รายงานพิเศษ : หมอดินชวนปลูกหญ้าแฝก8.9ล้านกล้า ถวายพ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277537

รายงานพิเศษ : หมอดินชวนปลูกหญ้าแฝก8.9ล้านกล้า ถวายพ่อแห่งแผ่นดิน

รายงานพิเศษ : หมอดินชวนปลูกหญ้าแฝก8.9ล้านกล้า ถวายพ่อแห่งแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรมที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ดังนั้น การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จึงถูกหยิบยกมาเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงบำรุงดินอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆ ทำการศึกษาวิจัยถึงคุณประโยชน์ของหญ้าแฝก โดยมีพระราชดำริตอนหนึ่งว่า

“…ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม…”

หญ้าแฝก เป็นพืชมหัศจรรย์แห่งการอนุรักษ์ดินและน้ำ พืช มีระบบรากที่ลึก แพร่กระจายไปในดินโดยตรง ซึ่งถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผืนดิน เปรียบเสมือนเป็นกําแพงดินธรรมชาติ ป้องกันการพังทลายของดิน ป้องกันดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี สามารถกักเก็บน้ำและความชื้นได้ ระบบรากหยั่งลึก 1.5-3 เมตร และแผ่ขยายกว้างเพียง 50 เซนติเมตร รอบกอเท่านั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง สามารถนำไปปลูกบนพื้นที่สองข้างรอบขอบคลองชลประทาน อาทิ อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ขอบตลิ่ง คอสะพาน ไหล่ถนน เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สำรวจเก็บตัวอย่างหญ้าแฝกที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 112 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ หญ้าแฝกลุ่มและหญ้าแฝกดอน โดยแนวกอหญ้าแฝกจะช่วยกักเก็บตะกอนดินที่ถูกน้ำพัดมา ตะกอนทับถมจะถูกพัฒนาเป็นคันดินธรรมชาติ ช่วยลดความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า ช่วยให้น้ำซึมลงในดินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการปลูกหญ้าแฝกในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไป เช่น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน ควรปลูกตามแนวระดับขวางความลาดเทในต้นฤดูฝน โดยการทำแนวร่องปลูกตามแนวระดับใช้ระยะปลูก 5 เซนติเมตร ระยะห่างแถวตามแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร การปลูกหญ้าแฝกเพื่อคุมร่องน้ำและกระจายน้ำ โดยควรปลูกหญ้าแฝกพาดขวางร่องน้ำ และทำการขุดหลุมปลูกขวางร่องน้ำเป็นแนวตรงหรือแนวหัวลูกศรชี้ย้อนไปในทิศทางที่น้ำไหล อาจจะใช้กระสอบทราย หรือก้อนหิน ช่วยคันเสริมฐานให้มั่นคงตามแนวปลูกหญ้าแฝก ระยะห่างต่อต้น 10 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแนวปลูกหญ้าแฝกตามแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร โดยควรปลูกหญ้าแฝกต่อจากแนวคันดินกั้นน้ำออกไปทั้งสองข้างเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก การปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในสวนไม้ผล เกษตรกรควรปลูกหญ้าแฝกในสวนไม้ผลระยะที่ไม้ผลยังไม่โตหรือปลูกก่อนที่จะลงไม้ผล โดยปลูกแถวหญ้าแฝกขนานไปกับแถวของไม้ผลที่ระยะกึ่งกลางของแถวไม้ผล หรือปลูกเป็นรูปครึ่งวงกลมให้ห่างจากโคนต้นไม้ผล 2.5 เมตร การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่ม ที่มีการปรับสภาพเป็นแปลงยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้น สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวรอบขอบเขตพื้นที่ หรือปลูกที่ขอบแปลงยกร่องหญ้าแฝก จะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย และรักษาความชื้นในดินเอาไว้ และการปลูกรอบขอบสระเพื่อกรองตะกอนดิน ควรปลูกตามแนวที่ระดับน้ำสูงสุดท่วมถึง 1 แนว และปลูกเพิ่มขึ้นอีก 1-2 แนว เหนือแนวแรก ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของขอบสระ ระยะปลูกระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ในระยะแรกควรดูแลปลูกซ่อมแซมให้แถวหญ้าแฝกเจริญเติบโตหนาแน่น เมื่อน้ำไหลบ่ามาลงสระ ตะกอนดินที่ถูกพัดพามากับน้ำ จะติดค้างอยู่กับแถวหญ้าแฝก ส่วนน้ำจะค่อยๆ ไหลผ่านลงสู่สระ และระบบรากของหญ้าแฝกยังช่วยยึดติดดินรอบๆ ขอบสระไม่ให้เกิดการพังทลายในที่สุด

“ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดิน ได้สนองพระราชดำริโดยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จนปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมและปรากฏผลสำเร็จอย่างชัดเจน สามารถลดการชะล้างและพังทลายของดิน ปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น อีกทั้งยังได้เน้นย้ำและรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาปลูกหญ้าแฝกกันให้มากขึ้น โดยล่าสุดได้จัดทำ “โครงการแปดล้านเก้ากล้าหญ้าแฝก น้อมเกล้าถวายพ่อแห่งแผ่นดิน” โดยการร่วมกันปลูกหญ้าแฝกจำนวน 8,900,000 กล้า ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการถวายความอาลัย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเป็นผู้นำการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ดินและน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยให้สำนักงานพัฒนาที่ดินทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่ในการปลูกหญ้าแฝก พร้อมกับเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2560” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เตรียมความพร้อมวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277345

รายงานพิเศษ : เตรียมความพร้อมวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำ

รายงานพิเศษ : เตรียมความพร้อมวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำ

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย 4 มาตรการ คือ การสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน มาตรการทางกฎหมาย และมาตรการเฝ้าระวังสำรวจติดตาม

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องดำเนินการภายใต้มาตรการทั้ง 4 ด้านควบคู่กันไป และต้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานที่กำหนด โดยเฉพาะการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสานนั้น มีทั้งการตัดทางใบและเผาทำลาย การปล่อยแตนเบียนบราคอน การพ่นสารเคมีทางใบกรณีที่มะพร้าวมีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร การฉีดสารเคมีเข้าต้นมะพร้าวในกรณีที่ต้นมีความสูงมากกว่า 12 เมตร ซึ่งการใช้สารเคมีเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วยังต้องใช้ในอัตราที่เหมาะสมเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้สารเคมี และความปลอดภัยต่อผลผลิตมะพร้าวด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดอบรมวิทยากรหลักการใช้สารเคมีควบคุมศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) โดยเชิญ ดร.พฤทธิชาตปุญวัฒโท หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยการใช้สารกำจัดศัตรูพืช กรมวิชาการเกษตรมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้สารเคมีควบคุมศัตรูมะพร้าวอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมสาธิตวิธีการฉีดสารเคมีเข้าต้นและการพ่นสารเคมีทางใบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานอารักขาพืชสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชและเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ผู้ที่จะต้องเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดให้กับผู้รับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ ถึงขั้นตอน เทคนิควิธีการ รวมทั้งการป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากสารเคมี เพื่อให้การใช้สารเคมีเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถควบคุมการระบาดของศัตรูมะพร้าวลดลง

การอบรมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นวิทยากรหลัก Master Trainer ที่มีความรู้และเกิดความเชื่อมั่นในด้านวิชาการ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปอบรมถ่ายทอดสู่เกษตรกรหรือผู้รับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นสารเคมีทางใบ เนื่องจากตามข้อกำหนดผู้รับจ้างต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น ซึ่งต่อจากนี้วิทยากรหลักของกรมส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่จัดอบรมให้กับผู้รับจ้างฉีดสารเคมีและพ่นสารเคมีตามแผนที่กำหนดต่อไป

นายประสงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยว่าเกษตรกรหรือผู้รับจ้างในพื้นที่จะมีความรู้ในการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องหรือไม่รวมถึงถ้าสารเคมีส่งไปในพื้นที่แล้วจะมีความพร้อมในการนำไปใช้ได้ทันทีหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าหากดำเนินการช้าไปหรือไม่เป็นไปตามแผนจะส่งผลต่อสถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำเพิ่มขึ้นกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน เมื่อการจัดซื้อสารเคมีเรียบร้อยและกระจายส่งมอบให้กับทางสำนักงานเกษตรจังหวัด ก็พร้อมที่แจกจ่ายและดำเนินการกำจัดหนอนหัวดำได้ทันที

สำหรับเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตมะพร้าว ก็สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากภาครัฐไปปฏิบัติในการช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นก่อนได้ ทั้งการสำรวจแปลงตัดทางใบและเผาทำลาย การปล่อยแตนเบียนบราคอนโดยสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังจะทำให้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวลดลงได้อย่างรวดเร็ว และหมดไปอย่างสิ้นเชิงได้ในที่สุด

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรชูแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ แก้ปัญหาล้งกดราคา ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276924

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรชูแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ แก้ปัญหาล้งกดราคา ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรชูแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ แก้ปัญหาล้งกดราคา ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จันทบุรี เป็นแหล่งผลิตผลไม้ขึ้นชื่ออย่างทุเรียน ลองกอง มังคุด เงาะ แต่ที่ผ่านมา เมื่อถึงช่วงเก็บผลผลิต บางปีผลผลิตล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำ ถูกพ่อค้า หรือล้งกดราคา แต่ภายหลังดำเนินการตามนโยบายแปลงใหญ่ ส่งผลให้ผลผลิตมีราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนที่แม้จะมีผลผลิตมากถึง 3.4 แสนตัน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ราคาซื้อขายนับตั้งแต่ต้นฤดูมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ลดลงแต่อย่างใด ยังเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 บาทต่อกก.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดจันทบุรี มีเกษตรแปลงใหญ่ 17 แปลง ใน 9 ชนิดสินค้า ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย ชันโรง ยางพารา กุ้งขาว โคนม และ หญ้าเนเปียร์ รวมพื้นที่ 10,581 ไร่ เกษตรกร 956 ราย โดยมีตัวอย่างเกษตรแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น แปลงใหญ่ทุเรียน ลดต้นทุนได้ร้อยละ 9.9 จาก 25,551 บาท/ไร่ เหลือ 22,996 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 11.0 จาก 1,461 กก./ไร่ เป็น 1,622 กก./ไร่ แปลงใหญ่มังคุด ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 7.9 จาก 8,622 บาท/ไร่ เหลือ 7,939 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 20.0 จาก 900 กก./ไร่ เป็น 1,080 กก./ไร่ แปลงใหญ่ลำไย ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 9.3 จาก 15,000 บาท/ไร่ เหลือ 13,600 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 10.0 จาก 2,000 กก./ไร่ เป็น 2,200 กก./ไร่ ซึ่งหัวใจที่สำคัญของเกษตรแปลงใหญ่ คือ การมุ่งสู่การผลิตสินค้ามีมาตรฐาน GAP ตรงความต้องการ ทำให้สินค้าเป็นที่เชื่อมั่น โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ที่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมาก

สำราญ  สาราบรรณ์

“กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้แล้วนำไปสู่การปฏิบัติจริง เกิดการเปลี่ยนแปลงในการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงที่พร้อมจะรวมกันเป็นแปลงใหญ่ต่อไป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้กับรายอื่น ซึ่งเมื่อเกษตรกรได้มีการเรียนรู้จากพี่น้อง จากเพื่อนบ้านที่มีบริบทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นแนวทางการดำเนินงานที่เดินไปพร้อมกันระหว่างแปลงใหญ่ และ ศพก. โดยอาจจะถือว่าผลสำเร็จของแปลงใหญ่เป็นตัว
ชี้วัดของ ศพก.นั้นๆ ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่”นายสำราญ กล่าว

นายอุดม วรัญญรัฐ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และประธานผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ 85 ม.7 ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งปลูกทุเรียน 200 ไร่ แบบครบวงจร บอกว่า นอกจากจะปลูกทุเรียนเป็นหลักแล้วยังปลูกผลไม้อื่นเสริมแต่ปริมาณไม่มาก ในส่วนของทุเรียนมีการบริหารจัดการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยการส่งเสริมจากภาครัฐตามนโยบายแปลงใหญ่ที่มีทั้งหมด 50 แปลง จากที่ในอดีตเมื่อถึงฤดูกาลผลิตเกษตรกรจะต่างคนต่างทำ ทำให้มีปัญหาเรื่องการรวบรวมผลผลิต สินค้าไม่มีมาตรฐาน ทำให้พ่อค้าคนกลางชี้นำเกษตรกรรายย่อยได้ แต่ภายหลังการดำเนินการนโยบายแปลงใหญ่ เกษตรกรมีการกลุ่มในการดูแลผลผลิต รวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาด ทำให้พ่อค้าไม่สามารถชี้นำได้เพราะสินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับราคาทุเรียน 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าดีมาก มีการสร้างเครือข่ายที่ขณะนี้มีสมาชิกหลายพื้นที่ เช่น ระยอง ตราด ชลบุรี ชุมพร กาญจนบุรี ศรีสะเกษ เพื่อดูแลเรื่องต้นทุน การตลาด ให้ได้คุณภาพมาตรฐานที่เหมือนกัน

รายงานพิเศษ : ผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน‘สิเกา’ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน‘RSPO’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276552

รายงานพิเศษ : ผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน‘สิเกา’ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน‘RSPO’

รายงานพิเศษ : ผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน‘สิเกา’ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน‘RSPO’

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานความร่วมมือสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ซึ่งหลายพื้นที่เกษตรกรเข้มแข็ง เกิดผลสำเร็จ ดังเช่น เกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน อ.สิเกา จ.ตรัง โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน RSPO

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า พลเอกฉัตรชัย
สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงการผลิตของเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่อันจะก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิตตามที่กำหนดและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร ทั้งนี้จะต้องทำการผลิตในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศเขตพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้า 20 ชนิด ไว้แล้ว โดยมีหลักการคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า แก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สำหรับแปลงใหญ่ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันมีจำนวน 146 แปลง 19 ชนิดสินค้า พื้นที่รวม 89,736 ไร่ สมาชิก 11,427 ราย โดยเฉพาะแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันมีถึง 27 แปลง

นายธีระ วิวัฒนานนท์ เกษตรอำเภอสิเกา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ของอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ว่า อำเภอสิเกา มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในจังหวัดตรัง จำนวน 44,074 ไร่ โดยเฉพาะตำบลกะลาเส มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดของอำเภอสิเกา จำนวน 18,928 ไร่ ปัญหาที่พบคือ เกษตรกรบางส่วนยังขาดความรู้เรื่องการจัดการการผลิต โดยผลิตไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำกว่า 3.2 ตันต่อไร่ต่อปี มีการตัดปาล์มดิบส่งโรงงาน ทำให้มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันดิบ (CPO) ของโรงงาน ส่งผลให้โรงงานซื้อปาล์มน้ำมันในราคาต่ำ ขาดแรงงานในครัวเรือน ขาดการรวมกลุ่มในการพัฒนาการผลิตและการตลาดทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดอำนาจต่อรองด้านการตลาด

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตรอำเภอสิเกา จึงได้จัดประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ซึ่งมีมติให้จัดตั้งกลุ่มยั่งยืน RSPO และพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปาล์มน้ำมันให้ผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (RSPO) พร้อมทั้งมีการกำหนดแผนการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในเบื้องต้นมีโรงงานที่เข้าร่วมดำเนินการคือ โรงงานล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนการอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่เกษตรกรและสร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรองค์ความรู้ที่จำเป็นแก่เกษตรกร ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายมีการจัดตั้งกลุ่มในรูปวิสาหกิจชุมชน โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน กลุ่มสิเกา-วังวิเศษ มีสมาชิก 99 ราย พื้นที่ 182 แปลง มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 2,756.04 ไร่ เป็นลักษณะแปลงใหญ่ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน RSPO ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีฐานเรียนรู้ 3 ฐาน คือ 1) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันก่อนให้ผลผลิต 2) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันช่วง 10 ปีแรกของการปลูก และ 3)การจัดการสวนปาล์มน้ำมันช่วง 10 ปีหลังของการปลูก โดยมีนายวิวัฒน์ ฮ่างเต็ก ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอสิเกา เป็นเกษตรกรต้นแบบถ่ายทอดความรู้

นายธีระ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) หมายถึง การผลิต ปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อชุมชน สาระสำคัญของ RSPO ประกอบด้วย หลักการ 8 ข้อ และเกณฑ์กำหนด 39 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน โดยครอบคลุมถึงการบริหารจัดการ การดำเนินการด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ด้าน นายวิวัฒน์ ฮ่างเต็ก ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอสิเกา และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นหนึ่งของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่
และบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน RSPO กล่าวว่าผลลัพธ์ภาพรวมของเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่ได้รับมีดังนี้

1.ได้รับปุ๋ยอินทรีย์จากโรงงาน เช่นทะลายปาล์มหรือขี้เค้กฟรี ในอัตราอย่างน้อยไร่ละ 1 ตัน โดยคิดราคา 1,000 บาท พื้นที่ 2,756.04 ไร่ เป็นเงิน 275,600 บาท

2.มีการตรวจดินเบื้องต้นเพื่อจัดทำเป็นปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งมีความแตกต่างของราคาระหว่างปุ๋ยผสมกับปุ๋ยเม็ด กิโลกรัมละ 5 บาท ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ย 264 กิโลกรัม พื้นที่ 2,756.04 ไร่ ใช้ปุ๋ย 727,584 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 3,637,920 บาท

3.ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยผลผลิตเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมแปลงใหญ่ 3.2 ตันต่อไร่ต่อปี เมื่อเข้าร่วมโครงการผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ตันต่อไร่ต่อปี คิดเป็น 31% ผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี พื้นที่ 2,756.04 ไร่ ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท คิดเป็นมูลค่า 11,024,000 บาท

4.ราคาเพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมตามมาตรฐาน RSPO จะเพิ่มในกิโลกรัมละ 0.15 บาท ผลผลิตเฉลี่ย 4,200 กิโลกรัมต่อไร่ พื้นที่ 2,756.04 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 1,736,280 บาท

5.เกษตรกรมีการเลี้ยงผึ้งเสริมรายได้ในสวนปาล์ม จำนวน 42 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 6,000 บาทต่อปี คิดเป็นมูลค่า 252,000 บาท

6.มีการเลี้ยงแพะเสริมรายได้จำนวน 8 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น 3,200 บาทต่อครัวเรือนต่อปี คิดเป็นมูลค่า 256,000 บาท

รายงานพิเศษ : นิทรรศการ‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’ รวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243763

รายงานพิเศษ : นิทรรศการ‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’ รวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรัก

รายงานพิเศษ : นิทรรศการ‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’ รวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรัก

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อาจารย์ ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ หนึ่งในคณะจัดงานนิทรรศการ ซึ่งเป็นศิลปินไทยคนแรกที่คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพลายเส้นจาก “อเมริกัน อาร์ติสต์แมกกาซีน” สิ่งพิมพ์ศิลปะชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกาและยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 ศิลปินที่ร่วมแสดงผลงานใน The Metropolitan Museum of Art หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม ร่วมกับ ศิลปาศรี จัดงาน“ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” นิทรรศการที่หลอมรวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นด้วยความรักความศรัทธาจากเหล่าศิลปินเพชรน้ำเอกแห่งวงการศิลปะยุครัตนโกสินทร์ สัมผัสผลงานมาสเตอร์พีชอันทรงคุณค่าโดยศิลปินแห่งชาติ อาทิ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต อ.ประเทืองเอมเจริญ อ.พิชัย นิรันต์ อ.ธงชัย รักประทุม และศิลปินท่านอื่นๆ อีกมากมาย ตื่นตากับผลงานประติมากรเอกของ อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน อ.วัชระ ประยูรคำ อ.นพดล วิรุฬชาตะพันธ์ พร้อมด้วยกลุ่มศิลปินชั้นแนวหน้าที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วาดภาพประกอบอันงดงามในหนังสือพระมหาชนก อาทิ อ.ธีระวัฒน์ คะนะมะ อ.เนติกร ชินโย และอีกมากมาย ในรูปแบบดิจิตอล 3D เทิดพระเกียรติครั้งแรกในเมืองไทย

งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน- 5 ธันวาคม 2559 ณ เอ็มโพเรียม แกลเลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม ภายในงาน ทุกท่านจะได้ยลความงดงามของพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ พระบรมรูปคู่ชิ้นสำคัญที่ได้ถูกอัญเชิญขึ้นเป็นปกนิตยสารดิฉัน ประจำปีพุทธศักราช 2558 ที่จะจัดแสดงที่นี่เป็นครั้งแรก ผลงานของจิตรกรฝีมือฉกาจแถวหน้าของเมืองไทย

ด้าน คุณธีร์ นันทวริศ อีกหนึ่งในคณะจัดงานนิทรรศการ สถาปนิกหนุ่มไฟแรง ที่หันมาสนใจโลกภาพยนตร์ CG ดิจิตอล ฝากผลงานโฆษณาระดับอินเตอร์มาแล้วมากมาย และยังสร้างผลงาน 3D เฉลิมพระเกียรติพระประวัติถวายแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ชุด เฉลิมพระชนมายุ 100 พรรษา เป็นพุทธบูชาอันงดงามตราตรึง กล่าวว่า ภายในงานนอกจากการแสดงนิทรรศการจากศิลปิน ชั้นแนวหน้าแล้ว ผมจะมีการนำผลงานศิลปะของเหล่าศิลปินมาร่วมถ่ายทอดในรูปแบบ ดิจิตอล 3 มิติ ที่ผสานกับผลงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมเป็นครั้งแรกในเมืองไทยในชื่อ “พระผู้เป็นที่รัก” จัดเป็นไฮไลท์ของงาน ซึ่งนิทรรศการครั้งนี้ จะสร้างประวัติศาสตร์เนรมิตผลงานดิจิตัล ด้วยการนำผลงานศิลปกรรมอันล้ำค่าผสมผสานเข้ากับผลงาน 3D แอนิเมชั่น แสง สี เสียง ฉายลงบนสถาปัตยกรรม บนพื้นที่ขนาด 3,500 ตารางเมตร ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม และ ดิเอ็มควอเทียร์ พร้อมร่วมสำนึกรักร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี”เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกันเวลา 19.00 น. บรรเลงเพลงโดย ศิลปิน วีทรีโอและ วงออเคสตร้า

โอกาสเดียวกันนี้ ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นเกียรติในนิทรรศการอันทรงคุณค่า “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์Forever in our Heart; Forever our King” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนแด่มูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อถวายความจงรักภักดี แสดงความรักความสามัคคี และหลอมรวมจิตใจของเราให้เป็นหนึ่งเดียว แด่ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม 2559 นี้ ณ เอ็มโพเรียม แกลเลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม

รายงานพิเศษ : มองคนรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของผู้ที่จะสืบทอดอดีตให้คงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243590

รายงานพิเศษ : มองคนรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของผู้ที่จะสืบทอดอดีตให้คงอยู่

รายงานพิเศษ : มองคนรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของผู้ที่จะสืบทอดอดีตให้คงอยู่

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในวิถีแห่งธรรมชาติ “คลื่นลูกใหม่ย่อมเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่า” ซึ่งไม่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตของมวลมนุษยชาติ “คนรุ่นใหม่ก็ย่อมเข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่า” เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เรื่องราวและภาพที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่อดีต จึงมีอีกมากมายที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยรู้และไม่เคยเห็น

จึงเป็นความพยายามสำคัญอย่างหนึ่งที่คนรุ่นเก่าจะต้องรักษาเรื่องราวและภาพในอดีตให้คงไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของ “วัฒนธรรมประเพณี” ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของการให้ชาติพันธุ์มิให้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปพบเห็นถึงความตระหนักของคนกลุ่มหนึ่ง ที่มองเห็นถึงความสำคัญในการรักษาสิ่งดีงามที่เคยมีอยู่ให้ตกทอดมาถึงคนรุ่นใหม่โดยการจัดกิจกรรมเผยแพร่ ชี้แนะให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปของสถานที่ ของกลุ่มคนในพื้นที่พิเศษจังหวัดน่าน โดยกลุ่มคนดังกล่าวเจาะจงที่จะเผยแพร่ไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ในสถาบันการศึกษาระดับมันสมองของประเทศ ที่กำลังเล่าเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา

ดร.ชุมพล มุสิกานนท์ ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ได้เล่าย้อนหลังให้ฟังว่า สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ได้ดำเนินโครงการสรรค์สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว (Brand Image) ของพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2558ให้นักท่องเที่ยวจดจำภาพลักษณ์พื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ว่าเป็น “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City)ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้และจดจำให้แก่นักท่องเที่ยวได้ถึงร้อยละ 91.73 ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา จึงดำเนินโครงการสรรค์สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว (Brand Image) เมืองเก่าน่านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยาย การสร้างสรรค์กิจกรรมไปยังสถาบันอุดมศึกษาเพราะได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้มีโอกาสเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมแนะนำการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านซึ่งในปีนี้ได้จัดกิจกรรมแนะนำการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านในสถาบันอุดมศึกษาขึ้นใน4 ภูมิภาค คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีธรรมราช,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา จ.ชลบุรี,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรุงเทพฯและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ได้แก่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศได้เข้าใจและทราบลักษณะสำคัญที่แตกต่างระหว่างการท่องเที่ยวทั่วไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่เหล่านี้ จะเป็นกำลังหลักสำคัญในการช่วยพัฒนาการท่องเที่ยว ให้ไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

คาดหมายว่าหลังจากกิจกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว เรื่องราวภาพในอดีตของจังหวัดน่านจะฝังอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นใหม่ตลอดไป แม้คลื่นลูกใหม่จะเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่าแต่ความทรงจำอันดีที่เคยมีอยู่ก็จะไม่สูญหายไปตามกระแสคลื่นด้วย

ชนิตร ภู่กาญจน์

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 07:20 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519058

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) รณรงค์จัดกิจกรรม “ปลูกดาวเรืองด้วยใจถวายพ่อ” เชิญชวนประชาชนทั่วทั้งประเทศหลอมรวมใจพร้อมเพรียงกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ด้วยการเพาะปลูกดอกดาวเรือง รวมถึงดอกไม้สีเหลืองชนิดต่างๆ เพื่อให้บานสะพรั่งพร้อมกันในเดือน ต.ค.นี้ ทั่วดินแดนที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรทุกหมู่เหล่าแม้กระทั่งในถิ่นทุรกันดาร

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีและแสดงความอาลัย ด้วยการร่วมกันปลูกต้นดอกดาวเรืองให้บานพร้อมกันทั่วประเทศ และปลูกต่อเนื่องไปตลอดก็ทำได้เช่นกัน ไม่จำกัดว่าต้องเฉพาะภายในเดือน ต.ค. เท่านั้น

ทั้งนี้ ทางสำนักสิ่งแวดล้อมได้เตรียมเพาะดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองชนิดอื่นๆ อาทิ ทานตะวัน ดาวกระจาย กระดุมทอง และทองอุไร ประมาณ 4 แสนต้น เพื่อนำมาใช้ประดับตกแต่งสถานที่สำคัญ รวมถึงสวนสาธารณะของกรุงเทพฯ ได้เตรียมปลูกดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองอีกกว่า 5 หมื่นต้นด้วย

กิจกรรมนี้ทำให้ประชาชนพร้อมใจกันฝึกฝนทดลองปลูกต้นดอกดาวเรือง ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกให้เติบโตได้ เนื่องจากต้องอาศัยทักษะความรู้ในการเพาะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ด้วย

พัชรียา บุญกอแก้ว อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แนะวิธีการปลูกดอกดาวเรืองให้เจริญเติบโตแข็งแรง ต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างถูกวิธีในวัสดุเพาะปลูก อาทิ พีทมอส ขุยมะพร้าวคลุกทราย แกลบ นำมาใส่ไว้ในถาดหลุม หรือตะกร้า วัสดุที่หาได้ง่ายภายในบ้านเรือน ทำการเจาะหลุมลึกประมาณ 1 เซนติเมตร วางเมล็ดโดยให้ด้านสีดำอยู่ด้านล่างสุด จากนั้นกลบเมล็ดเบาๆ บางๆ อย่าฝัง เพื่อให้ลำต้นแตกหน่อดันดินออกมาได้

วิธีการรดน้ำควรรดให้นุ่มนวลที่สุด หากใช้สายยางฉีดโดยตรงจะทำให้เมล็ดกระเด็นเสียหาย ดังนั้นควรมีที่ฉีดสเปรย์และคอยพรมน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนนำถาดเพาะเมล็ดมาวางไว้ให้รับแสงแดดประมาณ 50% สลับที่ร่มใช้ระยะเวลา 2-3 วัน เมล็ดดอกดาวเรืองจะเริ่มแตกหน่อเป็นต้นกล้าให้เห็น

เมื่อต้นกล้าอายุได้ 12-15 วัน จะเริ่มเห็นใบจริง 1-2 คู่ใบ ทำให้การย้ายต้นกล้าลงในถุงขนาด 4-6 นิ้ว หรือกระถางขนาด 6-8 นิ้ว หากย้ายไปไว้ในถุงที่มีขนาดเล็กจะส่งผลให้ต้นไม้ขนาดเล็ก ดอกเล็กตามไปด้วยไม่สวยงาม วัสดุที่ใช้สำหรับปลูก เช่น กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว แกลบ และดินผสม อัตราส่วน 1/1/1 ซึ่งหากใช้เพียงกาบมะพร้าวจะทำให้ต้นไม้โทรมเร็ว ดังนั้นต้องมีดินผสมอยู่ด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและวางประดับได้นาน จากนั้นเริ่มต้นใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-20 ในปริมาณ 2 กรัม/น้ำ  1 ลิตร ค่อยๆ ดูแลต้นกล้าเพราะเขายังอ่อนแอมาก

การดูแลต้นดาวเรืองหลังนำมาปลูกในกระถางต้องใส่ปุ๋ยเม็ดละลายช้า ประมาณ 10 เม็ด/ต้น เพื่อให้ต้นไม้ค่อยๆ กินปุ๋ยวันละน้อยอย่างต่อเนื่องใช้สูตร 14-14-14 หรือสูตร 16-16-16 ปุ๋ยเหล่านี้หาซื้อได้ทั่วไป

“ขอเน้นย้ำว่าขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ปลูกได้สำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับช่วงของการย้ายต้นกล้า โดยเมื่อเพาะเมล็ดออกมาแล้วได้ต้นที่ยืดยาวมาก ต้องคอยกลบดินเข้าหาลำต้น เพื่อทำให้ใบเลี้ยง ลักษณะใบคู่กลมๆ ลอยอยู่เหนือผิวดินเล็กน้อย วิธีการนี้ทำให้ลำต้นไม่โยกเยกหรือหักล้ม และวางต้นดาวเรืองให้รับแสงแดดตอนเช้าจะดีที่สุด ไม่ควรวางต้นไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ให้วางไว้ในบริเวณที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดในตอนบ่าย พร้อมกับรดน้ำช่วงเช้าและเย็นทุกวันอย่าให้วัสดุปลูกแห้งขาดน้ำ”พัชรียา กล่าว

ระหว่างนี้ขั้นตอนการดูแลให้ต้นไม้มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการให้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0  ประมาณ 1.5 กรัม ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทุก 4-5 วันจะทำให้ลำต้นและใบมีสีเขียวสดใสสลับกับการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ในอัตรา 2 กรัม/ต้น โรยรอบต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง ร่วมกับการให้แคลเซียมโบรอนอัตรา 1-2 มิลลิลิตร/ลิตร ทุกสัปดาห์มีประโยชน์ทำให้พืชแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย

พัชรียา กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนปลูกดอกดาวเรืองได้ไม่ค่อยสวยงาม ส่วนมากพบว่าลำต้นสูง ไม่แตกเป็นพุ่มเหมือนตามร้านขายต้นไม้ เกิดจากขั้นตอนสำคัญที่ลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด คือ “เทคนิคการเด็ดยอด” โดยเด็ดยอดอ่อนออก 1 คู่ใบ เพื่อทำให้ตาข้างของดาวเรืองแตกออกมาอีกกิ่งหนึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนดอกให้ต้นไม้ ไม่ทำให้ลำต้นสูงขึ้นอย่างเดียว และได้ดอกไม้ที่มีคุณภาพสวยงามมากที่สุด

สำหรับวิธีป้องกันแมลง อาทิ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน แมลงปากดูด หนอนกินใบ อาจใช้ยากำจัดแมลงชนิดเม็ดได้สักเล็กน้อย แต่ทางที่ปลอดภัยที่สุดควรให้ความใส่ใจตรวจสอบอยู่เสมอ ส่วนหอยทากที่มักมีพฤติกรรมชอบกัดกินต้น หากพบเห็นควรรีบจับออกจากบริเวณนั้นทันที ต่อมาเรื่องของโรคใบจุดมักพบในช่วงฤดูฝน มีอาการใบจุดสีขาวแห้ง ต้องรีบเด็ดออกไปทิ้งให้ห่างป้องกันการระบาดสู่ต้นอื่น

“สิ่งสำคัญอย่างสุดท้ายคือ ความสม่ำเสมอในการให้ปุ๋ยควรให้น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ดีกว่าให้ครั้งละมากๆ จะทำให้ต้นดาวเรืองตาย หากมีความเข้าใจในการปลูกดาวเรืองก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงอยากให้ประชาชนทุกคนร่วมกันทดลองปลูกบ้านละ 1-2 ต้น เพราะถ้าเราได้เห็นดาวเรืองที่ปลูกเองกับมือออก ดอกสวยงามจะมีกำลังใจและคุ้มค่าการรอคอย เพื่อถวายแด่พ่อหลวง ร.9”พัชรียา กล่าว

 

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518737

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

อากาศที่ร้อนอบอ้าว และสุ่มเสี่ยงที่ ฟ้าฝนจะเทลงมา มิใช่อุปสรรคสำหรับอีกหลายหมื่นชีวิตในชุดสีดำ ที่ตั้งใจและตั้งมั่นต่อแถวระยะทางยาวหลายกิโลเมตรบริเวณด้านนอกพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “พ่อหลวง” พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เสียงป่าวประกาศจากเจ้าหน้าที่ผ่านโทรโข่งให้ทุกคนอดทน และแน่นอนว่าจะได้เข้าไปกราบพระบรมศพในวันสุดท้ายนี้ทุกคน ขณะเดียวกันเหล่าบรรดาจิตอาสาก็แข็งขัน เดินแจกจ่ายอาหารของว่างให้กับผู้ที่ยืนต่อแถวเข้ากราบพระบรมศพอย่างไม่ย่อท้อ

หากนี้คือภาพที่แสดงออกถึงความรักให้กับใครสักคน ความรักนี้ก็คงงดงามและยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเปรียบ

เสียงสะอื้นผ่านน้ำที่คลอในเบ้าตาของ รัตนา พุ่มทรัพย์เจริญ แม่บ้านจาก จ.นนทบุรี หญิงวัยกลางคนที่มาต่อแถวตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ให้กราบพระบรมศพวันสุดท้าย เธอตั้งใจว่าจะต้องเข้ากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้รัตนาจะมีอุปสรรคทางสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

“เป็นไงเป็นกัน จะเป็นลมก็ต้องเอาให้ไหวเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาตั้งใจว่าจะมาแต่ก็ไม่สบาย สุดท้ายกินยาเข้าไปและเดินทางออกจากบ้านมาที่สนามหลวง” รัตนา เผยความในใจ และแน่นอนว่าเธอรู้สึก “ใจหาย” และบอกไม่ถูกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย ขณะที่วันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ต.ค.นี้นั้น รัตนาก็จะมาอีกครั้งเพื่อส่งพ่อขึ้นสวรรค์

ความรู้สึกต่างๆ ของผู้คนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน แม้ใบหน้าที่พูดคุยระหว่างกันจะเติมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คำขอบคุณ และการเอื้ออารีช่วยเหลือระหว่างกัน หากแต่ความรู้สึกภายในใจของแต่ละคน กลับเต็มไปด้วยความเศร้า

วิฑูรย์ พรหมวิทย์ ในวัย 52 ปี นั่งพักเหนื่อยริมฟุตปาทหน้ากองสลาก หลังใช้เวลาต่อแถวตั้งแต่เช้ามืดและได้เข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นครั้งแรกของเขา วิฑูรย์ เผยความรู้สึกที่เลือกมากราบพระบรมศพวันสุดท้ายเพราะต้องการจารึกไว้กับความรู้สึกของตัวเองไปตลอดกาล

การเดินทางคนเดียวมาจาก จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วานซืน ความในใจที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานบอกพระองค์ท่านขณะที่ก้มกราบ คือ จะทำความดีดั่งคำที่พ่อสอนไปจนวันตาย

“ใจหายอย่างมาก ทุกวันคืนนับตั้งแต่พระองค์เสด็จสวรรคตความรู้สึกผ่านไปเกือบหนึ่งปีก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่มาวันนี้ใจหายจริงๆ เพราะเราคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำงานหนักเพื่อคนไทย สิ่งนี้จะคอยย้ำเตือนให้ผมได้คิดถึงพระองค์ท่าน และทำให้พระองค์ท่านไม่ได้จากคนไทยไปไหนเลย” วิฑูรย์ เล่าจากความรู้สึก

อนงค์ทิพย์ แสงสุข ประชาชนจากทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ที่วันนี้เดินทางมากราบพระบรมศพร้อมลูกสาว ขณะที่อนงค์ทิพย์เดินทางมากราบพระองค์ท่านแล้วถึง 3 ครั้ง แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย แต่ใจที่สู้และอดทน และต้องการให้ลูกสาวได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ จึงตัดสินใจเดินทางมาในวันสุดท้าย

อนงค์ทิพย์ เล่าว่า พระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน และวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กับพระองค์ท่าน แต่เราจะอยู่กับพระองค์ท่านไปตลอดแน่นอน

“คุณดูสิ ในวันเก่าๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ก็มีคนมารอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก วันนี้เมื่อพระองค์จากไปประชาชนคนไทยก็ไม่ได้จากไปไหน ยังคงมารวมกันมากมายเหมือนวันที่พระองค์ยังอยู่ นั่นหมายถึงว่าพระองค์ท่านมีคนไทยที่รักพระองค์ไปตลอดกาล” อนงค์ทิพย์ เล่า

แม้แถวที่ประชาชนยืนรอกันจะยาวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุแตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมา และไม่มีท่าทีจะทุเลาแม้แต่นิด แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็ไร้ค่า และไม่สามารถทำให้ประชาชนที่รักในพระองค์ท่านที่ต้องการเข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้ายย่อท้อแม้แต่น้อย

ขณะที่คนหนุ่มสาวที่เดินทางมาร่วมกราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้ายต่างใช้สิทธิลาพักร้อนจากที่ทำงาน เพื่อมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความตื้นตัน และเศร้าเสียใจที่ต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า จากนี้จะไม่ได้เข้าใกล้พระองค์ท่านอีกต่อไปแล้ว

จากสีหน้าของ นฤมล กองชัยทรัพย์ พนักงานสาวออฟฟิศในวัย 30 ปี เธอยิ้มแย้มต้อนรับการสนทนาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกของเธอที่มากราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าเธอก็เปลี่ยนแปลงไป

ความเศร้าสร้อยมาเยือนผ่านนัยน์ตา และสะท้อนผ่านความรู้สึกด้วยเสียงที่สั่นเครือ นฤมล หากคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านแล้ว เราจะไม่ได้มากราบพระองค์อีกแล้ว ความรู้สึกนี้มันก็สร้างความทุกข์ให้กับเราอย่างมาก เพราะเรารักพระองค์ท่านอย่างไม่มีข้อสงสัย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยมาตลอดเวลา สิ่งนี้ยิ่งทำให้เรารู้สึกหวงแหนพระองค์และไม่อยากคิดว่าพระองค์จากไปแล้ว แม้จากวันที่เสด็จสวรรคตจนถึงวันนี้จะผ่านพ้นมาเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

“สิ่งที่พอจะทำให้เราหรือคนไทยเดินหน้าต่อไปได้คือปฏิบัติตามคำสอนของพ่อหลวงของเรา ท่านไม่เคยสอนเราในเรื่องไม่ดี ทุกอย่างที่พระองค์ทรงสอนและทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้น มากราบพระองค์ท่านในวันนี้ก็เพื่อจะบอกท่านว่าเราจะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี ทั้งจากนี้และตลอดไป” นฤมล เผยความรู้สึกสุดท้ายที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเดินทางมากราบแล้วถึง 9 ครั้ง

เสียงโทรโข่งยังคงป่าวประกาศจากตำรวจให้ทุกคนที่ต่อแถวด้วยความอดทน จิตอาสาก็ยังเดินหน้านำน้ำ อาหาร ขนมอย่างไม่ย่อท้อ นำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ตั้งใจแน่วแน่ในการเข้ามา กราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย ประชาชนต่างทยอยเดินตามแถวที่เคลื่อนไปเบื้องหน้าด้วยเป้าหมายเดียวกัน

แต่เหนืออื่นใด ก็ด้วยความรู้สึกที่สื่อถึง “พ่อหลวง” ของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นที่คนไทยทุกคนรัก ด้วยใจที่สะท้อนว่าพระองค์ยังไม่ได้จากไปไหน แต่ยังคงอยู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน

 

กราบถวายบังคมพระบรมศพวันสุดท้าย “เกิดชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์อีก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 21:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518637

กราบถวายบังคมพระบรมศพวันสุดท้าย "เกิดชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์อีก"

5 ต.ค. วันสุดท้ายที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยท้ายแถวยาวไปจนถึงสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กระนั้นตลอดทั้งวันพสกนิกรชาวไทยยังคงเดินทางมาอย่างล้นหลามและต่อเนื่อง ทั้งหมดล้วนไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากไม่ว่าจะแดดออกหรือฝนตกแค่ไหนก็ตาม

โดย…อดิศร เงสันเทียะ

โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ความรู้สึกของประชาชนที่ต่อแถวรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง

นางถวิล อาจภักดี อาชีพแม่บ้าน อายุ 49 ปี จังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า พระองค์ท่านทรงทำให้เราทุกคนมีกินมีใช้มาจนทุกวันนี้ ทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งและอยากให้คนไทยทุกคนรักกัน รักพระองค์ท่าน รักประเทศชาติ ทั้งนี้ในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง ก็ยืนยันจะมาที่สนามหลวงอีกครั้งแน่นอน

นางนงรักค์ สุขขา อาชีพเย็บผ้า อายุ 56 ปี ชาวนครศรีธรรมราช บอกว่า นี่เป็นครั้งที่ 12 ที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ แม้ว่าระยะเวลาในการเข้าแถวรอจะใช้เวลานานซึ่งแต่ละครั้งไม่ต่ำว่า 5 ชั่วโมง แต่ความรู้สึกทุกครั้งก็เหมือนเช่นเคยคือรู้สึกขนลุก ปลื้มปิติและตื้นตัน คล้ายกับว่าพระองค์ท่านรับรู้ว่าประชาชนของพระองค์มาเข้าเฝ้า และช่วงวันพระราชพิธีจะเดินทางมาที่สนามหลวงแน่

นางรัชนี ญาณสุคนธ์ อายุ 56 ปี และ นางทิพวลัย ลักษณะภู่ อายุ 52 ปี ทั้งคู่เดินทางมาจากอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า มาที่สนามหลวงนับครั้งไม่ถ้วนแต่ในช่วงที่ขยายเวลา 5 วันสุดท้าย ได้เดินทางมาเข้ากราบพระบรมศพทุกวัน แม้ว่าจะมีอาการไม่สบายอยู่บ้าง แต่ไม่เคยย่อท้อกับความยากลำบากในการต่อแถว

นางรัชนี บอกว่า การเข้าแถวจะใช้เวลานานเป็นบางวัน แต่ที่นานที่สุดเท่าที่เคยรอ คือตั้งแต่ 12.00 – 04.00 น. รวมแล้วราวๆ 15 ชั่วโมง ขณะที่นางทิพวลัย กล่าวถึงความรู้สึกว่า อยากร้องไห้ทุกครั้งที่ได้เข้าไป ยังรู้สึกใจหายเพราะเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่จำความได้เป็นความผูกพันทางจิตใจ แรกๆ ทำใจไม่ได้ แทบสติแตกต้องเดินทางมาเฝ้าทุกวัน ทั้งนี้ทั้งคู่ย้ำว่าจะมาอีกครั้งในวันที่ 26 ตุลาคม

“ทุกครั้งที่เข้าไปกราบจะอธิษฐานเสมอว่า อยากให้พระองค์ท่านมีความสุขและจะเกิดภพชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์”

ด้านนายสมพงษ์ ดีนอก อายุ 75 ปี อาชีพ คนดูแลรถเช่า บอกว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพ รู้สึกตื้นตันและรู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสแบบนี้ในชีวิต

“อยากให้คนไทยรักกันให้มากกว่านี้ คิดว่าพระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นคนไทยทะเลาะกัน พระองค์ทำให้เราทุกอย่างแล้วต้องตอบแทนท่านบ้าง”

นายสมชัย ทาบทอง อายุ 53 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า ตนเองเดินทางมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพาแม่มาเข้ากราบ แต่ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงจึงไม่มีโอกาสได้พามาอีก ซึ่งตนเองรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้เกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิต และยืนยันอีกเสียงว่าจะมาอีกในวันที่ 26 ตุลาคม

 

นางสาวอาทิมา แสนอุบล อายุ 22 ปี เดินทางมาจากเขตลาดกระบัง กทม. บอกว่า มาเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกใช้เวลาตั้งแต่ 12.00 – 22.00 น. ครั้งที่สอง 04.00 – 15.00 น. แม้จะเป็นเวลาที่นานเพียงใด แต่ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะตั้งใจมาด้วยใจจริง

“อยากให้ทุกคนนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พระองค์ท่านจะต้องภูมิใจที่คนไทยไม่ฟุ่มเฟือยและมีกินมีใช้ในอนาคต”

นางสาวเยาวลักษณ์ อัมหิรัญ อายุ 39 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เดินทางมาจากปากเกร็ด นนทบุรี เข้ากราบพระบรมศพกว่า 5 ครั้ง แรกเริ่มนั้นทำใจไม่ได้ แต่พอได้ศึกษาทางพุทธศาสนาจึงตระหนักได้ว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงพอเริ่มทำใจได้บ้าง อีกทั้งยังคิดว่าพระองค์ท่านเหนื่อยเพื่อคนไทยทั้งประเทศมาตลอด อยากให้พระองค์ท่านได้สุขสบายเสียที

“จริงๆ พระองค์ท่านไม่ได้ไปไหนหรอก พระองค์ท่านอยู่ในใจเราตลอดเวลา”

ด้านนายหิรัญ ป้องกัน อาชีพ ขับแท็กซี่ อายุ 46 ปี เป็นชาวนครศรีธรรมราช เล่าว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปกราบพระบรมศพ เนื่องจากก่อนหน้านี้กราบอยู่เพียงภายนอกเท่านั้น ซึ่งมาเข้าแถวตั้งแต่ 06.00 จนถึง 14.00 น. จึงได้เข้ากราบพระบรมศพ

นายหิรัญ ยังบอกอีกว่า รู้สึกผูกพันและสรรเสริญพระองค์ท่านเหนือสิ่งอื่นใด ตนเองมักชอบดูสารคดีที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้ว่าพระองค์ท่านดีกับคนไทยเพียงใด

“ผมคิดว่าเราเป็นประชาชนธรรมดานะ เท่าที่ผมทราบนะตั้งแต่มีกษัตริย์มาก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เข้าไป พึ่งจะมีรัชกาลที่ 9 นี่แหละ มีโอกาสได้เข้าไปก็เข้า แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ ทำความดีถวายท่านก็ได้ครับ แต่ผมก็ดีใจที่ได้มาครับมันเป็นความตั้งใจของผมจริงๆ ”

ท้ายที่สุด พสกนิกรที่เดินทางมากราบถวายบังคมครั้งนี้ ต่างยืนยันว่าจะเดินทางมาที่สนามหลวงในวันที่ 26 ต.ค.นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นมิ่งขวัญของคนไทยทั้งชาติ

 

“จากวันแรก-วันสุดท้าย” ชีวิต12เดือน ของ”วศิน ดำรงรัตน์” จิตอาสาเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 19:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518633

"จากวันแรก-วันสุดท้าย" ชีวิต12เดือน ของ"วศิน ดำรงรัตน์" จิตอาสาเพื่อพ่อ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี แม้หัวใจคนไทยจะแตกสลาย แต่อีกมุมกลับเห็นความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่และน้ำใจคนไทย ที่หลั่งไหลออกมาช่วยเป็นจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลังจากตัดสินใจเริ่มต้นทำหน้าที่จิตอาสาตั้งแต่ 14 ต.ค. 2559 “วศิน ดำรงรัตน์” ก็ได้ทำหน้าที่มาตลอดจวบจนถึงปัจจุบัน

เขาเป็นจิตอาสาโรงทานเต้น ๙  แม้บ้านจะอยู่ในพื้นที่เขตบางนา แต่ก็ออกมาช่วยงานทำอาหารแจกของที่โรงทาน ณ ท้องสนามหลวงทุกวัน

เขาเล่าว่า จุดเริ่มต้นการทำหน้าที่นี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี เริ่มจากช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค.2559 ตอนนั้นไปช่วยแจกของผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่พอตกบ่ายทราบข่าวว่าพระองค์มีพระอาการไม่ดี จึงรีบขับรถมาที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรอเฝ้าฟังพระอาการพร้อมกับสวดมนต์ แต่พอวินาทีที่ประกาศแถลงการณ์สวรรคต ขณะนั้นหัวใจเหมือนแตกสลาย กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว

หลังจากตั้งสติได้ก็คุยกับเพื่อนๆว่า อยากที่จะทำอาหารมาแจกประชาชนที่มาเฝ้ารอขบวนเคลื่อนพระบรมศพ เพราะคิดว่าตอนนั้นวันแรกอาหารและน้ำดื่มน่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็น จึงได้ทำข้าวกระเพรามาแจก ซึ่งเป็นเมนูที่ง่าย หลังจากวันนั้นก็ทำข้าวมาแจกเรื่อยๆ วันละประมาณ 3 หมื่นกล่อง เมื่อผ่านไปหนึ่งสัปดาห์จึงมาตั้งโรงทานที่สนามหลวง

วศิน บอกว่า อาหารที่ทำในแต่ละวันมีจำนวนมาก แต่เมนูก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไป อาทิ ข้าวผัด กระเพรา ไข่พะโล้ จับฉ่าย แล้วแต่วัตถุที่ได้รับบริจาคมา ตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะต้องเดินทางจากบ้านพักที่บางนามาทุกเช้า เพื่อมาทำและแจกอาหารทั้งวันไม่ได้หยุด แต่เมื่อคิดว่าทำอาหารเลี้ยงลูกและแขกของพ่อ ก็หายเหนื่อย

“มาถึงตอนนี้ 300 กว่าวันที่ได้ทำมา ผมรู้สึกภาคภูมิใจแม้บางครั้งใช้เงินเก็บที่มีอยู่มาช่วย แต่ก็รู้สึกอิ่มใจ เพราะทำแล้วมีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ ไม่ได้อยากได้หน้า คิดว่าทำให้ประชาชนของท่าน เป็นทางเดียว ที่จะตอบแทนพระคุณพระองค์ ที่ทำให้พวกเรามามากมาย”

จิตอาสา รายนี้ บอกว่า แม้หลังจากนี้จะไม่ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารในโรงทานเนื่องจากสำนักพระราชวังได้ปิดการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพแล้ว แต่ใจหนึ่งยังคงอยากทำต่อไปไม่ขอเลิก

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงทำงานหนักเพื่อประชาชนมาโดยตลอดไม่ว่าสภาวะใดเพื่อให้ประชาชนได้อยู่ดีมีสุข ทำให้ผมได้น้อมนำหลักการทำงานของพระองค์มาปรับใช้ คือ ไม่ว่าต้องผ่านอุปสรรคมากมายเพียงใด หากใช้ความพยายาม ความเพียร และความอดทนไม่ว่าปัญหาหนักแค่ไหนก็จะผ่านไปได้”

“ผมอยากจะให้คนไทยรักสามัคคีช่วยกัน ลดความเห็นแก่ตัว ทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้น

“พระองค์ท่าน วางแผนที่ไว้แล้ว เหลือแต่ตอนนี้เราต้องสานต่อ เพื่อไม่ทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงทำมาสูญเปล่า”จิตอาสาารายนี้กล่าว