เลือกตั้งก.พ.62 นับหนึ่งเปลี่ยนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550883

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 14:28 น.

เลือกตั้งก.พ.62 นับหนึ่งเปลี่ยนประเทศ

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานวันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2561 พร้อมรับฟังการอภิปรายเรื่อง “อภิวัฒน์สยาม 2562 : ความหวังและอนาคตประเทศไทย” ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วม

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ถ้ามองผลอภิวัฒน์ 2475 และมาดูปัจจุบัน อ.ปรีดี ทำอะไรมาบ้างกว่า 80 ปีที่ผ่านมา อะไรที่สำเร็จและไม่สำเร็จ และเป็นภารกิจที่คนรุ่นปัจจุบันต้องทำต่อ ซึ่งการอภิวัฒน์ 2475 เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับภาครัฐ แต่ผ่านมา 86 ปี อำนาจนั้นจนถึงปัจจุบัน ประชาชนยังไม่ได้รับ

ทั้งนี้ ต้องพูดให้ชัดว่าหลักการเสาค้ำยัน 2475 ยังไม่ได้ถูกสถาปนารากลึกลงในสังคมไทย สำนึกพลเมือง การอภิวัฒน์ 2475 สิทธิเสรีภาพ และเสมอภาคให้ประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้ยังไม่มี การเลือกตั้งอาจมีจริง แต่การอภิวัฒน์ต้องสานต่อ และพูดเพราะเข้าใจดีสังคมไทยยังไม่มีความหวัง ต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้การเลือกตั้งปี 2562 มีจริง แต่ควรเอาหลักกฎหมายจากการปฏิวัติ 2475 กลับมาสังคมไทยอีกครั้ง

ส่วนตัวอยากยกตัวอย่าง อาทิ น้ำท่วมอยุธยา หลายพื้นที่นอกกทม.มีปัญหาดังกล่าว คนในพื้นที่เหล่านี้ ปีหนึ่งจะเจอสภาวะนี้ 2-3 เดือนต่อปี เมื่อลดก็เจอปัญหาค่าซ่อมบ้าน รู้ดีว่าน้ำท่วมนอกกทม.เกิดจากสาเหตุอะไร เพราะกันไม่ให้ทะลักเข้าเขตเมือง มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ หากเป็นฉันทามติมาบางกลุ่มต้องรับน้ำ ก็ควรได้ค่าตอบแทนจากเรื่องนี้

“การลดความเหลื่อมล้ำทั้งหมด จะจัดการไม่ได้ถ้าไม่พูดถึงประชาธิปไตย และมันต้องไปด้วยกัน ตัวอย่าง เมืองซุก สวิสเซอร์แลนด์ เมืองนี้ตัดสินใจหากคุณจะจ่ายเงินรัฐค่าบริการโดยใช้ระบบดิจิตอล ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนา แต่ไทยต้องมาจากส่วนกลางตัดสินใจ ถ้าเปิดโอกาสให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ พลังจะถูกปลดปล่อย ผมปฏิเสธคนต่างจากไม่มีศักยภาพในการพัฒนา ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องคนเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่แค่ไม่มีอำนาจ”

ทั้งนี้ หากได้เป็นนายกฯ การแก้รัฐธรรมนูญคงไม่ถูก แต่ควรยกเลิกมากกว่า เพราะมีรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย แต่เนื้อหาหลักการไม่มีความเชื่อและยึดโยงหลักการนี้ รัฐธรรมนูญ 60 เขียนกลไกไว้มาก แก้ไม่ได้ แต่ยกเลิกได้ด้วยการสร้างความเห็นด้วยทั้งสังคม และร่างใหม่ที่มาจากปชช. เพราะรัฐธรรมนูญ 40 ลืมบอกให้ทหารออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเขียนใหม่ต้องจัดการเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่ รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนต้องมีความหวัง ย้ำคิดย้ำทำ ไม่ได้ เลือกตั้งเกิดขึ้น สิ่งดีๆเกิดขึ้นตามมาแน่นอน แต่มีเงื่อนไข 2 ประการ 1.ต้องได้ผู้แทนของประชาชนแท้จริง หากไม่ใช่การเลือกตั้งก็ไม่มีความหมาย และ 2.การเลือกตั้งต้องได้คนพร้อมร่วมทุกข์ สุข ป้องผลประโยชน์ประชาชน

ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องรู้เท่าทันพรรค และนโยบายของพรรค เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนโยบายใหม่ๆออกมามาก แต่ต้องคิดให้ดีเพราะอาจเป็นอันตรายต่อประเทศระยะยาว แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังห้าม แต่อยากให้ประชาชนศึกษาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกับเรื่องนโยบาย วิเคราะห์ว่านโยบายสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองหรือไม่

“ประชาธิปไตยไม่ใช่หยุดที่การเลือกตั้ง แต่ต้องนำไปสู่เศรษฐกิจประชาธิปไตย ไม่ใช่การผูกขาด แต่สามารถทำให้รายเล็กรายย่อยลืมตาอ้าปากได้ และต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นให้ได้ หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ บริหารประเทศในช่วงประเทศเจอวิกฤติ แนวนโยบายบริหารจึงต่างกับสภาวะปกติ

ความง่ายในการบริหารจึงต่างจากรัฐบาลอื่น โจทย์คือใครขึ้นมาก็ต้องแก้ไข จะเห็นได้ว่าคนรวย 50 คนในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 5 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศ  ดังนั้น จะคลี่มาสู่คนชนชั้นกลางทำอย่างไร จึงต้องมาหลายมิติ โดยให้คนจนมีที่ดินทำกิน สอดคล้องกับ อ.ปรีดี”

การลดความเหลื่อมล้ำต้องส่งเสริมศักยภาพให้กับเกษตรกร การศึกษา และหัวใจสำคัญ คือ การศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ดีแต่ยังไม่มากพอในการตอบโจทย์กับเยาวชนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ต้องกระจายให้โรงเรียนออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาการศึกษา สอนแบบท่องจำไม่ได้ ต้องสอนให้มีทักษะการใช้ชีวิต หากได้เป็นนายกฯ ทำเรื่องการกระจายอำนาจ ปฏิรูปตำรวจ กระจายจากส่วนกลางไปภูธร เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้พ่อเมืองมาจากคนที่ประชาชนรู้จัก ไม่ใช่การโยกย้าย

ด้าน วราวุธ ศิลปอาชา ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งปี 62 เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนไทยเจนวาย เจนแซด ใช้สิทธิเปลี่ยนแปลงประเทศ แม้ตั้งความหวังไว้สูงบ้าง ต่ำบ้าง เพราะรัฐธรรมนูญ 60 เปลี่ยนแปลงบางส่วน มีข้อด้อย ข้อจำกัด การบริหารงานของรัฐบาล ต้องขอความเห็นชอบศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ

“เห็นด้วยหลายข้อต้องแก้ แต่การเลือกตั้ง ก.พ. 62 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างการเลือกตั้งมาเลเซีย ฝ่ายค้าน มหาเธร์ โมฮัมหมัด กลับมาด้วยคะแนนเสียงประชาชน และการเลือกตั้งของไทยหลายสิบล้านคน เป็นการลงคะแนนครั้งแรก เพื่อเห็นว่าก้าวต่อไปของประเทศเป็นอย่างไร ก.พ.ออกมาเป็นจุดเริ่มต้น แต่อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่เป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น”

ส่วนความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมา ความแตกต่างสังคมเมือง ชนบท การให้โอกาสเท่าเทียมสำคัญที่สุด เช่น การศึกษามีคุณภาพ ปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้ผลโอเน็ต 34 โรงเรียนอยู่ในกทม. และที่เหลือกระจุกตัว 9 ในจังหวัด การเข้าถึงโอกาสต่างๆยังมีความไม่เท่าเทียม รวมถึงการรักษาพยาบาล แม้แต่การจัดเก็บภาษีคนรวยจ่ายได้ คนจนบางคนอาจไม่จ่าย แต่คนชนชั้นกลาง เหมือนถูกกลั่นแกล้งในเรื่องการจัดเก็บภาษี สิ่งเหล่านี้ต้องจัดการให้เท่าเทียมกัน

“อาจแก้ไม่ได้ หนึ่งหรือสองรัฐบาล หรือ หนึ่ง สอง การเลือกตั้ง แต่ต้องดำเนินการต่อไป เมื่อถึงเวลาเชื่อว่า ความรวย จน ช่องว่าง ต่างจังหวัด คนเมือง จะหายไป และหากได้เป็นนายกฯ จะตั้งสสร.ใหม่ เพื่อทำให้การร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากทุกภาคส่วน”

ขัตติยา สวัสดิผล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้า มีความหวังเปลี่ยนแปลงประเทศ จะมีคนรุ่นใหม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถามว่าจะมีทัศนคติอย่างไร มองการเมืองไทยแบบไหน ซึ่งไม่ใช่คนรุ่นใหม่เท่านั้น 4 ปีการรัฐประหาร ไม่ได้ช่วยให้ประเทศภาพรวมดีขึ้น ดังนั้น ควรนำประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตยเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ไม่ควรมีอำนาจนอกระบบมาขั้นกลาง และอยากให้เติบโตไปตามธรรมชาติ การเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นครั้งแรกของคนรุ่นใหม่ หรือ โหวตเตอร์ 8 ล้านเสียง ซึ่งสำคัญต่อการเลือกตั้ง และอยากมีส่วนร่วมในทางการเมือง มีโอกาสเข้าคูหาเพื่อกา ซึ่งเป็นสัญญาณประชาธิปไตยว่าจะเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ แม้กระทั่งผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ถึงเวลาอยากใช้สิทธิเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ประชาธิปไตยอาจไม่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่ดีที่สุด ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ การพัฒนาล่าช้าถือว่าไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง เช่น คมนาคม ถ้าเข้าไปถึงทุกพื้นที่ ทุกอย่างจะเป็นรายได้ออกมาหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และเป็นการเข้าถึงความเจริญเติบโต กระทั่งควรทำให้วัยรุ่นในต่างจังหวัดรู้สึกถึงความเท่าเทียมกับคนกทม. การแก้ไขตรงนี้ จะลดความเหลื่อมล้ำ และควรจะเลือกคนในพื้นที่ เพราะเข้าใจ และเมื่อทำตรงนี้ได้ ก็จะขยายภาษีเอามาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นอกจากนี้ หากได้เป็นนายกฯ แก้รัฐธรรมนูญ อาจทำประชามติแบบรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ เพื่อให้ตัวแทนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ และการทำมาหากินของประชาชน เพราะผู้ร่างอาจอยู่ไม่นาน แต่คนอยู่นานอยากให้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะ 20 ปีนานเกินไป

ปฏิรูปภาครัฐ บูรณาการทุกองคาพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550831

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 07:01 น.

ปฏิรูปภาครัฐ บูรณาการทุกองคาพยพ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นการปฏิรูปประเทศนับเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และในฐานะนายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนเปลี่ยนผ่านคืนอำนาจประชาชน ไปสู่การเมืองแบบโลกประชาธิปไตย

เบญจวรรณ สว่างนิทร รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สะท้อนเรื่องดังกล่าวทุกอย่างเป็นตามตัวบทที่รัฐธรรมนูญกำหนด และมาดูว่าภารกิจเพื่อสอดรับมีอะไร สรุปรวมมี 6 ประเด็นหลัก 24 กลยุทธ์ และ 56 แผนงานดำเนินงาน

ทั้งนี้ ใน 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.บริการภาครัฐ สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์วิถีชีวิตประชาชน 2.ระบบข้อมูล ภาครัฐมีมาตรฐาน ทันสมัย และเชื่อมโยง กัน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล 3.โครงสร้าง ภาครัฐกะทัดรัด ปรับตัวได้เร็วและระบบงาน มีผลสัมฤทธิ์สูง

4.กำลังคนภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสม และสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5.ระบบบริหารงานบุคคลที่สามารถดึงดูด สร้าง และรักษาคนดี คนเก่งไว้ในภาครัฐ และ 6.การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คล่องตัว โปร่งใส และมีกลไกป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ดี สภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ยังไม่ลงล็อก เช่น ส่วนกลางไปตั้งในพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่าทุกส่วนราชการสามารถมีเขต แต่ต้องทำงานด้านวิชาการ ทว่า ขณะนี้มีหลายรูปแบบมาก และจากการสำรวจล่าสุดสมัยดำรงตำแหน่ง สปท.มีมากกว่ากฎหมายกำหนด

“เราต้องยอมรับความเป็นจริง เพราะรูปแบบเป็นอย่างนี้ต้องคิดว่าใช่หรือไม่ใช่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ถูกหรือไม่ถูก เพราะในเขตพื้นที่นั้น มีทั้งขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด และมีทั้งขึ้นกับอธิบดี ปลัดกระทรวง แล้วจะฟังใคร สุดท้ายก็ต้องฟังผู้มีอำนาจ”

เบญจวรรณ อธิบายต่อว่า ส่วนตัวจึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานนำร่อง เพื่อจัดระบบตรงนี้ ให้ได้ ดังนั้น แต่ละเรื่องมีความคืบหน้าในตัว ทว่า เรื่องในประเทศไทยมีเยอะมาก เพราะบางเรื่องมีที่มามากมาย และทั้งหมดเป็นเรื่องปรับโครงสร้างทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ต้องประเมินสถานภาพส่วนราชการทุกกระทรวงทุกปีและส่งให้รัฐสภา ดังนั้น ทุกอย่างที่ดำเนินการเคลื่อนตลอด แต่อาจจะยังไม่ทันใจคนดู นอกจากนี้ยังมีหลายแผนงานแอเรียเบส การบริหารจัดการหลายเรื่อง เช่น ปัญหาในพื้นที่ก็ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมด้วย และคิดว่าต้องลงพื้นที่สักครั้ง เพื่อหาแนวดำเนินการส่วนนี้ ซึ่งกำลังดูว่าจะเป็นพื้นที่ไหน เพื่อใช้เป็นจังหวัดนำร่อง

“การบริหารส่วนราชการยอมรับว่า ไม่หนีแผนงาน แผนเงิน และแผนคน ส่วนไหนจะเดินได้แค่ไหน คุณก็จะต้องบอกมาตรงนี้ชัดๆ แต่รัฐบาลเองก็พยายามบริหารเรื่องพวกนี้ให้มันคล่องตัว มาว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป และที่สำคัญเราเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพการ กระจายอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่น และเพิ่มพัฒนาขีดความสามารถท้องถิ่น”

อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการ ทุกวันนี้ต้องมาจากตัวกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งหลายคนชอบอ้างมาตรา 11(4) ก็ถูก ในเรื่องของหลักการบริหารราชการ นายกฯ ผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายปกครอง สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตรงไหนมีปัญหาก็เอามาให้คนมีความสามารถบริหารหรือผลักดัน นโยบายไปได้

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากเห็นเป็นรูปธรรมและจากการสอบถามความเห็นหลายที่คือ การประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีตรงนี้ แล้วจะไปอยู่กระทรวงไหน หรือข้าราชการประเภทไหนก็ได้ เริ่มจากข้อสอบภาค ก. ของ ก.พ. ซึ่งวัดทั้งความคิดเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร ตรรกะ และปัจจุบันเพิ่มภาษาอังกฤษเข้ามาด้วย

“ถามว่าภาค ก. แข่งกับใคร แข่งกับตัวเอง ใช้ได้ตลอดชีวิต คุณมีแล้วคุณเดินไปไหนก็ได้ คุณพอใจจะไป กรมนี้ ดังนั้น เรื่องอะไรที่จะเห็น เราคิดว่าเรื่องน่าจะสำเร็จได้โดยเร็ว เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และทุกคนสนับสนุนมาก และควรทำเรื่องนี้ เพื่อทำให้ได้คนมาตรฐานเดียวกัน”

รองประธานกรรมการบริหารราชการแผ่นดินขยายความต่อว่า ทั้งหมดอยู่ในเป้าดำเนินการ แต่ไม่สามารถทุบโต๊ะได้ทันที เพราะการทำอะไรต้องอาศัยความเห็นร่วมกัน แต่สิ่งควบคู่กับเรื่องพวกนี้ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้สำเร็จเพื่อบังเกิดผล

ขณะเดียวกัน ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ใช่เฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงทุกด้าน ไม่ใช่ระบุว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้มันคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา เพราะระบบราชการเกี่ยวข้องเยอะ แต่ต้องมีเรื่องควรผลักดันให้เห็นผลโดยเร็วได้ ในสิ่งที่คิดว่าเกิดประโยชน์จริงๆ

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวไม่มีความกังขาต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เนื่องจากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด 5 ปี ในการปฏิรูปประเทศ และในฐานะที่ทำมาตลอดชีวิตราชการมั่นใจว่าจะสามารถผ่านจุดนั้นได้ ท้ายที่สุดไม่มีอะไรดีที่สุด 100% หรือเสีย 100% แต่เมื่อช่างน้ำหนักแล้วอะไรที่เหมาะสมมากกว่ากัน

ขณะนี้รัฐบาลให้ส่วนราชการเอาแผน 11 ด้าน ไปดูว่ากรมตัวเองเกี่ยวกับแผนไหน เรื่องอะไรบ้าง และไปประมวล สรุป และทำแผนรายละเอียดขั้นปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ โดยต้องรายงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 90 วัน

ชีวิตสุดโลดโผนจอมแฉตัวจี๊ดธุรกิจสีเทา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550733

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 06:36 น.

ชีวิตสุดโลดโผนจอมแฉตัวจี๊ดธุรกิจสีเทา

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ชั่วโมงนี้ชื่อของ “รองต่อ” พ.ต.ท. สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล 2 ในฐานะที่ปรึกษาตลาดใหม่ดอนเมือง คงร้อนแรงไม่แพ้ข่าวรัฐบาลดูดนักการเมืองร่วมงาน แน่นอนการลุกขึ้นมาประจันหน้าระหว่าง พ.ต.ท.สันธนะ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ภายในตลาดใหม่ดอนเมือง กลายเป็นไฟปะทุขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด จากจุดเริ่มต้นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริม เครือเมจิก สกิน ไปสู่การปลุกอารมณ์เรียกอดีตนายตำรวจคนนี้ขึ้นมาตอบโต้ แถมยังลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงรัฐบาล

ขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ยังออกมาพูดถึงพฤติกรรม พ.ต.ท.สันธนะ ว่ารับไม่ได้กับกิริยาท่าทางเช่นนี้และเสียดายที่เคยเป็นตำรวจมา แน่นอนถ้าเป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำไม่มีทางจะกล้าขึ้นมาต่อกรกับตำรวจ หรือผู้มีอำนาจเด็ดขาด ความมั่นใจที่ พ.ต.ท. สันธนะ แสดงออกมาให้สังคมเห็น แล้วว่าไม่เคยกลัวอำนาจใดๆ เพราะชีวิตผู้ชายคนนี้ผ่านลูกปืนผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะวงการนักเลง รู้จัก พ.ต.ท.สันธนะ อย่างลึกซึ้ง

เหตุการณ์หวาดเสียวที่สุดในชีวิตอดีตตำรวจคนนี้ คือการถูกผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงแถว สามแยกสวรรคโลก ตัดถนนสุโขทัย กรุงเทพฯ หมายหวังลอบสังหารเอาชีวิต แต่ดวงไม่ถึงฆาตดันกลายเป็น ลูกน้องคนสนิทรับเคราะห์กรรมแทนถูกคมกระสุนฝังร่าง

หากใครเคยสัมผัสหรือใกล้ชิด พ.ต.ท. สันธนะ จะรู้ทันทีว่าเป็นคนใจกว้าง ใจถึงพึ่งได้รักพี่น้องรักเพื่อนฝูง ที่สำคัญช่างโอภาปราศรัย ไม่แปลกที่คนลักษณะนี้จะเปี่ยมไปด้วยมิตรสหายจำนวนมากทุกวงการ ที่สำคัญชอบใช้ชีวิตตอนกลางคืนนอนดึกตื่นสาย ทุกวันนี้ยังคงใช้ชีวิตเหมือนตำรวจนักสืบ มีเซฟเฮาส์ส่วนตัวมีการระวังตัวทุกก้าว เดินทางไปไหนมาไหนมักมีคนคอยติดตามไปเสมอ

จอมปูดข่าวอย่าง พ.ต.ท.สันธนะ ทุกครั้งที่ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกเสียงฮือฮาได้เสมอ ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้คงขาดสีสันไปไม่น้อย ชอบออกมาเปิดประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจสีเทา ธุรกิจลับ บ่อน ผู้มีอิทธิพล ด้วยลีลาท่าทางการพูดสไตล์นักเลงทำให้ข้อมูลดูน่าสนใจผนวกกับเคยเป็นถึงอดีตตำรวจสันติบาลย่อมมีข้อมูลเชิงลึกชวนน่าติดตาม และทุกครั้งเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์และสื่อหลักทุกฉบับ

ยิ่งตอกย้ำว่า พ.ต.ท.สันธนะ กว้างขวางเพียงใด ไม่กี่ก่อน ลึม เฮงเจ้าของสายตะกูรีสอร์ทและกาสิโน ฝั่งกัมพูชาติดชายแดนประเทศไทย ยังแจกบัตรเชิญให้ไปร่วมงานเปิดบ่อนอย่างเป็นทางการอีกด้วย ทุกวันนี้ อดีตนายตำรวจสนใจกีฬาการแข่งขันม้าอย่างมาก ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับม้า เป็นเจ้าของคอกม้ามิตรภาพไทยเวิลด์และเจ้าของม้าแข่ง นักเล่นนักชมม้ามักเจอผู้ชายคนนี้ตามสนามแข่งขันม้าชื่อดังอย่างสมาคมราชกรีฑาสโมสร หรือสนามฝรั่ง

พ.ต.ท.สันธนะ คือใคร ทำไมกล้าลุกขึ้นโชว์พาวเวอร์ในยุครัฐบาลทหาร ย้อนดูประวัติปูมหลังดีกรีไม่ธรรมดา ปัจจุบัน พ.ต.ท.สันธนะ อายุ 59 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คนของ พล.ต.ต.สมชาย และ นิตยา ประยูรรัตน์ ภรรยาชื่อ พรรณี ประยูรรัตน์ มีบุตร-ธิดา 2 คน และ ยังเป็นน้องชายในสายเลือดของ พ.ต.อ. สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ต.ท.สันธนะ สำเร็จการศึกษามัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 17 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 เมื่อปี 2523 วิทยาลัยตำรวจเอฟบีไอ สหรัฐอเมริกา ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ส่วนเส้นทางชีวิตราชการตำรวจ พ.ต.ท.สันธนะ เคยเป็นสารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 3 กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจสันติบาล สารวัตรงาน 4 ฝ่าย 4 กองตรวจคนเข้าเมือง 2 ขึ้นรอง ผู้กำกับการชุดตรวจงานป้องกัน ปราบปราม ส่วนตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ และรองผู้กำกับการ 1 กองตำรวจสันติบาล 2 ก่อนตัดสินใจ ทิ้งดาวบนบ่าไว้เป็นความทรงจำในปี 2543 ลาออกจากราชการ

นอกจากนี้ เส้นทางการเมือง พ.ต.ท.สันธนะ ยังลงเล่นการเมือง เคยลงสมัคร สส.กทม. เขตบางเขน ในยุคพรรคประชากรไทย ตอนนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค และลงสมัคร สว. ปี 2549 ก่อนรัฐประหาร แต่สอบตก และยังกลับมาสอบตกอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2550 กับพรรคประชากรไทยยุคหลัง  ที่สำคัญยังเป็นแกนนำระดับแนวหน้าของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ออกมาประท้วงสู้กับ “ระบอบทักษิณ”

กว่า 20 ปี พ.ต.ท.สันธนะ หันหลัง ให้กับเครื่องแบบสีกากี แต่ใช่ว่าจะทิ้งชีวิตห่างหายจากวงการความเป็นตำรวจยังมีเพื่อนผองในวงการตำรวจ ทหาร อีกหลายคนรับราชการอยู่ในปัจจุบันยังพบปะกินเลี้ยงกัน ซึ่งส่วนใหญ่ติดยศนายพลกันหมดแล้ว ด้วยความโชกโชนในชีวิตของอดีตนายตำรวจคนนี้ที่มี ความลับสีเทามากมายที่พร้อมออกมาแฉ ต้องจับตาดูต่อไปในอนาคตชีวิตผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร

หวั่นสงครามโซเชียล ขวางสันติสุขชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550616

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 06:34 น.

หวั่นสงครามโซเชียล ขวางสันติสุขชายแดนใต้

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดน ภาคใต้ ซึ่งดำเนินการมาร่วม 5 ปี ก็เริ่มเห็นรูปธรรมการเกิดสันติสุขมากขึ้น เมื่อคณะผู้พูดคุยทั้งฝ่ายไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ยอมรับร่วมกันที่จะกำหนดให้พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พื้นที่สีแดงซึ่งเกิดปฐมบทความรุนแรง ตั้งแต่การบุกปล้นปืนทหารในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี 2547 โดยจะให้พื้น อ.เจาะไอร้อง นำร่องโครงการพื้นที่ปลอดภัยหรือเซฟตี้โซน (Safety Zone)

พ.อ.วัฒนา กรมขันธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยว่า แนวทางการปฏิบัติจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. ช่วง 3-6 เดือนแรกจะเป็นขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ และช่วงหลัง 6 เดือน เป็นขั้นตอนนำไปสู่เป้าหมายการกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยการปฏิบัติยังคงใช้กำลังปกติ และกำลังจากภาคประชาชน

“เราจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกเรื่อง และเมื่อครบกรอบเวลาที่กำหนดจะเพิ่มเติมมาตรการต่างๆ ลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนจะลดการก่อเหตุความรุนแรงเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้น ต้องเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวกำหนดขึ้นเพื่อแสดงความไว้วางใจทั้งสองฝ่าย ในส่วนของรัฐจะต้องไม่นำกำลังทหารหรือดำเนินการใดๆ เพื่อก่อให้เกิดปัญหา ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นต่างจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ ด้วยเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ทั่วไปต้องสามารถพิสูจน์ทราบได้” พ.อ.วัฒนา กล่าว

พ.อ.วัฒนา กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีแนวคิดให้ อ.เจาะไอร้องเป็นพื้นที่เซฟตี้โซน แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยยังคงจำเป็นต้องอาศัย  พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กระบวนการพูดคุยอยู่ในขั้นตอนการสร้างความไว้วางใจ รวมถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า และขณะนี้มีกลุ่มผู้เห็นต่างหลายกลุ่ม ยืนยันว่าเป็นตัวจริง สามารถควบคุมการปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหากขยายเวลาการพูดคุยออกไป จะทำให้เราเห็นว่า กลุ่มไหนเป็นตัวจริง กลุ่มไหนมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป

ด้าน พ.อ.สุภกิจ รู้หลัด รองผู้อำนวยการสำนักข่าว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ก็บอกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในห้วงที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างสันติสุขที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2563 คือการใช้กลุ่มเครือข่ายเยาวชน กระจายข่าวผ่านโซเชียล มีเดีย ที่อาจขยายผลก่อความรุนแรง

“การข่าวพบว่าใน กทม. มีเยาวชนใน 2 สถาบันการศึกษาปลุกระดมแนวร่วม และยังพบข้อมูลการโพสต์โซเชียล ในเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดใช้ภาคใต้ หรือกลุ่ม Permas ซึ่งเป็น 1 ใน 28 กลุ่มเฝ้าระวัง โดนต้องใช้ยุทธวิธีทางด้านการข่าวที่ไม่เปิดเผยเข้าไปสร้างความเข้าใจกับเยาวชน เพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัดในแง่ตัวบุคคลที่จะเรียกมาปรับทัศนคติ”

ด้าน มนพ บุญทวีโรจน์ ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดยะลา มองว่า แม้รัฐจะพยายามให้เกิดพื้นที่สันติสุข กำหนดพื้นที่เซฟตี้โซนแต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่ การรักษาความปลอดภัยครูมีความจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่เกิดเหตุการณ์แต่ประมาทไม่ได้ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าเหตุการณ์ในพื้นที่ยังไม่สงบ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

“ต้องยอมรับว่า การรักษาความปลอดภัยโดยเข้มแข็งและจริงจังนั้นทำให้เหตุการณ์ลดลง ประกอบกับการที่โรงเรียนได้ใช้ความสัมพันธ์ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำลังภาคประชาชนมาช่วยกันดุแลรวมกับฝ่ายปกครองทุกฝ่าย เหตุการณ์กับครูจึงลดน้อยลงเป็นอย่างมาก แต่ก็คิดว่าการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำต่อไป”

ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดยะลา กล่าวว่า สำหรับโรงเรียนพื้นที่ในเมืองไม่น่าห่วง ที่น่าห่วงคือพื้นที่โดยทั่วไป เพราะว่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไร แม้รัฐจะต้องพยายามให้เกิดพื้นที่สันติสุข กำหนดพื้นที่เซฟตี้โซนก็ยังเกิดได้ การเคลื่อนไหวก็ยังมีอยู่

มันแค่วิกฤตของความกลัว สถานศึกษาจะไม่มีทางปิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550509

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

มันแค่วิกฤตของความกลัว สถานศึกษาจะไม่มีทางปิดตัว

“ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เยอะกำลังตื่นกลัวกับอนาคต แต่เราไม่เคยถามเด็กเลยว่าพวกเขากลัวด้วยหรือไม่ เด็กทุกวันนี้ไม่ได้คิดเหมือนกับผู้ใหญ่แล้ว”

*************************

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท่ามกลางความกังวลว่าอุดมศึกษาไทยกำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงวิกฤต ผลจากอัตราการเกิดที่น้อย แม้แต่การปิดตัวของบางมหาวิทยาลัย และการยุบบางคณะวิชาเพราะไม่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน

บนความก้าวย่างของความกังวล มหาวิทยาลัยเอกชนยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถูกตอบอย่างกระจ่างผ่าน ทิพรัตน์ วงษ์เจริญ รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งมองสิ่งที่ถูกเรียกว่าวิกฤต เป็นแค่ความตื่นกลัวเท่านั้น

ทิพรัตน์ ขยายความว่า ข่าวคราวที่ว่ามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวไปแล้ว 500 แห่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยในไทยก็ทยอยปิดตัวไปนั้น เป็นความวิกฤตของความตื่นกลัวเท่านั้น แต่หากมองให้เป็นปกติ ก็จะเห็นภาพของมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาที่เป็นสถานที่เรียนรู้ ซึ่งเรามีมาแต่โบราณกาล แน่นอนว่าในวันข้างหน้าจะต้องมีอยู่ สถานเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แล้วเช่นนี้จะวิกฤตไปได้อย่างไร

“หากเราไปตีกรอบว่ามหาวิทยาลัยจะปิดตัว แสดงว่าเรากำลังดูเพียงโครงสร้างเท่านั้น แต่หากมองในเนื้อหาลึกๆ แล้ว สถานศึกษาไม่มีคำว่าวิกฤตหรอก นี่คือมุมมองของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คำว่าวิกฤต เราไปโยงกับคำว่าเด็กเกิดน้อยลง เข้าเรียนน้อย ก็ไม่แปลก เพราะจริงๆ แล้วสถานศึกษาขอให้มีคนเข้าเรียน และไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเด็กเสมอไป เพราะคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต นี่คืออนาคตที่เราต้องเห็นภาพ แม้แต่คนที่เรียนจบแล้วยังต้องเรียนรู้ต่อไปอีก”

สิ่งที่ทำให้ ทิพรัตน์ ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยกรุงเทพมองเช่นนี้ ก็เพราะทุกวันนี้หากมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่สถานศึกษาต่างๆ ไม่เลือกวัยของกลุ่มคน หรือวัยที่อยากจะเรียนรู้ สถานเรียนรู้ก็ไม่อาจจะปิดตัวลงได้ เพราะหลักคิดของสถานศึกษาจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อแสวงหาความอยู่รอดร่วมกันในอนาคต

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ความกลัวของผู้ใหญ่ยังมีผลต่อเด็กอยู่ไม่น้อย

“ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เยอะกำลังตื่นกลัวกับอนาคต แต่เราไม่เคยถามเด็กเลยว่าพวกเขากลัวด้วยหรือไม่ เด็กทุกวันนี้ไม่ได้คิดเหมือนกับผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่ได้มองว่าอนาคตน่ากลัว ผู้ใหญ่กำลังใส่ความกลัวให้กับเด็กตามมุมมองของผู้ใหญ่ แต่เด็กเกิดมาเพื่อโลกยุคอนาคต เราอย่าลืมตรงนี้”

รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เสริมว่า ความกลัวของผู้ใหญ่นั้นสะท้อนได้จาก หากเด็กตัดสินใจว่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ผู้ใหญ่รอบข้างจะรีบห้ามทันที แต่ผลลัพธ์ที่เราเห็นๆ กันอยู่ก็คือเด็กก็เรียนได้ จบออกมาก็มีอาชีพ เด็กมีความกล้าที่จะมาเรียน แต่ทำไมผู้ใหญ่ต้องใส่ความกลัวให้กับเด็ก นั่นเป็นเพราะสังคมไทยมีกรอบของผู้ใหญ่ที่ตีไว้ให้กับเด็กๆ ทั้งๆ ที่เด็กไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเราแล้ว

“อาจารย์ใน ม.กรุงเทพ ตกลงกันว่า ใน 1 วันที่ทำงานจะต้องคุยกับเด็กให้ได้ถึง 80% เพื่อทำให้มุมมองของผู้ใหญ่เปลี่ยนไป มันทำให้เราสรุปออกมาได้ว่า ที่มันเกิดวิกฤตอุดมศึกษาในขณะนี้เป็นเพราะผู้ใหญ่ใช้ประสบการณ์ตัวเองจนเกินเหตุ คือเราหวังดีกับเด็ก กลัวว่าเด็กไม่มีอาชีพ ไม่มีอนาคต แต่เราเคยถามเด็กหรือยังว่าเขากลัวหรือไม่

“เด็ก ม.กรุงเทพ เราก็ถามเขา คำตอบที่ได้มาคือ อะไรคือตกงานคะอาจารย์ อะไรคือไม่มีอาชีพ เพราะทุกวันนี้เด็กๆ มีรายได้ขณะเรียน อย่างนี้เรียกอาชีพได้หรือไม่ เขาพิสูจน์ตัวเองได้ ถึงแม้ว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ก็ยังหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ดังนั้น นิยามอาชีพของผู้ใหญ่ที่ให้ความหมายคือ จบไปต้องไปสมัครงานในตลาดงานใช่หรือไม่ หรือเราต้องการทักษะการทำมาหากินกันแน่”ทิพรัตน์ ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนกับสังคมในสายพานของอาชีพแต่ละแขนงนั้น อาจารย์ผู้นี้มองต่างมุม เพราะตลาดแรงงานในปัจจุบันต้องการคนที่เก่ง และสามารถทำงานได้หลากหลายมากกว่าเดิม และมหาวิทยาลัยเอาแต่พร่ำบอกว่าจบไปให้ไปสมัครงาน เมื่อเด็กไปสมัครงานก็ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่หากเปลี่ยนมุมไม่ต้องบอกให้เขาไปสมัครงาน แต่ฝึกและสอนและเสริมเขาในฐานะ “โค้ช” ไม่ใช่ “อาจารย์” ที่เมื่อจบออกไปแล้วต้องพึ่งพาตัวเองได้ เขาจะไม่สนใจตลาดงาน และสามารถสร้างอาชีพของตัวเองขึ้นมาได้เช่นกัน

“ในอนาคตไม่มีงานแบบไหนที่มั่นคงหรอก ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ต้องไปกังวลแทนเด็กในยุคนี้เลย เพราะเขากำลังจะพาสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เราไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้แล้ว ต้องรอเด็กยุคนี้พาสังคมให้ดียิ่งขึ้น”

ท้ายสุด แม้ภายนอกจะมองว่าอุดมศึกษากำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต แต่ ทิพรัตน์ ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพและคณะอาจารย์ยังคงต้องหนักแน่น และเชื่อมั่นในแนวทางการสอนของตัวเองที่เปรียบอาจารย์คือโค้ช และนักศึกษาคือผู้เล่นที่ต้องฝึกฝนก่อนส่งสู่สนามชีวิตจริงๆ ในอนาคต และสิ่งสำคัญคือเด็กที่จบออกไปจะต้องไม่ไปเป็นภาระของพ่อแม่ เด็กต้องยืนได้ด้วยตัวเอง หากทำไม่สำเร็จ นั่นคือวิกฤตของอุดมศึกษาอย่างแท้จริง

“มหาวิทยาลัยกรุงเทพจะไม่ปิดตัวอย่างแน่นอน ตราบใดที่ยังมีคนมาให้สอน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน เราไม่ได้นั่งเฉยๆ มหาวิทยาลัยจะปิดตัวลงไปได้อย่างไร และหากวันใดไม่มีใครมาเรียนแล้ว นั่นสิ ถึงจะวิกฤตอย่างแท้จริง” ทิพรัตน์ ทิ้งท้าย

‘ราชภัฏ’หนีวิกฤต หลักสูตรกระทบวิทย์-สังคม ไร้คนเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550420

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

‘ราชภัฏ’หนีวิกฤต หลักสูตรกระทบวิทย์-สังคม ไร้คนเรียน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ผลจากสภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยลง รวมถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มค้นหาเส้นทางสู่ความสำเร็จในชีวิตโดยไม่พึงพาใบปริญญาบัตรเพิ่มมากขึ้นปัจจัยเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้หลายมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เช่นนั้นอาจถึงขั้นต้องปิดตัว

มหาวิทยาลัยราชภัฏจึงได้พยากรณ์ถึงปัญหาที่กำลังก่อตัวโดย เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดี ประธานที่ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้จำนวนนักศึกษาที่มาสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทุกแห่งมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากนักเรียนที่สำเร็จจากชั้นระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ลดลง จึงมีการพยากรณ์ว่าต่อจากนี้จำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยจะลดลงตามลำดับและไม่เพิ่มจำนวนได้อีกแล้ว นำไปสู่ปัญหาที่บางสาขาวิชาเรียนไม่มีนักศึกษามากพอเปิดห้องเรียนได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์วิกฤตอุดมศึกษา หากแต่ละมหาวิทยาลัยยังไม่เปลี่ยนแปลงจากนี้จะอยู่ลำบาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ต้องอาศัยค่าธรรมเนียมนักศึกษามาบริหารจัดการจะได้รับผลกระทบมากพอควร

ประธานที่ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏขยายความถึงจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้ สืบเนื่องจาก 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราการเกิดของเด็กลดน้อยลง การแต่งงานน้อยลง อัตราการมีบุตรช้า บางครอบครัวไม่ต้องการมีบุตร หรือมีบุตรคนเดียว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประชากรลดลงและแสดงผลออกมาในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของแต่ละมหาวิทยาลัยจึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อบริหารท้องถิ่นของตนเอง จึงมีหน้าที่ผลิตนักศึกษาและพัฒนาชุมชน มุ่งเน้นผลิตบุคลากรครู ไม่ใช่มีหน้าที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานวิจัยและบริการวิชาการด้วย ฉะนั้นขณะนี้ “ราชภัฏ” กำลังเตรียมการให้อาจารย์ต้องปฏิบัติภารกิจขยายองค์ความรู้มากขึ้น เช่น พัฒนางานบริการพัฒนาท้องถิ่นที่เป็นหัวใจหลักของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

อีกส่วนหนึ่งบางหลักสูตรอาจต้องชะลอการรับสมัครนักศึกษา แล้วให้อาจารย์มาพัฒนาหลักสูตรให้เด็กมีงานทำ ปรับให้มีความทันสมัย ทันสถานการณ์ปัจจุบัน ด้านหนึ่งต้องพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองผู้ประกอบการ โดยให้นักศึกษาได้ไปเรียนกับผู้ประกอบการ หรืออาจมีหลักสูตรสอนระยะสั้น สอนคนที่ต้องการเรียนไปพร้อมกับทำงานไปด้วย แต่จะไม่มีการให้อาจารย์ออก

“หลักสูตรไหนที่ต้องปิดเราก็ต้องยอมปิด เช่น สาขาสายวิทยาศาสตร์ สายวิชาสังคมบางสาขามีคนมาเรียนน้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็น้อยอยู่แล้ว แต่เราจะนำอาจารย์ในสาขานั้นๆ มาพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน รวมทั้งขยายไปทำภารกิจอื่นๆ อย่างงานวิจัยที่มุ่งทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏมีจำนวนนักศึกษาลดลงเฉลี่ยปีละ 10% แต่คาดว่าไม่ถึงกับลดลงจนหมดสิ้น” เรืองเดช กล่าว

เรืองเดช กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยต้องออกไปดูบริษัทเอกชนว่าเขาต้องการบุคลากรทำงานด้านไหนบ้าง จากนั้นเราจะผลิตนักศึกษาให้ตอบสนองกับความต้องการ ไม่ใช่ต่างคนต่างผลิต แล้วออกไปทำงานอะไรไม่ได้ ส่วนการผลิตนักศึกษาเพื่อชุมชน แต่ละท้องถิ่นยังคงต้องการความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยอีกมาก อาทิ วิสาหกิจชุมชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจะสามารถลงไปช่วยเขาได้ โดยนำองค์ความรู้เครือข่ายไปช่วยให้เกิดความมั่นคงในชีวิต คุณภาพชีวิตดีขึ้น

สำหรับสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งมีผู้มาสมัครเรียนเป็นจำนวนมากและเต็มทุกแห่ง คือครู มีนักศึกษาเรียนดีกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้เป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพครูจะมีการบรรจุรับราชการในแต่ละปีหลายตำแหน่ง ส่วนสายอื่นอย่าง บัญชี เทคโนโลยี อุตสาหกรม การท่องเที่ยว ซึ่งสายวิชาชีพที่สามารถออกไปหางานทำได้ก็ยังมีคนมาสมัครเรียนเป็นจำนวนมากเช่นเดิม

กระนั้นเมื่อสังเกตสังคมยุคปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาในโลกออนไลน์มากขึ้นดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วย หรือจัดการเรียนการสอนที่อาจเก็บเป็นรายวิชาที่สามารถเรียนที่ไหนก็ได้ในอนาคตอาจเป็นเช่นนั้น

“นับจากนี้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เป็นความเสี่ยงอย่างมากถ้าไม่ปรับตัว แต่หากรีบปรับตัวตั้งแต่วันนี้เช่น ปรับหลักสูตรเปลี่ยนพันธกิจ เราจะสอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและอยู่รอดได้” เรืองเดช กล่าว

4 ปีคสช.สร้างกติกาจัดทัพ ปูทางเลือกตั้งยึดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550282

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 07:33 น.

4 ปีคสช.สร้างกติกาจัดทัพ ปูทางเลือกตั้งยึดอำนาจ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยเวลานี้เดินทางถึงจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะครบรอบ 4 ปีของการเข้ามา บริหารประเทศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้การเลือกตั้งจะยังไม่ถูกกำหนดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีสัญญาณบางประการที่แสดงให้เห็นอย่างมีนัยสำคัญว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในปี 2562

สัญญาณที่ว่านั้น คือ ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพยายามตั้งพรรคการเมืองของ คสช.และการทาบทามอดีต สส.มาเข้าร่วม

มาถึงจุดนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยว่าแล้วกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่เรียกร้องให้กดดัน คสช.เร่งจัดการเลือกตั้งจะมีทิศทางอย่างไร ต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคนสำคัญของการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้ง ได้ให้มุมมองและวิเคราะห์ ถึงการเคลื่อนไหวของ คสช.ไว้อย่างน่ารับฟังดังนี้

ก่อนอื่น อาจารย์อนุสรณ์ มองภาพรวมของ คสช.ตลอด 4 ปีว่า “ถ้าเรามองแบบภาพใหญ่ที่สุด รัฐประหารเกิดขึ้นมา แม้จะอ้างเหตุผลเรื่องการระงับไม่ให้เกิดการนองเลือดบนถนนและจะเข้ามาวางกฎเกณฑ์กติกาเพื่อไปสู่การเมืองที่ดีกว่าในรูปของการปฏิรูป แต่ในแง่หนึ่ง มันปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.เป็นคล้ายๆ กับกลไก แขนขาของพลังอนุรักษนิยมก็ได้ เป็นการหวนคืนกลับมาอีกครั้งของกลุ่มอำนาจเก่าหรือเครือข่ายชนชั้นนำจารีต”

“พอการรัฐประหาร 2557 เกิดขึ้นมาในแง่หนึ่ง คือ ถึงจะปวารณาตัวว่าเป็นกลางและบอกว่าจะมาคลี่คลายความขัดแย้งและไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดในแผ่นดิน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้และไม่ควรจะลืมว่าหนึ่งในข้อเรียกร้องของ กปปส.เวลานั้น คือ การให้ทหารเข้ามาแทรกแซง ซึ่งในอีกความหมายหนึ่ง คือ การรัฐประหารนั่นเอง ดังนั้น เราจึงเห็นความยินดีปรีดาหรือการยอมยุติโดยดีของ กปปส.เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นมา”

“ภายใต้ความระส่ำระสายและการแตกกระจายของเครือข่ายอำนาจเก่า ไม่ว่าจะเป็นในระดับของแกนนำ ตัวประสานงาน หรือมวลชน ซึ่งเป็นโอกาสให้ คสช.ที่จะเข้ามายึดกุมหรือสร้างสถาปัตยกรรมทางการเมืองเพื่อให้ตัวเองได้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่ง อาจเรียกว่าเพื่อไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้เสียเปล่าหรือเสียของ”

อาจารย์อนุสรณ์ชี้ถึงสิ่งที่ คสช.กำลังทำว่า “สิ่งที่เขาทำคืออะไร ตอนแรกเหมือนกับว่าจะคอยโยงใยอยู่ข้างหลังผ่านรัฐธรรมนูญที่มีการวางกลไกมากมายที่ทำให้รัฐบาลใหม่ทำงานได้ลำบาก โดยเฉพาะหากอีกฟากหนึ่งชนะ แต่หลังจากนั้นมาอีกระยะหนึ่งดูเหมือนว่าแค่นั้นยังไม่พอใจ ก็พาตัวเองเข้ามาสู่สนามการแข่งขันในทางการเมืองเลย เพราะกติกาที่วางไว้ก็ได้เปรียบและยิ่งอาศัยจังหวะตอนนี้ที่ตัวเองเป็นรัฐบาลและมีกฎหมายเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่ขึงอดีตนักการเมืองให้ขยับได้ไม่มากแล้ว ตัวเองก็อาศัยนโยบายที่ได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นประชารัฐ โครงการไทยนิยมยั่งยืน เหล่านี้เป็นไปเพื่อปูทางให้ตัวเองเข้ามาอีกครั้ง”

สาเหตุที่ คสช.ต้องขึ้นมาเล่นเอง จากเดิมที่คิดแค่จะอยู่เบื้องหลัง? อาจารย์อนุสรณ์ วิเคราะห์ว่า “เหมือนกับว่าไม่มั่นใจ อยู่ข้างหลังอาจจะไม่มั่นใจ หรืออาจไม่ทันใจพอ จึงเลือก ที่จะลงไปเล่นเอง อย่าลืมว่าตัว คสช.เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ และกองทัพเองก็เป็นสถาบันทางสังคมหรือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ คุณมีงบประมาณที่ต้องจัดสรร ทั้งกระทรวงกลาโหมหรืออื่นๆ”

“ดังนั้น ในแง่หนึ่งเพื่อที่จะทำให้เป็นหลักประกันว่าเมื่อเดินไปข้างหน้าแล้วและแม้รัฐบาลพลเรือนอาจเกรงใจอยู่บ้าง แต่การที่ตัวเองเข้าไปอยู่ในข้างในเองก็ยังสามารถคงเอาไว้ซึ่งอำนาจในการจัดสรรประโยชน์ให้กับกลุ่มตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาและชอบธรรม ไม่จำเป็นต้องชักใยอยู่ข้างหลังต่อไป

“การชักใยอยู่ข้างหลังไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ สู้ลงมาเล่นเองดีกว่า ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่าเขาเปิดหน้ามาเล่นแล้ว เดิมทีคุณประยุทธ์บ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปเลี่ยงมาว่าจะเป็น นายกฯ หรือไม่ หากมีใครเสนอมา แต่มาอีกสักพักบอกว่าไม่ปฏิเสธแล้ว และล่าสุดรองนายกฯ สมคิดที่เป็นคีย์แมนก็พูดชัดเจนว่าถ้าคุณประยุทธ์จะอยู่ต่อก็ยินดีสนับสนุน และมีการคิดที่จะตั้งพรรคการเมือง ยังไม่นับรวมพรรคการเมืองที่จดทะเบียนใหม่เกือบครึ่งหนึ่งประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนคุณประยุทธ์

“ที่สุดแล้วจะเห็นถึงการจะเข้ามาสู่สนามการเมืองในระบบ และพยายามอาศัยประโยชน์จากกติกา อย่างน้อยเพื่อเป็นหลักประกันว่าในสถาบันการเมืองปกติก็ยังมีกลไกที่ยังเป็นประโยชน์ให้กับกลุ่มชนชั้นนำต่อไป”

แสดงว่า 4 ปีมานี้เป็นการปูทางในอนาคต? อาจารย์อนุสรณ์ตอบว่า “ใช่ครับ เป็นการปูทางและการจัดการทัพ คือ ตอนต้นยังไม่อาจลงมาเล่นเอง แค่จัดสร้างและวางกลไกเพื่อควบคุมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญกำหนดที่คอยตรวจสอบ เท่านั้นยังไม่พอไง คงรู้สึกว่าลำพังเพียงวางกลไกไว้ที่ไม่ให้เป็นอิสระไม่พอ เลยคิดว่าลงมาเล่นเองดีกว่า

“อย่างไรก็ตาม คิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นปัญหาเหมือนดาบสองคม เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบเอาไว้ด้วยการคิดว่าคอยตรึงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ในอาณัติ สมมติว่าคุณเป็นพรรคการเมืองที่สามารถระดมเสียงจากพรรคการเมืองต่างๆ มาจัดตั้งรัฐบาล แต่ตรงนี้จะกลายมาเป็นบูเมอแรงที่มาเชือดคอตัวเอง เพราะมันจะลุ่มล่ามไปหมด สิ่งที่คุณวางไว้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า จะกลับมาเล่นงานเอง เพราะตอนแรกไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเข้ามาเล่นเอง เพียงแต่ต้องการจะอยู่ข้างหลังเท่านั้นและจัดการมากกว่า”

อาจารย์อนุสรณ์ วิเคราะห์ต่อไปว่า แต่ ตอนนี้โจทย์ที่ตามมา คือ หากเขาชนะและได้เข้ามาทำงานก็ต้องเจออีกหลายด่านเยอะเลย อันนี้ ยังไม่นับรวมไปถึงว่าในปกติแล้วในกลไกระบบรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ต้องอาศัยเสียง ของ สส. ถ้าคุณไม่สามารถที่จะดึงเอาพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค เช่น ประชาธิปัตย์ หรือ เพื่อไทย มาเป็นพวกเดียวกับคุณได้ มันจะดำเนินนโยบายหรือกระบวนการในรัฐสภาค่อนข้าง ลำบาก

“มาตรา 44 ก็หมดทันทีที่มีรัฐบาลใหม่ และคุณประยุทธ์เองก็ไม่คุ้นเคยกับการต้องมาอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล การต้องใช้ข้อเท็จจริงมาหักล้าง คุณประยุทธ์ถนัดแต่เพียงใช้วาจาบ่ายเบี่ยง ซึ่งตอนนี้คุณทำได้ เพราะไม่มีใครสามารถมาเอาผิดได้ แต่ทันทีที่คุณกลายเป็นฝ่ายบริหารที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย คุณต้องรับผิดชอบหลายสิ่ง หลายอย่างมาก คุณประยุทธ์อาจต้องมานั่งเสียใจในภายหลังก็ได้”

การที่ คสช.กำลังจะลงเล่นการเมืองแสดงให้เห็นว่า คสช.ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง? อาจารย์อนุสรณ์ ระบุว่า “การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วตราบเท่าที่เป็นประเทศประชาธิปไตย จึงต้องวางกติกาให้คนที่เข้ามาต้องอยู่ในอาณัติคุณ แต่ต่อมาก็คิดว่าควรมาเล่นเอง ซึ่งผมเข้าใจว่าเขาอาจเล็งทำหลายเรื่องมากกว่าที่เราคิด จึงต้องเข้ามาเล่นเอง เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น กองทัพ หรืออาจกว้างกว่านั้น เช่น ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นกลไกสำคัญในการรักษาอำนาจและจัดสรรประโยชน์ของเครือข่ายชนชั้นนำ มันไม่พอแล้วกับอยู่ฉากหลัง”

เมื่อการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น กลุ่มที่ต้องการอยากให้มีการเลือกตั้งจะมีความหมายอย่างไร? อาจารย์อนุสรณ์ ยอมรับว่า “อาจต้องเป็นสิ่งที่ต้องประเมินกัน เพราะกลุ่มที่ชุมนุมนั้นเรียกร้องให้คุณประยุทธ์เคารพโรดแมป หลังจากถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งแล้ว ถึงแม้เป็นเกมที่ต้องเล่น แต่เป็นเกมที่ต้องสร้างหลักประกันให้ได้ก่อนว่าเขาจะเป็นผู้ชนะหรืออย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องควบคุมอะไรได้ แต่ปัจจุบันเขายังไม่สามารถสร้างหลักประกันได้อย่างเบ็ดเสร็จทันที ยังอยู่ในระยะของการจัดทัพ ฉะนั้น ด้วยระยะเวลามันยังไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำ คือ คุณต้องประวิงเวลาไปเรื่อยๆ

“ดังนั้น สิ่งที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งทำ คือ ทำให้ระยะเวลาที่เขาจะประวิงออกไปสั้นที่สุดให้ได้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดเพื่อให้เขาจัดทัพไม่เสร็จ ดังนั้น โอกาสของปีกประชาธิปไตยหรือฝ่ายที่ไม่ได้สมาทานแนวทางของ คสช.ก็มีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะสูง”

ถึงที่สุดแล้วการเมืองจะกลับไปสู่วงจรแบบเดิม? อาจารย์อนุสรณ์ คิดว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารน่าจะมี เพราะตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถปฏิรูปกองทัพและศาลได้ หลายประเทศกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่มันแข็งแรงและสมบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี

“ของเราตั้งแต่ พ.ศ. 2475 มาถึงตอนนี้ก็ 80 ปีกว่าๆ ต้องใจเย็นๆ และประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะมาก ดังนั้น ที่สำคัญคือ เราจำเป็นต้องสร้างฐานทางสังคมและตื่นรู้ให้คนส่วนใหญ่ตระหนักว่าสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยมีความสำคัญและเกี่ยวกับปัญหาปากท้องกันอย่างแบ่งแยกไม่ออก” อาจารย์อนุสรณ์ ทิ้งท้าย

อนาคตความหวัง พรบ.คู่ชีวิต ในแบบ’ครอบครัว’คนหลากเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550141

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 07:42 น.

อนาคตความหวัง พรบ.คู่ชีวิต ในแบบ'ครอบครัว'คนหลากเพศ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นด้วยกับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ปี พ.ศ…. แต่ทว่าตอนนี้ยังย่ำอยู่กับที่ โดยร่าง  พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ที่ให้สิทธิกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเริ่มร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็ต้องสะดุดลง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ปะทุในเวลานั้น ทำให้พลิกผันเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงเป็นความหวังของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

ในฐานะที่เคยคลุกคลีมีโอกาสร่วมร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ปี 2555 ของ เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เผยความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ปี พ.ศ…. เรียกว่าถูกเซตซีโร่ใหม่ หรือ Set zero ทั้งหมด สำหรับร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การจดทะเบียน คู่ชีวิต ปี พ.ศ….ที่จะร่างกันใหม่หลังจากถูกตีกลับจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มความชัดเจนขึ้น

จากข้อมูลทราบว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน องค์กร รวมกว่า 30 คน จะเข้าช่วยออกแบบออกความเห็นเพื่อไปประกอบพัฒนาเป็นร่างกฎหมาย จากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการจากภาคส่วน องค์กรกว่า 30 คน ได้พิจารณาดูอีกครั้ง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายร่างกฎหมายขึ้น โดยความเห็นส่วนตัวคาดว่าจะใช้ชื่อร่างกฎหมายฯ ใหม่ว่า “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” เพราะคำว่า “จดทะเบียน” อาจยังเหมือนการตีตราอยู่

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 หรือปีนี้นั่นเอง เพื่อเสนอส่งเข้าแผนพัฒนากฎหมาย ก่อนเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อนำเข้าสภาต่อไป โดยขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างกระบวนการวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยให้ทาง UNDP เป็นผู้ทำ วิจัยศึกษาแนวทางการพัฒนาร่าง กฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ให้ชัดเจนกว่าเดิมเน้นทำอย่างรอบด้าน และคนทุกกลุ่มไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเท่านั้น

“ต้องมีข้อมูลรองรับชัดเจนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รวมถึงให้ไปศึกษาโมเดลการสมรสของกลุ่ม คนหลากหลายทางเพศใหม่ว่าการใช้ชีวิตของคนเพศเดียวกันจะทำยังไง ไม่ใช่แค่คู่รักชายหญิงทั่วไป และศึกษาผลกระทบทางด้านศาสนา”

สำหรับร่างกฎหมายนี้ต้องการทราบชัดเจนว่าความต้องการของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศต้องการสิ่งใด เพื่อให้กฎหมายเกิดความลงตัวที่สุด ก่อนจะออกกฎหมายบังคับใช้ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ ตอนนี้จึงรอผลวิจัยจาก UNDP จะส่งงานวิจัยทั้งหมดให้ประมาณเดือน พ.ค.นี้

เกิดโชค แสดงความเห็นส่วนตัว คาดการณ์ว่า สาระสำคัญในร่างกฎหมายฯ ฉบับใหม่นี้ คงจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากร่างกฎหมายเดิม โดยใจความสาระสำคัญที่คำนึงถึงคือ การเล็งเห็นถึงการก่อร่างตั้งครอบครัว โดยมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องให้กับกลุ่มคนหลากหลายเพศที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน เชื่อว่าร่างกฎหมายใหม่ต้องไปตอบโจทย์ได้ คือการอยู่ร่วมกันแบบสามีภรรยา มีสิทธิต่างๆ หลังอยู่ร่วมกัน เช่น ทรัพย์สิน ประกันชีวิต มรดก ค่ารักษาพยาบาล ลดหย่อนภาษี ฯลฯ

ส่วนข้อถกเถียงสาระสำคัญนั้น เกิดโชค เผยว่า แล้วผู้ที่จะใช้ร่างกฎหมายนี้หากมีการบังคับใช้จริงแล้วจะตรวจสอบอย่างไรว่าชายหรือหญิงคนนั้นอยู่ในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจริง จึงเป็นเรื่องยากไม่น้อย ตัวอย่างเช่น ชายกับชายที่จดทะเบียนกับชาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นชายรักชายจริง อาจแอบอ้างเป็นเพื่อต้องการเข้ามาใช้สิทธิค่าพยาบาล หรือสิทธิอื่นๆ จึงเป็นข้อกังวลของภาครัฐว่าอาจมีคนแอบอ้างเข้ามาใช้สิทธิกฎหมายนี้ ดังนั้นคำจำกัดความ ของคนเหล่านี้คืออะไรสิ่งใดเป็นเครื่องการันตีว่าเป็นชายรักชายจริง

ขณะเดียวกันเกิดโชคยังแนะวิธีการตรวจสอบว่า ต้องมีการทดลองอยู่กัน 3 ปีก่อนหรือไม่ หรือตรวจเพื่อให้ใบรับรองแพทย์ แต่ก็อาจถูกโจมตีเหมือนการตีตรากลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งในการร่างกฎหมาย ท้ายที่สุด ร่างกฎหมายนี้ต้องป้องกันไม่ให้รัฐเสียผลประโยชน์ด้วย

ขณะที่สถานการณ์ความหลากหลายทางเพศปัจจุบันนั้น รองอธิบดี เผยมุมคิดส่วนตัวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิพึงมีพึงเกิดตามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน สภาพปัญหาในมุมปฏิบัติของประเทศไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเหมือนกับบางประเทศที่เคร่งครัด

“คนกลุ่มนี้ในประเทศไทยจึงไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิ มีอิสระ แต่เพียงแค่คนบางกลุ่มที่อยากจะก่อตั้งครอบครัวให้มีการรองรับทางด้านครอบครัวและสิทธิอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น ถ้ามองอีกมุมคนเข้าใจว่ามันคือกฎหมายทางเลือก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ สมมติแค่เราคิดว่าคบหากันเท่านั้นก็ไม่ต้องใช้กฎหมายนี้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องการก่อตั้งเป็นครอบครัวแบบหญิงชายทั่วไป ก็มาใช้กฎหมายฉบับนี้”

ทว่าโอกาสของสังคมไทยเปิดมาตลอด เดิมเมื่อ 10 ปีก่อนแค่พูดเรื่องจดทะเบียนแต่งงานยังไม่มีใครกล้าพูด หรือแค่พูดให้สังคมยอมรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศยังไม่มีใครกล้าพูด นาทีนี้เราก้าวกระโดดจากจุดนั้นมาแล้ว ไม่มีการรังเกียจเดียดฉันท์ มีกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ เปิดโอกาสทำงาน ไม่กีดกั้น และยอมรับคนกลุ่มนี้ในสังคม

ในที่สุดแล้วเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างน้อยกว่า 20 ประเทศที่มีการเปิดกว้างและเป็นเทรนด์โลกไปแล้วจึงคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องปกติในสังคม ท้ายที่สุดแล้วร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ใครจะอยู่ในขอบเขตผู้บังคับใช้กฎหมายส่วนนี้นั่นเป็นคำถาม

เจาะแผนรู้ทันม็อบ รับมือเบาไปหาหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550140

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 07:30 น.

เจาะแผนรู้ทันม็อบ รับมือเบาไปหาหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสื่อมมนต์ขลังทางอำนาจหรืออย่างไร บรรดากลุ่มมวลชนกล้าประกาศนัดชุมนุมใหญ่ท้าทาย คสช. ส่วนใหญ่เป็นขาประจำ ทุกกลุ่มเรียกตัวเองว่า คนอยากเลือกตั้ง อาทิ รังสิมันต์ โรม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว กลุ่ม START UP PEOPLE วีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ

การชุมนุมปลุกเร้าตั้งแต่ต้นปี 2561 จากคนอยากเลือกตั้งสู่กลุ่มขับไล่ คสช. ทุกกลุ่มที่ออกมาเรียกร้อง ประเด็นคล้ายๆ กัน อาทิ คัดค้าน “บิ๊กตู่” อยู่ต่อ กดดันให้ประกาศวันเลือกตั้ง ปลดล็อกคำสั่ง คสช. 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และให้ปลด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้ครอบครองนาฬิกาเพื่อน ออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงทำให้การชุมนุมในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ยกระดับเป็นการขับไล่ คสช.ไปแล้ว

ดังนั้น รัฐบาล คสช.จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ จะกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ “บิ๊กตู่” ในประชาคมโลก โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน หากเกิดเหตุการณ์บานปลาย คสช.จึงปรับกลยุทธ์ในการรับมือ โดยสภากลาโหมที่มี “บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ตั้ง พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ไปจัดทำคู่มือรับม็อบด้วยการตั้งคณะทำงานพิเศษร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจ กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง เพื่อกำหนดรายละเอียดและขั้นตอนการปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุบานปลายจนนำไปสู่การเผชิญหน้าจนเกิดความรุนแรงนองเลือด

เบื้องต้นจะกำหนด 7 ขั้นตอน แบบเบาไปหาหนักโดยเน้นสันติวิธี ตักเตือนพูดคุย ทำความเข้าใจตามกรอบกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้กำหนด 2 เรื่องสำคัญ คือ กิจกรรม และสถานที่ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยระบุว่า ผู้จัดการชุมนุมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ต้องระบุวัตถุประสงค์ วันที่ ระยะเวลา สถานที่ชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้สำหรับการชุมนุมให้ชัดเจน

เมื่อได้แจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว อำนาจจะเป็นของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 11 ที่จะพิจารณาว่า การจัดการชุมนุมดังกล่าวขัดต่อเงื่อนไขตามมาตรา 7 เรื่องการห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากสถานที่ต้องห้ามหรือไม่ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และถ้าเห็นว่าการชุมนุมขัดกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิออกคำสั่งห้ามชุมนุมได้ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาแทรกแซงหรือตัดตอนก่อนเสมอ เช่น สั่งไม่ให้ชุมนุมในสถานที่ที่ขอไว้ และให้เปลี่ยนรูปแบบการชุมนุมเป็นการส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือแทน

แต่หากผู้ชุมนุมยังดื้อดึง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้ว หากผู้ชุมนุมไม่ยุติการชุมนุมภายในระยะเวลากำหนดตามคำสั่งศาล และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุมตามที่ประกาศแล้ว ให้ถือว่าผู้ชุมนุมที่ยังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยมิได้รับอนุญาตได้กระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม ค้น ยึด รื้อถอนทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุม รวมถึงสลายการชุมนุมได้ในที่สุด

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ คสช.มอบอำนาจให้กองทัพคุม เพราะเห็นแล้วว่าลำพังกำลังตำรวจน่าจะเอาไม่อยู่ ยิ่งสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจ การเมืองต้องไม่กระเพื่อมและกระแสความนิยมของ “บิ๊กตู่” ต้องไม่ระคายเคือง คสช.จึงตัดสินใจถ่ายอำนาจคุมสถานการณ์ให้กองทัพเข้ามาดูแลแทน

เบื้องต้นจะมุ่งใช้กฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะก่อน แต่หากเอาไม่อยู่จริงๆ การเข้าควบคุมสถานการณ์จะเน้นยุทธวิธีตามคู่มือ 7 ขั้นตอนที่เน้นการดำเนินการแบบเบาไปหาหนัก มีการจัดวางพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งการใช้คนให้เหมาะสมกับเพศและวัย เช่น ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ที่สำคัญไม่มีการใช้อาวุธหรือส่งใดจะทำให้ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นภาพออกไปโดยยึดหลักการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อมตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด

กฎใช้กำลัง 7 ข้อ เริ่มตั้งแต่การชี้แจงทำความเข้าใจ แสดงกำลังให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีความพร้อม ผลักดันด้วย โล่ การใช้น้ำฉีด ใช้เครื่องขยายเสียง แก๊สน้ำตา กระบอง รวมถึงกระสุนยาง ที่ยิงจากปืนลูกซอง ในแต่ละขั้นตอนจะมีการชี้แจงให้รับทราบความจำเป็น

ดังนั้น การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม ขับไล่ คสช.วันที่ 5 พ.ค.นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ถึงการเช็กมวลชนว่ามีมากน้อยแค่ไหนที่ไม่เอา คสช. รวมถึงเป็นการเช็กพลัง คสช.ในการใช้อำนาจและกำลังด้วยว่า คสช.จะเอาอยู่หรือไม่ หากเกิดคลื่นใต้น้ำระหว่าง “บิ๊กตู่” ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ติดต่อราชการ เมื่อสำเนาไม่จำเป็นอนาคตร้านถ่ายเอกสารที่อาจถูกกลืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550052

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 08:09 น.

ติดต่อราชการ เมื่อสำเนาไม่จำเป็นอนาคตร้านถ่ายเอกสารที่อาจถูกกลืน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ก้าวแรกอย่างเต็มตัวสำหรับรัฐบาล ดิจิทัลในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เนื่องจากในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ รัฐบาลประกาศชัดเจนจะยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านจากหน่วยงานรัฐที่ให้บริการประชาชน โดยประชาชนสามารถตรวจสอบในแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือได้ว่า สถานที่ราชการใดต้องใช้เอกสารใดบ้าง

แน่นอนการเปลี่ยนระบบทำงาน ทุกอย่างย่อมมีข้อกังวลถึงขั้นตอนและความสะดวกที่อาจติดขัด เช่นเดียวกับ ผู้ประกอบการถ่ายเอกสารที่ต้องแบกรับภาระความเดือดร้อนจากนโยบาย 4.0

ว่าที่ ร.ต.สุธีพงศ์ สุภสิทธิ์ เจ้าของร้านถ่ายเอกสารประจำเทศบาลนคร นนทบุรี สะท้อนความเห็นว่า ส่วนตัว ประกอบกิจการถ่ายเอกสารในหน่วยงานราชการมาตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งที่ผ่านมาเห็นหน่วยงานราชการจัดเก็บหลักฐานต่างๆ ในรูปแบบเอกสารทั้งหมดมาตลอด ทำให้มีประชาชนต้องใช้ถ่ายเอกสาร เป็นสำเนาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันรัฐบาลเริ่มมีนโยบายปรับเปลี่ยนการติดต่อหน่วยงานราชการไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ทำให้เอกสารต่างๆ ลดน้อยลง

เจ้าของร้านถ่ายเอกสารคนเดิมยอมรับว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปรายได้การถ่ายสำเนาเอกสารในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก สมัยก่อนมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน 1,500 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 600-700 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ส่วนการปรับร้านถ่ายเอกสารให้อยู่รอดถือว่ายากลำบาก เพราะว่าโลกคือคอมพิวเตอร์ คือโทรศัพท์ หากจะปรับอย่างเดียว คือต้องหันไปประกอบธุรกิจอื่นควบคู่ ไปด้วย

“ส่วนเอกสารที่ประชาชนนิยมมา ถ่ายสำเนามากที่สุดคือ 1.บัตรประชาชน 2.สำเนาทะเบียนบ้าน 3.ใบเปลี่ยนชื่อ และ 4.ใบทะเบียนสมรส ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ ในอนาคตธุรกิจถ่ายสำเนาคงหายไปแน่นอนคล้ายกับพวกแผ่นซีดี เทป ค่อยๆ ทยอยหายไปเรื่อย” ว่าที่ ร.ต.สุธีพงศ์ ระบุ

เช่นเดียวกัน เจ้าของร้านถ่ายเอกสารในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรีอีกราย ที่เปิดให้บริการมานานนับ 10 ปี กล่าวยอมรับว่ารายได้ตอนนี้หดหายไปจากอดีต เนื่องจากประชาชนหันมาใช้สำเนาเอกสารติดต่อหน่วยงานราชการน้อยลง ลดลงไปกว่า 40% นอกจากนี้เรื่องรายได้ยังลดน้อยลงไปอีก สมมติเคยมีรายได้เฉลี่ย 500 บาท/วัน ตอนนี้เหลือประมาณ 300 บาท/วัน วิธีเดียวเพื่อให้ร้านอยู่รอดได้ก็คงต้องปรับตัวควบคู่ไปกับการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

“ตราบใดที่ยังมีเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ก็ต้องประกอบอาชีพนี้ต่อไป ขณะเดียวกันเครื่องถ่ายเอกสารยังพัฒนา ตัวเองด้วยการปรับปรุงตัวเครื่องให้ ทันสมัยตามเทคโนโลยี เช่น สมัยก่อนต้องถือเอกสารมาถ่ายสำเนา ตอนนี้แค่บันทึกมาในโทรศัพท์มือถือแล้วนำข้อมูลมาซิงก์ผ่านระบบเครื่องถ่ายเอกสารก็ถ่ายสำเนาได้ทันที ดังนั้นตัวเครื่องเอกสารต้องปรับเทคนิคใหม่เรื่อยๆ หรือจากที่เคยถ่ายบัตรประชาชน 1 แผ่น สำเนาทะเบียนบ้าน 1 แผ่น ให้ปรับมาถ่ายเอกสารรวมกันในหน้าเดียว จากเดิมแผ่นละ 1 บาท รวมเป็นเงิน 2 บาท ก็ปรับใหม่เป็น 1.50 บาท แต่ได้เอกสาร 2 อย่างในแผ่นเดียวกัน ถือว่าลดกระดาษและเพิ่มความอยู่รอดของผู้ให้บริการ”

เจ้าของร้านถ่ายเอกสารในศูนย์ ราชการฯ ยังเล่าให้ฟังว่า นโยบายเลิกใช้สำเนาเอกสารติดต่อราชการคงมี ผลกระทบกับผู้ทำอาชีพนี้แน่นอน กลับ กันยังมั่นใจว่าการติดต่อระบบราชการอย่างไรเสียก็ต้องใช้สำเนา และเป็นไปไม่ได้ที่ราชการจะไม่ใช้สำเนาการติดต่อราชการ เพียงแต่จะใช้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

ในขณะที่ ปกครอง พลเมืองผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร กล่าวว่า ทางสำนักงานเขตจตุจักร มีความพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือให้ครบซึ่งคาดว่าทางรัฐบาลเตรียมพร้อมเรื่องนี้อย่างดี โดยทางฝ่ายทะเบียนเตรียมพร้อมบริการประชาชนอย่างเต็มที่และติดตามข่าวสารตลอดเวลา จึงคาดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรต่อการติดต่อกับหน่วยงานราชการ

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลอาจเกิดปัญหาคือเรื่อง “การมอบอำนาจ” เวลามาติดต่อราชการด้วยตัวเองไม่มีปัญหาเพราะมีบัตรประชาชนมาแสดงตนชัดเจน แต่ถ้ามอบให้คนอื่นมาแทน เช่น มาขออนุญาตก่อสร้างบ้าน ฯลฯ การที่มอบอำนาจมา เราก็ไม่รู้ว่าคนมอบอำนาจมาเป็นใครอย่างไร จะทราบรายละเอียดของผู้รับมอบเท่านั้น แล้วรายละเอียดของคนมอบอำนาจจะหาจากที่ไหน

ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้สำเนาเอกสารแล้วจะทำให้มีพื้นที่การจัดเก็บเอกสารเพิ่มขึ้น และยังลดการใช้ทรัพยากรได้ระดับหนึ่ง เรียกว่าประหยัดทั้งผู้ติดต่อไม่ต้องเสียเวลาถ่ายเอกสารอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการร้านเอกสารอาจตกงานแน่นอน

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร ยังห่วงใยกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ระบบสื่อสารล่ม ไฟฟ้าดับในส่วนนี้จะมีมาตรการรองรับอย่างไร แต่เชื่อว่าทางรัฐบาลมีแผนรองรับในเรื่องนี้แล้ว หรืออาจมีการติดตั้งไฟฟ้าสำรองรองรับ เหตุฉุกเฉินดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาถ้าไฟดับทุกอย่างชะงักหมดทันที ทั้งหมดถือว่าเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีแล้วเราต้องปรับไปให้ทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายของประชาชน

นอกจากนี้ จากการสอบถามฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตราชเทวี พบว่า ทางเขตราชเทวีมีการสแกนเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ฉบับจริงของประชาชนเก็บไว้ในเครื่องเพื่อสะดวกในการติดต่อราชการ ร่วมถึงระบบสื่อสารของทางราชการจะค่อยตรวจเช็กระบบอยู่เสมอ

“ตอนนี้จะเก็บสำเนาเอกสารไว้ในเครื่องสแกน มีเพียงเอกสารรุ่นเก่าๆ ที่ออกจากมือเจ้าหน้าที่จึงต้องมีต้นฉบับและสำเนาที่ยังเก็บอยู่ ปัจจุบันสำเนาเอกสารอยู่ในระบบส่วนใหญ่ และยังช่วยลดสถานที่จัดเก็บเอกสาร และสะดวกในการค้นหา ส่วนเอกสารรุ่นเก่ายังค้นมือ เชื่อว่านโยบายนี้ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้นแน่นอน”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนยังให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่ประชาชนมาติดต่อทำบัตรประชาชนวันละ 100 กว่าราย/วัน ส่วนทะเบียนราษฎร์ย้ายเข้า-ออก แจ้งเกิด ตาย เฉลี่ย 200 ราย/วัน ทะเบียนสมรส หย่า เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล รับรองบุตร 20 ราย/วัน โดยหลักๆ เอกสารที่ต้องใช้ในการติดต่อราชการคือบัตรประชาชน ปัจจุบันยังไม่ถึงการยกเลิกสำเนาเอกสารทั้งหมด แต่เชื่อว่าอนาคตคงต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม

ภาพประกอบข่าว