รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพดีปี 2568

https://www.naewna.com/lady/851328

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพดีปี 2568

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพดีปี 2568

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2568 กับผู้อ่านอย่างเป็นทางการเป็นอันดับแรก และเชื่อว่าสัปดาห์ที่แล้วทุกท่านน่าจะเฉลิมฉลองวันปีใหม่กันอย่างมีความสุขและเชื่อหลายๆ ท่านคงมีเวลาทบทวนชีวิตในปีที่ผ่านไป หลายๆ ท่านคงเป้าหมายและปณิธานปีใหม่เพื่อเป็นหมุดหมายของชีวิต

หลายคนอาจจะตรวจสอบดวงชะตาว่าปีงูเล็กจะมีผลอย่างไรกับเรา ไม่ว่าจะการงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ 

บางครั้งผู้เขียนสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมหัวข้อสุขภาพถึงมักอยู่ท้ายสุดทุกทีในคำอวยพรเพราะตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าสุขภาพมีปัญหา เรื่องงาน เงิน หรือความรักก็คงไม่น่าจะดี 

ดังนั้นในปณิธานปีใหม่ จึงขอให้ตั้งเป้าหมายเรื่องสุขภาพดีขึ้นเป็นข้อแรกๆ เริ่มต้นจากเรื่องอาหารการกิน เช่น ลดมันเค็มลงจากเดิม 

ลดการกินอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง และอาหารทอด เป็นต้น จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย

ส่วนคนที่ติดบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ ต้องถนอมปอดกับตับให้อยู่กับเรานานขึ้น โดยลด ละ เลิกให้ได้ ปัจจุบันเรามีเทคนิค และมียาช่วยลด ละ เลิกได้แล้ว จึงขอแนะนำให้คุณๆ ที่มีปัญหาข้างต้นไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร 

อีกประเด็นหนึ่งคือ อย่าลืมการตรวจร่างกายประจำปี เมื่อเรามีอายุมากขึ้น จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคที่เรามีความเสี่ยงมากกว่าปกติ และควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน 

ส่วนผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว แล้วมักละเลยการรับประทานยาให้สม่ำเสมอ ลืมกินยาเป็นประจำ ก็จะต้องตั้งเป้าหมายว่าจะมีวินัยกินยารักษาตัวให้ครบถ้วนต้องหาวิธีการทำให้ไม่ลืมกินยา เป็นต้น

แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้สำหรับทุกคนคือการออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพร่างกายของอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อรักษาสุขภาพกายแล้วต้องดูแลสุขภาพใจด้วย เพราะใจกับกายต้องไปด้วยกัน คนที่ใจยังไม่ป่วย ก็ต้องคงสภาพที่ดีไว้ แต่อาจจะต้องพัฒนาทักษะการจัดการความเครียดเพิ่มขึ้น เพราะดูทรงแล้วเศรษฐกิจปีหน้าไม่น่าจะดีกว่าปีนี้ วางแผนให้ดี เตรียมคิดหาทางแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า มีแผนรองรับกรณีเกิดภาวะวิกฤต เดินทางสายกลาง มองโลกตามความเป็นจริงเผื่อใจไว้กรณีไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ไหวจริงๆ ก็ขอให้พิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่นนักจิตวิทยา จิตแพทย์ เป็นต้น 

อย่าคิดว่าโรคจิตเวชเป็นที่น่าอาย กายป่วยได้ ใจก็ป่วยได้ เป็นเรื่องธรรมดามาก คนที่ไม่ยอมรับเรื่องความเจ็บป่วยทางใจต่างหากที่ใจแคบ และกรณีที่เจ็บป่วยทางใจก็ใช้ยาได้เช่นกัน ที่สำคัญคือต้องกินยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าเพิ่มลดหรือหยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะยาจิตเวชมีอาการไม่พึงประสงค์หลากหลาย บางอย่างก็ไม่รุนแรง เช่น ง่วงซึม แต่บางอย่างก็รุนแรงมากเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

ผู้เขียนขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบทความ “รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ” มาโดยตลอดหวังว่าบทความต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของท่านผู้อ่าน ขอเรียนว่าคณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่คู่ประเทศไทยมาจนย่างเข้าปีที่ 112 นับตั้งแต่โรงเรียนปรุงยา จวบจนเป็นคณะเภสัชฯ  จุฬาฯ ในปัจจุบัน พวกเราขอปณิธานว่าเราทุกคนตั้งใจให้คำปรึกษา และดูแลเรื่องยาและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพทั้งหลายให้กับสังคม เพื่อให้ทุกคนในประเทศไทยของเรามีสุขภาพกาย และใจที่ดี 

ท้ายที่สุดนี้ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ โปรดดลบันดาลให้ทุกท่าน มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงตลอดปี 2568 และตลอดไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ของขวัญปีใหม่ของคนรักสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ของขวัญปีใหม่ของคนรักสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ของขวัญปีใหม่ของคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ถือเป็นช่วงที่ดีสำหรับส่งมอบความรักและปรารถนาดีให้ญาติผู้ใหญ่เพื่อนฝูง แม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน แต่หลายคนก็ปวดหัวทุกปีว่าจะให้อะไรดี จึงจะทั้งถูกใจและเป็นประโยชน์กับผู้รับมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ก็ตามหลายคนก็จะนึกถึงตัวเลือกที่สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้ให้ต่อผู้รับ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

สำหรับคนที่กำลังมองหาหมวดของกิน อันที่จริงก่อนที่จะนึกถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แค่อาหารทั่วๆ ไปที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ และผู้รับได้ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารไม่ขัดขาวที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไข่ไก่ปลอดยาปฏิชีวนะ กระเช้าผักผลไม้ปลอดสารพิษ เหล่านี้ก็ดูเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อย แต่มีข้อควรระวังคือ อาหารบางประเภทจำเป็นต้องรีบรับประทานให้หมดภายในเวลา กับอีกประเด็นหนึ่งถ้าเลือกผลไม้ บางชนิดมีน้ำตาลสูง ถ้านำไปให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็เสี่ยงทำให้น้ำตาลขึ้น

ตัวอย่างผลไม้ที่ไม่เป็นมิตรต่อผู้ป่วยเบาหวานก็เช่น มะม่วงสุก อินทผลัม สับปะรด ทุเรียน ละมุด ลิ้นจี่ ลำไยรวมถึงผลไม้แปรรูปต่างๆ ที่เติมน้ำตาลลงไปเป็นปริมาณมากก็ต้องระวังเช่นกัน ถ้าทราบว่าผู้รับมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานก็จะต้องจัดให้เหมาะสม ควรเลือกผลไม้ที่ผลไม้ที่ระดับน้ำตาลต่ำ กากใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว กล้วยหอมแก้วมังกร ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น

ส่วนอาหารแปรรูปบางชนิดที่เป็นที่นิยมอย่างมาก คือ ผลิตภัณฑ์รังนก ซุปไก่สกัด เป็นต้น ซึ่งดูเป็นสินค้าพรีเมียมราคาสูง แต่อาจจะไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้ ของเหล่านี้ควรระวังในบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยโรคไตกับการบริโภคซุปไก่สกัด โดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องจำกัดโปรตีน รวมถึงปริมาณโซเดียม หรือเกลือแร่อื่นๆ ที่ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่ไตผิดปกติ

ส่วนรังนกก็อาจจะมีปัญหากับผู้ป่วยเบาหวานสำหรับสูตรที่มีน้ำตาล

ดังนั้นการมอบผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้แก่ผู้รับก็ควรทราบในเบื้องต้นว่าผู้รับมีโรคประจำตัวอะไรที่เป็นข้อจำกัดในการบริโภคผลิตภัณฑ์พวกนี้หรือไม่

ผลิตภัณฑ์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีผู้นิยมเลือกเป็นของขวัญปีใหม่ไม่น้อยเช่นกันก็คือ กลุ่มยาจากสมุนไพร เนื่องจากหลายท่านอาจมองว่ายาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีความปลอดภัยมากกว่ายาที่เป็นสารเคมี ซึ่งอันที่จริงแล้วยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีโรคประจำตัว หรือมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ ยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร  อาจไปมีผลต่อความเจ็บป่วยของผู้รับ หรือตีกับยาที่รับประทานอยู่จนเป็นอันตรายได้ 

ถ้าจะเลือกให้ ก็ขอแนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบบใช้ภายนอกดูจะปลอดภัยกว่า ไม่ว่าจะเป็น ยาดมยาหม่องยาหม่องน้ำ ยาทาถูนวดแก้ปวดแก้คัน เป็นต้น ถ้าเป็นกลุ่มยาสมุนไพรชนิดรับประทาน ขอเป็นพวกใช้ครั้งคราวยาใช้ตามอาการ ไม่ได้ใช้เป็นประจำทุกวัน เช่น ยาหอม เป็นต้น

สำหรับท่านที่ชอบให้ของขวัญจำพวกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ต้องระวังเช่นกันเพราะอาจมีผลกระทบต่อผู้รับบางราย เนื่องจากข้อจำกัดทางสุขภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะตับไต ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง รวมถึงยาที่รับประทานอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ สำหรับท่านผู้รับ ก่อนที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้ จำเป็นต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนหรือตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ ไม่ตีกันกับโรค และยาแผนปัจจุบันที่กำลังรับประทานอยู่ ถ้าไม่มั่นใจควรต้องปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อน

สวัสดีปีใหม่ ขอให้สุขภาพดีทุกคน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

https://www.naewna.com/lady/849055

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.18 น.

อาทิตย์ที่แล้ว ชวนทุกท่านคุยเรื่องยาที่ควรเตรียมเมื่อต้องเดินทางแล้ว วันนี้ขอนำเสนอถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยเวลาเดินทาง คือ อาการเมารถเมาเรือ จนถึงเมาเครื่องบิน ซึ่งอาจจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของท่านไม่สนุก ในบางครั้งอาจจะถึงกับทำให้ทริปล่มได้เลย

อาการเมารถเมาเรือ ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า motion sickness ซึ่งแปลตรงๆ คือป่วยจากการเคลื่อนที่ เพราะเมื่อมีการเคลื่อนที่ เช่น การนั่งในรถ เรือ เครื่องบิน หรือการเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก ไม่ว่าจะเป็น ม้าหมุน รถไฟเหาะ ไวกิ้งฯลฯ ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างภาพที่ตาเห็น กับข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่หูชั้นในรับรู้โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างเร็ว หรือคดเคี้ยว การเคลื่อนที่ขึ้น-ลง การเคลื่อนที่หมุนเหวี่ยง ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการที่รุนแรงมากขึ้น

อาการเมารถเมาเรือ ที่เกิดขึ้นอาจอยู่ในระดับเบาๆ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง ก็อาจมีอาการปวดหัว ใจสั่น แน่นหน้าอกเหงื่อแตก อาเจียน หน้าซีด รู้สึกเหมือนจะเป็นลมได้ และอาการเมารถเมาเรือนี้บางคนเป็น บางคนไม่เป็น บางคนเป็นบางวัน บางวันก็อาจจะไม่เป็น จากข้อมูลพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนตั้งครรภ์ หรือกำลังใช้ยาฮอร์โมน พบว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเรื่องเมารถเมาเรือมากเป็นพิเศษ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมารถเมาเรือได้ เช่น โรคปวดหัวแบบไมเกรน และโรคพาร์คินสัน ดังนั้น ถ้าพิจารณาแบบรวมๆ ก็คือเด็กวัยรุ่นผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนและมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ เป็นคนที่เสี่ยงเมารถเมาเรือมากกว่าใครเพื่อน

บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมคนที่เป็นคนขับรถถึงไม่ค่อยเมารถ หรือบางคนตอนขับไม่เมา แต่ตอนนั่งรถที่คนอื่นขับกลับเมาเสียอย่างนั้น คำตอบก็คือคนที่ขับรถ เขาจะอยู่ตำแหน่งที่ต้องมุ่งความสนใจไปข้างหน้าตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างการมองเห็นกับการรับรู้ของการเคลื่อนที่ย่อมดีกว่าคนที่นั่งโดยสารในรถนั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนั่งที่ประเดี๋ยวก็มองข้างหน้า เบื่อแล้วก็มองข้างทาง บางทีก็ก้มเล่นมือถือ กลุ่มนี้สักพักก็จะจบลงด้วยอาการเมารถ

อย่างไรก็ตาม อาการเมารถเมาเรือนี้ก็ป้องกันได้แนะนำว่าก่อนการเดินทาง 30-60 นาที ให้กินยาชื่อไดเมนไฮดริเนต 50 มิลลิกรัม 1 เม็ด ยานี้ค่อนข้างปลอดภัย และราคาไม่แพง ในร้านสะดวกซื้อบางแห่งก็มีขาย ถ้าการเดินทางยาวนาน หรืออาการยังไม่ทุเลาก็สามารถกินซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง โดยจำนวนเม็ดต่อวันมากที่สุดที่กินได้อยู่ที่ 8 เม็ด หรือไม่เกินวันละ 400 มิลลิกรัม อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากยานี้คือ ง่วงนอนปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า เป็นต้น ผู้ที่ควรระวังการใช้ยานี้คือผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคต้อหิน หรือมีโรคต่อมลูกหมากโต ซึ่งยาทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้นได้

นอกจากการใช้ยาแล้ว การป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงของอาการเมารถเมาเรือก็สามารถทำได้เช่นกัน เริ่มจาก (1) หากรู้กำหนดการเดินทางแน่นอน คืนก่อนหน้านั้นก็นอนให้พอ อย่าอดนอน (2) อย่าปล่อยให้ท้องว่าง ควรรองท้องด้วยอาหารเบาๆ แต่ก็อย่ากินเยอะเกินไปจนท้องแน่นอึดอัด (3) เตรียมพกยาดมหรือลูกอมรสเปรี้ยวๆ (4) ถ้าเลือกได้ให้นั่งข้างหน้ากับคนขับ เพราะเป็นจุดที่เราสามารถมองข้างหน้าได้ชัดเจนและลดโอกาสมองด้านข้าง รวมถึงพยายามล็อกเป้ามองไปเส้นขอบฟ้าข้างหน้าให้ได้มากที่สุด หรือถ้าเป็นเครื่องบินก็ให้นั่งตรงปีก (5) หลีกเลี่ยงการเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือระหว่างนั่งรถ (6) พกยาแก้เมารถเมาเรือไปด้วยและรับประทานก่อนล้อหมุน หรือเครื่องบินขึ้นสัก 30-60 นาที

สุดท้ายแล้วหากเกิดอาการเมารถเมาเรือขึ้น ทางที่ดีที่สุดควรกินยาแล้วนอนพัก เชื่อว่าถ้าได้หลับพักสัก 1-2 ชั่วโมง อาการเมารถก็น่าจะทุเลาลงจนสามารถทำภารกิจให้ลุล่วงแล้วเสร็จจนได้ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา สามารถสอบถามได้ที่ line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เตรียมยาเมื่อไปเที่ยว

https://www.naewna.com/lady/847656

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เตรียมยาเมื่อไปเที่ยว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เตรียมยาเมื่อไปเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลายคนมีโปรแกรมเดินทางกลับบ้าน หรือไปเที่ยวช่วงสิ้นปีนี้ซึ่งแม้ว่าทุกๆ การเดินทาง เราจะคาดหวังให้มีความสุขและสนุกสนานแต่บางครั้ง เราอาจเจอกับการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรืออาจพบอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ  ได้ ถึงแม้ไม่เกิดกับเราก็อาจเกิดกับคนที่ไปด้วยกัน 

ดังนั้น การมียาและเวชภัณฑ์พกไปด้วยก็ให้ความอุ่นใจได้ดี และเป็นการเตรียมการที่ดีด้วย

ก่อนอื่นเลย คนที่ไปเที่ยวบ่อยๆ 

คงเตรียมถุงยา หรือกล่องยาที่พกพาไปด้วยเสมออยู่แล้ว สิ่งแรกที่อยากให้ทำก่อนไปเที่ยวทุกทริปเลยก็คือ เช็คยาและเวชภัณฑ์ทุกตัวก่อนว่าหมดอายุหรือเสื่อมสภาพไปแล้วหรือไม่ ของบางอย่างเราเตรียมไว้ไม่ได้ใช้เลยก็อาจจะหมดอายุไปแล้ว ถึงเวลาจะใช้ แต่อุตส่าห์แบกไป แล้วของเกิดหมดอายุ ก็เสียเวลาเปล่า จึงควรตรวจเช็คดูก่อนน่าจะดีที่สุด นอกจาก ดูที่วันหมดอายุแล้ว ขอให้ดูจากลักษณะภายนอกด้วย ถ้าลักษณะภายนอกของยาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ต้องทิ้งไป  รวมถึงยาที่เหลือในขวดยาหลังจากมีการเปิดใช้แล้ว ตัวอย่างบางคนอาจจะแบ่งยาออกมาใช้จากขวด หรือกระปุกใหญ่ ใส่ในซอง หรือขวดแบ่งเล็กๆ ยาแบ่งบรรจุแบบนี้ไม่ควรเก็บเกิน 6 เดือน 

โดยปกติแนะนำให้เลือกแบบที่บรรจุแผงแยกเป็นเม็ดจะดีกว่าอีกอย่างที่มักพบว่าเป็นปัญหาก็คือพวกพลาสเตอร์ปิดแผล บางทีเก็บไว้นานๆ บรรจุภัณฑ์ก็เปื่อยหรือขาด การที่บรรจุภัณฑ์เปิดออกก่อนการใช้งาน ก็หมายความว่าพลาสเตอร์ชิ้นนั้นเสี่ยงการปนเปื้อน ถ้านำไปติดแผลก็เสี่ยงติดเชื้อได้ เช็คใช้ชัวร์ก่อนใช้ อันไหนหมดอายุหรือเสื่อมสภาพก็ทิ้งไปแล้วจัดของเติมใหม่ให้พร้อมใช้ก่อนออกเดินทางทุกครั้งดีที่สุด

สำหรับยาที่แนะนำให้เตรียม สำหรับการเดินทางไปเที่ยวควรเป็นยาสำหรับรักษาอาการเจ็บป่วยขั้นต้น เช่น (1) ยาเม็ดแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล (2) ยาเม็ดแก้แพ้ซึ่งถ้าเป็นแบบไม่ง่วงก็จะดีกว่าแบบง่วง ตัวอย่างชื่อยาก็เช่น เซตทิริซีน ลอราทาดีน เป็นต้น (3) ยาเม็ดบรรเทาอาการเมารถเมาเรือ เช่น ตัวยาไดเมนไฮดริเนท (4) ยาบรรเทาอาการท้องเสียผงถ่านคาร์บอน ซึ่งใช้เพื่อช่วยดูดซับสารพิษซึ่งอาจปนเปื้อน (5) ผงน้ำตาลเกลือแร่สำหรับช่วยเรื่องท้องเสียเช่นกัน (6) ยาแก้ท้องอืดแน่นท้อง ซึ่งมีหลายชนิด สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ เช่น ตัวยาไซเมติโคน หรือยาที่มีส่วนประกอบตัวยาโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังมียาใช้ภายนอกก็มีความจำเป็นเช่นกัน ได้แก่ (1) แอลกอฮอล์ (2) โพวิโดนไอไอดีน  (3) พลาสเตอร์ สำหรับจัดการกับแผล(4) ยานวดแก้ปวดเมื่อย รวมถึงยาดม ยาหม่อง (5) ยาทาหรือสเปรย์กันยุง(6) หน้ากากอนามัยสำรอง เผื่อเกิดเป็นหวัดระหว่างเที่ยว คนที่เป็นจะได้มีไว้ใส่เพื่อจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น หรือเอาไว้ใส่เวลาเดินทางกับขนส่งสาธารณะที่คนเยอะๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่นก็ได้เช่นกัน 

ยาที่เตรียมไปทุกชนิดควรมีฉลากชื่อยา วิธีใช้ รวมถึงมีวันหมดอายุระบุบนภาชนะบรรจุยาด้วย 

ยาชนิดสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ ที่ต้องเตรียมก็คือ ยาสำหรับโรคประจำตัวและควรเตรียมในจำนวนเกินกว่าจำนวนวันที่จะใช้สักหน่อย เผื่อมีการเลื่อนวันเดินทางกลับ ไม่ว่าจะมาจากกรณีใดๆ ก็ตาม เราจะได้ยังมียาเหลือพอที่จะใช้

ส่วนท่านที่มีความเจ็บอาการเจ็บป่วยใดๆ ที่เป็นอยู่บ่อยๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อเตรียมยาที่ท่านเคยใช้

สุดท้ายนี้ ท่านที่ต้องเดินทางด้วยการขับรถ ก็ขอให้ระมัดระวัง ขับขี่ด้วยความปลอดภัย พักผ่อนให้พอ และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทาง และไม่เจ็บป่วยระหว่างการเดินทาง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิตามินดี ถ้ากินมากไป ก็อันตราย

https://www.naewna.com/lady/846251

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิตามินดี ถ้ากินมากไป ก็อันตราย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิตามินดี ถ้ากินมากไป ก็อันตราย

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาการมีสุขภาพดี การอยู่การกินจึงสำคัญกับสุขภาพมาก กินอาหารดีออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้มั่นใจว่าสุขภาพยังคงดีอยู่ แต่บางคนก็หาวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น ยิ่งในยุคสมัยที่บ้านเมืองเต็มไปด้วย (พวกอวดอ้างว่าเป็นกูรู) ที่พบกันทั่วไปในโซเชียลมีเดียก็ทำให้ผู้เสพสื่ออาจวิตกว่าจะต้องกินอะไรพิเศษมากไปกว่าอาหาร 5 หมู่ที่ครบถ้วนหรือไม่ หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนได้รับบ่อยๆ คือเรื่องการรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินดี 

วิตามินดีอยู่ในวิตามินที่ละลายในไขมัน ขอย้ำว่าเป็นวิตามินที่สำคัญมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างกระดูกและฟัน รักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพ

ร่างกายของเราสร้างวิตามินดีได้เมื่อร่างกายสัมผัสแสงแดด โดยทั่วไปเพียงแค่เราได้รับแสงแดดเพียงพอก็ลดความเสี่ยงการขาดวิตามินดี นอกจากนี้ วิตามินดียังมีในอาหารจำพวกตับ ไข่แดง ปลาตะเพียน ปลาทับทิม ปลานิล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

แต่หลายคนก็พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด (มากจนเกินไป) แล้วยังรับประทานอาหารไม่เพียงพอ จึงพบว่าประชากรไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีจำนวนไม่น้อย โดยพบว่ากลุ่มคนที่เสี่ยงขาดวิตามินดี ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ทำงานในร่มตลอดเวลา หญิงให้นมบุตร ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้ที่ไตและตับทำงานผิดปกติ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราขาดวิตามินดีหรือไม่ เพราะผู้ขาดวิตามินดีจะมีอาการไม่ค่อยจำเพาะเจาะจงเหมือนการขาดวิตามินอื่นๆ อาการที่อาจบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามินดีในผู้ใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริวบ่อย ปวดกระดูกหรือข้อ มวลกระดูกลดลง หรือในบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ เช่น มีอาการซึมเศร้า เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สามารถบอกได้แม่นยำที่สุดว่าเราขาดวิตามินดีหรือไม่ คือการตรวจวัดระดับวิตามินดีในเลือด ซึ่งหากแพทย์สงสัยว่าเราขาดวิตามินดี หรือมีอาการรวมถึงผลการตรวจร่างกายอื่นๆ ที่บ่งบอกว่าอาจเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินดี แพทย์จะแนะนำให้เราตรวจระดับวิตามินดีในเลือดก่อนที่จะให้วิตามินดี

เนื่องจากการกินวิตามินดีเสริม ควรทำเมื่อร่างกายมีการขาดวิตามินดีเท่านั้น ส่วนการเลือกรูปแบบวิตามินดีที่จะเสริมก็แตกต่างกันไป ขึ้นกับสภาวะร่างกาย และโรคประจำตัวของแต่ละคน แต่หากเรากังวลว่าอาจขาดวิตามินดี และอยากกินเสริม เราต้องเข้าใจก่อนว่าวิตามินดีละลายในไขมัน และอาจสะสมในร่างกายในระดับที่สูงเกินไปจนเกิดอันตราย โดยเบื้องต้นปริมาณวิตามินดีที่แนะนำในแต่ละช่วงวัย คือ ทารก (0-12 เดือน)400 IU ต่อวัน หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร 600 IU ต่อวันเด็กและผู้ใหญ่ 600 IU ต่อวัน ผู้สูงอายุ 800 IU ต่อวัน และในผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัย 

เพราะหากระดับวิตามินดีในร่างกายสูงเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะระดับแคลเซียมสูงในเลือด เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปวดกล้ามเนื้อ และปัสสาวะบ่อย มีปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร อาจเกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย การเสริมวิตามินดีในปริมาณสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต ไตทำงานหนัก การใช้วิตามินดีในปริมาณสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ไตต้องทำงานหนัก ในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะไตวาย

เราป้องกันการขาดวิตามินดีได้โดยสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นประมาณวันละ 10-15 นาที กินอาหารที่มีวิตามินดีในปริมาณเพียงพอ 

ส่วนวิตามินดีที่มีจำหน่ายมีทั้งรูปที่เป็นยา และเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในกรณีที่เกิดภาวะขาดวิตามินดี และจำเป็นต้องรับประทานเสริม แนะนำให้ใช้วิตามินดีในรูปแบบยาเนื่องจาก มีการควบคุมคุณภาพ และปริมาณวิตามินอย่างถูกต้องแม่นยำกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับวิตามินดีในปริมาณที่ต้องการ 

นอกจากนี้ ตัวยาวิตามินดีที่แพทย์สั่งจ่ายก็มีหลักๆ อยู่ 3 ชนิด จะรับประทานชนิดใดก็ขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละคน แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าวิตามินแบบไหนเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ผู้ป่วยโรคตับและไตจำเป็นต้องได้รับวิตามินดีที่เป็นรูปแบบที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะได้ประสิทธิผลที่ดี

ขอย้ำว่าวิตามินดีเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย โดยเฉพาะในการเสริมสร้างกระดูกและสนับสนุนภูมิคุ้มกัน การเสริมวิตามินดีควรทำอย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากใช้ในปริมาณสูง หรือผู้มีโรคประจำตัวจำเป็นต้องใช้ ต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง 

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/844810

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคมะเร็งคือโรคที่ปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ส่วนในประเทศไทยก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ 139,206 คนต่อปี ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตปีละ 84,073 คนโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดีมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก

คำว่ามะเร็งเป็นคำที่คนส่วนใหญ่กลัว และกังวลว่าตนเองจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาคุยถึงปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนโรคมะเร็งกัน ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งแบ่งเป็น 2 หมวดหลักๆ คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้นั้นเราไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น มีประวัติการเจ็บป่วยโรคมะเร็งในญาติสายตรง เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ (บางเชื้อชาติ/บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งบางชนิดมากกว่าเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์อื่น) และสุดท้ายคือ ประวัติการเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน 

แต่ถึงแม้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือป้องกันได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ไม่ปล่อยอ้วนเกินไป กินผักผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆส่วนในประเทศไทยก็ควรเลี่ยงการกินปลาน้ำจืด โดยเฉพาะปลาที่ไม่ได้ปรุงสุกอย่างดี เช่น ปลาสุกๆ ดิบๆ ปลาร้า ปลาจ่อมแต่หากจะกินปลาเหล่านั้นก็ต้องทำให้สุกอย่างดีเสียก่อน 

นอกจากนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีอันตรายที่มีมากมาย และต้องเลี่ยงมลภาวะทุกชนิดพูดโดยรวมคือ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตลอดเวลา แต่ไม่ต้องวิตกกังวลจนเสียสติ แล้วถ้าหากทำได้ครบทุกข้อ ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้มาก แต่ถึงแม้ทำได้บางข้อ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งคือ ถ้าตรวจพบเร็วในระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีกว่าช่วงตรวจพบว่าโรคเป็นมากหรือระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ส่วนใหญ่นั้นมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1-2คือช่วงที่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น ส่วนระยะที่ 3 คือโรคลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้นของมะเร็งมาก และระยะที่ 4 คือโรคแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งผลการรักษาในระยะท้ายๆ จะไม่ดีนัก 

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตสัญญาณเตือนของโรคและรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะทำให้รักษาได้เร็ว ผลการรักษาดี ตัวอย่างของมะเร็งกลุ่มนี้คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยที่หายจากโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับ 7 สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งเพื่อสังเกตตนเอง และคนในครอบครัว ถ้ามีความผิดปกติดังนี้ ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

2.มีแผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย โดยเฉพาะแผลที่มีเลือดออกหรือติดเชื้อเรื้อรัง

3.มีเลือดออกหรือสารคัดหลั่งผิดปกติจากร่างกาย เช่น เลือดในปัสสาวะ อุจจาระ หรือเสมหะ

4.มีก้อนแข็งหรือเนื้อที่เจริญเติบโตผิดปกติในร่างกาย เช่น ที่เต้านมหรือส่วนอื่นๆ

5.มีอาการอาหารไม่ย่อยหรือกลืนอาหารลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร

6.มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ หรือติ่งเนื้อ เช่น สี ขนาดหรือรูปร่างที่เปลี่ยนไป

7.มีไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบที่ไม่ยอมหาย อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง

อย่างไรก็ดี สัญญาณเตือนเหล่านี้นับเป็นอาการทั่วๆ ไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ไอเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมักชะล่าใจไม่ไปพบแพทย์ แต่มักไปซื้อยาใช้เอง เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ มะเร็งที่เป็นก็รุนแรงมาก 

ดังนั้นหากอาการใดที่กล่าวในข้างต้นเกิดขึ้นแล้วยืดเยื้อเกิน 1-2 เดือน กินยาเรื่อยไปก็ไม่หายสักที แถมบางคนมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งอยู่ด้วย อย่างนี้นับว่าเสี่ยงค่อนข้างมากและบางคนยังมีพฤติกรรมใช้ชีวิตให้สุดๆ คือเสี่ยงสุดๆ แถมมีญาติสายตรงป่วยโรคมะเร็งด้วย และอายุก็มากขึ้น แบบนี้ต้องไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อจะได้ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เสริมอาหารต้องปราศจากเมลาโทนิน

https://www.naewna.com/lady/843342

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เสริมอาหารต้องปราศจากเมลาโทนิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เสริมอาหารต้องปราศจากเมลาโทนิน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัญหานอนไม่หลับ เป็นปัญหาใหญ่ของหลายคน โดยในแต่ละคนก็มีสาเหตุแตกต่างกันไป เช่น เพราะมีความเครียดสะสม การทำงานเป็นกะ อายุมากขึ้น หรือสภาวะของโรคบางชนิดก็มีผลต่อการนอน เมื่อนอนไม่หลับหลายคืน ก็เกิดวงจรทำให้ร่างกายล้า เช่น นอนไม่หลับกลางคืน ก็ง่วงในช่วงกลางวัน ไม่มีสมาธิ หรือไม่มีสติทำงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาเช่นนี้ ทำให้ผู้ที่กำลังเกิดเรื่องต้องหาตัวช่วยเพื่อทำให้ตนเองนอนหลับได้มากขึ้น

การไปซื้อหายานอนหลับมาใช้เองในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ไม่สามารถซื้อขายยานอนหลับที่ร้านยาทั่วไป ดังนั้นผู้จะใช้ต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยาจากโรงพยาบาลเท่านั้น ทำให้บางคนที่ต้องการใช้ยานี้หันไปใช้ยาแก้แพ้ชนิดที่ทำให้มีอาการข้างเคียง เช่นทำให้ง่วงนอนมาใช้ทดแทน โดยยาที่ว่านั้น นอกจากทำให้ง่วงนอนพักได้บ้าง แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงเกินคาด เช่น เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะขัด ง่วงซึม และบางรายที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น คนเป็นโรคต้อหิน หรือโรคต่อมลูกหมากโตอาจเป็นอันตราย จึงไม่ควรใช้ยาแก้แพ้แทนยานอนหลับ 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกเป็นเวลานาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงกับการเกิดโรคความจำเสื่อมแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยไปหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่บอกสรรพคุณเกินเหตุ โดยเฉพาะอ้างว่าช่วยให้นอนหลับได้ 

แต่ก็มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายตัวที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างปลอดภัย เพราะผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หลับเหมือนใช้ยานอนหลับ แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ผู้บริโภคต้องพิจารณาให้ดี เวลาดูโฆษณาใน social media ต่างๆ ต้องระมัดระวังให้มาก ต้องฟังหูไว้หู อย่าเชื่อสิ่งที่ดูดีเกินจริง พูดถึงแต่ผลลัพธ์ทางที่ดี เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอาจมีการปนปลอมสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

แต่หากจะซื้อจริงๆ ก็ต้องซื้อหาจากสถานที่ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เช่น ร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำ หรือซื้อจากร้านที่เจ้าของผลิตภัณฑ์นำสินค้ามาขายเอง 

แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวเร็วๆ นี้ พบว่ามีการปลอบปนยาเมลาโทนินในเยลลี่กัมมีด้วย ทั้งนี้ประเทศไทยจัดเมลาโทนินเป็นยา ฉะนั้นจึงมีกระบวนการผลิต และควบคุมคุณภาพที่จริงจัง เหมือนมาตรฐานการผลิตยา การสั่งจ่ายยานี้ต้องทำโดยแพทย์และเภสัชกร แต่ในต่างประเทศบางประเทศ เมลาโทนินจัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งกฎหมายและการควบคุมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารค่อนหลวม เช่น ขนาดของยาในเม็ดอาจไม่ตรงกับในฉลากของผลิตภัณฑ์ กรณีนี้จะคล้ายคลึงกับเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน ที่เจือปนยา sibutramine แต่ต้องย้ำว่ายา sibutramine ถูกถอนทะเบียนจากประเทศไทย และหลายๆ ประเทศไปแล้ว

ส่วนเมลาโทนินนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง จนทำให้ผู้ใช้ยาได้รับอันตราย แต่หากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีข้อห้ามใช้ยาเมลาโทนิน เช่น แพ้แก้ยา หรือในคนที่ใช้ยาอื่นสำหรับโรคประจำตัวอยู่ แล้วยาเหล่านั้นจะตีกับเมลาโทนิน เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันโลหิต ยากันชัก ยาต้านเศร้าบางชนิด รวมถึงยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง การได้รับเมลาโทนินอาจสร้างปัญหาและผลเสียได้ 

ดังนั้น ในประเทศไทยจึงพิจารณาให้การใช้ยาตัวนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และเภสัชกร เพราะฉะนั้น การอ้างว่ามีเมลาโทนินเจือปนในอาหารเสริม จะช่วยเรื่องการนอนหลับได้ จึงเป็นเรื่องที่อาจทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดอันตรายได้

ผู้ประสบปัญหาการนอนหลับ อันที่จริงแล้วมีรายละเอียดเพิ่มเติมในการพิจารณาว่าควรรักษาอย่างไร ต้องใช้ยาอะไร เช่น บางคนนอนหลับได้ แต่ช่วงเวลาที่นอนสั้นเกินไป หรือตื่นเร็วมาก ก็ต้องแก้ด้วยการใช้ยาแบบหนึ่ง บางคนนอนแล้วก็นอนไม่หลับ หลับยาก แต่ถ้าหลับแล้วก็หลับยาวไปเลย ก็แก้ด้วยการใช้ยาอีกแบบหนึ่ง นี่ยังไม่รวมสาเหตุของการนอนไม่หลับของแต่ละคน ที่ต้องแก้ด้วยวิธีไม่ใช้ยา แต่เป็นคนละวิธี

ดังนั้น หากคุณมีปัญหาการนอน จนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน ก็ต้องไปพบแพทย์ เพื่อการแก้ปัญหาให้ตรงจุด รวมถึงยังเข้ากันได้กับสภาวะสุขภาพเดิมของตนเอง เช่น ยาตัวใหม่ที่ได้รับไป ไม่ตีกับยาตัวเดิมที่กำลังใช้อยู่

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ

https://www.naewna.com/lady/841970

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว บางวันฝนตก บางวันร้อน (ตับแตก) แถมยังมี ฝุ่น PM2.5 อีกด้วย จึงอาจทำให้บางคนตื่นนอนแล้วมีอาการภูมิแพ้ ทั้งแพ้อากาศ และแพ้ที่ผิวหนัง สัปดาห์นี้จึงชวนคุยเรื่องการใช้ยาแก้แพ้ รวมถึงข้อควรระวังการใช้ยา

ก่อนไปถึงเรื่องการใช้ยา หลักการแรกที่จะต่อสู้กับการแพ้ดีที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ให้ได้ฉะนั้นต้องรู้ว่าเราแพ้อะไร ถ้าเลี่ยงไม่ได้ เราต้องดูแลให้ร่างกายมีความต้านทานการแพ้ได้ดีขึ้น เช่น ทำร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอออกกำลังกาย ลดความเครียด กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้ เพื่อจะได้มีวิตามินเพียงพอในการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่กระนั้นก็ดีถึงทำได้ทั้งหมดนี้แล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะไม่มีอาการแพ้ แต่ก็ยังดีกว่าต้องพึ่งยาแก้แพ้ตลอดเวลา

แต่ถ้าต้องใช้ยาแก้แพ้ ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมยาแก้แพ้ยอดนิยมสำหรับอาการภูมิแพ้อากาศ ที่มีอาการเด่นๆ คือ น้ำมูกไหล จาม คันตา น้ำตาไหล คือยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 หรือ อาจพูดง่ายๆ คือ ยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ทำให้ง่วง ที่มีหลายชนิด เช่น cetirizine, desloratadine, fexofenadine, levocetirizine loratadine และ bilastine

ส่วนยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 (ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) หรือ เรียกว่า ยาแก้แพ้ชนิดที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วง ได้แก่ chlorpheniramine, brompheniramine และ diphenhydramine เป็นต้น

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 มีข้อดีเหนือกว่ายาแก้แพ้รุ่นเก่า นอกจากไม่ทำให้ง่วงแล้ว ยังไม่ต้องรับประทานยาบ่อย ยารุ่นเก่าต้องกินวันละ 3-4 ครั้ง เนื่องจากมีฤทธิ์สั้นกว่าในขณะที่ยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ยาวกว่า ทำให้กินเพียงวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ หรือถ้าภูมิแพ้รุนแรงมากจริงๆ ยาบางชนิดอาจให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง

ยาแก้แพ้เป็นยาที่ผู้ใช้ยาสามารถซื้อหาได้ง่ายและสะดวก และยาหลายชนิดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยในคนทั่วไป แต่การใช้ยาแก้แพ้ที่ไม่เหมาะสมก็อาจลดคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนก่อให้เกิดอันตราย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ การรับประทานยาต้านฮิสตามีนรุ่น 1 ที่กินแล้วง่วงนอน ในคนทั่วไปทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานลดลง หากกินแล้วไปขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ 

แต่สำหรับผู้สูงอายุซึ่งสภาพการทำงานของตับไตเสื่อมลง การกำจัดยาออกจากร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไป การออกฤทธิ์ของยาก็อาจจะนาน หรือช้ากว่าปกติ การใช้ยาแก้แพ้ที่ในคนทั่วไปแค่ง่วงๆแต่กับผู้สูงอายุอาจจะถึงกับต้องนอนทั้งวัน มึนงง เวลาลุกขึ้นจากท่านอนเป็นยืนแล้วเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ซึ่งการหกล้มนั้นเป็นภัยร้ายแรงในผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะอาจทำให้กระดูกหัก

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ยังทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะขัด และคนที่เป็นโรคต้อหิน หรือโรคต่อมลูกหมากโตไม่ควรใช้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกเป็นเวลานาน ยังทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุใช้ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วง (หรือยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้เลือกยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ โปรดสอบถามที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้ช่องทาง line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/840523

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคมะเร็งคือโรคที่ปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ส่วนในประเทศไทยก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่139,206 คนต่อปี ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตปีละ 84,073 คนโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดีมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก

คำว่ามะเร็งเป็นคำที่คนส่วนใหญ่กลัว และกังวลว่าตนเองจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาคุยถึงปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนโรคมะเร็งกัน ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งแบ่งเป็น 2 หมวดหลักๆ คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้นั้นเราไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น มีประวัติการเจ็บป่วยโรคมะเร็งในญาติสายตรง เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ (บางเชื้อชาติ/บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งบางชนิดมากกว่าเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์อื่น) และสุดท้ายคือ ประวัติการเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน 

แต่ถึงแม้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือป้องกันได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ไม่ปล่อยอ้วนเกินไป กินผักผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆส่วนในประเทศไทยก็ควรเลี่ยงการกินปลาน้ำจืด โดยเฉพาะปลาที่ไม่ได้ปรุงสุกอย่างดี เช่น ปลาสุกๆ ดิบๆ ปลาร้า ปลาจ่อมแต่หากจะกินปลาเหล่านั้นก็ต้องทำให้สุกอย่างดีเสียก่อน 

นอกจากนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีอันตรายที่มีมากมาย และต้องเลี่ยงมลภาวะทุกชนิดพูดโดยรวมคือ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตลอดเวลา แต่ไม่ต้องวิตกกังวลจนเสียสติ แล้วถ้าหากทำได้ครบทุกข้อ ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้มาก แต่ถึงแม้ทำได้บางข้อ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งคือ ถ้าตรวจพบเร็วในระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีกว่าช่วงตรวจพบว่าโรคเป็นมากหรือระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ส่วนใหญ่นั้นมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1-2คือช่วงที่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น ส่วนระยะที่ 3 คือโรคลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้นของมะเร็งมาก และระยะที่ 4 คือโรคแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งผลการรักษาในระยะท้ายๆ จะไม่ดีนัก 

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตสัญญาณเตือนของโรคและรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะทำให้รักษาได้เร็ว ผลการรักษาดี ตัวอย่างของมะเร็งกลุ่มนี้คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยที่หายจากโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับ 7 สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งเพื่อสังเกตตนเอง และคนในครอบครัว ถ้ามีความผิดปกติดังนี้ ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

2.มีแผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย โดยเฉพาะแผลที่มีเลือดออกหรือติดเชื้อเรื้อรัง

3.มีเลือดออกหรือสารคัดหลั่งผิดปกติจากร่างกาย เช่น เลือดในปัสสาวะ อุจจาระ หรือเสมหะ

4.มีก้อนแข็งหรือเนื้อที่เจริญเติบโตผิดปกติในร่างกายเช่น ที่เต้านมหรือส่วนอื่นๆ

5.มีอาการอาหารไม่ย่อยหรือกลืนอาหารลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร

6.มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ หรือติ่งเนื้อ เช่น สี ขนาดหรือรูปร่างที่เปลี่ยนไป

7.มีไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบที่ไม่ยอมหาย อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง

อย่างไรก็ดี สัญญาณเตือนเหล่านี้นับเป็นอาการทั่วๆ ไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ไอเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมักชะล่าใจไม่ไปพบแพทย์ แต่มักไปซื้อยาใช้เอง เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ มะเร็งที่เป็นก็รุนแรงมาก 

ดังนั้นหากอาการใดที่กล่าวในข้างต้นเกิดขึ้นแล้วยืดเยื้อเกิน 1-2 เดือน กินยาเรื่อยไปก็ไม่หายสักที แถมบางคนมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งอยู่ด้วย อย่างนี้นับว่าเสี่ยงค่อนข้างมากและบางคนยังมีพฤติกรรมใช้ชีวิตให้สุดๆ คือเสี่ยงสุดๆ แถมมีญาติสายตรงป่วยโรคมะเร็งด้วย และอายุก็มากขึ้น แบบนี้ต้องไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อจะได้ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้ทันสมุนไพร และสิ่งเสริมอาหาร (เสริมอาหาร)

https://www.naewna.com/lady/839120

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้ทันสมุนไพร และสิ่งเสริมอาหาร (เสริมอาหาร)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้ทันสมุนไพร และสิ่งเสริมอาหาร (เสริมอาหาร)

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เคยนำเสนอประเด็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปแล้วเป็นระยะๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่หลายคนไม่เข้าใจจริง วันนี้จึงขอชวนคุยเรื่องเดิมเพื่อเพิ่มความเข้าใจ และความปลอดภัยเมื่อต้องใช้สิ่งเหล่านี้

ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในประเทศไทย โดยหลักๆ มี 2 ชนิด คือ ยาจากสมุนไพร มีไว้เพื่อบำบัด รักษา และบรรเทาความเจ็บป่วย หรือป้องกันโรค ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการ หรือตามองค์ความรู้การแพทย์ทางเลือก

กับอีกชนิดคือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นสมุนไพร นำไปใช้เพื่อทำให้เกิดผลต่อสุขภาพ หรือการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างโครงสร้าง หรือการทำงานของร่างกาย หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการบำบัด รักษา และป้องกันโรคแต่อย่างใด เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) คือ สิ่งที่เรากิน นอกเหนืออาหารปกติประจำวัน 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจใส่สารอาหาร เช่น วิตามินเกลือแร่ โปรตีน หรือกรดอะมิโน หรือสารอื่นๆ อาทิ สารจากสมุนไพร สารสกัด หรือสารสังเคราะห์ เราจึงต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกัน หรือรักษาโรค

โดยปกติ ทั้งผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เด็กและสตรีมีครรภ์ รวมถึงสตรีที่กำลังให้นมลูกจึงไม่ควรรับประทาน เนื่องจากอาจไม่มีข้อมูลความปลอดภัยของสารต่างที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากพอ ดังนั้น จึงควรเลี่ยงการใช้

ผลิตภัณฑ์ที่มักตกเป็นข่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีการปลอมปนสารต้องห้าม หรือยาแผนปัจจุบันลงไปในผลิตภัณฑ์และทำให้ผู้ใช้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่มักมีการปลอมปนได้แก่ ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วน ถ้าผลิตภัณฑ์ใดให้ผลลดความอยากอาหารได้ชะงัก น้ำหนักลดอย่างเห็นผลได้ชัด หรือเกิดอาการข้างเคียงต่างๆ จากการใช้ผลิตภัณฑ์ คุณตั้งข้อสงสัยได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นน่าจะมีการปลอมปนสารต้องห้าม หรือแอบใส่ยาแผนปัจจุบันลงไปซึ่งมักเป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท และระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งทำให้ผู้ใช้ตกเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์และสื่อสารมวลชนต่างๆ หลังจากที่ผู้ใช้เสียชีวิตเพราะผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยผู้ประกอบการที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

ผลิตภัณฑ์แบบที่สองที่เป็นอันตรายมาก คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แอบใส่ยาจำพวกสเตียรอยด์ หรือยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs หรือเอ็นเสด)ผู้ใช้อาจรู้สึกหายปวดอย่างชะงัก รู้สึกสบาย แต่สารที่แอบใส่ลงไป เป็นอันตรายต่อหลายระบบ เช่น ทางเดินอาหาร ไต หัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ใช้สูงอายุจะได้รับอันตรายอย่างมาก บางรายเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร จนเสียชีวิต

ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่เป็นข่าวคือ ผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ โดยการแอบใส่ยารักษาหย่อนสมรรถภาพทางเพศลงไป ซึ่งการแอบปนปลอมนั้นอาจทำให้ผู้ใช้ได้ผลจริง แต่สารหรือยาที่ผู้ผลิตแอบใส่ ไม่ได้ถูกควบคุมคุณภาพของสารที่ใส่ หรืออาจใส่ยาและสารเคมีที่ปนเปื้อนสารพิษ และไม่ได้ถูกควบคุมปริมาณยาที่ใส่เข้าไป รวมถึงคุณภาพในด้านต่างๆ ก็ไม่มีการควบคุม จนบางครั้งคนที่ใช้เกิดอันตรายต่อระบบหัวใจ นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางโรค หรือในผู้ป่วยที่ใช้ยาบางชนิด ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสารที่แอบใส่ลงไปจนได้รับอันตรายถึงชีวิต

ในเรื่องของสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบันมียาดีหลายชนิดที่ช่วยคุณผู้ชายในเรื่องนี้ได้ เพียงแค่ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้วางแผนการรักษา และให้ยาอย่างเหมาะสมกับแต่ละคน ทางผู้เขียนเองไม่เข้าใจว่าคนที่ไปแสวงหาผลิตภัณฑ์เสริมสมรรถภาพทางเพศมาใช้เอง จะทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงทำไม ทั้งๆ ที่มีหมอ มียาที่ช่วยคุณได้อย่างตรงไปตรงมา

ปัจจุบันพบว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดผิดกฎหมาย แต่ของผิดกฎหมายกลับถูกโหมโฆษณาบนสื่อฯ ออนไลน์ และสื่อฯ หลักบางชนิดทุกวัน เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคต้องมีความรู้และเท่าทันก่อนจะซื้อหามารับประทาน นอกจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยค้นหาคำว่า“ตรวจสอบผลิตภัณฑ์” ในเว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของ อย. แล้ว ยังต้องสังเกตว่าผลิตภัณฑ์นั้นให้ผลข้างเคียง หรือให้ผลเกินจากวัตถุประสงค์ที่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นควรจะเป็นหรือไม่ มิฉะนั้นท่านอาจตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย