มหิดลสู่มหา’ลัยโลก ชูปณิธาน ปัญญาของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548801

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 17:47 น.

มหิดลสู่มหา'ลัยโลก ชูปณิธาน ปัญญาของแผ่นดิน

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

มหาวิทยาลัยมหิดลเพิ่งก่อตั้งได้เพียง 49 ปี แต่กลับพัฒนาอย่างรวดเร็ว ถีบตัวขึ้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ผลิตงานวิจัยติดอันดับโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี้จากการจัดอันดับขององค์กรด้านการศึกษานานาชาติหลายแห่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวมหิดลเป็นอย่างยิ่ง

“เราอยากทำให้มหา’ลัยเป็น Smart University ใช้เทคโนโลยีสู่การเรียนการสอนให้เต็มพื้นที่ เราจะติดปีกเทคโนโลยีให้นักศึกษา เพราะถ้าไม่ทำมันก็เหมือนไปกักตัวเขา 4-6 ปีให้อยู่ในโลกที่ล้าหลังเหมือนไดโนเสาร์ ฉะนั้นช่วงเปลี่ยนผ่านตรงนี้ เราต้องสร้างบรรยากาศการขับเคลื่อนเทคโนโลยีขับเคลื่อนโลกปัจจุบันและมุ่งให้เขาไปสู่อนาคตโดยไม่ล่าช้า”

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล บอกถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพามหาวิทยาลัยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัล หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือ มุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ขานรับนโยบาย ดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0

“ตอนนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก บิล เกตส์ สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้จบมหา’ลัย สิ่งที่เขาทำ ล้วนอยู่นอกมหา’ลัยทั้งสิ้น ดังนั้น เราต้องกลับมาคิดด้วยว่า การเรียนในระบบมหา’ลัยมันขาดอะไรถึงทำให้คนที่เรียนนอกระบบมหา’ลัยถึงไปจุดสูงสุดได้ คงเพราะ

แนวคิดของเขาที่ต้องการทำให้ถึงเป้าหมาย อาจต้องลองผิดลองถูก สิ่งเหล่านี้บางครั้งการเรียนที่เป็น แบบเก่าอาจไม่ได้เตรียมการไว้เพราะไม่ได้สัมผัส กับการแก้ปัญหาจริงแบบลองผิดลองถูก”

ศ.นพ.บรรจง ได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของสถาบันการศึกษาอันดับต้นของประเทศ หลังจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อปีที่ผ่านมาที่มี นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้เขาในฐานะรองอธิการบดี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่จากคุณสมบัติ และความรู้ ความสามารถ แม้ว่าปัจจุบันยังติดขัดในขั้นตอนการแต่งตั้งให้มีผลสมบูรณ์ แต่ ศ.นพ.บรรจง บอกว่า ไม่หนักใจ และพร้อมเป็นผู้นำติดอาวุธทางปัญญาให้นักศึกษาได้ออกไปพัฒนาสังคม

ศ.นพ.บรรจง เติบโตและเป็นลูกหม้อมหิดล จบปริญญาตรี ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 12 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทำงานบริหารมาครบตั้งแต่ผู้ช่วยคณบดี รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและรักษาการแทนอธิการบดีมหิดล เป็นหมอกระดูกที่มีชื่อเสียงของประเทศ ได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นมากมาย รวมถึงบุคลากรดีเด่น และศิริราชเชิดชูเกียรติ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อไม่กี่ปีมานี้

“มันไม่ได้เรียกว่า หนักใจ เพียงแต่ว่า เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าตำแหน่งที่เราเดินทางมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่เคยเป็นรองอธิการบดีก็มีความรับผิดชอบอีกแบบ แต่วันนี้เรามาเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรในรูปแบบของอธิการบดี แต่สิ่งที่มหา’ลัยเป็นอยู่ขณะนี้มันไม่ได้ขับเคลื่อนโดยอธิการบดีเพียงลำพัง แต่ขับเคลื่อนด้วยคนทั้งองค์กรเป็นลักษณะเมทริกซ์”

การปรับเปลี่ยนของมหิดลเข้าสู่โลกยุคใหม่ ศ.นพ.บรรจง บอกด้วยว่า การปรับโครงสร้างของหลักสูตรต่างๆ มีความจำเป็นมากเพื่อตามเทรนด์โลกและนโยบายภาครัฐ มหิดลจะขยายหลักสูตรเกี่ยวข้องกับบิ๊กดาต้า ศาสตร์เรื่องรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รวมถึงไอซีที ขณะเดียวกันต้องค่อยๆ ลดหลักสูตรในส่วนอาชีพที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเน้นผลิตบัณฑิต ด้านแพทย์เป็นหลักเกือบครึ่งซึ่งเป็นอาชีพเฉพาะทาง ที่ยังจำเป็นกับประเทศอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามหิดลจะพัฒนาไปทางใด ยังจะปลูกฝังเจตคติ เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม กิจกรรม อาสาสมัครต่างๆ รวมทั้งการอยู่รอดในโลกใบนี้ เช่น ลดคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เป็น Green University และจะเป็นมหา’ลัยหลักที่นำเรื่องสุขภาวะที่เหมาะสม ไม่มีการสูบบุหรี่ ไม่มีการบริโภคน้ำเมา ไม่ให้เกิดการคุกคามทางเพศ ไม่มีการพนัน ซึ่งเครือข่ายมหา’ลัยในอาเซียน กำหนดไว้บทหนึ่งว่า มหิดลได้เป็นผู้นำเรื่องสุขภาวะด้านอาหารและการบริโภคด้วย

“ตอนนี้ก็เป็นช่วงปลายทางของผม ที่ผมจะพาคนในองค์กรสร้างคุณประโยชน์กับประเทศชาติ ผลิตบัณฑิตมีคุณภาพ เป็นคนดี คนเก่ง ตามวัตถุประสงค์ของมหา’ลัยและปณิธานของเรา ให้เป็นปัญญาของแผ่นดินอย่างเต็มศักยภาพ” ศ.นพ.บรรจง กล่าวหนักแน่น

สำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่มหิดลติดอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยคุณภาพ ทำขึ้นจากหลายองค์กรชั้นนำ เช่น Center for World University Rankings ได้จัดอันดับสถาบันการศึกษาประจำปี 2560 จากสถาบันอุดมศึกษากว่า 27,770 แห่ง ใน 61 ประเทศ มหาวิทยาลัยไทย 3 แห่ง มีคะแนนติดอันดับอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยคุณภาพ 1,000 แห่งแรกของโลก ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์ มหิดล เชียงใหม่

ขณะที่เว็บไซต์ http://www.usnews.com จัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด 1,000 แห่งจากทั่วโลก ประจำปี 2561 มหิดล ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 509 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยโดยเฉพาะด้านสาขาการแพทย์

ศ.นพ.บรรจุ กล่าวว่า การจัดอันดับต่างๆ มีผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลายส่วนมาก และมีวิธีการคำนวณคะแนนต่างๆ ที่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น การเรียนการสอน งานวิจัยที่ออกมาถูกอ้างอิงมากแค่ไหน มีนักศึกษาไปทำชื่อเสียงอย่างไร ผลงานของมหาวิทยาลัยทำคุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้อย่างไร และชื่อเสียงในภาพรวม รวมถึงดูส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ถ้าอาจารย์มีจำนวนมากพอต่อจำนวนนักเรียน การเรียนการสอนน่าจะมีคุณภาพ

นอกจากนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนดี ก็ควรมีนักเรียนต่างชาติมาเรียน หรืออาจารย์ต่างชาติมาสอน ก็จะได้คะแนนส่วนนี้ ไปด้วย มหาวิทยาลัยในไทยมีข้อด้อยตรงที่เรา สอนหลักสูตรเป็นภาษาไทย โอกาสที่นักเรียน ต่างชาติจะมาเรียนไม่เยอะ ขณะเดียวกัน วิชาทางการแพทย์ของมหิดล หากเปิดโควตาให้นักเรียนต่างชาติมานั่งเรียนก็คงถูกวิจารณ์ว่า ทำไมเอาพื้นที่ไปให้ต่างชาติ ขณะที่คนไทยหลายคนไม่มีที่เรียน แต่มหิดลมีโอกาสตรงที่มีโปรแกรมอินเตอร์เนชั่นแนลเข้มข้นเยอะ แล้วก็มีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนในระดับบัณฑิตศึกษามากพอสมควร จึงมีทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องการให้คะแนนจัดอันดับ

นอกจากนั้น ยังดูว่ามีคนให้ทุนมากน้อยแค่ไหน เพราะถือว่ามหาวิทยาลัยใดหากจะเป็นชั้นนำจะมีลักษณะรัฐบาลให้ทุนหรือไปแข่งขันมาได้ทุนมาเยอะ หรือภาคเอกชนยินดีให้ทุน ถ้าได้ทุนมาก แสดงว่า มหาวิทยาลัยมีคนสนใจมาก แสดงว่า คุณภาพของงานวิจัยก็น่าจะเป็นชั้นนำด้วย

“ในโซนอาเซียนปัจจุบัน มหิดลเป็นเบอร์ 4 อันดับ 1 มหาวิทยาลัยนานาชาติสิงคโปร์ 2.นันยาง 3.มาลายา 4.มหิดล ส่วนประเทศไทยคะแนนภาพรวมผมถือว่า มหิดลก็ยังเป็นเบอร์ 1 จุฬาฯ ที่ 2 แต่เราไม่ได้แยกย่อยระดับสาขา เพราะในมหิดลเปิดบางสาขา ขณะที่จุฬาฯ มีหลาย สาขา เช่น บัญชี รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เรามีแค่แพทย์ ทันตะ เภสัช ซึ่งมหิดลมีความเข้มข้นเรื่องพวกนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถ้าดูเฉพาะเรื่องเกษตร เขาเป็นลำดับต้นๆ ของโลกหรือ 1 ใน 50 ของโลก แต่ถ้าคะแนนรวมจากทุกเรื่องอาจจะลดลง ดังนั้น ถ้าสำรวจการมี ชื่อเสียงในไทย จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบกว่ามหิดล ขณะที่มหิดลเพิ่งกำเนิดมาแค่ 49 ปี” ศ.นพ.บรรจุ กล่าว

“จะทันอยู่เห็นประชาธิปไตยมั้ย” พิชัย รัตตกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548717

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

"จะทันอยู่เห็นประชาธิปไตยมั้ย" พิชัย รัตตกุล

“ผมพูดด้วยความจริงใจว่า ผมเป็นห่วงอย่างมากๆ เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์ไหน หลังจากการปฏิวัติแล้วคณะปฏิวัติจะอยู่ยาว”

***************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

หากเอ่ยถึง “พิชัย รัตตกุล” เชื่อว่าใครหลายคนคงรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับบทบาททางการเมืองไทยต่อการดำรงหลายๆ ตำแหน่งสำคัญของประเทศ ทั้งอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.ต่างประเทศ รวมถึงอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

พิชัยได้ฉายภาพรวมถึงทิศทางการเมืองไทยผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า “ผมพูดด้วยความจริงใจว่า ผมเป็นห่วงอย่างมากๆ เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์ไหน หลังจากการปฏิวัติแล้วคณะปฏิวัติจะอยู่ยาว ถึงขณะนี้ก็ 3 ปีกว่า และหัวหน้าคณะปฏิวัติก็ได้พูดเปรยทำนองว่าจะต้องมียุทธศาสตร์บ้านเมือง ซึ่งต้องใช้เวลา 20 ปี สิ่งเหล่านี้มันทำให้มองดูว่าเขาไม่ได้อยู่ 2-3 ปี ทางฝ่ายที่คุมอำนาจต้องการจะอยู่นานกว่านี้ เพราะฉะนั้น มองการเมืองภาพรวม ในฐานะที่ผมเป็นนักประชาธิปไตย แน่นอนย่อมมีความไม่สบายใจและอึดอัดใจ แต่จะทำอย่างไรได้

เราได้แต่หวังว่าบ้านเมืองจะเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำไมไม่มีใครคิดถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งพระองค์รับสั่ง ‘ข้าพเจ้ายอมสละสิทธิ์ ยอมสละราชสมบัติ ไม่ได้มอบอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจนี้ให้กับประชาชน’ คำนี้เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ชัดเจนเลย”

พิชัย มองว่า ตราบใดที่รัฐบาล 1.ยังไม่มีกำหนดวันเลือกตั้ง 2.ยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งยิ่งทอดออกไปอีก สมมติจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ต้องให้เวลานักการเมือง พรรคการเมือง ในการเตรียมตัว แต่ตอนนี้ประชุมก็ยังไม่ได้ ข้อต่อไป มาตรา 44 ตราบใดยังมีอยู่ ไม่มีทางที่นักการเมืองจริงๆ ที่ต้องการหวังเห็นระบอบประชาธิปไตย และแม้กระทั่งกลุ่มคนหวังดีก็ทำอะไรไม่ได้

พิชัย ขยายความว่า จึงอยากเห็น 1.ให้นายกฯ กำหนดวันเลือกตั้ง 2.ยกเลิกมาตรา 44 3.เมื่อกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว อนุญาตให้พรรคการเมือง นักการเมือง จัดประชุมเพื่อปรึกษาหารือ 4.อยากเห็นรัฐบาลให้ความสนใจตามชนบท เกษตรกร คนยากจนมากขึ้น และ 5.ความสามัคคีชาวปักษ์ใต้ยังมีปัญหาอยากให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ ด้วยหลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

พิชัย อธิบายต่อว่า ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากจะลงหรือไม่ลงอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้มีการเลือกตั้ง ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเอาพรรค ก. ข. ค. ตั้งขึ้นมาใหม่ รวมทั้งที่ตัวเองจะตั้ง สว.ได้ 250 คน เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ส่วนตัวไม่ว่า แม้มันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่อย่างน้อยประชาชนมีสิทธิบ้างในการออกเสียง

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ พยายามรวมกลุ่มเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งต้องขอชมเชย แม้เป็นใครไม่ทราบ หรือจะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไหนไม่ทราบ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีจิตใจเป็นห่วงบ้านเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตยไปอีกนาน จึงออกมาเรียกร้อง ไม่ได้ออกมาเกะกะ ทำลาย หากเป็นเช่นนั้นจะไม่เห็นด้วย

“เขาออกมาอย่างมีเรื่องราวเป้าหมายแน่นอน เรียกร้องรัฐบาลอย่างเดียว ว่าขอให้รีบกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าเป็นอย่างนั้นผมชมเชยคนกลุ่มนี้ ที่ถึงแม้ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ก็มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย แต่ผมไม่ทราบว่าปฏิกิริยาของรัฐบาลมีต่อการเรียกร้องนี้เป็นอย่างไร

ผมคิดถึงสหรัฐอเมริกา เพียงแค่เกี่ยวกับเรื่องเด็ก 10 กว่าคนเสียชีวิตจากการถูกยิงในรัฐฟลอริดา คนทุกรัฐเป็นล้านเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายปืน นั่นเป็นเพียงแค่กฎหมายปืน แต่คนกลุ่มนี้กำลังเรียกร้องขอให้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญออกมา แล้วกำหนดเลือกตั้งเสีย”

ส่วนความเป็นไปได้กับการเลือกตั้ง พิชัย ระบุว่า จะมีหรือไม่ เพราะนายกฯ ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากงานบ้านเมืองมีเป็นจำนวนมาก อันนั้นเป็นความจริงและเห็นใจนายกฯ ในฐานะต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของบ้านเมือง เมื่อทำงานก็ต้องชมเชยว่าอย่างน้อยที่สุดได้ทำให้บ้านเมืองในระยะ 2 ปีแรกนั้นสงบไป คือ นักการเมืองที่สมัยก่อนปฏิวัติ มีการเผชิญหน้าทะเลาะเบาะแว้งแทบจะฆ่ากันหายไปหมด แต่ขณะเดียวกัน นายกฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางปักษ์ใต้ได้เลย

พิชัย ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง กล่าวว่า การที่รัฐบาลเตรียมเรียกประชุมพรรคการเมืองเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ต้องถามว่าเกี่ยวอะไรกับพรรค ไม่จำเป็นต้องปรึกษา ถ้าสมมติพรรคจะเลือกตั้งพรุ่งนี้ทำได้หรือไม่ ในเมื่อพรรคประชุมไม่ได้ มาตรา 44 ค้ำคอ ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่ขัดข้อง พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกฯ อีก เพราะรัฐธรรมนูญเขียนแบบนั้น

“แต่ขอให้เริ่มทำตั้งแต่บัดนี้ แต่การเรียกประชุมพรรคก็ไม่เสียหายอะไร แต่ความจริงแล้วคุยกันไม่กี่คนก็รู้เรื่อง ว่าเราควรกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อไหร่ ผมเคยบอกมาปีกว่าแล้วว่า ไม่มีการเลือกตั้งปี 61 ผมคนเดียวที่พูด แต่รัฐบาลเขายังมี 59 เลื่อนมา 60 สุดท้ายมา 61 และผมบอกว่าท้ายสุดแล้ว 61 ไม่มีการเลือกตั้ง ทุกอย่างชัดเจน

และสุดท้ายมาบอกว่าเดือน ก.พ. 62 ซึ่งยังไม่สามารถที่จะเชื่อได้ จนกว่ายกเลิกมาตรา 44 และมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 62 อนุญาตให้พรรคการเมืองประชุมเพื่อเตรียมตัวได้ อย่างนั้นผมถึงจะเชื่อ หากเปรยมาก็ไม่จำเป็นต้องเรียกพรรคการเมืองมาประชุม ในเมื่อตั้งเป้าหมายเลือกตั้ง ก.พ. 62 ซึ่งทายไม่ผิดปี 61 ไม่มีเลือกตั้ง”

ส่วนการยื่นตีความกฎหมายลูก พิชัยสะท้อนมุมมองส่วนตัว อาจทำให้การเลือกตั้งช้าออกไปอีก 6-7 เดือนก็ได้ ใครจะไปรู้ ปี 2562 อาจไม่มีเลือกตั้ง แต่หัวใจนายกฯ อยากให้มีเดือน ก.พ. ส่วนที่หลายฝ่ายมองเรื่องดังกล่าวเป็นหมากสำคัญทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปนั้นก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจเป็นกฎหมายอื่น

“ผมไม่แน่ใจเดือน ก.พ. 62 เพราะปัญหามันมีอีกแยะ ถ้ารัฐบาลทำอย่างจริงจัง ทำได้สบายมาก เอาตามคำพูดที่ตัวเองพูดไว้แล้ว เลือกตั้งปี 61 เดือน ธ.ค.ทำได้ เหลือเวลาอีก 10 เดือน แต่เดือน ก.พ. 62 ก็มีความเป็นไปได้ ต้องดูก่อนว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี มาตรา 44 ก็ดี สส. สว. ก็ดี ถ้าเดินจริงจังเป็นไปได้ ถ้าไม่จริงจังก็อาจเลื่อนออกไป ตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ผมก็คงไม่อยู่ด้วยแล้ว ผมตอนนี้อายุ 92 แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ผมอาจจะเสียชีวิตก่อนก็ได้”

สมมติหากเป็นไปตามกำหนด รัฐธรรมนูญใหม่จะส่งผลต่อการเมืองในอนาคตแค่ไหน พิชัย (ถอนหายใจ) ก่อนตอบว่า รัฐธรรมนูญใหม่เรียกว่าอย่างไร เพราะสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกฯ อยู่ ซึ่งตอนนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ ออกรัฐธรรมนูญ ซึ่งแยกฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติออกจากกันโดยเด็ดขาด

“สมัยนั้น สส.เป็นรัฐมนตรีไม่ได้เลย อ.เสนีย์ เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับฟันหลอ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่าอะไรผมไม่รู้ แต่เชื่อว่าทุกรัฐบาลต้องการปราบโกง แต่คนโกงมีอยู่ทุกสมัย สมัยมี สส.ก็มีการโกง สมัยนี้ก็มี นอกจากโกงแล้วก็ยังมีรีด สมัยก่อนก็เป็น ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนยากจนทั่วไป หรือนักธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ในด้านเศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะอย่างประเทศอื่นๆ ก้าวหน้าไปมากอย่างเทคโนโลยี แต่เรายังเตาะแตะ ถึงตอนนั้นผมคงไม่เป็นห่วง เพราะผมตายแล้ว และตอนนั้นบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้”

พิชัย อยากให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปักษ์ใต้ที่ยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร ซึ่งอย่าลืมว่า 2 เหตุการณ์ ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามา มันเป็นเหตุการณ์ที่คนชาวไทยมุสลิมทนไม่ได้ คือ กรือเซะ และตากใบ ถ้าหากตราบใดไม่มีรัฐบาลไหนยอมรับผิด ต้องยอมรับผิดก่อน แล้วแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เคยรับสั่ง การแก้ไขปัญหาหัวใจหลัก คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คำถามมีอยู่ว่า รัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบเข้าใจหรือไม่ เข้าถึงหรือเปล่า แล้วเมื่อเข้าใจ เข้าถึง และได้พัฒนาหรือไม่ ซึ่ง 3 คำนี้ มีความหมายลึกซึ้ง

“ผมไม่เคยเห็นใครหรือรัฐบาลที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่เหตุการณ์กรือเซะจะดำเนินการอย่างนั้นจริงๆ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นต้องขอโทษเขาเสียก่อน ถ้าไม่ พี่ น้อง ลูก หลาน ที่เขาต้องตายแบบนั้น เขาไม่ลืมหรอก เป็นลูกหลานผมก็ไม่ลืม เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลควรให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับปักษ์ใต้ มากกว่าเอาเรื่องอื่นๆ ขึ้นมา”

ร้อนคร่า’ชีวิตเด็ก’พันคน/ปี อันตรายแฝงช่วงปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548576

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

ร้อนคร่า'ชีวิตเด็ก'พันคน/ปี อันตรายแฝงช่วงปิดเทอม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สถานการณ์เด็กจมน้ำเสียชีวิตอาจ มองเป็นเรื่องห่างไกลตัวใครหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้วเชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาภาวะเด็กจมน้ำเฉลี่ยต่อปีกว่า 1,000 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่เสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิตอย่างมาก ที่สำคัญในห้วงเวลาเกิดเหตุจมน้ำมันเกิดขึ้นในช่วง ฤดูร้อนตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค.ทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงเวลาปิดภาคเรียนของเด็กๆ พอดี

โดยข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค แสดงผลในช่วงปี 2551-2560 หรือช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีเด็กไทยต้องจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 957 คน/ปี หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณวันละเกือบ 3 คน แม้ว่าตัวเลขอาจไม่สูงหากเทียบเคียงกับการเสียชีวิตในรูปแบบอื่น แต่เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นอนาคตของชาติทั้งสิ้น

สถิติในปี 2560 พบว่า มีเด็กจมน้ำถึง 702 คน แค่ช่วงปิดเทอมระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. พบเด็กจมน้ำกว่า 254 คน ปี 2560 เด็กจมน้ำสูงกว่า ปี 2559 ถึง 51 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายที่จมน้ำมากกว่าเด็กผู้หญิง ที่สำคัญวันเสาร์-อาทิตย์พบว่าเกิดเหตุมากที่สุด จ.นครราชสีมา พบเด็กเสียชีวิตมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ จ.อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ

แน่นอนว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี จากการจมน้ำเสียชีวิตไปแล้วถึง 9,534 คน โดยพบว่า เดือน เม.ย.มีการจมน้ำ เสียชีวิตสูงสุด รองลงมาเป็นเดือนมี.ค. และ พ.ค. โดยอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สำคัญมักเกิดเหตุตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อขุดเพื่อการเกษตร ขณะเดียวกันกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-9 ปี เสียชีวิตสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากการจมน้ำภายในบ้านและละแวกบ้านของตัวเอง

นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยถึงสถานการณ์ภาวะเด็กจมน้ำเสียชีวิตว่า ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ ทั้งปี โดยความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับการปิดเทอมเพราะเด็กอยู่บ้าน ที่ผ่านมาสาเหตุจมน้ำเสียชีวิตถือว่าเกิดเหตุสูงอันดับ 1 อยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนพบว่าตัวเลขกับเด็กจมน้ำสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะในเด็กชั้นประถมศึกษาที่เสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าโรคอื่นๆ

ส่วนใหญ่เด็กเสียชีวิตอยู่ในกลุ่มอายุ 5-9 ขวบ เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้อยู่ในช่วงวัยเรียน เมื่อปิดภาคเรียนจะไม่อยู่บ้านมักออกไปเล่นข้างนอก ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองก็มักปล่อยให้ไปเล่นแม้ ไม่ไกลจากบ้านโดยที่ไม่มีใครไปดูแล มีเป้าหมายเพื่อการไปเล่นน้ำ เช่น นั่ง แช่น้ำลื่นไหลลงไป ของตกน้ำแล้วลงไปเก็บ เด็กผลักกันตกน้ำ ล้วนเป็นต้นตอการจมน้ำทั้งสิ้น เพียงแค่บ่อน้ำ ลำคลองเด็กก็เสียชีวิตได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำในชุมชนใกล้เคียง

นพ.อดิศักดิ์ แนะวิธีการลดปัญหาเด็กจมน้ำว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ปกครองเพียงอย่างเดียวที่ต้องคอยสอนเด็ก ขึ้นอยู่กับทักษะในตัวเด็กเองด้วยเนื่องจากอยู่ในวัยที่ผู้ปกครองเริ่มปล่อยห่าง และเป็นวัยที่สามารถเรียนรู้ทักษะความปลอดภัยทางน้ำได้ มี 5 ประการคือ 1.รู้จุดเสี่ยง 2.ลอยตัวได้ 3 นาที 3.ว่ายน้ำได้ 15 เมตร 4.ช่วยได้ถูกวิธีด้วยการตะโกน โยน ยื่น และ 5.ใช้ชูชีพเมื่อเดินทางทางน้ำ ทั้งหมดเป็น 5 ทักษะในการเอาตัวรอดของเด็ก

“ดังนั้น ช่วงปิดเทอมผู้ปกครองควรพาลูกหลานไปสำรวจจุดเสี่ยงในชุมชนก่อนว่าแหล่งน้ำจุดใดอันตราย ควรบอกเตือนเด็กให้รู้ และตรวจเช็กทักษะเด็กว่าจำและทำได้หรือไม่ ขณะเดียวกันทางชุมชนต้องเข้าไปดูแลว่าแหล่งน้ำจุดใดเสี่ยง ควรมีคนดูแลและจัดพื้นที่เล่นให้ปลอดภัยสำหรับเด็กมากขึ้น”

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จากสถานการณ์เด็กจมน้ำพบว่า ในพื้นที่ชนบทต่างจังหวัดจะเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่า เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ ก็มีเด็กจมน้ำเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนย่านชานเมือง ชุมชนแออัด ที่เด็กมักจะออกนอกบ้านไปเล่นน้ำตามสระว่ายน้ำ บ่อน้ำ ลำคลอง แม่น้ำ ล้วนเกิดการจมน้ำเสียชีวิตเช่นกัน

แม้ว่าในกรุงเทพฯ ตัวเลขการจมน้ำเสียชีวิตจะไม่มากเท่ากับพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ผู้ปกครองควรระมัดระวัง โดยเฉพาะแหล่งชุมชนที่ปล่อยเด็กไปเล่นโดยไม่มีผู้ปกครองสอดส่องดูแล หรือปล่อยให้เล่นในหมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านสมัยใหม่ที่มีสระว่ายน้ำถือเป็นแหล่งเสี่ยงการจมน้ำเช่นกัน เนื่องจากไม่มีคนดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา อาจมีเฉพาะช่วงวันหยุดเท่านั้น และไม่มีรั้วกั้นอย่างปลอดภัย

“ตัวเลขเด็กจมน้ำเสียชีวิต ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 คนต่อประชากร 1 แสนคน แต่ในต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 1 คนต่อประชากร 1 แสนคน เท่ากับว่าประเทศไทยยังสูงกว่า 7  เท่าตัว ดังนั้น ถ้ามีการฝึกทักษะให้ เด็กได้จะช่วยลดตัวเลขเด็กจมน้ำได้” นพ.อดิศักดิ์ เทียบสถิติเด็กจมน้ำในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตจากการจมน้ำนั้นบ่งบอกถึงการดูแลลูกหลาน ไม่ดีของผู้ปกครองและชุมชนที่จะต้องรับผิดชอบดูแลร่วมกัน เนื่องจากไม่อยากให้ละเลยเรื่องเหล่านี้ และอยากให้ช่วงการปิดภาคเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระวังกันให้มากขึ้น

ปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น คุมเข้มยอมรับผลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548483

  • วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 08:14 น.

ปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น คุมเข้มยอมรับผลเลือกตั้ง

การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศคือ หัวใจการปฏิรูปการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิรูปการเมืองเริ่มตั้งไข่แล้วตั้งแต่ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 เริ่มประกาศใช้ โดยรัฐบาลรับลูกข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่เสนอประเด็นการปฏิรูป เพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพหวังให้ประเทศไทยหลุดพ้น “ทวิลักษณ์การเมือง” จาก 2 ระบอบที่วนไปเวียนมาระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งและปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ

เริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับชั้น จึงเสนอให้เป็นหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง หน้าที่พลเมือง คุณธรรมจริยธรรม การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนาทุกศาสนามาทำการฝึกอบรมจิตใจและคุณธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อให้ระบบการศึกษาได้ขัดเกลาบ่มเพาะเยาวชนให้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งให้ประชาชนมีความสำนึกในความเป็นพลเมืองคู่กับระเบียบวินัย หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการเป็นพสกนิกรของพระมหากษัตริย์

สำหรับแผนปฏิรูปที่จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมจะมุ่งเน้นให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ที่สำคัญให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และในการเลือกตั้งจะต้องคัดสรรเพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติ และเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยจากนี้ไปคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งต้องมีจำนวนลดลง ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งของทุกภาคส่วนมีมากขึ้น พรรคการเมืองมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารงานประชาชน มีส่วนร่วม และเข้าไปมีบทบาทในพรรคการเมือง โดยนักการเมืองมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และเยาวชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกไปออกเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 60%

อีกประเด็นสำคัญในการปฏิรูปการเมืองคือ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ร่วมพัฒนาท้องถิ่นตนเอง สำหรับแนวทางการกระจายอำนาจและการพัฒนา นักการเมืองท้องถิ่น มีข้อเสนอดังนี้

1.เร่งส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจและถ่ายโอนทรัพยากรและภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ร่วมพัฒนาท้องถิ่นตนเอง และเป็นการกระจายโอกาสให้แก่ประชาชนในการพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด

2.จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำบริการสาธารณะและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นและเพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งเพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและ เศรษฐกิจ

3.จัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขการปกครองท้องถิ่น คุณธรรมจริยธรรม การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4.รณรงค์ให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งท้องถิ่น ประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนในการที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ยอมรับผลการเลือกตั้ง รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัยรู้รักสามัคคี และหากได้รับการเลือกตั้งจะเข้าไปบริหารบ้านเมืองโดยสุจริตและไม่สร้างเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดปัญหา หรือนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง

5.ให้ผู้สมัครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นทุกตำแหน่งยื่น หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี พร้อมทั้งแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

6.ให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการเลือกตั้งท้องถิ่นให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งร่วมกันในการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ปลุกเร้าสร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและพร้อมที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นและ

7.ให้มีอาสาสมัครพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม

ในประเด็นการปฏิรูปท้องถิ่นยังประกอบ 5 แนวทาง คือ 1.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทางการเมืองและการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น 2.การป้องกันการทุจริต การเลือกตั้งและการซื้อสิทธิขายเสียง 3.การตรวจสอบการใช้จ่ายของพรรคการเมืองและผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียงเลือกตั้ง 4.การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ และ 5.ปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนและเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย

สุดท้ายเป็นเรื่องการสร้างรัฐธรรมาธิปไตยเน้นการให้ความรู้แก่ผู้นำทางการเมืองและผู้นำท้องถิ่น โดยกำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญ ประกอบด้วย การเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมและการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การควบคุม การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการลงโทษ และการส่งเสริมสนับสนุนและเสริมสร้างธรรมาธิปไตยให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คสช.ยิ่งลงช้า ยิ่งวิบากกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548397

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 08:13 น.

คสช.ยิ่งลงช้า ยิ่งวิบากกรรม

“เหมือนเราเดินขึ้นบันไดสูงขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังก็สูงขึ้น มันเลยเส้นที่เหมาะสมของการลงแล้ว ถ้าเกิดตกลงมาจะเจ็บมาก”

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้น หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น หลายฝ่ายฟันธงนี่คือแผนเริ่มต้นในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง

สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้จะออกทิศทางไหน น่าสนใจยิ่ง แต่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองว่า คณะรัฐประหารยิ่งลงช้าเท่าไหร่ ยิ่งมีวิบากกรรมมากเท่านั้น ความชอบธรรมเริ่มต้นก็ไม่มีอยู่แล้ว

“เหมือนเราเดินขึ้นบันไดสูงขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังก็สูงขึ้น มันเลยเส้นที่เหมาะสมของการลงแล้ว ถ้าเกิดตกลงมาจะเจ็บมาก สมมติว่าตกขั้นที่ 5 ก็อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าตกขั้นที่ 20 ล่ะ” พล.ท.ภราดร ระบุ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญนี้อาจเอื้อให้ สว. 250 เสียง เป็นฝ่ายที่ออกแบบไว้ แต่ถ้าเกิดฝ่ายประชาธิปไตยได้เกิน 500 เสียง ความชอบธรรมมันมี ฉะนั้น สว. 250 เสียง ที่จะเอานายกฯ คนนอก ถ้าเกิดได้แล้วจะบริหารยังไง ทั้งตั้งกระทู้ ยื่นญัตติ มันไปไม่รอดในสภาล่าง รัฐธรรมนูญที่เรามักพูดกันว่าแก้ยาก แต่สุดท้ายจะฝืนยาก เพราะคนเห็นแล้วว่าประเทศไปข้างหน้าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม อายุของรัฐธรรมนูญนี้จะรอดถึง 3 ปีหรือเปล่า บางคนให้แค่ปีเดียวด้วยซ้ำ แค่กระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เริ่มต้นเหมือนดูดี คัดมา 30 คน โอ้โห ผู้สมัครดูเข้าท่า แต่พอคัดลงมาจริงๆ เอ้าทำไมมันไม่ได้คนที่ต้องการ เพราะเงื่อนไขของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทำให้หาคนที่เป็นเทพจริงๆ ไม่ได้

พล.ท.ภราดร บอกอีกว่า การบริหารของรัฐบาลนี้ ที่ผ่านมาเกิดภาระของประเทศมากมาย เกิดความเสียโอกาสต่างๆ แม้จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม แต่จริงๆ รากของปัญหาคือเรื่องการปกครอง แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจจะเหมือนไปได้ แต่ถ้าไปถามประชาชนส่วนใหญ่ก็ชัดเจนว่ามันรวยกระจุก จนกระจาย

“ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องความเชื่อมั่น พอประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เขาไม่สามารถมั่นใจในกฎกติกาที่เกิดจากคนกลุ่มเดียว เรานึกว่า ม.44 เป็นยาวิเศษ แต่นักลงทุนมองว่า เฮ้ย ถ้ามันถูกใช้กับเขาจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเผด็จการกับประชาธิปไตยเหมือนพวกมองโลกแบนกับโลกกลม เช่น เวลามันเถียงกันตอนขึ้นเรือ ฝ่ายโลกแบนบอก เฮ้ย ไปได้ไง เดี๋ยวตกขอบทะเล ฝ่ายที่มองโลกกลมมันจะรอด เพราะกลับมาพร้อมอาหารการกิน แต่ถ้าเกิดโชคร้าย ชกกันไปชกกันมา ฝ่ายโลกแบนชนะ มันต้องติดอยู่บนเกาะด้วยกัน จนอาหารหมดแล้วก็ฆ่ากันเอง”

อดีตเลขาฯ สมช. ยังได้เสนอแนวทางป้องกันการยึดอำนาจในอนาคตว่า ฝ่ายประชาธิปไตยถ้าได้อำนาจต้องสื่อสารหนักมาก ทำให้คนเกิดศรัทธาในประชาธิปไตย ทำให้คนมีทางออกว่าทางออกนี้ดียังไง นอกจากส่งเสริมอุดมการณ์แล้ว ต้องทำให้คนรู้เท่าทันเผด็จการ ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาการคอร์รัปชั่นต่างๆ มันทำลายตัวเอง

รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยต้องเปิดเวทีให้ภาคประชาชนได้อภิปราย เหมือนเรื่องห้ามสูบบุหรี่ สู้กันมาเป็นสิบๆ ปี ตอนหลังเข้มข้นขึ้น จนวันนี้คนส่วนใหญ่ยอมรับไปเองว่าห้ามสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ หรือที่มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ แต่ทำไมมีกาสิโน เพราะเขาเคารพเสียงส่วนใหญ่ว่าควรจะมี

แล้วการกระจายอำนาจก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปไตยต้องทำ เหมือนการปฏิรูปตำรวจ ผลสัมฤทธิ์จะเกิดขึ้นได้ต้องควบคู่ไปกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจในโลกที่เข้มแข็งอย่างแอลเอที่อเมริกา เพราะขึ้นตรงกับผู้ว่าฯ จะเป็นตำรวจนิวยอร์กก็เป็นไป จะเป็นตำรวจแอลเอก็มาสมัครที่แอลเอ เขาถือว่าถ้าคุณอยู่ท้องถิ่นคุณจะรู้ดีที่สุด ใครเข้ามาตำรวจรู้หมด ถ้าตำรวจเลว ประชาชนก็รู้ แล้วของเขายศอย่างมากก็ Captain นอกนั้นเรียกชื่อเป็นตำแหน่ง เป็นผู้บัญชาการไป

สำหรับเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น พล.ท.ภราดร บอกว่า ในฐานะเคยเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ นำทีมข้าราชการระดับสูงบินไปมาเลเซียเพื่อหาทางสงบศึกกับขบวนการบีอาร์เอ็นนั้น เห็นพัฒนาการเป็นบวกมาก เพราะกระบวนการจากนโยบายที่เกิดขึ้นมีความชอบธรรม ตั้งแต่การหารือในพื้นที่ จนเกิดเป็นยุทธศาสตร์ ผ่าน สมช.เข้าสู่รัฐบาล

“ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร มันจะก้าวไปข้างหน้าได้เร็วมาก พอรัฐบาลรัฐประหารเข้ามา ในเชิงนโยบายก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก แต่หัวใจสำคัญคือความเชื่อถือไว้วางใจกัน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในสเต็ปแรก คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ปัจจุบันนี้เราก็ยังอยู่ในสเต็ปแรก เพราะการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต้องเกิดขึ้นในทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ มาถึงฝ่ายนโยบาย แล้วก็ไปสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคมุสลิม”

ฉะนั้น พอรัฐบาลทหารเข้ามา ความไว้วางใจมันมีปัญหา เดิมทีสภาพการณ์ในพื้นที่ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ไว้ใจทหารอยู่แล้ว ทหารก็ไม่ไว้ใจฝ่ายที่จะมาคุย ยังมีความระแวงกัน ตอนนี้ก็ต้องดำรงสภาพแบบนี้ไป สร้างความไว้ใจกันไป

ปฏิรูปปราบทุจริต มุ่งเด็ดหัว “ข้าราชการโกง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548308

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 09:31 น.

ปฏิรูปปราบทุจริต มุ่งเด็ดหัว "ข้าราชการโกง"

ส่องแผนปฏิรูป 5 ปี 4 ด้านของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยนานนับหลายสิบปี โดยปัญหา อยู่ในลักษณะซับซ้อนและทับซ้อนหลายปัญหา แต่ละปัญหาล้วนเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนกันและกัน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จัดทำแผนปฏิรูปมีประเด็น 4 ด้าน ระยะเวลา 5 ปี ดังนี้

ด้านที่ 1 การป้องกันและเฝ้าระวัง เร่งผลักดันให้มีกฎหมายรองรับการรวมตัวของประชาชนเพื่อต่อต้านการทุจริต ประพฤติมิชอบ ภายใน 2 ปี คือ ปรับปรุงระเบียบการรักษาความลับของทางราชการให้คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การทุจริต และปรับปรุงระเบียบการบริหารงานบุคคลในภาครัฐ ให้คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันรังเกียจการทุจริต และมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริตด้วยการชี้เบาะแสเมื่อพบเห็นการกระทำความผิด การสร้างลักษณะนิสัยไม่โกงและไม่ยอมให้ผู้ใดโกง เพื่อต่อต้านการทุจริตฯ โดยเริ่มจากเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง และเสริมสร้างบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณดำเนินการ 6,310 ล้านบาท จากงบประมาณปกติ และงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งปีละไม่น้อยกว่า 5% ของงบประมาณของท้องถิ่น

ด้านที่ 2 การป้องปราม เน้นให้มีการลดการใช้ดุลพินิจเจ้าพนักงานของรัฐในการใช้อำนาจรัฐที่ได้รับมอบ ให้ส่วนราชการต้องมีการกำหนดมาตรการลดการใช้ดุลพินิจเจ้าพนักงานของรัฐในสังกัด ด้วยการปรับปรุงกรอบแนวทางการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอยู่เสมอ และประกาศให้ประชาชนทราบ ผ่านสื่อสาธารณะ ผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารสาธารณะภายใน 2 ปี ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ต้องร้องขอ (ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 59,253) ให้มีการแสดงฐานะทางการเงินของเจ้าพนักงานของรัฐที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และให้มีมาตรการที่เป็นไปได้ในการสืบหาและกำกับดูแลการเคลื่อนย้าย ข้ามพรมแดนของตน ซึ่งเงินสดและตราสารเปลี่ยนมือได้ พร้อมกับการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม คือ ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการให้สินบนและรางวัลจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ และปรับปรุงกฎหมาย เพื่อยกเลิกการอนุญาตหรือจัดให้มีมาตรการอื่นแทนการอนุญาตให้เหลือเท่าที่จำเป็น ในส่วนที่ดำเนินการต่อไปให้พัฒนาเป็นการยื่นด้วยระบบออนไลน์ งบประมาณดำเนินการ 520 ล้านบาท

ด้านที่ 3 การปราบปราม ผลักดันให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินมาตรการทางวินัย มาตรการทางปกครอง เช่น กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐละเลย ละเว้น รู้เห็นเป็นใจ หรือมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในกรณีทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่โดยแจ้งให้ผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนใช้อำนาจทางปกครอง (ย้าย/พักราชการ/พ้นจากราชการ) ทันที และให้มีกฎหมายว่าด้วยวินัยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และบุคลากรในองค์กร อิสระ รวมถึงองค์กรตุลากร และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และจัดทำกฎหมายว่าด้วยความผิดกรณีการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม จัดทำกฎหมายว่าด้วยการยักยอก การเบียดบัง หรือการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดทำกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบ จัดทำกฎหมายว่าด้วยการเรี่ยไร การรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จัดทำกฎหมายว่าด้วยการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในคดีการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณดำเนินการ 1,180 ล้านบาท

ด้านที่ 4 การบริหารจัดการ คือ ปรับปรุงกลไกการประสานการบริหารกับส่วนประสานการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยจัดตั้งสถาบันการสร้างเสริมสมรรถนะด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริต และปรับปรุงกฎหมายเพื่อปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการ ต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ในทุกระดับ งบประมาณดำเนินการ 250 ล้านบาท

“พ.ร.บ.คู่ชีวิต” นิยามใหม่ของ “ครอบครัว” คนหลากเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548289

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 21:29 น.

"พ.ร.บ.คู่ชีวิต" นิยามใหม่ของ "ครอบครัว" คนหลากเพศ

ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ใครจะอยู่ในขอบเขตผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นคำถามที่ยังรอคำตอบ

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นด้วยกับหลักการร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตพ.ศ. … แต่ทว่าตอนนี้ร่างดังกล่าวก็ยังมีบางส่วนที่ถูกมองว่าย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต ที่ให้สิทธิกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งเริ่มร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็ต้องสะดุดลง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ปะทุในเวลานั้น ทำให้พลิกผันเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นความหวังของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

ในฐานะผู้ที่เคยคลุกคลี มีโอกาสร่วมร่าง พ.ร.บ.นี้ เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เล่าถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.นี้ได้ถูกเซตซีโร่ใหม่ หรือเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดหลังจากถูกตีกลับจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มความชัดเจนขึ้น

จากข้อมูลทราบว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน องค์กร รวมกว่า 30 คน จะเข้าช่วยออกแบบออกความเห็นเพื่อไปประกอบพัฒนาเป็นร่างกฎหมาย จากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการจากภาคส่วน องค์กร กว่า 30 คน ได้พิจารณาดูอีกครั้ง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายร่างกฎหมายขึ้น โดยความเห็นส่วนตัวคาดว่าจะใช้ชื่อร่างกฎหมายฯ ใหม่ว่า “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” เพราะคำว่า “จดทะเบียน” อาจยังเหมือนการตีตราอยู่

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าว่าต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 หรือภายในปีนี้ เพื่อเสนอส่งเข้าแผนพัฒนากฎหมาย ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อนำเข้าสภาต่อไป

“ตอนนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างกระบวนการวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยให้ทาง UNDP เป็นผู้ทำวิจัยศึกษาแนวทางการพัฒนาร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ให้ชัดเจนกว่าเดิมเน้นทำอย่างรอบด้าน และคนทุกกลุ่มไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเท่านั้น

เพื่อความรอบคอบ ต้องมีข้อมูลรองรับชัดเจนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รวมถึงให้ไปศึกษาโมเดลการสมรสของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศใหม่ว่าการใช้ชีวิตของคนเพศเดียวกันจะทำยังไง ไม่ใช่แค่คู่รักชายหญิงทั่วไป และศึกษาผลกระทบทางด้านศาสนา”

สำหรับร่างกฎหมายนี้ต้องการทราบความชัดเจนว่าความต้องการของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศต้องการสิ่งใด เพื่อให้กฎหมายเกิดความลงตัวที่สุด ก่อนจะออกกฎหมายบังคับใช้ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ ตอนนี้จึงรอผลวิจัยจาก UNDP จะส่งงานวิจัยทั้งหมดให้ประมาณเดือน พ.ค.นี้” เกิดโชค กล่าวโดยย้ำว่า เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์ว่า สาระสำคัญในร่างกฎหมายฯ ฉบับใหม่นี้จะไม่ผิดเพี้ยนไปจากร่างกฎหมายเดิม โดยใจความสาระสำคัญที่คำนึงถึง คือ การเล็งเห็นถึงการก่อร่างตั้งครอบครัว โดยมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องให้กับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน และเชื่อว่าร่างกฎหมายใหม่ต้องไปตอบโจทย์หลายด้าน โดยพุ่งเป้าไปที่การอยู่ร่วมกันแบบสามีภรรยา มีสิทธิต่างๆ หลังอยู่ร่วมกัน เช่น ทรัพย์สิน ประกันชีวิต มรดก ค่ารักษาพยาบาล ลดหย่อนภาษี ฯลฯ

ขณะเดียวกัน ข้อสังเกตสำคัญอีกจุดหนึ่ง ก็คือ ผู้ที่จะใช้ร่างกฎหมายนี้ หากมีการบังคับใช้จริงแล้วจะตรวจสอบอย่างไรว่าชายหรือหญิงคนนั้นๆ อยู่ในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจริง จึงเป็นเรื่องยากไม่น้อย

“ตัวอย่างเช่น ชายกับชายที่จดทะเบียนกับชาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นชายรักชายจริง อาจแอบอ้างเพื่อต้องการเข้ามาใช้สิทธิค่าพยาบาล หรือสิทธิอื่นๆ จึงเป็นข้อกังวลของภาครัฐว่าอาจมีคนแอบอ้างเข้ามาใช้สิทธิกฎหมายนี้ ดังนั้นคำจำกัดความของคนเหล่านี้คืออะไรสิ่งใดเป็นเครื่องการันตีว่าเป็นชายรักชายจริง” เขากล่าว

แต่กรณีที่กล่าวมา เกิดโชค ได้แนะวิธีการตรวจสอบว่า ต้องมีการทดลองอยู่กัน 3 ปีก่อนหรือไม่ หรือตรวจใบแพทย์เพื่อรับรอง แต่ก็อาจถูกโจมตี ว่าแนวคิดนี้อาจจะเหมือนการตีตรากลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งในการร่างกฎหมาย ท้ายที่สุดร่างกฎหมายฯ นี้ต้องป้องกันไม่ให้รัฐเสียผลประโยชน์ด้วย

รองอธิบดีฯ ท่านนี้ ยังให้ความเห็นอีกว่า สถานการณ์ความหลากหลายทางเพศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น นับเป็นสิทธิพึงมีพึงเกิดตามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน สภาพปัญหาในมุมปฏิบัติของประเทศไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ

“คนกลุ่มนี้ในประเทศไทยจึงไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิ มีอิสระ แต่เพียงแค่คนบางกลุ่มที่อยากจะก่อตั้งครอบครัวให้มีการรองรับทางด้านครอบครัวและสิทธิอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น ถ้ามองอีกมุมคนเข้าใจว่ามันคือกฎหมายทางเลือก เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ สมมติแค่เราคิดว่า คบหากันเท่านั้นก็ไม่ต้องใช้กฎหมายนี้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องการก่อตั้งเป็นครอบครัวแบบหญิงชายทั่วไป ก็มาใช้กฎหมายฉบับนี้”

เกิดโชค กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ โอกาสของสังคมไทยเปิดมาตลอด จากเดิมย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน แค่พูดเรื่องจดทะเบียนแต่งงานยังไม่มีใครกล้าพูด หรือแค่พูดให้สังคมยอมรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศก็ไม่มีใครกล้าพูด แต่ในนาทีนี้ เราก้าวกระโดดจากจุดนั้นมาแล้ว

ในที่สุดก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เรื่องความหลากหลายทางเพศนั้นกำลังเปิดกว้างและเป็นเทรนด์โลกไปแล้ว จึงคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องปกติในสังคม ท้ายที่สุดแล้ว

สังคมก้าวไม่ทันกฎหมายผู้พิการ “อย่าจำนนเสพความช่วยเหลือ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548191

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 18:45 น.

สังคมก้าวไม่ทันกฎหมายผู้พิการ "อย่าจำนนเสพความช่วยเหลือ"

สภาพแวดล้อมที่พัฒนาขึ้นแต่ยังก้าวไม่ทันตัวกฎหมาย จึงมีความเหลื่อมล้ำทั้งการออกแบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ได้คำนึงถึงผู้พิการ

*************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในประเด็นเรื่องสิทธิผู้พิการ การเรียกร้องสารพัดที่ปรากฏออกสู่สาธารณะ ทำให้ใครหลายคนมองถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ยังมีให้เห็นต่อผู้พิการ อย่างกรณีการก่อสร้างทางเท้าภายในซอยพหลโยธิน 11 กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมออนไลน์ว่าสร้างขึ้นมาไม่คำนึงถึงผู้พิการที่อาจได้รับผลกระทบและไม่ได้รับความสะดวก แม้หลายฝ่ายพยายามจะยกคุณภาพชีวิตให้กับคนเหล่านี้ อันมาจากร่างกายที่บกพร่องตั้งแต่กำเนิด

ในมุมความคิดเห็นของ มณเฑียร บุญตัน ผู้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในเส้นทางการเมืองมาตลอด เรียกว่าเป็นปากเสียงแทนผู้พิการทั้งหมดก็ไม่แปลก ที่ในปัจจุบันเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และล่าสุดได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 2 ได้สะท้อนสถานการณ์คนพิการในสังคมไทยว่า กฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้พิการถือว่าดีที่สุดในอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติสังคมยังไปไม่ทันตัวกฎหมาย

“สังคมยังอยู่กับการสงเคราะห์เวทนานิยม สังคมเราปรับตัวช้ากว่ากฎหมายถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก แต่บางเรื่องสังคมไปเร็วกว่ากฎหมาย บางครั้งต้องออกกฎหมายตามหลังสังคม แต่เรื่องผู้พิการกฎหมายกลับนำหน้าสังคม เพราะสังคมไปไม่ทัน”

มณเฑียร ยังวิพากษ์ประเด็นเดิมว่า นโยบายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิผู้พิการจึงยังลุ่มๆ ดอนๆ และขึ้นอยู่กับผู้บริหารภาคการเมือง ราชการ เข้าใจบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือสภาพแวดล้อม คนไทยอาจเข้าใจเฉพาะสภาพแวดล้อมทางกายภาพ แต่ความจริงไม่ใช่สภาพแวดล้อม ยังหมายรวมถึงกายภาพทาง ตึก ที่พักอาศัย รถสาธารณะ ดิจิทัล ข้อมูลข่าวสารต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต

“ เวลาถูกร้องจึงเข้ามาแก้ไขเท่านั้น เกิดปัญหาก็ทุบซ่อมอยู่แค่นี้ เราเป็นสังคมทุบแล้วต่อเติม ปัญหาจึงยังคงเป็นเช่นเดิม แต่ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อน เนื่องจากตัวกฎหมายเราดี”

ในประเด็นสำคัญที่ มณเฑียร ให้ความสำคัญและกังวลในวันนี้ คือผู้พิการยังเข้าไม่ถึงหรือใช้ประโยชน์ต่างๆ จากสวัสดิการทางภาครัฐ สังคม “เพราะว่าคนออกแบบคนก่อสร้างไม่คิดว่าคนพิการมีตัวตนที่จะใช้บริการ หรือเข้ามาถึงสิทธิเหล่านี้ เนื่องจากคิดว่าคนพิการไม่ได้มาร่วมใช้ด้วย การออกแบบก่อสร้างพัฒนาสิ่งต่างๆ จึงไม่ได้คิดถึงผู้พิการ” ตรงนี้เป็นปัญหา แต่ถ้ารัฐคิดว่าคนพิการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม คนเหล่านี้ควรเข้าถึงทุกอย่างเหมือนคนปกติคนอื่นๆ ที่เข้าถึงได้

ในฐานะตัวแทนผู้พิการ มณเฑียร ยังตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำว่า หลายฝ่ายคิดว่าผู้พิการไม่มีส่วนร่วมพัฒนาขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ เวลาภาครัฐ เอกชนดำเนินการสิ่งใดก็จะไม่ได้คำนึงถึงผู้พิการ เพราะไม่ได้บอกว่ามาร่วมสร้าง ตัวอย่างเช่นธุรกิจสินค้า บริษัท บริการต่างๆ ที่ยังมองว่าผู้พิการยังไม่เป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง กลับกันถ้าเมื่อใดที่ภาคเอกชน รัฐ มองว่าคนกลุ่มนี้มีส่วนช่วยขยายการค้า บริการ ธุรกิจ สินค้าและบริการต่างๆ จะถูกออกแบบให้ผู้พิการเข้าถึงได้

“เรื่องความเหลื่อมล้ำยังมี แต่มีแนวโน้มลดลง ชีวิตผู้พิการแปรผันไปตามสังคมโดยรวม สังคมเราเป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งใครจริงหรือไม่ ถ้าจริงคนพิการจะไม่ถูกทอดทิ้ง ในประเทศที่พัฒนามีการนำผู้พิการมาเป็นดัชนีชี้วัดว่าประเทศพัฒนาจริงหรือไม่ ดูจากผู้พิการที่ตกหล่น ถูกทอดทิ้ง เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา การทำงาน แหล่งทุนประกอบอาชีพ บริการสาธารณะ ฯลฯ ถือว่าผู้พิการเป็นตัวชี้วัดที่ดีมาก”

มณเฑียร ฉายภาพความห่วงใยว่า ถ้าสังคมใดพัฒนาดี โดยตัวชี้วัดจากผู้พิการการทอดทิ้งจะต่ำลง ทั้งยังชี้วัดสังคมแล้วยังเป็นตัวชี้วัดว่าเราพร้อมรับสังคมสูงวัยแล้วหรือไม่ เพราะคนสูงวัยกับผู้พิการบางคนก็มีชีวิตใกล้เคียงกัน ดังนั้นตัวชี้วัดจากผู้พิการคือมาตรวัดที่ดีว่า เราพร้อมดูแลคนเหล่านี้แล้วหรือยัง และนั่นจะเป็นต้นแบบสังคมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

ในขณะที่สังคมไทยยังมองว่าผู้พิการยังได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัว ภาครัฐช่วยเหลือ ในเมื่อมองผู้พิการเช่นนี้ว่ายังได้รับการดูแล จึงมีแต่รายจ่าย ไม่มีการลงทุนสร้างความเข้มแข็งให้ผู้พิการมีแต่เรื่องการสงเคราะห์ สัดส่วนการสงเคราะห์ยังสูง ซึ่งจะทำอย่างไรให้สัดส่วนการส่งเสริมพลังเพิ่มขึ้น ที่หมายถึงการช่วยเหลือผู้พิการในบริบทที่ถูกต้อง ช่วยให้ผู้พิการช่วยตัวเองได้ ไม่ควรช่วยเหลือให้อยู่ไปวันต่อวัน แต่มันคือการทำให้ผู้พิการมีพลัง

“ถ้าช่วยเหลือไปเรื่อย จะกลายเป็นว่าผู้พิการเสพความช่วยเหลือไปตลอด เป็นผู้ใช้อย่างเดียว ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตร่วมพัฒนาได้ ทั้งที่กฎหมายในประเทศไทยมุ่งเน้นให้คนพิการเป็นพลัง ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมสร้างสังคม แต่คนส่วนใหญ่ยังมองว่าคนพิการเป็นภาระที่ต้องช่วยเลี้ยงดูให้มีชีวิตรอด เพราะฉะนั้นระดับการใช้เงินทรัพยากรจึงเป็นระดับการสงเคราะห์ให้ผู้พิการอยู่รอดมากกว่าการลงทุนเติมพลังให้ผู้พิการ ถ้าทำสำเร็จจะกลายเป็นพลเมืองที่มาเสียภาษีให้รัฐได้ ตรงนี้สำคัญมาก”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้พิการที่จดทะเบียนในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 1.8 ล้านคน และยังมีผู้พิการที่ต้องการจดทะเบียนแต่ไม่มีโอกาสอีกจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาส การทำงาน การศึกษา สาธารณูปโภคอื่นๆ และยังพบว่าผู้พิการยังเป็นช้างเท้าหลัง ยังเสพความช่วยเหลือจากสังคม ถือว่ายังไม่น่าพอใจ สุดท้ายประการสำคัญคือผู้พิการควรเป็นผู้ร่วมให้ความช่วยเหลือสังคม และให้ผู้พิการเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จการพัฒนาประเทศเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วใช้กัน

ทุ่ม 3 หมื่นล้าน”ปฏิรูปราชการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548073

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 07:51 น.

ทุ่ม 3 หมื่นล้าน"ปฏิรูปราชการ"

เปิดแผนปฏิรูปประเทศ 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 ประกอบด้วย 6 ประเด็น โดยใช้งบประมาณในการขับเคลื่อน 33,408 ล้านบาท

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ระบบราชการถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนและการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ที่มุ่งสร้าง “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชน” บนหลักธรรมาภิบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชน ดังนั้น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 ประกอบด้วย 6 ประเด็น โดยใช้งบประมาณในการขับเคลื่อน 33,408 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้

ประเด็นปฏิรูปที่ 1 บริการภาครัฐ สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ชีวิตประชาชน เช่น ปรับปรุงกระบวนการขออนุมัติอนุญาตจากภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และจัดให้มีการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จผ่านช่องทางดิจิทัล และศูนย์บริการร่วม งบประมาณดำเนินการ 5,000 ล้านบาทจากงบประมาณของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง (กทปส.)

ประเด็นปฏิรูปที่ 2 ระบบข้อมูลภาครัฐมีมาตรฐาน ทันสมัย และเชื่อมโยงกัน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล ด้วยการบูรณาการและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลดิจิทัล อาทิ การปรับปรุงพัฒนา การจัดทำ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล ของหน่วยงานภาครัฐการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางภาครัฐ สนับสนุนให้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน การบริการประชาชนและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน งบประมาณดำเนินการ 21,440 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 3 โครงสร้างภาครัฐ กะทัดรัด ปรับตัวได้เร็ว และระบบงานมีผลสัมฤทธิ์สูง อาทิ การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารราชการของส่วนราชการ ในภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ จังหวัดที่มีความคล่องตัว ในการบริหารระบบงาน ระบบเงิน และ ระบบกำลังคน และพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 งบประมาณดำเนินการ 676 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 4 กำลังคนภาครัฐ มีขนาดที่เหมาะสมและมีสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยการลดขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐที่มีผลผูกพัน ภาระงบประมาณในระยะยาว อาทิ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการบริการประชาชน ลดอัตรากำลังและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ ให้ครอบคลุมข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ควรมีการจ้างงานรูปแบบอื่นซึ่งไม่มีภาระผูกพันด้านงบประมาณในระยะยาว หรือใช้การจ้างเหมาบริการแทนการบรรจุข้าราชการ งบประมาณดำเนินการ 140 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 5 ระบบบริหารงานบุคคลที่สามารถดึงดูด สร้าง และรักษาคนดี คนเก่งไว้ในภาครัฐ ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.ดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถและมีจิตสาธารณะเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ 2.ส่งเสริม จูงใจ และรักษาผู้มีความรู้ความสามารถและมีจิตสาธารณะไว้ในภาครัฐ 3.พัฒนาขีดความสามารถและความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรภาครัฐ 4.สร้างผู้นำให้เป็นตัวอย่าง 5.ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารทรัพยากรบุคคล และ 6.พัฒนาทางก้าวหน้าในสายอาชีพและสร้างความต่อเนื่องในการดำรงตำแหน่ง งบประมาณดำเนินการ 334 ล้านบาท

ประเด็นปฏิรูปที่ 6 การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คล่องตัว โปร่งใส และมีกลไกป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้มีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบครบวงจร เชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และผู้ประกอบการ และ ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการติดตามตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ งบประมาณดำเนินการ 358 ล้านบาท

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ

กม.กำกับจริยธรรม-รู้เท่าทันสื่อ การปฏิรูปจึงจะสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/548061

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 18:57 น.

กม.กำกับจริยธรรม-รู้เท่าทันสื่อ การปฏิรูปจึงจะสำเร็จ

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

ในยุคที่นิยามของ “สื่อ” ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะสื่อกระแสหลักเหมือนเดิม หากแต่ขยายความไปยังสื่อบุคคล สื่อออนไลน์ เจ้าของเพจในเฟซบุ๊ก เพราะใครๆ ก็เป็นสื่อได้ การนำเสนอข้อมูลจึงเป็นความเห็น ชี้นำปลุกระดมสร้างความตื่นตระหนก บิดเบือน ผิดพลาด

ปัญหาสื่อละเมิดจริยธรรม สื่อขาดความเป็นมืออาชีพ เป็นปัญหาหลักที่กำลังบั่นทอนวงการสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน องค์กรวิชาชีพสื่อที่มีอยู่ก็ไม่สามารถกำกับ หรือควบคุมกันเองได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

แนวทางสำคัญในแก้ปัญหาตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น คือ การผลักดันร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อเพื่อตรวจสอบสื่อโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ จำนวนไม่น้อยขาดความรับผิดชอบ และละเมิดผู้อื่น

จิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ขยายความในหนังสือวันนักข่าวประจำปี 2561 ในหัวข้อ “สื่อมืออาชีพ” จัดทำโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงภารกิจที่กรรมการปฏิรูปประเทศเสนอให้รัฐบาลผลักดัน มีอยู่ 2 เรื่อง ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ มีข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น ร่าง พ.ร.บ.กำกับจริยธรรมสื่อ คาดว่า จะเสนอร่างกฎหมายไปยังรัฐบาลในเดือน เม.ย.ปีนี้ ส่วนตัวคิดว่า ต้องรีบออกเป็นกฎหมายให้เร็วที่สุด ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่สามารถปฏิรูปสื่อได้

“ถ้ากฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพออกไม่ได้ทุกอย่างก็จบ เพราะความหวังอยู่ตรงนี้ ส่วนการรณรงค์รู้เท่าทันสื่อเป็นมิติที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาปฏิรูปสื่อ เชื่อว่าสองเรื่องนี้ที่เราจะผลักดันและเสนอรัฐบาล โดนใจชาวบ้านแน่”

เนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าวมีทั้งหมด 97 มาตรา หลักการสำคัญกำหนดให้มีการกำกับ ตรวจสอบสื่อในด้านจริยธรรม แบ่งเป็นบันไดสามขั้นประกอบด้วย 1.ในฐานะเป็นองค์กรสื่อของต้นสังกัดนั้นๆ 2.การกำกับตนเองในฐานะองค์การสื่อที่มีอยู่ในปัจจุบัน (สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) 3.สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่จะเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายฉบับนี้ สามหลักนี้ชัดเจนที่จะให้สื่อกำกับกันเอง มีบทลงโทษทางจริยธรรมตามกฎหมาย ตรงนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ แต่จะเป็นได้หรือไม่ อยู่ที่สื่อแต่ละคนว่าจะมีจิตสำนึกว่า จะร่วมมือเพื่อรักษาวิชาชีพตัวเองไว้ได้แค่ไหน จะได้ไม่เกิดปัญหาเหมือนปัจจุบัน ที่ว่าเมื่อสื่อไหนไม่พอใจผลการกำกับของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ก็ลาออก สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นหากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้

จิรชัย กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ฝ่ายสื่อไม่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาเป็นกรรมการสภาวิชาชีพสื่อฯ เพราะกลัวรัฐแทรกแซง ครอบงำ แต่ยอมให้เข้ามาได้ในนามสื่อของรัฐแทน เช่น ตัวแทนสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที อสมท หรือช่อง 5 แต่ไม่ให้ระดับอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มาเป็นกรรมการ อย่างไรก็ตามมองว่า ตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นคนกลางที่สุดที่น่าจะเข้ามาได้เพื่อเป็นประธานคัดเลือกตัวแทนคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เนื่องจากเคยนั่งเก้าอี้มาก่อน การทำงานไม่เข้าใครออกใคร อีกประเด็นที่จะไม่มีแน่ๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างที่สื่อกังวล คือ การขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน แต่จะให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นผู้กำหนด

จิรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสื่ออยากจะดูแลกันเอง ไม่อยากให้ภาครัฐเข้ามากำกับสื่อกลัวไปหมด กลัวภาครัฐเข้ามาชี้นำ บังคับ ข่มขู่ ควบคุม แต่ถามว่า สื่อกำกับกันเองได้หรือไม่ ความจริงถ้าสื่อตั้งใจและมีเจตนาเดียวกันที่จะให้วิชาชีพตัวเองโปร่งใส มีเสรีภาพ ก็ต้องดูแลกันเองให้ได้ การกำกับกันเองอยู่ที่ความตั้งใจของสื่อว่าจะทำให้สังคมของสื่อเข้มแข็งปราศจากการครอบงำอื่นได้หรือไม่ แต่เชื่อว่า ทำได้แน่ อีกทั้งที่ผ่านมาสื่อพยายามสร้างกลไกกำกับขึ้นมาภายใน เช่น ผู้ตรวจการของสื่อแต่ละสังกัด เช่น ไทยพีบีเอส สปริงนิวส์ ไทยรัฐ แต่ทำกันเองเงียบๆ ไม่ได้ประกาศออกสู่สังคมให้ประชาชนทราบว่า หากมีเรื่องใดที่ประชาชนอยากจะร้องเรียนว่าสื่อมีปัญหา ก็ให้แจ้งมาที่สังกัดนั้นๆ ได้ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาการกำกับกันเองของสื่อให้ดีขึ้น

จิรชัย อธิบายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีมาตรฐานกลางทางจริยธรรมแห่งวิชาชีพ หรือร่มใบใหญ่ทางจริยธรรมมากำกับสื่อในมิติต่างๆ ไม่ต่างจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำกับจริยธรรมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ทั้งประเทศ แต่ภายในร่มใบใหญ่ ก็ยังต้องมีร่มใบย่อยคอยกำกับสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ คอยกำกับองค์กรตนเอง เปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้อ่าน และองค์กรวิชาชีพสื่อที่มีอยู่ก็กำกับสมาชิกสื่อให้อยู่ในกรอบจริยธรรมตามเดิม

การปฏิรูปสื่ออีกเรื่อง คือ การรู้เท่าทันสื่อ ประชาชนจะต้องรู้ว่าสื่อไหนให้ข่าวออกมาแล้วควรจะเชื่อหรือแชร์ ในส่วนนี้แม้จะมีหลายภาคส่วนดำเนินการอยู่ กองทุนสื่อที่เกี่ยวข้องก็มีมากมาย แต่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพเพื่อดูว่า แผนการเรียนรู้เพื่อรู้เท่าทันสื่อจะทำในมิติไหน เช่น ในโซเชียลมีเดีย ส่วนการรู้เท่าทันสื่อในอีกด้านคือ ในฐานะผู้บริโภคก็ต้องทำคู่ขนานกันไป ปัจจุบันมี 8 กระทรวง 20 กรมที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคก็ต้องมีบทบาท เช่น สื่อใดโฆษณาเกินจริงหรือไม่ ต้องลงโทษตรงนี้อย่างไร ทั้งหมดต้องขับเคลื่อนและบูรณาการด้วยกัน

ในภาพใหญ่ของการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ จิรชัย ย้ำว่า อยู่ภายใต้ปรัชญา “สร้างเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อบนความรับผิดชอบกับการกำกับที่มีความชอบธรรม และเพื่อดำรงรักษาเสรีภาพของการแสดงออก การรับรู้ของประชาชน นอกจากนี้เพื่อให้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม”

หากอธิบายเป็นภาพก็จะเหมือนรูปสามเหลี่ยมที่เกื้อกูลกัน ประกอบด้วย ด้านแรก ภาครัฐ สื่อไม่ต้องการให้ภาครัฐมาบังคับ กำกับดูแล แต่ภาครัฐจะต้องเปลี่ยนหน้าที่มาสนับสนุน ส่งเสริม ดูแลสื่อเพื่อไม่ให้สื่อไปละเมิดสิทธิของคนอื่น ถ้าสื่อละเมิดสิทธิประชาชน ภาครัฐก็ต้องดูว่าจะเยียวยาอย่างไร

ด้านที่สอง สื่อ แม้สื่อจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมากมาย แต่สื่อก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาของสังคมด้วย ไม่ว่าสังคมที่มีกฎหมายที่สื่อต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว หรือในอนาคตที่ต้องมีกฎหมายใหม่ สื่อต้องตอบสนองต่อสังคมว่า จะให้ประชาชนมามีส่วนร่วมตรวจสอบสื่ออย่างไร เพราะทุกวันนี้ประชาชนยังบ่นสื่อกันอยู่ แต่ประชาชนยังไม่ได้แสดงออกถึงข้อเสนอว่า สื่อใดดี หรือไม่ดี

ด้านที่สาม ประชาชน เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ประชาชนก็ต้องให้รัฐดูแลสิทธิของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด ขณะที่ภาครัฐเองก็มีสิทธิรับเรื่องร้องทุกข์จากการกระทำของสื่อจากประชาชนที่มาร้องเรียน ส่วนสื่อต้องมีกลไกที่จะรับข้อเสนอของประชาชนที่จะบอกว่า ไม่ชอบเลยในสิ่งที่สื่อพูดมา

อีกเรื่อง การปฏิรูปสื่อออนไลน์ ทุกวันนี้ประชาชนเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่าย และผลิตสื่อออนไลน์ได้เอง หน่วยงานป้องกัน คือ กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจ ปอท. มีเจ้าหน้าที่เพียง 30 กว่าคนไม่สามารถดูปัญหาในออนไลน์ทั่วประเทศได้ ปอท.ก็ต้องหาวิธีสร้างแนวร่วมจากประชาชนให้มากกว่านี้ และต้องมีมาตรการคุ้มครองเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ที่ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน เรื่องเหล่านี้ถ้าภาครัฐเป็นฝ่ายตรวจสอบสื่อออนไลน์เอง แต่ไม่ให้ภาคประชาชนมามีส่วนร่วม ชาติหน้าก็ไม่มีทางสำเร็จหรือแก้ปัญหาได้

จิรชัย กล่าวสรุปว่า ความจริงกฎกติกาของสื่อมีอยู่แล้ว และกฎหมายที่สื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้รายงานข่าวละเมิดจริยธรรม ก็มีหลายฉบับ การปฏิรูปครั้งนี้นอกจากจะต้องมีกฎหมายใหม่มาบังคับใช้แล้ว จะต้องทำเพื่อให้กลไกกำกับที่มีอยู่แล้วแต่ถูกเก็บในลิ้นชักออกมาวางบนโต๊ะให้ได้เพื่อให้ประชาชนเห็น

งานปฏิรูปสื่อไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เพราะสื่อดูแลกันเองไม่ได้เพราะทำไม่ครบถ้วน ไม่ได้บรูณาการอีกเรื่องคือ กองทุนที่จะสนับสนุนการทำงานปฏิรูปสื่อ หรือแหล่งเงิน ก็มีอยู่แล้ว จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะของ กสทช.ที่ผ่านมา ใครรู้ก็เข้าไปขอเงิน จากนี้ กองทุน กสทช.ต้องเปลี่ยนแนวมาสนับสนุนภายนอกสู่สังคม ดังนั้น ต้องอยู่ที่กลไกและการเชื่อมโยง ไม่ควรมองแต่เรื่องตัวเอง ต้องมองทั้งเครือข่าย

“ขณะนี้คุณภาพของสื่อที่ออกมาในสายตาของสังคมแย่มาก ทีวีแต่ละช่องแย่มาก ไม่มีอะไรเลย เพราะเขาเน้นเรตติ้ง เขาต้องหากินเองเพื่อความอยู่รอด ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ เนื้อหา ตรงนี้คือ ส่วนที่รัฐต้องสนับสนุนผมคุยกันแล้ว เห็นว่า เมื่อรัฐอยากให้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรมก็ต้องมาดูว่าจะช่วยสื่อตรงไหนเพื่อไม่ให้สื่อตระเวนหาโฆษณา ซึ่ง กสทช.มีกองทุนอยู่ รัฐไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณจากรัฐมาจัดสรรให้”จิรชัย กล่าว