รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748356

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หลายท่านอาจจะเคยประสบปัญหารู้สึกว่ากินยาแล้วไม่ได้ผล หรือกำลังคิดสงสัยว่ายาที่กินไปทำไมมีผลข้างเคียงมากจริง ทั้งที่ก็กินยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรทุกอย่าง เก็บรักษายาอย่างดี ไม่ถูกแสงแดดความชื้น อุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป ทำถึงขนาดนี้แล้วทำไมยังรู้สึกไม่ได้ผลดีที่สุดจากยาที่กำลังใช้อยู่ วันนี้จึงขอมานำเสนอหนึ่งสาเหตุที่อาจทำให้ท่านมีปัญหาดังกล่าว นั่นคือ ท่านกินยากับเครื่องดื่มที่ไปมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา

ปัญหายาตีกัน (drug-drug interaction) คือ การที่เรากินยามากกว่า 1 ชนิดแล้วยาตัวหนึ่งไปต้านฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง หรือยาตัวหนึ่งไปเสริมฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง หรืออาจไปเสริมอาการข้างเคียงให้เกิดมากขึ้น จนกระทั่งมีโอกาสทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยได้ หรือมีผลทำให้ยาตัวใดตัวหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจนได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ ส่งผลต่อการรักษา แต่นอกจากยาจะตีกับยาด้วยกันเองแล้ว ยายังสามารถตีกับอาหารและเครื่องดื่ม (drug-food interaction) ได้ด้วยเช่นกัน ท่านอาจจะเคยเห็นบนฉลากยาบางตัวที่ระบุว่า “ห้ามรับประทานพร้อมนม/ยาลดกรด” เนื่องจากนมหรือยาลดกรดอาจมีปฏิกิริยากับตัวยาโดยตรง เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) ทำให้การดูดซึมของยาลดลงจนไม่เพียงพอในการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อก่อโรคได้ การติดเชื้อที่เป็นอยู่ก็ไม่หาย เผลอๆ อาจเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาอีกด้วย เช่นเดียวกันกับยากลุ่มธาตุเหล็กที่นมมีผลลดการดูดซึม ที่จริงแล้วนมนี้มีปัญหาขัดขวางการดูดซึมยาได้หลายอย่าง ถ้าผู้ใช้ยาไม่สะดวกเช็คก่อนว่ายาที่ตนเองกับนมมีปัญหากันหรือไม่ ทางที่ดีก็ควรแยกมื้อไปเลยโดยระวังการดื่มนมไม่ให้ใกล้กับการกินยาภายใน 2 ชั่วโมง

นอกจากเรื่องนมทำปฏิกิริยากับยา ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ยาบางตัวที่ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือไม่ทนกรดในกระเพาะอาหารจะมีการเคลือบสารบางอย่างไว้ให้ไปแตกตัวที่ลำไส้เล็กซึ่งเราเรียกว่าenteric coat เมื่อกินยาเหล่านี้พร้อมนมหรือยาลดกรดทำให้ยาแตกตัวก่อน ยาจึงกัดกระเพาะหรือสูญเสียการออกฤทธิ์ไป ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือยารักษาโรคกระเพาะกลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) ยากลุ่มนี้ไม่ทนกรดจึงถูกเคลือบให้ไปแตกตัวที่ลำไส้ หากผู้ใช้ยากินยาพร้อมนมซึ่งนมไปมีผลทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะลดลง ยาจึงแตกตัวออกมาและเสื่อมฤทธิ์ไป ทำให้โรคกระเพาะไม่หายเสียทีทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ บางครั้งผู้ใช้ยาก็ทราบดีว่าห้ามกินยาพร้อมนม แต่อาจจะลืมไปว่ามีนมแฝงในเครื่องดื่มหลายอย่าง เช่น กาแฟใส่นม ชานมไข่มุก สมูทตี้โยเกิร์ต รวมไปถึงน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลืองต่างๆ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งนั้น ดังนั้น หากเราต้องกินยาที่ห้ามกินพร้อมนมแล้วอยากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ก็ต้องเว้นระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

เรื่องการเลี่ยงยากับนมนี้บางคนก็ทำได้สบายๆ แต่บางคนก็กลายเป็นปัญหาชีวิตข้อใหญ่ เพราะยาว่าอาจจะต้องกินเป็นเวลานาน อาจจะตลอดไป แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนติดกาแฟ และกาแฟที่ดื่มก็ต้องใส่นมเสียด้วย เรียกว่าทุกเช้าถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟก็จะปวดหัวไปตลอดวัน กรณีแบบนี้มี 2 ทางเลือกคือ เปลี่ยนจากกาแฟนมเป็นกาแฟดำ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเลือกว่าจะตื่นมากินยาเลยแล้วรอ 2 ชั่วโมงค่อยดื่มกาแฟ ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องเช็คว่ายานั้นกินตอนท้องว่างได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องรอกินยาหลังดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมดังกล่าวข้างต้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนั่นเอง กรณีที่เป็นยาที่ต้องกินตอนเช้ามื้อเดียวก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นยาที่กินสองสามมื้อ ผู้ใช้ยาก็ต้องตั้งสติให้ดีเวลาจะดื่มเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนผสม ว่าห่างจากมื้อยามากพอหรือไม่

นอกจากนมหรือเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบแล้วที่จริงเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ไม่ใช่น้ำเปล่าก็อาจจะมีปัญหาตีกับยาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในสัปดาห์หน้า

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายยาพระแบบได้บุญ ต้องไม่มียาอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746902

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายยาพระแบบได้บุญ ต้องไม่มียาอันตราย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายยาพระแบบได้บุญ ต้องไม่มียาอันตราย

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

สัปดาห์นี้มีวันพระใหญ่ คือวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา หลายคนไปทำบุญกันอย่างพร้อมเพรียงมีอาหารและของต่างๆ ไปถวายพระ รวมถึงบางรายก็ถวายยาด้วย

ในบรรดาหยูกยาที่ถวายนั้น มีทั้งยาสามัญประจำบ้านยาสมุนไพร วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆการถวายยา อาหารเสริม วิตามินต้องคัดเลือกผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนด้วย โดยขอให้ยึดหลักสำคัญสองประการ คือ ต้องรู้ด้วยว่าพระสงฆ์แพ้ยา สารเคมีอะไรหรือไม่ โดยต้องถามท่านก่อนจะถวาย โดยสอบได้จากประวัติการแพ้ยา

ประเด็นที่สองคือ ต้องมั่นใจว่าของที่นำไปถวายต้องไม่ใกล้หมดอายุ หรืออย่างน้อยก็ควรมีอายุเหลืออย่างต่ำหนึ่งปีในวันถวาย หากถวายยา หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีวิธีเก็บรักษาเป็นพิเศษ เช่น ต้องเก็บในตู้เย็น เป็นต้น ก็ต้องกราบเรียนพระให้ทราบด้วย ไม่เช่นนั้น อาหารเสริมหรือสมุนไพรที่เราถวาย แต่ทว่าท่านเก็บรักษาไม่ถูกต้อง แทนที่ฉันแล้วจะบำรุงสุขภาพ ก็อาจก่ออันตรายแก่ผู้ใช้

ที่จริงแล้ว การเลือกยา สมุนไพร หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับถวายพระ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนหลายอย่าง โดยทั่วไปเราควรรู้จักข้อมูลสุขภาพของคนที่เราต้องการนำอาหารเสริม สมุนไพรหรือของบำรุงต่างๆ ไปมอบให้ดีพอสมควร ไม่เช่นนั้นความหวังดีของเราอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้รับมอบได้ ยกตัวอย่างเช่น พระบางรูปอาจเป็นโรคหัวใจ และจำเป็นต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งยาประเภทนี้เป็นยาที่มีโอกาสตีกับอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาอื่นๆ ได้มาก โดยมีโอกาสทำให้ปริมาณยาในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และปริมาณยาที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อาจทำผู้ป่วยให้ไม่ได้ผลการรักษา หรือไม่ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ 

นั่นคือ ทำให้มีโอกาสเกิดเลือดออก หรือเลือดแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงกับผู้ที่กำลังใช้ยานี้ร่วมกับอาหารเสริมหรือสมุนไพร ซึ่งบางครั้งแม้แต่ตัวผู้ใช้ยาเองก็ไม่อาจทราบได้ หรือบางโรคที่ฟังดูแล้วเป็นโรคที่ค่อนข้างธรรมดา เช่น ความดันโลหิตสูง การใช้สมุนไพรบางอย่างอาจมีผลเพิ่มความดันโลหิตทำให้ความดันโลหิตควบคุมได้ยาก 

ตัวอย่างของสมุนไพรที่ว่า คือโสม ญาติโยมหลายคนอาจจะตระหนักถึงประเด็นนี้อยู่แล้วจึงเลี่ยงไปซื้อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ที่เรามักเรียกว่าอาหารเสริม) แทน ก็ขอเรียนว่าที่จริงแล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็มีโอกาสตีกับยาที่ผู้ป่วย หรือพระสงฆ์ท่านใช้อยู่ 

นอกจากนี้ในแง่ของอาหารทางการแพทย์ หรือพวกอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ก็มีประเด็นที่ควรคำนึงถึงอยู่เช่นกัน อาหารเสริมสำหรับคนทั่วไป อาจจะไม่สามารถใช้กับคนที่มีโรคประจำตัวบางโรค เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคไต และคนที่เป็น 2 โรคนี้ก็มีอาหารเสริมทางการแพทย์สูตรเฉพาะที่เหมาะภาวะโรค 

ดังนั้นถ้าเราจะเลือกซื้ออาหารเสริมให้ญาติผู้ใหญ่ หรือถวายพระสงฆ์ เราก็ควรมีข้อมูลสุขภาพของท่านด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อได้ถูกต้อง เพราะของเหล่านี้เป็นของที่มีราคาค่อนข้างแพง แล้วถ้าหากใช้ผิด ก็จะเสียทั้งเงินและสุขภาพ

โดยทั่วไป เวลาเราจัดหายาไปทำบุญถวายพระ เราไม่ทราบข้อจำกัดของพระที่เราจะถวาย หรืออาจเป็นการถวายรวมๆ โดยไม่ได้เจาะจงพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งฉะนั้น ควรเลือกจัดหายาที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อพระ เช่น ยาใช้ภายนอกชนิดต่างๆ ชุดทำแผลเจลประคบเย็น ยาดม ยาหม่อง ยาไล่ยุง เป็นต้น ถ้าจะถวายยารับประทาน ควรเป็นยาที่ดูแลรักษาโรคง่ายๆ เช่น พาราเซตามอล ผงเกลือแร่โอ อาร์ เอส ยาถ่าน ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานแล้วไม่ง่วง กลุ่มยาลดอาการจุกเสียดทางเดินอาหาร เป็นต้น 

ขอแนะนำชนิดแผงน่าจะดีกว่า เพราะว่าท่านอาจจะแบ่งกันใช้ และในบางกรณีชนิดแผงเก็บรักษาง่ายกว่า และความคงตัวของยาดีกว่า แต่ไม่แนะนำให้ถวายแบบประเภทขวดร้อยเม็ด หรือพันเม็ด เพราะเมื่อมียามากเกินไป ก็อาจใช้ไม่ทัน แล้วหมดอายุก่อน

อันที่จริงผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์นี้เป็นประจำ อาจเคยผ่านตาเกี่ยวกับประเด็นการถวายยาแด่พระสงฆ์มาบ้างแล้ว แค่ที่ผู้เขียนเขียนซ้ำเนื่องจากมีประสบการณ์ และเห็นปัญหาการใช้ยาของพระสงฆ์อยู่เนืองๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาที่พบส่วนหนึ่ง เกิดจากความหวังดีของญาติโยม ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความรู้เข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้จะทำให้ลดปัญหาการใช้ยา อันอาจนำไปสู่อันตรายต่อพระสงฆ์ได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745504

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

สัปดาห์นี้เรามาชวนกันป้องกันโรค “ไข้เลือดออก” กันครับแม้โรคนี้จะเก่าแก่ แล้วเราคุ้นเคยกับมันมานานก็ตาม แต่เราก็ต้องป้องกันตัวเราจากมันให้ได้ ยิ่งปีนี้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่าปีก่อนๆ 

กรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกว่า ในปี 2566 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1-25 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 27,377 ราย เสียชีวิต 23 ราย คำนวณคร่าวๆ คือปีนี้มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้ตกสัปดาห์ละคนเลยทีเดียวนับว่าสูงกว่าปีก่อนถึงเกือบ 3 เท่าตัว 

ยิ่งช่วงฤดูฝนแบบนี้ก็เป็นช่วงที่ไข้เลือดออกกำลังระบาดมากที่สุดของปี เชื่อว่าหลายคนยังคงจำเคสนักแสดงวัยหนุ่มแน่นร่างกายแข็งแรง แต่ต้องเสียชีวิตจากไข้เลือดออกได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากไข้เลือดออกมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะดูแคลนมันว่าไม่รุนแรงมากนัก 

ทุกคนคงพอทราบว่าตัวการทำให้คนเป็นไข้เลือดออกคือยุงลาย ยุงลายเป็นพาหะของเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) เมื่อมันดูดเลือดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมาไว้ในตัวมันเอง แล้วไปกัดคนอื่นก็เป็นการแพร่เชื้อไวรัสเดงกี่ หลังจากถูกยุงกัดก็จะป่วยภายใน 3-8 วัน

อาการของการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ มีระดับที่แตกต่างกันตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลยจนถึงรุนแรงจนเกิดภาวะช็อก ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต แต่ที่พบบ่อยๆ คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องมาก โดยเฉพาะชายโครงด้านขวา มีจุดเลือดออกตามแขนขา ลำตัว ในรายที่มีอาการรุนแรง จะนำไปสู่ภาวะช็อกมือเท้าเย็น ความดันเลือดตก ปัสสาวะไม่ออก อวัยวะภายในล้มเหลวตามมา ซึ่งก่อนจะถึงภาวะนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการมาแล้วหลายวัน

ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ มีแต่การใช้ยารักษาตามอาการ เช่น หมั่นเช็ดตัวและให้ยาแก้ปวดลดไข้ ถ้ายังรักษาตัวอยู่ที่บ้านควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่ ชดเชยการขาดน้ำ แต่ถ้าภายใน 2-3 วันไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีน้ำหนักเกิน หญิงมีครรภ์ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ธาลัสซีเมีย โรคหัวใจ ตับไต ไม่ดี ผู้ที่กำลังใช้ยาที่มีผลต่อเกล็ดเลือด (NSAIDS) เช่น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาได้ทันท่วงที ก่อนเกิดภาวะช็อก หรือเลือดออกตามชื่อโรคจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอาการสำคัญที่พบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออก และอาการอาจมีโอกาสที่จะรุนแรงยิ่งขึ้นถ้าเป็นไข้เลือดออกครั้งที่สอง

การใช้ยาแก้ปวดลดไข้ในผู้ป่วยไข้เลือดออก ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอล แต่ที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาดในกรณีที่เป็นไข้เลือดออก คือ ยาบรรเทาปวด ลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDS เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แอสไพริน (Aspirin) ไดโคลฟีแนก (Diclofenac) นาปรอกเซน (Naproxen) เป็นต้น เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ทำให้เลือดออกแล้วหยุดยาก เพราะยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด

ฉะนั้นถ้าเราเป็นไข้ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ ถ้าต้องใช้ยาแก้ปวดลดไข้ ให้เลือกใช้เป็นยาพาราเซตามอลเป็นอันดับแรก

ส่วนการป้องกันไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือ ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ดังนั้นการติดมุ้งลวดให้ การสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาวปกปิดไว้ไม่ให้ยุงกัดได้ รวมถึงการใช้ยาทา ไล่ยุง และต้องร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย โดยดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีน้ำขังได้ และต้องทำให้บ้านโล่ง ไม่รก เพื่อป้องกันยุ่งไปอาศัย

สำหรับคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ก็สามารถเป็นซ้ำอีกได้ เพราะไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคมีถึง 4 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อจากไวรัสชนิดอื่น โรคไข้เลือดออกก็มีการพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้มีคำแนะนำให้ฉีดในวงกว้างเหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่ 

สำหรับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนั้น ออกแนะนำให้ฉีดในกลุ่มคนอายุ 9-45 ปี ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์อื่น การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการเป็นไข้เลือดออกซ้ำได้ประมาณ 60% และช่วยให้โรคอยู่ในระดับที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 90% 

ข้อเสียของวัคซีนนี้คือ มีราคาค่อนข้างแพง และต้องฉีดถึง 3 เข็ม และเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น จึงมีข้อควรระวังการฉีดค่อนข้างมาก การพิจารณาว่าใครควรฉีดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาอย่างรัดกุมโดยแพทย์เท่านั้น

โดยสรุป ปี 2566 นี้เป็นปีที่ไข้เลือดออกระบาดค่อนข้างรุนแรงในประเทศไทย การป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด การดูแลผู้ที่เป็นไข้โดยคิดถึงไข้เลือดออกไว้เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ที่มีผลต่อเกล็ดเลือด รวมถึงปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีน ในกรณีเคยเป็นไข้เลือดออกและกำลังอยู่ในพื้นที่ระบาด ทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดจากไข้เลือดออกหรือไวรัสเดงกี่ได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยเกาต์ต้องเลี่ยงอาหารมีพิวรีนสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/744091

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยเกาต์ต้องเลี่ยงอาหารมีพิวรีนสูง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยเกาต์ต้องเลี่ยงอาหารมีพิวรีนสูง

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

เกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด คือประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร และพบโรคนี้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 10 เท่า 

ข้ออักเสบในโรคเกาต์เกิดจากกรดยูริกในเลือดที่สูงกว่าปกติ (สูงกว่า 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและสูงกว่า 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศหญิง) จนในที่สุดตกผลึกเป็นเกลือยูเรตสะสมในน้ำรอบข้อ จนเกิดการระคายเคืองและอักเสบ อาการของโรคเกาต์มักเกิดแบบฉับพลันทันใด และเป็นๆ หายๆ 

ในช่วงที่เกิดข้ออักเสบจะรักษาด้วยยาต้านอักเสบเมื่อพ้นระยะการอักเสบจึงจะเริ่มใช้ยาที่มีผลลดกรดยูริกในเลือด

คนเป็นโรคเกาต์ต้องระมัดระวังการรับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง พิวรีนเป็นสารที่มีตามธรรมชาติทั้งในพืชหรือสัตว์ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเปลี่ยนเป็นกรดยูริค แต่ในสัตว์และพืชแต่ละชนิดก็มีพิวรีนไม่เท่ากัน ถ้าเมื่อไรอาหารชนิดนั้นมีพิวรีนสูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่ออาหารปริมาณ 100 กรัม จะเข้าข่ายอาหารพิวรีนสูงทันที 

ซึ่งในกรณีของเครื่องในสัตว์ ไม่ว่าจะตับ ปอด หัวใจ เซ่งจี๊ ม้าม สมอง กึ๋น ฯลฯ เหล่านี้จัดเป็นอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง นอกจากเครื่องในสัตว์ก็มี ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กระถิน ชะอม ถั่วต่างๆ แต่ที่น่าสนใจคือ น้ำต้มกระดูก น้ำซุปก็มีพิวรีน (purine) สูงเช่นกัน

โรคเกาต์เป็นโรคเรื้อรัง ถ้ารักษาไม่ดีจะทำให้ผลึกเกลือจากกรดยูริกสะสมตามข้อจนผิดรูปและพิการตามมา ดังนั้น นอกจากผู้ป่วยต้องกินยาตามสั่งสม่ำเสมอแล้ว จะต้องควบคุมปริมาณอาหารที่มีพิวรีนสูงร่วมด้วย 

นอกจากอาหารที่กล่าวถึงแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องควบคุมการบริโภคก็คือ เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พิวรีนสูง จึงพบบ่อยๆ ว่าคนไข้เกาต์กำเริบหลังมีดื่มแอลกอฮอล์ในงานสังสรรค์ต่างๆ 

ส่วนวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดโอกาสการกำเริบของโรคเกาต์ นอกจากเรื่องลดและเลี่ยงอาหารพิวรีนสูงก็ต้องหลีกเลี่ยงผลไม้ลดหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุคโตส เพราะเพิ่มความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบ พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนเกินไปเพราะน้ำหนักที่เกินจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้ข้ออักเสบ

ส่วนคนที่อ้วนอยู่เดิมก็ต้องลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าออกกำลังกายหักโหมเกินก็จะกระตุ้นให้เกาต์กำเริบได้ นอกจากนั้นก็ควรดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อให้การขับออกของของเสียมีประสิทธิภาพดีขึ้น ที่สำคัญควรกินยาสม่ำเสมอและไปพบแพทย์ตามนัด

ยาตัวที่นิยมใช้มากที่สุดเพื่อควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดของคนไข้โรคเกาต์ คือ อัลโลพูรินอล (allopurinol)แต่พบว่าในผู้ป่วยบางราย มีอุบัติการณ์การแพ้ยารุนแรง ผู้ป่วยที่แพ้จะเกิดอาการผื่นผิวหนังรุนแรง และพบได้ค่อนข้างบ่อย จึงมีคำแนะนำให้ตรวจว่าผู้ที่จะใช้ยามีความเสี่ยงการแพ้หรือไม่ โดยการตรวจหายีน HLA-B*58:01 เพราะผู้ที่มียีนนี้จะเสี่ยงแพ้ยารุนแรงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประมาณ 300 กว่าเท่า ซึ่งแพทย์จะประเมินว่าผู้ป่วยคนใดจำเป็นต้องตรวจหรือไม่ และถ้าจำเป็นต้องตรวจ ก็สามารถเบิกได้ทุกสิทธิการรักษา

โดยสรุป คนเป็นโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีอาการข้ออักเสบหรือที่เรียกว่าเกาต์กำเริบหรือคนที่โรคสงบแล้วก็จริงแต่กรดยูริคในเลือดยังสูงอยู่ควรหลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง และควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองแม้จะหายจากข้ออักเสบแล้ว และถึงแม้การใช้ยาจะมีความเสี่ยงการแพ้รุนแรง แต่ก็สามารถตรวจคัดกรองหายีนที่ระบุความเสี่ยงเพื่อการเลือกใช้ยาได้อย่างปลอดภัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจคัดกรองมะเร็ง ช่วยให้รักษามะเร็งได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742530

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจคัดกรองมะเร็ง ช่วยให้รักษามะเร็งได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจคัดกรองมะเร็ง ช่วยให้รักษามะเร็งได้

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือ colorectal cancer เป็นมะเร็งที่พบบ่อยทั้งระดับประเทศและโลก จากสถิติในปี 2020 คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งนี้ประมาณ 20,000 คน จัดเป็นมะเร็งอันดับที่ 4-5 ในคนไทย ในปีเดียวกัน มีการเสียชีวิตจากมะเร็งนี้ประมาณ 10,000 ราย จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับประเทศ ที่เราต้องให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้ดูแลตนเองให้ถูกต้อง เพื่อลดการป่วยและตายจากโรคมะเร็งนี้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

ก่อนอื่นเรามาพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ก่อนเพื่อจะได้ทราบว่าขณะนี้ตนเองมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และต้องเฝ้าระวังอาการของตนเองในระดับใด ปัจจัยเสี่ยงชนิดนี้ ได้แก่ 

(1) ความชรา ซึ่งเราเลี่ยงมิได้ อายุที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยเฉพาะอายุที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

(2) เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง 

(3) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 

(4) การมีโรคทางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น Lynch Syndrome (hereditary non-polyposis colorectal cancer หรือ
HNPCC), familial adenomatous polyposis (FAP) เป็นต้น 

(6) มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ 

(7) เป็นโรคเบาหวาน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ซึ่งประชาชนควรอย่างยิ่งที่จะต้องทราบเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว ได้แก่ 

(1) มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน 

(2) ไม่ออกกำลังกาย หรือชอบอยู่ในสภาวะเนือยนิ่ง 

(3) บริโภคอาหารบางจำพวกมากเกินไป เช่น เนื้อแดง ไขมันสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบค่อน เป็นต้น 

(4) สูบบุหรี่ 

(5) ดื่มสุรา 

ซึ่งในส่วนของข้อ 4 และ 5 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการป่วยและตายด้วยโรคมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นด้วย

กุญแจสำคัญที่จะทำให้การรักษามะเร็งประสบความสำเร็จ ยืดชีวิตคนไข้ได้นานที่สุดคือ การค้นพบโรคได้เร็วที่สุด อย่างน้อยก่อนที่โรคจะอยู่ในระยะลุกลาม เพราะเมื่อมะเร็งลุกลามออกนอกจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคแล้วการรักษาจะยากขึ้นมาก 

ดังนั้น สมาคมวิชาชีพด้านสาธารณสุขจึงพยายามออกคำแนะนำเพื่อให้เกิดการตรวจคัดกรองอย่างทันเวลา ก่อนที่โรคมะเร็งจะแสดงอาการ

สมาคมแพทย์ทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงไว้ดังนี้ บุคคลทั่วไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคน จัดเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงปานกลาง ควรไปการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตามพบอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นในคนอายุน้อยลงในระยะหลังๆ ดังนั้น ในบางแนวทางปฏิบัติจึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปี

ผู้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตามความเสี่ยงที่มี ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้มีญาติลำดับที่ 1 (บิดา มารดา พี่ น้องร่วมสายเลือด) ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งสูง ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือ (inflammatory bowel disease (IBD) ผู้ป่วยที่มีประวัติมีติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ หรือเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงหลักๆ มี 3 วิธี ได้แก่ 

(1) ตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระทุก 1-2 ปี 

(2) การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งโดยประมาณทำทุก 10 ปี ถ้าผลตรวจไม่พบความผิดปกติ (3) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่

ภาครัฐโดย สปสช. เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองนี้เช่นเดียวกัน ไม่เฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทองสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองมะเร็ง 3 รายการ คือ มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งช่องปาก อย่างสะดวกสบายโดยใช้บริการได้ที่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เช่น รพ.สต. สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาล ที่เป็นหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือสถานพยาบาลที่ท่านไปใช้บริการเป็นประจำ

เพียงเท่านี้ ท่านก็พอจะทราบถึงแนวทางที่ทำให้ชีวิตห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้ และช่วยลดโอกาสพบการเกิดมะเร็งในระยะที่รักษายากได้ด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/741148

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว แล้วไม่รักษาให้ทันการณ์ นั่นหมายความว่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องย้ำว่า ในทางการแพทย์สามารถตรวจและรักษามะเร็งได้ แต่ต้องพบโรคในระยะเริ่มแรก เพราะฉะนั้นขอให้ตรวจร่างกายประจำปี และหมั่นสังเกตอาการของร่างกายเป็นประจำ ก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราน่าจะปลอดภัยจากมะเร็ง

มะเร็งที่ทำให้คนไทยตายเป็นอันดับหนึ่งคือมะเร็งตับ จากสถิติประจำปี 2021 พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งตับปีละกว่า 27,000 คน และตายเพราะโรคมะเร็งชนิดนี้ ปีละ 26,000 คน หรือ 96.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าสูงมาก

ปัจจัยหลักของการเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ มี 2 ประเด็นคือ มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี  และการมีภาวะตับแข็ง ซึ่งอาจเกิดจากแอลกอฮอล์ รวมถึงสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ อาทิ ภาวะไขมันเกาะตับ เป็นต้น

อีกประเด็นที่สำคัญมากเช่นกัน คือการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน (aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่เชื้อราผลิตออกมาซึ่งพบทั่วไปในอาหารแห้ง เช่น ธัญญาพืช ถั่ว ที่มีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยสารนี้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสามารถทำให้เกิดมะเร็งตับได้

ถ้าสังเกตจากตัวเลขการป่วยและการตายจากมะเร็งตับคร่าวๆ จะเห็นว่าอัตราป่วยและตายค่อนข้างใกล้เคียงกัน อนุมานได้ว่าผลการรักษาโรคมะเร็งตับไม่ดีเหมือนมะเร็งอื่นๆ เหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ ผู้ป่วยมักมารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาช้าเกินไป มะเร็งจึงลุกลามออกนอกตับ ทำให้ผ่าตัดไม่ได้ ส่วนยาใช้รักษาได้ก็มีไม่มาก และไม่ค่อยได้ผลดีมากนัก สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาช้าคืออาการของมะเร็งตับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจำเพาะเจาะจงนัก

มะเร็งตับในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ จนเมื่อก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยถึงจะเริ่มอึดอัดแน่นท้อง บางรายมีอาการเหมือนโรคกระเพาะ เช่น แสบท้อง อาหารไม่ย่อยแน่นท้อง บางรายอาจมีอาการปวดชายโครงด้านขวา เมื่อเป็นมากขึ้นก็อาจมีภาวะเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน ได้ เมื่อถึงจุดนี้ต่อให้วินิจฉัยมะเร็งตับได้การรักษาให้หายขาดก็เป็นเรื่องยากลำบากเสียแล้ว

เช่นเดียวกับมะเร็งอื่นๆ การรักษามะเร็งตับในระยะเริ่มต้นให้ผลดีกว่าเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลาม ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่คำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้อาจแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นเล็กน้อย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่แนะนำให้ทุกคนเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป อาจเร็วขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่น แต่มะเร็งตับซึ่งแม้ว่าอัตราตายจะสูง แต่ไม่ได้แนะนำให้ตรวจคัดกรองทุกคนเพราะอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 

ดังนั้นจึงพิจารณาให้ตรวจคัดกรองเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ควรต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งตับ คือทุกคนที่มีภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุ เพราะภาวะตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ลำดับต่อมาคือคนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และมีพังผืดสะสมในตับมาก ส่วนคนที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้น ถ้ามีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ แนะนำว่า ในเพศชายควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนในเพศหญิงควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับทำโดยการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน และตรวจเลือดเพื่อวัดระดับอัลฟ่าฟิโตโปรตีน หรือ AFP โดยแพทย์จะพิจารณาให้ตรวจทุก 1 ปีหรือ 6 เดือน ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน

แต่ข่าวดีคือ หากพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาแบบเฉพาะที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เข็มจี้หรืออาจจะให้ยาเคมีบำบัดเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรงผ่านสายสวนหลอดเลือดแดงข่าวดียิ่งกว่านั้นคือ หากเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม ในปัจจุบันนอกจากยาเคมีบำบัดแล้วยังมียาใหม่ๆ อีกหลายชนิด เช่น ยาแบบมุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตนานขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการรักษามะเร็งในระยะลุกลาม ก็ควรรีบดำเนินการตั้งแต่ตับยังทำงานได้ดี การค้นพบโรคได้ทันเวลาเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการรักษาไม่ว่าโรคจะอยู่ในระยะใด

แล้วทางที่ดีที่สุดคือทำอย่างไรจะไม่เป็นมะเร็งตับ อันดับแรกคือ หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็ควรรีบฉีดโดยด่วน อันดับต่อมาคือบริโภคแอลกอฮอล์แต่พอประมาณเพื่อไม่ให้ตับทำงานมากเกินจนเกิดภาวะตับแข็ง และควรหลีกเลี่ยงอาหารธัญญาพืช ถั่ว พริกป่นที่เก่าเก็บ ที่มีโอกาสในการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ควรหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับตับจะได้ดำเนินการตรวจเพิ่มเติมได้ทันเวลา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739598

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.45 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือ colorectal cancer เป็นมะเร็งที่พบบ่อยทั้งระดับประเทศและโลก จากสถิติในปี 2020 คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งนี้ประมาณ 20,000 คนจัดเป็นมะเร็งอันดับที่ 4-5 ในคนไทย ในปีเดียวกัน มีการเสียชีวิตจากมะเร็งนี้ประมาณ 10,000 ราย จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับประเทศ ที่เราต้องให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้ดูแลตนเองให้ถูกต้อง เพื่อลดการป่วยและตายจากโรคมะเร็งนี้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

ก่อนอื่นเรามาพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ก่อนเพื่อจะได้ทราบว่าขณะนี้ตนเองมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และต้องเฝ้าระวังอาการของตนเองในระดับใด ปัจจัยเสี่ยงชนิดนี้ ได้แก่ 

(1) ความชรา ซึ่งเราเลี่ยงมิได้ อายุที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยเฉพาะอายุที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

(2) เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง 

(3) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 

(4) การมีโรคทางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น Lynch Syndrome (hereditary non-polyposis colorectal cancer หรือ HNPCC), familial adenomatous polyposis (FAP) เป็นต้น 

(6) มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ 

(7) เป็นโรคเบาหวาน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ซึ่งประชาชนควรอย่างยิ่งที่จะต้องทราบเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว ได้แก่ 

(1) มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน 

(2) ไม่ออกกำลังกาย หรือชอบอยู่ในสภาวะเนือยนิ่ง 

(3) บริโภคอาหารบางจำพวกมากเกินไป เช่น เนื้อแดงไขมันสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบค่อน เป็นต้น 

(4) สูบบุหรี่ 

(5) ดื่มสุรา 

ซึ่งในส่วนของข้อ 4 และ 5 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการป่วยและตายด้วยโรคมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นด้วย

กุญแจสำคัญที่จะทำให้การรักษามะเร็งประสบความสำเร็จ ยืดชีวิตคนไข้ได้นานที่สุดคือ การค้นพบโรคได้เร็วที่สุด อย่างน้อยก่อนที่โรคจะอยู่ในระยะลุกลาม เพราะเมื่อมะเร็งลุกลามออกนอกจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคแล้วการรักษาจะยากขึ้นมาก 

ดังนั้นสมาคมวิชาชีพด้านสาธารณสุขจึงพยายามออกคำแนะนำเพื่อให้เกิดการตรวจคัดกรองอย่างทันเวลา ก่อนที่โรคมะเร็งจะแสดงอาการ

สมาคมแพทย์ทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงไว้ดังนี้ บุคคลทั่วไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคน จัดเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงปานกลาง ควรไปการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตามพบอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นในคนอายุน้อยลงในระยะหลังๆ ดังนั้น ในบางแนวทางปฏิบัติจึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปี

ผู้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตามความเสี่ยงที่มี ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้มีญาติลำดับที่ 1 (บิดา มารดา พี่ น้องร่วมสายเลือด) ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งสูง ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือ (inflammatory bowel disease (IBD) ผู้ป่วยที่มีประวัติมีติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ หรือเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงหลักๆ มี 3 วิธี ได้แก่ 

(1) ตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระทุก 1-2 ปี 

(2) การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งโดยประมาณทำทุก 10 ปี ถ้าผลตรวจไม่พบความผิดปกติ (3) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่

ภาครัฐโดย สปสช. เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองนี้เช่นเดียวกัน ไม่เฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทองสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองมะเร็ง 3 รายการ คือ มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งช่องปาก อย่างสะดวกสบายโดยใช้บริการได้ที่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เช่น รพ.สต. สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาล ที่เป็นหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือสถานพยาบาลที่ท่านไปใช้บริการเป็นประจำ

เพียงเท่านี้ ท่านก็พอจะทราบถึงแนวทางที่ทำให้ชีวิตห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้ และช่วยลดโอกาสพบการเกิดมะเร็งในระยะที่รักษายากได้ด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) ตอนที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738083

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) ตอนที่ 3

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) ตอนที่ 3

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.40 น.

เราพูดถึงเรื่องการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมาต่อเนื่องกัน 3 สัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น acesulfame potassium, advantame, aspartame, cyclamate, neotame, saccharin, steviol glycosides, sucralose และเราก็ทราบแล้วว่า สารเหล่านี้ไม่ได้ช่วยควบคุมน้ำหนัก ไม่ได้ทำให้เป็นเบาหวานน้อยกว่าคนที่กินน้ำตาล แต่ที่น่าตกใจคือ คนที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้ ยังมีความเสี่ยงเป็นโรคระบบหัวใจ และหลอดเลือดสูงกว่าคนที่ไม่บริโภค 

นั่นหมายความว่าการบริโภคน้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลปกติ ไม่ช่วยป้องกันโรคอย่างที่เราคาดหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังคงย้ำว่า เราสามารถใช้น้ำตาลเทียมเหล่านี้เพื่อลดปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่เรารับสู่ร่างกายได้

สัปดาห์นี้ จะพูดถึงผลต่อสุขภาพของคนในกลุ่มใช้น้ำตาลเทียมเป็นประจำอีก 2 หัวข้อ คือ โอกาสเกิดมะเร็ง และการคลอดก่อนกำหนด

ในรายงานการวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าผู้ใช้น้ำตาลเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัณฑสกร หรือ saccharine เป็นประจำ เสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่อย่างตกอกตกใจเกินไปว่า น้ำตาลเทียมเป็นสารก่อมะเร็ง เพราะเมื่ออ้างจากงานวิจัยลักษณะ โดยการเก็บข้อมูลย้อนหลังเท่านั้น แต่อันที่จริงก็ยากที่จะระบุถึงปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดของโรคมะเร็ง ระหว่างคนใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลกับผู้ไม่ใช้น้ำตาลเทียม ได้อย่างละเอียด

ขัณฑสกร หรือ saccharine เป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 300-700 เท่า มักถูกนำไปใช้ในอาหารจำพวก ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กวน 

ทั้งนี้ คณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย. ของไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารนี้ในเครื่องดื่ม แต่เพราะสารนี้มีราคาถูก ผู้ผลิตอาหารที่ไม่มีความรู้ หรือไร้จรรยาบรรณ ก็ยังใช้เพื่อลดต้นทุน ดังนั้น ถ้าเราจะเลี่ยงขัณฑสกร เพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ก็ต้องเลี่ยงการบริโภคอาหารหวานจัด จากผู้ผลิตที่ไม่น่าไว้วางใจ

อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องสารให้ความหวานแทนน้ำตาลกับการคลอดก่อนกำหนด รายงานของ WHO ระบุว่าการบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย 

ในส่วนนี้ไม่ได้มีการระบุว่าเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวใด แต่กลุ่มคนที่น่าห่วงก็คือคุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งต่อไปนี้ต้องระวังมากขึ้น

ข้อคิดที่ได้จากรายงานเรื่องสารให้ความหวานแทนน้ำตาลของ WHO คือ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีทางลัด สำหรับการมีสุขภาพดี แต่ต้องปฏิบัติตัวตามองค์ความรู้ที่เรียนมาสมัยเด็กๆ คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ลดความหวาน (ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล)ลดเค็ม ลดมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น หากเจ็บป่วยก็ต้องไปพบแพทย์ตามนัด และใช้ยาตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาลปลอดภัยจริงหรือ (ตอน 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736609

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วได้นำเสนอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่าการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในระยะยาวไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สัปดาห์นี้จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องเดิมว่า การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีข้อควรคำนึงถึงอย่างไรบ้าง

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ให้พลังงานน้อยหรือไม่ให้พลังงานเลย ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่น acesulfame potassium, advantame, aspartame, cyclamate, neotame, saccharin, steviol glycosides, sucralose จะเห็นว่าตัวที่เราค่อนข้างคุ้นเคย คือ aspartame กับ saccharin ซึ่ง saccharin นั้นเรารู้จักในนามขัณฑสกรมานานมากแล้ว acesulfame potassium และตัวที่เพิ่งจะดังไม่นานมานี้ ก็คือสารสกัดจากหญ้าหวานหรือ stevia แต่ละอุตสาหกรรมอาหารก็เลือกใช้แตกต่างกันไป เนื่องจากบางตัวรสชาติเปลี่ยน เมื่อผ่านความร้อน บางตัวไม่เปลี่ยนแปลง จึงเหมาะกับอาหารที่ต้องปรุงด้วยความร้อน เป็นต้น 

ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำตาลเทียมในอาหาร แต่บริโภคจากเครื่องดื่มหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีฉลากว่า sugar free, zero, lite หรือ ใช้คำว่า “น้ำตาลน้อยกว่า” เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี ในบางครั้งผู้ประกอบการไม่ระบุคำใดๆ บนฉลากให้มากพอที่จะสังเกตได้ ระบุเพียงบนส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าผู้บริโภคไม่อ่านให้ดี อาจไม่ทราบว่าได้รับประทาน หรือดื่มเข้าไปแล้ว

จากนี้ไปจึงต้องอ่านและศึกษารายละเอียดฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดีว่าเรากำลังนำสิ่งใดเข้าสู่ร่างกายอันที่จริงแล้ว เราเกือบทุกคนติดรสหวานไม่มากก็น้อย เราลองมาดูความต่างระหว่าง สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลกับน้ำตาล อย่างเช่น เราชงกาแฟแล้วเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา หรือประมาณ 4 กรัม เราจะได้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าเราใช้ stevia หรือสารสกัดจากหญ้าหวานแทน เราจะได้รสหวานโดยไม่ได้รับพลังงาน และให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติถึง 300 กว่าเท่า หรือถ้าเราเป็นคนติดน้ำอัดลม การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 มิลลิลิตร จะมีน้ำตาล 34 กรัม คิดเป็น 140 กิโลแคลอรี่ แต่หากเราเลือกสูตร zero หรือ lite เมื่อดูที่ฉลาก จะเห็นว่าพลังงานเป็น 0 กิโลแคลอรี่ หรือให้พลังงานน้อยกว่าสูตรที่ใช้น้ำตาล หมายความว่า การเลือกเครื่องดื่มเหล่านี้ จะทำให้เราได้น้ำตาลและพลังงานน้อยกว่าสูตรปกติ ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของคนไข้เบาหวาน และเป็นการคุมแคลอรี่ที่รับเข้าสู่ร่างกายของคนปกติ นั่นหมายความว่าถ้าเดิมเราเคยดื่มน้ำอัดลมวันละกระป๋องทุกวัน และเราเปลี่ยนสูตรจากดั้งเดิมเป็นปราศจากน้ำตาล โดยเรากินอาหารอย่างอื่นและไม่เปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน เราควรน้ำหนักลดลง ซึ่งก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา

แต่กลับปรากฏว่า การที่เราบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาวไม่ทำให้เราควบคุมน้ำหนักได้ ตรงข้ามข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว กลับมีความสัมพันธ์ที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะอ้วน 1.76 เท่า และยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน 1.23-1.34 เท่า (ความเสี่ยงที่ว่านี้จัดว่าอยู่ในระดับต่ำ) 

จากข้อมูลนี้ ทำให้เราเห็นว่ามันสวนทางกับความรู้สึก เพราะเราอุตส่าห์เลือกกิน หรือดื่ม อาหารและเครื่อมดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

อีกมิติหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ แม้เราจะลด และระวังการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล แต่หากเราไม่ระมัดระวังในเรื่องอื่นๆ เช่น การคุมแคลอรี่ทั้งหมดที่เรากินเข้าไป เช่น จากแป้ง โปรตีน และไขมัน แล้วไม่ออกกำลังกาย ขอบอกว่าการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ไม่ได้ช่วยลดพลังงาน และลดน้ำหนัก

ส่วนการเกิดเบาหวาน แค่เพียงคุมน้ำตาลอย่างเดียว แต่ไม่คุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ให้ดี ก็ไม่ลดโอกาสของเบาหวาน

สรุป การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล อาจไม่ได้ตอบโจทย์สุขภาพในเรื่องลดการเป็นเบาหวาน และลดความอ้วน แต่เรายังสามารถใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมการระมัดระวังปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยง หรือลดความหวานลง ซึ่งดีที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735194

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เพราะชีวิตคนเราขาดรสชาติหวานๆ ไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าความหวานที่มากเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น มนุษย์จึงพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อหาสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล เพราะยังต้องการรสหวาน แต่ไม่ต้องการปริมาณแคลอรีที่มากเกินไป จึงมีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเกิดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความวิชาการ ที่ทำให้ผู้คนตกอกตกใจออกมาฉบับหนึ่ง โดยพูดถึงผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยเฉพาะเมื่อใช้ในเวลานานๆ ต่อเนื่องกัน

ใจความโดยสรุปคือ ไม่ควรใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อควบคุมน้ำหนัก หรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคหลอดเลือดหัวใจต่างๆ

เราพอจะเข้าใจกันดีแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินไม่ได้เกิดจากการกินของหวานหรือน้ำตาลเพียงอย่างเดียวการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล โดยไม่ได้คุมอาหารหมวดอื่น เช่น ไขมัน หรือไม่คุมพลังงานทั้งหมดที่ได้จากอาหารให้พอดี ย่อมไม่สามารถทำให้มีน้ำหนักตัวที่พอเหมาะได้ 

ภาวะน้ำหนักเกิน หรือหากเกินจนเข้าข่ายอ้วน ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคต่างๆ หลายอย่าง ข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกนำเสนอเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมีข้อมูลระบุว่า การบริโภคสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และยังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่ม BMI (ดัชนีมวลกาย) และเพิ่มความอ้วนด้วย ประเด็นนี้ทำให้ผู้รักสุขภาพ หรือคนที่พยายามควบคุมการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลต่างพากันงง

เอกสารฉบับเต็มที่องค์การอนามัยโลกเผยแพร่มีจำนวนกว่า 200 หน้า บอกถึงผลการวิจัยต่างๆ ที่รวบรวมไว้ประมาณ 300 ชิ้น โดยมีคำถามวิจัยเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพในหลายๆ แง่มุมของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลหลายตัว ทั้งที่ใช้มาหลายสิบปีและตัวที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เกือบสิบตัว เช่น acesulfame K,aspartame, advantame, cyclamates, neotame, saccharin, sucralose, stevia 

จริงๆ แล้วสารแต่ละตัวมีรายละเอียดปลีกย่อยหลากหลาย แล้วยังเป็นที่ถกเถียงในทางวิชาการอีกพอสมควร ซึ่งหากคุณผู้อ่านอยากเจาะรายละเอียดของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวที่คุณใช้อยู่ก็ลองอ่านได้จาก link เหล่านี้ เช่น https://www.who.int/publications/i/item/9789240046429

สำหรับรายละเอียด และประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนจะนำมาขยายเพิ่มในบทความในสัปดาห์ต่อๆ ไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเล่าสู่กันฟัง และมีความสำคัญต่อการวางแผนสุขภาพของทุกคน และทำให้ทุกคนต้องคิดว่าเราจะเลือกกินต่อ หรือพอแค่นี้ 

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งทิ้งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทิ้งไปโดยทันที เพราะในแง่การจำกัดพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป รวมถึงการไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ก็ยังคงต้องพึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอยู่ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อย่าคิดว่าเราใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในปริมาณเท่าไรก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างจำกัดและเท่าที่จำเป็น ถ้าหากเราอยากมีสุขภาพดี ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหวานให้น้อยลงเรื่อยๆ 

ส่วนข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคนที่กำลังจะลดความหวาน แต่ไม่รู้ว่าต้องลดขนาดเท่าใด ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยตามธงโภชนาการ แนะนำให้กินน้ำตาลน้อยที่สุด หรือไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม)

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย