Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: รายงานพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : มิติใหม่ศึกษาศาสตร์ สร้างการเรียนรู้และพัฒนางานทั้งระบบ สู่จักรวาลนฤมิต Metaverse

Posted on March 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/644402

รายงานพิเศษ : มิติใหม่ศึกษาศาสตร์ สร้างการเรียนรู้และพัฒนางานทั้งระบบ สู่จักรวาลนฤมิต Metaverse

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.39 น.

29 มีนาคม 2565 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเตรียมความพร้อมสู่การจัดการศึกษาจักรวาลนฤมิต” สำหรับคณาจารย์และบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ โดย รศ.ดร.สุมาลี ชัยเจริญ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ กล่าวเปิดการอบรม พร้อมด้วย รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และพัฒนาองค์กร และ อาจารย์ ดร.สามารถ สิงห์มา ร่วมเป็นวิทยากรในการบรรยายและจัดอบรมการใช้งาน แพลตฟอร์ม “itals.tech” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้จักรวาลนฤมิตทางการศึกษาที่ทีมคณาจารย์นักวิจัยคณะศึกษาศาสตร์พัฒนาขึ้น เพื่อใชในการในการจัดการเรียนการสอนบนโลกเสมือนจริง ผสานกับอุปกรณ์เทคโนโลยี XR (AR,VR,MR)  

รศ.ดร.สุมาลี ชัยเจริญ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ เปิดเผยว่า “ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะศึกษาศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าท้ายที่มีต่อการจัดการศึกษา ในยุค new normal ผ่านรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid workplace ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นของสภาพแวดล้อมที่ประกอบไปด้วยวิธีการดำเนินงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องส่งเสริมสมรรถนะหลักด้านดิจิทัลของคณาจารย์และบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน และความเปลี่ยนแปลงที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้แม้ต้องเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายในปัจจุบัน ในวันนี้คณะศึกษาศาสตร์ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก อาจารย์ ดร.สามารถ สิงห์มา ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษา จักรวาลนฤมิต หรือโลก Metaverse ที่จะทำให้เราทุกคนเป็น Global citizen ที่เราสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้อย่างราบรื่น” 

รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร ได้ให้รายละเอียดโครงการนี้ว่า “ในการที่จะพัฒนาตัวนวัตกรรมที่รองรับการศึกษาแห่งอนาคตเพื่อสร้างผู้เรียนแห่งอนาคตนี้ METAVERSE เป็นหนึ่งในนวัตกรรมและเป็นสิ่งที่เราอยากจะมาศึกษาเรียนรู้ต่อยอดสู่การพัฒนาและนำไปใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างไร ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เราคิดกันในทีมของคณะศึกษาศาสตร์ในกลุ่มคณาจารย์หลายท่านประชุมปรึกษาหารือกัน เราจะเห็นว่ากระแสของโลกปัจจุบันมีการใช้ digital technology แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ Metaverse ถูกสังคมทั้งโลกให้ความสำคัญแล้วก็มาโฟกัสที่เรื่องนี้ บทบาทที่สำคัญของคณะศึกษาศาสตร์ของเราก็คือว่าทำอย่างไรที่เราจะสามารถทำให้ Metaverse มันจับต้องได้และสู่การออกแบบที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา เราจึงมาคิดแล้วก็ต่อยอดจากงานเดิมที่ทำไว้ก็คือเรื่องของการพัฒนาตัววิธีการจัดการเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีเดิมที่เรามีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า Metaverse เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยทำให้การที่ผู้เรียนเรียนรู้แล้วสามารถที่จะสร้างในเรื่องของโลกที่เป็นจริงได้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่เสมือนเพราะว่าผู้เรียนเข้าไปอยู่ Metaverse แล้ว

ผู้เรียนสามารถที่จะเรียนรู้ปฏิบัติมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนและกับผู้อื่นได้ด้วยแบบ Realtime ซึ่งตรงนี้จะทำให้ขอบเขตเดิมของการเรียนแบบ e-learning ไม่เป็นกำแพงอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงมาพัฒนาเพื่อจะทำให้ Metaverse เป็นบทเรียนที่มีแพลตฟอร์มที่ง่าย ทำให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถที่จะสร้างห้องเรียนหรือสร้างบทเรียนแบบนี้ได้อย่างง่ายดาย จึงเกิดแพลตฟอร์มที่เราเรียกว่า ITALS ซึ่งย่อมาจากชื่อสาขาวิชาใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการผลิตและพัฒนากำลังคนทางการศึกษาแห่งอนาคต ซึ่งเป็นการบูรณาการในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมให้เราได้ workshop ให้กับบุคลากรของคณะศึกษาศาสตร์ ทั้งสายวิชาการ สายสนับสนุนและโรงเรียนสาธิตในทุกระดับการศึกษาตั้งแต่อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในการที่เราจะเปลี่ยนแปลงหรือผลักดันนโยบายใดก็ตามคงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้บริหารเท่านั้นแต่คณาจารย์ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่จะบุกเบิกเรื่องของการถ่ายทอดนวัตกรรมนี้สู่ประชาสังคมก็เป็นผู้ที่มีความสำคัญมากเช่นกัน เป้าหมายของเราคือไม่ใช่แค่เรื่องของการที่จะมีนวัตกรรมออกสู่การพัฒนาทางการศึกษาเท่านั้นแต่เรายังเน้นเรื่องของการสร้างบรรยากาศของการทำงานให้พร้อมรับกับโลกแห่งอนาคต”      

สมใจ นามสุดตา 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ส่องความสุขแรงงานในระบบ จิตใจยังดี..แต่เงิน-หนี้บั่นทอน

Posted on March 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643866

รายงานพิเศษ : ส่องความสุขแรงงานในระบบ  จิตใจยังดี..แต่เงิน-หนี้บั่นทอน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน“Happy Workplace Forum 2022 :The Future of workplace well-being”ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือ การเปิดเผยผลการศึกษา “คุณภาพชีวิต ความสุข ความผูกพันองค์กรของคนทำงาน (ในองค์กร) ระดับประเทศ พ.ศ.2564” อันเป็นโครงการที่ สสส. ทำงานร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี 2 นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บุรเทพ โชคธนานุกูล กับ สุภรต์ จรัสสิทธิ์ร่วมบรรยาย

บุรเทพ เล่าว่า โครงการนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 10 ปี โดยการสำรวจในปี 2564 เป็นอีกปีที่คณะทำงานต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งมีการสำรวจตั้งแต่เดือนต.ค. 2564-ก.พ. 2565 มีกลุ่มตัวอย่างร่วมโครงการจำนวน 365 องค์กร จาก 17 ภาคส่วน (Sector) มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่สมบูรณ์สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ผลได้ 20,980 คน เพียงพอต่อการแพนจำนวนคนทำงานในองค์กร 7.08 ล้านคน

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับปี 2563 พบว่า ในปีดังกล่าวมีกลุ่มตัวอย่างร่วมโครงการจำนวน 436 องค์กร มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่สมบูรณ์สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ผลได้ 25,955 คน เพียงพอต่อการแพนจำนวนคนทำงานในองค์กร 7.1 ล้านคน กล่าวโดยสรุป คือ กลุ่มตัวอย่างในปี 2564 ลดลงจากปี 2563 ซึ่งคาดว่าปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ต่อเนื่องยาวนานข้ามปีทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวลง หรือไม่สะดวกในการสำรวจข้อมูล

ข้อค้นพบที่น่าสนใจ 1.จิตวิญญาณยังเข้มแข็ง แต่การเงินนั้นตรงข้าม คะแนนความสุขภาพรวมในปี 2564 อยู่ที่ 61.3 คะแนนเมื่อแบ่งรายด้าน พบว่า อันดับ 1 จิตวิญญาณดี68.5 คะแนน อันดับ 2 น้ำใจดี 66.3 คะแนนอันดับ 3 การงานดี 65.5 คะแนน อันดับ 4 ใฝ่รู้ดี 64.3 คะแนน อันดับ 5 ครอบครัวดี 62 คะแนน อันดับ 6 สุขภาพกายดี 59.3 คะแนน อันดับ 7 สังคมดี 58.7 คะแนน อันดับ 8 ผ่อนคลายดี 54.7 คะแนน และอันดับ 9 สุขภาพการเงินดี 52.8 คะแนน

ประเด็นนี้มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า จิตวิญญาณ หมายถึงการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา การรู้สึกขอบคุณผู้ที่ทำดีและให้อภัยกับผู้ที่ทำไม่ดีกับตัวเรา รวมถึงการขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด อันเป็นสิ่งที่สังคมไทยสะท้อนออกมา ในขณะที่ สุขภาพการเงิน เหตุที่ได้คะแนนน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อคนทำงาน

2.สุขภาพกายเป็นเรื่องเดียวที่คะแนนปี 2564 ไม่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความสุขทั้งค่าเฉลี่ยภาพรวมและแยกเป็นรายด้าน ระหว่างปี 2563 กับ 2564 พบว่า คะแนนทุกด้านปรับเพิ่มสูงขึ้นทั้งหมด แม้กระทั่งด้านสุขภาพการเงิน ที่ทั้ง2 ปีได้คะแนนรั้งท้ายเหมือนกัน แต่ในปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 52.8 คะแนนก็ยังมากกว่าปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 51.1 คะแนน แต่สุขภาพกายนั้นกลับคงที่อยู่ ณ 59.3 คะแนน ติดต่อกัน 2 ปี

“ภาพรวมปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกมิติ ยกเว้น Happy Body (สุขภาพกายดี) มิติเดียว ถามว่าทำไมถึงไม่ปรับเพิ่ม? ส่วนหนึ่งเราอาจจะประเมินได้ว่าสถานการณ์โควิดยังคงอยู่กับเรา หลายท่านไม่สามารถไปใช้ชีวิตทำกิจกรรมออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายนอกบ้านอย่างเดิมที่เคยเกิดขึ้นก่อนสถานการณ์โควิดได้” บุรเทพ กล่าว

ขณะที่ สุภรต์ กล่าวว่า จากคะแนนความสุขในปี 2564 ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 นับว่าน่าแปลกใจไม่น้อยเพราะยังอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เรื่องนี้อาจเป็นเพราะองค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจในปี 2564 เป็นองค์กรที่ยังดำเนินการอยู่ไม่ได้ปิดตัวล้มหายตายจากไปซึ่งหมายถึงคนในองค์กรเหล่านี้ยังคงมีงานทำ และยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แม้จะมีข้อจำกัดตามสถานการณ์อยู่บ้างก็ตาม

เมื่อจัดอันดับคะแนนความสุขแบ่งตามประเภทกิจการ (อ้างอิงจากการแบ่งประเภทงานกลุ่มแรงงานในระบบ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ) พบว่า อันดับ 1 การศึกษา 67.4 คะแนน อันดับ 2 การเงินและประกันภัย 65.6 คะแนน อันดับ 3 ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร64.3 คะแนน อันดับ 4 สุขภาพและสังคมสงเคราะห์ 64 คะแนน อันดับ 5 ไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำและระบบปรับอากาศ 63.8 คะแนน อันดับ 6 มีร่วมกัน 2 กลุ่ม การบริหารราชการ/การป้องกันประเทศ/ประกันสังคมภาคบังคับ กับ การบริหารและบริการสนับสนุน ได้กลุ่มละ 63.5 คะแนน

อันดับ 7 การขนส่งและคลังสินค้า 61.9 คะแนน อันดับ 8 การจัดหาน้ำ/จัดการน้ำเสียและของเสีย รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 61.8คะแนน อันดับ 9 การขายส่ง/ขายปลีก/ซ่อมแซมรถยนต์-มอเตอร์ไซค์61.1 คะแนน อันดับ 10 ศิลปะ/บันเทิง/นันทนาการ 60.5 คะแนน อันดับ 11 การก่อสร้าง 60.4 คะแนน อันดับ 12 อสังหาริมทรัพย์ 60.2 คะแนน อันดับ 13 ที่พักแรมและบริการอาหาร 60.1 คะแนน อันดับ 14 บริการด้านอื่นๆ 59.6 คะแนน อันดับ 15 การผลิต 59.5 คะแนน และอันดับ 16 วิชาชีพวิทยาศาสตร์/วิชาการ 58.6

เมื่อยกตัวอย่างบางด้านมาวิเคราะห์ เช่น “การงาน” ที่ได้65.5 คะแนน พบว่า กลุ่มตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูง คือการจ่ายค่าจ้าง(จ่ายตรงเวลาและถูกต้อง) ตามมาด้วยบรรยากาศในการทำงาน (การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน การทำงานเป็นทีม ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและกฎระเบียบองค์กร และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่เหมือนพี่น้อง) ในขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำ ที่สำคัญ 3 ลำดับแรกคือ ความชัดเจนในการเติบโตของงานที่ทำ ความเหมาะสมในการพิจารณาเลื่อนขั้น/ปรับค่าจ้าง และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกับหัวหน้างาน/นายจ้าง

ส่วน “การเงิน” ที่ได้คะแนนรั้งท้ายจากทั้งหมด 9 ด้าน พบว่าตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด 3 อันดับแรก คือ การมีเงินออม เปรียบเทียบรายได้-รายจ่าย และภาระในการชำระหนี้ สะท้อนความรู้สึกคนทำงาน“ไม่มีเงินออม-ชักหน้าไม่ถึงหลัง” อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลายังได้คะแนนค่อนข้างสูง หมายถึงแม้คนทำงานจะเครียดกับภาระหนี้สินแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นผิดนัดในการชำระ แต่ก็แลกมาด้วยเงินออมที่น้อยลง

“ตอนที่ไปทำ R2H (Routine to Happiness : หลักสูตรการบริหารจัดการองค์ความรู้สู่ความสุขในการทำงาน) ให้กับองค์กร สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือภาระหนี้สินของคนทำงานในองค์กร พอภาระหนี้สินมา เกิดความเครียดตามมา ก็ส่งผลกระทบต่อภาคการทำงานด้วย เรื่องของประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปด้วย ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในหลายองค์กรเหมือนกัน และเราก็พบว่า 43% ได้รับผลกระทบในเรื่องของภาวะการเงิน ในช่วงของวิกฤตโควิด-19” สุภรต์ ระบุ

หมายเหตุ : เหตุที่ใช้คำว่า “แรงงานในระบบ” ในการพาดหัวเพราะโดยทั่วไปแล้ว แรงงานที่ทำงานในองค์กรส่วนใหญ่มักเป็นแรงงานในระบบ หมายถึงได้รับการคุ้มครองตามสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสถานะการจ้างงาน (สวัสดิการภาครัฐของข้าราชการ, ประกันสังคม มาตรา 33ของลูกจ้างเอกชน) ต่างจากแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆในส่วนนี้ นอกจากสวัสดิการในฐานะพลเมือง (บัตรทอง สปสช.) หรือทำประกันชีวิตส่วนบุคคล!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : โควิดกระทบเด็กข้ามชาติ ‘สถานะ’ตัวแปรความรุนแรง

Posted on March 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/642493

รายงานพิเศษ : โควิดกระทบเด็กข้ามชาติ  ‘สถานะ’ตัวแปรความรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการศึกษา “โครงการวิจัยการประเมินสถานการณ์เด็กข้ามชาติในประเทศไทยและผลกระทบจากโควิด-19 (Assessingthe Situations of Migrant Childrenin Thailand and Impacts of COVID-19)” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งประกอบด้วย รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ รศ.ดร.วาทินี บุญชะลักษี กัญญา อภิพรชัยสกุล พงษ์ศักดิ์ หมื่นศักดา และ ปัณณวัฒน์ เถื่อนกลิ่น

งานวิจัยนี้ศึกษาประชากรเด็กข้ามชาติ อายุ 0-17 ปี ซึ่งเป็นบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ หรือแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ใน 3 ด้าน คือการศึกษา สุขภาพและการคุ้มครอง ทีมวิจัยทำการศึกษาคือระเหว่างเดือนก.พ.-ธ.ค. 2564 ใน 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก สมุทรสาครและระนอง อันเป็นพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก

“ด้านสุขภาพ” อ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ เดือน ธ.ค. 2564 มีเด็กและเยาวชนข้ามชาติอายุ 0-17 ปี ติดเชื้อโควิด-19 แบ่งเป็นชาวเมียนมา 7,774 คน ลาว 392 คน และกัมพูชา 3,757 คน โดยหากแบ่งตามช่วงอายุ จะพบอายุ 0-5 ปี ติดเชื้อมากกว่า 6-11 ปี และ 12-17 ปี ทั้ง 3 สัญชาติ สะท้อนภาพ “เด็กเล็กได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กโต” ทั้งนี้ มีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ อาทิ

1.สถานะการเข้าเมือง การเข้าเมืองอย่างถูกหรือผิดกฎหมาย มีผลต่อการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เช่น ซื้อประกันสุขภาพหรือเข้าระบบประกันสังคม 2.สถานะทางเศรษฐกิจ รายได้มีผลต่อความเป็นอยู่และโภชนาการ โดยเฉพาะสถานการณ์โควิดที่มีแรงงานตกงาน 3.อาชีพ พบแรงงานในภาคเกษตรเข้าถึงบริการสุขภาพได้น้อยกว่าแรงงานนอกภาคเกษตร รวมถึงมีความเสี่ยงจากสารเคมี

4.การอยู่อาศัย มีทั้งที่อยู่ห้องเข่าแบบห้องเดียวอยู่กันเป็นครอบครัวหรือหลายครอบครัว และอยู่กันแบบเพิงพัก ซึ่งส่งผลกระทบเกี่ยวกับสุขอนามัยที่ดี เห็นได้จากในช่วงโควิดที่เกิดการระบาดแบบกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ใหญ่ๆ เพราะอยู่อาศัยกันอย่างแออัด หรือแรงงานที่เคยทำงานในเมืองและมีประกันสุขภาพ ต่อมาเมื่อย้ายไปทำงานนอกเมืองหรือในชนบท ก็เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพเพราะอยู่ไกลจากโรงพยาบาลที่ทำประกันไว้เดิม และ 5.สุขภาพมารดา ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์จะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดในการศึกษาคือไม่สามารถรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงเพราะขาดข้อมูล จึงไม่ทราบว่าเด็กกลุ่มไหนได้รับผลกระทบระดับใด ซึ่งมีผลต่อการจัดลำดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลือ และไม่อาจคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไร ทำได้เพียงคาดประมาณการเท่านั้น จึงมีข้อเสนอว่า ควรส่งเสริมให้ อาสาสมัครสาธารณสุขประชากรต่างด้าว (อสต.) เก็บข้อมูลประชากรเด็กข้ามชาติในพื้นที่ที่ดูแลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

“ด้านการศึกษา” สำรวจเด็กในโรงเรียนตามระบบ (ประถม-มัธยม) และสถานศึกษานอกระบบทั้งแบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และศูนย์การเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติ (MLC) ซึ่งพบว่า MLC มีการทำงานร่วมกับโรงเรียนของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเล็กโดยเฉพาะการใช้ภาษาไทย ในการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ ในสถานการณ์โควิด-19 เด็กข้ามชาติได้รับผลกระทบไม่ต่างจากเด็กไทย คือโรงเรียนถูกสั่งปิดตามมาตรการควบคุมโรค ซึ่งส่งผลกระทบทางตรงกับเด็ก เช่น ภาวะชะงักงันในการเรียนรู้ (Stagnant Learning) หรือโอกาสการเรียนรู้ที่เสียไปในบางช่วง หรือเพิ่มความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ หากเป็นสถานการณ์ปกติ เด็กที่จบชั้น ป.6จะสมัครเรียนต่อชั้น ม.1 ทันที แต่สถานการณ์โควิด-19 เด็กบางส่วนอาจไม่สามารถเรียนต่อเนื่องแบบนี้ได้

รวมไปถึงความล่าช้าในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (Delay Education) ซึ่งจะพบในกลุ่มเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะครัวเรือนข้ามชาติที่หวังให้บุตรหลานได้เรียนต่อในโรงเรียนไทย ที่แม้จะมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้วแต่ไม่สามารถเข้าไปเรียนในระดับประถมศึกษาได้เพราะโรงเรียนถูกปิดนอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อม เมื่อเด็กไม่ได้อยู่ในโรงเรียน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในชีวิต อาทิ ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอวัคซีนไม่ครอบคลุม ต้องติดตามพ่อแม่ไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก การถูกแสวงหาประโยชน์ เด็กติดหน้าจอ ท้องไม่พร้อม ฯลฯ

ซึ่งระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น สถานะการเข้าเมืองของพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ จำนวนบุตรที่พบว่าครัวเรือนบุตรมากได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าครัวเรือนบุตรน้อย ความตระหนักของพ่อแม่ว่าเห็นความสำคัญของการศึกษาเพียงใด รวมถึงผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 ต่อพ่อแม่ของเด็ก ตลอดจนการอยู่อาศัยและย้ายถิ่น ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความพยายามช่วยเหลือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมแต่สถานการณ์โควิด-19 ที่งบประมาณลดลง อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของ MLC ในบางพื้นที่ถึงขั้นต้องปิดตัวลง

จำนวนนักเรียนในครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาวและกัมพูชา) ระหว่างปี 2559-2563 อ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า ช่วงปี 2559-2562 จำนวนเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อถึงปี 2563 กลับลดลง ทั้งนี้ การปรับตัวยังมีข้อจำกัด เช่น การเรียนการสอนในชุมชนทำไม่ได้เพราะสถานการณ์โรคระบาดทำให้ไม่ไว้ใจให้คนภายนอกเข้าไป ขาดความพร้อมของเครื่องมือที่ต้องใช้เรียนออนไลน์ อีกทั้งผู้ปกครองไม่สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนของบุตรหลานได้เพราะใช้ภาษาไทย เป็นต้น

และ “ด้านการคุ้มครอง” การจำกัดจำนวนผู้รับบริการในหน่วยงานต่างๆ ตามมาตรการควบคุมโรค ส่งผลกระทบ เช่น การจดทะเบียนการเกิด แต่บางพื้นที่ใช้วิธีแจกบัตรคิวนัดวัน-เวลา แม้จะล่าช้าไปบ้างแต่ก็ทำให้ได้รับการจดทะเบียนขณะที่เด็กเล็กยังเสี่ยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยอ้างอิงกับสถานการณ์ของเด็กไทย การที่พ่อแม่หยุดงาน ขาดรายได้มีการหันไปดื่มสุรา ขาดสติและใช้ความรุนแรง มีความเสี่ยงต้องนำเด็กไปที่ทำงาน หรือไม่ก็ปล่อยให้อยู่กันเองกับพี่น้อง

ส่วนเด็กโตก็จะมีปัญหาการใช้สารเสพติด ทะเลาะวิวาท ท้องไม่พร้อม ไปจนถึงเป็นแรงงานเด็ก ซึ่งการสำรวจระดับโลกนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จำนวนแรงงานเด็กลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2563 ที่โควิด-19 เริ่มระบาด พบว่าเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น สำหรับตัวอย่างที่พบ เช่น พ่อแม่ที่เป็นแรงงานเกษตรและประมง ให้ลูกไปช่วยทำงานด้วยเพราะไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ หรือไม่กล้าปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง แต่เมื่อออกไปทำงานแล้วก็ยากที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับปัญหาการแต่งงานและตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

ซึ่ง “สถานะทางทะเบียน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มและลดความเสี่ยง ไม่ต่างจากอีก 2 ด้านข้างต้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘VIA’หลักสูตรทักษะชีวิต สอนเด็กไทยอยู่รอดบนถนน

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639547

รายงานพิเศษ : ‘VIA’หลักสูตรทักษะชีวิต  สอนเด็กไทยอยู่รอดบนถนน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“คำว่าประมาท คำว่ามีวินัยแล้วจะทำให้ปลอดภัยใช่ไหม? แต่มันไม่สื่อว่าเราจะให้เขามีพฤติกรรมอะไรต่างหาก สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ จะเห็นว่างานวิจัยเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องพฤติกรรม ที่เรียกว่าขับรถเร็วอะไรพวกนี้ แต่สิ่งแรกที่เขาดูคือทักษะ Perception คือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ อย่างเช่นการเดินข้ามถนนไม่มองเลนสุดท้าย นั่นคือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ จริงๆ จะบอกว่ามันคือความผิดพลาด”

ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวในงานประชุมนำเสนอผลการดำเนินงาน VIA Road Safety Education Programme เพื่อสร้างทักษะด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มนักเรียน เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา ว่าด้วย “ความผิดพลาด” ในการรับรู้และการตัดสินใจจนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ

ซึ่งความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่รับรู้สถานการณ์โดยรอบ การเข้าใจหรือตีความที่ผิดพลาด และการตัดสินใจผิดพลาด สำหรับอุบัติเหตุบนท้องถนนยังหมายถึงการบังคับยานพาหนะที่ผิดพลาด “ที่ผ่านมาวิธีการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนยังเน้นการกวดขันวินัยจราจร แต่การบังคับใช้กฎหมายนั้นครอบคลุมปัญหาได้เพียงร้อยละ 32 เท่านั้น” ในขณะที่ทักษะชีวิตว่าด้วยการรับรู้ เข้าใจ เพื่อลดโอกาสการตัดสินใจผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสีย คนไทยไม่เคยถูกสอนให้เรียนรู้และตระหนักอย่างจริงจัง

ปัญณ์ ยกตัวอย่างผลการศึกษาว่าด้วย “พฤติกรรมการใช้จักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ในสังคมไทย” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม แบ่งเป็นร้อยละ 28 หัดขี่ด้วยตนเอง ส่วนอีกร้อยละ 72 คนใกล้ตัวเป็นผู้สอน อาทิพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน รุ่นพี่ ฯลฯ แต่ไมได้ผ่านการฝึกทักษะขับขี่อย่างปลอดภัย ขณะที่อายุเฉลี่ยที่เริ่มหัดขี่อยู่ที่ 10 ปี จึงไม่แปลกที่ความสูญเสียจะมีค่อนข้างมาก อีกด้านหนึ่ง “สังคมไทยให้ความสำคัญกับยานพาหนะมากกว่าคนเดินเท้า จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมการข้ามถนนด้วย” ในประเทศไทยต้องรอให้รถว่างจึงเดินข้ามได้ แต่ในต่างประเทศยานพาหนะจะต้องหยุดให้คนเดินข้ามเสมอ คำถามคือ “แล้วเราสอนให้คนข้ามถนนอย่างไร?” ในวัฒนธรรมที่แตกต่างนี้

ข้อค้นพบข้างต้นนำมาสู่ความพยายามผลักดันหลักสูตร “VIA Road Safety Education Programme” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 2560 จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีผู้ผลิตยางรถยนต์และน้ำมันเครื่องเจ้าดังระดับโลกอย่างมิชลินและโททาลให้การสนับสนุน และบริหารจัดการโดย Global Road Safety Partnership (GRSP) องค์กรที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (International Federation of the Red Cross and Red Crescent Societies)

หลักสูตร VIA Road Safety Education Programme ปัจจุบันมีการใช้งานใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จำลองสถานการณ์ใกล้เคียงท้องถนนจริง เช่น การให้ผู้เรียนได้นั่ง ณ ที่นั่งคนขับของพาหนะชนิดต่างๆ แล้วมองหาเพื่อนๆ ที่ยืนถือป้ายตามจุดต่างๆ รอบตัวรถ เพื่อเรียนรู้เรื่องของจุดบอด หรือจุดที่ผู้ขับขี่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นจุดที่ต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่เพราะสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนได้

หรือการให้ผู้เรียนปิดตาแล้วเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้ตระหนักความสำคัญของการมองทาง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่ผู้คนมักใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนกันแทบทุกขณะของชีวิต แต่การเดินเท้าหรือขับขี่ยานพาหนะแล้วสายตาจดจ่ออยู่กับมือถือ ก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเพราะไม่ได้มองเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รายรอบ เป็นต้น

ว่าที่ ร.ต.ณัฐพล นาคะเต ครูโรงเรียนวัดทรงธรรม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่นี่เป็นโรงเรียนนำร่องกลุ่มแรกของประเทศไทยในการใช้หลักสูตร VIA สอนนักเรียน เล่าถึงกิจกรรมหลากหลายที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นสภาพความเป็นจริงในการใช้รถใช้ถนน เช่น เรื่องของจุดบอดของยานพาหนะ หรือการให้นักเรียนลองสำรวจและวิเคราะห์จุดเสี่ยงในเส้นทางจากบ้านมาโรงเรียน

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น เทศบาล อบต. เพื่อแก้ไขได้ด้วย ขณะเดียวกันยังจัดครูออกตรวจตราเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยง เช่น แยกวัดใจ หมายถึงทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ทั้งนี้ นักเรียนมีการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งรถประจำทาง เรือข้ามฟาก รวมถึงบางพื้นที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเองเพราะอยู่บ้านลึกห่างจากถนนสายหลัก

เปรมศักดิ์ ปัญญาสาร หัวหน้ากลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เล่าว่า พบปัญหาเด็กติดโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งเดินข้ามถนนก็ยังเล่น ในขณะที่
สภาพภูมิประเทศรอบโรงเรียนนั้นถนนค่อนข้างเล็ก ยิ่งซอยเข้าโรงเรียนยิ่งแคบรถแล่นสวนกันลำบาก อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงมีโรงเรียนตั้งอยู่หลายแห่ง และมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนมาก ซึ่งการเรียนการสอนหลักสูตร VIA ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเดินและการข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัย

เช่นเดียวกับครู 2 ท่านซึ่งเป็นตัวแทนจาก โรงเรียนวัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ ขำบางพูน และ สุภกฤต ดอนวันหา ที่กล่าวว่า แม้แนวทางจะมาจากคู่มือของ VIA แต่ครูจะเป็นผู้นำไปปรับรูปแบบวิธีการสอน จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานที่จริง “เด็กบางคนไม่เคยเดินข้ามถนนหรือโดยสารรถประจำทางด้วยตนเองมาก่อน” เพราะผู้ปกครองไม่ปล่อยให้บุตรหลานได้ทำ การมีหลักสูตรนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ โดยทางโรงเรียนนำไปสอดแทรกไว้ในกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมลูกเสือ

ถึงกระนั้น สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน (On Site) ได้กลายเป็นข้อจำกัด อาทิ ฐานพัฒน์ สังตรีเศียร ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่ยอมรับว่า โรงเรียนสามารถเปิดเรียนแบบ On Site ได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจกับจุดบอดของยานพาหนะ เช่น รถกระบะ รถตู้ แต่หลังจากนั้นก็ต้องเรียนออนไลน์กันยาวนาน

ไม่ต่างจาก มีนา โสวรส ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 4 เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เล่าว่า โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเอง เพราะเส้นทางที่มาถึงโรงเรียนต้องผ่านถนนสุวินทวงศ์ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งมีรถบรรทุกวิ่งจำนวนมาก แต่ก็ทราบข่าวนักเรียนไปขับขี่เองในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียนแล้วเกิดอุบัติเหตุอยู่เป็นระยะๆ

จึงหวังว่าจะสามารถนำหลักสูตร VIA มาสอนได้ในปีการศึกษาถัดไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘สูงวัย’พ่วง‘โควิด-ดิสรัปชั่น’ นโยบายแรงงาน..ไทยพร้อม?

Posted on February 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/638120

รายงานพิเศษ : ‘สูงวัย’พ่วง‘โควิด-ดิสรัปชั่น’  นโยบายแรงงาน..ไทยพร้อม?

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน วุฒิสภา จัดงานสัมมนาทางวิชาการ (ออนไลน์) เรื่อง “ผู้สูงอายุกับงานที่มีคุณค่าในยุคโควิด-19” โดยมีการบรรยายทางวิชาการ หัวข้อ “แนวโน้มและความท้าทายของงานในอนาคตในยุคสังคมสูงวัย” โดย มนทกานต์ ฉิมมามีสถาบันวิจัยประชากรและสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ข้อมูลในปี 2563 สัดส่วนประชากรวัยแรงงานตอนปลาย (อายุ 50-59 ปี) ไปจนถึงวัยเกษียณที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายขึ้นไปยังมีไม่มากนัก แต่ในปี 2583 จะมีมากขึ้น ดังนั้น ในอนาคตรูปแบบการพัฒนาทักษะอาจต้องเปลี่ยนไปด้วย

แต่เมื่อวิเคราะห์ “ช่องว่าง” จะพบถึง 8 ประเด็น คือ 1.กฎหมาย/แผน/นโยบาย ยังไม่มีแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุโดยเฉพาะ 2.หน่วยงานที่ดำเนินการแม้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพหลัก แต่หน่วยงานระดับกรมต่างก็มีโครงการของตนเอง ยังขาดการบูรณาการ อีกทั้งไม่มีหน่วยงานกลางมาดูแลอย่างครบวงจรตั้งแต่วิเคราะห์ตลาดจนถึงจัดทำหลักสูตรเพื่อให้ได้งานจริงๆ 3.ยังมองผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเดียวรวมกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมีความหลากหลาย ต้องศึกษาว่ามีกลุ่มไหนบ้าง เพื่อจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะได้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม

4.หลักสูตรการฝึกอบรม เมื่อการมองผู้สูงอายุไม่แยกกลุ่มหลากหลาย การจัดหลักสูตรก็ยังไม่หลากหลายไปด้วย อีกทั้งหลายหน่วยงานยังจัดทำหลักสูตรซ้ำซ้อนกันโดยเฉพาะในต่างจังหวัด5.รูปแบบการฝึกอบรม ควรเพิ่มองค์ประกอบและรูปแบบที่เหมาะสม รวมถึงขจัดอุปสรรคของผู้สูงอายุในการเข้าถึงการฝึกอบรม 6.แพลตฟอร์ม/ระบบฐานข้อมูลแรงงานสูงอายุ แม้จะมีความพยายามทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติ แต่ยังไม่พบการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานสูงอายุอย่างครบวงจร

7.มาตรการอุดหนุนภาคเอกชนและผู้สูงอายุยังไม่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยกระดับการพัฒนาทักษะ และ 8.ทัศนคติในเชิงลบเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น มองว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพการเรียนรู้ได้ต่ำกว่า อีกทั้งให้ผลตอบแทนต่อองค์กรได้น้อยกว่า จึงไม่คุ้มค่าในการลงทุนขององค์กรเมื่อเทียบกับแรงงานวัยอื่นๆ หรือในทางกลับกัน ผู้สูงอายุก็มองตนเองว่าไม่ควรพัฒนาทักษะอีกต่อไปเพราะไม่ต้องทำงานที่ใช้ทักษะมาก

ด้าน ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพราะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม “สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงอายุ” แต่หมายถึงสังคมที่คนทุกวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้

“ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี” เป็นตัวแปรสำคัญที่กระทบต่อโอกาสการมีงานทำเมื่อเครื่องจักรถูกใช้แทนมนุษย์ ซึ่งข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดการณ์ว่า กรณีประเทศไทยมีประชากรถึงร้อยละ 44 มีความเสี่ยงในอาชีพการงานจากตัวแปรดังกล่าว เช่นเดียวกับการสำรวจความคิดเห็นของนายจ้างและแรงงาน ที่ทำโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ร่วมกับกระทรวงแรงงานของไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยคุณสมบัติแรงงานสมัยใหม่ที่นายจ้างต้องการ แน่นอนคือเรื่องทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (โปรแกรมหรือแอปพลิเคชั่น) นอกจากนั้นยังต้องการคนที่ทำงานได้หลากหลายและการทำงานแบบวิถีใหม่จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในทางกลับกัน เสียงสะท้อนของฝ่ายแรงงานหรือลูกจ้าง ระบุว่า งานที่ทำซับซ้อนขึ้น หลากหลายขึ้นและต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในยุคสมัยแบบนี้จะเกิด“ความท้าทาย 2 มุม” ประกอบด้วย

1.การส่งเสริมการขยายตัวด้านการจ้างงานเต็มที่และมีประสิทธิผล ส่งเสริมการทดแทนในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะคนที่จะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อม รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กับ 2.การส่งเสริม ปกป้องคุ้มครอง และการมีส่วนร่วม ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง อาทิ แรงงานที่เข้าสู่การจ้างงานแบบวิถีใหม่ การระงับข้อพิพาท การรวมกลุ่มต่อรอง

ถึงกระนั้น มีข้อค้นพบว่า ประชาชนอาจยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทักษะกับการทำงาน “จากการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประชากร ที่เห็นได้ชัดเจนคือประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่นๆ ที่ระบุว่า ไม่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ” โดยเหตุผลหลักคือ “แก่แล้ว” หรือความชรา ในขณะที่กลุ่มคนที่เป็นวัยกำลังทำงานอยู่ ที่ระบุว่าไม่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา

ผศ.ดร.รัตติยา กล่าวถึงข้อเสนอแนะ 1.การทำงานที่สมบูรณ์และมีประสิทธิผล เช่น เตรียมความพร้อมวางแผนชีวิตตั้งแต่เริ่มวัยทำงาน (หรือจริงๆ อาจต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก) ส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของคนต่างวัย สนับสนุนการเพิ่มพูนทักษะและความรู้ของผู้สูงอายุ สร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เหมาะสมกับการทำงานของทุกช่วงวัย และส่งเสริมการขยายอายุเกษียณ

2.การคุ้มครองทางสังคม เช่น ส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ (โดยเฉพาะระบบบำนาญผู้สูงอายุ) ช่วยเหลือและเสริมศักยภาพกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมหลักประกันสุขภาพและความปลอดภัยแบบวิถีใหม่เพื่อเอื้อให้เกิดการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน ขยายเวลาชำระหนี้ สนับสนุนแรงงานและธุรกิจขนาดย่อม ขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ สนับสนุนการทำงานผ่านเครือข่ายต่างๆ ทั้งนี้ จุดอ่อนสำคัญคือต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน เพราะไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

3.สิทธิในที่ทำงาน เช่น ส่งเสริมความเสมอภาค ต้องขจัดการเลือกปฏิบัติตั้งแต่การจัดหาบุคลากร ประเด็นนี้กรณีผู้สูงอายุมีความท้าทายคือทัศนคติในเชิงลบ จะทำอย่างไรในการปรับเปลี่ยนไปสู่การมองว่าทุกคนมีคุณค่า แต่จะดึงคุณค่านั้นมาใช้อย่างไร การส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน ซึ่งรวมถึงความเครียดจากการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ด้วย

4.การเจรจาทางสังคม ส่งเสริมการหารือเรื่องเสรีภาพในการสมาคมและหาแนวทางแรงงานสัมพันธ์ ส่งเสริมบทบาทตัวแทนแรงงานอกระบบและภาคประชาสังคม และ 5.การผสานความร่วมมือ เชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ทั้งในและนอกภาครัฐอีกทั้งต้องมีชุดข้อมูลบ่งชี้เพื่อเป็นฐานข้อมูลตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ อีกทั้งส่งเสริมศักยภาพท้องถิ่นในการบูรณาการเพื่อการส่งเสริมการทำงานที่มีคุณค่าของผู้สูงอายุ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพ รพ.ตราดหนุนมะเร็งรักษาทุกที่

Posted on February 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/631371

รายงานพิเศษ : ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพ  รพ.ตราดหนุนมะเร็งรักษาทุกที่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

โครงการ “Cancer Anywhere” หรือ “ผู้ป่วยมะเร็งรักษาได้ทุกที่…ที่พร้อม” เป็นนโยบายที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแนวคิดยกระดับบริการให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น เมื่อเข้าถึงการรักษาเร็วขึ้นก็จะสามารถรักษาได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ลดอาการแทรกซ้อน และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงได้ การจะขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งฝั่งผู้ให้บริการที่ต้องปรับระบบการตรวจวินิจฉัยและส่งต่อฝั่งผู้ซื้อบริการอย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ต้องปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการเพื่อเอื้อให้เกิดบริการ

และฝั่งผู้รับบริการที่ต้องเข้าใจในระบบบริการ การเชื่อมโยงทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ในพื้นที่บริการ“ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการ” หนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เปรียบเสมือนศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาล นอกจากทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ป่วยและโรงพยาบาล ให้ข้อมูลแนะนำเรื่องสิทธิ ตลอดจนรับคำร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยแล้ว ยังคอยทำงานขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อยู่หลังบ้าน

นางอันธิกา คะระวานิช รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลตราด และอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพของโรงพยาบาลตราด ซึ่งสร้างผลงานจนได้รับรางวัลศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพและการบริหารจัดการความขัดแย้งในหน่วยบริการดีเด่นระดับประเทศ ตลอดจนเป็นกรรมการคัดเลือกศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพฯ ดีเด่นระดับประเทศในปีต่อๆ มา

ได้ให้ความเห็นถึงบทบาทของศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการ ในการขับเคลื่อนนโยบายCancer Anywhere ว่า “งานของศูนย์หลักประกันสุขภาพฯไม่ใช่การจัดบริการ แต่ทำหน้าที่เพื่อสร้างการรับรู้สิทธิและดูแลการเข้าถึงบริการที่เป็นการคุ้มครองผู้ป่วย ตลอดจนการวางระบบประกันคุณภาพบริการให้กับประชาชน” งานเหล่านี้ไม่ได้ทำเฉพาะแค่ฝั่งประชาชนเท่านั้น แต่ต้องทำให้หน่วยบริการ บุคลากรในหน่วยบริการรับรู้ด้วยว่า ถ้าจะทำให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจการใช้สิทธิ หน่วยบริการเองต้องทำอย่างไร

ทีนี้เมื่อโฟกัสที่ Cancer Anywhere นางอันธิกา กล่าวว่า “เดิมทีการรักษามะเร็ง เป็นบริการที่มีแต่เดิมอยู่แล้ว เพียงนโยบายนี้ได้มุ่งยกระดับบริการให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ลดอาการแทรกซ้อนและการเสียชีวิต รวมถึงเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดในมะเร็งบางชนิดได้” โดยบทบาทของศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพฯ นอกจากการรับรู้นโยบายที่เป็นการปรับระบบบริการแล้ว ยังมองภาพรวมในงานที่ต้องขับเคลื่อนทั้งหมด ที่ต้องสอดรับการให้บริการที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“งานนี้การขับเคลื่อนในส่วนหลังบ้านเพื่อสนับสนุนการจัดบริการจึงได้เริ่มขึ้น โดยเรามองเป็นกระบวนการ เริ่มตั้งแต่ทีมแพทย์เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งจะต้องส่งผู้ป่วย
เข้ารับบริการในนโยบายนี้ ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บที่ต้องปรับระบบเพื่อผู้ป่วยได้รับผลตรวจยืนยันและเข้าสู่บริการรักษาโดยเร็ว เช่นเดียวกับแผนกเอกซเรย์, ซีทีสแกน,MRI และอัลตราซาวนด์ ที่แยกระดับความรุนแรงผู้ป่วยในการรับบริการ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังมีในส่วนศูนย์ส่งต่อที่ปรับระบบ ทำใบส่งต่อให้ผู้ป่วยเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ส่งต่อได้ตลอดที่ต้องไปรับบริการรักษาที่โรงพยาบาลมะเร็ง จากแต่เดิมต้องทำใบส่งตัวทุก 3 เดือน การรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ รพ.ตราด มีนโยบายที่เน้นส่งต่อผู้ป่วย เนื่องจากการซื้อยามะเร็งเพื่อรักษาผู้ป่วยรวมถึงการให้ยาเคมีบำบัด จะทำให้ รพ.มีต้นทุนบริการที่สูงเพื่อดูแลผู้ป่วยจำนวนไม่มาก ดังนั้นการส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาใน รพ.ที่มีศักยภาพด้านมะเร็งที่อยู่ใกล้เคียงอย่าง รพ.พระปกเกล้า จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า” นางอันธิกา กล่าว

อย่างไรก็ดี การจะให้ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามนโยบายนี้ได้นั้น จะต้องดำเนินการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลที่เป็นอำนาจสูงสุดในการบริหารโรงพยาบาล โดยศูนย์หลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการจะคอยทำหน้าที่สนับสนุนน้องๆ ที่ทำงานในแผนกผู้ป่วยมะเร็งในการนำเสนอ ซึ่งสิ่งสำคัญที่เราเน้นย้ำคือ การสื่อสารกับผู้บริหารกับแพทย์ว่าเรื่องนี้คือ “Health Need (ความต้องการด้านสุขภาพ)” ที่ประชาชนต้องการ สื่อสารกับห้องแล็บว่าจากที่รอ
ผลตรวจเป็นรายเดือน ขยับเป็นรายสัปดาห์ได้หรือไม่โดยให้มี track พิเศษสำหรับคนไข้ที่เร่งด่วน สื่อสารในเรื่องรายการยา โดยยามะเร็งบางรายการไม่ต้องซื้อแต่ใช้วิธีส่งต่อ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของประชาชน ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางการสื่อสาร ทำงานร่วมกับหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50(5) และเครือข่ายภาคประชาชน ให้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานของหน่วยบริการ อย่างที่บอกว่าการขับเคลื่อนนโยบายนี้มีงานหลังบ้านที่ต้องทำเยอะมาก เมื่อมีการประกาศนโยบาย Cancer Anywhere

“เราต้องพูดคุยกันว่าอย่าเพิ่งร้องเรียนกัน ทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่าไม่ใช่ประกาศแล้วจะมารับบริการได้เลย เพราะยังมีงานจัดระบบหลังบ้านเยอะมาก ซึ่งต้องขอเวลาก่อน อย่างไรก็ตาม จากผลลัพธ์ที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ถือได้ว่าเป็นการทำงานที่คุ้มค่า การทำงานของศูนย์หลักประกันสุขภาพในโรงพยาบาล เราจะทำงานกันในรูปแบบนี้ ลักษณะนี้ เป็นการ back up ข้อมูลและขับเคลื่อนการทำงานต่างๆ ไม่เพียงแต่ Cancer Anywhere ซึ่ง Cancer Anywhere เป็นเพียงแค่งานเล็กๆ ส่วนหนึ่งของการทำงานของศูนย์ฯ เท่านั้น เมื่อมองภาพรวมการบริการทั้งระบบ” รอง ผอ.ฝ่ายการพยาบาล รพ.ตราด ระบุ

นางอันธิกา ย้ำในตอนท้ายด้วยว่า สรุปคือบทบาทหน้าที่ของศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการมีหน้าที่ Back up ทั้งหน่วยบริการและภาคประชาชนให้เกิดบริการที่พึงประสงค์ตาม Health Need เราเป็นกลไกหนึ่งที่จะประสานงานให้เกิดการขับเคลื่อน ไป Empower (เสริมศักยภาพ) หน่วยบริการ เพื่อให้สามารถตอบสนอง health Need ของประชาชนได้

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ตรวจวัด-ตัดแว่น’ป.1ทุกคน ของขวัญ‘สปสช.’เด็กไทยปี’65

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628244

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดตัวโครงการ “แว่นตาสำหรับเด็กสายตาผิดปกติ สิทธิประโยชน์บัตรทอง ของขวัญเพื่อเด็กไทยสายตาดี”
ตรวจคัดกรองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคน เพื่อค้นหาความผิดปกติทางสายตาแล้วรักษาหรือตัดแว่นสายตาให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2565 เป็นต้นมา

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ สปสช. ตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนเป็นค่าแว่นตาให้กับหน่วยบริการที่ตรวจวินิจฉัย วัดค่าสายตา และสั่งตัดแว่นตา ให้กับเด็กที่มีสายตาผิดปกติทุกสิทธิการรักษา โดยจะจ่ายค่าแว่นตาให้เป็นการเฉพาะ ตามรายการบริการหรือ Fee Schedule เพื่อสนับสนุนให้เด็กอายุ 3-12 ปีทุกคนที่มีภาวะสายตาผิดปกติให้สามารถเข้าถึงแว่นตาได้ นอกจากนี้ สปสช. จะสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายองค์กรภาคการศึกษา ตลอดจนภาคประชาสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการ เพื่อช่วยให้นำตัวเด็กนักเรียนเข้ามารับบริการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาสายตาผิดปกติ หากไม่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลต่อการเรียนรู้และสุขภาพ ซึ่งผลการดำเนินงานในปี 2564 พบว่ามีนักเรียนได้รับการคัดกรองสายตา 245,150 คน คิดเป็นร้อยละ 32 จากนักเรียนทั้งหมดกว่า 7 แสนคน พบสายตาผิดปกติ 6,217 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์และได้รับแว่นสายตาจากภาคเอกชน (ห้างแว่นท็อปเจริญ) จำนวนทั้งสิ้น 2,929 คน

“สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนต้องปิดทำการเรียนการสอน นักเรียนไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน จึงยังคงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองสายตา สำหรับเป้าหมายปี 2565 นี้ มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวนทั้งหมด 752,884 คน จะได้รับการคัดกรองสายตา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 หรือ 602,307 คน คาดว่าจะมีนักเรียนสายตาผิดปกติ ร้อยละ 3 หรือ 18,069 คน และจะมีนักเรียนสายตาผิดปกติได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 หรือ 10,841 คน” อธิบดีกรมอนามัย ระบุ

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการเฝ้าระวังสุขภาพสายตานักเรียนนั้น กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย จะพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขงานอนามัยโรงเรียนเพื่ออบรมครูประจำชั้นทุกโรงเรียน ดำเนินการคัดกรองสายตานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคน ในโรงเรียนทุกสังกัด ตลอดจนนักเรียนชั้นอื่นที่สงสัยสายตาผิดปกติ ภายใต้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายแว่นสายตาจาก สปสช. และสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก อปท.ในการนำพานักเรียนมาพบจักษุแพทย์

นพ.ไชยสิทธิ์ เทพชาตรี รองประธานกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาตา กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ระบบบริการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กจะเริ่มตั้งแต่ ในโรงเรียน โดยมีการอบรมครูเพื่อคัดกรองสายตาเด็ก เมื่อครูตรวจพบความผิดปกติจะมีการตรวจยืนยันซ้ำโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือที่โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) โดยเมื่อยืนยันความผิดปกติทางสายตาแล้วจะส่งตัวไปที่ Refraction Unit หรือหน่วยวัดแว่น ซึ่งส่วนมาก อยู่ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลทั่วไปและทำการตัดแว่นตาให้

“โครงการนี้ดำเนินการมา 4-5 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาอาศัยการบริจาคจากห้างแว่นหรือมูลนิธิต่างๆ แต่ปีนี้ สปสช.ให้ความสำคัญและจัดเป็นชุดสิทธิประโยชน์ให้ ทำให้โรงพยาบาลสามารถสั่งตัดแว่นจากร้านแว่นแล้วเบิกจ่ายไปที่ สปสช. ได้ ขณะเดียวกัน สปสช. ยังมีกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดบริการเพื่อนำส่งเด็กที่มีสายตาผิดปกติมาตรวจวัดสายตาที่โรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการได้อีกทางหนึ่ง” นพ.ไชยสิทธิ์ กล่าว

ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ความผิดปกติของสายตาในเด็กจะส่งผลต่อทั้งการอ่าน เขียน เรียน เล่น การรับรู้และการมองเห็น เพราะเมื่อตามีการพัฒนาก็จะเชื่อมไปกับการเรียนรู้และพัฒนาสมอง แต่เมื่อตามีความผิดปกติ เด็กจะใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่น เช่น การฟัง เข้ามาแทนที่ ดังนั้นช่วงอายุที่ควรทำการคัดกรอง จริงๆ แล้วควรทำการคัดกรองตั้งแต่แรกเกิด โดยผู้ปกครองเป็นผู้สังเกต

“เด็กอายุ 2 เดือนไม่จ้องหน้าแม่ หรือเด็กโตมีอาการปวดหัวง่าย ไม่มีสมาธิเวลาเรียนเอาแต่เล่น ปัญหาที่แท้จริงอาจเกิดจากสายตาผิดปกติก็ได้ ส่วนการตรวจคัดกรองในเด็ก ป.1 จะเป็นการ คัดกรองในกรณีสายตาสั้นหรือสายตายาว เพราะถ้าเลยช่วงอายุนี้ไปแล้วเด็กจะมีภาวะสายตาขี้เกียจและไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าคัดกรองในช่วงอายุนี้ก็ยังสามารถกระตุ้นให้กลับมาทำงานได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรคัดกรองตั้งแต่เกิดไปจนถึงทุกช่วงอายุ” ศ.พญ.วณิชา กล่าว

นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของเด็กและเยาวชนในครัวเรือนที่ยากลำบาก ซึ่งมีร้อยละ 15 ของทั้งประเทศ เด็กกลุ่มนี้มีปัญหาสายตาไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น จนอาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาศักยภาพในระยะยาว

โดย กสศ.ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือนักเรียนและวางแผนแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดเป็นรายบุคคล เน้นการทำงานในระดับพื้นที่ (Area Based Education)
ร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ขณะเดียวกัน กสศ. ยังใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ ระบบ iSEE ซึ่งเป็นฐานขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ครอบคลุมข้อมูลกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ 1.9 ล้านคน เพื่อการค้นหาและแก้ไขปัญหาภาวะสายตาผิดปกติ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพได้ต่อไป

“กสศ.ยังใช้การทำงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อสนับสนุนครูและโรงเรียน ผ่านศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) เพื่อช่วยเหลือนักเรียนอย่างครอบคลุมในทุกมิติ” นายไกรยส กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิก https://lin.ee/zzn3pU6 เพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต’ ไทยในกระแสเปลี่ยนแปลง

Posted on December 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625496

รายงานพิเศษ : ‘อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต’  ไทยในกระแสเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ภูมิทัศน์การเมืองใหม่สู่รัฐธรรมนูญไทย” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดย ศ.ดร.บรรเจิดสิงคะเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 หน คือ “การเปิดเสรีครั้งที่ 1” เริ่มจาก “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” ซึ่งไทย (หรือสยาม) ทำกับอังกฤษในปี 2398 หลังจากนั้นได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเลิกไพร่-ทาส การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทั้งสาธารณูปโภค การศึกษา กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ จนท้ายที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475

กับ “การเปิดเสรีครั้งที่ 2” ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อันหมายถึง “การแพร่หลายของเทคโนโลยีดิจิทัล” ซึ่งส่งผลให้เกิดรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ๆ หรือวิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไปเช่น การจัดเสวนาที่ทุกวันนี้สามารถรวมตัวกันผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องมารวมตัวกันในห้องอย่างในอดีตส่วนภาครัฐนั้นก็ถูกเรียกร้องให้นำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น อาทิ บูรณาการฐานข้อมูล ให้บริการแบบจำเพาะเป็นรายบุคคลจุดให้บริการแบบที่เดียวเบ็ดเสร็จ ฯลฯ

“สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะนำมาสู่ความคาดหวังของประชาชนต่อการบริหารงานภาครัฐ ในการที่จะตอบสนองต่อประชาชน ประเด็นที่ผมตั้งฐานเหล่านี้มันจะนำไปสู่การเรียกร้องให้ปฏิรูประบบราชการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ในความหมายผมคือถ้าเราเทียบในอดีต เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงถามว่า เวียง-วัง-คลัง-นา มันตอบสนองของการบริหารราชการแผ่นดินพอไหม? ไม่พอ! ฉันใดก็ฉันนั้น วันนี้ระบบการบริหารภาครัฐที่มันองคาพยพใหญ่โตอุ้ยอ้ายอะไรต่างๆ มันไม่สามารถตอบสนองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ได้” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว

ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวต่อไปว่า “วิกฤตทางการเมืองของไทยส่วนใหญ่เกิดจากรัฐธรรมนูญ” เช่น รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ใช้ในปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญแบบรัฐราชการรวมศูนย์ ซึ่งตอบสนองได้ยากมากกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน การรวมศูนย์ยังนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคม และสังคมที่เหลื่อมล้ำมากโอกาสสร้างสันติก็เกิดขึ้นได้ยาก เพราะความมั่งคั่งกระจุกอยู่กับคนเพียงร้อยละ 1-2 เท่านั้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร อนึ่ง ในยุคนี้ยังมีอีกตัวแปรสำคัญคือ “พลังของคนรุ่นใหม่” ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเกิดพรรคการเมืองที่มีนโยบายไปในทางเดียวกับคนกลุ่มนี้

สำหรับการเปิดเสรีครั้งที่ 2 นั้นมีความท้าทายอยู่หลายประการ 1.ชนชั้นนำจะมองเห็นและปรับเปลี่ยนได้ทันหรือไม่ หากทำเพียงการประคับประคองไปวันๆ หนึ่งย่อมตอบโจทย์ของความเปลี่ยนแปลงได้ยาก 2.สังคมไทยจะนำพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงมาใช้อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร เห็นได้จากทุกวันนี้สังคมไทยมีความขัดแย้งแตกแยกสูงมาก ราวกับไม่มีพื้นที่ให้พลังต่างๆ ได้เข้ามาอย่างน้อยที่สุดคือการร่วมสร้างกติกาการอยู่ร่วมกัน

“การสร้างกติกาการอยู่ร่วมกันไมได้เริ่มจากศูนย์ เริ่มจากอยู่ร่วมกันในแผ่นดินประเทศไทยคือจุดร่วมที่ 1 เรายังใช้พื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี่คือจุดร่วมที่ 2 จุดร่วมที่ 3 4 5 มีอะไร จุดต่างมีอะไร ผมคิดว่ากระบวนการเหล่านี้มันไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วมันเกิดภาวะการใช้กำลัง ใช้อะไรต่างๆ ฉะนั้นโอกาสของการทำให้กระชับของการอยู่ร่วมกัน

ทำไมถึง 20 ฉบับ (รัฐธรรมนูญ) เพราะมันไม่เกิดกระบวนการเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นความท้าทายว่าเราจะแตกแยกขัดแย้งกันอย่างนี้ไปอยู่ชั่วนิรันดร์ก็คงจะลำบากมาก เพราะว่าความขัดแย้งทางการเมืองมันจะนำมาสู่ต้นทุนทางการเมืองที่สูงมาก มันอาจจะสงครามกลางเมืองอะไรต่างๆ ต้นทุนมันสูงถ้าเรื่องการเมือง เพราะฉะนั้นเราพูดในแง่ความเสี่ยง เราควรจะลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ ผ่านกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะกติกาพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน” ศ.ดร.บรรเจิด ระบุ

ความท้าทายประการต่อไป 3.ประเทศไทยยังไม่สามารถจัดวางโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ลงตัว ซึ่งการวางโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ลงตัวจะนำไปสู่การมีมุมมองทางการเมือง (Political View) ในการทำเรื่องใหญ่ๆ เช่น การปฏิรูประบบราชการ เห็นได้จาก โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการยกเว้นการใช้กฎหมายหลายฉบับ คือภาพสะท้อนระบบราชการตามปกติไม่สามารถตอบสนอง แต่นั่นเป็นการทำในมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่การปรับมุมมองทางการเมืองจะนำไปสู่การปฏิรูประบบราชการให้ตอบสนองประชาชน

ซึ่งโครงสร้างสถาบันทางการเมืองไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ สิ่งที่ต้องการคือ 1.รัฐบาลที่มีเสถียรภาพในการบริหารนโยบายสาธารณะ เพื่อความรวดเร็วฉับไวในการดำเนินการ ไม่ใช่รัฐบาลที่มีส่วนผสมนับสิบพรรคในการประคับประคองกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งก็เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ 2.รัฐสภาที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย มีประชากรถึง 300 กลุ่มชาติพันธุ์ จึงใช้ระบบสัดส่วนเพื่อรับประกันว่าทุกกลุ่มจะมีที่นั่งในสภา

คำถามคือประเทศไทยจะออกแบบให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ได้เข้าไปอยู่สภาได้อย่างไร เพราะพรรคการเมืองเองก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นตัวแทนของมวลชนจริงหรือไม่ 3.การปกครองแบบกระจายอำนาจ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะใกล้ชิดประชาชน การจะรอแต่ส่วนกลางอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความผาสุกของประชาชนได้ เช่น การเตรียมพร้อมรับภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) ซึ่งอาจมีผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการมีการอ่านคำถามจากผู้ชมทางบ้าน เช่น รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันประเด็นที่ควรแก้อย่างเร่งด่วนที่สุดคือเรื่องใด, รูปแบบรัฐในปัจจุบันไทยควรมุ่งแก้ในส่วนใดมากที่สุด อาทิ การกระจายอำนาจจังหวัดจัดการพิเศษ, ทิศทางการออกแบบภารกิจของรัฐในรัฐธรรมนูญยุคที่ 2 ควรคำนึงถึงปัจจัยใด, สภาพสังคมวิทยาของไทยเหมาะสมกับระบบการเมืองการปกครองแบบใด

ศ.ดร.บรรเจิด ตอบคำถามทั้งหมดในเชิงสรุปว่า สังคมไทยมีลักษณะอุปถัมภ์ คำถามที่ต้องคิดต่อคือแล้วจะออกแบบการเมืองการปกครองอย่างไรภายใต้สภาพนี้ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพ และการปฏิรูประบบราชการที่แม้จะไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่จะไม่มีทางเกิดขึ้นหากไม่มีการปรับมุมมองทางการเมือง ซึ่งเชื่อมโยงกับการจัดวางโครงสร้างสถาบันทางการเมืองได้ลงตัว

นอกจากนั้นยังต้องอาศัย “วิสัยทัศน์ของผู้นำ”ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงและนำมาปรับปรุง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ บทบาทลดอุบัติเหตุทางถนน

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624642

รายงานพิเศษ : ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’  บทบาทลดอุบัติเหตุทางถนน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

อุบัติเหตุทางถนนเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของปัญหาสาธารณสุขของไทย จำนวนผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้พิการมีจำนวนมากทุกปี ข้อมูลจาก Global Status Report on Road Safety 2018 ขององค์การอนามัยโลกไทย จัดอันดับไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากจักรยานยนต์ของไทยสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

ซึ่งการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)” มีบทบาทสำคัญเนื่องจากเข้าใจบริบทของพื้นที่ โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบและวางแผนขับเคลื่อนตำบลขับขี่ปลอดภัยโดยชุมชนท้องถิ่น ณ รร.มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยช่วงหนึ่งได้เชิญตัวแทนผู้นำท้องถิ่นมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับจากการผลักดันประเด็นความปลอดภัยทางถนน

สมเกียรติ คำแสนยศ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย เล่าว่า อำเภอพานเปรียบเป็นประตูเข้าสู่จังหวัดเชียงราย เพราะฉะนั้นจะมีนักเดินทางเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตัดผ่านถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นถนนสายหลักและถนนค่อนข้างจะเป็นทางตรงยาวและมีชุมชนทั้ง 2 ฝั่งถนน จึงมีชาวบ้านสัญจรเป็นประจำและเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ

“ในตำบลทรายขาว อำเภอพานมีเขตรับผิดชอบทั้งหมด 9 กิโลเมตร จากสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 87 ครั้ง ส่วนเกิดเหตุบนถนนพหลโยธินมากถึงร้อยละ 65 ซึ่งปัญหาอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก 1.เมาแล้วขับ 2.ความเมื่อยล้าในการเดินทาง และ 3.คนในชุมชนฝ่าฝืนกฎจราจร แต่สาเหตุหลักที่ค้นพบ คือคนใช้เส้นทางในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนข้ามถนน คนใช้รถบนถนนที่ไม่คุ้นเส้นทาง และความมักง่ายของคนในชุมชน” ปลัด อบต.ทรายขาว กล่าว

สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาจะมีส่วนที่ อบต. ดำเนินการได้ทันที เช่น ปรับปรุงถนน ซ่อมแซมไฟส่องสว่าง เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องหารือหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังมาถึง จะมีการตั้งจุดจับความเร็ว เพื่อให้คนที่ใช้ความเร็วเกินกำหนดได้ชะลอความเร็ว ส่วนถนนในชุมชนมีการร่วมมือกับผู้นำชุมชนจัดชุดลาดตระเวน เพื่อห้ามปรามพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ภัทรพล บัญชาจารุรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลกุดจิกอ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากสถิติเมื่อต้นปี 2564 อุบัติเหตุจนเสียชีวิตสูงที่สุดคือ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากถึง 34 ราย จาก 538 รายทั่วประเทศซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอสูงเนินส่วนใหญ่ ซึ่งการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่จะต้องผ่านสถานการณ์ต่างๆ เช่น ผ่านภูเขา ผ่านรถติด เป็นต้น แต่พอขับขี่มาถึงอำเภอสูงเนินการจราจรเริ่มสะดวก จึงทำให้ใช้ความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้น ประกอบกับร่างกายที่เมื่อยล้าและเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

แต่ช่วงเวลาปกติอำเภอสูงเนินก็เกิดอุบัติเหตุสูงเช่นกัน จากสถิติของสถานีตำรวจภูธรสูงเนินในปี 2564 จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุมากถึง 371 ครั้ง เนื่องจากอำเภอสูงเนินมีเขตอุตสาหกรรม จึงทำให้มีคนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเกิดจากสภาพความพร้อมของคน เช่น ความเหนื่อยล้า เมาแล้วขับความประมาท เป็นต้น ส่วนเรื่องของรถและถนนเป็นเรื่องรองลงมา

นายกเทศมนตรีตำบลกุดจิก ยังเปิดเผยว่า สำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่เป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ช่วงเทศกาล ได้มีการประชุมเพื่อหามาตรการให้รัดกุมมากขึ้น มีการติดตั้งเตือนต่างๆ และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนในพื้นที่ระวังอุบัติเหตุ นอกจากนี้ขอความร่วมมือกับแขวงการทางเพื่อปิดจุดกลับรถ และประสานทางตำรวจให้มาอำนวยความสะดวกในจุดกลับรถที่จำเป็น

“ในช่วงเวลาปกติ เนื่องจากพื้นที่ตำบลกุดจิกมีโรงงานเป็นจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือจากโรงงานในพื้นที่ให้อบรมคนขับรถใช้กฎจราจร เช่น ห้ามขับรถย้อนศร ห้ามลัดทาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีจิตอาสากู้ภัยมาประจำจุดเสี่ยงในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือดูแล ส่วนภายในชุมชมใช้การประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้กับผู้นำชุมชน และมีการตั้งด่านภายในชุมชน เพื่อตรวจใบขับขี่ หมวกนิรภัย และตรวจสารเสพติด ซึ่งเป็นการปราบปรามเพื่อให้ระวังอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล จึงทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อระวังอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี” ภัทรพล กล่าว

วิศิษฐ์ สังข์สุวรรณ ปลัด อบต.บ้านในดง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ตำบลบ้านในดงอยู่ติดกับถนนเพชรเกษมฝั่งล่องใต้ แต่พื้นที่ถนนจะเป็นทางหลวงชนบท 2 เส้นหลักที่พาดผ่านประมาณ 5 กิโลเมตร และเป็นถนนทางหลวงชนบทที่เชื่อมต่อ 3 ตำบล จากสถิติพบว่าอุบัติเหตุในพื้นที่ส่วนใหญ่เกิดตรงสี่แยกที่ถนนตัดผ่านถนนเพชรเกษม และตรงสามแยกที่เชื่อม3 ตำบล โดยใน 1 ปีมีอุบัติเหตุในพื้นที่มากถึง 31 ครั้ง เสียชีวิต3 ราย บาดเจ็บ 35 ราย ซึ่งเกิดจากความประมาท เมาแล้วขับ และยังพบอีกว่าพาหนะไม่พร้อม เช่น ไฟท้ายขาด เป็นต้น

“การแก้ปัญหาในพื้นที่ตำบลบ้านในดง เรื่องของถนนจะมีงบประมาณในการแก้ไขถนนที่มีจุดเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งป้ายเตือนต่างๆ และซ่อมแซมไฟส่องสว่างให้ใช้งานปกติ ในส่วนการแก้ปัญหาของตัวบุคคลจะทำค่อนข้างยาก เนื่องจากมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังใช้หลักการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาเมาแล้วขับอย่างไร จึงได้เกิดการใช้บุคคลต้นแบบในการปฏิญาณตน เพื่อที่จะเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เลิกแอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี” ปลัด อบต.บ้านในดง กล่าว

ยุทธนา รัตนมณี หัวหน้าฝ่ายบริหารงานสาธารณสุข เทศบาลตำบลวังไผ่ อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรเป็นประตูสู่ภาคใต้ ซึ่งตำบลวังไผ่จึงเกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีถนน 2 สายหลัก คือ ถนนสาย 4 และถนนสาย 41 ที่สามารถไปสู่จังหวัดอื่นได้ จากสถิติพบว่า ใน1 วันจะเกิดอุบัติเหตุถึง 4-5 รายต่อวัน ซึ่งในปี 2564 เสียชีวิตไปแล้ว 5 ราย สาเหตุเกิดจากการขับขี่ที่มีความคึกคะนองเห็นแก่ตัว นอกจากนี้ในพื้นที่ไม่มีสะพานลอยให้คนข้าม การเดินข้ามถนนจึงเป็นส่วนหนึ่งในการเกิดอุบัติเหตุ

“การแก้ปัญหาของพื้นที่จะเป็นการใช้การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา โดยใช้ประชาคมหมู่บ้านร่วมกันเสนอปัญหา และเสนอความปลอดภัยบนถนนที่ต้องการของคนในชุมชน เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด โดยใช้ความจริงใจกับชาวบ้าน ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นผู้นำท้องถิ่นจะต้องแก้ไขได้จึงทำให้ชุมชนอยากร่วมแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุด้วย” ยุทธนา กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เหนือจรดใต้หลากนวัตกรรม ลดความสูญเสียบนท้องถนน

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623165

รายงานพิเศษ : เหนือจรดใต้หลากนวัตกรรม  ลดความสูญเสียบนท้องถนน

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ด้วยยอดผู้เสียชีวิตหลักหมื่นรายต่อปี ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ความอันตรายของถนนเมืองไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก (อันดับ 2 ในปี 2558 และอันดับ 9 ในปี 2561) ซึ่งที่ผ่านมาภาคส่วนต่างๆในประเทศไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามแก้ไขภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดการแถลงข่าว “เปิด 11 ผลงานสู่แผนความปลอดภัยทางถนนของชาติ” นำเสนอตัวอย่างการแก้ปัญหาตามบริบทของแต่ละพื้นที่

วีรเทพ สุดแดน ตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายโครงการพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชนเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องทำอย่างไรให้เยาวชนปลอดภัยบนท้องถนน จึงได้เกิดมาตรการ “จับ ปรับ ลด” ขึ้นมา โดยแบ่งเป็น 1.จับเพื่อที่ไม่ให้ทำผิดซ้ำ 2.ปรับทัศนคติใหม่ และ 3.ลดชั่วโมงกิจกรรม โดยการนำเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการของมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นเรื่องของการสวมหมวกนิรภัย

“ถึงแม้จะไม่ได้แก้ปัญหาอุบัติเหตุแต่สามารถลดการเสียชีวิตได้ เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บบนศีรษะ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย โดยดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จากนักศึกษาสวมหมวกนิรภัยไม่ถึงร้อยละ 5 แต่ปัจจุบันสามารถทำให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยสวมหมวกนิรภัยได้มากถึงร้อย 95 จากการดำเนินการที่ผ่านมาจึงอยากให้กำหนดเป็นมาตรการของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อที่จะให้นิสิต นักศึกษา จะต้องมีการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยและถูกต้อง เพื่อให้รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเอง” วีรเทพ กล่าว

สุภาภรณ์ ทัศนพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุข จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า
ในจังหวัดร้อยเอ็ดได้มีการจัดตั้ง “กองร้อยอาสาจราจร” หรือ “กองร้อยน้ำหวานภาคประชาชน” ซึ่งมีแนวคิดมาจากแผนพัฒนาจากองค์การอนามัยโลก และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีเป้าหมายลดการเกิดอุบัติเหตุลง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีระเบียบว่าด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมกิจการของตำรวจตั้งแต่ปี พ.ศ.2551

“มีสตรีในชุมชนที่มีบทบาทในการพัฒนา เนื่องจากมีความเข้มแข็ง อดทน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ และมีความเมตตา ซึ่งงานหลักของกองร้อยน้ำหวาน คือ เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจจราจร ในการจัดการจราจรในบริเวณที่พลุกพล่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งเวลามีการตั้งด่านจราจรจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่ากองร้อยน้ำหวานเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับตำรวจได้เป็นอย่างดี” สุภาภรณ์ กล่าว

โกมล ชูแดน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า โครงการ “พลังท้องถิ่นร่วมใจแก้ไขจุดตัดรถไฟ” เกิดขึ้น เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ประสบอุบัติเหตุจากรถไฟชนทั่วประเทศถึง 77 ครั้ง โดยบาดเจ็บ 41 ราย และเสียชีวิต 28 ราย ในส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีจุดตัดรถไฟ 162 จุด มีจุดตัดที่ได้รับอนุญาต 39 จุด และที่ไม่ได้อนุญาตมากถึง 127 จุด ซึ่งในปี 2562-2563 ในจังหวัดได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 8 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย จึงได้จัดทำป้อมยามเฝ้าระวัง ขยายช่องทางรถไฟ และติดตั้งไฟส่องสว่าง จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าไม่เกิดความสูญเสียขึ้นอีกเลย

พนิดา ผลทอง หัวหน้าสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าซัก จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า โครงการ
“1 สพฐ. ท้องถิ่น 1 ตำบลปลอดภัย” หรือ“ท่าซักโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานบนท้องถนน เนื่องจากพื้นที่ในตำบลตั้งแต่ปี 2561 เป็นพื้นที่สีแดงเพราะมีประชาชนต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างมาก จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ตำบลท่าซักร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุให้สำเร็จ โดยร่วมกันออกแบบชุมชนปลอดภัยออกเป็น 5 ด่านเข้มแข็งในการดำเนินงาน ได้แก่

1.ด่านครอบครัว ซึ่งแยกบุคคลกลุ่มเสี่ยงออก แล้วให้ความรู้ตรงประเด็นให้กับกลุ่มบุคคลที่ได้คัดแยก 2.ด่านโรงเรียน ได้มีการบรรจุหลักสูตรวิชาจราจรทางบกในโรงเรียน 4 แห่งในพื้นที่ตำบลท่าซัก เพื่อปลูกฝังวินัยจราจรให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ 3.ด่านชุมชน มีการจัดตั้งด่าน 2 วงรอบคือ วงรอบชั้นในและวงรอบชั้นนอก นอกจากนี้ยังมีบริการเปลี่ยนไฟหน้าและไฟท้ายรถจักรยานยนต์ฟรี

4.ด่านพี่เลี้ยง โดยมีทีมพี่เลี้ยงจากจังหวัดและอำเภอ เป็นผู้สนับสนุนความรู้ด้านวิชาการและข้อมูลงานในการแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง และ 5.ด่านตำรวจ ซึ่งสนับสนุนบุคลากร เครื่องมือ และดำเนินการร่วมกับท่าซักโมเดล จากผลดำเนินการที่ผ่านมาสามารถลดอุบัติเหตุได้เกือบ 100% ซึ่งมีการขยายผลไปในพื้นที่ใกล้เคียง และขยายผลไปจังหวัดใกล้เคียงด้วย

พวงทอง ว่องไว ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาความร่วมมือ การเลือกใช้รถโดยสารสาธารณะในการทัศนศึกษาจ.พะเยา กล่าวว่า ปัจจุบันการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ เป็นปัจจัยหนึ่งของการเดินทางของประชาชน ซึ่งช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเกิดอุบัติเหตุในรถโดยสารสาธารณะใน 1 ปี เกิดอุบัติเหตุไม่ต่ำกว่า 150 คันต่อปี โดยการเกิดเหตุในแต่ละครั้งสร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการโดยสารในแต่ละครั้งจะไม่ต่ำกว่า 40 คนต่อการเดินทาง 1 ครั้ง

ประกอบกับประเทศไทยในเฉพาะภาคเหนือมีปัญหาเรื่องจุดเสี่ยงมากถึง 103 จุด ซึ่งในต่างประเทศจะมีมาตรการจำกัดความเร็ว คาดเข็มขัดนิรภัย และตรวจสภาพรถเป็นประจำ แต่ในไทยสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุเกิดจากสภาพรถไม่พร้อมใช้งานคนขับไม่ชำนาญทาง ซึ่งจังหวัดพะเยาเล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงเกิดเครื่องมือ “สัญญาเช่ารถโดยสาร” ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการคัดเลือกรถ

โดยหัวใจสำคัญคือ หากเลือกรถที่มีคุณภาพและมาตรฐาน การเดินทางไปและกลับจะปลอดภัย นอกจากการเลือกรถ
จากสภาพภายนอกแล้ว การพิจารณาเรื่องเงื่อนไขการชดเชยเยียวยาหากเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินก็มีความสำคัญเช่นกัน ดังนั้นการใช้สัญญาจ้างขนส่งผู้โดยสารเป็นเครื่องมือ ผู้ว่าจ้างก็จะสามารถเลือกรถที่มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน

พิจารณาตั้งแต่ ผู้ประกอบการว่าเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ประสบการณ์ของพนักงานขับรถ สภาพรถที่มีการตรวจรับรองจากหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์ป้องกันภัยภายในรถ เช่น ค้อนทุบกระจก เข็มขัดนิรภัย ประตูฉุกเฉิน และการตรวจสอบเงื่อนไขการประกันภัย และการชดเชยเยียวยาหากผู้ประกอบการผิดข้อตกลง
ในสัญญา โดยตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า หน่วยงานท้องถิ่นแต่ละแห่งได้ให้ความสำคัญกับการใช้สัญญาเช่ารถในการทำสัญญาทุกครั้ง

“สิ่งสำคัญพบว่า หลังจากใช้สัญญาเช่ารถ ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดประสบอุบัติเหตุจากการเดินทาง ทั้งนี้ท้องถิ่นจังหวัดพะเยาได้ร่วมกันนำเสนอประสบการณ์จากการใช้สัญญาเช่ารถโดยสาร และได้ร่วมกันวางแผนเพื่อพัฒนามาตรฐานสัญญาเช่ารถโดยสารสาธารณะให้เป็นต้นแบบของท้องถิ่น และผลักดันให้เป็นเกิดเป็นมาตรฐานสัญญาเช่ารถโดยสารสาธารณะต่อไป” พวงทอง กล่าว

ประทวน ศรีสุข ประธานฝ่ายกิจกรรม ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน จ.ลำพูน กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจังหวัดลำพูน มีผู้ใช้แรงงานใช้รถจักรยานยนต์สำหรับเดินทางมาทำงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการใช้รถใช้ถนนที่ผ่านมาพบว่า เกิดอุบัติเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงได้เกิดแนวคิดโครงการ “ผู้ใช้แรงงานร่วมใจสถานประกอบการปลอดภัยลดอุบัติภัยบนท้องถนนสู่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือลำพูน” ขึ้นมา เพื่อสร้างกระแสวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องให้กับกลุ่มผู้ใช้แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมและนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม

ในการร่วมกันดำเนินกิจกรรมรณรงค์แก้ไขอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยตัวแทน จป.วิชาชีพ ของแต่ละสถานประกอบการจะเป็นภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ และเป็นแกนนำของสถานประกอบการในการช่วยรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งจะได้สำรวจจุดเสี่ยงจุดอันตราย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการแก้ไข จากการดำเนินงานพบว่าผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ที่สถานประกอบการเข้าร่วมโครงการสวมหมวกนิรภัย เดินทางมาทำงานมากถึงร้อยละ 90 และจำนวนสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์มาปฏิบัติงานยังสถานประกอบการลดลงมากถึงร้อยละ 80

ยังมีอีกหลายโครงการที่น่าสนใจซึ่งสามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ“สอจร: แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด” หรือที่https://www.facebook.com/Rswgsthai/videos/594203265132689

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,946,329 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง
สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง
โอมุคาเดะ (Omukade) 7/10
นายกฯ ตั้งคกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย รอบด้าน โปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชน
ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี
'ตลาดใบไม้แลกไข่' ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี
นายกฯย้ำรัฐบาลเอาจริง ไม่มีประนีประนอมกับขบวนการค้ายา ลั่นถือเป็นศัตรูของประเทศ
เปิดใจไกด์นำทาง "ภูเขาไฟดูโกโน" เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

Recent Posts

  • ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด
  • จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก
  • เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย
  • สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง
  • สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d