เลือกตั้งพ.ค.62 แนวโน้มที่พร้อมสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555800

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 16:46 น.

เลือกตั้งพ.ค.62 แนวโน้มที่พร้อมสุด

สำรวจความเห็นตัวแทนพรรคการเมืองหลังร่วมหารือกับคสช. ชี้การเลือกตั้งเกิดเดือนพ.ค.62 เป็นแนวโน้มที่พร้อมสุด

*****************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พอเห็นเค้าลางหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. อันประกอบไปด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง และรมว.กลาโหม วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รับผิดชอบด้านกฎหมาย รวมถึง ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เชิญตัวแทน 74 พรรคการเมือง มาร่วมกำหนดวันเลือกตั้ง ณ สโมสรกองทัพบก เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา

นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ภาพรวมถือเป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย และเริ่มรู้สึกว่าประเทศกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง เพราะประเด็นที่มีการเตรียมการไป โดยเฉพาะความขัดข้องต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง กกต. โดยที่ติดอยู่ คือ เจตนารมณ์ ของ คสช.และรัฐบาล

ขณะเดียวกัน วิษณุได้เอาประเด็นที่สอบถามกับทาง กกต. รวมทั้งได้หารือนอกรอบ และชี้ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่จะผ่อนคลาย โดยยืนยันว่าถ้าให้ปลดล็อกเลย จะทำเมื่อกฎหมาย 2 ฉบับหลังมีผลบังคับใช้แล้ว หมายถึงหลังจากประกาศในราชกิจจาฯ บวกกับ 90 วัน

ทว่า ที่เป็นเรื่องดี คือ จะมีการคลายล็อกช่วงเวลาใน 90 วัน ให้พรรคการเมืองสามารถจัดองค์ประชุมใหญ่ เพื่อกำหนดข้อบังคับ นโยบาย กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะทำให้ผ่อนคลายในการทำภารกิจการเมืองได้ โดยไม่สามารถหาเสียง หรือรณรงค์การเลือกตั้ง

“วันเลือกตั้งตามกฎหมาย รัฐบาลจะต้องประกาศกฤษฎีกาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อจากนั้น กกต. จะต้องไปพิจารณาวันเลือกตั้ง ต้องไม่เกิน 150 วัน และถ้านับเต็มระยะเวลา คือ อาทิตย์สุดท้ายของเดือน คือ วันที่ 24 ก.พ. ผมเห็นว่าเวลานั้นจะมีการเลือกตั้งสูงมาก เหตุผลเพราะทุกอย่างลงตัวหมด และตรงกับที่ท่านนายกฯ ได้พูดกับต่างประเทศ 2 ครั้ง ก่อนหน้านี้ และพล.อ.ประวิตร พูดมาก่อนหน้านี้ในประเทศ ว่าประมาณเดือนก.พ. ดังนั้น ก็ถือว่าเป็นไปได้มาก หรือาจจะบวกลบก็ได้”

ส่วนเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยอมรับว่ายังมีปัญหา เนื่องจากใช้กับระบบประธานาธิบดี อีกทั้ง เรื่องดังกล่าวไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ใส่ไปโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งยึดเอาตาม มาตรา 45 เรื่องการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แต่สถานการณ์ทั้งเรื่อง เวลา ความพร้อม และสมาชิกพรรค ยังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง

“ผมมองว่าถ้าจะทำกันจริงๆ พรรคชาติไทยพัฒนาก็ทำทัน เพราะเป็นพรรคเก่า แต่มีความเป็นห่วงสำหรับพรรคการเมืองใหม่ และพรรคการเมืองเล็ก จะทำกันลำบาก เลยอยากให้พิจารณา แต่เหมือนเป็นข่าวดี อ.วิษณุ เห็นประเด็นนี้ อาจมีทางออก คือ คลายไพรมารี่โหวตให้ทำระดับภาค 4 ภาค

ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ประเด็นการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค ถือว่ารับได้ และน่ามีความเหมาะสม ผมมองว่าดีและคงไว้ก่อน เมื่อบ้านเมืองพัฒนา ค่อยไปทำไพรมารี่จังหวัด และพัฒนาไปเป็นเขต หากให้ถอดหมดจะมีปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ขณะที่ อุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย สะท้อนผลการหารือดังกล่าวว่า หลังจากไปร่วมรับฟังคำบอกเล่าของวิษณุ ได้แบ่งโรดแมปเป็น 3 ขั้นตอน คือ 3 เดือนแรก เป็นขั้นตอนการรอโปรดเกล้าฯ 3 เดือนถัดมา เป็นการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และมีช่วงเวลาให้ทำงาน

อย่างไรก็ตาม และ 5 เดือนหลัง ช่วงเวลาสู่โหมดประกาศวันการเลือกตั้ง เมื่อนับออกมาการเลือกตั้งจะเริ่มต้นประมาณปลายเดือนวันที่ 24 ก.พ. 2562 ถือว่าอย่างเร็ว และนับเรื่อยไป 150 วัน ซึ่งไม่ควรเกินวันที่ 5 พ.ค. 2562 โดยการกำหนดแบบนี้ มันมีภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่รัฐบาลประกาศไว้ ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามถึงจะเกิดการเลือกตั้งหรือนับหนึ่งได้

“พรรคได้แย้งไปว่าโดยเฉพาะข้อที่ 5 ในเรื่องความสงบเรียบร้อยของสถานการณ์ทั่วประเทศภาพรวม คือ เกิดขึ้นโดยใคร อย่างไร แล้วเรามั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นความไม่สงบจริง หรือไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่สร้างขึ้น เพื่อเจตนาต้องการที่จะไม่มีเลือกตั้ง นี่คือหัวใจสำคัญ ซึ่ง 5 ข้อนี้จะทำให้โรดแมปนั้นบิดพลิ้วไม่เป็นไปตามนี้”

ทั้งนี้ พรรคเรียกร้องในที่ประชุม คือ 1.เห็นควรยกเลิกการใช้คำสั่งที่ 53/2560 ทันที ซึ่งหลายๆเสียงในที่ประชุมก็สนับสนุนไปทิศทางเดียวกัน 2.ยกเลิกการเก็บค่าสมาชิก โดยได้ยกตัวอย่าง เช่น ประชาธิปัตย์ พลังธรรม ก็เคยทำมาสุดท้ายล้มเหลว และ 3.การทำไพรมารี่โหวต โดยเฉพาะทำในระดับภาค เพราะเป็นการสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ

“ส่วนจะยกเว้นเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้มองว่าไม่เกี่ยว อะไรไม่ดีหรือสร้างความสับสนวุ่นวาย ก็ควรยกเลิก และพรรคไหนจะใช้ก็ไปกำหนดในระเบียบข้อบังคับพรรค ไม่ควรบังคับให้ทุกพรรคทำแบบนี้ ถ้าทำแบบนี้ผมคิดว่าหลายพรรคคงยุติการเมือง ซึ่งผมเองก็ต้องพิจารณาเหมือนกัน”

ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ปัญหาของพรรคการเมืองที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วมันเป็นอุปสรรค เนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ซึ่ง คสช. ก็รับทราบปัญหาเหล่านี้ และจากการรับฟัง ทาง คสช. เองก็ยอมรับ โดยพยายามแก้ไขข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ไพรมารี่โหวต การประชุมพรรค การหาสมาชิก แต่จะใช้กลไกอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวมองว่าวันนี้มีความชัดเจน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยรับได้ เพราะในที่สุดการเลือกตั้งอย่างช้าจะเกิดขึ้นกลางปีหน้า คือ เดือน พ.ค. 2562 ซึ่งเรื่องนี้พรรคย้ำมาตลอดว่าจะเป็นเดือน ก.พ. หรือ พ.ค. รับได้ ฉะนั้น วันนี้มันเป็นเรื่องที่ คสช. ยืนยันว่า จะเกิดขึ้นด้วยกลไกของมัน และห้วงเวลากฎหมาย

“สูตร 3-3-5 มันเป็นไปตามกฎหมายทั้งสิ้น มันคงไม่ดิ้นไปมากกว่านี้แล้ว เพราะฉะนั้น ความน่าจะเป็นของการเลือกตั้ง น่าจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือน พ.ค. 2562 แต่ผมว่าเลือกเดือน พ.ค. เลย เพราะไม่เกิน 146 วัน ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้อยู่ ช้าจากที่เคยพูดมาก่อนหน้านี้ พรรคไม่มีปัญหาอะไร”

ส่วนเหตุผลทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป มองว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นอาจจะเกิดขึ้นก่อน ในเดือนม.ค. หรือ ก.พ. และทำให้การเลือกตั้ง สส. ไปเป็นเดือนพ.ค. โดย กกต. ได้อธิบายว่าถ้ามีการเลือกตั้งสองอย่างแล้วห่างกัน 3 เดือน กกต. จะสามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี

อันตราย”พาราควอต” ภัยร้ายกลืนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555615

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 07:08 น.

อันตราย"พาราควอต" ภัยร้ายกลืนชีวิต

การสัมผัสสารพาราควอตมีผลเชื่อมโยงโอกาสเกิดโรคเนื้อเน่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่อีสานตอนบน ที่มีการใช้สารนี้อย่างเข้มข้น

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ประเด็นเรียกร้องขอให้มีการยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยเฉพาะ “พาราควอต” ที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มเกษตรกรปลูกพืชไร่ แม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติสวนทางไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ แต่ให้จำกัดการใช้แทน ขณะเดียวกันมีความเห็นจากหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยต่อมติดังกล่าว โดยมองว่าสารเหล่านี้ฆ่าชีวิตคนและทำลายสุขภาพสิ่งแวดล้อมแบบตายผ่อนส่ง จนไปสู่การชุมนุมเรียกร้องบริเวณทำเนียบรัฐบาลขอให้หยุดการใช้สารเคมีดังกล่าวโดยเร็ว

รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิเคราะห์ปัญหาและอันตรายของสารพาราควอตไว้อย่างน่าสนใจว่า สำหรับพาราควอตนั้นทุกคนเข้าใจดีว่าเป็นยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เวลาพ่นสารเคมีนี้ วัชพืชหรือส่วนสีเขียวของใบไม้จะทำให้พืชเหี่ยวเหลืองและตายทันที เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพดีมาก

“ปัญหาคือในระหว่างที่เราพ่นสารพาราควอตไม่ได้ลงที่หญ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังลงไปในดิน และถ้าเป็นดินใหม่ก็จะดูดซับพาราควอตได้ดี แต่กรณีของประเทศไทยพาราควอตถูกใช้มากกว่า 40 ปี เมื่อดินดูดซับสารเคมีเต็มที่มันก็ไม่มีการดูดซับจับไว้ พาราควอตที่ถูกพ่นใหม่จะล้นทะลักออกไป เวลาฝนตกสารเคมีพวกนี้จะไหลไปตามดินสู่ลำน้ำลำธาร”รศ.ดร.พวงรัตน์ ย้ำปัญหา

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีในส่วนของรากพืชที่ต้องดูดซับน้ำ ถ้าหากแหล่งน้ำบริเวณนั้นมีสารพาราควอตปนเปื้อนนั่นหมายความว่าจะมีสารพิษเข้าไปสะสมอยู่ที่พืชต่างๆ ยังกระทบไปถึงสัตว์น้ำที่หากินตามหน้าดินอย่างกุ้งและปลาตัวเล็ก จะได้รับสารพิษ และปลาใหญ่ชนิดอื่นกินปลาเล็กเป็นวงจรไปเรื่อยๆ

รศ.ดร.พวงรัตน์ ยังวิพากษ์อีกว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือประเทศใช้สารพาราควอตมานาน สอดคล้องกับงานวิจัยที่เคยลงพื้นที่ จ.น่าน พบว่าตรวจเจอสารพาราควอตในปลา ปู กบ ความน่ากลัวที่ตามมาหากเรานำสัตว์เหล่านี้ไปทำอาหารที่ปกติจุดเดือดอยู่ที่ประมาณ 100 องศา แต่สารพาราควอตจุดเดือดอยู่ที่ 300 องศา ฉะนั้นจะต้ม ผัด แกง ยังไงสารพาราควอตก็ยังตกค้างอยู่เช่นเดิม ก่อนเข้าสู่ร่างกายของผู้บริโภคต่อไป

“เรื่องสารพาราควอตไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่างเช่น ในพื้นที่ที่มีการใช้น้ำและสารเคมีจำนวนมาก สิ่งที่พบคือเกษตรกรและคนทั่วไปตัดหญ้าบริเวณพ่นยาทิ้งไว้ เมื่อถูกใบไม้บาดตามร่างกายจะเกิดอาการแผลพุพองแสบร้อนจนไปสู่แผลเนื้อเน่า หรือกรณีชาวนาปลูกข้าวข้างๆ นาอ้อย โดยนาอ้อยมีพื้นที่สูงกว่าเมื่อพ่นยาตัวนี้ไปจึงกระจายลงสู่นาข้าวที่เตี้ยกว่า สิ่งที่ตามชาวนาที่เข้ามาดูต้นข้าวมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่แผลจนกลายเป็นเนื้อเน่า” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยฯ ระบุ

รศ.ดร.พวงรัตน์ เสริมอีกว่า ในพื้นที่อีสานตอนบนนิยมปลูกอ้อยจำนวนมาก พบมีการใช้สารพาราควอตอย่างเข้มข้นแพร่หลาย ส่งผลให้เฉลี่ยต่อปีต้องมีคนถูกตัดขาหลายคนทุกปี และมีสถิติเกิดโรคเนื้อเน่าจำนวนมาก อย่างเช่น จ.หนองบัวลำภู ประมาณ 47 คน/ประชากร 1 แสนคน ถ้าหากพื้นที่ทั่วไปเฉลี่ยอยู่ประมาณ 21 คน/ประชากร 1 แสนคน

เช่นเดียวกับผลกระทบหากมีการสัมผัสสารเหล่านี้มีผลเชื่อมโยงโอกาสเกิดโรคเนื้อเน่า ซึ่งเป็นข้อมูลจากการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค และตอนนี้เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวขึ้นทั่วอีสานตอนบน ทั้งหมดไม่ใช่การสัมผัสสารพาราควอตโดยตรง แต่เพียงแค่มาจากดิน น้ำ สัตว์ พืชที่มีสารเคมีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อไขข้อข้องใจว่าทำไมชาวบ้านและเกษตรกรถึงมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก รศ.ดร.พวงรัตน์ เปิดเผยว่า ชาวบ้านและเกษตรกรมีการใช้สารพาราควอต 4 เท่าถึง 8 เท่าซึ่งสูงกว่าค่ากำหนด เนื่องจากพ่นฆ่าหญ้าพืชครั้งเดียวไม่ตายจึงต้องเพิ่มความเข้มข้นพาราควอตเข้าไป เพื่อให้หญ้าตาย

แล้วทำไมชาวบ้านเกษตรกรถึงใช้สารเคมีจำนวนมาก รศ.ดร.พวงรัตน์ เฉลยคำตอบว่า ในพื้นที่อีสานมีเกษตรกร 2 กลุ่ม 1.เจ้าของแปลงพืช 2.มือปืนรับจ้างพ่นหญ้า โดยเฉพาะมือปืนผู้รับจ้างพ่นหญ้าถ้าไม่สามารถกำจัดหญ้าที่ดื้อยาให้หมดภายในครั้งเดียว นอกจากไม่ได้ค่าจ้างยังถูกยึดเงินประกันอีก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้อยู่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการเพิ่มสารพาราควอต 4 เท่า 8 เท่า สุดท้ายไปตกค้างในดิน น้ำ พืช ร่างกายมนุษย์

ถึงเวลาที่ต้องมีการกระจายองค์ความรู้ต่อการขจัดวัชพืชต่างๆ ที่ไม่ใช้สารเคมี ถึงแม้จะมีการเรียกร้องให้ยกเลิกใช้และนำเข้าสารพาราควอต หรือสารตัวอื่นก็ตาม แต่เชื่อว่าสุดท้ายก็ยังนำเข้าสารเคมีที่มีคุณสมบัติเหมือนพาราควอตเข้ามาใช้เช่นเดิมกลายเป็นวงจรเช่นนี้ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อและยี่ห้อเท่านั้น

เชื่อมโยงได้กับทุกพรรค สร้าง”รปช.”ให้เป็นต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555508

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 10:59 น.

เชื่อมโยงได้กับทุกพรรค สร้าง"รปช."ให้เป็นต้นแบบ

เปิดใจ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ว่าที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย กับทิศทางของพรรคและบทบาทของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นให้เกิดคำถาม หลังจาก“เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตัดสินใจกระโดดกลับเข้าสู่สนามการเมือง ภายใต้สังกัด “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หรือ รปช. ซึ่งมีมวลชนอย่าง กปปส. คอยให้การสนับสนุน

เอนก ว่าที่หัวหน้าพรรค รปช. เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” โดยยอมรับว่า “ถูกทาบทามเข้ามาในฐานะผู้ก่อตั้งพรรค ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วย แต่ไม่ใช่คุยกับคุณสุเทพคนเดียว และคุยกันหลายรอบก่อนตัดสินใจ มาทำ รปช. ให้เป็นพรรคคุณภาพใหม่ในหลายๆเรื่อง และสามารถทำงานร่วมกับพรรคการเมืองอื่นอย่างกว้างขวาง” เสียงหนักแน่น

“ผมคิดว่า การที่ผมมาทำ รปช. ก็ยังเชื่อมโยงได้กับทุกพรรค แต่อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าจะไปเป็นรัฐบาลแห่งชาติ เรายังไม่รู้สถานการณ์ข้างหน้า แต่ท่าทีพื้นฐานของพรรคการเมือง ไม่ใช่เฉพาะ รปช.ของทุกๆ พรรค เป็นท่าทีหลวมๆ หน่อย ไม่ใช่ท่าทีเคร่งขรึม ตึง อย่าไปเอาอดีตมากำหนดปัจจุบันและอนาคตจนเกินไป และอย่าไปตั้งคำถามเก่าๆ ตอบแบบเก่าๆ แล้วมันก็จะวนไปแบบเก่า”

ทั้งนี้ เชื่อว่าแนวร่วม กปปส. คงไม่ได้มองว่าการมาตั้งพรรค รปช. จะเป็นการเปลี่ยนจุดยืนอะไร หลังจากได้คุยกับชาว กปปส. อยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งในต่างจังหวัด แต่ก็ต้องอธิบาย เนื่องจากเป็นภารกิจแต่ละช่วง ทว่า ตรงนี้จะมีส่วนสร้างพรรค ให้เป็นทรานส์ฟอร์มที่สุด เช่น ตอนนี้ยังไม่มีหัวหน้า หรือเลขาฯ พรรค

“แม้หลายคนพูดว่า ผมจะได้เป็นหัวหน้าแน่ แต่ก็รับฟังด้วยอาการเฉยๆ ตอนเราทำแบบนี้ จะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นอะไร แล้วแต่มวลสมาชิกผู้ก่อตั้ง สมมติเขามอบให้ผมเป็นหัวหน้าพรรค ก็น้อมรับ แต่พรรคนี้จะไม่มีหัวหน้าที่อยู่ในตำแหน่งนาน”

อย่างไรก็ดี จากการพูดคุยกับผู้ร่วมก่อตั้งพรรคส่วนใหญ่เห็นพ้อง คือ ให้หัวหน้าและเลขาฯ พรรค มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี แล้วสลับให้คนอื่นขึ้นมา ขณะเดียวกันอีกประมาณ 1 เดือน จะเห็นหน้าตาของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นชุดชั่วคราว 9 คน เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

“จุดที่พูดไปทั้งหมด เราเน้นที่ผู้ก่อตั้ง ซึ่งตรงนี้ก็หลายร้อยแล้ว และเมื่อมี 500 คน เราก็จะมีสมาชิก เสร็จแล้วเราถึงมาใช้วิจารณญาณกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้กรรมการบริหารพรรค 9 คน รวมถึงหัวหน้าและเลขาพรรคฯ ก็จะได้รับความไว้วางใจจากมวลสมาชิก จากนั้นเราจะมีกรรมการวินัยและจริยธรรม ซึ่งมาจากการเลือกขอสมาชิก เพื่อสอดส่อง ตรวจสอบ ตัดสิน กรณีที่กรรมการบริหารพรรคเราทำผิด หรือมีจุดบกพร่อง แม้กระทั่ง สส. หรือรัฐมนตรีของเรา”

เอนกชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองแทบไม่ได้รับผิดชอบคนของตัวเอง ต้องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดูแลตรวจสอบ ดังนั้น จำเป็นต้องมีกลไกภายในพรรค ซึ่งธรรมาภิบาลต้องเริ่มที่พรรค ดังนั้น คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีใครผูกขาดการนำภายในพรรค

นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดทำโรงเรียนพรรคการเมือง และที่มาสมัครเป็นผู้ก่อตั้ง รปช. ก็เพื่อมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพรรคการเมือง เพราะเป็นอีกทางในการนำทางความคิด จิตวิญญาณ ความรู้ โดยสมาชิกพรรครวมถึงผู้ก่อตั้งก็ต้องเข้าโรงเรียนพรรคการเมืองนี้ด้วย ซึ่งใกล้เคียงกับที่ทำให้ กกต.ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมือง

“ผมจะทำสถาบันวิทยาการพรรคการเมือง คิดเอาไว้ รัฐมนตรี หรือ สส.ของพรรค ต้องผ่านหลักสูตรนี้ ไม่ใช่เข้าไปนั่งเล่นๆ แล้วจบหลักสูตร ต้องสอบด้วย ซึ่งถ้าทำได้มันดีกับทุกพรรค แต่มันยาก ไม่รู้จะเอาหรือไม่ แต่ รปช. ผู้ก่อตั้งล้วนเอาด้วย เพื่อทำให้ทักษะ ความเข้าใจ ของคนในพรรค มันไม่ห่างกันมาก”

เอนกยอมรับการทำพรรคการเมืองรอบนี้แตกต่างจากสมัยทำพรรคมหาชน เพราะตอนนั้นรู้ว่าใครมาเป็นหัวหน้า ใครเป็นเจ้าของ เป็นเลขาฯ แต่ครั้งนี้แล้วแต่สมาชิกเลือก ส่วนตัวยังมั่นคงจะให้เป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรต้องมาผิดหวังหรือสมหวัง เพราะเป็นการทำตามภาระหน้าที่

สำหรับบทบาทของสุเทพ อเนกยืนยันว่า มาในฐานะผู้ช่วยหรือโค้ชให้กับ รปช. จากนั้นค่อยๆ ห่างออกไปเมื่อพรรคแข็งแรง และคงไม่กลับมาเล่นการเมืองอีก ไม่ว่ารองนายกฯ หรือรัฐมนตรี เขาอยากมีชีวิตสงบ สันติ อันนี้เป็นภารกิจท้ายๆ ในชีวิตที่จะทำ คือ สร้างพรรคการเมืองที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้น

“ไม่ใช่เขาเพิ่งมาคิด เพราะระหว่างที่เขาชุมนุม ผมก็ฟังจากหลายคน คุณสุเทพคิดเรื่องพรรคแบบนี้มาตั้งแต่ตอนชุมนุมแล้ว หลายอย่างเป็นการวิจารณ์พรรคการเมืองทั้งหลายที่มีมา ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง และคิดว่าจะต้องมีพรรคการเมืองแบบนี้ขึ้นมา ผมก็มาแปลกใจ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูป กับสิ่งที่ กปปส. นักเคลื่อนไหวต่อสู้ และแม้บางคนไม่ได้เป็น กปปส. อาจจะเป็น 14 ตุลาฯ พฤษภาฯ 35 เขาก็คิดคล้ายกับเรา ผมคิดว่าถึงเวลาการเมืองไทย เราคิดแตกตัว สุกใส เปลี่ยนแปลงคุณภาพขึ้น ก็ถือว่าดี”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสุเทพคงไม่กลับไปสู่การเมืองข้างถนนอีก เพราะมันถึงควรแก่เวลาบ้านเมืองต้องสงบ สันติ ซึ่งคนใน กปปส. เปลี่ยนวิธีคิดมาได้เรื่อยๆ ที่พูด คือ เป็นนิมิตหมายดี ที่คนจำนวนหนึ่งเปลี่ยนความคิด พัฒนาทฤษฎีขึ้นมา แล้วก็เสนออะไรใหม่ๆ ให้แก่บ้านเมือง ดังนั้น ถ้าจะมีประชาธิปไตยก็ควรเริ่มจากพรรค และให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ได้เป็นเจ้าของพรรคจริงๆ เพื่อให้นักการเมืองพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมา

แม้มีหลายฝ่ายมองโครงสร้าง รปช. ไม่ต่างจากพรรคการเมืองในอดีต อาทิ พลังธรรม ประชาธิปัตย์ ซึ่งเกิดจากการชุมนุมมาก่อน แต่คิดว่าความพยายามส่วนบุคคลสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของบ้านเมืองด้วย และคิดว่ามาถึงตอนนี้สถานการณ์บ้านเมือง คนจำนวนมากเชื่อว่า มันจะต้องอะไรใหม่ๆ ตอบคำถามใหม่ มีภารกิจใหม่ๆ จะปล่อยให้นักการเมือง พรรคการเมือง ให้กลับไปเป็นอย่างเดิมไม่ได้

“เชื่อว่าเราจะได้รับการสนับสนุน เพราะเท่าที่เราเห็นผู้ก่อตั้งจำนวนมาก เมื่อชวนเขาก็ต้องจ่ายให้เราคนละ 5 หมื่นบาท เป็นทุนประเดิม ซึ่งก็แปลกใจมีคนเอาเยอะ สมาชิกทั่วไป 365 บาท ประเด็นคือ พรรคดีๆ ไม่มีฟรี ไม่มีขาย พรรคดีๆ ต้องมาช่วยกันทำ ช่วยกันเสียสละแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ ทำให้การมีส่วนร่วมก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง 5 หมื่นบาท เป็นไปตามกฎหมาย แต่ที่ไม่เอา 1,000 บาท เพราะเราอยากได้ความจริงจัง ส่วนคนไม่ถึง 5 หมื่น ก็เป็นสมาชิก แต่ถ้าคนไหนดีก็ให้บทบาทอยู่”

สมมติว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ เอนกบอกด้วยความมุ่งมั่น อยากเห็นรัฐบาลมีความมั่นคง และดึงฝ่ายค้านมาร่วมในกิจการรัฐบาลให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่เพียงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้ฝ่ายค้านมาช่วยคิด ท้วงติง ตรวจสอบ กลั่นกรอง หรือรัฐบาลอยากทำอะไรมาเล่าให้ฝ่ายค้านฟัง แล้วฝ่ายค้านจะช่วยได้อย่างไร แต่ทำได้อย่างไรก็ต้องค่อยๆ ว่ากัน ตอนนี้ต้องสร้างทัศนะพื้นฐานให้แก่พรรคตัวเอง แล้วของพรรคอื่นๆ ด้วย ในการเข้ามารับภารกิจใหม่ๆ จะกลับไปเป็นขั้ว ฝ่ายอีก คงลำบาก

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว เอนกบอกว่า ต้องไม่ลืมเรื่องของปากท้องประชาชน หรือเศรษฐกิจครัวเรือน จะมองเศรษฐกิจระดับมหภาคเท่านั้นไม่ได้ ทำอย่างไรให้เงินไปอยู่กับคนระดับกลางและล่างให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ คิดว่าประชาชนต้องการความหวัง

เอนกบอกสิ่งที่อยากเห็นที่สุด คือ สปิริตทางการเมือง ในการร่วมแรงร่วมใจกันให้มากที่สุด เหมือนยุโรป อาทิ ออสเตรีย อิตาลี เยอรมนี พยายามทำให้เกิดแนวร่วมที่กว้างขวางที่สุด เพราะว่าไม่สามารถทิ้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ออกไปได้ง่ายๆ และเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความเป็นไปได้ การเมืองไม่ใช่ศาสตร์ที่มีเฉพาะความขัดแย้ง

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค รปช. จะได้ที่นั่งเท่าไรในรัฐบาลนั้น ให้ประเมินไปก็เท่านั้น แต่ส่วนตัวตั้งใจไว้ประมาณ 20 ขึ้น หากได้รับความร่วมมือจากผู้เคยสนับสนุน กปปส.สักจำนวนหนึ่ง และเรื่องภาพซ้อนระหว่าง กปปส.กับประชาธิปัตย์ จะมีผลหรือไม่ ก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้กลับมาอีกหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสังคมตัดสินเช่นกัน

เอนก ในฐานะผู้มากประสบการณ์ทางการเมือง มองการเมืองไทยที่ผ่านมาเป็นระบบไฮบริด และคนไทยส่วนใหญ่รับได้ทั้งสองระบบ คือ บางครั้งใช้ระบบเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และบางครั้งก็หันไปหาการยึดอำนาจ ให้ทหารดูแลบ้านเมืองแล้วร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าดูแบบนี้มันจะงงบ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามาได้อย่างไร

“คำตอบของผมท่ามกลางความปั่นป่วน สับสน และความไม่ต่อเนื่อง แต่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยั่งยืนต่อเนื่อง เป็นศูนย์รวมใจของคนมาก ฉะนั้น ถ้าเป็นการเมืองที่เห็นด้วยสายตา จะรู้สึกว่าไม่มีอนาคต ไม่มีความหวัง หวั่นวิตกว่าจะซ้ำรอยอีก ในใจผมก็หวังไม่อยากให้เป็นไฮบริด มีแต่ระบบรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน

กับอีกอย่างคิดว่า น้อมรับพระราชปรีชาญาณ พระบรมราชวินิจฉัย อะไรต่างๆ นำมาใช้เป็นหลักชัยในการนำพาประเทศด้วย ถ้าไปถึงขั้นนั้น เราไม่เรียกว่าบ้านเมือง แต่เราจะเรียกว่าแผ่นดิน ผมคิดว่าทำอย่างไรให้สองเรื่องเข้าหากันได้มากที่สุด เป็นพลเมืองและพสกนิกร เป็นนักการเมือง เป็นพสกนิกร ของพระเจ้าอยู่หัวที่รู้รักสามัคคีกันให้มากที่สุด เวลาขัดแย้งทำอะไรไม่ได้ แล้วพึ่งพระบารมีให้มาก โดยไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท”

เช็กแถวเพื่อไทย ย้ายชัวร์หรือมั่วนิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555495

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 07:53 น.

เช็กแถวเพื่อไทย ย้ายชัวร์หรือมั่วนิ่ม

วันนี้สถานการณ์ก่อนเลือกตั้งเปลี่ยนไป เมื่อ “เพื่อไทย” ที่ในอดีตใครต่อใครพากันย้ายเข้ามา เริ่มมีอดีตสมาชิกประกาศย้ายไป “พลังประชารัฐ” ​ต่อเนื่อง

**************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณอีกครั้ง บรรยากาศแบบเดิมๆ ย้อนวนกลับมา ทั้งการดูด การซื้อตัว การย้ายพรรค การปล่อยข่าวสร้างราคาเพื่อต่อรองของมุ้งต่างๆ มาเป็นระลอก ก่อนช่วงตลาดเปิดจนฝุ่นตลบคละคลุ้ง

ในวันที่สถานการณ์เปลี่ยน “เพื่อไทย” จากอดีตอันรุ่งโรจน์ที่ใครต่อใครพากันย้ายเข้ามาต่อแถวรอเข้าบัญชีหนึ่งบัญชีสอง วันนี้หลายกลุ่มเริ่มประกาศความชัดเจนเตรียมย้ายไป “พลังประชารัฐ” ​

กำลังหลักที่เป็นกลไกขับเคลื่อนทาบทาม สส.เพื่อไทย ให้ย้ายไปพลังประชารัฐ คือ “กลุ่มสามมิตร”​ อันประกอบด้วย สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ภิรมย์ พลวิเศษ อดีต สส.นครราชสีมา ปี 2550 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า อดีต สส.-สว.จากหลายพรรคแจ้งจะย้ายเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐรวมเกือบ 60 คน ทั้งจาก อุบลราชธานี เลย ลพบุรี นครปฐม เพชรบูรณ์ นครราชสีมา

ทั้งนี้ ได้มีการปล่อยรายชื่อกันออกมา ประกอบด้วย ยรรยง ร่วมพัฒ นา อดีต สส.สุรินทร์ ปัญญา ศรีปัญญา อดีตสส.ขอนแก่น วิเชียร อุดมศักดิ์ อดีต สส.อำนาจเจริญ ชัยศรี กีฬา อดีต สส.อำนาจเจริญ ว่าที่ พ.ต.สรชาติ สุวรรณพรหม อดีต สส.หนองบัวลำภู สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม อมรเทพ สมหมาย อดีตสส.ศรีสะเกษ กล่ำคาน ปาทาน อดีต สส.ศรีสะเกษ เกษม มาลัยศรี อดีต สส.ร้อยเอ็ด สมคิด บาลไธสง อดีต สส.หนองคาย อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพย์สิทธิ์ อดีต สส.นครพนม วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง อดีต สส.กาฬสินธุ์

ยุทธพงษ์ แสงสี อดีต สส.บึงกาฬ วิสันต์ เดชเสน อดีต สส.ยโสธร พิทยา บุญเฉลียว อดีต สส.ศรีสะเกษ ประสงค์ สีลวัฒน์ อดีต สส.ขอนแก่น นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล อดีต สส.อุดรธานี วิชัย สามิตร อดีต สส.หนองบัวลำภู ร.ต.วัฒนา แก้วศิริ อดีต สส.ชัยภูมิ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต สส.ขอนแก่น

อดีต สส.นครราชสีมา มี ภิรมย์ พลวิเศษ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ วิรัช ทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ อัสนี ลินดาเชิดชัย บุตรชายและสะใภ้ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา

ภาคเหนือ ประกอบด้วย บัวสอน ประชามอญ อดีต สส.เชียงราย ปัญญา จีนาคำ อดีต สส.แม่ฮ่องสอน สันติตันสุหัชอดีต สส.เชียงใหม่ โสภณ โกชุม อดีต สส.เชียงใหม่ ทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต สส.นครสวรรค์ และอนันต์ ผลอำนวย อดีต สส.กำแพงเพชร

อย่างไรก็ตาม “ภูมิธรรม เวชยชัย”รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทยบอกว่า เมื่อดูรายชื่อดังกล่าวส่วนใหญ่พบว่าเป็นอดีต สส.ตั้งแต่ครั้งสมัยเป็นพรรคไทยรักไทย บางคนก็สอบตกปี 2550 และ 2554 ซึ่งไม่ได้เข้ามาทำกิจกรรมของพรรคและบางส่วนย้ายไปอยู่พรรคอื่นๆ แล้ว

“ที่บอกว่าเพื่อไทยย้ายค่าย พรรคแตกแล้ว เป็นการตีขลุมเพื่อสร้างภาพให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยย้ายหนี โดยหวังจะทำให้อดีต สส.ของพรรคหวั่นไหว แต่ถึงนาทีนี้ไม่มีใครหวั่นไหวอะไร รายชื่อที่ออกมาเอามาขึงกันดูก็ได้ว่ามีเพื่อไทยจริงๆ น้อยมาก” ภูมิธรรม ระบุ

อย่างไรก็ตาม ถึงเวลานี้อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ในปี 2554 ที่จะย้ายชัดเจนแล้ว “ภูมิธรรม” มีเพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่มอดีต สส.เลย นำโดย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข​ อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยา และ วันชัย บุษบา ซึ่งขณะนี้มีคนมาสมัครลงแข่งแทนจำนวนมากส่วนพื้นที่อื่นยังไม่มีใครมาแจ้งความประสงค์จะลาออก แต่ได้เตรียมรับมือไว้แล้วทุกเขตหากมีคนลาออกไป

แม้ “ภูมิธรรม” ยืนยันว่า จะมีอดีต สส.ย้ายชัดเจนเพียงกลุ่มอดีตรัฐมนตรีปรีชา อดีต สส.เลยทีเดียว แต่มีรายงานว่ายังมีอีกหลายพื้นที่จะลาออก อาทิ กลุ่มอุบลราชธานี ที่เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มเกรียง กัลป์ตินันท์ ทำให้ สุพล ฟองงาม สุทธิชัย จรูญเนตร และ เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ บุตรชาย อดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทยย้ายไปลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ นั้น ภูมิธรรม บอกว่าพื้นที่จ.อุบลราชธานี มีหลายกลุ่ม แต่จนถึงวันนี้ “สุพล” ยังไม่ได้มาลาออก

นอกจากนี้ ยังพื้นที่ โคราช ​ทั้ง วิรัช-ทัศนียา รัตนเศรษฐ และ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา พลพีร์ สุวรรณฉวี ​รวมทั้ง อัศนี ​ลินดา เชิดชัย อดีต สส.เพื่อไทย ลูกสะใภ้เจ๊เกียว นอกจากนี้ยังมี สมคิด บาลไธสง อดีต สส.หนองคาย

ในขณะที่ ภาคเหนือ มีกลุ่ม “บูรณุปกรณ์” ที่ล่าสุด “บุญเลิศ” ได้ตำแหน่งนายกฯ อบจ.เชียงใหม่ คืน โดยมีสัญญาใจจะย้ายค่ายไปอยู่พลังประชารัฐ โดยให้หลานสาว “ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ย้ายจากเพื่อไทย

สำหรับพื้นที่ภาคกลาง นอกจากพื้นที่นครปฐมของตระกูลสะสมทรัพย์ ประกอบด้วย เผดิมชัย ไชยยศไ ชยา และอนุชา สะสมทรัพย์

ปิดท้ายพื้นที่ชายแดนภาคใต้กลุ่มวาดะห์ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีต สส.ยะลา จะย้ายลงในนามพรรคประชาชาติ

ทั้งหมดต้องรอดูความชัดเจนในช่วงโค้งสุดท้ายกันอีกครั้งว่าใครจะอยู่ใครจะไป

ปลดล็อก พรบ.ป่าไม้ปั้นป่าศก.-เงินออมยามเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555365

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 08:15 น.

ปลดล็อก พรบ.ป่าไม้ปั้นป่าศก.-เงินออมยามเกษียณ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เป็นอีกความหวังของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เมื่อรัฐบาลปัจจุบันกำลังจะปลดล็อกเปิดทางให้เกษตรชาวบ้านสามารถปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตัวเองโดยไม่ผิดกฎหมาย โดยเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือ “กฎหมายการปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์”

ไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ที่ชาวบ้านสามารถปลูกในพื้นที่ตัวเองได้หากแก้กฎหมายสำเร็จ ประกอบด้วย ไม้สัก ยาง ชิงชัง เก็ดแดง อีเม่ง พะยูงแกลบ กระพี้ แดงจี ขะยุง กระซิก กระซิบ พะยูง หมากพลู-ตั๊กแตน กระพี้เขาควาย เก็ดดำ อีเฒ่า และเก็ดเขาควาย

รัฐบาลเชื่อว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อเอกชนและชุมชนที่เข้ามาลงทุนทำไม้ทางเศรษฐกิจ ให้ได้รับความสะดวกในการตัดไม้มากขึ้น เพราะเดิมทีกฎหมายป่าไม้ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2484 ซึ่งใช้มาร่วม 70 ปี เป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะห้ามตัดไม้หวงห้ามบางชนิด แม้จะอยู่ในที่ดินส่วนบุคคลก็ไม่สามารถตัดได้ นับเป็นปัญหาต่อประชาชน โดยเฉพาะ ผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการทำไม้

ชนะชัย เสือเพ็ง ผู้ก่อตั้งชมรมเกษตรกรผู้ปลูกไม้พะยูงแห่งประเทศไทยกว่า 20 ปี คลุกคลีทำป่าสวนเศรษฐกิจในประเทศไทย ให้ความเห็นว่านับเป็นเรื่องที่ดีมาก หากรัฐบาลปลดล็อก พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เพราะกรณีของไม้ประเภท ก.ทุกชนิด เช่น ไม้สัก ยาง พะยูง ชิงชัน ฯลฯ ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองสูง ที่สำคัญตลาดโลกมีความต้องการสูงมาก แต่เดิมที่มีการปิดล็อกไว้ทำให้การป้อนเครื่องไม้เหล่านี้สู่อุตสาหกรรมเครื่องเรือนทำได้ยาก

“ประเทศไทยมีภูมิประเทศเอื้อต่อการเจริญเติบโตของไม้เหล่านี้ เพราะว่าโซนนี้อยู่ในเขตร้อนชื้น จึงได้ไม้ที่มีคุณภาพดีมาก ส่วนการผลิตไม้ป้อนสู่อุตสาหกรรมเครื่องเรือนในทวีปต่างๆ ทั่วโลกไม่สามารถทำได้ดีเท่าประเทศไทย ดังนั้น ถ้ามีการปลดล็อกกฎหมายนี้จริง เรื่องการซื้อขาย ตัด ชัก ลาก แปรรูปต่างๆ จะนำรายได้เข้าประเทศมหาศาล ซึ่งการดำเนินการปลดล็อกต้องชัดเจน เนื่องจากไม้ป่ากับไม้บ้านมันแยกไม่ออกว่าอันไหนมาจากป่า และอันไหนมาจากสวนป่าเศรษฐกิจ จึงต้องมีกติกาชัดเจนว่าสามารถสร้างสวนป่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่ใครปลูกใครขายก็ได้ไม่อย่างนั้นไม้ป่าไม้บ้านปนกัน” ผู้ก่อตั้งชมรมฯ กล่าว

ชนะชัย ยังเล่าว่า ถ้าเป็นไม้ประเภท ก. ตามกฎหมายถือว่าไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ตรงนี้จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ค่อนข้างสูง เช่น เมื่อมีการปลูกต้นไม้ในที่ดินแล้วเข้าสู่กระบวนการนิติกรรมทางกฎหมาย ทำให้เอกสารชัดเจน ซึ่งการทำเอกสารต้องมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก มิฉะนั้นคนจะเบื่อหน่าย ดังนั้น เมื่อไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน ศักดิ์และสิทธิของต้นไม้เหล่านี้เท่ากับทรัพย์สิน 1 ชิ้น บนที่ดินแปลงนั้น หรือการไปขอสินเชื่อกับธนาคารแล้วมีการประเมินราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และต้องมีการประเมินราคาต้นไม้ด้วย จึงไม่แปลกว่าจะเทียบเท่ากับอสังหาริมทรัพย์ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่ปลูกบนที่ดิน ซึ่งไม่ใช่ไม้ประเภท ก. จะประเมินราคาเป็นที่ดินเปล่าทันที

นอกจากนี้ ประชาชนยังมีทรัพย์สินไปแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในอนาคตได้ เพราะมีมูลค่าในตัวเอง อีกทั้งยังกลายเป็นเงินเก็บให้กับเกษตรกรในบั้นปลายชีวิต มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่แล้วไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญไว้ใช้ เมื่อสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อย่างน้อยต้นไม้เหล่านี้ก็เป็นเงินออมได้ในอนาคต ทั้งยังเป็นมรดกสู่ลูกหลาน และทำให้คนหันมาปลูกต้นไม้กันเพิ่มมากขึ้นสร้างผลดีต่อป่าสภาพแวดล้อมอีกด้วย แต่ทางภาครัฐจะต้องจัดหาช่องทางตลาดการค้าไม้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ปลูกแล้วไม่มีช่องทางจำหน่ายต่อไป และต้องไม่ซื้อขายภายในประเทศเท่านั้น เนื่องจากราคาอาจไม่สูง ควรส่งเสริมเปิดตลาดสากลส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย

ผู้ก่อตั้งชมรมเกษตรกรผู้ปลูกไม้พะยูง ได้ยกตัวอย่างราคาต้นพะยูงว่า ราคาปี 2556 ราคาพะยูงไทยติดอันดับ 4 ของโลก อันดับที่ 1 ต้นพะยูงสายพันธุ์เวียดนามขนาดต้น 1 ลูกบาศก์เมตร ซื้อขายราคา 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับที่ 2 ต้นพะยูงสายพันธุ์ไหลหลำ หรือประดู่ลาย ขนาดต้น 1 ลูกบาศก์เมตร ซื้อขายราคา 1.5 ล้านดอลลาร์ อันดับที่ 3 ต้นพะยูง สายพันธุ์อินเดีย ขนาดต้น 1 ลูกบาศก์เมตร ซื้อขายราคา 3.5 แสนดอลลาร์ และอันดับที่ 4 ต้นพะยูง สายพันธุ์สยามโรสวูด ขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร ซื้อขายราคา 9.5-1.2 แสนดอลลาร์ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีการลักลอบตัดไม้เอาชีวิตมาทิ้งไว้

แม้ราคาไม้พะยูงจะอยู่อันดับที่ 4 หากมีการเข้าสู่ตลาดสากลอย่างเต็มรูปแบบ รายได้จะเข้าสู่ประเทศไทยมากขนาดไหน เพราะทวีปอื่นๆ ไม่สามารถปลูกไม้ประเภทนี้ได้ ดังนั้น ประเทศไทยและเพื่อนบ้านจะเป็นแหล่งป้อนเครื่องไม้สู่อุตสาหกรรมเครื่องเรือนอย่างเต็มรูปแบบสู่ตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในหลายประเทศยังไม่มีการปลดล็อกเรื่องนี้อย่างเต็มรูปแบบ หากเราชิงปลดล็อกก่อนจะเป็นโอกาสดีไม่น้อยในการสร้างรายได้จำนวนมหาศาลเข้าสู่ประเทศไทย

เหลื่อมล้ำเรื้อรัง รัฐแก้จริงแค่ไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555272

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 08:53 น.

เหลื่อมล้ำเรื้อรัง รัฐแก้จริงแค่ไหน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา Direk Talk ความขัดแย้งและสันติภาพ นโยบายรัฐ และประชาธิปไตย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 ณ ห้อง ร.103 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปริศนาความเหลื่อมล้ำ” ว่า จากการศึกษามาตลอด 30 ปี และหากได้อ่านงานต่างๆ ที่อภิปรายในระดับโลก นักเศรษฐศาสตร์มองเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจชะงัก

ทั้งนี้ ช่วง 30 ปีที่ผ่านมาในหลายประเทศได้เผชิญกับเรื่องนี้แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาและจีน จนหันมาศึกษาเพื่อวิจัยทางออกเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบ โดยนักวิชาการฝรั่งเศสได้สรุปว่าความเหลื่อมล้ำทั่วโลกจะเจริญต่อไปและเลวร้ายลงเรื่อยๆ กลายเป็นสภาพปกติ

“ศตวรรษที่ 20 ความเหลื่อมล้ำลดลงได้อันเนื่องจากผลสงครามโลก 2 ครั้ง ทำลายความมั่งคั่งของผู้ร่ำรวยลง แต่เมื่อแนวคิดเสรีนิยมใหม่เสนอให้รัฐบาลเอื้อต่อกลุ่มผู้เป็นเจ้าของทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน ความเหลื่อมล้ำเชื่อมกับโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย จนในที่สุดไม่มีใครกำไรเสียหมด”

อย่างไรก็ดี ประเทศมีความเหลื่อมล้ำสูงส่งผลให้เศรษฐกิจยิ่งโตช้าลง สังคมขาดความเชื่อมั่น ใช้นโยบายอะไรสังคมก็ขัดแย้ง เมื่อสังคมได้มาถึงจุดวิกฤต ไม่แฟร์ ความรู้สึกนี้ขยายวงไปมากขึ้นๆ ความต่างเป็นปัจจัยหนึ่งที่ได้รับผลตอบแทนแตกต่างกัน เว้นแต่นักอุดมคติเท่านั้น ที่เชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันหมด

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังก่อรัฐประหารได้ชูความเหลื่อมล้ำ คือ ปัญหาใหญ่ของประเทศและเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นที่รัฐบาลต้องแก้ไข โดยชี้นำผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว แต่เมื่อความวุ่นวายจางหายเรื่องนี้จึงหลุดความสนใจ ไม่มีนโยบายใหม่เพื่อให้หลุดปัญหา

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและการปฏิรูปประเทศได้ทำ 2-3 เรื่อง ให้มีผลต่อความเหลื่อมล้ำ 1.ภาษีมรดก 2.บัตรคนจน และ 3.เห็นชอบกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศลดเหลื่อมล้ำ แต่กลับคุกคามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนักวิจัยชี้ว่าลดความเหลื่อมล้ำได้ผลและควรปรับปรุงให้ดีขึ้น

“ภายใต้สภาพการเมืองและนโยบายไม่อาจคาดหวังให้ลดความเหลื่อมล้ำได้ในอนาคตของประเทศไทย และจากงานวิจัยในประเทศยุโรปชี้ว่าความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นรอบ 20 ปี จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในเรื่องทรัพย์สิน การศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาจากกลุ่มสมาชิก โออีซีดี เมื่อปี 2557 และอาจจะเป็นปัญหาของเราในอนาคต ปัญหาและทางออก 4 ปีที่แล้วหายไป เพราะประชาชนถูกบอกให้เงียบ”

สำหรับการแก้ไขต้องใช้เงินมากหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดและคำถามที่ผิด เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นคอร์สมองไม่เห็น ดังนั้นขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการลดต้นทุนและผลกระทบต่อสังคม เพราะต้นทุนความเหลื่อมล้ำจากความขัดแย้งการเมืองตลอด 10 ปี ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า 1-2% ต่อปี

“ถ้าไม่มีปัญหานี้จีดีพีของประเทศเพิ่มอีก 15% คือทุกคนจะรวยขึ้น 15% โดยเฉลี่ย และจากการศึกษาของปัญหาความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อเศรษฐกิจให้โตขึ้นช่วงสั้นๆ ไม่ยืนยาว เพราะจากความขัดแย้งจึงไม่มีนโยบายชัดเจน”

ต้นทุนที่สอง มีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น สภาพจิต การใช้ยาเสพติด จึงเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นในการรักษา แต่ประสิทธิภาพการทำงานต่ำ และต้นทุนที่สาม ระบบเศรษฐกิจ เสียโอกาส ได้ผลงานจากประชาชนไม่เต็มประสิทธิภาพ คือ ไม่ได้เรียน หรือเรียนอย่างไร้คุณภาพ

อย่างไรก็ตาม สองเรื่องที่รัฐบาลต้องทำจริงจัง คือ การศึกษาระยะยาว เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มคุนภาพชีวิตได้ด้วยตัวเอง ทำให้ได้คุณภาพทุกระดับในทุกพื้นที่ ไม่ว่ารวยจนจะต้องได้เข้าเรียนโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในมาตรฐานพอๆ กัน และธำรงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้อย่างยั่งยืน รายจ่ายไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนของสังคม

ผาสุก ยอมรับว่าการแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานานไม่สามารถทำได้รวดเร็ว แต่เรื่องสำคัญ คือ การศึกษาและสวัดิการสังคมสำคัญที่สุด เพราะประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องนี้มาก จะเห็นได้จากประเทศพัฒนาที่รายได้ต่อประชากรสูง เช่น เยอรมนี ได้ลงทุนด้านการศึกษาและสุขภาพอย่างแข็งขัน ทำให้คนมีความมั่นคงในชีวิตสูงและตรงนี้ช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโต

“รัฐบาลไทยจะมีเงินพอหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดเก็บภาษี เห็นได้จากการเก็บภาษีเงินได้ที่กรมสรรพากรจัดเก็บเงินเดือนผู้มีรายได้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ต่างจากรายได้ที่จากการลงทุนกลับเก็บได้น้อยกว่ามากๆ ซึ่งเป็นคนรวยที่สามารถจ่ายภาษีได้สูง และปัญหาที่เก็บได้น้อยเพราะมีการแทรกแซงทางการเมืองสูง ต่างจากประเทศตุรกีได้อุดช่องโหว่นี้จนเก็บได้ถึง 30% ของจีดีพี แต่ของเราทำได้เพียง 18% และอยู่ในระดับนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้น ประเด็นไม่ใช่หาเงินไม่ได้ แต่อยู่ที่รัฐบาลตั้งใจจะทำหรือไม่กับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อม แม้จะต้องใช้เวลา แต่หากไม่เริ่ม ก็ไม่ถึงเป้าหมาย”

“วสิษฐ”อดีตตำรวจราชสำนัก ร.9 “ผมตายแล้วเกิดใหม่ ประเทศไทยก็ยังต้องมีสถาบันกษัตริย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555196

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 15:17 น.

"วสิษฐ"อดีตตำรวจราชสำนัก ร.9 "ผมตายแล้วเกิดใหม่ ประเทศไทยก็ยังต้องมีสถาบันกษัตริย์"

ชวนอ่านบทสัมภาษณ์ “พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ที่เล่าถึงเรื่องราวขณะรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเวลาถึง 15 ปี

******************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ในอนาคตที่เห็นๆ อยู่นี้ ประเทศไทยก็ยังต้องเป็นราชอาณาจักรไทยอย่างไม่มีทางที่จะเป็นอื่นไปได้ ผมว่าผมตายไปแล้วเกิดใหม่อีกหลายครั้ง ชาติบ้านเมืองก็ยังต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ความจงรักภักดีของประชาชนยังแน่นแฟ้นอยู่เสมอ”

ตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เมื่อ 2 ปีก่อนที่มีต่อกองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ในฉบับเล่มพิเศษ “๗๐ ปี ทรงครองราชย์” หัวข้อ สถาบันฯกับความมั่นคงของชาติ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559

แม้วันนี้ พล.ต.อ.วสิษฐ อดีตรมช.มหาดไทย และ รองอธิบดีกรมตำรวจ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 88 ปี จากโรคมะเร็ง แต่บทบาทและชื่อเสียงของ พล.ต.อ.วสิษฐ ได้ถูกจารึก ยกย่องในสังคมว่าเป็นนายตำรวจตงฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตที่เคยเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ รับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเวลาถึง 15 ปี ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และความยากจน

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเข้าไปรับใช้พระยุคลบาท ผมเริ่มเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิดประมาณปี 2510จากนั้น ผมได้รับแต่งให้เป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ คือ ไปประจำพระองค์เลย ผมรับใช้เบื้องพระยุคลบาทเป็นเวลาทั้งหมดประมาณ 14-15 ปี และเป็นช่วงที่วิกฤติที่สุดของเมืองไทย คือ เป็นช่วงที่ทฤษฎีโดมิโนกำลังได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริงแค่ไหน การรุกรานของคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น ไม่ได้ทำจากนอกประเทศอีกต่อไป แต่เข้ามาทำในประเทศ เรามีผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เราถูกรุกหนักจนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและประเทศจีนเขาคุยกันว่า เขายึดเมืองไทยได้ครึ่งประเทศแล้ว ในช่วงเวลานั้นผมได้ตามเสด็จฯ ไปทั่วประเทศ ท่านเสด็จฯ ทุกอำเภอ บางอำเภอท่านเสด็จฯ ถึงสองหนหรือมากกว่านั้น และผมก็ได้ตามเสด็จฯ ด้วย” พล.ต.อ.วสิษฐ เล่าถึงสถานการณ์ประเทศขณะนั้น

“แน่นอนว่ามันเป็นสงครามแย่งประชาชน คือ ก่อนเวลาที่เขาจะเข้า ยึดครองหมู่บ้านไหน เขาส่งคนเข้าไปก่อน ไม่ใช่ส่งทหารเข้าไปยึดนะ เขา ไม่ถืออาวุธเข้าไปเลย ส่งคนเข้าไปก่อนไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานเข้าไปอยู่ในครอบครัว แต่ความจริงเข้าไปคุมชาวบ้านไว้เลย แล้วก็หยิบยื่น ความคิดลัทธิให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อหรอกครับ แต่กลัวมากกว่า ก็เลยไม่ขัดขืน พวกนี้ส่งกำลังเข้าไปอยู่ ไปเกาะชาวบ้าน ต้องการอะไรชาวบ้านก็ต้องให้ บอกอะไร ชาวบ้านก็แสร้งทำว่าเชื่อ เทคนิคเขาเป็นอย่างนั้น ด้วยวิธีนั้นเขาจึงสามารถควบคุมชาวบ้านได้หลายพื้นที่

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเสี่ยงพระองค์เข้าไปยังพื้นที่ สีแดง ในสมัยนั้นต้องยอมรับว่า คนทั้งหลายต่างนึกไม่ถึงว่าพระองค์จะ กล้าทำ แต่พระองค์ทรงถือหลักว่าชาวบ้านอยู่ที่ไหน พระองค์ต้องเสด็จฯ ไปที่นั่น แล้วท่านไม่ทรงกลัวอันตราย มีสองสามครั้งที่อันตรายเกิดขึ้นใกล้พระองค์มาก ผมคิดว่าที่แรงที่สุดคือ ที่ยะลา เมื่อปี 2522 ตอนนั้นท่านเสด็จฯ ไปพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน และพระราชทานรางวัลแก่ครูสอนศาสนาอิสลามด้วย ความจริงก็ต้องถือว่าเป็นงานของมุสลิม แต่ผู้ก่อการร้ายเขาไม่แยแส เขาเอาระเบิดไปวางไว้ที่สนามที่ประชาชนกำลังเข้าเฝ้าอยู่ ระเบิดสองลูกหน้าที่พระนั่งของพระองค์ท่านห่างไปสักประมาณ 50เมตร นั่นเป็นครั้งที่ผมคิดว่ารุนแรงที่สุด

“การเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในสมัยนั้น ท่านไม่ได้ไปทรงต่อสู้ทางลัทธิ อะไรเลย ท่านไปเยี่ยมเพื่อจะช่วยเหลือชาวบ้านเฉยๆ ผมจำได้แม่นยำ เลยว่า มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เป็นผู้สื่อข่าว บีบีซี ตามเสด็จไปยังจังหวัด สกลนครครั้งหนึ่ง ในอำเภอที่ค่อนข้างจะวิกฤติ คือ อำเภอวาริชภูมิ ผู้สื่อข่าวกราบบังคมทูลถามพระเจ้าอยู่หัวว่า ที่ท่านเสด็จฯ มาแบบนี้ ท่านคิดว่าจะทำให้คอมมิวนิสต์น้อยลงหรืออย่างไร พระองค์ท่านรับสั่ง ตอบเป็นภาษาเดียวกับที่ถาม คือ ภาษาอังกฤษ ความว่า คอมมิวนิสต์จะ น้อยลงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ที่ท่านเสด็จฯ ออกไปนั้น ท่านทรงหวังว่าจะทำให้ ประชาชนหิวน้อยลง แล้วก็เป็นอย่านั้นจริงๆ ท่านเสด็จฯ ไปเนี่ย ไม่เกี่ยวกับ ลัทธิอะไรเลย ท่านไปเพื่อพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องทำมาหากิน ของชาวบ้าน

พล.ต.อ.วสิษฐ เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงอยู่สองเรื่องเท่านั้น คือ เรื่องดินกับเรื่องน้ำ แม้ทุกวันนี้ ผมก็เชื่อว่าพระองค์ท่านก็ยังทรงห่วงอยู่ ซึ่งปัจจุบันนี้กลับเป็นปัญหามากกว่าแต่ก่อนเสียอีก ท่านไปทอดพระเนตร แล้วก็พระราชทานคำแนะนำให้เกี่ยวกับสองเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่”

เมื่อถามถึงพระบรมราโชบายด้านความมั่นคง พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวว่า “ผมยังไม่เคยได้ยินเลยว่า พระองค์ท่านเคยพระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับความมั่นคงโดยเฉพาะ แม้กระทั่งเวลาทหารเข้าเฝ้าฯ

“อย่างเช่นเวลาพระราชทานกระบี่ เวลาพระราชทานยศนายทหาร หรือ นายตำรวจ พระราชกระแสรับสั่งที่พระราชทานเนี่ยก็ไม่ได้หนักไปใน เรื่องกลยุทธการรบราอะไร แต่หนักไปทางที่ว่าจะให้ตำรวจ ทหารอยู่กับประชาชนอย่างไร”

“ในด้านการเมืองของประเทศที่มีความผันผวนหลายครั้งหลายครา ผมอยากให้เราคิดพิจารณาว่า ถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวนี่ รัฐประหารแต่ละครั้ง สำเร็จแล้ว รัฐบาลจะเป็นอย่างไร เป็นรูปไหน ที่อื่นที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐประหารเสร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย เพราะมันจะไม่มีใครเป็นหลัก ของเรานี่จะเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไร จะชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม พระเจ้าอยู่หัวยังอยู่ตลอดเวลา คณะรัฐประหารทำรัฐประหารแล้ว ต้องเข้าไปขอพระราชทานพระบารมีจากพระองค์ท่านทุกครั้ง ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ เขาก็ไม่ต้องไปอาศัยใคร เขาก็มีอำนาจเป็นสิทธิขาด คิดดู ถ้ามีการเปลี่ยนผลัดกันมีอำนาจเต็มที่ ทีละชุดๆ นี่จะเกิดอะไรกับบ้านเมืองขึ้น แต่เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ มันก็เกิดความต่อเนื่อง”

แม้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดอยู่โดยรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเข้าแก้ไขวิกฤติทางการเมืองของประเทศให้ลุล่วงไปได้หลายครั้งหลายครา อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำให้ความเห็นว่า “พระราชอำนาจนั้นจำกัด แต่สิ่งที่พระราชทานได้โดยไม่ผิดรัฐธรรมนูญคือ พระราชดำริ ถ้าเข้าไปเฝ้า ท่านก็รับสั่งด้วยว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งหลังจากที่เราผ่านวิกฤตโดมิโนมาแล้วนะ เหตุการณ์ในประเทศก็ค่อนข้างสงบเรียบร้อย แล้วเราเริ่มเข้ามาสู่ยุคใหม่ คงจะจำกันได้ว่า พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไปขอรับพระราชทานพระราชดำริ ท่านก็พระราชทานให้ว่า ต่อไปนี้ ถ้าจะให้บ้านเมืองสงบจริงๆ จะต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งเป็นหลักที่ยังคงยึดปฏิบัติจนถึงวันนี้”

ในส่วนของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร ให้ความเห็นว่า “พระเจ้าอยู่หัวทรงดำริและทรงดำเนินโครงการ อันมากมายเหล่านั้น เพื่อทำให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งก็ส่งผล โดยอ้อมต่อความมั่นคงของบ้านเมือง เวลานี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า พระองค์ทรงพระประชวร แต่ก็จะเห็นว่า ผู้ที่รับช่วงหน้าที่ต่อไปจาก พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็คือ พระราชโอรสและพระราชธิดา เราจะเห็นว่า แต่ละพระองค์ทรงรับภารกิจองค์ละอย่างสองอย่าง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรแทนพระเจ้าอยู่หัวเป็นส่วนใหญ่

“ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็สามารถปรับบทบาทตามสถานการณ์ได้เสมอ แม้ปัจจุบันจะมีผู้แสดงตัว ว่าไม่ต้องการสถาบันกษัตริย์ มีการก้าวร้าวล่วงเกินสถาบัน ที่ดูว่ามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องไปดูที่อื่น ไปดูที่สำนักพระราชวังวันนี้เลยก็ได้ จำนวนคนที่เข้าไปถวายพระพร ที่ไปเยี่ยมพระเจ้าอยู่หัวที่วังหลวง เมื่อก่อนก็ไปที่ศิริราช แต่ถึงเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนสถานที่แล้ว แต่ที่ศิริราช ทุกวันเสาร์จะมีการไปสวดมนต์ถวายในหลวงกันอยู่เป็นประจำ จำนวนคนที่เขายังจงรักภักดีและเลื่อมใสในพระมหากษัตริย์มันไม่ได้น้อยลงเลย ยังมากอยู่

แต่สมมติว่าเกิดจะไม่เอาสถาบันขึ้นมานะ ผมคิดว่า สถาบันก็พร้อมที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ พระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งให้ผมได้ยิน ผมเคยกราบบังคมทูลถามตรงๆ สมัยที่คอมมิวนิสต์ยังรุนแรงอยู่ว่า ถ้าสมมุติว่า เกิดบ้านเมืองไม่เอาพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมา กลายเป็นสาธารณรัฐ พระองค์จะทรงทำอย่างไร รับสั่งตอบว่า ถ้าเช่นนั้น สาธารณรัฐนั้นก็จะมีพลเมืองเพิ่มขึ้นอีกคนชื่อ ภูมิพลอดุลยเดช รับสั่งว่าอย่างนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงมองการณ์ไกล และพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งอีก 5 เดือนจากนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบประเทศอยู่ในบรรยากาศความโศกเศร้า และเมื่อใกล้ถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพียงไม่กี่วัน พล.ต.อ.วสิษฐ ได้โพสต์ข้อความไว้ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 ตอนหนึ่งว่า

“ข้าพระพุทธเจ้ามีความรู้สึกเหมือนเรือที่เครื่องยนต์ดับและหางเสือถูกทำลายเสียหาย นึกไม่ออกว่าต่อไปนี้จะทำอย่างไรกับชีวิต และจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสียแล้ว”

“พระอัจฉริยภาพ พระมหาเมตตา และพระมหากรุณาที่ทรงมีแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนั้นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และปลาบปลื้มสำหรับข้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าได้รับใช้พระยุคลบาท และแม้เมื่อข้าพระพุทธเจ้าพ้นหน้าที่นายตำรวจราชสำนักประจำออกมาแล้ว บัดนี้เมื่อเสด็จฯสู่สวรรคาลัยเสียแล้ว ใครจะเป็นคนทำต่อ? และราษฎรจะได้ใครเป็นที่พึ่งอย่างใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท?”

“วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเลือกที่จะไม่ไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะรู้ว่าบรรยากาศไม่เหมาะกับวัยและสุขภาพของข้าพระพุทธเจ้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าจะไปปฏิบัติธรรม ด้วยการสวดมนต์ทำสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลตั้งแต่วันที่ 15 จนถึงวันที่ 27

“ขอกุศลบุญราศีที่ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญมา ตลอดชีวิต จงเป็นพลวปัจจัย ดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเกษมสำราญและทรง พระเจริญ ไม่ว่าในขณะนี้จะทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด ในภพใด รูปใด และนามใด และหากเป็นพระราชประสงค์ก็ขอให้ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน”

1.7 แสนตันกำลังมาเยือน!! ปัญหาขยะมาจากนโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555124

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 06:51 น.

1.7 แสนตันกำลังมาเยือน!! ปัญหาขยะมาจากนโยบาย

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลที่ลอยล่องอยู่บนเรือบรรทุกสินค้า ก็ถึงท่าที่ประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ประเทศไทยได้รับขยะไฟฟ้าหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนหลายร้อยหลายพันตันเข้ามาสู่ผืนแผ่นดิน หากตำรวจไม่เข้าไปปราบปรามและจับกุมโรงงานและบริษัทที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย

ก่อนจะขยายผลถึงที่มา และทำให้สังคมไทยต้องหันมามองขยะจำนวนนี้อย่างจริงจัง เพราะนั่นหมายถึงสุขภาพของคนที่จะได้รับผลกระทบ ยังรวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะก่อตัวขึ้นและทำลายสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่หนักลงไปอีก

คำถามคือเกิดอะไรขึ้น ทำไมประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างชาติกัน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้คำตอบในภาพรวมว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือของกระทรวงอุตสาหกรรมเอง

เพ็ญโฉม ขยายความว่า กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศกฎกระทรวงออกมาให้ยกเว้นขยะอันตราย ขยะที่ปนเปื้อนสารเคมีหลากชนิดภายใต้การกำกับดูแล นั่นหมายถึงว่าผู้ผลิตขยะเหล่านี้ ผู้นำเข้าเพื่อจัดจำหน่าย ครอบครอง จะได้รับการยกเว้นในบางมาตราของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นไปตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องการส่งเสริมให้ธุรกิจคัดแยกขยะได้ใช้ประโยชน์ จะเห็นได้ว่าเป็นเพราะต้นทางคือนโยบายที่ผิดมาตั้งแต่ต้น นักลงทุนก็เห็นช่องทางนี้ในการทำธุรกิจอย่างไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เราจึงเห็นขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาลกองเกลื่อน

“ผลพวงต่อเนื่องถูกส่งต่อมายุคปัจจุบัน เพราะคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ก็ไฟเขียวในมาตรา 44 ยกเว้นระงับการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง รวมถึงเอื้อให้กิจการแปรรูปขยะต่างๆ ด้วย พื้นที่สีเขียวที่หลากหลายก็เลยเป็นพื้นที่ที่สามารถตั้งโรงงานคัดแยกขยะขึ้นมาได้อีก” เพ็ญโฉม ย้ำ

ข้องดเว้นดังกล่าวนั้นยังเอื้อให้นักลงทุนต่างชาติที่มีขยะของเสียทั้งเคมี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้เป็นช่องทางกระจายขยะของพวกเขาเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้ และปลายทางของช่องที่ว่าก็คือประเทศไทย และมาถึงจุดนี้ เพ็ญโฉมมองพร้อมตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายของรัฐบาล ถึงได้ ส่งเสริมและเปิดช่องกับเรื่องนี้ หรือเพราะว่าเห็นประโยชน์จากธุรกิจดังกล่าวหรือไม่ เพราะขยะมหาศาลก็มาพร้อมกับเงินไม่น้อยเช่นกัน แม้จะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดนัก แต่ก็ไม่อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น ถูกโยงไปทิศทางที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีความโปร่งใส

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ สะท้อนว่า สังคมเห็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้าก็ฮือฮาเพราะตำรวจไปจับจำนวนมหาศาล แต่ในแง่กฎหมายเราเอาผิดเขาไม่ได้ หรือถ้าเอาผิดก็มีแค่โทษปรับในหลักไม่กี่หมื่นบาท ซึ่งมันน้อยมากหากเทียบว่าคุณภาพการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ของเรามันแย่แค่ไหน รวมถึงคุณภาพการควบคุมจากหน่วยงานรัฐก็อ่อนแอ ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิด มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม การกำจัดที่ไม่ถูกวิธีไม่มีคุณภาพ มันกระทบทั้งหมด

“เราต้องถามรัฐบาลไทยว่า ยินดีจะส่งเสริมอุตสาหกรรมคัดแยก แปรรูปของเสียให้กับประเทศอื่นๆ หรือไม่ ถ้ารัฐบาลคิดว่ามีอุตสาหกรรมด้านอื่นๆ ที่ดีกว่าและน่าลงทุนกว่า ก็ต้องรีบปิดช่องทางกฎหมายเหล่านี้ทั้งหมดที่เอื้อให้เอาขยะของเสียมาในประเทศ” เพ็ญโฉม แนะทางออก

มือปราบที่ลงพื้นที่และเขย่าปัญหาให้สังคมได้รับทราบ อย่าง พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกถึงสถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะนี้มี 7 บริษัทที่มีใบอนุญาตจากกรมโรงงานฯ ให้สามารถนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกกฎหมาย และทั้ง 7 บริษัทมียอดนำเข้ามารวมกันที่กว่า 2 แสนตัน และช่วงปี 2560 ถึงปัจจุบันมีการนำเข้ามาแล้วกว่า 9 หมื่นตัน ยังเหลือยอดที่ต้องเอาเข้ามาอีก

ราว 1.7 แสนตัน แต่บริษัทที่นำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย กลับกระจายหรือส่งต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบริษัทอื่น หรือโรงงานคัดแยก กำจัดอื่นๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งปัญหาเกิดจากจุดนี้ เพราะแทนที่จะทำเอง กำจัดเอง คัดแยกเองตามที่กำลังของบริษัทสามารถทำได้ แต่เลือกส่งต่อ และโรงงานเหล่านี้ก็ไม่มีคุณภาพ ทำให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง และอันตรายอย่างยิ่ง

“ยังมีบริษัทอีกหลายแห่งที่สำแดงเท็จเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศด้วย โดยแจ้งว่านำเข้าเศษพลาสติก หรือเม็ดพลาสติก แต่กลับเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา ซึ่งตำรวจก็สืบสวนจนติดตามจับกุมได้ แต่ที่ผ่านมายอมรับว่ามีการสำแดงเท็จเอาขยะเข้ามามาก และผมมั่นใจว่ามากกว่าการนำเข้าอย่างถูกกฎหมายด้วย” รอง ผบ.ตร. ผู้นี้ สะท้อนสถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

พล.ต.อ.วิระชัย ทิ้งท้ายว่า มีเบาะแสการลักลอบเอาขยะเข้ามาแบบใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นั่นคือมีการอ้างว่ามาพักท่าเรือของประเทศไทย และแจ้งว่าขยะดังกล่าวจะถูกนำไปส่งต่อที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็พบว่ามีการนำไปขึ้นฝั่งที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเรากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

“เด็กขาดการแนะแนว”เติมปัญหา”ทีแคส” เพิ่มภาระเรียนแล้วตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/555074

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 15:22 น.

"เด็กขาดการแนะแนว"เติมปัญหา"ทีแคส" เพิ่มภาระเรียนแล้วตกงาน

ปัญหาเด็กขาดการแนะแนว ทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องการค้นพบว่าอยากเรียนอะไรกันแน่

*****************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือ TCAS (ทีแคส) กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เด็กและผู้ปกครองจำนวนมากให้ความสนใจในเรื่องนี้และเข้าใจดีว่าทีแคสยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่รอให้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เข้าไปแก้ไข แต่มีแง่มุมหนึ่งที่น่าหยิบยกมากล่าวถึง นั่นก็คือ ปัญหาการกั๊กที่เรียนจากการเลือกอันดับการสอบทีแคส กำลังสะท้อนถึงปัญหาหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีมานานและมีอยู่ในทุกระบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่ถูกประกาศใช้ก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาการกั๊กที่นั่ง ซึ่งระบบนี้มีช่องทางให้นักเรียนกลุ่มที่เก่งมากมีโอกาสเลือกเรียนและกลายเป็นการกั๊กที่คนอื่นๆ เพราะจะได้สิทธิ์ทั้ง จากการคัดเลือกของ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) และ รับตรงอีก 3 สถาบัน

เด็กเก่งกลุ่มหนึ่ง สามารถเลือกที่นั่งเรียนได้ถึง 7 อันดับ โดยพบด้วยว่า มีเด็กกลุ่มได้คะแนนสูงเลือกทั้งคณะแพทย์ในส่วนของกสพท. และยังไปเลือกคณะนิเทศศาสตร์ อีกด้วย ซึ่งคาดว่าเป็นการเลือกแบบเผื่อเลือก ไม่ได้ตัดสินใจเรียนจริง จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่ายังมีเด็กจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีความชัดเจนในเป้าหมายการเรียน และยังสะท้อนอีกว่า ปัญหานี้อาจจะมาจากเรื่องอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ปัญหาที่ถูกคาดการณ์เช่นกันก็คือต้นทางของเรื่องนี้ เกิดจากเด็กนักเรียนจำนวนมากขาดการได้รับการแนะแนวการศึกษา ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีปัญหาความชัดเจนในเป้าหมายการเรียนบรรเทาลง

วิภา เกตุเทพา ครูแนะแนวโรงเรียนสตรีวิทยา 2 และในฐานะประธานครูแนะแนวกรุงเทพมหานคร สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาเด็กขาดการแนะแนว อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องการค้นพบว่าตัวเองอยากเรียนอะไรกันแน่ เพราะมีครูแนะแนวส่วนใหญ่จะทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อช่วยในสิ่งที่นักเรียนต้องการและสมควรได้รับจากวิชาแนะแนว แต่เพราะโรงเรียนยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ทำให้ครูแนะแนวยังเป็นกลุ่มครูที่ถือว่าขาดแคลน

“ครูแนะแนวนั้นมีบทบาทมากในการแนะนำเรื่องต่างๆ ทั้งปัญหาว่าจะเรียนต่ออะไรดี หรือปัญหาในการสอบเช่นกรณีปัญหาทีแคส แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ให้ความสำคัญ หากตำแหน่งบรรจุว่างลง โรงเรียนมักจะไม่เลือกจ้างครูแนะแนว แต่นำไปจ้างครูวิชาการ และใช้วิธีให้ครูที่สอนวิชาต่างๆ ไปอบรมเป็นครูแนะแนว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทดแทนกันไม่ได้ เพราะครูทั่วไปนอกจากมีภาระการสอนหนักอยู่แล้ว ยังถือว่าไม่ได้ขาดความเชี่ยวชาญด้านการแนะแนวบางแง่มุมที่เป็นมืออาชีพ และเมื่อสถาบันผลิตครูเห็นว่าครูสายนี้ไม่ถูกจ้างงาน สถาบันก็เลิกหรือลดการผลิตครูสายนี้ตามไปด้วย” ประธานครูแนะแนว กล่าว

บทบาทครูแนะแนวในมุมมองของประธานครูแนะแนว เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะครูกลุ่มนี้จะเข้าถึงปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่ในมิติที่ใกล้ชิดกว่าครูผู้สอนวิชาอื่นๆ และยืนยันว่า เด็กที่ผ่านการแนะแนวจากครูมืออาชีพมาแล้ว จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเรียนอะไรในระดับหนึ่ง แต่เด็กมักจะรู้อนาคตตัวเองแบบจมอยู่ในความหวาดกลัวสารพัด กลัวไม่มีที่เรียน กลัวที่จะต้องอับอาย กลัวพ่อแม่เสียหน้า ความกลัวทำให้ต้องดิ้นรน จนกลายเป็นทำอย่างไรก็ได้ ให้ตัวเองมีที่เรียน หลายคนทิ้งความฝัน ทิ้งสิ่งที่อยากเป็นในอนาคตไปเพราะ กลัว จึงเลือกลงเรียนเท่าที่จะสอบได้ และการกั๊กที่เรียนคนอื่นก็มาจากความกลัวที่ว่านี้

“และระบบทีแคส ที่ทำให้เด็กมีโอกาสเลือกมาก กลายเป็นเครื่องมือตอบสนองหรือแก้ปัญหาความกลัวของตัวเอง และความกลัวนี้เข้มแข็งขึ้นจนพวกเขาไม่กล้าเลือกเส้นทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ไม่กล้าเลือกสายอาชีพที่ตอบโจทย์การทำงานได้มากกว่า จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่จะทำลายกำแพงค่านิยมนี้ลง และเรื่องนี้ยากมาก ตอนนี้กำลังแนะแนวเด็ก ม. 3 ให้เลือกเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ก็พบชัดเจนว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการพยายามทำลายค่านิยมเรื่องการเรียนสายสามัญของผู้ปกครอง โดยลืมมองเรื่องการประกอบอาชีพในอนาคต” อาจารย์วิภากล่าว

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน กล่าวว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับการแนะแนวและครูแนะแนวมาก เพราะถือเป็นครูที่ให้การแนะนำได้ ว่า อาชีพนั้นเปลี่ยนไปเร็วมาก หากเด็กค้นพบตัวเองช้าหรือปรับตัวไม่ทัน ก็จะทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับ เช่นสายการเงิน ซึ่งธนาคารในอนาคตมีแผนที่จะใช้แรงงานคนน้อยลง หรือลดคนที่มีในระบบลงอีกมาก หันไปใช้เทคโนโลยีแทน การเรียนสายนี้ก็จะจบแล้วหางานยาก เป็นต้น ขณะที่ในอนาคต จะเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ครูแนะแนวจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเด็กในอนาคต

เปิดร่าง พรบ.ท้องถิ่น ปรับอำนาจ กกต.ตีกรอบคุมเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/554900

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:46 น.

เปิดร่าง พรบ.ท้องถิ่น ปรับอำนาจ กกต.ตีกรอบคุมเข้ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นตามความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 ฉบับ ฉบับสำคัญที่สุดคือ เปิดร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำการเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้น กกต.จะนำมาพิจารณาและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้

สำหรับเนื้อหา พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ แตกต่างออกไปจากเดิมนั้นมีหลายส่วน​ เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่องลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้งจากเดิมที่ห้ามแค่ 1.วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ 2.เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช 3.ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ครั้งนี้กฎหมายใหม่เพิ่มเนื้อหา ข้อ 4 ห้ามบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

ต่อเนื่องด้วยลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง กฎหมายเดิม มาตรา 45 (8) เขียนแค่ห้ามบุคคลเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ปรับเป็น “เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต”

พร้อมเพิ่มรายละเอียดใน (9) เป็นเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

ส่วนประเด็นการห้ามจัดมหรสพล้อตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.นั้น เดิมกฎหมาย​ในมาตรา 64 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ​ซึ่งการห้ามหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ นั้นมีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

ที่สำคัญร่างกฎหมายใหม่ห้าม ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ ที่เข้าข่ายจูงใจผู้ใช้สิทธิ ภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่โครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติ ครม.

อีกประเด็นน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นคือ มาตรา 72 กรณีการหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่า โดยทางใดว่าการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ฝ่าฝืนหรือไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.หรือคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่แจ้งข้อเท็จจริง ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปโดยพลัน และมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลโดยทันที

นอกจากนี้ ตามมาตรา ​106 ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง สืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้น มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใด ก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี โดยคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สิ้นสุด

จากนั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์​เพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลพิจารณาว่าผู้นั้นกระทำผิดให้ศาลอุทธรณ์​สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 10 ปี และเมื่อประกาศผลเลือกตั้งแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผลเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์​เพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์​วินิจฉัยผลการเลือกตั้งเกิดจากการเลือกตั้งมิได้เป็นไป โดยสุจริตเที่ยงธรรมให้ศาลส่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิของผู้ที่กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเวลา 10 ปี