รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผื่นคันจากฝุ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผื่นคันจากฝุ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผื่นคันจากฝุ่น

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายอาทิตย์ก่อนเราเขียนเรื่องฝุ่นไปแล้ว แต่สองสามวันที่ผ่านมามีคนไม่น้อยที่ประสบปัญหาเรื่องผื่นคันผิวหนังจากฝุ่น PM2.5 เจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้นอกจากจะสร้างปัญหากับระบบทางเดินหายใจแล้ว ก็ยังสามารถสร้างความรำคาญกับระบบผิวหนังได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ฝุ่น PM2.5 มีส่วนประกอบทั้งสารเคมีและโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง ผิวแดง แห้งและคัน ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเกาะติดผิวหนังและอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวนอกจากนี้ยังมีผลไปทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และเสี่ยงต่อการถูกทำลายจากมลภาวะและสารเคมีอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น 

สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคสะเก็ดเงิน จะยิ่งมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป 

อาการทางผิวหนังต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ที่สัมผัสกับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน หรือในกรณีที่มีความไวต่อ PM2.5 มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ผิวแห้งและลอก อาการคันอย่างรุนแรง ผิวหนังอักเสบหรือมีตุ่มน้ำเล็กๆ อาการแย่ลงในผู้ที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง

ผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนังจากฝุ่น PM2.5 อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต เพื่อบรรเทาอาการขั้นต้นได้โดย

(1) ทบทวนวิธีการทำความสะอาดผิวหนังเป็นประจำล้างหน้าด้วยสบู่หรือคลีนเซอร์ที่อ่อนโยน เพื่อขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่สะสมบนผิว หลังออกจากบ้าน ควรอาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายเพื่อล้างฝุ่น PM2.5 ออกไปทันที (2) ทาครีมมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว และเพื่อเสริมเกราะป้องกันผิว ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย มีส่วนประกอบเช่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีการใส่ส่วนประกอบที่ช่วยลดการระคายเคือง เช่น เซราไมด์  (ceramide), ไนอาซินาไมด์ (niacinamide), และสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

(3) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจระคายเคือง เช่น สบู่แรงๆ แอลกอฮอล์ และน้ำหอม 

(4) ดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งและแข็งแรง

(5) ทางที่ดีที่สุดแต่ดูเหมือนจะเป็นไปได้อยากคือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 

แต่ที่พอทำได้คือ สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายเมื่อต้องออกนอกบ้าน ใช้ผ้าปิดจมูกหรือหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ 

(6) ท้ายสุดคือ ปรึกษาแพทย์ผิวหนังหากมีอาการผื่นคันรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง 

ผู้ที่มีอาการผื่นคัน สามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการและทำให้ผิวหนังกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้นทั้งนี้ ยาที่ใช้รักษาผื่นคันมีหลายประเภท ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากต้องเลือกให้ตรงกับสาเหตุ และความรุนแรงของอาการ ประเภทแรกคือ ยาทาภายนอกเพื่อลดอาการอักเสบ ลดอาการแพ้ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ยาทาสเตียรอยด์ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด หลายความแรง ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรง และบริเวณที่เป็น และการใช้ต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม

ประเภทที่สองคือ ยารับประทานที่สามารถใช้บรรเทาอาการผื่นคันได้ ได้แก่ ยาต้านฮิสตามีนซึ่งแนะนำให้ใช้เป็นชนิดที่ไม่ง่วง ซึ่งมีความปลอดภัย และข้อควรระวังน้อยกว่าตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ เซทิริซีน (cetirizine),เลโวเซทิริซีน (levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (fexofenadine),ลอราทาดีน (loratadine), เดสลอราทาดีน (desloratadine),บิลาสทีน (bilastine) เป็นต้น ซึ่งยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่กินเพียงวันละ 1-2 ครั้ง 

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้รวมถึงรายละเอียดการใช้ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัว และในผู้สูงอายุไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่หนึ่งซึ่งมีผลข้างเคียงง่วงซึม ปากแห้งคอแห้ง ปัสสาวะคั่ง ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramime), ไฮดรอกไซซีน (hydroxyzine) เป็นต้น

นอกจากยาแผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์โลชั่นหรือครีมที่มีส่วนประกอบสารสกัดสมุนไพรที่ใช้ภายนอกก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาผื่นคัน ตัวที่นิยมใช้ เช่นว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ลดอาการคันและผื่นแดง ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งเสีย ใบบัวบก มีสารสำคัญที่ช่วยสมานแผล ลดการอักเสบ เป็นต้น แต่ก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ก่อน หรืออาการผื่นแพ้แย่ลง ให้หยุดใช้และรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปอินเดีย ต้องเตรียมยาอะไรไปบ้าง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปอินเดีย ต้องเตรียมยาอะไรไปบ้าง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปอินเดีย ต้องเตรียมยาอะไรไปบ้าง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้เขียนกำลังจะไปสังเวชนียสถานที่อินเดียในเร็วๆ นี้ ก็ต้องเตรียมยาไปด้วย เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ยาเวลาเจ็บป่วย ประกอบกับเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวนักแสดงไต้หวันเสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่ระหว่างไปเที่ยวญี่ปุ่น จึงทำให้ตระหนักได้ว่า การไปเจ็บป่วยต่างบ้านต่างเมือง เป็นเรื่องที่ลำบากมาก ต่อให้ซื้อประกันการเดินทางหรือไปกับทัวร์วีไอพีก็ตาม เพราะการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของต่างเมืองต่างภาษาไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยขั้นตอนกฎกติกาต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าบริการสาธารสุขเมืองไทยเป็นอะไรที่เข้าถึงง่ายที่สุดแล้วสำหรับคนไทย และคนอีกหลายเชื้อชาติ

เวลาเราไปเที่ยวในประเทศต่างๆ ที่มีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้นอย่างประเทศไทย หนึ่งในกลุ่มโรคที่บางท่านมีความกังวล คือโรคติดเชื้อ

ส่วนอินเดียมีพื้นที่กว้างใหญ่ บางส่วนของประเทศมีลักษณะอากาศที่ร้อนชื้น จึงทำให้บางท่านอาจมีความกังวลเรื่องสุขอนามัย โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวอินเดีย (ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแถวๆ บ้านเรา) อาจจำแนกคร่าวๆ เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1.โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ ตั้งแต่โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงโรคบิด และโรคไข้ไทฟอยด์ ที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำ เมื่อติดเชื้อจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ แต่ละเชื้อโรคก็จะมีรายละเอียดของอาการที่แตกต่างกัน

ฉะนั้นเราจึงต้องป้องกันโดยกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงน้ำแข็ง นอกจากนี้ยังมี โรคตับอักเสบซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในอาหารและทำให้เป็นไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งป้องกันโดยการฉีดวัคซีนและรักษาสุขอนามัย

2.โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีโรคที่หลากหลายตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่จนกระทั่งวัณโรค ทั้งนี้เราสามารถป้องกันได้โดยฉีดวัคซีน และสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หมั่นล้างมือ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์

3.โรคติดเชื้อจากแมลงและสัตว์ ยุงเป็นพาหะของหลายโรค เช่น โรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบเจอี เป็นต้น การป้องกันที่ดีที่สุด คือ ป้องกันไม่ให้ยุงกัด ใส่เสื้อผ้าแขนยาว และควรใช้ยากันยุง ส่วนในโรคไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบเจอี เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้

4.โรคติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อม เช่น โรคฉี่หนู ซึ่งเชื้อมีการปนเปื้อนในน้ำหรือดิน ป้องกันโดยสวมรองเท้ากันน้ำ เมื่อเดินในพื้นที่เสี่ยง และหลีกเลี่ยงแหล่งที่จะลุย หรือสัมผัสน้ำสกปรก

อย่างไรก็ตาม เราสามารถคลายกังวลจากการเจ็บป่วยโรคติดเชื้อระหว่างเดินทาง โดยมาตรการการป้องกัน ดังนี้

· ฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและบี ไข้หวัดใหญ่ ไข้สมองอักเสบเจอี ไข้ไทฟอยด์ ทั้งนี้ต้องวางแผนเวลาให้เหมาะสม เผื่อเวลาให้วัคซีนสร้างภูมิค้มกัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

· รักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และใช้เจลแอลกอฮอล์เมื่อไม่มีสบู่ และน้ำสะอาด

· ดื่มน้ำสะอาด ควรดื่มน้ำขวดที่ปิดสนิท และสะอาด โดยหลีกเลี่ยงน้ำแข็ง

· เลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่และหลีกเลี่ยงอาหารริมทาง

· ใช้ยากันยุงและป้องกันแมลงกัดต่อยโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อมาลาเรียและไข้เลือดออก

· เตรียมยาสำหรับการเจ็บป่วยเบื้องต้น

ยาที่แนะนำให้เตรียมเพื่อป้องกันและรักษาอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างเดินทาง คงไม่ได้แตกต่างจากการไปเที่ยวครั้งอื่นๆ มากนัก อันดับแรก และขาดไม่ได้เป็นอันขาด ก็คือ ยาสำหรับโรคประจำตัวที่รับประทานเป็นประจำ และควรเตรียมในจำนวนเกินกว่าจำนวนวันที่จะใช้สักหน่อย เผื่อมีการเลื่อนวันเดินทางกลับ หรือกรณีฉุกเฉินใดๆ เราจะได้ยังมียาเหลือพอที่จะใช้ 

อันดับถัดไปก็พิจารณาตามความเสี่ยงของพื้นที่และความชุกของโรคต่างๆ รวมทั้งให้พิจารณาว่าโดยปกติแล้ว เวลาเราไปไหนมาไหนมักจะมีความเจ็บป่วยอะไรที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ยาที่แนะนำเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยขั้นต้น

ยาในกลุ่มแรกคือ ยาใช้กับโรคทางเดินอาหาร ในบางท่านที่มักจะมีปัญหาเรื่องท้องอืดท้องเฟ้อจากการรับประทานอาหารแปลกๆ หรือเครื่องเทศแรงๆ สามารถใช้ตัวยาไซเมติโคน หรือยาที่มีส่วนประกอบตัวยาโซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อช่วยลดแก๊สในทางเดินอาหาร

อีกกลุ่มอาการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารได้แก่ อาการท้องเสีย หรือท้องร่วง ในกรณีนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การชดเชยน้ำและเกลือแร่ โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ ORS นอกจากนี้ ผงถ่านคาร์บอนก็ช่วยซับสารพิษ และในบางกรณีที่นั่งรถยาวๆ และเกิดภาวะท้องเสียซึ่งไม่สามารถหาห้องน้ำได้ อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาโลเพอราไมด์ (Loperamide) เพื่อให้หยุดถ่าย ใช้บรรเทาอาการท้องเสียแบบท้องเสียแบบเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากถ้าเรามีเชื้อโรคหรือสารพิษ เราต้องการให้ขับออกมาจากร่างกายแต่ในกรณีที่หาห้องน้ำไม่ได้ หรืออยู่ระหว่างเดินทางก็มีความจำเป็นต้องใช้ สำหรับอาการท้องเสียจากเชื้อเแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้

ยารักษาอาการปวด ลดไข้ ถ้าไม่แพ้ยาพาราเซตามอล ยังคงแนะนำพาราเซตามอลเป็นยาตัวแรกที่เลือกใช้ สำหรับท่านที่มีอาการอื่นๆ เช่น
ปวดศีรษะไมเกรน หรือผู้หญิงบางท่านที่อาจจะปวดประจำเดือนระหว่างการเดินทาง ก็ควรพกยาที่ท่านเคยรับประทานอยู่เป็นประจำติดไปด้วยก็น่าจะดี 

ยาแก้แพ้ ขอแนะนำยาแก้แพ้ในกลุ่มที่ไม่ง่วงซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น เซตทิริซีน ลอราทาดีน บิลาสทีน เฟกโซเฟนาดีน เป็นต้น 

ยาเม็ดบรรเทาอาการเมารถเมาเรือ ตัวยาไดเมนไฮดริเนท 

ยาใช้ภายนอกก็มีความจำเป็นเช่นกัน ได้แก่ แอลกอฮอล์โพวิโดนไอไอดีน พลาสเตอร์ สำหรับจัดการกับแผล ยานวดแก้ปวดเมื่อย รวมถึงยาดม ยาหม่อง ยาทาหรือสเปรย์กันยุง และหน้ากากอนามัย ถ้าท่านมีกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดก็จำเป็นเนื่องจากในบางพื้นที่แดดค่อนข้างแรงทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบแสบร้อนผิวหนังได้

และที่สำคัญยาที่เตรียมไปทุกชนิดควรมีฉลากชื่อยา วิธีใช้ รวมถึงมีวันหมดอายุระบุบนภาชนะบรรจุยาด้วย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปอินเดียควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยการฉีดวัคซีน รักษาสุขอนามัย และป้องกันการสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ หากมีอาการผิดปกติหลังเดินทาง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากภัย PM2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากภัย PM2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากภัย PM2.5

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในระยะประมาณ 4-5 ปีมานี้คนกรุงเทพฯ (รวมถึงคนไทยส่วนใหญ่)ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศหนักขึ้น หลายคนได้ยินเรื่อง PM2.5 บ่อยขึ้น จนกระทั่ง 1-2 ปีที่ผ่านมาก็ได้เกิดความตื่นตัวเรื่องพิษภัยของ PM2.5 มากขึ้น

ขณะนี้ เป็นช่วงต้นปี 2568 ปรากฏว่าหลายพื้นที่ในไทย รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำลังเผชิญ PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน นั่นหมายถึงประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวระบบทางเดินหายใจและหัวใจ 

ถึงแม้ว่าจะมีข่าวหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องออกมาตรการควบคุม PM2.5 เช่น ห้ามเผาในพื้นที่โล่ง ควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไปดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องป้องกันตนเองจาก PM2.5 ให้ดีที่สุด

PM2.5 คือฝุ่นพิษขนาดจิ๋วมากมี Particulate Matter ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร เป็นอนุภาคขนาดเล็กมากที่ลอยอยู่ในอากาศ และสามารถผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ลึกถึงถุงลมในปอด เพราะมีขนาดเล็กมาก จึงแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและยาว

เมื่อร่างกายสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง อาจเกิดอาการตามระบบต่างๆ เช่น ต่อระบบทางเดินหายใจ อาจเกิดอาการ ไอ จาม เจ็บคอ หายใจลำบาก และมีอาการระคายเคืองตา ส่วนระบบหัวใจและหลอดเลือด จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงของอาการหัวใจวาย แต่ถ้าเกิดอาการกับผิวหนังและภูมิแพ้ จะทำให้ผิวหนังแห้ง เป็นผื่นคัน และอาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้

อาการข้างต้นถือเป็นอาการในระยะสั้น แต่เมื่อพูดถึงผลกระทบระยะยาว ได้แก่ โรคปอดเรื้อรัง และมะเร็งปอด โรคหัวใจ และหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดตีบ และหัวใจขาดเลือดโรคทางสมอง เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน PM2.5 มีผลกระทบมากต่อเด็กอ่อน และเด็กเล็ก รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ทำให้พัฒนาการล่าช้า และคลอดก่อนกำหนด

ประชาชนป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้ดีที่สุดในช่วงวิกฤต PM2.5 โดย ลดการก่อมลพิษ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลดการเผาขยะในที่โล่งแจ้ง เพิ่มการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกรองอากาศ และติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยใช้แอปพลิเคชั่นตรวจสอบค่า PM2.5 และต้องหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกบ้าน ในช่วงที่ PM2.5 สูงหากต้องออกนอกบ้าน ก็ต้องสวมหน้ากาก N95 หรือหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ เมื่ออยู่ในบ้านหรือในที่ทำงานต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ โดยเลือกเครื่องที่มีประสิทธิภาพกรองฝุ่นขนาดเล็กได้

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก PM2.5 ต้องใช้ยารักษาตามอาการ ดังนี้ ยาแก้แพ้ เช่น ลอราทาดีน เซทิริซีน เฟกโซเฟนาดีนเป็นต้น ซึ่งช่วยบรรเทาอาการแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหล และคันตาสำหรับผู้ที่มีโรคหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อาจต้องใช้ยาขยายหลอดลมแบบสูดพ่นเพื่อบรรเทาอาการหายใจลำบาก รวมถึงอาจจำเป็นต้องใช้ยาสูดพ่น เพื่อลดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตามการใช้ยาเหล่านี้ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ไม่ซื้อยากลุ่มนี้ไปใช้เอง เพราะอาจเกิดอันตรายได้ หากมีอาการไข้หวัด ไอมีเสมหะ สามารถใช้ยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้ พาราเซตามอลได้

สำหรับอาการไอแบบแห้งๆ สามารถใช้ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน หรือในกรณีที่ไอแบบมีเสมหะ ก็ใช้ยาขับเสมหะ เช่น ยาไกวเฟนิซิน เป็นต้น นอกจากการใช้ยาตามอาการแล้ว การดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรง พักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ ผักผลไม้สีต่างๆ ที่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก PM2.5 ช่วยลดการอักเสบ และป้องกันความเสียหายของเซลล์จากมลพิษทางอากาศ ถ้าจะใช้สมุนไพรต่างๆ ที่มีสรรพคุณหลากหลาย ก็ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เนื่องจากมีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงหรือมีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ก่อน

PM2.5 นับเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ การป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการใช้ยาอย่างเหมาะสมเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น หากประชาชนร่วมมือกันลดมลพิษทางอากาศ ก็จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหา PM2.5 และทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : น้ำปลาร้าเค็มจัดๆ กับโรคไต

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : น้ำปลาร้าเค็มจัดๆ กับโรคไต

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : น้ำปลาร้าเค็มจัดๆ กับโรคไต

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้พบกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นผู้บริหารกลุ่มงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในภาคอีสาน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันแล้วทำให้ทราบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยากลุ่มหนึ่งที่มีปริมาณและมูลค่าการใช้สูงคือ ยารักษาภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

แล้วได้ทราบว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นมีผู้ป่วยไตวายจำนวนมาก แล้วก็ยังได้รับคำตอบที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในภาคอีสานมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจำนวนมาก สถิติผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไตที่นั่นมีมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศผู้เขียนรู้สึกห่วงใยกับกรณีนี้มาก เพราะโรคไตเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก และในประเทศไทยก็มีปัญหานี้มาก จากสถิติพบว่าผู้ป่วยโรคไตในไทยมีจำนวนเพิ่มต่อเนื่อง เช่น จาก 8 ล้านคน ในปี 2563 เพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน ในปี 2565 ในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องล้างไตเพิ่มจาก 8 หมื่นคน เป็น 1 แสนคน ด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ ทำให้ไทยติดหนึ่งในห้าของประเทศที่ป่วยโรคไตมากที่สุด โดยภูมิภาคที่เป็นโรคไตมากที่สุดคือ ภาคอีสาน

ไตทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย ควบคุมสมดุลเกลือแร่ และผลิตฮอร์โมนที่สำคัญหลายอย่าง และมีบทบาทในการผลิตเม็ดเลือดแดง ควบคุมความดันโลหิตรวมถึงการสร้างและสลายของมวลกระดูก ดังนั้น เมื่อไตเสื่อมถึงขีดสุด และต้องล้างไต โดยผู้ป่วยต้องใช้ยาอื่นๆ อีกมาก เพื่อให้ดำรงชีวิตเป็นปกติ แต่ถ้าโชคดีมากพอ ก็ได้รับไตบริจาคมาปลูกถ่าย จึงไม่ต้องทนล้างไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งอีกต่อไป ก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ เพราะยังต้องกินยาอีกกำมือหนึ่งอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในยาที่สำคัญที่สุดคือ ยากดภูมิคุ้มกัน จำนวน 2-3 ตัว วันละ 1-2 มื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยปฏิเสธไตที่ได้รับเข้าไปใหม่

สาเหตุของไตเสื่อมหรือไตวายมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการมีภาวะโรคอื่นๆ อยู่ก่อน เช่น โรคเบาหวาน ความดัน แต่ไม่สามารถคุมสภาวะของโรคได้ พฤติกรรมต่างๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามาก ดื่มน้ำน้อย เป็นต้น รวมถึงการใช้ยาชุด ยาแก้ปวดแก้อักเสบพร่ำเพรื่อ ล้วนมีส่วนทำให้ไตเสื่อมได้

สาเหตุสำคัญอีกอย่างมาจากพฤติกรรมการบริโภค คือ กินเค็มเกินไป กินอาหารขบเคี้ยวที่มีโซเดียม (เกลือ) สูง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง  คนไทยส่วนใหญ่มักชอบอาหารรสจัด รวมถึงเค็มจัด ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ แต่ก็ต้องอาศัยความตั้งใจอย่างสูงจึงจะทำได้สำเร็จ

ปัญหาการกินเค็มจัดของคนไทย โดยเฉพาะในเขตภาคอีสานนับเป็นเรื่องใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะพื้นที่คือวัฒนธรรมการกินอาหาร และการถนอมอาหารของชาวอีสานก็มักใช้เกลือปริมาณสูง ดังนั้นพบว่า ปลาร้า ปลาส้ม ไส้กรอกอีสาน อาหารหมักดองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูเด็ดของชาวอีสานที่คนทั้งประเทศ รวมถึงผู้เขียนก็ชื่นชอบไม่น้อย เช่น ส้มตำ แจ่วบอง ต้มแซบ ฯลฯ 

เห็นได้ว่ามีร้านอาหารอีสานในทุกซอกตรอกซอยในกรุงเทพฯ และยุคปัจจุบันยังพบว่าหลากหลายร้านอาหาร ไม่จำกัดแค่ร้านอาหารอีสาน ได้นำน้ำปลาร้าไปเป็นส่วนผสมในหลากหลายเมนู เช่น แกงจาก หรือยำรสเด็ด ประกอบกับคำโฆษณาที่ว่าใส่เยอะ ยิ่งอร่อยนัว จนปัจจุบันมีน้ำปลาร้าสำเร็จรูปนานายี่ห้อออกมามากมาย ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าอาหารแต่ละจานในหนึ่งมื้อถูกเติมรสเค็ม และมีของหมักดองเพิ่มเกือบทุกจาน ทำให้คนกินได้รับปริมาณเกลือมากเกินจากที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา แต่ความจริงกินมากกว่านั้นเยอะแยะ 

เราอาจลืมไปว่าการรับประทานอาหารเค็มจัดคือการเพิ่มความเสี่ยงของโรคไต อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้แอนตี้น้ำปลาร้า แต่อยากเตือนให้ทุกคนที่ชื่นชอบกินเค็ม ต้องพยายามลดระดับความเค็มลงให้ได้ เพื่อให้ไตของเราได้อยู่กับเราไปนานๆ ย้ำว่าต้องลดการกินเค็มจัดๆ ให้ได้เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไตวาย และขอแนะนำให้ลดน้ำจิ้มต่างๆ ลงด้วย ลดขนมขบเคี้ยว หันไปทำอาหารกินเอง เพื่อจะได้จำกัดการใช้เกลือ อย่าลืมว่าอาหารนอกบ้านเรานั้นเราไม่สามารถคุมปริมาณเครื่องปรุง และความเค็มได้ เมื่อเราลดปริมาณโซเดียมได้แล้ว สุขภาพโดยรวม และสุขภาพไตจะดีขึ้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาชีพครูกับยาที่ใช้บ่อยๆ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาชีพครูกับยาที่ใช้บ่อยๆ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาชีพครูกับยาที่ใช้บ่อยๆ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สืบเนื่องจากวันครูที่เพิ่งผ่านไปในฐานะที่ผู้เขียนได้ดีเพราะครูบาอาจารย์วันนี้จึงขอตอบแทนพระคุณของคุณครู

ด้วยบทความที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและยาที่คุณครูอาจใช้บ่อยๆ เพราะมีโรคที่พบเจอบ่อยในอาชีพครู ได้แก่ โรคทางเดินหายใจและระบบเสียง

อาชีพครูต้องใช้เสียงอย่างต่อเนื่อง และยังต้องสัมผัสฝุ่นหรือสารก่อภูมิแพ้ในห้องเรียน ทำให้ครูหลายท่านเสี่ยงต่อโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ และไซนัสอักเสบ และโรคทางกล้ามเนื้อและกระดูก เพราะว่าคุณครูต้องยืนสอนนานๆ หรือทำงานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า หรือภาวะนิ้วล็อกได้

และยังมีโรคสุขภาพจิต และความเครียดจากการทำงาน รวมถึงการจัดการปัญหาของนักเรียนและผู้ปกครอง อาจก่อให้เกิดภาวะเครียดเรื้อรัง ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล

โรคที่เกี่ยวกับดวงตา คุณครูเป็นอาชีพหนึ่งที่ใช้สายตาอย่างหนัก ไม่ว่าเพื่ออ่านหรือใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อเตรียมสอนบ้าง ตรวจงานนักเรียนบ้าง อาจนำไปสู่ภาวะตาล้า ตาแห้ง และปัญหาการมองเห็น

โรคทางเดินอาหาร จากรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาและความเครียดสะสม อาจส่งผลต่อการเกิดกรดไหลย้อนและโรคลำไส้แปรปรวน

โรคเรื้อรัง และโรคอ้วน ครูบางท่านที่มีพฤติกรรมที่นิ่ง และบริโภคอาหารไม่เหมาะสม มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

แน่นอนว่าการหาทางป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น หลีกเลี่ยงฝุ่นหรือสารที่ทำให้แพ้ ใช้อุปกรณ์เสริมการเรียนการสอน ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่ต้องใช้มากเกินไป พักเป็นระยะๆ ระหว่างทำงาน เรื่องที่ทำงานก็ทิ้งไว้ที่ทำงาน ไม่แบกเรื่องรบกวนจิตใจกลับไปบ้าน เป็นต้น แต่ครูผู้ทุ่มเทมักจะรู้ทุกอย่างแต่ทำไม่ค่อยได้ การเจ็บป่วยและการใช้ยาจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก บางครั้งคุณครูก็อาจมีความจำเป็นที่ต้องใช้ยา จึงจะขอยกตัวอย่างยาในกลุ่มต่างๆ ที่คุณครูใช้บ่อยดังนี้

ยาสำหรับโรคทางเดินหายใจและระบบเสียง

– ยาแก้ไอ เช่น เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ข้อควรระวัง : หลีกเลี่ยงการใช้เกินขนาด เพราะอาจทำให้ง่วงซึมหรือเวียนศีรษะ

– ยาขับเสมหะ และยาละลายเสมหะ เช่น ไกวเฟนิซิน (Guaifenesin) บรอมเฮกซีน (Bromhexine) เอ็น-อะเซทิลซิสเทอิน (N-acetylcysteine) ถึงแม้จะรับประทานยาแล้ว ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยลดความเหนียวของเสมหะ

– ยาแก้แพ้ ควรเลือกยากลุ่มที่ไม่ง่วง หรือง่วงน้อย เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) เซทิริซีน (Cetirizine) และ บิลาสทีน (Bilastine)

ยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

– ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น ออร์เฟนดรีน (Orphenadrine) ซึ่งยาชนิดนี้มักจะอยู่ในรูป ยาสูตรผสมกับยาพาราเซตามอล

ซึ่งกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วง จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยาอื่นที่ทำให้ง่วง นอกจากนี้ต้องระวังการใช้ยาพาราเซตามอลเกิดขนาด โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาอื่นที่มีตัวยาพาราเซตามอลอยู่ด้วย

– ยาแก้ปวด ลดไข้ แนะนำให้ใช้ ยาพาราเซตามอล ให้ระวังอย่าใช้เกินขนาดที่กำหนด เพราะอาจทำให้เกิดพิษต่อตับ

ในกรณีที่ต้องใช้ ยาแก้ปวด ลดอาการอักเสบ อื่นๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ และเภสัชกร เนื่องจากยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ต้องระมัดระวัง เพราะมีผลข้างเคียงหลายประการ

ยาสำหรับการจัดการความเครียดและการนอนหลับ

– ยาช่วยการนอนหลับ ขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ยาสำหรับปัญหาดวงตา

– น้ำตาเทียม ให้ใช้อย่างถูกวิธี ไม่ใช้น้ำตาเทียม ร่วมกับผู้อื่น

ยาสำหรับอาการปวดศีรษะและไมเกรน มีหลายชนิด บางท่านแพทย์อาจสั่งจ่าย และบางชนิดถ้าใช้ไม่ถูกต้องอาจเกิดอันตราย ควรอ่านวิธีใช้ให้ชัดเจน และไม่ใช้เกินขนาด

ยาสำหรับปัญหาทางเดินอาหาร

– ยาลดกรด ซึ่งมีหลากหลายชนิด เช่น ยาที่มีฤทธิ์เป็นด่างอย่าง อะลูมิเนียม-แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ หรือยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรด ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ในระยะยาวโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

– ยาแก้ท้องอืด เช่น ไซเมทิโคน (Simethicone) ถ้าท่านใช้แล้ว หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

– ยาแก้ท้องเสีย แนะนำเบื้องต้นให้ชดเชยน้ำและเกลือแร่ด้วยยาผงชงน้ำโออาร์เอส และอาจใช้ร่วมกับยาถ่าน ถ้าไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ เช่นกัน

นอกจากนี้ เราขอย้ำคุณครูว่า หากท่านเจ็บป่วยและจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมกับอาการ อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเมื่องานยิ่งหนักยิ่งควรตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย และโภชนาการที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่ายิ่งครูแข็งแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งสามารถดูแลศิษย์ให้มีคุณภาพ เติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพได้จำนวนมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมโลกต่อไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันเด็ก ขอให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูฟูมฟักเด็กๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังในวันนี้คือ เรื่องการใช้ยาในเด็ก

แม้การเจ็บป่วยของเด็กดูจะเป็นเรื่องปกติตามวัยของเขา และมีโอกาสต้องใช้ยาได้บ่อย

ดังนั้น การใช้ยาในเด็กจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากเด็กมีสรีระที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูดซึม การกระจายยาในร่างกาย จนถึงการขจัดยาผ่านทางตับและไต

ความผิดพลาดในการใช้ยาในเด็กอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือการรักษาที่ไม่ได้ผล

สัปดาห์นี้จึงตั้งใจจะเล่าประเด็นต่างๆ ที่มีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก ได้แก่

1.การใช้ยาผิดขนาดการใช้ จัดเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากการคำนวณขนาดยาสำหรับเด็กมักพิจารณาจากน้ำหนักตัวของเด็ก (หรือบางครั้งทางการแพทย์มีการใช้พื้นที่ผิวของร่างกาย ในการคำนวณขนาดการใช้) บางครั้งคุณพ่อ-คุณแม่ประมาณน้ำหนักน้องผิด บางครั้งไปซื้อยาให้น้องๆ แล้วบอกน้ำหนักผิดพลาด เช่น เป็นน้ำหนักที่ไม่ได้อัปเดต หรือการวัดน้ำหนักที่ไม่แม่นยำ หรืออาจจำน้ำหนักผิด ซึ่งทำให้เกิดการคำนวณขนาดยาที่ผิดพลาด

นอกจากนี้ การใช้ยาผิดขนาดอาจเกิดจากเวลาตวงยา หรือความสับสนในหน่วยวัด เช่น การสับสนระหว่างมิลลิกรัม (mg)กับมิลลิลิตร (ml) ซึ่งอาจทำให้ขนาดยาแตกต่างจากที่กำหนดอย่างมาก

หรือผู้ปกครองบางคนมักใช้ช้อนรับประทานอาหารตวงยาน้ำแทนอุปกรณ์ตวงยาที่มีมาตรฐาน ทำให้ได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง

2.การเลือกยาที่ไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ ตัวอย่างเช่น การใช้ยาที่มีข้อห้ามในเด็ก เช่น การใช้แอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัส เนื่องจากอาจทำให้เกิด Reye’s Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต และยังมียาอีกหลายชนิด ไม่ควรหรือห้ามใช้ในเด็ก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้ดีก่อนเสมอ

3.การให้ยาผิดวิธี เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การไม่เขย่ายาน้ำแขวนตะกอน ยาประเภทนี้จำเป็นต้องเขย่าก่อนใช้เพื่อให้ตัวยากระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ หากละเลยขั้นตอนนี้ อาจทำให้ขนาดยาที่ได้รับไม่ถูกต้อง การบด หรือหักยาเม็ดโดยไม่เหมาะสมเนื่องจากยาบางชนิด หากบดหรือหัก อาจทำให้การปลดปล่อยตัวยาในร่างกายผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง

4.การใช้ยาที่หาซื้อได้เองอย่างไม่เหมาะสม ยาที่สามารถซื้อได้เอง เช่น ยาสามัญประจำบ้าน อาจมีการใช้อย่างไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การให้ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้ไอในเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 6 ปี) ซึ่งไม่แนะนำ เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าได้ผล และอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียง   หรือการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่ทราบว่าส่วนประกอบซ้ำกัน เช่น การใช้ยาพาราเซตามอลจากผลิตภัณฑ์หลายชนิด อาจทำให้เด็กได้รับยามากเกินไปจนเกิดพิษ

5.การไม่คำนึงถึงปฏิกิริยาระหว่างยา บางครั้งผู้ปกครองอาจนึกไม่ถึง จึงไม่ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เด็กใช้อยู่ให้แพทย์ทราบ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ไม่พึงประสงค์ ตัวอย่างเช่น ยาต้านชักบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะบางตัว

6.การหยุดยาเร็วเกินไป หรือหยุดยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
จากแพทย์ เช่น การหยุดยาปฏิชีวนะเมื่ออาการดีขึ้น แทนที่จะรับประทานจนครบตามที่กำหนด อาจทำให้เชื้อโรคดื้อยา และอาการเจ็บป่วยกลับมาอีก

7.การไม่สังเกตอาการแพ้ยา เช่น ผื่นแดงหรืออาการบวม อาการใดๆ ก็ตามที่พบว่าผิดปกติ หรือสงสัยว่าผิดปกติ ต้องรีบแจ้งแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

จากที่ยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพว่า ความผิดพลาดจากการใช้ยาในเด็กที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง

ฉะนั้นเราจึงต้องระวังเป็นพิเศษในการใช้ยาในเด็ก สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ คือ

ก่อนใช้ยา ต้องตรวจสอบน้ำหนักและคำนวณขนาดยาอย่างแม่นยำ อ่านฉลากให้ดี ใช้น้ำหนักที่อัปเดตล่าสุด และตรวจสอบซ้ำเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

เมื่อต้องตวงยา ให้ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น ถ้วยตวง ช้อนตวง หรือหลอดดูดยา เพื่อให้ขนาดยาถูกต้องและต้องสังเกตผลข้างเคียง และแจ้งแพทย์ทันทีหากพบอาการผิดปกติ

ท้ายสุด การให้ข้อมูลประวัติสุขภาพและยาอย่างละเอียดกับ แพทย์ และเภสัชกร ไม่ว่าจะเป็นประวัติการแพ้ยา รวมถึงยาและวิตามินที่ใช้อยู่ประจำ

การใช้ยาในเด็กต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์ การป้องกันข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และประสิทธิภาพของการรักษาให้สูงที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพดีปี 2568

https://www.naewna.com/lady/851328

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพดีปี 2568

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพดีปี 2568

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2568 กับผู้อ่านอย่างเป็นทางการเป็นอันดับแรก และเชื่อว่าสัปดาห์ที่แล้วทุกท่านน่าจะเฉลิมฉลองวันปีใหม่กันอย่างมีความสุขและเชื่อหลายๆ ท่านคงมีเวลาทบทวนชีวิตในปีที่ผ่านไป หลายๆ ท่านคงเป้าหมายและปณิธานปีใหม่เพื่อเป็นหมุดหมายของชีวิต

หลายคนอาจจะตรวจสอบดวงชะตาว่าปีงูเล็กจะมีผลอย่างไรกับเรา ไม่ว่าจะการงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ 

บางครั้งผู้เขียนสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมหัวข้อสุขภาพถึงมักอยู่ท้ายสุดทุกทีในคำอวยพรเพราะตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าสุขภาพมีปัญหา เรื่องงาน เงิน หรือความรักก็คงไม่น่าจะดี 

ดังนั้นในปณิธานปีใหม่ จึงขอให้ตั้งเป้าหมายเรื่องสุขภาพดีขึ้นเป็นข้อแรกๆ เริ่มต้นจากเรื่องอาหารการกิน เช่น ลดมันเค็มลงจากเดิม 

ลดการกินอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง และอาหารทอด เป็นต้น จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย

ส่วนคนที่ติดบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ ต้องถนอมปอดกับตับให้อยู่กับเรานานขึ้น โดยลด ละ เลิกให้ได้ ปัจจุบันเรามีเทคนิค และมียาช่วยลด ละ เลิกได้แล้ว จึงขอแนะนำให้คุณๆ ที่มีปัญหาข้างต้นไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร 

อีกประเด็นหนึ่งคือ อย่าลืมการตรวจร่างกายประจำปี เมื่อเรามีอายุมากขึ้น จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคที่เรามีความเสี่ยงมากกว่าปกติ และควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน 

ส่วนผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว แล้วมักละเลยการรับประทานยาให้สม่ำเสมอ ลืมกินยาเป็นประจำ ก็จะต้องตั้งเป้าหมายว่าจะมีวินัยกินยารักษาตัวให้ครบถ้วนต้องหาวิธีการทำให้ไม่ลืมกินยา เป็นต้น

แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้สำหรับทุกคนคือการออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพร่างกายของอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อรักษาสุขภาพกายแล้วต้องดูแลสุขภาพใจด้วย เพราะใจกับกายต้องไปด้วยกัน คนที่ใจยังไม่ป่วย ก็ต้องคงสภาพที่ดีไว้ แต่อาจจะต้องพัฒนาทักษะการจัดการความเครียดเพิ่มขึ้น เพราะดูทรงแล้วเศรษฐกิจปีหน้าไม่น่าจะดีกว่าปีนี้ วางแผนให้ดี เตรียมคิดหาทางแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า มีแผนรองรับกรณีเกิดภาวะวิกฤต เดินทางสายกลาง มองโลกตามความเป็นจริงเผื่อใจไว้กรณีไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ไหวจริงๆ ก็ขอให้พิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่นนักจิตวิทยา จิตแพทย์ เป็นต้น 

อย่าคิดว่าโรคจิตเวชเป็นที่น่าอาย กายป่วยได้ ใจก็ป่วยได้ เป็นเรื่องธรรมดามาก คนที่ไม่ยอมรับเรื่องความเจ็บป่วยทางใจต่างหากที่ใจแคบ และกรณีที่เจ็บป่วยทางใจก็ใช้ยาได้เช่นกัน ที่สำคัญคือต้องกินยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าเพิ่มลดหรือหยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะยาจิตเวชมีอาการไม่พึงประสงค์หลากหลาย บางอย่างก็ไม่รุนแรง เช่น ง่วงซึม แต่บางอย่างก็รุนแรงมากเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

ผู้เขียนขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบทความ “รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ” มาโดยตลอดหวังว่าบทความต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของท่านผู้อ่าน ขอเรียนว่าคณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่คู่ประเทศไทยมาจนย่างเข้าปีที่ 112 นับตั้งแต่โรงเรียนปรุงยา จวบจนเป็นคณะเภสัชฯ  จุฬาฯ ในปัจจุบัน พวกเราขอปณิธานว่าเราทุกคนตั้งใจให้คำปรึกษา และดูแลเรื่องยาและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพทั้งหลายให้กับสังคม เพื่อให้ทุกคนในประเทศไทยของเรามีสุขภาพกาย และใจที่ดี 

ท้ายที่สุดนี้ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ โปรดดลบันดาลให้ทุกท่าน มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงตลอดปี 2568 และตลอดไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ของขวัญปีใหม่ของคนรักสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ของขวัญปีใหม่ของคนรักสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ของขวัญปีใหม่ของคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ถือเป็นช่วงที่ดีสำหรับส่งมอบความรักและปรารถนาดีให้ญาติผู้ใหญ่เพื่อนฝูง แม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน แต่หลายคนก็ปวดหัวทุกปีว่าจะให้อะไรดี จึงจะทั้งถูกใจและเป็นประโยชน์กับผู้รับมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ก็ตามหลายคนก็จะนึกถึงตัวเลือกที่สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้ให้ต่อผู้รับ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

สำหรับคนที่กำลังมองหาหมวดของกิน อันที่จริงก่อนที่จะนึกถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แค่อาหารทั่วๆ ไปที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ และผู้รับได้ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารไม่ขัดขาวที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไข่ไก่ปลอดยาปฏิชีวนะ กระเช้าผักผลไม้ปลอดสารพิษ เหล่านี้ก็ดูเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อย แต่มีข้อควรระวังคือ อาหารบางประเภทจำเป็นต้องรีบรับประทานให้หมดภายในเวลา กับอีกประเด็นหนึ่งถ้าเลือกผลไม้ บางชนิดมีน้ำตาลสูง ถ้านำไปให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็เสี่ยงทำให้น้ำตาลขึ้น

ตัวอย่างผลไม้ที่ไม่เป็นมิตรต่อผู้ป่วยเบาหวานก็เช่น มะม่วงสุก อินทผลัม สับปะรด ทุเรียน ละมุด ลิ้นจี่ ลำไยรวมถึงผลไม้แปรรูปต่างๆ ที่เติมน้ำตาลลงไปเป็นปริมาณมากก็ต้องระวังเช่นกัน ถ้าทราบว่าผู้รับมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานก็จะต้องจัดให้เหมาะสม ควรเลือกผลไม้ที่ผลไม้ที่ระดับน้ำตาลต่ำ กากใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว กล้วยหอมแก้วมังกร ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น

ส่วนอาหารแปรรูปบางชนิดที่เป็นที่นิยมอย่างมาก คือ ผลิตภัณฑ์รังนก ซุปไก่สกัด เป็นต้น ซึ่งดูเป็นสินค้าพรีเมียมราคาสูง แต่อาจจะไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้ ของเหล่านี้ควรระวังในบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยโรคไตกับการบริโภคซุปไก่สกัด โดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องจำกัดโปรตีน รวมถึงปริมาณโซเดียม หรือเกลือแร่อื่นๆ ที่ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่ไตผิดปกติ

ส่วนรังนกก็อาจจะมีปัญหากับผู้ป่วยเบาหวานสำหรับสูตรที่มีน้ำตาล

ดังนั้นการมอบผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้แก่ผู้รับก็ควรทราบในเบื้องต้นว่าผู้รับมีโรคประจำตัวอะไรที่เป็นข้อจำกัดในการบริโภคผลิตภัณฑ์พวกนี้หรือไม่

ผลิตภัณฑ์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีผู้นิยมเลือกเป็นของขวัญปีใหม่ไม่น้อยเช่นกันก็คือ กลุ่มยาจากสมุนไพร เนื่องจากหลายท่านอาจมองว่ายาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีความปลอดภัยมากกว่ายาที่เป็นสารเคมี ซึ่งอันที่จริงแล้วยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีโรคประจำตัว หรือมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ ยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร  อาจไปมีผลต่อความเจ็บป่วยของผู้รับ หรือตีกับยาที่รับประทานอยู่จนเป็นอันตรายได้ 

ถ้าจะเลือกให้ ก็ขอแนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบบใช้ภายนอกดูจะปลอดภัยกว่า ไม่ว่าจะเป็น ยาดมยาหม่องยาหม่องน้ำ ยาทาถูนวดแก้ปวดแก้คัน เป็นต้น ถ้าเป็นกลุ่มยาสมุนไพรชนิดรับประทาน ขอเป็นพวกใช้ครั้งคราวยาใช้ตามอาการ ไม่ได้ใช้เป็นประจำทุกวัน เช่น ยาหอม เป็นต้น

สำหรับท่านที่ชอบให้ของขวัญจำพวกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ต้องระวังเช่นกันเพราะอาจมีผลกระทบต่อผู้รับบางราย เนื่องจากข้อจำกัดทางสุขภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะตับไต ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง รวมถึงยาที่รับประทานอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ สำหรับท่านผู้รับ ก่อนที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้ จำเป็นต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนหรือตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ ไม่ตีกันกับโรค และยาแผนปัจจุบันที่กำลังรับประทานอยู่ ถ้าไม่มั่นใจควรต้องปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อน

สวัสดีปีใหม่ ขอให้สุขภาพดีทุกคน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

https://www.naewna.com/lady/849055

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.18 น.

อาทิตย์ที่แล้ว ชวนทุกท่านคุยเรื่องยาที่ควรเตรียมเมื่อต้องเดินทางแล้ว วันนี้ขอนำเสนอถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยเวลาเดินทาง คือ อาการเมารถเมาเรือ จนถึงเมาเครื่องบิน ซึ่งอาจจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของท่านไม่สนุก ในบางครั้งอาจจะถึงกับทำให้ทริปล่มได้เลย

อาการเมารถเมาเรือ ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า motion sickness ซึ่งแปลตรงๆ คือป่วยจากการเคลื่อนที่ เพราะเมื่อมีการเคลื่อนที่ เช่น การนั่งในรถ เรือ เครื่องบิน หรือการเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก ไม่ว่าจะเป็น ม้าหมุน รถไฟเหาะ ไวกิ้งฯลฯ ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างภาพที่ตาเห็น กับข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่หูชั้นในรับรู้โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างเร็ว หรือคดเคี้ยว การเคลื่อนที่ขึ้น-ลง การเคลื่อนที่หมุนเหวี่ยง ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการที่รุนแรงมากขึ้น

อาการเมารถเมาเรือ ที่เกิดขึ้นอาจอยู่ในระดับเบาๆ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง ก็อาจมีอาการปวดหัว ใจสั่น แน่นหน้าอกเหงื่อแตก อาเจียน หน้าซีด รู้สึกเหมือนจะเป็นลมได้ และอาการเมารถเมาเรือนี้บางคนเป็น บางคนไม่เป็น บางคนเป็นบางวัน บางวันก็อาจจะไม่เป็น จากข้อมูลพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนตั้งครรภ์ หรือกำลังใช้ยาฮอร์โมน พบว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเรื่องเมารถเมาเรือมากเป็นพิเศษ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมารถเมาเรือได้ เช่น โรคปวดหัวแบบไมเกรน และโรคพาร์คินสัน ดังนั้น ถ้าพิจารณาแบบรวมๆ ก็คือเด็กวัยรุ่นผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนและมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ เป็นคนที่เสี่ยงเมารถเมาเรือมากกว่าใครเพื่อน

บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมคนที่เป็นคนขับรถถึงไม่ค่อยเมารถ หรือบางคนตอนขับไม่เมา แต่ตอนนั่งรถที่คนอื่นขับกลับเมาเสียอย่างนั้น คำตอบก็คือคนที่ขับรถ เขาจะอยู่ตำแหน่งที่ต้องมุ่งความสนใจไปข้างหน้าตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างการมองเห็นกับการรับรู้ของการเคลื่อนที่ย่อมดีกว่าคนที่นั่งโดยสารในรถนั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนั่งที่ประเดี๋ยวก็มองข้างหน้า เบื่อแล้วก็มองข้างทาง บางทีก็ก้มเล่นมือถือ กลุ่มนี้สักพักก็จะจบลงด้วยอาการเมารถ

อย่างไรก็ตาม อาการเมารถเมาเรือนี้ก็ป้องกันได้แนะนำว่าก่อนการเดินทาง 30-60 นาที ให้กินยาชื่อไดเมนไฮดริเนต 50 มิลลิกรัม 1 เม็ด ยานี้ค่อนข้างปลอดภัย และราคาไม่แพง ในร้านสะดวกซื้อบางแห่งก็มีขาย ถ้าการเดินทางยาวนาน หรืออาการยังไม่ทุเลาก็สามารถกินซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง โดยจำนวนเม็ดต่อวันมากที่สุดที่กินได้อยู่ที่ 8 เม็ด หรือไม่เกินวันละ 400 มิลลิกรัม อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากยานี้คือ ง่วงนอนปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า เป็นต้น ผู้ที่ควรระวังการใช้ยานี้คือผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคต้อหิน หรือมีโรคต่อมลูกหมากโต ซึ่งยาทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้นได้

นอกจากการใช้ยาแล้ว การป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงของอาการเมารถเมาเรือก็สามารถทำได้เช่นกัน เริ่มจาก (1) หากรู้กำหนดการเดินทางแน่นอน คืนก่อนหน้านั้นก็นอนให้พอ อย่าอดนอน (2) อย่าปล่อยให้ท้องว่าง ควรรองท้องด้วยอาหารเบาๆ แต่ก็อย่ากินเยอะเกินไปจนท้องแน่นอึดอัด (3) เตรียมพกยาดมหรือลูกอมรสเปรี้ยวๆ (4) ถ้าเลือกได้ให้นั่งข้างหน้ากับคนขับ เพราะเป็นจุดที่เราสามารถมองข้างหน้าได้ชัดเจนและลดโอกาสมองด้านข้าง รวมถึงพยายามล็อกเป้ามองไปเส้นขอบฟ้าข้างหน้าให้ได้มากที่สุด หรือถ้าเป็นเครื่องบินก็ให้นั่งตรงปีก (5) หลีกเลี่ยงการเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือระหว่างนั่งรถ (6) พกยาแก้เมารถเมาเรือไปด้วยและรับประทานก่อนล้อหมุน หรือเครื่องบินขึ้นสัก 30-60 นาที

สุดท้ายแล้วหากเกิดอาการเมารถเมาเรือขึ้น ทางที่ดีที่สุดควรกินยาแล้วนอนพัก เชื่อว่าถ้าได้หลับพักสัก 1-2 ชั่วโมง อาการเมารถก็น่าจะทุเลาลงจนสามารถทำภารกิจให้ลุล่วงแล้วเสร็จจนได้ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา สามารถสอบถามได้ที่ line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เตรียมยาเมื่อไปเที่ยว

https://www.naewna.com/lady/847656

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เตรียมยาเมื่อไปเที่ยว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เตรียมยาเมื่อไปเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลายคนมีโปรแกรมเดินทางกลับบ้าน หรือไปเที่ยวช่วงสิ้นปีนี้ซึ่งแม้ว่าทุกๆ การเดินทาง เราจะคาดหวังให้มีความสุขและสนุกสนานแต่บางครั้ง เราอาจเจอกับการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรืออาจพบอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ  ได้ ถึงแม้ไม่เกิดกับเราก็อาจเกิดกับคนที่ไปด้วยกัน 

ดังนั้น การมียาและเวชภัณฑ์พกไปด้วยก็ให้ความอุ่นใจได้ดี และเป็นการเตรียมการที่ดีด้วย

ก่อนอื่นเลย คนที่ไปเที่ยวบ่อยๆ 

คงเตรียมถุงยา หรือกล่องยาที่พกพาไปด้วยเสมออยู่แล้ว สิ่งแรกที่อยากให้ทำก่อนไปเที่ยวทุกทริปเลยก็คือ เช็คยาและเวชภัณฑ์ทุกตัวก่อนว่าหมดอายุหรือเสื่อมสภาพไปแล้วหรือไม่ ของบางอย่างเราเตรียมไว้ไม่ได้ใช้เลยก็อาจจะหมดอายุไปแล้ว ถึงเวลาจะใช้ แต่อุตส่าห์แบกไป แล้วของเกิดหมดอายุ ก็เสียเวลาเปล่า จึงควรตรวจเช็คดูก่อนน่าจะดีที่สุด นอกจาก ดูที่วันหมดอายุแล้ว ขอให้ดูจากลักษณะภายนอกด้วย ถ้าลักษณะภายนอกของยาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ต้องทิ้งไป  รวมถึงยาที่เหลือในขวดยาหลังจากมีการเปิดใช้แล้ว ตัวอย่างบางคนอาจจะแบ่งยาออกมาใช้จากขวด หรือกระปุกใหญ่ ใส่ในซอง หรือขวดแบ่งเล็กๆ ยาแบ่งบรรจุแบบนี้ไม่ควรเก็บเกิน 6 เดือน 

โดยปกติแนะนำให้เลือกแบบที่บรรจุแผงแยกเป็นเม็ดจะดีกว่าอีกอย่างที่มักพบว่าเป็นปัญหาก็คือพวกพลาสเตอร์ปิดแผล บางทีเก็บไว้นานๆ บรรจุภัณฑ์ก็เปื่อยหรือขาด การที่บรรจุภัณฑ์เปิดออกก่อนการใช้งาน ก็หมายความว่าพลาสเตอร์ชิ้นนั้นเสี่ยงการปนเปื้อน ถ้านำไปติดแผลก็เสี่ยงติดเชื้อได้ เช็คใช้ชัวร์ก่อนใช้ อันไหนหมดอายุหรือเสื่อมสภาพก็ทิ้งไปแล้วจัดของเติมใหม่ให้พร้อมใช้ก่อนออกเดินทางทุกครั้งดีที่สุด

สำหรับยาที่แนะนำให้เตรียม สำหรับการเดินทางไปเที่ยวควรเป็นยาสำหรับรักษาอาการเจ็บป่วยขั้นต้น เช่น (1) ยาเม็ดแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล (2) ยาเม็ดแก้แพ้ซึ่งถ้าเป็นแบบไม่ง่วงก็จะดีกว่าแบบง่วง ตัวอย่างชื่อยาก็เช่น เซตทิริซีน ลอราทาดีน เป็นต้น (3) ยาเม็ดบรรเทาอาการเมารถเมาเรือ เช่น ตัวยาไดเมนไฮดริเนท (4) ยาบรรเทาอาการท้องเสียผงถ่านคาร์บอน ซึ่งใช้เพื่อช่วยดูดซับสารพิษซึ่งอาจปนเปื้อน (5) ผงน้ำตาลเกลือแร่สำหรับช่วยเรื่องท้องเสียเช่นกัน (6) ยาแก้ท้องอืดแน่นท้อง ซึ่งมีหลายชนิด สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ เช่น ตัวยาไซเมติโคน หรือยาที่มีส่วนประกอบตัวยาโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังมียาใช้ภายนอกก็มีความจำเป็นเช่นกัน ได้แก่ (1) แอลกอฮอล์ (2) โพวิโดนไอไอดีน  (3) พลาสเตอร์ สำหรับจัดการกับแผล(4) ยานวดแก้ปวดเมื่อย รวมถึงยาดม ยาหม่อง (5) ยาทาหรือสเปรย์กันยุง(6) หน้ากากอนามัยสำรอง เผื่อเกิดเป็นหวัดระหว่างเที่ยว คนที่เป็นจะได้มีไว้ใส่เพื่อจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น หรือเอาไว้ใส่เวลาเดินทางกับขนส่งสาธารณะที่คนเยอะๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่นก็ได้เช่นกัน 

ยาที่เตรียมไปทุกชนิดควรมีฉลากชื่อยา วิธีใช้ รวมถึงมีวันหมดอายุระบุบนภาชนะบรรจุยาด้วย 

ยาชนิดสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ ที่ต้องเตรียมก็คือ ยาสำหรับโรคประจำตัวและควรเตรียมในจำนวนเกินกว่าจำนวนวันที่จะใช้สักหน่อย เผื่อมีการเลื่อนวันเดินทางกลับ ไม่ว่าจะมาจากกรณีใดๆ ก็ตาม เราจะได้ยังมียาเหลือพอที่จะใช้

ส่วนท่านที่มีความเจ็บอาการเจ็บป่วยใดๆ ที่เป็นอยู่บ่อยๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อเตรียมยาที่ท่านเคยใช้

สุดท้ายนี้ ท่านที่ต้องเดินทางด้วยการขับรถ ก็ขอให้ระมัดระวัง ขับขี่ด้วยความปลอดภัย พักผ่อนให้พอ และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทาง และไม่เจ็บป่วยระหว่างการเดินทาง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย