“อำนาจบ่อเกิดคอร์รัปชั่น” ต่อตระกูล ยมนาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545532

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 13:17 น.

"อำนาจบ่อเกิดคอร์รัปชั่น" ต่อตระกูล ยมนาค

“ตอนนี้คนมีอำนาจเกือบ 70-80% โกง และรู้สึกไม่ผิดเพราะทำๆ กันมาอย่างนี้ ยกตัวอย่างเรื่องทำหลักฐานปลอมแล้วจ้างคนภายนอกมา เช่น กรณีโกงเงินคนจน ซึ่งทำกันจนคิดว่าไม่ผิด”

*****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นเรื่องหลักที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้ความสำคัญถึงขั้นกำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วน หวังสะสาง กำจัด ประเด็นเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ทว่าระยะให้หลังกลับปรากฏปมดังกล่าวออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลนี้

ต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ได้ฉายภาพรวมถึงปัจจัยอันเป็นปัญหาดังกล่าวผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่าในฐานะที่ส่วนตัว ติดตามเรื่องการคอร์รัปชั่นและทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็น 10 ปี ร่วมงานกับประชาชน ภาคประชาชน และทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ในฐานะกรรมการกลยุทธ์ อย่างแรกต้องรู้สาเหตุมาจากอะไร

ต่อตระกูล ขยายความว่า เดิมสาเหตุช่วงหนึ่งมาจากประชาชนเกินครึ่ง ซึ่งมาจากการสำรวจทั่วประเทศ เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว มีแนวคิดที่ว่า โกงไม่เป็นไร ถ้าโกงแล้วทำให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งหมายถึงได้รับส่วนแบ่งบ้าง ถ้าประชาชนเกินครึ่งบอกแบบนี้ หมายความว่ารัฐบาลไหนที่โกงแล้วเอามาแบ่งประชาชนก็เลือก ซึ่งก็เลือกจริงแล้วชนะจริง

“แต่วันนี้ประชาชนรู้ว่า รัฐบาลเข้าไปโกง สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมายมหาศาลและผลเกิดขึ้น รัฐบาลซื้อประชาชนได้ ก็ต้อง หาเงินโดยอ้างว่าได้ฉันทามติมาแล้ว มีอำนาจเต็มที่ สภาโหวต รับรองจะใช้เงินกี่แสนล้าน หรือกี่ล้านล้าน ก็มีรัฐสภารับรอง และประชาชนก็ไม่ว่าอะไร”

ต่อตระกูล ฉายภาพต่อว่า รัฐบาลก่อนมาถึงจุดไม่ฟังเสียงประชาชนหรือเสียงใคร และมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะข้าราชการคนที่จะขึ้นมาคือ ระดับอธิบดี หรือระดับต่างๆ ซึ่งขึ้นมาจากคนที่เป็นแนวทางของการเมือง ไม่ได้ดูความสามารถ โดยจะเห็นได้ชัดเจนคือ ตำรวจที่มีอำนาจใน 10 ปีที่ผ่านมา

“ขณะนี้ไม่มีนักการเมือง เราโทษประชาชน นักการเมือง แต่ตอนนี้ประชาชนเปลี่ยนแล้ว 70% จากเมื่อก่อนประชาชนบอกโกงได้ ตอนนี้ลดลงมาเรื่อยๆ เหลือ 5% จากผลสำรวจและผมเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น นักการเมืองตอนนี้ไม่มีจะมาโกง หรือชี้อะไรไม่ได้ มีแต่รัฐบาลปฏิวัติ

ถ้าพูดแบบแฟร์ๆ รัฐมนตรีส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดแทบไม่มีข้อครหา โดยเฉพาะรัฐมนตรีมาจากภาคนักวิชาการ ที่เข้าไปช่วยรัฐบาล ซึ่งคิดว่าได้คนดีเข้าไป นักการเมืองไม่มี ประชาชนไม่มี เหลือแค่ก็ข้าราชการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่โกง โดยเพาะเชื้อมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ต่อตระกูล ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวนายกฯ เหนื่อยมากกับการแก้ไขปัญหา แต่เมื่อมีสั่งตามมาตรา 44 ฉบับที่ 69 ให้อำนาจทหารร่วมมือจังหวัดต่างๆ ปราบปรามเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมันได้ผล แต่พอสั่งไปตามหน่วยราชการต่างๆ กลับหายเงียบ รวมถึงรัฐวิสาหกิจอันเป็นผลพวงมาจากการตั้งบอร์ดของการเมือง“จะเห็นว่าบางบอร์ดรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของประเทศ นักการเมืองไปเอาคนขายซีอิ๊ว หรือนักการเมืองท้องถิ่นขึ้นเวทีปราศรัยเก่ง เอามาเป็นกรรมการ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอะไร ซึ่งจริงแล้วรัฐควรจะเข้าไปยุ่งในรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะท่าอากาศยาน ซึ่งใช้เงินเป็นแสนล้านบาท โดยรัฐไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้

นายกฯ เข้ามาปีแรก ใช้ระบบการตรวจสอบสาธารณะแบบประเทศอังกฤษที่เขาได้แนะนำมา ซึ่งเป็น 1 ใน 2 โครงการที่มีการใช้ระบบแบบนี้ ปรากฏ 3 ปี ไม่อะไรก้าวหน้า โดยระบบนี้คือ เปิดเผยข้อมูลขึ้นเว็บไซต์ตั้งแต่การเปิดประมูล ใครบ้างเข้ามาประมูล ใครชนะด้วยเงินเท่าไร ทีโออาร์เป็นอย่างไร แต่ไม่ทำ ดังนั้นต้องอาศัยประชาชนและคู่ค้าเข้าไปตรวจค้นหาข้อมูล เราต้องการให้ข้อมูลเผยแพร่ เพื่อให้คนมีส่วนได้ส่วนเสียช่วยกันดู”

ต่อตระกูล สะท้อนภาพรวมจะเห็นว่าตอนนี้เหลือเพียงข้าราชการ และเป็นที่น่าเชื่อถือ เช่น ครู อาจารย์ และพระ ใครมีโอกาสโกงได้ มีอำนาจโกงได้ โกงหมด ดูเหมือนว่าข้าราชการส่วนใหญ่ 95% ไม่โกงจริง แต่ต้องวงเล็บไว้ว่าไม่รู้ว่าเวลามีอำนาจแล้วจะโกงหรือไม่ ตอนนี้คนมีอำนาจเกือบ 70-80% โกง และรู้สึกไม่ผิดเพราะทำๆ กันมาอย่างนี้ ยกตัวอย่างเรื่องทำหลักฐานปลอมแล้วจ้างคนภายนอกมา เช่น กรณีโกงเงินคนจน ซึ่งทำกันจนคิดว่าไม่ผิด

ส่วนข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่โกงโดยร่วมมือกับนักธุรกิจทุจริตก็ยังมี ด้วยการไปยุยง อาทิ จากการซื้อเป็นการเช่า เพราะการซื้อจะมีความยุ่งยากกว่า แต่การเช่านั้นสามารถอ้างได้ว่ารัฐไม่ต้องแบกรับภาระในการดูแล แต่ถ้าเช่านั้นแค่ 2-3 ปี เท่ากับราคาซื้อ ถ้ามองกันในระยะยาวและเรื่องรัฐวิสาหกิจยังไม่มีใครเข้าไปดู แต่การทำได้แบบนี้เชื่อว่าต้องมีอิทธิพลเหนือนายกฯ

ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต่อตระกูล ยอมรับว่า ห่วงหลังจากนี้หากไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 หรืออำนาจเด็ดขาดของนายกฯ และทหาร จำเป็นต้องใช้จุดสำคัญคือ พลังจากประชาชนที่ไม่ต้องการคอร์รัปชั่น ทว่า ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดม็อบ แต่อยากให้ดำเนินการผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพราะในยุคปัจจุบันถือว่าเร็วมาก และสามารถอธิบายลึกๆ ทำไมต้องสนับสนุน หรือมติโหวตทางอินเทอร์เน็ต ถึงแม้จะมีการปิดปาก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด

“เห็นได้จากโทรศัพท์มือถือมีการจำหน่ายมากกว่าจำนวนประชาชน ซึ่งมากกว่า 60 ล้านเครื่อง โดยบางคนอาจมีถึงสองเครื่อง อีกทั้ง โทรศัพท์รุ่นใหม่เป็นสมาร์ทโฟนเกือบหมด สามารถเล่นแอพพลิเคชั่นไลน์ เฟซบุ๊ก ถ่ายรูปส่งได้ เรายังไม่เคยเห็นเป็นล้านคนมาทำเรื่องการต่อต้านการทุจริต

แต่เรารู้ว่าการโหวตนักร้องก็โหวตผ่านทางโทรศัพท์ บางครั้งเป็นแสนๆ คน แม้เสียเงินก็ยังโหวตเท่ากับว่าคนพร้อมแล้ว และไม่ได้สนใจแต่เรื่องบันเทิงอย่างเดียว เขาสนใจประโยชน์ของประเทศ ผมเชื่อว่าเรื่องนาฬิกา ถ้าเปิดโหวตอาจได้เป็นล้าน ถ้าเปิดระบบเต็มที่”

ขณะเดียวกัน จากการทำงานกับนายกฯ ตั้งแต่วันแรกที่ร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเคยพูดกับนายกฯ เสมอ คือ ต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากกว่านี้ และให้กรมบัญชีกลางเปิดเผยข้อมูลได้ เพื่อส่งให้นักสถิติมาวิเคราะห์ เพราะข้อมูลเป็นดิจิทัลสามารถขุดได้ เช่น บางจังหวัดเปิดให้ประมูล แต่มีเพียง 10 ราย บางคนที่ได้เป็นกลุ่มไหนจะชัดเจน

นอกจากนี้ ถือเป็นที่เปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ระบบบิ๊กดาต้าเอาข้อมูลเผยแพร่แบบโอเพ่นดาต้าคือ สามารถก๊อบปี้ไฟล์ ตอนนี้มีข้อมูล สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ทำไปได้จำนวนมาก และนายกฯ สนับสนุน โดยถ้ามองแง่ดีก็สามารถเรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มา ซึ่งรัฐบาลก็จะได้ดูและตรวจสอบควบคุมได้อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ร้ายคือ ถ้าได้รัฐบาลไม่ดี หน่วยงานส่งข้อมูลมา แล้วส่งให้พวกตัวเองดู เพื่อไปหาประโยชน์จากข้อมูลและชุดข้อมูลนี้ห้ามเผยแพร่ ซึ่งเป็นเรื่องประชาชนต้องตามดู เพราะสากลถ้าเป็นเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับสาธารณะต้องเปิดเผยเลยไม่ต้องขอ

ฉะนั้น ที่สำคัญต้องบัญญัติศัพท์คำว่า เรื่องการเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะสื่อมวลชนต้องช่วยกันผลักดัน ข้อมูลสาธารณะต้องขึ้นเป็นโอเพ่นดาต้า และรัฐบาลต้องนำเสนอเปิดเผยทันที ห้ามล่าช้า ไม่ต้องขอ ไม่ใช่ประมูลเสร็จแล้วถึงมารู้ว่าทีโออาร์เป็นอย่างไร เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเงินประชาชนควรมีสิทธิได้รับรู้ ยกเว้นเรื่องการจัดซื้ออาวุธแค่บอกเพียงใช้เงินจำนวนเท่าไร

คำขวัญหน่วยราชการ เปิดเผยทั้งหมดเป็นปกติ ตุกติกปิด หรือเปิดชักช้าให้น่าสงสัย และที่สำคัญอยากให้ประชาชนที่รู้เรื่องแต่ละด้านมาช่วยกันมากขึ้นกว่านี้ เพราะหากมีการเปิดเผยมากก็จำเป็นต้องมีจำนวนคนมาดูสรุป และต่อไปควรใช้ระบบเอไอมาช่วยตรวจจับความสุ่มเสี่ยงในแต่ละโครงการ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มทำไปแล้ว และจะเหนือกว่าพวกคิดทำการทุจริต

หนุนเลิกสอบเข้า ป.1 หยุดยั้งพ่อแม่รังแกลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545406

  • วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 07:58 น.

หนุนเลิกสอบเข้า ป.1 หยุดยั้งพ่อแม่รังแกลูก

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นเรื่องฮือฮาที่คณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาชงมาตราสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การปฐมวัย ที่เสนอห้ามไม่ให้โรงเรียนมีการ “สอบแข่งขัน” เพื่อวัดผลความเป็นเลิศทางปัญญาในการกรุยทางเด็กอนุบาลเข้าเรียนต่อในชั้น ป.1

เสียงแห่งความห่วงใยถึงข้อกังวลว่าการให้เด็กหนูน้อยวัยเพียง 5-6 ขวบ ที่ต้องเล่นและรู้จักตัวเองรู้จักความสนุกสนาน กลับแปรเปลี่ยนเป็นการอัดแน่นความรู้วิชาการเพื่อเตรียมพร้อมให้สู่สนามสอบเข้าโรงเรียนดังๆ ในชั้น ป.1

ขณะที่ความสุขของเด็กและเสียงของเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะยังไม่เคยได้เหลียวหันมอง

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ขยายความให้ฟังอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการแข่งขันสอบเข้า ป.1 โดยเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นผลกระทบในแง่ลบกับเด็กโดยตรง หมอสุริยเดว ระบุว่า เด็กไม่ได้มีความต้องการอยากจะสอบแข่งขัน แต่นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องการล้วนๆ และการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัยก็คือความล้าสมัยอย่างแท้จริง

“ควรยกเลิกการสอบในเด็กปฐมวัย เพราะตราบใดที่ผู้ปกครองมีความหวังว่าจะให้เด็กมีคุณธรรม เอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปัน แต่เราเอาการแข่งขันแบบแพ้คัดออกมาฝังในเด็กอนุบาล ความหวังที่ว่าเราจะเห็นเป็นรูปร่างได้อย่างไร เด็กที่กำลังจะเติบโตต้องมาถูกความคิดเห็นแก่ตัวไว้ก่อน ต้องสอบให้ชนะคนอื่น ก็เท่ากับพ่อแม่รังแกฉัน และพ่อแม่จำนวน มากๆ เข้าก็กลายเป็นสังคมรังแกเด็กไปในทันที” นพ.สุริยเดว ให้ภาพ

นพ.สุริยเดว เสริมว่า เด็กทุกคนที่เกิดมาไม่ใช่ผ้าขาว เพราะเกิดมาก็ถูกพ่อแม่นำไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นๆ ทันที ซึ่งถือเป็นวิธีเลี้ยงในปัจจุบันที่ผิดกับเด็กอย่างมาก และกลายเป็นว่าสร้างความเครียด ความกดดันให้กับเด็กผ่านการสอบ ผ่านการเรียนการสอน หากแต่วิธีการที่ถูกต้อง พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า เด็กปฐมวัยคือวัยแห่งจินตนาการ การเลี้ยงดูควรเป็นไปในลักษณะบูรณาการประสาทสัมผัส ให้เด็กได้คิด ได้เล่น ได้สร้างสรรค์ และสนุกไปกับการเรียนรู้จากการเล่น แต่การเอาเด็กมาฝึกมาติวด้วยสมการต่างๆ สำหรับเด็กอนุบาลมันเกินไป

“พ่อแม่เคยถามเด็กบ้างหรือไม่ว่าอยากจะเข้าเรียนโรงเรียนดังๆ จริงหรือเปล่า หรือเป็นเพราะความต้องการของพ่อแม่ที่อยากอยู่ในกระแสสังคมเท่านั้น การปลูกฝังให้เด็กแข่งขันเพื่อชนะแล้วผลลัพธ์จะได้อะไร เด็กก็ต้องชนะไปเรื่อยๆ แล้วจะเอาความคิดสร้างสรรค์ที่ควรมีติดตัวมาจากไหน”

นพ.สุริยเดว ย้ำอีกว่า การสอบแข่งขันควรจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการความท้าทาย อยากลอง และประลองกำลัง นี่คือวัยที่ควรจะมีการสอบ แต่ระดับเด็กปฐมวัย คือตั้งแต่ 0 ขวบ ไปถึง 8 ขวบ ไม่ควรจะต้องมีการแข่งขัน หรือแม้แต่ยกเลิกการให้เกรดคะแนนไปด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้เด็กสนุกกับการเรียน ไม่ใช่เกลียดการเรียนเหมือนในทุกวันนี้

“เรากำลังผลิตเด็กให้อยู่ในสายพานของการทำงานในอนาคตแบบเดียวกัน เด็กจบออกมาก็ทำงานแบบเดียวกัน เคยแข่งขันกันมาก็จะแข่งขันกันไปตลอดชีวิต ความมุ่งหวังของผู้ปกครองที่ต้องการให้เด็กเข้าสู่ระบบวิชาการที่เป็นเลิศตามแต่ละโรงเรียนที่ขึ้นชื่อจึงเป็นการยัดเยียด ทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าเด็กต้องการจริงหรือไม่ ลองคิดดูหากเราผลิตหมอกันทั้งประเทศ อาชีพอื่นจะอยู่อย่างไร ใครจะขับเคลื่อนอาชีพอื่นกัน”

ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ให้ภาพอีกว่า เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองมีความคิดที่เป็นความกลัว กลัวที่ว่าลูกหลานของตัวเองจะไม่เก่งเหมือนใครเขา กลัวฉลาดไม่เท่ากัน ซึ่งไม่ใช่ควมจริงเลย และคิดว่าถ้าได้โรงเรียนที่ดีที่ต้องการก็จะทำให้เด็กเก่ง ทั้งๆ ที่เด็กอาจไม่มีความสุข

“การสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนแค่ชั้น ป.1 เป็นการยัดเยียดให้กับเด็กอย่างไม่ถูกต้อง รู้กันบ้างหรือไม่ว่าทุกวันนี้คนที่ออกข้อสอบให้กับเด็กอนุบาลเพื่อแข่งขันเข้า ป.1 ก็ยากขึ้นทุกวัน ไม่ใช่แค่บวกลบคูณหารแล้ว มันมีถึงการถอดสมการคณิตศาสตร์กันแล้ว คิดดูสิว่ามันเหมาะสมกับเด็กหรือไม่ เขาแทบไร้จินตนาการไปเลย” นพ.สุริยเดว ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ

ซื้อใจคนจน ผ่านงบกลางปี 1.5 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545326

  • วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 10:58 น.

ซื้อใจคนจน ผ่านงบกลางปี 1.5 แสนล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ คะแนนเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประเทศจำนวน 24,300,694,500 บาท เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร พัฒนาศักยภาพการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดต้นทุนการผลิต

2.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน จำนวน 76,057,382,500 บาท เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ สร้างโอกาสในอาชีพและการจ้างงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย สนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาคม

3.รายการค่าดำเนินการภาครัฐจำนวน 49,641,923,000 บาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำแนกตามกระทรวง ดังนี้ 1.งบกลาง จำนวน 4,600,000,000 บาท 2.กระทรวงการคลัง จำนวน 5,325,000 บาท 3.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 106,291,000 บาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 22,742,165,700 บาท 5.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 72,000,000 บาท 6.กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 258,400,300 บาท 7.กระทรวงมหาดไทย จำนวน 31,875,769,000 บาท

8.กระทรวงแรงงาน จำนวน 2,120,025,400 บาท 9.กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 68,118,500 บาท 10.กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 498,602,100 บาท 11.รัฐวิสาหกิจ จำนวน 3,988,866,800 บาท 12.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 34,022,513,200 บาท และ 13.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 49,641,923,000 บาท

ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 3.6-4.6% ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดีตามการปรับตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก การขยายตัวที่สูงขึ้นของการลงทุนภาครัฐตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนและความคืบหน้าของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนต่างประเทศและภาคเอกชนไทย รวมทั้งการขยายตัวของภาคบริการที่สำคัญ

“อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจฐานรากโดยเฉพาะภาคการเกษตรและชนบท แม้ราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นแต่ยังไม่ฟื้่นตัวเต็มที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลด้านราคาพืชผล การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตลอดจนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลเศรษฐกิจโดยส่วนรวมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” สมคิด กล่าว

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้สามารถพึ่งตนเองแข่งขันได้ รวมทั้งการรักษาวินัยการคลังโดยการตั้งรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำงบประมาณแผ่นดินไปดำเนินการเรื่องสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างคุ้มค่าโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกสนช.ส่วนใหญ่ต่างแสดงความคิดเห็นสนับสนุนการจัดทำงบประมาณดังกล่าว แต่ได้สอบถามถึงแนวทางการบริหารกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 34,022,513,200 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำนวน 20,000,000,000 บาท 2.กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 13,872,513,200 บาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช จำนวน 150,000,000 บาท

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับงบประมาณกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน 2 หมื่นล้านบาท เป็นไปเพื่อการพัฒนาชีวิตและพัฒนาการประกอบอาชีพ ไม่ใช่การเพิ่มทุนเพื่อนำไปสู่การกู้ยืมแต่อย่างใด รัฐบาลชุดนี้ได้ให้งบประมาณช่วยเหลือกองทุนหมู่บ้านมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นการช่วยเหลือที่แตกต่างจากการดำเนินการที่ผ่านมา

“ครั้งที่ 1 และ 2 และที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งที่ 3 มีลักษณะเดียวกัน คือ การให้งบประมาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ต้องเปิดบัญชีใหม่ ไม่ใช่บัญชีที่ใช้สำหรับการกู้ยืม แต่จะเป็นบัญชีใหม่เพื่อจะทำให้เห็นว่ากิจการที่ลงไปทำนั้นมีรายได้และกำไร โดยรายได้และผลกำไรจะต้องนำไปสู่สวัสดิการและสวัสดิภาพของสมาชิกกองทุน ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้จึงมีความแตกต่างจากสิ่งที่ผ่านมา” สุวพันธุ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีทั้งหมด 79,595 กองทุนทั่วประเทศ มีกองทุนหมู่บ้านที่ด้อยคุณภาพประมาณ 9,000 กองทุน และกำลังดำเนินการฟื้นฟูอีกประมาณ 3,000 กองทุน ซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้สามารถกลับมาประกอบกิจกรรมได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การทุ่มงบประมาณก้อนโตเอาใจรากหญ้าครั้งนี้ ในทางการเมืองต่างมองว่านี่เป็นนโยบายซื้อใจคนจน ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศ ที่มีความนิยมชมชอบพรรคเพื่อไทยและทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เปลี่ยนใจหันมานิยม พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ ลุงตู่ แทน ซึ่งแผนการนี้จะสำเร็จหรือไม่ หลังการเลือกตั้งรู้กัน

ทำคู่มือหยุดเสี่ยงตาย ล้อมคอก ‘บันไดเลื่อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545196

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 07:25 น.

ทำคู่มือหยุดเสี่ยงตาย ล้อมคอก 'บันไดเลื่อน'

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เหตุการณ์บันไดเลื่อนสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอสชำรุด ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน กระนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทุกครั้งที่ก้าวขึ้นบันไดเลื่อนจะปลอดภัยอย่างแท้จริง ทำให้ทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) พร้อมด้วยสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย ร่วมกันวิเคราะห์อุบัติเหตุและเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการใช้บันไดเลื่อนและลิฟต์ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

บุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย รองประธานสาขาวิศวกรรมเครื่องกล บอกเล่าว่า บันไดเลื่อนแต่ละขั้นจะมีล้อเลื่อนไปตามรางบังคับเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดออกจากกัน และสามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 300 กิโลกรัม ส่วนพื้นที่สำหรับก้าวเท้าลงไปจะต้องไม่แตกหักหรือแอ่นตัว ที่สำคัญต้องผ่านการทดสอบแรงกระแทกอย่างน้อย 5 ล้านครั้ง โดยใช้น้ำหนักกด 50 กิโลกรัม สลับกับ น้ำหนัก 300 กิโลกรัม ความถี่ 5-20 ครั้ง/นาที หลังการทดสอบแล้วจะต้องแอ่นตัวไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันผู้ผลิตบันไดเลื่อนจะต้องติดตั้งอุปกรณ์หยุดการทำงานฉุกเฉินไว้ตามจุดต่างๆ

สำหรับการสังเกตว่าบันไดเลื่อนปลอดภัยหรือไม่ ให้สังเกตสิ่งผิดปกติดังนี้ มีเสียงดัง พบร่องรอยชำรุด ราวมือจับบันไดไม่ทำงานหรือฉีกขาด ร้อนผิดปกติ กระตุก เคลื่อนที่ไม่สม่ำเสมอ ราวจับเคลื่อนที่ไม่สอดคล้องกับขั้นบันได ซี่หวีกันสิ่งของบนบันไดแตกหักมากกว่า 4-5 ซี่ติดต่อกันในหนึ่งขั้น มีขยะหรือสิ่งสกปรก น้ำเจิ่งนอง ขอบบันไดด้านข้างมีการเสียดสี

บุญพงษ์ ให้ภาพว่า เหตุการณ์บันไดเลื่อนชำรุดในประเทศไทยถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยมีการใช้งานในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยขณะนี้ประมาณ 4 หมื่นคู่ ใช้งานทุกวันในชีวิตประจำวันทั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานที่ตามสถานีเชื่อมต่อขนส่งมวลชน มีการขยายเวลาการใช้งานมากขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์สึกหรอเร็วกว่าปกติ ดังนั้นต้องตรวจสอบอุปกรณ์บ่อยครั้งมากกว่าข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิต

ทั้งนี้ มาตรฐานในการดูแลรักษาจะต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยต้องมีระบบหยุดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ อาทิ กระแสไฟฟ้าผิดปกติ ความเร็วเกินพิกัด ตรวจสอบเบรกแม่แรงไฟฟ้า ขั้นบันไดเลื่อนเอียง ขั้นบันไดเลื่อนหาย โซ่ขับรางต้องมีเบรกเสริมหากรับน้ำหนักมากเกินไป ฝาครอบแผ่นด้านบนก่อนก้าวเข้าสู่บันไดหากเปิดออกจะต้องหยุดอัตโนมัติทันที

“ผู้ที่ต้องใช้งานบันไดเลื่อนควรใช้มือจับราวไว้เสมอ ห้ามเด็กเล็กใช้บันไดตามลำพัง ห้ามใช้รถเข็นเด็กขึ้นบันไดแต่ให้อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน และหันหน้าไปตามทิศทางของบันได ส่วนผู้หญิงที่สวมใส่กระโปรงยาวต้องเก็บชายกระโปรงให้มิดชิด ซึ่งกรณีที่เกิดเหตุการณ์บันไดหลุด ขอเรียกร้องให้ทางผู้ประกอบการออกมาชี้แจงว่าเกิดปัญหาที่จุดใด เพื่อให้วิศวกรได้นำมาศึกษาหามาตรการป้องกันให้ดียิ่งขึ้น และบางแห่งอาจ ต้องตรวจสอบหลังปิดให้บริการทุกวัน” บุญพงษ์ กล่าว

บุญพงษ์ กล่าวอีกว่า ทางผู้ประกอบการอาคารไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษา หรือเลือกใช้สินค้าจากผู้ผลิตบางประเทศที่ฉวยโอกาสลดสเปกความปลอดภัย เช่น เคยพบว่ามีการลดอุปกรณ์หยุดฉุกเฉิน ลดความสามาถของแผ่นรองรับน้ำหนักให้เหลือเพียง 150 กิโลกรัมเท่านั้น ทั้งที่ควรจะรองรับได้ถึง 300 กิโลกรัม ซึ่งทางวิศวกรรมสถานฯ ตรวจสอบไม่พบว่าสถานประกอบการแห่งใดในประเทศไทยเลือกใช้บันไดเลื่อนไม่ได้มาตรฐาน

ด้าน เอนก ศิริพานิชกร ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติ วสท. กล่าวว่า วิศวกรรมสถานฯ จะทำข้อกำหนดเพื่อให้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการที่จะนำบันไดเลื่อนมาติดตั้ง โดยเฉพาะสนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า ที่มีประชาชนเข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมากต่อวัน ซึ่งจะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยทางสาธารณะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะต้องมีระบบลำเลียงคนออกจากที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัยไม่เหยียบกันตาย จึงขอฝากผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติบำรุงรักษาอย่างจริงจัง

อีกเสียงจาก สุพัตถ์ จารุศร อดีตนายกสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย เสริมว่า การบำรุงรักษาควรทำอย่างต่อเนื่องทุกๆ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี พร้อมทั้งตรวจสอบระบบไฟฟ้า น้ำมันหล่อลื่น การสึกหรอของบันไดและราง ปรับความตึงของโซ่ ค้นหาสิ่งแปลกปลอมที่ตกหล่น เช่น เหรียญเงิน สุดท้ายปิดห้องเครื่องให้เรียบร้อยด้วยการตรวจเช็กจุดนอตยึดให้ครบ ทดสอบอุปกรณ์ความปลอดภัยสม่ำเสมอ ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับอาคาร ห้ามวางสิ่งของ

“เหตุการณ์บันไดเลื่อนบีทีเอสหลุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา สันนิษฐานว่าเกิดจากความบกพร่องของคนมากกว่า ไม่น่าใช่ความบกพร่องของอุปกรณ์ เนื่องจากประเทศไทยใช้บันไดเลื่อนคุณภาพได้มาตรฐานจากยุโรป ซึ่งมีระบบความปลอดภัยเข้มงวดมากที่สุด ดังนั้นสถานที่จุดเชื่อมต่อขนส่งมวลชนและห้างสรรพสินค้า ที่อุปกรณ์ต้องรับภาระหนักเนื่องจากมีประชาชนใช้งานเป็นจำนวนมาก จึงควรบำรุงรักษามากกว่าการรักษาในอาคาร หากเกิดเหตุร้ายประชาชนอาจแตกตื่นแล้วทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ตามมามากขึ้น” สุพัตถ์ กล่าว

ชง กม.ห้ามสอบเข้าเรียน ป.1 ลดแรงกดดัน ‘เด็กเล็ก’ เครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/545072

  • วันที่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 06:47 น.

ชง กม.ห้ามสอบเข้าเรียน ป.1 ลดแรงกดดัน ‘เด็กเล็ก’ เครียด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เวลาของการสอบ “เอนทรานซ์” ฟันน้ำนมสำหรับหนูๆ ในวัย 5-6 ขวบ ที่เพิ่งจบอนุบาล 3 เตรียมเข้า ป.1 ก็ย่างกรายเข้ามาถึง เพราะในวันนี้ (21 มี.ค.) โรงเรียนระดับประถมศึกษาชื่อดังของเมืองไทย ทั้งโรงเรียนในเครือสาธิตแห่งต่างๆ ไม่ว่าสาธิตฯ เกษตรศาสตร์ สาธิตฯ ศรีนครินทรวิโรฒ สาธิตฯ จุฬาลงกรณ์ จะเปิดสอบแข่งขันวัดความรู้ของเหล่าเด็กๆ เพื่อหาคนที่เก่งที่สุดเข้าไปเรียนดังที่พ่อแม่ผู้ปกครองปรารถนา

ยอดตัวเลขเจ้าหนูฟันน้ำนมเกือบหมื่นต้องเบียดเสียดเข้าโรงเรียนสาธิตดังเหล่านี้ที่มีโควตาเข้าได้เพียงหยิบมือไม่กี่ร้อยคน

พ่อแม่จำนวนไม่น้อยฟูมฟักและตั้งความหวังว่าบุตรหลานจะสามารถพิชิตสนามสอบเหล่านี้ได้ โดยอัดความรู้ให้ลูกตั้งแต่อนุบาล 2 หลายคนส่งลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง ค่าเรียนเป็นหมื่น เรียนทั้งเสาร์ อาทิตย์ และเลิกเรียนตอนเย็น ไม่ต่างจากเด็กโตสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทว่าการผลักดัน ยัดเยียดความรู้วิชาการให้เด็กก่อนวัยมากจนเกินไป ทำให้ไม่น้อยมีเสียงร้องไห้ ต่อต้าน เกิดปมในอนาคตกับเด็ก ที่สำคัญส่งผลต่อกระบวนการทางความคิดในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ ที่ใช้บริหารจัดการในชีวิตเรื่องต่างๆ ของเด็กเอง

รศ.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา ให้ความเห็นถึงการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนชั้นป.1 ว่า ขณะนี้ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะนำร่างฯ เสนอให้กับคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาได้พิจารณาเนื้อหา และหากได้ข้อสรุปแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ก่อนจะส่งไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย มีมาตราหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ระบุห้ามไม่ให้มีการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 ในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเด็กและลดการสร้างความกดดันในเด็กปฐมวัย ที่มีอายุตั้งแต่0 ขวบไปจนถึง 8 ขวบ และจะเป็นทางออกสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าวยังคงมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและมีประเด็นที่ต้องโต้เถียงเพื่อให้สะเด็ดน้ำกันอยู่ เช่น แม้เราจะตระหนักดีว่าการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆ ของเด็กชั้นอนุบาลที่จะเรียนต่อในชั้น ป.1 มีผลกระทบกับเด็กอย่างมาก รวมถึงผลกระทบต่อรูปแบบการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลที่ต้องผลักดันให้เด็กเก่งด้านวิชาการตั้งแต่เล็ก และขัดกับการพัฒนาที่เน้นการสร้างสรรค์จินตนาการมากกว่า แต่การออกกฎหมายไม่ให้มีการสอบแข่งขันเลย ก็หวั่นว่าจะเกิดช่องโหว่ที่กระทบกับผู้ปกครอง และเมื่อไม่มีกฎหมายบังคับโรงเรียนในการรับเด็กเข้าเรียน ก็จะเป็นช่องให้เด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีเงินจำนวนมาก สามารถการันตีที่นั่งเรียนให้กับเด็กได้

“ยกตัวอย่างว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งรับเด็ก ป.1 ได้ 200 คน ก็อาจจะหาทางคัดเลือกแค่ 100 คน อีก 100 คนที่เหลือก็กันไว้สำหรับเด็กที่พ่อแม่บริจาคให้กับโรงเรียน ตรงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองก็กังวลว่าลูกหลานที่เก่งกว่า แต่ทุนทรัพย์ไม่พอ ก็ไม่อาจมีที่เรียนในโรงเรียนดีๆ ได้”รศ.ดารณี ให้ภาพตัวอย่าง

รศ.ดารณี ในฐานะอดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตฯ เกษตรศาสตร์ และสอนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี ย้ำอีกว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย จะมีมาตราที่ห้ามสอบ พร้อมกับบทลงโทษว่าหากโรงเรียนใดฝ่าฝืนเปิดสอบแข่งขัน จะมีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ก็มีอีกเสียงจากคณะกรรมการเห็นว่า หากฝ่าฝืนเกิน 3 ครั้งก็ควรจะยึดใบอนุญาตโรงเรียนไปเลย ซึ่งบางส่วนก็เห็นว่าเหมาะสม และอีกบางส่วนก็เห็นว่ารุนแรงเกินไป แต่ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะต้องผ่านการระดมความคิดเห็นกันอีก ก่อนจะเสร็จอย่างสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น

รศ.ดารณี กล่าวว่า แม้การเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยจะมีอิทธิพลต่ออนาคตของเด็กอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับเด็กในวัยรุ่นหรือวัยโต ที่เหมาะสมจะเกิดการผลักดันให้แข่งขันมากกว่า มุมมองผู้ปกครองตรงนี้ต้องเปลี่ยน ไม่จำเป็นว่าลูกหลานจะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตต่างๆ หรือโรงเรียนดังๆ ทั้งหลาย หากแต่การเรียนใกล้บ้าน โรงเรียนที่มีสัดส่วนระหว่างครูกับนักเรียนที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่ามากระจุกในห้องเรียนถึง 50-60 คน เด็กจะได้รับการใส่ใจที่มากกว่า และมีความสุขมากกว่าการต้องไปเรียนที่ไกลๆ เพราะผู้ปกครองต้องการ

“ไปเรียนโรงเรียนดังๆ ที่แข่งขันกันแต่เรื่องของวิชาการมากกว่าการเล่นเพื่อเรียนรู้ เด็กที่ยังไม่พร้อมแต่เข้าไปเรียนได้ก็ต้องสอบตก และถามว่าเด็กจะมีความสุขหรือไม่ โรงเรียนที่ดังๆ ทั้งหลายก็ไม่ได้การันตีความสุขให้กับเด็ก เด็กสมควรที่จะต้องมารับความกดดันขนาดนี้หรือไม่” รศ.ดารณี ตั้งคำถาม

รองประธานอนุกรรมการเด็กเล็กฯ กล่าวว่า แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังแค่เพียงกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กต้องเข้าสู่สนามสอบแข่งขันอาจไม่เพียงพอ และแม้โรงเรียนจะเป็นอีกองค์ประกอบที่สร้างความกดดันให้กับเด็กด้วยการสอบแข่งขันเข้าเรียน แต่อีกด้านก็อยู่ที่พ่อแม่ด้วยที่ให้ลูกไปสอบทั้งๆ ที่ไม่มีความพร้อม แต่คำถามที่ว่า โรงเรียนแต่ละแห่งอาจมีมาตรฐานที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้พ่อแม่ต้องเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกนั้น เรื่องนี้ก็เป็นความจริง และเป็นไปไม่ได้ที่โรงเรียนทุกแห่งจะมีมาตรฐานเหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดรัฐก็ต้องทำให้มีมาตรฐานที่เหมาะสม

“ประเด็นคือเราจะทำอย่างไรไม่ให้มีการสอบคัดเลือก หรือประเมินสมรรถภาพของเด็ก ต้องหาทางไม่ให้เด็กต้องมาเป็นผู้รับผิดชอบ พ่อแม่จะต้องรับผิดชอบแทน คำถามคือรูปแบบการเอาเด็กเข้าเรียนจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มาแตะต้องเด็กได้ ซึ่งต้องมาดูว่าทางออกจะเป็นอย่างไร”รศ.ดารณี ทิ้งท้าย

ร้อนนี้อุณหภูมิยังสูง-พายุรุนแรงอากาศแปรปรวนเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544963

  • วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 07:28 น.

ร้อนนี้อุณหภูมิยังสูง-พายุรุนแรงอากาศแปรปรวนเกินคาด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อย่างเข้าฤดูร้อน รายงานสภาพอากาศที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ก็คือจะมีอากาศที่ค่อนข้างสูง หรืออาจจะถึงขั้นร้อนหฤโหด ปีนี้ก็เช่นกัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค. ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนอบอ้าวและร้อนจัดในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิสูงสุดอาจจะสูงถึง 40-42 องศาเซลเซียส แม้จะต่ำกว่าสถิติปี 2558 ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงทะลุ 44 องศาเซลเซียส แต่ตัวเลขที่ต่ำลงเพียง 2 องศาเซลเซียส ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากในภาพรวมแล้ว ก็ยังนับได้ว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับ ฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า เรื่องของสภาพอากาศที่แกว่งตัวค่อนข้างสูงส่งผลให้อุณหภูมิร้อนและหนาวแตกต่างกันมากเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาอย่าง ต่อเนื่อง และปัญหานี้ตีวงกว้างมากขึ้น และสาเหตุยังคงนับเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ต่อเนื่องและสะสมมานาน

นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมายังพบด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ลดลงเลย กิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์ยังคงส่งผลให้ภูมิอากาศผันแปรอยู่ตลอดเวลา จากการวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมของมนุษย์ และอิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีส่วนทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

“ปัญหาสภาพอากาศเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความแปรปรวนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ข้อมูลต่างๆ จากปัญหานี้จะช่วยให้เรารู้ได้ล่วงหน้าว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร ตอนนี้ต้องยอมรับว่าสภาพอากาศแปรปรวนนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่ หนีไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ต้องประสบปัญหานี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งสำคัญที่ต้องปรับตัวก็คือการระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่จะมาพร้อมกับอากาศที่ร้อนจัด” อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นที่มาพร้อมกับฤดูร้อนในปัจจุบัน ก็คือจะต้องเตรียมรับมือกับพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรงขึ้นและเกิดบ่อยขึ้น บางพื้นที่อาจจะมีพายุลูกเห็บเกิดขึ้น ขณะเดียวกันจากที่ได้เคยมีการเก็บสถิติภัยพิบัติในช่วงหน้าร้อน พบว่ามีคนไทยถูกฟ้าผ่ามากขึ้น เพราะฝนที่ตกในช่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงต้นและช่วงปลายก่อนสิ้นสุดฤดูร้อน จะมีลักษณะเป็นฝนฟ้าคะนองรุนแรง

ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย ระบุด้วยว่า ปัจจุบันพบว่าอากาศผกผันมาก หนาวก็หนาวมาก ร้อนก็ร้อนสุดขั้ว เมื่ออากาศที่ร้อนอบอ้าวยกตัวลอยขึ้น ปะทะกับอากาศเย็นด้านบนแล้วควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำในเมฆ เกิดการก่อตัวของเมฆคิวมูโล นิมบัส ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวลดต่ำลง เกิดกระแสลมกระโชก จนกลายเป็นฝนฟ้าคะนอง กระแสลมพัดขึ้นและลง ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำของประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆและบนพื้นดิน เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้จะไม่ร้อนถึงขนาดทุบสถิติเดิม เพราะอากาศยังมีอิทธิพลของลานินญามาช่วยลดอุณหภูมิ โดยคาดว่าหน้าร้อนปีนี้จะไม่รุนแรง แต่ก็ยังเป็นอุณหภูมิที่สูง

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวว่า ความแปรปรวนของอากาศทำให้คาดการณ์ได้ชัดเจนยากว่าจะร้อนแค่ไหน แต่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจจะรู้สึกร้อนกว่าที่อื่นๆ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ โดมความร้อนหรือเกาะความร้อน ช่วยหล่อเลี้ยงอุณหภูมิให้คนในกรุงเทพฯ ร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น สิ่งก่อสร้าง ในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต รับแสงแดดร้อนๆ ตอนกลางวัน แผ่เป็นอากาศระอุร้อนในตอนกลางคืน ประกอบกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ กว่า 10 ล้านคัน มีความร้อนของเครื่องยนต์ปล่อยอุณหภูมิออกมาสู่บรรยากาศภายนอกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับบางจุดมีตึกสูงบัง ไม่มีอากาศหมุนเวียน มีสภาพอากาศปิด ก็ยิ่งส่งผลให้ร้อนขึ้น

พาไทยไปเวทีโลก อีกก้าวของ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544856

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 17:36 น.

พาไทยไปเวทีโลก อีกก้าวของ "สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์"

“มหาวิทยาลัยไทยชอบแข่งกันเองในประเทศ ไม่ยอมออกไปข้างนอกเหมือนอุตสาหกรรม ต้องสู้กับญี่ปุ่น จีน มหาวิทยาลัยไทยก็ต้องสู้กับสิงคโปร์”

**************************

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

หากไม่พลิกโผ กลางปีนี้ ศ.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จะได้รับเลือกจากที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (The Association of South east Asian Institutions of Higher Learning : ASAIHL) ถือเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติระดับนานาชาติ หลังจากปัจจุบันเขานั่งรักษาการประธานอธิการบดีอาเซียนฯ แห่งนี้มาหลายเดือน และเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกเป็นผู้นำคนใหม่

“ที่ผ่านมาบทบาทของไทยในเวทีการศึกษาโลกมีไม่มาก ผมก็ภูมิใจที่ได้นั่งหัวโต๊ะสมาคมการศึกษาระดับโลกแห่งนี้ อย่างน้อยก็ได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนประเทศไทย และจะนำความรู้มาต่อยอดพัฒนาประเทศ

…ความจริงสมาคมอุดมศึกษาอาเซียนไม่ได้มีสมาชิกแต่ในชาติอาเซียนเท่านั้น แต่เป็นอาเซียนบวกบวก รวมทั้งหมด 28 ประเทศ มีชาติยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน โปแลนด์ เข้าร่วม มีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเป็นสมาชิกเกือบ 3,000 แห่ง” สุชัชวีร์ กล่าว

ในแวดวงการศึกษา สุชัชวีร์ถือเป็นคนรุ่นใหม่อนาคตไกลเมื่ออายุ 37 ปี เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์คนแรกของประเทศไทย สมัยเรียนที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา ได้รับการประกาศเกียรติคุณไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ ประจำปี 2012 ในฐานะผู้นำยุคใหม่ด้านวิศวกรรมจากมูลนิธิประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน สุชัชวีร์ อายุ 45 ปี นอกจากจะดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แล้วยังนั่งเก้าอี้เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งได้รับเลือกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีบทบาทผลักดันอุดมศึกษาไทยในยุคเปลี่ยนผ่านจากกระแสออนไลน์ เขาย้ำให้ทุกมหาวิทยาลัยเร่งปรับเปลี่ยนทิศทางการศึกษาเพื่อรองรับเทรนด์ใหม่ของโลก ที่มหาวิทยาลัยต้องเป็นแหล่งเรียนรู้รอบด้าน ไม่ใช่แค่เรียนอย่างเดียว

สิงคโปร์-มาเลย์ เป้าที่ไทยต้องแข่ง

สุชัชวีร์ กล่าวว่า สมาคมดังกล่าวก่อตั้งมาแล้ว 40 ปี เป็นเวทีนานาชาติที่ได้รับการยอมรับ เป็นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการศึกษา องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของโลก และยังผลักดันให้มหาวิทยาลัยร่วมเปลี่ยนแปลงโลกทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ทำเรื่องพลังงาน การปฏิรูปหลักสูตร โดยเฉพาะในยุคหลังการเข้ามาของดิจิทัล มีการนำผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายประเทศมาถอดบทเรียน

“ตำแหน่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษาบ้านเรามาก เพราะจะช่วยเปิดหูเปิดตาให้เราได้รู้จากประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้า และจะได้รู้ว่าอเมริกา ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ คิดอย่างไร ผมตั้งใจมากๆ ที่จะให้ไทยไปกับโลก ดึงโลกกลับมาไทย อย่างจีนถ้าไม่คิดจะแข่งกับญี่ปุ่นก็ไม่ใหญ่โตเหมือนวันนี้ เกาหลีถ้าไม่คิดแข่งกับญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนวันนี้”

จากที่ได้คลุกคลีระบบการศึกษาในอาเซียน สุชัชวีร์ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์และมาเลเซีย สองชาติที่ก้าวหน้าด้านการศึกษาที่ไทยต้องดูไว้เพื่อใช้เป็นเป้าหมายยกระดับมหาวิทยาลัยของไทย

“มหาวิทยาลัยมาเลเซียเติบโตเร็ว ในอดีตสู้ประเทศไทยไม่ได้ เพราะความมุ่งมั่นของรัฐบาลและความต่อเนื่องของรัฐบาล มาเลเซียเห็นเมืองนอก เช่น อเมริกาคิดเทคโนโลยี ทางเน็ต พลังงาน งานวิจัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทางมาเลเซีย คิดว่า การที่จะสู้สิงคโปร์ได้ มหาวิทยาลัยเขาต้องเข้มแข็ง ต้องสร้างคน องค์ความรู้ นวัตกรรม และร่วมมือกับเอกชนต่อยอดจึงเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลบูมมหาวิทยาลัย ทั้งให้งบประมาณ แก้ไขกฎระเบียบ ทลายกำแพง เชิญชวน และแกมบังคับให้อุตสาหกรรมมาลงทุนในมหาวิทยาลัย โดยได้ส่วนลดภาษีและสิทธิพิเศษ

“มาเลเซียยุคปัจจุบันมีจิตวิญญาณของการแข่งขัน เพราะเขาตั้งเป้าจะเอาชนะสิงคโปร์ให้ได้ เขามองเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อเขาคิดอย่างนั้น วันนี้เขาจึงชนะไทยกระจุยเลย เพราะเขามองเป้าที่ใหญ่กว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยในมาเลเซียก้าวกระโดด”

สิงคโปร์ไม่ใช่แค่อาเซียน ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกไปแล้ว เพราะสิงคโปร์ติดกระดุมมาถูกทุกเม็ด เขาไม่มีน้ำมัน แร่ธาตุ แต่พัฒนาประเทศด้วยทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์กวดขันตั้งแต่เด็กอนุบาล ต้องได้รับการดูแลที่ดี ทั้งสุขภาพ การกิน สติปัญญา เข้าประถมต้องเรียนภาษาอังกฤษ จีน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่ผ่านก็ให้ซ้ำชั้นไปเรื่อยๆ จะไม่ปล่อยคนไร้คุณภาพออกจากท่อเด็ดขาด สุดท้ายพอถึงระดับมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องทุ่มอะไรมาก เพราะทุกคนได้รับการพัฒนามาทุกทาง และให้พลเมืองมีความรับผิดชอบ เอาใจใส่

เทคนิคการสร้างมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ สุชัชวีร์ ระบุว่า เน้นประเภท “โด๊ป” มากกว่า มาเลเซีย ไทยเองก็ทำไม่ได้ เขาดึงคนเก่งเข้ามามาก ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางของสิงคโปร์มีอายุเพียง 25 ปี เริ่มต้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยฝึกหัดครู แต่ปัจจุบันเป็นท็อปเทนของโลกแล้ว เขาซื้อตัวอาจารย์จากทั่วโลก แม้กระทั่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนของสหรัฐ ปีหนึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท

“เขาโด๊ปยาสุดๆ และอาศัยทรัพยากรทั่วโลกมาสร้างประเทศเขา แต่ของเราเวลาชาติตะวันตกจะมาตั้งก็ลำบากมาก แต่สิงคโปร์ไม่คิดเหมือนแบบเรา เขาคิดว่าทรัพยากรทั่วโลกที่ไหนดี เก่ง ก็ซื้อหมดมาอยู่ในประเทศของเขาเพื่อมาปั้นประเทศและเด็กของเขา สุดท้ายก็มาเป็นพลเมืองของเขา นี่คือสไตล์ของเขา จัดหนัก จัดเต็ม ทำให้เขาได้มหาวิทยาลัยท็อปของโลกในช่วงไม่ถึง 10 ปี”

รัฐต้องออกแรงช่วยมหา’ลัยไทย

สำหรับอินโดนีเซีย ขนาดของประเทศใหญ่ มีพลเมืองมาก ทรัพยากรพร้อมเหมือนจีน มีความมั่นคงทางการเมืองมานาน อินโดนีเซียจึงเริ่มหันมาโฟกัสเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบันดุง แต่ก็อยู่ในระดับพอๆ กับประเทศไทย อย่างไรก็ตามในอนาคต ถ้าประเทศไทยไม่เร่งตัวเองอินโดนีเซียก็จะแซง ส่วนเวียดนามน่ากลัวสุดๆ คนที่นั่นถูกปลูกฝังเรื่องการศึกษาเหมือนคนจีนว่า เด็กทุกคนต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ขยันขันแข็ง เวียดนามจึงได้เปรียบเรื่องความอึดของคน แต่คุณภาพมหาวิทยาลัยยังสู้เมืองไทยไม่ได้ ส่วนฟิลิปปินส์ได้เปรียบเรื่องภาษาแต่คุณภาพยังไม่มาก

สุชัชวีร์ กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับมาดูประเทศไทย วิสัยทัศน์เริ่มมา รัฐบาลนี้พูดเรื่องไทยแลนด์ 4.0 แต่การลงแรงยังไม่ใช่ ดูเหมือนลงทุน แต่ยังไม่ดุดันพอเหมือนมาเลเซีย แม้จะมีการออกมาตรา 44 ให้มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนมาตั้งลาดกระบัง แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องแก้ เอกชนยังไม่บริจาคให้มหาวิทยาลัยมากเท่ากับวัด เพราะเขาไม่เห็นประโยชน์ทั้งที่ภาษี 200% ขณะที่วัดก็ไม่ได้ภาษีคืน ทั้งหมดเพราะแรงจูงใจไม่แรงพอ

อธิการบดี สจล. กล่าวทิ้งท้ายว่า ช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ จะพาตัวแทนมหาวิทยาลัยไทยทั้งราชภัฏ ราชมงคล เอกชน ไปดูงานที่ญี่ปุ่นด้วย เพราะจะไปทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสมาคมสถาบันการศึกษาอาเซียน ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยโซกะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาญี่ปุ่นฅมาต้อนรับคณะจากไทย จะได้ดูงานการศึกษาของญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เราตื่นตัวแล้วกลับมาฟิต รวมพลังการต่อสู้ มิฉะนั้นการศึกษาของไทยจะสู้ต่างชาติไม่ได้

ต้องพูดความจริง ยื่นตีความกระทบโรดแมป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544805

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ต้องพูดความจริง ยื่นตีความกระทบโรดแมป

“ถ้าเลื่อนก็ต้องบอกว่าเลื่อนอย่าไปโกหก ผมเลยบอกว่าไปบวกเลขกันให้ดี 11+2 เป็น 13 บอกว่าไม่กระทบ แต่ถึงเวลาแล้วกระทบ อาจเสียความรู้สึกมากกว่าโดยเฉพาะผู้ร่าง”

*********************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการเมืองเริ่มโหมโรงหลังชะงักมาพักใหญ่ แต่เมื่อพอบรรเลงกับมีประเด็นให้กังวลใจ โดยเฉพาะกระแสที่อาจมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งส่งผลให้โรดแมปการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไป

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้งให้ความเห็นผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า ประเด็น มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทักท้วง หากมองในเนื้อหาในส่วนกฎหมาย สส. 2 เรื่อง 1.กรณีที่คนพิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถพาผู้อื่นเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงแทน แต่เกรงว่าจะไม่เป็นการเลือกตั้งโดยตรงและรับ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่ย่อยมาก และที่ผ่านมาก็เคยทำรูปแบบดังกล่าวในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ

ทั้งนี้ กฎหมายประชามติอนุญาตให้คนพิการ คนสูงอายุ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถพาคนซึ่งไว้วางใจได้ หรืออาจให้กรรมการประจำหน่วยช่วยดำเนินการ ก็ถือว่าเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายคนพิการ ที่เคยได้มาให้ความเห็นต่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมองแบบนี้ว่า จะต้องเป็นคนซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย เช่น ถ้าเป็นคนตาบอดยังถือว่าช่วยตัวเองได้ เพราะยังอักษรเบรลล์ที่ใช้ในการเลือกตั้งที่ กกต.อำนวยความสะดวก ถ้าแขนพิการ หากสามารถใช้ปากแทนมือได้ในการกาบัตรก็ไม่จำเป็นต้องหาคนช่วย

“แต่จะมีคนกลุ่มจริงๆ ที่ไม่สามารถช่วยตัวเอง เช่น คนที่เขาอาจจะเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถยกปากกาได้ แต่เขาบอกได้ว่าประสงค์จะเลือกใคร แต่ก็เป็นกลุ่มซึ่งน้อยมากๆ”

อีกประเด็นหนึ่งสมชัยมองว่า ในกฎหมาย สส.การตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในอดีตก็มีแบบนี้เป็นแนวทางที่ทำมาตลอด ไม่เห็นมีใครบอกว่าสิ่งที่ผ่านมาขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ดังนั้น ในแง่กฎหมาย สส. 2 เรื่องนี้ คิดว่าเป็นเรื่องย่อยและเล็กไม่น่าจะเป็นประเด็นยื่นให้ตีความ

กกต.ฝีปากกล้า กล่าวต่อว่า ส่วนกฎหมาย สว.ประเด็นที่ยื่นมีด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.การแบ่งกลุ่มของผู้สมัครที่ให้สมัครโดยอิสระและสมัครเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นความเห็นต่างระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กับ กรธ. และ 2.ประเด็นการเลือกตรงหรือจะเลือกไขว้  สนช.เสนอให้เลือกตรง ขณะที่ กรธ.เสนอให้มีการเลือกไขว้ เพื่อป้องกันฮั้วกันในการลงคะแนน

“ทั้งสองอย่างเกี่ยวกับเรื่องวิธีการในการออกแบบ ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใดจะดีกว่ากัน แม้จะเลือกไขว้ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถป้องกันการฮั้วได้ เพราะโดยเจตนาของคนทุจริตต้องการได้คะแนนเสียง ก็มีวิธีการมากมายที่ทำได้ ในเรื่องของ สว.นั้น เป็นเรื่องที่คิดว่า ถ้าผ่านกระบวนการพูดคุยกันมายาวนาน ผ่านการพิจารณาของ สนช. ผ่านการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย และเป็นการยอมกันในกรรมาธิการร่วมฯ ซึ่งมีตัวแทนของ กรธ.อยู่ด้วย ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นให้นำไปสู่การยื่นตีความ”

สมชัย อธิบายต่อว่า เมื่อจะยื่นมันมีผลอย่างไรต่อโรดแมป ซึ่งแยกเป็น 3 กรณี 1.ถ้ายื่นกฎหมาย สส.เพียงอย่างเดียว จะทำให้โรดแมปเคลื่อนออกไปประมาณ 2 เดือน เนื่องจากกระบวนการเดิมที่คำนวณไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 นั้น ไม่ได้เผื่อถึงเรื่องการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

“เรานับไปได้ 11 เดือน ถ้าหากนายกฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย ในเดือน มี.ค. นับไป 11 เดือน ก็เดือน ก.พ. 2562 แต่พอยื่นตีความศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการที่ขึ้นไปลงมาหรือแก้ไขตามศาลชี้ อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพราะฉะนั้น 11+2 ก็เป็น 13 เดือน แปลว่าการเลือกตั้งถ้ายื่นกฎหมาย สส.ฉบับเดียว จะเลื่อนไปประมาณเป็นเดือน เม.ย. 2562”

กรณีที่ 2 ถ้ายื่นกฎหมาย สว.ฉบับเดียว อาจจะกระทบโรดแมปหรือไม่กระทบก็ไม่แน่ กรณีไม่กระทบหมายความว่า ผลการพิจารณาของศาลอาจบอกว่าไม่ต้องแก้ไขหรือต้องแก้ไขเล็กน้อย และช่วงที่รอแก้ไขตามศาลชี้อยู่ในช่วงการขยายเวลาบังคับใช้ของกฎหมาย สส. ซึ่งมีการทดแล้ว 90 วัน ในช่วงนั้น ดังนั้น ถ้าขึ้นไปยังศาล 2 เดือน ไม่กระเทือน

อย่างไรก็ตาม กรณีหากศาลชี้ว่าประเด็นที่เขียนไว้ในกฎหมาย สว.นั้น เป็นสาระสำคัญของกฎหมายจะตรงกับมาตรา 148 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการขัดแย้งหรือแย้งของกฎหมายที่เสนอให้ตีความเป็นสาระสำคัญของกฎหมาย ให้กฎหมายทั้งฉบับตกไป ถ้ากฎหมายทั้งฉบับตกไป กระบวนการในการร่างใหม่ เชื่อว่าใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน

สมชัย อธิบายว่า 2 เดือนแรกใช้เวลาเร็วสุดในการร่าง 2 เดือนถัดไปอยู่ในขั้นตอนของ สนช. ซึ่งใช้เวลา 60 วัน ในการพิจารณา อีก 2 เดือน เผื่อไว้ขั้นตอนในกรณีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และกระบวนการทางธุรการ เพราะฉะนั้นหมายความว่าถ้าส่งกฎหมาย สว.ขึ้นไป และศาลชี้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสาระสำคัญที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งจะเลื่อนไปประมาณเดือน ส.ค. 2562 และกรณีที่ 3 หากเป็นกรณียื่น 2 ฉบับพร้อมกัน ก็เอาสิ่งที่ซ้อนกันอยู่ทั้งสองอย่างมาหาคำตอบจะช้าไป 2-6 เดือน

“สั้นลงได้เล็กน้อย แต่ถ้ายาวไม่มีกำหนด เพราะไม่มีกรอบเวลาว่าศาลจะต้องชี้ภายในระยะเวลาเท่าไร เพียงแต่เราประมาณกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ศาลก็น่าจะพิจารณาโดยเร่งด่วน แต่ถ้าศาลบอกว่าต้องขอฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายก่อน ต้องเรียกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้ามา เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์รอบคอบเพราะเป็นผลเสียต่อบ้านเมือง และมันเป็นเรื่องสำคัญต่อบ้านเมือง ดังนั้น ไม่มีกรอบเวลาดำเนินการ หรือสมมติขั้นร่างใหม่ก็ไม่มีกรอบดำเนินการว่าใครจะร่างด้วยซ้ำ แล้วจะร่างอย่างไรใช้เวลาเท่าไร”

ทั้งนี้ สมมติหากต้องร่างใหม่เป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่ง กรธ.จะยังอยู่จนกว่ากฎหมายทั้ง 4 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพียงแต่สมมติถ้าศาลชี้มันเป็นการขัดต่อสาระสำคัญ หากชี้ว่าของ กรธ.ถูก  กรธ.อาจมีความชอบธรรมในการร่างใหม่ แต่ชี้ว่าผิดทั้ง สนช.หรือ กรธ.ก็ดี กรธ.ก็ขาดความชอบในการอยู่ เพราะร่างกฎหมายไม่ดี อาจเป็นจุดหนึ่งที่ต้องตั้งกรรมการร่างชุดใหม่ขึ้นมา แต่ก็น่ามีโอกาสน้อย

สมชัย ย้ำว่า ขั้นตอนขณะนี้ สนช.ต้องใคร่ครวญให้ดี เพราะบอลไม่ได้อยู่ที่ กรธ. เพียงแค่ส่งเสียงว่ากฎหมายมีปัญหา ทว่าคนตัดสินใจมี 2 ฝ่าย คือ สนช. 25 คน และนายกรัฐมนตรี ในการจะส่งถึงศาลได้เอง ดังนั้น 2 ฝ่ายต้องคิดให้ดีว่าการยื่นนั้นมีความจำเป็น และถ้ายื่นแล้วจะกระทบต่อโรดแมปหรือไม่

“ถ้านายกฯ ยื่นเอง สังคมก็จะกดดันตัวนายกฯ ว่าเป็นการกระทำเพื่อเอื้อต่อประโยชน์ตัวเอง ถ้านายกฯ ไม่ยื่นแล้วไฟเขียวให้ สนช.ยื่น  สนช.ก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกสังคมจับจ้องว่าเป็นเครื่องมือฝ่ายบริหาร ทำให้การเลือกตั้งยืดออกไปหรือเปล่า ถ้ายื่นก็ต้องยอมรับว่ากระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมดล้มเหลว เพราะใช้เวลาดำเนินการเท่าไรแต่ยังปล่อยให้หลุดรอด แสดงให้เห็นถึงความไม่รอบคอบต่อกระบวนการยกร่างกฎหมาย”

สมชัย ประเมินว่า หากกระบวนการเลือกตั้งหรือโรดแมปถูกยืดออกไป จะมีการแสดงความไม่พอใจต่างๆ จากสังคม ผู้ที่มีส่วนยื่นก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะถ้าให้ดูน้ำหนักของการยื่นกฎหมาย สส.แทบไม่มี

อย่างไรก็ดี ในฐานะที่คุ้นเคยกฎหมายต้องชี้ให้สังคมเห็นความจริง อย่ามาพูดด้วยคำปลอบใจประชาชนว่า การยื่นไม่กระทบต่อโรดแมป ต้องให้ประชาชนรู้ว่าจะกระทบโรดแมปหรือไม่ แต่ประเด็นนี้ไม่ได้ผลอะไรต่อ กกต.จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ กกต.มีหน้าที่จัดการให้ ไม่มีปัญหาหรือสุญญากาศในฝั่ง กกต.

สมชัย ย้ำว่า จะกระทบต่อการเมืองหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนรู้สึกอย่างไร ประชาชนต้องคิดพิจารณาเอง กลุ่มหนึ่งอยากให้เป็นไปตามสัญญาที่บอกว่าเลือกตั้งภายในปี 2561 หรือต้นปี 2562 หรือกลุ่มหนึ่งบอกปฏิรูปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมคาดการณ์ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และชี้ให้เห็นว่าการอยู่ในตำแหน่งต่อไปสามารถแก้ปัญหาได้ ทว่า หากประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย ต้องการหลุดจากภาวะเป็นอยู่ปัจจุบัน กระแสความไม่พอใจจากการถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็อาจเป็นไปได้

“ถ้าเลื่อนก็ต้องบอกว่าเลื่อนอย่าไปโกหก ผมเลยบอกว่าไปบวกเลขกันให้ดี 11+2 เป็น 13 บอกว่าไม่กระทบ แต่ถึงเวลาแล้วกระทบ อาจเสียความรู้สึกมากกว่าโดยเฉพาะผู้ร่าง”

สมชัย ย้ำชัดว่า ต้องวัดใจโดยเฉพาะ 25 สนช. ขอให้ยืนยันต่อประชาชนว่าโรดแมปไม่เคลื่อน และไม่ทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากเดือน ก.พ. 2562 แต่ถ้าการเลือกตั้งเลื่อนไม่ว่ากี่เดือนก็แล้วแต่ อยากขอให้ 25 คนนี้ ไม่รับเงินเดือนตราบจำนวนที่เลื่อนออกไป

จดตั้งพรรคใหม่หรือเก่าก็ไม่ได้เปรียบ

สมชัย กล่าวถึงบรรยากาศการจดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งช่วงหลังดูไม่ค่อยมีความคึกคัก เพราะเป็นเพียงการจดจองชื่อ ไม่ได้มีความหมายอะไร สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้มีอีกมาก และยังไม่แน่ใจว่าการที่มีกลุ่มการเมืองมาจดจองจำนวนมากนั้น ยังสามารถผ่านด่านแต่ละด่านที่โหดๆ อีกหลายด่านได้หรือไม่

ทั้งนี้ เพราะด่านถัดไปคือ ไปรวบรวมผู้ก่อตั้งให้ได้ 500 คน และต้องมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินเป็นทุนประเดิมพรรคโดยเฉลี่ย 2,000 บาท/คน เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท หลังจากนั้น 500 คนนี้ ต้องไปขอ คสช. เพื่อจัดประชุมอย่างน้อย 250 คน เพื่อไปเลือกกรรมการบริหารพรรค เพื่ออนุมัติในส่วนอุดมการณ์ เจตนารมณ์ ข้อบังคับพรรค และเมื่อประชุมเสร็จแล้วต้องเอาผลประชุมมาขอจดเป็นพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีใครเป็นพรคการเมืองต้องไปดูว่า เมื่อถึงจุดที่ขอจดเป็นพรรคการเมืองได้จะมีสักกี่กลุ่ม เมื่อจดได้แล้วก็มีเวลา 180 วัน ดำเนินการเรื่องราวต่างๆ ทั้งในการตั้งสาขาพรรคให้ได้ 4 ภาค พรรคละ 500 คน รวมถึงจะต้องหาตัวแทนของพรรคอยู่ในแต่ละจังหวัด ตรงนี้ยังอีกยาวไกล ซึ่งถือว่าเป็นการตื่นตัวขั้นต้น แต่ต้องยอมรับภายใต้กฎหมายที่เขียนขึ้นมาใหม่ พรรคการเมืองตั้งยากอยู่ยาก ยุบง่าย

สมชัย บอกว่า ขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นที่ 2 คือ รวบรวมให้ได้ 500 คน แต่มีบางคนขยับมานิดหนึ่ง คือ ขอจัดประชุมแล้ว แต่การขอจัดประชุมดูเหมือนเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าน่าจะหาคน 500 คน ได้ครบ ซึ่ง กกต.ยังไม่ทราบว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะทำได้หรือไม่ได้ ยังเป็นข้อจำกัดของแต่ละพรรค

“ถามว่าโดยพรรคใหม่หรือพรรคเก่า แม้ให้พรรคใหม่เริ่มก่อนหนึ่งเดือน สามารถขยับตัวได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. แต่ผมเชื่อว่าวันที่ 1 เม.ย. ก็ยังไม่มีพรรคเกิดขึ้น และเมื่อถึงวันดังกล่าวพรรคเก่าเริ่มขยับ แต่พรรคใหม่ยังไม่เกิด ซึ่งไม่ได้แปลว่าจองชื่อแล้วเกิดยังต้องไปหา 500 คน จัดประชุม และมายื่นจดจัดตั้งพรรค ดังนั้น วันที่ 1 เม.ย. เชื่อว่ายังไม่มีพรรคใดขยับ แปลว่า 1 เดือน ที่ทดจริงๆ แล้ว ยังไม่ช่วยอะไรเท่าไร พรรคใหม่ถือไม่ได้เปรียบอะไรมาก เมื่อเทียบกับพรรคเก่าและเป็นกรอบกติกาที่ลำบากทุกฝ่าย”

ส่องนวัตกรรมช่วยผู้สูงวัย 2 สิ่งประดิษฐ์จากค่ายจุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544630

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 07:48 น.

ส่องนวัตกรรมช่วยผู้สูงวัย 2 สิ่งประดิษฐ์จากค่ายจุฬาฯ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ยากที่จะปฏิเสธว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ สังคมสูงวัยแล้ว ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงและประชากรที่อยู่ในยุคเบบี้บูมเมอร์กำลังเข้าสู่ช่วงอายุ 60-70 ปี ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมมากมายถูกคิดขึ้นเพื่อเข้ามารองรับเตรียมการดูแลคนกลุ่มนี้

พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า นวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวช่วยสำคัญในหลายด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ในสังคมอีก 10-20 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุจะต้องเปลี่ยนเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพิงคนอื่นน้อยที่สุดและพึ่งตัวเองได้มากที่สุด

ทั้งนี้ การจัดสรรนวัตกรรมให้รองรับผู้สูงอายุต้องแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือ “กลุ่มติดสังคม” กลุ่มนี้ต้องส่งเสริมให้มีชีวิตนอกบ้านได้ มีอิสระอย่างปลอดภัย เช่น มีระบบติดตามตัว มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ติดแทร็กกิ้งซิสเต็มได้ เพื่อสามารถดูกิจกรรมในแต่ละวันได้ เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงนวัตกรรมเรื่องอาหาร เช่น น้ำผลไม้ที่มีวิตามินครบ แต่ไม่มีน้ำตาล

กลุ่มที่สอง คือ “กลุ่มติดบ้าน” คือกลุ่มที่เริ่มจะมีการออกจากบ้านได้น้อยลง มีข้อจำกัดอย่างการเดินหรือการขึ้นรถ กลุ่มนี้เราก็จะเน้นเรื่องของเทเลเมดิซีน หรือระบบการรักษาทางไกล เช่น มีเครื่องวัดสัญญาณชีพความสบายของคนไข้ ส่งไปหาแพทย์

กลุ่มที่สาม คือ “กลุ่มติดเตียง” ซึ่งเราต้องมีการดูแล เช่นเรื่องของอัลไซเมอร์ อาการสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลง มีการกายภาพบำบัดบริหารสมองด้วยการใช้เครื่องมือต่างๆ

“ตอนนี้เรามีผู้ป่วยสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่สามารถรอพึ่งพาเพียงการรักษาทางการแพทย์ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาปัญหานี้ได้คือ การออกกำลังสมอง ถ้าสามารถออกกำลังสมองได้ถูกวิธีก็ป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของสมองได้ จึงมีการคิดสิ่งประดิษฐ์เกมคลื่นสมอง ซึ่งเคยได้รางวัลเหรียญทองนวัตกรรมทางสมองระดับโลก ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ออกมา เป็นหมวกที่จะเก็บสัญญาณคลื่นสมองแล้วผ่านโปรแกรม ที่ต้องตั้งสมาธิให้เกมวิ่งเร็วผู้เล่นเองก็จะรู้ได้เลยว่า ตอนนี้ตัวเองสมาธิดีและจำได้ว่าสมาธิดีจะต้องทำอย่างไร ต้องฝึกตัวเองอย่างไร” อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

พญ.โสฬพัทธ์ เล่าด้วยว่า ผลตอบรับจากผู้สูงวัยที่ใช้บริการเกมคลื่นสมอง ระบุตรงกันว่า เมื่อก่อนลืมง่าย แต่หลังจากที่ใช้เครื่องนี้ก็สามารถจำได้หรือสามารถอ่านหนังสือได้จบเล่มเร็วขึ้น มีสมาธิจดจ่อได้ดีขึ้น เพราะการมีสมาธิจดจ่อน้อยลงหรือยากขึ้นเป็นธรรมชาติของผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์

 

ด้านอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ด้านกายภาพก็จำเป็นที่จะต้องเตรียมไว้สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้ดูแลและตัวผู้สูงอายุเองเช่นกัน

นวัตกรรมในส่วนนี้ ผศ.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เล่าว่า นวัตกรรมต่างๆ ที่ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คิดค้นกันขึ้นได้สำรวจพบว่าแต่ละบ้านที่ดูแลผู้สูงอายุประสบปัญหาอะไรบ้างที่ยังไม่มีเครื่องมือหรือนวัตกรรมเข้าไปช่วย ปัญหาดังกล่าวทำให้ได้อุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ กรณีที่อยู่ในช่วงอายุหรือเป็นผู้ป่วยขยับร่างกายไม่ได้

งานวิจัยการออกแบบเก้าอี้ช่วยยกตัวและเก้าอี้ล้อเลื่อนช่วยย้ายตัวผู้สูงอายุ เป็นผลงานวิจัยร่วมกับ รศ.นวลน้อย บุญวงษ์ อาจารย์พิเศษภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม ร่วมกันพัฒนาออกแบบเก้าอี้ในการช่วยเคลื่อนย้ายตัวให้มีความเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ช่วยเอื้อให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถเคลื่อนย้ายตัวผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไปยังจุดต่างๆ ภายในที่พักอาศัยได้ง่ายขึ้น โดยการพัฒนานั้นจะมี 2 แบบ คือ เก้าอี้ช่วยยกตัว ซึ่งเหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย และช่วยกระตุ้นให้ออกกำลังแขนได้อย่างเหมาะสมในการโยกที่จับเก้าอี้เพื่อยกตัวขึ้นจากพื้น และเก้าอี้ล้อเลื่อนช่วยย้ายตัวจากเตียง มีโครงขาเป็นรูปตัวซี สามารถรับส่งตัว ผู้สูงอายุที่ระยะกึ่งกลางเตียง ซึ่งผู้ดูแลไม่ต้องใช้แรงยกตัว โดยกลไกของเก้าอี้จะช่วยสอดแผ่นรองนั่งเข้าไปซ้อนทับพื้นที่เตียงด้านข้าง และมีแผ่นรองนั่งติดกับแผ่นรองหลังและแผ่นรองเท้าที่สามารถปรับเลื่อนเข้าไปยังกึ่งกลางเตียง

นวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ศูนย์นวัตกรรมในภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นกลายเป็นงานวิจัยที่พร้อมผลิตในเชิงอุตสาหกรรม

เปิดร่าง พรก. เก็บภาษีเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544345

  • วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 06:54 น.

เปิดร่าง พรก. เก็บภาษีเงินดิจิทัล

กระทรวงการคลังจะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 4 ฉบับ และคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.  จะออกกฎหมายอีก 5 ฉบับ

สาระสำคัญของร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เรื่องการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล ได้กำหนดนิยามของทรัพย์สินดิจิทัลในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้หมายความว่า (1) คริปโตเคอเรนซี (2) โทเคนดิจิทัล และ (3) ทรัพย์สินในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่ รมว.คลังประกาศกำหนด

ทั้งนี้ คริปโตเคอเรนซี หมายความว่า หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจมีราคาหรือมูลค่าอันถือเอาได้ โดยเป็นการตกลงหรือยอมรับระหว่างบุคคลในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด โดยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่มีการอ้างอิงเงินตรา เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ใด

โทเคนดิจิทัล หมายความว่า หน่วยแสดงสิทธิในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใดๆ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด ทั้งนี้ ตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเจาะจงระหว่างผู้ออกและผู้ถือ

ใน พ.ร.ก.ได้กำหนดประเภทย่อยของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) แห่งประมวลรัษฎากรอีก 2 ประเภทสำหรับเงินได้ เนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิทัลให้ครอบคลุมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากทรัพย์สินดิจิทัล และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินดิจิทัลเฉพาะส่วนซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

สำหรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายคิดในอัตรา 15% โดยผู้มีเงินได้ต้องนำไปรวมคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ในส่วนของนิติบุคคลการกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายให้ออกเป็นกฎกระทรวงอีกครั้งหลังจากที่ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลบังคับแล้ว

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงและอธิบายรายละเอียดของกฎหมายจะกำกับดูแลไม่ให้มีการนำเรื่องนี้ไปใช้ ในกระบวนการฟอกเงินหรือหลอกลวงประชาชนเช่นเดียวกับกรณีของแชร์ลูกโซ่ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชน จึงขอนำเรื่องนี้ไปตรวจสอบในรายละเอียดให้ถูกต้องชัดเจนอีกครั้ง หากจำเป็นต้องแก้ไขในสาระสำคัญของกฎหมายก็ต้องนำเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะในส่วนอัตราภาษี 15% นั้นยังไม่เคยมีการจัดเก็บมาก่อนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ประชุม ครม. เห็นว่าการกำกับดูแลเงินดิจิทัลนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ในไทย พบว่ามีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เพราะเวลานี้มีธุรกิจเอกชนเป็นจำนวนมากเตรียมระดมทุนด้วยผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด โดยหลัง พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาแล้ว กระทรวงการคลังจะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 4 ฉบับ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะออกกฎหมายอีก 5 ฉบับ มีเป้าหมายคือกำหนดแนวทางการกำกับดูแลสกุลสินทรัพย์ดิจิทัลและการระดมทุนด้วยเงินดิจิทัล (ไอซีโอ)

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่จะให้มีการพิสูจน์อย่างไรว่ากรณีใดใช้ในวิถีที่สุจริตหรือไม่ ซึ่งยังอยู่ในรายละเอียดที่กำลังดำเนินการอยู่ ด้านตลท.เองก็ต้องดูว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางไหน ซึ่งคำแนะนำเรื่องการดูไอซีโอที่ ตลท.จะออกมาอาจจะต้องรอดูเกณฑ์ หรือประกาศ พ.ร.ก.ที่จะมีการหารือในรายละเอียดสัปดาห์หน้าให้ชัดเจนก่อน

รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นจะเรียกร้องให้ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศ จี20 ในกรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ระหว่างวันที่19-20 มี.ค.ที่จะถึงนี้ เพิ่มความเข้มงวดสกัดการใช้สกุลเงินดิจิทัลในการฟอกเงิน

รายงานระบุว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะเน้นย้ำที่การออกมาตรการป้องกันการฟอกเงินโดยใช้สกุลเงินดิจิทัล และการคุ้มครองผู้บริโภค มากกว่าที่จะพูดคุยถึงผลกระทบการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลต่อระบบภาคธนาคาร

สมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการบริษัท  J.I.B.Computer Group (JIB) ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไอที อุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์ประกอบ กล่าวว่า ได้ร่วมกับ ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ร่วมก่อตั้ง JIBEX (จิ๊บเอ็กซ์) เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นสำหรับบริหารจัดการลงทุนและซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี โดยใช้งบในการพัฒนา 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ระบบความปลอดภัยของแอพจะเทียบเท่ากับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมีความมั่นใจในความปลอดภัย เพื่อรักษาสกุลเงิน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการคริปโตเคอเรนซี วอลเล็ต  โดยในช่วงแรกสามารถใช้กับเงินดิจิทัล 5 สกุล ได้แก่ Bitcoin Ethereum  Ripple  Bitcoin Cash และ Litecoin  ส่วนการเทรดระหว่างเงินสกุลดิจิทัลด้วยกัน หรือสกุลดิจิทัลกับเงินบาท จะเกิดขึ้นกลางเดือน เม.ย.นี้ หลังจากนั้นระยะที่ 3 จะเพิ่มฟังก์ชั่นช่วยเทรด เช่น โรบอตเทรด และระยะที่ 4 จะเปิดให้บริการทางด้านความ มั่งคั่งเพื่อช่วยบริหารจัดการทรัพย์สิน