ริ้วขบวนยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ปวงประชาส่งเสด็จสู่ฟ้าสุราลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522051

ริ้วขบวนยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ปวงประชาส่งเสด็จสู่ฟ้าสุราลัย

โดย..นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ทันทีที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคลื่อนเข้าสู่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง น้ำตาของปวงประชาจำนวนกว่าแสนคนที่มาเฝ้ารอได้ไหลรินออกมา ท่ามกลางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติ ครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งจะจดจำไม่รู้ลืม

ทับทิม ตอนศรี อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยความรู้สึกหลังจากได้เห็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่านไปตรงหน้า จึงเกิดความรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสมาอยู่ใกล้เช่นนี้ เป็นการเฝ้ารอเห็นพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรณคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย และเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระองค์ท่านจากความอดทนอันนับได้ว่า เล็กน้อยยิ่งนักของประชาชนคนหนึ่ง

“ที่ผ่านมาได้เดินทางมากราบพระบรมศพหลายครั้ง เรียกว่านับครั้งไม่ถ้วน พอมาถึงวันนี้เมื่อได้เห็นริ้วขบวน น้ำตาก็ไหลออกมาเอง ไม่อยากอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้จึงร้องไห้ออกมาเต็มที่เลย ยิ่งเมื่อรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอพระองค์อีกแล้ว ยิ่งเกิดความรู้สึกปลื้มใจและเสียใจเหลือเกินปะปนกัน ซึ่งต่อจากวันนี้จะอยู่จนกว่าเสร็จสิ้นพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พร้อมด้วยพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง จึงจะเดินทางกลับบ้าน” ทับทิม กล่าวพร้อมกับร้องไห้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จักรี ภวาภิรมย์ อายุ 38 ปี ข้าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ภาพริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่เห็นผ่านสายตาของตัวเองในวันนี้ นับว่าสมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี จึงรู้สึกภาคภูมิในที่เห็นว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก ส่วนประชาชน ก็เชื่อฟังและทำตามกฏระเบียบพร้อมเพรียงได้ดีเช่นกัน

ทั้งนี้ตลอดเวลา 1 ปีเต็มที่ผ่านมาได้นั่งสวดมนต์ให้พระองค์ท่านทุกวัน และเมื่อถึงวันนี้ได้เดินทางมาตั้งแต่ 03.00 น. โชคดีที่ได้เห็นขบวนเคลื่อนผ่านไปตรงหน้า นับเป็นความโชคดีมากๆ แม้จะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่อยากให้วันนี้มาถึง เพราะรู้สึกว่าได้มาส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ

“ภาพความทรงจำในวันนี้จะอยู่ในหัวใจไปตลอด ส่วนตัวได้เห็นพระองค์มาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่สอนเสมอว่าให้มาดูในหลวงผ่านทีวี ดูให้เห็นว่าท่านทำงานเพื่อประชาชนของท่าน ซึ่งคำสอนเรื่องขยัน อดทน การทำงานอะไรมันต้องมีอุปสรรคและลำบากเราต้องฟันฝ่าเพื่อทำให้คนดีมีที่ยืน คำสอนนี้ผมยึดถือนำมาปฏิบัติในฐานะของข้าราชการคนหนึ่ง” จักรี กล่าว

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้ไปจะสอนลูกหลานให้รู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำอะไรมาบ้าง และจะพาลูกไปยังสถานที่ต่างๆที่พระองค์ท่านไปพัฒนา เพื่อเรียนวิถีชีวิตที่แท้จริงว่า ไม่ต้องมากไป ไม่ต้องน้อยไป เอาแค่พอดี อยู่อย่างพอเพียงก็พอแล้ว

วันดี วิภาตนาวิน

เช่นเดียวกับ วันดี วิภาตนาวิน อายุ 65 ปี แม่ค้าจากจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ยอมรับว่ายังอาลัยพ่อหลวงอยู่ เพราะในหัวใจอยากให้พ่ออยู่กับเราไปนานๆ จึงไม่อยากให้วันนี้มาถึง ทว่าการจัดพิธีถือว่าสมพระเกียรติมาก เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาติ บรรยากาศนั้นยิ่งใหญ่ และแปลกเมื่อริ้วขบวนมาถึงท้องสนามหลวงได้มีเมฆบดบังแสดงอาทิตย์ อากาศไม่ร้อนและฝนก็ไม่ตกลงมาระหว่างที่มีพิธีด้วย

เธอเล่าพร้อมกับชี้นิ้วไปรอบกายว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ร้องไห้กันหมด เธอจึงปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกออกมาสุดอดกลั้น ทำให้บรรยากาศมีทั้งเศร้าเสียใจและปลาบปลื้ม ซึ่งภาพความทรงจำในวันนี้จะตราตรึงใจไปตลอดชีวิต ส่วนตัวได้เคยมากราบพระบรมศพแล้วจำนวน 9 ครั้ง ดังนั้นงานในวันนี้จะนำไปบอกเล่าสู่ลูกหลาน บอกประชาชนที่ไม่ได้มาว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งบอกเล่าถึงคำสอนของพ่อที่ให้ปฏิบัติตัวเป็นคนดี เพราะทุกวันนี้ก็ทำดีเพื่อพ่อมาโดยตลอด

ด้าน บุญทัน วงศ์ประดิษฐ์ อายุ 68 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า รู้สึกปลื้มใจมาก ถือเป็นบุญที่มีโอกาสได้มาในงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพ และทันทีที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านหน้าไปรู้สึกใจหาย ด้านหนึ่งก็ตื้นตันใจ เชื่อว่าเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทุกคน

อย่างไรก็ตาม ตั้งใจมาส่งเสด็จในหลวง ร.9 เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ที่ทรงงานหนักเพื่อให้พสกนิกรอยู่ดี กินดี ซึ่งไม่ใช่มีฐานะร่ำรวย แต่ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะพระองค์ท่านทรงเสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อแก้ปัญหาความยากไร้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้เห็นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 จะรู้สึกตื้นตันใจ น้ำตาไหล ด้วยความปีติในพระบารมี ถึงจะผ่านไป 1 ปีแห่งความสูญเสีย ก็ยังรู้สึกใจหายไม่ลดน้อยลง จึงอยากใช้เวลาเข้ามาอยู่ให้ใกล้พระองค์ท่านให้มากที่สุด แต่พระองค์ไม่เคยหายไปไหน ท่านอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไปกาล

บุญทัน วงศ์ประดิษฐ์

 

ข้าราชการใจมาราธอน 20 ช.ม.เฝ้ารับเสด็จฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522050

ข้าราชการใจมาราธอน 20 ช.ม.เฝ้ารับเสด็จฯ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 26 ต.ค. 2560 จะมีการปิดถนนหลายสาย กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ประชาชนจะไม่สามารถนั่งรถเข้าไปยังสนามหลวงได้โดยตรง แต่ทางรัฐบาลได้จัดจุดจอดรถและรับส่ง หลายจุดโดยรอบ โดยเฉพาะ “สนามม้านางเลิ้ง” นับเป็นจุดพักสำคัญของประชาชนที่ต้องการเฝ้ารอรับเสด็จริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเพราะมีพื้นที่กว้างทั้งที่จอดรถ ห้องน้ำ ที่พักค้างแรม และจุดจอดรถรับส่ง ดังนั้นบรรดาประชาชนที่ต้องการอยู่ยาวข้ามวันข้ามคืนจึงเลือก สนามม้านางเลิ้ง เป็นฐานที่มั่น

นายมนชัย ภูสีเขียว ข้าราชการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) กล่าวว่าเตรียมตัวมาหลายวันนัดเพื่อนฝูงที่เป็นข้าราชการด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ โดยนัดกันมาเจอที่สนามม้านางเลิ้ง เพราะสะดวกสามารถนำรถมาจอดทิ้งไว้ได้เป็นคืนๆ โดยจอดค้างคืนไว้แล้วเดินเท้าไปสนามหลวง ซึ่งเหตุผลที่ต้องจอดรถค้างคืนทิ้งไว้เพราะต้องเก็บเสื้อผ้า ทั้งชุดเต็มยศข้าราชการ และชุดลำลองที่เตรียมไว้ อาบน้ำเข้าห้องน้ำก็ใช้สถานที่สนามม้าได้ เพราะสะดวกดี การเดินทางที่นี้มีรถรับส่งตลอด ดังนั้นจึงมีความตั้งใจลาพักร้อนในวันที่ 27 ต.ค.ไว้ล่วงหน้าเลย และจะอยู่ต่อไปจนวันเสาร์ – อาทิตย์ เพราะยังมีพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และอัญเชิญพระบรมอัฐิ พร้อมพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ที่สำคัญอยากชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศ จึงอยากเฝ้ารอดู เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ นานนับร้อยปีกว่าจะมีพิธีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้สักครั้ง ในฐานะข้าราชการคนหนึ่งต้องอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ให้ได้ไม่งั้นเสียชาติเกิด เพื่อจะได้ไปบอกเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ฟัง

“เมื่อคืนก็เกือบท้อเหมือนกันเพราะเห็นแถวยาวเหยียดมากๆ นั่งรอนอนรอกว่า20ชม.จะได้เวลาที่ผ่านเข้าไปยังจุดคัดกรอง เชื่อไหมว่าต้องใช้ความอดทนอย่างสูงจริงๆ ทั้งง่วงทั้งร้อน ทั้งหิว แต่ต้องระวังดื่มน้ำมากไม่ได้ ต้องค่อยๆจิบที่ละนิด เพราะหากดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ปวดฉี่เอาได้ แม้แต่ข้าวที่นำมาด้วยก็ต้องค่อยๆทานไม่ให้อิ่มมากนัก อยากทานเยอะกลัวปวดท้องเข้าห้องน้ำ เพราะถ้าออกไปแล้วกว่าจะกลับเข้ามาก็ลำบากเพราะห้องน้ำก็อยู่ไกล”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นายมนชัย เล่าถึงพลังแรงใจที่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้อดทนมารอเฝ้ารอรับเสด็จริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญพระบรมโกศ นานกว่า 20 ชั่วโมงตั้งแต่ค่ำวานนี้ เพราะอยากอยู่ในช่วงนาทีประวัติศาสตร์ นานนับร้อยปีจะมีสักครั้งหนึ่งในชีวิต จะผ่านไปอีกกี่่ชั่วคนจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้หรือไม่ไม่อาจรู้ได้ ยิ่งด้วยความที่เป็นตนเองเป็นข้าราชการจึงมีความผูกพันกับแนวทางพระราชดำริและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ารับราชการใหม่ๆ เห็นภาพการตรากตรำทรงงานหนัก จนปัจจุบันรับราชการมากว่า20 ปีแล้ว ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านมาโดยตลอด เหมือนพระองค์เป็นเหมือนพ่อของแผ่นดิน และต้นแบบของการรับราชการที่ดี ที่ต้องเอาเป็นแบบอย่าง จึงสัญญากับตัวเองว่าจะทำงานทุกสิ่่งทุกอย่างให้ดีที่สุด และที่ผ่านมาพระองค์ทุ่มเททรงงานหนักที่สุดให้กับแผ่นดินไทยเหนื่อยยากยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลก ดังนั้นจึงอยากหนึ่งในข้าราชการนับแสนนับล้านคนที่จะได้มีช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์หนนี้

นายมนชัย เล่าว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เหมือนกับการบอกเล่าถึงรากเหง้าและเรื่องราวของบรรพบุรุษไทยว่าเกิดและเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองไทยมาได้อย่างไร แม้ในชีวิตไม่เคยได้เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 แม้แต่ครั้งเดียว แต่ในฐานที่ทำงานรับราชการให้กับสภาที่ปรึกษาฯ ได้รับรู้และใกล้ชิดกับแนวคิดโครงการพระราชดำริ 4 พันกว่าโครงการ โดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นแนวทางสำคัญในการดำรงชีวิต

นายทศพนธ์ นรทัศน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าสำหรับแรงบันดาลใจที่ได้มาเป็นจิตอาสา คือ การดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการทำความดีและอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ด้วยรักการถ่ายภาพทางจึงได้มอบหมายให้มาเป็นจิตอาสาทำหน้าที่ เป็นตากล้องถ่ายรูปให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน นับว่าเป็นภารกิจที่ชอบมากๆเพราะโดยส่วนตัวเป็นคนรักการถ่ายภาพอยากเก็บและบันทึกเรื่องราวที่เป็นความทรงจำอันทรางคุณค่าที่สุดในชีวิตในวันนี้เอาไว้ให้มากและนานที่สุด ยิ่งเกิดความประทับใจเมื่อได้เห็นใบหน้าและแววตาของประชาชนที่มาร่วมงาน รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเศร้าใจและตื้นตันใจของประชาชนคนไทย ทุกครั้งเมื่อต้องกดชัตเตอร์ถ่ายรูปกับพระบรมฉายาลักษณ์ หรือ ซุ้มดอกดาวเรือง ว่าทุกคนรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากแค่ไหน นอกจากนี้ยังมาช่วยทำหน้าที่งานด้านบริการ เช่น แจกน้ำ แจกข้าว แจกยา เป็นต้น รวมถึงแนะทำหน้าที่แนะนำเส้นทางและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาวางดอกไม้จันทน์ รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำงานบริการประชาชนเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

 

ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านน้ำตาไหล แสนอาลัยในหลวงของปวงชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522038

ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านน้ำตาไหล แสนอาลัยในหลวงของปวงชน

เรื่อง…ทีมโต๊ะแมกกาซีน

มีประชาชนราว 110,000 คนเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าร่วมชมริ้วขบวนพระราชอิสริยยยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ มณฑลพิธีพระเมรุมาศท้องสนามหลวง ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 26 ต.ค.2560

คุณยายจิ๋ม อินยา อายุ 64 ปี ก็เป็นประชาชน 1 ใน 110,000 คน ที่เดินทางมาจากมหาชัย จ.สมุทรสาคร คนเดียว ด้วยแรงคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

“มาตั้งแต่บ่ายสามวันที่ 24 เจอฝนตกหลายรอบ เปียกไปหมด แต่ยายแข็งแรง กินน้ำเยอะไม่เป็นไร ได้มาทางสะพานมอญเข้ามานั่งในสวนสราญรมย์ตอนตี 5 วันนี้ได้เห็นริ้วขบวนชัดเจน ตั้งใจลางานมา เพราะคิดถึงพระองค์มาก ถึงตอนนี้ยังไม่อยากเชื่อว่าพระองค์ไม่อยู่”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คุณยายจิ๋ม อินยา

คุณยายจิ๋มยังเล่าว่า เคยมารับเสด็จฯในหลวงรัชกาล ที่ 9 บริเวณวัดพระแก้ว หลายครั้ง โดยครั้งแรกปี 2519

“เมื่อก่อนทำงานเยาวราช จะมาให้ได้ทุกครั้งที่มีโอกาส รักพระองค์มาก ตั้งแต่ท่านสวรรคตก็มาหลายครั้งแล้ว มาคนเดียวตลอด มาเจอเพื่อนๆ ทุกคนมาคิดถึงพระองค์เหมือนกัน วันนี้ตอนนั่งดูก็ทำใจไม่ได้ แต่ก็จะรักทุกพระองค์ต่อไป”

เช่นเดียวกับ พันเอกเกรียงไกร ประจำกิจ สังกัดกองสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี วัย 58 ปี ได้เดินทางมาจากจ.เชียงใหม่ คนเดียวตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.ฝ่าแดดทนฝนอยู่หลายระลอก แต่ก็ไม่ยอมออกนอกแถวไปหลบฝน

“เจอฝนหลายรอบมากในวันที่ 24 ตอนกลางคืน ส่วนกลางวันก็ร้อนมาก ที่มาก่อนเพราะคิดว่าคนจะเยอะ และในวันซ้อมใหญ่ได้ดูจากข่าวแล้วว่า จุดถนนสนามไชยกับถนนท้ายวังเป็นจุดที่เห็นพระราชพิธีมากที่สุด

“คุ้มค่าที่รอ เพราะทุกคนในที่นี้ไม่มีใครถอยเลย ทุกคนมีแต่เข้ามาๆ จนถึงเช้าวันนี้ยังมีเข้ามา บางคนมาก่อนผมอีกตั้งแต่วันที่ 21-22 ต.ค. ทั้งผู้หญิง คนแก่ เราเห็นแล้วว่าทุกคนมาเพราะในหลวงรัชกาลที่ 9”

“ตอนที่ริ้วขบวนผ่านไป ยิ่งทำให้ผมนะลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่าน ผมต้องทำความดีเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้เศษเสี้ยวของพระองค์เลย หรือแค่การมารอสองสามวันก็ไม่ได้ยากลำบากเท่าสิ่งที่พระองค์เสด็จไปช่วยเหลือประชาชน ผมพูดแล้วมันตื้นตัน น้ำตามันจะไหล เวลาพูดถึงท่านขนลุก ความดีของท่านมากเหลือเกิน”

พันเอกเกรียงไกร ประจำกิจ

จุไรภรณ์ เอี่ยวสกุล ชาวกรุงเทพ และกิติยา พานิชนาวา วัย 58 ปี ชาวสมุทรปราการ มากับเพื่อนอีก 8 คน ปักหลักรอตั้งแต่ 7 โมงเช้าของวันที่ 25 เข้าทางจุดคัดกรองท่าเตียนแต่ออกไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานั่งที่เดิมไม่ได้ จึงต้องเข้าแถวเพื่อจุดเข้าแถวเข้ามาใหม่ได้ตอน 1 ทุ่มตรงของวันเดียวกัน

เธอยึดพื้นที่เฝ้าใหม่คือ สวนสราญรมย์ซึ่งอากาศดีและมีเบาะรองนั่งหนานุ่มมาก

ทั้ง 2 ถ่ายทอดว่าวินาทีหลังจากรอคอย 28 ชั่วโมงว่า ช่วงเวลาที่นำพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถแล้วมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกคนบริเวณนั้นก้มลงกราบ

“ตอนนั้นดิฉันรู้สึกเศร้าเสียใจว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ได้ชื่นชมพระบารมีพระองค์อีกต่อไปแล้วเหรอ เหมือนเราสูญเสียอะไรที่ยิ่งใหญ่ไป ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียงแค่ได้เห็นพระบรมโกศน้ำตาก็ไหลเพราะตื้นตันใจ”จุไรภรณ์เล่า

กิติยา เจ้าของธุรกิจค้าเล่าความรู้สึกพร้อมกับในมือที่ถือดอกไม้จันทน์ ดอกดารารัตน์ประดิษฐ์เองว่า รู้สึกไม่แตกต่างจากคนไทยทุกคน คือใจหายที่จะไม่มีพระองค์ท่าน เหมือนอะไรขาดหายไป ทำให้เธอรู้สึกรักประเทศ เพราะเรามีประเพณีและศิลปะอันงดงาม

“พระเมรุมาศงดงามยิ่งใหญ่มาก ฝีมือช่างไทยที่เราไม่เคยเห็นอะไรงดงามขนาดนี้มาก่อน ตอนเย็นตั้งใจจะไปวางดอกไม้จันทน์ที่พระเมรุมาศจำลองที่ท่าเตียน และตั้งใจจะใส่บาตรพรุ่งนี้เช้าถวายพระองค์อีกด้วย”

จุไรภรณ์ เอี่ยวสกุล และ กิติยา พานิชนาวา

 

รอด้วยใจภักดิ์ 36 ชั่วโมง น้อมส่งเสด็จในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521959

รอด้วยใจภักดิ์ 36 ชั่วโมง น้อมส่งเสด็จในหลวงร.9

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 26 ต.ค. ทุกตารางนิ้วภายในมณฑลท้องสนามหลวงเนืองแน่น ไปด้วยเหล่าพสกนิกรที่มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งส่วนใหญ่ได้รอคอยก่อนเข้าพื้นที่นานกว่า 24 ชั่วโมงผ่านจุดคัดกรองเพื่อเข้าจับจองพื้นที่

โดย…ทีมข่าวโต๊ะแมกกาซีน

บุปผา นรินทรางกูร ชาวปทุมธานีวัย 75 ปี เดินทางมาพร้อมครอบครัว ด้วยใจมุ่งมั่นว่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เล่าว่า ได้มาเข้าคิวเพื่อรอเข้าจุดคัดกรองที่ 9 บริเวณใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตั้งแต่เวลา 04.00 น. ของวันที่ 24 ต.ค. กระทั่งได้ผ่านเข้ามารอภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกราว 11 ชั่วโมง

“ป้านั่งรอไปหลับไปอยู่บนวีลแชร์ จนกระทั่งประมาณ 4 ทุ่ม ถึงได้เข้ามาจับจองพื้นที่บริเวณภายในท้องสนามหลวง วินาทีที่เห็นพระเมรุมาศอยู่ตรงหน้า น้ำตามันไหลออกมาเอง นึกถึงภาพของพระองค์ท่านเมื่อครั้งวันวาน บรรยายความรู้สึกออกมาไม่ถูก พูดทีไรก็น้ำตาไหล” เธอถ่ายทอดความรู้สึกพร้อมยกมือปาดน้ำตา

บุปผา นรินทรางกูร

บุปผา ย้อนถึงความประทับใจไม่ลืม เมื่อครั้งได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จ ในหลวงรัชกาล 9 ว่า ในครั้งนั้นได้ไปร่วมทอดพระกฐินหลวงที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และนับเป็นพระเมตตาอย่างสูงสุดในชีวิตเมื่อพระองค์ท่านได้ตรัสถาม ขณะที่ตนกำลังจะใช้ธนบัตร 50 บาทถวายเงินทำบุญ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“แบงก์ใหม่เพิ่งได้มา ป้ากำลังจะถวายท่าน จึงทรงถามป้าว่า ไม่เก็บไว้หรือ ป้าตอบไปว่า ไม่เก็บเพคะ เดี๋ยวก็มีออกมาอีกเยอะ ท่านก็แย้มพระโอษฐ์และทรงรับไป”

ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ บุปผาตั้งใจอย่างสูงเพื่อมาร่วมแสดงความอาลัย ในหลวง รัชกาลที่9 ที่ทรงสู้เพื่อประชาชนของท่านมาตลอดรัชสมัย

ด้านณัฏฐ์วิโชติ วงศ์ณรัชชะเดช พสกนิกรผู้จงรักภักดีที่เดินทางมาเฝ้ารับเสด็จ ทุกครั้ง โดยจะมาพร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน กล่าวว่า เขามารอนาน 36 ชั่วโมง เพื่อเข้ามายังท้องสนามหลวง ท่ามกลางแสงแดดร้อนจัด และสายฝน

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเข้ามาได้ใกล้สุดแค่ไหน บอกตัวเองว่า ขอแค่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ท่านที่สุด เพื่อส่งเสด็จ เป็นครั้งสุดท้าย ตั้งแต่ได้เข้ามารอหน้าพระเมรุมาศ ผมรู้สึกว่าไม่อยากให้ถึงวันนี้เลย ผมไม่นอน ขอนั่งมองพระเมรุมาศ มองไปก็น้ำตาไหล และขอกอดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านอยู่ตรงนี้จนกว่าพระราชพิธีจะเสร็จ”

นอกจากนี้ ยังมีนิสิตจากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่รวมกลุ่มกันมา 4 คนเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ หลังจากที่เคยร่วมในการอัญเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่14 ต.ค.2559

“พวกเราใช้เวลา 23 ชั่วโมงเพื่อผ่านเข้ามาในสนามหลวง โดยการรอคอยครั้งนี้สอนให้พวกเรารู้จักความอดทน และได้เห็นน้ำใจของคนไทยด้วยกัน เราอยู่ตรงนี้มีจิตอาสานำน้ำและอาหารมาแจกจ่ายให้อิ่มท้องตลอด แม้อุปสรรคอย่างเดียวจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนจัด แต่พวกเราก็ไม่ท้อถอย เพราะมีพระองค์ท่านเป็นแบบอย่าง” ตัวแทนกลุ่มนิสิตกล่าว

 

“ให้ได้ที่เรามี” ความสุขเล็กๆ เเต่ยิ่งใหญ่ของ “อโนชา” จิตอาสาเพื่อพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521882

"ให้ได้ที่เรามี" ความสุขเล็กๆ เเต่ยิ่งใหญ่ของ "อโนชา" จิตอาสาเพื่อพ่อหลวง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ผู้หญิงชุดดำ สวมหมวกสีฟ้า ผูกผ้าพันคอสีเหลือง เดินเก็บขยะบริเวณถนนราชดำเนิน ก่อนจะนั่งลงบนทางเท้าเเละหยิบเสื้อกันฝนจากกระเป๋าจำนวนมากออกมาเเจกจ่ายให้กับประชาชนที่ทยอยเดินทางเข้าร่วมพิธีถวายพระเพลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

“ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เรามีค่ะ ไม่ได้ต้องการอะไร เเค่คำขอบคุณก็ชื่นใจเเล้ว” อโนชา เติมวัชรพงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งบอก

เธอ เป็นคนชอบทำบุญโดยนิสัยอยู่เเล้ว เเละเริ่มมาเป็นจิตอาสาตั้งเเต่รับรู้ว่าพระองค์ทรงประชวรหนัก โดยเริ่มจากการไปเฝ้าติดตามพระอาการที่โรงพยาบาลศิริราชเเละช่วยเก็บขยะเพื่อความสะอาดเรียบร้อยนับตั้งเเต่นั้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

”เห็นข้าราชการ ตำรวจทหารเขาทำหน้าที่ ในฐานะประชาชนเริ่มคิดว่าเราทำอะไรบ้างที่พอจะเเบ่งเบาภาระ จนเห็นว่าเก็บขยะ น่าจะง่ายที่สุด”

หลังเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช้าวันถัดมา 14 ต.ค. เธอเเละเพื่อนๆ ชวนกันหาซื้อหนังสือพิมพ์ประวัติศาสตร์จำนวน 100 ฉบับ มาเเจกจ่ายให้กับประชาชน เเละเริ่มเดินทางมาเก็บขยะ รวมถึงขับจักรยานยนต์รับส่งประชาชนฟรี ที่ท้องสนามหลวง

”เราซื้อถุงดำตุนไว้ เลิกงานหนึ่งทุ่มก็มาเก็บขยะที่นี่เลย เที่ยงคืนเข้าบ้าน”

อโนชา เติมวัชรพงศ์ (คนซ้าย)

เป็นเวลากว่าหนึ่งปีเเล้วที่เธอทำหน้าที่จิตอาสา โดยไม่เคยคิดถึงความเหน็ดเหนื่อยเเละค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป

”ไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องลำบากอะไร เราเเละเพื่อนๆ ช่วยเหลือกัน มีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย รวมกันเเล้วครั้งละไม่ต่ำกว่าสองถึงสามพันบาท เป็นช่วงเวลาสั้นๆ คงไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเดือดร้อนในการใช้ชีวิต ดีใจที่ได้ให้ ชื่นใจที่มอบให้เขา เเค่คำขอบคุณที่ได้กลับมาก็ชื่นใจ มีความสุขมากเเล้ว”

อโนชา ยอมรับว่า วิธีคิดเปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากการสูญเสียพระองค์ท่าน เมื่อก่อนเคยคิดว่าการให้ต้องยิ่งใหญ่ เเต่ปัจจุบันเข้าใจเเล้วว่าไม่จำเป็น

”ตอนที่ท่านอยู่ ชีวิตเราเลิกงานก็กลับบ้าน อยากพักผ่อน เเต่หลังจากได้มาทำจิตอาสา เราได้เห็นรอยยิ้ม น้ำตา ความเสีลสละของเเต่ละคน มันทำให้ความคิดเราเปลี่ยนแปลงไป เข้าใจเลยว่า เล็กๆ น้อยๆ ก็ได้รับความสุขเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องทำเยอะเเยะเเละเกินตัว”

จิตอาสาวัย 40 ปี บอกว่า การเสียสละตลอดชีวิตของพระองค์ท่านจะกลายเป็นแบบอย่างที่ยึดถือ เเม้จะทำตามได้เพียงเเค่ผงธุลีเเต่ก็ขอปฏิบัติต่อไปด้วยความจริงใจ

”งานถวายพระเพลิงไม่ได้คิดว่าจะต้องได้อยู่ใกล้ท่านมากน้อยเเค่ไหน ขอเดินไปเรื่อยๆ เก็บขยะ มอบสิ่งของ ได้เเค่ไหนเเค่นั้น” อโนชาทิ้งท้ายด้วยหัวใจของจิตอาสาอย่างเเท้จริง

 

แรงศรัทธาและรักภักดี แดดร้อนฝนตกไม่ย่อท้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521860

แรงศรัทธาและรักภักดี แดดร้อนฝนตกไม่ย่อท้อ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

แม้แสงอาทิตย์จะร้อนอบอ้าวในช่วงเวลากลางวันหรือฝนฟ้ากระหน่ำในยามค่ำคืนหนักหนาเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาเฝ้ารอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติครั้งสำคัญ ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ให้ยอมจำนนล้มเลิกความตั้งใจไปได้

จักรา ชินพงศ์ อายุ 47 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ชาวจังหวัดเชียวใหม่ เปิดเผยว่า ได้เดินทางมารอต่อแถวจับจองที่นั่งตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. จากเดิมที่ซื้อตั๋วเครื่องบินเตรียมเดินทางมาในวันที่ 24 ต.ค. แต่เมื่อคิดว่าอยากใช้เวลาที่จะได้อยู่ใกล้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงตัดสินใจทิ้งตั๋วเครื่องบินนั้นแล้วซื้อใหม่เดินทางมาก่อนในทันที

จักรา ชินพงศ์

เขาเล่าว่า ถึงฝนตก-แดดร้อน ถือเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่สามารถไปห้ามได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความตั้งใจที่อยากมาส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเวลาที่เราเห็นพระองค์ทรงงานตากแดด ตากฝนมากกว่าประชาชนกี่ร้อยกี่พันเท่า ทำให้เวลาต้องเผชิญกับแสงแดดร้อนจัด ฝนตกหนักในช่วงเย็นทุกวัน เรื่องแค่นี้ยังไม่ได้เศษเสี้ยวของความอดทนที่ท่านต้องเจอ ดังนั้นจึงเล็กน้อยสบายมาก

ทั้งนี้ การเตรียมตัวมาเฝ้ารอได้เตรียมความพร้อมทางร่างกาย ยาแก้ปวดแก้เป็นหวัด เสื้อผ้าสีดำถูกระเบียบเรียบร้อย 1 ชุด และยังมีเสื้อกางเกงขาสั้นไว้เปลี่ยนสำหรับความคล่องตัวและระบายความร้อนได้ดี 2 ชุด ทั้งหมดมาเท่านี้เพราะไม่อยากให้สัมภาระส่วนตัวไปเบียดเบียนผู้อื่น ส่วนการอาบน้ำพักผ่อนจะเดินเข้าไปในโรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ เนื่องจากจองห้องพักไว้สลับกับเพื่อนเข้าไปพักผ่อนเปลี่ยนกันมาจองที่นั่ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มายังท้องสนามหลวง แม้ครั้งหนึ่งจะเคยรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์ท่าน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงจะได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ไม่นาน เราก็ไม่กล้ามองพระองค์เพราะรู้สึกถึงพระบารมี ที่เราไม่อาจเปรียบเทียบได้แม้แต่น้อย และจากการเห็นสิ่งที่พระองค์ทุ่มเททำเพื่อประชาชนอย่างเหน็ดเหนื่อย ยิ่งทำให้การมาเฝ้ารอต้องอดทนอย่างถึงที่สุดให้ได้” จักรา กล่าว

เขมิกา เชื้อเมืองพาน

เขมิกา เชื้อเมืองพาน อายุ 58 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ชาวกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. โดยเตรียมตัวเรื่องร่างกายให้แข็งแรง พกยาโรครักษาประจำตัว พร้อมทั้งเตรียมเสื้อผ้า 4 ชุด เพื่อมาปักหลักเฝ้ารออยู่ริมถนนต่อแถวร่วมกับประชาชนคนอื่นๆที่มีหัวใจดวงเดียวกัน ส่วนเรื่องอาหารเตรียมมาเล็กน้อย แต่เมื่อมานั่งจับจองพื้นที่ได้มีจิตอาสาเดินมาแจกน้ำ อาหารอย่างต่อเนื่อง จึงไม่รู้สึกหิวโหยหรือยากลำบาก

เธอเล่าพร้อมกับหัวเราะว่า วิธีการผ่อนคลายร่างกายคือการนั่งยืดเส้นยืดสาย หรือหากฝนตกลงมาก็เตรียมตัววิ่ง แดดออกจะใช้วิธียืนกางร่มกลางสายฝน พยายามไม่รู้สึกคิดมากแม้ร่างกายเจ็บป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งเป็นโรคประจำตัวมานาน ที่จริงวันนี้หมอนัดตรวจร่างกายแต่ตัดสินใจไม่ไปหา ไม่อยากเสียโอกาสได้เข้าใกล้พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย และยอมไม่ได้อาบน้ำ เพราะอดทนแค่นี้ไม่อาจเปรียบกับการทรงงานของในหลวง ร.9 ที่ท่านทรงงานมากว่า 70 ปี แค่นี้ถือว่าเรื่องเล็ก

ทองด้วง ทองอินท์

เช่นเดียวกัน ทองด้วง ทองอินท์ อายุ 48 ปี ชาวนาจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. โดยสารรถไฟนัดมาพบกับญาติพี่น้องที่สนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระองค์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้วหลายครั้ง

สำหรับการเตรียมตัวได้ห่อข้าวเหนียว ปลาเค็ม และเสื้อผ้าสีดำ 3 ชุด ยาสีฟัน สบู่เผื่อมาอาบน้ำ วันนี้มาด้วยร่างกายแข็งแรงเพราะพ่อหลวงสอนไว้ว่าให้ประชาชนออกกำลังกาย ทำไร่ทำนาสุขภาพแข็งแรงดี แม้ว่าฝนตกก็ไม่กลัวเนื่องจากมีจิตอาสานำเสื้อกันฝนมากแจกให้

“นั่งเบิ่งเทียนชัยที่จุดไว้หน้ารูปในหลวง หลานน้อยมาท้วงว่าเป็นหยังน้าจึงร้องไห้ เช็ดน้ำตาบ่ทัน จักสิบอกหลานว่าจั่งใด๋ ตั้งแต่ในหลวงจากไป หัวใจก็จุกน้ำตา” ทองด้วงร้องเพลงของ ต่าย อรทัย พลันน้ำตาคลอท่ามกลางบรรยากาศที่ฝนกำลังจะตกลงมา

สำราญ บุญคุ้มเจริญ อายุ 61 ปี ชาวสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ตั้งใจมากราบพระองค์ท่านและอยากเข้าไปวางดอกไม้จันทน์ที่พระเมรุมาศ เพื่อส่งเสด็จพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย โดยเดินทางมาพร้อมกับหลานชาย เขาน่ารักมากไม่งอแงเลย เพราะปกติไม่เคยไปไหนด้วยกัน มาถึงเขาตั้งใจกราบมาก เขารักในหลวง แม้ตอนนี้พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้ว รู้สึกใจหายคิดถึงพระองค์ท่านทีไรน้ำตาไหลทุกครั้ง

“ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า จะปฏิบัติตัวตามคำสอนของพ่อ เช่น คิดดีทำดี เพื่อตอบแทนความดีของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยคอยดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ส่วนตัวรู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นพสกนิกรของพระองค์ พอเข้ามาในพื้นที่แล้วได้พบปะผู้คนที่มีดวงใจดวงเดียวกันคือ รักและเทิดทูลพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ได้รู้จักมิตรภาพใหม่ ไม่ว่าอะไรจะช่วยเหลือให้อภัยกัน เพราะเรามีพ่อองค์เดียวกัน อย่างไรก็ตามจะขอร่วมส่งเสร็จในพระราชพิธีนี้ให้ได้” สำราญ กล่าว

 

4ล้านจิตอาสา ถวายองค์ราชันจนถึงวันสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521825

4ล้านจิตอาสา ถวายองค์ราชันจนถึงวันสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คนไทยทั้งประเทศต่างพร้อมใจร่วมกันทำความดีถวายแด่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการแสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

หนึ่งในสิ่งที่คนไทยได้ร่วมกันแสดงออก คือ การปวารณาตนเองเป็นจิตอาสา

การเกิดขึ้นของจิตอาสานั้นมีมาตั้งแต่เมื่อครั้งการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อเดือนต.ค.ปี 2559 ซึ่งเป็นการก่อตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เบื้องต้นสามารถสันนิษฐานได้ว่า กลุ่มมอเตอร์ไซด์บริเวณรพ.ศิริราช น่าจะเป็นจิตอาสากลุ่มแรกๆที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือประชาชน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2559 เวลานั้นพสกนิกรชาวไทยจำนวนไม่น้อยต่างเดินเท้าไปยังรพ.ศิริราช และพื้นที่โดยรอบบริเวณพระบรมมหาราชวังเพื่อร่วมส่งพระบรมศพ การเดินทางเป็นไปด้วยยากลำบากเพราะต้องเดินด้วยเท้าเพียงอย่างเดียว แต่ได้ปรากฏกลุ่มมอเตอร์ไซด์มารวมตัวเพื่อรับส่งประชาชนที่จะมาร่วมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สร้างความประทับใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยศาสตร์ ได้เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมกลุ่มคนที่มีจิตอาสามาร่วมกันให้บริการสาธารณะผ่านการตั้ง “จัดตั้ง ‘ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร หรือ Volunteers for Dad’ โดยประชาชนเข้าร่วมเป็นจิตอาสามากกว่า 2 หมื่นคน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้ามาร่วมถวายความอาลัยที่พระบรมมหาราชวัง

แต่ที่สุดของโครงการจิตอาสาในครั้งนี้ คือ “จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้นจิตอาสาเฉพาะกิจดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นการรวมพลังความรักอันมีค่า รวมพลังน้ำใจ ของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะน้อมถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จสู่สวรรคาลัย

สำหรับงานจิตอาสาในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 8 ด้าน

1.งานดอกไม้จันทน์ ปฏิบัติงานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจัดซุ้ม การแจก – การรับ การเชิญดอกไม้จันทน์ และช่วยจัดระเบียบแถวประชาชนในการเข้าแถวถวายดอกไม้จันทน์

2.งานด้านประชาสัมพันธ์ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้บริการข้อมูล ( Information ) เกี่ยวกับงานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รวมถึงช่วยดูแลต้อนรับ/รับรอง ( Reception ) ประชาชน ณ จุดบริการต่างๆ

3.งานโยธา ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ ช่วยดูแลรักษาความสะอาด เรียบร้อยของสถานที่จัดงาน ให้มีความสวยงามและสมพระเกียรติ ทั้งก่อนระหว่างและหลังงานพระราชพิธี

4.งานขนส่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องงานรับส่ง ประชาชนด้วยยานพาหนะ เช่น รถยนต์ จักรยานยนตร์ เรือโดยสาร รถกอล์ฟไฟฟ้า รถพ่วง ฯลฯ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในเรื่องการแนะนำเส้นทางมายังพื้นที่จัดงาน

5.งานบริการประชาชน ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องการจัดหาและหรือการบริการอาหาร น้ำดื่ม การเตรียมร่ม เสื้อกันฝน และช่วยประสานงาน ดูแลความเรียบร้อยในพื้นพักคอยของประชาชน

6.งานแพทย์ ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยอำนวยความสะดวกแก่แพทย์ พยาบาล รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ( First Aid ) และช่วยเหลือกู้ชีพ ( Basic Life Support ) ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องเส้นทางฉุกเฉินสำหรับรถพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วย

7.งานรักษาความปลอดภัย ช่วยสอดส่อง สังเกต ระมัดระวังความปลอดภัยบุคคลและสถานที่ และแจ้งข้อมูลให้เจ้าพนักงานทราบ กรณีพบสิ่งผิดปกติ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

8.งานจราจร ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยดูแลด้านการจราจรโดยรอบสถานที่จัดงาน เช่น ดูแลการหยุดรถ จอดรถ การข้ามทางของประชาชน การแนะนำเส้นทาง การแจ้งอุบัติเหตุการจราจรให้แก่เจ้าพนักงานทราบ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ร่วมเป็นจิตอาสาจะได้รับสิ่งของพระราชทาน ได้แก่ 1.บัตรประจำตัวจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” 2.บัตรประจำตัวจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ (แบ่งสีตามประเภทของงาน) และ3.เสื้อ หมวกสีฟ้า ผ้าพันคอสีเหลือง และปลอกแขน

โครงการจิตอาสาครั้งนี้น่าจะเป็นการรวมตัวของผู้มีจิตอาสาที่มีจำนวนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะหน่วยงานภาครัฐได้มีการสรุปตัวเลขออกมาแล้วว่า ยอดรวมผู้สมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทุกประเภท นับตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย. 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,006,825 คน

แบ่งเป็นผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ 93 แห่ง จำนวน รวม 8,603 คน, ผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ สำนัก งานเขต 50 เขต ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 311,894 คน, ผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ สนามเสือป่า จำนวน 52,085 คน, ผู้ที่ลงทะเบียนสมัคร ณ ที่ว่าการอำเภอ 874 แห่ง ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 3,634,423 คน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพไปแล้ว แต่งานจิตอาสาของคนไทยทั้งหมดยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากยังมี “โครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ” ที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

โครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมในเขตชุมชน ปัญหาการจราจร และอื่น ๆ และสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยปัญหาน้ำท่วม และปัญหาการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ

โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย 1.ระหว่างวันที่ 28 ก.ค. – 5 ธ.ค.2560 ทำกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ทั่วกทม. 2.ระหว่างวันที่ 5 ธ.ค.2560 – 28 ก.ค.2561 ทำกิจกรรมในจังหวัดในที่มีเขตพระราชฐาน และ3.ระหว่างวันที่ 28 ก.ค.2561 – 5 ธ.ค.2561 ทำกิจกรรมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ดังนั้น โครงการจิตอาสาทั้งสองโครงการจึงเป็นการหลอมรวมจิตใจคนไทยให้มาร่วมกันทำความดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ เพื่อช่วยสร้างสรรค์ประเทศชาติครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แพทย์สนามงานพระราชพิธี พร้อมใจปฏิบัติหน้าที่ถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 08:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521797

แพทย์สนามงานพระราชพิธี พร้อมใจปฏิบัติหน้าที่ถวายพ่อหลวง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องมีประชาชนคนไทยจำนวนมหาศาลมาส่งพ่อหลวงที่รักของคนไทยอย่างเนืองแน่นในวันที่ 26 ต.ค.2560

ความพร้อมด้านการแพทย์เพื่อรองรับประชาชนที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็เพื่ออำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ และเหตุกรณีฉุกกเฉินให้กับประชาชน

อีกหนึ่งองค์ประกอบเล็กๆ แต่มีความสำคัญ ผ่านการรวมกลุ่มรวมใจของกลุ่มแพทย์จากทั่วประเทศ ที่จัดตั้งทีมแพทย์จิตอาสา จากหัวเรือใหญ่อย่างแพทยสภา มูลนิธิธรรมมาภิบาลทางการแพทย์ รวมถึงหน่วยแพทย์จาก 4 เหล่าทัพ เครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐ เครือข่ายโรงพยาบาลภาคเอกชน ทั้งหมดจะร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จำนวนแพทย์รวม 594 ชีวิต และเภสัชกรอาสา พยาบาลอาสา จิตอาสาจากภาคประชาชนอีกจำนวนอีกหลายร้อยคนเช่นกัน จะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีตั้งแต่วันที่ 23 – 31 ต.ค.รวม 9 วัน และตลอด 24 ชั่วโมง

หากถามถึงความพร้อมของหน่วยแพทย์อาสางานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา และผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ ให้คำตอบว่ามีความพร้อมด้านการแพทย์อาสารองรับประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว

ซึ่งรูปแบบการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนด้านการแพทย์ ในส่วนของแพทยสภาจะเป็นลักษณะ โรงพยาบาลสนามอีกจุดหนึ่งร่วมกับหน่วยอื่นๆ อีก 20 จุด กระจายตั้งโดยรอบท้องสนามหลวง ซึ่งพล.อ.ต.นพ.อิทธพร อธิบายว่า การจัดตั้งโรงพยบาลสนามจะเป็นโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ ซึ่งต้องรองรับผู้ป่วยในทุกกรณีได้ในระดับมากกว่า 1 แสนคน โดยโรงพยาบาลสนามจะปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 9 วัน

จะเน้นไปที่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักและต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงอุบัติเหตุฉุกเฉิน และเป้าหมายของโรงพยาบาลสนามในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คือให้ประชาชนที่มาร่วมอาลัยต่อพ่อหลวงและมีอาการเจ็บป่วย จะต้องรอดจากอาการป่วยนั้นๆ ที่เกิดขึ้นทุกคน

“เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทำงานและปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์อาสา เจ้าหน้าที่อาสา ในห้วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะคาดกันว่าประชาชนจะมาร่วมงานพระราชพิธีจำนวนมาก” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เล่าถึงความพร้อม

นอกจากหน่วยแพทย์สนามที่จัดเตรียมขึ้นเพื่อรองรับประชาชนในงานพระราชพิธีสำคัญแล้ว พล.อ.ต.นพ.อิทธพร บอกเสริมว่า ได้ร่วมกับหน่วยแพทย์อื่นๆ ที่ส่งแพทย์จิตอาสา เจ้าหน้าที่พยาบาลมาร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในส่วนพื้นที่รอบนอกยังคงมีซุ้มแพทย์ขนาดเล็กจัดเตรียมไว้รองรับประชาชนด้วย รวมถึงช่วยเหลือบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงมากร่วมกับหน่วยแพทย์ของกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน และเพื่อเป้าหมายร่วมกันที่ประชาชนจะต้องปลอดภัยจากทุกปัญหาด้านสุขภาพในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

กระนั้น สิ่งที่พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ฝากถึงประชาชนที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวง ขอให้ประเมินสภาพร่างกาย และอาการเจ็บป่วยของตนเองด้วย หากจำเป็นจะต้องพกยาประจำตัวในจำนวนที่เพียงพอ และหากประเมินแล้วร่างกายของตนเองไม่สะดวกจะเดินทาง ก็สามารถแสดงความอาลัยยังจุดที่เดินทางสะดวกได้ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ

สำหรับ 21 จุด จะมีการประกาศ ระบบแพทย์นั้น จะถูกวางเป็นวงรอบพื้นที่สนามหลวง ขณะที่การเจ็บป่วยทุกจุดจะถูกดูแลโดยแทพย์ในจุดนั้นๆ ขอให้ประชาชนที่จะมางานพระราชพิธีไม่ต้องกังวล เนื่องจากจะมีแพทย์และจิตอาสาจะดูแลอย่างทั่วถึง ครอบคลุม

“แพทย์อาสา พยาบาลอาสา และเจ้าหน้าที่อาสาจากทุกภาคส่วน จะเป็นเพียงอีกจุดหนึ่งเล็กๆ ที่ร่วมใจกันกับจิตอาสาในจุดอื่นๆ แพทย์ทุกหมู่เหล่ามีความจงรักภักดี และเป็นการรวมตัวกันมาด้วยหัวใจพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนวางใจได้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวย้ำ

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ก็พร้อมเช่นกันในด้านของการแพทย์ โดยคำยืนยันจาก ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกทม. บอกเล่าว่า ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนที่จะมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งกทม.ได้จัดเตรียมหน่วยแพทย์ในสังกัดกทม.ไว้โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน และประสานไปยังโรงพยาบาลในสังกัดด้วย ขณะเดียวกันก็ยังทำงานร่วมกับหน่วยแพทย์ของทั้ง 4 เหล่าทัพ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ทุกอย่างมีความพร้อมมากที่สุด

“โรงพยาบาลในสังกัดกทม.จะส่งแพทย์และพยาบาลบางส่วนมาประจำตามจุดที่ได้จัดเตรียมไว้ ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ให้เตรียมพร้อมยังที่ตั้งกรณีฉุกเฉินต้องส่งประชาชนที่เจ็บป่วยในการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งกทม.จะเน้นไปที่เหตุฉุกเฉินเป็นหลัก แต่หากประชาชนที่จะเป็นลมหรือมีปัญหาเล็กน้อย ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องที่กระจายในพื้นที่เข้าให้ช่วยเหลือได้ทันที” ปลัดกทม. กล่าวทิ้งท้าย

ภาพประกอบข่าว

 

เปิด ‘กระเป๋าประชาชน’พกอะไรกันมา? ร่วมงานถวายพระเพลิง ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521795

เปิด ‘กระเป๋าประชาชน’พกอะไรกันมา? ร่วมงานถวายพระเพลิง ในหลวง ร.9

เรื่องและภาพ…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากประชาชนที่หอบสัมภาระกระเป๋าเดินทาง พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงตัวเพื่อผ่านจุดคัดกรองเมื่อเวลา 5 นาฬิกาที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยผู้ที่เข้ามายังบริเวณด้านในพื้นที่ต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่างทั้งอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และร่างกาย นั่นหมายความประชาชนที่เข้ามายังพื้นที่ด้านในนี้ต้องมีความพร้อมเกินร้อยเปอร์เซ็น

จึงขออาสาพาไปเปิดกระเป๋าเดินทางของประชาชนผู้จงรักภักดีว่า ภายในกระเป๋าของพวกเขาเตรียมอะไรกันมาบ้าง? เพราะงานนี้ถ้าไม่แข็งแรงจริง เสบียงอาหารไม่พร้อมคงต้องเก็บกระเป๋าออกจากพื้นที่แน่นอน เรียกว่าผู้แข็งแรงแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่ได้

เริ่มต้นที่คนแรกอย่าง บุญนาค บัวสายจันทร์ อายุ 61 ปี ประชาชน อ.ปลาแดก จ.เชียงราย เก็บข้าวของเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพียงลำพัง ตั้งใจมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ก่อนจะเปิดกระเป๋าผ้าใบโตหยิบ สบู่ ยาสีฟัน ยาดม ยาแก้ไข ยาแก้ปวดท้อง เสื้อผ้า 3 ชุด รองเท้า 2 คู่ เสื่อ หนังสือพิมพ์ ข้าวเหนียว ปลาทอด กล้วย ทั้งหมดเตรียมพร้อมไว้กินด้านในงานฯเมื่อผ่านจุดคัดกรองเข้าไปแล้ว

“ที่เตรียมอาหาร ยา เพียงพอแน่นอน และพร้อมแบ่งปันเพื่อนข้างเคียงที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆด้วย เพราะทุกคนตั้งใจมาเพื่อพ่อของเราเหมือนกัน” บุญนาค เล่า

บุญนาค บัวสายจันทร์

ขณะที่ ฐิตาภา เติบทองสุขสกุล อายุ 39 ปี ประชาชนในเขตบางแค จ.กรุงเทพฯ เปิดกระเป๋าโชว์ความพร้อมที่จะเข้าร่วมงานพิธีสำคัญนี้เช่นกัน ในกระเป๋าใบโปรดมีทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า ข้าวเหนียว หมูทอด ยากันยุง ยาธาตุ ผ้าใบกันฝนตก ก่อนบอกว่า “ทุกอย่างต้องเตรียมให้พร้อมไว้ก่อน จะพึ่งพาเอาดาบหน้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้” แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็เต็มใจเดินทางมา เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านที่สุดในฐานะลูกคนหนึ่ง

ฐิตาภา เติบทองสุขสกุล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สุมารี ประพฤติ อายุ 56 ปี ประชาชน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ล่องใต้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมเป้เดินทางใบโปรดที่บรรจุสัมภาระเลี้ยงชีวิต หลังจากที่ได้ผ่านจุดคัดกรองเข้าไปภายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

“พี่หุงข้าวเหนียวมากินเอง หมูทอดแดดเดียว เตรียมปลาร้าสับอย่างดีมากิน ผักลวกพร้อม ที่ขาดไม่ได้คือสตอ และไข่ต้มอีก 10 ฟอง ส่วนยามีแก้ปวดเหมื่อย แก้ไข้ แก้น้ำมูกไหล และยาหม่อง ซึ่งเตรียมไว้กินด้านในหลังผ่านจุดคัดกรองเข้าไปคิดว่าเพียงพอแน่นอน” สุมารี ระบุ

สุมารี ประพฤติ

เช่นเดียวกับ จำแลง อัครพันธ์ไพโรจน์ อายุ 51 ปี ประชาชนใน อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ที่มุ่งมั่นเดินทางมาปักหลักรอต่อแถวผ่านด่านจุดคัดกรองเข้าไปยังพื้นที่ด้านในงานพระราชพิธีฯ รูดซิบเปิดกระเป๋าอย่างเขินๆ ก่อนบอกว่า ป้าไม่ได้เตรียมอะไรมามากมาย ที่มีก็พวก ผ้าใบปูนั่ง น้ำดื่ม ร่ม พัด ที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์สำรอง แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าเปียก ยาดม ยาแก้ปวดฟัน ยาแก้ปวดฟัน ขนม กระดาษทิชชูแบบเปียกและแห้ง สมุดโน้ต เครื่องสำอาง และกรรไกตัดเล็บ

“ที่สำคัญป้าออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย 20 นาที เพื่อมางานนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากช่วงปกติจะทำอาชีพค้าขาย แต่งานนี้เรายอมเสียรายได้เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีฯ” จำแลง แสดงความรู้สึกตื้นตัน

จำแลง อัครพันธ์ไพโรจน์

หทัยรัตน์ บุตรเนียร อายุ 31 ปี ประชาชน อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่นำเต้นท์มากางนอนและใช้เก็บสัมภาระ งานนี้เลยขอไปถลกเต้นท์ดูกันหน่อยว่าเตรียมอะไรกันมาบ้างก่อนจะผ่านจุดคัดกรองเข้าไปร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ปรากฏว่ามียาประจำตัว ทิชชูแบบเปียก อาหาร หมอกเป่าลม 2 ใบ เสื้อกันฝน ร่ม พัด เสื้อผ้า พัดลมมือถือ และกระติกน้ำ

“งานนี้เรียกว่าเตรียมพร้อมมากๆเลยดีกว่าพี่ เพราะเคยมีประสบการณ์รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก็เตรียมพร้อมเช่นนี้ไปเหมือนกัน สุดท้ายการตัดสินใจเดินทางมาเพื่อน้อมส่งเสด็จครั้งสุดท้ายนี้ ไม่ได้ลำบากต่ออากาศที่ร้อน ฝนที่ตกหนัก เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงงานให้ประชาชนมามากมาย”

หทัยรัตน์ บุตรเนียร

เสียงจากประชาชนในฐานะลูกคนหนึ่ง ทุกคนต่างบอกว่า แค่มารอตากแดดร้อนฝนหนักเพียงใดก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

 

“ฝนจะตกหนักก็ไม่หวั่น ขอส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย” พสกนิกรปักหลักรอเข้าร่วมพระราชพิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 15:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521697

"ฝนจะตกหนักก็ไม่หวั่น ขอส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย" พสกนิกรปักหลักรอเข้าร่วมพระราชพิธี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

แม้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนผู้มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าพื้นที่ภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง แต่ทว่าขณะนี้ก็มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศได้ทยอยเดินทางมารอใกล้บริเวณจุดคัดกรองทั้ง 9 แห่งแล้ว

โดยเฉพาะจุดพระแม่ธรณีบีบมวยผม ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์เป็นจุดที่มีประชาชนมานั่งและนอนรอมากกว่าจุดอื่น แถวยาวตั้งแต่ริมฟุตบาทสองฝั่งข้างคลองหลอด ไปจนถึงถนนถนนราชดำเนิน และแม้จะมีฝนตกลงมาบ้างบางช่วงแต่ประชาชนก็ไม่ถอย ยังคงกางร่มเฝ้านั่งรอเวลาที่เจ้าหน้าที่จะเปิดจุดคัดกรองในเวลา 05.00 น. วันที่ 25 ต.ค. ขณะที่จุดคัดกรองบริเวณอื่นก็มีประชาชนเริ่มนั่งรอบ้างแล้ว

สำหรับการจราจรโดยรอบท้องสนามหลวงถนนเกือบทุกสายถูกปิดแทบทั้งหมด มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและเทศกิจดูแลความสงบเรียบร้อย ยกเว้นบริเวณแยกท่าช้าง ถนนหน้าพระลาน เป็นเพียงจุดเดียวที่ยังเปิดให้ประชาชนเดินเข้าไปสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริเวณประตูวิเศษไชยศรี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

น.ส.สารภี ชุมรัศมี ข้าราชการครูบำนาญ อายุ 60 ปี ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดกำแพงเพชร เล่าว่า ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ถึงสนามหลวงวันที่ 22 ต.ค. ตั้งใจมาชมการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ และร่วมงานวันที่ 26 ต.ค. ก่อนจะเดินทางกลับในวันที่ 27 ต.ค. ส่วนเหตุผลที่มาเพราะรักและเคารพพระองค์ จึงอยากมาส่งพ่อของประชาชนคนไทยเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะที่การเตรียมตัวไม่มีอะไรมากมีเพียงชุดและของใช้จำเป็นเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ยา ร่ม เมื่อมาถึงก็เลือกนั่งรอบริเวณใกล้จุดคัดกรองโรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อรอจนกว่าเจ้าหน้าเปิดให้เข้าไปยังพื้นที่สนามหลวง

อดีตข้าราชการครู เผยความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านว่า ตลอดชีวิตการเป็นครูพยายามสอนนักเรียนให้เดินตามคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งเรื่องความพอเพียงและการอดออม ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ เพราะตนมักฝึกให้เด็กนักเรียนออมเงิน จนทำให้เมื่อเด็กจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลายคนมีเงินเก็บมากพอที่จะนำไปเป็นทุนการศึกษาระดับชั้นมัธยม นับเป็นสิ่งตนภูมิใจเพราะได้นำคำสอนของพระองค์มาใช้กับนักเรียนจนประสบความสำเร็จ

น.ส.สารภี ชุมรัศมี

นางละเมียด ทุ่งกอ อายุ 52 ปี ผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดตรัง พร้อมกับครอบครัวเปิดใจว่าตั้งใจเดินมาถวายความอาลัย เมื่อมาถึงก็และรู้สึกปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้และภูมิใจที่ได้มาส่งเสด็จครั้งสุดท้าย ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดก็เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ตนปราบปลื้มและน้ำตาไหลทุกครั้งที่พูดถึงพระองค์

นายสำรวย คำพันธ์

นายสำรวย คำพันธ์ อายุ 50 ปี ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดชลบุรี บอกว่าตั้งใจรีบมาจองพื้นที่เพราะอยากเข้าไปร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงในพื้นที่ท้องสนามหลวงและจะอยู่ถึงงานพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิฯ วันที่ 27 ต.ค. เพื่อเป็นกราบลาพ่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะไม่ได้เจอพ่อแล้ว (สำรวยร้องไห้) ก่อนพูดคำสั้นๆว่า “ผมรักพ่อมาก”

เรื่องการเตรียมตัว สำรวยนำเสื้อผ้าติดตัวมาเพียง 2 ชุด พร้อมกับยาและอุปกรณ์กันฝนเท่านั้น โดยเมื่อมาถึงแม้ฝนจะแต่สำรวยก็บอกอย่างตั้งใจว่า “ไม่ว่าฝนจะตกหนักยังไง ผมจะขอส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้าย”

นางพวงพกา พิชวงศ์

นางพวงพกา พิชวงศ์ อายุ 57 ปี เดินทางมาจากจังหวัดลำพูน เล่าว่านั่งรถไฟออกจากบ้านมาคนเดียวเพราะตั้งใจมาร่วมงานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้ ระหว่างทางบนรถไฟก็ได้เจอเพื่อนที่ตั้งใจมาร่วมงานเช่นกันซึ่งรวมตัวกันได้ 6 คน ส่วนตัวถือเป็นเรื่องดีและเมื่อมาถึงสนามหลวงคิดว่าจะรีบจับจองพื้นที่โดยเร็วจะได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ให้ได้มากที่สุด

พวงพกา บอกว่าความรู้สึกการเดินทางมาครั้งนี้ตั้งใจอยากกราบลาพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้เห็นพระองค์อีกแล้ว

“รู้สึกใจหายที่จะไม่ได้เจอร่างพระองค์แล้ว แต่คิดว่าอย่างไรพระองค์ก็อยู่ในใจของดิฉันและคนไทยตลอดไป คนไทยมีกิน มีใช้ทุกวันนี้ได้ เพราะพระองค์คอยสอนให้ลูกทุกคนรู้จักคำว่า ประกอบอาชีพและพอเพียง”

ประชาชนเริ่มมาจับจองพื้นที่เพื่อรอผ่านจุดคัดกรองเข้าร่วมงานพระราชพีธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ตลอดเส้นทางถนนอัษฎางค์

ภายนอกจุดคัดกรองบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถือเป็นจุดที่มีผู้คนมาเฝ้ารอมากที่สุดขณะนี้

ภายนอกจุดคัดกรองบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถือเป็นจุดที่มีผู้คนมาเฝ้ารอมากที่สุดขณะนี้

เวลา 15.30 น. บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์

เวลา 15.30 น. บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์

สนามหลวง ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คนไปหลบเเดด หลบฝนบริเวณป้ายรถเมล์