ทุจริต ’รากลึก’ วงราชการ ทำลายโอกาสประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547836

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 11:03 น.

ทุจริต ’รากลึก’ วงราชการ ทำลายโอกาสประชาชน

โดย เอกชัย จั่นทอง

ประเด็นปัญหาทุจริตในหน่วยงานภาครัฐกำลังถูกเปิดโปงอย่างมากในช่วงระยะเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์ทุจริตปรากฏขึ้นในหน่วยงานราชการหลายแห่ง คือเงาสะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตยังคงเกิดขึ้น และกระจายไปทุกย่อมหญ้าในประเทศไทย ที่สำคัญยังฝังรากลึกปัญหาทุจริตกันมานานนับปีและในทุกมิติ

ในความตื่นตัวกับปัญหาทุจริตที่ดูเหมือนว่ายิ่งตรวจสอบตรงไหนยิ่งพบความผิดปกติ ยิ่งปัจจุบันมีหลายคดีเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการ ไล่เรียงตั้งแต่กรณีพบการทุจริตการเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุน ประเภท “เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ดูเหมือนจะลุกลามไปถึงผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง ปมทุจริตนี้ถูกเริ่มตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้กระทำผิดประมาณ 53 จังหวัด งบประมาณ 503 ล้านบาท (ปีงบประมาณ 2560)

ถัดมากรณีทุจริตเงิน “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” หรือเงิน “ตกเขียว” ภายใต้การบริหารงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีข้าราชการระดับสูง ทำการทุจริตงบประมาณในโครงการดังกล่าวมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2561 เป็นเงินกว่า 88 ล้านบาท และล่าสุดกรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตการจัดซื้อรถขยะและรถดูดโคลนใน 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ทำให้รัฐเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล

ปมทุจริตที่เกิดขึ้นฉายภาพชัดเจนว่ามาจากหน่วยงานราชการทั้งสิ้น เรื่องนี้ ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย สะท้อนปรากฏการณ์ปัญหาทุจริตในแวดวงราชการว่า ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่ายังมีปัญหาการทุจริตในหน่วยงานราชการที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน กระทั่งถูกสังคมตรวจสอบเปิดเผยจนเกิดการตรวจสอบขึ้นในขณะนี้

“ภาพที่มีเจ้าหน้าที่ข้าราชการระดับสูงไปเกี่ยวข้องกับทุจริตในหน่วยงานต่างๆ นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการกระทำทุจริตเป็นขบวนการและเป็นเครือข่ายในการรับส่วย โดยเป็นรูปแบบการดูแลจากลูกน้องระดับล่างไล่ขึ้นไปถึงระดับบนที่มีตำแหน่งสูงกว่า โดยขึ้นอยู่กับโครงสร้างของหน่วยงานนั้นๆ ในเมื่อมีการส่งส่วยแล้วคนทุจริตระดับล่างก็ต้องทำผลงานเพื่อให้ตัวเองได้ดำรงตำแหน่งนั้นนานต่อไปด้วย”

ดร.มานะ ยังเสริมด้วยว่า เรื่องบทบาทของหน่วยงานรัฐที่เข้ามาตรวจสอบปัญหาทุจริตนั้นถือว่า มีการตื่นตัวมากกว่าเดิม เพียงแต่ยังขาดการบูรณาการทำงานร่วมกัน ยังไม่มีการแชร์ข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากทุกคนทุกฝ่ายยังต่างมีข้อมูลในมือของตัวเอง แต่ไม่ได้นำมาบูรณาการจัดการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต นั่นจึงไม่แปลกว่าศักยภาพในการตรวจสอบหยุดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นจึงยังไม่เพียงพอ

ไม่ต่างจาก พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า ผลพวงจากการทุจริตไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามถือว่ามีผลกระทบต่อฐานะการเงินของแผ่นดินทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โอกาสใช้เงินแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ประชาชนเสียโอกาส ยังกระทบถึงสังคม สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

สาเหตุการทุจริตในหน่วยงานราชการปัจจุบันนั้น ผู้บริหารมักมุ่งแต่เรื่องเชิงนโยบาย โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีนโยบายสั่งการชัดเจน แต่ยัง “ขาดการควบคุมติดตามประเมินผล” ส่วนนี้จึงเป็นช่องโหว่ เป็นช่องทางให้คนปฏิบัติฉวยโอกาสจากช่องทางนี้จนเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นมา เกิดเป็นการรั่วไหลเสียหาย ในขณะที่ผู้บริหารมุ่งแต่เรื่องความสำเร็จที่เป็นภาพรวมเท่านั้น

อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนอีกว่า สมมติให้เงินไปเพื่อแก้ปัญหาตามจำนวนงบประมาณ แต่ขาดการสำรวจตรวจสอบศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงความจำเป็นที่แท้จริง จึงทำให้ผู้ปฏิบัติการฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ สร้างตัวเลขขึ้นมาเพื่อให้การเบิกจ่ายตามงบประมาณใช้จ่ายไปหมด ซึ่งดูผิวเผินอาจประสบความสำเร็จตามงบประมาณที่ให้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วอาจจะมีหลายรายการในการใช้งบประมาณนั้นเป็นไปตามตัวเลขที่สร้างขึ้นเอง เช่น จำนวนคนจนผู้ยากไร้ ผันแปรไปตามงบประมาณ ดังนั้นถ้าหากมีจำนวนคนจนไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องสร้างตัวเลขขึ้นมาเพื่อให้งบประมาณเหล่านั้นถูกใช้ให้หมดไป

นอกจากนี้ ด้านหนึ่งยังเป็นผลงานเชิงสถิติ แต่อีกด้านเป็นการฉวยโอกาสเพื่อหาผลประโยชน์จากการสร้างตัวเลขเท็จ อีกทั้งยังฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้ยากจนที่แท้จริงโดยการเบียดบังทรัพย์บางส่วนไปพร้อมกัน ในส่วนนี้เป็นภาพที่ออกมาจากการทุจริตในปัจจุบัน ดังนั้นการตรวจสอบที่โปร่งใสทั่วถึง ควบคุมติดตามตรวจสอบประเมินผลจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมาก

สำหรับการทุจริตที่มีข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น พิศิษฐ์ เสริมความเห็นมุมนี้ว่า ไม่ว่าข้าราชการระดับใดถ้าหากมีความโลภ แล้วต้องการผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ความก้าวหน้าในสายงานนั้นจะมีโอกาสเกิดการทุจริตได้ทั้งหมด

“ถ้าหากเป็นข้าราชการระดับสูงจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยปกติถ้าเป็นเจ้าหน้าที่แต่ละส่วนราชการงานอาจจะเสียหายเป็นส่วนไป แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วย ผ่านการผลักดันจากนโยบายจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหาย และกระจายวงกว้างไปทั่วประเทศไทย”

แม้ว่า พิศิษฐ์ จะเกษียณราชการไปแล้ว แต่ข้อห่วงใยที่ใคร่ฝากเตือนถึงสังคม คืออย่าประมาทว่าแม้ปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์พิเศษ และรัฐบาลมีนโยบายปรามปราบทุจริตชัดเจนนั้น แต่การควบคุมตรวจสอบติดตามประเมินผลยังเป็นสิ่งจำเป็น ต้องอย่ามองข้ามการบริหารของผู้บริหารระดับสูง และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจการกระทรวง ให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

สร้างจิตสำนึกการเมืองที่ดี ชงสอบในโอเน็ต-ออกกม.หนุนค่านิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547654

  • วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

สร้างจิตสำนึกการเมืองที่ดี ชงสอบในโอเน็ต-ออกกม.หนุนค่านิยม

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นได้นำเสนอแผนปฏิรูปให้รัฐบาลเห็นชอบแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้เสนอแนวทางปฏิรูปไว้ 5 ประเด็น เพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.กลไกการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย 3.การกระจาย อำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม 4.การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ และ 5.การสร้างรัฐธรรมาธิปไตย

เริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทุกระดับชั้น เสนอให้เป็นหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง หน้าที่พลเมือง คุณธรรมจริยธรรม และคุณธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อให้ระบบการศึกษาได้ขัดเกลาบ่มเพาะเยาวชนให้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งให้ประชาชนมีความสำนึกในความเป็นพลเมืองคู่กับระเบียบวินัย หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการเป็นพสกนิกรของพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ เสนอให้สถาบันทางการศึกษาจัดให้มีการทดสอบความรู้การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยผ่านระบบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O–NET) และแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นสูง (GAT-PAT) รวมทั้งต้องพัฒนาโรงเรียนทุกโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการให้เป็น “โรงเรียนประชาธิปไตย”

สำหรับนอกระบบการศึกษาต้องพัฒนาการเรียนรู้ใน 3 ระดับ คือ 1.การพัฒนา ครูผู้สอนในการสร้างหลักสูตรและคู่มือการเรียนการสอน 2.การสร้างสื่อการเรียนการสอน และ 3.กิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การทัศนศึกษาการจัดค่ายอบรมผู้นำ เยาวชนประชาธิปไตย การสร้างวิทยากร เผยแพร่ประชาธิปไตย การสร้างจิตอาสา พัฒนาการเมือง เป็นต้น

ประเด็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจการปฏิรูปการเมือง นอกจากทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเลือกตั้งจะต้องคัดสรรเพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติ

สิ่งสำคัญจากนี้ไปคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งต้องมีจำนวนลดลง ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งของทุกภาคส่วนมากขึ้น พรรคการเมืองมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ประชาชนมีส่วนร่วม นักการเมืองมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาประโยชน์ของชาติและเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

อีกประเด็นคือ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อเสนอที่น่าสนใจ เช่น จัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ให้ผู้สมัครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นทุกตำแหน่งยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี พร้อมทั้งแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้มีอาสาสมัครพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม

นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ ได้เสนอให้ผลักดันร่างกฎหมายการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติที่ดีในทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบการทุจริตและประพฤติมิชอบ การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีสำนึกความเป็นพลเมือง เข้าใจและตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบของตน เคารพกฎหมายและกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน มีจิตสาธารณะ ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติโดยไม่ซื้อสิทธิขายเสียงหรือปราศจากการครอบงำ

สุดท้ายเป็นเรื่องการสร้างรัฐธรรมาธิปไตย คือ ได้กำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญ ประกอบด้วย การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การควบคุม การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการลงโทษ และการส่งเสริมสนับสนุนและเสริมสร้างธรรมาธิปไตย ให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อุดมศึกษาอเมริการะส่ำ ส่องบทเรียนหนีวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547451

  • วันที่ 11 เม.ย. 2561 เวลา 06:35 น.

อุดมศึกษาอเมริการะส่ำ ส่องบทเรียนหนีวิกฤต

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตัวและ น่าตกใจให้กับมหาวิทยาลัยหลาย แห่งทั่วโลก นั่นคือในสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยปิดตัวแล้ว 500 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2,000 แห่ง ใน 10 ปีข้างหน้า เหตุผลสำคัญเพราะการศึกษาออนไลน์ เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาตีตลาดกระทบกับทุกแวดวงอาชีพ

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งติดตามปัญหาการศึกษาและตลาดแรงงาน ระบุว่า เรื่องดังกล่าว กำลังสร้างผลกระทบต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลก  และกระทบมาถึงประเทศไทยแล้วเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยทั้งหมดประมาณ 4,700 แห่ง ต้องปิดตัวไปเพราะผลกระทบจากกรณี ดังกล่าวกว่า 100 แห่ง และมีรายงานด้วยว่าตั้งแต่ปี 2555-2557 สหรัฐอเมริกามีนักศึกษาลดจำนวนลงถึง 8 แสนคน

“กลุ่มมหาวิทยาลัยที่ไปไม่รอดได้รับผลกระทบถึงขั้นต้องปิดตัวนั้น ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียง หรือมีขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันเมื่อจำนวนผู้เรียนน้อยลง แม้แต่มหาวิทยาลัยมีชื่อ มีคุณภาพ หรือจัดอยู่ในกลุ่มเกรดบีบางแห่งก็ยังมีที่นั่งเหลือ มหาวิทยาลัยเกรดซีก็ยิ่งเหมือนมีแรงฉุดให้ปิดตัวเร็วมากขึ้น”

สถานการณ์ผู้เรียนลดลงในสหรัฐ อเมริกาส่งผลให้เกิดการปรับตัว 3 แนวทาง คือ แบบแรก พยายามลดต้นทุนด้วยการนำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วยและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน แต่มหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนออนไลน์หลายแห่งก็ยังประสบปัญหาอื่นตามมา เช่น ชื่อเสียงไม่ดึงดูดผู้เรียนมากพอ จำนวนผู้เรียนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะโลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถมากกว่าวุฒิทางการศึกษา เมื่อประกอบกับเนื้อหาที่สอนออนไลน์ไม่แตกต่างจากที่หาได้จากสื่อทั่วไป ก็ยิ่งหมดโอกาสที่จะจูงใจผู้เรียน มหาวิทยาลัยในที่อยู่ในข่ายนี้ก็อาจจะไปต่อไม่ได้

แบบที่สอง ซึ่งมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาใช้เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนที่ลดลง คือ การหันไปเปิดสาขาวิชาที่เป็นเหมือนนิชมาร์เก็ต (Niche Market) หรือสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่น เป็นสถาบันสำหรับช่าง วิศวกร สร้าง จุดเด่นให้เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จะเปิดตัวเป็นทางเลือกที่สองได้ จะต้องมีทรัพยากรพร้อม มีการทำวิจัย มีความร่วมมือกับระบบอุตสาหกรรมล่วงหน้าหลายปี เพื่อเตรียมพร้อมด้านองค์ความรู้ของสถาบันและความพร้อมด้านบุคลากร

“การปรับตัวของกลุ่มที่สองจะมีการประกาศชัดเลยว่าสถาบันของตัวเองมุ่งไปทางด้านไหน เช่น ด้านไอซีที มุ่งไปทางการสร้างผู้ประกอบการ หรือด้านสาขาที่เป็นงานบริการอย่างเดียว รูปแบบที่สองนี้เคยถูกใช้กับมหาวิทยาลัยในประเทศ อย่างสวิตเซอร์แลนด์และสวีเดน ซึ่งเคยประสบปัญหาผู้เรียนลดลงจนต้องหันไปสร้างสถาบันเฉพาะทาง เพื่อแก้ปัญหาไม่มีคนเรียนจนต้องถูกปิดตัว”

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

การหนีการปิดตัวแบบที่สาม ซึ่งได้ผลมากกว่าแบบที่สองนั่นคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นสถาบันที่โดดเด่นเป็นเอกอุด้านการเรียนการสอน เป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้เรียน มีมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่พยายามเป็นนิช มาร์เก็ตแล้วแต่ก็ไปไม่รอด เพราะบรรดาสถาบันที่ประกาศตนว่าเชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้นที่สุดแล้ว ก็พบว่ามีความเชี่ยวชาญในด้านที่ซ้ำกัน จนหันไปแข่งกันเองและกลายเป็นแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่แพ้ตอนที่ยังไม่มีสถานการณ์ ปิดตัว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือสถาบันไหนมีสายป่านยาวกว่าก็อยู่ได้ เพราะมีทุนซื้อตัวอาจารย์ผู้สอน เพื่อใช้ดึงดูดผู้เรียนได้มากกว่า” เกียรติอนันต์ กล่าว

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูเมื่อสิบกว่าปีก่อน จะพบว่าสถาบันชื่อดังอย่างเอ็มไอทีนั้นกล้าเปิดเผยคลิปการเรียนการสอนในห้องเรียนบางวิชา จนมีคนบอกว่าทำแบบนั้นจะทำให้ไม่มีคนไปเรียน เพราะดูคลิปก็เหมือนได้เรียนโดยไม่ต้องลงทะเบียน แต่จริงๆ แล้วคนยังไปเรียนสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) อย่างไม่ขาดสาย แม้จะเรียนได้จากคลิป เพราะคนยังต้องการครู สะท้อนว่าวิธีการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก แต่การเรียนรู้โดยผ่านการปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอื่นๆ ก็ยังถือเป็นประสบการณ์การเรียนที่ยังไม่มีการเรียนออนไลน์ใดๆ ทดแทนได้

เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ระบบการเรียนแบบดิจิทัลทำได้เพียงเรื่องของการถ่ายทอดความรู้แบบง่ายๆ แต่การเรียนในศาสตร์แขนงต่างๆ ยังมีเรื่องของกลเม็ดของการเรียนที่จี้จุดอ่อนจุดแข็งของ ผู้เรียนได้ โดยผู้สอนที่มีประสบการณ์และติดตามผู้เรียนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเคล็ดลับประจำสำนัก ที่มี ความรู้ที่แอบซ่อนอยู่ ซึ่งความรู้เหล่านี้จะได้จากการถ่ายทอดจากตัวครูอาจารย์ซึ่งเก่งจริงๆ เท่านั้น

“ที่คิดกันว่ามหาวิทยาลัยจะมุ่งหน้าไปเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ที่สุดอาจเป็นเรื่องที่ผิดพลาดเหมือนที่เราเคยคิดว่าอี-บุ๊กจะมาแทนตลาดหนังสือ ซึ่งเอาเข้าจริงก็แทนที่กันไม่ได้ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร การเรียนทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ยังต้องการความสมดุล เพราะอย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ขายแค่ความรู้ แต่ต้องขายประสบการณ์ชีวิตที่ยังมีรายละเอียดที่จำเป็นต่อชีวิตของผู้เรียน เท่าที่จะไขว่คว้าได้จากในรั้วมหาวิทยาลัยอีกด้วย”

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า บทเรียนที่ได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา คือ มหาวิทยาลัยที่ยังคงนับเป็นตัวเลือกของผู้เรียน จะต้องมีการเตรียมตัวอย่างแน่วแน่ แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า “ที่นี่คือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด” จนสามารถสร้างแรงดึงดูดและยังกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้เรียนได้อยู่ ไม่ว่าจำนวน ผู้เรียนจะลดลงเพียงไรก็ตาม

“ผมจะไม่ยกมือให้นายกฯคนนอก” ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/547156

  • วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น.

"ผมจะไม่ยกมือให้นายกฯคนนอก" ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

“สิ่งที่ทำให้ผมไม่มีทางโหวตให้นายกฯ คนนอก เพราะประชาชนไม่เห็นชื่อเขาในวันที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผมว่าเขาไม่ได้ แมนเดต หรือ อาณัติ จากประชาชน”

********************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เปิดตัวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวกับการขันอาสาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเลือกตั้ง พร้อมจุดประเด็น “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” จนนำไปสู่การขยับเตรียมปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ภายในพรรคอายุกว่า 72 ปี

ถึงจะเป็นหน้าใหม่แต่ในทางการเมืองเขาเคยชิมลางผ่านงานทั้งในบทบาท “ยุวประชาธิปัตย์” และมีส่วนช่วย พนิช วิกิตเศรษฐ์ หาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2553

วันนี้ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพนักการเมืองกับประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพราะสถานะความเป็นหลานหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เพราะคิดว่าเขาสามารถปรับพรรคไปสู่ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่เขาเชื่อมั่นได้

“ถ้าถามว่าเลือกประชาธิปัตย์ยุคเก่าและถูกซึมซับโดยสิ่งที่เป็นมาและทำเหมือนเดิมต่อทุกอย่างผมจะเลือกไหม ก็คงไม่ แต่ตอนนี้ผมเชื่อมั่นว่าผมจะสามารถมีส่วนทำให้ประชาธิปัตย์เปลี่ยนจากยุคเก่าไปสู่ยุคใหม่”

ที่สำคัญ ไอติม ระบุว่า ไม่ได้เลือกว่าจะไปพรรคไหนเพราะมี “ลุง” หรือ “น้า” อยู่พรรคนั้นๆ แต่ดูที่อุดมการณ์ของพรรค อย่างพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวยังไม่มั่นใจในอุดมการณ์ว่าจะตรงกับสิ่งที่เขาอยากเห็นประเทศไทยเป็นไปหรือไม่ นั่นก็คือ “เสรีประชาธิปไตย” ซึ่ง 10-15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังเดินไปไม่ถึง “เสรีประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง

ส่วนทางเลือกอย่างการตั้งพรรคใหม่นั้น ไอติม มองว่า นักการเมืองหน้าใหม่ หรือรัฐบาลใหม่ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงประเทศได้แค่คนคนเดียว แต่ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับคนในกระทรวง ข้าราชการที่ทำงานมานานแล้ว คนมีประสบการณ์ มีความคิดตกผลึกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคนจากพรรคเก่าที่มีประสบการณ์ ย่อมเป็นเรื่องดี และหากสามารถปฏิรูปพรรคไปสู่ยุคใหม่ได้ เราก็จะสามารถปฏิรูปประเทศไปสู่ยุคใหม่ได้เหมือนกัน ในวันที่หากเรามีโอกาสบริหารประเทศ

ถามว่าประชาธิปัตย์เคยพยายามปฏิรูปพรรคมาตลอดแต่ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร มั่นใจได้อย่างไรในรอบนี้อีกทั้งเป็นคนหน้าใหม่ด้วยจะสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายได้สำเร็จ พริษฐ์ บอกว่า 1.เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่คนเดียวที่อยากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่ยังมีอีกหลายคน 2.คนหน้าเก่ายอมรับฟังความคิดเห็นของคนหน้าใหม่ อย่างคำพูด “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ที่เขาพูดครั้งแรกในงานของคุณ สุทธิชัย หยุ่น หลังจากนั้นก็เห็นคนในพรรคเริ่มเคลื่อนไหว ต่อยอดปรับปรุง เป็นการยอมรับความคิดเห็นของคนหน้าใหม่

“ประชาธิปัตย์อยู่มาได้ 70 กว่าปี เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศแสดงให้เห็นว่าเขาก็ต้องปรับตัวมาเรื่อย เพราะ ผู้ก่อตั้งก็เสียชีวิตหมดแล้ว ถ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ก่อตั้งคนเดียวก็คงอยู่มาไม่นานถึงตอนนี้”

ในมุมมองของ ไอติม บัณฑิตหนุ่มจากคณะปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มองว่า “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ต้องมี 3 อย่าง คือ อุดมการณ์ ปฏิรูป และ นโยบายอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์จะต้องหนักแน่นขึ้นในการเคารพอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ซึ่ง 5-10 ปี ที่ผ่านมา มีการตัดสินใจของพรรคบางครั้ง ที่ทำให้คนตั้งคำถามได้ง่ายว่า เชื่อมั่นในประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า

“เสรีประชาธิปไตยเป็นทางเลือกที่สามที่ประเทศไทยยังไปไม่ถึงเพราะมีภัยคุกคามรัฐประหาร เชื่อว่ามีคนที่รู้ดีกว่าประชาชนทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ฟังเสียงประชาชน ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ต้องไม่มีทางสนับสนุน”

นอกจากนี้ คนยังมองความเป็นประชาธิปไตยแค่เลือกตั้ง เคารพเสียงข้างมากก็พอ ยกตัวอย่าง ประเทศหนึ่งมี 100 คน 60 คน นับถือศาสนา A อีก 40 คน นับถือศาสนา B คน ถ้า 60 คนรวมตัวกันบอกว่า จะไม่ให้คนนับถือศาสนา B อยู่ประเทศนี้ได้เลย ห้ามมีสิทธิโหวต ถือเป็นเสียงข้างมากไหม มาจากการเลือกตั้งไหม ก็ใช่ แต่เป็นประชาธิปไตย ที่ได้คุณค่าจากการนับถือความเท่าเทียมกันและอิสรภาพของคนไหม “ผมว่าไม่ใช่”

พริษฐ์ อธิบายว่า การยอมรับเสียงข้างมาก เป็นเพียง “ขาเดียว” ในระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่ยังมีขาอื่น เช่น การเคารพเสียงข้างน้อย การกระจายอำนาจทำยังไงไม่ให้อำนาจกระจุกตัวที่รัฐบาลกลางอย่างเดียว แต่ละจังหวัดมีอำนาจบริหารตัวเองได้ มีผู้ว่ามีอำนาจบริหารจัดการด้วยตัวเอง และอยากให้มีกลไกเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด

อีกขาหนึ่งคือการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ทำยังไงให้ฝ่ายค้าน องค์กรอิสระ แข็งแรงขึ้นในการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก มีอิสรภาพการรับฟังความเห็นแตกต่างๆ สื่อมวลชนมีอิสรภาพ ให้ประชาชนมีแรงจูงใจตรจสอบรัฐบาล ด้วยการเปิดข้อมูล ทั้งหลายเหล่านี้เป็น 4 ขาหลักๆ ในระบบเสรีประชาธิปไตย

สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 ในส่วนบทเฉพาะกาลที่อนุญาตให้ สว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ไอติม มองว่า สว. 250 คน น่าจะยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย งดออกเสียง หรือสนับสนุน เคารพเสียงข้างมาก ที่มาจากประชาชนซึ่งแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง สส. ไม่เข้ามาแทรกแซง

“ประเด็นนายกฯ คนนอก คนใน ผมบอกเลยว่า ผมจะไม่ยกมือให้กับนายกฯ คนนอก ถามว่าทำไม ผมเข้าใจถึงหลักการที่มีนายกฯ คนนอกได้ หาก 2 ใน 3 ของรัฐสภาร่วม ต้องโหวต ถึง สว. 250 คน จะเอานายกฯ คนนอก ก็ต้องมี สส. อีกเกินครึ่งที่จะโหวตให้นายกฯ คนนอก เข้าใจว่าเป็นการสะท้อนเสียงข้างมากของสภาผู้แทน ซึ่งก็อาจดูไม่แปลกมากในหลักประชาธิปไตย

แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่มีทางโหวตให้นายกฯ คนนอก เพราะวันที่ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ประชาชนเขาจะเห็นรายชื่อ 3 คนที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายกฯ คนนอกคือ คนที่ไม่ปรากฏอยู่ในชื่อนั้น ประชาชนไม่เห็นชื่อเขาในวันที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผมว่าเขาไม่ได้ แมนเดต หรือ อาณัติ จากประชาชน ผมคิดว่าไม่สอดคล้องความต้องการของประชาชน ถ้า สส.คนอื่นมีความคิดเห็นต่าง และอยากสนับสนุนนายกฯ คนนอกก็เป็นสิทธิของเขา แต่ผมไม่มีทางสนับสนุน”

ประเด็นการปฏิรูปพรรค พรรคการเมืองที่ดีต้องมีสองอย่างคือต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในพรรค ถ้าพรรคสืบทอดอุดมการณ์ประชาธิปไตยระดับประเทศ พรรคก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคคือ เป็นพรรคของประชาชน หาสมาชิกให้เยอะที่สุดและเปิดให้สมาชิกกำหนดทิศทางว่าพรรคจะเดินไปแบบไหน รวมทั้งเลือกหัวหน้าพรรคซึ่งยังไม่เคยมีพรรคไหนทำมาก่อน

สองประเด็นเรื่องการตัดสินใจที่รวดเร็วเฉียบขาด ในสภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจุดอ่อนของประชาธิปัตย์เพราะมีความเป็นประชาธิปไตยสูงทำให้การตัดสินใจไม่เฉียบขาด แต่การที่ประกาศให้สมาชิกเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรงตอบโจทย์สองด้านคือความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและทำให้หัวหน้าพรรคมีอิทธิพลเพราะได้รับแมนเดตหรืออาณัติจากสมาชิกที่จะตัดสินใจได้เฉียบขาดมากขึ้น

ในส่วนของนโยบาย พริษฐ์ ใช้คำว่า“สร้างใหม่” ไม่ได้ใช้คำว่า “รื้อ” ทุกอย่างที่ไม่ดีออกหมด แต่เราต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ เช่น เศรษฐกิจที่ผ่านมารัฐบาลพูดมาตลอดจีดีพีโตขึ้น 3-4% แต่คนรายได้น้อยไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี

ดังนั้น เราอาจต้องมีการเปลี่ยนตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่รู้คำตอบคืออะไร ที่จะต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาลมากขึ้น เทรนด์โลกกำลังพูดถึง GPI (Genuine Progress Indicator) ที่เริ่มใช้ไป 20 กว่าประเทศ โดยปรับเพิ่มจากจีดีพี 10-20 ปัจจัย เช่น ความเหลื่อมล้ำ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้สิ่งที่รัฐบาลพยายามพาเศรษฐกิจไปสอดคล้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง

พริษฐ์ อธิบายเพิ่มว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น มีความเสี่ยงที่คนจะตกงาน ต้องหาทางที่จะรองรับตรงนี้ ซึ่งเวลานี้มีการพูดถึง ประกันรายได้พื้นฐาน Universal Basic Income รวมทั้งต้องรองรับสภาพสังคมผู้สูงวัยที่กำลังเกิดขึ้น ทำอย่างไรให้คนมีแรงจูงใจออมทรัพย์พอเลี้ยงชีพในวันข้างหน้า

ถามถึงเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้ง พริษฐ์ อธิบายว่า ขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะให้ลงระบบ เขต หรือบัญชีรายชื่อ แต่ถ้าเลือกได้อยากเริ่มต้นด้วย สส.เขต เพราะการเป็นผู้แทนของคนกลุ่มๆ หนึ่ง พื้นที่หนึ่ง มันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ได้สัมผัสประชาชนจริง ซึ่งตามกฎหมายเป็นคน กทม. ถ้ามีโอกาสก็อยากลงสมัคร สส.เขต กทม. แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยวางตัวกัน

ส่วนเรื่องความเป็นหลานอภิสิทธิ์ จะทำให้มองว่าเป็น “เด็กเส้น” เข้าสู่การเมืองง่ายกว่าคนอื่นหรือไม่นั้น ไอติม บอกว่า จุดแข็งของประชาธิปัตย์คือความเป็นประชาธิปไตย ผู้สมัครของประชาธิปัตย์ต้องรับรองโดยสมาชิก ไม่ใช่ว่าผมเป็นลูกหลานใครแล้วจะไปชี้นิ้วสั่งได้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการของสมาชิกพรรค

“ตรงนี้มองได้หลายด้านไม่ได้พูดเฉพาะกรณีของคุณอภิสิทธิ์ความเป็นหลานก็ทำให้ได้เรียนรู้งานการเมืองได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียก็คือจะถูกมองว่าความคิดเป็นของตัวเราเองหรือเปล่า ก็พยายามพูดแสดงความคิดความเห็นของตัวเองมาตลอดเพื่อให้เห็นว่ามาจากตัวเองจริงๆ ไม่ได้ซึมซับ หรือมาจากความเป็นลูกหลานใคร ตรงนี้เวลาจะช่วยพิสูจน์ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีใครไปชี้ได้ว่าจะได้ตำแหน่งอะไรได้” ไอติม กล่าวทิ้งท้าย

แก้ทุจริตเงินคนจน ต้องปฏิรูปราชการให้ท้องถิ่นดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546764

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 06:38 น.

แก้ทุจริตเงินคนจน ต้องปฏิรูปราชการให้ท้องถิ่นดูแล

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นในเวทีเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคมครั้งที่ 2 หัวข้อ “ตีแผ่เงินสงเคราะห์” เพื่อสะท้อนถึงปัญหา “ทุจริตเงินสงเคราะห์คนจน” นั้น สาเหตุเกิดจากระบบและโครงสร้างที่ปัจจุบันเป็นการรวมศูนย์อำนาจ องค์กรส่วนกลางเป็นผู้บริหารจัดการ ทำให้เกิดช่องโหว่ในการทุจริตและคอร์รัปชั่นง่าย การจะแก้ปัญหาการทุจริตนั้น ต้องรื้อโครงสร้างและกระจายอำนาจสู่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้กระบวนการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้

โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาผู้ด้อยโอกาส หรือคนไร้ที่พึ่ง เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญและให้การดูแลเป็นพิเศษ เพราะคนกลุ่มนี้รัฐจะต้องดูแล ช่วยเหลือ เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 10 ล้านคน แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้พิการประมาณ 2 ล้านคน คนไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 แสนคน ผู้ยากจนไร้ที่ดินทำกินกว่า 5 ล้านคน และผู้สูงอายุอีกกว่า 12 ล้านคน

ทำให้เป็นที่มาของโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆ ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ให้สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับในฐานะประชาชนชาวไทย ส่วนการช่วยเหลือในรูปแบบรัฐสวัสดิการเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชน ต้องมีการกำหนดที่ชัดเจนถึงผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองผลประโยชน์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม อาทิ สิทธิการเข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข ซึ่งจำเป็นจะต้องมีสวัสดิการเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ คนด้อยโอกาส คนไร้ที่พึ่ง ต้องมีการกำหนดกรอบให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจนเช่นกันเกี่ยวกับสิทธิของผู้ด้อยโอกาสกว่า

โกวิทย์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ พบหลักฐานทุจริตชัดเจน 37 แห่ง สาเหตุเนื่องมาจากกลไกในการช่วยเหลือยังมีความบกพร่อง และไม่มีกลไกที่ช่วยเหลืออย่างละเอียดพอ การจะแก้ปัญหาทุจริตดังกล่าวต้องทำการแก้ไขในเรื่อง “การรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง” ซึ่งเป็นที่มาของการทุจริตและการคอร์รัปชั่นต่างๆ โดยจำเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ เนื่องจากแนวปฏิบัติราชการในปัจจุบันเป็นการนำเสนองบประมาณผ่านกระทรวง หรือกรมต่างๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาของประชาชน ชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาส

ปัญหาคือหน่วยงานต่างๆ จากส่วนกลางนั้น ไม่สามารถเข้าถึงสถานการณ์และจำนวนของผู้ที่ประสบปัญหาจริงในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ตลอดจนยังมีช่องว่างในกระบวนการที่ทำให้สามารถเกิดการทุจริตขึ้นมาได้ กรณีเงินที่มีการทุจริตในศูนย์พักพิงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งศูนย์พักพิงสังกัดส่วนกลาง ไม่ได้ขึ้นตรงกับส่วนจังหวัด หรือส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

“แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวคือ รัฐบาลต้องปฏิรูประบบโครงสร้างการบริหารราชการใหม่ ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลคนด้อยโอกาสในพื้นที่ เนื่องจากองค์กรส่วนท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากกว่า เข้าใจถึงสถานการณ์และความต้องการได้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นการทำงานที่มีกลไกในการตรวจสอบที่โปร่งใส ทั้งในระดับเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือสภาท้องถิ่น เห็นได้จากกรณีเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่องค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการ และพบปัญหาการทุจริตที่น้อยลง” โกวิทย์ กล่าว

ด้าน ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สังคมไทยมีความเข้าใจว่าการทุจริตเกิดจากบุคคล แต่หากพิจารณาอย่างแท้จริงแล้ว รากฐานของการทุจริตเกิดจาก “ระบบ” ที่มีปัญหา อันได้แก่ระบบการเมือง การทุจริตเกิดจากระบบการเมืองที่ผู้มีอำนาจมองว่าอำนาจเป็นของตนเองไม่ใช่ของประชาชน และหน้าที่ของตนเองไม่ใช่รับใช้ประชาชน ในทางระบบวัฒนธรรม การทุจริตเกิดจากวัฒนธรรมที่ผู้มีอำนาจรัฐมองสถานะของตนเหนือกว่าประชาชน

ส่วนระบบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐ มีมาตรฐานที่ไม่ชัดเจน จึงเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจเพื่อเปิดช่องทางในการสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง การแก้ปัญหาการทุจริตจึงต้องมุ่งแก้ที่ระบบที่กล่าวมาข้างต้น ตลอดจนพัฒนากลไกการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างช่องทางให้ผู้มีอำนาจรัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนากลไกส่วนอื่นไปพร้อมกัน อาทิ สร้างองค์กรของประชาชนที่มี หน้าที่ในการตรวจสอบภาครัฐ การเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การจัดการระบบจัดสรรทรัพยากร เป็นต้น

ขณะที่ อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 76 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนสงเคราะห์เงินให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และชน กลุ่มน้อยในบางพื้นที่ เช่น ชาวเขา โดยมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับไว้อย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ประชาชน ชาวบ้าน ไม่รับรู้ถึง “สิทธิที่ตนพึงได้รับ” ชาวบ้านส่วนมากมีความเข้าใจในเรื่องเงินสงเคราะห์ว่าเป็น “ความเมตตาจากรัฐ” จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ซึ่งชาวบ้านทำอย่างไรก็ได้ให้ได้เงินมา ได้มาเท่าไรก็เท่านั้น ไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของตนเองอย่างทั่วถึง

อานนท์ กล่าวอีกว่า เพราะชาวบ้านไม่รู้ถึงสิทธิที่ตนพึงได้รับ นำมาซึ่งเหตุการณ์การตักตวงผลประโยชน์ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีหน่วยงาน สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในระดับจังหวัด หรือภูมิภาค กระจายอยู่ทั่วประเทศ หากพบปัญหาการทุจริตสามารถเข้าแจ้งเบาะแสได้ในทันที ซึ่งในทางกฎหมายแล้ว ผู้เข้าแจ้งเบาะแสจะได้รับสิทธิของกฎหมายการคุ้มครองพยานอีกด้วย

ขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังเป็นเชื้อร้ายคงอยู่ในสังคมไทย ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เอาไหนของเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

วิกฤติมหา’ลัย โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546661

  • วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 10:22 น.

วิกฤติมหา’ลัย โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัว

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเลขว่างงานจากการสำรวจครั้งสุดท้ายจนถึงเดือน ก.พ.ปีนี้ ว่ามีสูงถึง 4.91 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 1.3% และเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 6.1 หมื่นคน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เมื่อแยกผู้ว่างงานตามระดับการศึกษา พบว่า มีผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาถึง 1.77 แสนคน หรือมากที่สุดเมื่อเปรียบกับการศึกษาระดับอื่นๆ สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อช่วงเดือน ก.ค.ของปีที่ผ่านมา ที่พบว่าว่างงานถึง 2.53 แสนคน หรือมากถึง 53% ของผู้ว่างงานทั้งหมด

กรณีดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำว่าผู้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะตกงานมากกว่าผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอื่นๆ หรือกระทั่งที่ต่ำกว่า

ทว่า ที่กล่าวมายังไม่ใช่ปัญหาเดียวที่กำลังรุมเร้าการเรียนในระดับอุดมศึกษาของไทย

ปัญหาจำนวนผู้เรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมีข้อมูลระบุชัดจากการสำรวจประชากรไทย เมื่อ 10 ปีก่อนพบเด็กเกิดใหม่ 1.1 ล้านคน/ปี แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 7 แสนคน/ปี กรณีนี้ส่งผลต่อเนื่องไปถึงประชากรวัยเรียนในระดับมัธยมที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันวัยเรียนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งครอบครัวฐานะยากจนถึงปานกลางหันไปเรียนสายอาชีพเพราะหวาดวิตกเรื่องตกงานและรัฐเองก็เริ่มหันมาสนับสนุนให้เด็กเรียนสายอาชีพมากขึ้น

สถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชน ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากถึง 170 แห่ง ต่างแข่งขันกันจูงใจผู้เรียนมากขึ้น เพราะทราบดีว่าจำนวนผู้เรียนที่ลดลงจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา โดยเฉพาะปัญหาบางคณะวิชาของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงดึงดูดผู้เรียน มีผู้เรียนน้อย เปิดรับหลายรอบจำนวนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อห้องเรียนเริ่มร้างนักศึกษา ปัญหาเรื่องต้องจำกัดจำเขี่ยรายจ่ายโดยเฉพาะเรื่องจ้างผู้สอนก็ตามมาจากที่จ้างประจำก็เหลือเพียงจ้างพาร์ตไทม์จนกระทบกับคุณภาพการเรียนการสอน ที่สุดเมื่อบริหารจัดการไม่ได้อีกต่อไป ก็ต้องปิดตัวไปอย่างเงียบๆ

ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น นอกจากจะต้องรับมือกับปัญหาผู้เรียนลดลงยังต้องหันมาแข่งขันกันเองอย่างดุเดือดแล้ว ทุกแห่งยังต้องหันมารับมือกับโลกออนไลน์ที่ตอบโจทย์การศึกษายุคใหม่ได้ดีกว่าอีกด้วย

ธรรมชาติของโลกออนไลน์ ที่รวดเร็วทันใจ เข้าถึงง่าย ข้อมูลมหาศาล ไม่จำกัดทั้งเวลาและสถานที่ กำลังเสนอตัวเป็นทางเลือกในการป้อนความรู้ให้ผู้เรียน และเริ่มตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่าผู้สอนหรือกระทั่งสถาบันการศึกษาที่ยังปรับตัวไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงในการเลือกเสพข้อมูลเริ่มลามไปถึงการเข้าถึงองค์ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ อย่างไม่ยกเว้น กำลังส่งผลให้การเรียนในสถาบันอุดมศึกษาถูกลดบทบาทลงไปด้วยโดยปริยายผู้เรียนในโลกยุคใหม่กระหายความรู้จากการศึกษาที่มีคุณภาพ พอๆ กับกระหายสิ่งที่ได้จากเทคโนโลยีซึ่งช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองได้

แหล่งการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพระดับอุดมศึกษา ไม่สามารถหลบเลี่ยงการปรับตัวให้เท่าทันความต้องการของผู้เรียนให้ทันสถานการณ์ รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งกำกับดูแลเรื่องอุดมศึกษาก็ออกมายอมรับเองว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจำนวนผู้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยลดลง การเรียนออนไลน์มากขึ้น เพราะมีทางเลือกอื่นๆ หลากหลายขึ้น

“สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในทุกช่วงวัย รวมทั้งเปลี่ยนเป้าหมายของผู้เข้าเรียนใหม่ ให้มีทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และคนสูงอายุ ด้วยรูปแบบหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว ต้องคำนึงถึงทิศทางในการพัฒนาประเทศ สร้างจุดเด่นและจุดขายที่โดดเด่นแตกต่างของแต่ละแห่ง จึงจะสามารถแข่งขันได้” รมช.ศธ.กล่าว

ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า การฟูมฟักความรู้จากการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับชั้นประถม มัธยม ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องไปจนถึงระบบการเรียนรู้ที่สูงขึ้นในระดับอุดมศึกษา

“เรายังอยู่ในสังคมที่คำนึงถึงใบปริญญามากกว่าการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งทั้งเล็กและใหญ่ก็เน้นแข่งขันกันเองเปิดรับผู้เรียนมากอย่างแทบจะไม่มีการจำกัด แย่งผู้เรียนกันมากกว่าการพยายามพัฒนาการเรียนรู้ ยกระดับองค์ความรู้ให้เท่าทันความต้องการของตลาดแรงงาน และมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในแวดวงวิชาการ ต้องทราบว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไรในอนาคต จะต้องปรับตัวอย่างไรล่วงหน้า หากโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยนไป 5% มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวไปให้ไกลกว่าสังคม ประมาณ 10% จะรอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยปรับตัว แล้วหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้” อดีตเลขาธิการ สกอ.กล่าว

โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคจักรกลอัตโนมัติแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ การจ้างงานในหลายอาชีพจะยิ่งลดลงอีกหลายสาขา ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล สถาบันอุดมศึกษาต้องวางแผนรับมือกับวิกฤตแรงงานครั้งใหญ่ที่กำลังเป็นระเบิดเวลาที่ท้าทายความสามารถของทุกสถาบันการศึกษาเป็นอย่างมาก

รัฐต้องพัฒนา รร.ให้มีคุณภาพเท่ากัน ทางออกหรือฝัน ถ้าเลิกสอบเข้า ป.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546522

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

รัฐต้องพัฒนา รร.ให้มีคุณภาพเท่ากัน ทางออกหรือฝัน ถ้าเลิกสอบเข้า ป.1

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ผลการสอบเข้า ป.1 โรงเรียนสาธิตชื่อดัง 3 แห่งใน กทม.ที่เชื่อว่ามีระบบการสอนที่ดี ประกาศออกมาเรียบร้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

จำนวนเด็กที่สมหวังมีเพียง 300 กว่าคน ผิดหวังถึง 8,000 คน เพราะโรงเรียนรับได้จำกัด ทว่าสิ่งที่ตามมานอกจากความผิดหวังของผู้ปกครองแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าจากความเครียดที่ต้องติวสอบโรงเรียนกวดวิชาดังเป็นเวลาหลายเดือน

เกิดคำถามตามมา หลังจากที่คณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษา ชงทางออกปรากฏในร่าง พ.ร.บ.การปฐมวัย กำหนดไม่ให้โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศสอบคัดเลือกเจ้าหนูอนุบาล 3 สอบแข่งขันเรียนต่อในชั้น ป.1 เพราะต้องการลดความเครียดที่ไม่ควรก่อเกิดขึ้นกับเด็กในวัย 5-6 ขวบ ซึ่งถ้าไม่ให้มีการสอบแล้ว การคัดเลือกเด็กควรเป็นในรูปแบบใด

ต้องไม่ลืมว่ามาตรฐานของโรงเรียนชั้นประถมศึกษาของประเทศไทย มัน ไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน หรือแม้แต่ใกล้เคียงกัน

“ครูหยุย” หรือ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สะท้อนว่า ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับโรงเรียนอนุบาลหลากหลายแห่งตลอดเวลากว่า 7 เดือน หลักคิดการห้ามสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเดินมาถูกทางแล้ว

“ทุกวันนี้เราเร่งเด็กจนเกินไป เร่งให้เกิดการแข่งขันกันมากเกินจำเป็น พัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่ถูกต้องก็ได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกันความ พร้อมของโรงเรียนอนุบาลที่ปลูกฝังเด็กให้เกิดการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจก็ทำได้ถูกต้อง แต่ต้องมาตกขบวนกับสนามสอบ เพราะเด็กเหล่านี้จะไปสู้เด็กที่ไปติวหนังสือเพื่อเข้าสอบ ป.1 ไม่ได้เลย”

ครูหยุย ให้ทางออกว่า หากเลิกสอบแข่งขัน ป.1 ก็ให้นำหลักเกณฑ์การคัดกรอง ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็ก ทั้งสายตา กล้ามเนื้อ ความพร้อมทางจิตใจ จินตนาการ เราเอาตรงนี้มาใช้เสียก็จะดีกว่าให้เด็กมาสู่การทำโจทย์ปัญหาเพื่อแข่งขันกันเข้าเรียน

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า การศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในต่างประเทศจะเน้นในเรื่องทักษะสำคัญของเด็กรวม 4 ด้าน คือ 1.ทักษะการดูแลตนเองได้ เช่น เด็กรู้จักการล้างมือ ใส่เสื้อผ้าได้เอง 2.ทักษะด้านภาษา หมายถึงเด็กสามารถรู้จักชื่อตนเอง สามารถตั้งคำถามง่ายๆ ได้ มีทักษะการสื่อสารที่ดีเหมาะสมกับวัย  3.ทักษะการเคลื่อนไหวทางร่างกาย และ 4.ทักษะด้านการคิด คือ การรู้จักหนังสือ การนับเลขต่างๆ

“ประเทศไทยมาเน้นทักษะในข้อที่ 4 คือทักษะด้านการคิดมากจนเกินไป จึงนำไปสู่การทดสอบเด็กด้านสติปัญญามากกว่าด้านอื่นๆ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงหรือการคัดเลือกเด็ก เราต้องรักษาสมดุลในทุกทักษะทั้ง 4 ด้าน ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่ทักษะการคิดเพียงอย่างเดียว”

ธันว์ธิดา เสริมอีกว่า ข้อมูลในปัจจุบันมีความชัดเจนแล้วว่า การทดสอบเด็กหรือการประเมินเด็กมีผลที่ไม่ดีกับเด็กอย่างมาก พัฒนาการก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะเด็กมีแต่ข้อมูลการคิดจึงทำให้เกิดความเครียด และเด็กปฐมวัยควรจะต้องถูกพัฒนาผ่านการเล่น หรือ Play and Learn มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ธันว์ธิดาฉายภาพข้อกังวลของผู้ปกครองที่ต้องพยายามผลักดันลูกหลานให้อยู่ในโรงเรียนดีๆ เป็นเพราะมาตรฐานการศึกษาของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก หากรัฐบาลต้องการแก้ไขในระยะยาว ก็ต้องพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ก็จะช่วยลดการดิ้นรนเข้าโรงเรียนดังๆ หรือที่คิดว่าดีๆ ทั้งจากเด็กและผู้ปกครองได้

ขณะที่อีกเสียงจาก นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล นักวิชาการจากศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเคยพูดถึงการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย อธิบายถึงการสอบหรือไม่สอบในเด็กปฐมวัยว่า เด็กปฐมวัยมีอย่างอื่นที่ควรจะได้รับการฝึกหรือเพิ่มทักษะมากกว่าการอ่านออกเขียนได้ที่เรากำลังเร่งให้เด็กอยู่ในขณะนี้ แน่นอนว่าหากไม่มีการสอบแข่งขันสำหรับเด็กวัยนี้ ก็จะช่วยลดความเครียดของเด็กและผู้ปกครองลงไปได้ ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าคุณภาพการศึกษาสำหรับบ้านเรายังคงมีความเหลื่อมล้ำ และยังคงไม่มีการพูดถึงมากนัก

“หากไม่สอบก็ต้องปรับคุณภาพการศึกษาของแต่ละโรงเรียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กดี การคัดเด็กเข้าเรียนก็ไม่มีความสำคัญ ไม่ต้องมาแย่งกันเข้าเรียนในโรงเรียนที่จำกัดจำนวน”

นวลจันทร์ เสริมอีกว่า หากการสอบแข่งขันไม่มีแล้ว เราจะประเมินเด็กได้ด้วยการดูพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็ก โดยเฉพาะทักษะการคิด เด็กสามารถเข้าใจตัวเอง รู้ว่าสิ่งใดชอบสิ่งใดไม่ชอบ หรือรู้ว่าอยากทำอะไรและเด็กสามารถหาวิธีการทำออกมาให้ได้ เหล่านี้เป็นความสามารถที่ไม่ใช่เรื่องวิชาการ หรือเชาว์ปัญญาที่วัดค่ากันได้ แต่เป็นการคิดกำกับตัวเอง ซึ่งเหมาะสมกับสมองและการพัฒนาของเด็กในวัย 0-8 ปี

“การที่เราไปตัดสินเด็กด้วยการอ่านออกเขียนได้ ต้องรู้กันว่าเด็กทุกคน ไม่ได้ทำได้ในอายุเดียวกันทั้งหมด เด็กแต่ละคนมีความช้าเร็วที่แตกต่างกัน และการอ่านออกเขียนได้ไม่ได้ส่งผลว่า อนาคตเด็กจะประสบความสำเร็จเมื่อเขาโตขึ้น หากแต่เด็กสามารถกำกับ ตัวเองได้ ควบคุมความคิดตัวเองได้ รู้ว่า เมื่อไหร่ควรทำอะไรบ้าง สิ่งนี้ต่างหากจะสัมพันธ์กับความสำเร็จของอนาคตเด็ก” นวลจันทร์ กล่าว

“คสช.ออกไป…ทุกอย่างจบ สร้างพลังเปลี่ยนแปลงสังคม” รังสิมันต์ โรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546370

  • วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 13:39 น.

"คสช.ออกไป...ทุกอย่างจบ สร้างพลังเปลี่ยนแปลงสังคม" รังสิมันต์ โรม

“ทำไมเราไม่เอาความรู้สึกว่าที่เราอยากเห็นประเทศของเราเป็นแบบนี้มาทำให้เกิดขึ้นจริง ผมเลือกแล้ว ผมขอสู้เพื่อประเทศชาติ เราชอบไหมละกับระบบอุปถัมภ์ เราชอบไหมกับการทุจริต เราชอบไหมกับการที่นักการเมืองโชว์ความกร่างในสภา ถ้าเราไม่ชอบ ทำไมเราไม่เปลี่ยน”

***********************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ภายใต้การควบคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”

เหตุที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งกำลังมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลังในการขับเคลื่อนเริ่มมีมากขึ้นอย่างเป็นลำดับ ดังจะเห็นได้จากการที่สามารถเคลื่อนการชุมนุมไปยังบริเวณกองบัญชาการกองทัพบกซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อความหมายในทางการเมืองได้อย่างน่าสนใจ

ในจังหวะนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “รังสิมันต์ โรม” หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ถึงทิศทางและการต่อสู้ในอนาคต รวมไปถึงเป้าหมายชีวิตส่วนตัว

“เป้าหมายใหญ่ของเราก็เป็นไปตามชื่อเลย คือต้องการให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ ภายใต้บรรยากาศที่โปร่งใสและเป็นอิสระ ลองจินตนาการดูว่านักการเมืองไปหาเสียง ข้อเสนอของการไปหาเสียงไปกระทบต่อผลประโยชน์ของกองทัพหรือ คสช. ถ้าเกิดเรายังสร้างบรรยากาศให้อยู่ในความกลัว เหมือนกับกำลังปรากฏอยู่ในตอนนี้ การพูดในเรื่องแบบนั้นเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย”

รังสิมันต์ ยืนยันว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มทำได้ง่าย ถ้าสมาชิก คสช.ทุกคนลาออก คสช.จะหายไปทันที ไม่สามารถแต่งตั้งใครใหม่ได้ ทุกอย่างจบ ถ้าจะมีเรื่องยากก็คือจุดยืนของกองทัพและ คสช.ที่มีลักษณะไม่ยอมถอย

“คสช.พยายามใส่ร้ายพวกเราว่าการที่พวกเราออกมา เดี๋ยวสังคมไทยจะไม่สงบสุข พยายามเอาฝันร้ายของคนไทยเหล่านี้มาใส่ให้คนไทยกลัว แต่จริงๆ แล้วที่เราออกมา เพราะ คสช.ผิดสัญญา คสช.เคยสัญญาไว้ว่าจะให้มีการเลือกตั้งเดือน พ.ย. แต่ก็ไม่มี”

แกนนำหนุ่มรายนี้มองสถานการณ์ว่า “กองทัพไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับ คสช. กองทัพเป็นสถาบันที่มีมาก่อน คสช. แล้ว คสช.คืออดีตทหารที่เกษียณอายุจากการทำงานในกองทัพ ยังไงก็ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน ท่านสามารถแยกออกมาได้ ท่านสามารถยืนเคียงข้างประชาชนได้เหมือนในอดีต”

“การที่ คสช.อยู่แบบนี้ต่อไปมันไม่ดีต่อกองทัพด้วยซ้ำไป เพราะทำให้กองทัพเสียชื่อ ถึงที่สุดแล้วเมื่อพูดแบบสัจธรรม ประวัติศาสตร์สอนเราเยอะ พวกที่สนับสนุนระบบแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันจบไม่สวยหรอก เราเองก็ไม่อยากเห็นลูกหลานคนไทยที่อยู่ในกองทัพต้องได้รับความขมขื่นจากสิ่งที่คนเป็นรุ่นพี่ทำ”

“สุดท้ายเราต้องยอมรับว่าถ้ากองทัพยังเลือกจุดยืนแบบนี้ ก็คือการเอาสถาบันกองทัพไปสูญเสียชื่อเสียงแน่นอน แล้วเป็นการทำลายกองทัพอย่างที่ไม่รู้ว่าท่านเหล่านั้นรู้ตัวหรือไม่”

 

ท่ามกลางสนามของการต่อสู้นั้น “โรม” ยอมรับว่ามีบางช่วงที่ท้อเหมือนกัน

“มันก็มีบ้างนะ เราทำทั้งหมดเพราะเราหวังดีกับประเทศชาติ แต่สิ่งที่เราได้รับคือคดีความ ผมมี 7 คดี ถ้าศาลลงโทษผมสูงสุด ผมจะต้องโทษ 32 ปี มีนักศึกษากฎหมายกี่คนที่เพิ่งเรียนจบได้ไม่กี่ปี แล้วเจอคดีแบบนี้”

“มันอาจจะมีบ้างในเรื่องท้อ แต่เราต้องมองต่อไปว่าก็ควรรีบจัดการให้เร็วที่สุด มันจะได้อยู่ในระบบที่เข้าที่เข้าทางและเข้าร่องเข้ารอยสักทีหนึ่ง การปล่อยให้ระบบแบบนี้ ซึ่งสามารถใช้องคาพยพของรัฐในการรังแกใครสักคนหนึ่งได้ เรายิ่งต้องทำให้มันกลับมาเป็นระบบปกติให้เร็วที่สุด เพราะมันไม่ใช่หมายความว่ามันรังแกแค่ผม แต่มันจะสามารถรังแกคนอีกจำนวนมากได้ เพราะมันไม่สนใจเรื่องความยุติธรรม ความถูกต้อง ความชอบธรรม”

ขณะเดียวกัน โรมยังเปิดเผยอีกว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใหญ่ของ คสช.ติดต่อมาขอให้ยุติการเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดความสงบ

“เขาชอบมาบอกว่าขอให้รอโรดแมปก่อน ถึงเวลานั้นก็แสดงความคิดเห็นได้ แต่ก็โดนจับอยู่ดี อะไรที่เขาพูดไว้ก็ถูกเปลี่ยนตลอดเวลา จนบางทีหลักเกณฑ์มันอยู่ตรงไหนกันแน่”

“เอาง่ายๆ แค่เรื่องโรดแมป โรดแมปคือคำสัญญาอันใหญ่ของประเทศไทยและคนไทย หลังปี 2558 ผมไม่เคยเห็นโรดแมปจริงๆ แล้วทุกอย่างเลื่อนไปหมด ดังนั้นถามว่าวันนี้คนไทยรู้จริงๆ เหรอว่าโรดแมปของ คสช. คืออะไรกันแน่ และไม่มีใครสนแล้วว่าโรดแมปของ คสช.เป็นอย่างไร เพราะสนใจแค่ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ โอเค คสช.อาจจะบอกว่าช่วง ก.พ. เดี๋ยวรอดูนะ พอเราอยู่ช่วงใกล้ๆ ก.พ. คสช.จะบอกว่า เม.ย.”

“คือไม่เลื่อนยาว เพราะถ้าเลื่อนเยอะๆ มันจะเป็นเรื่องใหญ่ คสช.จะเดือดร้อน แต่พอมาเลื่อนแบบนี้ คนจะรู้สึกก้ำกึ่งว่าอีก 2 เดือน อีก 3 เดือนเอง แต่ขอโทษเถอะ การที่เรารอแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยจะมีความเสียหายมากขนาดไหน ยกตัวอย่าง ครม.ผ่านงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนเท่าไหร่ ดังนั้นผมคิดว่าไม่ได้แล้ว ต้องสู้ตอนนี้ คสช.สัญญาไว้แล้ว แต่ผิดสัญญาอีก แล้วเราจะเชื่ออะไรได้อีก”

“ผมเคยคุยกับ คสช.ที่เป็นฝ่ายกฎหมาย เขาจะบอกว่าเขาเข้าใจพวกเราเสมอ และบอกว่าเขาเป็นทหารประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เพิ่งทำการรัฐประหารมาเมื่อไม่นาน ผมคิดว่าเขาไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เขาพยายามใช้จิตวิทยาว่าเราก็เป็นพวกของคุณ”

“ผมคิดว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประชาธิปไตยเลย เขาไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าเขาเข้าใจ เขาจะเรียนรู้ว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการ และไม่สนใจกับประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

 

นอกจากนี้ “โรม” ยังเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว ซึ่งหล่อหลอมและเป็นปัจจัยตัดสินใจให้เข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง

“บ้านแม่ผมเป็นครอบครัวทหาร ผมเคยอยู่ค่ายวชิราวุธที่นครศรีธรรมราช ผมรู้ดีว่าค่ายทหารเป็นอย่างไร แต่ที่ต้องออกมานั้น เราเรียนหนังสือที่มีหลักการขั้นพื้นฐาน พอออกมาจากห้องเรียน อ้าว ไม่ได้เป็นอย่างที่เรียนกันหรือเปล่า เราคิดแบบง่ายๆ ทำไมเราไม่ทำให้มันเกิดขึ้นในแบบที่มันควรจะเป็น”

“ถ้าเราสามารถสร้างประเทศนี้ให้มันดีกว่านี้ได้ ทำไมเราไม่ทำให้มันเกิดขึ้น การที่เราอยู่ในประเทศนี้และเรารู้สึกสิ้นหวังว่าเราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันดีกว่านี้ได้ มันเป็นสิ่งที่เราถูกหลอกอยู่ตลอดเวลา ดูอย่างญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ทำไมเขาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ แสดงว่าความหวังมันยังมี”

“ผมคิดว่าคนที่คิดคล้ายๆ ผมว่าสังคมไทยมีปัญหาและควรเปลี่ยนแปลงน่าจะมีเยอะ คนรุ่นๆ ผมเรารู้หมดและต้องการให้สังคมไทยดีกว่านี้ แต่ปัญหาของเรื่องคือ แต่ละคนไม่ได้มองวิธีการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ตรงกัน อย่างผมมองว่าเราต้องลงมือทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วง แต่คนอื่นอาจไม่ได้มองอย่างนั้น”

พอถามถึงเป้าหมายในชีวิต “โรม” หัวเราะก่อนบอกว่า “เอาจริงๆ เปลี่ยนหลายครั้งมากเลย ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นทหาร ตอนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการเลยมาเรียนนิติศาสตร์ เรียนไปได้หนึ่งเทอมเริ่มรู้สึกว่าอยากเป็นอาจารย์ ผมสามารถพูดได้ว่าคนที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ผมยังมีแรงทำอะไรเพื่อประเทศชาติ คือ อาจารย์ปิยบุตร และอาจารย์วรเจตน์ ถามว่าวันนี้ผมยังอยากเป็นอาจารย์หรือไม่ ผมก็ยังอยากเป็นอยู่นะ”

“ถ้าเราอยากจะทำให้การรัฐประหารในสังคมไทยหมดไป เราต้องเห็นการใช้กระบวนการยุติธรรมกับคณะรัฐประหารให้ได้ ถ้าเราใช้ได้ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าถ้าใครจะรัฐประหารต้องคิดให้ดี แล้วมันจะจบ”

สุดท้าย “โรม” เข้าใจดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ได้ง่าย เพราะคนในสังคมไทยยังมีความระแวงต่อการเคลื่อนไหวชุมนุม แต่ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น เพราะสังคมไทยไม่ควรอยู่ในสภาพแบบนี้อีกต่อไป

“ยอมรับว่ามันไม่ง่าย เคยได้ยินว่าบางม็อบต้องใช้เงินวันละ 20 ล้านบาท เงินแค่ 1 ล้านบาทผมยังไม่มีเลย การทำม็อบคือการทำประชาสัมพันธ์ ที่คุณต้องบอกว่าการมาร่วมกันมีความสำคัญอย่างไร ถามว่าเราไปถึงจุดที่ส่งข้อมูลข่าวสารไปถึงทุกคนได้หรือไม่ เราก็ยอมรับว่ายังไม่ถึงจุดนั้น”

“คุณไม่มาร่วมชุมนุม ไม่มีทางหรอกที่คุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ คุณล่ารายชื่อ 3 แสนรายชื่อเพื่อแก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์แล้วได้ผลหรือไม่ ไม่มีหรอก กลับกันถ้าคน 3 แสนคนมาเดินที่ราชดำเนิน คุณคิดว่าแบบไหนจะมีผลมากกว่ากัน”

“ผมอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมของคนทุกคน พูดแบบนี้ดูเหมือนง่าย เราอาจจะไม่ได้แก้ไขทุกเรื่องให้มันดีได้ทั้งหมด การทุจริตอาจจะยังอยู่ แต่ถ้าสังคมเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับเรื่องพวกนี้ เราจะไปได้ไกล”โรม ทิ้งท้าย

“บุพเพสันนิวาส”แฝงเบื้องลึกการเมืองยุคพระนารายณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546175

  • วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 19:30 น.

"บุพเพสันนิวาส"แฝงเบื้องลึกการเมืองยุคพระนารายณ์

“บุพเพสันนิวาส” สะท้อนพหุวัฒนธรรม แฝงเบื้องลึกการเมืองยุคพระนารายณ์

 เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยว่าละครเรื่อง “บุพเพสันวิวาส” ได้รับความสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ตามรอยละครเพื่อเข้าถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยในอดีต อาทิ การแต่งกาย การรับประทานอาหาร ทั้งยังถ่ายทอดเรื่องราวการอยู่ร่วมกันอย่างเสรีของคนไทย ชาวต่างชาติ ศาสนา คติศัทธา โดยปราศจากการรังเกียจเดียดฉันท์ ทางศูนย์พหุวัฒนธรรมศึกษาและวัตกรรมทางสังคม  สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “บุพเพสันนิวาส : ภาพสะท้อนสังคมพหุวัฒนธรรมไทย” เพื่อถ่ายทอดการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของทุกเชื้อชาติในสังคมไทย

สุเนตร ชุตินธรานนท์

ศ.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์  ผู้อำนวยการศูนย์พหุวัฒนธรรมและนวัตกรรมทางสังคม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ละครที่กำลังถ่ายทอดอยู่ขณะนี้ได้ฟื้นอดีตในกรุงศรีสมัยอยุธยาขึ้นมาสร้างความน่าสนใจ แม้ว่าเบื้องลึกของข้อมูลจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศอยู่บ้าง แต่ด้วยความหลากหลายทางศิลปะ วัฒนธรรม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ อาทิ ความหลากหลายของอาชีพ การแต่งกาย ศิลปะที่เข้ามา ภาพเหล่านี้ไม่ได้ถ่ายทอดผ่านละครออกมาทั้งหมดเพราะหากทำเช่นนั้นคงทำให้ละครยืดยาวและน่าเบื่อในทันที โดยประวัตศาสตร์ข้อเท็จจริงแล้ว ในสมัยพระนารายณ์ ได้เกิดปัญหาขึ้นจากชาวฮอลันดาที่ต้องการเข้ามารุกราน ผูกขาดการค้านำไปสู่การใช้เรือปิดอ่าว จึงต้องดึงอังกฤษ และฝรั่งเศส เข้ามาเพื่อคานอำนาจของชาวฮอลันดา และเมื่อให้ความสำคัญกับฝรั่งมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจกับขุนนางไทยเป็นที่มาของการกู้ชาติอย่างที่สะท้อนในละคร แต่แท้จริงแล้วเรื่องราวของพระนารายณ์เป็นความขัดแย้งจากภายในเป็นหลัก จึงต้องดึงคนต่างชาติเข้ามาภายในเกมนี้ด้วย เพราะเป็นการเมืองของพระนารายณ์ ที่ต้องการให้อยุธยาเป็นศูนย์รวมอำนาจเข้มแข็งที่สุด ลดทอนอำนาจของกลุ่มหัวเมืองต่างๆลง และเมื่ออยุธยาขยายตัวมากขึ้น จึงถูกจัดระบบอีกครั้งด้วยกฏหมาย เป็นการขับเคี้ยวกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ จึงเป็นการต่อสู้ทางการเมืองภายใน ทั้งนี้ในความเป็นพหุวัฒนธรรม ที่ฉายผ่านตัวละครมีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความแตกต่างทางความคิด และการดำรงอยู่ซึ่งยังคงเป็นอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งละครได้กระตุ้นเตือนให้สังคมเรียนรู้ถึงความหลากหลายนี้ โดยในปัจจุบันนี้มีความหลากหลายมากกว่าแต่ยังคงเป็นต้นทุนซ่อนเร้นไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ประโยชน์ เช่น วัฒนธรรม เทคโนโลยีที่ติดตัวมาจากชาวต่างชาติ ในขณะที่ประเทศไทยต้องการจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 ยังไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

ผศ.ภาวรรณ เรืองศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ชาวฮอลันดาที่เข้ามาในอยุธยาเป็นการเข้ามาเพื่อทำการค้า มีความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง เป็นคู่ค้าและเป็นคู่แข่งด้วย มีเป้าหมายผูกขาดสินค้านำเข้า อาทิ ขนสัตว์ หนังสัตว์ ผ่านรูปแบบทางการทูต โดยในสมัยพระนารายณ์เกิดความขัดแย้งครั้งสำคัญ เมื่อฮอลันดานำเรือติดอาวุธสงครามมาปิดปากอ่าว เป็นที่มาของการใช้วิธีลงนามสนธิสัญาไทยฮอลันดาโดยให้เสรีภาพค้าขาย และอิสระภาพนอกอาณาเขตที่ไม่ต้องรับโทษตามรูปแบบของสยาม แต่ท้ายที่สุดความสัมพันธ์กลับมาดีอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ด้าน ผช.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในยุคของพระนารายณ์ ได้มีคนแขกเข้ามาเป็นจำนวนมากถือเป็นยุคทองของมุสลิมคำว่า “ออแขก” ครั้งกรุงเก่าจึงมีชื่อเรียกมากมาย เช่น แขกจาม แขกเทศ แขกโครส่าน มีถิ่นอาศัยในอยุธยาตอนต้น ซึ่งมีการสร้างสมาคมแบ่งเป็น 4 พื้นที่ 1.จาม มลายู มักกะสัน อาศัยอยู่นอกกำแพงเมือง 2.แขกใหญ่ (เจ้าเซ็น) อยู่ภายในกำแพงเมือง 3.พราหมณ์เทศ และ4.แขกแพ อาศัยอยู่บนแพ ผสมหลายสัญชาติ ที่มีสภาพเป็นตลาดค้าขาย

อย่างไรก็ตาม คนแขกมีความสามารถด้านการเดินเรือ ทำค้าขายเก่งทำให้ไทยได้พึ่งพาอาศัยนำทูตออกติดต่อกับประเทศอื่นได้ด้วย และเมื่อมีความสามารถมากจึงได้รับเข้ารับราชการ ทำงานอยู่ในกรมอาสาจาม สิ่งเหล่านี้เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชาวแขกกับอยุธยาที่กำลังต้องการสะสมพละกำลัง สร้างเมืองต่อไป เศรษฐพงษ์ จงสงวน นักวิชาการอิสระด้านจีนศึกษา กล่าวว่า ปรากฏการณ์ความนิยมละครได้ข้ามพรมแดนไปสู่ประเทศในเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน มีการแปลละครเป็นภาษาจีน ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามรอยละครด้วย โดยคนจีนมีความเกี่ยวข้องกับอยุธยาที่ความสัมพันธ์ด้านทูตและพ่อค้า จะเห็นได้จากในสมัยของพระนาราย มีความต้องใช้กระทะ แต่มักเป็นกระทะแบบใหญ่ไม่ใช่แบบเล็ก เนื่องจากคนจีนมีความสามารถผลิตกระทะมาก แต่ต้องสั่งทำจากจีนเพราะมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีกว่า อีกทั้งจีนหวงแร่สำคัญจึงต้องสั่งทำเฉพาะจีนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการขุดค้นพบพระพุทธูปที่แกะสลักโดยคนจีน ดังนั้นจะเห็นว่าจีนที่มาในสยามมีอาชีพหลายอย่าง เช่น ช่างแกะสลัก ตีเหล็ก ซึ่งการอยู่ของคนจีนจะอยู่กับสังคมไทย ซึมซับไปกับคนไทยเหนียวแน่น สำหรับความหลากหลายที่อยุธยาได้จากคนจีน ส่วนใหญ่คือศิลปะกรรม เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นน้ำปลา แท้จริงแล้วน้ำปลาเป็นของคนจีน ถูกนำมาใช้ในอาหารไทยและยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน แลกเปลี่ยนกับการที่คนจีนได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีชีวิตอิสระในการประกอบอาชีพค้าขายเสรี

ภวัต พนังคศิริ

ขณะที่ ภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส กล่าวว่า การทำละครนั้นได้ฉายภาพความรักของออเจ้า แต่ได้เสริมเรื่องของความศิวิไลซ์ในยุคสมัยอยุธยาเข้ามามากขึ้น รวมถึงสอดแทรกการเมืองเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเข้มข้นก่อนที่ละครจะจบ ต้องผ่านความยากลำบากในการตีโจทย์ของประวัติศาสตร์ออกมาเป็นบทละครที่ใช้ภาษาสวยงาม ทำให้นักแสดงเล่นบทได้ยาก และต้องสร้างบ้านเรือนในอดีตที่มีเพียงภาพไม่กี่ภาพให้ออกมาเป็นเมืองที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยต่อจากนี้จะถือเป็นบทเรียนสำคัญในการทำละครเรื่องต่อไปให้เข้มข้นด้านเนื้อหาทางประวัติศาสตร์มากขึ้นอีกด้วย

ย้อนผลงาน ‘กลับลำ’ สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/546122

  • วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น.

ย้อนผลงาน ‘กลับลำ’ สนช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องยอมกลับลำเตรียมเข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่างจากท่าทีก่อนหน้านี้ที่เคยยืนยันว่าจะยื่นตีความแค่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพียงแค่ฉบับเดียว

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. ชี้แจงว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าปล่อยไปจนกฎหมายประกาศบังคับใช้แล้ว มีผู้ไปยื่นตีความภายหลัง ซึ่งอาจไปถึงขั้นที่กฎหมายหรือการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

ทั้งนี้ หากย้อนดูการทำงานที่ผ่านมา จะเห็นว่า สนช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องทั้งท่าทีที่ชวนให้คิดว่ามีการรับใบสั่ง เช่น กรณีการปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน จนทำให้โรดแมปเลือกตั้งเลื่อนออกไปเป็นเดือน ก.พ. 2562

รวมทั้งท่าทีการพิจารณาเนื้อหาที่กลับไปกลับมา จนเมื่อเกิดเสียงทักท้วงจึงยอมกลับหรือปรับแก้ไข นำไปสู่ความสับสน วุ่นวาย และย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของ สนช.เอง

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหลายประเด็นใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งภายหลัง สนช.ลงมติรับหลักการแล้วที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายได้ปรับแก้ในรายละเอียด 30 มาตรา

หลายประเด็นถูกปรับแก้กลับมาเป็นดังเดิมตามร่างแรกของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดห้ามไม่ให้ทำการหาเสียงด้วยการจัดมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ที่ สนช.ได้ลงมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญปรับแก้ให้แสดงมหรสพได้ ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นกลยุทธ์จูงใจให้ประชาชนมารับฟังการหาเสียงมากขึ้น ขณะที่เหตุผลฝั่ง กรธ.มองว่าการจัดมหรสพไม่ได้ช่วยให้คนตื่นตัวทางการเมืองแต่ยังจะเป็นปัญหาด้านกำหนดค่าใช้จ่ายผู้สมัคร ต่อเนื่องด้วยประเด็นการลงคะแนนเลือกตั้งที่ สนช.ปรับแก้ไขเป็นให้เลือกตั้งเวลา 07.00-17.00 น. จากเดิม 08.00-16.00 น.

สุดท้ายในที่ประชุมกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย กรธ. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนช. มีมติแก้ไขกลับมาตามร่างเดิมของ กรธ. คือห้ามการจัดมหรสพ และให้ปรับเวลาเลือกตั้งมาเป็นเวลา 08.00-17.00 น.

ส่วนประเด็นที่ กมธ.วิสามัญในขั้นตอนการพิจารณาวาระ 2 ของ สนช.ปรับแก้ให้บุคคลไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่มีสิทธิสมัครรับราชการรัฐสภาภายในเวลา 2 ปี นั้นแม้ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายจะให้ คงเนื้อหาไว้ตามร่างเดิม แต่ปรับถ้อยคำเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กลายเป็นประเด็นที่ห่วงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญนำมาสู่การเรียกร้องให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ถัดมาที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ทาง สนช.ได้ปรับแก้เนื้อหาในส่วนที่มาจาก 20 กลุ่มอาชีพ เหลือ 10 กลุ่มอาชีพ และปรับแก้วิธีการเลือกตรงและไขว้ ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มาเป็นวิธีเลือกตรงเพียงอย่างเดียว พร้อมแยกประเภทระหว่างผู้สมัครอิสระกับการเสนอชื่อผ่านองค์กรนิติบุคคล

แต่สุดท้ายกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ได้ปรับเนื้อหาในส่วนของ สว.ชุดปกติ 200 คน ให้กลับไปเป็นแบบเดิม คือ มีที่มาจาก 20 กลุ่ม และทั้งเลือกตั้งเลือกไขว้ แต่ในส่วนของ สว.ในบทเฉพาะกาลให้คัดเลือกจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม และให้บุคคลสมัคร สว.ได้ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล ทำให้เป็นห่วงว่าประเด็นปัญหาแยกผู้สมัคร สว.เป็น 2 ประเภท แบบอิสระและองค์กร จะขัดกับรัฐธรรมนูญ จนเป็นหนึ่งในข้อสงสัยที่ส่งยื่นตีความตามรัฐธรรมนูญ

ถัดมาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เดิม กรธ.มีมติให้เซตซีโร่ และเปิดให้มีการสรรหาใหม่ด้วยเหตุผลที่มาตามกติกาปารีส หลังไทยถูกลดเกรดด้านสิทธิมนุษยชน แต่ต่อมาทาง กมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายวาระ 2 ของ สนช.ไปปรับแก้ให้ กสม.อยู่ในตำแหน่งต่อไป ยกเว้นคนที่ขาดคุณสมบัติ

แต่สุดท้ายหลังเกิดเสียงทัดทานและวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ที่ประชุม สนช.ต้องยอมปรับแก้ไข เนื้อหาในร่างกฎหมายกลับไปเซตซีโร่ กสม.เหมือนร่างแรกของ กรธ.ที่ส่งมายัง สนช.

แตกต่างจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้งที่ กรธ.เคยเสนอให้แค่รีเซตกรรมการชุดเดิม คือให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ยกเว้นคนที่ขาดคุณสมบัติ แต่สุดท้ายที่ประชุม สนช.กลับมีมติแก้ไขให้เป็นเซตซีโร่ กกต.ทั้งคณะ

ในขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน กรธ.ได้กำหนดให้รีเซต กรรมการเดิม ในที่ประชุม กมธ.วิสามัญก็เห็นพ้องกับ กรธ. แต่สุดท้ายที่ประชุมมีมติในวาระ 3 ให้กรรมการชุดเดิมอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จึงนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงหลักเกณฑ์และแนวคิดที่แตกต่างกัน

ยิ่งตอกย้ำสไตล์การทำงานของ สนช.ที่สามารถปรับทิศทางกลับไปกลับมาได้