รายงานพิเศษ : พด.หนุนจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/278099

รายงานพิเศษ : พด.หนุนจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : พด.หนุนจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ชาวสุโขทัย เปิดเผยว่า ได้ศึกษาและทดลองการดำเนินกิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรกทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก และดูแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ในแปลงของตนเอง เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

การผลิตลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้ต่อเนื่องและยั่งยืน เน้นการทำการเกษตรปลอดสารพิษ มีการใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากกลุ่ม ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่สำคัญมีบ่อเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคและเพื่อการเกษตรได้ตลอดปีปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้แปลงไร่นาสวนผสมตัวอย่างของเกษตรกรในชุมชนและข้างเคียง และได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชนอีกด้วย

“เราต้องเปลี่ยนเรือกสวนไร่นาให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้า เพื่อให้คนมาเดินซื้อหาได้เอง เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการเก็บ และเสียเวลาในการนำผลผลิตออกไปขาย โดยได้มีการจัดสรรที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ประมาณเกือบ 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ทำนาข้าว 20 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นสวนผสม ปลูกผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ ไผ่ ขุดบ่อเลี้ยงกบ หอยขม ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาบึก ปลาแรด ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาคาร์พ สระบัว ผักบุ้ง รวมทั้งเลี้ยงห่าน นกกระทา ไก่ไข่ ไก่พันธุ์สวยงาม เช่น ไก่ญี่ปุ่น ไก่มินิโคชิน ไก่ซิลกี้ ไก่อียิปฟายูมิ ไก่เหลืองหางขาวไก่บาร์ม่า ไก่โปรแลน ไก่ดำมองโกลเลียไก่ไข่เล็กฮอนขาวหงอนจักร และไก่ไข่บาร์พลีมัทล็อค นอกจากนี้ยังมีเลี้ยงปูนาในวงบ่อกิ้งกือ-ไส้เดือนไว้ผลิตปุ๋ย และเลี้ยงมดแดงบนต้นมะม่วง” นายสุทิน กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมฯเร่งปฏิรูปภาคการเกษตร ก้าวสู่‘SMART AGRICULTURE’รองรับเกษตรยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277710

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมฯเร่งปฏิรูปภาคการเกษตร ก้าวสู่‘SMART AGRICULTURE’รองรับเกษตรยุคไทยแลนด์ 4.0

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมฯเร่งปฏิรูปภาคการเกษตร ก้าวสู่‘SMART AGRICULTURE’รองรับเกษตรยุคไทยแลนด์ 4.0

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งปฏิรูปภาคการเกษตรรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต วางแนวทางปั้น Smart Officer เน้นส่งเสริม
เจ้าหน้าที่ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการทำเกษตรในยุคไทยแลนด์ 4.0

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยจะก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะผู้ขับเคลื่อนงานหลักในพื้นที่การเกษตร วันนี้เราพร้อมแล้วสิ่งที่ต้องเน้นคือเรื่องการพัฒนาสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” ผ่านการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญ มุ่งปฏิรูปภาคการเกษตร ก้าวสู่ SMART AGRICULTURE “การเกษตรไทยมีศักยภาพ ภายใต้จุดแข็ง มีกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรชัดเจน พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร” ผ่านการปรับระบบการทำงานของนักส่งเสริมการเกษตรทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เรามีสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ มีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ที่เป็นหน่วยบริการในพื้นที่การเกษตร 50 แห่งทั่วประเทศ และที่สำคัญกรมส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีฐานข้อมูลที่ทันสมัย รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้บริการฉับไวและมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล ทั้งต่อตัวเกษตรกร และต่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร มีผลงานเป็นที่ตั้ง ส่งเสริมแบบใช้ตลาดนำการผลิต และตอบสนองความต้องการของตลาด มุ่งเพิ่มผลผลิตคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart farmer และต้องยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้านการพัฒนาการเกษตรเน้นไป ที่ Smart Farmer และ Young Smart Farmerการพัฒนาเกษตรกร ถือเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกรมส่งเสริมการเกษตรคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรแนวทางการพัฒนาคือ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเสริมสร้างให้เกิดความภาคภูมิใจและความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตรบริหารจัดการแรงงานภาคการเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อทดแทนแรงงานอย่างเป็นระบบรองรับสังคมเกษตรสูงอายุ

นอกจากการสร้างและพัฒนา Smart Farmer แล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้สร้างและพัฒนา Young Smart Farmer เพื่อเป็นบุคลากรที่สำคัญในภาคการเกษตร เพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ เข้าร่วมโครงการ 9,116 ราย และผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer 5,477 ราย ซึ่งเกษตรกรรุ่นใหม่ จะต้องสามารถเป็นผู้นำทางการเกษตร มีความภาคภูมิใจในอาชีพพึ่งพาตนเองได้ และเป็นที่พึ่งให้แก่เพื่อนเกษตรกรได้ฯ ได้สร้าง Future DOAE (นักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่ จำนวน 300 คน ทั่วประเทศ)เพื่อเป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตร ทันต่อสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ผ่านการปรับระบบการทำงานของนักส่งเสริมการเกษตรทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภายใต้โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”โดยการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติที่สำคัญ ได้แก่ 1.เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่สินค้าเชิง นวัตกรรม 2.เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศที่เดิมขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 3.เปลี่ยนจากการเน้นผลิตสินค้าไปสู่ภาคบริการมากขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาเรื่องของระบบสารสนเทศอยู่ตลอดมา เพราะจะสามารถเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ทำให้เข้าถึงหน่วยงานของเราได้ง่ายขึ้น แม้เราจะมีคนอยู่ทั่วทุกพื้นที่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ วันนี้มี แนะนำให้เกษตรกร รู้จัก Application 3 ตัว ที่สำคัญได้แก่ Application “DOAE Farmbook” เป็น Application อีกอันที่เหมาะกับเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยจะรายงาน ผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งสามารถลงทะเบียนขอรับบริการได้ทาง online โดยการ Log In เข้าระบบผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือซึ่งผู้ใช้ จะสามารถเรียกดูข้อมูลได้ เสมือนมีสมุดทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งเป็นช่องทางในการแจ้งข้อมูลข่าวสาร ผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งกรณี การเกิดภัยต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติ หรือ ภัยศัตรูพืช

“แอพพลิเคชั่น “DOAE Smart Check”เป็น Application ที่สามารถแจ้งเตือนข้อมูลแปลงกิจกรรมการเกษตร โดยบอกสถานะอัพเดท ขั้นตอนการขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และ สามารถแจ้งเตือนข้อมูลสิทธิประโยชน์และโครงการภาครัฐ อย่างรวดเร็วและตรงตัวเกษตรกรตามครัวเรือนการเกษตรแอพพลิเคชั่น “Protect plants”เป็น แอพพลิเคชั่นที่รวบรวมการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช การวินิจฉัยโรคและแมงศัตรูพืชเบื้องต้นตามชนิดอาการ และตามชนิดพืช การพยากรณ์อากาศ และการพยากรณ์เตือนโรคระบาด ทั้ง 3 App นี้ ดาวน์โหลดฟรี ทั้ง ระบบ android และ iOS” นายสมชาย กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : หมอดินชวนปลูกหญ้าแฝก8.9ล้านกล้า ถวายพ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277537

รายงานพิเศษ : หมอดินชวนปลูกหญ้าแฝก8.9ล้านกล้า ถวายพ่อแห่งแผ่นดิน

รายงานพิเศษ : หมอดินชวนปลูกหญ้าแฝก8.9ล้านกล้า ถวายพ่อแห่งแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรมที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ดังนั้น การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จึงถูกหยิบยกมาเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงบำรุงดินอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆ ทำการศึกษาวิจัยถึงคุณประโยชน์ของหญ้าแฝก โดยมีพระราชดำริตอนหนึ่งว่า

“…ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม…”

หญ้าแฝก เป็นพืชมหัศจรรย์แห่งการอนุรักษ์ดินและน้ำ พืช มีระบบรากที่ลึก แพร่กระจายไปในดินโดยตรง ซึ่งถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผืนดิน เปรียบเสมือนเป็นกําแพงดินธรรมชาติ ป้องกันการพังทลายของดิน ป้องกันดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี สามารถกักเก็บน้ำและความชื้นได้ ระบบรากหยั่งลึก 1.5-3 เมตร และแผ่ขยายกว้างเพียง 50 เซนติเมตร รอบกอเท่านั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง สามารถนำไปปลูกบนพื้นที่สองข้างรอบขอบคลองชลประทาน อาทิ อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ขอบตลิ่ง คอสะพาน ไหล่ถนน เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สำรวจเก็บตัวอย่างหญ้าแฝกที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 112 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ หญ้าแฝกลุ่มและหญ้าแฝกดอน โดยแนวกอหญ้าแฝกจะช่วยกักเก็บตะกอนดินที่ถูกน้ำพัดมา ตะกอนทับถมจะถูกพัฒนาเป็นคันดินธรรมชาติ ช่วยลดความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า ช่วยให้น้ำซึมลงในดินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการปลูกหญ้าแฝกในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไป เช่น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน ควรปลูกตามแนวระดับขวางความลาดเทในต้นฤดูฝน โดยการทำแนวร่องปลูกตามแนวระดับใช้ระยะปลูก 5 เซนติเมตร ระยะห่างแถวตามแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร การปลูกหญ้าแฝกเพื่อคุมร่องน้ำและกระจายน้ำ โดยควรปลูกหญ้าแฝกพาดขวางร่องน้ำ และทำการขุดหลุมปลูกขวางร่องน้ำเป็นแนวตรงหรือแนวหัวลูกศรชี้ย้อนไปในทิศทางที่น้ำไหล อาจจะใช้กระสอบทราย หรือก้อนหิน ช่วยคันเสริมฐานให้มั่นคงตามแนวปลูกหญ้าแฝก ระยะห่างต่อต้น 10 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแนวปลูกหญ้าแฝกตามแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร โดยควรปลูกหญ้าแฝกต่อจากแนวคันดินกั้นน้ำออกไปทั้งสองข้างเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก การปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในสวนไม้ผล เกษตรกรควรปลูกหญ้าแฝกในสวนไม้ผลระยะที่ไม้ผลยังไม่โตหรือปลูกก่อนที่จะลงไม้ผล โดยปลูกแถวหญ้าแฝกขนานไปกับแถวของไม้ผลที่ระยะกึ่งกลางของแถวไม้ผล หรือปลูกเป็นรูปครึ่งวงกลมให้ห่างจากโคนต้นไม้ผล 2.5 เมตร การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่ม ที่มีการปรับสภาพเป็นแปลงยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้น สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวรอบขอบเขตพื้นที่ หรือปลูกที่ขอบแปลงยกร่องหญ้าแฝก จะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย และรักษาความชื้นในดินเอาไว้ และการปลูกรอบขอบสระเพื่อกรองตะกอนดิน ควรปลูกตามแนวที่ระดับน้ำสูงสุดท่วมถึง 1 แนว และปลูกเพิ่มขึ้นอีก 1-2 แนว เหนือแนวแรก ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของขอบสระ ระยะปลูกระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ในระยะแรกควรดูแลปลูกซ่อมแซมให้แถวหญ้าแฝกเจริญเติบโตหนาแน่น เมื่อน้ำไหลบ่ามาลงสระ ตะกอนดินที่ถูกพัดพามากับน้ำ จะติดค้างอยู่กับแถวหญ้าแฝก ส่วนน้ำจะค่อยๆ ไหลผ่านลงสู่สระ และระบบรากของหญ้าแฝกยังช่วยยึดติดดินรอบๆ ขอบสระไม่ให้เกิดการพังทลายในที่สุด

“ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดิน ได้สนองพระราชดำริโดยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จนปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมและปรากฏผลสำเร็จอย่างชัดเจน สามารถลดการชะล้างและพังทลายของดิน ปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น อีกทั้งยังได้เน้นย้ำและรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาปลูกหญ้าแฝกกันให้มากขึ้น โดยล่าสุดได้จัดทำ “โครงการแปดล้านเก้ากล้าหญ้าแฝก น้อมเกล้าถวายพ่อแห่งแผ่นดิน” โดยการร่วมกันปลูกหญ้าแฝกจำนวน 8,900,000 กล้า ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการถวายความอาลัย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเป็นผู้นำการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ดินและน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยให้สำนักงานพัฒนาที่ดินทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่ในการปลูกหญ้าแฝก พร้อมกับเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2560” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เตรียมความพร้อมวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277345

รายงานพิเศษ : เตรียมความพร้อมวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำ

รายงานพิเศษ : เตรียมความพร้อมวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำ

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย 4 มาตรการ คือ การสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน มาตรการทางกฎหมาย และมาตรการเฝ้าระวังสำรวจติดตาม

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องดำเนินการภายใต้มาตรการทั้ง 4 ด้านควบคู่กันไป และต้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานที่กำหนด โดยเฉพาะการจัดการศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสานนั้น มีทั้งการตัดทางใบและเผาทำลาย การปล่อยแตนเบียนบราคอน การพ่นสารเคมีทางใบกรณีที่มะพร้าวมีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร การฉีดสารเคมีเข้าต้นมะพร้าวในกรณีที่ต้นมีความสูงมากกว่า 12 เมตร ซึ่งการใช้สารเคมีเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วยังต้องใช้ในอัตราที่เหมาะสมเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้สารเคมี และความปลอดภัยต่อผลผลิตมะพร้าวด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดอบรมวิทยากรหลักการใช้สารเคมีควบคุมศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) โดยเชิญ ดร.พฤทธิชาตปุญวัฒโท หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยการใช้สารกำจัดศัตรูพืช กรมวิชาการเกษตรมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้สารเคมีควบคุมศัตรูมะพร้าวอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมสาธิตวิธีการฉีดสารเคมีเข้าต้นและการพ่นสารเคมีทางใบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานอารักขาพืชสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชและเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ผู้ที่จะต้องเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดให้กับผู้รับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ ถึงขั้นตอน เทคนิควิธีการ รวมทั้งการป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากสารเคมี เพื่อให้การใช้สารเคมีเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถควบคุมการระบาดของศัตรูมะพร้าวลดลง

การอบรมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นวิทยากรหลัก Master Trainer ที่มีความรู้และเกิดความเชื่อมั่นในด้านวิชาการ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปอบรมถ่ายทอดสู่เกษตรกรหรือผู้รับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นสารเคมีทางใบ เนื่องจากตามข้อกำหนดผู้รับจ้างต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น ซึ่งต่อจากนี้วิทยากรหลักของกรมส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่จัดอบรมให้กับผู้รับจ้างฉีดสารเคมีและพ่นสารเคมีตามแผนที่กำหนดต่อไป

นายประสงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยว่าเกษตรกรหรือผู้รับจ้างในพื้นที่จะมีความรู้ในการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องหรือไม่รวมถึงถ้าสารเคมีส่งไปในพื้นที่แล้วจะมีความพร้อมในการนำไปใช้ได้ทันทีหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าหากดำเนินการช้าไปหรือไม่เป็นไปตามแผนจะส่งผลต่อสถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำเพิ่มขึ้นกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน เมื่อการจัดซื้อสารเคมีเรียบร้อยและกระจายส่งมอบให้กับทางสำนักงานเกษตรจังหวัด ก็พร้อมที่แจกจ่ายและดำเนินการกำจัดหนอนหัวดำได้ทันที

สำหรับเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตมะพร้าว ก็สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากภาครัฐไปปฏิบัติในการช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นก่อนได้ ทั้งการสำรวจแปลงตัดทางใบและเผาทำลาย การปล่อยแตนเบียนบราคอนโดยสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังจะทำให้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวลดลงได้อย่างรวดเร็ว และหมดไปอย่างสิ้นเชิงได้ในที่สุด

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรชูแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ แก้ปัญหาล้งกดราคา ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276924

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรชูแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ แก้ปัญหาล้งกดราคา ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรชูแปลงใหญ่ทุเรียนเมืองจันท์ แก้ปัญหาล้งกดราคา ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จันทบุรี เป็นแหล่งผลิตผลไม้ขึ้นชื่ออย่างทุเรียน ลองกอง มังคุด เงาะ แต่ที่ผ่านมา เมื่อถึงช่วงเก็บผลผลิต บางปีผลผลิตล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำ ถูกพ่อค้า หรือล้งกดราคา แต่ภายหลังดำเนินการตามนโยบายแปลงใหญ่ ส่งผลให้ผลผลิตมีราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนที่แม้จะมีผลผลิตมากถึง 3.4 แสนตัน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ราคาซื้อขายนับตั้งแต่ต้นฤดูมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ลดลงแต่อย่างใด ยังเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 บาทต่อกก.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดจันทบุรี มีเกษตรแปลงใหญ่ 17 แปลง ใน 9 ชนิดสินค้า ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย ชันโรง ยางพารา กุ้งขาว โคนม และ หญ้าเนเปียร์ รวมพื้นที่ 10,581 ไร่ เกษตรกร 956 ราย โดยมีตัวอย่างเกษตรแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น แปลงใหญ่ทุเรียน ลดต้นทุนได้ร้อยละ 9.9 จาก 25,551 บาท/ไร่ เหลือ 22,996 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 11.0 จาก 1,461 กก./ไร่ เป็น 1,622 กก./ไร่ แปลงใหญ่มังคุด ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 7.9 จาก 8,622 บาท/ไร่ เหลือ 7,939 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 20.0 จาก 900 กก./ไร่ เป็น 1,080 กก./ไร่ แปลงใหญ่ลำไย ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 9.3 จาก 15,000 บาท/ไร่ เหลือ 13,600 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 10.0 จาก 2,000 กก./ไร่ เป็น 2,200 กก./ไร่ ซึ่งหัวใจที่สำคัญของเกษตรแปลงใหญ่ คือ การมุ่งสู่การผลิตสินค้ามีมาตรฐาน GAP ตรงความต้องการ ทำให้สินค้าเป็นที่เชื่อมั่น โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ที่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมาก

สำราญ  สาราบรรณ์

“กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้แล้วนำไปสู่การปฏิบัติจริง เกิดการเปลี่ยนแปลงในการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงที่พร้อมจะรวมกันเป็นแปลงใหญ่ต่อไป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้กับรายอื่น ซึ่งเมื่อเกษตรกรได้มีการเรียนรู้จากพี่น้อง จากเพื่อนบ้านที่มีบริบทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นแนวทางการดำเนินงานที่เดินไปพร้อมกันระหว่างแปลงใหญ่ และ ศพก. โดยอาจจะถือว่าผลสำเร็จของแปลงใหญ่เป็นตัว
ชี้วัดของ ศพก.นั้นๆ ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่”นายสำราญ กล่าว

นายอุดม วรัญญรัฐ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และประธานผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ 85 ม.7 ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งปลูกทุเรียน 200 ไร่ แบบครบวงจร บอกว่า นอกจากจะปลูกทุเรียนเป็นหลักแล้วยังปลูกผลไม้อื่นเสริมแต่ปริมาณไม่มาก ในส่วนของทุเรียนมีการบริหารจัดการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยการส่งเสริมจากภาครัฐตามนโยบายแปลงใหญ่ที่มีทั้งหมด 50 แปลง จากที่ในอดีตเมื่อถึงฤดูกาลผลิตเกษตรกรจะต่างคนต่างทำ ทำให้มีปัญหาเรื่องการรวบรวมผลผลิต สินค้าไม่มีมาตรฐาน ทำให้พ่อค้าคนกลางชี้นำเกษตรกรรายย่อยได้ แต่ภายหลังการดำเนินการนโยบายแปลงใหญ่ เกษตรกรมีการกลุ่มในการดูแลผลผลิต รวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาด ทำให้พ่อค้าไม่สามารถชี้นำได้เพราะสินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับราคาทุเรียน 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าดีมาก มีการสร้างเครือข่ายที่ขณะนี้มีสมาชิกหลายพื้นที่ เช่น ระยอง ตราด ชลบุรี ชุมพร กาญจนบุรี ศรีสะเกษ เพื่อดูแลเรื่องต้นทุน การตลาด ให้ได้คุณภาพมาตรฐานที่เหมือนกัน

รายงานพิเศษ : ผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน‘สิเกา’ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน‘RSPO’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276552

รายงานพิเศษ : ผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน‘สิเกา’ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน‘RSPO’

รายงานพิเศษ : ผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน‘สิเกา’ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน‘RSPO’

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานความร่วมมือสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ซึ่งหลายพื้นที่เกษตรกรเข้มแข็ง เกิดผลสำเร็จ ดังเช่น เกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน อ.สิเกา จ.ตรัง โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน RSPO

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า พลเอกฉัตรชัย
สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงการผลิตของเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่อันจะก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิตตามที่กำหนดและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร ทั้งนี้จะต้องทำการผลิตในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศเขตพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้า 20 ชนิด ไว้แล้ว โดยมีหลักการคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า แก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สำหรับแปลงใหญ่ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันมีจำนวน 146 แปลง 19 ชนิดสินค้า พื้นที่รวม 89,736 ไร่ สมาชิก 11,427 ราย โดยเฉพาะแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันมีถึง 27 แปลง

นายธีระ วิวัฒนานนท์ เกษตรอำเภอสิเกา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ของอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ว่า อำเภอสิเกา มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในจังหวัดตรัง จำนวน 44,074 ไร่ โดยเฉพาะตำบลกะลาเส มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดของอำเภอสิเกา จำนวน 18,928 ไร่ ปัญหาที่พบคือ เกษตรกรบางส่วนยังขาดความรู้เรื่องการจัดการการผลิต โดยผลิตไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำกว่า 3.2 ตันต่อไร่ต่อปี มีการตัดปาล์มดิบส่งโรงงาน ทำให้มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันดิบ (CPO) ของโรงงาน ส่งผลให้โรงงานซื้อปาล์มน้ำมันในราคาต่ำ ขาดแรงงานในครัวเรือน ขาดการรวมกลุ่มในการพัฒนาการผลิตและการตลาดทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดอำนาจต่อรองด้านการตลาด

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตรอำเภอสิเกา จึงได้จัดประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ซึ่งมีมติให้จัดตั้งกลุ่มยั่งยืน RSPO และพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปาล์มน้ำมันให้ผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (RSPO) พร้อมทั้งมีการกำหนดแผนการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในเบื้องต้นมีโรงงานที่เข้าร่วมดำเนินการคือ โรงงานล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนการอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่เกษตรกรและสร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรองค์ความรู้ที่จำเป็นแก่เกษตรกร ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายมีการจัดตั้งกลุ่มในรูปวิสาหกิจชุมชน โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน กลุ่มสิเกา-วังวิเศษ มีสมาชิก 99 ราย พื้นที่ 182 แปลง มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 2,756.04 ไร่ เป็นลักษณะแปลงใหญ่ ใช้กระบวนการบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน RSPO ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีฐานเรียนรู้ 3 ฐาน คือ 1) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันก่อนให้ผลผลิต 2) การจัดการสวนปาล์มน้ำมันช่วง 10 ปีแรกของการปลูก และ 3)การจัดการสวนปาล์มน้ำมันช่วง 10 ปีหลังของการปลูก โดยมีนายวิวัฒน์ ฮ่างเต็ก ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอสิเกา เป็นเกษตรกรต้นแบบถ่ายทอดความรู้

นายธีระ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) หมายถึง การผลิต ปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อชุมชน สาระสำคัญของ RSPO ประกอบด้วย หลักการ 8 ข้อ และเกณฑ์กำหนด 39 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน โดยครอบคลุมถึงการบริหารจัดการ การดำเนินการด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ด้าน นายวิวัฒน์ ฮ่างเต็ก ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอสิเกา และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นหนึ่งของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่
และบริหารจัดการการผลิตตามมาตรฐาน RSPO กล่าวว่าผลลัพธ์ภาพรวมของเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่ได้รับมีดังนี้

1.ได้รับปุ๋ยอินทรีย์จากโรงงาน เช่นทะลายปาล์มหรือขี้เค้กฟรี ในอัตราอย่างน้อยไร่ละ 1 ตัน โดยคิดราคา 1,000 บาท พื้นที่ 2,756.04 ไร่ เป็นเงิน 275,600 บาท

2.มีการตรวจดินเบื้องต้นเพื่อจัดทำเป็นปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งมีความแตกต่างของราคาระหว่างปุ๋ยผสมกับปุ๋ยเม็ด กิโลกรัมละ 5 บาท ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ย 264 กิโลกรัม พื้นที่ 2,756.04 ไร่ ใช้ปุ๋ย 727,584 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 3,637,920 บาท

3.ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยผลผลิตเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมแปลงใหญ่ 3.2 ตันต่อไร่ต่อปี เมื่อเข้าร่วมโครงการผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ตันต่อไร่ต่อปี คิดเป็น 31% ผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี พื้นที่ 2,756.04 ไร่ ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท คิดเป็นมูลค่า 11,024,000 บาท

4.ราคาเพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมตามมาตรฐาน RSPO จะเพิ่มในกิโลกรัมละ 0.15 บาท ผลผลิตเฉลี่ย 4,200 กิโลกรัมต่อไร่ พื้นที่ 2,756.04 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 1,736,280 บาท

5.เกษตรกรมีการเลี้ยงผึ้งเสริมรายได้ในสวนปาล์ม จำนวน 42 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 6,000 บาทต่อปี คิดเป็นมูลค่า 252,000 บาท

6.มีการเลี้ยงแพะเสริมรายได้จำนวน 8 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น 3,200 บาทต่อครัวเรือนต่อปี คิดเป็นมูลค่า 256,000 บาท

รายงานพิเศษ : นิทรรศการ‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’ รวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243763

รายงานพิเศษ : นิทรรศการ‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’ รวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรัก

รายงานพิเศษ : นิทรรศการ‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’ รวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความรัก

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อาจารย์ ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ หนึ่งในคณะจัดงานนิทรรศการ ซึ่งเป็นศิลปินไทยคนแรกที่คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพลายเส้นจาก “อเมริกัน อาร์ติสต์แมกกาซีน” สิ่งพิมพ์ศิลปะชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกาและยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 ศิลปินที่ร่วมแสดงผลงานใน The Metropolitan Museum of Art หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม ร่วมกับ ศิลปาศรี จัดงาน“ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” นิทรรศการที่หลอมรวมผลงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นด้วยความรักความศรัทธาจากเหล่าศิลปินเพชรน้ำเอกแห่งวงการศิลปะยุครัตนโกสินทร์ สัมผัสผลงานมาสเตอร์พีชอันทรงคุณค่าโดยศิลปินแห่งชาติ อาทิ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต อ.ประเทืองเอมเจริญ อ.พิชัย นิรันต์ อ.ธงชัย รักประทุม และศิลปินท่านอื่นๆ อีกมากมาย ตื่นตากับผลงานประติมากรเอกของ อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน อ.วัชระ ประยูรคำ อ.นพดล วิรุฬชาตะพันธ์ พร้อมด้วยกลุ่มศิลปินชั้นแนวหน้าที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วาดภาพประกอบอันงดงามในหนังสือพระมหาชนก อาทิ อ.ธีระวัฒน์ คะนะมะ อ.เนติกร ชินโย และอีกมากมาย ในรูปแบบดิจิตอล 3D เทิดพระเกียรติครั้งแรกในเมืองไทย

งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน- 5 ธันวาคม 2559 ณ เอ็มโพเรียม แกลเลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม ภายในงาน ทุกท่านจะได้ยลความงดงามของพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ พระบรมรูปคู่ชิ้นสำคัญที่ได้ถูกอัญเชิญขึ้นเป็นปกนิตยสารดิฉัน ประจำปีพุทธศักราช 2558 ที่จะจัดแสดงที่นี่เป็นครั้งแรก ผลงานของจิตรกรฝีมือฉกาจแถวหน้าของเมืองไทย

ด้าน คุณธีร์ นันทวริศ อีกหนึ่งในคณะจัดงานนิทรรศการ สถาปนิกหนุ่มไฟแรง ที่หันมาสนใจโลกภาพยนตร์ CG ดิจิตอล ฝากผลงานโฆษณาระดับอินเตอร์มาแล้วมากมาย และยังสร้างผลงาน 3D เฉลิมพระเกียรติพระประวัติถวายแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ชุด เฉลิมพระชนมายุ 100 พรรษา เป็นพุทธบูชาอันงดงามตราตรึง กล่าวว่า ภายในงานนอกจากการแสดงนิทรรศการจากศิลปิน ชั้นแนวหน้าแล้ว ผมจะมีการนำผลงานศิลปะของเหล่าศิลปินมาร่วมถ่ายทอดในรูปแบบ ดิจิตอล 3 มิติ ที่ผสานกับผลงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมเป็นครั้งแรกในเมืองไทยในชื่อ “พระผู้เป็นที่รัก” จัดเป็นไฮไลท์ของงาน ซึ่งนิทรรศการครั้งนี้ จะสร้างประวัติศาสตร์เนรมิตผลงานดิจิตัล ด้วยการนำผลงานศิลปกรรมอันล้ำค่าผสมผสานเข้ากับผลงาน 3D แอนิเมชั่น แสง สี เสียง ฉายลงบนสถาปัตยกรรม บนพื้นที่ขนาด 3,500 ตารางเมตร ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม และ ดิเอ็มควอเทียร์ พร้อมร่วมสำนึกรักร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี”เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกันเวลา 19.00 น. บรรเลงเพลงโดย ศิลปิน วีทรีโอและ วงออเคสตร้า

โอกาสเดียวกันนี้ ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นเกียรติในนิทรรศการอันทรงคุณค่า “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์Forever in our Heart; Forever our King” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนแด่มูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อถวายความจงรักภักดี แสดงความรักความสามัคคี และหลอมรวมจิตใจของเราให้เป็นหนึ่งเดียว แด่ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม 2559 นี้ ณ เอ็มโพเรียม แกลเลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม

รายงานพิเศษ : มองคนรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของผู้ที่จะสืบทอดอดีตให้คงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243590

รายงานพิเศษ : มองคนรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของผู้ที่จะสืบทอดอดีตให้คงอยู่

รายงานพิเศษ : มองคนรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนของผู้ที่จะสืบทอดอดีตให้คงอยู่

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในวิถีแห่งธรรมชาติ “คลื่นลูกใหม่ย่อมเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่า” ซึ่งไม่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตของมวลมนุษยชาติ “คนรุ่นใหม่ก็ย่อมเข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่า” เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เรื่องราวและภาพที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่อดีต จึงมีอีกมากมายที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยรู้และไม่เคยเห็น

จึงเป็นความพยายามสำคัญอย่างหนึ่งที่คนรุ่นเก่าจะต้องรักษาเรื่องราวและภาพในอดีตให้คงไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของ “วัฒนธรรมประเพณี” ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของการให้ชาติพันธุ์มิให้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปพบเห็นถึงความตระหนักของคนกลุ่มหนึ่ง ที่มองเห็นถึงความสำคัญในการรักษาสิ่งดีงามที่เคยมีอยู่ให้ตกทอดมาถึงคนรุ่นใหม่โดยการจัดกิจกรรมเผยแพร่ ชี้แนะให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปของสถานที่ ของกลุ่มคนในพื้นที่พิเศษจังหวัดน่าน โดยกลุ่มคนดังกล่าวเจาะจงที่จะเผยแพร่ไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ในสถาบันการศึกษาระดับมันสมองของประเทศ ที่กำลังเล่าเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา

ดร.ชุมพล มุสิกานนท์ ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ได้เล่าย้อนหลังให้ฟังว่า สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ได้ดำเนินโครงการสรรค์สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว (Brand Image) ของพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2558ให้นักท่องเที่ยวจดจำภาพลักษณ์พื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ว่าเป็น “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City)ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้และจดจำให้แก่นักท่องเที่ยวได้ถึงร้อยละ 91.73 ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา จึงดำเนินโครงการสรรค์สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว (Brand Image) เมืองเก่าน่านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยาย การสร้างสรรค์กิจกรรมไปยังสถาบันอุดมศึกษาเพราะได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้มีโอกาสเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมแนะนำการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านซึ่งในปีนี้ได้จัดกิจกรรมแนะนำการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านในสถาบันอุดมศึกษาขึ้นใน4 ภูมิภาค คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีธรรมราช,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา จ.ชลบุรี,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรุงเทพฯและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ได้แก่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศได้เข้าใจและทราบลักษณะสำคัญที่แตกต่างระหว่างการท่องเที่ยวทั่วไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่เหล่านี้ จะเป็นกำลังหลักสำคัญในการช่วยพัฒนาการท่องเที่ยว ให้ไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

คาดหมายว่าหลังจากกิจกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว เรื่องราวภาพในอดีตของจังหวัดน่านจะฝังอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นใหม่ตลอดไป แม้คลื่นลูกใหม่จะเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่าแต่ความทรงจำอันดีที่เคยมีอยู่ก็จะไม่สูญหายไปตามกระแสคลื่นด้วย

ชนิตร ภู่กาญจน์

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 07:20 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519058

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) รณรงค์จัดกิจกรรม “ปลูกดาวเรืองด้วยใจถวายพ่อ” เชิญชวนประชาชนทั่วทั้งประเทศหลอมรวมใจพร้อมเพรียงกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ด้วยการเพาะปลูกดอกดาวเรือง รวมถึงดอกไม้สีเหลืองชนิดต่างๆ เพื่อให้บานสะพรั่งพร้อมกันในเดือน ต.ค.นี้ ทั่วดินแดนที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรทุกหมู่เหล่าแม้กระทั่งในถิ่นทุรกันดาร

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีและแสดงความอาลัย ด้วยการร่วมกันปลูกต้นดอกดาวเรืองให้บานพร้อมกันทั่วประเทศ และปลูกต่อเนื่องไปตลอดก็ทำได้เช่นกัน ไม่จำกัดว่าต้องเฉพาะภายในเดือน ต.ค. เท่านั้น

ทั้งนี้ ทางสำนักสิ่งแวดล้อมได้เตรียมเพาะดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองชนิดอื่นๆ อาทิ ทานตะวัน ดาวกระจาย กระดุมทอง และทองอุไร ประมาณ 4 แสนต้น เพื่อนำมาใช้ประดับตกแต่งสถานที่สำคัญ รวมถึงสวนสาธารณะของกรุงเทพฯ ได้เตรียมปลูกดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองอีกกว่า 5 หมื่นต้นด้วย

กิจกรรมนี้ทำให้ประชาชนพร้อมใจกันฝึกฝนทดลองปลูกต้นดอกดาวเรือง ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกให้เติบโตได้ เนื่องจากต้องอาศัยทักษะความรู้ในการเพาะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ด้วย

พัชรียา บุญกอแก้ว อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แนะวิธีการปลูกดอกดาวเรืองให้เจริญเติบโตแข็งแรง ต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างถูกวิธีในวัสดุเพาะปลูก อาทิ พีทมอส ขุยมะพร้าวคลุกทราย แกลบ นำมาใส่ไว้ในถาดหลุม หรือตะกร้า วัสดุที่หาได้ง่ายภายในบ้านเรือน ทำการเจาะหลุมลึกประมาณ 1 เซนติเมตร วางเมล็ดโดยให้ด้านสีดำอยู่ด้านล่างสุด จากนั้นกลบเมล็ดเบาๆ บางๆ อย่าฝัง เพื่อให้ลำต้นแตกหน่อดันดินออกมาได้

วิธีการรดน้ำควรรดให้นุ่มนวลที่สุด หากใช้สายยางฉีดโดยตรงจะทำให้เมล็ดกระเด็นเสียหาย ดังนั้นควรมีที่ฉีดสเปรย์และคอยพรมน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนนำถาดเพาะเมล็ดมาวางไว้ให้รับแสงแดดประมาณ 50% สลับที่ร่มใช้ระยะเวลา 2-3 วัน เมล็ดดอกดาวเรืองจะเริ่มแตกหน่อเป็นต้นกล้าให้เห็น

เมื่อต้นกล้าอายุได้ 12-15 วัน จะเริ่มเห็นใบจริง 1-2 คู่ใบ ทำให้การย้ายต้นกล้าลงในถุงขนาด 4-6 นิ้ว หรือกระถางขนาด 6-8 นิ้ว หากย้ายไปไว้ในถุงที่มีขนาดเล็กจะส่งผลให้ต้นไม้ขนาดเล็ก ดอกเล็กตามไปด้วยไม่สวยงาม วัสดุที่ใช้สำหรับปลูก เช่น กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว แกลบ และดินผสม อัตราส่วน 1/1/1 ซึ่งหากใช้เพียงกาบมะพร้าวจะทำให้ต้นไม้โทรมเร็ว ดังนั้นต้องมีดินผสมอยู่ด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและวางประดับได้นาน จากนั้นเริ่มต้นใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-20 ในปริมาณ 2 กรัม/น้ำ  1 ลิตร ค่อยๆ ดูแลต้นกล้าเพราะเขายังอ่อนแอมาก

การดูแลต้นดาวเรืองหลังนำมาปลูกในกระถางต้องใส่ปุ๋ยเม็ดละลายช้า ประมาณ 10 เม็ด/ต้น เพื่อให้ต้นไม้ค่อยๆ กินปุ๋ยวันละน้อยอย่างต่อเนื่องใช้สูตร 14-14-14 หรือสูตร 16-16-16 ปุ๋ยเหล่านี้หาซื้อได้ทั่วไป

“ขอเน้นย้ำว่าขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ปลูกได้สำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับช่วงของการย้ายต้นกล้า โดยเมื่อเพาะเมล็ดออกมาแล้วได้ต้นที่ยืดยาวมาก ต้องคอยกลบดินเข้าหาลำต้น เพื่อทำให้ใบเลี้ยง ลักษณะใบคู่กลมๆ ลอยอยู่เหนือผิวดินเล็กน้อย วิธีการนี้ทำให้ลำต้นไม่โยกเยกหรือหักล้ม และวางต้นดาวเรืองให้รับแสงแดดตอนเช้าจะดีที่สุด ไม่ควรวางต้นไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ให้วางไว้ในบริเวณที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดในตอนบ่าย พร้อมกับรดน้ำช่วงเช้าและเย็นทุกวันอย่าให้วัสดุปลูกแห้งขาดน้ำ”พัชรียา กล่าว

ระหว่างนี้ขั้นตอนการดูแลให้ต้นไม้มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการให้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0  ประมาณ 1.5 กรัม ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทุก 4-5 วันจะทำให้ลำต้นและใบมีสีเขียวสดใสสลับกับการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ในอัตรา 2 กรัม/ต้น โรยรอบต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง ร่วมกับการให้แคลเซียมโบรอนอัตรา 1-2 มิลลิลิตร/ลิตร ทุกสัปดาห์มีประโยชน์ทำให้พืชแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย

พัชรียา กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนปลูกดอกดาวเรืองได้ไม่ค่อยสวยงาม ส่วนมากพบว่าลำต้นสูง ไม่แตกเป็นพุ่มเหมือนตามร้านขายต้นไม้ เกิดจากขั้นตอนสำคัญที่ลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด คือ “เทคนิคการเด็ดยอด” โดยเด็ดยอดอ่อนออก 1 คู่ใบ เพื่อทำให้ตาข้างของดาวเรืองแตกออกมาอีกกิ่งหนึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนดอกให้ต้นไม้ ไม่ทำให้ลำต้นสูงขึ้นอย่างเดียว และได้ดอกไม้ที่มีคุณภาพสวยงามมากที่สุด

สำหรับวิธีป้องกันแมลง อาทิ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน แมลงปากดูด หนอนกินใบ อาจใช้ยากำจัดแมลงชนิดเม็ดได้สักเล็กน้อย แต่ทางที่ปลอดภัยที่สุดควรให้ความใส่ใจตรวจสอบอยู่เสมอ ส่วนหอยทากที่มักมีพฤติกรรมชอบกัดกินต้น หากพบเห็นควรรีบจับออกจากบริเวณนั้นทันที ต่อมาเรื่องของโรคใบจุดมักพบในช่วงฤดูฝน มีอาการใบจุดสีขาวแห้ง ต้องรีบเด็ดออกไปทิ้งให้ห่างป้องกันการระบาดสู่ต้นอื่น

“สิ่งสำคัญอย่างสุดท้ายคือ ความสม่ำเสมอในการให้ปุ๋ยควรให้น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ดีกว่าให้ครั้งละมากๆ จะทำให้ต้นดาวเรืองตาย หากมีความเข้าใจในการปลูกดาวเรืองก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงอยากให้ประชาชนทุกคนร่วมกันทดลองปลูกบ้านละ 1-2 ต้น เพราะถ้าเราได้เห็นดาวเรืองที่ปลูกเองกับมือออก ดอกสวยงามจะมีกำลังใจและคุ้มค่าการรอคอย เพื่อถวายแด่พ่อหลวง ร.9”พัชรียา กล่าว

 

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518737

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

อากาศที่ร้อนอบอ้าว และสุ่มเสี่ยงที่ ฟ้าฝนจะเทลงมา มิใช่อุปสรรคสำหรับอีกหลายหมื่นชีวิตในชุดสีดำ ที่ตั้งใจและตั้งมั่นต่อแถวระยะทางยาวหลายกิโลเมตรบริเวณด้านนอกพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “พ่อหลวง” พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เสียงป่าวประกาศจากเจ้าหน้าที่ผ่านโทรโข่งให้ทุกคนอดทน และแน่นอนว่าจะได้เข้าไปกราบพระบรมศพในวันสุดท้ายนี้ทุกคน ขณะเดียวกันเหล่าบรรดาจิตอาสาก็แข็งขัน เดินแจกจ่ายอาหารของว่างให้กับผู้ที่ยืนต่อแถวเข้ากราบพระบรมศพอย่างไม่ย่อท้อ

หากนี้คือภาพที่แสดงออกถึงความรักให้กับใครสักคน ความรักนี้ก็คงงดงามและยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเปรียบ

เสียงสะอื้นผ่านน้ำที่คลอในเบ้าตาของ รัตนา พุ่มทรัพย์เจริญ แม่บ้านจาก จ.นนทบุรี หญิงวัยกลางคนที่มาต่อแถวตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ให้กราบพระบรมศพวันสุดท้าย เธอตั้งใจว่าจะต้องเข้ากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้รัตนาจะมีอุปสรรคทางสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

“เป็นไงเป็นกัน จะเป็นลมก็ต้องเอาให้ไหวเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาตั้งใจว่าจะมาแต่ก็ไม่สบาย สุดท้ายกินยาเข้าไปและเดินทางออกจากบ้านมาที่สนามหลวง” รัตนา เผยความในใจ และแน่นอนว่าเธอรู้สึก “ใจหาย” และบอกไม่ถูกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย ขณะที่วันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ต.ค.นี้นั้น รัตนาก็จะมาอีกครั้งเพื่อส่งพ่อขึ้นสวรรค์

ความรู้สึกต่างๆ ของผู้คนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน แม้ใบหน้าที่พูดคุยระหว่างกันจะเติมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คำขอบคุณ และการเอื้ออารีช่วยเหลือระหว่างกัน หากแต่ความรู้สึกภายในใจของแต่ละคน กลับเต็มไปด้วยความเศร้า

วิฑูรย์ พรหมวิทย์ ในวัย 52 ปี นั่งพักเหนื่อยริมฟุตปาทหน้ากองสลาก หลังใช้เวลาต่อแถวตั้งแต่เช้ามืดและได้เข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นครั้งแรกของเขา วิฑูรย์ เผยความรู้สึกที่เลือกมากราบพระบรมศพวันสุดท้ายเพราะต้องการจารึกไว้กับความรู้สึกของตัวเองไปตลอดกาล

การเดินทางคนเดียวมาจาก จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วานซืน ความในใจที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานบอกพระองค์ท่านขณะที่ก้มกราบ คือ จะทำความดีดั่งคำที่พ่อสอนไปจนวันตาย

“ใจหายอย่างมาก ทุกวันคืนนับตั้งแต่พระองค์เสด็จสวรรคตความรู้สึกผ่านไปเกือบหนึ่งปีก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่มาวันนี้ใจหายจริงๆ เพราะเราคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำงานหนักเพื่อคนไทย สิ่งนี้จะคอยย้ำเตือนให้ผมได้คิดถึงพระองค์ท่าน และทำให้พระองค์ท่านไม่ได้จากคนไทยไปไหนเลย” วิฑูรย์ เล่าจากความรู้สึก

อนงค์ทิพย์ แสงสุข ประชาชนจากทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ที่วันนี้เดินทางมากราบพระบรมศพร้อมลูกสาว ขณะที่อนงค์ทิพย์เดินทางมากราบพระองค์ท่านแล้วถึง 3 ครั้ง แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย แต่ใจที่สู้และอดทน และต้องการให้ลูกสาวได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ จึงตัดสินใจเดินทางมาในวันสุดท้าย

อนงค์ทิพย์ เล่าว่า พระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน และวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กับพระองค์ท่าน แต่เราจะอยู่กับพระองค์ท่านไปตลอดแน่นอน

“คุณดูสิ ในวันเก่าๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ก็มีคนมารอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก วันนี้เมื่อพระองค์จากไปประชาชนคนไทยก็ไม่ได้จากไปไหน ยังคงมารวมกันมากมายเหมือนวันที่พระองค์ยังอยู่ นั่นหมายถึงว่าพระองค์ท่านมีคนไทยที่รักพระองค์ไปตลอดกาล” อนงค์ทิพย์ เล่า

แม้แถวที่ประชาชนยืนรอกันจะยาวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุแตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมา และไม่มีท่าทีจะทุเลาแม้แต่นิด แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็ไร้ค่า และไม่สามารถทำให้ประชาชนที่รักในพระองค์ท่านที่ต้องการเข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้ายย่อท้อแม้แต่น้อย

ขณะที่คนหนุ่มสาวที่เดินทางมาร่วมกราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้ายต่างใช้สิทธิลาพักร้อนจากที่ทำงาน เพื่อมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความตื้นตัน และเศร้าเสียใจที่ต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า จากนี้จะไม่ได้เข้าใกล้พระองค์ท่านอีกต่อไปแล้ว

จากสีหน้าของ นฤมล กองชัยทรัพย์ พนักงานสาวออฟฟิศในวัย 30 ปี เธอยิ้มแย้มต้อนรับการสนทนาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกของเธอที่มากราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าเธอก็เปลี่ยนแปลงไป

ความเศร้าสร้อยมาเยือนผ่านนัยน์ตา และสะท้อนผ่านความรู้สึกด้วยเสียงที่สั่นเครือ นฤมล หากคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านแล้ว เราจะไม่ได้มากราบพระองค์อีกแล้ว ความรู้สึกนี้มันก็สร้างความทุกข์ให้กับเราอย่างมาก เพราะเรารักพระองค์ท่านอย่างไม่มีข้อสงสัย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยมาตลอดเวลา สิ่งนี้ยิ่งทำให้เรารู้สึกหวงแหนพระองค์และไม่อยากคิดว่าพระองค์จากไปแล้ว แม้จากวันที่เสด็จสวรรคตจนถึงวันนี้จะผ่านพ้นมาเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

“สิ่งที่พอจะทำให้เราหรือคนไทยเดินหน้าต่อไปได้คือปฏิบัติตามคำสอนของพ่อหลวงของเรา ท่านไม่เคยสอนเราในเรื่องไม่ดี ทุกอย่างที่พระองค์ทรงสอนและทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้น มากราบพระองค์ท่านในวันนี้ก็เพื่อจะบอกท่านว่าเราจะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี ทั้งจากนี้และตลอดไป” นฤมล เผยความรู้สึกสุดท้ายที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเดินทางมากราบแล้วถึง 9 ครั้ง

เสียงโทรโข่งยังคงป่าวประกาศจากตำรวจให้ทุกคนที่ต่อแถวด้วยความอดทน จิตอาสาก็ยังเดินหน้านำน้ำ อาหาร ขนมอย่างไม่ย่อท้อ นำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ตั้งใจแน่วแน่ในการเข้ามา กราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย ประชาชนต่างทยอยเดินตามแถวที่เคลื่อนไปเบื้องหน้าด้วยเป้าหมายเดียวกัน

แต่เหนืออื่นใด ก็ด้วยความรู้สึกที่สื่อถึง “พ่อหลวง” ของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นที่คนไทยทุกคนรัก ด้วยใจที่สะท้อนว่าพระองค์ยังไม่ได้จากไปไหน แต่ยังคงอยู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน