เอกซเรย์ 7 ว่าที่ กกต. ฝ่าด่านกรรมการสรรหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550049

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

เอกซเรย์ 7 ว่าที่ กกต. ฝ่าด่านกรรมการสรรหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นเรื่องน่าจับตาหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีมติเอกฉันท์ไม่เห็นชอบ 7 ว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดใหม่ ทำให้ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งในการสรรหาใหม่ใน 90 วัน เพื่อหาผู้มีคุณสมบัติมาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง

โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหา กกต. ที่มี ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะ กรรมการสรรหาได้เชิญผู้สมัคร กกต. ที่ผ่านคุณสมบัติ 24 คน จาก 33 คน เข้าสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์รายบุคคล

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติเลือก ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. ตามมาตรา 8 (1) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ซึ่งจะต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการ ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 5 คน ได้แก่

1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จบการศึกษาปริญญาตรีจาก คณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา ปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์สาขาจุลชีววิทยา ปริญญาเอก มหาวิทยาลัย Kyushu University ญี่ปุ่น Doctor of Agriculture Agricultural Chemistry Applied Microbiology ที่ผ่านมามี ผลงานด้านการวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับด้านการบำบัดน้ำเป็นจำนวนมาก

2.สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งยังเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จบการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตร ศาสตร์) สาขาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) สาขา ส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบประกาศนียบัตรหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะ สำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า The Practice of trade policy : Economics, negotiation and rules, John F. Kennedy School of Government, Harvard University, ประเทศสหรัฐอเมริกา

3.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ได้เป็นหนึ่งในคณะต่อสู้คดีปราสาท พระวิหาร ตามที่กัมพูชาขอให้ศาลสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างรอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารต่อศาลโลก

4.พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีต ผู้ว่าราชการหลายจังหวัด อาทิ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ระนอง ชุมพร และนครศรีธรรมราช เคยรับราชการในกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาตลอด โดยเริ่มจากตำแหน่งปลัดอำเภอ และเลื่อนเป็นนายอำเภอ ผู้ตรวจราชการกรม และรองผู้ว่าราชการในหลายจังหวัดทางแถบภาคอีสาน

และ 5.ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เพชรบูรณ์ ระยอง โดยธวัชชัยจบการศึกษาจากรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท Master of Arts (Comparative Politics & Public Administration) Ohio University ประเทศสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งทางด้านสายศาล ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่ง 2 รายชื่อ คือ 1.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และปกรณ์ มหรรณพผู้พิพากษาศาลฎีกา เข้ารับการสรรหา กกต. ในสายศาลยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเคยลงมติเลือกและส่งชื่อไปให้ สนช. แต่ถูก สนช.ลงมติลับไม่เห็นชอบ 7 รายชื่อว่าที่ กกต.ทั้งหมด

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เสนอชื่อทั้งหมดต่อพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แล้ว จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุม

เบื้องต้นคาดว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม สนช. วันที่ 10 พ.ค.นี้ และเมื่อเข้าสู่ที่ประชุมแล้วจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ก่อนจะนำกลับมาให้ ที่ประชุม สนช.ลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

เมื่อย้อนกลับไปดูกระบวนการพิจารณา กว่าที่คณะกรรมการสรรหาร่อนตะแกรงจาก 33 คน เหลือ 24 คน เพื่อมาเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์วานนี้ พบว่า 9 คนที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปีตามที่คุณสมบัติกำหนด โดยเฉพาะด้านภาคประชาสังคมและด้านสาขาวิชาชีพ

สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของพรเพชร ในฐานะกรรมการสรรหา ยอมรับว่า คนที่ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครด้านสื่อ และคุณสมบัติในส่วนราชการว่าเคยเป็นอธิบดีหรือไม่ และมีประวัติจำคุกด้วย

ขณะเดียวกัน บรรดารายชื่อทั้ง 24 คน ส่วนใหญ่ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในแวดวงการเมือง หรือแวดวงวิชาการเท่าไรนัก

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยความมั่นใจว่า การสรรหา กกต.จะเสร็จทันตามกรอบเวลาแน่นอน  คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันจันทร์ที่ 7 พ.ค.นี้ และคงจะทราบว่าใครผ่านการสรรหา จากนั้นก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช. และบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม สนช. เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบประวัติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต.ได้ประมาณกลางเดือน พ.ค.

ยุบคณะวิชาสัญญาณวิกฤตก่อนปิดสถาบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549836

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 07:10 น.

ยุบคณะวิชาสัญญาณวิกฤตก่อนปิดสถาบัน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ตัวเลขว่างงานจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สรุปว่ามีผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากถึง 1.77 แสนคน หรือมากที่สุดเมื่อเปรียบกับการศึกษาระดับอื่นๆ และปัญหาผู้สมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นกลางที่ลดจำนวนลงมากที่สุดในรอบ 12 ปี หรือนับตั้งแต่มีระบบนี้เข้ามาแทนที่ระบบเอนทรานซ์รวมถึงปัญหาคุณภาพผู้สอนซึ่งเป็นผลพวงมาจากจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากเกินไป และแข่งขันกันในเชิงปริมาณ

แม้ปัญหาที่กล่าวมา จะยังไม่ถึงกับส่งผลให้มหาวิทยาลัยขนาดเล็กถึงกับปิดตัวลง แต่ปัญหานี้ก็เริ่มส่งผลให้บางคณะวิชาของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้เรียนเริ่มทยอยปิดตัวให้เห็นแล้ว

ข้อมูลจากสถาบันอุดมศึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งของสถาบันดังกล่าวไม่ขอเปิดเผยนาม ระบุว่า การประกาศปิดหลักสูตรหรือคณะวิชานั้นเกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่หลายสถาบันดำเนินการตามขั้นตอนภายในอย่างเงียบๆ เริ่มจากสาขาวิชา หรือคณะนั้นๆ รายงานรายละเอียดในการขอปิดหลักสูตร โดยให้เหตุผลหลัก คือ จำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนมีจำนวนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร เช่น ระบุว่าเปิดรับ 20 คน แต่ไม่ว่าจะเปิดรับกี่รอบ ก็ยังไม่ครบตามจำนวน จึงจำเป็นต้องขอปิด โดยต้องทำหนังสือรายงานขอเท็จจริงไปถึงคณะกรรมการบริหารและวิชาการของสถาบันเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นสำนักวิชาการของสถาบันจะทำหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับทราบในการขอปิดหลักสูตรดังกล่าว และสำนักวิชาการจะทำหนังสือหรือประกาศให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ

“สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว คือมีบางคณะวิชาที่ประกาศเปิดรับนักศึกษาไม่มาก 15-20 คน แต่เปิดรับกี่รอบ และรับหมดโดยไม่ต้องสอบแข่งขันก็มีผู้มาสมัครไม่ถึงครึ่ง เพราะนักเรียนเลือกไปเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงมากกว่า คณะวิชาที่ประสบปัญหานี้จะถูกพิจารณาว่า ปีต่อไปจะมีคำสั่งให้ระงับการเปิดรับนักศึกษาหรือไม่ แต่ต้องเปิดสอนเท่าที่มาสมัครให้จบการศึกษาตามหลักสูตรไปก่อน ซึ่งปัญหาที่จะตามมาก็คือเรื่องอาจารย์ผู้สอนที่ถูกเลิกจ้าง” แหล่งข่าวจากสถาบันอุดมศึกษารายนี้เปิดเผยโดยอธิบายอีกว่า

กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการยุบคณะวิชามากที่สุด ก็คืออาจารย์ที่มีสถานะเป็นเพียงพนักงานมหาวิทยาลัยในสถาบันที่ออกนอกระบบราชการ หรือที่เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ อาจารย์กลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญ เหมือนที่ข้าราชการได้รับ เป็นอาชีพที่ไม่มีความมั่นคง เพราะทำงานด้วยเป็นระบบสัญญาจ้าง กรณีที่ยุบคณะวิชา อาจารย์กลุ่มนี้อาจจะถูกโยกไปอยู่ในภาควิชาที่ทดแทนกันได้หรือใกล้เคียงกัน หากไม่มีก็จะไม่ต่อสัญญาจ้างหรือถูกเลิกจ้าง

“แม้จะยังไม่มีการประกาศปิดสถาบัน แต่การประกาศยุบคณะวิชา และระบบพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่มีความมั่นคงในชีวิต ก็ทำให้แต่ละปีมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยลาออกไปมากมาย ยิ่งมีกรณีผู้เรียนน้อยลง จนในอนาคตอาจจะต้องยุบมหาวิทยาลัย หลายคนก็เริ่มถอดใจมองหาอาชีพอื่นที่มีความมั่นคงมากกว่า ตอนนี้หลายแห่งกลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่ไปสมัครสอบครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะได้บรรจุเป็นข้าราชการ และยังได้รับการดูแลจากรัฐอย่างเต็มที่ มีระบบบำเหน็จบำนาญรองรับหลังเกษียณ ซึ่งกลับกันจากที่เดิมครูประถมและมัธยมพยายามขวนขวายเรียนต่อในระดับปริญญาโทเอก เพื่อไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย” อาจารย์ผู้นี้ เปิดเผย

สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้ภาพว่า ตามระเบียบแล้ว การประกาศยุบคณะวิชานั้นเป็นหน้าที่ที่สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจะต้องแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบ แต่หากไม่แจ้งแม้จะถือว่าเป็นความผิด แต่ไม่ได้มีบทลงโทษ ทำให้ตัวเลขการประกาศยุบคณะวิชาอาจจะคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง

เลขาธิการ กกอ. ระบุอีกว่า การประกาศยุบคณะวิชาอาจจะมีตัวเลขที่สูงขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงวันนั้นสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจะปรับบทบาทของตัวเอง ไม่ให้การเรียนการสอนยึดอยู่กับวุฒิปริญญาแต่ต้องยึดอยู่กับองค์ความรู้ เป็นสถาบันที่เข้าไปมีบทบาทต่อการให้ความรู้ที่เป็นปัจจุบันและนำไปใช้จริงได้

“เจาะไอร้อง”นำร่องความปลอดภัย บทพิสูจน์”หยุดยิง”ที่ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549593

  • วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 08:15 น.

"เจาะไอร้อง"นำร่องความปลอดภัย บทพิสูจน์"หยุดยิง"ที่ชายแดนใต้

เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมพอสมควรสำหรับการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะมีการกำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัยออกมาเป็นพื้นที่แรก นั่นคือ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

************************

โดย…วาสนา นาน่วม

บนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อรุดหน้าสำหรับการแก้ไขปัญหาในห้วงเวลาล่าสุด ก็ทำให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมพอสมควร เพราะมาถึงคราวที่กำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safety Zone ออกมาเป็นพื้นที่แรก นั่นคืออ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

เสียงยืนยันความคืบหน้าจากปาก พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงผลสำเร็จในการแสวงหาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะนับตั้งแต่การประชุมร่วมระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยและกลุ่มมาราปัตตานี ซึ่งทำให้เห็นภาพพื้นที่ปลอดภัยที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่นำร่องก่อนนำไปสู่การเจรจาประกาศเพิ่มเติมอีก 5 อำเภอในอนาคต

พล.อ.อักษรา บอกเล่าว่า พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ที่กลุ่มมาราปัตตานีเสนอขึ้นมาเอง และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ประกาศพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ลงพื้นที่ไปเตรียมความพร้อมด้วย

“จะเห็นได้ว่าไม่มีการเลื่อนประกาศพื้นที่อย่างที่เป็นข่าวออกไปก่อนหน้านี้ แต่ความคลาดเคลื่อนมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่บอกว่าประกาศพื้นที่ปลอดภัยก็ต้องมีการลงนาม ซึ่งมันเรื่องเก่า เพราะต้องไม่ลืมว่าเราคุยกับผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ผู้เห็นด้วย การพูดคุยก็ไม่ต้องมีรูปแบบ และเมื่อคุยกันแล้ว ตกลงกันแล้วว่าเป็นเจาะไอร้องก็ยึดตามนั้น เพียงแต่ขณะนี้รอกลุ่มมาราปัตตานียืนยันอีกครั้งเท่านั้น” พล.อ.อักษรา ย้ำความชัดเจน

กระนั้นก็ตาม พล.อ.อักษรา เสริมอีกว่า ได้มีการพูดคุยกับ Datuk Seri Ahmad Zamzamin Hasyim ผู้อำนวยความสะดวกฝ่ายมาเลเซียการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยืนยันว่าเห็นตรงกัน ขณะที่ความพร้อมของเราเองในการดูแลพื้นที่ก็พร้อมด้วย ทั้งในส่วนฝ่ายทหาร ประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส รวมถึงประชาชนในพื้นที่ก็พร้อมจะร่วมดูแลด้วยเช่นกัน

คำถามสำคัญที่ตามมา คือเหตุใดต้องเลือก อ.เจาะไอร้อง คำตอบจาก พล.อ.อักษรา คือ เป็นพื้นที่ที่กลุ่มมาราปัตตานีเป็นผู้เลือกมาเอง รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อีก 5 อำเภอด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ยะลา 2 อำเภอ ปัตตานี 1 อำเภอ และนราธิวาส 2 อำเภอ เพียงแต่ช่วงแรกเป้าหมายคือ อ.เจาะไอร้อง อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เลือกเพราะกลุ่มมาราปัตตานีเองก็มั่นใจว่าพื้นที่นี้เขาควบคุมได้ ขณะที่ไทยเองก็พร้อมอยู่แล้วเช่นกันในการดูแล

ทั้งนี้ รัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ พร้อมที่จะดูแลให้เกิดความปลอดภัยทั้ง 37 อำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว แต่ฝ่ายมาราปัตตานีขออำเภอแรก คือ เจาะไอร้อง และการที่เราได้พื้นที่ปลอดภัยมา 1 อำเภอ ก็ถือว่าเป็นความคืบหน้าอย่างมาก

“อยากให้เข้าใจว่าที่เราพูดคุยกับผู้เห็นต่างนั้น บางครั้งการที่ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ กลับมา หรือไม่มีความคืบหน้าก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่ได้คุยกับผู้เห็นด้วย อยากให้เข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเมื่อประกาศว่าพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ปลอดภัย ก็ถูกนำเสนอว่าจะเป็นพื้นที่กระสุนตก เป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรเข้ามาก่อเหตุ ผมถามว่าจะนำเสนอแบบนั้นไปทำไม เพราะความจริงเราพร้อมจะดูแล และพื้นที่นี้กลุ่มมาราปัตตานีเป็นผู้เลือกเอง เพราะเป็นพื้นที่ที่เขาสั่งการได้”

พล.อ.อักษรา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเป็นยุคของการก่อการร้าย ในยุคไซเบอร์ที่ไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องการก่อเหตุ การใช้ความรุนแรง การใช้กำลัง แต่กำลังปรับเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางความคิด การสร้างแนวร่วม ไม่มีการตั้ง “องค์กรลับ” ที่ชัดเจนเหมือนสมัยก่อน แต่เป็นการแพร่ความคิด เหมือนเป็นการแพร่เชื้อโรค

“รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือ การแพร่ความคิด การสร้างแนวร่วมออนไลน์ เราต้องเข้มแข็งพอที่จะไม่อ่อนโอนไปตามข้อมูลข่าวสารที่โจรที่กลับใจที่มามอบตัว แล้วมาเล่าเรื่องราวต่างๆ จนเราคล้อยตามว่า ฝ่ายเขามีองค์กรอย่างไร ใครเป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่ความจริงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เราเอาข้อมูลจากพวกนี้ มาวาดภาพเอง คิดไปเอง” พล.อ.อักษรา กล่าว

พล.อ.อักษรา กล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นคณะพูดคุยที่มีหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง รวม 8 หน่วยมาทำงานด้วยกัน เรารู้ทุกความเคลื่อนไหว มีการตรวจสอบข่าว และยืนยันว่าเราคุยกับ “ตัวจริง” แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

“แต่สื่อชอบมาปรามาสว่าไม่ได้คุยกับตัวจริง แต่พอเราถามว่าเขาตัวจริงหรือเปล่า เขาตอบมาตลอดว่าจะสั่งระเบิดตลาดให้ดู จะได้รู้ว่าเขาตัวจริงหรือตัวปลอม ผมยอมรับว่ากดดันกับการทำงานตรงนี้ เพราะเกิดเหตุขึ้นมาก็จะถูกโยนความผิดว่าการพูดคุยไม่มีความคืบหน้า แต่ไม่เคยมองความจริงว่าพื้นที่เป็นอย่างไร มีความพร้อมในการรับมือหรือไม่ ผมว่าอย่าไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้ภาคใต้สงบสุข แต่ระหว่างทางนี้ก็ต้องมีอุปสรรค ก็ต้องช่วยกันแก้ไข” พล.อ.อักษรา กล่าว

“อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา” วัชระ เพชรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549468

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

"อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา" วัชระ เพชรทอง

“ท่านเลือกได้ว่าจะพอแล้วอย่าง พล.อ.เปรม หรือจะเดินหน้าอย่างพรรคสามัคคีธรรม สมัยของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มีอำนาจมากขนาดไหนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”

********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปรากฏการณ์ “ดูด” ก่อตัวสอดรับกับการฟอร์มทีมตั้งพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย​

ล่าสุดกระแสข่าวการระดมทุน 4 หมื่นล้านบาท กับภารกิจตั้งพรรคทหาร ยิ่งปลุกให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้นกับท่าทีของ คสช. ​ที่ดูไม่แตกต่างจากนักการเมืองในอดีต สวนทางกับการปฏิรูปที่กำลัง​​ทำ

วัชระ เพชรทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดประเด็นนี้ขยายความถึงที่มาที่ไปของกระแสข่าวการระดมทุนครั้งมโหฬารว่า เรื่องนี้ได้ยินมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นการได้ข่าวจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ ว่าทหารจะตั้งพรรคทหาร ซึ่งต่อมามีการออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

“ปีที่แล้วผมออกมาบอกเลยว่ามีข่าวว่าจะมีการตั้งพรรคใช้ชื่อพรรคประชารัฐ ระบุชื่อชัดเจน และบอกว่ามีหัวหน้าพรรคชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แล้ววันนี้ พรรคการเมืองที่กำลังตั้งในทำเนียบรัฐบาลชื่อพรรคอะไร ​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นยิ่งกว่าหัวหน้าพรรคเสียอีก ตรงยิ่งกว่าหวย 3 ตัวอีก”

ครั้งนั้นนำเรื่องไปบอกผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์​ ท่านก็ไม่เชื่อเพราะเป็นตัวเลขที่สูงมาก ท่านก็หัวเราะบอกว่าถ้าระดมได้ถึงจำนวนนี้จริง จะใช้จริงเท่าไรไม่รู้ และใครอมบ้าง เงินจำนวนนี้เป็นการตั้งเป้าส่วนจะได้เท่าไรก็อีกเรื่อง มีการแอบอ้างว่าจะเอาไปใช้ในการตั้งพรรคทหาร แอบอ้างคนไหนเราก็ไม่ทรบ เมื่อรู้ข้อเท็จจริงก็ต้องนำมาบอก รัฐบาลและพี่น้องประชาชน ​

“ผมเป็นผู้แทนนอกสภา ทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้านให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อเห็นบุคคล​มาตะคุ่มข้างหมู่บ้านก็ต้องเห่าก่อนเป็นธรรมดา ไม่เห่าเท่ากับละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเจ้าของบ้านจะตื่นรึไม่ตื่นก็อีกเรื่อง ยืนยันว่าข่าวนี้มีมาจริง ส่วนจะมาจากไหน นำไปใช้จ่ายอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะต้องไปล่วงรู้ แต่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ กล้าไปสาบานวัดพระแก้วหรือไม่ ว่าไม่มีคนระดมทุนให้พรรคทหารในขณะนี้”

วัชระ อธิบายว่า ส่วนจะระดมทุนได้กี่หมื่นล้านบาทก็เป็นการเมืองระบบเก่า ใช้เงินเป็นตัวนำทางการเมือง ไม่ได้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง สุดท้ายต้องตกอยู่ในวังวนเก่า และจะแตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณที่เราเคยต่อต้านหรือไม่ แทบไม่มีอะไรแตกต่างเลย ​

ที่ผ่านมาเขาเคยยื่นเรื่องให้รัฐบาล คสช.​ตรวจสอบ งบไอซีทีของรัฐสภาใหม่ ที่เพิ่มจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 8,640 ล้านบาท และ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้สำนักงบฯ และสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปทบทวน และกรณีเงินคนจนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เสนอให้ย้ายปลัดและรองปลัดยื่นเรื่องไปวันพุธ พอวันศุกร์ก็มีคำสั่งปลดทั้งสองคน หรือการคัดค้านการแต่งตั้ง ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เมื่อสองปีที่แล้ว จนสุดท้ายก็ต้องมีคำสั่งปลดจากตำแหน่ง

“ทุกเรื่องที่ผมยื่นล้วนแต่มีมูลความจริง ทุกเรื่องไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ข้าราชการ เมื่อตรวจสอบแล้วมีน้ำหนักเหตุผลก็ดำเนินการต่อ ส่วนที่มาถามหาใบเสร็จเรื่อง 4 หมื่นล้านบาท ​ผมเป็นแค่หมาเฝ้าบ้านท่าน คนไปหาใบเสร็จในทำเนียบรัฐบาล ตรวจสอบดูว่ามีใครไปแอบอ้างชื่อท่าน ไปหาเงินหรือผลประโยชน์อื่นหรือไม่”

วัชระ กล่าวต่อว่า ​ไม่มีอคติกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนเป็น สส. เขาเป็นคนเดียวที่กล้ายื่นกระทู้ถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึงกระแสข่าวการปลด พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ตอนเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ก็อภิปรายปกป้องงบของกองทัพไม่ให้ถูกตัด ส่วนตัวไม่เคยไปขอผลประโยชน์ใดๆ จาก คสช. เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่แสวงหาประโยชน์ ไม่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ทุจริต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เมื่อแม่น้ำ 5 สายไม่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของพี่น้องประชาชน ตนเองก็ต้องทำหน้าที่แทน ส่งเรื่องต่อไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานั้นๆ ซึ่งการทำงานของรัฐบาลควรทำตรงไปตรงมาในการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน ไม่ควรเอาแต่ช่วยคนรวย เจ้าสัว นักธุรกิจรายใหญ่ แต่ละเลยไม่ช่วยหาบเร่แผงลอย ​ไม่ช่วยคนจน ​เกษตรกรสวนปาล์ม ยางพารา​

ส่วนกระแสการดูดอดีต สส.ขณะนี้นั้น วัชระ มองว่า เป็นพลังดูดที่มีอำนาจมหาศาล แต่นักการเมืองที่เขาดูดไปเป็นนักการเมืองน้ำดีจริงหรือ มันไม่ใช่คำตอบการปฏิรูปประเทศหรือไม่ เมื่อท่านตั้งใจมาปฏิรูปประเทศ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล ประกาศต่อต้านยาเสพติด ต่อต้านทุจริต แล้วท่านดูดใครไปเป็นฐาน ท่านเอาคนที่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่นไปร่วมด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดูดไปแล้วก็ใช่จะได้คะแนนอย่างที่หวัง เพราะประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมาก ข่าวสารข้อมูล รัฐบาลไม่อาจปิดกั้นได้อีกต่อไป เพราะมีทั้งไลน์ แอพพลิเคชั่น สื่ออินเทอร์เน็ตไปไกลกว่าความคิดปิดกั้นของรัฐบาล ​“สุดท้ายประชาชนจะให้บทเรียนกับคณะเผด็จการทหารชุดนี้”

พรรคประชาธิปัตย์เวลานี้แม้จะถูกดูดแต่ก็ไม่มาก ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคน และเคารพสิทธิของคนเหล่านั้น ​เข้าใจความจำเป็นของแต่ละท่าน แต่เชื่อว่าพื้นที่ที่ถูกดูดไปจะได้ สส.กลับคืนทุกเขต แม้จะถูกแบ่งคะแนนไปบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ประชาธิปัตย์ในเขตนั้นแพ้เลือกตั้งได้ ​

“ประชาธิปัตย์มีเลือดที่เข้มข้น เขามองออกว่า​ใครมาอาศัยพรรคเป็นทางผ่าน อาศัยใบบุญพรรค​ไปแสวงหาประโยชน์ แล้วจากไป”

จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนเผด็จการทุกรูปแบบ คือ 3 รายชื่อที่เสนอคนเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น ตนเองและเพื่อน สส.จะเสนอ ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย ส่วนอีกคนจะเป็นใครนั้นยังไม่รู้ ​และอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่าให้คนที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ไปอยู่พรรคอื่น​

สำหรับพรรคทหารจะเป็นพรรคเฉพาะกิจและจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แม้จะมีข้อได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐ แต่ไม่สามารถชนะจิตใจพี่น้องประชาชน ​หากวันใดมีการเคาะระฆังหาเสียงให้มีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เห็นของจริง

“ผมเคารพเป็นกัลยาณมิตร ไม่อยากเห็นท่านพบจุดจบแบบ ​พล.อ.สุจินดา คราประยูร ​หรือจอมพลถนอม กิตติขจร แต่อยากเห็นท่านเป็นวีรบุรุษ อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”

“ท่านสามารถเลือกได้ ถ้าท่านยังเดินหน้าตามคำสรรเสริญเยินยอ ยกยอปอปั้นของพวกคนรอบข้าง ท่านก็จะเดินไปสู่ทางที่อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยประเทศไทย ท่านเลือกได้ว่าจะพอแล้วอย่าง พล.อ.เปรม หรือจะเดินหน้าอย่างพรรคสามัคคีธรรม สมัยของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มีอำนาจมากขนาดไหนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”

วัชระ ประเมินว่า ท่านอาจจะคิดว่าพูดเพื่อไปตัดทางท่านที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า อาจคิดว่าไม่หวังดี แต่ขอให้ท่านจำคำพูดนี้เอาไว้ และจะได้พิสูจน์กันในอนาคตว่าหวังดีหรือหวังร้ายกับท่าน

ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. มีอำนาจ ม.44 ถือว่าสูงสุดในแผ่นดินแล้ว สิ่งที่นายกฯ ​ทำมา 4 ปี ถือว่าที่สุดแล้วในการทำหน้าที่ ​ขนาดมี ม.44 ในมือยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ให้ประชาชนมีสุข ปากท้องอิ่มได้เลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นท่านควรจะพอได้แล้ว ให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปด้วยตัวเอง

​​ถามว่ากลัวไหมสำหรับประชาธิปัตย์กับการต้องมาแข่งกับพรรคทหาร วัชระ ตอบว่า ไม่น่ากลัว ประชาธิปัตย์ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย มีอายุ 72 ปี เป็นสถาบันการเมือง รักษาหลักการอุดมการณ์ไว้ แม้ว่าจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคกี่คนก็ยังมีคนหมุนเวียนสืบทอดภารกิจอุดมการณ์ต่อไป

“ผมคนหนึ่งที่จะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ​ สมัยหน้า ขนาด 4 ปีที่ผ่านมายังล้มเหลว การบริหารประเทศขนาดนี้ป่วยการจะเป็นนายกฯ สมัยหน้าต่อไป​ยิ่งต้องตอบแทนผลประโยชน์​กลุ่ม สส.ที่ดูดมา เพราะถ้าไม่ตอบแทนเขาไม่สนับสนุนรัฐบาลก็ล่ม ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ​ท่านควรเรียนรู้ความล้มเหลว การจัดตั้งพรรคทหารจากในอดีต​”

วัชระ อธิบายว่า บางส่วนใน คสช.เสพติด หลงอำนาจ มีผลประโยชน์ ทำให้มีการวางแผนสืบทอดอำนาจ การสืบทอดอำนาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสังคมไทย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชี้ชัดว่าไม่เคยมีเผด็จการทหารคณะใด​สืบทอดอำนาจได้สำเร็จ ​คสช.ต้องเลือกลงหลังเสืออย่างสง่างามโดยให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไป

ถามว่ามีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า” โหวตสวนมติพรรคไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ วัชระ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ เพราะประวัติศาสตร์ทางการเมืองมักซ้ำรอย ทั้งงูเห่า อนาคอนด้า งูเขียว มีโอกาสเกิด

“การเมืองเขาดูดกันทุกรูปแบบ ​ถ้าเกิดปรากฏการณ์งูเห่าในขณะที่โหวตเลือกนายกฯ ถามว่าต้องใช้ทุนมากขนาดไหน ​มหาศาลขนาดไหน ต้องจ่ายแบบไม่อั้น ดังนั้น 4 หมื่นล้านบาท อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ​อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นในทางการเมือง” วัชระทิ้งท้าย

ครม.สัญจร “เนวินบุรี” แผนกินรวบอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549380

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:29 น.

ครม.สัญจร "เนวินบุรี" แผนกินรวบอีสานใต้

การมาเยือนของ “บิ๊กตู่” จึงไม่ได้หวังผลงานด้านการบริหาร หรือดึงเรตติ้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกวาดต้อนพื้นที่อีสานใต้ให้อยู่ใต้ชายคาร่วมรัฐบาลกับพรรคลายพราง

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่น่าจับตาที่สุด เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะใหญ่ยกขบวนเหยียบถิ่น “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ หัวใจสำคัญแห่งอีสานใต้

โดยกำหนดการ “บิ๊กตู่” ช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ค. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง และเยี่ยมชมผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จากนั้นในช่วงบ่าย “บิ๊กตู่” จะเดินทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบปะประชาชนที่สนามช้างอารีน่า เพื่อตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์แชมป์โลกสนามที่ 15 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

นอกจากนี้ “บิ๊กตู่” จะเดินทางไปเยี่ยมชมถนนคนเดินเซราะกราว เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ถนนสายวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่วนในวันที่ 8 พ.ค. ช่วงเช้าก่อนการประชุม ครม.จะมีการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ต่อด้วยการประชุม ครม.แบบเป็นทางการ จากนั้น “บิ๊กตู่” จะเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนโฮมสเตย์บ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ และเยี่ยมชมท่าอากาศยานบุรีรัมย์ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นการตรวจราชการตามปกติที่เกี่ยวกับการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การคมนาคมขนส่ง และการค้าชายแดน แต่ “บิ๊กตู่” มุ่งผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าการลงพื้นที่ไปกวาดคะแนนนิยม ผ่านการทุ่มงบประมาณ หรือชงนโยบายเพื่อพัฒนาพื้นที่อีสานใต้ 8 จังหวัด อาทิ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร

แต่การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ “บิ๊กตู่” เล็งเป้าหมายต้องการปิดดีลทางการเมืองเหมือนเมื่อครั้ง ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.มีระดับอดีต สส.และนักการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกมาคุยกับ “บิ๊กตู่” พร้อมหน้า อาทิ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อิทธิพล คุณปลื้ม น้องชาย ในฐานะอดีตนายกฯ เมืองพัทยา จนนำมาซึ่งที่ประชุม ครม. แต่งตั้ง “สนธยา” เป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้านการเมืองและแต่งตั้ง “อิทธิพล” เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้มาช่วยดูแลโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่รัฐบาลลงทุนในโครงการอีอีซีราว 164 โครงการ มูลค่ากว่าแสนล้านบาท จนถูกรุมโจมตีว่าเล่นการเมืองน้ำเน่าใช้กลยุทธ์เอาตำแหน่งเข้าล่อดูดนักการเมืองร่วมรัฐบาลล่วงหน้า

ส่วน ครม.สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ สิ่งที่“บิ๊กตู่” จะหอบไปซื้อใจ “เนวิน” คือ แผนพัฒนาพื้นที่อีสานใต้ 8 จังหวัด โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ในการพัฒนาและยกระดับสนามบินบุรีรัมย์ เพราะหากจะดันให้บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งมอเตอร์สปอร์ตตามที่ “เนวิน” วาดฝัน ย่อมต้องพึ่งรัฐบาล “บิ๊กตู่”

บุรีรัมย์เรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของตระกูลชิดชอบ ที่มีเนวินเป็นหัวหอกหลัก แม้ที่ผ่านมา เนวินจะไม่เล่นการเมืองแบบเปิดหน้า แต่เป็นผู้กำกับอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลสูงสุดในพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสี่ยหนู หรืออนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค ดังนั้น หาก “บิ๊กตู่” จะดึง หรือดูดพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลต้องคุยกับเนวินคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น การมาเยือนของ “บิ๊กตู่” จึงไม่ได้หวังผลงานด้านการบริหาร หรือดึงเรตติ้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกวาดต้อนพื้นที่อีสานใต้ให้อยู่ใต้ชายคาร่วมรัฐบาลกับพรรคลายพรางที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยชู “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ลงทุนออนไลน์ รวยลัด ระวังสารพัดกูรูเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549378

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:22 น.

ลงทุนออนไลน์ รวยลัด ระวังสารพัดกูรูเทียม

การหลอกลวงมีหลากหลายรูปแบบไม่ใช่เพียงเฉพาะเรื่องหลอกลงทุนหุ้น หรือหลอกรับสอนการลงทุน แต่ยังมีเรื่องแชร์ลูกโซ่ ลงทุนทองคำ สร้างเรื่องราวให้น่าเชื่อถือ

***********************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู การเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียง่ายดาย แต่ก็แฝงอันตรายที่แยบยลไว้สารพัดวิธี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย การลงทุนในตลาดหุ้น การฝากเทรด Forex ตลาดเงินดิจิทัลต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีและรวดเร็วจึงเป็นความหวัง

ไม่ต่างจากกรณีของ เอ็ม-ชัยชนะ ศิริชาติ วัย 25 ปี ผู้ต้องหาที่ซ้อมและทรมานแฟนสาว หลอกลวงเหยื่อร่วมลงทุนผ่านสื่อออนไลน์ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งตัวเป็นกูรู “เอ็ม” ทำแอดมินเพจ Global Fx Investment สอนการลงทุนฟอเร็กซ์ (Forex) ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงิน มีคนหนุุ่มสาวสมัครเรียนกว่า 500 คน ค่าเรียนคนละ 1.5 หมื่นบาท สุดท้ายเหยื่อเหล่านี้ถูก เอ็มชัยชนะหลอกรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 6 ล้านบาท

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ขยายประเด็นเรื่องดังกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าทุกวงการมีหลายคนตั้งตัวเป็นกูรู ทั้งของจริงและของเก๊ ซึ่งปัญหาเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นรูปแบบออนไลน์หรือออฟไลน์

“สมัยก่อนจะซื้อของต้องเข้าไปร้านค้าที่น่าเชื่อถือ แต่พอขยับมาเป็นแบบออนไลน์สังเกตยากขึ้นระดับหนึ่ง เห็นว่าเว็บไซต์สวย เฟซบุ๊กสวย แต่ไม่รู้ของจริงเป็นอย่างไร ทั้งหมดต้องอาศัยการอ่าน ซักถามมากขึ้น หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขถือว่าอันตราย” พิเชษฐ ระบุ

พิเชษฐ ยังแนะนำนักลงทุนมือใหม่ว่า เมื่อตัดสินใจลงทุนควรดูข้อมูลจากบริษัทที่มีการรับรองอย่างถูกต้อง ภายใต้การกำกับของตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร ฯลฯ ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลถูกต้องเป็นทางการอยู่แล้ว ลักษณะนี้จะปลอดภัยกว่า เพราะหากมีการแนะนำสิ่งใดผิดสามารถร้องเรียนได้ เช่น ธนาคารให้ข้อมูลผิดพลาด ก็สามารถร้องเรียนธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก็ร้องเรียน ก.ล.ต.จึงเป็นตัวช่วยว่า นอกจากจะดูข้อมูลดีหรือไม่ดีแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานที่ช่วยผู้ลงทุนได้

พิเชษฐ กล่าวอีกว่า ประชาชนทุกคนอยากเรียนรู้เรื่องลงทุน เพียงแต่ว่าต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง ยอมรับว่าในโลกออนไลน์มีคนตั้งใจดีและจริงก็มี แต่ก็มั่วเยอะต้องระวัง ทุกคนต้องป้องกันกระเป๋าเงินตัวเอง ไม่ใช่เห็นเพียงคำเชิญชวน คำโฆษณาสวยหรูแล้วไปลงทุนหรือไปเรียน ที่สำคัญกว่านั้นและดูแย่มากคือ คนส่วนใหญ่เห็นผลตอบแทนหรือกำไรดียิ่งกระโจนเข้าไปลงทุน แต่หารู้ไม่ว่ามันคือความเสี่ยง ส่วนนี้หลายคนยังไม่ได้มองว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งตามที่ ก.ล.ต.ระบุไว้ถือเป็นเรื่องจริง แต่ผู้ลงทุนไม่น้อยเมื่อเห็นผลตอบแทนดีแล้วรีบลงทุนโดยไม่ดูความเสี่ยง แบบนี้อันตราย

“เหมือนการโฆษณาเทรด Forex บอกว่าได้ผลตอบแทนดี จึงไปกระตุ้นความโลภคน ทำให้หลายคนคิดว่าเมื่อเรียนกับกูรูคนนี้แล้วต้องเก่งและต้องหาเงินได้เหมือนกับกูรูที่สอนแน่นอน ที่ไหนได้ ความจริงผลลัพธ์อาจเป็นสูญ และเสียเงินไปฟรีๆ น่ากลัวมาก”

สาเหตุที่มิจฉาชีพหลายคนเลือกช่องทางออนไลน์ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน พิเชษฐให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะเรื่องความสะดวก ยิ่งสมัยนี้มีเฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลต่างๆ ทำให้สามารถปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาโกหกคนได้ง่าย แค่เขียนเว็บไซต์ เฟซบุ๊กสวยๆ เป็น หลายคนจึงคิดหารายได้จากตรงนี้ รวมถึงการติดตามตัวคนผิดบนโลกออนไลน์อาจยากลำบาก ที่ผ่านมามีคดีเกิดขึ้นมากมายในสังคมแต่ตามคนผิดไม่ได้ เมื่อคนจะโกงก็หาช่องทางจนได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ บล.บัวหลวง ที่มีการสอนหลักสูตรลงทุนเรียนแบบออนไลน์ ออฟไลน์ มีทุกรูปแบบ โดยกลุ่มเรียนมีตั้งแต่วัยรุ่นยันผู้สูงอายุ ลักษณะการเรียน เช่น เรียนพื้นฐานลงทุน เรียนดูกราฟ เรียนวิธีใช้เครื่อง ฯลฯ ที่สำคัญหากจะมีการลงทุนจริงต้องศึกษาให้เข้าถ่องแท้จริงจัง แต่ก็มีหลายคนอยากรวยเร็วรวบรัดจึงเป็นปัญหา สำคัญที่สุดของการขาดความรู้แต่มุ่งหวังเรื่องกำไรมากกว่าความเสี่ยง

สอดคล้องกับข้อมูลฝั่งตำรวจ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.กก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในฐานะรองโฆษก ขยายภาพอาชญากรรมรูปแบบนี้ว่า หัวใจกลโกงหลักของอาชญากรรมรูปแบบนี้คือ “การให้เหยื่อโอนเงินให้ก่อน” จากนั้นจะปิดช่องทางการสื่อสารทุกอย่าง เช่นจากเคยไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว จะปิดหลบหนีไป บางครั้งมีการเปิดแอ็กเคานต์บัญชีใหม่หลอกลวงเหยื่อรายอื่นๆ ให้หลงเชื่อ

“ที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากเข้าแจ้งความกับตำรวจ บก.ปอท.เกี่ยวกับการหลอกลวงลงทุนผ่านสื่อออนไลน์จำนวนมาก ลักษณะแบบนี้ประชาชนต้องระมัดระวังให้มาก และหลากหลายรูปแบบไม่ใช่เพียงเฉพาะเรื่องหลอกลงทุนหุ้น หรือหลอกรับสอนการลงทุน แต่ยังมีเรื่องแชร์ลูกโซ่ ลงทุนทองคำ สร้างเรื่องราวให้น่าเชื่อถือหวังให้เหยื่อตายใจมาร่วมลงทุน ที่สำคัญรูปแบบการหลอกลวงถูกพัฒนาอยู่ตลอด”

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ แนะนำวิธีดูกลโกงว่า ถ้าเห็นว่าการลงทุนมีผลตอบแทนมากผิดปกติ ส่วนใหญ่จะได้ช่วงแรกๆ แต่ช่วงหลังๆ จะหายไปลักษณะเหมือนงูกินหาง นโยบายการทำงานของมิจฉาชีพเหล่านี้จะคิดใหม่ทำใหม่หากลโกงสารพัดพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลาเพื่อไปสู่เป้าหมายหลักคือ เงินในกระเป๋า ดังนั้น ต้องดูบุคคลหรือสถาบันการสอนให้รอบด้านรัดกุม มีมาตรฐานรองรับน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการถูกหลอกไม่ให้เสียเงิน

เปิด 10 ข้อ ปฏิรูประบบยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549276

  • วันที่ 27 เม.ย. 2561 เวลา 13:04 น.

เปิด 10 ข้อ ปฏิรูประบบยุติธรรม

เปิดแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 10 ข้อ ที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเสนอ

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้กระบวนการยุติธรรมของไทยจะผ่านการปฏิรูปด้านโครงสร้าง กระบวนการทำงาน และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังคงปรากฏข้อวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของความล่าช้า ข้อจำกัดในการเข้าถึง ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย และความถูกต้องของการทำงาน สะท้อนให้เห็นความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าวคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเสนอแผนปฏิรูป 10 ข้อดังนี้

ประเด็นที่ 1 การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า มีกิจกรรมปฏิรูปที่สำคัญคือ ให้หน่วยงานกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนแล้วประกาศให้ประชาชนทราบ สร้างกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน มีระบบการประเมินและปรับปรุงระยะเวลาตามที่ประกาศเป็นระยะ และสร้างระบบการตรวจสอบหรือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการให้ประชาชนทราบ งบประมาณ 3.8 ล้านบาท

ประเด็นที่ 2 การพัฒนากลไกช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหาย พยาน ผู้ต้องหาและจำเลยในการดำเนินคดี การพัฒนาระบบ จัดให้มีทนายความช่วยเหลือคดี ปรับปรุงระบบประกันตัว การพัฒนาและส่งเสริมระบบ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนงบประมาณ 579 ล้านบาท

ประเด็นที่ 3 การพัฒนากลไกการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ นำระบบประเมินความเสี่ยงมาใช้ทดแทน การเรียกทรัพย์สินเป็นหลักประกัน เพิ่มมาตรการลงโทษที่หลากหลาย นำโทษปรับตามความสามารถในการชำระ (Day Fines) มาใช้ และแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องหนี้และสัญญาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ งบประมาณ 439 ล้านบาท

ประเด็นที่ 4 การปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารงานยุติธรรมเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นธรรมในสังคม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ ทบทวนการจำแนก ประเภทยาเสพติดและพัฒนาระบบบำบัดผู้ติดยาเสพติด ลดอุปสรรคในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ มีระบบการกำหนดโทษที่โปร่งใสและได้สัดส่วนยิ่งขึ้น มีระบบยุติคดีอาญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและบูรณาการฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิด งบประมาณ 471 ล้านบาท

ประเด็นที่ 5 การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดประเภทหรือลักษณะคดีที่ควรจะมีการสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ มีกฎหมายเกี่ยวกับการกันผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพยาน และให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม งบประมาณ 5 ล้านบาท

ประเด็นที่ 6 การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ กำหนดระยะเวลาในการส่งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบสำนวนและบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดข้องที่อาจเกิดจากการประสานงานที่ล่าช้า งบประมาณ 46 ล้านบาท

ประเด็นที่ 7 การพัฒนาระบบการสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ ให้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ กล่าวโทษ ณ สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ สร้างระบบป้องกันการแทรกแซงหรือครอบงำการใช้ดุลพินิจในการทำสำนวนของพนักงานสอบสวน และจัดตั้งหน่วยงานในสำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่วิเคราะห์คำพิพากษาเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงาน งบประมาณ 135 ล้านบาท

ประเด็นที่ 8 การปฏิรูประบบนิติวิทยาศาสตร์เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อเท็จจริงแห่งคดี มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางการปฏิบัติงานและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้มีผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชที่เพียงพอและมีความเป็นอิสระ และพัฒนาหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ งบประมาณ 141 ล้านบาท

ประเด็นที่ 9 การเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อมุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเร็ว มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ มีมาตรการขจัดวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความยุติธรรมโดยสะดวกรวดเร็ว นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานภายในหน่วยงานและงานบริการประชาชน และกำหนดตัวชี้วัดในการปฏิบัติงาน งบประมาณ 91 ล้านบาท

ประเด็นที่ 10 การพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ คือ ปรับปรุงเขตอำนาจศาลและกฎหมายเพื่อให้รองรับการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับคดีและพัฒนางานอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ งบประมาณ 77 ล้านบาท

ส่องชื่อ “กลุ่มทุน” เบื้องหลังสำคัญ”พรรคการเมือง”สู้เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549230

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 20:20 น.

ส่องชื่อ "กลุ่มทุน" เบื้องหลังสำคัญ"พรรคการเมือง"สู้เลือกตั้ง

เปิดท่อน้ำเลี้ยงพรรคการเมืองสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ รวมทั้งกลุ่มนายทุนที่เข้ามาสนับสนุน “พรรคลายพราง”

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่านเริ่มคึกคักนับแต่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยอมรับแล้วว่าจะลุยการเมืองต่อ “สมคิด” ออกหน้าเชียร์เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า พร้อมตั้งพรรครองรับ “บิ๊กตู่” นั่งเป็นกุนซือ โดยมีคนในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาจากฟากกลุ่มทุนสนับสนุนเพียบ อาทิ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” คอนเนกชั่นกับเจ้าสัวเมืองไทยทุกคน แน่นอนพรรค คสช. จึงถูกมองว่ากระสุนเลือกตั้งเพียบ บรรดานักการเมืองพรรคจิ๋วๆ ต่างอยากต่อท่อน้ำเลี้ยงด้วย

ต่างจากพรรคเก่าแก่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลดัง หรือนิติบุคคล ที่ล้วนมีสายสัมพันธ์กับการก่อตั้งพรรค ผู้บริหาร หรือ สส.ในพรรค อาทิ ตระกูลโสภณพนิช หรือกลุ่มนิติบุคคล ที่สนับสนุนในรูปแบบเงินบริจาค เช่น เบญจจินดา โฮลดิ้ง ยิบอินซอย อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น เสริมสงวน กรุงธนเอนยิเนียร์ สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) สงขลาฟินิชชิ่ง

ยังรวมถึงนายทุนใหญ่ อาทิ กลุ่มเมโทรแมชีนเนอรี่ สนับสนุนผ่านลูกสาว ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สส.กทม. และกลุ่มสิงห์ของตระกูลภิรมย์ภักดี ส่งทายาท จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ “ตั๊น” มาชิมลางงานการเมือง รวมถึงเครือดุสิตธานี คอนเนกชั่นผ่านทาง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะเขยดุสิตฯ หรือกลุ่มทุนขาประจำที่มักสนับสนุนทุกข้างไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ชนะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ เช่น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส น้ำตาลมิตรผล หรือเครือสหพัฒน์ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือพฤกษา เรียลเอสเตท ดังนั้น กลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคมีตั้งแต่ทุนระดับชาติไปจนถึงระดับทุนท้องถิ่น

ฟาก พรรคเพื่อไทย แน่นอนนายทุนพรรคเบอร์หนึ่งยังคงเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตระกูลชินวัตร เป็นนายทุนใหญ่ตลอดกาล ส่วนรายอื่นๆ ที่ร่วมจ่าย อาทิ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน พรรคเพื่อไทย องอาจ เอื้ออภิญญกุล พี่ชาย วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เจ้าของธุรกิจกลุ่มบ้านปู และบริษัท เฉลิมโลก ของ วิรุฬ เตชะไพบูลย์ อดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รวมถึง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หรือสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน เป็นต้น

สำหรับพรรคลายพราง ในการกุมบังเหียนโดย “สมคิด” แน่นอนส่วนใหญ่ย่อมเป็นนายทุนหรือนักธุรกิจใหญ่ที่อยู่ในเครือข่ายประชารัฐ ที่ให้การสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลภายใต้โครงการประชารัฐจำนวน 12 บริษัท ดังนี้ 1.ธนาคารกรุงเทพ 2.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ 5.บริษัท น้ำตาลมิตรผล 6.บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป 7.บริษัท ปตท. 8.บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล 9.บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ 10.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร 11.บริษัท ซีพี ออลล์ และ 12.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น

นายทุนหน้าใหม่ที่อาจเข้ามาสนับสนุนอาจรวมถึงกลุ่มศรีสุบรรณฟาร์มของสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่ประกาศหนุน “บิ๊กตู่” มาโดยตลอด ซึ่ง “สมคิด” ประกาศแล้วว่าความชัดเจนชื่อพรรคจะเปิดตัวภายในเดือน มิ.ย.นี้

แน่นอนว่านายทุนใหญ่ระดับเจ้าสัวล้วนลงขันช่วย 3 พรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคลายพรางที่สนับสนุนทั้งในแบบออกนอกหน้าและลับหลัง ที่ว่ากันว่าอาจจะระดมได้สูงถึง 4 หมื่นล้านบาท ในการตั้ง “พรรคพลังประชารัฐ”

ส่วนพรรคระดับกลางที่ตอนนี้ “บิ๊กตู่” กำลังตามจีบ คือ “พรรคภูมิใจไทย” แกนนำเบอร์หนึ่ง คือ “เนวิน ชิดชอบ” พรรคนี้นายทุนใหญ่เพียบ รวยอันดับต้นๆ ของประเทศ อาทิ เจ้าสัวรับเหมาก่อสร้างแห่งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ของชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งมีทายาทอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคคอยสั่งการรองจากเนวิน อีกทุนใหญ่ คือ วิชัย ศรีรักอักษร เจ้าของคิงเพาเวอร์ ต้องจับตาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ ที่ จ.บุรีรัมย์ “บิ๊กตู่”บุกมาเยือนถึงถิ่นขนาดนี้จะปิดดิวจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้ากับ “บิ๊กเนฯ” ได้หรือไม่

ส่วนพรรคกะทัดรัด หรือพรรคจิ๋ว อาทิ พรรคพลังชล นำโดย สนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ชลบุรี (สส.ชลบุรี) หลายสมัยทุนใหญ่มาจากเงินคนในตระกูล “คุณปลื้ม” เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ทราบดีว่าเข้าร่วมกับ คสช.ไปแล้ว

เช่นเดียวกับ “พรรคชาติพัฒนา” นำโดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทุนใหญ่ในการหาท่อน้ำเลี้ยงให้พรรค หรือด้าน “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่พอหมดยุค “บรรหาร ศิลปอาชา” นายทุนพรรคเอง แน่นอนในรุ่นลูก ย่อมไม่เฟื่องฟูเหมือนรุ่นพ่อ ที่นายทุนระดับเจ้าสัวจะมาล่มหัวจมท้ายสนับสนุนเหมือนรุ่นพ่อที่แม้ลมการเมืองจะเปลี่ยนทิศไปอย่างไร พรรคของ “มังกรเติ้ง” ยังได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสมอ แต่ในยุคลูกท็อป หรือ “วราวุธ ศิลปอาชา” จะเป็นเช่นไร ต้องรอพิสูจน์ ว่าจะถูกดูดเหมือนพรรคพลังชลหรือไม่

ผู้สอนไร้คุณภาพ ตัวเร่งอวสานมหา’ลัยเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549048

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 12:26 น.

ผู้สอนไร้คุณภาพ ตัวเร่งอวสานมหา’ลัยเล็ก

มหาวิทยาลัยที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ไม่สนใจเลยว่าประเทศจะได้ประโยชน์ ย่อมสะท้อนว่าสถาบันเหล่านี้ยังไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

**********************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปีการศึกษา 2560 ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้ประกาศตัวเลขผู้สมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นกลางว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 81,230 คน นับเป็นตัวเลขผู้สมัครที่น้อยที่สุดตั้งแต่มีระบบแอดมิชชั่นที่เข้ามาแทนที่ระบบเอนทรานซ์เดิมและเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2549 หรือประมาณ 12 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเข้าร่วมแอดมิชชั่นถึง 78 แห่ง มีที่นั่งเรียนและสามารถรับนิสิตนักศึกษาได้ถึง 109,129 คน ส่งผลให้มีที่นั่งเรียนเหลือเกือบ 3 หมื่นที่ และยังไม่นับถึงนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่สละสิทธิแอดมิชชั่น หลังประกาศผลสอบเสร็จสิ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดว่าจำนวนผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลอื่นตามมาโดยเฉพาะเรื่องผู้เรียนในบางคณะวิชาของบางมหาวิทยาลัยที่จะน้อยลงตามไปด้วย และอาจลามไปถึงการประกาศปิดหรือยุบบางภาควิชา หรือกระทั่งยุบมหาวิทยาลัยบางแห่งในอนาคต เพราะมีผู้เรียนไม่เพียงพอ นอกเหนือจากปัจจัยที่กล่าวมา ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่สั่งสมมาจากอดีตจนกลายเป็นตัวเร่งให้มหาวิทยาลัยบางแห่งปิดตัวเร็วขึ้นอีกด้วย

ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระบุว่า ประเด็นที่จะสร้างผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งในที่สุดก็คือ จำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากเกินไป และส่วนใหญ่ทั้งมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และเล็กแข่งขันกันในเชิงปริมาณ ขณะเดียวกันจำนวนไม่น้อยที่ปรับตัวให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงไม่ได้

“ปัญหาคือ จำนวนผู้เรียนที่จบมัธยมปลายกับเก้าอี้นั่งเรียนซึ่งไม่สัมพันธ์กันอยู่แล้ว แต่ละปีมีที่ว่างเป็นจำนวนมาก เมื่อถูกมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ดังๆ เปิดรับนักศึกษามาก สถาบันเล็กๆ หรือคณะวิชาที่ไม่มีคนเลือก ก็ยิ่งมีผู้เรียนน้อยลงไปอีก และปัญหาเดิมที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังประสบอยู่ก็คือ เพราะมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากเกินไป ทำให้ขาดอาจารย์ผู้สอนที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับมหาวิทยาลัย”

นอกจากนี้ รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของเรา มีปัญหาเรื่องอ่อนด้อยมาตรฐานกว่าต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาจารย์ผู้สอนสูง ยกตัวอย่างในหลายประเทศ การเปิดรับอาจารย์ผู้สอนนั้นมีเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง เรียนจบปริญญาเอกแล้ว ก็ไม่สามารถสมัครหางานเป็นอาจารย์ได้ทันที เพราะแต่ละคนจะต้องมีการคัดกรองจากประสบการณ์ อาจจะต้องไปเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก หรือโพสต์-ด็อก หรือไปเป็นผู้ช่วยงานวิจัยจนมีประสบการณ์ก่อนถึงจะมาสมัครเป็นผู้สอนได้

อดีตเลขาฯ สกอ. ระบุด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยนั้นต่างออกไป โดยที่ผ่านมาพบว่า ผู้สอนในหลายสถาบันเป็นผู้สอนแบบเรียนจบปริญญาตรีก็สามารถเป็นอาจารย์สอนในสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยรู้กันเป็นภายในว่าผู้สอนเหล่านั้นยังไม่ใช่อาจารย์จริง จึงใช้มาตรการเปิดโอกาสให้ไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยจองตัวผู้สอนไว้ก่อน

“เมื่อรูปแบบของการคัดเลือกมืออาชีพมาสอนมีสภาพอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น ปัญหานี้จึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรังสะสมมานาน ก็กลายเป็นส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนไปทั้งๆ ที่ยังขาดความพร้อมเรื่องคุณภาพของผู้สอน และมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้เองที่ปั๊มนักศึกษาออกมาสู่ตลาดแรงงาน และส่งผลให้ในภาพรวม เรามีปัญหาคุณภาพบัณฑิตตามไปด้วย”

นอกจากนี้ ในส่วนของเกณฑ์กำกับคุณภาพผู้สอนในคณะวิชายังเป็นเรื่องที่อะลุ่มอล่วยกัน เช่น กรณีที่ สกอ.กำหนดว่าต้องมีผู้สอนในระดับปริญญาเอก 30% ของผู้สอนทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่ต่ำ มหาวิทยาลัยชั้นนำหรือที่มีชื่อผ่านเกณฑ์ทำนองนี้ แต่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ไม่มีชื่อบางแห่ง เมื่อเห็นเกณฑ์ดังกล่าวแล้วทราบว่าตัวเองมีผู้สอนในระดับปริญญาเอกไม่ถึง 30% ก็ใช้เสรีภาพทางวิชาการแก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกเสียเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในศักยภาพในการเปิดสอนระดับนี้เลย

ภาวิช กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกาที่มีผู้สอนระดับปริญญาเอก 100% ก็ยังไม่กล้าเปิดหลักสูตรระดับนี้ หากยังไม่มีประสบการณ์มากพอ แต่ในไทย มหาวิทยาลัยบางแห่งมีอาจารย์ระดับปริญญาเอกแค่ 3-5 คน กลับกล้าเปิดสอนถึงระดับปริญญาเอกเพื่อหารายได้ แก้ปัญหาที่ผู้เรียนระดับปริญญาตรีลดลงและแก้ปัญหาขาดแคลนผู้สอนระดับปริญญาเอก ที่น่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว คือ มีมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดหลักสูตรปริญญาเอกหลักสูตรหนึ่ง คนที่มาสมัครเรียนคนแรก คือ คณบดีของตัวเอง มหาวิทยาลัยที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง ไม่สนใจเลยว่าประเทศจะได้ประโยชน์อะไรที่ทำแบบนี้ ย่อมสะท้อนว่าสถาบันเหล่านี้ยังไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ไร้ธรรมาภิบาลที่สุด เมื่อผู้เรียนลดจำนวนลง สถาบันเหล่านี้ก็หมดความน่าเชื่อถือ ไม่มีผู้เรียน และเสี่ยงที่จะต้องถูกปิดในอนาคต

10 ข้อปฏิรูปกฎหมาย ทันสมัย-ลดเหลื่อมล้ำ-แก้ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548824

  • วันที่ 23 เม.ย. 2561 เวลา 08:18 น.

10 ข้อปฏิรูปกฎหมาย ทันสมัย-ลดเหลื่อมล้ำ-แก้ทุจริต

เผยเป้าหมายปฏิรูป 10 ข้อของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหวังปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การพัฒนาประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในช่วงเวลาต่างๆ ดังนั้น ประเทศจำเป็นต้องมี “กฎหมายที่ดี” ที่ต้องสอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงนำเสนอเป้าหมายการปฏิรูป 10 ข้อ ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 มีกลไกในการออกกฎหมายเป็นกฎหมายที่ดีและเท่าที่จำเป็น ได้แก่ 1.จัดทำกฎหมายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้ว 2.จัดให้มีกลไกตรวจสอบหน่วยงานของรัฐในเรื่องผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย และ 3.กำหนดเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ การกำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และการกำหนดโทษทางอาญา งบประมาณดำเนินการ 400 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 2 ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน ด้วยการจัดตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน” เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม งบประมาณดำเนินการ 100 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 3 มีกลไกทางกฎหมายเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ด้วยการจัดตั้ง “คณะกรรมการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม” เพื่อพิจารณาเสนอแนะให้มีการกำหนดให้มาตรการและให้มีการปรับปรุงแก้ไข หรือการพิจารณาผลักดันกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดกลไกในการดำเนินธุรกิจที่มีการกระจายผลกำไรกลับคืนสู่สังคมหรือชุมชนในพื้นที่ ฯลฯงบประมาณดำเนินการ 150 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 4 มีกลไกให้มีการตรากฎหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญ ได้แก่ จัดตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษานโยบายภาษีอากรแห่งชาติ” และกำหนดให้มีการใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างบูรณาการและเป็นระบบ งบประมาณดำเนินการ 250 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 5 พัฒนากระบวนการจัดทำและตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้รวดเร็ว รอบคอบ และสอดคล้องกับเงื่อนเวลาในการตรากฎหมายตามที่มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมปรับปรุงกระบวนการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายที่ 6 มีกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายหรือกฎที่มีความสำคัญ และจัดให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน งบประมาณดำเนินการ 310 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 7 มีกลไกให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมาย กฎ โดยสะดวก และเข้าใจกฎหมายได้ง่าย รวมทั้งการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของกฎหมาย คำพิพากษาคำวินิจฉัย หรือการตีความกฎหมาย หรือกฎให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก ด้วยการจัดให้มีระบบฐานข้อมูลกฎหมายกลางของประเทศที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และต้องวางระบบการเข้าถึงข้อมูลให้ง่ายต่อการใช้งาน งบประมาณดำเนินการ 100 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 8 ปฏิรูปการเรียนการสอนและการศึกษาอบรมวิชากฎหมาย เพื่อพัฒนานักกฎหมายให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่ดี ด้วยการแต่งตั้ง “คณะกรรมการสภานิติศึกษาแห่งชาติ” เพื่อจัดทำนโยบายและกำหนดกรอบมาตรฐานสำหรับการศึกษากฎหมาย และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชานิติศาสตร์ งบประมาณดำเนินการ 50 ล้านบาท

เป้าหมายที่ 9 พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายได้โดยสะดวก เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขจัดช่องทางการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยจัดให้มีระบบการให้บริการประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ

เป้าหมายที่ 10 มีกลไกส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ อาทิ จัดทำกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโทษทางอาญาที่สามารถเปรียบเทียบเพื่อให้คดียุติได้ และกำหนดให้มีการศึกษาการยกเลิกหรือปรับปรุงรางวัลนำจับที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในกฎหมายต่างๆ และจัดให้มีกลไกการตรวจสอบต่อองค์กรที่มีอำนาจในการติดตามตรวจสอบ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย