ตั้งจุดอาหาร-พยาบาล-สุขา รองรับประชาชนรอบสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/521661

ตั้งจุดอาหาร-พยาบาล-สุขา รองรับประชาชนรอบสนามหลวง

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

พสกนิกรจากทั่วประเทศตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทำให้หลายฝ่ายเตรียมความพร้อมด้านจุดคัดกรอง อาหาร สุขา และจุดปฐมพยาบาล ไว้อำนวยความสะดวก

เริ่มที่ขั้นตอนการผ่านจุดคัดกรอง พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่าประชาชนที่จะเดินทางเข้ามายังท้องสนามหลวง ควรโดยสารรถประจำทางมาลงที่สนามม้านางเลิ้ง บ้านมนังคศิลา แยกวิสุทธิกษัตริย์ ปากคลองตลาด และแยกอรุณอมรินทร์ จากนั้นต้องแสดงบัตรประชาชนเพื่อผ่านจุดคัดกรองและเดินเข้าในพื้นที่พระราชพิธีฯ

โดยในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจุดคัดกรองจะเริ่มเปิดให้ประชาชนเดินผ่านไปได้ตั้งแต่เวลา 05.00 น.ของวันที่ 25 ต.ค. ดังนั้นควรแต่งกายชุดสุภาพไว้ทุกข์ และขอความร่วมมือพกร่มและหมวกสีสุภาพ อาทิ สีดำ ขาว ครีม งดกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ที่ติดเลนส์ซูม แต่อนุญาตกล้องขนาดเล็ก รวมถึงกล้องโทรศัพท์มือถือ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันชัย ถนอมศักดิ์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.ตั้งจุดอาหารประกอบเลี้ยง 22 จุด ซึ่งใช้วัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหาร 2 ส่วน สนับสนุนโดย กทม.ลำเลียงเข้ามา อีกส่วนจะเปิดรับบริจาคจากเหล่าจิตอาสา มีศักยภาพทำอาหารกล่องแจกประชาชนได้ถึง 2.6 ล้านกล่อง แต่จากการประเมินคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้ามาเฝ้ารอตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนประมาณ 1.5 ล้านคน/วัน ดังนั้นจึงมั่นใจว่าอาหารเพียงพอเลี้ยงประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคนได้แน่นอน

เรื่องถัดมา บริการน้ำดื่ม ได้เตรียมรองรับน้ำดื่มไว้แล้วจำนวน 2 ล้านขวด ขณะเดียวกันยังเปิดขอรับบริจาคเพิ่มจากจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมจุดบริการอาหารและน้ำดื่มมีทั้งสิ้น 119 จุด รอบพื้นที่สนามหลวง รวมถึงตั้งอยู่ใกล้เคียงพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทุกแห่ง จึงไม่ต้องเป็นกังวลว่าอาหาร-น้ำจะแจกจ่ายไม่ทั่วถึง เพราะจะมีจิตอาสากว่า 4,000 คน เดินแจกอาหารกระจายทั่วพื้นที่

วันชัย กล่าวอีกว่า ด้านการดูแลปฐมพยาบาล กทม.ได้ตั้งเต็นท์รอบสนามหลวงจำนวน 34 จุด สังเกตได้โดยง่ายเนื่องจากเป็นเต็นท์สีขาว รูปกากบาทกาชาดสีแดง ตั้งห่างจากกันประมาณ 100 เมตร แต่ละจุดมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 15 คน ประกอบด้วย พยาบาล ตำรวจ และจิตอาสา ส่วนเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยสนับสนุนช่วยเหลือตำรวจ วางกำลังระยะห่างระหว่างกันทุก 20 เมตร

ขณะที่รถพยาบาลจะมีเส้นทางพร้อมออกวิ่งทันทีหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ไว้ในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย

ด้านการบริการสุขา ได้จัดบริการรถสุขาเคลื่อนที่ จำนวน 70 คัน จอดกระจายอยู่บริเวณพระเมรุมาศจำลอง จำนวน 6 แห่ง (ยกเว้น สนามธูปะเตมีย์ และพุทธมณฑล) ในส่วนของซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดใหญ่จะมีสถานที่ห้องน้ำ รวมถึงตู้สุขาให้บริการอยู่ทุกแห่ง จำนวน 150 ตู้

ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือไปยังวัด โรงเรียน และภาคเอกชนเพื่อขอใช้ห้องสุขา ทำให้ขณะนี้มีห้องสุขารองรับประชาชนกว่า 5,500 ห้อง และสังเกตว่าสถานที่ใดสามารถเข้าไปใช้ห้องน้ำได้โดยดูจากสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ห้องสุขาพื้นหลังสีน้ำเงินติดอยู่ด้านหน้าองค์กรนั้นๆ

นอกจากนี้ การรับชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ทาง กทม.ติดตั้งจอแอลอีดีบริเวณพระเมรุมาศจำลอง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ และตลอดแนวถนนราชดำเนินกลางจนถึงลานพระราชวังดุสิต รับสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ถ่ายทอดสดภาพบรรยากาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้ประชาชนทุกคนได้รับชมเสมือนได้อยู่ร่วมภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สำหรับพื้นที่ทิ้งขยะ ทางจิตอาสาจะคอยเดินเก็บขยะนำมาทิ้งที่จุดทิ้ง จำนวน 18 จุด และมีรถรับขยะทำการบีบอัดขยะได้ประมาณ 3 ตัน อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนช่วยกันเก็บขยะของตัวเองนำไปทิ้งที่บ้าน ถือเป็นการร่วมกันทำความดีต่อส่วนรวมด้วย

 

เปิด “ธุรกิจรถพยาบาลรัฐ-เอกชน” บริการดูแลชีวิตที่ไม่มีราคาตายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2560 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520821

เปิด "ธุรกิจรถพยาบาลรัฐ-เอกชน" บริการดูแลชีวิตที่ไม่มีราคาตายตัว

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“รถพยาบาล” และ “รถฉุกเฉิน” เป็นยานพาหนะสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล เปรียบเสมือนตัวกำหนดชะตาชีวิตเพราะหากไปช้าเพียงเสี้ยวนาทีนั่นอาจหมายถึงความสูญเสีย ปัจจุบันรถประเภทนี้มีหลายหน่วยงานให้บริการทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชนและองค์กรมูลนิธิต่างๆ

ทว่าด้วยผู้ให้บริการที่มีหลายรูปแบบบางครั้งเกิดปัญหา เช่นเหตุการณ์ไม่นานนี้มีญาติคนไข้เรียกรถพยาบาลผ่านสายด่วน 1669 ซึ่งเป็นบริการรัฐ โดยมีการระบุชัดเจนว่าไม่เสียค่าบริการ แต่สุดท้ายกลับถูกเรียกเก็บ จากกรณีดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความสับสนว่ารถพยาบาลและรถฉุกเฉินแท้จริงแล้วมีกี่ประเภท และมีอัตราการคิดค่าบริการอย่างไรเพื่อจะได้นำมาประกอบการตัดสินใจเมื่อถึงคราวจำเป็น

เปิดเรตราคารถฉุกเฉิน สพฉ. 350 – 1,000 ที่ประชาชนใช้ฟรี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ปัจจุบันรถพยาบาลฉุกเฉินที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐมีประมาณ 1.5 หมื่นคัน หน่วยงานที่รับรองมาตรฐานในส่วนกลางคือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ขณะที่ภูมิภาคต่างๆ สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ดูแล โดยผู้ดูแลต้องนำรถเข้าตรวจสภาพกับกรมการขนส่งทางบกทุกปี

นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายว่ารถพยาบาลปัจจุบันมีแบบทั่วไปกับแบบฉุกเฉิน ซึ่งกลุ่มรถพยาบาลฉุกเฉินที่ใช้บริการมี 4 ประเภท คือ รถชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (FR) ,ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับต้น (BLS) ,ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับกลาง (ILS) โดย 3 ประเภทนี้ศักยภาพไว้ช่วยเหลือผู้ป่วยอาการไม่หนัก เช่น ดามแขน ขา คอ ให้เลือดหรือทำคลอด เป็นต้น

ส่วนชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง (ALS) ใช้กรณีผู้ป่วยวิกฤติซึ่งมีทีมแพทย์หรือพยาบาลประจำรถ ทั้งนี้บุคลากรที่จะปฏิบัติหน้าที่แต่ละประเภทต้องผ่านการอบรมเป็นเวลา 40 – 110 ชั่วโมง หรือเรียน 2 – 4 ปี

สำหรับค่าบริการรถฉุกเฉินของ สพฉ.หากสั่งผ่านศูนย์ 1669 มีเกณฑ์คิดราคา 2 ระดับ โดยไม่แบ่งว่าเป็นชุดปฏิบัติของโรงพยาบาลหรือองค์กรมูลนิธิ รถระดับเบื้องต้น 350 บาทต่อครั้ง และระดับสูง 1,000บาทต่อครั้ง ซึ่งประชาชนที่เรียกใช้บริการผ่านศูนย์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่หากเรียกใช้บริการรถจากโรงพยาบาลโดยตรง ส่วนนี้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากอัตราการคิดค่าบริการแต่ละแห่งไม่มีเกณฑ์แน่ชัด

นพ.ไพโรจน์ ยืนยันว่า หากประชาชนมีเหตุฉุกเฉินเรียกใช้บริการรถผ่านสายด่วน 1669 จะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นายธงชัย กีรติหัตถยากร (ซ้าย) / นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย (ขวา)

รถพยาบาลไม่มีราคาควบคุม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความพอใจ

นายธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หน่วยงานที่ดูแลบริการสาธารณสุขรวมถึงรถพยาบาลตามโรงพยาบาล เปิดเผยว่าอัตราการคิดค่าบริการปัจจุบันไม่มีราคากลางกำหนดแน่ชัด เนื่องจากค่าบริการแต่ละแห่งขึ้นอยู่กับการตกลงและมาตรฐานสถานพยาบาล

“ปัจจุบันเรายังไม่มีกฎหมายหรือราคากลางควบคุมบริการรถพยาบาลเหมือนยา แม้แต่ราคาค่ารักษาในโรงพยาบาลก็ทำราคากลางไม่ได้ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นตัวทำให้คุณภาพมันแตกต่าง เมื่อไหร่ราคาถูกบล็อค การพัฒนาคุณภาพก็จะไม่เกิด เพราะมันเป็นบริการ”

ขณะที่บริษัทรถเอกชนอยู่นอกเหนือการดูแลควบคุมของ สบส.เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ.สถานพยาบาล ครอบคลุมเฉพาะสถานพยาบาลเท่านั้น ดังนั้นเมื่อบริษัทเหล่านั้นไม่เป็นสถานพยาบาลเนื่องจากไม่มีหมอรักษา ทำหน้าหน้าที่นำส่งผู้ป่วยเหมือนรถแท็กซี่เท่านั้น แต่ถ้าหากในรถมีการรักษา เช่น ให้น้ำเกลือหรือฉีดยาก็ต้องตรวจสอบว่ารถเหล่านี้เข้าข่ายให้บริการรักษาหรือไม่

รองอธิบดี สบส. แนะนำว่าหากประชาชนต้องการเรียกใช้บริการรถพยาบาล ควรติดต่อโรงพยาบาลที่ประสงค์เข้ารับการรักษาโดยตรง ซึ่งอาจมีความแตกต่างเรื่องราคาอยู่บ้างขึ้นอยู่กับอาการและระดับมาตรฐานโรงพยาบาล แต่ถ้าหากเจ็บป่วยฉุกเฉินควรเรียกสายด่วน 1669

รัฐไม่รับรองมาตรฐาน ให้รถพยาบาลเอกชน

เจมส์ ฐิติกาล ตัวแทนบริษัทผู้ให้บริการรถพยาบาลเอกชนมากว่า 10 ปี อธิบายว่ารถที่ให้บริการมี 3 ระดับ คือ 1.ขั้นพื้นฐานซึ่งภายมีคนขับและผู้ช่วย 2.รถประเภทบีโอเอสภายในมีคนขับ ผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน และระดับ 3.รถประเภทระดับสูงภายในมีคนขับ พยาบาล ผู้ช่วยและอาจมีแพทย์เพื่อทำหน้าที่ประเมินอาการผู้ป่วยระหว่างเดินทาง โดยการให้บริการแต่ละระดับอยู่ที่ความต้องการลูกค้าและภาวะเสี่ยงคนไข้

เจมส์ เปิดใจยอมรับว่าปัจจุบันรถพยาบาลเอกชนทุกบริษัทไม่เคยตรวจตามระบบมาตรฐานการรับรอง สพฉ.แม้ตลอด 10 ปีที่จะพยายามเข้าไปติดต่อดำเนินการเพื่อทำให้รถถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับถูกปฏิเสธและได้คำตอบเพียงว่าไม่มีกฎหมายรับรองรถกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจดูขัดกัน “ผมพร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้อง แต่รออย่างเดียว ให้รัฐเข้ามาช่วยทำให้พวกเราถูกต้อง”

เจมส์ บอกต่อว่า สาเหตุที่รถกลุ่มนี้ยังสามารถให้บริการได้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่นำรถพยาบาลเอกชนเข้าร่วมให้บริการเสริม การตรวจมาตรฐานโรงพยาบาลผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้พิจารณาและประเมิน ซึ่งหากไม่ผ่านก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่อ

“รถเราเป็นเอกชน แม้ไม่ผ่านการตรวจที่เดียวคือ สพฉ. แต่การทำงานทุกครั้ง เราผ่านการตรวจจากหมอและพยาบาลของโรงพยาบาลผู้ว่าจ้าง เรื่องคุณภาพเราตรวจครั้งต่อครั้ง หากเทียบกับตรวจของ สพฉ. ปีละครั้ง ผมขอถามว่า คุณเป็นลูกค้า คุณจะเชื่อใจแบบไหน ตรวจทุกครั้งหรือปีละครั้ง”

ขณะที่การให้บริการบุคลากรประจำรถพยาบาล เขาบอกว่า มีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลทำหน้าที่ บุคลากรกลุ่มนี้ปฏิบัติงานนอกเวลา ฉะนั้นรับรองได้ว่าเจ้าหน้าที่ประจำรถมีมาตรฐานและใบวิชาชีพรับรอง ไม่ใช่เป็นการหลอกลวงแต่อย่างใด

เจมส์ เปิดเผยถึงอัตราให้บริการรถพยาบาลว่า การคิดราคา ประเมินจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการรับส่ง การใช้อุปกรณ์ บุคลากร ระยะทาง เป็นต้น โดยหากเลือกรถแบบธรรมดาวิ่งภายในกรุงเทพฯ ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งให้บริการรับส่งฟรีจนถึงคิดราคาเต็ม 25,000 บาทต่อครั้ง (ใช้รถดีสุด มีหมอ-พยาบาล) อย่างไรก็ตามยืนยันว่าธุรกิจนี้ไม่มีราคาตายตัว

ผู้ให้บริการรถพยาบาลเอกชน แนะนำว่าหากประชาชนต้องการใช้บริการรถกลุ่มนี้ควรตกลงราคาและรูปแบบรายละเอียดบริการให้ชัดเจนก่อน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง

 

‘สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ’ คำสั่งเสียสุดท้ายในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520146

'สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ' คำสั่งเสียสุดท้ายในหลวง ร.9

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในการจัดงาน ๙ ศิรกราน พระภูบาลนวมินทร์ ในวันครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้มีการปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต หัวข้อ “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” โดย สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมถ่ายทอดความรู้สึกเรื่องราวและเปิดภาพถ่ายที่ปิดมาตลอดชีวิต ขณะรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี

สุเมธ เผยว่า วันที่ 13 ต.ค. 2559 วันนั้นได้มีโอกาสเข้าไปกราบถวายพระพรในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่คิดว่าการเข้ามาในวันนั้นจะเป็นการกราบลาครั้งสุดท้าย แทนที่จะกราบถวายพระพรมากกว่า ครั้งนั้นเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันว่างเปล่าอยู่ในจิตใจ ท้องฟ้ายังไว้ทุกข์ เศร้าครึ้มไปหมด มีภาวะเหมือนหนักท่ามกลางความว่างเปล่า ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร หลังจากนั่งทำใจอยู่ 4-5 วัน และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามในหลวงทรงสอนตอนหมดกำลังใจที่ไม่ยอมเข้มแข็ง

“พระองค์บอกว่าคนเรานั้นจะทำงานใหญ่ก็ต้องทำตัวเหมือนแท่งเหล็ก เหล็กก่อนที่จะถูกตีเป็นดาบ ต้องถูกเผา ถูกทุบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อนสุดๆ เจ็บปวดทรมานสุดๆ ใครก็ตามที่ไม่เคยถูกทุบถูกเผาในชีวิตนั้นจะทำงานใหญ่ให้แผ่นดินไม่ได้ คำสอนนั้นยังก้องอยู่ในหู แต่ความอ่อนแอของมนุษย์มีทุกคน”

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าความรู้สึกในใจอีกว่า หลังตั้งสติได้แล้วมันเหมือนภาพยนตร์ที่หมุนกลับไปฉายซ้ำเมื่อ 35 ปี ที่พระองค์ท่านทรงสอน รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้สึกได้เลยว่าท่านไม่ได้ห่างหายไปไหน แต่พระสุรเสียงยังคงดังกึกก้องอยู่เช่นเดิม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ตลอดระยะ 70 ปี พระองค์ท่านทรงงานมาตลอดชีวิต 1 ปี มี 12 เดือน ปีละ 8 เดือน พระองค์ท่านไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ จะเดินทางไปอยู่ จ.เชียงใหม่ 2 เดือน สกลนคร 2 เดือน ประจวบคีรีขันธ์ (วังไกลกังวล) 2 เดือน นราธิวาส 2 เดือน ซึ่ง 8 เดือน คือการทรงงานตลอด ขับรถเดินทางไปตามถิ่นทุรกันดารไปตามถนนลูกรัง วิ่งบนถนนหินเหมือนเต้นดิสโก้อยู่ในรถ พระองค์ท่านถูกทรมานพระวรกายเท่าไร ไม่มีร่างกายมนุษย์คนไหนจะทนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่ท่านทำไว้ก็เพื่อดิน น้ำ ลม ไฟ ให้หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนได้ตลอดยั่งยืน

“เป็นประมุขของประเทศไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรับผิดชอบด้วย ตลอดเวลา 70 ปี ท่านไม่เคยละหรือขาดจากความรับผิดชอบ หนำซ้ำยังเกินหน้าที่ไปอีก ตลอดที่ตามเสด็จมา 35 ปี ทรงใส่ฉลองพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รองเท้าก็ทรงใช้ราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท นาฬิกาที่ท่านใส่ 750 บาท ท่านต้องการใช้ประโยชน์เท่านั้น อะไรที่ไม่ใช้ประโยชน์อย่าไปฟุ้งเฟ้อ”

สุเมธ กล่าวความรู้สึกว่า น่าเสียดายที่คนไทยนั้นเห็นแต่ตา ถ้ามองสักนิดจะเข้าใจว่าพระองค์ทรงทำอะไร แม้กระทั่งเสด็จฯ กลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ 4 เดือน ท่านยังทรงงานปกติ แต่อาจไม่หนักเท่า 8 เดือนในต่างจังหวัด รู้ไหมว่าแม้ตอนประชวรยังทรงคิดถึงเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านทรงแก้ไขปัญหาไว้มากมายก่ายกอง

“ในครั้งที่ท่านต้องรับการผ่าตัดใหญ่ ยังมีคำสั่งให้ผมจัดหาคอมพิวเตอร์มาติดตั้งข้างเตียงด้วย การผ่าตัดใหญ่ครั้งนั้นแทนที่จะกังวล แต่ท่านยังทรงคิดถึงเพียงเรื่องงานอย่างเดียว กระทั่งพระองค์เสด็จฯ มาถึงห้องผ่าตัด พร้อมบอกว่าพายุกำลังก่อตัวแถวแปซิฟิก พระองค์ไม่ได้ทรงห่วงร่างกายเลย ท่านไม่ใช่เพียงพระราชทานงานให้เราอย่างเดียว แต่พระองค์ยังพระราชทานพระวรกายให้กับประชาชนทุกคนด้วย”

ห้วงเวลา 70 ปี ความเหนื่อยล้าความเจ็บช้ำที่ผ่านมาคงไม่มีใครจะทนได้ ตรงนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจพวกเราทุกคนได้อย่างดี เพราะตอนนี้พระองค์เสด็จจากเราไปแล้ว หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ดูแลดินน้ำลมไฟ คงเป็นหน้าที่เราทุกคนแล้ว ถึงเวลาที่ลูกทุกคนต้องออกมาประคองแผ่นดินนี้ด้วย

สุเมธ เล่าความรู้สึกต่อว่า ในครั้งแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปช่วยพระองค์ท่านทำงาน พระองค์กล่าวกลับมาว่า “ขอบใจนะ ที่มาช่วยฉันทำงาน แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” นั่นเป็นบริบทที่ไม่เคยได้ยินจากที่ใด มิหนำซ้ำยังทรงสอนให้รู้จักวางตน ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ ตลอด 35 ปี นั่นกลายเป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ตัวเองยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดจนปัจจุบัน เสมือนเดินตามรอยพระองค์ท่าน ท่านทรงสอนเหมือนพระบิดา ย้ำเสมอให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

สุเมธ เล่าว่า หลังพระองค์ท่านสวรรคตไปแล้ว พบว่าท่านสอนย้ำไว้อยู่ 3 ประโยค คือ 1.ให้มองทุกอย่างที่ฉันทำ 2.จดทุกอย่างที่ฉัดพูด 3.สรุปทุกอย่างที่ฉันคิด นั่นคือคำสอนตลอดระยะเวลา 35 ปี ที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านสอนตั้งแต่ปัจจุบัน เตือนอดีต จนไปถึงอนาคต ถือว่าครบเครื่องสมบูรณ์แบบอย่างมาก ตลอดที่รับราชการก็ผ่านการเรียนมามากมายไม่เคยเห็นที่ใดสอนแบบพระองค์ท่าน เห็นแต่สอนให้สนุกแล้วอนาคตค่อยไปกอบโกยไว้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ที่ยาวนานจากพระองค์และไม่มีทีท่าว่าเมื่อใดจะจบ แต่เผอิญครูหยุดสอนก่อน เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559

“ท่านจึงสอนให้ใช้สิ่งต่างๆ อย่างไรให้มีความยั่งยืน ในเมื่อตัวเราสบายแล้ว ก็ต้องส่งต่อไปถึงลูกหลานด้วย อย่างในแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าๆ จะยกให้ลูกหลานเน่าๆ อย่างนั้นหรือ ภูเขาไม่มีต้นไม้จะยกให้หรือ อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษจะยกให้หรือ ต้นเหตุจากความเสียหายน้ำเน่าเสียล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น มือมนุษย์ทำลายอย่างสิ้นซาก”

ในระหว่างปาฐกถาพิเศษ สุเมธ ได้เปิดภาพถ่าย 2 ภาพ ซึ่งไม่เคยเปิดให้ใครดูมาก่อน ภาพแรกเป็นภาพขณะตัวเองอายุครบ 60 ปี เป็นภาพเมื่อ 19 ปีก่อน ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อขอพรเนื่องในวันเกิดครบรอบ 60 ปี ในหลวงทรงประทานพรให้แข็งแรง พร้อมพระราชทานรดน้ำสังข์และนำใบมะตูมมาทัดหูด้านขวาให้

พระองค์ท่านให้ความเมตตาอย่างมาก พระองค์ท่านทรงถามอายุเท่าไร เลยหลุดว่า 60 ปี เกษียณแล้ว “เท่านั้นแหละ ทรงบอกว่าเกษียณหรอจะหยุดงานหรอ แล้วฉันล่ะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังทำงาน หยุดไม่ได้ งานของประชาชน มีหัวใจจะหยุดหรอ ทุกคนต้องทำงานทำทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ ตัวเลขเป็นแค่อายุ จะอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าไม่ไหวร่างกายจะบอกเราเอง”

ส่วนอีกภาพเป็นภาพวันเกิดตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นอายุ 72 ปี ขณะนั้นได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อถวายรายงานสถานการณ์ตามปกติ ขณะพระองค์ท่านประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อขอพระราชทานพรวันเกิด

“ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระวรกายที่อ่อนแอแล้ว ขณะกราบลงไประหว่างกลางฝ่าพระบาท เสียงเงียบจึงเงย ขึ้นมา พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์มา แตะที่ไหล่ซ้ายและเขย่าๆ พร้อมตรัสว่า ‘สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ’ ย้ำอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ และคิดไม่ถึงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายได้เข้าเฝ้าฯ และเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย”

สุเมธ ฝากถึงทุกคนว่า ในเวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะมองพวกเราจากด้านบนลงมา จะต้องทำให้พระองค์เห็น และในทุกวันจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง

 

1 ปีที่จากไป…ในก้นบึ้งหัวใจพสกนิกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520123

1 ปีที่จากไป...ในก้นบึ้งหัวใจพสกนิกร

365 วันที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับกิจกรรมและภารกิจของพสกนิกรในรูปแบบต่างๆ ช่วงที่ผ่านมา

ครบรอบหนึ่งปีวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่ความรัก ความอาลัยที่มีต่อพระองค์ท่านยังเปี่ยมล้นไม่เคยเสื่อมคลายไปจากใจของพสกนิกร ชาวไทย

ตลอด 365 วันภาพที่ประชาชนต่อคิวหลายชั่วโมงตากแดด ตากฝนเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นกลายภาพชินตา บางคนปลีกเวลาจากงานประจำมารับหน้าที่เป็นจิตอาสา ฟันเฟืองแต่ละตัวยังระลึกถึงและน้อมนำคำสั่งสอนของพระองค์มาปรับใช้ในชีวิต

เปลี่ยนน้ำตาแห่งความเศร้าเป็นพลังส่งเสด็จฯ

พรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ในฐานะจิตอาสาของกลุ่มอาสาสมัครจักรยานลาดตระเวนสนามหลวง ที่ใช้เวลา 1 ปีที่ผ่านมาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครกว่า 100 วัน เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ยิ่งครบรอบ 1 ปีของการสวรรคตรู้สึกใจหายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สิ่งที่จำได้ติด ใจคือ ภาพและเสียง ของคุณยายท่านหนึ่งที่เห็นจากข่าวทางทีวี “ไม่เผาได้ไหม” คำถามซื่อๆ ของคุณยายพร้อมเสียงสะอื้นขณะก้มกราบพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวร ราชาทินัดดามาตุ ที่ทรงเดินแจกอาหารให้ประชาชนที่ท้องสนามหลวงในขณะนั้น ทำให้คิดไม่ต่างกันว่า ไม่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้หรือไม่ เพราะอยากให้พระองค์ท่านประทับอยู่ในวังเพื่อให้คนไทยได้ไปกราบให้อุ่นใจไปเรื่อยๆ

พรสุรีย์ บอกเล่าถึงรายละเอียดการทำงานจิตอาสาที่ทำว่า กลุ่มของเธอจะเริ่มราวสองทุ่มด้วยการปั่นลาดตระเวน สังเกตการณ์และรายงานหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ และยังเป็นตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรม คอยสอดส่องดูแลหากเห็นนักท่องเที่ยวแต่งกายหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสม

ต่อจากนั้นจะเดินทางไปทำงานบริการประชาชนหน้าประตูวังด้านทางออก คอยถือป้าย ถือโทรโข่งบอกทิศทางและข้อมูลการเดินทาง บอกจุดคืนผ้าถุง จุดติดต่อที่พักค้าง หรือบางวันก็ประจำจุดจัดคิวแท็กซี่ รถสามล้อ รถเมล์ หรือถือกระบองไฟกั้นรถพาคนข้ามถนน ฯลฯ เมื่อประชาชนหมดเราก็จะเข้าแถวถวายความเคารพพระองค์ท่านหน้ากำแพงหรือประตูวังแล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ถึงเที่ยงคืนหรือดึกกว่านั้น

“แม้จะเหนื่อยจากงานประจำแค่ไหนก็จะกลับมามีแรงฮึดทุกครั้ง เมื่อใส่เครื่องแบบเข้าแถวเตรียมพร้อมปฏิบัติงาน ความสุข ความอิ่มเอมใจที่ได้รับนอกเหนือจากที่ได้ทำงานถวายงานพระองค์ท่านแล้ว รอยยิ้ม คำขอบคุณ ที่สำคัญเราได้เห็นน้ำใจและความทุ่มเทเสียสละของอาสาด้วยกันเอง ที่ต่างคนต่างมา ต่างภูมิหลัง บางคนที่แม้ร่างกายหรือสถานะอาจไม่เอื้ออำนวย”

สำหรับความประทับใจขณะทำหน้าที่จิตอาสา เธอบอกว่า งานนี้ทำให้เราได้เห็นความงดงามของหัวใจที่มุ่งมั่นของการเป็นผู้ให้ของพวกเขาเหล่านี้ที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้นเหนือข้อจำกัดใดๆ มีคนจำนวนมากมาช่วยงานในส่วนนี้ พี่คนหนึ่งหูหนวกและเป็นใบ้

ขณะที่ น้องอีกคนเป็นพนักงานร้านกาแฟใช้วันลามาทำงานอาสาจนเกินกำหนด อีกคน เป็นเยาวชนอายุ 16 ปี ที่พี่ๆ ต้องบังคับให้หยุดถ้าเป็นช่วงสอบ หรือหลายคนที่ต้องปั่นจักรยานทางไกลมาจากบางนาบ้าง สมุทรสงคราม นนทบุรี บ้างและต้องปั่นกลับบ้านยามดึกดื่น

กลุ่มของเรายังเหลือภารกิจสำคัญในช่วงวันพระราชพิธีฯ ที่รออยู่ข้างหน้า แม้ไม่อยากให้วันนั้นมาถึง แต่เราก็ต้องเผชิญและก้าวผ่านมันไปให้ได้แม้จะทำใจยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

“อีกครั้งที่เราจะเปลี่ยนน้ำตาแห่งความเศร้าโศกไปเป็นพลังในการทำงานส่งเสด็จพระองค์ท่าน เราตั้งใจจะทำงานนี้อย่างดีที่สุด และแน่นอนว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของงานจิตอาสา เพราะเราจะก้าวเดินตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอนและทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างตลอดมา คือ การเป็นผู้ให้ และเสียสละความสุขสบายส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยไม่เคยหวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน” พรสุรีย์ กล่าว

พรสุรีย์ กอนันทา

สะสมเศษเสี้ยวนาทีขอใกล้ชิดพระองค์ท่าน

จะเรียม สำรวจ ในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งตั้งเป้าจะเข้ากราบพระบรมศพให้ครบ 89 ครั้ง ตามพระชนมพรรษาของพระองค์ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานประจำ กับกระแสประชาชนที่หลั่งไหลมาเคารพพระบรมศพอย่างไม่ขาดสาย แต่สุดท้ายก็สามารถทำได้เกินเป้าหมายที่วางไว้

เธอ บอกว่า หลังจากสำนักพระราชวังประกาศให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ากราบพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา พอได้รับข่าวความคิดก็ผุดขึ้นมาทันทีเลยว่าต้องเข้ากราบให้ได้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะตลอด ระยะเวลาที่พระองค์มีพระชนม์ชีพ อยู่ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ เมื่อมีโอกาสจึงไม่อยากรอช้าวาง แผนการเดินทาง เตรียมชุด เพื่อเข้ากราบพระบรมศพทันที โดยเลือกเดินทางเข้าไปกราบคือ วันที่ 28 ต.ค. 2559 ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเปิดให้เข้า กราบพระบรมศพ

แม้จะมีหลายคนทักท้วงว่า วันนี้คนน่าจะเยอะนะ แต่เมื่อตั้งใจไว้แล้วเยอะแค่ไหนก็ไม่กลัว เช่นเดียวกับน้องสาวที่เตรียมความพร้อมเข้ากราบในวันเดียวกัน ก่อนเดินทางไปก็มีการศึกษาข้อมูลกันเป็นอย่างดีว่าต้องแต่งตัวอย่างไร ท้ายแถวจะอยู่บริเวณไหน

เธอและน้องสาวเดินทางถึงท้องสนามหลวงเวลา 04.20 น. แม้จะเช้ามากแต่ก็ต้องตกใจพอสมควร เพราะคนมาเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพเยอะมาก หางแถวช่วงเวลานั้นวนไปเกือบ 1 รอบสนาม ผ่านไปไม่กี่นาทีวนกลับมา รอบที่ 2 ผ่านไป 1 ชั่วโมงวนรอบที่ 3 และพอถึงช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. หางแถววนไปอยู่ภายในสนามหลวงด้านฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เวลานั้นทุกคนยังมีความคึกคักสดใส

“ทุกคนเจอทั้งแดด ทั้งฝน ถามว่ารอนานขนาดนี้แล้วจะถอดใจมั้ย ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าถอดใจคงกลับไปนานแล้ว รอมาถึงขนาดนี้ถึงไหนถึงกัน จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 17.00 น. พวกเราที่มาต่อแถวเมื่อประมาณตี 4 จึงได้เดินเข้าวัง และในที่สุดก็ได้เข้ากราบพระบรมศพตอนประมาณ 17.40 รวมประมาณ 14 ชั่วโมงเศษๆ”

จะเรียม ตั้งเป้าหลังจากได้กราบพระบรมศพครั้งแรกว่าจะกราบให้ครบ 9 ครั้ง แต่หลายครั้งที่เดินทางไปต่อ แถวเพื่อรอเข้ากราบต้องถอดใจเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงาน แม้ว่าจะตื่นตี 1 ตี 2 เพื่อไปต่อแถวก็เข้ากราบ ไม่สำเร็จ เพราะช่วงแรกคนเยอะมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ถอดใจ จนทำสำเร็จครบ 9 ครั้ง ตามลำดับรัชกาลของพระองค์ท่าน

จากเป้าหมาย 9 ครั้ง ขยับแบบก้าวกระโดดเป็น 89 ครั้งตามพระชนมพรรษาของพระองค์ เพราะทุก ครั้งที่ได้เข้าไปกราบอยู่ด้านหน้าพระองค์รู้สึกมีความสุขตื้นตันอย่างบอก ไม่ถูก จากที่เหนื่อย เมื่อยก็หายเป็นปลิด ทิ้ง จึงเริ่มปฏิบัติการครั้งต่อๆ ไปทันที ยิ่งจำนวนคนที่ลดลงประมาณเดือน มิ.ย.-ส.ค. ทำให้เข้ากราบได้เร็วขึ้น บางวัน ได้เข้า 2-3 รอบ

สุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. 2560 เธอ ก็สามารถทำตามเป้าเข้ากราบพระบรมศพได้ 89 ครั้งตามที่ตั้งใจ และพอถึงวันที่ 5 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการให้เข้ากราบพระบรมศพ ก็เดินทางไปอีกครั้ง รวมทั้งหมด 90 ครั้ง

“การได้เข้าไปอยู่เบื้องหน้าในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้ว่าทุกครั้งที่ได้ไปจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวนาที แต่ถ้าเรานำจำนวนเศษเสี้ยวนาทีที่เราได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน จำนวน 90 ครั้งที่ได้ทำมันก็นับรวมเป็นชั่วโมงแล้วที่เราได้ใกล้ชิด พระองค์” จะเรียม กล่าว

จะเรียม สำรวจ

มีพลังใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พ่อหลวง

เช่นเดียวกันกับประชาชนบนแผ่นดินไทยคนอื่นๆ เมื่อทราบข่าวการเสด็จสวรรคต แม้ว่าใจจะโรยแรง จากความเศร้าโศก หาก “แอน ทองประสม” ผู้จัดละคร นักแสดง ก็พยุงจิตใจตัวเองให้เข้มแข็ง และหาเวลามากราบถวายบังคมพระบรมศพ อยู่เสมอในช่วง 4 เดือนแรก แอนมากราบที่ริมรั้วพระบรมมหาราชวังแทบทุกคืน “เรารู้ว่าพระองค์นอนอยู่ตรงนี้ รู้สึกอยากไปอยู่ใกล้ๆ ช่วงแรกๆ ที่ก้ม ลงกราบ รู้สึกทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ ทำไมเรามานั่งกราบกำแพง รู้สึกหดหู่มากพอไปถี่ขึ้นก็ตั้งสติได้ ความเศร้าโศกก็เหือดหายไปบ้าง บางทีไปแบบว่างเปล่า ไม่มีอะไรจะพูด ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ขอให้ได้ไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ”

“เวลาแอนไปกราบจะขอแรงกำลังใจจากพระองค์ท่าน ให้แอนทำอะไรอย่างตั้งใจ อย่าย่อท้อ เวลามีงานหรือกินข้าวก็จะเลือกร้านแถวนั้น เพื่อที่ทำธุระเสร็จจะได้ไปกราบพระองค์ ไปหลัง 3 ทุ่ม กราบเสร็จก็เดินกลับ มีไม่กี่ครั้งที่ได้นั่งนิ่งๆ ระลึกถึงพระองค์ ประมาณ 20 นาที เพราะคนจำแอนได้ ก็จะเข้ามาทัก ขอถ่ายรูป ก็ได้ให้กำลังใจกัน”

แอนไม่ได้นับจำนวนว่าไปกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 บ่อยแค่ไหน แต่ถ้าว่างจากการทำงาน การเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะหาเวลามา เพราะรู้สึกอบอุ่นใจ มีพลังใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พ่อหลวง

“ส่วนใหญ่กราบจากนอกวัง มีเข้าไปต่อแถวแบบประชาชนทั่วไป 3 ครั้ง และไปในฐานะเจ้าภาพ 1 ครั้ง ก็ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน ไปต่อแถวก็ได้เห็นประชาชนที่มีความรู้สึกเดียวกัน ทุกคนรักในหลวงมาก ไปในฐานะเจ้าภาพ ยิ่งรู้สึกหวิวๆ มีความเสียใจหนักเข้าไปอีก”

เมื่อตอนอายุราว 20 ปี แอนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าที่หัวหิน ซึ่งเป็นความทรงจำ อันยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้านแอนจะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ก่อนเสมอ

“แอนขอให้วันนี้แอนมีสติ คิดตัดสินใจแต่เรื่องดีๆ เวลาทำตัวไม่น่ารักก็ให้รู้ตัว และแก้ไขได้ทัน เพราะแอนจะเป็นลูกที่ดีของพ่อ จะไม่ให้ใครว่าเราไม่น่ารัก อย่างขี้เกียจอ่านบทละคร เวลามองรูปพ่อ ก็จะมีสติขึ้นมา พ่อสอนอะไรให้ทำจริงจัง เป็นลูกพ่อต้องไม่ใช่แบบนี้” สิ่งที่พ่อสอนพ่อทำ ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ให้มีชีวิตอยู่รอดได้ สิ่งที่พระองค์สอนไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็นสัจธรรมที่ง่ายที่สุด ท่านสอนเยอะ ท่านทำไว้หมดแล้ว ถ้าเราจับได้

แอน ตั้งใจจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่น้อมนำคำสอนมาปรับใช้ในชีวิต จะ ไม่ทำตัวเป็นคนไทยที่ไร้ประโยชน์ต่อแผ่นดิน ไม่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์ ในฐานะนักแสดง มีหน้าที่ตรงนี้ก็จะทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่ทำร้ายสังคม นำพาแฟนคลับทำแต่สิ่งดีงาม ทำดีในวิชาชีพของเรา ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” แอน กล่าว

แอน ทองประสม

337 วัน กราบพระบรมศพ

นับตั้งแต่วันที่ประชาชนได้มีโอกาสเดินทางเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง วันแรก 29 ต.ค. 2559 จนถึงวันสุดท้าย 5 ต.ค. 2560 รวม 337 วัน เกิดตัวเลขที่ทรงคุณค่า และสถิติประวัติศาสตร์ที่มากมาย

เริ่มจากจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพมาก ถึง 12,739,531 คน และพร้อ มใจถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญ พระราชกุศลเป็นเงินรวม 889,545,100.01 บาท

วันที่มีประชาชนเข้ากราบพระบรมศพมากที่สุดนั้นคือวันที่ 5 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีจำนวน ทั้งสิ้น 110,889 คน ถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลมากที่สุดเช่นกัน คือ 7,016,818 บาท

รองลงมาคือวันที่ 2 ม.ค. 2560 มีประชาชนมากราบพระบรมศพ 73,290 คน และวันที่ 16 พ.ค. 2560 คือวันที่ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพน้อยที่สุด จำนวน 14,498 คน

ตลอดทั้ง 337 วัน สำนักพระราชวังได้ปิดไม่ให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพรวม 5 วัน คือวันที่ 1-2 ธ.ค. 2559 วันที่ 1 ม.ค. 2560 และวันที่ 20-21 ม.ค. 2560

การต่อแถวเพื่อผ่านจุดคัดกรองและเข้าไปกราบพระบรมศพ มีการบันทึกว่าคนที่ใช้เวลานานที่สุดคือ 12 ชั่วโมง ขณะที่รอคิวเร็วที่สุดคือ 40 นาที โดยส่วนใหญ่ที่รอคิวนานเนื่องจากเป็นวันหยุด ขณะที่วันธรรมดาใช้เวลารอประมาณ 1-3 ชั่วโมง

ในส่วนดอกไม้จันทน์ที่ คนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันประดิษฐ์ทั้ง 36 แบบ รวมกว่า 12 ล้านดอก โดยกรุงเทพฯ จะใช้มากที่สุดคือ 3 ล้านดอก และมีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วพื้นที่จำนวน 113 ซุ้ม

 

คุณธรรมคู่ความรู้ ทรงวางรากแก้วการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520119

คุณธรรมคู่ความรู้ ทรงวางรากแก้วการศึกษาไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) จัดงาน ๙ ศิระกราน พระภูบาลนวมินทร์ ร่วมกับกองทัพเรือจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อการศึกษาไทย” ระบุว่า การทำการศึกษาเพื่อสร้างชาติของรัชกาลที่ 5 ในระยะแรกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง แต่จะอาศัยฝรั่งให้สอนตลอดไปไม่ได้ จึงมีการส่งคนไปเรียนและดูงานต่างประเทศเพื่อกลับมาทำงานในประเทศ

ทั้งนี้ พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ทรงเขียนไว้ว่า “เพราะฉะนั้นเราจึงได้ตักเตือนนักเรียนเหล่านั้นว่าให้ฟังนึกในใจว่า เราไม่ได้มาเรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อจะเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถัดมารัชกาลที่ 9 มีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 5 ก.ค. 2505 ว่า “ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ผลการศึกษาอบรมในวันนี้จะเป็นเครื่องกำหนดอนาคตของชาติในวันข้างหน้า”

นพ.เกษม กล่าวว่า บทบาทของครูอาจารย์มี 2 หน้าที่สำคัญ คือการสอนและอบรม ถ้าเปรียบลูกศิษย์เป็นต้นไม้ 1 ต้น ครู สถานศึกษา มีหน้าที่บ่มเพาะให้เติบใหญ่ ลำต้นเข้มแข็ง กิ่งก้านให้ออกดอกชูผลไม่แพ้ใครในอาเซียน เช่นเดียวกับรากแก้วที่มั่นคงเพื่อไม่ให้ต้นไม้โอนไปเอนมา มีคุณธรรมจริยธรรม มีวัฒนธรรม รับผิดชอบในหน้าที่ และการเป็นพลเมืองดี

“สังคมที่ยึดหน้าที่เป็นเรื่องใหญ่ คือหน้าที่นิยม สังคมที่ยึดอำนาจเป็นเรื่องใหญ่คืออำนาจนิยม เวลาเราเข้าไปสถานีตำรวจหากโรงพักนั้นคือหน้าที่นิยม ประชาชนจะได้รับการดูแลเต็มที่ แต่ถ้าสถานีตำรวจเป็นอำนาจนิยม คนมีอำนาจและเงินเท่านั้นจะได้รับการดูแลโดยไม่ต้องทำตามกฎหมายก็ได้ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะสังคมไทยยกย่องอำนาจมากกว่าความดี และกลัวอำนาจ ไม่กลัวความผิด”

นพ.เกษม กล่าวอีกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงยึดมั่นในหน้าที่และการทำตามหน้าที่ของแต่ละคน อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 มีหน้าที่ 2 ส่วน คือในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน ต้องดูแลราษฎร ในฐานะทรงเป็นพลเมืองดี เห็นอะไรที่จะทำเพื่อบ้านได้ก็ต้องทำ เป็นนิยามที่สั้นและมีพลังที่สุด อยากให้พ่อแม่ทุกคนสอนลูกหลานให้ควรทำในฐานะพลเมืองดี

“ในช่วงปี 2555 ขณะรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชประสงค์ให้มีโครงการกองทุนการศึกษา โดยให้ไปคัดเลือกโรงเรียนแย่ที่สุดจากชนบทพื้นที่ชายแดน และรับสั่งว่าอย่าไปรบกวนใครท่านจะให้เงินเอง พระราชประสงค์มีอันเดียว คือให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง ไม่ใช่ให้โรงเรียนสร้างคนเก่งให้แก่บ้านเมือง”

ระหว่างนั้นมีจดหมายน้อยจากทหารมหาดเล็กส่งมาให้พวกเรา และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี จึงมาร้อยเรียงกันพบว่า ในหลวงท่านทรงเป็นห่วงบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2553-2554 เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองครั้งใหญ่

นพ.เกษม เล่าต่อไปว่า แต่ท่านให้พวกเรามาเริ่มต้นใหม่ โดยพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งแก่องคมนตรีว่า “ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” และให้ส่งเสริมให้ “ครูรักเด็กและเด็กรักครู” เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อนและไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งขันกับตนเอง

ส่วนโครงการทุนการศึกษาดังกล่าวได้นำมาใช้ดำเนินการโรงเรียนคุณธรรม ในสถานศึกษาทุกระดับทั้งพื้นฐาน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย ประมาณ 155 แห่ง โดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ทำหน้าที่ในการดูแล ซึ่งจากการทำโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยนำพระราชกระแสรับสั่งมาใช้เป็นแนวทางถึงตอนนี้ เป็นเวลา 5 ปี เห็นผลการเปลี่ยนแปลง เช่น เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อน

ที่เห็นชัดคือคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) ที่แต่ละปีมีเด็กคะแนนสูงเพียง 5% ที่เหลือมีคะแนนต่ำ หลายคนไปเรียนกวดวิชา ก็มาใช้วิธีการให้เพื่อนช่วยติว หลายโรงเรียนผลคะแนนดีขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากพระราชกระแสรับสั่งทางมูลนิธิยุวสถิรคุณได้น้อมนำมาปฏิบัติโดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนคุณธรรม ทั้งนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรน้อมนำไปปฏิบัติ

นพ.เกษม กล่าวว่า สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นั้นทรงสืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9 และทรงมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน ได้แก่ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม มีงานทำ-มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี

ท้ายสุด องคมนตรี ย้ำว่า พร้อมกันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแสรับสั่งให้สานต่อโครงการโรงเรียนคุณธรรม รับสั่งแก่คณะองคมนตรีด้วยว่า “การสร้างคนดีเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ต้องทำ ขอให้ถือเป็นหน้าที่”

 

“สายจูงเด็ก” ความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องตลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2560 เวลา 12:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519816

"สายจูงเด็ก" ความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องตลก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“สายจูงเด็ก” กลายเป็นปัญหาไม่เบาในสังคมไทย เมื่อมีคุณพ่อคุณเเม่ระบายความอัดอั้นของตัวเองผ่านโลกออนไลน์ให้พบเห็นเสมอว่า การใช้สายจูงเด็กออกไปนอกบ้าน มักเจอสายตาเเละรอยยิ้มหัวเราะเยาะจากผู้คน

ล่าสุดคุณเเม่ท่านหนึ่งใช้สายจูงพาลูกน้อยเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 กลับถูกคนรอบข้างมองแล้วฉีกยิ้ม บ้างหัวเราะ บ้างแซวว่าลูกซนจนต้องล่ามไว้ ทั้งที่จริงๆ เเล้วการใช้สายจูงหวังผลในเรื่องความปลอดภัยเเละป้องกันการพลัดหลงของลูกน้อย

2-3 ขวบวัยแห่งการเดินและเรียนรู้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การใช้สายจูงเด็กในประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศนับเป็นเรื่องปกติในสังคม ผู้คนเข้าใจถึงความปลอดภัยของเด็กโดยเฉพาะในวัยที่เพิ่งเริ่มก้าวเดินใหม่ๆ

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่า สายจูงเด็กในต่างประเทศเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อย่างปกติตามพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือห้างสรรพสินค้า ขณะที่ในเมืองไทย หลายคนอาจรู้สึกแปลกใจเมื่อพบเห็นและมีบ้างที่มองว่าคล้ายกับการดูแลสุนัข

ปัจจุบันสังคมไทยเป็นลักษณะของสังคมเดี่ยวมากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายายคอยช่วยเลี้ยงหลาน ทำให้พฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่เปลี่ยนไป

“เมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกจากบ้านไปทำงาน ไปซื้อของหรือทำกิจกรรมนอกบ้านพร้อมกับลูก อุปกรณ์เสริมตัวช่วยในการดูแลและเพิ่มความปลอดภัยจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กวัย 2-3 ขวบ เป็นวัยที่เริ่มเดินเป็นใหม่ๆ พวกเขามีความสนใจโลกภายนอก ขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบๆ ก็กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ ทำให้มีโอกาสเกิดอันตรายได้หากคาดสายตาเพียงแค่วินาทีเดียว

“สายจูงเด็กถือเป็นอุปกรณ์เข้ามาช่วยคุณพ่อคุณแม่ทั้งในแง่ของอันตรายจากตัวเด็กเองและยังป้องกันการพลัดหลงเมื่อต้องอยู่ในที่ๆ มีคนพลุกพล่านด้วย”

เธอบอกว่า สังคมไทยควรเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติใหม่ มองให้เห็นถึงประโยชน์และความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่ผู้ใช้อุปกรณ์มากกว่าการหัวเราะหรือแสดงท่าทีขำขัน

ความปลอดภัยลูกสำคัญที่สุด

คุณค่าของสายจูงเด็กในสายตาใครบางคนอาจมองเป็นเพียงเรื่องตลก แต่ในหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่ใช่แบบนั้น

ธนัยวัสส์ รัตนพงษ์พร คุณพ่อวัย 35 ปี บอกว่า สายจูงจำเป็นมากสำหรับเด็กเพิ่งหัดเดิน เนื่องจากเป็นวัยที่ไม่อยากให้ใครอุ้ม ต้องการเดินด้วยตัวเอง ตนใช้ยามพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านเพื่อให้อยู่ในสายตาเเละความปลอดภัย รวมถึงยังสะดวกและลดอาการเมื่อยล้าด้วย

“คนบางกลุ่มมองว่าเราเลี้ยงลูกเหมือนสุนัข เราห้ามความคิดพวกนี้ไม่ได้ แต่เราเลือกสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดของครอบครัวเป็นอันดับแรก ราคากระเป๋าสายจูงไม่กี่ร้อยบาทเทียบกับลูกที่หายตัวไปไม่ได้เลยครับ”

คุณแม่ยังสาว ณัฐริกา ชมปรีดา บอกว่า ตัดสินใจใช้สายจูงเพื่อหวังผลในแง่ความปลอดภัย ป้องกันลูกหายและเหตุพลัดหลง เนื่องจากลูกน้อยอยู่ในวัยหัดเดิน คาดสายตาเพียงวินาทีเดียวก็เสี่ยงอุบัติเหตุแล้ว ที่ผ่านมารอดพ้นจากอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนได้ถึง 3 ครั้งเพราะสายจูง

“ในช่วงหัดเดินเขาจะไปเร็วมาก จริงๆ ลูกเราเกือบโดนรถชนมาแล้ว 3 ครั้ง ได้สายจูงนี่แหละช่วยชีวิตไว้ รถจะเข้ามาเฉี่ยว เรารีบกระตุกดึงเชือกที่ติดกับตัวลูก เลยหลบทัน”

คุณแม่วัย 33 ปี ยังบอกอีกข้อดีของการใช้สายจูงว่า ส่งผลให้เด็กเรียนรู้ขอบเขตในการเดินของตัวเอง ปัจจุบันลูกวัย 5 ขวบของเธอเริ่มรับรู้ว่าสามารถอยู่ห่างจากแม่ได้มากน้อยแค่ไหนในเวลาที่ไม่ได้ใช้สายจูง

ประสบการณ์ลูกหายของคนอื่น ทำให้คุณแม่บางรายเลือกที่จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกมากขึ้น ดั่งเช่น น.ส.รักษา รวยทรัพย์ วัย 33 ปี

เธอเล่าว่า ลูกชายอายุ 2 ขวบกำลังอยู่ในวัยที่ซนมาก เวลาไปห้างสรรพสินค้ามักชอบวิ่งเล่นซอกแซกจนคุณพ่อต้องคอยวิ่งตาม วันหนึ่งได้ยินเสียงประกาศภายในห้างฯ ตามหาเด็กอายุประมาณลูกของตนเอง กลายเป็นเสียงสะกิดใจให้คิดได้ว่า “ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง”

“ประกาศอยู่นานมากจนซื้อของเสร็จก็ยังไม่เจอ ถ้าเป็นลูกเราหาย ใจแม่คงตายแน่ เลยตัดสินใจหาซื้อในเพจขายของแม่และเด็ก เป็นลักษณะเป้สะพายหลังแล้วมีสายจูง”

คุณแม่ท่านนี้เคยได้ยินเสียงคนรอบข้างนินทาวิธีการดูแลความปลอดภัยให้กับลูกเช่นกันว่า “ดูสิ เหมือนจูงหมาเลย”

“บางคนชี้ให้เพื่อนดูว่าน้องน่ารักจัง บางคนก็ซุบซิบหัวเราะว่าเหมือนจูงหมาเลย ไม่สนใจก็ไม่ได้เพราะคำพูดมันเข้าหูเรา แต่พยายามทำเป็นหูทวนลมไปค่ะ เราปกป้องลูกเรา สมัยนี้ก็เริ่มเห็นคนใช้มากขึ้น ไม่นานทัศนคติแบบนั้นคงหายไป”

เธอ ทิ้งท้ายว่า ห้างฯ นั้นเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุมากมายทั้งสำหรับแม่และลูก เพียงวินาทีเดียว หันกลับมาลูกอาจไม่อยู่แล้วก็เป็นได้ ความปลอดภัยของลูกจึงสำคัญที่สุดและไม่จำเป็นต้องแคร์คนที่ไม่เข้าใจ

ทั้งนี้จากการสำรวจในเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ พบว่า สายจูงเด็กมีราคาตั้งเเต่ 159 บาท ถึง 600 บาท มีหลากหลายรูปแบบเเละสีสันให้เลือก

5 ข้อควรระวัง

สำหรับข้อควรระวังการใช้สายจูงเด็กตามคำเเนะนำจาก motherandcare มาเธอร์ แอนด์ แคร์ เว็บไซต์ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการเลี้ยงดูลูก ระบุไว้ดังนี้

1. ระวังสายจูงอาจรัดตัวหรือรัดคอเด็ก ระวังการสะดุด และไม่ควรกระตุกลูกแรงเกินไป เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้

2. การใช้สายจูงอาจทำให้เด็กไม่สามารถเดินวิ่งอย่างสะดวก รู้สึกเหมือนโดนรั้งตลอด ดังนั้นไม่ควรใช้สายจูงบังคับทิศทางการเดินของเด็กมากเกินไป เพราะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

3. เมื่อเด็กจะล้มแต่พ่อแม่ดึงสายไว้ไม่ให้ล้ม ทำให้เด็กมีความเข้าใจว่าเมื่อจะล้มจะมีคนช่วยเสมอ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ผิด

4. ระวังสายจูงอาจเข้าไปขัดขวางการเดินของผู้อื่น หรือปัดโดนสิ่งของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อพ่อแม่จะอุ้มลูกขึ้นบันไดเลื่อนหรือเดินไปที่ต่างๆ ที่เด็กเดินยาก ไม่ควรปล่อยสายจูงห้อยลงมา เพราะสายจูงอาจจะถูกดูดเข้าไปในบันไดเลื่อนหรือซอกต่างๆ ได้

5. ไม่ควรใช้สายจูงสำหรับเด็กบ่อยเกินไป เมื่อไปเดินสวนสาธารณะหรือที่ที่คนไม่เยอะ ควรปล่อยให้เด็กได้เดิน เล่น วิ่งอย่างอิสระ เพื่อการเรียนรู้ที่ดีกว่า และข้อสำคัญที่สุดคือไม่ควรใช้สายจับลูกมัดไว้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่หรือให้คนถือสายเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเรื่องเศร้าโดยไม่คาดคิดก็ได้ เช่น สายรัดพันคอลูกจนเสียชีวิต ขณะที่คุณละสายตาไปทำธุระเพียงชั่วขณะ

ขอบคุณภาพจาก The Telegraph , BuzzFeed , joyerickson.wordpress.com , likecool.com , thepancakelife.com, childharness.blogspot.com

 

1ปี”รพ.บางสะพาน”ดอกผลแห่งความสำเร็จจากก้าวคนละก้าวของ “ตูน บอดี้สแลม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519270

1ปี"รพ.บางสะพาน"ดอกผลแห่งความสำเร็จจากก้าวคนละก้าวของ "ตูน บอดี้สแลม"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพการพูดคุยกับ “ตูน-บอดี้สแลม” เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนยังแจ่มชัดในความทรงจำของ นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เมื่อนักร้องหนุ่มขออาสาเป็นแกนนำวิ่งระดมหาเงินทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ จากเดิมที่โรงพยาบาล ต้องการจัดวิ่งการกุศลกระตุ้นให้คนมาออกกำลังกาย และให้ตูนมาร่วมเป็นเซเลปหรือกระบอกเสียงเท่านั้น

ครั้งนั้นท้ายที่สุดเขาสร้างปรากฎการณ์ระดับประเทศ สามารถระดมทุนได้มากถึง 85 ล้านบาท จากระยะทางวิ่ง 400 กม. ในเวลา 10 วัน

เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา น่าสนใจว่า ดอกผลความสำเร็จจากการระดมทุนของร็อกเกอร์หนุ่มนั้นเป็นอย่างไร..

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ เล่าว่า เงิน 85 ล้านบาทถูกจัดสรรเปลี่ยนแปลงเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การก่อสร้างอาคารและซ่อมแซมอาคาร ส่วนที่เหลืออีกกว่า 30 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อโครงการในอนาคต

“อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้เเก่ รพ.บางสะพานเองประมาณ 25.7 ล้านบาท รพ.บางสะพานน้อยที่มีขนาด 30 เตียง 1.1 ล้านบาท อีกส่วนเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 14 แห่ง ประมาณ 6.9 แสนบาท”

“ในเรื่องการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งการซ่อมแซมอาคารประมาณ 7 ล้านบาท หลังจากประสบกับภาวะน้ำท่วม อีกส่วนเป็นงบในก่อสร้างอาคารราว 10 ล้านบาท โดยทำการปรับปรุง ออกแบบเเละก่อสร้างอาคารหลายแห่งเช่น อาคารแพทย์แผนไทย อาคารซ่อมบำรุงเเละระบบประปา อาคารดูแลเครื่องเอ็กซเรย์ ให้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภัยน้ำท่วม”

นพ.เชิดชาย บอกต่อว่า ปัจจุบันเหลือเงินอีกกว่า 30 ล้านบาท อยู่ระหว่างการหารือกับทางคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการในแผนต่อไป

อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลบางสะพานจัดซื้อนั้นมีมากกว่า 70 รายการ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ตัวอย่างเช่น เตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน เครื่องนับเม็ดเลือดขาวชนิดไฟฟ้า เครื่องดูดเสมหะ ที่นอน ตู้อบเด็กทารกเคลื่อนที่ เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูก เครื่องมือผ่าตัดตา เครื่องไตเทียม รถเข็นผู้ป่วยพร้อมสายน้ำเกลือ เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ ทั้งหมดทำให้ศักยภาพและความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลนั้นยกระดับแบบก้าวกระโดด

นพ.เชิดชาย บอกว่า ตัวเลขการเข้ารับบริการรักษาของผู้ป่วยนั้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมอัตราการครองเตียงของผู้ป่วยในเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 คนต่อวัน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 150-180 คนต่อวัน ขณะที่อัตราผู้ป่วยนอก จากเดิม 300-400 คนเพิ่มเป็น 400-500 คน

“เหมือนได้โรงพยาบาลใหม่ รองรับการบริการได้มากขึ้น ชาวบ้านมีความสุขมาก สามารถใช้บริการได้สะดวกกว่าในอดีต ส่วนความสามารถในการรักษาพยาบาล เมื่อมีเครื่องมืออุปกรณ์ในการรักษาเพิ่มขึ้นก็สามารถรองรับแพทย์เฉพาะทางมาช่วยเหลือรักษาได้มากขึ้นเช่นกัน”

ผอ.รพ.บางสะพาน บอกว่า การยกระดับของโรงพยาบาลบางสะพาน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำในสิ่งที่รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดหรือใช้เวลาจัดการค่อนข้างนาน

“ในภาพใหญ่อย่างการลำดับความสำคัญ การบริหารจัดการภาษี ผมคิดว่าต้องใช้เวลา เข้าใจว่าภาครัฐอยากให้ทุกโรงพยาบาลเติบโตและพัฒนาได้เหมือนกับ รพ.ศิริราช รพ.จุฬาฯ มีเครื่องมือครบครัน แต่ในความเป็นจริงไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น เมื่อเทียบกับความต้องการรับบริการ รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรด้วย”

นพ.เชิดชายบอกว่า วินาทีนี้สิ่งที่พวกเราทำได้ในฐานะประชาชนคือการมองเฉพาะจุดมากขึ้น มากกว่าการรอคอยหรือหวังพึ่งการพัฒนาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องใช้เวลานาน

“ทุกคนหวังดี แต่ในระดับกระทรวงการตัดสินใจบางอย่าง อาจต้องวางแผนระดับ 5-10 ปี สิ่งที่ภาคประชาชนทำคือการลัดขั้นตอนระบบช้าราชการ ดิ้นรนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย”

“พลังสังคมอาจเป็นคำตอบถ้าเราช่วยกันน่าจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ถ้างอมืองอเท้ารอภาครัฐอย่างเดียว ผลลัพธ์สุดท้ายก็ตกอยู่กับตัวเราเอง ในเมื่อเราอยากให้คนอื่นได้รับสิ่งดีๆ และเราเองก็อยากรับบริการสิ่งดีๆ ผมว่าต้องช่วยกัน คนละไม้คนละมือ” เขาบอกทิ้งท้าย

โครงการอันทรงพลังของตูนนั้นเกิดขึ้นจากท่าทีอ่อนน้อม พฤติกรรมเเละความตั้งใจที่เขาแสดงให้เห็นว่าทำด้วยใจจริงโดยวันนี้นักร้องหนุ่มได้ประกาศโปรเจ็คยักษ์ “ก้าวคนละก้าว” ก้าวใหม่ที่ไปไกลว่าเดิม จุดสตาร์ท จะเริ่มจากป้ายใต้สุดแดนสยามที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุดของประเทศไทย อ. แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งเกือบ 2 เดือน โดยตั้งเป้ายอดบริจาค 700 ล้านบาท

เขา เปิดใจกับรายการเจาะใจว่า อยากให้ทุกคนรับรู้ปัญหาร่วมกันเเละหวังว่าจะเป็นจุุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

“หลายคนก็คงคิดว่าผมบ้าอยู่ในใจ ขนาดตัวผมเอง ผมยังคิดว่าผมบ้า อีกนัยหนึ่งมันอาจจะบอกได้นะว่าผมคิดการใหญ่ แต่ถ้าย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการทำโครงการที่บางสะพาน ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่ได้อยากทำเรื่องนี้เพียงคนเดียว


“ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมไม่รู้หรอกว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่ขอทำ ขอพูดว่า ผมอยากให้ทุกคนเห็นปัญหาร่วมกัน หวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โดยในครั้งนี้ผมจะวิ่งจากใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง จ.ยะลา ไปจนถึงเหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย

“เป้าในใจ ผมอยากได้ยอดบริจาค 700 ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขในอุดมคติของผม ฟังดูมันเยอะมาก แต่ผมคิดว่าผมอยากได้เงิน 10 บาท จากพี่ๆคนไทย กว่า 70 ล้านคน แค่คนละ 10 บาท ซึ่งอาจจะดูมีค่าน้อย แต่ลองเอามากองรวมกัน เงิน 10 บาท มันสามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้จริงๆ อยากให้ทุกคนเห็นถึงพลังในการรวมตัวกัน พลังแห่งการก้าวทีละก้าวเล็กๆ มันก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ รอบนี้จะเป็นการวิ่งครั้งใหม่ที่ยาวที่สุดในชีวิตผม และเป็นการวิ่งครั้งสุดท้ายที่จะออกมาระดมทุน” นักร้องหนุ่มเเสดงความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม

ภาพ…เพจเฟซบุ๊ก ก้าว

จิตอาสาเฉพาะกิจ “รปภ.-จราจร” งานใหญ่สังเกตสิ่งผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519262

จิตอาสาเฉพาะกิจ "รปภ.-จราจร" งานใหญ่สังเกตสิ่งผิดปกติ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จิตอาสาเฉพาะกิจเกือบ 1,000 ชีวิต แสดงออกผ่านสีหน้าที่มุ่งมั่นตั้งใจรับฟังการอธิบายเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ด้านงานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร ที่จะเตรียมพวกเขาให้พร้อมกับการลงแรงลงใจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค.2560

หน่วยรับผิดชอบหลักที่อธิบายแนวทางการปฏิบัติให้กับจิตอาสาเหล่านี้อย่างกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก็แข็งขันไม่ต่างกัน เห็นได้จากการระดมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมอธิบายและอบรมให้จิตอาสาที่สโมรสตำรวจ

เสียงเปล่งตะโกนก้องจากจิตอาสาด้วยคำว่า “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ดังสนั่นก่อนเริ่มการอบรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเต็มที่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ความมุ่งหวังของตำรวจสะท้อนได้จาก พล.ต.ต.ดุสิต สมศักดิ์ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ที่มาเป็นประธานในการอบรมครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่การทำงานที่สำเร็จลุล่วง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งยังน้อมนำพระราโชบาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีในส่วนงานของตำรวจ

“เป้าหมายคือในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ให้จิตอาสาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนงานที่ 7 คืองานรักษาความปลอดภัย และส่วนงานที่ 8 คืองานด้านจราจร จากจำนวนจิตอาสาที่ได้ลงทะเบียนร่วมปฏิบัติหน้าที่ในส่วนดังกล่าวมีอยู่ทั้งหมด 1.8 หมื่นคน เราเชื่อว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี” พล.ต.ต.ดุสิต ย้ำ

ขณะเดียวกัน จิตอาสาเฉพาะกิจที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนนั้น ตำรวจก็มุ่งหวังที่จะแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในด้านบริการ อำนวยความสะดวกให้กับผู้มาร่วมงานตามจุดต่างๆ ที่จัดเตรียมให้ทั่วทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานคร รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงสอดส่องดูแลคอยแจ้งข้อมูลข่าวสาร ให้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ สำเร็จไปด้วยดี

ข้อรายละเอียดในหน้าที่ปฏิบัติของจิตอาสาเฉพาะกิจส่วนงานนี้ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของจิตอาสา พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผู้กำกับการศูนย์ฝึกอบรม บช.น. อธิบายให้จิตอาสารับทราบว่า เริ่มจากงานรักษาความปลอดภัย จิตอาสาที่ผ่านการอบรมจะได้รับบัตรประจำตัวสีแดงที่ทางการออกให้เพื่อแสดงตัวตน หน้าที่คือจะต้องสอดส่องดูแลความปลอดภัย ทั้งด้านของสถานที่ บุคคล และแจ้งข้อมูลสำคัญที่จะประสานกับตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ที่จิตอาสาได้ปฏิบัติหน้าที่ และต้องเป็นคนที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ซึ่งหน้า ซึ่งนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถือว่าจิตอาสาได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว

“งานรักษาความปลอดภัยไม่ใช่ว่าจิตอาสาจะต้องเข้าไปอยู่ภายในงานพระราชพิธี แต่การทำงานจะเป็นลักษณะการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นหน้าที่อันสำคัญ และจิตอาสาด้านนีจะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นคนช่างสังเกต ส่วนเทคนิคด้านอื่นๆ เช่น การจดจำรูปพรรณสันฐาน ลักษณะต้องสงสัย ตำรวจจะเสริมความรู้ให้ในการอบรม” พ.ต.อ.อุเทน อธิบาย

ขณะที่งานด้านจราจร พ.ต.อ.อุเทน อธิบายว่า งานด้านจราจรจะมีบัตรประจำตัวเป็นบัตรสีชมพู หน้าที่คือ ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในทุกด้าน ทั้งการห้ามรถ การจอดรถ ช่วยดูแลบริเวณทางข้ามถนนสำหรับประชาชนที่มาร่วมงาน รวมถึงการแนะนำเส้นทางซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก โดยจิตอาสาจะต้องรู้พิกัดของพื้นที่ ทางลัด และยังรวมไปถึงการช่วยแจ้งอุบัติเหตุทางท้องถนน ซึ่งหากเกิดเหตุจะต้องเร่งเคลื่อนย้ายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เกิดเหตุออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การจราจรเกิดติดขัด

พ.ต.อ.อุเทน เสริมว่า อีกนัยของงานด้านจราจรก็เกี่ยวเนื่องไปยังงานรักษาความปลอดภัยด้วยเช่นกัน เพราะขณะที่จิตอาสาอำนวยความสะดวกอยู่นั้น จะต้องมีเทคนิคการสังเกตบุคคล รถยนต์ที่อาจต้องสงสัยหรือไม่ประสงค์ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมองเข้าไปในรถยนต์ การมองไปยังท้ายกระบะ หรือรถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หากมีเหตุให้ต้องสงสัยจะช่วยเร่งแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนงานจิตอาสาเฉพาะกิจที่ขึ้นตรงกับตำรวจนับเป็นงานที่สำคัญไม่น้อย โดยหลังจากที่อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติและความคาดหวังที่ขอความร่วมมือกับจิตอาสาแล้ว ตำรวจได้แบ่งจิตอาสาตามหน้าที่ทั้งสองด้าน เพื่อไปอบรมเชิงปฏิบัติที่มีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลและองค์ความรู้เอาไว้ให้ โดยมุ่งเน้นไปที่การสังเกตสิ่งผิดปกติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคํญของงานด้านการรักษาความปลอดภัย และการอบรมกฎหมายจราจรเบื้องต้นรวมถึงสัญญาณการจราจรต่างๆ ในการใช้บังคับรถบนท้องถนน

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จิตอาสาจะต้องเข้าร่วมอบรมในทุกกระบวนการ หากไม่เช่นนั้นแล้วในวันงานพระราชพิธีจะไม่ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ จิตอาสาจะต้องเตรียมพร้อมร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นประจำตัว และที่สำคัญจะต้องไปรายงานตัวที่กองอำนวยการร่วมในแต่ละพื้นที่ก่อนงานพระราชพิธีจะเริ่ม 4 ชั่วโมง เพื่อรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ และรับข้อมูลสำคัญไว้แนะนำกับประชาชนที่จะเข้ามาซักถามและขอความช่วยเหลือ

ความรู้สึกของจิตอาสาเฉพาะกิจที่มาร่วมอบรมอย่างกรวิทย์ (ไม่ขอเผยนามสกุล) หนุ่มกลางคนอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านบางเขน บอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่ารู้สึกดีใจที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ และตั้งใจทำทุกหน้าที่ที่ตำรวจจะจัดแบ่งและมอบหมายให้ และทั้งหมดที่ตั้งใจก็เพื่อถวายในหลวงร.9 เป็นครั้งสุดท้าย

ท้ายสุด การอบรมจะจัดไปถึงวันที่ 19 ต.ค.นี้ตามจุดต่างๆ ที่กำหนดเช่น สโมรสรตำรวจ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มหาวิทยาลับราชมงคลกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยจัดเตรียมการอบรมจิตอาสาทั้ง 1.8 หมื่นคนไว้ทั้งหมด 7 รุ่น โดยวันนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 1 ก่อนที่จะส่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ต่อไป

“ปฏิรูปราชการ” เลิกเช้าชามเย็นชาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519209

"ปฏิรูปราชการ" เลิกเช้าชามเย็นชาม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปที่มีความสำคัญที่สุด คือ “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะระบบราชการเป็นกลไกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะถ้าไม่ปฏิรูประบบราชการ การจะไปปฏิรูปด้านอื่นที่เหลือ 12 ด้าน คงเป็นไปได้ยากมาก

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการกฤษฎีกา คนวงในระบบราชการในฐานะมือปฏิรูปของรัฐบาล ในฐานะรองผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU) อธิบายว่า เมื่อกล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ สิ่งแรกที่พูดกันก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและวิธีการทำงานของระบบราชการ เพราะใครต่อใครพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบราชการไทยทำงานแบบกรมใครกรมมัน ไม่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน

“อย่าว่าแต่ทำงานระหว่างกระทรวงเลย บางทีในกระทรวงเดียวกันยังไม่บูรณาการกันเลยก็มี ทั้งๆ ที่การบริหารราชการแผ่นดินแบบกระทรวง ทบวง กรมนั้นเป็นการบริหารงานตามภารกิจ การทำงานจึงต้องเหมือนวงมโหรี คือต้องประสานสอดคล้องกัน เพลงจึงจะไพเราะ แต่ถ้าต่างคนต่างเล่น มันก็ไม่เป็นเพลง” ปกรณ์ ระบุ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม ข้าราชการสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบุคลากรภาครัฐถูกผูกติดกับระเบียบและแบบแผนซึ่งยากต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยกลไกของรัฐเองจะทำให้ข้าราชการต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ได้ 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาองค์ความรู้ให้รู้รอบและรู้ลึก และมีการเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง 2.การบ่มเพาะธรรมาภิบาล กล้าตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม 3.การปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติราชการจากการทำงานตามกฎเกณฑ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และ 4.การปรับปรุงการประเมินผลการปฏิบัติราชการใหม่

สิ่งสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ คือ ควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือ “จำนวนครั้ง”“จำนวนผู้เข้าร่วม” หรือ “จำนวนผู้สอบผ่าน” เช่น จำนวนครั้งในการเข้างาน จำนวนครั้งในการเข้าฝึกอบรมหรือเข้าร่วมสัมมนาอย่างที่เป็นอยู่มาเป็นตัวชี้วัดนั้นเป็นระบบแบบเดิมๆ จึงควรเปลี่ยนไปเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ คือ องค์ความรู้ที่มีการถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการด้วยกันหรือแก่บุคคลภายนอกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน มีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ หรือการเผยแพร่ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

อีกทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติราชการจากการทำงานตามกฎเกณฑ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน การให้บริการตามความต้องการเฉพาะปัจเจกบุคคลที่ผู้รับบริการสามารถออกแบบและเลือกรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างได้ ภาครัฐต้องให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ทุกสถานที่ นำเสนอบริการที่เหมาะสมแต่ละบุคคล มีช่องทางการให้บริการหลายช่องทางและบูรณาการภาครัฐเป็น One Stop Service ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างนวัตกรรมการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สมควรที่รัฐบาลจะกำหนดให้ทั้งสองหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด และให้เป็นหน่วยงานต้นแบบในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคราชการ โดยหน่วยงานราชการเองต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล “ประเทศไทย 4.0” โดยคำนึงถึงบทบาทและหน้าที่เฉพาะของหน่วยงาน

ปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า ระบบเดิมที่มีอยู่มันมีปัญหา ทางที่ดีคือต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะระบบราชการของประเทศออสเตรเลีย น่าเป็นแบบอย่างในการจัดโครงสร้างการบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรม อาทิ เรื่องการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณและสถานะของบุคลากรของกระทรวงอื่นด้วย

จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากร และให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี แนะนำให้ปลัดกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่หรือที่รับโอนหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานบุคคล แยกผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงต่างๆ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ข้าราชการ และลูกจ้าง แบ่งข้าราชการออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปลัดกระทรวง ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการทั่วไป โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทในกระทรวงมีหน้าที่บริหารงานของกระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้น เพ่ื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และตรวจสอบได้ เมื่อพ้นจากตำแหน่งต้องจัดทำรายงานประจำปีแสดงงานที่กระทรวงได้ทำในรอบปีที่ผ่านมาเสนอต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล

ที่น่าสนใจ คือ การแต่งตั้งปลัดกระทรวงเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงได้ต่อเมื่อเป็นการเสนอแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือคาดว่าจะว่างลง หรือปลัดกระทรวง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ได้หารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้นแล้วและมีหนังสือรายงานให้นายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี แต่อายุต้องไม่เกิน 65 ปี

ในขณะที่การกำหนดจำนวนลูกจ้างในกระทรวงต่างๆ นั้นเกี่ยวพันกับการบริหารงบประมาณเช่นกัน ปลัดกระทรวงจึงสามารถกำหนดจำนวนการจ้างลูกจ้างของกระทรวงได้เองตามที่เห็นสมควรเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้จะนำมาต่อยอดปฏิรูประบบราชการไทยได้หรือไม่ อีกไม่นานจะได้รู้กัน

 

รายงานพิเศษ : เยาวชนโรงเรียนบ้านห้วยยาง ยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด-เครือข่ายเยาวชนสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/278774

รายงานพิเศษ : เยาวชนโรงเรียนบ้านห้วยยาง ยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด-เครือข่ายเยาวชนสีเขียว

รายงานพิเศษ : เยาวชนโรงเรียนบ้านห้วยยาง ยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด-เครือข่ายเยาวชนสีเขียว

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยยางนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และเน้นการนำความรู้และเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ มุ่งเน้นกระบวนการปฏิบัติจริงและเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งฝึกฝนทักษะการเป็นผู้นำให้แก่สมาชิก ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดความรักในอาชีพเกษตรกรรมด้วยการขยายผลกิจกรรมด้านการเกษตรจากโรงเรียนสู่ครอบครัว จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด และไปร่วมกิจกรรมงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 1-5 ก.ค. 2560 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

นายศรีราชา บัวเบา อาจารย์ที่ปรึกษายุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยยางเปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านห้วยยาง เปิดสอนระดับชั้น อนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่หมู่ 11 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยยางตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีสมาชิกยุวเกษตรกรจำนวน 30 คน เป็นกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ปี 2560 การดำเนินงานกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยยางนั้นได้ดำเนินการกิจกรรมทางการเกษตรโดยนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และเน้นการนำความรู้และเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ มุ่งเน้นการบวนการปฏิบัติจริงและเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งฝึกฝนทักษะการเป็นผู้นำให้แก่สมาชิก เพื่อให้สมาชิกยุวเกษตรกรนำทักษะความรู้ประสบการณ์ไปใช้ในการประกอบอาชีพทางการเกษตรในครอบครัวและชุมชนได้ กิจกรรมของกลุ่มประกอบด้วย การทำนาข้าว การปลูกผักอินทรีย์ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำสมุนไพรไล่แมลง การเลี้ยงปลาดุกในบ่อขนาดเล็กปูด้วยพลาสติก การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยการเพาะเห็ดนางฟ้า การเพาะถั่วเขียว การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้อง ขนมครกขนมดอกจิก แหนมเห็ด เป็นต้น รวมถึงมีการเพาะเห็ดฟางตะกร้า การเพาะชำพืชสมุนไพร การเพาะเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวการผลิตข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ การปลูกข้าวนาโยน และสีข้าว

“การบริหารจัดการกลุ่มของยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านห้วยยาง มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างชัดเจน ตามความสนใจ และความถนัดของสมาชิกและยึดหลักการมีบทบาทส่วนร่วมตามแนวประชาธิปไตย โดยมีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการจัดสรรผลกำไรให้สมาชิกตามหลักสหกรณ์ โดยในปี 2560 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ของจังหวัดราชบุรี และจะไปร่วมกิจกรรมงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 1-5 ก.ค. 2560 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ภายใต้หัวข้อ “I’m proud to be a 4-H’er”เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการดำเนินงานด้านการเกษตรศึกษา และการส่งเสริมงานด้านเยาวชนเกษตรที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ และสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9รวมถึงส่งเสริมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มยุวเกษตรกร ตลอดจนขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกรเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนางานเยาวชนในภาคการเกษตร” อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มยุวชนเกษตรกรดีเด่น กล่าว