รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากปากกาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762970

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากปากกาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากปากกาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนส่วนมากอยากมีรูปร่างสวยงามสมส่วน แล้วทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการจะมีรูปร่างงดงามนั้นเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมาย แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดีเท่านั้น เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ 

แต่ที่แปลกคือมีคนจำนวนมาก ทั้งที่มีปัญหาน้ำหนักเกินหรือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ผอมพอ ยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อจะให้ผอมลง แต่ไม่ยอมควบคุมอาหาร และไม่ชอบออกกำลังกายบางคนทุ่มเงินมากมาย แล้วยังนำตัวไปเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพอีกด้วย เช่น ไปกินยา อาหารเสริม สมุนไพร หรืออะไรต่อมิอะไรมากมาย ทั้งๆ ที่ของเหล่านั้นไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพจากคณะกรรมการอาหารและยา และของเหล่นั้นไม่ผ่านการสั่งจ่าย และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์จากแพทย์หรือเภสัชกร แต่ใช้โดยความเชื่อ โดยดูจากรีวิวของใครก็ไม่รู้ในอินเตอร์เนต โดยเฉพาะจากใครก็ไม่รู้อีกที่ถูกตั้งให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ (ผู้มีอิทธิพลต่อความเชื่อ)

ดังนั้นจึงเกิดกระแสสั่งปากกาลดความอ้วนกันยกใหญ่ เพราะหลงเชื่อว่าทำให้น้ำหนักลดลงได้เพียงแค่จิ้มปากกาฉีดยาให้ตัวเองวันละครั้ง แน่นอนว่าถ้ายาที่ได้มาเป็นของจริง และเก็บรักษายาให้มีคุณภาพ ก็อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้บ้าง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น แล้วดันใช้ยาไม่มีคุณภาพ หรือยาปลอม รับรองจะเกิดอันตรายแน่นอน อีกทั้งคนที่ใช้ยาโดยที่ไม่มีข้อบ่งใช้ หรืออาจมีข้อห้ามใช้ หรือเกิดแพ้ยา ก็จะเกิดอันตรายร้ายแรงได้ 

ปากกาลดความอ้วน หรือปากกาลดน้ำหนักที่คนพูดกันมากในสังคมนั้นมีอยู่จริง มีข้อบ่งใช้ และมีประสิทธิภาพทางการแพทย์จริง แต่สิ่งที่มีอยู่จริงอีกข้อหนึ่งคือ มีผู้เอามาขายกันทางอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องทั้งในแง่กฎหมาย และความปลอดภัย 

ยาที่บรรจุอยู่ในตัวปากกาคือยาฉีดกลุ่ม glucagon-like peptide 1 receptor agonist ซึ่งมีผลทำให้อิ่มนานขึ้นหิวน้อยลง เมื่อกินน้อยลง ผู้ใช้ยาจึงมีน้ำหนักลดลง นอกจากเรื่องน้ำหนักแล้ว ยากลุ่มนี้มีข้อบ่งใช้เกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากยาชนิดนี้คือผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย

 ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักของปากกาชนิดนี้ในผู้ที่น้ำหนักเกิน หรืออ้วน คือสามารถลดน้ำหนักได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าพูดให้เห็นภาพคือ ถ้าน้ำหนักตั้งต้นอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ผู้ใช้ยาส่วนใหญ่จะลดน้ำหนักได้ 4-8 กิโลกรัม ซึ่งควรเห็นผลภายใน 3 เดือนหลังจากใช้ยา

แต่ผู้เขียนลองค้นในอินเตอร์เนต กลับพบโฆษณาชวนเชื่อว่าการใช้ยาอาจจะลดได้ 10-20 กิโลกรัม ภายใน 4 เดือนซึ่งเกินจากค่าเฉลี่ยในรายงานวิจัยส่วนใหญ่หลายเท่า

ทั้งนี้ยังมีเหตุผลมากมายที่ไม่ควรสั่งยานี้จากอินเตอร์เนตมาใช้เอง ข้อแรกคือ ยานี้มีประโยชน์คุ้มความเสี่ยงในคนที่มีดัชนีมวลกาย 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป หรือคนที่มีดัชนีมวลกาย 27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ร่วมกับมีปัญหาสุขภาพอื่น เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น 

ข้อ 2 คือ ยานี้มีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังหลายอย่าง เช่น ในกลุ่มที่เป็น หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งไทรอยด์ หรือคนที่เป็นโรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่เรียกว่ากลุ่มเนื้องอกของต่อมไร้ท่อหลายต่อมชนิดที่ 2 ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว กระเพาะหรือลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตับอ่อนอักเสบถุงน้ำดีอักเสบ หรือมีนิ่วในถุงน้ำดี หัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดวอร์ฟาริน ซึ่งความผิดปกติทั้งหมดที่กล่าวมาควรประเมินอย่างละเอียดรอบคอบโดยแพทย์ผู้สั่งยา 

ด้านตัวยาเองซึ่งเป็นยาฉีดในรูปแบบปากกา มีข้อควรระวังในการเก็บรักษาคือก่อนการใช้งานจะต้องเก็บรักษาในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ห้ามแช่แข็ง ดังนั้น การสั่งซื้อยาจากในเนตมาใช้เองก็อาจจะต้องเสี่ยงกับยาปลอมหรือยาที่เก็บรักษาไม่ได้มาตรฐาน

อีกประเด็นที่มักถูกชูเป็นจุดเด่นของปากกาลดน้ำหนักในรีวิวคือเรื่องอาการข้างเคียง หลายคนถูกทำให้เข้าใจผิดว่ายานี้เป็นยาที่เลียนแบบฮอร์โมนที่มีอยู่แล้วในร่างกายจึงมีความปลอดภัย แต่ที่จริงแล้วยาทุกตัวมีอาการข้างเคียงทั้งนั้น รวมทั้งปากกาลดน้ำหนักด้วย อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน การรับรสผิดปกติ เวียนหัว อ่อนแรง ท้องอืดเฟ้อ เจ็บบริเวณที่ฉีด นอนไม่หลับ รวมถึงอาการข้างเคียงรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาการแพ้ยา ไตวายเฉียบพลัน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้ยานี้ต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์

โดยสรุป ปากกาลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้จริงแต่เฉพาะในผู้ที่มีข้อบ่งใช้เท่านั้น ส่วนด้านอาการไม่พึงประสงค์ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาลดน้ำหนักที่เคยมีมา แต่ถึงแม้เป็นเช่นนั้นก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้ยานี้จึงต้องอยู่ในการดูแลโดยแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง โดยเฉพาะจากอินเตอร์เนต เพราะจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ 

และขอบอกว่าการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะจะให้ทั้งสุขภาพที่ดี มีร่างกายสมส่วน และสุขภาพจิตดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761647

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ปกติแล้วคนไทยส่วนหนึ่งชอบทักทายคนที่ไม่ได้พบเจอกันนานๆ ว่า อ้วนขึ้น ผอมลง หรือเปล่า

แต่ในระยะหลัง กลุ่มผู้ระวังเรื่องที่กระทบความรู้สึก และคำนึงถึงมารยาทต่างออกมารณรงค์ว่า ไม่ควรทักแบบนี้ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกทักเสียความรู้สึก และขาดความมั่นใจ 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่มีใครคอยทัก เราเองก็ต้องระมัดระวังน้ำหนักตัวไม่ให้น้อยหรือมากเกินไป เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคร้ายแรงหลายโรค

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เราควรมีนำ้หนักตัวเท่าใดจึงจะเหมาะสม การที่เราควรหนักเท่าใดขึ้นกับความสูงของเรา ซึ่งความสูงนี้อันที่จริงก็ไม่ใช่ค่าคงที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เข้าสู่วัยทอง ดังนั้นนอกจากเราจะต้องคอยชั่งน้ำหนักเรื่อยๆ แล้ว ก็ควรวัดส่วนสูงเป็นระยะๆ ด้วยเช่นกัน ที่ต้องทั้งชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงก็เพราะเราจะนำมาคิดค่าดัชนีมวลกาย (body mass index : BMI) โดย เอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร แล้วยกกำลัง 2 เช่น คนน้ำหนัก 62 กิโลกรัม สูง 162 เซนติเมตร หรือ 1.62 เมตร เมื่อคิดดัชนีมวลกายจะได้ 23.6 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 

หากไม่ชอบจำสูตรหรือกดเครื่องคิดเลข เดี๋ยวนี้ใน internet เราสามารถเข้าเว็บไซต์โดยค้นหาคำว่า คำนวณดัชนีมวลกาย จากนั้นเลือกสักเว็บหนึ่ง แล้วกรอกค่าต่างๆ เข้าไป ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายของเรา บางเว็บแปลผลให้ด้วยว่าค่าที่ได้เข้าข่าย น้ำหนักเกินหรืออ้วนระดับใด ซึ่งค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะกันควรอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ค่า 23-24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และค่า 25 ขึ้นไป คือเป็นโรคอ้วนแล้ว

โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2557 พบว่า ทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนอย่างน้อย 600 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบว่า ในปี 2557 อัตราความชุกของภาวะอ้วนในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราร้อยละ 37.7 ถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขอย่างมาก เพราะโรคต่าง ๆ ที่พบร่วมกัน หรือมีความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงมีอีกหลายโรค เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ข้อเข่าเสื่อม หยุดหายใจขณะหลับ ไปจนถึงมะเร็งบางชนิดที่พิสูจน์ทราบแล้วว่าความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น มะเร็งเต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

โดยทั่วไปคงไม่มีใครอยากอ้วน เพราะเมื่ออ้วนแล้วก็อึดอัด ทำอะไรไม่สะดวก ใส่เสื้อผ้าไม่สวยแล้วดูไม่สวยอย่างที่อยากสวย เจ็บเข่าเจ็บขาเวลาเดิน เป็นที่ทราบดีว่าโรคอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตไม่สมดุลกล่าวอย่างง่ายคือ กินมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันส่วนที่เกินจึงถูกสะสมไว้จนเป็นโรคอ้วนในที่สุด 

นอกจากเรื่องสมดุลพลังงานแล้ว อาการป่วยบางอย่างยังส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำเกินไป โรคที่เกิดความผิดปกติของต่อมใต้สมองบางชนิด โรคทางจิตเวชบางชนิดซึ่งส่งผลให้กินมากผิดปกติ รวมถึงเป็นผลมาจากยาบางชนิด ดังนั้นหากเรามั่นใจว่าเรากินปกติ ออกกำลังกายเหมาะสมแล้ว แต่ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความอ้วนที่เกิดขึ้น

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มียาที่รักษาโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายรวมถึงรายการยาที่มีข้อมูลจากการวิจัยยืนยันแล้วว่าพอจะใช้ช่วยลดน้ำหนักได้ ก็มีน้อยมาก ยาลดความอ้วนหลายตัวที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ ก็ถูกถอนทะเบียนออกจากตลาด เพราะให้ผลข้างเคียงรุนแรงจนถึงชีวิต

ตัวอย่างล่าสุดคือกรณียาลดความอยากอาหาร sibutramine ที่บริษัทผู้ผลิตได้ถอนทะเบียนจากตลาดโดยสมัครใจตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เมื่อผลทดลองชี้ให้เห็นว่ายานี้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองถึงร้อยละ 16

ดังนั้น วิธีปลอดภัยที่สุดในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักที่มากเกินไปคือ ต้องมีความรู้เรื่องสารอาหารและพลังงานที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด เพื่อให้เรากินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ รวมถึงมีความรู้ด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินให้หมด เสริมสร้างกล้ามเนื้อสำคัญๆ ให้แข็งแรง เพราะยาที่ใช้ลดความอยากอาหารมีประสิทธิภาพต่ำและอาจก่อให้เกิดอันตราย มากจนไม่คุ้มความเสี่ยง 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกถึงยาลดความอ้วนในรูปแบบปากกา ที่โฆษณาแพร่หลายในสื่อต่างๆ บางคนอาจสงสัยว่ามีจริงหรือ ออกฤทธิ์อย่างไร ได้ผลมากแค่ไหน และใครคือคนที่ควรใช้ยานี้ เรามาติดตามรายละเอียดเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าค่ะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพวัยเกษียณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760163

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.00 น.

สัปดาห์นี้หลายหน่วยงานโดยเฉพาะภาคราชการมีการจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุให้แก่พนักงานที่ทำงานจนครบอายุ 60 หรือ 65 ปี ก่อนอื่นต้องขอต้องกราบขอบพระคุณ และแสดงความยินดีกับท่านที่ได้ทำงานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังมาจนถึงวันเกษียณอายุนี้

เมื่อถึงวันทำงานวันแรกของเดือนตุลาคม ผู้เกษียณหลายท่านอาจจะมีแผนอยู่แล้วว่าจะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร บางท่านมีแผนเที่ยวยาวเหยียดหลังจากที่อัดอั้นมานานเนื่องจากภารกิจในการทำงานรัดตัวเหลือเกิน บางท่านอาจไม่ได้มีแผนอะไรนอกจากขอนอนดูซีรี่ส์แบบมาราธอนให้เต็มที่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะทำตามแผนใดๆ ขอให้ท่านทบทวนความพร้อมด้านสุขภาพและประเมินความเสี่ยงให้ดีก่อนเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่มากับแผนของแต่ละท่าน

ท่านที่เตรียมแผนแบบที่ต้องใช้ร่างกายแบบสมบุกสมบัน เช่น ไปเที่ยวแบบเดินป่าปีนเขา หรือกระทั่งแค่นั่งรถนานๆ รวมถึงท่านที่เกษียณไปทำสวนทำไร่ที่ปลูกเตรียมไว้ต้องประเมินความพร้อมของร่างกายก่อน ท่านที่มีโรคประจำตัวเช่น ความดันสูง หัวใจ ปอด อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ว่าแผนที่ท่านคิดต้องมีการปรับยาหรือเตรียมยาสำหรับบรรเทาอาการเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ ส่วนท่านที่ไม่มีโรคประจำตัวมาจนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งนั้น ก็อย่าเพิ่งได้ชะล่าใจ เราต้องยอมรับความจริงที่ว่าความเสื่อมของร่างกายนั้นไม่ได้แปรผันตรงกับอายุที่เพิ่มขึ้น จู่ๆ ถึงอายุ 60 ปี บทจะเกิดความเสื่อมขึ้นมาพร้อมๆ กัน โรคภัยก็อาจรุมเร้าครบทีม ทั้งความดัน ไขมัน เบาหวานหัวใจ ก็เป็นไปได้ ท่านอาจจะต้องหมั่นสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ เช่น อาการปวดมึนหัว ใจสั่น ใจหวิวถ้าเป็นบ่อยๆ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ติดเชื้อง่าย ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนโรคเบาหวาน เมื่อพบอาการผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเช็คร่างกาย เพราะโรคทุกโรคถ้าพบในระยะที่เริ่มเป็นนั้นรักษาได้ง่ายและผลการรักษาก็จะดีกว่าเมื่อปล่อยให้โรคดำเนินนานเกินไปอยู่แล้ว ความยากคือท่านอาจจะคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อดูว่าต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

ถึงแม้ไม่ได้ทำงานประจำ แต่ผู้ที่เกษียณแล้วก็ยังควรคงไว้ซึ่งการมีกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวันให้ได้พอๆ เดิมหรือมากกว่าเดิม ใครที่เคยสัญญากับตัวเองไว้ว่าหลังเกษียณจะออกกำลังกายตอนเช้า ก็ขอให้ทำอย่างน้อยสักวันละ 10-15 นาทีในช่วงต้น และพอร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายจนทำได้มากขึ้นก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาจนได้สัก 30 นาทีต่อครั้ง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ว่ากิจกรรมใดก็แล้วแต่ที่ดูจะเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บของข้อและกล้ามเนื้อ ก็ขอให้ค่อยๆ ทำในช่วงเริ่มต้น ดีกว่าหักโหมจนร่างกายบาดเจ็บแล้วในที่สุดก็ต้องล้มเลิกไป

สำหรับด้านยา ยาที่พบว่าเป็นปัญหาบ่อยๆ ในผู้สูงอายุคือยากลุ่ม NSAIDS หรือที่เรียกว่ายาต้านอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก นาปรอกเซน เซเลคอกซิบเป็นต้น ยานี้มักถูกใช้เมื่อผู้สูงอายุมีอาการปวดเมื่อยจากความเสื่อม หรือการทำงาน และกิจกรรมต่างๆ หรือการออกกำลังกาย เช่น ไปเที่ยวแล้วเดินเยอะ เดินนาน ทำสวนก้มๆ เงยๆ ยกของหนักแล้วปวดหลัง ปวดเอว บางคนเลยเรียกยากลุ่มนี้ว่ายาแก้ยอก ยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งการใช้ยานี้แม้จะบรรเทาปวดได้ดี แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงหลายอย่าง ตั้งแต่การระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร จนกระทั่งเลือดออกในทางเดินอาหารได้ นอกจากนั้นยังทำให้หลอดเลือดที่ไปที่ไตหดตัว ไตขาดเลือด เกิดการบาดเจ็บที่ไต และเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน และอาจมีผลทำให้เกิดโรคในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เช่น มีความดันสูง เคยมีหรือเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ดังนั้น การใช้ยาจึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะต้องประเมินทุกอย่างทั้งระบบของผู้สูงอายุแต่ละรายเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดหากต้องใช้จริงๆ รวมถึงต้องกำหนดระยะเวลาการใช้ยาให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุดด้วย

โดยสรุปแล้ว หลังเกษียณถือว่าเป็นช่วงเวลาดีๆในชีวิตช่วงหนึ่งที่ท่านจะได้เริ่มต้นกิจกรรมใหม่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นสุขภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น และการระมัดระวังในการใช้ยาเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากขึ้นในวัยเกษียณเพื่อให้ทุกท่านยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงไปได้อีกนานๆ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถามเรื่องยากับเภสัชกรไทย เพื่อความปลอดภัยของคุณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758669

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถามเรื่องยากับเภสัชกรไทย เพื่อความปลอดภัยของคุณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถามเรื่องยากับเภสัชกรไทย เพื่อความปลอดภัยของคุณ

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

วันที่ 22-29 กันยายน 2566 เป็นสัปดาห์เภสัชกรรม ซึ่งแนวคิดหลังของงานปีนี้คือ เภสัชกรทั่วไทยห่วงใยทุกคน 

หากคุณผู้อ่านมีโอกาสไปโรงพยาบาล หรือห้างสรรพสินค้าในช่วงนี้ อาจมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมหรือชมนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับการรณรงค์เสริมความปลอดภัยในการใช้ยา แต่หากผู้อ่านไม่ได้พบเจอกิจกรรมสัปดาห์เภสัชกรฯ บทความฉบับนี้ ก็ขออนุญาตทำหน้าที่เภสัชกรไทยที่ห่วงใยสุขภาพของคุณ 

เมื่อพูดถึงเภสัชกร ก็จะนึกถึงยาต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิต และจะนึกถึงมากขึ้นเมื่อใช้ยาแล้วมีปัญหา หรือมีข้อสงสัยเรื่องยา แต่ก็ต้องบอกว่า จริงๆ แล้ว ก่อนที่ใครก็ตามจะใช้ยา ก็ต้องเข้าใจก่อนว่ายาคือสารเคมี หากใช้ผิดก็สร้างปัญหาให้ผู้ใช้ได้ ดังนั้นเราต้องบอกตัวเองตลอดเวลาว่า เมื่อเราจำเป็นต้องใช้ยา เราต้องมั่นใจว่าเราจะปลอดภัย แต่หากคุณไม่มั่นใจเรื่องยา และมีคำถามเกี่ยวกับยา คุณสามารถปรึกษาเภสัชกรได้

โดยทั่วไปคนเรานั้นมักมีปัญหาเรื่องยา ในประเด็นต่อไปนี้

1 ไม่ได้ใช้ยาที่ควรใช้ หรือจำเป็นต้องใช้ เช่น คนที่อาจมีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง แต่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพ จึงยังไม่ได้กินยาลดความดัน ยาลดน้ำตาล หรือยาลดไขมัน

2 เรื่องนี้ตรงกันข้ามกับประเภทแรก คือ ใช้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่มีข้อบ่งใช้ เช่น เป็นไข้หวัดซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส แต่น้ำมูกมีสีเขียว ก็คิดว่าติดเชื้อแบคทีเรียจึงไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน ซึ่งความจริงไม่มีความจำเป็นเลย เพราะไม่ตรงโรค แถมอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา แล้วเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมา

3 เลือกใช้ยาไม่เหมาะสมกับโรคที่เป็น เช่น เป็นภูมิแพ้ แต่ต้องทำงานหรือเรียนหนังสือ แต่เลือกใช้ยาแก้แพ้แบบกินแล้วง่วงนอนมาก แทนที่จะเลือกแบบไม่ง่วงหรือในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง แต่ไปเอายาฆ่าเชื้อที่ไม่ตรงชนิดของแบคทีเรียมาใช้

4 ขนาดยาที่ใช้ไม่เหมาะสม อาจจะสูงหรือต่ำเกินไปหรือไม่ได้ปรับขนาดให้เหมาะกับอายุ หรือการทำงานของตับ ไตของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น คุณแม่มีลูก 2 คน อายุและน้ำหนักไม่เท่ากัน วันหนึ่งลูกเป็นไข้ทั้งคู่ แต่คุณแม่ให้ยาเด็กทั้ง 2 คน ในขนาดเท่ากัน ซึ่งอาจจะน้อยไปสำหรับคนโต หรือมากไปสำหรับคนเล็ก เป็นต้น

5 เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่ใช้ เช่น กินยาบรรเทาปวดลดอักเสบแล้วระคายเคืองกระเพาะอาหาร กินยาแก้ไอแล้วท้องผูก เป็นต้น ปัญหาเกี่ยวกับยาข้อนี้อาจจะเป็นประสบการณ์ที่ผู้ใช้ยาพบบ่อยที่สุดเพราะยาเกือบทุกชนิดมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย

6 ปัญหายาตีกัน ซึ่งมีโอกาสเกิดได้เสมอ เมื่อใช้ยามากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป นอกจากนั้น ยาบางตัวตีกับอาหารบางประเภท เช่น นม การกินยาร่วมกับนม อาจทำให้ยาดูดซึมน้อยลงจนไม่ได้ผล เป็นต้น และยากับสมุนไพร รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็มีโอกาสเกิดปัญหาต่อการรักษา และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

7 ความไม่ร่วมมือในการใช้ยา การไม่ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ หรือคำแนะนำของเภสัชกร เช่น ยาปฏิชีวนะ ต้องกินต่อเนื่องกันจนหมด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยา แต่ในชีวิตจริงเมื่ออาการจากการติดเชื้อดีขึ้น ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็หยุดใช้ยาเอง

จะเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับยามีไม่น้อย คุณผู้อ่านลองสำรวจตัวเองว่ามีปัญหาในข้อใดบ้าง หรือตรวจสอบการใช้ยาของคนในความดูแล แล้วพบว่ามีข้อมูลบางอย่างสอดคล้องกับบางปัญหาที่กล่าวมาแล้ว หากเป็นดังนั้น คุณต้องรีบไปปรึกษาเภสัชกร โดยสามารถสอบถามได้ที่ line : @guruya เพื่อให้เภสัชกรประจำศูนย์ข้อมูลยาของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโอกาสดูแลสุขภาพคุณ ผ่านการตอบคำถามเกี่ยวกับยา เพื่อให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด ด้วยความห่วยใยจากเภสัชกรทุกคน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียด ใช้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757203

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียด ใช้อย่างไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียด ใช้อย่างไร

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.45 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนจำนวนไม่น้อยมีความเครียด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเครียดไปเสียทั้งหมด บางคนเครียดจริง แต่แก้ความเครียดได้ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น ออกกำลังกาย สวดมนต์ไหว้พระ ช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ด้อยกว่า ก็หายเครียดได้ 

แต่สำหรับคนที่เครียดนั้น บางคนเครียดจัดมาก แล้วหาทางแก้ไม่ได้ บางคนเครียดตั้งแต่วัยเด็ก เช่น เครียดเพราะเรื่องการเรียน เครียดเพราะถูกเพื่อนแกล้ง เด็กบางคนเครียดจนไม่อยากไปโรงเรียน เพราะไปแล้วไม่มีความสุข ส่วนผู้ใหญ่หลายคนก็เครียดหนักมาก เครียดเพราะงาน แต่บางคนก็เครียดเพราะไม่มีงานทำ เครียดเรื่องภายในครอบครัว เครียดเรื่องคู่ครอง และลูก บางคนเครียดเพราะการเงิน เครียดเพราะการเมือง เครียดเพราะอากาศร้อนมากไป ฝนตกมากไป สารพัดจะเครียด

เมื่อดูจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เมื่อปี 2562-2563 พบว่าคนที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 2.9 ต้องกินยาคลายเครียด หรือยานอนหลับเป็นประจำ 

เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าความเครียดคืออะไร ความเครียดคืออาการที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาของแต่ละบุคคลต่อเหตุการณ์ที่มาคุกคาม 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเครียดก็มีประโยชน์บ้าง คือทำให้บุคคลตื่นตัว เตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่ปกติที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มีผลเสียด้วยเช่นกัน เช่นในกรณีที่ความเครียดมากหรือนานเกินไป หรือไม่สามารถหาทางจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม 

ความเครียดจะส่งผลให้เกิดอาการ และโรคภัยไข้เจ็บทางกายต่อไปได้ เช่น นอนไม่หลับ ตื่นตระหนก วิตกกังวล ซึมเศร้า เป็นต้น

เมื่อความเครียดส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การใช้ยาคลายเครียดจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ เพราะยาคลายเครียดจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ผู้ที่มีอาการเครียดจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์สั่งยาให้รับประทาน 

ยาคลายเครียด (anti-anxiety or anxiolytics) มีหลายกลุ่ม กลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดและมักถูกเลือกเป็นชนิดแรกหากไม่มีข้อห้ามใช้คือกลุ่มยา benzodiazepines ตัวอย่างยาในกลุ่มคือ lorazepam, alprazolam, clonazepam, diazepam เป็นต้น 

ยาเหล่านี้ไม่ได้มีแต่ฤทธิ์ช่วยคลายเครียดเท่านั้น ตัวยาเองยังมีอาการข้างเคียงหลายอย่าง อาทิ กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงนอน ทำให้สับสน หลงๆ ลืมๆ จำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้ฝันร้าย ผู้ป่วยบางรายกินยาแล้วทำให้การตอบสนองของร่างกายช้าลง พูดติดขัด หายใจช้าลงหรือหายใจติดขัด ความดันเลือดต่ำคลื่นไส้ เป็นต้น 

ดังนั้น แพทย์จึงมักสั่งให้กินยาคลายเครียดตอนก่อนนอน และห้ามกินยาพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้กดประสาทมากขึ้น โดยทั่วไปการใช้ยาคลายเครียดจะใช้เป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น เรียกว่าเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า ให้ผู้ป่วยพอจะนอนได้ กินได้ โดยหวังว่าในเวลาไม่นานนักเรื่องที่ทำให้ผู้ป่วยเครียดจะหมดไป เพราะผลข้างเคียงที่น่าวิตกที่สุดของยากลุ่มนี้คือการติดยาซึ่งอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกของผู้ป่วยว่าถ้าไม่มียาก็จะจัดการความเครียดเองไม่ได้ หรือเป็นการติดยาจริงๆ คือต้องการยาในขนาดมากขึ้น หรือหากไม่ได้ใช้ยาก็จะเกิดอาการถอนยา ซึ่งความเสี่ยงในการติดยาก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการใช้ยา ซึ่งโดยทั่วไปการใช้ยาเพียง 2-3 สัปดาห์นั้น มีความเสี่ยงต่ำมากที่จะติดยา

ตัวอย่างข้อห้ามหรือข้อควรระวังการใช้ยาคลายเครียดกลุ่ม benzodiazepines เช่น การแพ้ยา คนที่มีโรคปอดและทางเดินหายใจเพราะยานี้กดการหายใจได้ ผู้สูงอายุ คนที่ตับไตไม่ดี อาจต้องพิจารณาเลือกยาอย่างระมัดระวัง อาจต้องปรับขนาดยาตามการทำงานของอวัยวะที่บกพร่อง เพราะการใช้ยาขนาดปกติอาจจะกลายเป็น overdose ได้ 

ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ต้องตรวจสอบก่อนว่ายาที่ใช้ไม่ตีกับยาคลายเครียด ตัวอย่างยาที่ตีกับยากลุ่มนี้ได้ก็เช่นยาแก้ปวด ยาต้านเศร้า ดังนั้นหากผู้ป่วยต้องใช้ยาเหล่านี้ร่วมกันก็ควรผ่านการตรวจสอบจากเภสัชกรก่อนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุป เมื่อบุคคลต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เครียดจนไม่สามารถรับมือด้วยตนเองได้ การใช้ยาในระยะสั้นๆ อาจมีความจำเป็น ยาคลายเครียดที่ถูกเลือกใช้เป็นอันดับแรกมากที่สุดได้แก่ยากลุ่ม benzodiazepines ซึ่งมีสรรพคุณลดความวิตกกังวลที่มากเกินไปในผู้ป่วย ทำให้ทุเลาจากอาการที่เกิดจากความเครียดเช่นนอนไม่หลับ 

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงหลายอย่างรวมกันถึงทำให้ติดยาได้ การใช้ยาจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือเราต้องเรียนรู้การจัดการความเครียด และฝึกที่จะผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย ลดหรือเลี่ยงกาแฟ และอย่าพึ่งเหล้า หรือสารเสพติดใดๆ เพราะทำให้ร่างกายเราแย่ลง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755699

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ตราบที่เรายังมีชีวิต ก็ยังมีความหวัง แม้จะเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องประคับประคองชีวิตไว้ต่อไป แต่บางคนเลือกจบชีวิตของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะสร้างความสูญเสียให้ครอบครัวและคนใกล้ชิด และทำความสูญเสียต่อทรัพยากรมนุษย์ ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาชาติบ้านเมือง 

องค์การอนามัยโลกตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตจึงกำหนดให้วันที่ 10 กันยายน ทุกปีเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

ที่ผ่านมานั้น ในแต่ละปีพบว่าทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณล้านคน หรือมากกว่านาทีละ 1 คน ซึ่งเราสามารถลดการสูญเสียเหล่านี้ได้ โดยต้องใช้กำลังใจจากคนรอบข้าง และการดูแลกันและกันให้ดี เพราะเมื่อเราใส่ใจกันและกันแล้ว มนุษย์จะไม่โดดเดียว ไม่ไร้ที่พึ่ง ไม่ไร้เพื่อน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครมีความเสี่ยงจะฆ่าตัวตายคำตอบคือ กลุ่มแรก ได้แก่ คนมีประวัติเคยฆ่าตัวตาย หรือคิดจะฆ่าตัวตายมาก่อน แต่ทำไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คนรอบข้างต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ดูแลอย่างใกล้ชิด 

กลุ่มต่อมา คือคนที่เป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่โรคกำลังกำเริบหรือควบคุมไม่ได้ อาการที่สังเกตได้คือคนไข้จะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า รู้สึกผิดกับการกระทำบางอย่างของตัวเอง คนใกล้ชิดควรคอยอยู่ด้วยเพื่อให้กำลังใจ 

กลุ่มที่สามคือ คือคนไข้โรคจิตเวช ที่กำลังเกิดอาการประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง อาจหลงผิดคิดจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากคำสั่งในหัวที่ตนเองกำลังได้ยินอยู่ คนใกล้ชิดจะต้องคอยดูและเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุ หรือเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทัน

กลุ่มที่สี่ คือผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ที่มีอาการทุกข์ทรมาน เพราะรักษาไม่หายขาด คนกลุ่มนี้อาจรู้สึกสิ้นหวัง ไม่ต้องการเป็นภาระ หรือไม่อยากเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น 

กลุ่มที่ห้า คือผู้ติดสุรา หรือสารเสพติดต่างๆ โดยด้านหนึ่งคือต้องใช้สารเสพติดตลอดเวลา อาจเนื่องจากความเครียดหรือแรงกดดันที่พบเจอในชีวิต อีกด้านคือสารเสพติดเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคทางจิตเวชที่ส่งผลให้การรับรู้ผิดปกติ เกิดประสาทหลอนได้ 

หากเราสังเกตเห็นว่าคนใกล้ชิดของเรามีพฤติกรรมดื่มเหล้าหนักกว่าปกติ หรือสงสัยว่าเขาอาจติดสารเสพติด ก็ควรให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการบำบัด และแจ้งสถานที่สำหรับบำบัดให้เขาพิจารณา และอาจจะต้องพาเขาไปบำบัดด้วย

คนกลุ่มสุดท้ายที่อาจคิดฆ่าตัวตาย คือคนที่มีปัญหาครอบครัว หรือมีปัญหาการปรับตัวในสังคม เช่น สูญเสียคนในครอบครัว การถูกเลิกจ้างกะทันหัน ปัญหาหนี้สินท่วมตัว การทะเลาะเบาะแว้งภายในบ้าน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า แล้วคิดเพียงชั่ววูบด้วยการจบชีวิตตนเอง

ถ้าคนใกล้ชิดของเรามีสัญญาณเตือนว่าเขาคิดว่าไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว เราต้องทำ 3 อย่าง คือ เก็บสิ่งของที่คิดว่าอาจทำให้เกิดอันตรายรอบตัวของเขาออกไปให้หมด คอยจับตาเฝ้าสังเกตใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว และเตรียมทางหนีทีไล่หากเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เป็นต้น 

ส่วนคนที่เสี่ยงปานกลาง เราอาจคอยอยู่เป็นเพื่อน ฟังสิ่งที่เขาระบาย รับฟังโดยไม่ตัดสิน ชวนเขาทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หากเป็นกิจกรรมที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากกว่าได้ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองรู้สึกดีขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่เคยคิดว่า ถ้าตัวเองไม่อยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ก็คงจะดี หรือแม้แต่เคยวางแผนจบชีวิตตนเองมาแล้ว เราต้องเข้าใจว่าตอนนี้ ตนเองกำลังเจ็บป่วย ไม่สบาย สารเคมีในสมองของเราอาจไม่สมดุล จึงทำให้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกไม่ปกติ รวมทั้งอาจจะเครียดกับเหตุการณ์ในชีวิต เป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ซึ่งความเจ็บป่วยนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือโชคร้ายแต่อย่างใด 

เบื้องต้นเราต้องหาเพื่อน หรือคนในครอบครัวที่ท่านไว้วางใจเป็นที่ปรึกษา หรือหากไม่ต้องการเล่าเรื่องต่างๆ ให้ใครฟังก็สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเราควรได้รับยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้าหรือไม่ ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับอาจออกฤทธิ์ได้ทันที 

ส่วนยาต้านเศร้าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กว่าจะทำให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองแม้ว่าจะรู้สึกว่ายายังไม่ได้ผล และเมื่อรับประทานยาไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกดีขึ้นจนเหมือนเวลาปกติแล้ว ผู้ป่วยก็ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดใช้ยาเองเพราะอาการที่ดีขึ้นเป็นผลจากการที่ยาออกฤทธิ์ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หากผู้ป่วยรีบหยุดยาก็จะทำให้อาการกลับมาเป็นอีกได้

ทุกคนรู้ดีว่าทุกชีวิตมีคุณค่า เราทุกคนจึงมีหน้าที่ดูแลทั้งชีวิตของตนเอง และคนรอบข้างไม่ให้ต้องสูญเสียไปจากการจบชีวิตตนเอง ย้ำว่าเราทุกคนช่วยกันป้องกันเรื่องดังกล่าวได้ แม้บางคนจะประสบปัญหาเจ็บป่วย จนทำให้หมดกำลังใจจะมีชีวิตต่อไป อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ด้วยยา หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหา ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและได้รับยาบรรเทาอาการก่อนสายเกินไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาคลายเครียดหรือยาต้านเศร้า สามารถปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน หรือสอบถามได้ที่ line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยุง นำมาสารพัดโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754189

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยุง นำมาสารพัดโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยุง นำมาสารพัดโรค

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

อย่าให้ยุงกัด เดี๋ยวเป็นโรคไข้เลือดออก เรามักได้ยินคำเตือนแบบนี้บ่อยๆ ซึ่งก็จริงอยู่ แต่ทว่าคนที่ถูกยุงกัดจะไม่ได้เป็นแค่โรคไข้เลือดออกเท่านั้น เพราะยังมีโรคอื่นๆ ตามมาด้วย ขึ้นอยู่กับชนิดของยุง

ในช่วงฝนตกบ่อย แล้วมีน้ำขังตามที่ต่างๆ สภาพมีน้ำขังจะทำให้การแพร่ขยายพันธุ์ยุงลายได้ดี เมื่อยุงลายชุกชุมมากๆ ก็เป็นพาหะนำโรคมาสู่คนและสัตว์ได้โดยง่าย ยุงลายนำมาซึ่งโรคไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อ จากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา และไข้ซิกา จากเชื่อไวรัสซิกา

สัปดาห์นี้ขอกล่าวถึงอีก 2 โรค อันเกิดจากยุงลาย คือไข้ปวดข้อยุงลาย และไข้ซิก้า ไข้ปวดข้อยุงลาย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาหลังจากถูกยุงลายกัด อาการโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับไข้เลือดออกมากแต่อาการที่เด่นชัดมากกว่าคืออาการปวดข้อ ปวดกระดูกไข้ปวดข้อยุงลายไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ มีแต่การให้ยารักษาตามอาการ แม้ว่าการป่วยจากเชื้อไวรัสชนิดนี้จะไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกได้เหมือนกับไข้เลือดออก แต่ถ้าเกิดโรคในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กหรือกลุ่ม 608 ที่ไม่แข็งแรง อาการป่วยก็จะรุนแรง จนต้องนำตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล

สำหรับสถานการณ์การระบาดของไข้ปวดข้อยุงลาย ล่าสุดจนถึงประมาณวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 พบผู้ติดเชื้อแล้ว 598 ราย แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในปีนี้

โรคต่อมาคือ ไข้ซิกา ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกาซึ่งมียุงลายเป็นพาหะเช่นกัน อาการของโรคก็ไม่แตกต่างกันมากกับไข้ปวดข้อยุงลาย ก็คือ มีไข้ ตาแดง มีผื่นขึ้น ปวดหัว ปวดเมื่อย ซึ่งก็ใช้วิธีรักษาตามอาการเช่นเดียวกับทั้งไข้เลือดออกและไข้ปวดข้อยุงลาย แต่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับไข้ซิกาคือ การติดเชื้อในหญิงมีครรภ์ เพราะไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อไปยังทารกได้ และทำให้ทารกพิการทางระบบประสาทและสมอง คลอดออกมามีความผิดปกติ เช่น ศีรษะเล็ก พัฒนาการช้า เป็นต้น 

ดังนั้น นอกจากการระวังไม่ให้ถูกยุงกัด หากเกิดไข้ระหว่างตั้งครรภ์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าเป็นไข้ซิกาด้วย เพราะหากเป็นไข้ซิกาขึ้นมาจริงๆ ก็จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ที่ไปฝากครรภ์

สำหรับสถานการณ์การระบาดของไข้ซิกาในปีนี้ จนถึง 9 สิงหาคม 2566 พบผู้ป่วยแล้ว 172 ราย แม้จะไม่มากเท่าไข้ปวดข้อยุงลาย แต่ผลกระทบน่ากังวลมากกว่า

สำหรับไข้จากยุงลายทั้ง 3 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย หรือไข้ซิกา คำแนะนำเกี่ยวกับการบรรเทาอาการไข้คือ ควรเช็ดตัวและหรือยาลดไข้บรรเทาปวดพาราเซตามอลเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs (เช่น ไอบูโพเฟน แอสไพริน เป็นต้น) เพราะอาจเป็นอันตรายจากผลข้างเคียงของยาได้ เช่น ระคายเคืองกระเพาะ เลือดออกหรือเกิดแผลในกระเพาะ หรืออาจเป็นพิษต่อไตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs ในกรณีของไข้เลือดออกยิ่งอันตรายต่อผู่ป่วยมาก

ในรายที่ไข้สูงและมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย หากเช็ดตัวและใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงก็ควรพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ประเมินว่าต้องได้รับการรักษาอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ 

สำหรับในกลุ่มผู้ที่ก่อนจะป่วยด้วยโรคนี้ แต่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพอะไรมากนัก ไข้ซิการวมทั้งไข้ปวดข้อยุงลายมักจะหายได้เอง แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ การติดเชื้อก็อาจรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัดตั้งแต่แรก รวมถึงการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย โดยปฏิบัติการ 3 เก็บ ได้แก่ เก็บบ้านให้สะอาดไม่ให้ยุงลายมาเกาะพัก เก็บขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและเก็บน้ำให้มิดชิด ไม่ให้ยุงลายไปวางไข่ หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในบ้านของเราและชุมชนรอบๆ ก็จะลดโอกาสเสี่ยงไข้ทั้งสามอย่างจากยุงลายตัวร้ายได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752662

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เผลอเดี๋ยวเดียวจะเข้าเดือนที่ 9 แล้ว หลายคนคงรู้สึกเหมือนกับผู้เขียนว่าปีนี้ผ่านไปเร็วมากๆจนงานการทำไม่เสร็จ ทำไม่ทัน นอกจากงานแล้วก็ยังมีเรื่องข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ นานา เข้ามาทำให้เครียดอีก (สำหรับคนที่รู้สึก in กับการเมืองมากๆ) คนที่ in กับข่าวมากก็ย่อมเครียดมาก 

แต่อย่าลืมว่าความเครียดคือผลการตอบสนองของบุคคลที่มีต่อสิ่งคุกคาม โดยสิ่งคุกคามของแต่ละคนแตกต่างกันไป เมื่อแต่ละคนพบกับเรื่องที่ทำให้เครียดจะเกิดการตอบสนองได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม 

ในทางร่างกาย ความเครียดอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น การเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น บางคนก็มีผลต่อทางเดินอาหาร เช่น ระบบย่อย ระบบขับถ่าย จะรวนเรไปหมด ส่วนด้านจิตใจ เมื่อบุคคลเผชิญความเครียด ก็อาจจะรู้สึกโกรธ กดดัน เบื่อหน่าย ส่วนผลของความเครียดกับพฤติกรรมก็เช่น เบื่ออาหาร หรือไม่ก็กินมากขึ้น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดขึ้น นอนไม่หลับ เก็บตัว เป็นต้น

เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น ก็มีผลกระทบต่อคนที่เครียดไม่มากก็น้อย ทั้งนี้แต่ละคนก็รับมือกับความเครียดได้ต่างกัน ความเครียดที่เราพบเจอบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การจราจรติดสาหัส แต่แล้วเราก็ต้องพยายามปรับตัวให้รับสถานการณ์ให้ได้ โดยอาจจะชินกับมันจนเลิกเครียด หรือไม่ก็เครียดสะสมรุนแรงมากขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีความเครียดในกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ที่เครียดจากการเรียนการสอบหรือการนำเสนอ paper วิชาการ ทำให้กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ แต่เมื่อสอบผ่านไปแล้ว หรือนำเสนองานจบไปแล้ว ก็จะหายเครียด หรือไม่ก็เครียดหนักกว่าเดิม หากทำข้อสอบไม่ได้ หรือเสนอ paper แล้วไม่บรรลุผล

สำหรับคนที่เกิดความเครียดรุนแรงมากขึ้น หรือเครียดสะสมต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาโรคทางจิตเวชต่างๆ ได้ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน

เมื่อความเครียดเป็นอาการอย่างหนึ่ง เหมือนปวดหัวเป็นไข้ แล้วเราสามารถไปหาซื้อยามากินเพื่อบรรเทาอาการได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะยาคลายเครียด จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น หมายความว่าผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ แล้วรับยาที่โรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ใช่หาซื้อยามากินเอง

ยาที่ใช้ในการดูแลรักษาอาการเหล่านี้ มีหลายกลุ่มที่แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ เช่น lorazepam, alprazolam, diazepam เป็นต้น

เหตุผลหนึ่งที่ยากลุ่มนี้ต้องสั่งให้โดยแพทย์ เพราะต้องติดตามผลการใช้ยาอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ อย่าลืมว่ายานี้อาจจะทำให้เสพติดได้ และมีอาการข้างเคียงอีกด้วย คือนอกจากกดประสาททำให้ง่วงซึม อีกทั้งยังทำให้มีภาวะหลงลืม หรือในบางรายอาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง สรุปคือ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

คำถามคือ แล้วเครียดระดับไหนจึงต้องไปพบแพทย์ ก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า แต่ละคนมีความทนทานต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เท่ากัน บางคนอาจทนได้มาก แต่บางคนอาจทนได้น้อย บางเรื่องอาจทำให้บางคนเครียด แต่บางเรื่องไม่ก่อให้เกิดความเครียดกับบางคน เพราะฉะนั้น หากเรื่องใดก็ตามที่ทำให้เราเครียด วิตกกังวล คิดวนไม่จบสิ้น หาทางออกไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน นอนไม่หลับ การกิน การขับถ่ายผิดปกติ ขาดสมาธิ มีอาการแบบนี้นานเกิน 2 สัปดาห์ แนะนำว่าต้องไปพบแพทย์ เพื่อประเมินว่าต้องใช้ยาร่วมกับพฤติกรรมบำบัดหรือไม่ เพราะการเข้ารับการดูแลล่าช้าจะส่งผลให้ความรุนแรงของอาการมากขึ้น จนอาจกลายเป็นโรคที่บำบัดรักษาได้ยาก

ส่วนการบำบัดความเครียดโดยไม่ใช้ยา มีทางเลือกหลายรูปแบบ อาทิ การทำสมาธิ การฝึกหายใจ การหยุดหรือเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นความเครียด (ถ้าสามารถทำได้) แล้วให้พักผ่อนด้วยการสันทนาการต่างๆ เช่น ฟังเพลงดูภาพยนตร์ 

อย่างไรก็ตาม การจัดการความเครียดเป็นทักษะที่มนุษย์ต้องฝึกฝน หากทำแล้วความเครียดยังคงมีผลต่อชีวิตประจำวัน การใช้ยาคลายเครียดภายใต้การดูแลของแพทย์ก็อาจจำเป็นในบางช่วงเวลาของชีวิต

รศ.ภญ.ดร ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751226

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 2)

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

ต่อจากครั้งก่อนที่ว่าด้วยเรื่องการกินยากับนมหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนม สัปดาห์นี้จะมาคุยต่อเรื่องยากับเครื่องดื่มอื่นๆ ว่าสามารถกินด้วยกันได้หรือไม่ มีข้อควรระวังปลีกย่อยอย่างไร

เริ่มจากเครื่องดื่มที่ตามปกติเราก็ไม่ควรดื่มมากเกินไปอย่างเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่าง เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ โดยทั่วไปก็ไม่ได้มีข้อห้าม นอกจากยาที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและทำให้ง่วง เช่นยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด ยาบรรเทาปวดกลุ่มโอพิออยด์ ยาคลายเครียด ยานอนหลับ 

ซึ่งการกินยาเหล่านี้กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะยิ่งเสริมฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางซึ่งกันและกันจนถึงระดับที่เป็นอันตรายในผู้ป่วยบางรายได้ ข้อสังเกตของยากลุ่มนี้คือ จะมีคำเตือนบนฉลากว่า “กินแล้วอาจทำให้ง่วงนอน ห้ามขับขี่ยานพาหนะ” ยาบางตัวก็อาจมีคำเตือนเพิ่มเติมเจาะจงด้วยว่า “ห้ามกินยานี้พร้อมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์” 

ถึงตรงนี้อาจมีคำถามเหมือนกับตอนกินยากับนมว่า แล้วถ้ากินยาแล้ว อยากดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ต้องเว้นระยะห่างกันเท่าไหร่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการออกฤทธิ์ของยาซึ่งโดยมากก็นานกว่า 4 ชั่วโมงขึ้นไปทั้งนั้น การใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นการยากในทางปฏิบัติ เภสัชกรจึงมักแนะนำให้เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดช่วงเวลาที่ต้องใช้ยาดังกล่าว

นอกจากนี้ ยาบางชนิดยังไปมีผลทำให้เกิดพิษจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อีก เนื่องจากยาบางชนิดไปรบกวนการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ฉะนั้นเภสัชกรจึงมักแนะนำให้เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดช่วงเวลาที่ต้องใช้ยาดังกล่าวด้วย

เครื่องดื่มชนิดต่อไปที่คนมักใช้ร่วมกับยาโดยนึกไม่ถึงว่าจะมีปัญหาคือหมวดที่มีกาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ (ที่ไม่มีส่วนผสมของนม) หรือน้ำอัดลมสีดำยี่ห้อต่างๆ โดยทั่วไปเครื่องดื่มกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีปัญหากับยา ยกเว้น ยาที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน ได้แก่ ยาแก้ปวดไมเกรนที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ คาร์เฟอก็อต (Cafergot) หรือชื่อยี่ห้ออื่นๆ ในสูตรเดียวกัน ยานี้มีส่วนผสมของ caffeine และ ergotamine 

จะเห็นว่าในตัวยามีกาเฟอีนอยู่แล้ว หากถูกกินร่วมกับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนอีก ก็จะส่งผลให้ได้รีบกาเฟอีนเกินขนาดเกิดอาการต่างๆ เช่น กระวนกระวาย ใจสั่น ท้องเสีย โดยเฉพาะคนที่ไวต่อกาเฟอีนอยู่แล้ว 

นอกจากยาไมเกรนคาร์เฟอก็อตแล้ว เครื่องดื่มหมวดนี้ยังไม่ควรดื่มร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ทำให้ใจสั่น เช่นยาขยายหลอดลม ยาแก้คัดจมูก ยาเสริมฮอร์โมนไทรอยด์เป็นต้น ดังนั้น ท่านใดที่จำเป็นต้องใชัยาเหล่านี้ต้องพึงระวังเป็นเครื่องดื่มที่กินร่วมกับยาให้ดี

เครื่องดื่มหมวดสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือน้ำผลไม้ หมวดนี้ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดในบรรดาเครื่องดื่ม แต่มีน้ำผลไม้บางชนิดอาจไปตีกับยาจนเกิดอันตรายได้ เช่นน้ำเกรปฟรุต ชื่อเกรปฟรุตนี้อาจจะไม่คุ้นหูชาวไทยกันนัก เพราะมันเป็นผลไม้ต่างประเทศ รสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นเฉพาะตัวที่สดชื่น แม้ว่าคนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยกับเกรปฟรุต แต่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ก็เห็นน้ำผลไม้ชนิดนี้วางขายประปราย สารสำคัญในเกรปฟรุตสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนแปลงยาบางชนิดได้ เมื่อกินพร้อมกันจึงทำให้ยานั้นมีประสิทธิภาพเปลี่ยนไป อาจไม่ได้ผลหรือเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงจากยาได้

ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยและตีกับน้ำผลไม้นี้ เช่น ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตตินบางตัว ยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ นอกจากน้ำเกรปฟรุตแล้ว ยังมีน้ำทับทิม น้ำส้มโอ และน้ำมะเฟื่อง ที่เคยมีการศึกษาว่ามีโอกาสไปตีกับยาได้ ทางทีดีควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้เหล่านี้ในระหว่างที่มีการใช้ยา

โดยสรุป การกินยากับเครื่องดื่มต่างๆ ที่ไม่ใช่น้ำเปล่านั้นมีข้อควรระวังบางประการ โดยทั่วไปจะปรากฏคำเตือนบนฉลาก ผู้ใช้ยาจึงควรอ่านฉลากให้ละเอียดทุกครั้งก่อน รวมถึงหากไม่มั่นใจ ว่ายาใดกินกับเครื่องดื่มที่ท่านต้องการได้หรือไม่สามารถสอบถามข้อมูลจากเภสัชกรได้ที่ @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักแม่ ต้องดูแลสุขภาพแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749864

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันแม่แห่งชาติของไทยคือวันพิเศษสุดสำหรับแม่ที่ลูกๆ ตั้งใจมอบให้แม่ วันแม่แห่งชาติปีนี้ ลูกๆ เตรียมของพิเศษสุดให้กับแม่ นอกจากของใช้ ของกินแล้ว ยังเตรียมดูแลสุขภาพให้แม่ผู้เป็นที่รักอีกด้วย  

ของขวัญที่ลูกเตรียมไว้ให้แม่คือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สุขภาพของแม่ดี มีร่างกายที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยู่ในวัยสูงอายุ ซึ่งหลายรายอาจมีโรคประจำตัว จึงต้องรับประทานยาเป็นประจำ และต้องมีอาหารเสริมเพิ่มเติมด้วย 

แต่ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเตือนว่า อย่าลืมพาแม่ตรวจสุขภาพประจำปีด้วย ลองถามตัวเองด้วยว่าพาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปีครั้งล่าสุดเมื่อไร เน้นว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะช่วยคัดกรองโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างดี เช่น โรคเบาหวานความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น โรคเหล่านี้เป็นโรคที่มักไม่มีอาการให้เห็นในเบื้องต้น ผู้ป่วยจึงไม่รู้สึกว่าตนเองเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ แต่หากปล่อยไว้ ภาวะของโรคจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรักษาได้ยาก และอาจเสี่ยงกับการเกิดโรคแทรกซ้อน นำไปสู่ปัญหาต่างๆ จนทำให้เกิดปัญหาพิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

หากไม่ได้พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี 2-3 ปีแล้ว แนะนำว่าต้องพาไปตรวจสุขภาพประจำปีได้แล้ว แม่บางรายอาจอ้างว่าแม่สุขภาพยังดี ไม่ต้องพาไปตรวจสุขภาพหรอก เพราะสิ้นเปลืองเงิน แต่บางรายก็อาจจะเกรงว่าหากตรวจแล้วเจอโรคร้าย ก็อาจจะทำใจไม่ได้ แต่ก็ต้องบอกแม่ว่า การตรวจร่างกายประจำปีเป็นสิ่งดี เพราะหากพบเจอโรคเร็วก็รักษาหายได้ง่าย ดีกว่ารู้เมื่อสายไปแล้ว

การตรวจร่างกายประจำปีทำให้เรารู้สภาพของร่างกาย และรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนและยุติในเรื่องใดๆ บ้าง บางครั้งแค่เปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน ก็ทำให้ไม่ต้องกินยาแล้ว

แต่สำหรับแม่ที่มีโรคประจำตัว ลูกต้องเอาใจใส่ให้มากขึ้น ต้องรู้ว่าโรคที่แม่เป็นคือโรคอะไร อยู่ในขั้นไหน การควบคุมโรคทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน แม่ใช้ยาตัวใดแม่กินยาครบถ้วนเป็นประจำหรือไม่ แม่ไปหาหมอที่ไหนบ้างเพราะแม่บางคนต้องไปหาหมอหลายที่มาก จึงควรต้องพาแม่ไปหาหมอ แล้วแจ้งให้หมอทราบว่าแม่ป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง ใช้ยาอะไรบ้าง เพื่อป้องกันปัญหายาตีกัน ทางที่ดีต้องมีรายละเอียดยาต่างๆ ที่แม่กินเป็นประจำ แล้วแจ้งให้หมอทุกรายที่รักษาแม่รับทราบด้วย แล้วถ้าหากแม่ไปซื้อยากินเอง ก็ยิ่งต้องระวังให้มาก ต้องเอาชื่อยาไปให้เภสัชกรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการจ่ายยาที่ตีกันเอง

ทั้งนี้ ลูกสามารถปรึกษาเภสัชกรได้เพื่อให้ทราบว่าแม่กินยาแล้วจะเกิดปัญหายาตีกันหรือไม่ โดยส่งรายชื่อยาไปให้เภสัชกรตรวจสอบที่ line @guruya

และลูกยังต้องสอบถามแม่ด้วยว่าใช้ยาแก้ปวดอะไรอยู่บ้าง และต้องถามด้วยว่าใช้ยาบ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน เพราะแม่ที่อายุมากมักมีปัญหาปวดเข่า ปวดหลัง กระดูกพรุนหมอนรองกระดูกเสื่อม แล้วไปหายามารับประทานเอง เนื่องจากมีผู้แนะนำ หรือเชื่อจากคำโฆษณาขายยา จึงต้องบอกแม่ว่า การหาซื้อยามารับประทานเอง เป็นเรื่องอันตรายมาก และจะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงได้เมื่อใช้ยาไปนานๆ โดยเฉพาะยาแก้ปวดจะมีผลต่อกระเพราะอาหาร ระบบหัวใจ หลอดเลือด และไต

แม่บางคนมีอาการปวดท้องต่างๆ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้ออาหารไม่ย่อย หากพบเป็นบ่อยๆ แล้วเมื่อกินยาตามอาการนานเป็นเดือน อาการก็ไม่ดีขึ้น เรื่องนี้ต้องระวังมาก และต้องพาแม่ไปพบหมอจะดีที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาบานปลาย

ส่วนลูกๆ ที่ชอบหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรให้คุณแม่ใช้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยบำรุงสุขภาพของแม่ และยังมีแม่อีกไม่น้อยที่ชอบซื้อของดังกล่าวตามคำโฆษณา และชอบซื้อตามออนไลน์ หรือตามรายการทีวี วิทยุที่เน้นการขายของจำพวกนี้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะมีอันตรายแฝงอยู่อย่างน่ากลัว ขอย้ำว่าเมื่อจะหาอะไรให้แม่กิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนต้องถามหมอ และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง ขอเน้นว่าการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากออนไลน์ ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากบางรายกินเข้าไปแล้วเกิดปัญหาหนักจนยากจะแก้ไขได้ บางรายก็เสียชีวิตเพราะกินของที่ไม่มีคุณภาพ และเป็นโทษต่อร่างกาย

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่าการที่จะทำให้แม่มีสุขภาพดี ต้องให้แม่รับประทานอาหารมีคุณภาพ และได้สมดุลทั้งปริมาณของโปรตีน ต้องมีผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม และมีสารอาหารให้ประโยชน์อื่นๆ อย่างครบถ้วน ต้องให้แม่ได้ออกกำลังกายบริหารร่างกาย และต้องบริหารจิตใจด้วย โดยต้องทำให้เหมาะสมตามช่วงอายุ และสภาวะของร่างกาย แล้วที่สำคัญคือหมั่นไปหาแม่ให้บ่อยขึ้น ไปพูดคุย กอด หอม และบอกรักแม่ทุกๆ วัน หรือให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงแค่นี้จะช่วยให้สุขภาพของแม่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย