รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776978

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หากมีการสำรวจปณิธานปีใหม่ของทุกคน การลดน้ำหนักน่าจะติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของรายการ ปณิธาน และหากสำรวจอีกทีดูเหมือนว่าปณิธานข้อนี้จะเป็นข้อที่ล้มเหลวมากที่สุดก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกว่าจะถึงปีใหม่ต้องผ่านงานเลี้ยงฉลองหลายงาน ไม่ว่าจะเป็นกับที่ทำงาน กับเพื่อนฝูง กับครอบครัว แล้วอาหารสำหรับงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็มักจะเป็น เค้ก พิซซ่า ปิ้งย่างหมูกระทะ หรืออาหารบุฟเฟ่ต์อื่นๆ ยังไม่รวมน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกอบกับไม่มีเวลาออกกำลังกาย สุดท้ายกว่าจะหมดปีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงงานเลี้ยงนี้อาจจะสูงถึงสองถึงสามกิโลกรัม กลายเป็นภาระของปีหน้าที่จะต้องลดน้ำหนักส่วนนี้ลงไปอีกไม่รวมกับที่ยังลดไม่ได้ของปีก่อน เรียกว่าตั้งปณิธานในการลดน้ำหนักวนไปไม่จบสิ้น

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพแม้ยังต้องร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ เราจึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้นมาเกินไป ดังต่อไปนี้

(1) หากรู้ล่วงหน้าว่ามีงานเลี้ยงที่จะต้องกินมากกว่าปกติ อาจจะลดปริมาณการกินอาหารในช่วงก่อนหน้าให้น้อยลง หรือกินอาหารที่มีพลังงานต่ำก่อนงานเลี้ยง เพื่อให้พลังงานรวมที่ได้รับในทั้งวันไม่สูงเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมากเกินไป

(2) ระวังเครื่องดื่มในงานเลี้ยงหากเป็นไปได้ควรเลือกชนิดไม่มีน้ำตาล เหตุผลก็เช่นเดียวกับข้อแรกก็คือ เป็นการป้องกันไม่ให้ได้รับพลังงานมากเกินไป และอีกหนึ่งสิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นให้พลังงานสูงถึง 7 กิโลแคลอรี่ ต่อ 1 กรัม คิดเป็นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับน้ำตาลที่ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กรัม ดังนั้นหากจะดื่ม เครื่องดื่มประเภทนี้ก็ควรจำกัดอาหารพลังงานสูงอย่างอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน

(3) จัดลำดับอาหารที่ควรกินก่อนหลังให้เหมาะสม เช่น เลือกกินผักผลไม้ปริมาณมากๆ ก่อนกินเนื้อสัตว์ติดมันหรืออาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล รวมถึงขนมหวานอื่นๆ เพราะเมื่อกินผักผลไม้ที่มักมีพลังงานต่ำกว่าไปก่อน จะทำให้รู้สึกอิ่มจนทำให้กินอาหารที่มีพลังงานสูงได้น้อยลง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของหวานต่างๆ ข้อนี้อาจทำได้ยาก อาจใช้วิธีกำหนดว่าจะกินของหวานแต่ละอย่างไม่เกินเท่าใด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองกินของหวานมากเกินไป วิธีหนึ่งในการตัดใจคือต้องตระหนักรู้ว่าของหวานนั้นมีพลังงานสูงมาก พลังงานที่ได้รับจากเค้กหนึ่งชิ้น อาจสูงถึง 300-400 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว ซึ่งพลังงานขนาดนี้เทียบเท่าได้กับข้าวราดแกง 1 จาน หรือหากจะเทียบกับการออกกำลังกาย ก็คือการวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งสำหรับบางคนแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

(4) ระหว่างอาหารจำพวกที่มีเกลือโซเดียมมากๆ เช่น น้ำซุป น้ำจิ้ม น้ำยำต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่ไตไม่ค่อยดี เพราะอาจจะได้รับเกลือมากเกินไป ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องระวังอาหารประเภทนี้คือผู้ป่วยโรคเกาต์เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานอาหารพวกนี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดข้ออักเสบเป็นพิเศษ

นอกจากเรื่องของน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นในกรณีที่กินมากเกินไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักก็คืออาหารในงานเลี้ยงมักไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เช่น สารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง ไขมันจากเนื้อสัตว์ติดมัน น้ำตาลจากน้ำอัดลมหรือของหวานที่อาจจะทำให้เกิดฟันผุ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลเสียต่อแทบจะทุกระบบของอวัยวะในร่างกายตั้งแต่สมองไปจนถึงตับไตต่างๆ ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นบรรยากาศเฉลิมฉลองในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แต่เพื่อสุขภาพที่ดี เราทุกคนก็ควรฉลองอย่างมีสติ ในกรณีที่เราเป็นผู้จัดงานเลี้ยงก็ควรมีการเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพไว้เป็นทางเลือกให้แก่ผู้มาร่วมงานเพื่อให้ได้ทั้งความสุขกายสุขใจและสุขภาพที่ดีต้อนรับปีใหม่

ส่วนคนที่รักสุขภาพมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปเมื่อต้องร่วมงานเลี้ยง เพราะว่าปีๆ หนึ่งก็จะมีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แค่ช่วงเดียวเท่านั้น ดังนั้นอาจจะผ่อนคลายลงบ้างในช่วงนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้หลักผู้ใหญ่ก็มักจะมีความสุขเวลาที่เห็นลูกหลานกินอาหารที่จัดไว้ให้อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ใช่คอยแต่ระวังไม่ยอมกินอะไรเลยจนเสียบรรยากาศ หากวางแผนดีๆ เราก็สามารถรักษาสมดุลของการกินเพื่อสุขภาพที่ดีกับการรักษาน้ำใจของผู้เตรียมอาหารให้เราได้ การเดินทางสายกลางรักษาทั้งสุขภาพกายของเราและสุขภาพใจของคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน และน่าจะเป็นของขวัญที่ดีสำหรับทุกคนในช่วงปีใหม่นี้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775667

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม้จะเลยวันพ่อแห่งชาติมาแล้ว แต่เดือนธันวาคมถือว่าเป็นเดือนของวันพ่อแห่งชาติ จึงขอชวนคุยในเรื่องการดูแลสุขภาพของคุณพ่อ โดยเฉพาะคุณพ่อในช่วงวัยต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคุณพ่อได้ใช้ดูแลตนเอง และเพื่อให้ลูกๆ และสมาชิกในครอบครัวใช้เป็นแนวทางดูแลคุณพ่อด้วย

สำหรับคุณพ่อยังหนุ่มวัย 20-40 ปี ช่วงวัยนี้จะยังไม่ค่อยนึกถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากนัก แต่ถ้าไม่เริ่มนิสัยที่ดี เพื่อรักษาสุขภาพ อีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น หากไม่รีบหยุดสูบบุหรี่ในช่วงวัยนี้ โรคที่จะเกิดตามมาคือมะเร็งปอด และถุงลมโป่งพอง ชีวิตในช่วงวัย 60-70 ปีแทนที่จะได้วิ่งเล่นกับหลานๆ อาจจะได้แค่นั่งมอง เพราะแค่เดินสิบก้าวก็เหนื่อยแล้ว เนื่องจากปอดทำงานได้น้อยลง

นอกจากโรคทางปอด บุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอีกหลายอวัยวะ และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย ดังนั้นการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงลดความเสี่ยงการป่วย และตายก่อนวัยอันควรได้หลายเท่า ที่สำคัญคือ ถ้าต้องการจะเลิกบุหรี่ ปัจจุบันสามารถใช้ยาช่วยได้ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ผู้สนใจเลิกบุหรี่ไปขอคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาล และร้านยาคุณภาพได้

เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกพฤติกรรมทำลายสุขภาพหนึ่งที่คุณพ่อวัยหนุ่มควรลดละเลิกให้ได้เช่นกัน นอกจากการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังหลายๆ โรคแล้ว อันตรายจากการดื่มระยะสั้นคือเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงคือในการทำงาน เราอาจจะคุ้นเคยกับการรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่คนเมาหรือยังเมาค้างอยู่ก็ไม่ควรทำงานควบคุมเครื่องจักรหรือทำงานในที่สูง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ ในส่วนของการดื่มแอลกอฮอล์นี้ การลดละเลิกขึ้นอยู่กับใจของผู้บริโภคล้วนๆ ปัจจุบันการใช้ยาช่วยเลิกเหล้ายังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

ส่วนคุณพ่อที่เข้าสู่อายุ 50-60 ปี ช่วงนี้แหละที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากพฤติกรรมสุขภาพที่ได้ดำเนินชีวิตมาในวัยหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในอายุเท่านี้ถ้าท่านไม่เคยตรวจร่างกายประจำปีเลย ก็ถือว่าท่านเสี่ยงมากๆ เพราะเหมือนจงใจละเลย การหาสัญญาณเตือนโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ทั้งโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าดูแลแต่เนิ่นๆ ก็จะชะลอโรคลดภาวะแทรกซ้อนได้ นอกจากโรคเรื้อรังที่กล่าวข้างต้น ยังมีสิ่งที่ต้องนึกถึงเพิ่มขึ้นคือ โรคมะเร็ง เพราะวัยนี้เป็นวัยที่หากเริ่มเป็นมะเร็ง อาจจะมีรอยโรค หรือค่าทางห้องปฏิบัติการบางอย่างผิดปกติที่เริ่มตรวจได้แล้ว 

ทั้งนี้โรคมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งแต่ละโรคจะมีเกณฑ์ระบุชัดเจนว่าใครบ้างที่เสี่ยงสูงควรรับการตรวจ และตรวจด้วยวิธีใดในความถี่เท่าใด ซึ่งมะเร็งทุกชนิดนั้นหากพบในระยะเริ่มต้น ก็ยิ่งสามารถรักษาได้ง่าย และมีโอกาสหายขาดได้ และมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากพบว่ามีความผิดปกติจากพันธุกรรมบางอย่าง ผู้ป่วยอาจจะต้องกินยาบางชนิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งขึ้น ซึ่งถ้าไม่เคยตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเลย ผู้ป่วยก็จะเสียโอกาสนี้ไป และในช่วงวัยเดียวกันนี้เอง คุณพ่อบางรายอาจเกิดกลุ่มอาการวัยทอง เนื่องจากภาวะฮอร์โมนเพศลดลง บางรายอาจมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ต่อมลูกหมากโต ซึ่งทุกอาการสามารถรักษาได้ด้วยยา และเมื่อเทียบระหว่างใช้ยากับไม่ใช้ยาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้ยารักษาตามอาการ ถึงแม้จะไม่ทำให้โรค หรืออาการต่างๆ หายขาด ก็ดีกว่าอย่างแน่นอน

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความต่อเนื่องในการใช้ยา เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือในการรักษาโดยไปพบแพทย์ตามนัด และใช้ยาตามสั่งอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมเช่น ลดน้ำหนัก ลดการดื่ม เลิกบุหรี่ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และมีสมรรถนะทางกายที่สามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ 

สำหรับคุณพ่อวัย 70-80 ปี ที่ดูแลสุขภาพมาดีจะไม่เป็นภาระต่อบุตรหลาน ดังนั้น ถ้าคุณพ่อทั้งหลายดูแลตนเองมาอย่างดีตลอด ก็จะแข็งแรงสุขภาพดีได้จนอายุถึง 90-100 ปี เพราะฉะนั้น ดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้เถอะนะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774350

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ 12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะจากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773053

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ 1 ธันวาคม เป็นวันเอดส์โลก แม้ว่าทุกวันนี้สังคมจะรับรู้แล้วว่าโรคเอดส์ไม่ได้ติดกันง่ายๆ คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวียังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมได้โดยไม่ต้องถูกตั้งแง่รังเกียจรังงอน ขณะเดียวกันก็พยายามให้ทุกคนป้องกันตัวจากโรคนี้ 

แต่ทว่าใน 2022 ก็ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รายใหม่ประมาณ 9,200 ราย จำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี สาเหตุที่ติดเชื้อเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย

เรามาทบทวนความแตกต่างระหว่างคำว่าโรคเอดส์กับการติดเชื้อเอชไอวีกัน คำว่าโรคเอดส์หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes (AIDs) คือช่วงที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่ทำหน้าที่ตามปกติส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค เชื้อราที่ทำให้ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อพยาธิหรือไวรัสอีกหลายชนิด ซึ่งหากรักษาไม่ทันการณ์อาการก็อาจรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าในการพัฒนายาต้านไวรัสเอชไอวีดีขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกดการเพิ่มจำนวนของเชื้อเป็นไปได้ดี ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีที่รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เสี่ยงที่โรคจะรุนแรงจนยกระดับโรคเอดส์ 

ในทางตรงกันข้าม กรณีที่ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรักษาไม่เห็นความสำคัญของการกินยาอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา หรือในการที่ผู้ป่วยลืมกินยาเกินร้อยละ 20 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา และการรักษาล้มเหลว  ซึ่งหมายความว่าถ้าผู้ป่วยเอชไอวีมียาที่ต้องกินวันละมื้อใน 1 เดือน แต่ลืมกินยาเกินเดือนละ 6 ครั้งขึ้นไป ก็จะเสี่ยงต่อการรักษาที่ล้มเหลว จนในที่สุดก็กดการเพิ่มจำนวนของไวรัสไว้ไม่ได้นำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อฉวยโอกาสหรือที่เรียกว่าโรคเอดส์ และหากมั่นใจว่าการรักษาไม่ล้มเหลว ก็ต้องกินยาสม่ำเสมอ ต้องไม่ลืมกินยาเด็ดขาด

จะเห็นว่าเมื่อติดเชื้อและต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวีผู้ป่วยก็จะเริ่มมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเริ่มกินยาแล้วก็จะต้องกินไปตลอด และถึงจะมีการพัฒนายาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการไม่พึงประสงค์น้อยลง แต่ไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยก็ยังต้องพบเจออาการไม่พึงประสงค์บางอย่างบ้างอยู่ดี 

ดังนั้น ทางที่ดีต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่นำตัวเองไปเสี่ยงกับการติดเชื้อเอชไอวีในทุกกรณี เพราะผู้ติดเชื้อส่วนมากติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น การใช้ถุงยางอนามัย การรู้จักคุ้นเคยกับคู่นอนของตนว่ากำลังติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ การไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย จึงเป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อที่ได้ผล และอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ติดเชื้อได้คือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งส่วนมากมักเป็นกรณีของยาเสพติดย้ำว่าการลดความเสี่ยงของพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งและสุดขั้ว จะช่วยรักษาชีวิตเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้

สำหรับคนที่เสี่ยงไปแล้ว เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน หรือป้องกันแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุถุงยางฉีดขาด กรณีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ สามารถใช้ยาต้านไวรัสชนิด PEP หรือ post exposure prophylaxis ได้ โดยผู้มีความเสี่ยงต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อ รับยา และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยแพทย์จะนัดตรวจประเมินซ้ำอีกหลังกินยาไปแล้ว 4 สัปดาห์ ส่วนในคนที่มีคู่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีวิธีการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยกินก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่า PrEP หรือ Pre exposure prophylaxis ซึ่งกรณีนี้จะมีวิธีการใช้ยาที่มีรายละเอียดมากกว่าการเสี่ยงแบบแรก จึงต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด

แม้จะมีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่ใช้รักษาโรคเอดส์เพิ่มขึ้นมากมาย แต่โดยรวมแล้วโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด และต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อ โดยใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นมาตรการป้องกันโรคที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771598

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.55 น.

สัปดาห์ก่อนพูดถึงเรื่องโรคเบาหวานว่าเป็นโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ แต่เป็นปัญหาใหญ่ทั้งระดับโลกและระดับประเทศเพราะหากผู้ป่วยไม่ยอมไปรับการรักษา หรือรับการรักษาแล้วแต่ไม่ร่วมมือในการใช้ยา และไม่ปรับพฤติกรรม ผลที่ตามมาคือ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ แล้วทำให้เจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดอุดตันที่สมองหรือหัวใจ ไตวายจอประสาทตาเสื่อม ปลายประสาทอักเสบ เกิดแผลติดเชื้อ จนต้องตัดเท้าหรือขา ทำให้พิการ หรือเสียชีวิตได้ในที่สุด 

แต่แม้ว่าเบาหวานจะน่ากลัวมากเพียงใดก็ตาม หากผู้ป่วยรักษาตัวให้ดี ก็ยังมีหวังในการรักษา ปัจจุบันมีการคิดค้นหาสูตรยารักษาเบาหวานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ทำให้คุมเบาหวานได้ดีขึ้นลดความเจ็บป่วย และลดการตายจากโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากเดิมที่เคยมียาเพียง 2-3 กลุ่ม ปัจจุบันยาเบาหวานมีถึง 6-7 กลุ่มเป็นทางเลือกในการรักษา 

วันนี้จะขอเล่ายาแต่ละกลุ่มโดยสังเขป ดังนี้ 

1. อินซูลิน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะขาดอินซูลินหรือดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ จึงจำเป็นต้องให้อินซูลินสังเคราะห์จากภายนอก แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตอินซูลินชนิดกินได้ ต้องทำในรูปแบบยาฉีดเท่านั้น อย่างไรก็ตามคนไข้เบาหวานส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากยากินก่อน และถ้าคุมเบาหวานได้ดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

2. ยาเม็ดเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ในผู้ป่วยที่ไม่มีความผิดปกติในการสร้างหรือหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน การให้ยาเม็ดเพื่อให้ร่างกายไว และตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น และสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มความไวต่ออินซูลินมี เช่น metformin และ pioglitazone เป็นต้น

3. ยาเม็ดกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักคือ sulfonylureas ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ glipizide, glimipiride เป็นต้น กลุ่มที่ 2 คือ meglitinides หรือที่เรียกชื่อย่อว่า glinides ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ก็ได้แก่ repaglinide เป็นต้น กลุ่มที่ 3 คือ dipeptidyl peptidase-4 inhibitors (DPP-4 inhibitors หรือที่เรียกย่อๆ ว่า gliptins) ซึ่งกลุ่มนี้นอกจากเพิ่มการหลั่งอินซูลิน แล้วยังยับยั้งการผลิตฮอร์โมนกลูคากอนซึ่งมีฤทธิ์ตรงข้ามกับอินซูลินด้วย ตัวอย่างเช่น ยา sitagliptin

4. ยาเม็ดลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากทางเดินอาหาร ยาชนิดนี้ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารจำพวกแป้งที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำตาลลดลง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป เช่น acarbose, voglibose เป็นต้น

5. ยาเม็ดยับยั้งการดูดกลับของน้ำตาลและเพิ่มการขับน้ำตาลออกทางไตและปัสสาวะ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้คือ empagliflozin, dapagliflozin เป็นต้น

6. ยากระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ซึ่งยาเบาหวานกลุ่มนี้เป็นยาที่ออกมาใหม่ล่าสุด มีทั้งที่เป็นยาฉีดและยากิน นอกจากฤทธิ์คุมน้ำตาลแล้ว ยังทำให้ความอยากอาหารลดลง และผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจจะมีน้ำหนักตัวลดลงด้วย

นอกจากยากลุ่มใหญ่ๆ ถึง 6 กลุ่ม ที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีการพัฒนายาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าอีกไม่นานคงมียาเบาหวานกลุ่มใหม่ๆ มาให้ผู้ป่วยใช้

ยากลุ่มที่มักถูกเลือกใช้เป็นลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งแพทย์จะเลือกชนิดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ยาแต่ละกลุ่มมีวิธีใช้ และอาการข้างเคียงแตกต่างกัน เช่น ยาที่กระตุ้นการหลั่งอินซูลินส่วนใหญ่แนะนำให้กินก่อนอาหารประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ทันเมื่อกินอาหาร ยากลุ่มนี้กินแล้ว ควรกินอาหารตามมื้อปกติ เพราะหากกินยา แต่งดอาหาร ก็อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย

ส่วนยาลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ควรกินพร้อมอาหารคำแรก เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่ หากลืมแต่ไปกินหลังจากอาหารย่อยหรือดูดซึมแล้ว ประสิทธิภาพจะต่ำลง ขณะที่ยาที่มีผลทำให้น้ำตาลขับออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ผู้ใช้ยาอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ

เภสัชกรจะแจ้งข้อมูลที่จำเป็นขณะจ่ายยาให้ผู้ป่วย รวมถึงระบุข้อควรระวังต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้อง ปลอดภัย ผู้ป่วยเบาหวานควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรปรับเพิ่มลด หรืองดยาเอง และที่สำคัญไม่เกิดอาการแพ้เมื่อใช้ยาสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกาย ไปพบแพทย์ตามนัด เมื่อสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ก็ปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อน มีชีวิตปกติ และมีคุณภาพชีวิตดีได้ 

แต่หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าจะเกิดจากยาก็ขอให้สอบถามเภสัชกรที่จ่ายยา หรือสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ศูนย์ข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเบาหวานโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770198

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้คนตระหนักถึงความสำคัญของโรคเบาหวานอันเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ 422 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน 3.3 ล้านคน ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละกว่า 47,000 ล้านบาท 

เหตุที่คนไทยเรียกโรคนี้ว่าเบาหวานก็เพราะในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคนี้มีน้ำตาลปนออกมา ซึ่งก็หมายความว่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยจะต้องสูงมากจนปัสสาวะออกมาหวานจนมดมา

สาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานก็คือฮอร์โมนอินสุลิน ที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลที่ร่างกายรับจากอาหารไปใช้เป็นพลังงานมีไม่เพียงพอ หรือร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินจนนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลตกค้างอยู่ในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่อเนื่องตามมา อาทิ ไตเสื่อม หลอดเลือดสำคัญๆ เช่น หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจตีบปลายประสาทอักเสบทำให้เกิดอาการมือเท้าชาจอประสาทตาเสื่อม ภูมิต้านทานโรคต่ำลง แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย อย่างที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดทีเล่นทีจริงว่าหวานตัดขา ซึ่งก็มีที่มาจากความจริงที่ว่าพอเป็นเบาหวาน เท้าอาจจะชาจนไปเหยียบของมีคมที่สกปรกจนเกิดแผลแล้วผู้ป่วยไม่รู้ตัว จนแผลที่เกิดขึ้นติดเชื้อลุกลาม ไม่หายส่งผลให้ต้องตัดเท้า หรือขาทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้

ปัญหาก็คือ เบาหวานเป็นโรคที่ในระยะแรกไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยรู้ตัวเลยไม่ได้ไปพบแพทย์ อันที่จริงเวลาน้ำตาลในเลือดสูงถึงระดับหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยกินจุแต่น้ำหนักลด กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน ติดเชื้อบ่อย แผลหายช้า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นผู้ป่วยมักไม่ทันสังเกต จะมารู้ตัวกันอีกทีก็เมื่อถึงกำหนดการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ไปเสียแล้ว เผลอๆ อาจจะพบพร้อมกับภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างอื่นร่วมด้วยไปแล้ว เช่น จอประสาทตาเสื่อม ชาจากปลายประสาทอักเสบ เป็นต้น ดังนั้น การหมั่นสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น การหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปีจึงเป็นมาตรการสำคัญในการค้นหาโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้น เพื่อรีบรับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันเลือดที่มีผลช่วยชะลอไตเสื่อม ในรายที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยก็ต้องได้รับยาลดไขมันด้วย นอกจากนั้นยังต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อให้การรักษามีประสิทธิผลสูงสุด

คนที่ควรไปตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเป็นประจำทุกปีคือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ผู้ชายที่มีรอบเอวใหญ่เกิน 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีรอยเอวใหญ่ 80 เซนติเมตรคนที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน หญิงที่เคยคลอดบุตรที่น้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หญิงที่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือที่เรียกว่าโรค PCOS (polycystic ovary syndrome) คนที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดสมองหรือเป็นโรคหัวใจ

เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่มียารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด หากผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแม้จะไม่หายขาดจากโรคเบาหวาน แต่ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพดีได้ยาวนาน มีผู้ป่วยหลายคนที่ในที่สุดก็อยู่กับโรคเบาหวานโดยการคุมอาหาร และไม่ต้องใช้ยาเพียงแค่ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ และในทางกลับกันก็มีผู้ป่วยเบาหวานที่ดูแลตนเองไม่ดี และเมื่อจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำตาล ก็ไม่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยหลายคนกลัวว่ายาจะทำให้ไตพัง แต่หารู้ไม่ว่าการที่ไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ นั่นแหละที่ทำให้ไตพัง จนในที่สุดเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่ว่าจะเป็นไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต ต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะมัวแต่ต้องรักษาโรคแทรกซ้อนต่างๆ

ฉะนั้นผลการรักษาจะดี หรือไม่ขึ้นกับการตรวจพบโรคในระยะแรกๆ ร่วมกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768766

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายไม่น้อยกว่า สมอง หัวใจ หรือตับ หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียให้ร่างกายตลอดเวลา แล้วยังต้องรักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในเลือดอีกด้วย หากไตเสื่อมจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ หรือเกิดอาการไตวายจึงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก จะทำให้ของเสียต่างๆ คั่งในเลือด เกิดอาการบวมน้ำ ความดันเลือดสูง เลือดจาง กระดูกบางหรือหัก หัวใจทำงานผิดปกติ จนอาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการล้างไตทันเวลา

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไตวาย เฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันคือการที่จู่ๆ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียได้ภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปัญหาไตวายเรื้อรังแล้ว กรณีไตวายเฉียบพลันถือว่าเกิดไม่บ่อย สาเหตุหลักๆ ของไตวายเฉียบพลัน นอกจากเรื่องน้ำ หรือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปที่ไตลดลงจนเกิดการบาดเจ็บของตัวไตแล้ว ก็คือการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่มีพิษต่อไต ตัวอย่างยาที่พบบ่อยว่าทำให้ไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวด ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ เช่น Naproxen, Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib และ Etoricoxib เป็นต้น 

จึงต้องใช้ยากลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง และใช้ในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีที่มีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากจำเป็นต้องต้องใช้ยาระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพและเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียได้น้อยลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงหลายปี แต่ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในที่สุดจะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย จนถึงขั้นต้องทำการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบำบัดที่ว่าก็คือการปลูกถ่ายไตใหม่ หรือการล้างไตไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าจะปลูกถ่ายไตหรือจะล้างไต ชีวิตของผู้ป่วยก็ไม่มีทางกลับไปปกติเหมือนเดิม กรณีรับการปลูกถ่ายไตผู้ป่วยจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต 

ส่วนการล้างไต ก็เป็นการรักษาต่อเนื่อง คือล้างวันเว้นวัน หรือเว้นสองสามวัน โดยต้องควบคุมการกินอาหารอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ของเสียเกินจากความสามารถของการบำบัดทดแทนไต ซึ่งก็แปลว่า ถึงจะล้างไต ก็ไม่ได้หมายถึงจะกินของต้องห้ามได้ตามใจต่อไป

โรคไตวายเรื้อรังที่พบในคนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักๆ คือ การมีความดันโลหิตสูงนาน ๆ และการเป็นโรคเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่ดี การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปมีไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลง และป้องกันได้ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ไตเสื่อมจนถึงระดับที่จะต้องล้าง หรือปลูกถ่ายไตใหม่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายไตต้องตรวจร่างกายประจำปีเพื่อดูว่าค่าไตปกติหรือไม่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หยุดสูบบุหรี่ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือมีไขมันในเลือดสูง ต้องหมั่นกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของไตให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต รวมถึงอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย

ลดการกินเกลือ และอาหารรสเค็ม ความเค็มที่มากเกินไปในอาหาร ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดของเสีย และรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การไม่กินเค็มเกินไป จะช่วยถนอมไตไว้ให้อยู่กับเรานานๆ เมื่อพูดถึงความเค็มหลายคนอาจระวังแค่เกลือและน้ำปลา แต่ที่จริงแล้วความเค็ม หรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในซอสต่างๆ ซีอิ๊ว ผงปรุงรสปลาร้า รวมถึงน้ำซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่นๆ ด้วย เราจึงควรระมัดระวังจำกัดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไป

โดยสรุป เราต้องคุมความดันเลือดให้ดี ถ้าเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาลให้ได้ คุมไขมันและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดละเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไตหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากทำได้ครบถ้วนก็น่าจะลดความเสี่ยงการต้องล้างไต หรือปลูกถ่ายไต แล้วไตที่ดีก็จะอยู่กับเราไปตลอดอายุขัยของเรา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767341

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะ
จากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765872

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

“คุณเคยมีประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมีหรือไม่” คือคำถามหลักที่ผู้รับยาจากเภสัชกรต้องเคยถูกถามเช่นนี้เป็นประจำ และเป็นคำถามซ้ำๆ ที่หลายคนอาจรู้สึกไม่ชอบตอบ เพราะพยาบาลก็ถามเมื่อก่อนจะส่งตัวคุณไปพบแพทย์ เมื่อพบแพทย์ ก็ต้องตอบคำถามนี้อีก แล้วเมื่อต้องนำยากลับบ้าน ก็ถูกเภสัชกรถามคำถามนี้อีก สาเหตุที่ต้องถามซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาที่ตนเองแพ้ เพราะอาการแพ้ยาอาจรุนแรงถึงทำให้เสียชีวิตได้

อาการแพ้ยาคืออะไร ทำไมเกิดขึ้นแล้ว อาจทำให้เสียชีวิตได้

การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อยาที่บุคคลรับเข้าสู่ร่างกายไวเกินไปส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น ผื่นคัน ผื่นลมพิษ ปากบวม ตาบวม ความดันเลือดตก หน้ามืด หัวใจเต้นเร็วหลอดลมหดเกร็ง กรณีที่แก้ไขไม่ทัน อาจเกิดภาวะระบบการหายใจล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ อาการแพ้ยาที่รุนแรงอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ เกิดความผิดปกติของอวัยวะภายในต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับอักเสบ เป็นต้น 

โดยทั่วไปอาการแพ้ยามักเกิดทันที หรือภายในเวลาไม่นานหลังได้รับยาเข้าสู่ร่างกาย แต่อาการแพ้ยาบางชนิดก็สามารถเกิดได้หลังจากใช้ยาต่อเนื่องไปแล้วหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งการแพ้ยาแบบหลังนี้มีความน่ากังวลมากกว่า เพราะผู้ป่วยมักนึกไม่ถึงว่าแพ้ยา จึงยังคงใช้ยาต่อไป ทำให้อาการแพ้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่สามารถคาดการณ์การแพ้ยาล่วงหน้าได้ เช่นเดียวกับการแพ้อาหาร แพ้แอลกอฮอล์ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ต่างๆ การมีคนในครอบครัวมีประวัติแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าลูกหรือพี่น้องพ่อแม่เดียวกันจะต้องแพ้ของสิ่งเดียวกัน เราจะรู้ว่าแพ้อะไรได้ก็ต่อเมื่อสัมผัสสาร หรือรับสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย ส่วนวิธีจัดการเมื่อเกิดการแพ้คือให้ยาต้านฮิสสตามีนเพื่อบรรเทาอาการแพ้หรือกรณีแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการรักษาตามอาการ จนกระทั่งอาการแพ้ยาดีขึ้น 

แต่ที่สำคัญคือคนที่แพ้อะไรก็ตาม จะต้องรู้ตัวว่าตนเองแพ้อะไร แล้วต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่แพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพ้ยา หากเราแพ้ยาหรืออาหาร ก็ต้องจำชื่อยาและอาการที่แพ้ให้ดี หากสถานพยาบาลออกบัตรแพ้ยาให้ ก็ต้องพกติดตัวไว้เสมอ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น หมดสติกะทันหัน ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือได้ ก็ยังมีข้อมูลจากบัตรที่เราพกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ยาที่เราแพ้ ในขณะที่ได้รับการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาองค์ความรู้ด้านเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อการค้นหาตัวบ่งชี้ของการแพ้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยาที่แพ้แล้วเกิดอาการรุนแรง ทำให้เราสามารถตรวจหาว่าผู้ป่วยมีลักษณะทางพันธุกรรม หรือมียีนที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการแพ้ยามากกว่าคนอื่นหรือไม่ แม้ว่าจะยังทำไม่สำเร็จกับยาทุกชนิด แต่ตัวที่ได้รับการตรวจคัดกรองแล้วในปัจจุบันก็ถือว่าสำคัญมาก ช่วยลดความเสี่ยงการแพ้ยาได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ ได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล (allopurinol)ยาสำคัญในการรักษาโรคเกาต์ มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้ยานี้แล้วเกิดการแพ้ เกิดอาการผื่นแพ้รุนแรงชนิด Steven Johnson Syndrome (SJS) หรือ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตของผู้ใช้ยา

ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาจึงควรตรวจหายีนแพ้ยานี้ ซึ่งได้แก่ยีน HLA-B*5801 ในคนที่มียีนนี้มีความเสี่ยงแพ้ยาอัลโลพิวรินอลรุนแรงกว่าคนที่ไม่มียีนนี้ มากกว่า 300 เท่า จึงไม่ควรได้รับยาอัลโลพิวรินอล จึงต้องรักษาโรคเก๊าต์ด้วยยาชนิดอื่น

นอกจากการตรวจยีนแพ้ยา HLA-B*5801 ก่อนการใช้ยาอัลโลพิวรินอล ยังมียาอื่นอีกหลายชนิดที่ตรวจยีนเพื่อทำนายการแพ้ยาก่อนได้ อาทิ ยากันชักคาร์บามาซีพีน ยาต้านไวรัสเอชไอวีบางชนิด ซึ่งหากผู้ใช้ยามีความเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสม

อาการแพ้ยาขั้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ และอาจเกิดขึ้นทันทีเมื่อใช้ยา หรืออาจเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ใช้ยามานานแล้ว แต่เพิ่งเกิดอาการแพ้ก็ได้เช่นกัน ย้ำว่า ผู้มีประวัติแพ้ยา ต้องจำชื่อยา อาการแพ้ รวมถึงถ้ามีบัตรแพ้ยา ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : RSV โรคที่คล้ายไข้หวัด แต่ร้ายแรงกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764456

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ใกล้จะหมดหน้าฝนแล้ว สิ่งที่น่าวิตกที่จะตามมาในหน้าหนาว (ซึ่งไม่ค่อยจะหนาวเท่าไรนักในกรุงเทพฯ) คือฝุ่นจิ๋ว PM2.5 นอกจากนั้น ช่วงปลายฝนต้นหนาวก็ต้องระวังโรคที่มาจากไวรัสซึ่งเป็นต้นตอของโรคทางเดินหายใจหลายๆ ชนิด ที่จะแพร่ระบาดได้มากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งหนึ่งในโรคทางเดินหายใจคือ RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus 

อาการที่เกิดจากติดเชื้อ RSV ก็ไม่ต่างจากการเป็นไข้หวัดธรรมดาๆ คือ น้ำมูกไหล มีไข้ จาม ไอ แต่ในคนที่แข็งแรงสามารถหายป่วยจากโรคนี้ได้เอง แต่ทว่ามักจะเกิดปัญหารุนแรงกับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้รับประทานยาที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ อาการติดเชื้อ RSV ที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงมาก จนนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องไม่ทันเวลา ก็อาจเสียชีวิต

RSV แพร่เชื้อจากคนสู่คน ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม สัมผัสสารคัดหลั่ง หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ดังนั้นแม้ว่าเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุที่อยู่แต่ในบ้าน ก็สามารถติดเชื้อจากคนในครอบครัวที่ไปรับเชื้อมาจากนอกบ้าน แต่ไม่แสดงอาการได้

ความน่ากังวลของการติดเชื้อ RSV ก็คือขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง ที่ต้องระวังคือเมื่อติดเชื้อแล้วสามารติดเชื้อซ้ำอีกได้ เพราะเชื้อไวรัสในโรคนี้มีมากกว่า 1 สายพันธุ์ ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือทำให้ตัวเองไม่ติดเชื้อ

ดังนั้น การรักษาโรคในขณะนี้ที่ทำได้ จึงมีเพียงแต่รักษาตามอาการเ เช่น ให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ ร่วมกับการเช็ดตัว ยาลดไข้ชนิดเดียวที่แนะนำให้ใช้คือ พาราเซตามอล นอกจากการลดไข้แล้ว ยังแนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ นอกจากอาการไข้ มีน้ำมูก ในบางรายยังมีเสมหะ การใช้ยาละลายเสมหะ และดื่มน้ำบ่อยๆ ก็อาจช่วยได้ในรายที่มีเสมหะมาก 

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ RSV ในคนที่ภูมิต้านทานต่ำ จะทำให้การติดเชื้อมีความรุนแรง เกิดการอักเสบของหลอดลม กล่องเสียง ปอด ทำให้ไข้สูง ไอมาก มีเสมหะปริมาณมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก มีเสียงครืดคราด หรือเสียงวี้ดขณะหายใจ กรณีแบบนี้ต้องรีบพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล เพราะอาจจะต้องให้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่นผ่านเครื่อง

ส่วนการติดเชื้อนี้ในคนทั่วไป ก็เหมือนกับการเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้สูงอายุ ที่อายุมากกว่า 65 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีโรคประจำตัว ที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหัวใจ 

สำหรับเด็ก กลุ่มเสี่ยงคือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเด็กยิ่งเล็กก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่คลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์น้อยกว่า 29 สัปดาห์ และเช่นเดียวกับการติดเชื้อไวรัสโควิดที่หลังติดเชื้อสามารถมีกลุ่มอาการที่เรียกว่า long COVID เกิดตามมาได้ ซึ่งการติดเชื้อ RSV ก็มีอาการหลังจากรักษา RSV หายแล้วได้ด้วย เช่น ภาวะหลอดลมไวทำให้เหนื่อยง่าย เป็นต้น 

ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรก หรือรีบรับการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนจะเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรงจึงเป็นมาตรการที่ดีที่สุด

ตามที่บอกแล้วว่าการติดเชื้อ RVS เกิดจากรับเชื้อผ่านละอองฝอยผ่านทางเดินหายใจ และการสัมผัส ดังนั้นวิธีการป้องกันการติดเชื้อที่ง่ายที่สุดคือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย ส่วนคนที่ออกไปทำงาน หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน ต้องล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ สระผมก่อนเข้าไปอยู่ใกล้กับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ

และควรเลี่ยงไปในที่ซึ่งมีผู้คนแออัด หนาแน่น ถ้าจำเป็นต้องเข้าไป ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ ส่วนในบ้านก็ต้องทำความสะอาดของใช้ต่างๆ และของเล่นเด็กบ่อยๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อนี้ได้ 

โดยสรุป ช่วงนี้เป็นช่วงระบาดของเชื้อ RSV หากพบว่าผู้ร่วมงาน หรือคนในบ้านมีอาการเหมือนไข้หวัดก็ต้องระวังไว้ด้วย และย้ำว่าโรคนี้จะส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภูมิต้านทานโรคต่ำ หากพบอาการตามที่ระบุข้างต้น ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยทันที

รศ.ภญ ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย