รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุขภาพของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจากการเรียน ทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม ล้วนมาจากความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าสภาพจิตใจอาจจะแย่บ้าง แต่ถ้าร่างกายยังแข็งแรง ก็ยังมีหวังว่าจะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา
ตามปกติเรารู้ว่าความแข็งแรงทางกายเบื้องต้น มาจากกินดี นอนดี ออกกำลังกายดี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร เช่น เวลา เงินทอง ทำให้ช่วงที่เราหาของกินประจำวัน ก็มุ่งเน้นแบบรวดเร็ว อิ่มท้อง ราคาถูก โดยอาจไม่สนใจด้านโภชนาการหรือคุณค่าของอาหา เมื่อกินอาหารไม่ดี ไม่มีคุณภาพนาน ๆ เข้า ก็เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ แถมยังขาดแร่ธาตุแลวิตามินจำเป็น มีข้อมูลและการวิจัยด้านสาธารณสุขจากทั่วโลก รวมถึงไทย พบว่าคน

บางกลุ่มขาดวิตามินและแร่ธาต โดยวิตามินที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มขาดมากที่สุด คือ
1. ขาดวิตามินดี ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีมากที่สุด แม้เป็นประเทศที่มีแสงแดดจัดตลอดปีก็ตาม สาเหตุหลัก เพราะว่า ชอบหลีกเลี่ยงแสงแดด และด้วยเหตุของการใช้ชีวิตในเมืองที่มีตึกสูงบดบังแสงแดด แล้วยังไม่ชอบออกไปไหนในเวลามีแสดแดดจัด ๆ เรียกว่าชีวิตปกติไม่เคยสัมผัสแสงแดดเลย แถมใช้ครีมกันแดด แต่งกายมิดชิดจนไม่มีผิวกายส่วนไหนได้รับแสงแดด ส่วนในผู้สูงอายุก็พบว่าร่างกายมีประสิทธิภาพสังเคราะห์วิตามินดีลดลง และโรคบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมไขมัน ซึ่งวิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส วิตามินดีสำคัญต่อกระดูกและฟัน และมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน, การทำงานของกล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยรวม
2. ขาดวิตามินบี12 พบบ่อยได้ในกลุ่มที่จำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น มังสวิรัติ หรือวีแกน เนื่องจากวิตามิน B12 พบมากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามิน B12 ลดลงตามวัย และพบได้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้บางชนิด หรือผู้ที่ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหาการดูดซึมเช่นกัน ทั้งนี้ วิตามินบี12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และการทำงานของระบบประสาท และสมอง
3. ขาดโฟเลต (วิตามินบี 9) โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผักใบเขียวไม่เพียงพอ โฟเลตจำเป็นต่อการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเม็ดเลือดแดง และที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาของทารกในครรภ์
4. ขาดวิตามินซี ในกลุ่มผู้บริโภคผักและผลไม้สดน้อยมากจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยต้านอนุมูลอิสระ
5. ขาดวิตามินบี 1 แม้จะพบน้อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคข้าวขาวเป็นหลักโดยไม่ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เสริม และกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรัง วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและพลังงาน รวมถึงการทำงานของระบบประสาท
อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดวิตามิน มักมีสัญญาณที่ไม่จำเพาะเจาะจงชัดเจนนัก และอาจทับซ้อนกับภาวะอื่น ๆ ได้ ทำให้บางครั้งสังเกตได้ยากโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายพยายามบอกว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ได้แก่
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาจเกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามินดี,ซี และวิตามินกลุ่มบี รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินบีบางชนิด ทำให้คุณอาจรู้สึกเพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนมากแล้วก็ตาม
• ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ผม และเล็บ บางท่านที่ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือเป็นผื่น อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินเอ, อี, ซี หรือวิตามินในกลุ่มบี เช่น ในกรณีผมร่วง ผมเปราะบาง เล็บเปราะหักง่าย อาจเกี่ยวข้องกับการขาดไบโอติน วิตามินบี 12 และวิตามินซี หรือในกรณีที่เป็นปากนกกระจอก (มุมปากแตก) แผลในปาก ลิ้นอักเสบ หรือลิ้นแดงเรียบ เป็นสัญญาณคลาสสิกของการขาด วิตามินบี2, บี3, บี6, บี12 และโฟเลต ถ้าเหงือกบวม แดง มีเลือดออกง่าย มักเป็นอาการเริ่มต้นของการขาดวิตามินซี
• มองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย หรือตอนกลางคืน เป็นอาการเริ่มต้นที่สำคัญของการขาดวิตามินเอ
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่หลัง หรือขา อาจเป็นสัญญาณเริ่มแรกของการขาดวิตามินดี แต่ถ้าเป็นตะคริวบ่อย หรือรู้สึกชา ๆ เจ็บจี๊ด ๆ คล้ายเข็มทิ่ม ตามปลายมือปลายเท้า อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินดี, บี1,  บี6 และบี12
• ความผิดปกติทางอารมณ์และสมาธิ เช่น รู้สึกหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือมีอาการคล้ายซึมเศร้าเล็กน้อย อาจเกี่ยวข้องกับการขาด วิตามินบี3, บี6, บี12, โฟเลต หรือวิตามินดี
อาการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นแต่ไม่จำเพาะเจาะจง และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ ได้ แต่การขาดวิตามินมักจะค่อย ๆ สะสมปัญหาให้ร่างกาย ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด ถ้าหากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับคำแนะนำเพื่อนำไปปรับปรุงด้านโภชนาการ หรือพิจารณาการเสริมวิตามินอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการใช้ยาแก้อักเสบ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น ป่วยมาด้วยอาการหลัก คือ มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก มีเสมหะสีเขียว แล้วถามหายาแก้อักเสบ แต่สิ่งที่คาดหวัง คือได้ยาเพื่อฆ่าเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะ (antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อ (antimicrobials) บางคนมีตัวอย่างยามาเพื่อแสดงประกอบการขอซื้อยา (ไม่ทราบว่านำตัวอย่างมาจากไหน) แล้วบอกเภสัชกรว่าต้องการยาตัวนี้
อีกกรณีหนึ่งที่อาจพบคือ คนไข้มาด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายหนัก มาขอซื้อยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ กรณีนี้อาจไม่มีชื่อยาหรือตัวอย่างยามาด้วย แต่ความเข้าใจของผู้ป่วยคือ ต้องการยาแก้อักเสบ เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งหากซักประวัติแล้วไม่มีข้อห้ามใช้ ยาที่ผู้ป่วยรายนี้จะได้คือยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs หรือเอ็นเสด) ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้อาจเป็นที่รู้จักกันดี คือ ไอบูโพรเฟน เซเลค็อกสิบ เป็นต้น

ผู้อ่านอาจสงสัยว่า คำว่ายาแก้อักเสบ คือยาแก้อะไรกันแน่ ขอย้ำว่าอาการอักเสบ (Inflammation) คือ การตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อการบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือการระคายเคือง เป็นกลไกสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องร่างกาย และเริ่มต้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง เมื่อร่างกายเกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารเคมีต่าง ๆ ไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม (เช่น เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส) สารระคายเคือง หรือเนื้อเยื่อที่เสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซม อาการที่ปรากฏขึ้นในบริเวณที่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวด บวม แดง ร้อน นั่นหมายความว่า การอักเสบ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อต่าง ๆ ก็ได้
คนทั่วไปเรียกยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ ว่ายาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่การใช้ยาผิด แล้วอาจนำยาปฏิชีวนะไปใช้ ในกรณีเกิดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ นอกจากกินยาแล้วโรคไม่หาย แล้วยังเสี่ยงต่อการแพ้ยา หรือดื้อยาด้วย
ในทางกลับกัน เช่น ผู้ป่วยเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ แต่ไปใช้ยา NSAIDs ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ก็อาจจะไม่หาย และทำให้การติดเชื้อรุนแรงมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยาทั้งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มยาที่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์มากที่สุด ทั้งเรื่องของการเกิดอาการแพ้ยาและการเกิดผลข้างเคียง ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาทั้งสองกลุ่มให้ปลอดภัยกันดีกว่า
การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย

  • ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนใช้
  • กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง โดยต้องกินยาให้หมดตามขนาด และระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การหยุดยาก่อนกำหนดอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่ตายหมด ทำให้เชื้อเหล่านั้นพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาได้ และทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น
  • กินยาให้ตรงเวลา เพื่อรักษาระดับยาในร่างกายให้คงที่และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ
  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด (เช่น แพ้ยาเพนิซิลลิน, ซัลฟา) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรง และแจ้งโรคประจำตัว หรือยาอื่นๆ ที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
  • เก็บรักษายาในที่แห้ง ไม่ชื้น และพ้นจากแสงแดด ทำตามคำแนะนำบนฉลาก และยาบางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น (เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดน้ำสำหรับเด็กบางตัว)

วิธีใช้ยากลุ่ม NSAIDs อย่างปลอดภัย

  • ใช้ในขนาดที่เหมาะสมและไม่เกินปริมาณที่แนะนำ โดยอ่านฉลากยาให้ละเอียด และรับประทานตามขนาดและระยะเวลาที่แนะนำ ห้ามเพิ่มขนาดยาเอง เพราะไม่ได้ช่วยให้ออกฤทธิ์ดีขึ้น แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ถ้าไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
  • รับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เนื่องจากยาบางชนิดมักทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที จะช่วยลดผลข้างเคียงนี้ลงได้มาก
  • ใช้ยาเท่าที่จำป็น ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ มีผลข้างเคียงสูงต่อกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจมีเลือดออก หรือถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ อาการที่บ่งชี้ เช่น ปวดท้อง เสียดท้อง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ

นอกจากนี้ ยา NSAIDs ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และอาจส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้การกรองของเสียของไตลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่ภาวะขาดน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs หรือใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ภายใต้การดูแลของแพทย์

  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว (โดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหาร ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง) และยาอื่น ๆ ที่กำลังใช้อยู่ ส่วนหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ

ขอย้ำว่า ยาแก้อักเสบอาจก่อปัญหาใหญ่ได้ เราจึงต้องปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ ก่อนใช้ยา เพื่อให้ใช้ยาให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนในบ้านเมืองของเราน่าจะคุ้นเคยกับการเป็นไข้และการใช้ยาลดไข้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยเป็นไข้ค่อนข้างบ่อย 
อาการไข้เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดเมื่อร่างกายต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือการอักเสบ โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังเป็นสัญญาณบอกเราว่ากำลังมีภาวะผิดปกติ
สาเหตุของไข้มีตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจากโรคภูมิต้านตนเอง ผลข้างเคียงจากยา การฉีดวัคซีน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด ความเครียดเรื้อรังก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบและมีไข้ได้เช่นกัน
เราจะรู้ว่าเป็นไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 36.2–37.5°C หากสูงเกินช่วงนี้ถือว่าเริ่มมีไข้ โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 37.6–38.3°C  
ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 38.4–39.4°C  
ไข้สูง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 39.5–40.5°C 
แต่ถ้าอุณหภูมิร่ายกายเกิน 40.5°C จัดว่าไข้สูงมาก  
การวัดไข้ ทำได้ช่องทาง แต่ละวิธีที่ใช้วัดอุณหภูมิจะมีผลต่อค่าที่ได้ เช่น การวัดอุณหภูมิใต้ลิ้นและทางหูมักให้ค่าที่แม่นยำที่สุด  
 

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะได้จัดการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง 
ส่วนการลดไข้มีหลายวิธี เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามข้อพับ เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ ควรพักในห้องที่อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงห้องร้อนหรืออับ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น และต้องดื่มน้ำให้มาก หรือดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการระบายความร้อน  
ยิ่งเด็กเล็กที่เป็นไข้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไข้สูงมาก อาจจะทำมีอาการชัก ต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออก
การใช้ยาลดไข้ ตัวยาหลักและเป็นยาตัวแรกที่ขอให้เลือกใช้ ในกรณีผู้ป่วยไม่แพ้หรือป่วยเป็นโรคตับ ได้แก่ พาราเซตามอล (ได้กล่าวถึงโดยละเอียดเกี่ยวกับยาพาราเซตามอลไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่ายาพาราเซตามอล ก็คือ ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด 
ขนาดแนะนำทั่วไปในเด็กคือ 5–10 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง โดยมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน 
ส่วนขนาดสำหรับผู้ใหญ่คือ 200-400 มิลลิกรัม/ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง 
สามารถขอให้เภสัชกรช่วยคำนวน และกำหนดขนาดยาให้น่าจะดีกว่า แต่ยานี้มีข้อควรระวังมากกว่ายาพาราฯ คือ ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ และยานี้มีอุบัติการการแพ้มากกว่ายาพาราเซตามอล 
ดังนั้น หลังการใช้งานต้องติดตามอาการ ถ้ามีอาการผื่นขึ้น หายใจติดขัดแสดงว่าแพ้ยา ต้องหยุดใช้ยาทันที หากอาการรุนแรงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากเรื่องการแพ้ยาแล้ว ยาไอบูโพรเฟนยังมีข้อควรระวังสำคัญอีก 2 อย่างคือ กัดกระเพาะ จึงต้องรับประทานหลังอาหารทันที และอาจทำให้ไตวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยงไตวายอยู่ก่อนแล้ว 
แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นไข้ที่โดยทราบสาเหตุ หรือไม่มั่นใจในสาเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด เนื่องจากจะทำให้บางโรคมีภาวะที่แย่ลง และเป็นอันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก  
แต่ถ้าหากใช้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5°C นานเกิน 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม อาเจียน หรือหายใจลำบาก ต้องไปพบแพทย์ทันที
นอกจากยาฝรั่งแล้ว ก็มียาไทย และยาสมุนไพรไทยสำหรับลดไข้ ซึ่งมีหลายชนิดตามภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับบางส่วน เช่น  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาจันทน์ลีลา เป็นต้น 
ถ้าต้องใช้ยา และต้องการคำแนะนำขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อจะได้ใช้ยาได้ถูกต้องเหมาะสม
สรุป ไข้เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ การใช้ยาลดไข้ที่แนะนำ (ถ้าไม่แพ้) คือ พาราเซตามอล นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรบรรเทาไข้ด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดื่มน้ำมากเปล่ามากๆ 
แต่หากรักษาด้วยตนเองภายใน 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยและข้อเตือนว่าระยะนี้มีไข้เลือดออกระบาด จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ยาให้ถูกต้อง หากกรักษาอาการผิด หรือล่าช้าเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาธาตุให้มีประโยชน์สูงสุด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาธาตุให้มีประโยชน์สูงสุด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาธาตุให้มีประโยชน์สูงสุด

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เราเคยคุยกันถึงเรื่องยาธาตุมาแล้ว มาวันนี้จะพาคุณผู้อ่านไปวิเคราะห์เจาะลึกกับยาธาตุให้ลึกลงไป เพราะเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสใช้นี้ค่อยข้างบ่อย เวลามีอาการจุกเสียดแน่นท้อง
คำว่า “ธาตุ” มาจากแนวคิดของแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนโบราณที่มองว่าร่างกายมนุษย์และสรรพสิ่งในธรรมชาติประกอบขึ้นจากธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ หากธาตุตัวใดเสียสมดุลจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุลมและธาตุไฟ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบย่อยอาหารและการทำงานของกระเพาะลำไส้
ธาตุลมที่เสียสมดุลมักแสดงออกในรูปอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง เรอ มีลมในท้องมาก ธาตุไฟที่เสียสมดุลมักเกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร เช่น ย่อยไม่ดี อาหารไม่ย่อย หรือมีกรดในกระเพาะมากเกินไป
ยาธาตุจึงเป็นยาที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ปรับสมดุลของธาตุลมและธาตุไฟ ช่วยขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยย่อยอาหาร
ยาธาตุที่รู้จักกันดีและนิยมใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิดหลัก คือ ยาธาตุน้ำแดง และ ยาธาตุน้ำขาว โดยมีส่วนประกอบและสรรพคุณแตกต่างกัน ยาธาตุน้ำแดงมีส่วนประกอบหลัก ได้แก่ โซเดียมไบคาร์บอเนต มีฤทธิ์เป็นด่างช่วยการสะเทินกรดในทางเดินอาหาร จึงช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการจุกเสียด แน่นท้อง และน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรต่าง ๆ เช่น น้ำมันสะระแหน่ หรือเปปเปอร์มินต์ น้ำมันผักชีลาว น้ำมันขิง น้ำมันพริก โกฐน้ำเต้า และการบูร เป็นต้น ทั้งหมดมีสรรพคุณขับลมในกระเพาะและลำไส้ ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยบรรเทาอาการเรอเหม็นเปรี้ยว อาเจียนที่เกิดจากกรดเกิน
ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีอาการจุกเสียดได้ สามารถเลือกใช้ยาธาตุน้ำแดงได้ แม้ยาธาตุน้ำแดงมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงที่ยังคุมอาการไม่ได้ ควรระมัดระวังการใช้นี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากมีส่วนประกอบของเกลือโซเดียม
ส่วนยาธาตุน้ำขาว มีส่วนประกอบหลักคือ ฟีนิลซาลิไซเลท หรือ ซาลอล ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์เชื้ออ่อน ๆ ในลำไส้ และอาจมีเมนทอล ช่วยขับลมและให้ความรู้สึกเย็นสบายในช่องท้อง บางตำรับใส่น้ำมันจากลูกผักชีเทศ ซึ่งช่วยขับลม
อย่างไรก็ตามยาธาตุน้ำขาว ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาแอสไพริน เนื่องจากมีโครงสร้างของซาลอลกับแอสไพรินนั้นมีความคล้ายกัน และทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ยาธาตุน้ำขาวมีฤทธิ์เชื้ออ่อน ๆ จึงช่วยแก้ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อแบบไม่รุนแรง ช่วยขับลม และบรรเทาอาการไม่สบายท้อง แต่ยาธาตุน้ำขาวไม่ได้ช่วยในการลดกรดในทางเดินอาหาร
ไม่ว่ายาธาตุชนิดใด ก่อนรับประทาน ต้องเขย่าขวดก่อนใช้เสมอ ส่วนเด็กและสตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร เมื่อจะใช้ยาธาตุทั้งสองชนิดนี้ ต้องปรึกษาเภสัชกรเพื่อกำหนดขนาดยาที่เหมาะสม
เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้จะพบว่า ทั้งยาธาตุน้ำแดงและยาธาตุขาวเป็นยาที่ใช้ตามอาการ แต่หากใช้ปริมาณมากกว่าที่กำหนดหรือใช้ติดต่อนานเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ใช้ยาตามอาการโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุอาจนำไปสู่ความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น เช่น การปวดท้อง จุกเสียด อาหารไม่ย่อย เนื่องจากมีแผลหรือก้อนในกระเพาะอาหาร แต่ผู้ป่วยเลือกกินยาบรรเทาอาการเพื่อซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ก็อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรง หรือลุกลามมากขึ้น
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาธาตุสีใด ถ้าใช้ไปแล้ว 2-3 วันแต่อาการรุนแรงขึ้น หรืออาการเบาลงเฉพาะตอนรับประทานยา แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วอาการกลับมาอีก ก็ต้องรีบไปปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน หรือไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อหาสาเหตุของอาการและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และขอย้ำว่ายาธาตุที่เปิดใช้แล้ว มีอายุเพียง 6 เดือนเท่านั้น เมื่อเปิดใช้แล้วจึงต้องเขียนวันที่กำกับไว้ และไม่ควรซื้อยาขนาดบรรจุที่มากเกินไป เพราะอาจใช้ไม่หมดภายใน 6 เดือน
หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับยา โปรดสอบถามได้ที่ line @guruya ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : พาราเซตามอล ยาที่คุณอาจรู้จักไม่ดีพอ

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่รู้เรื่องยาเลย แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าคุณน่ารู้จักยาชื่อ พาราเซตามอลอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นยาที่ทุกคนเคยกินด้วย
พาราเซตามอล (Paracetamol) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เป็นชื่อที่เรียกกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ถ้าคุณไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วต้องการซื้อพาราเซตามอล อาจหาไม่เจอเนื่องจากบนฉลากยาเขียนเป็น Acetaminophen
ยาพาราเซตามอล มีสรรพคุณลดไข้ บรรเทาปวด เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการ ในประเทศไทย ยาตัวนี้ที่ทำเป็นเม็ด ส่วนมากขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม โดยทั่วไปขนาดการกินยาพาราเซตามอลจะขึ้นกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย เช่น ผู้ใหญ่น้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้กินครั้งละ 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) ก็เพียงพอ ส่วนคนที่น้ำหนักตัวมากกว่านี้ อาจกินได้เม็ดครึ่ง (เท่ากับ 750 มิลลิกรัม) หรือถ้าน้ำหนักตัวเกิน 70 กิโลกรัม อาจกินได้ถึง 2 เม็ด และในกรณีที่ยังมีอาการปวดหรือยังมีไข้อยู่ ก็สามารถกินซ้ำได้ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง
การกินยาพาราเซตามอล สามารถกินในเวลาใดก็ได้ ไม่ขึ้นกับมื้ออาหาร โดยทั่วไปถ้ากินพาราเซตามอลในขนาดปกติอย่างถูกต้อง ก็ไม่ค่อยทำให้เกิดอาการข้างเคียง และไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ในบางคนก็มีโอกาสแพ้ยาพาราเซตามอลได้เช่นกัน ถ้ากินแล้วมีผื่นคัน หายใจลำบาก ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าแพ้ยา ในกรณีที่แพ้ยา ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน และถ้าใครแพ้พาราเซตามอล ต้องจำไว้ หรือจดไว้ในสมุดว่าแพ้ยาตัวนี้ แล้วต้องระวังการใช้ยาชนิดต่าง ๆ ด้วย เพราะยาสูตรผสมหลายชนิดมีส่วนประกอบของยาพาราเซตามอล
ข้อควรระวังที่สำคัญของการใช้ยาพาราเซตามอล คือการกินยาขนาดสูงสุด และกินระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจเกิดพิษต่อตับ โดยขนาดยาสูงสุดต่อวันที่ใช้ได้คือ วันละ 4,000 มิลลิกรัม หรือ 8 เม็ดของยาขนาด 500 มิลลิกรัม และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 5 วัน ถ้าใครน้ำหนักตัวไม่ถึง 50 กิโลกรัม ไม่ควรใช้เกินวันละ 3,000 มิลลิกรัม หรือ 6 เม็ด เพราะการกำจัดยาพาราเซตามอลต้องพึ่งพาการทำงานของตับ และตับของเรามีความสามารถกำจัดยาตัวนี้ได้ประมาณวันละ 4 กรัมติดต่อกัน 5 วัน ถ้าเกินจากนี้จะเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบ
ดังเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่มาของข้อควรระวัง จนถึงห้ามใช้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยที่ตับทำงานบกพร่องรุนแรง ถ้าใครเจ็บป่วยมีอาการปวด หรือเป็นไข้ และต้องกินยาพาราเซตามอลในขนาดสูง และกินติดต่อแล้วไม่หายป่วย ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และรักษาที่ต้นเหตุ
ส่วนคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดพิษต่อตับได้ง่ายจากการกินยาตัวนี้ และเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น ต้องระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอลเป็นพิเศษ หรือปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ยาพาราเซตามอลมีหลากหลายยี่ห้อและรูปแบบ มีทั้งเม็ดแบบกลม และรี รูปร่างของเม็ดยามีผลต่อความยากง่ายในการกลืนยา บางคนกลืนยาเม็ดกลมไม่ค่อยได้ เพราะยาชนิด 500 มิลลิกรัมมีขนาดค่อนข้างใหญ่ บางคนอาจรู้สึกว่าเม็ดแบบรี กลืนง่ายกว่าอันนี้เป็นเรื่องของปัจเจก
ในกรณีที่ซื้อใช้ส่วนตัวหรือภายในครอบครัวขนาดเล็ก แนะนำให้ซื้อแบบแผงน่าจะสะดวกกว่า และไม่ต้องซื้อตุนไว้จำนวนมาก เพราะเราควรใช้ยาในระยะสั้น ๆ แต่กรณียาน้ำยาพาราเซตามอล มีทั้งแบบยาน้ำเชื่อมใส ๆ กับยาแขวนตะกอน ยามีความแรงหลากหลาย และหลายรสชาติ พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูฉลากให้ดี ถ้ารับประทานผิดขนาดจะเป็นพิษต่อตับ ส่วนเด็กน้อยที่กินยายาก ก็ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองปรึกษาเภสัชกร เพื่อหารสชาติยาที่ทำให้ลูกหลานกินได้ง่ายขึ้น
ย้ำว่ายาพาราเซตามอลที่มีอยู่ทุกบ้าน ทุกคนต้องเคยใช้ แถมยังหาซื้อได้จากทุกที่ จึงต้องศึกษาให้ดีก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้ยาได้ปลอดภัย แต่หากคุณมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับยาตัวนี้ หรือยาอื่น ๆ โปรดสอบถามจากเภสัชกรใกล้บ้าน หรือทาง line @guruya ศูนย์ข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการใช้ยาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ไม่ง่าย แต่เลิกได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ไม่ง่าย แต่เลิกได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ไม่ง่าย แต่เลิกได้

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 10.39 น.

อย่างที่กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ในช่วงประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมานี้ เราพบว่า การติดบุหรี่ก็มีวิวัฒนาการจากบุหรี่มวนๆ เป็นบุหรี่ไฟฟ้า แต่ว่าพิษภัยต่อสุขภาพก็ไม่ได้แตกต่างกัน แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีการเผาไหม้เหมือนบุหรี่มวน แต่ไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีสารพิษหลายชนิด เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามักมีการออกแบบที่ดึงดูดใจเยาวชน เช่น กลิ่นหอม รสชาติหลากหลาย และรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ทำให้เยาวชนเริ่มทดลองใช้ และเสพติดนิโคตินตั้งแต่อายุยังน้อย มีผลต่อการพัฒนาสมองและสุขภาพในระยะยาว

ตัวการหลักที่ทำทำให้เกิดการเสพติดบุหรี่ไม่ว่าจะในรูปแบบดั้งเดิม หรือรูปแบบใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้า ก็คือ “นิโคติน” ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่กระตุ้นสมอง ทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและเสพติดในที่สุด บุหรี่ไฟฟ้าแม้จะไม่มีการเผาไหม้ แต่ก็ให้นิโคตินในรูปแบบของไอระเหย ที่ดูดซึมผ่านปอดได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน และด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ใช้ได้บ่อยโดยไม่มีกลิ่นเหม็น จึงทำให้ผู้ใช้รู้สึกพึงพอใจ จึงทำให้ผู้ใช้สามารถสูบไอได้ตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัว การเสพติดจึงเกิดจากความถี่ และการใช้งานเรื่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้นิโคตินสะสมในร่างกายสูงกว่าบุหรี่มวนในบางกรณีโดยไม่รู้ตัว

โดยสรุปความน่ากลัวของบุหรี่ไฟฟ้าคือ มันทำให้ติดง่ายและเลิกยากกว่า บุหรี่มวนๆ แบบดั้งเดิมเสียอีก ความที่มันใช้ง่ายใช้สะดวกกว่า ไม่ต้องจุดไฟให้ยุ่งยาก ก็เลยกลายเป็นอยากสูบเมื่อไหร่ก็สูบ สูบง่ายก็ติดง่าย เมื่อติดง่ายกว่าก็ย่อมเลิกยากกว่า และแนวทางการเลิกโดยเฉพาะก็ยังไม่มี มีแต่ประยุกต์ใช้แนวทางการเลิกบุหรี่แบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะบุหรี่แบบใด ล้วนไม่มีข้อดีต่อร่างกาย ยิ่งเลิกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อสุขภาพมากเท่านั้น ถ้าพิจารณาตามความเป็นจริงให้ดี การที่เราติดอะไรก็แล้วแต่ ล้วนสะท้อนถึงความอ่อนแอของตัวเรา ดังนั้น ถ้าเลิกได้ ก็แสดงว่าเราเป็นคนเข้มแข็งจริง ผู้เขียนจึงขอเอาใจช่วยคนที่กำลังเลิกทุกท่าน แค่คิดได้ว่า จะเลิกแล้ว ก็ดีมากๆ แล้ว แสดงว่าเรารักและทำเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง และผู้เขียนขอแนะนำแนวทางที่จะทำให้การเลิกบุหรี่ มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเป็นขั้นตอนดังนี้ (1) ยอมรับก่อนว่าการสูบบุหรี่ไม่ดีต่อตัวเองและคนรอบข้าง ตั้งเป้าหมายให้ชัดว่าเลิกบุหรี่เพื่ออะไร เพื่อลูก เพื่อสุขภาพ เพื่อเงิน(ที่ลดลงจากการไม่ต้องใช้ซื้อบุหรี่) และควรกำหนดวันเลิกให้ชัดเจนภายในไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ (2) ประเมินระดับการติดบุหรี่ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะให้เภสัชกรใกล้บ้านช่วย หรือจะลองทำในอินเตอร์เน็ตก็ย่อมได้ ระดับการติดที่ได้จะบ่งบอกว่าจำเป็นต้องใช้ยาในการช่วยเลิกบุหรี่หรือไม่ (3) หาผู้เชี่ยวชาญช่วยเลิกบุหรี่ อาจจะเริ่มจาก Quitline โทร 1600 หรือถ้าอยากคุยกับคนตัวเป็น ๆ แนะนำลองปรึกษาเภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่สามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ รวมถึงพาผู้ต้องการเลิกบุหรี่เลิกได้สำเร็จมาแล้วนักต่อนัก (4) วางแผนการเลิกที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของตัวเอง เช่น ถ้าสูบเวลาเจอเพื่อนก็อาจจะเลี่ยงการพบปะเพื่อนฝูง เป็นต้น (5) เตรียมรับมืออาการขาดนิโคติน ซึ่งจะพีคมากในช่วงสัปดาห์แรก ก็คือ ปวดหัว หงุดหงิด ง่วงนอน อ่อนเพลีย การดื่มน้ำบ่อยๆ ออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ คาถาสำคัญที่ต้องท่องก็คือ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป (6) เตรียมตัวให้ดี เมื่อต้องเจอสิ่งกระตุ้นให้สูบบุหรี่ แน่นอนว่าถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหาทางแก้ปัญหา เช่น เวลาที่เคยพักสูบบุหรี่ก็ไปเดินเล่นแทน เป็นต้น (7) บันทึกความสำเร็จ จดวันที่เริ่มเลิก จดสถิติวันที่เลิกได้ ให้รางวัลกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ บ้าง (8) ถ้าเกิดเผลอสูบอีกก็ให้อภัยตัวเอง อย่าเพิ่งคิดว่าล้มเหลว แล้วก็ล้มเลิกการเลิกบุหรี่ครั้งนี้ ท่องไว้ว่าไม่เป็นไร ผิดนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติ คนไม่ทำผิดคือคนไม่ทำอะไร

สำหรับยาที่ใช้สำหรับการเลิกบุหรี่ จะมีข้อบ่งใช้เมื่อผู้สูบมีระดับการติดค่อนข้างสูง ก่อนใช้ยาจำเป็นต้องประเมินว่าผู้ต้องการเลิกบุหรี่มีข้อห้ามใช้ยาอะไรหรือไม่ หรือเหมาะสมกับยาชนิดใดมากที่สุด ซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรจะพิจารณาจากรายละเอียดของผู้ต้องการเลิกบุหรี่แต่ละรายและปรับแผนการใช้ยาไปตามการตอบสนองในแต่ละระยะ ทั้งนี้ทั้งนั้นยาเป็นเพียง 1 ตัวช่วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้ต้องการเลิกสูบนั่นเอง สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ตัดสินใจเลิกบุหรี่ทุกคน และหากท่านกำลังใช้ยาและต้องการสอบถามเรื่องยาเลิกบุหรี่ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ศูนย์ข้อมูลยา หรือเขามาขอคำปรึกษาได้ที่โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : บุหรี่กับสารพัดโรคร้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : บุหรี่กับสารพัดโรคร้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : บุหรี่กับสารพัดโรคร้าย

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก แต่แม้จะมีวันงดสูบบุหรี่ของมนุษยโลก แต่โลกนี้ก็ยังมีโรงงานผลิตบุหรี่ และยังมีคนสูบบุหรี่ สรุปว่า รณรงค์ให้หยุดสูบก็ทำกันไป แต่ก็ยังมีการผลิตและมีผู้สูบต่อไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบุหรี่มีพิษภ้ยก็ตาม

พิษภัยและโทษของบุหรี่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และส่งผลเสียต่อสุขภาพ เรื่องนี้หลายคนก็คงรู้ แต่หลายคนอาจไม่ตระหนัก บางคนตระหนักก็เมื่อสายไปแล้ว วันนี้จะเจาะลึกว่า ในกรณีที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ แต่ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป การดำเนินไปของโรคจะเป็นอย่างไร แตกต่างกับคนไม่สูบบุหรี่อย่างไร หากรู้เรื่องนี้แล้ว น่าจะทำให้เกิดความตระหนักรู้ แล้วเป็นแรงบันดาลใจให้เลิกสูบบุหรี่

ถึงแม้ว่าบนซองบุหรี่จะมีภาพน่าเกลียด น่ากลัวมากแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าไม่ได้ทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ยุคปัจจุบันมีวัยรุ่นสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ผู้เขียนหนักใจ เพราะเกรงว่าวัยรุ่นวัยเรียนที่สัดส่วนประชากรไม่มากนักเมื่อเทียบกันคนวัยชรา หากวัยรุ่นสูบบุหรี่จัด ๆ จะเติบโตไปเป็นคนวัยทำงานที่น่าเป็นห่วงสุขภาพ อาจจะเจ็บป่วยหลายโรค ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแบบที่ชอบพูดกันว่า no limit  เพราะป่วยเป็นโรคประจำตัวจากบุหรี่

บุหรี่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคต่าง ๆ ได้มาก เริ่มจากระบบหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ที่มีคนเป็นบ่อยที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง ถ้าความดันสูง กินยาแล้ว แต่ยังสูบบุหรี่ ผลการควบคุมความดันโลหิตอาจไม่ดี เพราะนิโคตินในบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น นิโคตินยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น 

ดังนั้นคนที่เป็นโรคหลอดเลือดตีบ โรคก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก ผลรวมก็คือ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดหัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ หลายคนที่อายุมากขึ้น แต่ผลตรวจร่างกายยังดี ความดันปกติ เบาหวานก็ไม่เป็น แต่มีไขมันในเลือดสูงนิดหน่อย ก็อย่าย่ามใจแล้วสูบบุหรี่ต่อไป ข้อให้รู้ไว้ว่านิโคติน และสารพิษอื่น ๆ ในควันบุหรี่มีบทบาทสำคัญทำให้เกิดหลอดเลือดอักเสบ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง และทำให้เกิดแผ่นพอกหรือคราบในหลอดเลือดที่ประกอบด้วย ไขมัน เซลล์อักเสบ พังผืด และแคลเซียม ซึ่งคราบนี้จะสะสมอยู่ในชั้นในของผนังหลอดเลือดแดง และเมื่อหนามากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดแคบลงหรือตีบตัน จนอาจเกิดอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และถ้าคราบดังกล่าวหลุดออกมา จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ หลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันได้

สำหรับโรคในระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่คนเป็นกันมาก บางคนเข้าใจว่าไม่เกี่ยวอะไรกับการสูบบุหรี่ แต่ที่จริงนิโคตินในบุหรี่ทำให้อินสุลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความไวน้อยลง ผลก็คือการควบคุมน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่จะยากขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินมากขึ้น การเป็นโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานก็ง่ายและรุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต

อีกโรคหนึ่งที่คนสูบบุหรี่มักไม่นึกถึงว่ามันจะเกี่ยวกันคือ กระดูกพรุน แต่การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อโรคนี้อย่างมากมาย นิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่ ลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก และเพิ่มการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ลดการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้หญิงบุหรี่ทำให้หมดประจำเดือนเร็วขึ้น ขาดเอสโตรเจนเร็ว เสียมวลกระดูกเร็ว ผลรวมๆ คือ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะสะโพก สันหลัง ข้อมือ ที่แย่ก็คือบุหรี่ทำให้เสียความสมดุลและมวลกล้ามเนื้อ ทำให้หกล้มง่ายขึ้นด้วย

ส่วนโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเดินหายใจและปอด รวมถึงมะเร็ง ในแง่ของการใช้ยา ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงที่กล่าวแล้วข้างต้น จะมีความยากลำบากมากกว่าในการปรับสูตรยาและขนาดยา อาจจะต้องใช้ยาขนาดสูงกว่า หรือเพิ่มชนิดของยาเข้าไปในสูตรการรักษา เมื่อเพิ่มทั้งชนิดและขนาดยา ย่อมต้องเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา ดังนั้น มันจะดีกว่ามาก หากผู้ป่วยสามารถเลิกบุหรี่ได้ ประสิทธิผลในการรักษารวมถึงความปลอดภัยในการใช้ยาก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก เพราะฉะนั้นในระยะนี้ขอนำเสนอเรื่องพิษภัยร้ายของบุหรี่ และขอแนะนำวิธีการเลิกสูบบุหรี่ เพื่อให้คนที่ไม่สูบบุหรี่ หรือเคยสูบแต่สามารถเลิกได้ จะได้มีสุขภาพดีมากขึ้น 

หลายคนคงรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ว่าทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นานา และก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยสูบบุหรี่ต่อไป ดังนั้น วันนี้จะเจาะลึกลงไปว่า ถ้าหากป่วยเป็นโรคต่าง ๆ แต่ยังคงสูบบุหรี่ การดำเนินของโรคจะเป็นอย่างไร แล้วมีความแตกต่างจากคนที่ไม่สูบบุหรี่อย่างไร เชื่อว่าหากคุณอ่านบทความนี้แล้วน่าจะทำให้เกิดความตระหนักรู้ แล้วมีแรงบันดาลใจช่วยให้เลิกบุหรี่ได้

ก่อนจะไปพูดเรื่องผลต่อโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากบุหรี่ ก็ต้องบอกว่า ทุกวันนี้ปรากฏว่าเด็กไทย และคนไทยยังคงสูบบุหรี่ และเห็นชัดว่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น ถึงแม้ว่าบนซองบุหรี่จะมีภาพน่าเกลียดน่ากลัวมากแค่ไหนก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าไม่ช่วยลดการสูบบุหรี่ลง 

ปัจจุบันพบว่าวัยรุ่นสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ราวกับว่าทำสิ่งที่โก้เก๋ ผู้เขียนจึงค่อนข้างหนักใจ เพราะวิตกว่าวัยรุ่นวัยเรียนที่นับวันจะมีจำนวนน้อยลงทุกที เด็กวัยรุ่นที่สูบบุหรี่นั้น เมื่อเติบโตเป็นวัยทำงานก็จะมีปัญหาสุขภาพ และเจ็บป่วยด้วยโรคหลายชนิด  กลายเป็นคนมีโรคประจำตัวสารพัดโรคเพราะการสูบบุหรี่

บุหรี่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคต่าง ๆได้ เช่น เริ่มจากระบบหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ที่มีคนเป็นบ่อยที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง ถ้าความดันสูง แล้วกินยาคุมความดัน แต่ยังสูบบุหรี่ ผลการควบคุมความดันโลหิตอาจจะไม่ดี เพราะนิโคตินในบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น 

นิโคตินยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น ดังนั้น คนที่เป็นโรคหลอดเลือดตีบ โรคก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ผลคือ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดหัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต หลายคนที่อายุเริ่มมากขึ้น แต่ผลตรวจร่างกายยังอยู่ในสภาวะที่ดี ความดันปกติ ไม่เป็นเบาหวาน แต่มีไขมันในเลือดสูงนิดหน่อย ก็อย่าย่ามใจแล้วสูบบุหรี่ต่อไป 

ต้องย้ำว่านิโคติน และสารพิษอื่น ๆ ในควันบุหรี่มีส่วนสำคัญทำให้หลอดเลือดอักเสบ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง แล้วยังทำให้เกิดแผ่นพอกหรือคราบในหลอดเลือดที่ประกอบด้วย ไขมัน เซลล์อักเสบ พังผืด และแคลเซียม โดยคราบนี้จะสะสมอยู่ที่ชั้นในของผนังหลอดเลือดแดง แล้วเมื่อมันหนามากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดแคบลงหรือตีบตัน จนทำให้เกิดอาการโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง แต่ถ้าคราบนั้นหลุดออกมา ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันได้ด้วย

สำหรับโรคในระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ขอบอกว่าเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นโรคนี้เยอะมาก แต่อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ แต่ความจริงนั้น นิโคตินในบุหรี่ทำให้อินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความไวน้อยลง ผลคือการควบคุมน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานแล้วยังคงสูบบุหรี่ จะมีปัญหาควบคุมน้ำตาได้ยากขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินหนักขึ้น และเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ง่ายและรุนแรงขึ้น เช่น เบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต

อีกโรคหนึ่งที่คนสูบบุหรี่มักไม่นึกว่าเกี่ยวกันคือ กระดูกพรุน ขอบอกว่าการสูบบุหรี่มีผลเสียต่อโรคกระดูกพรุนอย่างมาก นิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่ จะไปทำให้เกิดภาวะลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก แต่เพิ่มการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ลดการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้หญิง บุหรี่ทำให้หมดประจำเดือนเร็วขึ้น ขาดเอสโตรเจนเร็ว เสียมวลกระดูกเร็ว ผลโดยรวมคือ เสี่ยงการเกิดกระดูกหักมากขึ้น โดยเฉพาะกระดูดสะโพก สันหลัง ข้อมือ แต่ที่แย่กว่าคือบุหรี่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลและมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หกล้มง่ายขึ้น

ส่วนโรคอื่น ๆ เช่น ทางเดินหายใจและปอด และมะเร็ง ในแง่ของการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงโรคที่กล่าวในข้างต้น จะทำให้มีความยากลำบากมในการปรับสูตรยาและขนาดยา อาจต้องใช้ยาขนาดสูงกว่า หรือเพิ่มชนิดของยาเข้าไปในสูตรการรักษา เมื่อเพิ่มทั้งชนิดและขนาดยา ย่อมเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เพราะฉะนั้น มันจึงดีกว่าหากผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิผลการรักษา และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาด้วย
รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาคลายเครียดให้ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาคลายเครียดให้ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาคลายเครียดให้ถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเขียนเรื่องความเครียดและการจัดการแก้ความเครียดไปแล้ว ก็มีคำถามว่า ผู้ที่ต้องใช้ยาตัวนี้มีความกังวลว่าใช้ยาแล้วจะมีผลเสียต่อร่างกายในระยะสั้นและยาวอย่างไรบ้าง สัปดาห์นี้จะขยายความเรื่องยาคลายเครียด เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น
ก่อนอื่นต่องย้ำว่า ยาคลายเครียดหรือยารักษาอาการวิตกกังวล ต้องสั่งโดยแพทย์หรือจิตแพทย์เท่านั้น คนที่กำลังเครียดและอยากจะใช้ยาคลายเครียดจึงต้องไปพบแพทย์ เพื่อประเมินความจำเป็น และการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อห้ามใช้ยาตัวนี้ 

ยาคลายเครียดมีหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีข้อห้าม หรือข้อควรระวังการใช้แตกต่างกัน ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepine) ห้ามใช้กับคนที่มีประวัติติดสารเสพติด หรือแอลกอฮอล์ เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หญิงตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก) หญิงให้นมบุตร และผู้ป่วยตับทำงานผิดปกติรุนแรง 

ยาอีกกลุ่มที่ถูกใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวล ได้แก่ ยาต้านเศร้ากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (SSRI, selective serotonin reuptake inhibitors) รวมถึง โรคต้านเศร้ากลุ่มเอสเอ็นอาร์ไอ (SNRI, serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors) ซึ่งมียาหลากหลายรายการที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ละตัวก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามใช้แตกต่างกัน บางตัวห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ บางตัวห้ามใช้เมื่อตับไตผิดปกติ บางตัวห้ามใช้ในคนที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือมีโรคต้อหิน เป็นต้น
ส่วนผู้ที่กำลังใช้ยาอยู่ เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าเพิ่งกังวลใจแล้วเลิกใช้ยาด้วยตัวเอง เพราะกลัวตับอักเสบ ไตวาย เพราะการจะเลิกใช้ก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และต้องบอกว่าถ้าได้รับยาจากแพทย์ แล้วไปตรวจตามนัดสม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะทุกครั้ง แพทย์ต้องเช็คสิ่งที่ต้องตรวจตามระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าต้องได้ยาจากแพทย์ แต่ไม่สะดวกไปพบแพทย์  แล้วดันไปซื้อยาจากร้านยาเอง ซึ่งยาบางชนิดสามารถซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด 

สำหรับภาวะวิตกกังวลที่จำเป็นต้องใช้ยา โดยแต่ละคนอาจได้รับการรักษา และใช้ยาแตกต่างกันไป โดยระยะเวลารักษาอาจกินเวลานาน บางรายอาจเป็นเดือนไปจนถึงเป็นปี ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ บางคนพอรู้สึกดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็เลิกกินยาเอง แต่ที่จริงแล้วยาเพิ่งจะปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หรือควบคุมอาการเท่านั้น แต่เมื่อหยุดยาเอง อาการก็กลับเป็นซ้ำ แล้วอาจรุนแรงมากขึ้น แต่ตามปกติ เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วเห็นควรให้หยุดยา ก็ไม่ได้ให้หยุดยาทันที เพราะแพทย์ต้องค่อย ๆ ลดการใช้ยาลงตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันอาการขาดยา

โดยสรุป เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาคลายเครียด โดยใช้ยาอย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัยสูงสุด จำเป็นต้องทำดังนี้  (1) ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ลืม ไม่ลด ไม่งด ไม่หยุดยา หรือเพิ่มขนาดยาเอง แต่ในกรณีลืมจริง ๆ ให้กินยาทันทีเมื่อนึกได้ แต่ถ้านึกได้เมื่อใกล้กับการกินยามื้อถัดไป ให้กินยามื้อถัดไปตามปกติ แต่ห้ามกินยาเป็น 2 เท่าเพราะอาจเกิดอันตรายจากขนาดยาสูงเกินไป

(2) สังเกตอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงนอน ใจสั่น แล้วปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อปรับการใช้ เพราะอาการบางอย่างอาจเกิดขึ้นในช่วงแรก เมื่อใช้ยาไปสักพักก็จะดีขึ้น อาการบางอย่างอาจแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนเวลากินยาให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย 

(3) ไม่หยุดยาเองกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุยาหมด หรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้น แล้วอยากรู้ว่าเมื่อหยุดยาแล้วจะมีอาการอย่างไร เพราะเสี่ยงต่อการรักษาไม่ได้ผล

(4) ไม่นำยาของคนอื่นมาใช้ หรือเอายาของตนเองไปให้คนอื่นใช้ เพราะอาจไม่ตรงกับโรค ไม่เหมาะกับสภาวะบางอย่างของผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญคือการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ 

(5) ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผลการรักษา 

(6) ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วยในการรักษาโรคหรือภาวะอื่นใด ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินว่ายาคลายเครียดที่ใช้อยู่นั้นตีกับยาอื่นที่ต้องใช้หรือไม่ 

(7) ห้ามกินยาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากยามีผลทำให้ง่วง ก็ต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือควบคุมเครื่องจักร

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียดคือคำตอบสุดท้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียดคือคำตอบสุดท้าย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียดคือคำตอบสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

สังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ การเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น แต่ก็อาจทำให้เราเครียดมากขึ้นได้ด้วย จนหลายคนบ่นว่า ทุกวันนี้อยู่ยาก ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะความสะดวกสบายมากขึ้นแต่ชีวิตกลับอยู่ยากกว่าเดิม
ดูเหมือนว่ายิ่งโลกเปลี่ยนไป คนมากมายกลับมีภาวะเครียดมากขึ้น เช่น เครียดกับปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ รวมถึงความไม่แน่นอนต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นทุกวัน บางคนเครียดกับการงาน และชีวิตส่วนตัว ถ้าหากจัดการความเครียดไม่ได้ ก็จะส่งผลต่อสุขภาพใจและสุขภาพกายด้วย


ในทางการแพทย์ ความเครียดเป็นภาวะที่ร่างกายและจิตใจตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งจากภายนอกและภายใน ที่ถูกรับรู้ว่าเป็นภัยคุกคาม หรือเกินกำลังที่จะปรับตัวได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา จิตใจ และพฤติกรรม 
ความเครียดไม่ใช่แค่รู้สึกไม่สบายใจเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการตอบสนองของร่างกายที่ซับซ้อนมาก เช่น การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล และอะดรีนาลีน ซึ่งมีผลต่อระบบประสาท หัวใจ และภูมิคุ้มกัน เมื่อประสบกับความเครียด ร่างกายจะตอบสนองโดยมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อตึง นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือกินมากผิดปกติ หงุดหงิด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า 


องค์การอนามัยโลกจัดให้ความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมากในยุคปัจจุบัน หากมีความเครียดสูงหรือเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า และวิตกกังวล เป็นต้น
ที่มาของความเครียดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เทคนิคการจัดการความเครียดที่ทุกคนสามารถเลือกหยิบไปใช้ ก่อนที่จะต้องใช้ยา ได้แก่ 
(1) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง เมื่อได้หลับสักตื่น อย่างน้อยก็น่าจะสดชื่นขึ้น ดีกว่าเครียดไปง่วงไป
(2) วางแผนจัดการเวลาหรือทรัพยากรต่าง ๆ ในชีวิตให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ วางแผนเสร็จก็น่าจะพอมองเห็นทางออกของบางปัญหา เมื่อวางแผนเสร็จเรียบร้อย ความเครียดน่าจะเบาบางลง
(3) ฝึกสมาธิ จดจ่อกับลมหายใจ อยู่กับปัจจุบันขณะ และทำใจให้สงบ  
(4) การออกกำลังกาย เมื่อได้เหงื่อ สารเอนดอร์ฟินจะหลั่งออกมาบรรเทาอาการเครียด 
(5) ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน และครอบครัว ให้ฟังเราระบายความอัดอั้นในใจ เพราะบางคนแค่มีคนให้บ่นให้ระบายก็หายเครียดได้ แต่ข้อนี้อาจจะต้องเลือกดี ๆ ถ้าบ่นให้ฟังผิดคน อาจจะเครียดกว่าเดิม


คนที่ทำทุกข้อในข้างต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือกำจัดปัจจัยที่ทำให้เครียดออกไปไม่ได้สักที อาจสงสัยว่า กินยาคลายเครียดให้จบ ๆ ไปได้หรือไม่ ตอบว่าได้ แต่ย้ำว่าการใช้ยาคลายเครียดต้องพิจารณาว่า เมื่อความเครียดหรือความวิตกกังวลนั้นมันรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน สุขภาพร่างกาย หรือจิตใจ จนไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาได้ด้วยวิธีอื่น ตัวอย่างที่แพทย์พิจารณาให้ยาคลายเครียดคือ อาการวิตกกังวลมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น วิตกกังวลจนทำงานไม่ได้ ใจสั่น เหงื่อออกง่าย เบื่ออาหาร หรือหลีกเลี่ยงสังคม นอนไม่หลับเรื้อรังจากความเครียด โดยเฉพาะเมื่อเป็นนานเกิน 2–3 สัปดาห์ และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน มีอาการทางกายที่มาจากความเครียด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ใจสั่น ความดันขึ้น โดยแพทย์ตรวจร่างกายแล้ว แต่ว่าไม่พบสาเหตุชัดเจน กรณีนี้ แพทย์พิจารณาแล้วว่าต้องใช้ยา ก็จะสั่งยาคลายเครียดให้ผู้ป่วย ยาส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แพทย์จะสั่งโดยพิจารณาเลือกยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรอบคอบ แล้วผู้ป่วยเองก็ต้องใช่ยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่กิน ๆ หยุด ๆ ลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ การจะเพิ่มยา เปลี่ยนยา ลดยา หรือหยุดยาคลายเครียด ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์เท่านั้น


สรุป ความเครียดเป็นเรื่องที่ทุกคนประสบพบเจอได้ บางคนอาจแก้ไขได้ในขั้นต้น แต่ถ้าแก้ไม่ได้ การใช้ยาก็น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น โปรดระลึกเสมอว่า การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เสพยาเสพติด ไม่ใช่หนทางคลายเครียดท หากใครใดใช้สิ่งเหล่านี้เพราะคิดว่าจะคลายเครียดได้ ขอให้ยุติทันที เพื่อชีวิตที่ดีของคุณเอง 


รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย