รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ควรกินอยู่อย่างไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ควรกินอยู่อย่างไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ควรกินอยู่อย่างไร

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยมากคือ ถ้าเป็นมะเร็งแล้วควรกินหรือควรเลี่ยงอาหารประเภทใด อย่างไร ตอบแบบกว้าง ๆ คือ อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกินได้แก่ อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ สะอาด ปรุงถูกสุขลักษณะ ขอย้ำว่าไม่เคยแนะนำว่าต้องไปสรรหาอาหารพิเศษใด ๆ มากินเพื่อต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง 
แป้งก็กินได้ น้ำตาลก็กินได้ โปรตีนไม่ว่าจะจากสัตว์หรือพืชก็กินได้ แต่กินในสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง อันนี้มีประเด็น คือ ส่วนใหญ่คำแนะนำหรือข้อมูลความรู้จะเน้นหนักไปทางอาหารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง 
อาหารที่ควรเลี่ยงถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อาทิ เนื้อแดง อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารไขมันสูง อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันทอดซ้ำ แต่หากเป็นมะเร็งไปแล้ว ก็แปลว่าเรายิ่งต้องเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเหมือนกับเรามียีนกระตุ้นการเกิดมะเร็งอยู่แล้ว คนทั่วไปกินแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ดังนั้น คนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว ต้องเลี่ยงอาหารเหล่านี้ให้ได้
ที่กล่าวมาข้างต้น คือการพูดกันอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ความจริงอาหารการกินในผู้ป่วยมะเร็งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราจะขอข้ามเรื่องอาหารก่อนเป็นมะเร็งไป โดยเก็บไว้พูดกันวันหน้า เพราะประเด็นจำเพาะที่อยากเล่าในวันนี้คือ กรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวทำให้คลื่นใส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การรับรสอาหารเปลี่ยน เป็นผลทำให้ผู้ป่วยกินไม่ได้ ตัวผู้ป่วยเองก็กังวล ญาติหรือผู้ดูแลก็กังวล ผู้ป่วยเองก็อยากกิน แต่กินไม่ได้ ญาติก็พยายามสรรหาสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าดีต่อสุขภาพมาให้กิน แต่ผู้ป่วยก็กินไม่ได้ ญาติบางคนไปกันใหญ่ถึงขั้นจัดแจงให้กินแต่อาหารที่คิดว่าดี พร้อมกันนั้นก็ห้ามผู้ป่วยกินสิ่งต่าง ๆ ที่เคยชอบกิน หรือยังพอกินได้ โดยอ้างว่าไม่เหมาะ เช่น ห้ามกาแฟ ห้ามกินเนื้อ ให้กินแต่ผักผลไม้ ธัญพืช แถมยังพยายามไม่ปรุงแต่งเพื่อลดเค็ม ลดเกลือ ลดสารปนเปื้อน แบบนี้ก็ยิ่งทำให้ต่างคนต่างเครียดมากขึ้น สุดท้ายไม่สงผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยและญาติ ๆ 
สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดกินไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วมาจากตัวยาที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร โดยทั่วไปจะมีการให้ยาเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนไว้แล้ว ถ้าคนไข้ใช้ยาถูกต้องตามแพทย์สั่งก็จะช่วยป้องกันอาการได้ราว ๆ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากินยาตามสั่งแล้วยังป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ คนไข้ต้องแจ้งแพทย์ เพราะสามารถเพิ่มชนิด หรือขนาดยาให้สอดคล้องกับอาการของคนไข้ได้ 
ในส่วนของการจัดการด้วยวิธีไม่ใช้ยาเมื่อคนไข้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนคือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารมัน ๆ รสจัด ๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง อย่ากินอาหารทีละมาก ๆ หรือกินอิ่มเกินไป แต่ควรกินทีละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ และอาจพิจารณาอาหารที่รสอ่อน ๆ อาจจิบน้ำขิงหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อลดอาการคลื่นไส้ และทางที่ดีก็ควรเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมหยิบมากินได้ตลอดวัน เผื่อจังหวะไหนที่อาการคลื่นไส้ทุเลาลง ก็จะได้กินทันที ที่สำคัญไม่ควรฝืนใจกิน เพราะหากกินเข้าไปแล้วอาเจียนก็จะกลายเป็นภาพจำที่ไม่ดีสำหรับผู้ป่วย จนอาจจะพาลไม่อยากกินอาหารนั้นไปอีกนาน
สรุป ผู้ป่วยควรกินอาหารดีมีประโยชน์ที่กินได้ในเวลาที่อยากกิน ส่วนอาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างที่ผู้ป่วย หรือญาติรู้สึกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ชา น้ำอัดลม ขนมหวาน ก็กินได้ปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ควรให้กินในสิ่งที่ยังมีความอยากกินได้บ้าง
ส่วนอาหารที่ผู้เขียนยืนยันไม่ให้กินโดยเด็ดขาดระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งทำให้ภูมิต้านทานของคนไข้ต่ำ คือ อาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่าง ๆ อาหารบางอย่างอาจรู้สึกว่าดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้ แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งจะได้รับยาเคมีบำบัดและมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แนะนำให้กินผักสดหรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากอาจล้างเอาเชื้อโรคออกได้ไม่หมด หากอยากกินก็กินผักสุก หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกออกแล้ว ซึ่งปลอดภัยมากกว่าอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกใหม่ ๆ หรือเก็บค้างคืน อาหารดิบ ๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ต้องเลี่ยงให้มาก รวมถึงพวกอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่างหมักดองต่าง ๆ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากเรื่องอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวยังทำให้เกิดแผลในปากและทางเดินอาหารได้ ทำให้นอกจากเบื่ออาหารแล้ว คนไข้ยังมีปัจจัยซ้ำเติม ที่ทำให้กินได้น้อยลง เนื่องจากเจ็บแผลในปาก  แต่มีเมนูขอแนะนำคือ อาหารที่มีลักษณะนิ่ม รสอ่อน กินง่าย แต่ให้สารอาหาร และพลังงานสูง เช่น ซุปข้น ไข่ตุ๋น เป็นต้น
อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกิน หรือไม่ควรกิน ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าผู้ป่วยกำลังอยู่ในช่วงใดของการรักษา และกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดอยู่ ผู้ป่วยกับญาติต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ดี แล้วเลือกทางสายกลางเพื่อดูแลสุขภาพระหว่างเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเครียดในระหว่างรักษาโรค ส่วนการรับข้อมูลต่าง ๆ จากโซเชียลมีเดียสารพัดชนิดก็ดี จากผู้หวังดีก็ดี ขอให้พิจารณาให้ดีก่อน แต่ที่ดีที่สุดคือต้องปรึกษาแพทย์ หรือบุคลากรการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่ นับว่าดีที่สุด


รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยๆ คือ ถ้าเป็นมะเร็งแล้วควรกินหรือควรเลี่ยงอาหารประเภทใดหรือไม่ คำตอบแบบกว้างๆ ก็คือ อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกินคือ อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ สะอาด และปรุงอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ได้แนะนำว่าต้องไปสรรหาอาหารใดมากินเป็นพิเศษเพื่อต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง แป้งกินได้ น้ำตาลก็กินได้โปรตีนไม่ว่าจะจากสัตว์หรือพืชก็กินได้ แต่กินในสัดส่วนที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง อันนี้มีประเด็นคือ ส่วนใหญ่คำแนะนำหรือข้อมูลความรู้จะเน้นหนักไปทางอาหารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง อาหารที่ควรเลี่ยงถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อาทิ เนื้อแดง อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารไขมันสูง อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันทอดซ้ำ แต่หากเป็นมะเร็งไปแล้ว ก็แปลว่าเรายิ่งต้องเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเหมือนกับเรามียีนกระตุ้นการเกิดมะเร็งอยู่แล้ว คนทั่วไปกินแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว การเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก็น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด 

ที่กล่าวมาข้างต้นคือการพูดกันอย่างง่ายๆ สั้นๆ แต่ความจริงอาหารการกินในผู้ป่วยมะเร็งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราจะขอข้ามเรื่องอาหารก่อนเป็นมะเร็งไป เก็บไว้พูดกันวันหลัง เพราะประเด็นจำเพาะที่อยากเล่าในวันนี้คือ กรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอยู่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การรับรสเปลี่ยน เป็นผลทำให้ผู้ป่วยกินไม่ได้ ตัวผู้ป่วยเองก็กังวล ญาติหรือผู้ดูแลก็กังวล ผู้ป่วยเองก็อยากกินแต่กินไม่ได้ ญาติก็พยายามสรรหาสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าดีต่อสุขภาพมาให้กิน แต่ผู้ป่วยก็กินไม่ได้ ญาติบางคนไปกันใหญ่ถึงขั้นจัดแจงให้กินแต่อาหารที่คิดว่าดี พร้อมกันนั้นก็ห้ามผู้ป่วยกินสิ่งต่างๆ ที่เคยชอบกินหรือยังพอกินได้ แต่คิดว่าไม่เหมาะ เช่น ห้ามกาแฟ ห้ามกินเนื้อ ให้กินแต่ผักผลไม้ ธัญพืช แถมยังพยายามไม่ปรุงแต่งเพื่อลดเค็ม ลดเกลือ ลดสารปนเปื้อนไปอีก หนักเข้าก็ต่างคนต่างเครียดซึ่งสุดท้ายไม่สงผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วย 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดกินไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วมาจากตัวยาที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร โดยทั่วไปจะมีการให้ยาเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าคนไข้ใช้ยาถูกต้องตามแพทย์สั่งก็จะป้องกันอาการได้สัก 70-80% แต่ถ้ากินยาตามสั่งแล้วยังป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ คนไข้ควรแจ้งแพทย์เพราะสามารถเพิ่มชนิด หรือขนาดยาให้สอดคล้องกับอาการของคนไข้ได้ ในส่วนของการจัดการด้วยวิธีไม่ใช้ยาเมื่อคนไข้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนคือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารมันๆ รสจัดๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง อย่ากินอาหารทีละมากๆ หรือกินจนอิ่มเกินไป แต่ควรกินทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ และอาจพิจารณาอาหารที่รสอ่อนๆ อาจจิบน้ำขิงหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อลดอาการคลื่นไส้ได้ และทางที่ดีก็ควรเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมหยิบมากินได้ตลอดวัน เผื่อจังหวะไหนที่อาการคลื่นไส้ทุเลาลงก็จะได้กินได้ทันที ที่สำคัญไม่ควรฝืนใจกิน เพราะหากกินเข้าไปแล้วอาเจียนออกมาก็จะกลายเป็นภาพจำที่ไม่ดีสำหรับผู้ป่วยเอง อาจจะพานไม่อยากกินอาหารนั้นไปอีกนานเลย สรุปคือ ผู้ป่วยควรกินอาหารดีมีประโยชน์ที่พอกินได้ในเวลาที่อยากกิน ส่วนอาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างที่ผู้ป่วย หรือญาติรู้สึกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ชา น้ำอัดลม ขนมหวาน ก็กินได้ปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารด้วยแล้ว ควรให้กินในสิ่งที่ยังมีความอยากกิน

ส่วนอาหารที่ผู้เขียนยืนยันไม่ให้กินอย่างเด็ดขาดระหว่างได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งทำให้ภูมิต้านทานของคนไข้ต่ำ ก็คืออาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ อาหารบางอย่างอาจรู้สึกว่าดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้ แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งจะได้รับยาเคมีบำบัดและมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แนะนำให้กินผักสดหรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากอาจล้างเอาเชื้อโรคออกได้ไม่หมด หากอยากกินก็กินผักสุก หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกออกได้ จะปลอดภัยมากกว่า อาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกใหม่ๆ เก็บไว้ค้างคืนอาหารที่กินดิบๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ก็ไม่ควรกิน รวมไปถึงพวกอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่างหมักดองต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย 

นอกจากเรื่องของอาการคลื่นไส้อาเจียนแล้ว ยาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวยังสามารถทำให้เกิดแผลในปากและทางเดินอาหารได้อีก ทำให้นอกจากจะเบื่ออาหารแล้วคนไข้ยังมีปัจจัยซ้ำเติม ที่ทำให้กินได้น้อยลงเนื่องจากเจ็บแผลในปาก เมนูที่แนะนำคือ อาหารที่มีลักษณะนิ่มๆ รสอ่อนๆ กินง่ายให้สารอาหารและพลังงานสูง เช่น ซุปข้น ไข่ตุ๋น เป็นต้น  

อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกิน หรือไม่ควรกินควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าผู้ป่วยกำลังอยู่ในช่วงใดของการรักษาและกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดอยู่ ผู้ป่วยกับญาติควรทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเลือกใช้ทางสายกลางในการดูแลสุขภาพระหว่างเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเครียดในระหว่างรักษาโรคมะเร็ง  และการได้รับข้อมูลต่างๆ ตามโซเชียลมีเดียก็ดี จากผู้หวังดีก็ดี ขอให้พิจารณาก่อนและให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ หรือทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่จะดีที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลรักษาสุขภาพช่วงหน้าร้อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลรักษาสุขภาพช่วงหน้าร้อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลรักษาสุขภาพช่วงหน้าร้อน

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กำลังจะเข้าสู่เดือนเมษายนแล้ว นั่นหมายความว่าอากาศร้อนจัดๆ กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ เมื่อฤดูเปลี่ยนทีก็เกิดความเสี่ยงกับการเกิดโรคใหม่ หรืออาการโรคเดิมอาจกำเริบ เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโรคที่จะมากับฤดูร้อนให้ดี 

ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในฤดูร้อนมีหลายอย่าง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอากาศร้อนจัด และมีความชื้นสูง เรามาดูกันว่า ต้องระวังโรคอะไรในช่วงหน้าร้อนบ้าง

อันดับแรก คือ ผิวพรรณ ทุกคนรู้ดีว่าแดดเมืองไทยร้อนมาก และไม่เคยปรานีต่อผิวของใครก็ตาม เพราะฉะนั้น ปัญหาผิวไหม้แดด จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย โดยเฉพาะเมื่ออยู่กลางแดดเป็นเวลานานแต่ไม่ป้องกันแสงแดดแผดเผาผิว 

อาการผิวไหม้แดด คืออาการผิวแดง ร้อน และเจ็บ แสบผิว อาจมีอาการคัน ผิวลอกใน 2-3 วันหลังโดนแดดเผา แต่หากรุนแรงมากอาจมีตุ่มน้ำพอง ปวดศีรษะ แต่สามารถป้องกันและบรรเทาอาการผิวไหม้แดดโดย ทาครีมกันแดด ที่มี SPF 30 ขึ้นไป และควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางร่ม สวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดด เลี่ยงแดดแรงช่วง 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นและแข็งแรง หลีกเลี่ยงแสงแดด รีบหลบเข้าที่ร่ม และหลีกเลี่ยงการโดนแดดเผาซ้ำ และใช้การประคบเย็นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรืออาบน้ำเย็นเพื่อลดความร้อนของผิว ทาโลชั่น หรือถ้าชอบสมุนไพรก็ใช้เจลว่านหางจระเข้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบ 

ขอย้ำว่าต้องหลีกเลี่ยงการแกะหรือถูผิว ถ้าผิวลอก อย่าฝืนดึงออกเพราะอาจทำให้เกิดแผลและติดเชื้อ หากใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ ให้เลือกแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการระคายเคือง ถ้ามีตุ่มน้ำพอง ห้ามเจาะ ต้องปล่อยให้หายเอง เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

นอกจากผิวไหม้แดดแล้ว โรคหรืออาการที่เกิดขึ้นจากความร้อนหรือแดดจัดโดยตรงก็คือ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก เกิดจากร่างกายร้อนเกินไปจนควบคุมอุณหภูมิไม่ได้ อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ ตัวร้อนจัดหน้าแดง มึนงง หัวใจเต้นเร็ว อาจหมดสติ สามารถป้องกันได้โดย หลีกเลี่ยงแดดจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพราะในช่วงอากาศร้อน ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจาก เหงื่อออกมากทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาการลมแดดที่พบ เช่น กระหายน้ำปากแห้ง เวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อย ป้องกันได้โดยดื่มน้ำบ่อยๆ และต้องเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน

อากาศร้อนยังทำให้อาหารบูดง่าย และเชื้อแบคทีเรียเติบโตเร็วเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องดังนั้น จึงต้องเลือกรับประทานอาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ เก็บอาหารในที่เย็นเสมอ

นอกจากที่กล่าวถึงข้างต้น อากาศร้อนสามารถส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงหรือเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง อากาศร้อนทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพราะร่างกายต้องสูบฉีดเลือดไปที่ผิวหนังเพื่อระบายความร้อน อาจทำให้ความดันโลหิตลดลง หรือเพิ่มขึ้นในบางคน เสี่ยงภาวะ หัวใจวาย หรือ ลมแดดได้ง่าย

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความร้อนอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวน เหงื่อออกมากและปัสสาวะบ่อยขึ้น อาจทำให้ขาดน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง อินซูลินและยาบางชนิดเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่ในอุณหภูมิสูง จึงแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลบ่อยขึ้น เก็บอินซูลินและยารักษาเบาหวานในที่เย็น ห้ามเก็บไว้ในที่ร้อนจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอและระวังภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ฤดูร้อนยังเป็นช่วงที่ผลไม้ที่รสชาติอร่อยในประเทศไทยออกมามากมาย ชวนให้หลายคนคุมน้ำตาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องระวังการกินผลไม้ที่น้ำตาลสูงมาก ๆ ด้วย

ผู้ที่เป็นโรคปอดและโรคทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น หอบหืดถุงลมโป่งพอง อากาศร้อนและมลพิษที่เพิ่มขึ้นทำให้อาการหายใจลำบากขึ้นบางคนมีเสมหะข้นเหนียว ทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้ง่าย เสี่ยงต่อ อาการกำเริบ โดยเฉพาะเมื่อมีฝุ่นควันหรือมลพิษ ผู้ป่วยควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงอากาศร้อนอบอ้าว ใช้เครื่องฟอกอากาศในกรณีจำเป็น และพกยาพ่นขยายหลอดลมประจำตัวไว้เสมอ

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อากาศร้อนทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมากขึ้นอาจทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น เสี่ยงภาวะขาดน้ำ และไตวายเฉียบพลันได้ง่าย ผู้ที่ฟอกไตควรระวังการเปลี่ยนแปลงของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เพราะจะทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้นหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคทางสมอง โรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคลมชัก อาจมีปัญหาในการรับรู้ความร้อนและกระหายน้ำ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ และลมแดด ผู้ดูแลควรระวังให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ หลีกเลี่ยงอยู่ในที่ร้อนหรืออบอ้าว หากมีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียน หัวหมุน ควรรีบหาที่ร่มและพักทันที หากมีโรคประจำตัวก็ควรไปพบแพทย์ด้วย หากมีอาการของโรคกำเริบ

โดยสรุป อากาศร้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายอย่างรวมถึงโรคเรื้อรังหลายประเภท โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน ไต และโรคทางเดินหายใจ ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความร้อนจัด และเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตราย หากท่านมีคำถาม สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ หรือสอบถามได้ทาง line @guruya ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคเบาหวานรักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคเบาหวานรักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคเบาหวานรักษาได้

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนได้บอกเล่าเรื่องโรคเบาหวาน แล้วชี้ว่าผู้ป่วยเบาหวานมีจำนวนมาก และหากผู้ป่วยเหล่านั้นคุมโรคไม่ดีจะเกิดภาวะแทรกซ้อน อันเป็นสาเหตุการป่วยและตายได้ก่อนวัยอันควร แต่สำหรับนักวิจัยสายสุขภาพก็พยายามหาวิธีการและคิดค้นยาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรคเบาหวานตลอดเวลา ทำให้ปัจจุบันมียาหลากหลายกลุ่มที่ใช้ควบคุมระดับน้ำตาล ชะลอโรค และลดอัตราการตายในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างน่าพอใจ

ก่อนทำความรู้จักกับยารักษาโรคเบาหวาน เราไปรู้จักฮอร์โมนอินซูลินกันก่อน อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลจากอาหารที่เรากินเข้าไปสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน หากไม่มีอินซูลิน น้ำตาลจะค้างอยู่ในกระแสเลือด แล้วทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อาจเกิดจากความผิดปกติของการสร้างอินซูลิน หรืออินซูลินที่มีอยู่ในร่างกายทำงานไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ดังนั้น ยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานจะออกฤทธิ์เกี่ยวกับอินซูลินและน้ำตาลในเลือด ยาบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้

ปัจจุบันมีนวัตกรรมของยาเบาหวานหลากหลายประเภท ทำให้เลือกใช้ได้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะที่แตกต่างกันเช่น ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น ยาที่เพิ่มความไวของเซลล์ต่ออินซูลิน ทำให้ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือยาที่ช่วยขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ และยังมียาที่ยับยั้งการย่อยคาร์โบไฮเดรต ทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นแบบช้าๆ

แต่ยาบางชนิดให้ผลข้างเคียงที่เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยเบาหวานด้วย เพราะยาบางตัวช่วยลดความอยากอาหาร จึงช่วยลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่อ้วน และยังลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคไต แต่ก็มียาบางชนิดที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงในด้านลบ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องระวังไว้ เช่น ยาอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำเกินไป ในกรณีใช้ยาไม่เหมาะสมหรือยาบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพราะยาช่วยทำให้ร่างกายขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ เป็นต้น

นอกจากคิดค้นยาสำหรับกินเพื่อรักษาโรคได้มากมายแล้ว ยังมียาฉีดอินซูลิน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีปัญหาตับอ่อน ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลด้วยยาชนิดอื่น ซึ่งข้อดียาฉีดอินซูลินคือควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี แต่ข้อเสียคือต้องฉีดยา และบางกรณีมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำ

แน่นอนว่าการเลือกใช้ยาขึ้นกับแพทย์ผู้รักษา ซึ่งต้องพิจารณาตามความรุนแรงของโรค การทำงานของตับไตของผู้ป่วย รวมถึงโรคร่วมต่างๆ แต่ก็ยังมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากที่เมื่อแรกป่วยก็ใช้ยา 1-2 รายการ ต่อมาจำนวนยาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโรคมีความรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะเมื่อกินยาไปแล้ว แต่ก็ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกินยาบ้าง ลืมกินยาบ้าง หรือบางรายไม่ลืม แต่ตั้งใจไม่กิน เพราะกลัวว่าถ้ากินยาแล้วจะทำให้ตับไตเสียหาย จึงทำให้ควบคุมโรคไม่ได้

แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เริ่มต้นมียา 2-3 รายการ แต่ต่อมาจำนวนยาลดลง เหลือแค่ตัวเดียวเท่านั้น เพราะว่าเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้สำเร็จ ลดอาหารหวานๆ ลดการกินแป้งแล้วเพิ่มผักและเส้นใย แต่ที่สำคัญที่สุดคือออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินหมดไป

เรื่องที่อยากย้ำและปรับความเข้าใจเพื่อไม่ให้เข้าใจผิดคือผู้ป่วยต้องกินยาให้ถูกต้อง และสม่ำเสมอ และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้สามารถควบคุมโรคได้ดี แต่ถ้าผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมโรคได้ เพราะไม่ยอมกินยา และไม่ปรับพฤติกรรม จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ไตวาย ตามีปัญหาจนอาจมองไม่เห็น เป็นแผลรักษายาก จนต้องตัดอวัยวะที่เป็นแผลเรื้อรังทิ้ง เป็นต้น

ขอย้ำว่า โรคเบาหวานรักษาได้ และในปัจจุบันมียารักษาที่มีประสิทธิภาพดีมากๆ เพียงแค่เราต้องเข้าใจโรค ใช้ยาให้ถูกต้อง ปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน และหมั่นออกกำลังกาย เราก็เอาชนะและควบคุมโรคนี้ได้ แต่ที่สำคัญคือเราต้องตรวจคัดกรองเบาหวาน เพื่อให้รู้แต่เนินๆ ว่าเราเป็นโรคนี้หรือไม่ หากรู้เร็ว ก็รักษาให้หายได้ไม่ยาก

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน หรือเรื่องยา โปรดสอบถามที่ line @guruya ของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาหวาน รักษาได้ ถ้ารู้เร็ว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาหวาน รักษาได้ ถ้ารู้เร็ว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาหวาน รักษาได้ ถ้ารู้เร็ว

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคเบาหวานไม่ใช่ปัญหาเฉพาะแค่คนไทย แต่มันเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนทั่วโลก อยากให้ทุกคนลองดูตัวเลขผู้ป่วยเบาหวาน แล้วจะรู้ว่าโรคนี้อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ 

ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) ปี 2564 ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 537 ล้านคน และคาดว่าในปี 2573 จะเพิ่มเป็น 643 ล้านคน สำหรับประเทศไทย สถานการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2565 มีผู้ป่วยสะสมอยู่ 3.3 ล้านคนและมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 300,000 คนต่อปี นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั้งหมด 16,388 คน

โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งอินซูลินมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาล โดยโรคเบาหวานอาจเกิดจากการผลิตอินซูลินที่ไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ และหากไม่ได้รับการควบคุมที่ดีพอ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมา

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน เราแบ่งพิจารณาได้ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

ปัจจัยแรกคือ ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ 

(1) พันธุกรรม ถ้าเรามีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน เราเองมีโอกาสเป็นเบาหวานมากขึ้น

(2) อายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเกิน 45 ปี

(3) เชื้อชาติ ซึ่งพบมากในชาวเอเชีย แอฟริกัน และลาตินอเมริกา 

ปัจจัยที่สองคือปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ได้แก่ 

(1) น้ำหนักเกินหรืออ้วน เนื่องจากไขมันสะสมโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน 

(2) การขาดการออกกำลังกาย เพราะการที่เราไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ร่างกายใช้น้ำตาลได้ไม่ดี 

(3) อาหารการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคน้ำตาล แป้งขัดสี และไขมันอิ่มตัวมากเกินไป 

(4) ความเครียดเรื้อรัง ก็อาจส่งผลต่อฮอร์โมนและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 

(5) การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคแทรกซ้อน

เมื่อพิจารณาที่ปัจจัยแล้ว ในกรณีที่คนเราเมื่ออายุเข้า 35 ปี และไม่เคยได้รับการตรวจมาก่อน หรือถ้ามีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เคยมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่ หญิงที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเคยมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน

เบาหวานในระยะเริ่มต้นมักไม่ค่อยมีอาการ แต่ในกรณีที่น้ำตาลในเลือดสูงมาก ผู้ป่วยมักมีอาการ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน กระหายน้ำบ่อย หิวบ่อยกินจุแต่น้ำหนักลด ติดเชื้อง่าย แผลหายช้า เป็นต้น หากคุณผู้อ่านมีอาการเหล่านี้ ก็ขอแนะนำรีบไปตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาลโดยด่วน

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด แต่การที่เรารู้ว่าเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็ทำให้รักษาได้ง่ายอีกทั้งปัจจุบันเรามียาช่วยลดและคุมระดับน้ำตาลในเลือดมากมาย ที่มีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม (ซึ่งจะเก็บไว้เล่ารายละเอียดในสัปดาห์หน้า) เพียงแค่ท่านที่เป็นเบาหวาน ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง พบแพทย์เพื่อตรวจเช็คตามนัด และที่สำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงดูแลเรื่องอาหารการกิน เท่านั้น เบาหวานก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ยาก

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่า ถ้าเป็นเบาหวานแล้วไม่รักษาไม่คุมอาหาร ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินยาบ้างไม่กินบ้างสิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ โรคแทรกซ้อน เช่น ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนำไปสู่การเจ็บป่วย พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั้งสิ้น ดังนั้นขอแนะนำใหัท่านที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการไปตรวจคัดกรองดังที่แนะนำไว้ข้างต้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : งูสวัด เป็นได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : งูสวัด เป็นได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : งูสวัด เป็นได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันก่อนเพื่อนผู้เขียนไปฉีดวีคซีนไข้หวัดใหญ่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณาเชิญชวนฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด โดยป้ายบอกว่าวัย 50 ปีขึ้นไปควรฉีดวัคซีนนี้เขาจึงกลับมาถามผู้เขียนว่า ควรฉีดหรือไม่ ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมีเท่าไร หากเป็นโรคนี้แล้วอันตรายถึงตายไหม เพราะเคยได้ยินว่าถ้าแผลงูสวัดพันรอบตัว แล้วจะตายจริงไหมผู้เขียนจึงเห็นว่าน่าจะนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้

งูสวัด หรือ Shingles แต่ในภาษาวิชาการเรียกว่า Herpes Zoster เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อว่า Varicella-Zoster Virus  คือไวรัสชนิดเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส แต่หลังจากที่ผู้ป่วยหายจากอีสุกอีใสแล้วไวรัสนี้จะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และเมื่อร่างกายของคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสอ่อนแอลง ก็สามารถเป็นงูสวัดได้

โรคงูสวัดในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อุบัติการณ์ทั่วโลก อยู่ที่ 3-5 รายต่อประชากร1,000 คนต่อปี ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี อัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเป็น 7-12 รายต่อประชากร 1,000 คนต่อปีผู้หญิง มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายเล็กน้อย 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสเป็นงูสวัดคือ

(1) อายุ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังอายุ 50 ปี และสูงสุดในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป 

(2) ภาวะภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง หรือบกพร่อง ได้แก่ ผู้ป่วย HIV ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยอื่นๆ ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน หรือทานยาที่มีผลไปลดภูมิคุ้มกัน เช่น โรคทางออโตอิมมูน หรือแพ้ภูมิตัวเอง 

(3) ภาวะเครียดและการบาดเจ็บต่างๆ ทั้งความเครียดทางร่างกาย หรือจิตใจ อาจกระตุ้นให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ทำให้เราเป็นงูสวัดได้

อาการของโรคงูสวัดมักเริ่มต้นด้วยความรู้สึกปวดแสบปวดร้อน หรือคันในบริเวณที่ผื่นจะปรากฏ จากนั้นจะมีผื่นแดง และตุ่มน้ำใสขึ้นตามแนวเส้นประสาท ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย คือ แผลเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และอาการปวดตามแนวเส้นประสาท หลังเป็นงูสวัด  ซึ่งอาการปวดดังกล่าวมีแนวโน้มพบมากขึ้นในผู้ป่วยในผู้สูงอายุ และอาการปวดนี้สามารถเป็นในระดับรุนแรง และต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือน หรือเป็นปีหลังหายจากงูสวัดไปแล้ว

โรคงูสวัดสามารถรักษาได้โดยใช้ยาต้านไวรัส และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ผู้ป่วยต้องรับประทานยาภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีผื่น โดยต้องรับประทานยานาน 7 วันและในบางรายอาจต้องรับประทานนาน 10 วัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษาช้า โดยชนิดและขนาดของยาขึ้นกับความรุนแรง และการทำงานของไตของผู้ป่วยแต่ละราย 

ดังนั้นจึงต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้ทุกครั้ง แต่ก็สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการคัน และในผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามแนวเส้นประสาท สามารถบรรเทาด้วยยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือยาระงับปวดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอื่นๆ 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงอาจจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อควบคุมอาการ และผู้ป่วยควรเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้เพียงพอและลดความเครียด

เนื่องจาก เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวจากตุ่มน้ำ ซึ่งสามารถทำให้ผู้อื่นที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใส โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็จะมีโอกาสติดเชื้อเป็นอีสุกอีใสได้ ดังนั้น จึงควรปิดแผลให้มิดชิดด้วยผ้าปิดแผลแบบไม่ติดแผล ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง หลังสัมผัสบริเวณที่เป็นแผล เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส

ปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งการฉีดวัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคงูสวัด ตัวอย่างวัคซีนป้องกันงูสวัดได้แก่วัคซีน ซึ่งแนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่อายุ 18 ปีขึ้นไป มีประสิทธิภาพมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในการป้องกันโรคงูสวัดและภาวะปวดประสาทหลังงูสวัด โดยต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน

ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของวัคซีนนี้คือราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย วัคซีนก็ลดโอกาสเป็นงูสวัด และลดความเสี่ยงการมีอาการปวดเส้นประสาทหลังการเป็นงูสวัด ซึ่งในบางรายอาจจะทรมาน และเสียค่ารักษาพยาบาลมากกว่าค่าฉีดวัคซีน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้รอดจากไข้หวัดใหญ่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้รอดจากไข้หวัดใหญ่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้รอดจากไข้หวัดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงนี้หันซ้ายก็เจอคนจาม หันขวาก็เจอคนไอ ซึ่งช่วงนี้หลายท่านคงทราบว่าไข้หวัดใหญ่เจ้าเก่ากลับมาอาละวาดอีกแล้ว โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่1 มกราคม-17 กุมภาพันธ์ พบผู้ป่วยสะสม 107,570 รายเสียชีวิต 9 ราย แนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นกว่าปี 2567 ซึ่งกลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุดพบในเด็ก โดยปกติจะพบสูงในฤดูฝนและช่วงฤดูหนาว คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยสูงถึง 903,446 รายซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเลยทีเดียว 

หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมเป็นแล้วเป็นอีก เหตุผลก็คือไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายได้ง่าย หรืออาจรุนแรงขึ้น ส่วนการระบาดของไข้หวัดใหญ่ก็ขึ้นกับภูมิคุ้มกันของประชากร และระดับภูมิคุ้มกันของประชากรต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราการรับวัคซีน ประวัติการติดเชื้อก่อนหน้า และความแข็งแรงของแต่คน พฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัย การใช้ช้อนกลาง และการล้างมือบ่อยๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นมาตรการที่ช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัส และหากมาตรการเหล่านี้ถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็จะช่วยลดการระบาดได้ นอกจากนี้สภาพอากาศและฤดูกาลก็เป็นปัจจัยของการระบาดของไข้หวัดใหญ่ซึ่งมักระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากไวรัสสามารถอยู่รอดและแพร่กระจายได้ดีในสภาพอากาศเย็นและชื้น 

ถ้าอยู่มาวันหนึ่ง เราเกิดมีอาการน้ำมูกไหลร่วมกับเป็นไข้จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือว่าโควิด ง่ายที่สุดก็คือซื้อชุดตรวจ ซึ่งปัจจุบันมีแบบ 3 in 1 ตรวจได้ทั้งโควิด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หรือ B หรืออาจจะมีแบบ 4 in 1 ก็คือ ตรวจหาการติดเชื้อไวรัส RSV ไปได้ด้วยในตัว การตรวจด้วยชุดตรวจก็สามารถทำให้ทราบผลได้ นำไปสู่การวินิจฉัยต่อและรักษาได้อย่างเหมาะสม อาการที่มักจะเจอในคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก ไอแห้ง ในบางรายอาจมีน้ำมูกไหล เจ็บคอ

ในช่วงที่ระบาดนี้ เราควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ การสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และถ้าป่วยแล้วควรหยุดเรียนหรือหยุดงานเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น นอกจากนี้ท่านที่มีกลุ่มเปราะบางอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงเป็นต้น ต้องระวังและแยกตัวออกมาเพื่อไม่เพร่ให้กับเขาเหล่านั้น

ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมโรคมีการประชาสัมพันธ์ว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ฟรี ช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-31 สิงหาคม 2568 ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ว่า ได้แก่ (1) หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ (2) เด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี (3) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, หอบหืด, หัวใจและหลอดเลือด, ไตวาย, เบาหวาน, ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด (4)ผู้อายุมากกว่า 65 ปี (5) ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (6) ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ และ (7) ผู้มีภาวะโรคอ้วน ที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ถ้าเป็นไปได้ก็ควรไปรับการฉีดวัคซีนด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อตนเองโดยตรงคือ ลดโอกาสการเป็นโรคและความรุนแรงของการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่แล้ว ก็ยังช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อและจะส่งต่อเชื้อให้คนที่อื่นที่อ่อนแอกว่าด้วยเช่นกัน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ผู้เขียนในฐานะบุคลากรทางการแพทย์คนหนึ่งก็อยากรณรงค์ให้คนที่เข้าถึงวัคซีนได้ไปฉีดกันให้มากๆ 

เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงทำการคาดการณ์สายพันธุ์ของไวรัสที่อาจระบาดในแต่ละปี และแนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนปรับปรุงสูตรวัคซีนให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น วัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงควรได้รับทุกปีเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผื่นคันจากฝุ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผื่นคันจากฝุ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผื่นคันจากฝุ่น

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายอาทิตย์ก่อนเราเขียนเรื่องฝุ่นไปแล้ว แต่สองสามวันที่ผ่านมามีคนไม่น้อยที่ประสบปัญหาเรื่องผื่นคันผิวหนังจากฝุ่น PM2.5 เจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้นอกจากจะสร้างปัญหากับระบบทางเดินหายใจแล้ว ก็ยังสามารถสร้างความรำคาญกับระบบผิวหนังได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ฝุ่น PM2.5 มีส่วนประกอบทั้งสารเคมีและโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง ผิวแดง แห้งและคัน ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเกาะติดผิวหนังและอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวนอกจากนี้ยังมีผลไปทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และเสี่ยงต่อการถูกทำลายจากมลภาวะและสารเคมีอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น 

สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคสะเก็ดเงิน จะยิ่งมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป 

อาการทางผิวหนังต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ที่สัมผัสกับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน หรือในกรณีที่มีความไวต่อ PM2.5 มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ผิวแห้งและลอก อาการคันอย่างรุนแรง ผิวหนังอักเสบหรือมีตุ่มน้ำเล็กๆ อาการแย่ลงในผู้ที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง

ผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนังจากฝุ่น PM2.5 อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต เพื่อบรรเทาอาการขั้นต้นได้โดย

(1) ทบทวนวิธีการทำความสะอาดผิวหนังเป็นประจำล้างหน้าด้วยสบู่หรือคลีนเซอร์ที่อ่อนโยน เพื่อขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่สะสมบนผิว หลังออกจากบ้าน ควรอาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายเพื่อล้างฝุ่น PM2.5 ออกไปทันที (2) ทาครีมมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว และเพื่อเสริมเกราะป้องกันผิว ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย มีส่วนประกอบเช่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีการใส่ส่วนประกอบที่ช่วยลดการระคายเคือง เช่น เซราไมด์  (ceramide), ไนอาซินาไมด์ (niacinamide), และสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

(3) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจระคายเคือง เช่น สบู่แรงๆ แอลกอฮอล์ และน้ำหอม 

(4) ดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งและแข็งแรง

(5) ทางที่ดีที่สุดแต่ดูเหมือนจะเป็นไปได้อยากคือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 

แต่ที่พอทำได้คือ สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายเมื่อต้องออกนอกบ้าน ใช้ผ้าปิดจมูกหรือหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ 

(6) ท้ายสุดคือ ปรึกษาแพทย์ผิวหนังหากมีอาการผื่นคันรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง 

ผู้ที่มีอาการผื่นคัน สามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการและทำให้ผิวหนังกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้นทั้งนี้ ยาที่ใช้รักษาผื่นคันมีหลายประเภท ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากต้องเลือกให้ตรงกับสาเหตุ และความรุนแรงของอาการ ประเภทแรกคือ ยาทาภายนอกเพื่อลดอาการอักเสบ ลดอาการแพ้ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ยาทาสเตียรอยด์ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด หลายความแรง ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรง และบริเวณที่เป็น และการใช้ต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม

ประเภทที่สองคือ ยารับประทานที่สามารถใช้บรรเทาอาการผื่นคันได้ ได้แก่ ยาต้านฮิสตามีนซึ่งแนะนำให้ใช้เป็นชนิดที่ไม่ง่วง ซึ่งมีความปลอดภัย และข้อควรระวังน้อยกว่าตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ เซทิริซีน (cetirizine),เลโวเซทิริซีน (levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (fexofenadine),ลอราทาดีน (loratadine), เดสลอราทาดีน (desloratadine),บิลาสทีน (bilastine) เป็นต้น ซึ่งยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่กินเพียงวันละ 1-2 ครั้ง 

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้รวมถึงรายละเอียดการใช้ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัว และในผู้สูงอายุไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่หนึ่งซึ่งมีผลข้างเคียงง่วงซึม ปากแห้งคอแห้ง ปัสสาวะคั่ง ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramime), ไฮดรอกไซซีน (hydroxyzine) เป็นต้น

นอกจากยาแผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์โลชั่นหรือครีมที่มีส่วนประกอบสารสกัดสมุนไพรที่ใช้ภายนอกก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาผื่นคัน ตัวที่นิยมใช้ เช่นว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ลดอาการคันและผื่นแดง ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งเสีย ใบบัวบก มีสารสำคัญที่ช่วยสมานแผล ลดการอักเสบ เป็นต้น แต่ก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ก่อน หรืออาการผื่นแพ้แย่ลง ให้หยุดใช้และรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปอินเดีย ต้องเตรียมยาอะไรไปบ้าง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปอินเดีย ต้องเตรียมยาอะไรไปบ้าง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปอินเดีย ต้องเตรียมยาอะไรไปบ้าง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้เขียนกำลังจะไปสังเวชนียสถานที่อินเดียในเร็วๆ นี้ ก็ต้องเตรียมยาไปด้วย เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ยาเวลาเจ็บป่วย ประกอบกับเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวนักแสดงไต้หวันเสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่ระหว่างไปเที่ยวญี่ปุ่น จึงทำให้ตระหนักได้ว่า การไปเจ็บป่วยต่างบ้านต่างเมือง เป็นเรื่องที่ลำบากมาก ต่อให้ซื้อประกันการเดินทางหรือไปกับทัวร์วีไอพีก็ตาม เพราะการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของต่างเมืองต่างภาษาไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยขั้นตอนกฎกติกาต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าบริการสาธารสุขเมืองไทยเป็นอะไรที่เข้าถึงง่ายที่สุดแล้วสำหรับคนไทย และคนอีกหลายเชื้อชาติ

เวลาเราไปเที่ยวในประเทศต่างๆ ที่มีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้นอย่างประเทศไทย หนึ่งในกลุ่มโรคที่บางท่านมีความกังวล คือโรคติดเชื้อ

ส่วนอินเดียมีพื้นที่กว้างใหญ่ บางส่วนของประเทศมีลักษณะอากาศที่ร้อนชื้น จึงทำให้บางท่านอาจมีความกังวลเรื่องสุขอนามัย โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวอินเดีย (ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแถวๆ บ้านเรา) อาจจำแนกคร่าวๆ เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1.โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ ตั้งแต่โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงโรคบิด และโรคไข้ไทฟอยด์ ที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำ เมื่อติดเชื้อจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ แต่ละเชื้อโรคก็จะมีรายละเอียดของอาการที่แตกต่างกัน

ฉะนั้นเราจึงต้องป้องกันโดยกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงน้ำแข็ง นอกจากนี้ยังมี โรคตับอักเสบซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในอาหารและทำให้เป็นไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งป้องกันโดยการฉีดวัคซีนและรักษาสุขอนามัย

2.โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีโรคที่หลากหลายตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่จนกระทั่งวัณโรค ทั้งนี้เราสามารถป้องกันได้โดยฉีดวัคซีน และสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หมั่นล้างมือ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์

3.โรคติดเชื้อจากแมลงและสัตว์ ยุงเป็นพาหะของหลายโรค เช่น โรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบเจอี เป็นต้น การป้องกันที่ดีที่สุด คือ ป้องกันไม่ให้ยุงกัด ใส่เสื้อผ้าแขนยาว และควรใช้ยากันยุง ส่วนในโรคไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบเจอี เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้

4.โรคติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อม เช่น โรคฉี่หนู ซึ่งเชื้อมีการปนเปื้อนในน้ำหรือดิน ป้องกันโดยสวมรองเท้ากันน้ำ เมื่อเดินในพื้นที่เสี่ยง และหลีกเลี่ยงแหล่งที่จะลุย หรือสัมผัสน้ำสกปรก

อย่างไรก็ตาม เราสามารถคลายกังวลจากการเจ็บป่วยโรคติดเชื้อระหว่างเดินทาง โดยมาตรการการป้องกัน ดังนี้

· ฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและบี ไข้หวัดใหญ่ ไข้สมองอักเสบเจอี ไข้ไทฟอยด์ ทั้งนี้ต้องวางแผนเวลาให้เหมาะสม เผื่อเวลาให้วัคซีนสร้างภูมิค้มกัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

· รักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และใช้เจลแอลกอฮอล์เมื่อไม่มีสบู่ และน้ำสะอาด

· ดื่มน้ำสะอาด ควรดื่มน้ำขวดที่ปิดสนิท และสะอาด โดยหลีกเลี่ยงน้ำแข็ง

· เลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่และหลีกเลี่ยงอาหารริมทาง

· ใช้ยากันยุงและป้องกันแมลงกัดต่อยโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อมาลาเรียและไข้เลือดออก

· เตรียมยาสำหรับการเจ็บป่วยเบื้องต้น

ยาที่แนะนำให้เตรียมเพื่อป้องกันและรักษาอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างเดินทาง คงไม่ได้แตกต่างจากการไปเที่ยวครั้งอื่นๆ มากนัก อันดับแรก และขาดไม่ได้เป็นอันขาด ก็คือ ยาสำหรับโรคประจำตัวที่รับประทานเป็นประจำ และควรเตรียมในจำนวนเกินกว่าจำนวนวันที่จะใช้สักหน่อย เผื่อมีการเลื่อนวันเดินทางกลับ หรือกรณีฉุกเฉินใดๆ เราจะได้ยังมียาเหลือพอที่จะใช้ 

อันดับถัดไปก็พิจารณาตามความเสี่ยงของพื้นที่และความชุกของโรคต่างๆ รวมทั้งให้พิจารณาว่าโดยปกติแล้ว เวลาเราไปไหนมาไหนมักจะมีความเจ็บป่วยอะไรที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ยาที่แนะนำเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยขั้นต้น

ยาในกลุ่มแรกคือ ยาใช้กับโรคทางเดินอาหาร ในบางท่านที่มักจะมีปัญหาเรื่องท้องอืดท้องเฟ้อจากการรับประทานอาหารแปลกๆ หรือเครื่องเทศแรงๆ สามารถใช้ตัวยาไซเมติโคน หรือยาที่มีส่วนประกอบตัวยาโซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อช่วยลดแก๊สในทางเดินอาหาร

อีกกลุ่มอาการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารได้แก่ อาการท้องเสีย หรือท้องร่วง ในกรณีนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การชดเชยน้ำและเกลือแร่ โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ ORS นอกจากนี้ ผงถ่านคาร์บอนก็ช่วยซับสารพิษ และในบางกรณีที่นั่งรถยาวๆ และเกิดภาวะท้องเสียซึ่งไม่สามารถหาห้องน้ำได้ อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาโลเพอราไมด์ (Loperamide) เพื่อให้หยุดถ่าย ใช้บรรเทาอาการท้องเสียแบบท้องเสียแบบเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากถ้าเรามีเชื้อโรคหรือสารพิษ เราต้องการให้ขับออกมาจากร่างกายแต่ในกรณีที่หาห้องน้ำไม่ได้ หรืออยู่ระหว่างเดินทางก็มีความจำเป็นต้องใช้ สำหรับอาการท้องเสียจากเชื้อเแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้

ยารักษาอาการปวด ลดไข้ ถ้าไม่แพ้ยาพาราเซตามอล ยังคงแนะนำพาราเซตามอลเป็นยาตัวแรกที่เลือกใช้ สำหรับท่านที่มีอาการอื่นๆ เช่น
ปวดศีรษะไมเกรน หรือผู้หญิงบางท่านที่อาจจะปวดประจำเดือนระหว่างการเดินทาง ก็ควรพกยาที่ท่านเคยรับประทานอยู่เป็นประจำติดไปด้วยก็น่าจะดี 

ยาแก้แพ้ ขอแนะนำยาแก้แพ้ในกลุ่มที่ไม่ง่วงซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น เซตทิริซีน ลอราทาดีน บิลาสทีน เฟกโซเฟนาดีน เป็นต้น 

ยาเม็ดบรรเทาอาการเมารถเมาเรือ ตัวยาไดเมนไฮดริเนท 

ยาใช้ภายนอกก็มีความจำเป็นเช่นกัน ได้แก่ แอลกอฮอล์โพวิโดนไอไอดีน พลาสเตอร์ สำหรับจัดการกับแผล ยานวดแก้ปวดเมื่อย รวมถึงยาดม ยาหม่อง ยาทาหรือสเปรย์กันยุง และหน้ากากอนามัย ถ้าท่านมีกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดก็จำเป็นเนื่องจากในบางพื้นที่แดดค่อนข้างแรงทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบแสบร้อนผิวหนังได้

และที่สำคัญยาที่เตรียมไปทุกชนิดควรมีฉลากชื่อยา วิธีใช้ รวมถึงมีวันหมดอายุระบุบนภาชนะบรรจุยาด้วย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปอินเดียควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยการฉีดวัคซีน รักษาสุขอนามัย และป้องกันการสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ หากมีอาการผิดปกติหลังเดินทาง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากภัย PM2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากภัย PM2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากภัย PM2.5

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในระยะประมาณ 4-5 ปีมานี้คนกรุงเทพฯ (รวมถึงคนไทยส่วนใหญ่)ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศหนักขึ้น หลายคนได้ยินเรื่อง PM2.5 บ่อยขึ้น จนกระทั่ง 1-2 ปีที่ผ่านมาก็ได้เกิดความตื่นตัวเรื่องพิษภัยของ PM2.5 มากขึ้น

ขณะนี้ เป็นช่วงต้นปี 2568 ปรากฏว่าหลายพื้นที่ในไทย รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำลังเผชิญ PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน นั่นหมายถึงประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวระบบทางเดินหายใจและหัวใจ 

ถึงแม้ว่าจะมีข่าวหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องออกมาตรการควบคุม PM2.5 เช่น ห้ามเผาในพื้นที่โล่ง ควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไปดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องป้องกันตนเองจาก PM2.5 ให้ดีที่สุด

PM2.5 คือฝุ่นพิษขนาดจิ๋วมากมี Particulate Matter ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร เป็นอนุภาคขนาดเล็กมากที่ลอยอยู่ในอากาศ และสามารถผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ลึกถึงถุงลมในปอด เพราะมีขนาดเล็กมาก จึงแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและยาว

เมื่อร่างกายสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง อาจเกิดอาการตามระบบต่างๆ เช่น ต่อระบบทางเดินหายใจ อาจเกิดอาการ ไอ จาม เจ็บคอ หายใจลำบาก และมีอาการระคายเคืองตา ส่วนระบบหัวใจและหลอดเลือด จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงของอาการหัวใจวาย แต่ถ้าเกิดอาการกับผิวหนังและภูมิแพ้ จะทำให้ผิวหนังแห้ง เป็นผื่นคัน และอาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้

อาการข้างต้นถือเป็นอาการในระยะสั้น แต่เมื่อพูดถึงผลกระทบระยะยาว ได้แก่ โรคปอดเรื้อรัง และมะเร็งปอด โรคหัวใจ และหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดตีบ และหัวใจขาดเลือดโรคทางสมอง เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน PM2.5 มีผลกระทบมากต่อเด็กอ่อน และเด็กเล็ก รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ทำให้พัฒนาการล่าช้า และคลอดก่อนกำหนด

ประชาชนป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้ดีที่สุดในช่วงวิกฤต PM2.5 โดย ลดการก่อมลพิษ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลดการเผาขยะในที่โล่งแจ้ง เพิ่มการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกรองอากาศ และติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยใช้แอปพลิเคชั่นตรวจสอบค่า PM2.5 และต้องหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกบ้าน ในช่วงที่ PM2.5 สูงหากต้องออกนอกบ้าน ก็ต้องสวมหน้ากาก N95 หรือหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ เมื่ออยู่ในบ้านหรือในที่ทำงานต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ โดยเลือกเครื่องที่มีประสิทธิภาพกรองฝุ่นขนาดเล็กได้

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก PM2.5 ต้องใช้ยารักษาตามอาการ ดังนี้ ยาแก้แพ้ เช่น ลอราทาดีน เซทิริซีน เฟกโซเฟนาดีนเป็นต้น ซึ่งช่วยบรรเทาอาการแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหล และคันตาสำหรับผู้ที่มีโรคหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อาจต้องใช้ยาขยายหลอดลมแบบสูดพ่นเพื่อบรรเทาอาการหายใจลำบาก รวมถึงอาจจำเป็นต้องใช้ยาสูดพ่น เพื่อลดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตามการใช้ยาเหล่านี้ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ไม่ซื้อยากลุ่มนี้ไปใช้เอง เพราะอาจเกิดอันตรายได้ หากมีอาการไข้หวัด ไอมีเสมหะ สามารถใช้ยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้ พาราเซตามอลได้

สำหรับอาการไอแบบแห้งๆ สามารถใช้ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน หรือในกรณีที่ไอแบบมีเสมหะ ก็ใช้ยาขับเสมหะ เช่น ยาไกวเฟนิซิน เป็นต้น นอกจากการใช้ยาตามอาการแล้ว การดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรง พักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ ผักผลไม้สีต่างๆ ที่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก PM2.5 ช่วยลดการอักเสบ และป้องกันความเสียหายของเซลล์จากมลพิษทางอากาศ ถ้าจะใช้สมุนไพรต่างๆ ที่มีสรรพคุณหลากหลาย ก็ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เนื่องจากมีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงหรือมีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ก่อน

PM2.5 นับเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ การป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการใช้ยาอย่างเหมาะสมเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น หากประชาชนร่วมมือกันลดมลพิษทางอากาศ ก็จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหา PM2.5 และทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย