“พรรคเกรียน” ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542952

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

"พรรคเกรียน" ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

“ผมนั่งคิด คิดมาหลายปีแล้ว จริงหรือเปล่าที่ทำไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะ ต่างประเทศมีโมเดลเกิดขึ้นมาก ที่เป็นพรรคมาจากประชาชน มีลักษณะเป็นพรรคมวลชนสูงมาก หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะทำได้หรือไม่ คนที่สนใจการเมืองแต่มองในกรอบก็คิดว่าทำไม่ได้​ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะทดลองดู”

*****************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับจ้องไปยัง ​สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักคิดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศหาผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรคเกรียน” ในช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มการเมืองเริ่มแสดงตัวจดแจ้งตั้งพรรคใหม่

ในวันที่ทุกอย่างกำลังเริ่มต้น สมบัติเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงที่มาที่ไปกับการกระโดดจากข้างสนามเข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ชื่อ “พรรคเกรียน” ที่ต้องการให้ดูสนุก ต่างประเทศมี ไพเรตปาร์ตี้ หรือ พรรคโจรสลัด จึงอยากให้สนุกเหมือนกัน แต่มาคิดว่าหากใช้คำว่าโจรสลัดก็ดูจะไม่เข้ากับเมืองไทย จึงหาอะไรที่คล้ายกัน จนมาลงตัวที่พรรคเกรียน

“ตั้งใจให้ดูสนุก แต่ก็ไม่ใช่เล่นๆ คนจะไปตีความ มองทั้ง ไม่จริงจัง ล้อเล่น แต่ไม่ใช่ เป็นการทำอะไรจริงจังทั้งหมด แต่คนจะรู้สึกดี สนุก ดูไม่ซีเรียส​”

สำหรับที่มาที่ไปของการตั้งพรรคนั้น เริ่มจากเมื่อพูดถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะ “พรรคการเมือง” ไม่สามารถวิวัฒนาการไปได้สุด วนอยู่กับพรรคนายทุน ​การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมือง จนมีคำถามว่า พรรคการเมืองในอุดมคติเป็นยังไง ซึ่งคนก็คิดในใจว่าการเมืองไทยทำไม่ได้เพราะต้องใช้เงิน ไม่ใช่คนธรรมดาจะทำได้

สมบัติ เปรียบเทียบว่า การตั้งพรรคครั้งนี้เป็น “แอ็กชั่น รีเสิร์ช” ที่เป็นการทดลองผ่านปฏิบัติการจริง โดยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพรรค ที่มีข้อดีคือลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หากไปดู ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกมีเป็น 10 ประเทศ แต่ที่ประสบความสำเร็จคือของเยอรมนี ซึ่งสามารถได้รับเลือกเป็น สส.​ในสภา และยังได้ไปนั่งในสภายุโรปด้วย

ทั้งนี้ ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการทำงาน ทั้งการสื่อสาร การทำธิงค์แท็งก์ ​ซึ่งมีการสร้างแพลตฟอร์ม “ลิควิด ฟีดแบ็ก”ช่วยทั้งการจัดอันดับ โหวต อภิปราย ซึ่งที่มาที่ไปของต่างประเทศก็มาจากคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี

ประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นมาจากยุคควบคุมการเข้าถึงออนไลน์ ซึ่งต่อมาก็วิวัฒนาการการเมืองในพรรคนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ลิควิด ดีมอคเครซี” ซึ่งก้าวหน้ากว่าประชาธิปไตยตัวแทน เพราะเวลาคุณเลือกตั้งเสียงก็จะไปอยู่ในมือ สส.​ ซึ่งไม่รู้ว่า สส.จะโหวตในสิ่งที่ประชาชนคนเลือกเขาต้องการหรือไ​ม่

แต่สำหรับ ​ลิควิด ดีมอคเครซี เวลามีนโยบาย สส.ก็ไม่ได้โหวตกันแบบฝักถั่ว แต่ต้องนำประเด็นเหล่านั้นกลับมาที่พรรค มีการใช้แอพพลิเคชั่นเปิดให้ถกเถียงกัน ซึ่งถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมสูงมาก และเป็นพรรคของมวลชนอย่างแท้จริง คอนเซ็ปต์นี้ก็จะนำไปปรับใช้กับพรรคเกรียน

“เราจะมาอภิปรายภายใน แสวงหารูปแบบประชาธิปไตยก้าวหน้า เวลาศึกษาเรื่องนี้ดูว่ามีรูปแบบใดบ้าง เราก็จะถึงทางตันว่าในประเทศมีแค่พรรคทหารกับพรรคนายทุน สองแบบมันไม่ไปไหน พรรคนายทุนใหญ่กับนายทุนเล็ก นายทุนท้องถิ่น เป็นการถอยหลัง ไม่มีวิวัฒนาการ

…ที่ผ่านมาแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีคนหน้าใหม่เข้ามา แต่รูปแบบก็ไม่เห็นว่าใหม่ ในความรู้สึกผม หากมีพรรคที่แตกต่างแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่สนใจว่าจะได้เสียงเท่าไร นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่คุณจะทำการทดลอง ทฤษฎี หลักการ”

ถามว่าหากไม่สนคะแนนเสียงจะทำให้พรรคไม่มีพลังไปผลักดันนโยบายในสภา สมบัติ ตอบทันทีว่า ไม่จริง เป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาพอสมควร อย่างพรรคหมาแมวของอังกฤษไม่มีเสียงในสภา แต่ก็สามารถทำเรื่องเล็กๆ ส่งเสียงอยู่ข้างนอก พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรทางการเมืองของประชาชน ถ้าคุณมีตัวแทนก็เข้าไปทำงานในสภา ถ้าไม่มีตัวแทนก็ทำงานนอกสภาได้

ส่วนที่มองกันว่า บก.ลายจุดเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากนอกสภาเข้ามาสู่ในสภานั้น สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคการเมืองเป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มเคลื่อนไหว ซึ่งแมสกว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา เพราะไม่ต้องทำภายใต้สถานการณ์การเมือง โดยพรรคการเมืองสามารถทำธิงค์แท็งก์เก็บไปเรื่อยๆ

สมบัติ ย้ำว่า เรื่องการตั้งพรรคไม่ใช่เพิ่งมาคิด แต่พูดเรื่องนี้มาร่วม 2 ปีได้ จนถึงช่วงเปิดรับสมัครจึงมีการหารือกับคนอื่นๆ ที่ทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และจากที่เปิดรับสมัครไปทางเฟซบุ๊กมีคนหลังไมค์เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบซีเรียสจริงจัง ไม่ใช่แค่ให้กำลังใจ ก็รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาเวลานี้มีร่วม 30 คน ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง แต่หากเปิดชื่อมาจะเห็นว่ามี “บิ๊กเนม” ซึ่งพูดคุยกันมาเป็นปี

ถามว่าจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต หรือไม่ บก.ลายจุด ย้ำทันทีว่า ไม่สนใจอยู่แล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องจำนวน สส. หรือเก้าอี้ในสภาเลย มีก็ดี แต่การส่งผู้สมัคร สส. ต้องคำนึงถึง “คุณภาพ” ก่อน เช่น ถ้ามีคนอยากลงแต่พิจารณาแล้วเกณฑ์ยังไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรส่ง ถ้าส่งแล้วชาวบ้านยี้ก็ไม่เอา

ส่วนจุดแข็งของพรรคที่จะไปแข่งกับพรรคอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ ฐานเสียง ชัดเจน คืออะไร สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคไม่สนใจ ไม่มีแรงกดดัน หมายความว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องชนะเลือกตั้งเหมือนพรรคอื่น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่จะเอาชนะ แต่ต้องชนะให้ได้ปริมาณมากเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบตกร่อง ทำให้คนตกร่อง ​

“เราจะไม่ใช้ตังค์ ไม่ใช้ป้าย แต่จะทำกระแส หรือมีป้ายก็อาจจะยอมให้มีเขตละป้าย​ เลยบอกว่าเป็นห้องทดลอง เป็นแอ็กชั่นรีเสิร์ช ซึ่งต้องไปถามว่าจำเป็นไหมต้องส่ง สส.ทุกเขต หรือคำถามเดิมๆ จำเป็นไหมต้องมีป้าย มีป้ายแบบไหน ไม่เบื่อป้ายสี่เหลี่ยมตั้งๆ ซึ่งเชย ไม่สร้างสรรค์ เปลืองเงิน เป็นอุจาดทัศน์​”

ในแง่ของกฎระเบียบใหม่สำหรับการตั้งพรรค ทั้งการหาสมาชิก เงินระดมทุน ไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตนั้น เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตาม ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ก็เป็นอยู่บ้าง แต่จะทำให้ได้ตามกติกา ถ้าทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่ามีข้อจำกัดอะไร เรียนรู้ไป แต่ส่วนตัวคิดว่าทำได้

ถามว่าถูกตั้งคำถามว่าเป็นพรรคนอมินีของ “เสื้อแดง” หรือ “เพื่อไทย” หรือไม่ บก.ลายจุด ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใครจะตั้งคำถามก็ตั้งไป ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะไปจดแจ้งกับ กกต.เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับความพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเป็นพรรคการเมืองจริง ไม่ใช่ตั้งเล่น หรือเป็นพรรคเฉพาะกิจ​

“เป็นพรรคการเมืองจริงๆ แต่เรามีบุคลิกของเราเอง เราจะทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งจะทำการเมืองในระยะยาว และเคยให้สัมภาษณ์หลายทีแล้วว่าไม่ได้ทำพื้นที่การเมือง​ระดับชาติเท่านั้น แต่สนใจตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน หรือจะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองที่แท้จริง ต้องลงไปถึงระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย อย่างเลือกตั้งประธานนักเรียน ซึ่งฟังดูเพี้ยน แต่การทำพรรคครั้งนี้จริงจัง จริงจังมาก จริงจังกว่าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก”

ปิดท้ายด้วยคำถามว่าคาดหวังอะไรจากการตั้งพรรคครั้งนี้ สมบัติ กล่าวว่า ​สามารถสร้างพรรคมวลชนจากประชาชนได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ใช้งบประมาณต่ำ สร้างการมีส่วนร่วม เป็นพรรคที่มีรูปแบบก้าวหน้ากว่าพรคการเมืองที่มีอยู่ในระบบ ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่ ​เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่คาดหวัง แค่ฟังเราก็พอแล้ว

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542824

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการขอจดตั้งพรรค หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดให้มีการยื่นจดได้ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.เป็นวันแรก ปรากฏว่าเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่แพ้วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่มีทั้งการเข้าคิวแย่งกัน สร้างสีสัน สร้างความครื้นเครง เรียกความสนใจกันอย่างเต็มที่ โดยมียอดกลุ่มการเมืองที่เข้าจดตั้งพรรคสูงถึง 42 กลุ่ม

เมื่อส่องรายชื่อเหล่าพรรคการเมือง ซึ่งเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้แบบชัดเจน ว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ อีกสมัยมากันครบครัน เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งส่ง ธนพัฒน์ สุขเกษม มาในฐานะผู้จดแจ้ง แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นผู้กุมบังเหียน ซึ่งเคยประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจน คือ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ด้วยเหตุผล เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ

ถัดมา พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งห่างหายจากการเมืองมานานกว่า 10 ปี โดยมีนพ.ระวี มาศฉมาดล มาดำเนินการจดแจ้ง ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ได้รวบรวมบรรดาอดีต สส.พรรคพลังธรรม และสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ

โดยมีจุดยืนเพื่อนำประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤตความขัดแย้งและความแตกแยก รวมถึงคอร์รัปชั่นโกงกินทุกรัฐบาล นำประเทศไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก และพรรคจะมีคณะธรรมาภิบาลเพื่อให้ระบบตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าต้องมีนายกฯ คนนอก

ไล่มาถือว่าน่าจับตากับ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี ชวน ชูจันทร์ มาทำหน้าที่จดแจ้ง โดยพรรคนี้มีนโยบายสำคัญและเป็นที่รู้กันดี คือ “นโยบายประชารัฐ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล คสช.

ตามมาด้วย พรรคพลังชาติไทย โดยมี กิ่งฟ้า อรพันธ์ เป็นผู้จดตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้ชื่ออาจไม่คุ้นหูหรือรู้จักมากนักในทางการเมือง ทว่าถือเป็นพรรคน่าจับตาเพราะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล คสช. เนื่องด้วยตัว พล.ต.ทรงกลด เป็นนายทหารประจำสำนักงานปลัดกลาโหม จึงได้รับมอบหมายให้อยู่ใน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”

อีกหนึ่งสีสัน พรรคเพื่อชาติไทย ของ อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร อดีตภรรยา พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีว่าที่ พ.ต.กรพต รุ่งพิรัญวัฒน์ กับคณะมายื่นจดแจ้ง พร้อมขนกองเชียร์สวมเสื้อยืดสีขาว ข้างหน้าสกรีนรูปของอัมพาพันธ์ พร้อมข้อความ “ย่ายุ้ย อัมพาพันธ์” เพื่อชาติไทย ส่วนด้านหลังเสื้อสกรีนรูปภาพหน้าของนักการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง เช่น ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

ที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย คือ พรรคเห็นแก่ตัว โดยมี “กริช ตรรกบุตร” ว่าที่หัวหน้าพรรคและผู้ดำเนินการจดแจ้ง พร้อมให้เหตุผลกับการตั้งชื่อพรรค ว่า สังคมทุกวันนี้ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว เชื่อว่าไม่มีใครเห็นแก่ประเทศชาติ ดังนั้น สมาชิกในพรรคจึงเห็นพ้องที่จะใช้ชื่อนี้ เป็นชื่อพรรค และเชื่อว่าชื่อนี้จะผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการ และทำให้ประชาชนจดจำ และหากชื่อนี้ไม่ผ่าน ก็เตรียมเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเห็นแก่ชาติ เป็นชื่อสำรองไว้

สำหรับ “กริช ตรรกบุตร” จบการศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2547 จากนั้นปี 2550 เป็นผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคพลังเกษตรกร ของ ศรีภิญโญ ดอนท้วม ลำดับที่ 2 ก่อนที่ในปี 2554 เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลำดับที่ 40 ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด นอกจากนี้เขายังมีชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ของ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน และ พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากพรรคการเมืองได้ทำการจดตั้งพรรคการเมืองแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตรวจสอบลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรค ก่อนส่งไปให้กับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กรมราชทัณฑ์ สำนักงาน ก.พ. ศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาวุฒิสภา ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการต่อไป

โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารภายใน 30 วัน ก่อนออกใบหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้กลุ่มการเมืองไปดำเนินการในเรื่องหาผู้ร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน ประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน รวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง

ส่วนการขออนุญาตดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะต้องทำหนังสือส่งให้กับ กกต.เพื่อส่ง คสช.พิจารณา โดยต้องนำส่งด้วยตัวบุคคล ไม่ใช่ทางไปรษณีย์หรือผ่านสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การขออนุญาตจะต้องระบุเหตุผลความจำเป็น ตลอดจนรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ ประเภทกิจกรรม ห้วงเวลา จำนวนผู้เข้าร่วมโดยประมาณ และผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กตต. กล่าวว่า ภาพรวมพอใจที่มีผู้สนใจจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถึง 42 กลุ่ม ไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ซึ่ง กกต.จะทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่นั้น ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการก็ทัน เพราะ กกต.รีบดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องพรรคนอมินีนั้นไม่อาจทราบได้ หากยื่นถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องรับจดทะเบียน

42 รายชื่อขอจดตั้งพรรคใหม่

พลังชาติไทย ประชาไทย พลังประชารัฐ ประชาชนปฏิรูป สังคมประชาธิปไตยประชาชน ประชาชาติ ชาวนาไทย พัฒนาไทย เครือข่ายประชาชนไทย เศรษฐกิจใหม่ พลเมืองไทย พลังธรรมใหม่ ไทยเอกภาพ ประชาภิวัฒน์ สหประชาไทย ทางเลือกใหม่ ชาติพันธุ์ไทย รักษ์แผ่นดินไทย แผ่นดินธรรม เพื่อชาติไทย กรีน ประชานิยม พลังสยาม สยามธิปัตย์ ของประชาชน พลังอีสาน รวมใจไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชามติ พลังไทยยุคใหม่ ไทยรุ่งเรือง เพื่อสตรีไทย รากแก้วไทย น้ำใจไทย เสรีประชาธิปไตย คนสร้างชาติ รวมไทยใหม่ สามัญชน สยามไทยแลนด์ ปฏิรูปประเทศไทย เห็นแก่ตัว และภาคีเครือข่ายไทย

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542628

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

คณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ร่วมกับองค์กรเครือข่ายสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จัดงาน “การสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย” โดยประกาศเจตนารมณ์องค์กรภาคีเครือข่าย 275 เครือข่าย กว่า 500 คน เพื่อร่วมสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดสำหรับคนไทย

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “หลักคิดที่เหมาะสม สำหรับคนไทย” ว่า สังคมไทยในอดีตได้รับการยกย่องจากต่างชาติในเรื่องความอ่อนโยน มนุษยธรรม กตัญญู แต่ปัจจุบันเราเผชิญกับวิกฤตคุณธรรม ต้นทุนเหล่านี้ลดต่ำลงจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่กระทบเข้ามา ทำให้ถึงเวลาที่จะต้องคิดว่า จะปล่อยให้กระแสไหลบ่าจนพาตกเหว หรือลุกขึ้นมาสู้กับมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้ต้นทุนที่เรามีอยู่มีคุณค่าขึ้นมา โดยสถาบันหลักของไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัวและชุมชน ซึ่งการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ คือ 1.พอเพียง 2.วินัย 3.สุจริต 4.จิตสาธารณะ 5.รับผิดชอบ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงให้สอนกันในโรงเรียนและให้เด็กท่องจำเพื่อหวังคะแนนอย่างเดียว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปปฏิบัติต่อให้เกิดผล ซึ่งโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มไว้เป็นต้นแบบสำคัญของการปรับใช้เป็นกระบวนทัศน์ 5 ข้อ ซึ่งตรัสว่า “การสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองเป็นเรื่องที่ยากและยาวแต่ก็ต้องทำ”

“การเรียนการสอนจะไม่ได้เน้นให้เด็กเก่ง แต่ทำให้เด็กมีน้ำใจ มีจิตอาสา สามัคคี หันมาช่วยเหลือกัน ซึ่งพบว่าการที่เด็กมีน้ำใจ มีคุณธรรม ส่งผลให้เด็กเรียนดีขึ้นกว่าเดิม วัดได้จากสถิติการสอบโอเน็ตอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ” นพ.เกษม กล่าว

องคมนตรี กล่าวว่า หากจะสร้างให้เด็กมีวินัยได้ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งปัจจุบันเด็กอยู่ในระบบการศึกษา จึงต้องให้ความสำคัญในประเด็นการสร้างคน โดยเน้นคนดี มากกว่าคนเรียนเก่ง ไม่ใช่แข่งกันเรียน แข่งกันกวดวิชา แต่ต้องปรับความคิดมีจิตอาสา เด็กช่วยกันติว ให้คำแนะนำกันเรื่องการเรียน เน้นเรื่องระบบธรรมาภิบาล ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้องค์กรหรือโรงเรียนมีคุณภาพ คุณธรรม จัดสิ่งแวดล้อม เชื่อว่า 5-10 ปีนี้ ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นพ.เกษม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเห็นความสำคัญด้านการศึกษา และพระราชทานราโชบายด้านการศึกษา ซึ่งทรงต้องการให้การศึกษาต้อง มุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน คือ 1.ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เข้าใจในพื้นฐานของบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอื้ออาทรต่อครอบครัวชุมชน 2.พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ผิด สิ่งที่ชั่ว ช่วยกันสร้างคนดีแก่บ้านเมือง 3.มีอาชีพ มีงานทำ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี ไม่ว่าครอบครัว สถานศึกษา สถานประกอบการ ต้องส่งเสริมให้โอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี โดยเห็นอะไรที่ดีต่อชาติบ้านเมืองก็ต้องทำ เช่น งานจิตอาสา เป็นต้น

เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า ปัญหาคนไทยยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มการใช้พฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ขาดคุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์ มีปัญหาด้านคุณภาพเกือบทุกช่วงวัย ดูแล ลูกหลานพ่อแม่ไม่ดีพอ สิ่งที่หนักที่สุด คือ ขาดดุลพินิจเปราะบางอ่อนไหว ในการเลือกใช้ชีวิตทั้งพฤติกรรม เทคโนโลยี ทำให้เราหลงเชื่อเร็วโดยไม่ไตร่ตรอง เป้าหมายจริงๆ ที่อยากเห็นคือ การที่คนไทยมีจิตสำนึก เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน กว่าที่จะไปถึงเป้าหมายยาวไกลนี้มีหลายวิธีด้วยกัน

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวิทย์ฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ “วิทย์สร้างคน” ซึ่งเน้นทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้มีกระบวนการความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ มีความตระหนักในหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างให้เกิดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง โจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีฝากไว้คือ ทำให้คนไทยมีความคิดความอ่าน แบบมีเหตุผล เป็นพลเมืองดีที่ตื่นรู้

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402311

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2562 ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2562 โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกันรับทราบผลการปฏิบัติงานกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) ในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1 และ 2) และพิจารณากำหนดแผนการปฏิบัติงานในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ ปี 2562 ที่ได้รับการจัดสรรไว้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นร่วมกัน ณ ห้องปิ่นเกล้า 2 โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบทิศทางการทำงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการพัฒนางานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบคลุมภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ โดยได้วางยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ตามวิสัยทัศน์ “ภายในปี 2564 สหกรณ์และเกษตรกรมีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้” ขับเคลื่อนงานตามภารกิจหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นต่อสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชนได้นำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข้มแข็ง และกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) เพื่อเป็นกรอบการขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ที่กำหนด และเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ

ทั้งนี้ กรมฯ จึงได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อเป็นการรับทราบผลการดำเนินงานตามทิศทางการปฏิบัติงานกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) ในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1 และ 2) พร้อมทั้งรับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง และเป็นการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ ซึ่งหากมีความจำเป็น อาจมีการปรับแผนงานให้มีความคล่องตัวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุเป้าหมายตามที่กรมฯ กำหนด และเป็นการสร้างความร่วมมือ บูรณาการการปฏิบัติงานภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ด้วย

ในการประชุมสัมมนาดังกล่าว ประกอบด้วยการบรรยายเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานรอบระยะเวลา 6 เดือน โครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การบริหารจัดการงานสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ การปฏิบัติงานสอบบัญชีสหกรณ์ และการประชุมระดมสมอง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ซึ่งได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ที่ปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์/กอง ผู้เชี่ยวชาญในส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบภายใน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำนวยการกลุ่ม/ฝ่ายระดับชำนาญการพิเศษในส่วนกลาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 250 คน ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น สรุปเป็นองค์ความรู้ และนำเสนอผลการประชุม เพื่อให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจหลักของกรมฯ ต่อไป

รายงานพิเศษ : 13ปีกรมข้าวโยงตลาดหนุนการผลิต มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401547

รายงานพิเศษ : 13ปีกรมข้าวโยงตลาดหนุนการผลิต มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

รายงานพิเศษ : 13ปีกรมข้าวโยงตลาดหนุนการผลิต มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างมากของประเทศ การผลิตข้าวของไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคและเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและส่งออก ในระยะที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันนี้ภาวะการแข่งขันนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทั้งด้านการผลิตและการตลาด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาปนาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 ตลอดระยะเวลา 13 ปีแห่งการเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวของประเทศ กรมการข้าวได้มุ่งมั่นพัฒนาข้าว โดยเฉพาะด้านการผลิตรวมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาดการพัฒนาการปลูกข้าวและการจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว การอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์ข้าว การปรับปรุงพันธุ์พื้นเมืองให้มีลักษณะที่ตรงตามพันธุ์ อีกทั้งยังดูแลด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เมล็ดพันธุ์ดีและกระจายสู่ชาวนาได้อย่างทั่วถึง

รัฐบาลให้ความสำคัญและมีนโยบายการพัฒนาข้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอตรงความต้องการในประเทศและส่งออกต่างประเทศ จึงดำเนินการจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร กำหนดพื้นที่ปลูกข้าว โดยในปี 2561 ได้ประกาศพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2561/62 จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.42 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งเป็นปริมาณที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความเห็นสอดรับกันว่าเป็นปริมาณผลผลิตและความต้องการตลาดที่มีความสมดุลกัน ทั้งนี้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรนี้ดำเนินการตั้งแต่ การวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลาย ช่วงการผลิต และช่วงการตลาด

นายประสงค์ ประไพตระกูล

ในปีที่ผ่านมา กรมการข้าวให้ความสำคัญต่อเรื่องการผลิตและการตลาดข้าวเป็นอย่างมากขณะเดียวกันยังได้มีการปรับตัวเรื่องการวิจัยและพัฒนาข้าว แม้ในอดีตจะมีงานวิจัยที่ก่อประโยชน์นานัปการมีผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จสามารถถ่ายทอดและเผยแพร่สู่สาธารณะมากมาย แต่การปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป จึงมีการพัฒนาข้อมูลข่าวสารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงตลาดข้าวให้กลับมาเป็นของไทยเช่นเดิม ด้วยการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาคุณภาพข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด มีการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เข้ามาพัฒนางานข้าวที่สำคัญๆ โดยเฉพาะการใช้พันธุ์ดีเพื่อเพิ่มโอกาสและอำนาจต่อรองให้ชาวนา

ก้าวสู่ปีที่ 14 นี้ กรมการข้าวได้เร่งดำเนินนโยบายด้านการผลิตข้าวตามที่รัฐบาลได้มอบหมายตามแนวทางดำเนินงานของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง โครงการส่งเสริมเกษตร ทฤษฎีใหม่ด้านข้าว โครงการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชนและเครือข่าย โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร โครงการวิจัยและพัฒนาข้าว จึงรับรองพันธุ์ข้าว กข79 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มผลผลิตสูงตรงตามความต้องการของชาวนาและกำลังเป็นที่นิยมของตลาด ขณะเดียวกันกรมการข้าวได้ต่อยอดการพัฒนาข้าว กข43 โดยส่งตัวอย่างข้าวตรวจวิเคราะห์ค่าดัชนีน้ำตาลที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อประโยชน์ในการทำการตลาดข้าวในต่างประเทศ

นายประสงค์ กล่าวย้ำว่า การพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืนคือเป้าหมายของการทำงานที่รัฐบาลต้องการ โดยมุ่งหวังให้สินค้าเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่มีนโยบายแทรกแซง ไม่บิดเบือนราคา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดการพัฒนาบนพื้นฐานของปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง การใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีนำการผลิต และการเชื่อมโยงทางการตลาด รวมทั้งการพัฒนาระบบตลาดให้กับเกษตรกรสามารถเข้าถึง และมีข้อมูลด้านการตลาดเพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อสร้างอาชีพชาวนาให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงในอนาคตต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ครบรอบ67ปี ยึดมั่นพัฒนาคุณภาพระบบการเงินการบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401243

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ครบรอบ67ปี ยึดมั่นพัฒนาคุณภาพระบบการเงินการบัญชี

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ครบรอบ67ปี ยึดมั่นพัฒนาคุณภาพระบบการเงินการบัญชี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน ให้โปร่งใส เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ สามารถนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ 12 มีนาคม ของทุกปี นับเป็นวันครบรอบวันสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยปี 2562 นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนงานตามภารกิจ ครบรอบปีที่ 67 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข็มแข็งอย่างต่อเนื่อง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่สำคัญตามภารกิจและนโยบายรัฐบาลตามบทบาทและพันธกิจ 3 ด้าน แบ่งเป็นด้านแรก คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทั้งในรูปแบบการเป็นผู้สอบบัญชีเอง และการควบคุมกำกับการสอบบัญชีของภาคเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งหมดประมาณ 12,500,000 คน รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลด้านการเงิน การบัญชี ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี ซึ่งในเรื่องนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เร่งพัฒนาสมรรถนะของผู้สอบบัญชีให้เป็น CYBER AUDITOR เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการประกอบกิจการของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่นับวันจะมีการพัฒนาแข่งกับธุรกิจเอกชนอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ ในปัจจุบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีทุนดำเนินงานประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

ด้านที่สอง คือ การทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตามแผนบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อที่จะให้ความรู้ในเรื่องการจัดทำบัญชีครัวเรือน และบัญชีต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและการตลาดที่เหมาะสม โดยเล็งเห็นว่า ถ้ารู้จักเพียงแต่ทำมาหากินแต่ไม่รู้จักทำบัญชี ยากที่จะประสบความสำเร็จ อันจะเป็นการสนับสนุนให้การประกอบอาชีพของเกษตรกร ภายใต้การแนะนำส่งเสริมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

ด้านที่สาม คือ การสอนแนะการทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพ แก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งเด็กนักเรียน ทั้งที่อยู่ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ และผู้สนใจทั่วไป เพื่อปลูกฝังให้เกิดปัญญาในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นการกระตุ้นให้เกิดการออม ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ วันที่ 12 มีนาคม 2562 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ครบรอบ 67 ปี โดยภายในงานยังจัดให้มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีสงฆ์ การมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และได้รับเกียรติจากนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการดีเด่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม ต้อนรับ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542093

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 07:55 น.

กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เสนอเพื่อเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย ดังนั้นควรทำความรู้จักกับกองทุนในแง่มุมต่างๆ ที่ยังไม่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายนัก

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. เคยระบุกับโพสต์ทูเดย์ว่า “คล้ายๆ กับ สสส. ด้านการศึกษา”

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ กรรมการกอปศ. และสมาชิก สนช. ขยายความเรื่องกองทุนนี้กับโพสต์ทูเดย์ว่า ก่อนอื่นต้องระบุถึงภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาก่อนว่า มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบของการศึกษาเท่านั้น แต่จะขยายวงไปถึงแรงงานในระบบที่มีถึง 38 ล้านคน และรวมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนับ 18 ล้านคน โดยพุ่งเป้าไปที่การดูแลผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นตามมาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพครู โดยรัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้กลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

นพ.เฉลิมชัย ขยายซ้ำว่า จุดประสงค์หลักมุ่งไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตั้งแต่แรกเกิดจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 3.เยาวชนที่ต้องการศึกษาต่อหรือพัฒนาทักษะอาชีพแต่ขาดแคลนทรัพย์ 4.การเสริมสร้างประสิทธิภาพครูและอาจารย์

ทั้งนี้ กองทุนตั้งเป้าช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้ได้ 4.3 ล้านคน/ปี และคาดว่าจะขจัดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาไทยได้ภายใน 10 ปี พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีเม็ดเงินที่เพียงพอ จากเดิมที่รัฐจัดสรรเงินเพื่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพียง 3,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.5% จากงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศให้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5% ต่อปี หรือเพิ่มเป็น 10 เท่าตัว

นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า กองทุนนี้ไม่ได้สนับสนุนเฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมกลุ่มอาชีพต่างๆ ระยะสั้นให้มีความเชี่ยวชาญในอาชีพต่างๆ มากขึ้น เพราะเป้าหมายของกองทุนนี้มองว่าการพัฒนาเด็กเยาวชนและคนไทยทุกคนให้เป็นพลเมืองคุณภาพ เป็นการลดภาระในอนาคตของรัฐที่จะต้องมาทำสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปจนตลอดชีพ

กลุ่มแรกๆ ที่กองทุนจะเน้นเข้าไปช่วยเหลือก็คือ กลุ่มที่ขาดโอกาสหรือยากจนที่สุด มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท เน้นแม่ที่ยากจน ซึ่งกลุ่มนี้คลอดลูกออกมาอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อม มีความยากไร้ และขาดความรู้ ที่จะดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ เด็กอนุบาล ที่มีจำนวนกว่า 2 แสนคนที่ไม่ได้เรียน การศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) มีเด็กต้องออกกลางคัน 2 แสนคน บกพร่องและพิการ 3 แสนคน ยากจน 1.8 ล้านคน จบมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วไม่ได้เรียนต่ออีก 2 แสนคน เรียนด้วยความยากลำบากอีก 3 แสนคน ไม่ได้เรียนต่อทั้งสายอาชีวะ และสายสามัญที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอีก 2 แสนคน

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำแบบส่งต่อมาเป็นทอดๆ หากกองทุนไม่เกิด คนเหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และอาจตกงาน หรือทำอาชีพที่มีรายได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว

“เราพบว่ารัฐบาลมีหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระในปี 2561 ถึง 8.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3% ของงบประมาณทั้งปี 2.9 ล้านล้านบาท แต่ถ้าเราใช้เงินกองทุนเพียง 0.86% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือ 5% ของงบทางการศึกษา 2.5 หมื่นล้านบาท จะสามารถสร้างศักยภาพของคนทำให้มีรายได้ดูแลตัวเองได้ และทำให้การจัดเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้น และรัฐบาลจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศมาอีก เราต้องทำแบบนี้ทุกปี ใช้งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ”

เป้าหมายของกองทุนนี้มองว่า วิธีช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เดิมที่ใช้อยู่นั้นไม่ยั่งยืนและใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก กองทุนจึงเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสร้างความเข้มแข็งให้กับพลเมืองตั้งแต่เกิด และต่อเนื่องไปทุกช่วงวัย เพื่อทำให้รายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น

“กองทุนคิดกันว่าจะไม่เอาเงินไปแจก แต่จะไปทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น ไปร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ตอนที่มีแม่ยากจนมาฝากท้อง ก็ให้อาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกาย ไปร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ให้งานซ้ำซ้อนกัน ไม่แย่งงานกันทำ กองทุนจะทำงานเชิงรุก และเดินไปหาว่าผู้ด้อยโอกาสตามกลุ่มเป้าหมายปีละ 4.3 ล้านคนนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มตามเงื่อนไขกองทุนจริง” นพ.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน มีการกำหนดเป็นกฎหมายชัดเจนว่า ผู้จัดการกองทุนจะต้องถูกประเมินการทำงานและตรวจสอบทรัพย์สินทุกปี ขณะที่กรรมการเองก็จะถูกหน่วยงานภายนอกประเมินการทำงาน ตรวจสอบการใช้งบประมาณ ประเมินผลจากการใช้งบประมาณตามกลุ่มทุนที่กองทุนเข้าไปช่วยเหลือ และรายงานการทำงานต่อสาธารณะทุกปีเช่นกัน

“พิชัย”โชว์วิชั่นชิงผู้ว่าฯ ดันกทม.สู่เมืองหลวงอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541782

  • วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 09:51 น.

"พิชัย"โชว์วิชั่นชิงผู้ว่าฯ ดันกทม.สู่เมืองหลวงอาเซียน

“ทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ทำกิน ค้าขาย หรือยกระดับรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ และประการสำคัญคือทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงอาเซียน ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว”

****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มพอเห็นภาพชัดเจนขึ้นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและปรับปรุง ก่อนนำส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป

สอดรับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีกระแสข่าวได้เตรียม 2 แคนดิเดต เพื่อส่งเข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม และพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แม้จะยังไม่แน่นอนว่าใครจะได้ถูกเสนอชื่อเพื่อมากรำศึกสนามพ่อเมืองกรุงเทพฯ

พิชัย หนึ่งในแคนดิเดตและผู้ถูกจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กับการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นด้านเศรษฐกิจ จนล่าสุดถูกหมายเรียกฐานขัดคำสั่ง คสช. นับเป็นครั้งที่ 10 ได้เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว แต่การมีชื่อมาก็ถือว่าต้องขอบคุณ เพราะเป็นโอกาสที่จะสามารถเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งตนเองก็เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด และเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นกรุงเทพฯ พัฒนาก้าวหน้าต่อ

พิชัย กล่าวออกตัวว่า แม้ยังไม่ได้คิดว่าจะลงเป็นผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ แต่เห็นว่าอะไรที่กรุงเทพฯ ต้องการ โดยเฉพาะทำอย่างไรให้ประชาชนมีที่ทำกิน ค้าขาย หรือยกระดับรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ และประการสำคัญคือทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงอาเซียน ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“ผมยกตัวอย่าง เช่น การเปิดเสรีให้คนฉลาดๆ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยและให้สัญชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทำกัน อาทิ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยประเทศหัวคิดก้าวหน้าจะมองว่าทำอย่างไรให้ประเทศเขาเจริญ จึงยินดีรับคนฉลาดให้เข้ามาเป็นประชากร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเปิดรับ

แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาล และผมมีแพลนไว้หมดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครจะได้ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ ถ้าเป็นคนอื่นผมก็พร้อมส่งแผนงานให้เขาดำเนินการต่อ ซึ่งเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งแผนแก้ไขปัญหากรุงเทพฯ รวมถึงแผนของประเทศด้วย”

พิชัย อธิบายอีกว่า การทำกรุงเทพฯ ให้เป็นที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนและดึงคนฉลาดๆ เข้ามานั้น จะทำให้ประเทศพัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และยิ่งเฉพาะปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีความเจริญพัฒนามากขึ้น หากได้คนฉลาดมาหนึ่งคน อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เช่น มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก ที่ทำให้มีเฟซบุ๊กทุกวันนี้ คนฉลาดคลิกเดียว และยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็สามารถสร้างเม็ดเงินได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านทันที หรือแนวคิด Co working space โดยเอาเด็กๆ เข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วมาแชร์ความรู้กัน จึงเป็นสิ่งที่อยากฝากรัฐบาลช่วยคิด โดยเฉพาะการพัฒนาให้คนฉลาดเป็นสิ่งจำเป็น

“เหมือน 7-8 ปี ก่อน Tablet per child ผมเป็นคนคิด แล้วคิดว่านี่เป็นการพัฒนาให้เด็กก้าวทันอนาคต และรัฐบาลนี้ก็มายกเลิกไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันได้ประโยชน์เยอะ การฝึกให้เด็กฉลาดใช้ให้เป็น เพื่อให้เด็กพัฒนาต่อไป ทำให้เด็กฉลาดก้าวกับอนาคตได้ทัน ผมเองไม่ได้พูดแบบนี้ว่าจะลงเองแน่นอน ใครเอาไปใช้ก็ได้ เพียงแต่อยากให้ข้อคิดว่ากรุงเทพฯ มันควรมีพัฒนาการในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ฝุ่นละออง

เพราะอย่างสหรัฐ มี Emission control กับรถทุกคัน อย่างเรามีกำหนดหรือไม่ว่า กี่ปีจะเอารถไฟฟ้ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะจะได้ลดค่าฝุ่นละอองด้วย รวมถึงการขุด การก่อสร้างถนน ก่อสร้างทางยกระดับ ทางรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟบนดิน มันสร้างผลกระทบเยอะหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร ทว่า ไม่มีใครเดือดร้อนมาพูด แต่เป็นเรื่องสำคัญที่มันควรต้องพูด เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง”

อย่างไรก็ตาม ตนเองมองทุกอย่างมันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรถติด น้ำท่วม เพราะเป็นปัญหาพื้นฐาน หากเดินทางลำบากหรือช้า เศรษฐกิจเสียหายเท่าไร หรือน้ำท่วมขึ้นมาเศรษฐกิจก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เรื่องพวกนี้จึงอยู่ในขั้นตอนแก้ไขเพื่อทำให้เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ขยับขึ้น และคนกรุงเทพฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่อยากเห็น

สำหรับหลักการและแนวทางการดำเนินการทั้งหมดนั้นคงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ได้คิดไว้ทุกกรอบ ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีโมเดลของแต่ละประเทศ ซึ่งไปศึกษา อาทิ แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และ นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ เพราะถือเป็นเมืองศูนย์กลางใหญ่ของภูมิภาคนั้นๆ เพื่อนำเอามาปรับปรุงให้สอดคล้องกับประเทศและนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ จริงๆ โมเดลของต่างประเทศมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จำเป็นต้องเอาประสบการณ์ของเมืองใหญ่ๆ จากประเทศที่มีปัญหาและแก้ไขอย่างไร มาวางแผนเพื่อสอดคล้องกับประเทศไทย และจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจและต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ จะเห็นเมืองใหญ่ๆ ทั้งในสหรัฐ ยุโรป มีพัฒนาการและเปลี่ยนแปลง ก็อยากเห็นประเทศไทยเป็นไปในลักษณะดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขให้กับคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องหมอกควันฝุ่นละออง แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่มีการพูดอะไร หรือแม้กระทั่งนโยบายการแก้ไข และหากจำกันได้เมื่อ 20-30 ปีก่อน ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็พบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย ทำให้มีการแก้ปัญหากันแบบยกใหญ่ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาแพงมาก

ในส่วนเรื่องปัญหาน้ำท่วม พิชัย บอกด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ต้องรื้อแผนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐบาลเพื่อจัดการกับปัญหา ดังกล่าวว่ามีวิธีการอย่างไรไม่ให้น้ำท่วม เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าโลก กระแสการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสภาพอากาศเร็วมาก ดังนั้น การเปลี่ยน แปลงเป็นได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการเตรียมพร้อมหรือทำโครงสร้างใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก

นอกจากนี้ ประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาและต้องรีบแก้ไข คือ การจัดระเบียบตลาดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยโดยรอบ โดยการจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ต้องทำ ความเข้าใจว่าตลาดเป็นพื้นที่สร้างรายได้สำคัญสำหรับคนชนชั้นรากหญ้า แต่ด้วยความเจริญที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องจัดพื้นที่ให้เป็นระบบ ตั้งแต่การใช้สอยพื้นที่ของรัฐที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ จัดโซนนิ่ง ตลอดจนระบบการจัดการด้านมลภาวะ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ขัดแย้งกัน ขณะที่ปัญหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ระหว่างระบบราชการและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เป็นบ่อเกิดปัญหาเรื้อรังอย่างปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี พิชัย ยอมรับว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งสนามนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากฐานเสียงเดิมส่วนใหญ่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส เพราะท้ายสุดแล้วจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ และเลือกตั้งอะไรก่อนระหว่างเลือกตั้งใหญ่และเลือกตั้งท้องถิ่น

“ต้องถามก่อนว่าคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มีผู้ว่าฯ มาพอใจหรือไม่ อยากให้เลิกคิดถึงเรื่องการเมือง และมาคิดถึงเรื่องประโยชน์จริงๆ สิ่งที่พัฒนากรุงเทพฯ จริงๆ เป็นที่พอใจของคนกรุงเทพฯ หรือไม่ ถ้าพอใจก็เลือกอย่างที่เลือก แต่ถ้าไม่พอใจอยากจะลองเปลี่ยนหาคนที่มีแนวคิดใหม่ ก็ลองมาเลือกพรรคเพื่อไทยหรืออาจจะผม หรือเป็นคนอื่นก็ได้

เพราะมีแนวคิดของพรรคในการมาช่วยพัฒนาในทางที่ถูกต้องจริงๆ อยากให้คนเปิดใจ อย่าไปยึดติด และอยากให้มองในเชิงนโยบาย เพราะพรรคการเมืองไม่มีทางทำไม่ดี เพราะมันจะส่งผลกระทบ ถ้าสมมติพรรคเพื่อไทยได้รับเลือก และทำให้กรุงเทพฯ ไม่ดีจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่ทุกวันนี้บ้านเรามีแต่วาทกรรม เช่น คนซื้อเสียง ก็พิสูจน์แล้วว่าทุกวันนี้ไม่มี หรือมีก็น้อยมาก ซึ่งมาจากผลสำรวจ”

คดีล่าสัตว์ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541610

  • วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 10:10 น.

คดีล่าสัตว์ ต้องจัดการให้ถึงที่สุด

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากกรณีของ เปรมชัย กรรณสูต ซีอีโอบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างของประเทศ พร้อมพวกตกเป็นผู้ต้องหาคดีล่าสัตว์ป่า ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญ

เพราะสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ “เกมการล่าสัตว์” ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย ทั้งจากคนในพื้นที่ที่อาจล่าเพื่อยังชีพ หรือผู้มากบารมีเศรษฐีที่อาจล่าเพื่อความมันและอยากลิ้มรสสัตว์ป่า

ขณะที่เส้นขนานควบคู่ไปกับความเป็นมนุษยธรรม ที่บางส่วนอ้างถึงความชอบธรรมของการล่าว่า มันคือเกมกีฬา หรือบางประเทศอาจกระทำให้ถูกกฎหมายตามแต่ละเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่เอาชีวิตสัตว์มาดึงดูด หรือแม้แต่การฆ่าเพื่อจำกัดจำนวนประชากรสัตว์ป่า

เฉกเช่นการเล่าผ่านประสบการณ์ของ เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ที่เดินทางมาทำงานเพื่อสัตว์ป่าในประเทศไทยกว่า 20 ปี ให้ภาพเปรียบเทียบกับคำว่ากีฬา และการล่าสัตว์กับกรณีของเปรมชัย แน่นอนคำตอบคือ เมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายประเทศนั้นๆ กรณีของเปรมชัยที่ตกเป็นผู้ต้องหา ก็มีความผิดอย่างชัดเจน เพราะการล่าในประเทศไทยไม่ใช่เกมกีฬา แต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เอ็ดวิน ให้ภาพว่า บางประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่า แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลบางประเทศก็ให้สิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในป่า และแน่นอนว่าเจ้าของที่ดินที่อยู่ในผืนป่าก็เป็นคนระดับมหาเศรษฐี และสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบคือการเลี้ยงสัตว์ป่านานาชนิด เลี้ยงไว้เพื่อให้ตัวเองได้ออกล่า ได้ฆ่าอย่างสนุกมือ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศนั้นๆ

“บางประเทศในแถบบ้านเรา เมื่อราว 3 ปีก่อน ที่กัมพูชามีแผนจะเปิดพื้นที่ป่าในประเทศตนเอง และปล่อยสัตว์ป่าเข้าไปเต็มพื้นที่เพื่อจัดเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ จะเรียกนักท่องเที่ยวที่นิยมการล่าสัตว์ป่าเข้าไปล่าได้อย่างสะดวกสบาย เรียกว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศเขา ขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างสวรรค์ของการล่าสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งหากเขาทำเป็นกฎหมายนักอนุรักษ์สัตว์ป่าก็แทบจะเข้าไปเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย การล่าคือผิด และบาป แต่เขากำลังทำให้ถูกกฎหมาย” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม การฆ่าสัตว์ป่าก็ยังมีอีกหลายเหตุผลที่สมควรกระทำ แต่ต้องเป็นสาเหตุที่จำเป็นจริงๆ ซึ่ง สมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สะท้อนว่า ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “การจัดการสัตว์ป่า” กันก่อน การจัดการที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงว่า “การเก็บสัตว์ป่า” แต่การจัดการที่ระบุในตำราคือการควบคุมประชากรสัตว์ให้สมดุลกับระบบนิเวศ นั่นก็คือการฆ่าเพื่อรักษาความสมดุล

“ในตำราจะเขียนไว้เลยว่ามันคือ เกม เกมในที่นี้หมายถึงการเอาออก การจัดการสัตว์ป่า เพราะหากมีสัตว์ป่าที่มากเกินกว่าพื้นที่จะรองรับได้ ประชากรสัตว์ก็จะรุกล้ำและเข้าไปทำลายพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่อาศัย ซึ่งบางประเทศที่เกิดปัญหาสัตว์ล้นระบบนิเวศก็ต้องจัดการ แน่นอนคือการฆ่า” สมโภชน์ ให้ภาพ

กระนั้นการเอาออกหรือการจัดการสัตว์ป่าตามนิยามที่สมโภชน์ให้ความกระจ่าง ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายของแต่ละประเทศนั้นๆ ซึ่งจะระบุชัดเจนว่าผู้ที่จะเข้าไปล่าด้วยเหตุผลดังกล่าว จะต้องเสียค่าธรรมเนียม และมีการระบุเวลาล่าที่ชัดเจนว่าอยู่ในห้วงเวลาใดได้บ้าง แต่ละคนล่าได้กี่ตัว และต้องล่าเพศใดบ้าง

โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติฯ สะท้อนว่า ในประเทศไทยสัตว์ป่าไม่ได้มากถึงขนาดที่ต้องจัดการ ตรงกันข้ามยังมีจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันการเพิ่มประชากรสัตว์ป่าก็ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ยิ่งหากแอบลักลอบเข้าไปล่ากันอีก ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้น

“บ้านเรายังทำไม่ได้ เพราะ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้น ประชากรสัตว์ป่าน้อย ระบบนิเวศประเทศไทยขาดความอุดมสมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหารมันเจ๊งกันไปหมด หลายครั้งเข้าป่าเจอแต่ต้นไม้ไม่เจอสัตว์ป่า หรือเจอแต่สัตว์กินพืชขนาดเล็ก สัตว์ผู้ล่าอย่างเสือแทบจะไม่เห็น เราเสียระบบไปแล้ว เพราะไม่มีตัวควบคุมประชากรกันเอง ซึ่งก็คือสัตว์ ผู้ล่า” สมโภชน์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สมโภชน์ทิ้งท้ายเอาไว้ซึ่งเป็นทางออก และเป็นหัวใจหลักของการเพิ่มประชากรสัตว์ป่า คือการหยุดล่า และขณะเดียวกันก็ต้องรักษาผืนป่าเอาไว้ให้ได้ เพราะหากปล่อยป่าให้เสียหาย การเพิ่มประชากรสัตว์ป่าก็ยิ่งยาก

ไม่ตรงสเปกคสช. เบื้องหลังคว่ำกกต.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/541496

  • วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 07:35 น.

ไม่ตรงสเปกคสช. เบื้องหลังคว่ำกกต.ใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกจับตาเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่เห็นชอบ 7 ว่าที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกชุด ส่งผลให้กระบวนการสรรหา กกต. ทั้ง 7 คนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งภายในกรอบเวลา 90 วัน โดยให้ กกต.ชุดปัจจุบันยังคงสามารถทำหน้าที่ต่อไป

จากผลการลงคะแนน 1.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 156 คะแนน เห็นชอบ 27 คะแนน งดออกเสียง 18 คะแนน 2. เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 175 คะแนน เห็นชอบ 10 คะแนน งดออกเสียง 15 คะแนน 3.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่ได้รับความ เห็นชอบ 168 คะแนนเห็นชอบ 16 คะแนน งดออกเสียง 17 คะแนน

4.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 149 คะแนน เห็นชอบ 30 คะแนน งดออกเสียง 22 คะแนน 5.ประชา เตรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 125 คะแนน เห็นชอบ 57 คะแนน งด ออกเสียง 19 คะแนน 6.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ 128 คะแนน เห็นชอบ 46 คะแนน งดออกเสียง 27 คะแนน 7.ปกรณ์ มหรรณพ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 130 คะแนน เห็นชอบ 41 คะแนน งดออกเสียง 30 คะแนน

สาเหตุสำคัญที่ สนช.มีมติเช่นนี้เนื่องจาก “ตัวเลือก” ที่มีจำนวนค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่มีความหลากหลายเพียงพอจะสามารถคัดเลือกบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ตามที่ต้องการเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา ซึ่งภายหลังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย. 2560 มีผู้มาสมัครเพียงแค่ 41 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก

อีกทั้งขั้นตอนการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.ที่มี  ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาทั้ง 41 คน มีผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์เพียงแค่ 15 คน โดยหลายคนที่เคยมองว่าเป็นตัวเก็งได้หลุดไปในชั้นนี้ ก่อนจะถึงขั้นตอนเลือกให้เหลือ 5 คน

ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กกต.ได้ยึดตามหลักการคุณสมบัติที่เขียนไว้เข้มข้น คือส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการติดต่อกันไม่ถึง 5 ปี ตามที่บัญญัติไว้ อีกทั้งการพิจารณายังยึดไปตามคำอภิปรายของสมาชิก สนช.เมื่อครั้งพิจารณากฎหมายลูกว่าด้วย กกต.ว่า ทหารกับตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการหมายถึงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เท่านั้น

ในครั้งนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองนี้มาแล้วหนหนึ่ง จนถึงขั้นมีแนวคิดที่จะ เสนอให้คณะกรรมการสรรหาใช้ช่องทางพิเศษตาม มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 คือใช้วิธีเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาสมัครเป็น กกต.ได้ นอกเหนือไปจากการยื่นใบสมัครตามปกติ

อีกประเด็นซึ่งที่ประชุม สนช.เป็นห่วงคือ ว่าที่ กกต. 2 คน ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้แก่ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และปกรณ์ มหรรณพ ซึ่งถูกทักท้วงว่ากระบวนการสรรหา 2 คน จาก 7 คนนั้น เป็นการสรรหาโดยวิธีการลงคะแนนลับ ทั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. กำหนดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย แม้ทางที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะชี้แจงว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว แต่ก็ยังมีกระแสความเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาต่อไปในอนาคตได้

ส่วนสัญญาณที่น่าสนใจคือ จาก สนช. ทั้งหมด 248 เสียง มีผู้มาแสดงตนในที่ประชุม 230 เสียง แต่ถึงขั้นตอนการลงคะแนนกลับมี สนช. ลงคะแนนเพียงแค่ 201 เสียง คือ มี ผู้ไม่ลงคะแนนถึง 29 คน อันจะยิ่งทำให้ ผู้ที่สมควรได้รับเลือกเป็น กกต.ที่จะต้องได้คะแนนมากกว่า 124 คน เป็นไปได้ยากมากขึ้น