รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : บุหรี่กับสารพัดโรคร้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : บุหรี่กับสารพัดโรคร้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : บุหรี่กับสารพัดโรคร้าย

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก แต่แม้จะมีวันงดสูบบุหรี่ของมนุษยโลก แต่โลกนี้ก็ยังมีโรงงานผลิตบุหรี่ และยังมีคนสูบบุหรี่ สรุปว่า รณรงค์ให้หยุดสูบก็ทำกันไป แต่ก็ยังมีการผลิตและมีผู้สูบต่อไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบุหรี่มีพิษภ้ยก็ตาม

พิษภัยและโทษของบุหรี่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และส่งผลเสียต่อสุขภาพ เรื่องนี้หลายคนก็คงรู้ แต่หลายคนอาจไม่ตระหนัก บางคนตระหนักก็เมื่อสายไปแล้ว วันนี้จะเจาะลึกว่า ในกรณีที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ แต่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป การดำเนินไปของโรคจะเป็นอย่างไร แตกต่างกับคนไม่สูบบุหรี่อย่างไร หากรู้เรื่องนี้แล้ว น่าจะทำให้เกิดความตระหนักรู้ แล้วเป็นแรงบันดาลใจให้เลิกสูบบุหรี่

ถึงแม้ว่าบนซองบุหรี่จะมีภาพน่าเกลียด น่ากลัวมากแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าไม่ได้ทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ยุคปัจจุบันมีวัยรุ่นสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ผู้เขียนหนักใจ เพราะเกรงว่าวัยรุ่นวัยเรียนที่สัดส่วนประชากรไม่มากนักเมื่อเทียบกันคนวัยชรา หากวัยรุ่นสูบบุหรี่จัด ๆ จะเติบโตไปเป็นคนวัยทำงานที่น่าเป็นห่วงสุขภาพ อาจจะเจ็บป่วยหลายโรค ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแบบที่ชอบพูดกันว่า no limit  เพราะป่วยเป็นโรคประจำตัวจากบุหรี่

บุหรี่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคต่าง ๆ ได้มาก เริ่มจากระบบหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ที่มีคนเป็นบ่อยที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง ถ้าความดันสูง กินยาแล้ว แต่ยังสูบบุหรี่ ผลการควบคุมความดันโลหิตอาจไม่ดี เพราะนิโคตินในบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น นิโคตินยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น 

ดังนั้นคนที่เป็นโรคหลอดเลือดตีบ โรคก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก ผลรวมก็คือ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดหัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ หลายคนที่อายุมากขึ้น แต่ผลตรวจร่างกายยังดี ความดันปกติ เบาหวานก็ไม่เป็น แต่มีไขมันในเลือดสูงนิดหน่อย ก็อย่าย่ามใจแล้วสูบบุหรี่ต่อไป ข้อให้รู้ไว้ว่านิโคติน และสารพิษอื่น ๆ ในควันบุหรี่มีบทบาทสำคัญทำให้เกิดหลอดเลือดอักเสบ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง และทำให้เกิดแผ่นพอกหรือคราบในหลอดเลือดที่ประกอบด้วย ไขมัน เซลล์อักเสบ พังผืด และแคลเซียม ซึ่งคราบนี้จะสะสมอยู่ในชั้นในของผนังหลอดเลือดแดง และเมื่อหนามากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดแคบลงหรือตีบตัน จนอาจเกิดอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และถ้าคราบดังกล่าวหลุดออกมา จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ หลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันได้

สำหรับโรคในระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่คนเป็นกันมาก บางคนเข้าใจว่าไม่เกี่ยวอะไรกับการสูบบุหรี่ แต่ที่จริงนิโคตินในบุหรี่ทำให้อินสุลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความไวน้อยลง ผลก็คือการควบคุมน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่จะยากขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินมากขึ้น การเป็นโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานก็ง่ายและรุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต

อีกโรคหนึ่งที่คนสูบบุหรี่มักไม่นึกถึงว่ามันจะเกี่ยวกันคือ กระดูกพรุน แต่การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อโรคนี้อย่างมากมาย นิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่ ลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก และเพิ่มการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ลดการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้หญิงบุหรี่ทำให้หมดประจำเดือนเร็วขึ้น ขาดเอสโตรเจนเร็ว เสียมวลกระดูกเร็ว ผลรวมๆ คือ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะสะโพก สันหลัง ข้อมือ ที่แย่ก็คือบุหรี่ทำให้เสียความสมดุลและมวลกล้ามเนื้อ ทำให้หกล้มง่ายขึ้นด้วย

ส่วนโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเดินหายใจและปอด รวมถึงมะเร็ง ในแง่ของการใช้ยา ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงที่กล่าวแล้วข้างต้น จะมีความยากลำบากมากกว่าในการปรับสูตรยาและขนาดยา อาจจะต้องใช้ยาขนาดสูงกว่า หรือเพิ่มชนิดของยาเข้าไปในสูตรการรักษา เมื่อเพิ่มทั้งชนิดและขนาดยา ย่อมต้องเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา ดังนั้น มันจะดีกว่ามาก หากผู้ป่วยสามารถเลิกบุหรี่ได้ ประสิทธิผลในการรักษารวมถึงความปลอดภัยในการใช้ยาก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก เพราะฉะนั้นในระยะนี้ขอนำเสนอเรื่องพิษภัยร้ายของบุหรี่ และขอแนะนำวิธีการเลิกสูบบุหรี่ เพื่อให้คนที่ไม่สูบบุหรี่ หรือเคยสูบแต่สามารถเลิกได้ จะได้มีสุขภาพดีมากขึ้น 

หลายคนคงรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ว่าทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นานา และก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยสูบบุหรี่ต่อไป ดังนั้น วันนี้จะเจาะลึกลงไปว่า ถ้าหากป่วยเป็นโรคต่าง ๆ แต่ยังคงสูบบุหรี่ การดำเนินของโรคจะเป็นอย่างไร แล้วมีความแตกต่างจากคนที่ไม่สูบบุหรี่อย่างไร เชื่อว่าหากคุณอ่านบทความนี้แล้วน่าจะทำให้เกิดความตระหนักรู้ แล้วมีแรงบันดาลใจช่วยให้เลิกบุหรี่ได้

ก่อนจะไปพูดเรื่องผลต่อโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากบุหรี่ ก็ต้องบอกว่า ทุกวันนี้ปรากฏว่าเด็กไทย และคนไทยยังคงสูบบุหรี่ และเห็นชัดว่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น ถึงแม้ว่าบนซองบุหรี่จะมีภาพน่าเกลียดน่ากลัวมากแค่ไหนก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าไม่ช่วยลดการสูบบุหรี่ลง 

ปัจจุบันพบว่าวัยรุ่นสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ราวกับว่าทำสิ่งที่โก้เก๋ ผู้เขียนจึงค่อนข้างหนักใจ เพราะวิตกว่าวัยรุ่นวัยเรียนที่นับวันจะมีจำนวนน้อยลงทุกที เด็กวัยรุ่นที่สูบบุหรี่นั้น เมื่อเติบโตเป็นวัยทำงานก็จะมีปัญหาสุขภาพ และเจ็บป่วยด้วยโรคหลายชนิด  กลายเป็นคนมีโรคประจำตัวสารพัดโรคเพราะการสูบบุหรี่

บุหรี่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคต่าง ๆได้ เช่น เริ่มจากระบบหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ที่มีคนเป็นบ่อยที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง ถ้าความดันสูง แล้วกินยาคุมความดัน แต่ยังสูบบุหรี่ ผลการควบคุมความดันโลหิตอาจจะไม่ดี เพราะนิโคตินในบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น 

นิโคตินยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น ดังนั้น คนที่เป็นโรคหลอดเลือดตีบ โรคก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ผลคือ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดหัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต หลายคนที่อายุเริ่มมากขึ้น แต่ผลตรวจร่างกายยังอยู่ในสภาวะที่ดี ความดันปกติ ไม่เป็นเบาหวาน แต่มีไขมันในเลือดสูงนิดหน่อย ก็อย่าย่ามใจแล้วสูบบุหรี่ต่อไป 

ต้องย้ำว่านิโคติน และสารพิษอื่น ๆ ในควันบุหรี่มีส่วนสำคัญทำให้หลอดเลือดอักเสบ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง แล้วยังทำให้เกิดแผ่นพอกหรือคราบในหลอดเลือดที่ประกอบด้วย ไขมัน เซลล์อักเสบ พังผืด และแคลเซียม โดยคราบนี้จะสะสมอยู่ที่ชั้นในของผนังหลอดเลือดแดง แล้วเมื่อมันหนามากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดแคบลงหรือตีบตัน จนทำให้เกิดอาการโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง แต่ถ้าคราบนั้นหลุดออกมา ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันได้ด้วย

สำหรับโรคในระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ขอบอกว่าเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นโรคนี้เยอะมาก แต่อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ แต่ความจริงนั้น นิโคตินในบุหรี่ทำให้อินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความไวน้อยลง ผลคือการควบคุมน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานแล้วยังคงสูบบุหรี่ จะมีปัญหาควบคุมน้ำตาได้ยากขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินหนักขึ้น และเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ง่ายและรุนแรงขึ้น เช่น เบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต

อีกโรคหนึ่งที่คนสูบบุหรี่มักไม่นึกว่าเกี่ยวกันคือ กระดูกพรุน ขอบอกว่าการสูบบุหรี่มีผลเสียต่อโรคกระดูกพรุนอย่างมาก นิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่ จะไปทำให้เกิดภาวะลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก แต่เพิ่มการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ลดการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้หญิง บุหรี่ทำให้หมดประจำเดือนเร็วขึ้น ขาดเอสโตรเจนเร็ว เสียมวลกระดูกเร็ว ผลโดยรวมคือ เสี่ยงการเกิดกระดูกหักมากขึ้น โดยเฉพาะกระดูดสะโพก สันหลัง ข้อมือ แต่ที่แย่กว่าคือบุหรี่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลและมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หกล้มง่ายขึ้น

ส่วนโรคอื่น ๆ เช่น ทางเดินหายใจและปอด และมะเร็ง ในแง่ของการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงโรคที่กล่าวในข้างต้น จะทำให้มีความยากลำบากมในการปรับสูตรยาและขนาดยา อาจต้องใช้ยาขนาดสูงกว่า หรือเพิ่มชนิดของยาเข้าไปในสูตรการรักษา เมื่อเพิ่มทั้งชนิดและขนาดยา ย่อมเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เพราะฉะนั้น มันจึงดีกว่าหากผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิผลการรักษา และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาด้วย
รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาคลายเครียดให้ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาคลายเครียดให้ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาคลายเครียดให้ถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเขียนเรื่องความเครียดและการจัดการแก้ความเครียดไปแล้ว ก็มีคำถามว่า ผู้ที่ต้องใช้ยาตัวนี้มีความกังวลว่าใช้ยาแล้วจะมีผลเสียต่อร่างกายในระยะสั้นและยาวอย่างไรบ้าง สัปดาห์นี้จะขยายความเรื่องยาคลายเครียด เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น
ก่อนอื่นต่องย้ำว่า ยาคลายเครียดหรือยารักษาอาการวิตกกังวล ต้องสั่งโดยแพทย์หรือจิตแพทย์เท่านั้น คนที่กำลังเครียดและอยากจะใช้ยาคลายเครียดจึงต้องไปพบแพทย์ เพื่อประเมินความจำเป็น และการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อห้ามใช้ยาตัวนี้ 

ยาคลายเครียดมีหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีข้อห้าม หรือข้อควรระวังการใช้แตกต่างกัน ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepine) ห้ามใช้กับคนที่มีประวัติติดสารเสพติด หรือแอลกอฮอล์ เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หญิงตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก) หญิงให้นมบุตร และผู้ป่วยตับทำงานผิดปกติรุนแรง 

ยาอีกกลุ่มที่ถูกใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวล ได้แก่ ยาต้านเศร้ากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (SSRI, selective serotonin reuptake inhibitors) รวมถึง โรคต้านเศร้ากลุ่มเอสเอ็นอาร์ไอ (SNRI, serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors) ซึ่งมียาหลากหลายรายการที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ละตัวก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามใช้แตกต่างกัน บางตัวห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ บางตัวห้ามใช้เมื่อตับไตผิดปกติ บางตัวห้ามใช้ในคนที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือมีโรคต้อหิน เป็นต้น
ส่วนผู้ที่กำลังใช้ยาอยู่ เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าเพิ่งกังวลใจแล้วเลิกใช้ยาด้วยตัวเอง เพราะกลัวตับอักเสบ ไตวาย เพราะการจะเลิกใช้ก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และต้องบอกว่าถ้าได้รับยาจากแพทย์ แล้วไปตรวจตามนัดสม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะทุกครั้ง แพทย์ต้องเช็คสิ่งที่ต้องตรวจตามระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าต้องได้ยาจากแพทย์ แต่ไม่สะดวกไปพบแพทย์  แล้วดันไปซื้อยาจากร้านยาเอง ซึ่งยาบางชนิดสามารถซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด 

สำหรับภาวะวิตกกังวลที่จำเป็นต้องใช้ยา โดยแต่ละคนอาจได้รับการรักษา และใช้ยาแตกต่างกันไป โดยระยะเวลารักษาอาจกินเวลานาน บางรายอาจเป็นเดือนไปจนถึงเป็นปี ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ บางคนพอรู้สึกดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็เลิกกินยาเอง แต่ที่จริงแล้วยาเพิ่งจะปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หรือควบคุมอาการเท่านั้น แต่เมื่อหยุดยาเอง อาการก็กลับเป็นซ้ำ แล้วอาจรุนแรงมากขึ้น แต่ตามปกติ เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วเห็นควรให้หยุดยา ก็ไม่ได้ให้หยุดยาทันที เพราะแพทย์ต้องค่อย ๆ ลดการใช้ยาลงตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันอาการขาดยา

โดยสรุป เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาคลายเครียด โดยใช้ยาอย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัยสูงสุด จำเป็นต้องทำดังนี้  (1) ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ลืม ไม่ลด ไม่งด ไม่หยุดยา หรือเพิ่มขนาดยาเอง แต่ในกรณีลืมจริง ๆ ให้กินยาทันทีเมื่อนึกได้ แต่ถ้านึกได้เมื่อใกล้กับการกินยามื้อถัดไป ให้กินยามื้อถัดไปตามปกติ แต่ห้ามกินยาเป็น 2 เท่าเพราะอาจเกิดอันตรายจากขนาดยาสูงเกินไป

(2) สังเกตอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงนอน ใจสั่น แล้วปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อปรับการใช้ เพราะอาการบางอย่างอาจเกิดขึ้นในช่วงแรก เมื่อใช้ยาไปสักพักก็จะดีขึ้น อาการบางอย่างอาจแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนเวลากินยาให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย 

(3) ไม่หยุดยาเองกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุยาหมด หรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้น แล้วอยากรู้ว่าเมื่อหยุดยาแล้วจะมีอาการอย่างไร เพราะเสี่ยงต่อการรักษาไม่ได้ผล

(4) ไม่นำยาของคนอื่นมาใช้ หรือเอายาของตนเองไปให้คนอื่นใช้ เพราะอาจไม่ตรงกับโรค ไม่เหมาะกับสภาวะบางอย่างของผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญคือการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ 

(5) ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผลการรักษา 

(6) ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วยในการรักษาโรคหรือภาวะอื่นใด ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินว่ายาคลายเครียดที่ใช้อยู่นั้นตีกับยาอื่นที่ต้องใช้หรือไม่ 

(7) ห้ามกินยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากยามีผลทำให้ง่วง ก็ต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือควบคุมเครื่องจักร

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียดคือคำตอบสุดท้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียดคือคำตอบสุดท้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียดคือคำตอบสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

สังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ การเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น แต่ก็อาจทำให้เราเครียดมากขึ้นได้ด้วย จนหลายคนบ่นว่า ทุกวันนี้อยู่ยาก ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะความสะดวกสบายมากขึ้นแต่ชีวิตกลับอยู่ยากกว่าเดิม
ดูเหมือนว่ายิ่งโลกเปลี่ยนไป คนมากมายกลับมีภาวะเครียดมากขึ้น เช่น เครียดกับปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ รวมถึงความไม่แน่นอนต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นทุกวัน บางคนเครียดกับการงาน และชีวิตส่วนตัว ถ้าหากจัดการความเครียดไม่ได้ ก็จะส่งผลต่อสุขภาพใจและสุขภาพกายด้วย


ในทางการแพทย์ ความเครียดเป็นภาวะที่ร่างกายและจิตใจตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งจากภายนอกและภายใน ที่ถูกรับรู้ว่าเป็นภัยคุกคาม หรือเกินกำลังที่จะปรับตัวได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา จิตใจ และพฤติกรรม 
ความเครียดไม่ใช่แค่รู้สึกไม่สบายใจเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการตอบสนองของร่างกายที่ซับซ้อนมาก เช่น การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล และอะดรีนาลีน ซึ่งมีผลต่อระบบประสาท หัวใจ และภูมิคุ้มกัน เมื่อประสบกับความเครียด ร่างกายจะตอบสนองโดยมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อตึง นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือกินมากผิดปกติ หงุดหงิด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า 


องค์การอนามัยโลกจัดให้ความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมากในยุคปัจจุบัน หากมีความเครียดสูงหรือเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า และวิตกกังวล เป็นต้น
ที่มาของความเครียดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เทคนิคการจัดการความเครียดที่ทุกคนสามารถเลือกหยิบไปใช้ ก่อนที่จะต้องใช้ยา ได้แก่ 
(1) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง เมื่อได้หลับสักตื่น อย่างน้อยก็น่าจะสดชื่นขึ้น ดีกว่าเครียดไปง่วงไป
(2) วางแผนจัดการเวลาหรือทรัพยากรต่าง ๆ ในชีวิตให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ วางแผนเสร็จก็น่าจะพอมองเห็นทางออกของบางปัญหา เมื่อวางแผนเสร็จเรียบร้อย ความเครียดน่าจะเบาบางลง
(3) ฝึกสมาธิ จดจ่อกับลมหายใจ อยู่กับปัจจุบันขณะ และทำใจให้สงบ  
(4) การออกกำลังกาย เมื่อได้เหงื่อ สารเอนดอร์ฟินจะหลั่งออกมาบรรเทาอาการเครียด 
(5) ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน และครอบครัว ให้ฟังเราระบายความอัดอั้นในใจ เพราะบางคนแค่มีคนให้บ่นให้ระบายก็หายเครียดได้ แต่ข้อนี้อาจจะต้องเลือกดี ๆ ถ้าบ่นให้ฟังผิดคน อาจจะเครียดกว่าเดิม


คนที่ทำทุกข้อในข้างต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือกำจัดปัจจัยที่ทำให้เครียดออกไปไม่ได้สักที อาจสงสัยว่า กินยาคลายเครียดให้จบ ๆ ไปได้หรือไม่ ตอบว่าได้ แต่ย้ำว่าการใช้ยาคลายเครียดต้องพิจารณาว่า เมื่อความเครียดหรือความวิตกกังวลนั้นมันรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน สุขภาพร่างกาย หรือจิตใจ จนไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาได้ด้วยวิธีอื่น ตัวอย่างที่แพทย์พิจารณาให้ยาคลายเครียดคือ อาการวิตกกังวลมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น วิตกกังวลจนทำงานไม่ได้ ใจสั่น เหงื่อออกง่าย เบื่ออาหาร หรือหลีกเลี่ยงสังคม นอนไม่หลับเรื้อรังจากความเครียด โดยเฉพาะเมื่อเป็นนานเกิน 2–3 สัปดาห์ และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน มีอาการทางกายที่มาจากความเครียด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ใจสั่น ความดันขึ้น โดยแพทย์ตรวจร่างกายแล้ว แต่ว่าไม่พบสาเหตุชัดเจน กรณีนี้ แพทย์พิจารณาแล้วว่าต้องใช้ยา ก็จะสั่งยาคลายเครียดให้ผู้ป่วย ยาส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แพทย์จะสั่งโดยพิจารณาเลือกยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรอบคอบ แล้วผู้ป่วยเองก็ต้องใช่ยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่กิน ๆ หยุด ๆ ลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ การจะเพิ่มยา เปลี่ยนยา ลดยา หรือหยุดยาคลายเครียด ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์เท่านั้น


สรุป ความเครียดเป็นเรื่องที่ทุกคนประสบพบเจอได้ บางคนอาจแก้ไขได้ในขั้นต้น แต่ถ้าแก้ไม่ได้ การใช้ยาก็น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น โปรดระลึกเสมอว่า การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เสพยาเสพติด ไม่ใช่หนทางคลายเครียดท หากใครใดใช้สิ่งเหล่านี้เพราะคิดว่าจะคลายเครียดได้ ขอให้ยุติทันที เพื่อชีวิตที่ดีของคุณเอง 


รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลร่างกายยามอากาศร้อนจัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลร่างกายยามอากาศร้อนจัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลร่างกายยามอากาศร้อนจัด

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

หลายคนน่าจะรับรู้ได้ว่าช่วงนี้อากาศร้อนมาก ร้อนชนิดที่หลายคนบอกเหมือนซ้อมตกนรก เพราะความร้อนระดับนี้ ขนาดคนสุขภาพดียังอยู่กลางแจ้งนานๆ ไม่ไหว แล้วยิ่งคนมีโรคประจำตัว กับเด็กหรือคนแก่ ก็จะเสี่ยงกับการเจ็บป่วยได้ สัปดาห์นี้เราจึงมาบอกเคล็ดลับการอยู่ให้รอดปลอดภัยในสภาพอากาศร้อนระอุเช่นที่พบเจอกันทุกวันนี้

โรคที่มากับอากาศร้อน ได้แก่ ภาวะขาดน้ำ โรคลมแดด อาการอ่อนเพลีย ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่ง่ายที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในเวลาอากาศร้อนจัด หากมีธุระปะปังใดๆ ที่ต้องทำกลางแจ้ง แล้วสามารถปรับเปลี่ยนเวลาได้ ก็ต้องเปลี่ยนทันที หรือหากรอไปทำในตอนเย็นที่อากาศเย็นลงก็ควรเปลี่ยนไปทำช่วงนั้น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องสวมเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย และสวมหมวกหรือร่มกันแดด สวมแว่นกันแดดด้วย แล้วหยุดพักงานทุกๆ 30 นาที ในกรณีทำงานกลางแจ้ง รวมถึงหาตัวช่วยลดความร้อน เช่น พัดลม ผ้าเย็น ไว้คอยประคบคอหรือข้อพับต่างๆ 

และต้องการเตรียมร่างกายให้ดี โดยพยายามดื่มน้ำ 1-2 แก้วทุกชั่วโมง แม้จะไม่กระหายก็ตาม แล้วอย่าดื่มแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนมากเกินไป เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แต่หากเสียเหงื่อมากๆ น้ำอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ อาจต้องเสริม
เกลือแร่ด้วย เครื่องดื่มเกลือแร่สูตรสำหรับชดเชยการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด 

แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่สำหรับกรณีท้องเสียทดแทนได้ และที่สำคัญเวลากระหายน้ำ เราอาจจะอยากดื่มน้ำอัดลมหรืออะไรหวานๆ แต่แนะนำว่าขอให้อดทนไว้ เพราะการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมจะทำให้เรากระหายน้ำมากขึ้น

โดยสรุป ถ้าเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งได้ ก็เลี่ยงเถอะโดยเฉพาะช่วงที่ต้องเลี่ยงมากที่สุดคือช่วง 10.00-15.00 น.แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็เตรียมร่างกายให้พร้อม แต่งกายให้เหมาะสมรัดกุม สวมหมวกและกางร่ม พกพัดลมและผ้าเย็น
พกน้ำดื่มสะอาดไว้ดื่มตลอดเวลา ถ้าเสียเหงื่อมากต้องปรับเป็นน้ำเกลือแร่ อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน น้ำหวานน้ำอัดลม 

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าคนเราต้องดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วซึ่งมาตรฐานของ 1 แก้ว คือ 200-250 มิลลิลิตร ดังนั้น 8 แก้วคือ 1,600-2,000 มิลลิลิตรนั่นเอง แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ความต้องการน้ำมากขึ้น เช่น กรณีอากาศร้อน หรือออกกำลังกายทำให้เสียเหงื่อมาก อาจต้องเพิ่มน้ำอีก 0.5-1 ลิตรต่อวัน ส่วนผู้ป่วยท้องเสียหรือมีไข้สูงก็ต้องการน้ำมากขึ้นเช่นกัน 

การสังเกตว่าน้ำที่รับเข้าไปในร่างกายไม่เพียงพอ ดูได้จากสีปัสสาวะ ถ้าสีเข้มกว่าปกติ ก็อาจแสดงว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ในเด็กอาจสังเกตจากการร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา หรือดูจากปากแห้งร่วมด้วยก็ได้ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่า 3-4 ลิตร ในระยะสั้นๆ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษได้ รวมถึงผู้ป่วยโรคที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำ เช่น โรคหัวใจ หรือโรคไต และขอบอกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการต่อวันของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ต้องปรึกษาแพทย์เป็นรายๆ ไป

สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจจะได้รับยาที่มีผลต่อปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น 

นอกจากขับน้ำแล้ว ยาอาจจะมีผลทำให้เกลือแร่บางตัวต่ำลง เช่น โพแทสเซียม ซึ่งถ้าเสียเกลือแร่นี้ไปมาก อาจมีผลต่อการทำงานของหัวใจ จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้

ยาอีกกลุ่มที่ทำให้เสียน้ำจากร่างกาย คือ ยาระบายโดยเฉพาะกลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาระบายมะขามแขก จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากใช้แล้วมีอาการระบายมากเกินไป อาการคล้ายท้องเสีย ควรดื่มน้ำ
และเกลือแร่เสริม

เมื่อมียาที่ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายแล้ว ยาที่ให้ผลตรงข้ามก็มีด้วย เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาบรรเทาปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือ NSAIDs ยาคุมกำเนิดบางตัว ก็ทำให้บวมน้ำหรือมีภาวะโซเดียมคั่งได้ ก่อนใช้ยาเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน รวมถึง เมื่อใช้แล้วรู้สึกขาบวม กดหน้าแข้งแล้วมีรอยบุ๋มอยู่นาน หรือรู้สึกตัวบวม

หากมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาสาเหตุ หากเกิดจากยา แพทย์จะพิจารณาสั่งให้หยุด เปลี่ยน หรือปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

แม้ว่าเราจะเปลี่ยนความจริงเรื่องเมืองไทยเป็นเมืองร้อนมากๆ ไม่ได้ แต่เราสามารถปรับพฤติกรรมของเราให้อยู่ในเมืองร้อน โดยเฉพาะในฤดูร้อนให้มีความสุขได้ 

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : AI ยังทดแทนเภสัชกรไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : AI ยังทดแทนเภสัชกรไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : AI ยังทดแทนเภสัชกรไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันก่อนผู้เขียนถูกลูกศิษย์ถามว่า “อาจารย์คะ ต่อไป AI จะทำงานแทนเภสัชกรได้มากน้อยแค่ไหน พวกหนูต้องเตรียมตัวพัฒนาทักษะอะไรบ้าง เพื่อให้อยู่รอดในอาชีพต่อไปในยุค AI”

 ผู้เขียนจึงให้นิสิตยกตัวอย่างว่า “มีงานอะไรบ้างที่ AI ทำแทนเภสัชกรได้จริง ๆ แล้ว ตัวอย่างงานหนึ่งที่ถูกยกตัวอย่างคือ ตอบคำถามเรื่องยา เช่น ปวดหัวต้องกินยาอะไร ขนาดครั้งละกี่เม็ด ความถี่ทุกกี่ชั่วโมง ถ้ามียาโรคประจำตัวเดิม กินยาที่กินแก้ปวดหัวแล้วยาจะตีกับยาเดิมหรือไม่” คำถามทั่วไปแบบนี้ ส่วนใหญ่ถาม AI ไม่ว่าเจ้าไหนก็ตอบได้ แล้วยังตอบได้ครอบคลุมถูกต้องเสียด้วย สรุปแล้วงานนี้ AI ทดแทนเภสัชกรได้จริง ใช่ไหม

ในฐานะเภสัชกร ผู้เขียนไม่มีคำตอบตายตัวกับคำถามนี้ และไม่อาจพูดอย่างมั่นใจว่า ไม่มี AI ตัวไหนที่ตอบคำถามแทนมนุษย์ได้ทุกกรณี แต่การตอบคำถามเรื่องยาที่เภสัชกรสอนกันมา เราไม่ได้ใส่ใจแค่คำถาม สมมติเภสัชกรได้รับคำถามว่า เด็กหนัก 10 กิโลกรัม มีไข้สูง อยากให้ยา paracetamol ต้องให้ปริมาตรกี่มิลลิลิตร AI ก็คงจะตอบทันทีว่า ถ้าคิดขนาดยา 10-15 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัมของน้ำหนักเด็ก ต้องใช้ยา 100-150 มิลลิกรัม ซึ่งก็ต้องดูต่อไปด้วยว่ายาที่มีอยู่ มีความแรงกี่มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร เช่นถ้ามียาความแรง 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ก็ให้กินยามื้อละประมาณ 4.16-6.25 มิลลิลิตร ซึ่งสามารถตวงให้ปริมาตรแม่นยำได้โดยการใช้ syringe

เรื่องการให้ยานั้น AI อาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าให้ยาซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้าเด็กซึมหรืออาการไม่ดีขึ้น และไม่กินอาหาร ต้องรีบพาไปพบแพทย์ เป็นต้น แต่ถ้าถามคำถามนี้กับเภสัชกรที่เป็นมนุษย์ เภสัชกรที่เป็นมนุษย์ถูกสอนมาว่า เวลาจะตอบคำถามอะไรก็แล้วแต่ ต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ถามเป็นใคร เป็นผู้ปกครองเด็กหรือผู้ใช้ยาเอง หรือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ต้องการคำตอบเร่งด่วนขนาดไหน รวมถึงผู้ที่จะใช้ยา มีปัญหาสุขภาพอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ถ้าคำถามนี้มาจากแม่เด็ก ต้องการนำยา paracetamol ที่มีอยู่เดิมให้ลูกซึ่งตัวร้อน โดยยานี้ได้มาพักใหญ่แล้ว เปิดใช้ไปแล้ว แต่ใช้ไม่หมด จึงเก็บยาไว้ เมื่อเด็กโตขึ้น มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น คุณแม่จึงไม่มั่นใจว่าขนาดยาที่อยู่บนฉลากจะเพียงพอให้ลูกกินตอนนี้ได้หรือไม่

ดังนั้น ก่อนจะตอบเรื่องขนาดยา สิ่งที่เภสัชกรจะต้องถามก่อนคือ ยานั้นเปิดใช้ตั้งแต่เมื่อไร ถ้าหากเกิน 6 เดือนแล้ว แนะนำให้ไปซื้อยาใหม่ เพราะยาเดิมน่าจะไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ต่อไป

แล้วยังต้องแนะนำให้คุณแม่กลับไปดูลักษณะทางกายภาพว่ายามีลักษณะเหมือนเดิมหรีอไม่ หากยามีสภาวะทางกายภาพเปลี่ยนแปลงไป เภสัชกรไม่แนะนำให้ใช้ยานั้นอีก

ดังนั้น แม้ว่าคำถามจะเป็นเรื่องขนาดยา แต่เภสัชกรที่เป็นมนุษย์จะถูกสอนให้สงสัยก่อนว่า ทำไมถึงอยากให้กินยานั้น และจะเอายาตัวนั้นมากินจริง ๆ ได้หรือไม่ ก่อนจะตอบเรื่องขนาดยา

นอกจากเรื่องยาแล้ว เภสัชกรจะถูกฝึกให้ใส่ใจเพิ่มขึ้นด้วยว่า ทำไมลูกคุณแม่ถึงเป็นไข้ เป็นมากี่วันแล้ว นอกจากไข้แล้วมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ทำให้ได้ข้อมูลประกอบการวินิจฉัยว่าตกลงแล้ว จะหยุดอยู่ที่กินยาลดไข้อย่างเดียว หรือแนะนำให้ใช้ยาอย่างอื่นร่วมด้วย หรือจำเป็นต้องไปพบแพทย์

ส่วนกรณีที่คนถามเป็นบุคลากรทางการแพทย์ สมมติเภสัชกรบนหอผู้ป่วยถูกถามเรื่องขนาดยา paracetamol ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ว่าแพทย์หรือพยาบาลที่ต้องใช้ยานี้บ่อย ๆ ก็แทบจะจำได้ขึ้นใจ แน่นอนว่าเภสัชกรจะต้องสงสัยต่อว่า ทำไมถึงเกิดคำถามนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องการตรวจสอบเฉย ๆ ก็แล้วไป แต่อาจเป็นไปได้เหมือนกันว่า คนไข้ที่คุณหมอดูแลอยู่อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ ตับอักเสบ ทำให้สงสัยเรื่องขนาดยาพาราเซตามอล เภสัชกรต้องสอบถามถึงการใช้ยาตัวอื่นในคนไข้รายนี้ เมื่อได้รายการยาทุกตัวมาแล้ว ก็นำมาเช็คว่ามีตัวไหนหรือไม่ที่ทำให้เกิดปัญหาต่อตับ หรือถ้าตับมีปัญหาจะต้องระวังหรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาตัวไหน แล้วเปลี่ยนไปใช้ยาอะไรแทน ซึ่งส่วนนี้ผู้เขียนคิดว่า AI อาจไม่สามารถตอบได้ละเอียดเท่าเท่าเภสัชกรที่เป็นมนุษย์

ดังนั้น ในมุมของประชาชนที่ต้องการสอบถามเรื่องยารวมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ จึงต้องคำนึงถีงประเด็นข้างต้นด้วย ทั้งนี้ มีงานวิจัยพูดถึงความถูกต้องข้อมูลการตอบคำถามโดย AI ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด พบค่าเฉลี่ยกว้าง ๆ จากงานวิจัยอยู่ที่ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ขาดการพิจารณาแบบเฉพาะรายบุคคล เพราะต้องไม่ลืมว่าผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีปัญหา และพื้นฐานทางสุขภาพไม่เหมือนกัน

AI อาจจะยังตอบคำถามเรื่องยาแทนเภสัชกรไม่ได้ครบถ้วน แต่ต้องยอมรับว่าคำตอบขั้นต้นที่ได้จาก AI ช่วยลดงานบางส่วนของเภสัชกรได้ และช่วยให้เภสัชกรมีเวลาให้บริการเชิงลึกเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้มีความปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ ได้มากขึ้น

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินไม่ดี เสี่ยงมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินไม่ดี เสี่ยงมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินไม่ดี เสี่ยงมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงคนไข้มะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ว่ามีอาการข้างเคียงมากมาย และต้องพบกับความลำบากเรื่องอาหารการกินอย่างไรบ้าง สัปดาห์นี้อยากชวนคุยต่อว่า แล้วถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อาหารแบบไหนควรละเว้น เผื่อทราบแล้วจะได้ปรับเปลี่ยนการกินในอนาคต

กลุ่มแรกที่แนะนำให้งดหรือลดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของพวกนี้สนุกตอนดื่ม แต่ลำบากตอนป่วย เพราะเมื่อเราดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็น อะเซตัลดีไฮด์ เป็นสารพิษทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ และถ้ากระบวนการการซ่อมแซมดีเอ็นเอที่เสียหายเกิดทำงานไม่ดี ทำให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ และแอลกอฮอล์ยังทำให้เนื้อเยื่อตับและทางเดินอาหารอักเสบซ้ำ ๆ เพิ่มโอกาสกลายเป็นมะเร็ง และรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายกำจัดเซลล์มะเร็งได้ไม่ดี ผลโดยรวมคือ ถ้าเราดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ย่อมต้องเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งตับ

นอกจากเหล้าแล้ว อาหารที่ควรงดโดยเด็ดขาดคืออาหารที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงและโลหะหนัก ที่มักพบในผักผลไม้ แม้ว่าไฟเบอร์ในผักผลไม้จะมีส่วนลดความเสี่ยงมะเร็งได้ก็จริง แต่ถ้าผักผลไม้นั้นปนเปื้อนยาฆ่าแมลง ก็ทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้นถ้าเลือกได้ ต้องเลือกบริโภคผักที่มั่นใจว่าเป็นออร์แกนิค แต่ผักออร์แกนิคมักมีราคาแพง แล้วก็ยังไม่แน่ใจอีกว่าออร์แกนิคแท้หรือไม่ ฉะนั้น เราต้องมั่นใจจริง ๆ และต้องล้างผักให้สะอาดมากที่สุดด้วย

นอกจากยาฆ่าแมลงแล้ว อาหารแห้งบางชนิดถ้าเก็บไม่ดี หรือเก็บนานเกินไป ก็เสี่ยงเกิดเชื้อราและปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งนำไปสู่การเกิดมะเร็งตับ ตัวอย่างของอาหารหมวดนี้ที่ทุกคนคุ้นเคยดีคือ ถั่วลิสงป่นและพริกป่น รวมถึงพวกธัญพืช หรือเครื่องเทศแห้ง ที่เก็บไม่ดี เพราะฉะนั้น ต้องเลือกกินแต่ของที่ทำใหม่ ๆ ถ้าเก่าหรือมีกลิ่นหืน ก็ต้องทิ้งทันที เนื่องจากเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งตับ

สำหรับอาหารอีกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งมาก ๆ ได้แก่อาหารปนเปื้อนพยาธิ เช่น การกินปลาร้าดิบ หรือปลาดิบ เพราะมีโอกาสพบพยาธิใบไม้ปนเปื้อน จึงเน้นย้ำว่าอาหารจำพวกนี้ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ และท่อน้ำดีได้ จึงไม่ควรกินอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าจะกิน ก็ต้องทำให้สุกก่อน จึงจะไม่เสี่ยงมะเร็ง

กลุ่มถัดมาคือ เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หรือเนื้อรมควัน กระบวนผลิตอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดสารไนโตรซามีน ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สายดีเอ็นเอ และทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง เช่น มะเร็งลำใส้ เป็นต้น 

นอกจากนี้การปรุงอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่อุณหภูมิสูง เช่น ปิ้ง ย่าง หรือทอดจนเกรียม ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น เฮเทอโรไซคลิกเอมีน และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ซึ่งกระตุ้นให้เซลล์กลายพันธุ์ และเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด ถ้าจะกินก็ควรกินแต่พอดี และกินพร้อมผักสดสะอาดเพื่อเพิ่มไฟเบอร์

อีกอย่างที่ต้องระวังคืออาหารทอดด้วยน้ำมันทอดซ้ำ หลายคนพอทราบแล้วว่าของทอดนอกจากเสี่ยงอ้วนแล้วยังมีสารก่อมะเร็ง เมื่อน้ำมันถูกใช้ซ้ำ ๆ ที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กลายเป็นสารที่อันตราย และเกิดอนุมูลอิสระ กระตุ้นให้เซลล์กลายพันธุ์เพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น หลอดเลือด หัวใจ เบาหวาน รวมถึงมะเร็งด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันทอดซ้ำ

การกินที่ไม่ควบคุมแล้วทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ก็หนีความเสี่ยงมะเร็งไม่พ้น คนอ้วนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับคนน้ำหนักปกติ) มะเร็ง หลายชนิดสัมพันธ์กับความอ้วน เช่น มะเร็งเต้านม (หลังวัยหมดประจำเดือน) มะเร็งลำไส้ใหญ่ สาเหตุอาจเกิดจาก ความอ้วนทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง รวมถึงมีการหลั่งอินซูลินสูง จึงเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวเซลล์ผิดปกติ

โดยสรุป มีของหลายอย่างที่กินแล้วเสี่ยงมะเร็ง เช่น ของดิบปนเปื้อนพยาธิ ผักผลไม้ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงและโลหะหนัก ของแห้งที่มีเชื้อราอะฟลาท็อกซิน ของปรุงด้วยน้ามันทอดซ้ำ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขอย้ำว่าต้องเลี่ยงการกินสิ่งดังกล่าวให้ได้ และต้องกินอาหารให้หลากหลายครบหมู่ แล้วที่สำคัญคือต้องออกกำลังกายเพื่อรักษาน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป และต้องคือหมั่นตรวจสุขภาพ และตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่หากมีญาติสายตรงมีประวัติเป็นมะเร็ง เพราะเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว ก็นับว่าเสี่ยงสูงกว่าคนที่ไม่มีญาติเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ การใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่เครียดจนเกินไป ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการป่วยและตายจากมะเร็งได้

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ควรกินอยู่อย่างไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ควรกินอยู่อย่างไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ควรกินอยู่อย่างไร

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยมากคือ ถ้าเป็นมะเร็งแล้วควรกินหรือควรเลี่ยงอาหารประเภทใด อย่างไร ตอบแบบกว้าง ๆ คือ อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกินได้แก่ อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ สะอาด ปรุงถูกสุขลักษณะ ขอย้ำว่าไม่เคยแนะนำว่าต้องไปสรรหาอาหารพิเศษใด ๆ มากินเพื่อต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง 
แป้งก็กินได้ น้ำตาลก็กินได้ โปรตีนไม่ว่าจะจากสัตว์หรือพืชก็กินได้ แต่กินในสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง อันนี้มีประเด็น คือ ส่วนใหญ่คำแนะนำหรือข้อมูลความรู้จะเน้นหนักไปทางอาหารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง 
อาหารที่ควรเลี่ยงถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อาทิ เนื้อแดง อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารไขมันสูง อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันทอดซ้ำ แต่หากเป็นมะเร็งไปแล้ว ก็แปลว่าเรายิ่งต้องเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเหมือนกับเรามียีนกระตุ้นการเกิดมะเร็งอยู่แล้ว คนทั่วไปกินแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ดังนั้น คนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว ต้องเลี่ยงอาหารเหล่านี้ให้ได้
ที่กล่าวมาข้างต้น คือการพูดกันอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ความจริงอาหารการกินในผู้ป่วยมะเร็งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราจะขอข้ามเรื่องอาหารก่อนเป็นมะเร็งไป โดยเก็บไว้พูดกันวันหน้า เพราะประเด็นจำเพาะที่อยากเล่าในวันนี้คือ กรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวทำให้คลื่นใส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การรับรสอาหารเปลี่ยน เป็นผลทำให้ผู้ป่วยกินไม่ได้ ตัวผู้ป่วยเองก็กังวล ญาติหรือผู้ดูแลก็กังวล ผู้ป่วยเองก็อยากกิน แต่กินไม่ได้ ญาติก็พยายามสรรหาสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าดีต่อสุขภาพมาให้กิน แต่ผู้ป่วยก็กินไม่ได้ ญาติบางคนไปกันใหญ่ถึงขั้นจัดแจงให้กินแต่อาหารที่คิดว่าดี พร้อมกันนั้นก็ห้ามผู้ป่วยกินสิ่งต่าง ๆ ที่เคยชอบกิน หรือยังพอกินได้ โดยอ้างว่าไม่เหมาะ เช่น ห้ามกาแฟ ห้ามกินเนื้อ ให้กินแต่ผักผลไม้ ธัญพืช แถมยังพยายามไม่ปรุงแต่งเพื่อลดเค็ม ลดเกลือ ลดสารปนเปื้อน แบบนี้ก็ยิ่งทำให้ต่างคนต่างเครียดมากขึ้น สุดท้ายไม่สงผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยและญาติ ๆ 
สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดกินไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วมาจากตัวยาที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร โดยทั่วไปจะมีการให้ยาเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนไว้แล้ว ถ้าคนไข้ใช้ยาถูกต้องตามแพทย์สั่งก็จะช่วยป้องกันอาการได้ราว ๆ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากินยาตามสั่งแล้วยังป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ คนไข้ต้องแจ้งแพทย์ เพราะสามารถเพิ่มชนิด หรือขนาดยาให้สอดคล้องกับอาการของคนไข้ได้ 
ในส่วนของการจัดการด้วยวิธีไม่ใช้ยาเมื่อคนไข้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนคือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารมัน ๆ รสจัด ๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง อย่ากินอาหารทีละมาก ๆ หรือกินอิ่มเกินไป แต่ควรกินทีละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ และอาจพิจารณาอาหารที่รสอ่อน ๆ อาจจิบน้ำขิงหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อลดอาการคลื่นไส้ และทางที่ดีก็ควรเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมหยิบมากินได้ตลอดวัน เผื่อจังหวะไหนที่อาการคลื่นไส้ทุเลาลง ก็จะได้กินทันที ที่สำคัญไม่ควรฝืนใจกิน เพราะหากกินเข้าไปแล้วอาเจียนก็จะกลายเป็นภาพจำที่ไม่ดีสำหรับผู้ป่วย จนอาจจะพาลไม่อยากกินอาหารนั้นไปอีกนาน
สรุป ผู้ป่วยควรกินอาหารดีมีประโยชน์ที่กินได้ในเวลาที่อยากกิน ส่วนอาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างที่ผู้ป่วย หรือญาติรู้สึกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ชา น้ำอัดลม ขนมหวาน ก็กินได้ปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ควรให้กินในสิ่งที่ยังมีความอยากกินได้บ้าง
ส่วนอาหารที่ผู้เขียนยืนยันไม่ให้กินโดยเด็ดขาดระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งทำให้ภูมิต้านทานของคนไข้ต่ำ คือ อาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่าง ๆ อาหารบางอย่างอาจรู้สึกว่าดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้ แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งจะได้รับยาเคมีบำบัดและมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แนะนำให้กินผักสดหรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากอาจล้างเอาเชื้อโรคออกได้ไม่หมด หากอยากกินก็กินผักสุก หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกออกแล้ว ซึ่งปลอดภัยมากกว่าอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกใหม่ ๆ หรือเก็บค้างคืน อาหารดิบ ๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ต้องเลี่ยงให้มาก รวมถึงพวกอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่างหมักดองต่าง ๆ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากเรื่องอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวยังทำให้เกิดแผลในปากและทางเดินอาหารได้ ทำให้นอกจากเบื่ออาหารแล้ว คนไข้ยังมีปัจจัยซ้ำเติม ที่ทำให้กินได้น้อยลง เนื่องจากเจ็บแผลในปาก  แต่มีเมนูขอแนะนำคือ อาหารที่มีลักษณะนิ่ม รสอ่อน กินง่าย แต่ให้สารอาหาร และพลังงานสูง เช่น ซุปข้น ไข่ตุ๋น เป็นต้น
อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกิน หรือไม่ควรกิน ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าผู้ป่วยกำลังอยู่ในช่วงใดของการรักษา และกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดอยู่ ผู้ป่วยกับญาติต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ดี แล้วเลือกทางสายกลางเพื่อดูแลสุขภาพระหว่างเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเครียดในระหว่างรักษาโรค ส่วนการรับข้อมูลต่าง ๆ จากโซเชียลมีเดียสารพัดชนิดก็ดี จากผู้หวังดีก็ดี ขอให้พิจารณาให้ดีก่อน แต่ที่ดีที่สุดคือต้องปรึกษาแพทย์ หรือบุคลากรการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่ นับว่าดีที่สุด


รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยๆ คือ ถ้าเป็นมะเร็งแล้วควรกินหรือควรเลี่ยงอาหารประเภทใดหรือไม่ คำตอบแบบกว้างๆ ก็คือ อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกินคือ อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ สะอาด และปรุงอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ได้แนะนำว่าต้องไปสรรหาอาหารใดมากินเป็นพิเศษเพื่อต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง แป้งกินได้ น้ำตาลก็กินได้โปรตีนไม่ว่าจะจากสัตว์หรือพืชก็กินได้ แต่กินในสัดส่วนที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง อันนี้มีประเด็นคือ ส่วนใหญ่คำแนะนำหรือข้อมูลความรู้จะเน้นหนักไปทางอาหารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง อาหารที่ควรเลี่ยงถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อาทิ เนื้อแดง อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารไขมันสูง อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันทอดซ้ำ แต่หากเป็นมะเร็งไปแล้ว ก็แปลว่าเรายิ่งต้องเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเหมือนกับเรามียีนกระตุ้นการเกิดมะเร็งอยู่แล้ว คนทั่วไปกินแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว การเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก็น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด 

ที่กล่าวมาข้างต้นคือการพูดกันอย่างง่ายๆ สั้นๆ แต่ความจริงอาหารการกินในผู้ป่วยมะเร็งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราจะขอข้ามเรื่องอาหารก่อนเป็นมะเร็งไป เก็บไว้พูดกันวันหลัง เพราะประเด็นจำเพาะที่อยากเล่าในวันนี้คือ กรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอยู่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การรับรสเปลี่ยน เป็นผลทำให้ผู้ป่วยกินไม่ได้ ตัวผู้ป่วยเองก็กังวล ญาติหรือผู้ดูแลก็กังวล ผู้ป่วยเองก็อยากกินแต่กินไม่ได้ ญาติก็พยายามสรรหาสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าดีต่อสุขภาพมาให้กิน แต่ผู้ป่วยก็กินไม่ได้ ญาติบางคนไปกันใหญ่ถึงขั้นจัดแจงให้กินแต่อาหารที่คิดว่าดี พร้อมกันนั้นก็ห้ามผู้ป่วยกินสิ่งต่างๆ ที่เคยชอบกินหรือยังพอกินได้ แต่คิดว่าไม่เหมาะ เช่น ห้ามกาแฟ ห้ามกินเนื้อ ให้กินแต่ผักผลไม้ ธัญพืช แถมยังพยายามไม่ปรุงแต่งเพื่อลดเค็ม ลดเกลือ ลดสารปนเปื้อนไปอีก หนักเข้าก็ต่างคนต่างเครียดซึ่งสุดท้ายไม่สงผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วย 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดกินไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วมาจากตัวยาที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร โดยทั่วไปจะมีการให้ยาเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าคนไข้ใช้ยาถูกต้องตามแพทย์สั่งก็จะป้องกันอาการได้สัก 70-80% แต่ถ้ากินยาตามสั่งแล้วยังป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ คนไข้ควรแจ้งแพทย์เพราะสามารถเพิ่มชนิด หรือขนาดยาให้สอดคล้องกับอาการของคนไข้ได้ ในส่วนของการจัดการด้วยวิธีไม่ใช้ยาเมื่อคนไข้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนคือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารมันๆ รสจัดๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง อย่ากินอาหารทีละมากๆ หรือกินจนอิ่มเกินไป แต่ควรกินทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ และอาจพิจารณาอาหารที่รสอ่อนๆ อาจจิบน้ำขิงหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อลดอาการคลื่นไส้ได้ และทางที่ดีก็ควรเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมหยิบมากินได้ตลอดวัน เผื่อจังหวะไหนที่อาการคลื่นไส้ทุเลาลงก็จะได้กินได้ทันที ที่สำคัญไม่ควรฝืนใจกิน เพราะหากกินเข้าไปแล้วอาเจียนออกมาก็จะกลายเป็นภาพจำที่ไม่ดีสำหรับผู้ป่วยเอง อาจจะพานไม่อยากกินอาหารนั้นไปอีกนานเลย สรุปคือ ผู้ป่วยควรกินอาหารดีมีประโยชน์ที่พอกินได้ในเวลาที่อยากกิน ส่วนอาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างที่ผู้ป่วย หรือญาติรู้สึกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ชา น้ำอัดลม ขนมหวาน ก็กินได้ปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารด้วยแล้ว ควรให้กินในสิ่งที่ยังมีความอยากกิน

ส่วนอาหารที่ผู้เขียนยืนยันไม่ให้กินอย่างเด็ดขาดระหว่างได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งทำให้ภูมิต้านทานของคนไข้ต่ำ ก็คืออาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ อาหารบางอย่างอาจรู้สึกว่าดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้ แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งจะได้รับยาเคมีบำบัดและมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แนะนำให้กินผักสดหรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากอาจล้างเอาเชื้อโรคออกได้ไม่หมด หากอยากกินก็กินผักสุก หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกออกได้ จะปลอดภัยมากกว่า อาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกใหม่ๆ เก็บไว้ค้างคืนอาหารที่กินดิบๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ก็ไม่ควรกิน รวมไปถึงพวกอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่างหมักดองต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย 

นอกจากเรื่องของอาการคลื่นไส้อาเจียนแล้ว ยาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวยังสามารถทำให้เกิดแผลในปากและทางเดินอาหารได้อีก ทำให้นอกจากจะเบื่ออาหารแล้วคนไข้ยังมีปัจจัยซ้ำเติม ที่ทำให้กินได้น้อยลงเนื่องจากเจ็บแผลในปาก เมนูที่แนะนำคือ อาหารที่มีลักษณะนิ่มๆ รสอ่อนๆ กินง่ายให้สารอาหารและพลังงานสูง เช่น ซุปข้น ไข่ตุ๋น เป็นต้น  

อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกิน หรือไม่ควรกินควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าผู้ป่วยกำลังอยู่ในช่วงใดของการรักษาและกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดอยู่ ผู้ป่วยกับญาติควรทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเลือกใช้ทางสายกลางในการดูแลสุขภาพระหว่างเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเครียดในระหว่างรักษาโรคมะเร็ง  และการได้รับข้อมูลต่างๆ ตามโซเชียลมีเดียก็ดี จากผู้หวังดีก็ดี ขอให้พิจารณาก่อนและให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ หรือทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่จะดีที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลรักษาสุขภาพช่วงหน้าร้อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลรักษาสุขภาพช่วงหน้าร้อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลรักษาสุขภาพช่วงหน้าร้อน

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กำลังจะเข้าสู่เดือนเมษายนแล้ว นั่นหมายความว่าอากาศร้อนจัดๆ กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ เมื่อฤดูเปลี่ยนทีก็เกิดความเสี่ยงกับการเกิดโรคใหม่ หรืออาการโรคเดิมอาจกำเริบ เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโรคที่จะมากับฤดูร้อนให้ดี 

ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในฤดูร้อนมีหลายอย่าง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอากาศร้อนจัด และมีความชื้นสูง เรามาดูกันว่า ต้องระวังโรคอะไรในช่วงหน้าร้อนบ้าง

อันดับแรก คือ ผิวพรรณ ทุกคนรู้ดีว่าแดดเมืองไทยร้อนมาก และไม่เคยปรานีต่อผิวของใครก็ตาม เพราะฉะนั้น ปัญหาผิวไหม้แดด จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย โดยเฉพาะเมื่ออยู่กลางแดดเป็นเวลานานแต่ไม่ป้องกันแสงแดดแผดเผาผิว 

อาการผิวไหม้แดด คืออาการผิวแดง ร้อน และเจ็บ แสบผิว อาจมีอาการคัน ผิวลอกใน 2-3 วันหลังโดนแดดเผา แต่หากรุนแรงมากอาจมีตุ่มน้ำพอง ปวดศีรษะ แต่สามารถป้องกันและบรรเทาอาการผิวไหม้แดดโดย ทาครีมกันแดด ที่มี SPF 30 ขึ้นไป และควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางร่ม สวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดด เลี่ยงแดดแรงช่วง 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นและแข็งแรง หลีกเลี่ยงแสงแดด รีบหลบเข้าที่ร่ม และหลีกเลี่ยงการโดนแดดเผาซ้ำ และใช้การประคบเย็นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรืออาบน้ำเย็นเพื่อลดความร้อนของผิว ทาโลชั่น หรือถ้าชอบสมุนไพรก็ใช้เจลว่านหางจระเข้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบ 

ขอย้ำว่าต้องหลีกเลี่ยงการแกะหรือถูผิว ถ้าผิวลอก อย่าฝืนดึงออกเพราะอาจทำให้เกิดแผลและติดเชื้อ หากใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ ให้เลือกแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการระคายเคือง ถ้ามีตุ่มน้ำพอง ห้ามเจาะ ต้องปล่อยให้หายเอง เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

นอกจากผิวไหม้แดดแล้ว โรคหรืออาการที่เกิดขึ้นจากความร้อนหรือแดดจัดโดยตรงก็คือ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก เกิดจากร่างกายร้อนเกินไปจนควบคุมอุณหภูมิไม่ได้ อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ ตัวร้อนจัดหน้าแดง มึนงง หัวใจเต้นเร็ว อาจหมดสติ สามารถป้องกันได้โดย หลีกเลี่ยงแดดจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพราะในช่วงอากาศร้อน ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจาก เหงื่อออกมากทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาการลมแดดที่พบ เช่น กระหายน้ำปากแห้ง เวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อย ป้องกันได้โดยดื่มน้ำบ่อยๆ และต้องเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน

อากาศร้อนยังทำให้อาหารบูดง่าย และเชื้อแบคทีเรียเติบโตเร็วเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องดังนั้น จึงต้องเลือกรับประทานอาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ เก็บอาหารในที่เย็นเสมอ

นอกจากที่กล่าวถึงข้างต้น อากาศร้อนสามารถส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงหรือเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง อากาศร้อนทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพราะร่างกายต้องสูบฉีดเลือดไปที่ผิวหนังเพื่อระบายความร้อน อาจทำให้ความดันโลหิตลดลง หรือเพิ่มขึ้นในบางคน เสี่ยงภาวะ หัวใจวาย หรือ ลมแดดได้ง่าย

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความร้อนอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวน เหงื่อออกมากและปัสสาวะบ่อยขึ้น อาจทำให้ขาดน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง อินซูลินและยาบางชนิดเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่ในอุณหภูมิสูง จึงแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลบ่อยขึ้น เก็บอินซูลินและยารักษาเบาหวานในที่เย็น ห้ามเก็บไว้ในที่ร้อนจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอและระวังภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ฤดูร้อนยังเป็นช่วงที่ผลไม้ที่รสชาติอร่อยในประเทศไทยออกมามากมาย ชวนให้หลายคนคุมน้ำตาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องระวังการกินผลไม้ที่น้ำตาลสูงมาก ๆ ด้วย

ผู้ที่เป็นโรคปอดและโรคทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น หอบหืดถุงลมโป่งพอง อากาศร้อนและมลพิษที่เพิ่มขึ้นทำให้อาการหายใจลำบากขึ้นบางคนมีเสมหะข้นเหนียว ทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้ง่าย เสี่ยงต่อ อาการกำเริบ โดยเฉพาะเมื่อมีฝุ่นควันหรือมลพิษ ผู้ป่วยควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงอากาศร้อนอบอ้าว ใช้เครื่องฟอกอากาศในกรณีจำเป็น และพกยาพ่นขยายหลอดลมประจำตัวไว้เสมอ

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อากาศร้อนทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมากขึ้นอาจทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น เสี่ยงภาวะขาดน้ำ และไตวายเฉียบพลันได้ง่าย ผู้ที่ฟอกไตควรระวังการเปลี่ยนแปลงของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เพราะจะทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้นหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคทางสมอง โรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคลมชัก อาจมีปัญหาในการรับรู้ความร้อนและกระหายน้ำ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ และลมแดด ผู้ดูแลควรระวังให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ หลีกเลี่ยงอยู่ในที่ร้อนหรืออบอ้าว หากมีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียน หัวหมุน ควรรีบหาที่ร่มและพักทันที หากมีโรคประจำตัวก็ควรไปพบแพทย์ด้วย หากมีอาการของโรคกำเริบ

โดยสรุป อากาศร้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายอย่างรวมถึงโรคเรื้อรังหลายประเภท โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน ไต และโรคทางเดินหายใจ ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความร้อนจัด และเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตราย หากท่านมีคำถาม สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ หรือสอบถามได้ทาง line @guruya ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย