เปิดความเห็นสนช. กฎหมายสว.ไร้มลทิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544221

  • วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 20:19 น.

เปิดความเห็นสนช. กฎหมายสว.ไร้มลทิน

เปิดรายงานสรุปความเห็น “สนช.” ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่วนหนึ่งของรายงานการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้สรุปความเห็นของ ผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม

เมื่อวุฒิสภายังคงมีบทบาทที่สำคัญ โดยนอกจากหน้าที่และอำนาจโดยทั่วไปแล้วยังมีหน้าที่และอำนาจเฉพาะตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เช่น หน้าที่และอำนาจ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมีการกำหนดวิธีการได้มาซึ่ง สว.ไว้เป็นพิเศษตามมาตรา 269 ซึ่งในมาตรา 269 (1) (ก) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือก สว. ตามมาตรา 107 จำนวน 200 คนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จึงเห็นว่าอาจกำหนดที่มาของ สว.ในบททั่วไปและบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ให้มีความแตกต่างกันได้ เพื่อเป็นการรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของ สว.ในวาระเริ่มแรก

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครแต่ละประเภทเลือกกันเอง

หลักการของผู้สมัคร สว. แบ่งออกเป็นผู้สมัครโดยอิสระและจากการเสนอชื่อโดยองค์กร ถือว่าผู้สมัครได้มีหลายช่องทางในการเข้าสมัครเพื่อได้รับเลือกจากผู้สมัครด้วยกันเอง ทั้งนี้ การสมัครโดยอิสระอย่างเดียวจะทำให้ไม่สามารถได้ตัวแทนที่แท้จริง เนื่องจากผู้สมัครที่เข้ามาสมัครเพื่อได้รับเลือกเป็น สว. จะมีทั้งผู้สมัครที่ประสงค์สมัครเพื่อได้รับเลือกและอาจมีผู้สมัครที่ไม่ได้ประสงค์ได้รับเลือก

กรณีของผู้สมัครที่ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กร ย่อมถือเป็นตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพต่างๆ โดยในองค์กรจะมีการจัดประชุมใหญ่เพื่อคัดกรองข้อมูลในองค์กรสำหรับพิจารณาคัดเลือก และจะทำให้ได้ผู้สมัครที่เป็นตัวแทนขององค์กรวิชาชีพนั้นๆ กรณีนี้จึงถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งของผู้สมัคร กล่าวได้ว่าเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในการสมัครโดยอิสระ หรือเป็นตัวแทนจากองค์กรทั้งจากพื้นที่และกลุ่มอาชีพ

อย่างไรก็ตาม ช่องทางของผู้สมัครโดยอิสระย่อมจะมีการตกลงสมยอมกันได้ทุกขั้นตอนในกระบวนการเลือก แต่ช่องทางของผู้สมัครที่มาจากการเสนอชื่อขององค์กรอาจมีการตกลงสมยอมกันได้ แต่ก็ไม่อาจทำได้ทุกขั้นตอน เนื่องจากฝ่ายการเมืองอาจแทรกแซงองค์กรต่างๆ ได้น้อยกว่าผู้สมัครอิสระ

นอกจากนี้ ประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีบทเฉพาะกาล มาตรา 269 (1) (ค) ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกผู้ได้รับเลือกตาม (ก) จากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ได้จำนวน 50 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจำนวน 50 คน โดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง…”

กรณีดังกล่าว คสช.จะคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ได้ 50 คน และคัดเลือกจากบัญชีสำรอง 50 คน แต่การคัดเลือกต้องคำนึงถึงบุคคลกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 93 ของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ แม้มาตราดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดให้เลือกแต่ละกลุ่มในจำนวนเท่าใด แต่การเลือกต้องคำนึงถึงบุคคลในกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รวมถึงการเลือกเพื่อขึ้นบัญชีสำรองก็เช่นเดียวกัน

3.การยกเลิกการเลือกไขว้

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 กำหนดว่า “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้”

รัฐธรรมนูญได้กำหนดโดยวิธีการเลือกกันเอง หรือวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้ ซึ่งวิธีการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ คือ การเลือกกันเองและการเลือกไขว้ เพราะเห็นว่าการเลือกไขว้จะทำให้การตกลงสมยอมกันกระทำได้ยาก แต่ สนช.เห็นว่าการเลือกไขว้ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัครที่มีการตกลงสมยอมกัน

แม้ว่าการเลือกไขว้จะทำให้วิธีการเลือกยากขึ้นในระดับหนึ่งและมีความซับซ้อน ซึ่งหากพิจารณาแล้วผู้สมัครอิสระหรือตัวแทนขององค์กรที่ส่งผู้สมัครคนเดียวจะเกิดความเสียเปรียบในวิธีการเลือกไขว้ เพราะเป็นไปได้ยากที่ผู้สมัครกลุ่มหนึ่งจะเลือกอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้สมัครโดยอิสระที่แท้จริงและไม่เป็นการป้องกันการตกลงสมยอมกันมาก่อนได้

พรรคเพื่อชาติไทย ทางเลือกใหม่มิใช่ “นอมินี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/544048

  • วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

พรรคเพื่อชาติไทย ทางเลือกใหม่มิใช่ "นอมินี"

“พรรคเพื่อชาติไทยไม่ใช่ทั้งนอมินีทหาร ไม่ใช่นอมินีเพื่อไทย เราต้องการให้ทั้งคุณประยุทธ์ คุณทักษิณ วางมือทางการเมือง เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไป”

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ก้าวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวกับการเดินหน้าตั้งพรรคเพื่อชาติไทย จนทำให้สังคมหันมาจับจ้องถึงที่มาที่ไปเหตุใด ยุ้ย-อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา บิ๊กจ๊อด-พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ถึงมีแนวคิดตั้งพรรคการเมือง แถมยังประกาศจะเป็นคนกลางเชื่อมประสานระหว่างฝ่าย “ปฏิวัติ” กับ “ประชาธิปไตย”

อัมพาพันธ์เปิดที่ทำการมูลนิธิธรรมเสรีให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ถึงที่มาที่ไปกับการตัดสินใจเข้ามาลุยงานด้านการเมืองในวัย 65 ปี เริ่มจากเหตุผลว่า ช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นนักการเมืองเพราะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เคยเล่นการเมืองได้เข้ามาเป็นนักการเมืองได้สะดวกขึ้น

สำหรับแรงบันดาลใจนั้นเนื่องจากที่ผ่านมาเราเห็นบ้านเมืองวนเวียนอยู่กับนักการเมืองเลือกตั้งเข้ามา เสร็จแล้วก็ทะเลาะกัน ทหารก็เข้ามาปราบ ปัญหาไม่จบสิ้นวนเวียนอย่างนี้เรื่อยมา นักการเมืองในอดีตสร้างความบอบช้ำเจ็บปวด ถึงขนาดยกพวกตีกันริมถนน กองเชียร์ฝ่ายตัวเองต่างคนต่างเชียร์ หากยังเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

อัมพาพันธ์ เล่าให้ฟังว่า เดิมทำหน้าที่เป็นแค่แม่บ้าน ควบคู่ไปกับการทำมูลนิธิธรรมเสรี ช่วยให้คำปรึกษากับคนที่มีปัญหาด้านคดีความยาวนานมากว่า 10 ปี จนเริ่มได้ไปเรียนปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ที่ทำให้ได้เริ่มคิดอ่าน วิเคราะห์การเมืองกับเพื่อนๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการเรียนปริญญาเอกด้านเดิม จนระบบเอื้อให้คนหน้าใหม่เข้ามาทำการเมืองได้ง่าย จึงเห็นว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด

ตรงนี้ทำให้เราอยากอาสาเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง อยากพัฒนาความคิดของประชาชน โดยเน้นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เห็นว่าการเลือกผู้นำที่ดีก็จะพาเราไปดีเอง โดยผู้นำที่ดีจะต้องมีลักษณะคือ ไม่ยึดติดในทรัพย์ ไม่ใช้ทรัพย์แสวงหาอำนาจ ไม่ใช้อำนาจไปแสวงหาทรัพย์ เมื่อพลัดพรากจากของที่รักที่ชอบจะไม่คิดพยาบาท ไม่คิดประทุษร้าย และเราจะเป็นแบบอย่างที่ดี ในการดูแลจัดสรรทรัพยากรชาติให้ประชาชนได้มี ได้ใช้ ทั่วถึงและยุติธรรม

สำหรับนโยบายพรรคนั้นขณะนี้มีทีมทำงานวิจัย ทั้งในแง่ความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ป้องกันการทุจริต โดยมีนักวิชาการประมาณ 50 คน เป็นระดับดอกเตอร์ ครู อาจารย์ ขณะเดียวกันก็มีทีมงานที่มาจากอดีตข้าราชการเกษียณอายุ นายทหารที่เกษียณอายุ 50 คน กลุ่มนักกฎหมาย ทนายความประมาณ 50 คน กลุ่มตัวแทนอาชีพที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งหมดเป็นกลุ่มทำงานที่ปรึกษาซึ่งจะเปิดตัวก่อน 1 เม.ย.นี้

อัมพาพันธ์ กล่าวว่า แนวคิดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น คือการเรียกร้องให้นักการเมืองเก่าออกไปจากระบบการเมือง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือแกนนำสีต่างๆ ที่เคยมีส่วนทำให้การเมืองวุ่นวายทะเลาะกันมาตลอด ให้ประกาศให้ชัดเจนว่าจะเลิกยุ่งกับการเมือง ละตัวตน ลุกจากเก้าอี้ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้

ภรรยาบิ๊กจ๊อด ระบุว่า ในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรค จุดเด่นของตัวเองอยู่ตรงที่ความเข้มแข็งเพราะเคยอยู่กับผู้ที่เข้มแข็ง อีกทั้งจากที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับ พล.อ.สุนทร ในช่วงทำปฏิวัติ ได้รู้ ได้เห็น เรื่องราวในช่วงนั้นค่อนข้างมาก แต่สุดท้ายแล้วการทำปฏิวัติก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เป็นการแก้ปัญหาแค่ตอนนั้น แต่ไม่ยั่งยืน หลังจากนั้นก็ยังมีปัญหา และนำมาสู่การปฏิวัติอีกไม่รู้กี่ครั้ง จึงเห็นว่าสังคมต้องเปลี่ยนแปลง

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีอำนาจมากแต่หลังจากนั้นก็ไม่คิดทำการเมือง ส่วนหนึ่งอาจเพราะอายุยังน้อยเกินไป แต่สิ่งที่ยังค้างคาใจคือตอนนี้มาเห็นความยากลำบากของชาวบ้าน เกษตรกร แล้วอดคิดไม่ได้ว่าทำไมช่วงนั้นเราใหญ่มาก ทำอะไรก็ได้ ทำไมไม่ช่วยเกษตรกรตั้งแต่ตอนนั้น เป็นการพลาดโอกาส ตอนนั้นเรียนโทมีเรื่องจำนำข้าวเราก็เสียดายที่ปล่อยโอกาสในช่วงนั้น ไม่ได้มองเรื่องการสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร”

ทั้งนี้ จุดแข็งของพรรคเพื่อชาติไทย คือ การรวมเอาคนที่มีความรู้ ความสามารถมาร่วมวางนโยบาย ยึดโยงกับกลุ่มอาชีพ 3,000 อาชีพ มาเป็นฐานที่ปรึกษา และนำข้อมูลที่ได้ส่งต่อไปยังกลุ่มนักวิชาการเพื่อพัฒนานำเสนอออกมาเป็นนโยบายให้เป็นรูปธรรม นี่จึงเป็นจุดที่จะนำไปสู่การชนะเลือกตั้งด้วยฐานเสียงจากมวลชนอย่างแท้จริง

ถามว่าในฐานะพรรคใหม่จะนำเสนออะไรในการไปแข่งกับพรรคใหญ่ อัมพาพันธ์ กล่าวว่า ในแต่ละพื้นที่จะมีกระบวนการจัดตั้งจะมีการจัดตั้งของแต่ละพรรค ประมาณ 60% เหลืออีก 40% เกิดจากวิธีการสร้างค่านิยมแนวความคิด ซึ่งทางพรรคจะเข้าไปสร้างในส่วนของ 40% นี้ รวมทั้งได้รับการติดต่อจากอดีต สส.ในหลายพรรค และคนที่มีฐานทางการเมืองทั้งระดับ อบต. อบจ. รวมแล้วประมาณ 35 คนที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อชาติไทย ส่วนจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขตหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกที

โดยพื้นที่เป้าหมายคือพื้นที่ “อีสาน” เนื่องจากกลุ่มคนที่มีบทบาทในพรรคส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน อีกทั้งเวลาไปทำกิจกรรมในพื้นที่อีสานชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจะเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเพราะชื่อพรรคคล้ายกัน ซึ่งเราก็ต้องชี้แจงว่า พรรคเพื่อชาติไทยไม่ใช่นอมินีของเพื่อไทย แต่เป็นเหมือนพันธมิตรกันมากกว่า เพราะส่วนตัวก็รู้จักกับหลายคนในพรรคเพื่อไทย แม้แต่อดีตนายกฯ ทักษิณ ก็รู้จักตั้งแต่ยังเป็นนักธุรกิจไม่ได้เล่นการเมือง เคยได้รับการติดต่อให้ไปทำพรรคการเมืองด้วยกัน แต่ส่วนตัวเห็นว่ามีแนวทางการเมืองของตัวเองจึงเลือกที่จะมาทำพรรคเพื่อชาติไทย

ถามว่าด้วยสถานะภรรยาบิ๊กจ๊อดจะถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีทหารให้ คสช.หรือไม่ อัมพาพันธ์ตอบทันทีว่า ถูกมองว่าเป็นนอมินีทหารแน่ แต่หากฟังรายละเอียดแนวคิดจะเข้าใจ เพราะเราสนับสนุนบิ๊กตู่ว่าทำดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็อยากให้บิ๊กตู่ล้างมือลงจากอำนาจปล่อยให้ประชาชนเป็นอิสระ ไม่กลับมาเป็นนายกฯ อีก ดังนั้นจุดยืนเช่นนี้จึงไม่ใช่พรรคนอมินีทหารแน่

“พรรคเพื่อชาติไทยไม่ใช่ทั้งนอมินีทหาร ไม่ใช่นอมินีเพื่อไทย เราต้องการให้ทั้งคุณประยุทธ์ คุณทักษิณ วางมือทางการเมือง เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไป หากคนที่ติดตามความคิดเราจะเห็นว่าเรามีแนวคิดที่จะเปลี่ยนความคิดคนในชาติ ซึ่งจะใช้วิธีเก่าแก้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแนวคิด หาผู้นำที่มีลักษณะพิเศษอย่างที่กล่าวไป”

อัมพาพันธ์ กล่าวว่า เรื่องคดีความต่างๆ ขณะนี้เป็นที่ยุติหมดแล้ว สำหรับคดีมรดกในอดีตนั้นจบไปนานแล้วโดยการประนีประนอมแบ่งกันตามสัดส่วนลงตัวหมดไม่มีปัญหา ส่วนสถานะกับบิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ. ลูกชายบิ๊กจ๊อด นั้น เมื่อก่อนบิ๊กจ๊อดก็เป็นคนกลาง ด้านหนึ่งลูก ด้านหนึ่งภรรยา ซึ่งครอบครัวบางทีก็มีทั้งเรื่องดี ไม่ดีเป็นธรรมดา แต่ว่าขณะนี้เวลาล่วงเลยผ่านมานานแล้ว ทุกอย่างเลือนรางไปหมดแล้ว

“เราเองก็ยังชื่นชมเขาอยู่ที่ทำสำเร็จเรื่องลอตเตอรี่ เป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. เพราะเรื่องลอตเตอรี่เป็นเรื่องที่สมัยบิ๊กจ๊อดเคยพยายามจะทำแต่ทำไม่สำเร็จ จนรุ่นลูกกลับมาทำจนสำเร็จ เวลานี้ต่างฝ่ายต่างก็มีหน้าที่ทำงาน หน้าที่เราก็จะช่วยเหลือประเทศชาติประชาชน บิ๊กแดงก็ช่วยดูแลด้านความสงบให้กับบ้านเมือง ดูแลด้านการทหาร”

อัมพาพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากฝากให้ประชาชนคิดถึงการจะเลือกผู้นำต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อไม่ให้ทุกอย่างวนเวียนกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งพรรคเพื่อชาติไทยก็จะเสนอตัวเป็นทางเลือก ซึ่งหากไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าทำพรรคให้เข้มแข็งต่อไป ไม่หายไปไหน

2 ขั้วต้องถอยคนละก้าว เพื่อเอกภาพของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543890

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 08:00 น.

2 ขั้วต้องถอยคนละก้าว เพื่อเอกภาพของชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ – เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมศึกษา ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2561 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สังคมไทยในช่วง 10 ปีมานี้ ประเทศไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้วทางความคิด คือ 1.กลุ่มอนุรักษนิยม และ 2.กลุ่มหัวก้าวหน้าสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย ซึ่งความขัดแย้งที่ผ่านมามีข้อสังเกต คือ ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางความคิด แต่เป็นความขัดแย้งที่ถูกผูกโยงด้วยผลประโยชน์และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเป็นความขัดแย้งคล้ายๆ ความขัดแย้งทางศาสนาด้านความเชื่อและศรัทธาของทั้งสองฝ่าย ที่ต่างพยายามปลูกฝังความคิดความเชื่อของตัวเองต่อประชาชน ด้วยการกดดันผู้คนในสังคมให้เชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองคิด

ฝ่ายอนุรักษนิยม อาทิ กลุ่มจารีต กลุ่มชาตินิยม ฯลฯ ปลูกฝังความเชื่อเรื่อง “คนดี” พร้อมกับหยามเหยียดอีกฝ่ายว่าเป็นคนไม่ดี พร้อมๆ กับการใช้อำนาจตามอำเภอใจต่ออีกฝ่าย สุดท้ายกลายเป็นการใช้อำนาจควบคุมและละเมิดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของอีกฝ่าย โดยกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี การอ้างเรื่องความดีของฝ่ายอนุรักษนิยมเพื่อให้มีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายอนุรักษนิยมรังเกียจนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจขณะนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตัดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศ

ลักษณะคนดีหรือคนไม่ดีมีลักษณะที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ คนดี คือกลุ่มคนชนชั้นนำที่มีการศึกษาดี ฐานทางเศรษฐกิจดี ขณะที่คนไม่ดี คือ ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ปัญหาที่สำคัญ คือ ใครกันแน่ที่มีสิทธิเป็นผู้ปกครองประเทศ การอ้างว่าเป็นคนดีเพื่อขึ้นเป็นชนชั้นปกครองในการมีอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม จะมีกลุ่มข้าราชการ นายทุน และชนชั้นสูง ขณะที่นักการเมืองกับชาวบ้าน คือ คนไม่ดี ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีประเทศใดในโลกที่จะมีคนดีกับคนไม่ดี แต่ทุกชนชั้นหรือทุกประเทศย่อมต้องมีคนดีและคนไม่ดีปะปนกันมีอยู่ทุกหนแห่ง

คนดีหรือคนเลวพิจารณาได้จากหลายมุม แต่กลับผูกขาดเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งไม่ควรมาจำกัดนิยามคนดีหรือผูกขาดความเป็นคนดี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ต้านความดี แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วย คือ มีคนเพียงหยิบมือเดียวสมมติตนเป็นคนดีแล้วผูกขาดอำนาจ อีกเรื่องที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมักอ้างเพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย คือ “ความเป็นไทย” หากไม่เชื่อฟังหรือต่อต้านรัฐอาจถูกขับไล่ไปต่างประเทศ ด้วยการอ้างว่าไม่มีความเป็นไทย ความคิดนี้เพื่อเสริมอำนาจให้กับฝ่ายอำนาจนิยมเอง

ดังนั้น การอ้างความเป็นไทยเป็นวาทกรรมทางการเมือง สำหรับสาเหตุที่ทำให้คนรังเกียจประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาเกิดความแตกแยกทางการเมืองสูง และเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจากนักการเมือง ซึ่งเป็นนักการเมืองบางส่วนเท่านั้น จนนำมาซึ่งการล้มกระดานรัฐบาลพลเรือน แต่ปัญหาดังกล่าวเหมือนปัญหาอันตรายบนท้องถนน จะแก้ปัญหาด้วยการเลิกใช้รถยนต์แล้วหันกลับไปใช้เกวียนเหมือนอดีตคงไม่ได้ ดังนั้นประเทศไทยมีเอกภาพแห่งดินแดนมานานแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะมาอ้างเรื่องความเป็นไทย เพราะกลัวการเมืองแตกแยก ความเป็นไทยกำลังกลายเป็นปัญหา เพราะไม่มีการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ดังนั้นต้องออกแบบโครงสร้างทางการเมืองใหม่ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายความคิดสามารถเจรจาต่อรองกันได้ แต่ไม่ใช่ให้คนเพียงหยิบมือเดียวมากำหนดหรือผูกขาดอำนาจประเทศ

ข้อด้อยของกลุ่มหัวก้าวหน้าประชาธิปไตยจนนำมาสู่การถูกยึดพื้นที่ หรือล้มกระดานสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ถูกหยั่งรากลึก ขณะที่ฝ่ายชนชั้นนำทวงคืนอำนาจมาโดยตลอด และฝ่ายประชาธิปไตยเองมีปัญหาจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเล่นบทบาทเป็นหลักมากเกินไป อาศัยระบบเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ แต่ไม่สนใจภาคส่วนอื่น อาทิ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ที่สำคัญนักการเมืองไม่ยอมขยายฐานรากประชาธิปไตยไปในระดับโครงสร้างสังคม ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ต้องปฏิรูประบบราชการให้ยึดโยงกับประชาชน และต้องขยายงานรัฐสภามาสู่นิติบัญญัติ แต่ที่ผ่านมานักการเมืองหรือรัฐบาลเลือกตั้งทำเหมือนกันหมด คือการรวมศูนย์อำนาจไว้ในเมืองหลวง เพื่อควบคุมจึงทำให้การ กระจายอำนาจและปฏิรูประบบราชการไม่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่เกิดการหยั่งรากหรือเกาะติดทางความคิดเรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทย

รัฐบาลเลือกตั้งมุ่งจะสู่อำนาจจนลืมผลักดันการขยายโครงสร้างประชาธิปไตยแก่ประชาชน แต่กลับใช้ระบบอุปถัมภ์ทำการเมืองมวลชน อาศัยกำลังมวลชนกดดันในสิ่งที่ฝ่ายตนต้องการ ซึ่งนักการเมืองมองไม่เห็นจุดเปราะบางตรงนี้ จนประมาทการใช้อำนาจและไม่ยอมวางรากฐานประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุให้ถูกโค่นล้มโดยการปฏิวัติรัฐประหารเอาง่ายๆ

สำหรับโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก นับเป็นช่องทางเดียวที่สามารถแสดงออกด้านสิทธิเสรีภาพเรื่องประชาธิปไตยได้ โดยไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน แต่ก็มีผลด้านลบ คืออาจจะทำให้เกิดความลุ่มหลงตัวเองและตัดสินคนอื่นด้วยข่าวลวงแบบผิดๆ เพราะพลังโซเชียล มีเดียปัจจุบันมีอิทธิพลสูงมาก สามารถเพิ่มอำนาจให้ปัจเจกบุคคลได้ การใช้ โซเชียลมีเดียควรนำคนมาพบกันและแลกเปลี่ยนความคิดทางปัญหา ไม่ใช่เป็นแหล่งบ่มเพาะความเกลียดชังด้วยข่าวลวง หรือตั้งตนเป็นศาลเตี้ย ปรากฏการณ์แบบนี้ได้สร้างความแตกแยกไปทั่วโลก ผลร้ายเหมือนเสพยาเสพติดจากการใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนด้วยกัน ดังนั้นต้องเลิกใช้ Hate Speech ทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมหรือกลุ่มหัวก้าวหน้า ต้องอดทนต่อกันและยอมรับความแตกต่าง เพราะเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามมาช่วยกันสร้างพลวัตในวันที่เราได้เสรีภาพคืนมา

ไม่มีทางที่ประเทศใดจะทำให้คนคิดเหมือนกัน อยู่เหมือนกัน ประเทศมีความหลากหลายมาโดยตลอด ไทยแท้คือ ลูกผสม จึงต้องคิดต่างกันได้ ขอแค่ต่างฝ่ายถอยกันคนละก้าว มาสร้างเอกภาพบนความแตกต่างเป็นหน้าที่ของสถาบันการเมืองที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำ

กติกาใหม่สู่การเปลี่ยนผ่าน ตรวจเข้ม-ลงโทษแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543807

  • วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 06:31 น.

กติกาใหม่สู่การเปลี่ยนผ่าน ตรวจเข้ม-ลงโทษแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น โดยไม่มีการคว่ำกฎหมายเลือกตั้งเพื่อยื้อการเลือกตั้งตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้

มติของ สนช.ดังกล่าวทำให้เป็นการสิ้นสุดภารกิจการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและ สนช. จากนี้ไป สนช.จะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวที่เพิ่งผ่านสภาไปให้กับนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

สำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งสองฉบับ นับว่ามีเนื้อหาที่มีความน่าสนใจและแตกต่างไปจากอดีตเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีการคุมเข้มในเรื่องการหาเสียงพอสมควร

อย่างการหาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น ก็ถูกคุมเข้มด้วยมาตรา 70

“การหาเสียงเลือกตั้งจะกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด แต่ห้ามมิให้ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดนับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง

ในกรณีที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลภายในเวลาที่คณะกรรมการกำหนด” สาระสำคัญของมาตรา 70

ส่วนเรื่องการทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนนั้นยังคงสามารถทำได้ตามปกติ แต่มาตรา 72  กำหนดว่าถ้าเป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้

ขณะที่การปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง เป็นอีกประเด็นที่เนื้อหาในมาตรา 73  ของกฎหมายได้กำหนดกระทำที่ต้องห้ามและบทลงโทษที่เข้มข้นไว้เช่นกัน

“ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็น สส. ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด” เนื้อหาส่วนหนึ่งของมาตรา 73

ที่สำคัญยังกำหนดให้การกระทำความผิดดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ไม่เพียงเท่านี้ บทกำหนดโทษของการทุจริตเลือกตั้งยังต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ขณะเดียวกันการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ผู้สมัครที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งไม่เพียงแต่ต้องชนะคู่แข่งแล้ว ยังต้อง ชนะใจประชาชนด้วย โดยมาตรา 126  ระบุว่า “เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็น สส.ในเขตเลือกตั้งนั้น ให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีเช่นนี้ให้ กกต.ดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครใหม่ โดยผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น”

ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แม้ในวาระแรกเริ่ม สว.จะมาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ในขั้นตอนของการเลือกกันของผู้สมัครก่อนที่จะมาถึงมือ คสช.นั้นปรากฏว่าได้มีมาตราการคุ้มเข้มเพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับ คสช.

ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา มาตรา 61  ซึ่งให้อำนาจและบทบาทกับ กกต.ไว้พอสมควรว่า “ก่อนการประกาศผลการเลือก หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่”

นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการเลือก สว.ของผู้สมัครด้วยกันเองด้วยตามมาตรา 78

“กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2แสนบาท และให้ศาล สั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของผู้นั้น”  สาระสำคัญของมาตรา 78

จากภาพรวมของกติกาการเมืองฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมา ทำให้มีความน่าสนใจว่าภายใต้เนื้อหาที่เขียนไว้สวยหรูและกำหนดบทลงโทษไว้อย่างเด็ดขาด จะสามารถช่วยให้บ้านเมืองเกิดการปฏิรูปให้สมกับความตั้งใจได้หรือไม่

หมอไม่กล้าผ่า-เลือกส่งต่อ ไส้ติ่งคร่าชีวิตคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543251

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 06:29 น.

หมอไม่กล้าผ่า-เลือกส่งต่อ ไส้ติ่งคร่าชีวิตคนไทย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นสถิติที่ต้องหันมามองในทันที เพราะจากการรายงานของ นพ.วัชรพงศ์ พุทธิสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่ และผู้แทนราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้คนไทยต้องเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก

เป็นอันดับที่ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาในแถบแอฟริกา

จึงเป็นปัญหาภายในประเทศที่กระทบต่อชีวิตของคนไทยในแง่ของสุขภาพอย่างหนักหน่วง

ขยายความจากข้อมูลการเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ นพ.วัชรพงศ์ บอกเล่าว่า ข้อมูลที่คนไทยตายเพราะไส้ติ่งอักเสบสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกนั้น นำมาจากการจัดเก็บขององค์กรในชื่อว่า Health Problems in The World ซึ่งเป็นการจัดเก็บสถิติของโรคภัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วโลก เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับบ้านเรา จึงต้องเผยแพร่ต่อเพื่อให้เกิดกระบวนการมองปัญหาและแสวงหาทางออกเพื่อแก้ไข

และองค์ประกอบของสาเหตุที่ไส้ติ่งอักเสบต้องคร่าชีวิตคนไทย ในความหมายของ นพ.วัชรพงศ์ มองว่า การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบนั้น สำหรับแพทย์ผ่าตัดแล้วถือว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ภาพแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน กลับพบว่าแพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอไม่กล้าที่จะผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบให้กับคนไข้ที่เข้ามารับการรักษา แต่เลือกวิธีส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดแทน

“แพทย์กลัวถูกฟ้องร้องมาก และกลัวติดคุก เพราะจากกรณีเมื่อปี 2550 แพทย์โรงพยาบาลอำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ผ่าตัดคนไข้ไส้ติ่งอักเสบแล้วเกิดเสียชีวิต ต้องถูกคำพิพากษาจำคุก 3 ปี จึงทำให้ไม่กล้าผ่า และบางส่วนก็ถือโอกาสที่จะไม่ผ่าและส่งต่อแทน มันทำให้ย้อนรอยว่าทุกการผ่าตัดต้องส่งไปที่โรงพยาบาลใหญ่แทน เหมือนกับ 40 ปีก่อนเลย ทั้งๆ ที่ทำกันได้”

นพ.วัชรพงศ์ สะท้อนภาพต่อว่า เมื่อคนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนจากไส้ติ่งอักเสบแบบรอไม่ได้ แต่ถูกส่งต่อเมื่อมาถึงโรงพยาบาลใหญ่ก็ต้องรอคิวผ่าตัดอีก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งสาเหตุที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอไม่กล้าที่จะผ่าตัด ก็เพราะยังมีปัญหาเรื่องของวิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ดมยา ที่ทุกวันนี้โรงเรียนแพทย์หลายแห่งไม่อาจผลิตวิสัญญีแพทย์ได้เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

“ปัญหาค่อนข้างจะหนัก เพราะโรงพยาบาลอำเภอมีอยู่ราว 700-800 แห่ง บางแห่งมีแพทย์ดมยาแค่คนเดียว และแน่นอนว่าแพทย์ก็ไม่ได้อยู่ประจำทุกวัน อีกทั้งผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบก็ไม่ได้มารักษาวันที่แพทย์ดมยาอยู่แน่ๆ มันระบุไม่ได้ แพทย์ที่ประจำอยู่ก็ไม่กล้าจะรับหน้า เลยเลือกที่จะส่งต่อ และอย่าว่าแค่แพทย์ดมยาเลย โรงพยาบาลบางแห่งยังไม่มีศัลยแพทย์อยู่เลยด้วยซ้ำ เพราะเราผลิตแพทย์ออกไปไม่ทัน” นพ.วัชรพงศ์ ย้ำ

แต่กระนั้น นพ.วัชรพงศ์ ยังคงยืนยันว่า จากการที่ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนโรงพยาบาลหลายแห่ง ก็ยังปรากฏภาพที่น่าชื่นอกชื่นใจ เพราะโรงพยาบาลอำเภอบางแห่งที่เจ้าหน้าที่ ทั้งแพทย์ และพยาบาล ยังคงกล้าที่จะทำการรักษาผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ โดยเป็นการเห็นความเป็นความตายของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าความกลัว เพราะผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจำต้องได้รับการผ่าตัดทันที

“ก็มีหลายโรงพยาบาลที่แพทย์ยังมีความกล้าหาญ โดยใช้พยาบาลดมยา และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นความกล้าหาญมาก แพทย์และพยาบาลพวกนี้เห็นประโยชน์ของคนไข้เป็นหลัก เพราะไม่แน่ว่าจะส่งต่อไปแล้วผู้ป่วยอาจมีอันตรายมากกว่า” นพ.วัชรพงศ์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม อีกบทบาทของ นพ.วัชรพงศ์ ที่นอกเหนือจะเป็นศัลยแพทย์แล้ว หมวกอีกใบคือเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาไส้ติ่งอักเสบที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลกนั้น จะมีทางแก้ไขได้อย่างไรบ้างอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากปัจจัยที่ผลิตแพทย์ไม่ทัน และความกล้าของแพทย์บางส่วนอาจมีไม่เพียงพอ

นพ.วัชรพงศ์ ตอบคำถามทิ้งท้ายว่า เคยหยิบยกปัญหานี้พูดคุยในคณะอนุกรรมการเช่นกัน แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่า การที่ผลิตแพทย์ไม่ทัน ไม่พอกับการไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ปัญหาก็ยากที่จะได้รับการแก้ไข บวกกับปัญหาแพทย์กลัวการฟ้องร้อง แต่เดิมเคยทำได้พอมามีข่าว ก็กลัวว่าจะติดคุกเลยไม่ผ่าตัดให้คนไข้

ภาพประกอบข่าว

“บิ๊กตู่” ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543097

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

"บิ๊กตู่" ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดเตรียมจัดทัพใหญ่ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร แต่คราวนี้ต่างจากการประชุม ครม.สัญจรครั้งก่อนๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” เป็นหลัก โดยระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค.นี้ เลือกลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และเพชรบุรี ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เน้นลงพื้นที่จังหวัดใหญ่ ขนาดเศรษฐกิจหรือศักยภาพด้านการพัฒนาสูง

หากจำกันได้เมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 การประชุม ครม.สัญจรที่ จ.จันทบุรี พร้อมกับตรวจราชการที่ จ.ตราด ลงพื้นที่เพื่อไปผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่ “บิ๊กตู่” คาดหวังจะฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กรุงเทพฯ-ระยอง (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการลงทุนของภาครัฐในโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ (มาบตาพุด-แหลมฉบัง-สัตหีบ) ยิ่ง “บิ๊กตู่” ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีด้วยแล้ว จึงต้องลงพื้นที่จริงด้วยตัวเองเพื่อไปขันนอตกันหน้างาน

ถัดมาการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 นายกรัฐมนตรี เลือกลงพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ภาคกลางนั่นคือ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย นับเป็นสองจังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตอาหารของไทย ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” ใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเข็นโครงการพัฒนาระบบคมนาคมภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งถนนและระบบราง เช่น รถไฟทางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่มีระยะแรกคือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 กิโลเมตร

ยิ่งการประชุม ครม.สัญจรก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่และจัดประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ใน 2 จังหวัดใหญ่แห่งปลายด้ามขวาน คือ จ.ปัตตานี และสงขลา ต้องยอมรับว่าทั้งสองจังหวัดเป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งภาคใต้ มาคราวนี้ “บิ๊กตู่” เน้นเทงบประมาณช่วยเหลือด้านการเงินกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมกับขยายเวลาพักชำระหนี้ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยางพาราและปาล์ม ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

เช่นเดียวกับการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 รัฐบาลเอาใจคนภาคอีสานแบบเทงบสนับสนุนทั้งภูมิภาคด้วยงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยด้วยโครงการรถไฟทางคู่

แต่ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการจัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งต่อๆ ไปเน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” หวังเป้าหมายทางการเมืองสำคัญคือ เน้นอัดฉีดโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ และโครงการไทยนิยม รวมถึงต้องการเช็กเรตติ้งความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาล ดังนั้นจากนี้ไปจะได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จังหวัดเล็กๆ ที่มีอยู่ราว 55 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ จ.หนองคาย สระแก้ว เพชรบูรณ์ มุกดาหาร พัทลุง สตูล เป็นต้น โดยมีนโยบายสำคัญคือ ต้องการพบปะติดตามและทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จริงแบบไปฟังจากปากของชาวบ้าน

ดังนั้น จะเห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร มาประกาศนโยบายสนับสนุนและผลักดันให้ จ.สมุทรสาคร เป็นศูนย์กลางอาหารทะเล หรือ Hub of Seafood ของประเทศ เพราะมีความเพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน อาทิ สะพานปลา กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสินค้าประมงแปรรูป รวมถึงต้องการมาติดตามความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู และการดูแลแรงงานต่างด้าว

แม้ไทยจะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 จากเดิมตกชั้นไปอยู่เทียร์ 3 ดังนั้นการมาคราวนี้ “บิ๊กตู่” ต้องมาโชว์ความพร้อมและศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไอยูยู กับปัญหาค้ามนุษย์ ส่วน จ.เพชรบุรี เมืองรองที่ขึ้นชื่อในการเป็นจังหวัดต้นแบบโครงการพระราชดำริต่างๆ มากมาย จุดแข็งอันสำคัญคือชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนนับเป็นจังหวัดตัวอย่างที่สามารถนำไปต่อยอดหรือเป็นตัวอย่าง เช่น  ธนาคารปู แพปลา จังหวัดที่เป็นฐานทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์

การยกทัพ ครม.ประชุมสัญจรครั้งต่อๆ ไปจะเห็น “บิ๊กตู่” ตะลุยลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดเล็กๆ พร้อมกับออกตระเวนชูนโยบาย “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยม” ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นบรรยากาศการทำงานรัฐบาลนับจากนี้ไป จึงคล้ายเป็นการซ้อมใหญ่หาเสียงเลือกตั้งแต่เนิ่นๆ ชิงความได้เปรียบทางการเมือง

“พรรคเกรียน” ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542952

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

"พรรคเกรียน" ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

“ผมนั่งคิด คิดมาหลายปีแล้ว จริงหรือเปล่าที่ทำไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะ ต่างประเทศมีโมเดลเกิดขึ้นมาก ที่เป็นพรรคมาจากประชาชน มีลักษณะเป็นพรรคมวลชนสูงมาก หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะทำได้หรือไม่ คนที่สนใจการเมืองแต่มองในกรอบก็คิดว่าทำไม่ได้​ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะทดลองดู”

*****************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับจ้องไปยัง ​สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักคิดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศหาผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรคเกรียน” ในช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มการเมืองเริ่มแสดงตัวจดแจ้งตั้งพรรคใหม่

ในวันที่ทุกอย่างกำลังเริ่มต้น สมบัติเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงที่มาที่ไปกับการกระโดดจากข้างสนามเข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ชื่อ “พรรคเกรียน” ที่ต้องการให้ดูสนุก ต่างประเทศมี ไพเรตปาร์ตี้ หรือ พรรคโจรสลัด จึงอยากให้สนุกเหมือนกัน แต่มาคิดว่าหากใช้คำว่าโจรสลัดก็ดูจะไม่เข้ากับเมืองไทย จึงหาอะไรที่คล้ายกัน จนมาลงตัวที่พรรคเกรียน

“ตั้งใจให้ดูสนุก แต่ก็ไม่ใช่เล่นๆ คนจะไปตีความ มองทั้ง ไม่จริงจัง ล้อเล่น แต่ไม่ใช่ เป็นการทำอะไรจริงจังทั้งหมด แต่คนจะรู้สึกดี สนุก ดูไม่ซีเรียส​”

สำหรับที่มาที่ไปของการตั้งพรรคนั้น เริ่มจากเมื่อพูดถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะ “พรรคการเมือง” ไม่สามารถวิวัฒนาการไปได้สุด วนอยู่กับพรรคนายทุน ​การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมือง จนมีคำถามว่า พรรคการเมืองในอุดมคติเป็นยังไง ซึ่งคนก็คิดในใจว่าการเมืองไทยทำไม่ได้เพราะต้องใช้เงิน ไม่ใช่คนธรรมดาจะทำได้

สมบัติ เปรียบเทียบว่า การตั้งพรรคครั้งนี้เป็น “แอ็กชั่น รีเสิร์ช” ที่เป็นการทดลองผ่านปฏิบัติการจริง โดยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพรรค ที่มีข้อดีคือลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หากไปดู ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกมีเป็น 10 ประเทศ แต่ที่ประสบความสำเร็จคือของเยอรมนี ซึ่งสามารถได้รับเลือกเป็น สส.​ในสภา และยังได้ไปนั่งในสภายุโรปด้วย

ทั้งนี้ ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการทำงาน ทั้งการสื่อสาร การทำธิงค์แท็งก์ ​ซึ่งมีการสร้างแพลตฟอร์ม “ลิควิด ฟีดแบ็ก”ช่วยทั้งการจัดอันดับ โหวต อภิปราย ซึ่งที่มาที่ไปของต่างประเทศก็มาจากคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี

ประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นมาจากยุคควบคุมการเข้าถึงออนไลน์ ซึ่งต่อมาก็วิวัฒนาการการเมืองในพรรคนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ลิควิด ดีมอคเครซี” ซึ่งก้าวหน้ากว่าประชาธิปไตยตัวแทน เพราะเวลาคุณเลือกตั้งเสียงก็จะไปอยู่ในมือ สส.​ ซึ่งไม่รู้ว่า สส.จะโหวตในสิ่งที่ประชาชนคนเลือกเขาต้องการหรือไ​ม่

แต่สำหรับ ​ลิควิด ดีมอคเครซี เวลามีนโยบาย สส.ก็ไม่ได้โหวตกันแบบฝักถั่ว แต่ต้องนำประเด็นเหล่านั้นกลับมาที่พรรค มีการใช้แอพพลิเคชั่นเปิดให้ถกเถียงกัน ซึ่งถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมสูงมาก และเป็นพรรคของมวลชนอย่างแท้จริง คอนเซ็ปต์นี้ก็จะนำไปปรับใช้กับพรรคเกรียน

“เราจะมาอภิปรายภายใน แสวงหารูปแบบประชาธิปไตยก้าวหน้า เวลาศึกษาเรื่องนี้ดูว่ามีรูปแบบใดบ้าง เราก็จะถึงทางตันว่าในประเทศมีแค่พรรคทหารกับพรรคนายทุน สองแบบมันไม่ไปไหน พรรคนายทุนใหญ่กับนายทุนเล็ก นายทุนท้องถิ่น เป็นการถอยหลัง ไม่มีวิวัฒนาการ

…ที่ผ่านมาแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีคนหน้าใหม่เข้ามา แต่รูปแบบก็ไม่เห็นว่าใหม่ ในความรู้สึกผม หากมีพรรคที่แตกต่างแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่สนใจว่าจะได้เสียงเท่าไร นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่คุณจะทำการทดลอง ทฤษฎี หลักการ”

ถามว่าหากไม่สนคะแนนเสียงจะทำให้พรรคไม่มีพลังไปผลักดันนโยบายในสภา สมบัติ ตอบทันทีว่า ไม่จริง เป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาพอสมควร อย่างพรรคหมาแมวของอังกฤษไม่มีเสียงในสภา แต่ก็สามารถทำเรื่องเล็กๆ ส่งเสียงอยู่ข้างนอก พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรทางการเมืองของประชาชน ถ้าคุณมีตัวแทนก็เข้าไปทำงานในสภา ถ้าไม่มีตัวแทนก็ทำงานนอกสภาได้

ส่วนที่มองกันว่า บก.ลายจุดเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากนอกสภาเข้ามาสู่ในสภานั้น สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคการเมืองเป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มเคลื่อนไหว ซึ่งแมสกว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา เพราะไม่ต้องทำภายใต้สถานการณ์การเมือง โดยพรรคการเมืองสามารถทำธิงค์แท็งก์เก็บไปเรื่อยๆ

สมบัติ ย้ำว่า เรื่องการตั้งพรรคไม่ใช่เพิ่งมาคิด แต่พูดเรื่องนี้มาร่วม 2 ปีได้ จนถึงช่วงเปิดรับสมัครจึงมีการหารือกับคนอื่นๆ ที่ทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และจากที่เปิดรับสมัครไปทางเฟซบุ๊กมีคนหลังไมค์เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบซีเรียสจริงจัง ไม่ใช่แค่ให้กำลังใจ ก็รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาเวลานี้มีร่วม 30 คน ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง แต่หากเปิดชื่อมาจะเห็นว่ามี “บิ๊กเนม” ซึ่งพูดคุยกันมาเป็นปี

ถามว่าจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต หรือไม่ บก.ลายจุด ย้ำทันทีว่า ไม่สนใจอยู่แล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องจำนวน สส. หรือเก้าอี้ในสภาเลย มีก็ดี แต่การส่งผู้สมัคร สส. ต้องคำนึงถึง “คุณภาพ” ก่อน เช่น ถ้ามีคนอยากลงแต่พิจารณาแล้วเกณฑ์ยังไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรส่ง ถ้าส่งแล้วชาวบ้านยี้ก็ไม่เอา

ส่วนจุดแข็งของพรรคที่จะไปแข่งกับพรรคอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ ฐานเสียง ชัดเจน คืออะไร สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคไม่สนใจ ไม่มีแรงกดดัน หมายความว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องชนะเลือกตั้งเหมือนพรรคอื่น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่จะเอาชนะ แต่ต้องชนะให้ได้ปริมาณมากเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบตกร่อง ทำให้คนตกร่อง ​

“เราจะไม่ใช้ตังค์ ไม่ใช้ป้าย แต่จะทำกระแส หรือมีป้ายก็อาจจะยอมให้มีเขตละป้าย​ เลยบอกว่าเป็นห้องทดลอง เป็นแอ็กชั่นรีเสิร์ช ซึ่งต้องไปถามว่าจำเป็นไหมต้องส่ง สส.ทุกเขต หรือคำถามเดิมๆ จำเป็นไหมต้องมีป้าย มีป้ายแบบไหน ไม่เบื่อป้ายสี่เหลี่ยมตั้งๆ ซึ่งเชย ไม่สร้างสรรค์ เปลืองเงิน เป็นอุจาดทัศน์​”

ในแง่ของกฎระเบียบใหม่สำหรับการตั้งพรรค ทั้งการหาสมาชิก เงินระดมทุน ไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตนั้น เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตาม ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ก็เป็นอยู่บ้าง แต่จะทำให้ได้ตามกติกา ถ้าทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่ามีข้อจำกัดอะไร เรียนรู้ไป แต่ส่วนตัวคิดว่าทำได้

ถามว่าถูกตั้งคำถามว่าเป็นพรรคนอมินีของ “เสื้อแดง” หรือ “เพื่อไทย” หรือไม่ บก.ลายจุด ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใครจะตั้งคำถามก็ตั้งไป ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะไปจดแจ้งกับ กกต.เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับความพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเป็นพรรคการเมืองจริง ไม่ใช่ตั้งเล่น หรือเป็นพรรคเฉพาะกิจ​

“เป็นพรรคการเมืองจริงๆ แต่เรามีบุคลิกของเราเอง เราจะทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งจะทำการเมืองในระยะยาว และเคยให้สัมภาษณ์หลายทีแล้วว่าไม่ได้ทำพื้นที่การเมือง​ระดับชาติเท่านั้น แต่สนใจตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน หรือจะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองที่แท้จริง ต้องลงไปถึงระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย อย่างเลือกตั้งประธานนักเรียน ซึ่งฟังดูเพี้ยน แต่การทำพรรคครั้งนี้จริงจัง จริงจังมาก จริงจังกว่าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก”

ปิดท้ายด้วยคำถามว่าคาดหวังอะไรจากการตั้งพรรคครั้งนี้ สมบัติ กล่าวว่า ​สามารถสร้างพรรคมวลชนจากประชาชนได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ใช้งบประมาณต่ำ สร้างการมีส่วนร่วม เป็นพรรคที่มีรูปแบบก้าวหน้ากว่าพรคการเมืองที่มีอยู่ในระบบ ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่ ​เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่คาดหวัง แค่ฟังเราก็พอแล้ว

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542824

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการขอจดตั้งพรรค หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดให้มีการยื่นจดได้ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.เป็นวันแรก ปรากฏว่าเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่แพ้วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่มีทั้งการเข้าคิวแย่งกัน สร้างสีสัน สร้างความครื้นเครง เรียกความสนใจกันอย่างเต็มที่ โดยมียอดกลุ่มการเมืองที่เข้าจดตั้งพรรคสูงถึง 42 กลุ่ม

เมื่อส่องรายชื่อเหล่าพรรคการเมือง ซึ่งเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้แบบชัดเจน ว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ อีกสมัยมากันครบครัน เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งส่ง ธนพัฒน์ สุขเกษม มาในฐานะผู้จดแจ้ง แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นผู้กุมบังเหียน ซึ่งเคยประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจน คือ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ด้วยเหตุผล เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ

ถัดมา พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งห่างหายจากการเมืองมานานกว่า 10 ปี โดยมีนพ.ระวี มาศฉมาดล มาดำเนินการจดแจ้ง ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ได้รวบรวมบรรดาอดีต สส.พรรคพลังธรรม และสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ

โดยมีจุดยืนเพื่อนำประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤตความขัดแย้งและความแตกแยก รวมถึงคอร์รัปชั่นโกงกินทุกรัฐบาล นำประเทศไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก และพรรคจะมีคณะธรรมาภิบาลเพื่อให้ระบบตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าต้องมีนายกฯ คนนอก

ไล่มาถือว่าน่าจับตากับ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี ชวน ชูจันทร์ มาทำหน้าที่จดแจ้ง โดยพรรคนี้มีนโยบายสำคัญและเป็นที่รู้กันดี คือ “นโยบายประชารัฐ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล คสช.

ตามมาด้วย พรรคพลังชาติไทย โดยมี กิ่งฟ้า อรพันธ์ เป็นผู้จดตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้ชื่ออาจไม่คุ้นหูหรือรู้จักมากนักในทางการเมือง ทว่าถือเป็นพรรคน่าจับตาเพราะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล คสช. เนื่องด้วยตัว พล.ต.ทรงกลด เป็นนายทหารประจำสำนักงานปลัดกลาโหม จึงได้รับมอบหมายให้อยู่ใน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”

อีกหนึ่งสีสัน พรรคเพื่อชาติไทย ของ อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร อดีตภรรยา พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีว่าที่ พ.ต.กรพต รุ่งพิรัญวัฒน์ กับคณะมายื่นจดแจ้ง พร้อมขนกองเชียร์สวมเสื้อยืดสีขาว ข้างหน้าสกรีนรูปของอัมพาพันธ์ พร้อมข้อความ “ย่ายุ้ย อัมพาพันธ์” เพื่อชาติไทย ส่วนด้านหลังเสื้อสกรีนรูปภาพหน้าของนักการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง เช่น ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

ที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย คือ พรรคเห็นแก่ตัว โดยมี “กริช ตรรกบุตร” ว่าที่หัวหน้าพรรคและผู้ดำเนินการจดแจ้ง พร้อมให้เหตุผลกับการตั้งชื่อพรรค ว่า สังคมทุกวันนี้ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว เชื่อว่าไม่มีใครเห็นแก่ประเทศชาติ ดังนั้น สมาชิกในพรรคจึงเห็นพ้องที่จะใช้ชื่อนี้ เป็นชื่อพรรค และเชื่อว่าชื่อนี้จะผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการ และทำให้ประชาชนจดจำ และหากชื่อนี้ไม่ผ่าน ก็เตรียมเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเห็นแก่ชาติ เป็นชื่อสำรองไว้

สำหรับ “กริช ตรรกบุตร” จบการศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2547 จากนั้นปี 2550 เป็นผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคพลังเกษตรกร ของ ศรีภิญโญ ดอนท้วม ลำดับที่ 2 ก่อนที่ในปี 2554 เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลำดับที่ 40 ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด นอกจากนี้เขายังมีชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ของ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน และ พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากพรรคการเมืองได้ทำการจดตั้งพรรคการเมืองแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตรวจสอบลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรค ก่อนส่งไปให้กับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กรมราชทัณฑ์ สำนักงาน ก.พ. ศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาวุฒิสภา ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการต่อไป

โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารภายใน 30 วัน ก่อนออกใบหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้กลุ่มการเมืองไปดำเนินการในเรื่องหาผู้ร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน ประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน รวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง

ส่วนการขออนุญาตดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะต้องทำหนังสือส่งให้กับ กกต.เพื่อส่ง คสช.พิจารณา โดยต้องนำส่งด้วยตัวบุคคล ไม่ใช่ทางไปรษณีย์หรือผ่านสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การขออนุญาตจะต้องระบุเหตุผลความจำเป็น ตลอดจนรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ ประเภทกิจกรรม ห้วงเวลา จำนวนผู้เข้าร่วมโดยประมาณ และผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กตต. กล่าวว่า ภาพรวมพอใจที่มีผู้สนใจจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถึง 42 กลุ่ม ไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ซึ่ง กกต.จะทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่นั้น ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการก็ทัน เพราะ กกต.รีบดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องพรรคนอมินีนั้นไม่อาจทราบได้ หากยื่นถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องรับจดทะเบียน

42 รายชื่อขอจดตั้งพรรคใหม่

พลังชาติไทย ประชาไทย พลังประชารัฐ ประชาชนปฏิรูป สังคมประชาธิปไตยประชาชน ประชาชาติ ชาวนาไทย พัฒนาไทย เครือข่ายประชาชนไทย เศรษฐกิจใหม่ พลเมืองไทย พลังธรรมใหม่ ไทยเอกภาพ ประชาภิวัฒน์ สหประชาไทย ทางเลือกใหม่ ชาติพันธุ์ไทย รักษ์แผ่นดินไทย แผ่นดินธรรม เพื่อชาติไทย กรีน ประชานิยม พลังสยาม สยามธิปัตย์ ของประชาชน พลังอีสาน รวมใจไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชามติ พลังไทยยุคใหม่ ไทยรุ่งเรือง เพื่อสตรีไทย รากแก้วไทย น้ำใจไทย เสรีประชาธิปไตย คนสร้างชาติ รวมไทยใหม่ สามัญชน สยามไทยแลนด์ ปฏิรูปประเทศไทย เห็นแก่ตัว และภาคีเครือข่ายไทย

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542628

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

คณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ร่วมกับองค์กรเครือข่ายสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จัดงาน “การสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย” โดยประกาศเจตนารมณ์องค์กรภาคีเครือข่าย 275 เครือข่าย กว่า 500 คน เพื่อร่วมสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดสำหรับคนไทย

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “หลักคิดที่เหมาะสม สำหรับคนไทย” ว่า สังคมไทยในอดีตได้รับการยกย่องจากต่างชาติในเรื่องความอ่อนโยน มนุษยธรรม กตัญญู แต่ปัจจุบันเราเผชิญกับวิกฤตคุณธรรม ต้นทุนเหล่านี้ลดต่ำลงจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่กระทบเข้ามา ทำให้ถึงเวลาที่จะต้องคิดว่า จะปล่อยให้กระแสไหลบ่าจนพาตกเหว หรือลุกขึ้นมาสู้กับมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้ต้นทุนที่เรามีอยู่มีคุณค่าขึ้นมา โดยสถาบันหลักของไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัวและชุมชน ซึ่งการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ คือ 1.พอเพียง 2.วินัย 3.สุจริต 4.จิตสาธารณะ 5.รับผิดชอบ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงให้สอนกันในโรงเรียนและให้เด็กท่องจำเพื่อหวังคะแนนอย่างเดียว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปปฏิบัติต่อให้เกิดผล ซึ่งโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มไว้เป็นต้นแบบสำคัญของการปรับใช้เป็นกระบวนทัศน์ 5 ข้อ ซึ่งตรัสว่า “การสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองเป็นเรื่องที่ยากและยาวแต่ก็ต้องทำ”

“การเรียนการสอนจะไม่ได้เน้นให้เด็กเก่ง แต่ทำให้เด็กมีน้ำใจ มีจิตอาสา สามัคคี หันมาช่วยเหลือกัน ซึ่งพบว่าการที่เด็กมีน้ำใจ มีคุณธรรม ส่งผลให้เด็กเรียนดีขึ้นกว่าเดิม วัดได้จากสถิติการสอบโอเน็ตอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ” นพ.เกษม กล่าว

องคมนตรี กล่าวว่า หากจะสร้างให้เด็กมีวินัยได้ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งปัจจุบันเด็กอยู่ในระบบการศึกษา จึงต้องให้ความสำคัญในประเด็นการสร้างคน โดยเน้นคนดี มากกว่าคนเรียนเก่ง ไม่ใช่แข่งกันเรียน แข่งกันกวดวิชา แต่ต้องปรับความคิดมีจิตอาสา เด็กช่วยกันติว ให้คำแนะนำกันเรื่องการเรียน เน้นเรื่องระบบธรรมาภิบาล ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้องค์กรหรือโรงเรียนมีคุณภาพ คุณธรรม จัดสิ่งแวดล้อม เชื่อว่า 5-10 ปีนี้ ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นพ.เกษม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเห็นความสำคัญด้านการศึกษา และพระราชทานราโชบายด้านการศึกษา ซึ่งทรงต้องการให้การศึกษาต้อง มุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน คือ 1.ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เข้าใจในพื้นฐานของบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอื้ออาทรต่อครอบครัวชุมชน 2.พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ผิด สิ่งที่ชั่ว ช่วยกันสร้างคนดีแก่บ้านเมือง 3.มีอาชีพ มีงานทำ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี ไม่ว่าครอบครัว สถานศึกษา สถานประกอบการ ต้องส่งเสริมให้โอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี โดยเห็นอะไรที่ดีต่อชาติบ้านเมืองก็ต้องทำ เช่น งานจิตอาสา เป็นต้น

เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า ปัญหาคนไทยยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มการใช้พฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ขาดคุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์ มีปัญหาด้านคุณภาพเกือบทุกช่วงวัย ดูแล ลูกหลานพ่อแม่ไม่ดีพอ สิ่งที่หนักที่สุด คือ ขาดดุลพินิจเปราะบางอ่อนไหว ในการเลือกใช้ชีวิตทั้งพฤติกรรม เทคโนโลยี ทำให้เราหลงเชื่อเร็วโดยไม่ไตร่ตรอง เป้าหมายจริงๆ ที่อยากเห็นคือ การที่คนไทยมีจิตสำนึก เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน กว่าที่จะไปถึงเป้าหมายยาวไกลนี้มีหลายวิธีด้วยกัน

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวิทย์ฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ “วิทย์สร้างคน” ซึ่งเน้นทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้มีกระบวนการความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ มีความตระหนักในหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างให้เกิดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง โจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีฝากไว้คือ ทำให้คนไทยมีความคิดความอ่าน แบบมีเหตุผล เป็นพลเมืองดีที่ตื่นรู้

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402311

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2562 ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2562 โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกันรับทราบผลการปฏิบัติงานกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) ในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1 และ 2) และพิจารณากำหนดแผนการปฏิบัติงานในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ ปี 2562 ที่ได้รับการจัดสรรไว้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นร่วมกัน ณ ห้องปิ่นเกล้า 2 โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบทิศทางการทำงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการพัฒนางานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบคลุมภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ โดยได้วางยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ตามวิสัยทัศน์ “ภายในปี 2564 สหกรณ์และเกษตรกรมีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้” ขับเคลื่อนงานตามภารกิจหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นต่อสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชนได้นำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข้มแข็ง และกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) เพื่อเป็นกรอบการขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ที่กำหนด และเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ

ทั้งนี้ กรมฯ จึงได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อเป็นการรับทราบผลการดำเนินงานตามทิศทางการปฏิบัติงานกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) ในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1 และ 2) พร้อมทั้งรับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง และเป็นการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ ซึ่งหากมีความจำเป็น อาจมีการปรับแผนงานให้มีความคล่องตัวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุเป้าหมายตามที่กรมฯ กำหนด และเป็นการสร้างความร่วมมือ บูรณาการการปฏิบัติงานภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ด้วย

ในการประชุมสัมมนาดังกล่าว ประกอบด้วยการบรรยายเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานรอบระยะเวลา 6 เดือน โครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การบริหารจัดการงานสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ การปฏิบัติงานสอบบัญชีสหกรณ์ และการประชุมระดมสมอง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ซึ่งได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ที่ปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์/กอง ผู้เชี่ยวชาญในส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบภายใน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำนวยการกลุ่ม/ฝ่ายระดับชำนาญการพิเศษในส่วนกลาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 250 คน ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น สรุปเป็นองค์ความรู้ และนำเสนอผลการประชุม เพื่อให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจหลักของกรมฯ ต่อไป