง 1.ต้องใช้เวลาไปกลับทั้งหมด 30 วัน ในการทำตั้งแต่เริ่มต้น มีกรรมการสรรหา รับสมัคร ส่งรายชื่อให้เขต หรือจังหวัด มีการประชุมสมาชิกพรรคลงมติส่งให้กรรมการบริหาร กรรมการบริหารประชุมรับรองหรือปฏิเสธก็ต้องตอบโต้ ซึ่งกระบวนการตรงนี้เชิงของเวลาใช้อย่างน้อยที่สุดคือ 20-30 วัน ดำเนินการ

ขณะเดียวกัน หากเอากระบวนการนี้เข้ามาก็เป็นต้นทุนเรื่องเวลาให้พรรคการเมืองต้องเสียเวลา 30 วัน ก่อนรู้ว่าส่งใครเป็นผู้สมัคร 2.ต้นทุนค่าใช้จ่าย หากคำนวณดูหนึ่งจังหวัดต้องมีการจัดรับสมัครสมาชิก ประชุมสมาชิก กระบวนการทำธุรการต่างๆ คิดแบบประหยัดสุดจังหวัดหนึ่งใช้เงินประมาณ 2 หมื่นบาท ถ้าส่งทุกเขต 77 จังหวัด ก็ประมาณ 1.5 ล้านบาท เป็นภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง

อดีต กกต.ฝีปากกล้า ชี้ว่า ต้องประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองอย่างก่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อกระบวนการทำหรือไม่ และมองว่าถ้าจะทำไพรมารีโหวตจริงๆ ต้องทำอย่างจริงจัง อย่าทำเป็นพิธีกรรมคือ ขณะนี้เราทำเป็นแบบพิธีกรรม แล้วยอมให้เกิดวิธีการที่ง่าย แต่ไม่เกิดผลอย่างแท้จริง แต่เสียเวลาและสิ้นเปลืองเงิน

โดยมุมมองส่วนตัวต้องใช้วิธีการยากลำบากมากขึ้น เพื่อให้เวลาที่เสียไปมันเกิดความคุ้มค่า และให้ได้มาซึ่งคนเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง แต่ในขั้นต้นถ้าจะหากทำแบบง่ายๆ ไปก่อน เพื่อเรียนรู้และเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นจากการจัดการไปปรับปรุงแก้ไขในการทำจริงครั้งต่อไปก็เป็นสิ่งรับได้

“แต่ตอนนี้ถ้ามองว่าทำจังหวัดไม่ไหว แล้วจะไปทำระดับภาค ผมว่ายิ่งไร้สาระ เพราะภาคกระจายออกเป็น 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง และใต้ ซึ่งสาขาพรรคจะมีการตั้งออกเป็น 4 ภาค เท่ากับว่าคนในภาคจะไปรู้จักจังหวัดและเขตได้อย่างไรในการลงมติเพื่อเลือก ดังนั้น คิดว่าการจัดระดับภาคเป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอด ไม่เกิดประโยชน์อะไร สิ้นเปลืองเงินและเวลา อีกทั้งไม่ได้ผู้แทนของประชาชนแท้จริง”

ส่วนเรื่องเวลาการทำไพรมารีโหวตจะทันตาม กรอบที่รัฐบาลได้หารือกับ 74 พรรคการเมืองหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าทัน แต่ต้องเปิดกันตั้งแต่เริ่มต้นคือ ปลดล็อกทางการเมืองให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่ใช่รอจนกว่ามีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้วถึงทำ หากรอสิ่งที่เสียไปแน่ๆ 2 เดือน คือ เดือนที่หนึ่ง กกต.ต้องไปแบ่งเขต และเดือนที่สอง ทำไพรมารีโหวต ซึ่งจะเหลือเวลาในการรับสมัครหาเสียง ช่วง 3 เดือนหลัง แต่การเลือกตั้งถูกล็อก 5 เดือนเต็มๆ ทั้งที่จริงสามารถร่นเวลาในการจัดการเลือกตั้งให้น้อยกว่า 150 วันได้

“เมื่อการออกแบบต้องมีพระราชกฤษฎีกาก่อน ค่อยแบ่งเขตแบ่งเสร็จทำไพรมารีโหวต มันจะเสียสองเดือนข้างหน้าไป ตรงนี้จะมีปัญหาเต็มเวลา 150 วัน จะยังไม่ได้ชื่อผู้ที่ผ่านการเลือกตั้ง เป็นเพียงแค่ลงบัตร และก็จะมีคนแย้งว่าการกระทำดังกล่าวผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้จะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ 150 วัน เมื่อแล้วเสร็จอาจมีการตีความหมายได้ว่าเลือกตั้งอย่างเดียว หรือเลือกตั้งแล้วต้องได้ผู้ชนะอย่างน้อย 95% ด้วย และอาจกลายเป็นมุมปัญหาในอนาคต”

สมชัย มองความเป็นได้ที่จะปลดล็อกช่วงเวลา 90 วัน หลังประกาศใช้กฎหมายลูกสองฉบับสุดท้าย เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ถ้าหากว่า 1.ยอมให้ กกต.แบ่งเขต โดยกระบวนการแบ่งเขต แต่ถ้าหากว่า คสช.มีคำสั่ง กกต.แบ่งเขต นับแต่ พ.ร.ป.สส.ประกาศในราชกิจจาฯ แม้ไม่มีผลใช้บังคับมันจะทำให้เวลาแบ่งเขตถูกออกมาใช้ 90 วันแรก และทำไพรมารีโหวตช่วงดังกล่าวได้ก็ถือเป็นทางออกหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำได้ก่อนหน้านี้มันจะเป็นการดี เพราะเกี่ยวข้องกับการตระเตรียมการ เนื่องจากการแบ่งเขตต้องเป็น 350 เขต ตามกฎหมาย ซึ่งการแบ่งเขต กกต.ก็ต้องมีระยะเวลาเพียงพอ เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญ

“เพราะการแบ่งเขตอาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่เป็นธรรมเหมาะสมดังนั้น สิ่งที่ กกต.ทำต้องเสนออย่างน้อย 3 รูปแบบ และเปิดโอกาสในการรับฟังจากประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ผู้มีส่วนได้เสีย พรรคการเมือง และเอาความเห็นดังกล่าวมาเสนอกับ กกต.กลาง ลงมติจะเลือกแบบใด

กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาพอสมควร 1 เดือน ผมยังไม่มั่นใจถ้าทำเต็มตามรูปแบบจริงๆ จะสำเร็จหรือไม่ และ 350 เขต ที่ประชุม กกต.กลางต้องใช้เวลานับสัปดาห์ เพื่อดูทีละแบบๆ รายเขตไป จะเป็น กกต.ชุดปัจจุบันหรือชุดหน้า ต้องประชุมทั้งวันทั้งคืนนานเป็นสัปดาห์ กว่าจะได้รูปแบบที่แน่นอน ดังนั้น อะไรทำได้ช่วงนี้น่าจะดีกว่า”

สมชัย ยอมรับว่า กติกาใหม่รวมถึง กกต.ชุดใหม่ที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้งก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ แต่ทุกอย่างขึ้นกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองกำหนดเอง หากเกิดความปั่นป่วน ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบมาพากล ก็ควรต้องรับผิดชอบ ซึ่งเคยพูดมาก่อนว่าการเปลี่ยนม้ากลางศึกไม่ใช่เรื่องดี

ทั้งนี้ ระบบไพรมารีโหวตในระยะยาวก็ถือเป็นสิ่งน่าสนใจ เพราะทำให้การคัดผู้สมัครมาจากสมาชิกมาจากประชาชน ในหลักทฤษฎีถือว่าถูกต้อง แต่ต้องให้พรรคการเมืองเกิดความเข้มแข็งในการสร้างรากฐานจากสมาชิกพรรคแท้จริง การทำให้สมาชิกเข้มแข็งก็ต้องเปิดกว้าง เพราะตอนนี้ยังเปิดรับไม่ได้ก็คงไม่เกิดความเข้มแข็ง

ถอดบทเรียนถ้ำหลวง รับมือ ป้องกัน กู้ภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/556877

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 08:27 น.

ถอดบทเรียนถ้ำหลวง รับมือ ป้องกัน กู้ภัย

หมายเหตุ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา เรื่อง “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ถ้ำหลวงจากหลายมิติ” เพื่อถอดบทเรียนปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตในสาชาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธรณีวิทยา นิเทศศาสตร์ ภูมิสารสนเทศ และกู้ชีพ

เหตุการณ์เยาวชนจากทีมฟุตบอลหมูป่าและผู้ฝึกสอนเข้าไปติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวม 13 ชีวิต ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา นำไปสู่การระดมทุกสรรพกำลังอาสากู้ภัยจากหลายวิชาชีพเข้ามาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้กลับออกมาได้อย่างปลอดภัย และนับเป็นการเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินนี้ขึ้นในอนาคต

สมบัติ อยู่เมือง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิสารสนเทศเพื่อประเทศไทย ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เด็กติดถ้ำได้กลายเป็นภารกิจระดับโลก ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้คนต้องทำความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติ ภัยพิบัติให้มากขึ้น ด้วยการจัดตั้งกลไกทางด้านสถาบันในการตอบสนองภัยพิบัติ เพื่อทำให้เกิดการเตือนภัย ล่วงหน้า โดยรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น ลดความเสี่ยง เช่น หลีกเลี่ยงทุกพื้นที่น้ำท่วมซ้ำ ถ้ำทุกแห่งต้องทำแผนรับมือเตรียมไว้ หรือแม้แต่วางแผนเบี่ยงทางน้ำ ซึ่งต้องพิจารณาถึงความเดือดร้อนที่เกิดกับเกษตรกรในพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ต้องตอบสนองเรื่องของระยะเวลา เช่น พายุ น้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว ที่มักเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาวัน เดือน ปี เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถกำหนดขั้นตอนการเตรียมพร้อม กู้ภัย และฟื้นฟูต่อไปได้ ส่วนขั้นตอนจัดการภัยพิบัติต้องมาคิดต่อว่าทำอย่างไรเพื่อป้องกันอย่างยั่งยืน เพราะองค์ความรู้จะนำมาสู่การจัดการและต่อยอดไปถึงความปลอดภัยในที่สุด

อย่างไรก็ตาม การพาเด็กกลับมาอาจทำด้วยการพากลับมาทางปากถ้ำ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยคือน้ำในถ้ำลดลงหรือไม่ มีอากาศเพียงพอหรือไม่ ทราบมาว่าอากาศในถ้ำเหลือน้อยมาก ดังนั้นอาจเลือกหาทางเข้าธรรมชาติหรือโพรงรอยแตกอื่นๆ มีอีกหรือไม่ แต่หากไม่มี อาจต้องเจาะโพรงด้วยเครื่องจักร ขณะนี้มีหลายประเทศเสนอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่การเจาะต้องแม่นยำมากๆ ไม่เกิดความเสียหายตามมา

สมบัติ อยู่เมือง

พิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สังคมเป็นอย่างไร สื่อก็เป็นอย่างนั้น เนื่องจากสังคมไทยต้องการแสวงหา 1.ฮีโร่ 2.สืบค้นแพะ 3.ไสยศาสตร์และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และ 4.มีน้ำใจ จึงทำให้ข่าวสารในประเทศไทยนำเสนอในประเด็นที่สังคมต้องการ

ขณะเดียวกันยุคโซเชียลเริ่มมีข่าวปลอมออกมามากขึ้น โดยข่าวปลอมนี้ มักถูกแชร์ออกไปเร็วกว่าข่าวแก้ ดังนั้นสื่อมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจให้สังคม โดยเฉพาะการทำแบบทดลอง เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพว่าในสถานการณ์จริงจะประสบปัญหาอย่างไร ยากลำบากแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือให้กำลังใจและแสดงให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีม

พิจิตรา สึคาโมโต้

ด้าน เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อมูลที่พบว่าผู้ประสบภัยอยู่รอดได้ด้วยการรับประทานน้ำยังชีพ ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ทั้งหมดถือว่าถูกต้องตามหลักวิชาการเอาชีวิตรอด สิ่งเหล่านี้นำมาใช้เป็นบทเรียนได้

ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีร่างทรงออกมาพูดว่าเด็กอยู่ในอาการย่ำแย่แล้ว ทำให้ครอบครัวเป็นกังวล เรื่องนี้สะท้อนว่าทันทีที่เกิดเรื่องขึ้นควรมีการปิดล้อมสถานที่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามา ได้เท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้ผู้ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะร่างทรงเข้ามาสร้างความหวาดหวั่นทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

เรื่องถัดมาคืออย่าคาดหวังกับเทคโนโลยีไฮเทคจากต่างประเทศมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสแกนอินฟาเรด เนื่องจากระดับน้ำในถ้ำลดลงได้เพราะเครื่องสูบน้ำพญานาค ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบไทยสามารถใช้งานได้ดี ส่วนการช่วยเหลือคน ไม่สามารถให้อาหารกับคนที่อดอาหารมาหลายวันได้ทันที เพราะร่างกายจะดูดซึมสารอาหารมาใช้ทันทีทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้

สำหรับกรณีป้ายห้ามเข้าหน้าวนอุทยานในช่วงฤดูฝน ต้องกลับมาพิจารณาว่าปริมาณน้ำฝนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางภูมิอากาศ ดังนั้นป้ายเตือนห้ามเข้าเป็นช่วงเวลาต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศปัจจุบันที่สุด เพราะทั้ง 13 ชีวิตเดินเข้าไปในถ้ำก่อนเวลาที่ป้ายแจ้งเตือน แต่ปรากฏว่าเข้าไปแล้วเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามแม้ว่าเหตุการณ์เด็กติดถ้ำหลวงจะยังไม่จบ บทเรียนที่ได้ในเวลานี้หากนำไปใช้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

 แนะวิธีฟื้นฟูจิตใจ

ปฏิบัติการช่วยเด็กนักเรียนทีมฟุตบอลหมูป่าและโค้ชทั้ง 13 ชีวิต ยังคงดำเนินการต่อไป เพื่อให้ทุกคนได้ออกมาอย่างปลอดภัย แต่ที่น่าเป็นห่วงนอกเหนือจากสภาพร่างกายแล้ว สภาพจิตใจก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

ผศ.พญ.ศุภรา เชาว์ปรีชา อาจารย์ประจำภาควิชา จิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ให้คำแนะนำในการรับมือกับสถานการณ์เมื่อออกจากถ้ำว่า  สำหรับตัวเด็กเองเขาน่าจะตกใจกับภาพข่าวการที่คนรู้จักเขาไปทั่วโลก และการที่จะมีคนมารุมถามข้อมูลทั้งจากสื่อมวลชนหรือครอบครัว เครือญาติเอง จะเกิดการซักถาม อยากทราบข้อมูล อยากให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในถ้ำ

“การที่เด็กและโค้ชทั้ง 13 คน ที่เคยเป็นคนธรรมดากลายเป็นที่จับตามองนั้น สามารถมองได้ 2 แง่ คือ แง่หนึ่งเขาอาจจะรู้สึกดี ขอบคุณที่ทุกคนเป็นห่วง แต่อีกแง่ที่น่าเป็นห่วงคือ คนที่รู้จักเขาแล้วอาจจะไปซักถามเขาเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เขาเจอในถ้ำ ซึ่งตรงนี้เราต้องระมัดระวังมากว่าเด็กจะต้องปรับตัว ฉะนั้นถ้าเกิดเขาออกมาแล้วเจอคนที่ตั้งคำถามซึ่งมันอาจจะไปกระตุ้นให้กลับไปคิดถึงประสบการณ์ความยากลำบากในถ้ำ อาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดได้ ซึ่งหากร้ายแรงก็อาจจะเกิดเป็นโรคเครียดภายหลังเกิดภยันอันตรายหรือ Post-traumatic stress disorder  (PTSD) ได้”

ทั้งนี้ โรคเครียดภายหลังเกิดภยันอันตรายไม่ได้เกิดกับทุกคนขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของแต่ละคน แต่สำหรับคนที่สภาพจิตใจเข้มแข็งดี การให้เขาได้เล่า ก็อาจจะช่วยทำให้เขาได้เรียบเรียงเรื่องราว ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมากขึ้นในกรณีนี้ก็จะไม่เป็นอันตราย แต่ทางที่ดีคือเราควรประเมินจากตัวเด็กเป็นหลักว่า เขามีความพร้อมแค่ไหน มากกว่าที่จะเอาคำถามไปถามเขา

“ปัจจัยสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคนใกล้ชิด โดยมีขั้นตอนคือปลอบขวัญเด็กๆ เมื่อออกจากถ้ำได้แล้ว หลังจากนั้นเริ่มต้นด้วย การใช้ชีวิตแบบ Here and Now (ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน) แต่ถ้าหากเขามีความพร้อม หรืออยากจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ประสบมา พ่อแม่จึงค่อยๆ พยายามใส่เนื้อหาที่มันเป็นเชิงบวกเข้าไป แบบนี้จะเป็นการช่วยเขาได้ดีที่สุดในช่วงแรก แล้วจากนั้นจึงคอยสังเกตอาการ เช่น ซึมเศร้า นอนไม่หลับ หากมีอาการผิดปกติเช่นนี้ถึงค่อยมาประเมินรายละเอียดแล้วค่อยรับการรักษา” ผศ.พญ.ศุภรา กล่าวทิ้งท้าย

“ได้ที่หนึ่งอาจยังไม่พอ จำเป็นต้องชนะถล่มทลาย”ภูมิธรรม เวชยชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/556282

  • วันที่ 01 ก.ค. 2561 เวลา 13:24 น.

"ได้ที่หนึ่งอาจยังไม่พอ จำเป็นต้องชนะถล่มทลาย"ภูมิธรรม เวชยชัย

“ภูมิธรรม”เผยกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเอื้อต่อการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กระแสข่าวการไหลออกของอดีต สส.เพื่อไทยในหลายพื้นที่ กำลังซ้ำเติมสภาพปัญหาความระส่ำระสายภายใน จนเกิดความเป็นห่วงกันว่าอาจพานกระทบไปถึงผลเลือกตั้งในระบบกติกาใหม่

ยิ่งคนกันเองอย่าง “กลุ่มสามมิตร” ​แปรสถานะเป็นคู่แข่ง พร้อมกำลังสนับสนุน ทั้งอำนาจรัฐ พ่วงด้วยทรัพยากรล้นมือ อาจทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายของเพื่อไทยเหมือนที่ผ่านมา

ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษเริ่มตั้งแต่ประเด็นความพร้อมแม้จะยังไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแมป แต่คน​เป็นนักการเมืองต้องมีความพร้อมตลอดเวลาสำหรับการทำงานการเมืองให้พี่น้องประชาชน

“หมายความว่าคนเป็นนักการเมืองต้องประสาน รับรู้ เข้าใจ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ประกาศมีเลือกตั้งถึงจะลงไปหาพี่น้องประชาชน แม้โดยรูปการณ์ที่ผ่านมาจะไม่ให้ทำงานการเมืองแต่ทุกคนก็มีโอกาสไปพบปะประชาชนในโอกาสต่างๆ รับฟังเสียงสะท้อน

…เราได้ชื่อว่าเป็นพรรคที่เข้าใจปัญหาประชาชนผ่านบุคลากรที่คลุกคลีกับพี่น้องประชาชน ​​ ทำให้เราสามารถรับรู้ว่าเขามีปัญหาอะไร ถึงจะกำหนดแนวนโยบายตอบสนองปัญหาของเขาได้”

รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า เท่าที่ประเมินประชาชนในพื้นที่ชนบทยังประสบปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ไม่สามารถตอบสนองหรือแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ​แม้จะพูดว่าจีดีพีขยายตัว 3-4% แต่ภาพรวมการเจริญเติบโตไปอยู่ที่คนส่วนบนของสังคม

อย่างไรก็ตาม การพยายามเอาเงินลงไปฐานราก แต่ก็ถูกสูบกลับขึ้นมาเร็วเกินไปไม่กระจาย คนชั้นล่างทำให้กำลังซื้อมีปัญหา​เศรษฐกิจซบเซาไม่ใช่ใครจะมาปั้นตบแต่งให้เศรษฐกิจดูดี ​แต่ประชาชนสัมผัสได้เงินใน​กระเป๋ามีอยู่เท่าไหร่ ​กำลังซื้อไม่มี การหมุนเวียนของเศรษฐกิจซบเซาไปทั้งระบบ ​

อีกส่วนคือ ​ผลกระทบเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งปัญหาที่ผูกกับเรื่องเศรษฐกิจ ​ซึ่งการทำให้ระบบการเมืองการปกครองมีระบบยุติธรรม มีรูล ออฟ ลอว์ ​จะเป็นกุญแจไขไปสู่การแก้ไัขปัญหาเศรษฐกิจ ถึงมีการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม ไม่ให้ใช้อำนาจเอาเปรียบคู่แข่ง

“สิ่งที่กำลังทำอยู่ในทางการเมือง ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อว่าเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง เอื้อต่อการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ซึ่งอย่าประมาทอารมณ์ความรู้สึกของคน ยิ่งใช้ความไม่ชอบธรรมมากเท่าไรก็จะยิ่งมีผลผูกพัน

… การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นตัววัดว่าการที่รัฐใช้อำนาจเกินความจำเป็นมากกว่าคนอื่น ชิงความได้เปรียบทุกอย่างเพื่อดำเนินการขอสืบทอดอำนาจ และวัดผลว่าผลงานที่ทำมาแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ดีหรือไม่ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัววัดที่ดี”​

สำหรับจุดขายของเพื่อไทยในการเลือกตั้ง ภูมิธรรม บอกว่า เราต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเราเป็นพรรคการเมืองยืนหยัดในอุดมการณ์ความเชื่อมั่นพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาเพื่อไทยมีจุดยืนชัดเจนไม่เอาเผด็จการ เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชนอันจะเป็นเครื่องมือนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาต่อเนื่อง

ส่วนแนวนโยบายของพรรคจะอยู่บนพื้นฐานที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาที่กำลังเผชิญได้ พรรคเพื่อไทยมีแนวนโยบายที่สอดรับกับความเป็นจริงของชีวิตประชาชน ​และที่สำคัญคือการยอมรับว่าสิ่งที่พูดนั้นพูดจริงทำจริง เสนอไปแล้วทำได้จริง ต้นทุนเหล่านี้ทำให้พรรคเพื่อไทยถูกฆ่าเท่าไรก็ไม่ตาย

“พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าเราเป็นพรรคที่ตอบโจทย์เขาได้ ที่สำคัญยิ่งเขาเห็นความไม่ยุติธรรม ที่ถูกกระทำมาตลอดตรงนี้เป็นสิ่งที่คนรักความยุติธรรม ไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่กระทบหรือทำให้เกิดปัญหากับคนที่เขารัก ตั้งใจทำงานให้เขา ​ตรงนี้จะได้พิสูจน์สิ่งต่างๆ ที่เป็นอยู่”

​จากกรณีอดีตนายกฯ ทักษิณ​ ชินวัตร ออกมาแสดงความเห็น​เป็นห่วงเรื่องจะถูกยุบพรรคหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่พี่น้องประชาชน เขาเข้าใจดี และยิ่งจะเห็นอกเห็นใจเรามากขึ้น เราผ่านวิกฤตมาสองครั้งแล้ว ถึงเวลาเราก็อยู่กับความเป็นจริง ​การพูดเรื่องครอบงำเป็นวาทกรรมโน้มน้าวให้รู้สึกว่ากำลังทำผิด

ถามว่าเราผิดข้อนี้เรื่อง ครอบงำ ไม่ครอบงำ รัฐบาลอย่าบ้องตื้น มีหลายเรื่องที่ ป.ป.ช.ควรไปตรวจสอบ ทั้งเรื่องนาฬิกา โรงพัก หลายเรื่อง ป.ป.ช.ไม่เร่งรัด แต่พอเป็นเพื่อไทย รีบทำทันที ทำให้คนเกิดความไม่เข้าใจว่าตรงนี้มีอะไรผิด ความเห็นนักกฎหมาย มาตรา 28 และ 29 ​พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ​การครอบงำต้องเป็นหนึ่งในกิจกรรมของนักการเมือง เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นคนไปตีกอล์ฟ ขณะที่ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่กิจกรรมของพรรคการเมือง

ตามมาตรา 28 นั้นต้องยินยอมให้มีอิทธิพลที่จะครอบงำกิจกรรมของพรรคการเมือง แต่ ทักษิณ วิพากษ์วิจารณ์ตามความเห็นทัศนะ​เรื่องการกระทำซึ่งเป็นเรื่องสังคมไม่ชอบ รังเกียจนักการเมืองเร่ร่อนไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ สังคมอยากเห็นปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ​การพูดนั้นเป็นความเห็นบริสุทธิ์ใจไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เรื่องยินยอม ไม่ยินยอม การบอกว่าจะเก็บข้อมูลไปดูว่าเกี่ยวอะไรกับในอนาคตหรือไม่ ​ก็เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ

“ตรงนี้อยากให้ทางเจ้าหน้าที่​ กกต. ต้องเที่ยงธรรม หนักแน่น และให้ความยุติธรมกับทุกฝ่ายไม่มีอะไรที่ควรจะตีความเรื่องเหล่านี้ได้เลย ​ ไม่เช่นนั้นจะทำให้กฎกติกาทั้งหลายกลายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายที่คุณรู้สึกว่ามีเห็นความเห็นต่าง ยิ่งทำให้สังคมไปกันใหญ่”

ถามถึงกระแสข่าวอดีต สส.หลายสิบคนย้ายออกจากพรรค ​รักษาการเลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่คิดอะไรเยอะผ่านร้อนผ่านหนาว เป็นเวลานับ 10 ปี ​​ไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมืองแต่เป็นปัญหาของรัฐบาลที่อยากอยู่ในอำนาจต่อไปและมีเสียงไม่เพียงพอกับกติกาที่ตัวเองเขียนขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีเพียงแค่ จ.เลย จังหวัดเดียวที่ออกไปและออกไปแค่ครอบครัวคุณปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ​ไม่ได้ไปทั้งจังหวัด ส่วนจังหวัดอื่นยังไม่มีใครออกชัดเจน จากรายชื่อ 50-80 คน หลายคนหมดบทบาททางการเมือง บางคนเคยอยู่กับเราสมัยไทยรักไทยตั้งแต่ 2544 จากนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรอีกวันนี้ผ่านมาเกือบ 20 ปี ​​

ขณะที่ จ.นครปฐม ทั้ง อนุชา สะสมทรัพย์ และ ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อดีต สส. เพื่อไทย ก็มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ตอนที่ไปตีกอล์ฟก็มาตี​ไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงเวลาแต่ละคนตัดสินใจชะตาชีวิตตัวเองเราห้ามไม่ได้เป็นเรื่องของความคิดของแต่ละคน ซึ่งไม่รู้ว่าข้อจำกัดของแต่ละท่านเป็นยังไง

ทั้งนี้ จุดยืนอุดมการณ์เพื่อไทยยึดมั่นคือไม่เอาเผด็จการสืบทอดอำนาจ ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในกรอบที่ไม่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ​การที่คนจะออกไปเพราะมีความเห็นต่างกับเรา ​​เรายินดีและเมื่อเปิดให้ทำกิจกรรมการเมืองได้ เราก็จะคัดสรรคนรุ่นใหม่เข้ามา

ส่วนที่เวลานี้ต้องมาแข่งกันเองกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ​ที่เคยเป็นกำลังสำคัญตั้งแต่ไทยรักไทยรู้จุดอ่อนจุดแข็งจะทำให้เกิดความหนักใจหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ​ไม่หนักใจคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนมิตรในแง่ส่วนตัว ​แต่การตัดสินใจมีความคิดอุดมการณ์ที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เป็นไร

“การเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะมีความชัดเจน​ ซึ่งเป็นการแข่งกันระหว่างฝ่ายยึดมั่นในกรอบประชาธิปไตย และยึดมั่นในกรอบการใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งท่านก็รับผลไปจะได้หรือเสียประชาชน​จะเป็นผู้ตัดสิน”

ถามว่าจะทำให้นโยบายออกมาใกล้เคียงกันหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ​นโยบายที่สำคัญอยู่ที่คนที่เข้าใจสามารถตอบสนองประชาชนได้แท้จริง ​ต้องพิสูจน์ว่าต้นตำรับที่เป็นขนานแท้ ทำนโยบายมาด้วยกระบวนการ ยึดมั่นตอบสนองความต้องการของประชาชน กับนโยบายที่ตัวเองไม่ได้ริเริ่มแต่ต้น จะสามารถทำได้เหมือนกันหรือเปล่า

“ในอดีตการคิดนโยบายได้ต้องลงไปสัมผัสเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของประชาชน ​ร่วมกันจนทำนโยบายประสบความสำเร็จ การคิดอะไรบางอย่างที่ไม่เข้าใจถ่องแท้ ไม่ประสบความสำเร็จได้ง่าย แต่อย่างน้อยที่สุด แนวคิดอุดมการณ์ที่เราอยากทำให้พี่น้องประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับของทุกฝ่าย อย่างน้อยคนที่กำลังอยู่กับรัฐบาลก็กำลังคิด​เหมือนกัน ไม่ได้มาโจมตีสิ่งที่เราคิดว่ามีปัญหา ​ซึ่งอยู่ที่ประชาชนพิสูน์ว่าจะเชื่อใคร” ​​​​

ทั้งนี้ กลุ่มสามมิตรก็ไม่ใช่กลุ่มใหม่ สามท่านเป็นบุคลากรท่ี่มีความสามารถศักยภาพ ​แต่สมัยก่อนตอนออกไปทำพรรคเพื่อแผ่นดิน รวม “ส.” มากกว่านี้ไม่ใช่แค่ สมคิด สุริยะ สมศักดิ์ มีอีกหลาย ส. ซึ่ง หลายท่านเข้าใจผิดว่าความเข้มแข็งอยู่ที่แกนนำ แต่ความเข้มแข็งอยู่ที่อำนาจการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน

ภูมิธรรม กล่าวว่า เรายังเชื่อว่าเราจะเป็นพรรคที่ได้อันดับหนึ่ง เราเชื่อบนฐานที่เราใกล้ชิดกับประชาชน ได้สัญญาณจากประชาชน ระบบเลือกตั้งใหม่อาจกระทบกับปาร์ตี้ลิสต์บ้าง การได้คะแนนที่หนึ่งอาจไม่เพียงพอจำเป็นต้องชนะถล่มทลาย ซึ่งจะได้ไม่มีผลต่อปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งการเป็นพรรคอันดับหนึ่งนั้นเป็นไปได้ แต่จะชนะแบบแลนด์สไลด์หรือไม่อยู่ที่ประชาชน

ไม่ละความพยายามแม้ทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555984

  • วันที่ 28 มิ.ย. 2561 เวลา 07:05 น.

ไม่ละความพยายามแม้ทางตัน

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 27 มิ.ย. กำลังทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และทีมกู้ภัยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนธิกำลังเดินเท้าเข้าสำรวจปล่องถ้ำเหนือเขานางนอน เพื่อช่วยเหลือสมาชิกทีมฟุตบอลเยาวชน หมูป่า อะคาเดมี่ และ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนรวม 13 คน ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย.

ขณะเดียวกัน ภายในถ้ำ นักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือหน่วยซีล สังกัดกรมรบพิเศษที่ 1 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ 2 ชุด รวม 42 นาย ก็พยายามดำน้ำวางแนวเชือกพร้อม Chemical Light เพื่อไปยังจุดที่คาดว่าผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน ติดอยู่

การสำรวจปล่องถ้ำด้านบนเขานางนอน เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจปล่องถ้ำ 2 จุด หรืออยู่ในแนวใกล้เคียงกับจุดที่เรียกว่า หาดพัทยา ซึ่งคาดว่าทั้ง 13 คน ติดอยู่

การตรวจสอบปล่องถ้ำที่ 1 พบว่าเป็นทางตัน ส่วนปล่องถ้ำที่ 2 ทางลงจากปากปล่องค่อนข้างแคบ เมื่อลงไปได้ประมาณ 90 เมตร ทางเข้าก็แคบลงเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่จึงถอนกำลังเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

การทำงานของทีมค้นหาทั้งภายในถ้ำและด้านบนเขานางนอน ต่างประสบปัญหาอย่างหนักจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ฝนและลมแรงส่งผลต่อการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนสนับสนุนการค้นหาปล่องถ้ำ ขณะเดียวกันก็ทำให้น้ำที่ไหลเข้าไปภายในถ้ำเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการทำงานของหน่วยซีล

กระทั่งช่วงเย็น พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ รองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้สรุปสถานการณ์ว่า หน่วยซีลยังไม่ถึงหาดพัทยา ออกซิเจน 1 ถัง ไปได้แค่ 200 เมตร แต่ก็ยังทำตลอดไม่หยุด ขณะที่ด้านบนเขานางนอน เจ้าหน้าที่พบปล่องถ้ำที่ลงไปได้ แต่ไม่ถึงด้านล่างภายในถ้ำ กำลังพยายามค้นหาจุดอื่นๆ ทุกจุดมี เจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตลอด 24 ชม.

รองแม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยันว่า ยังมั่นใจว่าทั้ง 13 คน ยังมีชีวิต และจะหาจุดใหม่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือต่อไป

“การพบตัวเป็นความหวังของพวกเราทุกคน จะไม่ละความพยายามจนกว่าจะหาทางเข้าถ้ำช่วยเหลือน้องๆ ได้ มีการลาดตระเวนหาปล่องโพรงถ้ำเพิ่มเติม ส่วนที่พบแล้ว 3 ปล่อง กำลังเร่งตรวจสอบว่าสามารถโรยตัวลงไปได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ใดรู้ว่ามีช่องทางเข้าถ้ำได้เพิ่มเติม ให้รีบติดต่อ เจ้าหน้าที่” พล.ต.ฉลองชัย กล่าว

สำหรับการระบายน้ำออกจากภายในถ้ำนั้น รองแม่ทัพภาคที่ 3 บอกว่า ต้องการพร่องน้ำออกเพื่อให้มีช่องอากาศสำหรับผ่านไปได้ ไม่เพียงแต่สูบภายในถ้ำ แต่สูบจากอ่างเก็บน้ำด้านนอกด้วย แล้วตรวจสอบว่าน้ำภายในถ้ำลดลงหรือไม่ จะเร่งมือสูบน้ำทั้งข้างในและรอบนอก เพื่อให้หน่วยซีลทำงานได้ง่ายขึ้น และยอมรับว่ามีการพิจารณาแผนการเจาะถ้ำ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีกำลังหาวิธีการ

“28 มิ.ย.นี้ กองทัพสหรัฐก็จะส่ง เจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือทันสมัยที่สามารถตรวจจับสัญญาณสิ่งมีชีวิตภายในถ้ำมา ก็จะดำเนินการ ส่วนชุดเดินเท้าบนยอดดอยเราก็เชื่อว่ามีปล่องอื่นๆ อีก เราก็จะสำรวจให้หมด” รองแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าว

ก่อนหน้านี้ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.เชียงราย เปิดเผยว่า แม้จะระดมสูบน้ำแต่มีฝนตกต่อเนื่อง จึงสู้น้ำฝนไม่ได้ มีความพยายามใช้กระสอบทรายอุดตาน้ำธรรมชาติ แม้จะมีเครื่องสูบน้ำประมาณ 30 เครื่อง แต่ปริมาณของสายไฟฟ้าที่เข้าไปใช้กับเครื่องสูบน้ำได้ไม่เกิน 10 เครื่อง ส่วนที่เหลือใช้สำหรับสแตนด์บาย อีกทั้งต้องมั่นใจว่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อหน่วยซีล

“หน่วยซีลน่าจะอยู่ใกล้พัทยาบีช พบปัญหาน้ำขุ่น เจาะได้แล้วเจอโคลนอีก พยายามจะเจาะให้ได้อีก” ผวจ.เชียงราย กล่าว

พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวว่า มีหน่วยซีลอยู่ในพื้นที่ถ้ำหลวง รวม 45 นาย โดยแบ่งทำงานชุดละ 8 นาย เข้าทำงานครั้งละ 3 ชุด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างต่อเนื่องไม่ได้พัก จะต้องช่วยทั้ง 13 คน ออกมาให้ได้ โดยกรมวิทยาศาสตร์ ทร.ได้นำเครื่องตรวจวัดระดับออกซิเจนติดไปกับผู้ปฏิบัติงานด้วย เพื่อดูว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร นอกจากนี้กรมแพทย์ทหารเรือก็เตรียมพร้อมทีมแพทย์สำหรับแก้ปัญหากรณีเกิดอุบัติเหตุใต้น้ำ อุปสรรคในการทำงานคือระดับน้ำ สภาพอากาศ มีฝนตกลงมาตลอด มีปัญหาเรื่องระดับน้ำ เพราะถ้าน้ำปกติจะไม่มีปัญหา แต่เป็นน้ำโคลนที่เป็นอุปสรรคอย่างมาก

“ผมเองก็ติดตามอย่างต่อเนื่อง และจะไป จ.เชียงราย เยี่ยมลูกน้อง แม้จะมีอุปสรรค แต่เราไม่ได้ท้อถอย และพยายามทำต่อไป เราต้องช่วยให้ได้ เราทำเต็มที่ ไม่ได้พัก และเพิ่มเติมกำลังไปแล้ว ก็หวังว่าเราจะทำได้สำเร็จและช่วยทั้ง 13 คน ออกมาได้อย่างปลอดภัย” ผบ.ทร.กล่าว และว่าผลพวงจากครั้งนี้จะเป็นบทเรียนในเรื่องการทำงานและการฝึกของทหาร ควรมีแผนในการป้องกันภัย การกู้ภัย แม้เคยทำไว้แล้วหลายรูปแบบ แต่ควรจะเพิ่มเติมในเรื่องนี้ด้วย

ล่าสุด ในช่วงเย็นวานนี้ก็มีสัญญาณที่ดี การสูบน้ำในจุดซึ่งเป็นอุปสรรคของหน่วยซีลเริ่มทำได้แล้ว โดยตั้งเป้าลดระดับน้ำจากเพดานถ้ำลงประมาณ 30 ซม. เพื่อให้มีช่องอากาศสำหรับหายใจ สลับกับการใช้ถังออกซิเจนขนาดเล็ก เพราะจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่แคบไม่สามารถใช้ถังออกซิเจนขนาดใหญ่ได้ ทำให้การดำน้ำไปได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น คาดว่าระยะทางที่จะต้องดำน้ำไปยังจุดที่คาดว่า ผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนอยู่นั้นมีระยะทางประมาณ 1 กม.

ทั้งนี้ การสูบน้ำออกมาดังกล่าว ใช้วิธีติดตั้งเครื่องสูบน้ำบาดาล หรือ ซัมเมอร์ส 20 เครื่อง ดูดน้ำจากพื้นที่หาดพัทยามายังโถง 2 จากนั้นใช้เครื่องสูบน้ำแรงดันสูงอีก 8 เครื่อง สูบจากโถง 2 ออกมาภายนอกถ้ำอีกทอดหนึ่ง ซึ่งสามารถสูบน้ำออกมาได้นาทีละประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้านาทีละ 10 ลบ.ม. หากไม่มีฝนตกลงมาก็จะสามารถพร่องน้ำได้ภายใน 2 ชม. ซึ่งจะทำให้หน่วยซีลสามารถเข้าไปยังหาดพัทยาและค้นหาช่วยเหลือทั้ง 13 คนต่อไปได้

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า จะเดินทางลง พื้นที่ถ้ำหลวงอีกครั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ โดยยืนยันว่า ได้รับรายงานจากทหารหน่วยรบพิเศษที่พยายามโรยตัวเข้าโพรงถ้ำที่เชื่อว่าจะทะลุเข้าไปข้างในได้

ขณะที่ นิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 ก็บอกว่า ในวันที่ 28 มิ.ย.จะใช้โดรนพิเศษ 3 ลำ ซึ่งมีซูเปอร์คาเมรา หรือกล้องพิเศษเพื่อสำรวจว่ามีโพรงถ้ำที่จะผ่านเข้าไปได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน โรเบิร์ต ชาร์ลส์ ฮาร์เปอร์ ริชาร์ด วิลเลียม สแตนตัน และจอห์น โวลันเธ็น ผู้ชำนาญการดำน้ำในถ้ำจาก British Cave Rescue Council แห่งสหราชอาณาจักร ก็เดินทางถึงถ้ำหลวงแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 27 มิ.ย. เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือทั้ง 13 คนต่อไป