รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ศึกษาให้ดีก่อนใช้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802919

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ศึกษาให้ดีก่อนใช้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ศึกษาให้ดีก่อนใช้

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น กระแสการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์รวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ มาแรงมาก แล้วยังมีกูรูมากมายทั้งไทย และเทศออกมาให้ข้อมูลความรู้ผ่านสารพัดช่องทาง

ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะหากทุกคนสนใจดูแลสุขภาพ ไม่เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงจนเดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ก็จะตรงกับคำพระที่ท่านว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ในปัจจุบันหลายคนเชื่อว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า อาหารเสริม เป็นหนทางที่นำไปสู่สุขภาพที่ดี ซึ่งในปัจจุบันเราพบว่าธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ผู้บริโภคเองก็หวังว่า เมื่อกินแล้วจะทำให้ร่างกายแข็งแรง หรือลด และป้องกันการเกิดโรคโน้นโรคนี้  หรือหวังเพื่อเน้นด้านความสวยความงาม เพื่อการชะลอวัย การควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนัก

ในโฆษณาก็มักจะเอาศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน ศาสตร์ทางการแพทย์ทางตะวันออกมาสนับสนุน และอ้างว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้สรรพคุณ และผลลัพธ์ต่างๆ

ซึ่งผู้บริโภคจึงต้องพิจารณาเลือกใช้ให้ดี

บางท่านอาจถึงกับเหน็ดเหนื่อยจากการอ่าน หรือดูรีวิวต่างๆ หรือบางคนก็ตัดสินใจเลือกใช้ตามเหล่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์เพราะเชื่อถือในตัวบุคคล

ในฐานะเภสัชกร ผู้เขียนไม่ได้ห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลบางอย่างที่อยากนำเสนอ ถือว่าเป็นเช็คลิสท์ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ อย่างน้อยของที่คุณผู้อ่านตั้งใจบริโภคเพื่อสุขภาพ จะได้ไม่เป็นบ่อเกิดของปัญหาสุขภาพในอนาคต ได้แก่

(1) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ท่านกำลังจะใช้ได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก อย. หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ไปผูกกับศาสตร์ทางตะวันตกหรือ ศาสตร์ทางตะวันออก อย่างน้อยต้องมั่นใจเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน

(2) โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็จัดเป็นอาหารที่ใช้รับประทานเสริมนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักปกติ เพื่อเสริมสารบางอย่าง และมีจุดมุ่งหมายสำหรับคนที่มีสุขภาพปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วย และโดยทั่วไปแล้วไม่สามารถจะอวดอ้างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ว่าช่วยรักษาโรคโน้นโรคนี้ได้ หรือป้องกันโรคได้ จะมีแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดเท่านั้น ที่สามารถเคลมได้ โดยจะต้องมีผลการทดลองที่ อย. ต้องอนุมัติก่อน

(3) แหล่งที่ท่านซื้อหาผลิตภัณฑ์มาบริโภคเชื่อถือได้หรือไม่ บางครั้งของที่ท่านต้องการใช้มี อย.ก็จริง แต่ท่านอาจจะโชคร้ายไปซื้อมาจากผู้ขายที่ไม่มีคุณธรรม นำของปลอมของทำเลียนแบบมาขายให้ ซึ่งถ้าโชคดีก็แค่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามคำอ้างแบบเกินจริง แต่ถ้าโชคร้ายก็อาจอันตรายต่อสุขภาพจากของที่ไม่ได้มาตรฐาน  มีสารอันตรายปนเปื้อนมาด้วย  

ขอย้ำว่า ผลิตภัณฑ์ที่คุณจะนำไปบริโภค ต้องไม่ตีกับโรคประจำตัว ต้องคำนึงว่าไม่ตีกับยาที่คุณกำลังใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณที่มีโรคไต โรคตับ โรคเกี่ยวกับเลือดอุดตันที่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชื่อวอร์ฟาริน ซึ่งมักมีปัญหาตีกันกับยาอื่น และผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

(4) ราคาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ท่านต้องการเลือกมาใช้งาน ควรสมเหตุสมผล ไม่สูงเกินไปจนเดือดร้อน

เพราะที่สุดแล้วเราไม่สามารถหวังผลด้านการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้ ไม่ว่าการโฆษณาจะดูดีให้ความหวังกับเราแค่ไหน แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่จัดว่าเป็นยาซึ่งมีฤทธิ์รักษา บรรเทาอาการ ชะลอการดำเนินไปของโรค หรือแม้แต่ป้องกันการเกิดโรคได้โดยตรง

ดังนั้น หากคุณทราบว่ากำลังมีโรคหรือความผิดปกติอยู่เช่น ผลตรวจร่างกายล่าสุด พบความดันเลือดและไขมันในเลือดสูง แต่แทนที่จะไปพบแพทย์เพื่อรับยา ซึ่งยาที่ว่าอาจจะได้มาตามสิทธิการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ แต่กลับไปเสาะหาอาหารเสริมสมุนไพรลดความดันและไขมันราคาสูงมาใช้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่

ดังนั้น ถ้าป่วยก็ต้องรักษาตามหลักการที่ถูกต้องก่อน ถึงจะพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

กรณีที่ตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว ควรสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการแพ้ ผลข้างเคียงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพราะแม้ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้

หากพบว่าเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นหรือไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพดังคำโฆษณาก็ควรตัดสินใจหยุดใช้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน (ตอน 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801630

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน (ตอน 2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน (ตอน 2)

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

สัปดาห์ก่อนได้พูดคุยเรื่องอาการท้องเสีย ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในฤดูร้อน และพูดถึงยาที่นิยมใช้ในกรณีท้องเสียไป 2-3 ตัว ได้แก่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ยาหยุดถ่ายซึ่งที่จริง หากไม่จำเป็นแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ เพราะทำให้การระบายออกของเชื้อก่อโรคช้าลง และอาจทำให้ท้องผูก รวมถึงยาผงถ่านคาร์บอนที่ออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ ที่มีข้อควรระวังในการกินใกล้กันกับยาอื่น เนื่องจากยาจะไปขัดขวางการดูดซึมของยาอื่นที่กินในเวลาใกล้กัน

แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ท้องเสีย ก็อาจจะมีข้อสงสัยเพิ่มเติม เพราะอาจจะเคยใช้ยาหลากหลายกลุ่มมากกว่าที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ยากลุ่มดูดซับสารพิษที่ไม่ใช่ผงถ่านคาร์บอน หรือยาช่วยปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น 

ดังนั้นสัปดาห์นี้จึงจะขอมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยาต่างๆ เพิ่มเติม 

กลุ่มแรกคือ ยากลุ่มดูดซับสารพิษที่ไม่ใช่ผงถ่านคาร์บอน ตัวที่นิยมใช้ในประเทศไทยและมีจำหน่ายเข้าถึงได้ง่ายจากร้านยา ได้แก่ Dioctahedral Smecite ซึ่งมีทั้งแบบผงสำหรับกระจายตัวในน้ำก่อนกิน หรือแบบยาน้ำแขวนตะกอนพร้อมดื่ม ราคาตกซองละ 25-35 บาทถือว่ามีราคาค่อนข้างแพง เพราะท้องเสีย 1 ครั้ง อาจต้องใช้ 3-5 ซอง กลไกการออกฤทธิ์ของยานี้ยังไม่ทราบแน่ชัดยาอาจช่วยดูดซับสารพิษหรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย อาจมีผลต่อการหลั่งเยื่อเมือกในลำไส้ ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้น โดยยานี้สามารถใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ถึงแม้ยาจะมีความปลอดภัยสูงแต่ก็มีข้อควรระวังเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น อาทิ คัน ท้องผูก เป็นต้น

กลุ่มต่อมา คือยาช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทั้งนี้ขณะท้องเสียอาจมีภาวะไม่สมดุลของจุลินทรีย์เกิดขึ้น ยาที่มีการสั่งจ่ายบ่อยได้แก่ ยาที่มีตัวยาสำคัญเป็นเชื้อ Saccharomyces Boulardii ยานี้เป็นยาในกลุ่ม probiotics ช่วยปรับสมดุลและกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการท้องร่วงเฉียบพลันจากการติดเชื้อทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ป้องกันและรักษาอาการลำไส้อักเสบและท้องร่วงจากการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับลำไส้อักเสบอื่นๆ ด้วย ยาชนิดนี้มีทั้งแบบผงและแคปซูล และมีอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ ท้องอืด ลมพิษ ผื่น ท้องผูก มีไข้ เป็นต้น

ส่วนยารักษาตามอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการท้องเสีย เช่น ยาแก้ปวดเกร็งในช่องท้อง และลำไส้ ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์หลัก โดยการช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบ ในกระเพาะและลำไส้ จึงสามารถบรรเทาอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้ ตัวที่นิยมใช้ ก็คือ Hysocine Butylbromide และ Mebeverine บางท่านอาจได้รับอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากยากลุ่มนี้คือ อาการท้องผูก ปากแห้ง เป็นต้น 

อีกกลุ่มหนึ่งคือ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ตัวที่นิยมใช้และหาซื้อได้จากร้านยา คือ Domperidone ซึ่งมีทั้งแบบเม็ดและน้ำ แต่แบบน้ำอาจหาซื้อได้ค่อนข้างยากกว่า ยานี้ใช้ตามอาการโดยกินก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที แม้ว่าคนทั่วไปจะใช้ยานี้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีข้อห้าม/ข้อควรระวัง/อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นที่สำคัญมากเช่นกัน ได้แก่ การทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ที่สำคัญมากคือในผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาอย่างอื่นอยู่สำหรับรักษาโรคประจำตัวหรือโรคติดเชื้อใดๆ ก็ตามก็ควรตรวจสอบปัญหายาตีกันกับยานี้ก่อน เพราะยานี้ตีกับยาอื่นได้หลายชนิดและก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น ยานี้อาจไปตีกับยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคหัวใจผิดจังหวะยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยารักษาโรคซึมเศร้า และยาจิตเวชบางตัว เป็นต้น เมื่อพิจารณาข้อมูลหลายอย่างแล้วยานี้จึงควรเป็นยาที่ก่อนใช้ผู้ใช้ยาจะต้องให้ข้อมูลและปรึกษาเภสัชกรอย่างละเอียด

โดยสรุป ยาที่สามารถใช้ได้ในกรณีท้องเสียมีหลากหลายชนิด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีภาวะท้องเสีย ยาชนิดแรกที่ควรใช้คือผงน้ำตาลเกลือแร่ ในกรณีที่อยากใช้ยาอื่นร่วมด้วยเพื่อลดความรุนแรงของอาการท้องเสียหรือทำให้อาการท้องเสียหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาอาการบางอย่างก็สามารถทำได้ แต่ก่อนการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800273

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.30 น.

แม้ว่าสงกรานต์จะผ่านไปแล้ว แต่อากาศร้อนจัดก็ยังอยู่กับเราต่อไป และจะอยู่ไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าฝนจะตกชุกมากขึ้น แล้วอากาศเย็นลง

ในสัปดาห์ก่อนนั้น เราได้พูดถึงอาการลมแดดหรือ heat stroke ไปแล้ว วันนี้ขอพูดถึงเรื่องท้องเสียท้องร่วง โรคหนึ่งที่มากับหน้าร้อน สาเหตุก็เพราะเมื่ออากาศร้อน อาหารจะบูดเน่าได้ง่าย อาหารจะปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย แล้วพิษที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ก็คือเมื่อกินอาหารบูดเน่าเข้าไป ก็จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือท้องร่วง

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ท้องเสียจะต้องถ่ายเป็นน้ำ หรือมีน้ำปนมากับอุจจาระ แต่ที่จริงแล้วนิยามของอาการท้องเสียก็คือ การมีอุจจาระมากกว่า 3 ครั้งภายใน 1 วันซึ่งส่วนมากแล้วมักเป็นอาการที่หายได้เองภายใน 2-3 วัน ในกรณีของคนที่โดยปกติร่างกายแข็งแรงดี

สาเหตุที่ทำให้เรามีอาการท้องเสีย ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิตต่างๆ แต่นอกจากเชื้อโรคแล้ว การกินของเสาะท้อง เช่น อาหารที่รสจัด เผ็ด เปรี้ยวมากๆ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มากเกินไป หรือในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ดื่มนม หรือเกิดภาวะทนน้ำตาลในนม (น้ำตาลแล็กโทส) ไม่ได้ แต่ไปดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนม หรืออาจจะเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาลดกรดบางชนิด ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ท้องผูก เป็นต้น

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าอาการท้องเสียในคนที่ปกติสุขภาพแข็งแรงดีมักจะหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน ที่จริงนอกจากดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปกับการอุจจาระแล้ว ก็แทบไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเพิ่มเติม แต่ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอยาบรรเทาอาการแต่ละอย่างได้ 

ปัญหาอยู่ที่ท้องเสียขณะเดินทางมีภารกิจต้องดำเนินการต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยหลายคนอยากได้ยาหยุดถ่าย ซึ่งปัจจุบันในท้องตลาดมีจำหน่ายเพียงชนิดเดียวคือ loperamide ซึ่งมีหลายบริษัทผลิตจำหน่ายในหลากหลายชื่อการค้า โดยปกติยานี้เป็นแคปซูลความแรงเม็ดละ 2 มิลลิกรัมรับประทานครั้งแรก 2 เม็ด หากยังไม่ดีขึ้น หรือไม่หาย ก็สามารถรับประทานซ้ำได้ 1 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง เวลามีอาการถ่ายเหลว โดยมีขนาดสูงสุดต่อวันไม่เกิน 8 เม็ดหรือ 16 มิลลิกรัม 

ข้อควรระวังการใช้ยานี้คือ อาจทำให้ท้องผูกได้ และที่จริงการถ่ายที่เกิดขึ้นเป็นกลไกของร่างกายในการกำจัดเชื้อก่อโรครวมถึงสารพิษที่เกิดจากเชื้อก่อโรคต่างๆ ดังนั้นการรับประทานยาหยุดถ่ายจึงเป็นการกักกั้นการขับออกของเชื้อ อาจทำให้ท้องเสียที่เกิดขึ้นหายช้าเข้าไปอีก การตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ยาจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงประโยชน์และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

ยาอีกตัวหนึ่งที่เป็นที่นิยมในผู้มีอาการท้องเสีย คือ ผงถ่านคาร์บอนดูดซับสารพิษ หรือ activated charcoalหรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่ายาคาร์บอน ซึ่งก็มีหลากหลายยี่ห้อ มีทั้งแบบเม็ดหรือแคปซูล กินครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้งในกรณีที่ใช้เพื่อรักษาบรรเทาอาการท้องเสียจะมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 16 เม็ดต่อวัน 

อย่างไรก็ตาม ยานี้ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน อย่างแรกก็คือ ยาไม่ได้ดูดซับได้เฉพาะสารพิษ แต่สามารถดูดซับยาอื่นที่กินเข้าไปในเวลาใกล้เคียงกันได้ด้วย ทำให้ยาเหล่านั้นไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ เช่น สมมุติถ้าเราท้องเสีย กินยาคาร์บอนพร้อมกับยาหยุดถ่าย ก็อาจจะไม่หยุดถ่ายเพราะยาคาร์บอนก็ดูดซับเอายาหยุดถ่ายไว้ไม่ให้ดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ หรือกรณีมีโรคประจำตัวอื่นหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย แล้วต้องกินยาก็ต้องกินก่อนยาคาร์บอนสัก 1 ชั่วโมง ให้ยาอื่นได้ดูดซึมเข้าไปให้หมดก่อน แล้วค่อยกินยาคาร์บอนทีหลัง หรือหากกินยาคาร์บอนไปก่อนแล้ว ก็ต้องรออย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ยาคาร์บอนหมดไปบ้างจากทางเดินอาหาร เพื่อให้ยาอื่นสามารถดูดซึมได้

โดยสรุปสำหรับคนที่มีภาวะท้องเสีย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการชดเชยน้ำ และเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการถ่าย สำหรับอาการท้องเสียที่รุนแรง ผู้ป่วยเกิดการถ่ายท้องจนอ่อนเพลีย ลุกไม่ไหว มีอาการไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้องมาก หรือถ่ายมีมูกเลือดปนปริมาณมาก รวมถึงอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง ถ้าอาการรุนแรงและไม่ดีขึ้นภายใน24 ชั่วโมง แนะนำให้รีบพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ร้อนจัดแบบนี้ จงระวัง heat stroke

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/799136

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ร้อนจัดแบบนี้ จงระวัง heat stroke

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ร้อนจัดแบบนี้ จงระวัง heat stroke

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.00 น.

ระยะนี้ หลายๆ คนบ่นตรงกันว่าร้อนเหลือเกิน ร้อนมาก ร้อนจัด ร้อนสุดๆ ร้อนจนจะทนไม่ไหวแล้วบางคนก็บ่นว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ร้อนจังเลย มันเกิดอะไรขึ้นมากับโลกของเรา 

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ตามปกติในช่วงเดือนเมษายนทุกปี อากาศในบ้านเราก็จะร้อน แต่สำหรับระยะหลังๆ มานี้อากาศร้อนหนักมาก ร้อนตั้งแต่เช้ายังดึก ตกดึกแล้วก็ไม่หายร้อน ยิ่งช่วงเที่ยงๆ หากใครอยู่กลางแดดสัก 5-10 นาที ก็จะบ่นว่า ตัวไหม้หมดแล้ว 

อากาศร้อนมากขนาดนี้ ให้ระวังโรคหรืออาการที่พบได้บ่อยคือ โรคลมแดด หรือ heat stroke 

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี พ.ศ. 2566 รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดไว้ที่ 37 ราย ซึ่งอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 17-81 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตกลางแจ้ง เพราะฉะนั้น ทางเลี่ยงโรคนี้ก็คือ ต้องไม่อยู่ในกลางแจ้งที่แดดร้อนจัดมากๆ 

heat stroke หรือโรคลมแดด คือ สภาวะเมื่อร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ เมื่อมีอุณหภูมิสูงมากๆ เช่น มากกว่า 40 องศาเซลเซียส เมื่อปรับตัวไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำมากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียนเหงื่อแตก ใจสั่น หัวใจเต้นแรง สับสน เป็นลมหมดสติ หรืออาจรุนแรงจนนำไปสู่อาการชัก

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิด heat stroke 

กลุ่มคนที่เสี่ยงโดยตรงคือผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง กลางแดดที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดและความร้อนที่เพียงพอ รวมถึงคนที่พักผ่อนน้อยแล้วต้องทำงานกลางแดดนานๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ พวกที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดๆ แล้วต้องอยู่กลางแดดร้อนมากๆเป็นเวลานาน เพราะระดับแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหัวใจ หัวใจเต้นแรงขึ้น เลือดสูบฉีดมากขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำมากกว่าปกติ  

ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าต้องทำงานกลางแจ้ง ต้องงดดื่มแอลกอฮอล์ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงหมั่นจิบน้ำตลอดเวลาเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

ส่วนคนที่มีโรค หรือภาวะเสี่ยงต่อการเกิด heat stroke แม้ไม่ได้ทำงานกลางแจ้ง ก็คือ เด็กเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่มีโรคซึ่งต้องใช้ยาที่ทำให้สูญเสียน้ำ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาที่ทำให้การหดหรือขยายตัวของหลอดเลือดไม่เป็นปกติ เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยาลดความดันกลุ่ม beta blocker ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาต้านเศร้า เป็นต้น 

คนกลุ่มนี้ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด หรือแม้กระทั่งการอยู่ในที่ร่ม แต่อากาศร้อนมากก็ตาม หากอากาศร้อนจัดมากๆ ต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย ถ้าพบว่ามีอาการเข้าได้กับ heat stroke ก็ต้องรีบปฐมพยาบาลทันที

หากสงสัยว่าผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่านเป็น heat stroke สิ่งแรกที่ต้องทำคือ รีบพาผู้ป่วยเข้าพักในร่ม หรือที่อากาศเย็นๆ อากาศถ่ายเทสะดวก รีบปลดเสื้อผ้า หรือเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นมากเกินไป เช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิด้วยผ้าชุบน้ำเย็น โดยเน้นที่หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ แล้วให้ผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำยกขาสูงเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปสมอง และรีบติดต่อ 1669 เพื่อเรียกรถฉุกเฉิน 

ระหว่างรอรถมารับก็พยายามเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นตลอดเวลาเพื่อลดความร้อนในร่างกายของผู้ป่วยให้มากที่สุด ถ้าผู้ป่วยยังไม่หมดสติ ต้องให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ทั้งนี้ไม่ควรรีรอที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ที่กำลังเป็น heat stroke เพราะหากช่วยช้าเกินไป ผลที่ตามมาอาจรุนแรงมากได้ เช่น เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายตัว ของเสียคั่งจนเกิดภาวะไตวาย เลือดไปเลี้ยงที่ตับลดลงจนตับเสียหาย หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเกิดภาวะหัวใจวาย สมองเกิดความผิดปกติ เกิดภาวะชักหรือสมองเสียหายถาวรทุกภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่การหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต

โรคลมแดดหรือ heat stroke สามารถป้องกันได้ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ถ้าจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ ก็ต้องสวมเสื้อผ้าที่หลวมสบาย เนื้อผ้าโปร่งบาง ระบายอากาศดี สวมหมวก กางร่ม หรือเตรียมพัดลมพกพาไว้ เตรียมน้ำเย็นไว้ และจิบตลอดเพื่อป้องกันการขาดน้ำ ขอเน้นว่าต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะทำให้สูญเสียน้ำมากขึ้น หมั่นสังเกตอาการของตัวเองถ้าเริ่มเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย รู้สึกใจเต้นผิดปกติให้รีบเข้าที่ร่ม ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างก่อนที่จะมีอาการรุนแรงจนหมดสติ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อากาศร้อนจัด ระวัง heat stroke

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797899

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อากาศร้อนจัด ระวัง heat stroke

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อากาศร้อนจัด ระวัง heat stroke

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.30 น.

เดือนเมษายนเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง เดือนที่หลายท่านคงรู้สึกตรงกันว่าร้อนจัดจับใจ ยิ่งช่วงเที่ยงๆ สายๆ ออกนอกอาคารเดินกลางแจ้งได้ไม่เกิน 10 นาทีก็แทบจะไหม้แล้ว อากาศร้อนขนาดนี้ โรคหรืออาการที่พบได้บ่อยมากกว่าปกติก็คือ โรคลมแดด หรือ heat stroke ที่เป็นเหมือนศัพท์ใหม่ในกระแสข่าวสุขภาพนั่นเอง

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี พ.ศ. 2566 ได้รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดไว้ที่ 37 ราย ซึ่งอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 17-81 ปีส่วนใหญ่เสียชีวิตกลางแจ้ง ดังนั้นการไม่อยู่กลางแจ้งในสภาพอากาศที่ร้อนจัดจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการป้องกันการป่วยและเสียชีวิตจาก heat stroke ได้

heat stroke หรือโรคลมแดด คือ สภาวะเมื่อร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อมีอุณหภูมิความร้อนสูงมากๆ เช่น มากกว่า 40 องศาเซลเซียส เมื่อปรับตัวไม่ได้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำมาก อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หัวใจเต้นแรง สับสน เป็นลมหมดสติ หรืออาจรุนแรงจนนำไปสู่อาการชัก

แล้วใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิด heat stroke คนที่เสี่ยงโดยตรงก็คือผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ดังนั้น คนที่ทำงานกลางแจ้งก็จะต้องสวมอุปกรณ์ปกป้องร่างกายให้เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอเพราะการพักผ่อนน้อยจะเพิ่มความเสี่ยง การดื่มเหล้าก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกันเพราะเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ หัวใจเต้นแรงขึ้น เลือดสูบฉีดมากขึ้น ความดันเลือดก็สูงขึ้น และคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำมากกว่าปกติ อีกด้วย ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าต้องทำงานกลางแจ้งควรงดดื่มเหล้าและพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงหมั่นจิบน้ำตลอดเวลาเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

ส่วนคนที่มีโรค หรือภาวะเสี่ยงต่อการเกิด heat stroke แม้ไม่ได้ทำงานกลางแจ้ง ก็คือ เด็กเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่มีโรคซึ่งต้องใช้ยาที่ทำให้สูญเสียน้ำ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาที่ทำให้การหดหรือขยายตัวของหลอดเลือดไม่เป็นปกติ เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยาลดความดันกลุ่ม beta blocker ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาต้านเศร้า เป็นต้น คนกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด หรือแม้แต่การอยู่ในที่ร่มก็ตาม หากอากาศร้อนจัดมากๆ ก็ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติ ถ้าพบว่ามีอาการเข้าได้กับ heat stroke ก็ควรรีบปฐมพยาบาลทันที

หากสงสัยว่าผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่านเป็น heat stroke สิ่งแรกที่ควรทำคือรีบพาผู้ป่วยเข้าพักในร่ม หรือที่เย็นๆ อากาศถ่ายเทสะดวก รีบถอดเสื้อผ้า หรือเครื่องแต่งกายที่รัดเกินไป เช็ดตัวลดอุณหภูมิด้วยผ้าชุบน้ำเย็น โดยเน้นที่หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และให้ผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำยกขาสูงเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปสมอง ให้รีบติดต่อ 1669 เพื่อเรียกรถฉุกเฉิน ระหว่างรอรถมารับก็พยายามเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นตลอดเวลาเพื่อลดความร้อนในร่างกายของผู้ป่วยให้มากที่สุดและถ้าผู้ป่วยยังไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ทั้งนี้ไม่ควรรีรอที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ที่กำลังเป็น heat stroke เพราะหากช่วยช้าเกินไป ผลที่ตามมาอาจรุนแรงมากได้ เช่น เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายตัว ของเสียคั่งจนเกิดภาวะไตวาย เลือดไปเลี้ยงที่ตับลดลงจนตับเสียหาย หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเกิดภาวะหัวใจวาย สมองเกิดความผิดปกติ เกิดภาวะชักหรือสมองเสียหายถาวร ทุกภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่การหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต

โรคลมแดดหรือ heat stroke สามารถป้องกันได้ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในอากาศร้อน ถ้าจำเป็นก็ให้สวมเสื้อผ้าที่หลวมสบาย เนื้อผ้าโปร่งบาง ระบายอากาศดีสวมหมวก กางร่ม หรือเตรียมพัดลมพกพาไว้ เตรียมน้ำไว้และหมั่นจิบตลอดเพื่อป้องกันการขาดน้ำ แต่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือแม้แต่เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเพราะทำให้สูญเสียน้ำมากขึ้น หมั่นสังเกตอาการของตัวเอง ถ้าเริ่มเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย รู้สึกใจเต้นผิดปกติให้รีบเข้าที่ร่ม ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างก่อนที่จะมีอาการรุนแรงจนหมดสติ

สุดท้ายนี้หวังว่าทุกคนจะผ่านฤดูร้อนปีนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ในส่วนของยาที่ท่านใช้อยู่ หากต้องการเพิ่มเติมว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด heat stroke หรือลมแดดหรือไม่ สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : คิดให้ดี ก่อนแกะยาแบ่งใส่กล่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796453

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : คิดให้ดี ก่อนแกะยาแบ่งใส่กล่อง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : คิดให้ดี ก่อนแกะยาแบ่งใส่กล่อง

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.30 น.

หลายคนที่มีโรคประจำตัว ต้องกินยาหลายตัวหลายมื้อทุกวัน เวลารับยาจากโรงพยาบาลแต่ละครั้งคงได้มาเป็นถุงใหญ่ จะใช้จากถุงยาที่ได้รับก็คงไม่สะดวกนักจึงต้องจัดเตรียม แบ่ง พกพายาไปใช้ให้สะดวก ในแต่ละวันก็คงเป็นเทคนิคที่แต่ละท่านจะต้องคิดขึ้นมา เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างสม่ำเสมอที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดยาใส่กล่อง หรือตลับยาอันไม่ใหญ่มากแบ่งเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็นและก่อนนอน ก็เป็นตัวช่วยที่หลายคนเลือกใช้ เพื่อความสะดวกในการรับประทาน และยังช่วยจัดระบบ ลดความสับสนในการรับประทานยา ทำให้ลดการลืมในการรับประทานยา หลายท่านยังต้องเตรียมยาในลักษณะนี้ ให้กับญาติผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุด้วย

เวลาแบ่งยาใส่ตลับ หรือกล่อง อาจมีผลต่อคุณภาพของยาทำให้ยาเสื่อม ซึ่งมีโอกาสที่ทำให้เกิดสารเสื่อมสลายที่เป็นพิษที่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ไม่ว่าตับ ไต และยังทำให้ปริมาณตัวยาสำคัญลดลงจนทำให้ไม่ได้ผลการรักษา หรือควบคุมโรคที่เป็นไม่ได้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ยาเสื่อมสลายได้เร็ว หากเราจัดเก็บยาไม่ดี ได้แก่ ความชื้น แสง ยาบางชนิดอาจถูกออกซิเจนจากอากาศอาจทำปฏิกิริยาไปเร่งทำให้ยาเสียได้เร็วขึ้น

โดยทั่วไป ตลับหรือกล่องที่ใช้แบ่งยาไม่มีคุณสมบัติป้องกันแสงได้ดีพอ และกันความชื้นไม่ได้ ซึ่งยาหลายชนิดไวต่อสองปัจจัยทำให้ยาเสื่อม

กรณีที่พบเร็วๆ นี้คือ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันรายหนึ่ง ได้รับยามาจากโรงพยาบาล ทานยาไปแล้วไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ คนไข้ก็แย่ลง ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจเปลี่ยนยา หรือเพิ่มขนาดยาก็ซักหาสาเหตุก็พบว่า ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยได้แกะยาออกจากแผง และจัดแบ่งยาตามมื้อ และวันไว้ล่วงหน้าเกือบเดือน ทำให้ยาเสื่อมสลาย และไม่ให้ผลการรักษาที่ดี

ปัจจุบันจะเห็นว่า เวลาไปรับยาจากโรงพยาบาล หรือแม้แต่ที่ไปซื้อจากร้านยา เรามักจะไม่ค่อยพบยาจะมาในรูปแบบเม็ดเปลือย แบ่งนับใส่ขวดยา หรือซอง ยาส่วนใหญ่จะบรรจุมาในแผง แต่ละเม็ดจะถูกเก็บรักษาไว้ซึ่งลักษณะของแผงก็ถูกออกแบบด้วยวัสดุที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ที่จะปกป้องยาแต่ละชนิด จนกว่าจะถึงเวลาที่ยาจะเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งนั่นหมายถึงความมั่นใจได้ว่าจะเกิดประสิทธิผลของยาสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับการนำยาแกะออกจากแผงเตรียมไว้ก่อน ยิ่งนานเท่าไร ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเสื่อมคุณภาพของยามากเท่านั้น

การแกะยาออกจากแผงอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือฝุ่นผง หากเราดูแลความสะอาดของภาชนะบรรจุที่เลือกใช้ไม่ดีพอ และหากกรณีฉุกเฉิน ยาที่พกพาไว้ ไม่มีชื่อ ฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์ ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่ายาที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ชื่ออะไร ความแรงเท่าใด ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียเวลาไปในการค้นหาข้อมูลเพิ่ม

อ่านถึงตรงนี้คุณผู้อ่านหลายท่านอาจเริ่มกังวลว่า แล้วสรุปจะทำอย่างไรดี คำตอบคือทางสายกลาง ถ้าการแบ่งยาใส่ตลับ แล้วทำให้ไม่ลืมกินยา ลดความสับสนแล้ว ก็แนะนำให้จัดยาใส่กล่อง โดยการตัดแผงยาตามเม็ด ซึ่งในกรณีนี้ ยายังถูกเก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

แต่บางกรณีที่ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ ไม่สามารถแกะยาออกจากแผงเองได้ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น เป็นโรคที่มีปัญหากับการใช้มือ เช่น มือสั่นจากพาร์กินสัน ข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจทำให้ไม่สามารถแกะยากินเองโดยสะดวก ลูกหลานหรือผู้ดูแลต้องแกะไว้ให้ล่วงหน้า ก็แกะใส่ตลับไว้ได้ เพียงแต่อย่าแกะไว้ล่วงหน้ามากเกินไป ประมาณ 3-7 วัน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ที่จริงแล้วเตรียมล่วงหน้าไว้น้อยวันยิ่งดีหรือควรทำวันต่อวันจะดีที่สุด ส่วนคนที่ไม่มีปัญหากับการพกยาเป็นแผง ไม่ใช่คนที่ลืมกินยาบ่อยๆก็ไม่จำเป็นต้องแกะยาใส่ตลับ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาที่ต้องเคี้ยวกับยาที่ห้ามเคี้ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/795076

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาที่ต้องเคี้ยวกับยาที่ห้ามเคี้ยว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาที่ต้องเคี้ยวกับยาที่ห้ามเคี้ยว

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมฉลากยาบางชนิดจึงบอกให้ต้องเคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน แต่บางชนิดบอกว่าห้ามเคี้ยว วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันดีกว่า

ยาที่มีฉลากระบุว่า เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน แล้วดื่มน้ำตาม ยาจำพวกนี้ที่ใช้บ่อยที่มักมีคำแนะนำแบบข้างต้น ได้แก่ ยาลดกรด และยาขับลมแก้ท้องอืดการเคี้ยวยาให้ละเอียดจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของยา ช่วยให้ยาแตกกระจายตัวได้ง่ายขึ้น ทำให้ยาทำปฏิกิริยากับกรด หรือแก๊สในกระเพาะอาหารได้ดี มีประสิทธิภาพและออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น ช่วยให้การสะเทินกรดหรือขับลมดียิ่งขึ้น

อีกกรณีหนึ่งที่พบคือยาที่ใช้จับฟอสเฟตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ในกรณีนี้คำแนะนำพิเศษบนฉลากยาจะเป็น เคี้ยวยาให้ละเอียดพร้อมอาหารคำแรก หรือข้อความที่สื่อใกล้เคียงความหมายนี้ เนื่องจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง เพราะไตเสียความสามารถในการกำจัดฟอสเฟตส่วนเกินที่ร่างกายได้รับจากอาหาร ซึ่งหากปล่อยให้ระดับฟอสเฟตในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหินปูนสะสมที่ผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงการป่วยและตายในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังบางรายจึงจำเป็นต้องได้รับยาลดระดับฟอสเฟตในเลือด ได้แก่ ยา แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมอะซีเตต อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ แลนทานัมคาร์บอเนต ยาที่กล่าวถึงนี้ต้องเคี้ยวพร้อมอาหารคำแรกทุกตัว แต่มียาจับฟอสเฟตเพียงตัวเดียวที่ไม่ต้องเคี้ยวพร้อมอาหารคำแรกก็คือ ยาชื่ออเซเวลาเมอร์คาร์บอเนต ดังนั้นผู้ใช้ยาหรือผู้ดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยจะต้องอ่านฉลากให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการใช้ยา

นอกจากยาที่ต้องเคี้ยวก่อนกลืนแล้ว ก็มียาที่ห้ามบดหรือเคี้ยวด้วย หลายคนไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว ก็ตั้งข้อสงสัยว่า กรณีใดที่คนเราจะอยากบดหรือเคี้ยวยา โดยปกติก็คงไม่ทำกัน แต่กรณีคนที่กลืนยาเม็ดไม่ได้ เช่น เด็กที่โตเกินกว่าจะกินยาน้ำ แต่ยังกลืนยาเม็ดไม่คล่อง ผู้ใหญ่ที่กลืนได้แต่ยาเม็ดเล็กๆ ถ้ายาเม็ดใหญ่เกินกว่าพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ก็มีปัญหาการกลืนยา หรือบางคนกลืนได้แต่ยาเม็ดกลมๆ พอเป็นยาแบบแคปซูลก็มักจะติดคอกลืนไม่ค่อยได้ และกลุ่มที่เป็นปัญหาหนักมากคือผู้ป่วยติดเตียง ให้อาหารผ่านสายยาง กลุ่มนี้ก็ต้องให้ยาผ่านสายให้อาหาร จึงมีความจำเป็นต้องบดยาละลายน้ำใส่หลอดฉีดเข้าสายให้อาหาร แต่ถึงอย่างนั้นเวลาได้รับยามาแล้วถ้าบนฉลากเขียนว่า ให้กลืนยาทั้งเม็ด ห้ามเคี้ยวหรือบดยา ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตราย หรือยานั้นจะเสียสภาพและไม่สามารถให้ผลทางการรักษาได้

โดยปกติยาที่ห้ามบดหรือเคี้ยวจะมี 2 สาเหตุหลักๆ คือ ยานั้นถูกเคลือบไว้เพื่อให้แตกตัวที่ลำไส้ ซึ่งเหตุที่ต้องเคลือบยาไว้ เนื่องจากตัวยาชนิดนั้นอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือตัวยาไม่ทนกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ยาเสียสภาพในกระเพาะอาหารได้ การบดหรือเคี้ยวยาก็จะไปทำลายตัวเคลือบยานั้น ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา หรือทำลายฤทธิ์ยาตัวอย่างยาที่พบบ่อย ได้แก่ ยายับยั้งการหลั่งกรดเพื่อใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารกลุ่ม proton pump inhibitors เช่นโอมีพราโซล หรือยาแก้ปวดลดอักเสบไดโคลฟีแนค เป็นต้น

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องห้ามบดหรือเคี้ยวยาก็คือ ยาถูกออกแบบให้ออกฤทธิ์เนิ่น หรือออกฤทธิ์ได้นานจากที่ต้องกินยาวันละ 3-4 ครั้ง ก็ทำให้สะดวกขึ้นคือกินเพียงวันละครั้ง ยาเหล่านี้มักมีชื่อย่อต่อท้ายว่า SR (sustained release), CR (controlled release) หรือ ER (extended release) เป็นต้น ความหมายคือ ยาถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์เนิ่น กินไป 1 โดส ยาก็จะค่อยๆ ปลดปล่อยตัวยาออกจากเม็ดยา ทำให้มีฤทธิ์ครอบคลุมระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งตามปกติอาจจะต้องกินยา 3 ครั้งแล้วถ้าเราไปบดละลายน้ำ แล้วฉีดให้ผู้ป่วยทางสายให้อาหารในมื้อเดียว หรือหักเม็ดรับประทาน ก็จะเหมือนกับผู้ป่วยได้รับยาเกินปริมาณที่ควรรับใน 1 มื้อ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์สูงมาก แถมเมื่อยาหมดฤทธิ์เพราะเสียความสามารถในการออกฤทธิ์เนิ่นไปแล้ว ก็จะไม่มีตัวยาควบคุมอาการป่วยที่เป็นอีกด้วย เรียกว่าเสียทั้งประสิทธิภาพ และเกิดอันตรายจากการใช้ยาได้ 

แต่ที่น่าเห็นใจมากคือ ผู้ป่วยติดเตียงที่อาจไม่สามารถสื่อสารกับผู้ดูแลได้ว่ากำลังเกิดอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกายของเขาอย่างไร บางครั้งกว่าจะทราบว่าเกิดปัญหาขึ้นก็อาจจะอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว ทั้งนี้ยาประเภทนี้อาจมีข้อยกเว้นที่ทำให้หักได้ แต่ก่อนกระทำการใดๆ ต้องถามเภสัชกรก่อน

โดยสรุป การอ่านฉลากยาให้ละเอียดมีความสำคัญมาก ยาบางชนิดต้องเคี้ยวก่อนกลืน ต้องเคี้ยวพร้อมอาหารคำแรก ขณะที่ยาหลายชนิดห้ามเคี้ยวหรือบด กรณีต้องเคี้ยวก่อนมีการระบุชัดเจนในฉลาก แต่กรณีห้ามบดเคี้ยวบางชนิดอาจจะไม่ได้ระบุบนฉลาก เพราะคนปกติที่ใช้ยาไม่ได้บดหรือเคี้ยวยาอยู่แล้ว ดังนั้น ก่อนบดหรือเคี้ยว หรือแม้กระทั่งจะหักยาเป็นครึ่ง หรือหนึ่งส่วนสี่เม็ด ถ้าเป็นไปได้ควรตรวจสอบกับเภสัชกรที่จ่ายยาก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ หากผู้ป่วยไม่สามารถกลืนยาทั้งเม็ดได้ จะได้หาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับแต่ละราย เช่น บางรายจ่ายยาเม็ดชนิดเดิมที่บดได้ เพียงแต่ต้องให้ยาบ่อยขึ้น บางรายต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดเดิมในรูปแบบน้ำ หรือบางรายก็ต้องเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่น กรณีที่คุณผู้อ่านกำลังสงสัยว่ายาที่บริหารด้วยการบดหรือเคี้ยวอยู่นั้นมีปัญหาหรือไม่ สามารถสอบถามได้ที่เภสัชกรผู้จ่ายยา หรือสอบถามที่ line @guruya ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ

รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยา ช่วยชีวิต (ตอนที่ 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793664

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วันนี้มาคุยกันต่อจากสัปดาห์ก่อนในเรื่องฉลากยาช่วยชีวิต สัปดาห์นี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องฉลากช่วยที่จะทำให้คุณมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อต้องใช้ยา

สิ่งแรกคือ เมื่อได้รับยา ชนิดยารับประทาน เราต้องดูให้ชัดเจนว่าต้องรับประทานยาตอนไหน โดยทั่วไปมักจะกำหนดเวลารับประทานยาให้ผูกกับมื้ออาหาร คือ ก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร โดยทั่วไปแล้วถ้าไม่มีเหตุสำคัญใดๆ เภสัชกรจะระบุให้รับประทานหลังอาหาร เนื่องจากสะดวกกับผู้ป่วย และผู้ป่วยมีโอกาสที่จะลืมรับประทานยาน้อยกว่าการรับประทานยาก่อนอาหาร แต่ถ้าได้รับยามาแล้วระบุให้รับประทานยานี้ก่อนอาหาร แสดงว่ามีเหตุผลสำคัญต่อการใช้ยา เช่น ยาที่ดูดซึมได้ดีช่วงที่ท้องว่าง ถ้ารับประทานยากลุ่มนี้ช่วงที่ในท้องของเรามีอาหารอยู่ ยาจะดูดซึมได้น้อยลง จนทำให้ผลการรักษาของยาด้อยลง หรืออาจมีวัตถุประสงค์มาจากการออกฤทธิ์ของยาที่จำเพาะกับมื้ออาหาร

สำหรับการรับประทานยาก่อนอาหาร มักมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า “รับประทานยานี้ก่อนอาหารกี่นาที” ซึ่งขึ้นกับชนิดของยา หรือจุดประสงค์ที่ต้องการให้รับประทานยาก่อนอาหาร

ในกรณีที่ต้องรับประทานยาก่อนอาหาร เนื่องมาจากยาดูดซึมได้ดีช่วงที่ท้องว่าง เราต้องรับประทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ตัวอย่างยาที่ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ได้แก่ 

1. ยาปฏิชีวนะบางชนิด (เคยกล่าวถึงในสัปดาห์ก่อนแล้ว)  

2. ยาเสริมฮอร์โมนไทรอยด์

3. ยาลดกรดรักษาแผลในกระเพาะอาหารกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPI) ตัวอย่างยากลุ่มนี้ที่ใช้บ่อย เช่น omeprazole

4. ยาเคลือบแผลในทางเดินอาหาร sucrafate 

5. ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม bisphosphonates

โดยเฉพาะอย่างยิ่งยากลุ่มที่ 5 bisphosphonatesมีข้อควรระวังการใช้ค่อนข้างมาก นอกจากต้องรับประทานก่อนอาหารตอนท้องว่าง และยังห้ามรับประทานยานี้กับเครื่องดื่มอย่างอื่น นอกจากน้ำเปล่าเท่านั้น และด้วยเหตุที่ยาระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมาก ดังนั้นหลังจากรับประทานยาแล้วจะต้องอยู่ในท่านั่งตัวตรงห้ามเอนหลังหรือนอนอย่างน้อย 30 นาที เพราะยาอาจไประคายเคืองหลอดอาหารทำให้เกิดแผลได้ ในการรับยาตัวนี้ครั้งแรก เภสัชกรจะอธิบายวิธีและข้อควรระวังการใช้ อย่างละเอียดรวมถึงให้เอกสารคำเตือนเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างถูกต้อง

สำหรับยาบางชนิดมีเหตุผลในการรับประทานยาก่อนอาหาร 30 นาที ก็เพื่อให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้ทันหลังจากรับประทานอาหาร ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาการคลื่นไส้อาเจียนมักเป็นมากขึ้น หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานอาหาร อีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยคือ ยาลดน้ำตาลในเลือดบางชนิด ซึ่งต้องรับประทานก่อนอาหาร 15 ถึง 30 นาที เพื่อให้ยาดูดซึม และออกฤทธิ์เพื่อลดน้ำตาลในเลือดได้ทันหลังจากที่รับประทานอาหารเข้าไป

จะเห็นว่าการรับประทานยาก่อนอาหารมีวิธีปฏิบัติที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นกับเหตุผลของการรับประทาน
ก่อนอาหาร ผู้ใช้ยาควรทำความเข้าใจเหตุผลดังกล่าว เพื่อสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ต้องใช้ต่อเนื่องการเป็นเวลานาน เช่น ยาไทรอยด์ ยารักษาโรคกระเพาะ ยารักษาโรคกระดูกพรุน เป็นต้น หากได้รับยาที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร แล้วไม่แน่ใจว่าต้องรับประทานก่อนอาหารกี่นาที ต้องสอบถามเภสัชกรให้ชัดเจน เพื่อให้ใช้ยาได้ถูกต้อง และเพื่อให้เกิดผลการรักษา และความปลอดภัยสูงสุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยาช่วยช่วยชีวิต (ตอนที่1)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792204

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยาช่วยช่วยชีวิต (ตอนที่1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยาช่วยช่วยชีวิต (ตอนที่1)

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

เวลาเมื่อรับยาจากโรงพยาบาล หรือแม้แต่ซื้อยาจากร้านขายยาก็ตาม คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่าบนฉลากยาในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับยานั้น นอกจากมีข้อมูลชื่อยา ความแรงของตัวยา ข้อบ่งใช้หรือสรรพคุณ และวิธีใช้ เช่น Amoxycillin 500 มิลลิกรัม ยาปฏิชีวนะ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ทุก 8 ชั่วโมง นอกจากนั้น ยังมีข้อความเพิ่มเติมบนฉลากว่า “รับประทานยานี้ติดต่อกันทุกวันจนหมด” ซึ่งผู้ใช้ยาต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะในกรณีโรคติดเชื้อ แม้ว่าอาการของโรคจะดีขึ้นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เชื้อก่อโรคยังไม่หมดไปจากร่างกาย ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาต่อเนื่อง เพื่อกำจัดเชื้อให้หมด และป้องกันปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งจะทำให้ใช้ยานั้นไม่ได้ผลเมื่อเกิดการติดเชื้ออีกในอนาคต

ข้อความเพิ่มเติมที่ยกตัวอย่างข้างต้นเรียกว่า “ฉลากช่วย” ซึ่งมีไว้เพื่อประสิทธิผล และความปลอดภัยในการใช้ยาสูงสุด ดังนั้นผู้ใช้ยาจะต้องอ่านฉลากช่วยให้เข้าใจถ่องแท้ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

นอกจากยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อจุลชีพ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อก่อโรคอื่นๆ จะมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่าให้รับประทานต่อเนื่องกันทุกวันจนหมดแล้วยาปฏิชีวนะบางชนิดยังมีปัญหาเรื่องการดูดซึม คือ ยาบางชนิดดูดซึมดีตอนท้องว่าง เพราะอาหารจะมีผลรบกวนการดูดซึมของยา ดังนั้นยากลุ่มนี้ต้องรับประทานก่อนอาหาร ซึ่งจะระบุเพิ่มเติมในฉลากช่วยว่า ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณครึ่งถึง 1 ชั่วโมง ประเด็นสำคัญคือ หากลืมแล้วเผลอรับประทานอาหารมื้อหลักไปก่อนรับประทานยา จะต้องรอเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงจนท้องว่างอีกครั้ง จึงจะรับประทานยาที่ลืมได้

ถ้าเป็นยาที่รับประทานเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ก็คงไม่ยากมากนัก แต่หากเป็นยาที่ต้องรับประทานถึง 4 ครั้ง อาจมีความยุ่งยากมากขึ้น เช่น ตอนเช้าเผลอรับประทานอาหารเช้าไปแล้วตอน 07.00 น. แล้วก็นึกได้ว่า ต้องรับประทานยาก่อนอาหารเช้า ซึ่งต้องรอท้องว่างอีก 2 ชั่วโมงก็จะเป็น 09.00 น. แต่ก็ใกล้กับมื้อเที่ยงซึ่งจะต้องรับประทานยาก่อนอาหารกลางวัน คือ 11.00 น. ก่อนอาหารกลางวัน 12.00 น.ซึ่งจะสังเกตว่า ยามื้อเช้ากับมื้อกลางวันนั้นใกล้กันมากในกรณีแบบนี้ ต้องตั้งเวลารับประทานยาให้ดีจะได้ไม่ลืม 

อีกปัญหาที่ผู้ป่วยสงสัยบ่อยๆ ก็คือมื้อก่อนนอนต้องทำอย่างไร คำตอบคือ ถ้าก่อนนอนท้องว่างอยู่แล้วก็รับประทานยาได้เลย นั่นหมายความว่า หากเวลาเข้านอนห่างจากมื้อเย็นเกิน 2 ชั่วโมงอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลอะไร แต่หากเป็นคนที่รับประทานอาหารเย็นค่อนข้างดึกแล้วนอนหัวค่ำ หรือเป็นคนที่รับประทานอาหารตอนดึกๆ ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยต้องเข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องให้รับประทานก่อนอาหาร และต้องระลึกว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใดบ้างของเราที่อาจก่อให้เกิดปัญหาการใช้ยา ถ้าสามารถปรับพฤติกรรมได้ ก็ต้องปรับระหว่างการใช้ยา 5-7 วัน แต่ถ้าปรับไม่ได้ เช่น เป็นคนทำงานกลางคืน ตื่นกลางวันรับประทานอาหารไม่เป็นมื้อ หิวเมื่อใดก็รับประทานเมื่อนั้นก็คงต้องแจ้งเภสัชกรและแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาเป็นชนิดอื่นที่เหมาะกับวิถีการใช้ชีวิตมากกว่า

ในส่วนของยาปฏิชีวนะ นอกจากตัวที่ต้องรับประทานตอนท้องว่างแล้ว ยังมียาบางตัวที่แนะนำให้รับประทานหลังอาหาร เพราะยาบางชนิด อาหารกลับช่วยให้ยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ยิ่งตัวยาบางตัวอาหารประเภทไขมัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ช่วยส่งเสริมให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น

บางครั้งท่านอาจเคยเจอฉลากที่ระบุว่า ห้ามรับประทานยาพร้อมนม ยาลดกรด หรือธาตุเหล็ก เพราะธาตุเหล็ก และแร่ธาตุอื่นที่มีประจุ 2+ หรือ 3+ เช่น แคลเซียม อะลูมิเนียม แมกนีเซียม สังกะสี อาจทำปฏิกิริยากับยา ทำให้ยาไม่สามารถดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ จนไม่ได้ประสิทธิผลในการรักษา

และยังมียาหลายชนิดที่ละลายได้ไม่ค่อยดี ฉะนั้นเมื่อรับประทานยากลุ่มนี้ต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ร่างกายขับยาออกได้ดี และป้องกันไม่ให้ยาตกตะกอนในทางเดินปัสสาวะ

ยาบางตัวเกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาเกิดอาการไม่พึงประสงค์รู้สึกไม่สบาย หน้าแดง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากยาไปยับยั้งกระบวนขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ฉะนั้นห้ามดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างที่รับประทานยา

เพราะฉะนั้น เพื่อให้การใช้ยาเกิดประโยชน์ และความปลอดภัยสูงสุด เมื่อจำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ หรือยาใดๆ ก็ตาม ผู้ใช้ยาจะต้องอ่านฉลากให้ละเอียด เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวังที่ต่างกันออกไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790817

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.45 น.

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายไม่น้อยกว่า สมอง หัวใจ หรือตับ หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียให้ร่างกายตลอดเวลา แล้วยังต้องรักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในเลือดอีกด้วย หากไตเสื่อมจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ หรือเกิดอาการไตวายจึงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก จะทำให้ของเสียต่างๆ คั่งในเลือด เกิดอาการบวมน้ำ ความดันเลือดสูง เลือดจาง กระดูกบางหรือหัก หัวใจทำงานผิดปกติ จนอาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการล้างไตทันเวลา

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันคือการที่จู่ๆ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียได้ภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปัญหาไตวายเรื้อรังแล้ว กรณีไตวายเฉียบพลันถือว่าเกิดไม่บ่อย สาเหตุหลักๆ ของไตวายเฉียบพลัน นอกจากเรื่องน้ำ หรือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปที่ไตลดลงจนเกิดการบาดเจ็บของตัวไตแล้ว ก็คือการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่มีพิษต่อไต ตัวอย่างยาที่พบบ่อยว่าทำให้ไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวด ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ เช่น Naproxen, Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib และ Etoricoxib เป็นต้น 

จึงต้องใช้ยากลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง และใช้ในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีที่มีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากจำเป็นต้องต้องใช้ยาระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพและเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียได้น้อยลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงหลายปี แต่ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในที่สุดจะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย จนถึงขั้นต้องทำการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบำบัดที่ว่าก็คือการปลูกถ่ายไตใหม่ หรือการล้างไตไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าจะปลูกถ่ายไตหรือจะล้างไต ชีวิตของผู้ป่วยก็ไม่มีทางกลับไปปกติเหมือนเดิม กรณีรับการปลูกถ่ายไตผู้ป่วยจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต 

ส่วนการล้างไต ก็เป็นการรักษาต่อเนื่อง คือล้างวันเว้นวัน หรือเว้นสองสามวัน โดยต้องควบคุมการกินอาหารอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ของเสียเกินจากความสามารถของการบำบัดทดแทนไต ซึ่งก็แปลว่า ถึงจะล้างไต ก็ไม่ได้หมายถึงจะกินของต้องห้ามได้ตามใจต่อไป

โรคไตวายเรื้อรังที่พบในคนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักๆ คือ การมีความดันโลหิตสูงนาน ๆ และการเป็นโรคเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่ดี การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปมีไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลง และป้องกันได้ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ไตเสื่อมจนถึงระดับที่จะต้องล้าง หรือปลูกถ่ายไตใหม่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายไตต้องตรวจร่างกายประจำปีเพื่อดูว่าค่าไตปกติหรือไม่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หยุดสูบบุหรี่ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือมีไขมันในเลือดสูง ต้องหมั่นกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของไตให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต รวมถึงอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย

ลดการกินเกลือ และอาหารรสเค็ม ความเค็มที่มากเกินไปในอาหาร ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดของเสีย และรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การไม่กินเค็มเกินไป จะช่วยถนอมไตไว้ให้อยู่กับเรานานๆ เมื่อพูดถึงความเค็มหลายคนอาจระวังแค่เกลือและน้ำปลา แต่ที่จริงแล้วความเค็ม หรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในซอสต่างๆ ซีอิ๊ว ผงปรุงรส ปลาร้า รวมถึงน้ำซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่นๆ ด้วย เราจึงควรระมัดระวังจำกัดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไป

โดยสรุป เราต้องคุมความดันเลือดให้ดี ถ้าเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาลให้ได้ คุมไขมันและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดละเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไตหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากทำได้ครบถ้วนก็น่าจะลดความเสี่ยงการต้องล้างไต หรือปลูกถ่ายไต แล้วไตที่ดีก็จะอยู่กับเราไปตลอดอายุขัยของเรา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และรศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย