Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: รายงานพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : แก้กฎหมายประวัติอาชญากร ความหวังผู้ผิดพลั้งได้กลับตัว

Posted on May 8, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/652040

รายงานพิเศษ : แก้กฎหมายประวัติอาชญากร  ความหวังผู้ผิดพลั้งได้กลับตัว

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ประวัติอาชญากร” หนึ่งในเรื่องที่เป็นอุปสรรคของเป้าหมาย “คืนคนดีสู่สังคม” ของงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย เพราะแม้รัฐจะมีส่งเสริมการเรียนหนังสือและฝึกอาชีพของผู้ต้องขัง แต่เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากจะกลับไปหางานสุจริตทำเพราะเป็นคนมีประวัติไปแล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม ขณะเดียวกัน กระบวนการจัดทำประวัติอาชญากรยังส่งผลต่อผู้ถูกจับกุมตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคดี หรือแม้แต่คดีสิ้นสุดแล้วโดยศาลยกฟ้อง จากผู้ต้องหาคืนสถานะเป็นผู้บริสุทธิ์ ประวัติก็ยังติดตัวและอาจถูกตีตราเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะการไปสมัครงาน

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พบปัญหาเกี่ยวกับระบบประวัติอาชญากรของไทย อาทิ นายจ้างนำประวัติของผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในขณะที่ยังเป็นเยาวชนและศาลมีคำพิพากษาโดยให้เปลี่ยนโทษเป็นการฝึกอบรมหรือผ่านเงื่อนไขการคุมประพฤติแล้วมาประกอบการพิจารณาและปฏิเสธการเข้าทำงาน หรือกรณีฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรไม่เป็นปัจจุบัน ทำให้บุคคลผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทินแล้วยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัตินั้นเช่นเดิม

ในเบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก้ไขระเบียบในส่วนของประวัติอาชญากรของผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน ตามข้อเสนอแนะของ กสม. โดยคัดแยกประวัติการกระทำความผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรของคนทั่วไป แต่การปรับปรุงแนวทางการจัดทำและใช้ข้อมูลประวัติอาชญากร ยังมีความท้าทายเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานทั้งตำรวจ อัยการและศาล

ข้อเสนอของ กสม. เมื่อเดือนก.ค.2564 เสนอให้ กระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าภาพในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เชื่อมระบบเพื่อส่งต่อข้อมูลผลคดีได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขฐานข้อมูลประวัติอาชญากรให้เป็นปัจจุบัน ไม่ให้เป็นภาระของประชาชนในการยื่นคำร้องขอปรับปรุงข้อมูลด้วยตนเอง (อาทิ กรณีถูกจับกุมเป็นผู้ต้องหา มีการทำประวัติไว้ ต่อมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้กระทำผิดระบบจะปรับปรุงข้อมูลให้ แทนที่ประชาชนจะต้องนำเอกสารจากศาลไปยื่นขอปรับปรุงประวัติที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร)

นอกจากนี้ สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังมีข้อเสนอให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระเบียบว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยแยกประเภทบัญชีประวัติผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา และประเภทบัญชีบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of innocence) อีกทั้งควรบันทึกข้อมูลการล้างมลทินไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรเป็นการเพิ่มเติมด้วย โดยปัจจุบันข้อเสนอเหล่านี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

อีกด้านหนึ่ง ยังมีร่างกฎหมาย “(ร่าง) พ.ร.บ.ประวัติอาชญากรรม พ.ศ. ….” ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เป็นกฎหมายกลางว่าด้วยการบริหารจัดการประวัติอาชญากร โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลประวัติอาชญากร และมีการจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม (Data Exchange Center : DXC) ให้กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการทบทวนปรับปรุงแก้ไขร่าง ตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) พบว่า ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อเสนอแนะของ กสม. เช่น หลักการห้ามมิให้เปิดเผยประวัติในกรณีที่เจ้าของประวัติได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน รวมถึงกรณีที่พ้นจากระยะเวลา 5 ปี นับแต่มีคำพิพากษาแล้ว

หลักเกณฑ์การเปิดเผยประวัติในกรณีฐานความผิดร้ายแรงเพื่อเป็นการคุ้มครองสังคม และการกำหนดให้มีนายทะเบียนและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลประวัติ ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องขอเปิดเผยหรือไม่ให้เปิดประวัติอาชญากรซึ่ง กสม. มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า ควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายกลางในการเยียวยาความเสียหายที่ครอบคลุมการเยียวยาผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ด้วยอีกทางหนึ่ง

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แจงเพิ่มเติมในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ กสม. เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2565 ว่า ในการกระทำผิด นอกจากผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว ยังต้องมีการคุ้มครองสังคมด้วย เช่น มีกรณีผู้กระทำผิดในคดีข่มขืนกระทำชำเรา พ้นโทษมาแล้วก็ยังกลับไปก่อคดีแบบเดิมซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม การที่ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายแล้ว เมื่อออกมาไม่สามารถกลับไปหางานสุจริตทำได้อีกเพราะมีประวัติอาชญากรติดตัวนั้นก็ผิดหลักการให้โอกาสคนได้กลับคืนสู่สังคม จึงต้องมีสมดุลระหว่างทั้ง 2 ด้าน

“ในต่างประเทศเขามีการศึกษา แล้วก็พบว่าคนที่ทำผิดในคดีที่เล็กน้อย โทษไม่สูง ถ้าพ้นโทษมาแล้วไม่กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี หรือเป็นโทษที่อุกฉกรรจ์ โทษสูง ไม่กระทำผิดภายใน 5 ปี อันนี้ก็ถือว่าสังคมจะปลอดภัยแล้ว ดังนั้นตัวเลข 2 ปี 5 ปี มันก็จะเป็นตัวเลขทำให้สังคมมีความเชื่อมั่นว่าคนเหล่านั้นจะไม่กลับมากระทำผิดอีก ทำร้ายสังคมขึ้นอีก อันนี้ก็จะเป็นข้อเสนอในร่าง พ.ร.บ. ที่ทางกระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จะเป็นคนดำเนินการร่างกฎหมาย
ดังกล่าว” ปิติกาญจน์ ระบุ

ปิติกาญจน์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันที่ยังไม่มีกฎหมายข้างต้นบังคับใช้ ใครที่เคยทำผิดมีประวัติอาชญากรติดตัวประวัตินั้นก็จะอยู่ไปจนวันตาย ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชน เช่น มีเรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาท ถูกจับกุมดำเนินคดี เด็กและเยาวชนนั้นก็มีประวัติติดตัว แม้ศาลจะไม่สั่งลงโทษให้อยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก แต่ให้เข้ากระบวนการคุมประพฤติก็ตาม โดยปัญหาของประวัติอาชญากรถูกพูดถึงกันมานานแล้วนับตั้งแต่ตนเองยังอยู่ในกระทรวงยุติธรรม แต่ยังไปไม่ถึงการแก้ไข ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นใน1-3 ปีข้างหน้า

อีกด้านหนึ่ง ยังมีปัญหาผู้ที่มีประวัติอาชญากร ในส่วนของบุคคลที่คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และการพิจารณาคดีอาจใช้เวลาหลายปี จากตำรวจถึงอัยการและศาล อีกทั้งบางครั้งก็สู้กันถึง 3 ศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น อุทธรณ์และฎีกา คนเหล่านี้อาจเสียโอกาสในการหางานทำเพราะมีประวัติติดตัว ก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดหาทางแก้ไข แต่เชื่อว่าเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ ก็น่าจะลดปัญหาดังกล่าวลงได้บ้าง

“ต่อไปนี้การจะเข้าถึงฐานข้อมูลบุคคล อะไรต่างๆ หากเราไม่เกี่ยวข้องอาจจะเข้าถึงไม่ได้ แต่เดิมมาเอกชนเวลาทำงาน เราก็เข้าใจเขา เอกชนเขาก็ต้องการคนที่ไม่ด่างพร้อยมาทำงาน อันนี้ก็คิดว่า ตัวร่าง พ.ร.บ.ประวัติอาชญากร ที่กำลังจะร่าง ซึ่งเขาจะต้องรับฟังความคิดเห็น ก็มาช่วยกันให้ความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกฎหมายดังกล่าวด้วย” ปิติกาญจน์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ระยอง-จันทบุรี’พัฒนาลุ่มน้ำ ความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Posted on May 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/651416

รายงานพิเศษ : ‘ระยอง-จันทบุรี’พัฒนาลุ่มน้ำ  ความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

“ภาคตะวันออก” เป็นภาคที่มีความหลากหลายในเชิงเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมและเกษตร ส่งผลให้มีความต้องการใช้ “ทรัพยากรน้ำ” ที่แตกต่างกัน ดังนั้น “การบริหารจัดการ” จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ทุกฝ่ายมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ รักษาสมดุลอยู่ร่วมกันได้ไม่กลายเป็นความขัดแย้งเพราะแย่งชิงน้ำโดยเมื่อเร็วๆ นี้ คณะสื่อมวลชน ได้ร่วมเดินทางกับคณะทำงานของ กรมชลประทาน ไปดูงานบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี

เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวถึงโครงการ “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ว่า เป็นโครงการเพิ่มพื้นที่ระบบชลประทานเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรที่ได้รับประโยชน์ครอบคลุม 3 อำเภอ ของ จ.จันทบุรี คือ ท่าใหม่ นายายอาม และแก่งหางแมว เนื่องจากจะสร้างประโยชน์ต่อการใช้น้ำให้กับทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร ที่นา สวนผลไม้ที่ครอบคลุมในพื้นที่การเกษตร 87,700 ไร่ ใน 3 อำเภอข้างต้น สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการใช้

“โครงการดังกล่าวยังสามารถลดผลกระทบความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแล้ง ในพื้นที่เกษตร ได้ถึง 5,575 ไร่ ที่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับประชาชน และภาคเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป้าหมายเป็นไปเพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าไม้ และสัตว์ป่า ได้อย่างครบถ้วน” เฉลิมเกียรติ กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ “แผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด” ที่กรมชลประทานได้ดำเนินการมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 4 แห่ง ใน จ.จันทบุรี ประกอบด้วย 1.อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60.25 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วในขณะนี้ 2.อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้าน ลบ.ม. 3.อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้าน ลบ.ม.ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และ 4.อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จทั้ง 4 แห่ง จะมีความจุรวมกัน 308.56 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้น 267,800 ไร่ รองรับความต้องการน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาได้ปีละ 45 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงการจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนน้ำส่วนเกินป้อนไปยังอ่างเก็บน้ำในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกสวนผลไม้รวมถึงภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดใกล้เคียงอย่างระยองและชลบุรีอีกด้วย

มุมมองจากคนในพื้นที่ เจริญ ปิยารมย์ ประธานกรรมการกลุ่มน้ำวังโตนด เล่าว่า น้ำในแม่น้ำวังโตนดนี้คนในพื้นที่ใช้ในการทำการเกษตรมานาน เพราะน้ำที่แม่น้ำนี้เป็นน้ำจืด ไม่มีน้ำเค็มมาปนเปื้อน ดังนั้น การผันน้ำด้วยระบบโครงข่ายน้ำจากแม่น้ำวังโตนดไปเก็บที่อ่างประแสร์ แล้วจากอ่างประแสร์ก็ส่งตรงไปยังอ่างอื่นๆ ด้วยระบบอ่างพวง จึงน่าสนใจ เพราะน้ำในวังโตนด ปีหนึ่งมีประมาณพันกว่าล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าหากแบ่งไปส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มีผลกระทบกับการใช้น้ำในพื้นที่วังโตนด จึงกลายเป็นเรื่องที่ทาง EEC ต้องคิดใหม่

“เมื่อก่อนคิดแค่ 3 จังหวัด แต่พอมาพูดถึงระบบน้ำ การบริหารจัดการน้ำ มันต้องเป็น 3 บวก 1 จังหวัด คือ สามจังหวัดเดิมในพื้นที่ EEC ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และรวมจังหวัดจันทบุรีเข้าไป จึงเป็นการเพิ่มภารกิจในแม่น้ำวังโตนดจากเดิมใช้ในพื้นที่สามอำเภอ คือ นายายอาม ท่าใหม่และแก่งหางแมว เป็นการผันน้ำนี้ไปหล่อเลี้ยงสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับจังหวัดในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะระยองและชลบุรีด้วย” เจริญ ระบุ

ประธานกรรมการกลุ่มน้ำวังโตนด อธิบายว่า การใช้น้ำในภาคเกษตรจะแตกต่างจากภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมจะใช้น้ำในทุกฤดูกาล แต่ภาคการเกษตรจะใช้น้ำในช่วงแล้ง ช่วงที่เอาน้ำให้กับต้นไม้ สร้างการเจริญเติบโตให้ผลไม้ต่างๆ ที่เหลือน้ำจะถูกทิ้งเปล่า ดังนั้นกระบวนการการนำน้ำจากวังโตนดไปเสริมปริมาณน้ำที่ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมที่อ่างประแสร์ เพื่อที่อ่างประแสร์จะเป็นฮับน้ำที่จะแจกจ่ายไปยังโครงข่ายอ่างน้ำอื่น จึงทำได้ดีมาก และไม่มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพน้ำ

ซึ่งการทำให้เกิดความมั่นคงทางน้ำใน EEC เป็นประเด็นสำคัญ เพราะที่ผ่านมา จ.ระยอง เคยมีปัญหาเรื่องน้ำมาแล้ว ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน เพราะเมื่อระบบน้ำไม่ดี ก็ไม่มีใครกล้ามาลงทุน ดังนั้น น้ำจากวังโตนดจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำใน EEC ได้ด้วย ส่วนโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป มีทั้งเห็นต่างและเห็นด้วย

“ถ้าท่านใดอยากรู้ความจริง ก็อยากให้ลงมาสัมผัสในพื้นที่ และทำความเข้าใจบนพื้นฐานความจริงว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรได้โดยไม่มีเสีย แต่ถ้าได้มากกว่าเสียก็เป็นเรื่องที่น่าดำเนินการ โดยเฉพาะในเรื่องน้ำที่เราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ปริมาณน้ำในแต่ละปีไม่คงที่ เนื่องจากน้ำหายากขึ้น เพราะคนใช้น้ำมากขึ้น แต่แหล่งน้ำที่มีกลับมีเท่าเดิม จึงควรมีการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบมากกว่าเดิม” เจริญ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ศุภทรรศ สาพิมาน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและบริการลูกค้า “อีสท์ วอเตอร์” บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยการวางโครงข่ายผันน้ำผ่านท่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำดิบ (อ่างเก็บน้ำหลักใน 3 จังหวัด) มาให้ภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC ได้ดำเนินการแล้วเสร็จในหลายโครงการ

อาทิ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี 2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณการจ่ายน้ำท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ จ.ชลบุรี 3.โครงการสระทับมา จ.ระยอง 4.โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ชลบุรี 5.โครงการปรับปรุงเครือข่ายอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-หนองปลาไหล จ.ระยอง และ 6.โครงการปรับปรุงคลองพานทองเพื่อผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ต้องขับเคลื่อนในระยะต่อไปซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญสำหรับการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกทั้งระบบ ได้แก่ โครงการเครือข่ายอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จ.ชลบุรี, โครงการเครือข่ายน้ำอ่างคลองโพล้-อ่างประแสร์ และโครงการเครือข่ายคลองวังโตนด-อ่างประแสร์ จ.ระยอง” เชื่อมั่นว่าเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จการจัดน้ำจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมและภัยแล้งมากขึ้น

“ความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ในกลุ่มผลไม้ 5 ชนิด ของ จ.จันทบุรี ที่แตกต่างกัน อาทิ ทุเรียน ใช้น้ำวันละ 320-500 ลิตรต่อต้นต่อวัน มังคุด ใช้น้ำวันละ 1,100-1,600 ลิตรต่อต้นต่อวัน เงาะ ใช้น้ำวันละ 180- 320 ลิตรต่อต้นต่อวัน ลองกอง ใช้น้ำวันละ 20 ลิตรต่อต้นต่อวัน และลำไย ใช้น้ำวันละ
4,400-6,600 ลิตรต่อต้นต่อวัน ซึ่งทำให้ จ.จันทบุรี สามารถมีแหล่งผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศ”
 ศุภทรรศ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : รัฐกับชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ พัฒนายั่งยืนต้องเปลี่ยนวิธีคิด

Posted on April 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/650096

รายงานพิเศษ : รัฐกับชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์  พัฒนายั่งยืนต้องเปลี่ยนวิธีคิด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“การติดกระดุมเม็ดแรกผิดในเรื่องของการตั้งสมมุติฐานของการยกร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนี้ ก็คือมองว่าชุมชนที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมดซึ่งมีอยู่ 4,190 ชุมชนเป็นผู้บุกรุก ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงก็คือชุมชนเหล่านี้อยู่มาเป็น 100 ปี 200 ปี เรียกว่าก่อนการประกาศอุทยาน แต่กฎหมายฉบับนี้ไประบุว่าทั้งหมดเป็นผู้อยู่ในอุทยานและเขตอนุรักษ์โดยมิชอบด้วยกฎหมายดังนั้นให้ไปแสดงตนภายใน 240 วัน ใครไม่แสดงตนถือว่าสละสิทธิ์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาตามมา”

ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กล่าวในเวทีสาธารณะ หัวข้อ “สิทธิชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.)สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงปัญหาของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับตามหัวข้อของงานตั้งแต่หลักคิดที่ใช่ในการร่างกฎหมาย

หนึ่งในตัวอย่างคือชุมชนในพื้นที่เทือกเขาบูโด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ประยงค์ ระบุว่า ร้อยละ 70 ของชุมชนบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศพื้นที่ป่าใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนอีกร้อยละ 30 อยู่มาก่อนปี 2542 ที่มีการประกาศอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี โดยมีภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐานยืนยัน แต่เมื่อกฎหมายทั้ง 2 ฉบับข้างต้นออกมา คนเหล่านี้ทั้งหมดมีสถานะเป็นผู้บุกรุกทันที และต้องไปขออนุญาตเพื่ออยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว ทั้งที่เป็นผู้อยู่มาก่อนมีกฎหมายบัญญัติ

ขณะที่ เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้แทนมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เล่าถึงผลกระทบของชุมชนชาวเล ว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงขนาด ซึ่งคือเมื่อพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยาน การทำมาหากินก็จะขึ้นอยู่กับผู้ที่มารับตำแหน่งผู้บริหารอุทยาน ซึ่งก็มีทั้งที่อะลุ้มอล่วยให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อุทยานทำมาหากินได้ต่อไปเพราะเห็นว่าอยู่มานาน และที่ไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ใดๆ ได้เลย เพราะมองมุมกฎหมายเป็นที่ตั้งไม่ได้คิดถึงมุมสิทธิชุมชนด้วย

“ในหลักการของเป้าหมายการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐก็พูดถึงเรื่องการจะต้องทำให้มันได้มีความมั่นคงทั้ง 17 เรื่อง มีรวมทั้งหมด ความยากจน สุขภาพ ในเรื่องงานอาชีพ เรื่องการศึกษา เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากร เรื่องการที่จะลดความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริการจัดการน้ำซึ่งตรงนี้รัฐบาลรับรอง

ซึ่งการจะทำให้บรรลุตรงนี้ได้ มันไม่สามารถที่จะแยกอุทยานเป็นอุทยานโดยไม่ได้คำนึงถึงบริบทที่เชื่อมโยงกันระหว่างอาหารการกิน สุขภาพอนามัย แล้วทั้งหมดนี้คือเขาจะไปหาอาหารมากินแล้วก็ขาย แล้วก็เป็นสวัสดิภาพ-สวัสดิการครอบครัว ดังนั้น การที่มาดำเนินการโดยไม่ทำให้เขาเข้าถึงทรัพยากร คิดว่ามันก็เป็นการขัดแย้งหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลก็ยอมรับมานานแล้ว” เรวดี กล่าว

เช่นเดียวกับ วิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวเลอันดามัน กล่าวว่า วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ คือการอยู่อย่างอิสระไม่มีการจับจองความเป็นเจ้าของพื้นที่แต่เป็นระบบหมุนเวียนไม่ว่าการจับสัตว์น้ำในทะเลหรือการทำไร่หมุนเวียนบนผืนดิน เปลี่ยนที่ทำมาหากินไปตามรอบปีซึ่งก็จะมีทรัพยากรเกิดใหม่ทดแทน แต่การพัฒนาและการออกกฎหมายได้แยกกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากธรรมชาติ โดยหากสังเกตท้ายประกาศของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ และขั้นตอนการร่างกฎหมายก็ไม่มีการสำรวจและสอบถามเสียก่อน

“เราบอกว่า พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ.ป่าชุมชน จะต้องคำนึงถึงปฏิญญาสากลสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง จะต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตอนที่ พ.ร.บ.อุทยานฯ ออกมา ก็มีรัฐธรรมนูญมาตรา 70 แล้ว เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ หรือว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ไม่ได้เอารัฐธรรมนูญมาตรานี้เข้ามา มติคณะรัฐมนตรี 2 มิ.ย. 2553 เรื่องของชาวเล 3 ส.ค. 2553 ของชาวกะเหรี่ยง ไม่ได้เอามาคำนึงอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ตามที่เราบอกไป” วิทวัส ระบุ

มุมมองภาคการเมือง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันมาถึงจุดที่รัฐยอมรับว่ามีคนอยู่ในเขตที่ประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งในอดีตไม่เคยยอมรับและมุ่งใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหลักโดยไม่รับฟังว่ามีคนอยู่มาก่อน กลายเป็นคดีความเกิดขึ้น แต่การยอมรับของรัฐผ่านการออกกฎหมาย2 ฉบับข้างต้น รวมถึงกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง เป็นความพยายามหาทางของรัฐโดยใช้คำว่าคนไร้ที่ทำกิน

ซึ่งปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคือ 1.จะยอมรับใครบ้าง 2.จะให้อยู่กันอย่างไร 3.ใครเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งภาคประชาชนมองว่าคนอยู่มาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ และคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ประชาชนจึงมีสิทธิร่วมบริหารจัดการ ส่วนภาครัฐจะมองในมุมสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย หากไม่ทำจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังนั้นการทำให้ข้อเสนอของรัฐกับประชาชนอยู่ร่วมกันได้ จึงเป็นเรื่องการปรับวิธีคิดที่แต่เดิมถือว่ารัฐเป็นใหญ่และผู้อื่นไม่มีสิทธิมีส่วนร่วมบริการจัดการ

“จริงๆ ตั้งแต่เริ่มมีตัวกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้หรืออุทยาน ถ้าเราไปอ่านหนังสือเพชรพระอุมาซึ่งคุณพนมเทียนเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2507เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ผ่านตัวเอก คือ รพินทร์ ไพรวัลย์ เรื่องตัวกฎหมายป่าไม้ เพราะก่อนหน้าที่คุณพนมเทียนจะเขียน ไม่มีกฎหมายเข้าไปบริหารจัดการป่า ป่ามีกฎของป่า คนที่อยู่ในป่าเขาปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับป่าได้ คุณพนมเทียนเขียนไว้ว่าการมีกฎหมายเข้ามามัน คือการเอาหลักเกณฑ์ของรัฐไปครอบวิถีชีวิตของคน และไม่ยอมรับวิถีชีวิตของคน เขาทำนายไว้เลยว่ามันจะมีปัญหาในอนาคต ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง” สาทิตย์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในขณะที่พ.ร.บ.อุทยานฯและ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามุ่งคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ แต่รัฐธรรมนูญมุ่งคุ้มครองสิทธิชุมชนในการใช้และประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหากพิจารณาตามหลักลำดับศักดิ์ของกฎหมาย สิทธิชุมชนจะอยู่เหนือการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติต้องสอดคล้องกับสิทธิชุมชน อย่างไรก็ตาม สิทธิชุมชนก็มีการกำหนดขอบเขตไว้เช่นกัน

“การที่จะอ้างสิทธิชุมชนก็ดี การใช้สิทธิชุมชนก็ดียกเป็นข้อต่อสู้ก็ดี จะทำได้ในกรอบ 2 ประการ 1.การใช้สิทธิ์นั้นต้องไม่ขัดแย้งกับหลักความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และ 2.การใช้สิทธิ์นั้นต้องใช้สิทธิ์โดยสุจริต ทางราชการพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิ์ที่ไม่สุจริตอันนี้ก็จะอ้างสิทธิชุมชนขึ้นเป็นประโยชน์แก่คนไม่ได้” รศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘การบิน’เริ่มฟื้นหลังโควิดทำฟุบ 2องค์กรร่วมยกระดับไทยสู่สากล

Posted on April 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/647409

รายงานพิเศษ : ‘การบิน’เริ่มฟื้นหลังโควิดทำฟุบ  2องค์กรร่วมยกระดับไทยสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป ธุรกิจด้านการบินมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ เพราะมีปัจจัยหนุนจาก เศรษฐกิจและการค้าทยอยฟื้นตัว การพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีความคืบหน้าและใช้กันแพร่หลายมากขึ้น สายการบินเริ่มปรับตัวออกมาตรการดูแลความปลอดภัยด้านการป้องกันโรคมากขึ้นเกิดการเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวเพิ่มขึ้น บริษัทผู้สร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ประกาศว่ามีคำสั่งซื้อเครื่องบินในปี 2564-2569 มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก คาดว่าธุรกิจการบินจะค่อยๆ ขยายตัวและภายในปี 2575 ในทุกๆธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวต่อเนื่อง”

คำกล่าวของ พล.อ.ต.กมล ผิวดำ ประธานกรรมการบริษัท ไทยแอร์โรนอติคอล เซ็นเตอร์ (Thai Aeronautical Center หรือ TAC) ในพิธีลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เอวิเอชั่น เมนเทนแนนซ์เอ็กซ์เพิร์ท เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (Aviation MaintenanceExpert Enterprise หรือ AMEE) เมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย. 2565 ที่ผ่านมา ถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมและธุรกิจการบินที่เริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ซบเซาจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มาถึง 2 ปี

ซึ่ง พล.อ.ต.กมล ถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน จากการทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องในสมัยที่ยังรับราชการในกองทัพอากาศ อาทิ เป็นวิศวกรควบคุมการรับชิ้นส่วนเครื่องบินแบบต่างๆ ของกองทัพอากาศเพื่อใช้ในการซ่อมเครื่องบินที่ชำรุด เป็นวิศวกรวางแผนและการควบคุมการสร้างโครงการสร้างเครื่องบินฝึกของกองทัพอากาศ ทำการตรวจซ่อมเครื่องบินของหน่วยซ่อมบำรุงของกองทัพอากาศ ตามหน่วยบินและศูนย์ซ่อมทั่วประเทศ กระทั่งเมื่อเกษียณอายุราชการจึงได้ก่อตั้งบริษัท TAC ขึ้น

สำหรับ TAC นั้น มีโรงเรียนการบิน เปิดให้บริการด้านการฝึกบินภายใต้ชื่อ TAC Flying Academy เป็นสถาบันการบินเอกชนที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานการบิน
พลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มุ่งผลิตนักบินพาณิชย์ ด้วยหลักสูตรที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลขององค์การบินระหว่างประเทศ (ICAO) นอกจากนี้ TAC
ยังมีศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานทำการซ่อมบำรุงอากาศยานของโรงเรียนในเบื้องต้น และให้บริการกับอากาศยานภายนอกควบคู่ไปพร้อมกัน โดยขั้นตอนการทำงานทั้ง 2 รูปแบบอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลมาตรฐานการดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อให้มีความปลอดภัยในมาตรการการเดินอากาศระดับสากล

ขณะที่ ภิญญ์ชยุตม์ อัครกุลศานต์ ประธานกรรมการ บริษัท AMEE กล่าวว่า บริษัท AMEE แม้จะถือว่าเป็นน้องใหม่ของวงการอุตสาหกรรมการบิน มีอายุเพียง 3 ปี แต่บุคลากรของบริษัทเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมากไปด้วยประสบการณ์ในธุรกิจการบิน และการร่วมทุนกับ TAC ในครั้งนี้เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจการบินของไทยให้ก้าวสู่แถวหน้าภูมิภาคซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดียวกันกับบริษัท AMEE จึงได้มาขยายความร่วมมือด้านธุรกิจการบินในครั้งนี้

“แม้ว่าอุตสาหกรรมการบินจะอยู่ในสภาวะวิกฤตินับแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2562 เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นของโลก แต่ในท่ามกลางวิกฤตินี้ กิจกรรมการบินนับเป็นกลุ่มธุรกิจแรกที่เริ่มฟื้นตัว ดังจะเห็นได้จาก การขนส่งด้วยอากาศยาน ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานอากาศ (Air bridge) เชื่อมส่งความช่วยเหลือของประเทศต่างๆ เข้าหากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ภิญญ์ชยุตม์กล่าว

ด้าน น.ท.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วจินดา กรรมการผู้จัดการบริษัท AMEE (www.ameecompany.com) กล่าวว่า การร่วมทุนในครั้งนี้เป็นการแสวงหาพันธมิตรในธุรกิจการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยการสนธิองค์ประกอบด้านต่างๆ อาทิ ความรู้ความชำนาญ เทคโนโลยี ประสบการณ์ ผลงาน และทรัพยากรทางธุรกิจ อันจะนำพา TAC และ AMEE ไปสู่จุดหมายในการเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่ยั่งยืนและได้มาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้รับการบริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยแบ่งเป้าหมายเป็น 3 ระยะ คือ “ระยะสั้น” มุ่งเน้นธุรกิจการให้บริการด้านกิจการการบิน โดยการขับเคลื่อนโรงเรียนการบิน และ การให้บริการด้านกิจการการซ่อมบำรุงอากาศยานในส่วนของเครื่องบินเล็ก ทั้งในภาคเอกชน เครื่องบินส่วนตัว และเครื่องบินของภาครัฐ “ระยะกลาง” ดำเนินธุรกิจด้านการขายเครื่องบินเล็กส่วนตัว รวมถึงการให้บริการด้านกิจการการซ่อมบำรุงอากาศยานอย่างครบวงจร การให้บริการด้านการซื้อ-ขายชิ้นส่วนอากาศยาน อะไหล่ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ขยายขีดความสามารถของโรงเรียนการบินโดยการเพิ่มหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดนักบินและ ขยายขีดความสามารถการให้บริการด้านกิจการการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อรองรับการให้บริการที่ครบวงจร และ “ระยะยาว” ดำเนินธุรกิจด้านการขายเครื่องบินเล็กส่วนตัว รวมถึงการให้บริการด้านกิจการการซ่อมบำรุงอากาศยานอย่างครบวงจรในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน

การให้บริการด้านการซื้อขายชิ้นส่วนอากาศยาน ขยายขีดความสามารถของโรงเรียนการบินโดยการขออนุญาตหลักสูตร ให้เป็นที่ยอมรับของกรมการบินพลเรือนของประเทศเพื่อนบ้าน และ ขยายขีดความสามารถการให้บริการด้านกิจการการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อรองรับการให้บริการที่ครบวงจรในตลาดประเทศเพื่อนบ้านขยายขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจด้านให้บริการเครื่องบินเชิงพาณิชย์

รวมถึงการให้บริการด้านกิจการการซ่อมบำรุงอากาศยานขนาดใหญ่ ที่ขออนุญาตเปิดโรงเรียนช่างเทคนิคการซ่อมบำรุงอากาศยาน ในระดับวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อผลิตช่างวิชาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการมากในอุตสาหกรรมการบิน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : มข.ร่วมทุนมิสลิลลี่ฯ เปิดโฮลดิ้งปั้นสตาร์ทอัพไทยโกอินเตอร์

Posted on March 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/644570

รายงานพิเศษ : มข.ร่วมทุนมิสลิลลี่ฯ เปิดโฮลดิ้งปั้นสตาร์ทอัพไทยโกอินเตอร์

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.00 น.

มข.ร่วมทุนมิสลิลลี่ฯเปิดโฮลดิ้งปั้นสตาร์ทอัพไทยโกอินเตอร์ นวัตกรรม “แอนโดรกราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น” สู่ตลาดโลก 

มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผนึกกำลัง มิส ลิลลี่ (Miss Lily) ร่วมทุนจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ภายใต้ชื่อ บริษัท เคเคยู มิส ลิลลี่ โฮลดิ้ง จำกัด (KKU Miss Lily Holding) มุ่งปั้นโครงการวิจัยสู่ตลาดจริง พร้อมผลักดันสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีโลก เปิดสตาร์ทอัพไฮบริดรายแรก “ลิลลี่ ฟาร์มา” (Lily Pharma) ที่จะนำผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ “แอนโดรกราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น” ออกสู่ตลาดโลก 

ผศ.นพ.ธรา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มข. เปิดเผยว่า “นี่คือครั้งแรกที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ร่วมกับภาคเอกชนในการเปิดบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งมีบริษัท มิส ลิลลี่ จำกัด เป็นผู้ร่วมทุนในการจัดตั้งบริษัท เคเคยู มิส ลิลลี่ โฮลดิ้ง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท โดยที่มิส ลิลลี่ ถือหุ้น 51% และมหาวิทยาลัยฯ ถือ 49% ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมรวมถึงสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ต้องการผลักดันงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชน ด้วยทางมหาวิทยาลัยฯ มีทรัพยากรและบุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานวิจัย แต่ติดข้อจำกัดในเรื่องกฎระเบียบราชการและเวลาการทำงานของอาจารย์นักวิจัยที่มีภาระด้านงานสอน จึงไม่สามารถทำให้งานวิจัยออกมาใน รูปแบบผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว  

นอกจากนี้ งานวิจัยในมหาวิทยาลัยฯส่วนใหญ่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดจึงไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของท่านอธิการบดี ที่ผลักดันให้เกิดการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้น ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ จึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีศักยภาพและมีมุมมองในการสร้างธุรกิจ อย่างมิส ลิลลี่ เพื่อก่อตั้งคณะทำงานในรูปแบบผสมผสาน ที่รวมเอาจุดแข็งในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย เครื่องมือ และองค์ความรู้   เข้าด้วยกันเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังใช้เงินลงทุนน้อยกว่างานวิจัยที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนหรือภาครัฐเพียงลำพัง โดยบริษัทโฮลดิ้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมด้านสุขภาพและเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ที่สามารถส่งออกไปสู่ตลาดโลก”   

นายเรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้ง บริษัท มิส ลิลลี่ จำกัด ผู้บุกเบิกธุรกิจสั่งดอกไม้ออนไลน์เจ้าแรกของประเทศไทย กล่าวว่า “บริษัทฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฯ ในการสร้างสตาร์ทอัพ โดยใช้แนวคิดในการสร้างงานวิจัยออกสู่ตลาด มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่ออกมา Disrupt ตลาดในปัจจุบัน และต้องมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการในตลาดโลก เพื่อประโยชน์ที่จะมอบแก่ผู้คน ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ บริษัทฯ จึงใช้การวิเคราะห์และสร้างรูปแบบธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้เกิดความชัดเจนทางด้านการตลาดและใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ในตลาด บริษัทฯ ยังได้ส่งทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าทำงานวิจัยในห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 รวมถึงทีมงานสาขาแพทย์ศาสตร์ 

เภสัชกรรม วิศวกรรมศาสตร์ เข้ามาร่วมทำงานกับทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ จึงเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในรูปแบบไฮบริด เพื่อตัดข้อจำกัดในรูปแบบระบบราชการ ทำให้โครงการมีความคืบหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนจากการที่บริษัทฯ สามารถนำผลงานวิจัย แอนโดรกราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น จากห้องวิจัยออกมาสู่โรงงานผลิตได้ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน”  

บริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพไฮบริดบริษัทแรกของบริษัทโฮลดิ้ง ได้นำผลงานวิจัยด้านแอนโดร  กราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น มาพัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสเปรย์พ่นคอ โดยจดแจ้งทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นเครื่องสำอาง เพื่อความรวดเร็วในการนำสินค้าสู่ตลาด ทั้งนี้หากจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ยาอาจใช้เวลานาน 3-5 ปี ซึ่งจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ทันท่วงที จากผลการศึกษาผลงานวิจัยพบว่า แอนโดรกราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น มีอนุภาคเล็กกว่า 50 นาโนเมตร จะถูกดูดซึมได้ไวกว่าทานยาเม็ดถึง 8 เท่า ซึ่งคุณสมบัติของแอนโดรกราโฟไลด์ ได้รับการยืนยันจากผลงานวิจัยในหลายประเทศว่า 1.สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส 2.ตรวจจับการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ 3.ระงับการปล่อยสารอักเสบ ด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อนี้ สามารถต่อยอดพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้อีกมากมาย

โดยในขั้นต้น ลิลลี่  ฟาร์มา ได้ทำการทดสอบในผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม และได้เก็บข้อมูลเชิงสถิติ พบว่าให้ผลดีจริง จึงเร่งทำการผลิตเพื่อให้สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้ทันความต้องการของตลาด การจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเครื่องสำอางทำให้บริษัทฯ สามารถผลิตออกมาจำหน่ายได้รวดเร็ว โดยเริ่มที่ร้านขายยาและโรงพยาบาลทั่วประเทศ เช่น ร้านค้าสวัสดิการของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังกำลังเจรจากับร้านขายยาในกลุ่มโมเดิร์นเทรด เช่น ร้านยา eXta ในเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านยา Pure ในบิ๊กซี ร้านยาในโลตัส รวมถึงร้านขายยาเครือใหญ่ เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายยิ่งขึ้น” 

ด้วยแนวคิดการเปิดเมืองเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ นายกเทศมนตรี เภสัชกร พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ได้เปิดเผยว่า “จากการได้ร่วมเป็นชุมชนต้นแบบทดลองใช้ แอนโดรกราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น ในรูปแบบของสเปรย์พ่นคอ ที่ได้จากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ธันวาคม 2564 จนถึงมีนาคม 2565 และได้เริ่มต้นแจกจ่ายให้ประชาชนในงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ในเมืองยะลา 500 กว่าคน และนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลทั้ง 5 โรงเรียนในพื้นที่เทศบาลนครยะลาจำนวนกว่า 3,000 คน  

รวมถึงผู้ร่วมกิจกรรมงานประกวดนกเขา 2,000 กว่าคน พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนได้มีการใช้สเปรย์พ่นคอให้กับนักเรียนทุกคน จนทำให้โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนปกติ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้นับเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้จังหวัดยะลาเปิดเมืองได้อีกครั้ง เพื่อให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้” 

เตรียมพบกับ “N DRO CARE” สเปรย์พ่นคอสูตรแอนโดรกราโฟไลด์ นาโน อิมัลชั่น จากลิลลี่ ฟาร์มา ได้ตามร้านค้าในโรงพยาบาล ร้านขายยา และโมเดิร์นเทรดชั้นนำทั่วไป ในเดือนเมษายนนี้ สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ไลน์ @lilypharma 

สมใจ นามสุดตา 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : มิติใหม่ศึกษาศาสตร์ สร้างการเรียนรู้และพัฒนางานทั้งระบบ สู่จักรวาลนฤมิต Metaverse

Posted on March 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/644402

รายงานพิเศษ : มิติใหม่ศึกษาศาสตร์ สร้างการเรียนรู้และพัฒนางานทั้งระบบ สู่จักรวาลนฤมิต Metaverse

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.39 น.

29 มีนาคม 2565 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเตรียมความพร้อมสู่การจัดการศึกษาจักรวาลนฤมิต” สำหรับคณาจารย์และบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ โดย รศ.ดร.สุมาลี ชัยเจริญ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ กล่าวเปิดการอบรม พร้อมด้วย รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และพัฒนาองค์กร และ อาจารย์ ดร.สามารถ สิงห์มา ร่วมเป็นวิทยากรในการบรรยายและจัดอบรมการใช้งาน แพลตฟอร์ม “itals.tech” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้จักรวาลนฤมิตทางการศึกษาที่ทีมคณาจารย์นักวิจัยคณะศึกษาศาสตร์พัฒนาขึ้น เพื่อใชในการในการจัดการเรียนการสอนบนโลกเสมือนจริง ผสานกับอุปกรณ์เทคโนโลยี XR (AR,VR,MR)  

รศ.ดร.สุมาลี ชัยเจริญ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ เปิดเผยว่า “ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะศึกษาศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าท้ายที่มีต่อการจัดการศึกษา ในยุค new normal ผ่านรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid workplace ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นของสภาพแวดล้อมที่ประกอบไปด้วยวิธีการดำเนินงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องส่งเสริมสมรรถนะหลักด้านดิจิทัลของคณาจารย์และบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน และความเปลี่ยนแปลงที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้แม้ต้องเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายในปัจจุบัน ในวันนี้คณะศึกษาศาสตร์ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก อาจารย์ ดร.สามารถ สิงห์มา ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษา จักรวาลนฤมิต หรือโลก Metaverse ที่จะทำให้เราทุกคนเป็น Global citizen ที่เราสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้อย่างราบรื่น” 

รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร ได้ให้รายละเอียดโครงการนี้ว่า “ในการที่จะพัฒนาตัวนวัตกรรมที่รองรับการศึกษาแห่งอนาคตเพื่อสร้างผู้เรียนแห่งอนาคตนี้ METAVERSE เป็นหนึ่งในนวัตกรรมและเป็นสิ่งที่เราอยากจะมาศึกษาเรียนรู้ต่อยอดสู่การพัฒนาและนำไปใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างไร ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เราคิดกันในทีมของคณะศึกษาศาสตร์ในกลุ่มคณาจารย์หลายท่านประชุมปรึกษาหารือกัน เราจะเห็นว่ากระแสของโลกปัจจุบันมีการใช้ digital technology แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ Metaverse ถูกสังคมทั้งโลกให้ความสำคัญแล้วก็มาโฟกัสที่เรื่องนี้ บทบาทที่สำคัญของคณะศึกษาศาสตร์ของเราก็คือว่าทำอย่างไรที่เราจะสามารถทำให้ Metaverse มันจับต้องได้และสู่การออกแบบที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา เราจึงมาคิดแล้วก็ต่อยอดจากงานเดิมที่ทำไว้ก็คือเรื่องของการพัฒนาตัววิธีการจัดการเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีเดิมที่เรามีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า Metaverse เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยทำให้การที่ผู้เรียนเรียนรู้แล้วสามารถที่จะสร้างในเรื่องของโลกที่เป็นจริงได้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่เสมือนเพราะว่าผู้เรียนเข้าไปอยู่ Metaverse แล้ว

ผู้เรียนสามารถที่จะเรียนรู้ปฏิบัติมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนและกับผู้อื่นได้ด้วยแบบ Realtime ซึ่งตรงนี้จะทำให้ขอบเขตเดิมของการเรียนแบบ e-learning ไม่เป็นกำแพงอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงมาพัฒนาเพื่อจะทำให้ Metaverse เป็นบทเรียนที่มีแพลตฟอร์มที่ง่าย ทำให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถที่จะสร้างห้องเรียนหรือสร้างบทเรียนแบบนี้ได้อย่างง่ายดาย จึงเกิดแพลตฟอร์มที่เราเรียกว่า ITALS ซึ่งย่อมาจากชื่อสาขาวิชาใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการผลิตและพัฒนากำลังคนทางการศึกษาแห่งอนาคต ซึ่งเป็นการบูรณาการในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมให้เราได้ workshop ให้กับบุคลากรของคณะศึกษาศาสตร์ ทั้งสายวิชาการ สายสนับสนุนและโรงเรียนสาธิตในทุกระดับการศึกษาตั้งแต่อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในการที่เราจะเปลี่ยนแปลงหรือผลักดันนโยบายใดก็ตามคงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้บริหารเท่านั้นแต่คณาจารย์ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่จะบุกเบิกเรื่องของการถ่ายทอดนวัตกรรมนี้สู่ประชาสังคมก็เป็นผู้ที่มีความสำคัญมากเช่นกัน เป้าหมายของเราคือไม่ใช่แค่เรื่องของการที่จะมีนวัตกรรมออกสู่การพัฒนาทางการศึกษาเท่านั้นแต่เรายังเน้นเรื่องของการสร้างบรรยากาศของการทำงานให้พร้อมรับกับโลกแห่งอนาคต”      

สมใจ นามสุดตา 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ส่องความสุขแรงงานในระบบ จิตใจยังดี..แต่เงิน-หนี้บั่นทอน

Posted on March 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643866

รายงานพิเศษ : ส่องความสุขแรงงานในระบบ  จิตใจยังดี..แต่เงิน-หนี้บั่นทอน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน“Happy Workplace Forum 2022 :The Future of workplace well-being”ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือ การเปิดเผยผลการศึกษา “คุณภาพชีวิต ความสุข ความผูกพันองค์กรของคนทำงาน (ในองค์กร) ระดับประเทศ พ.ศ.2564” อันเป็นโครงการที่ สสส. ทำงานร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี 2 นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บุรเทพ โชคธนานุกูล กับ สุภรต์ จรัสสิทธิ์ร่วมบรรยาย

บุรเทพ เล่าว่า โครงการนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 10 ปี โดยการสำรวจในปี 2564 เป็นอีกปีที่คณะทำงานต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งมีการสำรวจตั้งแต่เดือนต.ค. 2564-ก.พ. 2565 มีกลุ่มตัวอย่างร่วมโครงการจำนวน 365 องค์กร จาก 17 ภาคส่วน (Sector) มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่สมบูรณ์สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ผลได้ 20,980 คน เพียงพอต่อการแพนจำนวนคนทำงานในองค์กร 7.08 ล้านคน

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับปี 2563 พบว่า ในปีดังกล่าวมีกลุ่มตัวอย่างร่วมโครงการจำนวน 436 องค์กร มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่สมบูรณ์สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ผลได้ 25,955 คน เพียงพอต่อการแพนจำนวนคนทำงานในองค์กร 7.1 ล้านคน กล่าวโดยสรุป คือ กลุ่มตัวอย่างในปี 2564 ลดลงจากปี 2563 ซึ่งคาดว่าปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ต่อเนื่องยาวนานข้ามปีทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวลง หรือไม่สะดวกในการสำรวจข้อมูล

ข้อค้นพบที่น่าสนใจ 1.จิตวิญญาณยังเข้มแข็ง แต่การเงินนั้นตรงข้าม คะแนนความสุขภาพรวมในปี 2564 อยู่ที่ 61.3 คะแนนเมื่อแบ่งรายด้าน พบว่า อันดับ 1 จิตวิญญาณดี68.5 คะแนน อันดับ 2 น้ำใจดี 66.3 คะแนนอันดับ 3 การงานดี 65.5 คะแนน อันดับ 4 ใฝ่รู้ดี 64.3 คะแนน อันดับ 5 ครอบครัวดี 62 คะแนน อันดับ 6 สุขภาพกายดี 59.3 คะแนน อันดับ 7 สังคมดี 58.7 คะแนน อันดับ 8 ผ่อนคลายดี 54.7 คะแนน และอันดับ 9 สุขภาพการเงินดี 52.8 คะแนน

ประเด็นนี้มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า จิตวิญญาณ หมายถึงการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา การรู้สึกขอบคุณผู้ที่ทำดีและให้อภัยกับผู้ที่ทำไม่ดีกับตัวเรา รวมถึงการขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด อันเป็นสิ่งที่สังคมไทยสะท้อนออกมา ในขณะที่ สุขภาพการเงิน เหตุที่ได้คะแนนน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อคนทำงาน

2.สุขภาพกายเป็นเรื่องเดียวที่คะแนนปี 2564 ไม่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความสุขทั้งค่าเฉลี่ยภาพรวมและแยกเป็นรายด้าน ระหว่างปี 2563 กับ 2564 พบว่า คะแนนทุกด้านปรับเพิ่มสูงขึ้นทั้งหมด แม้กระทั่งด้านสุขภาพการเงิน ที่ทั้ง2 ปีได้คะแนนรั้งท้ายเหมือนกัน แต่ในปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 52.8 คะแนนก็ยังมากกว่าปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 51.1 คะแนน แต่สุขภาพกายนั้นกลับคงที่อยู่ ณ 59.3 คะแนน ติดต่อกัน 2 ปี

“ภาพรวมปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกมิติ ยกเว้น Happy Body (สุขภาพกายดี) มิติเดียว ถามว่าทำไมถึงไม่ปรับเพิ่ม? ส่วนหนึ่งเราอาจจะประเมินได้ว่าสถานการณ์โควิดยังคงอยู่กับเรา หลายท่านไม่สามารถไปใช้ชีวิตทำกิจกรรมออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายนอกบ้านอย่างเดิมที่เคยเกิดขึ้นก่อนสถานการณ์โควิดได้” บุรเทพ กล่าว

ขณะที่ สุภรต์ กล่าวว่า จากคะแนนความสุขในปี 2564 ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 นับว่าน่าแปลกใจไม่น้อยเพราะยังอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เรื่องนี้อาจเป็นเพราะองค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจในปี 2564 เป็นองค์กรที่ยังดำเนินการอยู่ไม่ได้ปิดตัวล้มหายตายจากไปซึ่งหมายถึงคนในองค์กรเหล่านี้ยังคงมีงานทำ และยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แม้จะมีข้อจำกัดตามสถานการณ์อยู่บ้างก็ตาม

เมื่อจัดอันดับคะแนนความสุขแบ่งตามประเภทกิจการ (อ้างอิงจากการแบ่งประเภทงานกลุ่มแรงงานในระบบ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ) พบว่า อันดับ 1 การศึกษา 67.4 คะแนน อันดับ 2 การเงินและประกันภัย 65.6 คะแนน อันดับ 3 ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร64.3 คะแนน อันดับ 4 สุขภาพและสังคมสงเคราะห์ 64 คะแนน อันดับ 5 ไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำและระบบปรับอากาศ 63.8 คะแนน อันดับ 6 มีร่วมกัน 2 กลุ่ม การบริหารราชการ/การป้องกันประเทศ/ประกันสังคมภาคบังคับ กับ การบริหารและบริการสนับสนุน ได้กลุ่มละ 63.5 คะแนน

อันดับ 7 การขนส่งและคลังสินค้า 61.9 คะแนน อันดับ 8 การจัดหาน้ำ/จัดการน้ำเสียและของเสีย รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 61.8คะแนน อันดับ 9 การขายส่ง/ขายปลีก/ซ่อมแซมรถยนต์-มอเตอร์ไซค์61.1 คะแนน อันดับ 10 ศิลปะ/บันเทิง/นันทนาการ 60.5 คะแนน อันดับ 11 การก่อสร้าง 60.4 คะแนน อันดับ 12 อสังหาริมทรัพย์ 60.2 คะแนน อันดับ 13 ที่พักแรมและบริการอาหาร 60.1 คะแนน อันดับ 14 บริการด้านอื่นๆ 59.6 คะแนน อันดับ 15 การผลิต 59.5 คะแนน และอันดับ 16 วิชาชีพวิทยาศาสตร์/วิชาการ 58.6

เมื่อยกตัวอย่างบางด้านมาวิเคราะห์ เช่น “การงาน” ที่ได้65.5 คะแนน พบว่า กลุ่มตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูง คือการจ่ายค่าจ้าง(จ่ายตรงเวลาและถูกต้อง) ตามมาด้วยบรรยากาศในการทำงาน (การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน การทำงานเป็นทีม ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและกฎระเบียบองค์กร และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่เหมือนพี่น้อง) ในขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำ ที่สำคัญ 3 ลำดับแรกคือ ความชัดเจนในการเติบโตของงานที่ทำ ความเหมาะสมในการพิจารณาเลื่อนขั้น/ปรับค่าจ้าง และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกับหัวหน้างาน/นายจ้าง

ส่วน “การเงิน” ที่ได้คะแนนรั้งท้ายจากทั้งหมด 9 ด้าน พบว่าตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด 3 อันดับแรก คือ การมีเงินออม เปรียบเทียบรายได้-รายจ่าย และภาระในการชำระหนี้ สะท้อนความรู้สึกคนทำงาน“ไม่มีเงินออม-ชักหน้าไม่ถึงหลัง” อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลายังได้คะแนนค่อนข้างสูง หมายถึงแม้คนทำงานจะเครียดกับภาระหนี้สินแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นผิดนัดในการชำระ แต่ก็แลกมาด้วยเงินออมที่น้อยลง

“ตอนที่ไปทำ R2H (Routine to Happiness : หลักสูตรการบริหารจัดการองค์ความรู้สู่ความสุขในการทำงาน) ให้กับองค์กร สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือภาระหนี้สินของคนทำงานในองค์กร พอภาระหนี้สินมา เกิดความเครียดตามมา ก็ส่งผลกระทบต่อภาคการทำงานด้วย เรื่องของประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปด้วย ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในหลายองค์กรเหมือนกัน และเราก็พบว่า 43% ได้รับผลกระทบในเรื่องของภาวะการเงิน ในช่วงของวิกฤตโควิด-19” สุภรต์ ระบุ

หมายเหตุ : เหตุที่ใช้คำว่า “แรงงานในระบบ” ในการพาดหัวเพราะโดยทั่วไปแล้ว แรงงานที่ทำงานในองค์กรส่วนใหญ่มักเป็นแรงงานในระบบ หมายถึงได้รับการคุ้มครองตามสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสถานะการจ้างงาน (สวัสดิการภาครัฐของข้าราชการ, ประกันสังคม มาตรา 33ของลูกจ้างเอกชน) ต่างจากแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆในส่วนนี้ นอกจากสวัสดิการในฐานะพลเมือง (บัตรทอง สปสช.) หรือทำประกันชีวิตส่วนบุคคล!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : โควิดกระทบเด็กข้ามชาติ ‘สถานะ’ตัวแปรความรุนแรง

Posted on March 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/642493

รายงานพิเศษ : โควิดกระทบเด็กข้ามชาติ  ‘สถานะ’ตัวแปรความรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการศึกษา “โครงการวิจัยการประเมินสถานการณ์เด็กข้ามชาติในประเทศไทยและผลกระทบจากโควิด-19 (Assessingthe Situations of Migrant Childrenin Thailand and Impacts of COVID-19)” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งประกอบด้วย รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ รศ.ดร.วาทินี บุญชะลักษี กัญญา อภิพรชัยสกุล พงษ์ศักดิ์ หมื่นศักดา และ ปัณณวัฒน์ เถื่อนกลิ่น

งานวิจัยนี้ศึกษาประชากรเด็กข้ามชาติ อายุ 0-17 ปี ซึ่งเป็นบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ หรือแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ใน 3 ด้าน คือการศึกษา สุขภาพและการคุ้มครอง ทีมวิจัยทำการศึกษาคือระเหว่างเดือนก.พ.-ธ.ค. 2564 ใน 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก สมุทรสาครและระนอง อันเป็นพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก

“ด้านสุขภาพ” อ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ เดือน ธ.ค. 2564 มีเด็กและเยาวชนข้ามชาติอายุ 0-17 ปี ติดเชื้อโควิด-19 แบ่งเป็นชาวเมียนมา 7,774 คน ลาว 392 คน และกัมพูชา 3,757 คน โดยหากแบ่งตามช่วงอายุ จะพบอายุ 0-5 ปี ติดเชื้อมากกว่า 6-11 ปี และ 12-17 ปี ทั้ง 3 สัญชาติ สะท้อนภาพ “เด็กเล็กได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กโต” ทั้งนี้ มีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ อาทิ

1.สถานะการเข้าเมือง การเข้าเมืองอย่างถูกหรือผิดกฎหมาย มีผลต่อการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เช่น ซื้อประกันสุขภาพหรือเข้าระบบประกันสังคม 2.สถานะทางเศรษฐกิจ รายได้มีผลต่อความเป็นอยู่และโภชนาการ โดยเฉพาะสถานการณ์โควิดที่มีแรงงานตกงาน 3.อาชีพ พบแรงงานในภาคเกษตรเข้าถึงบริการสุขภาพได้น้อยกว่าแรงงานนอกภาคเกษตร รวมถึงมีความเสี่ยงจากสารเคมี

4.การอยู่อาศัย มีทั้งที่อยู่ห้องเข่าแบบห้องเดียวอยู่กันเป็นครอบครัวหรือหลายครอบครัว และอยู่กันแบบเพิงพัก ซึ่งส่งผลกระทบเกี่ยวกับสุขอนามัยที่ดี เห็นได้จากในช่วงโควิดที่เกิดการระบาดแบบกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ใหญ่ๆ เพราะอยู่อาศัยกันอย่างแออัด หรือแรงงานที่เคยทำงานในเมืองและมีประกันสุขภาพ ต่อมาเมื่อย้ายไปทำงานนอกเมืองหรือในชนบท ก็เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพเพราะอยู่ไกลจากโรงพยาบาลที่ทำประกันไว้เดิม และ 5.สุขภาพมารดา ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์จะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดในการศึกษาคือไม่สามารถรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงเพราะขาดข้อมูล จึงไม่ทราบว่าเด็กกลุ่มไหนได้รับผลกระทบระดับใด ซึ่งมีผลต่อการจัดลำดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลือ และไม่อาจคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไร ทำได้เพียงคาดประมาณการเท่านั้น จึงมีข้อเสนอว่า ควรส่งเสริมให้ อาสาสมัครสาธารณสุขประชากรต่างด้าว (อสต.) เก็บข้อมูลประชากรเด็กข้ามชาติในพื้นที่ที่ดูแลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

“ด้านการศึกษา” สำรวจเด็กในโรงเรียนตามระบบ (ประถม-มัธยม) และสถานศึกษานอกระบบทั้งแบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และศูนย์การเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติ (MLC) ซึ่งพบว่า MLC มีการทำงานร่วมกับโรงเรียนของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเล็กโดยเฉพาะการใช้ภาษาไทย ในการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ ในสถานการณ์โควิด-19 เด็กข้ามชาติได้รับผลกระทบไม่ต่างจากเด็กไทย คือโรงเรียนถูกสั่งปิดตามมาตรการควบคุมโรค ซึ่งส่งผลกระทบทางตรงกับเด็ก เช่น ภาวะชะงักงันในการเรียนรู้ (Stagnant Learning) หรือโอกาสการเรียนรู้ที่เสียไปในบางช่วง หรือเพิ่มความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ หากเป็นสถานการณ์ปกติ เด็กที่จบชั้น ป.6จะสมัครเรียนต่อชั้น ม.1 ทันที แต่สถานการณ์โควิด-19 เด็กบางส่วนอาจไม่สามารถเรียนต่อเนื่องแบบนี้ได้

รวมไปถึงความล่าช้าในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (Delay Education) ซึ่งจะพบในกลุ่มเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะครัวเรือนข้ามชาติที่หวังให้บุตรหลานได้เรียนต่อในโรงเรียนไทย ที่แม้จะมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้วแต่ไม่สามารถเข้าไปเรียนในระดับประถมศึกษาได้เพราะโรงเรียนถูกปิดนอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อม เมื่อเด็กไม่ได้อยู่ในโรงเรียน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในชีวิต อาทิ ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอวัคซีนไม่ครอบคลุม ต้องติดตามพ่อแม่ไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก การถูกแสวงหาประโยชน์ เด็กติดหน้าจอ ท้องไม่พร้อม ฯลฯ

ซึ่งระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น สถานะการเข้าเมืองของพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ จำนวนบุตรที่พบว่าครัวเรือนบุตรมากได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าครัวเรือนบุตรน้อย ความตระหนักของพ่อแม่ว่าเห็นความสำคัญของการศึกษาเพียงใด รวมถึงผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 ต่อพ่อแม่ของเด็ก ตลอดจนการอยู่อาศัยและย้ายถิ่น ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความพยายามช่วยเหลือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมแต่สถานการณ์โควิด-19 ที่งบประมาณลดลง อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของ MLC ในบางพื้นที่ถึงขั้นต้องปิดตัวลง

จำนวนนักเรียนในครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาวและกัมพูชา) ระหว่างปี 2559-2563 อ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า ช่วงปี 2559-2562 จำนวนเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อถึงปี 2563 กลับลดลง ทั้งนี้ การปรับตัวยังมีข้อจำกัด เช่น การเรียนการสอนในชุมชนทำไม่ได้เพราะสถานการณ์โรคระบาดทำให้ไม่ไว้ใจให้คนภายนอกเข้าไป ขาดความพร้อมของเครื่องมือที่ต้องใช้เรียนออนไลน์ อีกทั้งผู้ปกครองไม่สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนของบุตรหลานได้เพราะใช้ภาษาไทย เป็นต้น

และ “ด้านการคุ้มครอง” การจำกัดจำนวนผู้รับบริการในหน่วยงานต่างๆ ตามมาตรการควบคุมโรค ส่งผลกระทบ เช่น การจดทะเบียนการเกิด แต่บางพื้นที่ใช้วิธีแจกบัตรคิวนัดวัน-เวลา แม้จะล่าช้าไปบ้างแต่ก็ทำให้ได้รับการจดทะเบียนขณะที่เด็กเล็กยังเสี่ยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยอ้างอิงกับสถานการณ์ของเด็กไทย การที่พ่อแม่หยุดงาน ขาดรายได้มีการหันไปดื่มสุรา ขาดสติและใช้ความรุนแรง มีความเสี่ยงต้องนำเด็กไปที่ทำงาน หรือไม่ก็ปล่อยให้อยู่กันเองกับพี่น้อง

ส่วนเด็กโตก็จะมีปัญหาการใช้สารเสพติด ทะเลาะวิวาท ท้องไม่พร้อม ไปจนถึงเป็นแรงงานเด็ก ซึ่งการสำรวจระดับโลกนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จำนวนแรงงานเด็กลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2563 ที่โควิด-19 เริ่มระบาด พบว่าเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น สำหรับตัวอย่างที่พบ เช่น พ่อแม่ที่เป็นแรงงานเกษตรและประมง ให้ลูกไปช่วยทำงานด้วยเพราะไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ หรือไม่กล้าปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง แต่เมื่อออกไปทำงานแล้วก็ยากที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับปัญหาการแต่งงานและตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

ซึ่ง “สถานะทางทะเบียน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มและลดความเสี่ยง ไม่ต่างจากอีก 2 ด้านข้างต้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘VIA’หลักสูตรทักษะชีวิต สอนเด็กไทยอยู่รอดบนถนน

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639547

รายงานพิเศษ : ‘VIA’หลักสูตรทักษะชีวิต  สอนเด็กไทยอยู่รอดบนถนน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“คำว่าประมาท คำว่ามีวินัยแล้วจะทำให้ปลอดภัยใช่ไหม? แต่มันไม่สื่อว่าเราจะให้เขามีพฤติกรรมอะไรต่างหาก สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ จะเห็นว่างานวิจัยเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องพฤติกรรม ที่เรียกว่าขับรถเร็วอะไรพวกนี้ แต่สิ่งแรกที่เขาดูคือทักษะ Perception คือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ อย่างเช่นการเดินข้ามถนนไม่มองเลนสุดท้าย นั่นคือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ จริงๆ จะบอกว่ามันคือความผิดพลาด”

ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวในงานประชุมนำเสนอผลการดำเนินงาน VIA Road Safety Education Programme เพื่อสร้างทักษะด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มนักเรียน เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา ว่าด้วย “ความผิดพลาด” ในการรับรู้และการตัดสินใจจนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ

ซึ่งความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่รับรู้สถานการณ์โดยรอบ การเข้าใจหรือตีความที่ผิดพลาด และการตัดสินใจผิดพลาด สำหรับอุบัติเหตุบนท้องถนนยังหมายถึงการบังคับยานพาหนะที่ผิดพลาด “ที่ผ่านมาวิธีการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนยังเน้นการกวดขันวินัยจราจร แต่การบังคับใช้กฎหมายนั้นครอบคลุมปัญหาได้เพียงร้อยละ 32 เท่านั้น” ในขณะที่ทักษะชีวิตว่าด้วยการรับรู้ เข้าใจ เพื่อลดโอกาสการตัดสินใจผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสีย คนไทยไม่เคยถูกสอนให้เรียนรู้และตระหนักอย่างจริงจัง

ปัญณ์ ยกตัวอย่างผลการศึกษาว่าด้วย “พฤติกรรมการใช้จักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ในสังคมไทย” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม แบ่งเป็นร้อยละ 28 หัดขี่ด้วยตนเอง ส่วนอีกร้อยละ 72 คนใกล้ตัวเป็นผู้สอน อาทิพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน รุ่นพี่ ฯลฯ แต่ไมได้ผ่านการฝึกทักษะขับขี่อย่างปลอดภัย ขณะที่อายุเฉลี่ยที่เริ่มหัดขี่อยู่ที่ 10 ปี จึงไม่แปลกที่ความสูญเสียจะมีค่อนข้างมาก อีกด้านหนึ่ง “สังคมไทยให้ความสำคัญกับยานพาหนะมากกว่าคนเดินเท้า จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมการข้ามถนนด้วย” ในประเทศไทยต้องรอให้รถว่างจึงเดินข้ามได้ แต่ในต่างประเทศยานพาหนะจะต้องหยุดให้คนเดินข้ามเสมอ คำถามคือ “แล้วเราสอนให้คนข้ามถนนอย่างไร?” ในวัฒนธรรมที่แตกต่างนี้

ข้อค้นพบข้างต้นนำมาสู่ความพยายามผลักดันหลักสูตร “VIA Road Safety Education Programme” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 2560 จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีผู้ผลิตยางรถยนต์และน้ำมันเครื่องเจ้าดังระดับโลกอย่างมิชลินและโททาลให้การสนับสนุน และบริหารจัดการโดย Global Road Safety Partnership (GRSP) องค์กรที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (International Federation of the Red Cross and Red Crescent Societies)

หลักสูตร VIA Road Safety Education Programme ปัจจุบันมีการใช้งานใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จำลองสถานการณ์ใกล้เคียงท้องถนนจริง เช่น การให้ผู้เรียนได้นั่ง ณ ที่นั่งคนขับของพาหนะชนิดต่างๆ แล้วมองหาเพื่อนๆ ที่ยืนถือป้ายตามจุดต่างๆ รอบตัวรถ เพื่อเรียนรู้เรื่องของจุดบอด หรือจุดที่ผู้ขับขี่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นจุดที่ต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่เพราะสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนได้

หรือการให้ผู้เรียนปิดตาแล้วเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้ตระหนักความสำคัญของการมองทาง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่ผู้คนมักใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนกันแทบทุกขณะของชีวิต แต่การเดินเท้าหรือขับขี่ยานพาหนะแล้วสายตาจดจ่ออยู่กับมือถือ ก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเพราะไม่ได้มองเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รายรอบ เป็นต้น

ว่าที่ ร.ต.ณัฐพล นาคะเต ครูโรงเรียนวัดทรงธรรม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่นี่เป็นโรงเรียนนำร่องกลุ่มแรกของประเทศไทยในการใช้หลักสูตร VIA สอนนักเรียน เล่าถึงกิจกรรมหลากหลายที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นสภาพความเป็นจริงในการใช้รถใช้ถนน เช่น เรื่องของจุดบอดของยานพาหนะ หรือการให้นักเรียนลองสำรวจและวิเคราะห์จุดเสี่ยงในเส้นทางจากบ้านมาโรงเรียน

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น เทศบาล อบต. เพื่อแก้ไขได้ด้วย ขณะเดียวกันยังจัดครูออกตรวจตราเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยง เช่น แยกวัดใจ หมายถึงทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ทั้งนี้ นักเรียนมีการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งรถประจำทาง เรือข้ามฟาก รวมถึงบางพื้นที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเองเพราะอยู่บ้านลึกห่างจากถนนสายหลัก

เปรมศักดิ์ ปัญญาสาร หัวหน้ากลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เล่าว่า พบปัญหาเด็กติดโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งเดินข้ามถนนก็ยังเล่น ในขณะที่
สภาพภูมิประเทศรอบโรงเรียนนั้นถนนค่อนข้างเล็ก ยิ่งซอยเข้าโรงเรียนยิ่งแคบรถแล่นสวนกันลำบาก อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงมีโรงเรียนตั้งอยู่หลายแห่ง และมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนมาก ซึ่งการเรียนการสอนหลักสูตร VIA ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเดินและการข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัย

เช่นเดียวกับครู 2 ท่านซึ่งเป็นตัวแทนจาก โรงเรียนวัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ ขำบางพูน และ สุภกฤต ดอนวันหา ที่กล่าวว่า แม้แนวทางจะมาจากคู่มือของ VIA แต่ครูจะเป็นผู้นำไปปรับรูปแบบวิธีการสอน จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานที่จริง “เด็กบางคนไม่เคยเดินข้ามถนนหรือโดยสารรถประจำทางด้วยตนเองมาก่อน” เพราะผู้ปกครองไม่ปล่อยให้บุตรหลานได้ทำ การมีหลักสูตรนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ โดยทางโรงเรียนนำไปสอดแทรกไว้ในกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมลูกเสือ

ถึงกระนั้น สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน (On Site) ได้กลายเป็นข้อจำกัด อาทิ ฐานพัฒน์ สังตรีเศียร ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่ยอมรับว่า โรงเรียนสามารถเปิดเรียนแบบ On Site ได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจกับจุดบอดของยานพาหนะ เช่น รถกระบะ รถตู้ แต่หลังจากนั้นก็ต้องเรียนออนไลน์กันยาวนาน

ไม่ต่างจาก มีนา โสวรส ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 4 เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เล่าว่า โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเอง เพราะเส้นทางที่มาถึงโรงเรียนต้องผ่านถนนสุวินทวงศ์ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งมีรถบรรทุกวิ่งจำนวนมาก แต่ก็ทราบข่าวนักเรียนไปขับขี่เองในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียนแล้วเกิดอุบัติเหตุอยู่เป็นระยะๆ

จึงหวังว่าจะสามารถนำหลักสูตร VIA มาสอนได้ในปีการศึกษาถัดไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘สูงวัย’พ่วง‘โควิด-ดิสรัปชั่น’ นโยบายแรงงาน..ไทยพร้อม?

Posted on February 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/638120

รายงานพิเศษ : ‘สูงวัย’พ่วง‘โควิด-ดิสรัปชั่น’  นโยบายแรงงาน..ไทยพร้อม?

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน วุฒิสภา จัดงานสัมมนาทางวิชาการ (ออนไลน์) เรื่อง “ผู้สูงอายุกับงานที่มีคุณค่าในยุคโควิด-19” โดยมีการบรรยายทางวิชาการ หัวข้อ “แนวโน้มและความท้าทายของงานในอนาคตในยุคสังคมสูงวัย” โดย มนทกานต์ ฉิมมามีสถาบันวิจัยประชากรและสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ข้อมูลในปี 2563 สัดส่วนประชากรวัยแรงงานตอนปลาย (อายุ 50-59 ปี) ไปจนถึงวัยเกษียณที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายขึ้นไปยังมีไม่มากนัก แต่ในปี 2583 จะมีมากขึ้น ดังนั้น ในอนาคตรูปแบบการพัฒนาทักษะอาจต้องเปลี่ยนไปด้วย

แต่เมื่อวิเคราะห์ “ช่องว่าง” จะพบถึง 8 ประเด็น คือ 1.กฎหมาย/แผน/นโยบาย ยังไม่มีแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุโดยเฉพาะ 2.หน่วยงานที่ดำเนินการแม้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพหลัก แต่หน่วยงานระดับกรมต่างก็มีโครงการของตนเอง ยังขาดการบูรณาการ อีกทั้งไม่มีหน่วยงานกลางมาดูแลอย่างครบวงจรตั้งแต่วิเคราะห์ตลาดจนถึงจัดทำหลักสูตรเพื่อให้ได้งานจริงๆ 3.ยังมองผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเดียวรวมกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมีความหลากหลาย ต้องศึกษาว่ามีกลุ่มไหนบ้าง เพื่อจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะได้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม

4.หลักสูตรการฝึกอบรม เมื่อการมองผู้สูงอายุไม่แยกกลุ่มหลากหลาย การจัดหลักสูตรก็ยังไม่หลากหลายไปด้วย อีกทั้งหลายหน่วยงานยังจัดทำหลักสูตรซ้ำซ้อนกันโดยเฉพาะในต่างจังหวัด5.รูปแบบการฝึกอบรม ควรเพิ่มองค์ประกอบและรูปแบบที่เหมาะสม รวมถึงขจัดอุปสรรคของผู้สูงอายุในการเข้าถึงการฝึกอบรม 6.แพลตฟอร์ม/ระบบฐานข้อมูลแรงงานสูงอายุ แม้จะมีความพยายามทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติ แต่ยังไม่พบการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานสูงอายุอย่างครบวงจร

7.มาตรการอุดหนุนภาคเอกชนและผู้สูงอายุยังไม่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยกระดับการพัฒนาทักษะ และ 8.ทัศนคติในเชิงลบเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น มองว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพการเรียนรู้ได้ต่ำกว่า อีกทั้งให้ผลตอบแทนต่อองค์กรได้น้อยกว่า จึงไม่คุ้มค่าในการลงทุนขององค์กรเมื่อเทียบกับแรงงานวัยอื่นๆ หรือในทางกลับกัน ผู้สูงอายุก็มองตนเองว่าไม่ควรพัฒนาทักษะอีกต่อไปเพราะไม่ต้องทำงานที่ใช้ทักษะมาก

ด้าน ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพราะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม “สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงอายุ” แต่หมายถึงสังคมที่คนทุกวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้

“ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี” เป็นตัวแปรสำคัญที่กระทบต่อโอกาสการมีงานทำเมื่อเครื่องจักรถูกใช้แทนมนุษย์ ซึ่งข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดการณ์ว่า กรณีประเทศไทยมีประชากรถึงร้อยละ 44 มีความเสี่ยงในอาชีพการงานจากตัวแปรดังกล่าว เช่นเดียวกับการสำรวจความคิดเห็นของนายจ้างและแรงงาน ที่ทำโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ร่วมกับกระทรวงแรงงานของไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยคุณสมบัติแรงงานสมัยใหม่ที่นายจ้างต้องการ แน่นอนคือเรื่องทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (โปรแกรมหรือแอปพลิเคชั่น) นอกจากนั้นยังต้องการคนที่ทำงานได้หลากหลายและการทำงานแบบวิถีใหม่จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในทางกลับกัน เสียงสะท้อนของฝ่ายแรงงานหรือลูกจ้าง ระบุว่า งานที่ทำซับซ้อนขึ้น หลากหลายขึ้นและต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในยุคสมัยแบบนี้จะเกิด“ความท้าทาย 2 มุม” ประกอบด้วย

1.การส่งเสริมการขยายตัวด้านการจ้างงานเต็มที่และมีประสิทธิผล ส่งเสริมการทดแทนในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะคนที่จะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อม รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กับ 2.การส่งเสริม ปกป้องคุ้มครอง และการมีส่วนร่วม ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง อาทิ แรงงานที่เข้าสู่การจ้างงานแบบวิถีใหม่ การระงับข้อพิพาท การรวมกลุ่มต่อรอง

ถึงกระนั้น มีข้อค้นพบว่า ประชาชนอาจยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทักษะกับการทำงาน “จากการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประชากร ที่เห็นได้ชัดเจนคือประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่นๆ ที่ระบุว่า ไม่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ” โดยเหตุผลหลักคือ “แก่แล้ว” หรือความชรา ในขณะที่กลุ่มคนที่เป็นวัยกำลังทำงานอยู่ ที่ระบุว่าไม่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา

ผศ.ดร.รัตติยา กล่าวถึงข้อเสนอแนะ 1.การทำงานที่สมบูรณ์และมีประสิทธิผล เช่น เตรียมความพร้อมวางแผนชีวิตตั้งแต่เริ่มวัยทำงาน (หรือจริงๆ อาจต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก) ส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของคนต่างวัย สนับสนุนการเพิ่มพูนทักษะและความรู้ของผู้สูงอายุ สร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เหมาะสมกับการทำงานของทุกช่วงวัย และส่งเสริมการขยายอายุเกษียณ

2.การคุ้มครองทางสังคม เช่น ส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ (โดยเฉพาะระบบบำนาญผู้สูงอายุ) ช่วยเหลือและเสริมศักยภาพกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมหลักประกันสุขภาพและความปลอดภัยแบบวิถีใหม่เพื่อเอื้อให้เกิดการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน ขยายเวลาชำระหนี้ สนับสนุนแรงงานและธุรกิจขนาดย่อม ขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ สนับสนุนการทำงานผ่านเครือข่ายต่างๆ ทั้งนี้ จุดอ่อนสำคัญคือต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน เพราะไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

3.สิทธิในที่ทำงาน เช่น ส่งเสริมความเสมอภาค ต้องขจัดการเลือกปฏิบัติตั้งแต่การจัดหาบุคลากร ประเด็นนี้กรณีผู้สูงอายุมีความท้าทายคือทัศนคติในเชิงลบ จะทำอย่างไรในการปรับเปลี่ยนไปสู่การมองว่าทุกคนมีคุณค่า แต่จะดึงคุณค่านั้นมาใช้อย่างไร การส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน ซึ่งรวมถึงความเครียดจากการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ด้วย

4.การเจรจาทางสังคม ส่งเสริมการหารือเรื่องเสรีภาพในการสมาคมและหาแนวทางแรงงานสัมพันธ์ ส่งเสริมบทบาทตัวแทนแรงงานอกระบบและภาคประชาสังคม และ 5.การผสานความร่วมมือ เชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ทั้งในและนอกภาครัฐอีกทั้งต้องมีชุดข้อมูลบ่งชี้เพื่อเป็นฐานข้อมูลตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ อีกทั้งส่งเสริมศักยภาพท้องถิ่นในการบูรณาการเพื่อการส่งเสริมการทำงานที่มีคุณค่าของผู้สูงอายุ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,887,395 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ชัยชนะ ซัดหนัก! พวกปล่อยข่าว ทำประชาธิปัตย์แตกแยก ยืนยัน 21 ส.ส.ไม่มีแบ่งก๊วน แยกพวก
ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ
มัลลิกา ปัดตอบนั่ง รองประธานสภาฯ พร้อมทำหน้าที่หากได้ตำแหน่ง
NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร - KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน
อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’
ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมิติใหม่ เปิดตัวโครงการ ‘Hello Strangers-เจอกันที่โฮสเทล‘ เปิดรับบทสนทนา ความสนุก มิตรภาพใหม่ๆ
ธนกร สั่งคุมเข้ม! หยุดกิจการ-ห้ามเคลื่อนย้ายกากอุตฯ ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม
UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย
พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

Recent Posts

  • “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง
  • IEA ชี้สงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์
  • แบงก์ชาติอังกฤษเตรียมใช้ภาพ “สัตว์ป่า” แทนรูปบุคคลสำคัญ บนธนบัตรรุ่นใหม่
  • สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น
  • อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d