รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780685

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

เด็กคือทรัพยากรสำคัญของโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันสร้างสรรให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  และเนื่องจากเป็นช่วงเกี่ยวเนื่องกับวันเด็กแห่งชาติ จึงชวนคุยประเด็นการใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัยสูงสุด แม้เราจะรู้ว่าการเจ็บป่วยในเด็กเป็นเรื่องปกติ และจำเป็นต้องใช้ยา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากๆ คือ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ หรือผู้ใหญ่ย่อส่วนอวัยวะบางอย่างของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การใช้ยาจึงต้องมีข้อควรระวังที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

การกำหนดว่าอายุเท่าใดคือเด็ก ในทางการแพทย์มักตัดที่ 12 ปี อย่างไรก็ตาม เรายังมีคำนิยามเพิ่มเติมอีก ได้แก่ คำว่าทารก หมายถึง ตั้งแต่คลอดจนถึง อายุ 1 ขวบ ส่วนอายุ 1-5 ขวบ เรียกว่าเด็กเล็ก และเด็กโตคือ 6-12 ปีขึ้นไปส่วนอายุ 13-18 ปี ก็คือช่วงวัยรุ่น ช่วงวัยต่างๆ ของเด็กและวัยรุ่นนั้น ร่างกายยังคงเปลี่ยนแปลง และเติบโตไม่เต็มที่ก็ยังถือว่าเป็นวัยที่ต้องระมัดระวังการใช้ยาเช่นกัน ดังนั้นถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก่อนใช้ยาต้องได้รับคำแนะนำการใช้ยาจากแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ

การกำหนดขนาดยาในเด็กนอกจากดูที่อายุแล้ว ยังต้องพิจารณาน้ำหนักตัวร่วมด้วย และด้วยเหตุที่เด็กโตขึ้นทุกวัน การที่เราทราบน้ำหนักของเด็กก่อนให้ยาจึงเป็นเรื่องสำคัญหรืออย่างน้อยเวลาไปร้านยา เภสัชกรมักจะถามน้ำหนักเด็กอยู่เสมอ ร้านยาจึงจำเป็นต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อการคำนวณขนาดยาที่แม่นยำ

ยาที่ถูกใช้บ่อยๆ ในเด็ก ได้แก่ ยาลดไข้บรรเทาปวดยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้แพ้แก้หวัด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดกรด ยาแก้ท้องเสีย ยาโรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรค หรืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ดังนั้นจึงมีโอกาสมากๆ ที่เด็กจะใช้ยาจำพวกบรรเทาอาการบางอย่างเพียง 2-3 มื้อหรือ 2-3 วันแล้วอาการป่วยดีขึ้น จึงมียาที่ใช้ไม่หมดเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ยาที่เปิดใช้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาน้ำ ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ต่อจนถึงวันหมดอายุบนภาชนะบรรจุได้ เพราะมีโอกาสที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนลงไป 

ดังนั้น โดยทั่วไปยาบางชนิดจะระบุว่าหลังเปิดใช้แล้ว ยามีอายุนานแค่ไหน แต่หลายชนิดไม่ได้ระบุ ทุกครั้งที่เปิดขวดยาควรเขียนวันที่เปิดขวดไว้ด้วย และหากผ่านจากวันที่เปิดขวดไปแล้วเกิน 3 เดือน ก็ต้องทิ้งยานั้นไป ส่วนกรณียาฆ่าเชื้อในรูปแบบผงที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้ มักมีอายุจำกัดประมาณ 7-14 วันหลังผสม และโดยทั่วไปแล้วเราไม่ควรมียาฆ่าเชื้อเหลือเก็บ เนื่องจากควรต้องกินจนหมด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 

ข้อควรระวังสำหรับยากลุ่มนี้คือหลังจากผสมเป็นยาน้ำแล้ว บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น แต่หากไม่มีระบุไว้ในฉลาก ก็ไม่ควรเก็บยาใดๆ ไว้ในตู้เย็น

อีกประเด็นคืออุปกรณ์สำหรับบริหารยาให้เด็ก ปกติหน่วยตวงยาเด็กมักเป็นช้อนชา ซึ่งเท่ากับ 5 ซีซี หรือ 5 มิลลิลิตร ซึ่งช้อนชาสำหรับตวงยานี้ควรใช้จากที่ได้รับมาจากโรงพยาบาลหรือร้านยาเท่านั้น ไม่ควรใช้ช้อนชาตามบ้านเพราะขนาดไม่ได้มาตรฐาน ปริมาณยาที่ได้อาจสูงหรือต่ำเกินไป สำหรับเด็กที่กินยาจากช้อนไม่ได้ อาจป้อนยาด้วยกระบอกฉีดยา (syringe) หรืออีกกรณีที่จำเป็นต้องป้อนยาตวงยาด้วยกระบอกฉีดยา คือขนาดยาที่ต้องให้เด็กไม่สามารถให้ด้วยช้อนชาได้ เช่น ต้องกินครั้งละ 4 ซีซี เป็นต้น

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ฝากไว้คือ การผสมยาน้ำเด็กกับนม น้ำ หรือเครื่องดื่มอื่นในขวดนม เพื่อให้เด็กกินง่ายๆ นั้น ไม่แนะนำให้ทำ เพราะยาอาจเข้ากันไม่ได้กับเครื่องดื่มนั้นๆ และอีกปัญหาหนึ่งคือเด็กอาจจะกินยาไม่หมดทำให้ได้ยาไม่ครบขนาดการใช้ยา กรณีที่เด็กกินยาชนิดนั้นไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องพิจารณาเปลี่ยนเป็นยายี่ห้ออื่นที่แต่งรสแตกต่างกันหรือเปลี่ยนเป็นตัวยาชนิดอื่นแทน 

จึงแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกร เมื่อเด็กจำเป็นต้องใช้ยา ผู้ปกครองจำเป็นต้องละเอียดรอบคอบ ควรมีข้อมูลจำเป็น เช่น อายุ น้ำหนัก ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัวและยาอื่นๆ ที่กำลังใช้อยู่ให้แก่แพทย์หรือเภสัชกรอย่างครบถ้วน เมื่อได้รับยาแล้วยังมีเรื่องการเก็บรักษา การให้ยา ที่ต้องระมัดระวังอีกหลายประการ ดังนั้น หากผู้ปกครองมีข้อข้องใจหรือคำถามเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก ในกรณีไม่ฉุกเฉินสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779284

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงวุ่นวายกับการเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ญาติสนิทมิตรสหาย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เวลาเราเลือกของขวัญให้คนอื่นๆ เราคงพิจารณาว่าสิ่งที่เรามอบให้ต้องเป็นสิ่งที่ผู้รับต้องชื่นชอบ เป็นของดีมีประโยชน์สำหรับชีวิต เมื่อเรามอบของขวัญให้คนอื่นๆ แต่คงมีหลายคนลืมมอบของขวัญให้กับคนสำคัญที่สุด คือตัวเราเอง

เราเองคือคนสำคัญที่สุด เพราะว่าเราต้องมีสุขภาพกายและใจที่ดี เราจึงจะมีความสามารถทำดีให้กับคนอื่นๆ ได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีร่างกายแข็งแรงให้มากที่สุดเพื่อจะได้ทำงานการต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้น ก่อนจะหาของขวัญอื่นใดให้คนอื่น เราต้องมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ตัวเอง คือทำให้สุขภาพของเราดีที่สุด ดังนั้น จึงควรพาตัวเองไปตรวจร่างกายประจำปี 

ถามว่า ตรวจร่างกายประจำปี เราควรตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง นอกเหนือจากสวัสดิการทั่วไปซึ่งที่ทำงานบางแห่งอาจมีให้กับพนักงาน แต่ก็มีบริษัทหลายแห่งไม่มีสวัสดิการนี้ให้ ซึ่งย้ำว่าคนที่ไม่มีสวัสดิการด้านนี้จำเป็นต้องตรวจร่างกายประจำปีด้วย เพื่อให้ทราบสภาวะต่างๆ ของร่างกาย และควรเริ่มตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าหลงคิดว่ายังอายุน้อยยังไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกายประจำปี ไม่ต้องรอให้อายุมากๆ จึงพาร่างกายไปตรวจ ซึ่งอาจจะสายเกินไปเพราะหากเจอโรคก็จะรักษาได้ยากมากขึ้น

ช่วงวัยใดควรตรวจอะไรบ้าง เริ่มจากช่วงอายุประมาณ 25-34 ปี รายการตรวจสุขภาพประจำปีพื้นฐานที่ควรตรวจได้แก่ 

(1) การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการคำนวณดัชนีมวลกายว่ามีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมหรือไม่ เข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินหรืออ้วนหรือยัง 

(2) การตรวจนับความสมบูรณ์ของเลือด (complete blood count; CBC) การตรวจนี้จะช่วยให้ค้นพบภาวะโลหิตจางได้ และสามารถค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาได้อย่างเหมาะสม 

(3) การทำงานของตับ (liver function test; LFT) ที่ควรตรวจเพราะตับเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดสารพิษ การเปลี่ยนแปลงยาต่างๆ ที่เราใช้ ดังนั้น ผู้ที่ดื่มเหล้าบ่อยๆ หรือใช้ยาบางอย่างเป็นประจำ ก็ควรตรวจค่านี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้รู้ว่าตับยังทำงานดีอยู่หรือไม่ หรือเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติที่ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้แล้ว 

(4) การทำงานของไต (renal function) เหตุผลที่ควรตรวจก็เพราะไตเป็นอวัยวะกำจัดของเสียของร่างกายซึ่งควรถูกตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอว่ายังทำงานได้ปกติอยู่หรือไม่อีกอย่างหนึ่งคือมีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติบางอย่างที่เริ่มแสดงอาการผิดปกติที่ไต 

(5) การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (urinalysis) ซึ่งจะสามารถพบเม็ดเลือด โปรตีน น้ำตาลที่รั่วออกมาและเป็นสัญญาณสำคัญของโรคหลายๆ ชนิด รวมถึงอาจพบการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติมด้วย 

(6) ค่าน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting blood sugar; FBS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากหรือในครอบครัวมีญาติสายตรงที่เป็นโรคเบาหวาน ผลที่สูงผิดปกติจะทำให้พบโรคเบาหวานตั้งแต่เริ่มต้นและได้เริ่มการรักษาแต่เนิ่นๆ เป็นการลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานอีกด้วย 

(7) ระดับไขมันในเลือด (lipid profile) การตรวจนี้จะทำให้ทราบทั้งระดับโคเลสเตอรอลชนิดต่างๆ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งส่วนใหญ่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอาจจะยังไม่สูง แต่ในรายที่พบว่าสูงก็อาจจำเป็นต้องเริ่มใช้ยาลดไขมันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและอุดตัน 

นอกจากการตรวจเลือดหรือปัสสาวะอย่างที่กล่าวไปแล้วยังมีการตรวจเอกซเรย์ปอดที่ควรทำ โดยเฉพาะในรายที่สูบบุหรี่เพราะถึงแม้ว่าการเอกซเรย์ปอดจะไม่ใช่การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่ดี แต่ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจะได้รับการตรวจวินิจฉัยได้ทันทีว่ารอยโรคที่เห็นเข้าได้กับโรคอะไร ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือวัณโรคปอดก็ตาม

ส่วนในคนที่อายุเพิ่มขึ้น เช่น อายุ 35-50 ปี ก็ตรวจเพิ่มเติม เช่น ระดับกรดยูริก การตรวจเอกซเรย์เต้านม การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ การตรวจสารบ่งชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจเพิ่มเติมที่มีขึ้นมาก็ขึ้นกับเพศและปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งที่พบได้ในช่วงอายุที่มากขึ้น 

ส่วนคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ก็อาจพิจารณาเพิ่มการตรวจมวลกระดูก ระดับวิตามินดีในเลือด เพื่อดูความเสี่ยงการเกิดกระดูกพรุนหรือกระดูกหัก การตรวจคัดกรองต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นพบโรคที่พบบ่อยในแต่ละช่วงวัยเพื่อจะได้ให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือ การตรวจร่างกายหรือสุขภาพนี้ควรทำทุกปีเพื่อตรวจดูแนวโน้มของความเสื่อมหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถจัดการรักษาได้อย่างเหมาะสม ไม่เสียชีวิตหรือป่วยหนักก่อนวัยอันควร 

ดังนั้น ใครที่ยังไม่มีของขวัญปีใหม่ให้ตนเอง การเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งถือว่าเป็นของขวัญที่ดีมากสำหรับตัวเอง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776978

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หากมีการสำรวจปณิธานปีใหม่ของทุกคน การลดน้ำหนักน่าจะติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของรายการ ปณิธาน และหากสำรวจอีกทีดูเหมือนว่าปณิธานข้อนี้จะเป็นข้อที่ล้มเหลวมากที่สุดก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกว่าจะถึงปีใหม่ต้องผ่านงานเลี้ยงฉลองหลายงาน ไม่ว่าจะเป็นกับที่ทำงาน กับเพื่อนฝูง กับครอบครัว แล้วอาหารสำหรับงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็มักจะเป็น เค้ก พิซซ่า ปิ้งย่างหมูกระทะ หรืออาหารบุฟเฟ่ต์อื่นๆ ยังไม่รวมน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกอบกับไม่มีเวลาออกกำลังกาย สุดท้ายกว่าจะหมดปีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงงานเลี้ยงนี้อาจจะสูงถึงสองถึงสามกิโลกรัม กลายเป็นภาระของปีหน้าที่จะต้องลดน้ำหนักส่วนนี้ลงไปอีกไม่รวมกับที่ยังลดไม่ได้ของปีก่อน เรียกว่าตั้งปณิธานในการลดน้ำหนักวนไปไม่จบสิ้น

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพแม้ยังต้องร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ เราจึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้นมาเกินไป ดังต่อไปนี้

(1) หากรู้ล่วงหน้าว่ามีงานเลี้ยงที่จะต้องกินมากกว่าปกติ อาจจะลดปริมาณการกินอาหารในช่วงก่อนหน้าให้น้อยลง หรือกินอาหารที่มีพลังงานต่ำก่อนงานเลี้ยง เพื่อให้พลังงานรวมที่ได้รับในทั้งวันไม่สูงเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมากเกินไป

(2) ระวังเครื่องดื่มในงานเลี้ยงหากเป็นไปได้ควรเลือกชนิดไม่มีน้ำตาล เหตุผลก็เช่นเดียวกับข้อแรกก็คือ เป็นการป้องกันไม่ให้ได้รับพลังงานมากเกินไป และอีกหนึ่งสิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นให้พลังงานสูงถึง 7 กิโลแคลอรี่ ต่อ 1 กรัม คิดเป็นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับน้ำตาลที่ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กรัม ดังนั้นหากจะดื่ม เครื่องดื่มประเภทนี้ก็ควรจำกัดอาหารพลังงานสูงอย่างอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน

(3) จัดลำดับอาหารที่ควรกินก่อนหลังให้เหมาะสม เช่น เลือกกินผักผลไม้ปริมาณมากๆ ก่อนกินเนื้อสัตว์ติดมันหรืออาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล รวมถึงขนมหวานอื่นๆ เพราะเมื่อกินผักผลไม้ที่มักมีพลังงานต่ำกว่าไปก่อน จะทำให้รู้สึกอิ่มจนทำให้กินอาหารที่มีพลังงานสูงได้น้อยลง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของหวานต่างๆ ข้อนี้อาจทำได้ยาก อาจใช้วิธีกำหนดว่าจะกินของหวานแต่ละอย่างไม่เกินเท่าใด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองกินของหวานมากเกินไป วิธีหนึ่งในการตัดใจคือต้องตระหนักรู้ว่าของหวานนั้นมีพลังงานสูงมาก พลังงานที่ได้รับจากเค้กหนึ่งชิ้น อาจสูงถึง 300-400 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว ซึ่งพลังงานขนาดนี้เทียบเท่าได้กับข้าวราดแกง 1 จาน หรือหากจะเทียบกับการออกกำลังกาย ก็คือการวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งสำหรับบางคนแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

(4) ระหว่างอาหารจำพวกที่มีเกลือโซเดียมมากๆ เช่น น้ำซุป น้ำจิ้ม น้ำยำต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่ไตไม่ค่อยดี เพราะอาจจะได้รับเกลือมากเกินไป ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องระวังอาหารประเภทนี้คือผู้ป่วยโรคเกาต์เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานอาหารพวกนี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดข้ออักเสบเป็นพิเศษ

นอกจากเรื่องของน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นในกรณีที่กินมากเกินไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักก็คืออาหารในงานเลี้ยงมักไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เช่น สารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง ไขมันจากเนื้อสัตว์ติดมัน น้ำตาลจากน้ำอัดลมหรือของหวานที่อาจจะทำให้เกิดฟันผุ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลเสียต่อแทบจะทุกระบบของอวัยวะในร่างกายตั้งแต่สมองไปจนถึงตับไตต่างๆ ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นบรรยากาศเฉลิมฉลองในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แต่เพื่อสุขภาพที่ดี เราทุกคนก็ควรฉลองอย่างมีสติ ในกรณีที่เราเป็นผู้จัดงานเลี้ยงก็ควรมีการเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพไว้เป็นทางเลือกให้แก่ผู้มาร่วมงานเพื่อให้ได้ทั้งความสุขกายสุขใจและสุขภาพที่ดีต้อนรับปีใหม่

ส่วนคนที่รักสุขภาพมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปเมื่อต้องร่วมงานเลี้ยง เพราะว่าปีๆ หนึ่งก็จะมีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แค่ช่วงเดียวเท่านั้น ดังนั้นอาจจะผ่อนคลายลงบ้างในช่วงนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้หลักผู้ใหญ่ก็มักจะมีความสุขเวลาที่เห็นลูกหลานกินอาหารที่จัดไว้ให้อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ใช่คอยแต่ระวังไม่ยอมกินอะไรเลยจนเสียบรรยากาศ หากวางแผนดีๆ เราก็สามารถรักษาสมดุลของการกินเพื่อสุขภาพที่ดีกับการรักษาน้ำใจของผู้เตรียมอาหารให้เราได้ การเดินทางสายกลางรักษาทั้งสุขภาพกายของเราและสุขภาพใจของคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน และน่าจะเป็นของขวัญที่ดีสำหรับทุกคนในช่วงปีใหม่นี้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775667

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม้จะเลยวันพ่อแห่งชาติมาแล้ว แต่เดือนธันวาคมถือว่าเป็นเดือนของวันพ่อแห่งชาติ จึงขอชวนคุยในเรื่องการดูแลสุขภาพของคุณพ่อ โดยเฉพาะคุณพ่อในช่วงวัยต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคุณพ่อได้ใช้ดูแลตนเอง และเพื่อให้ลูกๆ และสมาชิกในครอบครัวใช้เป็นแนวทางดูแลคุณพ่อด้วย

สำหรับคุณพ่อยังหนุ่มวัย 20-40 ปี ช่วงวัยนี้จะยังไม่ค่อยนึกถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากนัก แต่ถ้าไม่เริ่มนิสัยที่ดี เพื่อรักษาสุขภาพ อีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น หากไม่รีบหยุดสูบบุหรี่ในช่วงวัยนี้ โรคที่จะเกิดตามมาคือมะเร็งปอด และถุงลมโป่งพอง ชีวิตในช่วงวัย 60-70 ปีแทนที่จะได้วิ่งเล่นกับหลานๆ อาจจะได้แค่นั่งมอง เพราะแค่เดินสิบก้าวก็เหนื่อยแล้ว เนื่องจากปอดทำงานได้น้อยลง

นอกจากโรคทางปอด บุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอีกหลายอวัยวะ และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย ดังนั้นการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงลดความเสี่ยงการป่วย และตายก่อนวัยอันควรได้หลายเท่า ที่สำคัญคือ ถ้าต้องการจะเลิกบุหรี่ ปัจจุบันสามารถใช้ยาช่วยได้ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ผู้สนใจเลิกบุหรี่ไปขอคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาล และร้านยาคุณภาพได้

เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกพฤติกรรมทำลายสุขภาพหนึ่งที่คุณพ่อวัยหนุ่มควรลดละเลิกให้ได้เช่นกัน นอกจากการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังหลายๆ โรคแล้ว อันตรายจากการดื่มระยะสั้นคือเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงคือในการทำงาน เราอาจจะคุ้นเคยกับการรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่คนเมาหรือยังเมาค้างอยู่ก็ไม่ควรทำงานควบคุมเครื่องจักรหรือทำงานในที่สูง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ ในส่วนของการดื่มแอลกอฮอล์นี้ การลดละเลิกขึ้นอยู่กับใจของผู้บริโภคล้วนๆ ปัจจุบันการใช้ยาช่วยเลิกเหล้ายังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

ส่วนคุณพ่อที่เข้าสู่อายุ 50-60 ปี ช่วงนี้แหละที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากพฤติกรรมสุขภาพที่ได้ดำเนินชีวิตมาในวัยหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในอายุเท่านี้ถ้าท่านไม่เคยตรวจร่างกายประจำปีเลย ก็ถือว่าท่านเสี่ยงมากๆ เพราะเหมือนจงใจละเลย การหาสัญญาณเตือนโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ทั้งโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าดูแลแต่เนิ่นๆ ก็จะชะลอโรคลดภาวะแทรกซ้อนได้ นอกจากโรคเรื้อรังที่กล่าวข้างต้น ยังมีสิ่งที่ต้องนึกถึงเพิ่มขึ้นคือ โรคมะเร็ง เพราะวัยนี้เป็นวัยที่หากเริ่มเป็นมะเร็ง อาจจะมีรอยโรค หรือค่าทางห้องปฏิบัติการบางอย่างผิดปกติที่เริ่มตรวจได้แล้ว 

ทั้งนี้โรคมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งแต่ละโรคจะมีเกณฑ์ระบุชัดเจนว่าใครบ้างที่เสี่ยงสูงควรรับการตรวจ และตรวจด้วยวิธีใดในความถี่เท่าใด ซึ่งมะเร็งทุกชนิดนั้นหากพบในระยะเริ่มต้น ก็ยิ่งสามารถรักษาได้ง่าย และมีโอกาสหายขาดได้ และมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากพบว่ามีความผิดปกติจากพันธุกรรมบางอย่าง ผู้ป่วยอาจจะต้องกินยาบางชนิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งขึ้น ซึ่งถ้าไม่เคยตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเลย ผู้ป่วยก็จะเสียโอกาสนี้ไป และในช่วงวัยเดียวกันนี้เอง คุณพ่อบางรายอาจเกิดกลุ่มอาการวัยทอง เนื่องจากภาวะฮอร์โมนเพศลดลง บางรายอาจมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ต่อมลูกหมากโต ซึ่งทุกอาการสามารถรักษาได้ด้วยยา และเมื่อเทียบระหว่างใช้ยากับไม่ใช้ยาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้ยารักษาตามอาการ ถึงแม้จะไม่ทำให้โรค หรืออาการต่างๆ หายขาด ก็ดีกว่าอย่างแน่นอน

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความต่อเนื่องในการใช้ยา เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือในการรักษาโดยไปพบแพทย์ตามนัด และใช้ยาตามสั่งอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมเช่น ลดน้ำหนัก ลดการดื่ม เลิกบุหรี่ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และมีสมรรถนะทางกายที่สามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ 

สำหรับคุณพ่อวัย 70-80 ปี ที่ดูแลสุขภาพมาดีจะไม่เป็นภาระต่อบุตรหลาน ดังนั้น ถ้าคุณพ่อทั้งหลายดูแลตนเองมาอย่างดีตลอด ก็จะแข็งแรงสุขภาพดีได้จนอายุถึง 90-100 ปี เพราะฉะนั้น ดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้เถอะนะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774350

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ 12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะจากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773053

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ 1 ธันวาคม เป็นวันเอดส์โลก แม้ว่าทุกวันนี้สังคมจะรับรู้แล้วว่าโรคเอดส์ไม่ได้ติดกันง่ายๆ คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวียังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมได้โดยไม่ต้องถูกตั้งแง่รังเกียจรังงอน ขณะเดียวกันก็พยายามให้ทุกคนป้องกันตัวจากโรคนี้ 

แต่ทว่าใน 2022 ก็ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รายใหม่ประมาณ 9,200 ราย จำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี สาเหตุที่ติดเชื้อเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย

เรามาทบทวนความแตกต่างระหว่างคำว่าโรคเอดส์กับการติดเชื้อเอชไอวีกัน คำว่าโรคเอดส์หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes (AIDs) คือช่วงที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่ทำหน้าที่ตามปกติส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค เชื้อราที่ทำให้ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อพยาธิหรือไวรัสอีกหลายชนิด ซึ่งหากรักษาไม่ทันการณ์อาการก็อาจรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าในการพัฒนายาต้านไวรัสเอชไอวีดีขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกดการเพิ่มจำนวนของเชื้อเป็นไปได้ดี ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีที่รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เสี่ยงที่โรคจะรุนแรงจนยกระดับโรคเอดส์ 

ในทางตรงกันข้าม กรณีที่ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรักษาไม่เห็นความสำคัญของการกินยาอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา หรือในการที่ผู้ป่วยลืมกินยาเกินร้อยละ 20 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา และการรักษาล้มเหลว  ซึ่งหมายความว่าถ้าผู้ป่วยเอชไอวีมียาที่ต้องกินวันละมื้อใน 1 เดือน แต่ลืมกินยาเกินเดือนละ 6 ครั้งขึ้นไป ก็จะเสี่ยงต่อการรักษาที่ล้มเหลว จนในที่สุดก็กดการเพิ่มจำนวนของไวรัสไว้ไม่ได้นำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อฉวยโอกาสหรือที่เรียกว่าโรคเอดส์ และหากมั่นใจว่าการรักษาไม่ล้มเหลว ก็ต้องกินยาสม่ำเสมอ ต้องไม่ลืมกินยาเด็ดขาด

จะเห็นว่าเมื่อติดเชื้อและต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวีผู้ป่วยก็จะเริ่มมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเริ่มกินยาแล้วก็จะต้องกินไปตลอด และถึงจะมีการพัฒนายาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการไม่พึงประสงค์น้อยลง แต่ไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยก็ยังต้องพบเจออาการไม่พึงประสงค์บางอย่างบ้างอยู่ดี 

ดังนั้น ทางที่ดีต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่นำตัวเองไปเสี่ยงกับการติดเชื้อเอชไอวีในทุกกรณี เพราะผู้ติดเชื้อส่วนมากติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น การใช้ถุงยางอนามัย การรู้จักคุ้นเคยกับคู่นอนของตนว่ากำลังติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ การไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย จึงเป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อที่ได้ผล และอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ติดเชื้อได้คือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งส่วนมากมักเป็นกรณีของยาเสพติดย้ำว่าการลดความเสี่ยงของพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งและสุดขั้ว จะช่วยรักษาชีวิตเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้

สำหรับคนที่เสี่ยงไปแล้ว เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน หรือป้องกันแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุถุงยางฉีดขาด กรณีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ สามารถใช้ยาต้านไวรัสชนิด PEP หรือ post exposure prophylaxis ได้ โดยผู้มีความเสี่ยงต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อ รับยา และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยแพทย์จะนัดตรวจประเมินซ้ำอีกหลังกินยาไปแล้ว 4 สัปดาห์ ส่วนในคนที่มีคู่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีวิธีการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยกินก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่า PrEP หรือ Pre exposure prophylaxis ซึ่งกรณีนี้จะมีวิธีการใช้ยาที่มีรายละเอียดมากกว่าการเสี่ยงแบบแรก จึงต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด

แม้จะมีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่ใช้รักษาโรคเอดส์เพิ่มขึ้นมากมาย แต่โดยรวมแล้วโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด และต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อ โดยใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นมาตรการป้องกันโรคที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771598

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.55 น.

สัปดาห์ก่อนพูดถึงเรื่องโรคเบาหวานว่าเป็นโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ แต่เป็นปัญหาใหญ่ทั้งระดับโลกและระดับประเทศเพราะหากผู้ป่วยไม่ยอมไปรับการรักษา หรือรับการรักษาแล้วแต่ไม่ร่วมมือในการใช้ยา และไม่ปรับพฤติกรรม ผลที่ตามมาคือ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ แล้วทำให้เจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดอุดตันที่สมองหรือหัวใจ ไตวายจอประสาทตาเสื่อม ปลายประสาทอักเสบ เกิดแผลติดเชื้อ จนต้องตัดเท้าหรือขา ทำให้พิการ หรือเสียชีวิตได้ในที่สุด 

แต่แม้ว่าเบาหวานจะน่ากลัวมากเพียงใดก็ตาม หากผู้ป่วยรักษาตัวให้ดี ก็ยังมีหวังในการรักษา ปัจจุบันมีการคิดค้นหาสูตรยารักษาเบาหวานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ทำให้คุมเบาหวานได้ดีขึ้นลดความเจ็บป่วย และลดการตายจากโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากเดิมที่เคยมียาเพียง 2-3 กลุ่ม ปัจจุบันยาเบาหวานมีถึง 6-7 กลุ่มเป็นทางเลือกในการรักษา 

วันนี้จะขอเล่ายาแต่ละกลุ่มโดยสังเขป ดังนี้ 

1. อินซูลิน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะขาดอินซูลินหรือดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ จึงจำเป็นต้องให้อินซูลินสังเคราะห์จากภายนอก แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตอินซูลินชนิดกินได้ ต้องทำในรูปแบบยาฉีดเท่านั้น อย่างไรก็ตามคนไข้เบาหวานส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากยากินก่อน และถ้าคุมเบาหวานได้ดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

2. ยาเม็ดเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ในผู้ป่วยที่ไม่มีความผิดปกติในการสร้างหรือหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน การให้ยาเม็ดเพื่อให้ร่างกายไว และตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น และสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มความไวต่ออินซูลินมี เช่น metformin และ pioglitazone เป็นต้น

3. ยาเม็ดกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักคือ sulfonylureas ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ glipizide, glimipiride เป็นต้น กลุ่มที่ 2 คือ meglitinides หรือที่เรียกชื่อย่อว่า glinides ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ก็ได้แก่ repaglinide เป็นต้น กลุ่มที่ 3 คือ dipeptidyl peptidase-4 inhibitors (DPP-4 inhibitors หรือที่เรียกย่อๆ ว่า gliptins) ซึ่งกลุ่มนี้นอกจากเพิ่มการหลั่งอินซูลิน แล้วยังยับยั้งการผลิตฮอร์โมนกลูคากอนซึ่งมีฤทธิ์ตรงข้ามกับอินซูลินด้วย ตัวอย่างเช่น ยา sitagliptin

4. ยาเม็ดลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากทางเดินอาหาร ยาชนิดนี้ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารจำพวกแป้งที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำตาลลดลง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป เช่น acarbose, voglibose เป็นต้น

5. ยาเม็ดยับยั้งการดูดกลับของน้ำตาลและเพิ่มการขับน้ำตาลออกทางไตและปัสสาวะ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้คือ empagliflozin, dapagliflozin เป็นต้น

6. ยากระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ซึ่งยาเบาหวานกลุ่มนี้เป็นยาที่ออกมาใหม่ล่าสุด มีทั้งที่เป็นยาฉีดและยากิน นอกจากฤทธิ์คุมน้ำตาลแล้ว ยังทำให้ความอยากอาหารลดลง และผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจจะมีน้ำหนักตัวลดลงด้วย

นอกจากยากลุ่มใหญ่ๆ ถึง 6 กลุ่ม ที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีการพัฒนายาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าอีกไม่นานคงมียาเบาหวานกลุ่มใหม่ๆ มาให้ผู้ป่วยใช้

ยากลุ่มที่มักถูกเลือกใช้เป็นลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งแพทย์จะเลือกชนิดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ยาแต่ละกลุ่มมีวิธีใช้ และอาการข้างเคียงแตกต่างกัน เช่น ยาที่กระตุ้นการหลั่งอินซูลินส่วนใหญ่แนะนำให้กินก่อนอาหารประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ทันเมื่อกินอาหาร ยากลุ่มนี้กินแล้ว ควรกินอาหารตามมื้อปกติ เพราะหากกินยา แต่งดอาหาร ก็อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย

ส่วนยาลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ควรกินพร้อมอาหารคำแรก เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่ หากลืมแต่ไปกินหลังจากอาหารย่อยหรือดูดซึมแล้ว ประสิทธิภาพจะต่ำลง ขณะที่ยาที่มีผลทำให้น้ำตาลขับออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ผู้ใช้ยาอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ

เภสัชกรจะแจ้งข้อมูลที่จำเป็นขณะจ่ายยาให้ผู้ป่วย รวมถึงระบุข้อควรระวังต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้อง ปลอดภัย ผู้ป่วยเบาหวานควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรปรับเพิ่มลด หรืองดยาเอง และที่สำคัญไม่เกิดอาการแพ้เมื่อใช้ยาสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกาย ไปพบแพทย์ตามนัด เมื่อสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ก็ปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อน มีชีวิตปกติ และมีคุณภาพชีวิตดีได้ 

แต่หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าจะเกิดจากยาก็ขอให้สอบถามเภสัชกรที่จ่ายยา หรือสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ศูนย์ข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเบาหวานโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770198

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้คนตระหนักถึงความสำคัญของโรคเบาหวานอันเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ 422 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน 3.3 ล้านคน ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละกว่า 47,000 ล้านบาท 

เหตุที่คนไทยเรียกโรคนี้ว่าเบาหวานก็เพราะในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคนี้มีน้ำตาลปนออกมา ซึ่งก็หมายความว่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยจะต้องสูงมากจนปัสสาวะออกมาหวานจนมดมา

สาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานก็คือฮอร์โมนอินสุลิน ที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลที่ร่างกายรับจากอาหารไปใช้เป็นพลังงานมีไม่เพียงพอ หรือร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินจนนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลตกค้างอยู่ในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่อเนื่องตามมา อาทิ ไตเสื่อม หลอดเลือดสำคัญๆ เช่น หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจตีบปลายประสาทอักเสบทำให้เกิดอาการมือเท้าชาจอประสาทตาเสื่อม ภูมิต้านทานโรคต่ำลง แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย อย่างที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดทีเล่นทีจริงว่าหวานตัดขา ซึ่งก็มีที่มาจากความจริงที่ว่าพอเป็นเบาหวาน เท้าอาจจะชาจนไปเหยียบของมีคมที่สกปรกจนเกิดแผลแล้วผู้ป่วยไม่รู้ตัว จนแผลที่เกิดขึ้นติดเชื้อลุกลาม ไม่หายส่งผลให้ต้องตัดเท้า หรือขาทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้

ปัญหาก็คือ เบาหวานเป็นโรคที่ในระยะแรกไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยรู้ตัวเลยไม่ได้ไปพบแพทย์ อันที่จริงเวลาน้ำตาลในเลือดสูงถึงระดับหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยกินจุแต่น้ำหนักลด กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน ติดเชื้อบ่อย แผลหายช้า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นผู้ป่วยมักไม่ทันสังเกต จะมารู้ตัวกันอีกทีก็เมื่อถึงกำหนดการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ไปเสียแล้ว เผลอๆ อาจจะพบพร้อมกับภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างอื่นร่วมด้วยไปแล้ว เช่น จอประสาทตาเสื่อม ชาจากปลายประสาทอักเสบ เป็นต้น ดังนั้น การหมั่นสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น การหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปีจึงเป็นมาตรการสำคัญในการค้นหาโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้น เพื่อรีบรับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันเลือดที่มีผลช่วยชะลอไตเสื่อม ในรายที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยก็ต้องได้รับยาลดไขมันด้วย นอกจากนั้นยังต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อให้การรักษามีประสิทธิผลสูงสุด

คนที่ควรไปตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเป็นประจำทุกปีคือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ผู้ชายที่มีรอบเอวใหญ่เกิน 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีรอยเอวใหญ่ 80 เซนติเมตรคนที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน หญิงที่เคยคลอดบุตรที่น้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หญิงที่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือที่เรียกว่าโรค PCOS (polycystic ovary syndrome) คนที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดสมองหรือเป็นโรคหัวใจ

เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่มียารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด หากผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแม้จะไม่หายขาดจากโรคเบาหวาน แต่ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพดีได้ยาวนาน มีผู้ป่วยหลายคนที่ในที่สุดก็อยู่กับโรคเบาหวานโดยการคุมอาหาร และไม่ต้องใช้ยาเพียงแค่ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ และในทางกลับกันก็มีผู้ป่วยเบาหวานที่ดูแลตนเองไม่ดี และเมื่อจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำตาล ก็ไม่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยหลายคนกลัวว่ายาจะทำให้ไตพัง แต่หารู้ไม่ว่าการที่ไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ นั่นแหละที่ทำให้ไตพัง จนในที่สุดเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่ว่าจะเป็นไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต ต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะมัวแต่ต้องรักษาโรคแทรกซ้อนต่างๆ

ฉะนั้นผลการรักษาจะดี หรือไม่ขึ้นกับการตรวจพบโรคในระยะแรกๆ ร่วมกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768766

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายไม่น้อยกว่า สมอง หัวใจ หรือตับ หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียให้ร่างกายตลอดเวลา แล้วยังต้องรักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในเลือดอีกด้วย หากไตเสื่อมจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ หรือเกิดอาการไตวายจึงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก จะทำให้ของเสียต่างๆ คั่งในเลือด เกิดอาการบวมน้ำ ความดันเลือดสูง เลือดจาง กระดูกบางหรือหัก หัวใจทำงานผิดปกติ จนอาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการล้างไตทันเวลา

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไตวาย เฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันคือการที่จู่ๆ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียได้ภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปัญหาไตวายเรื้อรังแล้ว กรณีไตวายเฉียบพลันถือว่าเกิดไม่บ่อย สาเหตุหลักๆ ของไตวายเฉียบพลัน นอกจากเรื่องน้ำ หรือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปที่ไตลดลงจนเกิดการบาดเจ็บของตัวไตแล้ว ก็คือการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่มีพิษต่อไต ตัวอย่างยาที่พบบ่อยว่าทำให้ไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวด ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ เช่น Naproxen, Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib และ Etoricoxib เป็นต้น 

จึงต้องใช้ยากลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง และใช้ในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีที่มีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากจำเป็นต้องต้องใช้ยาระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพและเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียได้น้อยลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงหลายปี แต่ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในที่สุดจะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย จนถึงขั้นต้องทำการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบำบัดที่ว่าก็คือการปลูกถ่ายไตใหม่ หรือการล้างไตไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าจะปลูกถ่ายไตหรือจะล้างไต ชีวิตของผู้ป่วยก็ไม่มีทางกลับไปปกติเหมือนเดิม กรณีรับการปลูกถ่ายไตผู้ป่วยจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต 

ส่วนการล้างไต ก็เป็นการรักษาต่อเนื่อง คือล้างวันเว้นวัน หรือเว้นสองสามวัน โดยต้องควบคุมการกินอาหารอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ของเสียเกินจากความสามารถของการบำบัดทดแทนไต ซึ่งก็แปลว่า ถึงจะล้างไต ก็ไม่ได้หมายถึงจะกินของต้องห้ามได้ตามใจต่อไป

โรคไตวายเรื้อรังที่พบในคนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักๆ คือ การมีความดันโลหิตสูงนาน ๆ และการเป็นโรคเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่ดี การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปมีไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลง และป้องกันได้ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ไตเสื่อมจนถึงระดับที่จะต้องล้าง หรือปลูกถ่ายไตใหม่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายไตต้องตรวจร่างกายประจำปีเพื่อดูว่าค่าไตปกติหรือไม่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หยุดสูบบุหรี่ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือมีไขมันในเลือดสูง ต้องหมั่นกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของไตให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต รวมถึงอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย

ลดการกินเกลือ และอาหารรสเค็ม ความเค็มที่มากเกินไปในอาหาร ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดของเสีย และรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การไม่กินเค็มเกินไป จะช่วยถนอมไตไว้ให้อยู่กับเรานานๆ เมื่อพูดถึงความเค็มหลายคนอาจระวังแค่เกลือและน้ำปลา แต่ที่จริงแล้วความเค็ม หรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในซอสต่างๆ ซีอิ๊ว ผงปรุงรสปลาร้า รวมถึงน้ำซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่นๆ ด้วย เราจึงควรระมัดระวังจำกัดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไป

โดยสรุป เราต้องคุมความดันเลือดให้ดี ถ้าเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาลให้ได้ คุมไขมันและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดละเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไตหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากทำได้ครบถ้วนก็น่าจะลดความเสี่ยงการต้องล้างไต หรือปลูกถ่ายไต แล้วไตที่ดีก็จะอยู่กับเราไปตลอดอายุขัยของเรา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767341

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะ
จากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย