รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของเหล่าชายชาตรีคือ “นกเขาไม่ขัน” หรือ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างมากเท่าและยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจตัวเอง รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมด้วย ปัญหานี้ละเอียดอ่อนมาก จึงต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุให้ชัด เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาให้ถูกต้อง 

การที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรือไม่สามารถคงความแข็งตัวไว้ได้นานพอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการดูแลโดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชายที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือด เนื่องจากการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เพราะการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายต้องอาศัยการไหลเวียนของเลือดที่ดีเยี่ยม แต่หากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศไม่แข็งแรง หรือตีบแคบลงจากโรคต่าง ๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี 

ดังนั้น คุณที่มีโรคดังกล่าวจะต้องเอาใจใส่ดูแลรักษา และรับประทานยารักษาโรคเรื้อรังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ควบคุมโรคต่าง ๆ ได้ดี เพื่อให้คุณภาพของหลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดดี

แต่ในบางรายอาจมีปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ปัญหาจากระบบประสาท เนื่องจากระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หากระบบประสาทถูกทำลาย ซึ่งอาจมาจากโรคเบาหวาน การผ่าตัดต่อมลูกหมาก หรือโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการแข็งตัวได้ และยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อการแข็งตัว หรืออาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แล้วยังสูบบุหรี่จัด สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูบบุหรี่จัด มีผลโดยตรงต่อหลอดเลือด และระบบประสาทที่สัมพันธ์กับการหดและขยายหลอดเลือด

นอกจากนี้อาจมีสาเหตุทางจิตใจ โดยเกิดจากภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความตื่นเต้นจนเกินไป การหมกมุ่นอยู่กับ “ความล้มเหลว” ในครั้งก่อน ๆ ก็อาจสร้างความกังวลและทำให้เกิดปัญหาได้
ปัญหาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างทันกาล

ถ้าพูดถึงการใช้ยา ในปัจจุบันมียาหลายชนิดใช้ในแก้ปัญหานี้ เช่น ยาช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือดช่วยทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนเข้าไปในอวัยวะเพศได้มากขึ้น แต่ก่อนใช้ยา ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อดูว่ามีข้อจำกัดการใช้ยา หรือมีความเสี่ยงได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากยาหรือไม่ 

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ หรือผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายไม่ควรใช้ยารักษาสมรรถภาพทางเพศบางชนิด เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใช้ยายาไนโตรกลีเซอรีน (Nitroglycerin) เพราะยาเหล่านี้จะไปทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

เนื่องจากยาที่ใช้รักษาสมรรถภาพทางเพศอาจทำให้บางคนได้รับอันตราย จึงจำเป็นต้องได้รับการสั่งจ่ายยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ก็พบว่าในปัจจุบันมีการขายยาเหล่านี้โดยผิดกฎหมาย และยังพบว่ามียาปลอม หรือยาไม่ได้มาตราฐาน ที่ทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ยา 

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาชวนเชื่อว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพแก้ปัญหาการแข็งตัวของเพศชายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย และพบด้วยว่าส่วนใหญ่มีการปนปลอม และผสมยาเคมีลงไป ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดอันตรายจากสารเคมีหรือยาที่ใส่ลงไป อีกทั้งยาที่ผสมนั้นมักเป็นยาไม่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพต่ำ และผสมในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อีกไม่น้อยที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย แต่แอบใส่สารเคมีที่ผิดกฎหมายลงไป 

นอกจากนี้ สมุนไพรบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบันที่ผู้ป่วยใช้อยู่ และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นถ้าคุณจำเป็นต้องใช้ยา ต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้รับยาที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี และย้ำว่าต้องไม่หาซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายมาใช้เป็นอันขาด โปรดอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยง เพราะอันตรายถึงชีวิต

แต่มีสิ่งสำคัญเพื่อการดูแลตัวเองคือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะ เพราะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศให้ดีขึ้นได้ในเบื้องต้น โดยต้องกระำเรื่องดังต่อไปนี้
· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งอวัยวะเพศ การเดินเร็ว วิ่ง หรือว่ายน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะนี้ได้ นอกจากนี้ การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ก็สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแข็งตัวได้
· รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยเพิ่มอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาล และโซเดียม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว
· เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ย้ำว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ไม่เพียงพอ ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ก็ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงได้
● จัดการกับความเครียด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาทางเพศ การหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ การอ่านหนังสือ หรือการใช้เวลากับธรรมชาติ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด
● นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ และยังเป็นผลดีต่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
● พูดคุยกับคู่รักแบบเปิดอก เพราะการสื่อสารอย่างเปิดอกกับคู่รักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การแบ่งปันความรู้สึกระหว่างกัน ช่วยคลายความกังวล ลดแรงกดดัน และช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน คู่รักสามารถช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา และหาวิธีการช่วยให้ทั้งสองรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายในเรื่องเพศได้

ท้ายนี้ ขอย้ำว่าปัจจุบัน มีการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหลากหลายวิธี มียาแผนปัจจุบันที่ประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 
และขอเตือนว่า มีผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการปนปลอม ใส่สารเคมีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต และยังเสี่ยงกับการเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่นที่ผู้ป่วยกำลังใช้ แต่ที่สำคัญคือต้องดูแลรักษาโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ให้ดี กินยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอวัยวะเพศไม่แข็งตัว และต้องย้ำเหมือนเดิมว่า เมื่อประสบปัญหาด้านสุขภาพ ต้องไปปรึกษาแพทย์ หรือพบเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย และเพื่อการรักษาที่ดีที่สุด


รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ซึ่งปัญหาปัญหาสุขภาพและโรคที่พบบ่อยในวัยเกษียณ ได้แก่

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจขาดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคกระดูกพรุน
  • ภาวะสมองเสื่อม  โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
  • ปัญหาทางสายตาและการได้ยิน เช่น ต้อกระจกและหูเสื่อม
  • การหกล้มและบาดเจ็บ เนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและทรงตัวไม่ดี

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว และจำเป็นต้องใส่ใจดูแลสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน การดูแลตัวเองแบบองค์รวมแบบง่ายๆ จึงสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในวัยเกษียณ ตั้งแต่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นผัก ผลไม้ และโปรตีน                                                                                                   การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น เดิน โยคะ หรือไทเก๊ก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  รักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรง หากิจกรรมที่ผ่อนคลาย และได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ติดตามผลการรักษาของโรคที่เป็นอยู่แล้ว และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นใหม่

ในการใช้ยาของผู้สูงอายุก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากปัจจัยทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การใช้ยาบางชนิดจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย หรือมีปฏิกิริยาระหว่างยาที่อันตรายกว่าในวัยหนุ่มสาว ยาบางชนิดที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุ เช่น

  • ยาต้านฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้บางชนิด เช่น Diphenhydramine Chlorpheniramine เนื่องจากยาเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วงซึม, เวียนหัว, ปากแห้ง, ตาพร่ามัว, ท้องผูก, และปัสสาวะลำบาก นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของการหกล้ม และทำให้การทำงานของสมองบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้อาการสมองเสื่อมแย่ลงได้
  • กลุ่มยานอนหลับ และยาคลายกังวล ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงซึม, มึนงง, สับสน, และเสียการทรงตัว เพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มและบาดเจ็บอย่างรุนแรง การใช้ในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะพึ่งพิงยา หรือติดกับการใช้ยา
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (หรือเรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac ยากลุ่มนี้ค่อนข้างน่ากลัว เนื่องจากการใช้ยาในกลุ่มนี้ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร, แผลในกระเพาะอาหาร, และผลกระทบต่อการทำงานของไต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคไตหรือมีภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการหัวใจล้มเหลวแย่ลงได้
  • ยาที่รักษาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่แล้ว ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังอยู่แล้ว เมื่อสงสัย หรือประสบปัญหาต้องปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือเภสัชกร

ขอย้ำในข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

  • ก่อนใช้ยาต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ โดยแจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงยาแผนโบราณและอาหารเสริม
  • ก่อนใช้ยาต้องตรวจสอบชื่อยา ขนาด และวิธีการใช้ให้ถูกต้อง อ่านฉลากยาอย่างละเอียดและสอบถามให้เข้าใจ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือเภสัชกร
  • ระวังยาที่อาจมีผลต่อการทรงตัว เนื่องจากยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวดบางชนิด และยาแก้แพ้บางชนิด  อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง และเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม
  • ไม่ควรซื้อยาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
  • จัดเก็บยาอย่างเหมาะสม เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บในที่ที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากยา

โดยสรุปแล้ว การใช้ยาในผู้สูงอายุจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยแพทย์และเภสัชกรจะประเมินจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สุขภาพโดยรวม, โรคประจำตัว, และการทำงานของตับและไต เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและมีขนาดการใช้ยาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และหากมีปัญหา หรือคำถามใดๆ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ศูนย์ข้อมูลยา หรือเขามาขอคำปรึกษาได้ที่โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โดยตรง ขอให้ท่านที่อยู่ในวัยเกษียณมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีชีวิตเกษียณที่สำราญ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มีไขมันเลวในเลือดสูง อันตรายถึงตายได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มีไขมันเลวในเลือดสูง อันตรายถึงตายได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มีไขมันเลวในเลือดสูง อันตรายถึงตายได้

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.34 น.

สัปดาห์นี้ชวนคุยเรื่องภาวะคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบบ่อย หลายคนอาจเคยตรวจสุขภาพแล้วพบว่าคอเลสเตอรอลสูง แต่ภาวะนี้อาจไม่มีอาการชัดเจน 
คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือชนิดเลว ที่หลายท่านคุ้นกับตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษคือ LDL มีผลต่อหลอดเลือดโดยตรง หากสะสมมากเกินไป แล้วปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล จะทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตัน หรือหัวใจขาดเลือด
ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมักไม่มีอาการ แต่ตรวจพบได้จากการตรวจเลือด เมื่อเราไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือไปพบแพทย์ด้วยโรคอื่น
ร่างกายของเราได้รับคอเลสเตอรอลมาจากสองทางหลัก คือจากอาหารที่รับประทาน และจากการที่ร่างกายสร้างขึ้นมา ฉะนั้นการลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย เราสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรม ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และลดน้ำหนัก แต่เมื่อการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถควบคุมระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยได้ แพทย์จะพิจารณาให้ยาเพื่อช่วยลดคอเลสเตอรอล
นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีประวัติหรือความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด เช่น เคยมีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมองมีภาวะหลอดเลือดแข็ง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย หรือในผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่น ร่วมกับไขมันในเลือดสูง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน ผู้ป่วยกลุ่มนี้แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดคอเลสเตอรอลเช่นกัน
ยาลดคอเลสเตอรอลในเลือดที่ใช้มาก เช่น ยากลุ่มสแตติน (statins) ข่วยออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอล มียาหลายชนิดในกลุ่มนี้ เช่น ซิมวาสแตติน (Simvastatin) อะทอร์วาสแตติน (Atorvastatin) โรซูวาสแตติน (Rosuvastatin) พิทาวาสแตติน (Pitavastatin) เป็นต้น และยาอีกชนิดหนึ่งที่ใช้บ่อยและอาจใช้ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ได้แก่ อีเซทิไมบ์ (Ezetimibe) ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย
ขอย้ำว่า ภาวะคอเลสเตอรอลสูงเป็นภัยเงียบ ทำให้เราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง และอาจถึงชีวิตได้ ดังนั้น เราควรควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้ดี ในบางรายจึงจำเป็นต้องรับประทานยา แต่บางคนก็กลัวการรับประทานยา เนื่องจากคิดเอาเอง หรือได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากโซเชียลมีเดียว่ายาลดไขมันจะทำให้ไตเสื่อมหรือไตวาย ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะถ้าเราใช้ยาถูกวิธี ใช้ขนาดยาถูกต้อง ติดตามการใช้ยาอย่างดีโดยแพทย์และเภสัชกร ก็ไม่ทำให้เกิดอันตรายอย่างแน่นอน
การใช้ยากลุ่มสแตตินในบางรายนั้นอาจมีอาการผิดปกติทางกล้ามเนื้อ แต่ก็เป็นภาวะที่พบได้น้อย ดังนั้นถ้าท่านรับประทานยาอยู่ โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มรับประทานยากลุ่มนี้ แล้วมีอาการอาการปวดกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อขา ขอให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยาให้เหมาะสม หรือหาสาเหตุ เนื่องจากบางครั้งเกิดจากการที่ผู้ป่วยรับประทานยาอื่นแล้วไปตีกับยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน
เพราะฉะนั้น ถ้าเราจำเป็นต้องใช้ยาลดคอเลสเตอรอล แต่ไม่ยอมรับประทานยา แล้วยังละเลยปล่อยให้ระดับคอเลสเตอรอลสูง หรือในกรณีของผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจหรือสมองขาดเลือด แต่หยุดใช้ยาลดคอเลสเตอรอลโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โรคอาจกลับเป็นซ้ำ ทำให้พิการ ป่วยติดเตียง หรือเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม การใช้ยาช่วยได้ก็จริง แต่อันที่จริงนั้นต้องปรับพฤติกรรมของเราเพื่อควบคุมความเสี่ยงให้ได้ผลดีที่สุด การดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นปัจจัยสำคัญของการควบคุมไขมันในเลือด อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงได้แก่ ไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบในเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เนย น้ำมันหมู แต่ผักผลไม้สด มีไฟเบอร์ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ลูกเดือย ช่วยลดคอเลสเตอรอล ส่วนการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร และเน้นว่าต้องตรวจเลือดเป็นระยะ ๆ เพื่อดูผลข้างเคียง และดูประสิทธิภาพของยาอย่างสม่ำเสมอ
 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ลางเนื้อชอบลางยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ลางเนื้อชอบลางยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ลางเนื้อชอบลางยา

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โลกยุคใหม่ที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง จึงมีหนึ่งในศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาไปจากเดิมอย่างมากคือ เภสัชพันธุศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมของแต่ละบุคคลกับการตอบสนองต่อยา โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การให้ยากับผู้ป่วยต้องมีความแม่นยำ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงสุด

แม้คำว่า “เภสัชพันธุศาสตร์” เป็นเรื่องใหม่และซับซ้อนมาก แต่แนวคิดนี้กลับสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยที่เราคุ้นเคยกันดีมานาน โดยเรามีสำนวนไทยคือ “ลางเนื้อชอบลางยา” หมายถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคลในการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะยา ตัวยาเดียวกันอาจให้ผลการรักษาที่ดีกับคน ๆ หนึ่ง แต่กลับใช้รักษาไม่ได้ผลกับอีกคนหนึ่ง หรือใช้แล้วอาจเกิดอาการแพ้ยา

สาเหตุหนึ่งเพราะว่าพันธุกรรม หรือยีนของแต่ละคน อาจมีผลต่อการดูดซึม การเปลี่ยนแปลง ขับออก และการออกฤทธิ์ของยา และด้วยความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในลำดับดีเอ็นเอ อาจส่งผลมหาศาลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา ตัวอย่าง เช่น คนสองคนได้รับยาชนิดเดียวกันในขนาดเท่ากัน แต่อาจมีผลลัพธ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีความสำคัญมากกับการใช้ยาบางชนิด ดังกรณีศึกษานี้ ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) เป็นยาลดกรดยูริกในเลือด ใช้รักษาโรคเกาต์ แม้จะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี แต่ในบางคนกลับทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อย่างเช่น ผู้มียีน HLA-B58:01 มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรงที่เรียกว่า กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome) หรือ ท็อกซิก อีพิเดอร์มัลเนโครไลซิส (Toxic Epidermal Necrolysis) คือภาวะผิวหนังลอก อักเสบ และอาจรุนแรงจนเสียชีวิต 

ทั้งนี้ คนไทยประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์มียีนเสี่ยงต่อการแพ้ยาตัวนี้ จึงจำเป็นต้องผ่านการตรวจยีนก่อนใช้ยาอัลโลพูรินอล การตรวจจึงสามารถช่วยป้องกันอาการแพ้รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผลตรวจบ่งว่าผู้ป่วยมียีนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาอัลโลพูรินอล แล้วเลือกใช้ยาอื่นแทน

การตรวจยีนชนิดนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในผู้ป่วยโรคเกาต์รายใหม่ และเริ่มนำไปใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ

นอกจากกรณีของยาอัลโลพูรินอล  ที่การแพ้ยามีความสัมพันธ์กับยีนบางชนิดแล้ว  ยารักษาโรคลมชัก ชื่อคาร์บามาเซปีน (carbamazepine) ก็อยู่ในข่ายการเฝ้าระวัง เพราะประชากรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงคนไทยบางคนมียีนที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง เพราะฉะนั้น การตรวจยีนก่อนใช้ยาคาร์บามาเซปีน จึงจำเป็นมาก เพราะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ที่ใช้ป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ ซึ่งคนไทยจำนวนหนึ่ง มียีนที่ทำให้ยาชนิดนี้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดซ้ำ การตรวจยีน จึงช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาได้เหมาะสม

จากที่กล่าวมานั้นสะท้อนให้เห็นว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” ไม่ใช่แค่สำนวนโบราณที่ไม่มีความหมาย แต่ทว่ามีหลักการที่สามารถอธิบายได้ด้วยเภสัชพันธุศาสตร์ โดยในปัจจุบันการตรวจยีนก่อนการใช้ยาบางชนิด จึงช่วยป้องกันอาการแพ้รุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ และทำให้ช่วยการเลือกใช้ยาและขนาดยาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของผู้ป่วย อันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสุขภาพ และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่เกิดจากการแพ้ยารุนแรง

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง และมะเร็งที่พบบ่อย

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคมะเร็งคือหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ของคนทั่วโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องดูแลตัวเองและคนที่เรารักเกี่ยวกับมะเร็ง และทำความรู้จักสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งที่พบบ่อย เพราะจะช่วยให้เราสามารถตรวจพบและรักษาได้ในระยะเริ่มต้น จะทำให้เพิ่มโอกาสรอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับประเทศไทยพบว่ามีมะเร็ง 3 อันดับต้นที่พบบ่อยที่สุด คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งสามชนิดนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกรรมพันธุ์ และอายุที่มากขึ้น ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเคยเป็นมะเร็งเหล่านี้ แสดงว่าเรามีความเสี่ยง และเมื่อเราแก่ลง ร่างกายทำงานมานานก็มีโอกาสเกิดมะเร็งทั้งสามนี้มากขึ้น
มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปมีโอกาสเสี่ยง เป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะหลังอายุ 40 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ผู้หญิงมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วมาก เช่น ก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน ผู้หญิงไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี แล้วไม่ได้ให้นมบุตรด้วยนมตัวเอง และยังมีปัจจัยจากโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ล้วนเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
 สัญญาณที่ต้องสังเกต คือถ้าคลำพบก้อนที่บริเวณเต้านม หรือใต้รักแร้ โดยทั่วไปมักไม่เจ็บ และเปลี่ยนแปลงรูปร่างของก้อนเนื้อ ลักษณะเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น หัวนมบุ๋มลงไป หรือมีแผลเรื้อรัง ผิวของเต้านมหยาบคล้ายเปลือกส้มและมีรอยบุ๋ม มีผื่นแดงที่รักษาไม่หาย มีอาการปวดที่เต้านม หรือปวดรักแร้ตลอดเวลา หากมีอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันที
มะเร็งปอด เกิดจากปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะสูบเอง หรือเป็นผู้รับควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ การสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง เช่น แร่ใยหิน หรือสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม มลภาวะทางอากาศ เช่น PM 2.5 ก็เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดเช่นกัน และต้องไม่ลืมเรื่องพันธุกรรมด้วย ยิ่งถ้ามีคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่มากขึ้นก็เสี่ยงมากขึ้น 
สัญญาณเตือนของโรค คือ ไอติดต่อเป็นเวลานาน เช่น นานเกินสองถึงสามสัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจได้สั้น หรือหายใจมีเสียงหวีด เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือเจ็บขณะหายใจลึก อ่อนเพลีย เสียงแหบเรื้อรัง ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบบ่อยครั้ง หากมีอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันที
มะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่ชอบรับประทานอาหารไขมันสูง เนื้อแดง อาหารแปรรูป แต่รับประทานอาหารส่วนที่เป็นกากใยผักผลไม้น้อย จะมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังพบในกลุ่มคนมีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือมีติ่งเนื้อที่ลำไส้ รวมถึงมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีปัญหาโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เหล่านี้คือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
 อาการที่สังเกตพบเบื้องต้นคือ การขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายไม่สุด ถ่ายบ่อย หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ ลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไปหรือผิดปกติ เช่น อุจจาระมีลักษณะเป็นลำเล็กลง มีเลือดปน อาจจะสีสดหรือสีคล้ำก็ได้ มีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดเกร็งในช่องท้องบ่อย มีภาวะโลหิตจาง เช่น ซีด อ่อนเพลียง่าย หน้ามืด
และยังมีสัญญาณเตือนที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับโรค แต่จะรู้อีกทีเมื่อมะเร็งลุกลามแล้ว คือ น้ำหนักลดรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ หากน้ำหนักลดมากกว่า 10 % ในเวลา 6 เดือน โดยไม่ได้ควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกายหนัก มีอาการเหนื่อยอ่อนเพลียอย่างผิดปกติ แม้จะพักผ่อนเพียงพอก็ไม่ดีขึ้น มีไข้เรื้อรัง โดยเฉพาะไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุและเป็นยาวนาน มีการเจ็บปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองการรักษาทั่วไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น ไฝเปลี่ยนสี ขนาด รูปร่าง หรือแผลที่รักษาไม่หาย หากมีสิ่งเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว
ส่วนประเด็นเกี่ยวข้องกับยาที่พบบ่อย ๆ คือ ผู้ป่วยมักไปขอซื้อยาบรรเทาอาการไอเรื้อรัง ยารักษาอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียที่เกิดกับตัวเองเป็นเวลานาน แล้วรักษาไม่หายขาด แล้วกินยาบรรเทาปวดเป็นประจำ อาการเหล่านี้ดูเหมือนอาการของโรคทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง ครั้นเมื่อใช้ยาบรรเทาแล้วอาการก็อาจดีขึ้น 
อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมถึงมีอาการอื่นร่วมด้วย เภสัชกรแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ ขอย้ำว่า การรักษาโรคมะเร็งนั้น หากรู้เร็วก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

คนในบ้านเมืองของเราน่าจะคุ้นเคยกับการเป็นไข้และการใช้ยาลดไข้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยเป็นไข้ค่อนข้างบ่อย 
อาการไข้เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดเมื่อร่างกายต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือการอักเสบ โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังเป็นสัญญาณบอกเราว่ากำลังมีภาวะผิดปกติ
สาเหตุของไข้มีตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจากโรคภูมิต้านตนเอง ผลข้างเคียงจากยา การฉีดวัคซีน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด ความเครียดเรื้อรังก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบและมีไข้ได้เช่นกัน
เราจะรู้ว่าเป็นไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 36.2–37.5°C หากสูงเกินช่วงนี้ถือว่าเริ่มมีไข้ โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 37.6–38.3°C  
ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 38.4–39.4°C  
ไข้สูง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 39.5–40.5°C 
แต่ถ้าอุณหภูมิร่ายกายเกิน 40.5°C จัดว่าไข้สูงมาก  
การวัดไข้ ทำได้ช่องทาง แต่ละวิธีที่ใช้วัดอุณหภูมิจะมีผลต่อค่าที่ได้ เช่น การวัดอุณหภูมิใต้ลิ้นและทางหูมักให้ค่าที่แม่นยำที่สุด  
แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะได้จัดการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง 
ส่วนการลดไข้มีหลายวิธี เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามข้อพับ เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ ควรพักในห้องที่อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงห้องร้อนหรืออับ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น และต้องดื่มน้ำให้มาก หรือดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการระบายความร้อน  
ยิ่งเด็กเล็กที่เป็นไข้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไข้สูงมาก อาจจะทำมีอาการชัก ต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออก
การใช้ยาลดไข้ ตัวยาหลักและเป็นยาตัวแรกที่ขอให้เลือกใช้ ในกรณีผู้ป่วยไม่แพ้หรือป่วยเป็นโรคตับ ได้แก่ พาราเซตามอล (ได้กล่าวถึงโดยละเอียดเกี่ยวกับยาพาราเซตามอลไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่ายาพาราเซตามอล ก็คือ ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด 
ขนาดแนะนำทั่วไปในเด็กคือ 5–10 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง โดยมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน 
ส่วนขนาดสำหรับผู้ใหญ่คือ 200-400 มิลลิกรัม/ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง 
สามารถขอให้เภสัชกรช่วยคำนวน และกำหนดขนาดยาให้น่าจะดีกว่า แต่ยานี้มีข้อควรระวังมากกว่ายาพาราฯ คือ ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ และยานี้มีอุบัติการการแพ้มากกว่ายาพาราเซตามอล 
ดังนั้น หลังการใช้งานต้องติดตามอาการ ถ้ามีอาการผื่นขึ้น หายใจติดขัดแสดงว่าแพ้ยา ต้องหยุดใช้ยาทันที หากอาการรุนแรงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากเรื่องการแพ้ยาแล้ว ยาไอบูโพรเฟนยังมีข้อควรระวังสำคัญอีก 2 อย่างคือ กัดกระเพาะ จึงต้องรับประทานหลังอาหารทันที และอาจทำให้ไตวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยงไตวายอยู่ก่อนแล้ว 
แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นไข้ที่โดยทราบสาเหตุ หรือไม่มั่นใจในสาเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด เนื่องจากจะทำให้บางโรคมีภาวะที่แย่ลง และเป็นอันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก  
แต่ถ้าหากใช้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5°C นานเกิน 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม อาเจียน หรือหายใจลำบาก ต้องไปพบแพทย์ทันที
นอกจากยาฝรั่งแล้ว ก็มียาไทย และยาสมุนไพรไทยสำหรับลดไข้ ซึ่งมีหลายชนิดตามภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับบางส่วน เช่น  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาจันทน์ลีลา เป็นต้น 
ถ้าต้องใช้ยา และต้องการคำแนะนำขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อจะได้ใช้ยาได้ถูกต้องเหมาะสม
สรุป ไข้เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ การใช้ยาลดไข้ที่แนะนำ (ถ้าไม่แพ้) คือ พาราเซตามอล นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรบรรเทาไข้ด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดื่มน้ำมากเปล่ามากๆ 
แต่หากรักษาด้วยตนเองภายใน 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยและข้อเตือนว่าระยะนี้มีไข้เลือดออกระบาด จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ยาให้ถูกต้อง หากกรักษาอาการผิด หรือล่าช้าเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้อีดำอีแดง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้อีดำอีแดง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้อีดำอีแดง

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้ถามผู้เขียนเรื่องไข้ในเด็กเมื่อเวลาป่วยแล้ว ที่ลิ้นมีตุ่มขึ้นและถ้าไม่ดูแลให้ดีจะกลายเป็นโรคหัวใจ คำถามคือโรคนี้มีจริงไหม และร้ายแรงมากหรือเปล่า เพราะมีลูกหลานยังเด็กเล็กก็จึงเป็นห่วง วันนี้เลยขอนำเสนอไข้อีดำอีแดงให้ทราบ

โรคที่ว่านี้มีอยู่จริง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ไข้อีดำอีแดง หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Scarlet fever พบในเด็กอายุ 5-15 ปี ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีนัส (Streptococcus pyogenes) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สเตรปโตค็อกคัส กรุ๊ปเอ เป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้หลายชนิด ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และเมื่อติดเชื้อนี้ก็ก่อโรคได้หลากหลาย

การติดเชื้อชนิดนี้พบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยเรียน (อายุ 5-15 ปี) โรคที่พบบ่อย ได้แก่ คออักเสบ จะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก มีไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมทอนซิลบวมแดง อาจมีจุดหนองสีขาวหรือฝ้าขาวที่ต่อมทอนซิล ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมและเจ็บ มักไม่มีอาการไอ แต่หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น ไข้อีดำอีแดง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดผื่นแดงทั่วร่างกาย มักเริ่มที่คอ หน้าอก และกระจายไปทั่วตัว ที่ลิ้นมีลักษณะเป็นปุ่มแดงคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ ผิวอาจลอกเป็นขุยหลังจากผื่นหายไป
อีกโรคหนึ่งได้แก่ ไข้รูมาติกซึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียโดยตรง แต่เกิดจาก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อ แต่ภูมิต้านทานเหล่านี้กลับไปทำลายเนื้อเยื่อปกติของตัวเองในร่างกายด้วย เช่น หัวใจ ข้อต่อ สมอง และผิวหนัง มักปรากฏขึ้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังจากมีอาการคออักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว
การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะร้ายแรงมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเกิดความเจ็บป่วยจากการติดเชื้อเริ่มแรกได้รับการรักษาที่เหมาะสม และทันเวลาหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงถ้าเริ่มเป็น ก็รักษาได้ไม่อยาก ยาที่ใช้สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้คือ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน หรือใช้กลุ่มอื่นถ้าผู้ป่วยแพ้ยากลุ่มเพนนิซิลิน แต่ที่สำคัญคือ การใช้ยาปฏิชีวนะต้องมีระยะเวลานานพอ โดยทั่วไปต้องรับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันนาน 10 วัน ซึ่งถ้าเริ่มมีอาการแล้วรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยได้ถูกต้อง และรับประทานยาปฏิชีวนะนานเพียงพอ ร่วมกับใช้ยาต่าง ๆ ตามอาการ ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายร้ายแรงตามมา
การป้องกันการติดเชื้อก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียน เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย การรักษาอนามัยส่วนบุคคลที่ดี จึงเป็นด่านแรกของการป้องกัน ต้องสอนเด็ก ๆ ให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังไอ จาม ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า หรือสิ่งของส่วนตัวอื่น ๆ ร่วมกับผู้อื่น และเมื่อไอหรือจาม ควรใช้ทิชชูหรือข้อศอกด้านในปิดปากและจมูก จากนั้นทิ้งทิชชูลงถังขยะทันที แล้วล้างมือให้สะอาด
นอกจากสุขอนามัยส่วนบุคคลแล้ว การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการอยู่ในบริเวณที่มีคนจำนวนมาก อากาศถ่ายเทไม่สะดวก จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มาก
การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค และเมื่อเจ็บป่วย ต้องรักษารับประทานยาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจนรักษาได้ยาก

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุขภาพของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจากการเรียน ทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม ล้วนมาจากความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าสภาพจิตใจอาจจะแย่บ้าง แต่ถ้าร่างกายยังแข็งแรง ก็ยังมีหวังว่าจะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา
ตามปกติเรารู้ว่าความแข็งแรงทางกายเบื้องต้น มาจากกินดี นอนดี ออกกำลังกายดี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร เช่น เวลา เงินทอง ทำให้ช่วงที่เราหาของกินประจำวัน ก็มุ่งเน้นแบบรวดเร็ว อิ่มท้อง ราคาถูก โดยอาจไม่สนใจด้านโภชนาการหรือคุณค่าของอาหา เมื่อกินอาหารไม่ดี ไม่มีคุณภาพนาน ๆ เข้า ก็เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ แถมยังขาดแร่ธาตุแลวิตามินจำเป็น มีข้อมูลและการวิจัยด้านสาธารณสุขจากทั่วโลก รวมถึงไทย พบว่าคน

บางกลุ่มขาดวิตามินและแร่ธาต โดยวิตามินที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มขาดมากที่สุด คือ
1. ขาดวิตามินดี ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีมากที่สุด แม้เป็นประเทศที่มีแสงแดดจัดตลอดปีก็ตาม สาเหตุหลัก เพราะว่า ชอบหลีกเลี่ยงแสงแดด และด้วยเหตุของการใช้ชีวิตในเมืองที่มีตึกสูงบดบังแสงแดด แล้วยังไม่ชอบออกไปไหนในเวลามีแสดแดดจัด ๆ เรียกว่าชีวิตปกติไม่เคยสัมผัสแสงแดดเลย แถมใช้ครีมกันแดด แต่งกายมิดชิดจนไม่มีผิวกายส่วนไหนได้รับแสงแดด ส่วนในผู้สูงอายุก็พบว่าร่างกายมีประสิทธิภาพสังเคราะห์วิตามินดีลดลง และโรคบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมไขมัน ซึ่งวิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส วิตามินดีสำคัญต่อกระดูกและฟัน และมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน, การทำงานของกล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยรวม
2. ขาดวิตามินบี12 พบบ่อยได้ในกลุ่มที่จำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น มังสวิรัติ หรือวีแกน เนื่องจากวิตามิน B12 พบมากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามิน B12 ลดลงตามวัย และพบได้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้บางชนิด หรือผู้ที่ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหาการดูดซึมเช่นกัน ทั้งนี้ วิตามินบี12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และการทำงานของระบบประสาท และสมอง
3. ขาดโฟเลต (วิตามินบี 9) โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผักใบเขียวไม่เพียงพอ โฟเลตจำเป็นต่อการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเม็ดเลือดแดง และที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาของทารกในครรภ์
4. ขาดวิตามินซี ในกลุ่มผู้บริโภคผักและผลไม้สดน้อยมากจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยต้านอนุมูลอิสระ
5. ขาดวิตามินบี 1 แม้จะพบน้อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคข้าวขาวเป็นหลักโดยไม่ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เสริม และกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรัง วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและพลังงาน รวมถึงการทำงานของระบบประสาท
อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดวิตามิน มักมีสัญญาณที่ไม่จำเพาะเจาะจงชัดเจนนัก และอาจทับซ้อนกับภาวะอื่น ๆ ได้ ทำให้บางครั้งสังเกตได้ยากโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายพยายามบอกว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ได้แก่
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาจเกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามินดี,ซี และวิตามินกลุ่มบี รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินบีบางชนิด ทำให้คุณอาจรู้สึกเพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนมากแล้วก็ตาม
• ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ผม และเล็บ บางท่านที่ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือเป็นผื่น อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินเอ, อี, ซี หรือวิตามินในกลุ่มบี เช่น ในกรณีผมร่วง ผมเปราะบาง เล็บเปราะหักง่าย อาจเกี่ยวข้องกับการขาดไบโอติน วิตามินบี 12 และวิตามินซี หรือในกรณีที่เป็นปากนกกระจอก (มุมปากแตก) แผลในปาก ลิ้นอักเสบ หรือลิ้นแดงเรียบ เป็นสัญญาณคลาสสิกของการขาด วิตามินบี2, บี3, บี6, บี12 และโฟเลต ถ้าเหงือกบวม แดง มีเลือดออกง่าย มักเป็นอาการเริ่มต้นของการขาดวิตามินซี
• มองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย หรือตอนกลางคืน เป็นอาการเริ่มต้นที่สำคัญของการขาดวิตามินเอ
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่หลัง หรือขา อาจเป็นสัญญาณเริ่มแรกของการขาดวิตามินดี แต่ถ้าเป็นตะคริวบ่อย หรือรู้สึกชา ๆ เจ็บจี๊ด ๆ คล้ายเข็มทิ่ม ตามปลายมือปลายเท้า อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินดี, บี1,  บี6 และบี12
• ความผิดปกติทางอารมณ์และสมาธิ เช่น รู้สึกหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือมีอาการคล้ายซึมเศร้าเล็กน้อย อาจเกี่ยวข้องกับการขาด วิตามินบี3, บี6, บี12, โฟเลต หรือวิตามินดี
อาการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นแต่ไม่จำเพาะเจาะจง และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ ได้ แต่การขาดวิตามินมักจะค่อย ๆ สะสมปัญหาให้ร่างกาย ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด ถ้าหากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับคำแนะนำเพื่อนำไปปรับปรุงด้านโภชนาการ หรือพิจารณาการเสริมวิตามินอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการใช้ยาแก้อักเสบ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น ป่วยมาด้วยอาการหลัก คือ มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก มีเสมหะสีเขียว แล้วถามหายาแก้อักเสบ แต่สิ่งที่คาดหวัง คือได้ยาเพื่อฆ่าเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะ (antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อ (antimicrobials) บางคนมีตัวอย่างยามาเพื่อแสดงประกอบการขอซื้อยา (ไม่ทราบว่านำตัวอย่างมาจากไหน) แล้วบอกเภสัชกรว่าต้องการยาตัวนี้
อีกกรณีหนึ่งที่อาจพบคือ คนไข้มาด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายหนัก มาขอซื้อยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ กรณีนี้อาจไม่มีชื่อยาหรือตัวอย่างยามาด้วย แต่ความเข้าใจของผู้ป่วยคือ ต้องการยาแก้อักเสบ เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งหากซักประวัติแล้วไม่มีข้อห้ามใช้ ยาที่ผู้ป่วยรายนี้จะได้คือยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs หรือเอ็นเสด) ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้อาจเป็นที่รู้จักกันดี คือ ไอบูโพรเฟน เซเลค็อกสิบ เป็นต้น

ผู้อ่านอาจสงสัยว่า คำว่ายาแก้อักเสบ คือยาแก้อะไรกันแน่ ขอย้ำว่าอาการอักเสบ (Inflammation) คือ การตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อการบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือการระคายเคือง เป็นกลไกสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องร่างกาย และเริ่มต้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง เมื่อร่างกายเกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารเคมีต่าง ๆ ไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม (เช่น เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส) สารระคายเคือง หรือเนื้อเยื่อที่เสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซม อาการที่ปรากฏขึ้นในบริเวณที่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวด บวม แดง ร้อน นั่นหมายความว่า การอักเสบ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อต่าง ๆ ก็ได้
คนทั่วไปเรียกยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ ว่ายาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่การใช้ยาผิด แล้วอาจนำยาปฏิชีวนะไปใช้ ในกรณีเกิดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ นอกจากกินยาแล้วโรคไม่หาย แล้วยังเสี่ยงต่อการแพ้ยา หรือดื้อยาด้วย
ในทางกลับกัน เช่น ผู้ป่วยเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ แต่ไปใช้ยา NSAIDs ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ก็อาจจะไม่หาย และทำให้การติดเชื้อรุนแรงมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยาทั้งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มยาที่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์มากที่สุด ทั้งเรื่องของการเกิดอาการแพ้ยาและการเกิดผลข้างเคียง ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาทั้งสองกลุ่มให้ปลอดภัยกันดีกว่า
การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย

  • ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนใช้
  • กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง โดยต้องกินยาให้หมดตามขนาด และระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การหยุดยาก่อนกำหนดอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่ตายหมด ทำให้เชื้อเหล่านั้นพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาได้ และทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น
  • กินยาให้ตรงเวลา เพื่อรักษาระดับยาในร่างกายให้คงที่และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ
  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด (เช่น แพ้ยาเพนิซิลลิน, ซัลฟา) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรง และแจ้งโรคประจำตัว หรือยาอื่นๆ ที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
  • เก็บรักษายาในที่แห้ง ไม่ชื้น และพ้นจากแสงแดด ทำตามคำแนะนำบนฉลาก และยาบางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น (เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดน้ำสำหรับเด็กบางตัว)

วิธีใช้ยากลุ่ม NSAIDs อย่างปลอดภัย

  • ใช้ในขนาดที่เหมาะสมและไม่เกินปริมาณที่แนะนำ โดยอ่านฉลากยาให้ละเอียด และรับประทานตามขนาดและระยะเวลาที่แนะนำ ห้ามเพิ่มขนาดยาเอง เพราะไม่ได้ช่วยให้ออกฤทธิ์ดีขึ้น แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ถ้าไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
  • รับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เนื่องจากยาบางชนิดมักทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที จะช่วยลดผลข้างเคียงนี้ลงได้มาก
  • ใช้ยาเท่าที่จำป็น ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ มีผลข้างเคียงสูงต่อกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจมีเลือดออก หรือถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ อาการที่บ่งชี้ เช่น ปวดท้อง เสียดท้อง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ

นอกจากนี้ ยา NSAIDs ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และอาจส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้การกรองของเสียของไตลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่ภาวะขาดน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs หรือใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ภายใต้การดูแลของแพทย์

  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว (โดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหาร ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง) และยาอื่น ๆ ที่กำลังใช้อยู่ ส่วนหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ

ขอย้ำว่า ยาแก้อักเสบอาจก่อปัญหาใหญ่ได้ เราจึงต้องปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ ก่อนใช้ยา เพื่อให้ใช้ยาให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนในบ้านเมืองของเราน่าจะคุ้นเคยกับการเป็นไข้และการใช้ยาลดไข้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยเป็นไข้ค่อนข้างบ่อย 
อาการไข้เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดเมื่อร่างกายต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือการอักเสบ โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังเป็นสัญญาณบอกเราว่ากำลังมีภาวะผิดปกติ
สาเหตุของไข้มีตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจากโรคภูมิต้านตนเอง ผลข้างเคียงจากยา การฉีดวัคซีน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด ความเครียดเรื้อรังก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบและมีไข้ได้เช่นกัน
เราจะรู้ว่าเป็นไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 36.2–37.5°C หากสูงเกินช่วงนี้ถือว่าเริ่มมีไข้ โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 37.6–38.3°C  
ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 38.4–39.4°C  
ไข้สูง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 39.5–40.5°C 
แต่ถ้าอุณหภูมิร่ายกายเกิน 40.5°C จัดว่าไข้สูงมาก  
การวัดไข้ ทำได้ช่องทาง แต่ละวิธีที่ใช้วัดอุณหภูมิจะมีผลต่อค่าที่ได้ เช่น การวัดอุณหภูมิใต้ลิ้นและทางหูมักให้ค่าที่แม่นยำที่สุด  
 

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะได้จัดการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง 
ส่วนการลดไข้มีหลายวิธี เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามข้อพับ เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ ควรพักในห้องที่อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงห้องร้อนหรืออับ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น และต้องดื่มน้ำให้มาก หรือดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการระบายความร้อน  
ยิ่งเด็กเล็กที่เป็นไข้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไข้สูงมาก อาจจะทำมีอาการชัก ต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออก
การใช้ยาลดไข้ ตัวยาหลักและเป็นยาตัวแรกที่ขอให้เลือกใช้ ในกรณีผู้ป่วยไม่แพ้หรือป่วยเป็นโรคตับ ได้แก่ พาราเซตามอล (ได้กล่าวถึงโดยละเอียดเกี่ยวกับยาพาราเซตามอลไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่ายาพาราเซตามอล ก็คือ ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด 
ขนาดแนะนำทั่วไปในเด็กคือ 5–10 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง โดยมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน 
ส่วนขนาดสำหรับผู้ใหญ่คือ 200-400 มิลลิกรัม/ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง 
สามารถขอให้เภสัชกรช่วยคำนวน และกำหนดขนาดยาให้น่าจะดีกว่า แต่ยานี้มีข้อควรระวังมากกว่ายาพาราฯ คือ ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ และยานี้มีอุบัติการการแพ้มากกว่ายาพาราเซตามอล 
ดังนั้น หลังการใช้งานต้องติดตามอาการ ถ้ามีอาการผื่นขึ้น หายใจติดขัดแสดงว่าแพ้ยา ต้องหยุดใช้ยาทันที หากอาการรุนแรงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากเรื่องการแพ้ยาแล้ว ยาไอบูโพรเฟนยังมีข้อควรระวังสำคัญอีก 2 อย่างคือ กัดกระเพาะ จึงต้องรับประทานหลังอาหารทันที และอาจทำให้ไตวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยงไตวายอยู่ก่อนแล้ว 
แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นไข้ที่โดยทราบสาเหตุ หรือไม่มั่นใจในสาเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด เนื่องจากจะทำให้บางโรคมีภาวะที่แย่ลง และเป็นอันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก  
แต่ถ้าหากใช้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5°C นานเกิน 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม อาเจียน หรือหายใจลำบาก ต้องไปพบแพทย์ทันที
นอกจากยาฝรั่งแล้ว ก็มียาไทย และยาสมุนไพรไทยสำหรับลดไข้ ซึ่งมีหลายชนิดตามภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับบางส่วน เช่น  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาจันทน์ลีลา เป็นต้น 
ถ้าต้องใช้ยา และต้องการคำแนะนำขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อจะได้ใช้ยาได้ถูกต้องเหมาะสม
สรุป ไข้เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ การใช้ยาลดไข้ที่แนะนำ (ถ้าไม่แพ้) คือ พาราเซตามอล นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรบรรเทาไข้ด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดื่มน้ำมากเปล่ามากๆ 
แต่หากรักษาด้วยตนเองภายใน 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยและข้อเตือนว่าระยะนี้มีไข้เลือดออกระบาด จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ยาให้ถูกต้อง หากกรักษาอาการผิด หรือล่าช้าเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย