รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยาช่วยช่วยชีวิต (ตอนที่1)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792204

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยาช่วยช่วยชีวิต (ตอนที่1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฉลากยาช่วยช่วยชีวิต (ตอนที่1)

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

เวลาเมื่อรับยาจากโรงพยาบาล หรือแม้แต่ซื้อยาจากร้านขายยาก็ตาม คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่าบนฉลากยาในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับยานั้น นอกจากมีข้อมูลชื่อยา ความแรงของตัวยา ข้อบ่งใช้หรือสรรพคุณ และวิธีใช้ เช่น Amoxycillin 500 มิลลิกรัม ยาปฏิชีวนะ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ทุก 8 ชั่วโมง นอกจากนั้น ยังมีข้อความเพิ่มเติมบนฉลากว่า “รับประทานยานี้ติดต่อกันทุกวันจนหมด” ซึ่งผู้ใช้ยาต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะในกรณีโรคติดเชื้อ แม้ว่าอาการของโรคจะดีขึ้นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เชื้อก่อโรคยังไม่หมดไปจากร่างกาย ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาต่อเนื่อง เพื่อกำจัดเชื้อให้หมด และป้องกันปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งจะทำให้ใช้ยานั้นไม่ได้ผลเมื่อเกิดการติดเชื้ออีกในอนาคต

ข้อความเพิ่มเติมที่ยกตัวอย่างข้างต้นเรียกว่า “ฉลากช่วย” ซึ่งมีไว้เพื่อประสิทธิผล และความปลอดภัยในการใช้ยาสูงสุด ดังนั้นผู้ใช้ยาจะต้องอ่านฉลากช่วยให้เข้าใจถ่องแท้ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

นอกจากยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อจุลชีพ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อก่อโรคอื่นๆ จะมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่าให้รับประทานต่อเนื่องกันทุกวันจนหมดแล้วยาปฏิชีวนะบางชนิดยังมีปัญหาเรื่องการดูดซึม คือ ยาบางชนิดดูดซึมดีตอนท้องว่าง เพราะอาหารจะมีผลรบกวนการดูดซึมของยา ดังนั้นยากลุ่มนี้ต้องรับประทานก่อนอาหาร ซึ่งจะระบุเพิ่มเติมในฉลากช่วยว่า ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณครึ่งถึง 1 ชั่วโมง ประเด็นสำคัญคือ หากลืมแล้วเผลอรับประทานอาหารมื้อหลักไปก่อนรับประทานยา จะต้องรอเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงจนท้องว่างอีกครั้ง จึงจะรับประทานยาที่ลืมได้

ถ้าเป็นยาที่รับประทานเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ก็คงไม่ยากมากนัก แต่หากเป็นยาที่ต้องรับประทานถึง 4 ครั้ง อาจมีความยุ่งยากมากขึ้น เช่น ตอนเช้าเผลอรับประทานอาหารเช้าไปแล้วตอน 07.00 น. แล้วก็นึกได้ว่า ต้องรับประทานยาก่อนอาหารเช้า ซึ่งต้องรอท้องว่างอีก 2 ชั่วโมงก็จะเป็น 09.00 น. แต่ก็ใกล้กับมื้อเที่ยงซึ่งจะต้องรับประทานยาก่อนอาหารกลางวัน คือ 11.00 น. ก่อนอาหารกลางวัน 12.00 น.ซึ่งจะสังเกตว่า ยามื้อเช้ากับมื้อกลางวันนั้นใกล้กันมากในกรณีแบบนี้ ต้องตั้งเวลารับประทานยาให้ดีจะได้ไม่ลืม 

อีกปัญหาที่ผู้ป่วยสงสัยบ่อยๆ ก็คือมื้อก่อนนอนต้องทำอย่างไร คำตอบคือ ถ้าก่อนนอนท้องว่างอยู่แล้วก็รับประทานยาได้เลย นั่นหมายความว่า หากเวลาเข้านอนห่างจากมื้อเย็นเกิน 2 ชั่วโมงอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลอะไร แต่หากเป็นคนที่รับประทานอาหารเย็นค่อนข้างดึกแล้วนอนหัวค่ำ หรือเป็นคนที่รับประทานอาหารตอนดึกๆ ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยต้องเข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องให้รับประทานก่อนอาหาร และต้องระลึกว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใดบ้างของเราที่อาจก่อให้เกิดปัญหาการใช้ยา ถ้าสามารถปรับพฤติกรรมได้ ก็ต้องปรับระหว่างการใช้ยา 5-7 วัน แต่ถ้าปรับไม่ได้ เช่น เป็นคนทำงานกลางคืน ตื่นกลางวันรับประทานอาหารไม่เป็นมื้อ หิวเมื่อใดก็รับประทานเมื่อนั้นก็คงต้องแจ้งเภสัชกรและแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาเป็นชนิดอื่นที่เหมาะกับวิถีการใช้ชีวิตมากกว่า

ในส่วนของยาปฏิชีวนะ นอกจากตัวที่ต้องรับประทานตอนท้องว่างแล้ว ยังมียาบางตัวที่แนะนำให้รับประทานหลังอาหาร เพราะยาบางชนิด อาหารกลับช่วยให้ยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ยิ่งตัวยาบางตัวอาหารประเภทไขมัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ช่วยส่งเสริมให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น

บางครั้งท่านอาจเคยเจอฉลากที่ระบุว่า ห้ามรับประทานยาพร้อมนม ยาลดกรด หรือธาตุเหล็ก เพราะธาตุเหล็ก และแร่ธาตุอื่นที่มีประจุ 2+ หรือ 3+ เช่น แคลเซียม อะลูมิเนียม แมกนีเซียม สังกะสี อาจทำปฏิกิริยากับยา ทำให้ยาไม่สามารถดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ จนไม่ได้ประสิทธิผลในการรักษา

และยังมียาหลายชนิดที่ละลายได้ไม่ค่อยดี ฉะนั้นเมื่อรับประทานยากลุ่มนี้ต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ร่างกายขับยาออกได้ดี และป้องกันไม่ให้ยาตกตะกอนในทางเดินปัสสาวะ

ยาบางตัวเกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาเกิดอาการไม่พึงประสงค์รู้สึกไม่สบาย หน้าแดง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากยาไปยับยั้งกระบวนขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ฉะนั้นห้ามดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างที่รับประทานยา

เพราะฉะนั้น เพื่อให้การใช้ยาเกิดประโยชน์ และความปลอดภัยสูงสุด เมื่อจำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ หรือยาใดๆ ก็ตาม ผู้ใช้ยาจะต้องอ่านฉลากให้ละเอียด เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวังที่ต่างกันออกไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790817

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.45 น.

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายไม่น้อยกว่า สมอง หัวใจ หรือตับ หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียให้ร่างกายตลอดเวลา แล้วยังต้องรักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในเลือดอีกด้วย หากไตเสื่อมจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ หรือเกิดอาการไตวายจึงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก จะทำให้ของเสียต่างๆ คั่งในเลือด เกิดอาการบวมน้ำ ความดันเลือดสูง เลือดจาง กระดูกบางหรือหัก หัวใจทำงานผิดปกติ จนอาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการล้างไตทันเวลา

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันคือการที่จู่ๆ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียได้ภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปัญหาไตวายเรื้อรังแล้ว กรณีไตวายเฉียบพลันถือว่าเกิดไม่บ่อย สาเหตุหลักๆ ของไตวายเฉียบพลัน นอกจากเรื่องน้ำ หรือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปที่ไตลดลงจนเกิดการบาดเจ็บของตัวไตแล้ว ก็คือการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่มีพิษต่อไต ตัวอย่างยาที่พบบ่อยว่าทำให้ไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวด ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ เช่น Naproxen, Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib และ Etoricoxib เป็นต้น 

จึงต้องใช้ยากลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง และใช้ในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีที่มีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากจำเป็นต้องต้องใช้ยาระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพและเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียได้น้อยลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงหลายปี แต่ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในที่สุดจะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย จนถึงขั้นต้องทำการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบำบัดที่ว่าก็คือการปลูกถ่ายไตใหม่ หรือการล้างไตไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าจะปลูกถ่ายไตหรือจะล้างไต ชีวิตของผู้ป่วยก็ไม่มีทางกลับไปปกติเหมือนเดิม กรณีรับการปลูกถ่ายไตผู้ป่วยจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต 

ส่วนการล้างไต ก็เป็นการรักษาต่อเนื่อง คือล้างวันเว้นวัน หรือเว้นสองสามวัน โดยต้องควบคุมการกินอาหารอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ของเสียเกินจากความสามารถของการบำบัดทดแทนไต ซึ่งก็แปลว่า ถึงจะล้างไต ก็ไม่ได้หมายถึงจะกินของต้องห้ามได้ตามใจต่อไป

โรคไตวายเรื้อรังที่พบในคนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักๆ คือ การมีความดันโลหิตสูงนาน ๆ และการเป็นโรคเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่ดี การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปมีไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลง และป้องกันได้ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ไตเสื่อมจนถึงระดับที่จะต้องล้าง หรือปลูกถ่ายไตใหม่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายไตต้องตรวจร่างกายประจำปีเพื่อดูว่าค่าไตปกติหรือไม่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หยุดสูบบุหรี่ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือมีไขมันในเลือดสูง ต้องหมั่นกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของไตให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต รวมถึงอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย

ลดการกินเกลือ และอาหารรสเค็ม ความเค็มที่มากเกินไปในอาหาร ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดของเสีย และรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การไม่กินเค็มเกินไป จะช่วยถนอมไตไว้ให้อยู่กับเรานานๆ เมื่อพูดถึงความเค็มหลายคนอาจระวังแค่เกลือและน้ำปลา แต่ที่จริงแล้วความเค็ม หรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในซอสต่างๆ ซีอิ๊ว ผงปรุงรส ปลาร้า รวมถึงน้ำซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่นๆ ด้วย เราจึงควรระมัดระวังจำกัดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไป

โดยสรุป เราต้องคุมความดันเลือดให้ดี ถ้าเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาลให้ได้ คุมไขมันและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดละเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไตหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากทำได้ครบถ้วนก็น่าจะลดความเสี่ยงการต้องล้างไต หรือปลูกถ่ายไต แล้วไตที่ดีก็จะอยู่กับเราไปตลอดอายุขัยของเรา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และรศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้ปลอดภัย เมื่อฝุ่น PM2.5 ท่วมเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789400

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้ปลอดภัย เมื่อฝุ่น PM2.5 ท่วมเมือง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้ปลอดภัย เมื่อฝุ่น PM2.5 ท่วมเมือง

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.45 น.

ทุกวันนี้ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องเช็คว่าคุณภาพอากาศเลวร้ายสถานใด โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย ยกเว้นแค่พื้นที่เกาะเท่านั้น ต้องบอกว่าทุกวันนี้อาการในบ้านเราวิกฤตมาก หลายพื้นที่มีฝุ่นพิษ PM2.5 ปกคลุม ซึ่งเราเกือบทุกคนเจอกับปัญหานี้มาแล้วอย่างน้อยก็ 2-3 ปี แต่ก็ไม่มีใครคุ้นชินกับ PM2.5 เพราะมันมีอันตรายต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์ ยิ่งคนแก่ เด็กเล็ก และคนสุขภาพไม่ดี ก็ยิ่งแย่เมื่อเจอกับฝุ่นพิษชนิดนี้ ส่วนคนที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมถึงโรคภูมิแพ้ ก็จะประสบปัญหามากกว่าคนอื่นๆ 

เราจะมีทางลด ละ หรือเลี่ยงปัญหาสุขภาพจากฝุ่นพิษนี้ได้อย่างไร

อันดับแรกคือ พยายามเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ริมถนนใหญ่ บริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง เขตก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่นมากๆ และโดยเฉพาะในวันที่มีประกาศว่าสภาพอากาศเลวร้ายมาก ก็ยิ่งต้องวางแผนชีวิตให้ดี หากไม่จำเป็นก็อย่าออกจากบ้าน หรือหากต้องออกก็จำกัดกิจกรรมและเวลาให้น้อยที่สุด อย่ามัวโอ้เอ้ลอยไปลอยมา และที่สำคัญต้องสวมหน้ากากชนิดที่สามารถกรองฝุ่น N95 หรือเทียบเท่าเพราะหน้ากากอนามัยธรรมดาไม่สามารถดัก PM2.5 ได้ ส่วนผู้ชอบออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องงดไปก่อนแต่อาจเปลี่ยนไปออกกำลังกายในบ้าน หรือในอาคารไปก่อน 

แม้จะหลีกเลี่ยงการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเพื่อลดโอกาสสัมผัสฝุ่น PM2.5 แต่การอยู่ในบ้านก็ใช่ว่าจะปราศจากโอกาสพบเจอฝุ่นได้เต็ม 100% เราจึงต้องลดปริมาณฝุ่นในบ้านด้วยการปิดประตูหน้าต่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านที่รับลม อาจต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบ้านมากขึ้นด้วยการดูดฝุ่นหรือถูพื้นบ่อยๆ ติดมุ้งลวดหรือม่านเพื่อช่วยกรองฝุ่นที่จะเข้าบ้าน ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศกรณีมีกำลังทรัพย์เพียงพอ ลดการใช้เครื่องยนต์ งดเว้นการเผาขยะ ถ้าบ้านอยู่ในเขตที่สภาพอากาศไม่ดีมากๆ ก็ต้องสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น ถึงแม้จะอยู่ในบ้านก็ตาม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้สุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ

ในสภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้ ผู้ป่วยหอบหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง อาจมีอาการกำเริบได้ง่าย ควรเตรียมยาพ่นขยายหลอดลมให้พร้อม พกยาติดตัวไว้ตลอดเวลา รวมถึงตรวจสอบซ้ำว่ามียาสำรองไว้ใช้เพียงพอหรือไม่ และหากมีอาการกำเริบบ่อยกว่าปกติ ต้องไปพบแพทย์ ก่อนการนัดประเมินการรักษาว่าจะต้องปรับเพิ่มยาตัวใดหรือไม่ และต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากเป็นพิเศษ กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอดและทางเดินหายใจอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่ที่ปราศจากฝุ่น ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้อาการของโรคทางเดินหายใจกำเริบ

คนที่เป็นภูมิแพ้ ทั้งภูมิแพ้ที่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น เจอฝุ่นแล้วน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม และภูมิแพ้ระบบผิวหนัง เช่น มีอาการคันตามร่างกายเมื่อสัมผัสฝุ่น PM2.5 อาจต้องกินยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีนเป็นประจำ แทนที่จะกินตามอาการ ในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้าย การกินยาตามอาการอาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่ากับการกินยาเป็นประจำเพื่อป้องกันการแพ้ ยาแก้แพ้ที่แนะนำให้กินกรณีนี้คือยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้เกิดอาการง่วง โดยกินยาวันละ 1-2 ครั้ง ทั้งนี้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่กินแล้วง่วง อาจจะมีผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากเกินไป เช่น เกิดอาการปากและคอแห้ง หรือง่วงนอนมาก จนไม่สามารถขับรถยนต์ หรือควบคุมเครื่องจักรกล หรือการทำงานในที่สูง 

ส่วนกลุ่มคนที่เป็นภูมิแพ้ ที่เป็นผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ก่อนใช้ยาแก้แพ้ชนิดใดๆ ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อเลือกชนิดของยาให้เหมาะสมกับช่วงอายุ และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด รวมถึงไม่เกิดปัญหายาตีกับยารักษาโรคเรื้อรังที่กำลังใช้อยู่

แม้เราจะไม่สามารถเลี่ยงปัญหา PM2.5 ได้ แต่เราเตรียมความพร้อมเพื่อให้อยู่กับมันได้อย่างปลอดภัยได้ ขอให้เลี่ยงฝุ่นพิษ PM2.5 ให้ได้มากที่สุด แล้วเมื่อหน้าฝนมาถึงปัญหานี้จะเบาบางลงไป แต่ได้ข่าวว่าปีนี้จะมีปัญหาเอลนิโญหนักหน่วงมาก เพราะฉะนั้น กว่าฝนจะมา ก็คงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษไปเรื่อยๆ ขอให้อยู่กับมันให้ได้อย่างปลอดภัยกันทุกคน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787905

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.25 น.

เด็กคือทรัพยากรสำคัญของโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันสร้างสรรให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  และเนื่องจากเป็นช่วงเกี่ยวเนื่องกับวันเด็กแห่งชาติ จึงชวนคุยประเด็นการใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัยสูงสุด แม้เราจะรู้ว่าการเจ็บป่วยในเด็กเป็นเรื่องปกติ และจำเป็นต้องใช้ยา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากๆ คือ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ หรือผู้ใหญ่ย่อส่วนอวัยวะบางอย่างของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การใช้ยาจึงต้องมีข้อควรระวังที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

การกำหนดว่าอายุเท่าใดคือเด็ก ในทางการแพทย์มักตัดที่ 12 ปี อย่างไรก็ตาม เรายังมีคำนิยามเพิ่มเติมอีก ได้แก่ คำว่าทารก หมายถึง ตั้งแต่คลอดจนถึง อายุ 1 ขวบ ส่วนอายุ 1-5 ขวบ เรียกว่าเด็กเล็ก และเด็กโตคือ 6-12 ปีขึ้นไปส่วนอายุ 13-18 ปี ก็คือช่วงวัยรุ่น ช่วงวัยต่างๆ ของเด็กและวัยรุ่นนั้น ร่างกายยังคงเปลี่ยนแปลง และเติบโตไม่เต็มที่ก็ยังถือว่าเป็นวัยที่ต้องระมัดระวังการใช้ยาเช่นกัน ดังนั้นถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก่อนใช้ยาต้องได้รับคำแนะนำการใช้ยาจากแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ

การกำหนดขนาดยาในเด็กนอกจากดูที่อายุแล้ว ยังต้องพิจารณาน้ำหนักตัวร่วมด้วย และด้วยเหตุที่เด็กโตขึ้นทุกวัน การที่เราทราบน้ำหนักของเด็กก่อนให้ยาจึงเป็นเรื่องสำคัญหรืออย่างน้อยเวลาไปร้านยา เภสัชกรมักจะถามน้ำหนักเด็กอยู่เสมอ ร้านยาจึงจำเป็นต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อการคำนวณขนาดยาที่แม่นยำ

ยาที่ถูกใช้บ่อยๆ ในเด็ก ได้แก่ ยาลดไข้บรรเทาปวดยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้แพ้แก้หวัด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดกรด ยาแก้ท้องเสีย ยาโรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรค หรืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ดังนั้นจึงมีโอกาสมากๆ ที่เด็กจะใช้ยาจำพวกบรรเทาอาการบางอย่างเพียง 2-3 มื้อหรือ 2-3 วันแล้วอาการป่วยดีขึ้น จึงมียาที่ใช้ไม่หมดเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ยาที่เปิดใช้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาน้ำ ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ต่อจนถึงวันหมดอายุบนภาชนะบรรจุได้ เพราะมีโอกาสที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนลงไป 

ดังนั้น โดยทั่วไปยาบางชนิดจะระบุว่าหลังเปิดใช้แล้ว ยามีอายุนานแค่ไหน แต่หลายชนิดไม่ได้ระบุ ทุกครั้งที่เปิดขวดยาควรเขียนวันที่เปิดขวดไว้ด้วย และหากผ่านจากวันที่เปิดขวดไปแล้วเกิน 3 เดือน ก็ต้องทิ้งยานั้นไป ส่วนกรณียาฆ่าเชื้อในรูปแบบผงที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้ มักมีอายุจำกัดประมาณ 7-14 วันหลังผสม และโดยทั่วไปแล้วเราไม่ควรมียาฆ่าเชื้อเหลือเก็บ เนื่องจากควรต้องกินจนหมด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 

ข้อควรระวังสำหรับยากลุ่มนี้คือหลังจากผสมเป็นยาน้ำแล้ว บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น แต่หากไม่มีระบุไว้ในฉลาก ก็ไม่ควรเก็บยาใดๆ ไว้ในตู้เย็น

อีกประเด็นคืออุปกรณ์สำหรับบริหารยาให้เด็ก ปกติหน่วยตวงยาเด็กมักเป็นช้อนชา ซึ่งเท่ากับ 5 ซีซี หรือ 5 มิลลิลิตร ซึ่งช้อนชาสำหรับตวงยานี้ควรใช้จากที่ได้รับมาจากโรงพยาบาลหรือร้านยาเท่านั้น ไม่ควรใช้ช้อนชาตามบ้านเพราะขนาดไม่ได้มาตรฐาน ปริมาณยาที่ได้อาจสูงหรือต่ำเกินไป สำหรับเด็กที่กินยาจากช้อนไม่ได้ อาจป้อนยาด้วยกระบอกฉีดยา (syringe) หรืออีกกรณีที่จำเป็นต้องป้อนยาตวงยาด้วยกระบอกฉีดยา คือขนาดยาที่ต้องให้เด็กไม่สามารถให้ด้วยช้อนชาได้ เช่น ต้องกินครั้งละ 4 ซีซี เป็นต้น

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ฝากไว้คือ การผสมยาน้ำเด็กกับนม น้ำ หรือเครื่องดื่มอื่นในขวดนม เพื่อให้เด็กกินง่ายๆ นั้น ไม่แนะนำให้ทำ เพราะยาอาจเข้ากันไม่ได้กับเครื่องดื่มนั้นๆ และอีกปัญหาหนึ่งคือเด็กอาจจะกินยาไม่หมดทำให้ได้ยาไม่ครบขนาดการใช้ยา กรณีที่เด็กกินยาชนิดนั้นไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องพิจารณาเปลี่ยนเป็นยายี่ห้ออื่นที่แต่งรสแตกต่างกันหรือเปลี่ยนเป็นตัวยาชนิดอื่นแทน 

จึงแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกร เมื่อเด็กจำเป็นต้องใช้ยา ผู้ปกครองจำเป็นต้องละเอียดรอบคอบ ควรมีข้อมูลจำเป็น เช่น อายุ น้ำหนัก ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว และยาอื่นๆ ที่กำลังใช้อยู่ให้แก่แพทย์หรือเภสัชกรอย่างครบถ้วน เมื่อได้รับยาแล้วยังมีเรื่องการเก็บรักษา การให้ยา ที่ต้องระมัดระวังอีกหลายประการ ดังนั้น หากผู้ปกครองมีข้อข้องใจหรือคำถามเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก ในกรณีไม่ฉุกเฉินสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เรื่องของ (โรค) หัวใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786518

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เรื่องของ (โรค) หัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เรื่องของ (โรค) หัวใจ

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.45 น.

เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้มีเทศกาลสำคัญๆ หลายเทศกาล เช่น ตรุษจีน วาเลนไทน์ และมาฆบูชา แต่ว่าวันตรุษจีนเพิ่งผ่านไป แล้วกำลังจะเข้าช่วงวันวาเลนไทน์ ส่วนวันมาฆบูชาจะอยู่ในช่วงปลายเดือน 

วันนี้ขอชวนคุยเรื่องวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ก่อน เมื่อพูดถึงความรักก็ต้องนึกถึงหัวใจ แล้วก็เลยนึกไปถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการป่วยและตายที่สำคัญระดับโลกและระดับประเทศ

ถ้าไม่นับเรื่องหัวใจพิการมาแต่กำเนิดแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ ปัจจัยที่ว่าได้แก่ การไม่สูบบุหรี่ การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม การควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับไขมันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ รวมถึงในคนที่เป็นเบาหวานซึ่งจะต้องใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป พูดอย่างง่ายๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักเกินไป

ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงเป็นโรคที่อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้น หากญาติสายตรงของเราเป็นโรคดังกล่าว เราก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง และหมั่นตรวจคัดกรองโรคเหล่านี้อยู่เสมอ หากพบว่าเรามีความผิดปกติก็ควรรีบรักษา แต่ในปัจจุบันนี้ นับว่ามนุษย์โชคดีมาก เพราะผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้สามารถใช้ยาควบคุมอาการของโรคได้ดีจึงสามารถป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่นำไปสู่การตาย หรือทำให้มีข้อจำกัดการใช้ชีวิตได้มาก ข้อจำกัดที่ว่าก็เช่น กรณีที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว อาจจะทำให้เหนื่อยง่าย ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้ เป็นต้น

ปัญหาที่พบบ่อยคือ ในระยะเริ่มต้นของโรคต่างๆ ที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดนั้นมักไม่ค่อยมีอาการ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่เห็นความสำคัญของการกินยาคุมความดัน ยาเบาหวานหรือยาลดไขมันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายยังมีความเข้าใจผิดว่าการกินยามากไปมีผลเสียต่อตับไต ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะข้อมูลจากงานวิจัยมีการยืนยันประโยชน์ที่มีมากกว่าความเสี่ยงที่จะได้รับจากการใช้ยา และการใช้ยาก็อยู่ในการดูแลของแพทย์ซึ่งจะประเมินทั้งประสิทธิผลของยาว่าควบคุมอาการได้ดีพอหรือไม่ และเกิดผลข้างเคียงจากยามากเกินไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น การใช้ยาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดในการป้องกันโรคที่จะเกิดกับหัวใจและหลอดเลือด

นอกเหนือจากการกินยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ลดหรืองดยาเองแล้ว การซื้อยาใช้เองก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะยาบางอย่างก็เพิ่มเติมความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ซึ่งมักถูกใช้ในอาการปวดข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดควรใช้อย่างระมัดระวังภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาใช้เอง

ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวแล้วก็ตาม ก็ควรจัดการพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อหัวใจ และสุขภาพโดยรวม ได้แก่ การลดอาหารมันๆ หวานๆ เพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ลดละเลิกเหล้าบุหรี่ ที่สำคัญต้องออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ในผู้ที่เป็นโรคทางหัวใจและหลอดเลือดไปแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าสามารถออกกำลังกายแบบใดได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

โดยสรุป หากต้องการทะนุถนอมหัวใจ เราควรดูแลสุขภาพ และรักษาโรคประจำตัวต่างๆ แต่เนิ่นๆ การรับประทานยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด กินอาหารที่ไม่บั่นทอนสุขภาพ ลดละเลิกเหล้าบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และถ้ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้องระมัดระวังในการใช้ยาบางชนิด หากทำได้ครบถ้วนก็มั่นใจได้ว่าเราจะมีหัวใจที่แข็งแรงได้ตลอดอายุขัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอมแก้เจ็บคอให้ตรงกับอาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/785030

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอมแก้เจ็บคอให้ตรงกับอาการ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอมแก้เจ็บคอให้ตรงกับอาการ

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดประเด็นตอบโต้กันไป-มาในสังคมออนไลน์เรื่องยาอมแก้เจ็บคอ โดยมีการกล่าวว่า ถ้าเราเจ็บคอมาก แล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่หมอพิจารณาอาการแล้วสั่งจ่ายเพียงยาอมแก้เจ็บคอ ตกลงมันจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ อาการเจ็บคอรวมถึงอาการไอทั้งมีหรือไม่มีเสมหะเป็นเพียงแค่อาการเจ็บ บวม แดงที่คอ เป็นอาการที่เรียกว่า อักเสบ

อาการเจ็บคอเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย โดยทั่วไปถ้าติดเชื้อมักจะเป็นเชื้อไวรัส แล้วยังอาจเกิดจากการแพ้ เช่น แพ้ฝุ่น ควันต่างๆ การสูบบุหรี่ หรือเกิดจากมีแผลร้อนในลำคอ ในบางรายเกิดจากกรดไหลย้อนด้วย

นอกจากนั้น ถ้าเราใช้เสียงมาก พูดทั้งวัน หรือนอนอ้าปาก ก็เจ็บคอได้เช่นกัน ส่วนอาการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เสมหะ โดยอาจไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อโรคแต่อย่างใดอาจจะเป็นเพียงฝุ่น ควัน กลิ่นฉุน ภูมิแพ้ ฯลฯ ก็ทำให้เราไอได้ 

ดังนั้น การวินิจฉัยว่าผู้มีอาการเจ็บคอ หรือไอเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง จึงจำเป็นต้องซักประวัติอย่างละเอียด และดูแลรักษาตามสาเหตุ ไม่ใช่ว่าเมื่อเจ็บคอ ก็หวังจะได้แต่ยาปฏิชีวนะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์และเภสัชกรจะไม่จ่ายยาปฏิชีวนะ ถ้าไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต แต่ถ้าคนไข้เจ็บคอ ยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอ ก็เป็นทางเลือกในการรักษาที่สมเหตุสมผลทางหนึ่ง และยาอมที่ว่าก็มีหลายประเภทให้เลือกใช้ 

ชนิดแรกเป็นกลุ่มลูกอมช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการระคายคอ ลูกอมเหล่านี้ถือเป็นอาหาร สังเกตได้ว่ามีเครื่องหมาย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ส่วนอีกประเภทหนึ่งจะใส่ตัวยาลงไป จึงจัดเป็นยา ซึ่งมีทั้งชนิดยาสามัญประจำบ้านที่หาซื้อได้ทั่วไป กับกลุ่มที่เป็นยาอันตราย ที่จำหน่ายในร้านยา หรือต้องจ่ายโดยแพทย์ 

ตัวยาที่ใส่ในยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอมีหลากหลาย ชนิดแรกคือ ยาชาเฉพาะที่ เช่น ลิโดเคน (Lidocaine) ช่วยลดอาการเจ็บคอ ผู้ป่วยบางคนเมื่อเจ็บคอเวลาจะกลืนอะไรก็เจ็บมาก ยานี้ช่วยได้ดี ชนิดที่สองคือ ยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ หรือเรียกว่าantiseptic ที่ใช้กันมาก ได้แก่ ไดคลอโรเบนซิล แอลกอฮอล์ (Dichlorobenzyl alcohol) และ เอมิลเมทาครีซอล (Amylmetacresol) ชนิดที่สามคือใส่ตัวยาที่ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำคอ ชุ่มคอ และรู้สึกสบายในลำคอ ได้แก่ เมนทอล และชนิดสุดท้ายที่พบในยาแผนปัจจุบันได้แก่ ยาอมที่ใส่ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs ตัวยาที่ใช้ในยาอมคือยาฟลอร์บิโพรเฟน (flurbiprofen) ซึ่งยาประเภทนี้ต้องจ่ายโดยแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น มีบางคนแพ้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งเป็นอันตรายมาก จึงไม่ควรใช้มากเกินไป 

นอกจากนี้ ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ยังทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารด้วย และยังมียาอมประเภทสมุนไพร ที่ช่วยให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคือง และช่วยขับเสมหะด้วย เช่น มะแว้ง มะขามป้อมชะเอม เป็นต้น

ย้ำว่าการรักษาอาการเจ็บคอ ต้องดูที่สาเหตุเป็นสำคัญ และขอแนะนำให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง ส่วนยาอมเป็นเพียงช่วยบรรเทาอาการระคายคอ ดังนั้น ก่อนใช้ยาจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผู้ใช้ไม่แพ้ยาที่อยู่ในส่วนประกอบของยาอมที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกยาชาเฉพาะที่ หรือยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จึงต้องตรวจสอบหรือสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ และในกรณีที่ฉลากยาระบุขนาดการใช้ไว้ ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้บ่อยตามใจตัวเอง เพราะอาจทำให้ได้รับยามากเกินไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : จัดระเบียบยาในตู้ยาประจำบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783549

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : จัดระเบียบยาในตู้ยาประจำบ้าน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : จัดระเบียบยาในตู้ยาประจำบ้าน

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผ่านปีใหม่มาจวนจะหมดเดือนแรกของปีแล้ว เรามาดูกันสิว่ายาต่างๆ ในบ้านของเรามีอะไรที่เหลืออยู่บ้าง ใกล้หมดอายุหรือยัง หรือหมดอายุไปแล้ว เราจะได้เคลียร์ยาออกไปให้หมด ดีกว่าเก็บไว้แล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ทุกๆ บ้านมียา ทั้งแบบที่ตั้งใจเก็บ และแบบที่เก็บไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะฉะนั้น สัปดาห์นี้จึงขอชวนคุณผู้อ่านมาสำรวจตรวจสอบยาในบ้านกัน เพื่อจะได้จัดระเบียบยา

ขอถามว่าคุณผู้อ่านเก็บยากันไว้ที่ไหนบ้าง บางบ้านมีตู้ยาเป็นกิจลักษณะ บางบ้านไม่มีตู้ยาเป็นทางการ ก็อาจเก็บยาไว้ในลิ้นชัก หรือในกล่อง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นตู้ยาของเรา ไม่ว่าจะเก็บยาไว้ที่ไหนก็ตาม อยากให้ทุกคนนำยาทุกตัวออกมา แล้วทำความสะอาดที่เก็บยา แล้วพิจารณาว่าจะเก็บยาอะไรไว้บ้าง หรือตัวไหนต้องทิ้งไป หรือตัวไหนควรนำไปบริจาคให้โรงพยาบาล

เรามาเริ่มจากยากินก่อน ยาน้ำจำพวกยาธาตุน้ำแดงน้ำขาว ยาลดกรด ยาระบาย ยาน้ำเชื่อม ยาแก้ไอที่เปิดขวดแล้ว หากไม่ได้เขียนวันที่เปิดไว้ แล้วจำไม่ได้แล้วว่าล่าสุดใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ขอให้ทิ้งไปเลย แม้จะยังไม่หมดอายุก็ตาม เพราะเมื่อเปิดขวดแล้วย่อมมีโอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ จะเข้าไปก่อโรค หรือยาน้ำได้ระเหยจนความเข้มข้นเปลี่ยนไป มีความเสี่ยงต่อสุขภาพหากนำไปใช้ และย้ำว่าในครั้งต่อไปเมื่อต้องใช้ยาน้ำต้องเขียนวันที่ใช้ยาครั้งแรกไว้เสมอ แต่อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องยากกับการควบคุมคุณภาพยา หากผู้ผลิตยาไม่ได้ระบุว่ายาที่เปิดใช้แล้วจะอยู่ได้นานเท่าไร เพราะยาแต่ละชนิดมีความคงตัวไม่เท่ากัน สภาวะการเก็บรักษาที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น และแสง คงบอกได้คราวๆ แค่ว่ายาน้ำเปิดใช้แล้วเกิน 6 เดือนก็ต้องทิ้งไป หรือแม้ว่าอาจไม่ถึง 6 เดือนแต่ถ้าสีและกลิ่นเปลี่ยนไปจากเดิมก็ต้องทิ้งเช่นกัน และยาที่เราจิบจากขวดโดยตรง จำพวกยาแก้ไอ หากใช้ไม่หมดภายใน 2-3 วันก็ควรทิ้งเช่นกัน ไม่ควรนำมาเก็บไว้ เพราะปนเปื้อนเชื้อจากในช่องปากเราแล้ว

ส่วนยาเม็ด ถ้าเป็นยาที่บรรจุในแผงแบบแยกเม็ด ก็อาจจะเก็บไว้ได้จนถึงวันหมดอายุ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรตรวจสอบก่อนว่าแผงยายังอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด รั่วซึม หรือบวมเต่งผิดไปจากเดิมเพราะนั่นหมายความว่ายาในแผงอาจจะเสื่อมคุณภาพแล้ว ซึ่งต้องทิ้งเช่นกัน 

สำหรับยาแบบเม็ดเปลือยที่บรรจุในขวดแบบ 30, 60 หรือ 100 เม็ด อันนี้ก็ยึดหลักการคล้ายกันกับยาน้ำคือ หลังเปิดขวด 6 เดือนควรทิ้งไป เพราะอาจมีปัญหาความชื้น การปนเปื้อนเชื้อ ทำให้ไม่ปลอดภัยในการใช้ และถ้ามีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น สีเม็ดยาเปลี่ยน เข้มขึ้น ซีดจางลง ยาเม็ดเคลือบที่เคยมันวาวมีลักษณะด้านๆ ขึ้นๆ มีจุดเหมือนตกกระบนเม็ดยา หรือยาเม็ดแคปซูลนิ่มมีลักษณะบวมเยิ้มติดกัน ก็ต้องทิ้งเช่นกัน

สำหรับยาใช้ภายนอก เช่น ยาทาแผลโพวิโดน-ไอโอดีน น้ำเกลือล้างแผล แอลกอฮอล์เช็ดแผล ของพวกนี้มักเจอว่าเปิดใช้แล้วตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ก็อาจต้องทิ้งเช่นกัน หากเปิดใช้ครั้งแรกนานมากแล้ว แต่หากเป็นแอลกอฮอล์ขวดใหญ่ 450 มิลลิลิตร ที่เหลือเกินครึ่งขวด แต่เปิดเมื่อไรก็ไม่รู้ ก็ขอให้ตัดใจทิ้งไป เพราะแอลกอฮอล์ที่เหลืออยู่นั้นไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ 

ส่วนยาใช้ภายนอกอื่นๆ เช่น ยาครีมทาแก้คัน ยาน้ำคาลาไมน์ ยาเหล่านี้หากเปิดใช้แล้วก็ควรทิ้งหลัง 6 เดือนเช่นกัน

สุดท้ายคือยาสำหรับตา ไม่ว่าจะเป็นยาหยอดตา หรือยาป้ายตาที่ใช้รักษาโรคที่เป็นครั้งๆ เมื่อหายจากโรคแล้วก็ไม่ควรเก็บไว้อีก โดยเฉพาะเมื่อไม่แน่ใจว่าใช้ยาครั้งแรกเมื่อไร เพราะเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อโรค ทำให้เกิดอันตรายกับดวงตา อาจตาบอดได้ โดยทั่วไปยาสำหรับตาที่เปิดใช้แล้ว ถ้าเก็บรักษาอย่างถูกต้อง สามารถเก็บไว้ได้ 30 วัน

นอกจากยา แล้วในตู้ยาอาจมีเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล ผ้าก๊อซ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ควรอยู่ในภาชนะบรรจุปิดสนิทที่มีวันหมดอายุกำกับ เพราะของพวกนี้ใช้กับแผล จึงต้องปราศจากเชื้อ ดังนั้นหากพบว่ามันถูกเปิดแล้วแต่ไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่หมด ก็ทิ้งได้เลย เพราะมันอาจไม่อยู่ในสภาพปลอดเชื้อ แต่สำหรับพลาสเตอร์ชนิดที่ไม่ได้สัมผัสกับแผลตรงๆ อาจจะพอเก็บไว้ใช้ได้ถ้ากาวยังไม่เยิ้มหรือเปื่อยยุ่ย แต่ถ้าเป็นแบบสัมผัสกับแผลเปิดตรงๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงนำมาใช้อีก เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องย้ำว่าข้อพึงปฏิบัติสำหรับการจัดการยาสามัญประจำบ้าน คือ 

1 ไม่ควรมียาสำรองไว้มากเกินความจำเป็น  

2 ควรเลือกซื้อขนาดบรรจุที่เล็กที่สุด 

3 ยาเม็ดนั้น ถ้าเลือกได้ควรเลือกแบบบรรจุในแผง 

4 ควรเขียนวันที่เปิดใช้ยาไว้เสมอ 

5 ตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้ยาและเวชภัณฑ์ทุกครั้ง 

6 สังเกตและจดจำลักษณะปกติของยาที่ใช้บ่อยๆ เพื่อจะทราบได้ทันทีที่ยาเกิดความเปลี่ยนแปลงก่อนใช้หรือไม่

7 หมั่นตรวจสอบตู้ยาและกล่องยาทุก 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงการเก็บยาเสื่อมคุณภาพไว้ในบ้าน

8 ยาเสื่อมคุณภาพหรือยาหมดอายุคือขยะพิษ ห้ามทิ้งรวมกับขยะอื่นๆ เพราะจะปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม วิธีทิ้งที่ถูกต้องคือนำใส่ภาชนะบรรจุปิดสนิท เช่น ถุงพลาสติกมัดปากให้แน่น เขียนบนถุงว่าขยะพิษยาหมดอายุ แยกไว้ให้พนักงานเก็บขยะเอาไปจัดการให้เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่ายาเสื่อมคุณภาพจะไม่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือไม่ก็รวบรวมใส่ถุงแล้วนำไปฝากทิ้งที่ร้านยาคุณภาพ เพราะร้านยาเหล่านี้ช่วยรวบรวมไปทำลายอย่างถูกต้อง โดยหนึ่งในร้านยาคุณภาพก็คือ โอสถศาลา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชนของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ที่ถนนพญาไทตรงข้าม MBK โดยคุณแวะไปขอคำแนะนำการใช้ยา และปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-18.00 น.วันเสาร์ 10.00-18.00 น.

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้จากยุงอันตราย แต่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782153

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้จากยุงอันตราย แต่ป้องกันได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้จากยุงอันตราย แต่ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สัปดาห์ก่อน มีผู้ใหญ่ซึ่งผู้เขียนเคารพมากท่านหนึ่งป่วยเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากไข้ เดิมทีท่านเป็นผู้สูงอายุที่ร่างกายแข็งแรงดี เมื่อเจ็บป่วยถึงขนาดต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจึงทำให้ญาติสนิทมิตรสหายต่างตกอกตกใจไปตามๆ กัน สาเหตุที่ทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลคือ เป็นไข้ ร่วมกับมีอาการปวดขาและอ่อนเพลียมาก ก็นึกว่าจะแค่หาหมอรับยากลับบ้าน ปรากฏว่าตรวจพบว่าเป็นไข้ซิกา จึงต้องถูกรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล

สัปดาห์นี้จึงมาคุยกันในเรื่องของไข้จากยุงอีกครั้งหนึ่ง ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันก่อนว่า เมื่อคนหนึ่งคนเป็นไข้ สามารถนึกถึงอะไรได้บ้าง ไข้สามารถเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งไวรัส แบคทีเรีย รานอกจากนั้นยังเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การอักเสบ โรคมะเร็ง โรคทางภูมิคุ้มกัน 

ดังนั้น เมื่อเป็นไข้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีภูมิคุ้มกันไม่ปกติ เช่น ในเด็กเล็ก ในคนแก่ ในคนอ้วน หรือคนที่เจ็บป่วยโรคเรื้อรังที่ยังคุมอาการได้ไม่ดี จึงเป็นเรื่องที่ห้ามนิ่งนอนใจ ถ้ากินยาลดไข้ตามอาการทุก 6 ชั่วโมงแล้วสัก 24-48 ชั่วโมงแล้วไม่ดีขึ้น หรือในทางกลับกันมีอาการอื่นนอกเหนือจากไข้เพิ่มเติมอีก เช่น ในรายที่ยกตัวอย่างขึ้นมานี้ ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุหรือรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป ที่สำคัญคือ ไม่ควรเสาะหายาที่แรงกว่าพาราเซตามอลมากิน เพราะนั่นหมายถึงยาบรรเทาการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งจะอันตรายมากหากสาเหตุของไข้นั้นคือไข้เลือดออก

ส่วนไข้ซิกา โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีพาหะคือยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของไข้อีกหลายๆ ไข้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อชิคุนกุนยา (Chikungunya) 

ไข้ซิกามีระยะฟักตัวของโรคนี้โดยประมาณคือ 4-7 วัน โดยอาการสำคัญคือ ไข้ ผื่น ปวดหัว ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ในคนทั่วไปอาจไม่ต้องถึงกับถูกรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล เพียงแต่พักผ่อนให้เต็มที่ดื่มน้ำมากๆ ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามอาการ เพียงไม่กี่วันก็อาจจะหายดี 

แต่อย่างที่เกริ่นข้างต้นว่าคนที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไป การติดเชื้อนี้รวมถึงไข้อื่นๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ อาจทำให้ป่วยหนักจนเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เพียงพอและเหมาะสมอย่างทันท่วงที ที่น่ากลัวคือการติดเชื้อไข้ซิกาหญิงตั้งครรภ์ มีโอกาสทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด เกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไข้ซิการวมถึงไข้อื่นๆ ที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะ คือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ในระดับครัวเรือน และระดับบุคคลเราต้องสำรวจบริเวณที่มีน้ำขัง ภาชนะรองรับน้ำ และจัดการให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องอยู่ในที่เสี่ยงยุงกัดควรสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ใช้ยากันยุง หรือเครื่องดักจับยุง หากพบว่าสถานที่ที่เราอยู่มียุงชุกชุมอาจต้องประสานกันหน่วยงานเพื่อทำการพ่นยากำจัดยุง สมาชิกกลุ่มอ่อนแอเป็นพิเศษ เช่น เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียงที่ช่วยเหลือดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องได้รับการป้องกันการถูกยุงกัดเป็นพิเศษ

หนึ่งในข่าวดีสำหรับการจัดการไข้ที่มีพาหะจากยุงลายคือ ในปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกใช้แล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทยได้ให้การรับรองให้ใช้ได้แล้ว 2 ชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดทั้งในแง่ของช่วงอายุที่ฉีดได้ จำนวนเข็มที่ต้องฉีด คุณสมบัติของคนที่ควรฉีด รวมถึงราคา 

อย่างไรก็ตามในคนที่เสี่ยงต่อการติดไข้เลือดออกสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อพิจารณาความจำเป็นเลือกชนิดของวัคซีนที่เหมาะสมกับแต่บุคคลได้และที่สำคัญที่สุดอีกประเด็นหนึ่งคือ เมื่อเป็นไข้และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ยาลดไข้ที่ควรใช้คือ พาราเซตามอลร่วมกับการเช็ดตัวเท่านั้น สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวัคซีนอาจสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780685

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

เด็กคือทรัพยากรสำคัญของโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันสร้างสรรให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  และเนื่องจากเป็นช่วงเกี่ยวเนื่องกับวันเด็กแห่งชาติ จึงชวนคุยประเด็นการใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัยสูงสุด แม้เราจะรู้ว่าการเจ็บป่วยในเด็กเป็นเรื่องปกติ และจำเป็นต้องใช้ยา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากๆ คือ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ หรือผู้ใหญ่ย่อส่วนอวัยวะบางอย่างของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การใช้ยาจึงต้องมีข้อควรระวังที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

การกำหนดว่าอายุเท่าใดคือเด็ก ในทางการแพทย์มักตัดที่ 12 ปี อย่างไรก็ตาม เรายังมีคำนิยามเพิ่มเติมอีก ได้แก่ คำว่าทารก หมายถึง ตั้งแต่คลอดจนถึง อายุ 1 ขวบ ส่วนอายุ 1-5 ขวบ เรียกว่าเด็กเล็ก และเด็กโตคือ 6-12 ปีขึ้นไปส่วนอายุ 13-18 ปี ก็คือช่วงวัยรุ่น ช่วงวัยต่างๆ ของเด็กและวัยรุ่นนั้น ร่างกายยังคงเปลี่ยนแปลง และเติบโตไม่เต็มที่ก็ยังถือว่าเป็นวัยที่ต้องระมัดระวังการใช้ยาเช่นกัน ดังนั้นถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก่อนใช้ยาต้องได้รับคำแนะนำการใช้ยาจากแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ

การกำหนดขนาดยาในเด็กนอกจากดูที่อายุแล้ว ยังต้องพิจารณาน้ำหนักตัวร่วมด้วย และด้วยเหตุที่เด็กโตขึ้นทุกวัน การที่เราทราบน้ำหนักของเด็กก่อนให้ยาจึงเป็นเรื่องสำคัญหรืออย่างน้อยเวลาไปร้านยา เภสัชกรมักจะถามน้ำหนักเด็กอยู่เสมอ ร้านยาจึงจำเป็นต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อการคำนวณขนาดยาที่แม่นยำ

ยาที่ถูกใช้บ่อยๆ ในเด็ก ได้แก่ ยาลดไข้บรรเทาปวดยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้แพ้แก้หวัด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดกรด ยาแก้ท้องเสีย ยาโรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรค หรืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ดังนั้นจึงมีโอกาสมากๆ ที่เด็กจะใช้ยาจำพวกบรรเทาอาการบางอย่างเพียง 2-3 มื้อหรือ 2-3 วันแล้วอาการป่วยดีขึ้น จึงมียาที่ใช้ไม่หมดเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ยาที่เปิดใช้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาน้ำ ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ต่อจนถึงวันหมดอายุบนภาชนะบรรจุได้ เพราะมีโอกาสที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนลงไป 

ดังนั้น โดยทั่วไปยาบางชนิดจะระบุว่าหลังเปิดใช้แล้ว ยามีอายุนานแค่ไหน แต่หลายชนิดไม่ได้ระบุ ทุกครั้งที่เปิดขวดยาควรเขียนวันที่เปิดขวดไว้ด้วย และหากผ่านจากวันที่เปิดขวดไปแล้วเกิน 3 เดือน ก็ต้องทิ้งยานั้นไป ส่วนกรณียาฆ่าเชื้อในรูปแบบผงที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้ มักมีอายุจำกัดประมาณ 7-14 วันหลังผสม และโดยทั่วไปแล้วเราไม่ควรมียาฆ่าเชื้อเหลือเก็บ เนื่องจากควรต้องกินจนหมด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 

ข้อควรระวังสำหรับยากลุ่มนี้คือหลังจากผสมเป็นยาน้ำแล้ว บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น แต่หากไม่มีระบุไว้ในฉลาก ก็ไม่ควรเก็บยาใดๆ ไว้ในตู้เย็น

อีกประเด็นคืออุปกรณ์สำหรับบริหารยาให้เด็ก ปกติหน่วยตวงยาเด็กมักเป็นช้อนชา ซึ่งเท่ากับ 5 ซีซี หรือ 5 มิลลิลิตร ซึ่งช้อนชาสำหรับตวงยานี้ควรใช้จากที่ได้รับมาจากโรงพยาบาลหรือร้านยาเท่านั้น ไม่ควรใช้ช้อนชาตามบ้านเพราะขนาดไม่ได้มาตรฐาน ปริมาณยาที่ได้อาจสูงหรือต่ำเกินไป สำหรับเด็กที่กินยาจากช้อนไม่ได้ อาจป้อนยาด้วยกระบอกฉีดยา (syringe) หรืออีกกรณีที่จำเป็นต้องป้อนยาตวงยาด้วยกระบอกฉีดยา คือขนาดยาที่ต้องให้เด็กไม่สามารถให้ด้วยช้อนชาได้ เช่น ต้องกินครั้งละ 4 ซีซี เป็นต้น

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ฝากไว้คือ การผสมยาน้ำเด็กกับนม น้ำ หรือเครื่องดื่มอื่นในขวดนม เพื่อให้เด็กกินง่ายๆ นั้น ไม่แนะนำให้ทำ เพราะยาอาจเข้ากันไม่ได้กับเครื่องดื่มนั้นๆ และอีกปัญหาหนึ่งคือเด็กอาจจะกินยาไม่หมดทำให้ได้ยาไม่ครบขนาดการใช้ยา กรณีที่เด็กกินยาชนิดนั้นไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องพิจารณาเปลี่ยนเป็นยายี่ห้ออื่นที่แต่งรสแตกต่างกันหรือเปลี่ยนเป็นตัวยาชนิดอื่นแทน 

จึงแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกร เมื่อเด็กจำเป็นต้องใช้ยา ผู้ปกครองจำเป็นต้องละเอียดรอบคอบ ควรมีข้อมูลจำเป็น เช่น อายุ น้ำหนัก ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัวและยาอื่นๆ ที่กำลังใช้อยู่ให้แก่แพทย์หรือเภสัชกรอย่างครบถ้วน เมื่อได้รับยาแล้วยังมีเรื่องการเก็บรักษา การให้ยา ที่ต้องระมัดระวังอีกหลายประการ ดังนั้น หากผู้ปกครองมีข้อข้องใจหรือคำถามเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก ในกรณีไม่ฉุกเฉินสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779284

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงวุ่นวายกับการเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ญาติสนิทมิตรสหาย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เวลาเราเลือกของขวัญให้คนอื่นๆ เราคงพิจารณาว่าสิ่งที่เรามอบให้ต้องเป็นสิ่งที่ผู้รับต้องชื่นชอบ เป็นของดีมีประโยชน์สำหรับชีวิต เมื่อเรามอบของขวัญให้คนอื่นๆ แต่คงมีหลายคนลืมมอบของขวัญให้กับคนสำคัญที่สุด คือตัวเราเอง

เราเองคือคนสำคัญที่สุด เพราะว่าเราต้องมีสุขภาพกายและใจที่ดี เราจึงจะมีความสามารถทำดีให้กับคนอื่นๆ ได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีร่างกายแข็งแรงให้มากที่สุดเพื่อจะได้ทำงานการต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้น ก่อนจะหาของขวัญอื่นใดให้คนอื่น เราต้องมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ตัวเอง คือทำให้สุขภาพของเราดีที่สุด ดังนั้น จึงควรพาตัวเองไปตรวจร่างกายประจำปี 

ถามว่า ตรวจร่างกายประจำปี เราควรตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง นอกเหนือจากสวัสดิการทั่วไปซึ่งที่ทำงานบางแห่งอาจมีให้กับพนักงาน แต่ก็มีบริษัทหลายแห่งไม่มีสวัสดิการนี้ให้ ซึ่งย้ำว่าคนที่ไม่มีสวัสดิการด้านนี้จำเป็นต้องตรวจร่างกายประจำปีด้วย เพื่อให้ทราบสภาวะต่างๆ ของร่างกาย และควรเริ่มตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าหลงคิดว่ายังอายุน้อยยังไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกายประจำปี ไม่ต้องรอให้อายุมากๆ จึงพาร่างกายไปตรวจ ซึ่งอาจจะสายเกินไปเพราะหากเจอโรคก็จะรักษาได้ยากมากขึ้น

ช่วงวัยใดควรตรวจอะไรบ้าง เริ่มจากช่วงอายุประมาณ 25-34 ปี รายการตรวจสุขภาพประจำปีพื้นฐานที่ควรตรวจได้แก่ 

(1) การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการคำนวณดัชนีมวลกายว่ามีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมหรือไม่ เข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินหรืออ้วนหรือยัง 

(2) การตรวจนับความสมบูรณ์ของเลือด (complete blood count; CBC) การตรวจนี้จะช่วยให้ค้นพบภาวะโลหิตจางได้ และสามารถค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาได้อย่างเหมาะสม 

(3) การทำงานของตับ (liver function test; LFT) ที่ควรตรวจเพราะตับเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดสารพิษ การเปลี่ยนแปลงยาต่างๆ ที่เราใช้ ดังนั้น ผู้ที่ดื่มเหล้าบ่อยๆ หรือใช้ยาบางอย่างเป็นประจำ ก็ควรตรวจค่านี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้รู้ว่าตับยังทำงานดีอยู่หรือไม่ หรือเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติที่ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้แล้ว 

(4) การทำงานของไต (renal function) เหตุผลที่ควรตรวจก็เพราะไตเป็นอวัยวะกำจัดของเสียของร่างกายซึ่งควรถูกตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอว่ายังทำงานได้ปกติอยู่หรือไม่อีกอย่างหนึ่งคือมีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติบางอย่างที่เริ่มแสดงอาการผิดปกติที่ไต 

(5) การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (urinalysis) ซึ่งจะสามารถพบเม็ดเลือด โปรตีน น้ำตาลที่รั่วออกมาและเป็นสัญญาณสำคัญของโรคหลายๆ ชนิด รวมถึงอาจพบการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติมด้วย 

(6) ค่าน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting blood sugar; FBS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากหรือในครอบครัวมีญาติสายตรงที่เป็นโรคเบาหวาน ผลที่สูงผิดปกติจะทำให้พบโรคเบาหวานตั้งแต่เริ่มต้นและได้เริ่มการรักษาแต่เนิ่นๆ เป็นการลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานอีกด้วย 

(7) ระดับไขมันในเลือด (lipid profile) การตรวจนี้จะทำให้ทราบทั้งระดับโคเลสเตอรอลชนิดต่างๆ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งส่วนใหญ่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอาจจะยังไม่สูง แต่ในรายที่พบว่าสูงก็อาจจำเป็นต้องเริ่มใช้ยาลดไขมันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและอุดตัน 

นอกจากการตรวจเลือดหรือปัสสาวะอย่างที่กล่าวไปแล้วยังมีการตรวจเอกซเรย์ปอดที่ควรทำ โดยเฉพาะในรายที่สูบบุหรี่เพราะถึงแม้ว่าการเอกซเรย์ปอดจะไม่ใช่การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่ดี แต่ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจะได้รับการตรวจวินิจฉัยได้ทันทีว่ารอยโรคที่เห็นเข้าได้กับโรคอะไร ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือวัณโรคปอดก็ตาม

ส่วนในคนที่อายุเพิ่มขึ้น เช่น อายุ 35-50 ปี ก็ตรวจเพิ่มเติม เช่น ระดับกรดยูริก การตรวจเอกซเรย์เต้านม การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ การตรวจสารบ่งชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจเพิ่มเติมที่มีขึ้นมาก็ขึ้นกับเพศและปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งที่พบได้ในช่วงอายุที่มากขึ้น 

ส่วนคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ก็อาจพิจารณาเพิ่มการตรวจมวลกระดูก ระดับวิตามินดีในเลือด เพื่อดูความเสี่ยงการเกิดกระดูกพรุนหรือกระดูกหัก การตรวจคัดกรองต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นพบโรคที่พบบ่อยในแต่ละช่วงวัยเพื่อจะได้ให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือ การตรวจร่างกายหรือสุขภาพนี้ควรทำทุกปีเพื่อตรวจดูแนวโน้มของความเสื่อมหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถจัดการรักษาได้อย่างเหมาะสม ไม่เสียชีวิตหรือป่วยหนักก่อนวัยอันควร 

ดังนั้น ใครที่ยังไม่มีของขวัญปีใหม่ให้ตนเอง การเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งถือว่าเป็นของขวัญที่ดีมากสำหรับตัวเอง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย