รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/837764

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มีคำถามว่าการใช้ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคมะเร็ง จริงหรือ เพราะมีข้อมูลบางอย่างระบุว่าการใช้ยานี้เป็นเวลานานๆ ต่อเนื่อง เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร จริงหรือ บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าตื่นตูมมากไป

ก่อนอื่นต้องบอกว่า อาการผิดปกติที่ทางเดินอาหารเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น อาการปวดแสบท้อง ท้องอืด จุกเสียด อาหารไม่ย่อย อาการเหล่านี้จะมียาที่ใช้บรรเทา เช่น ยาลดกรด ยาขับลม ยาเพิ่มการบีบตัวของทางเดินอาหาร ยาช่วยย่อย 

แต่ยาที่ผู้ป่วยมักถามหา และถูกใช้บ่อย คือ ยาลดกรด ที่ฤทธิ์ลดกรดก็มีหลายประเภท ที่ใช้บ่อยเป็นอันดับต้น คือ ยาที่ออกฤทธิ์สะเทินกรดที่ถูกหลั่งเกินออกมา ซึ่งตัวยามีฤทธิ์เป็นด่าง เช่น sodium bicarbonate, calcium carbonate, magnesium hydroxide, aluminium hydroxide ยาเหล่านี้มีทั้งแบบที่มีตัวยาชนิดเดียว และแบบมีตัวยาหลายชนิด มีทั้งยาเม็ดและยาน้ำ ถ้าเป็นยาเม็ด มักต้องเคี้ยวก่อนกลืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ส่วนกรณียาน้ำต้องเขย่าขวด หรือเขย่าซองก่อนใช้ เพื่อให้ตัวยากระจายตัวดี ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาตรงตามขนาดที่ควรจะเป็น

ยาลดกรดอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรด หรือที่เรียกว่า Proton Pump Inhibitors หรือเรียกสั้นๆ ว่า ยากลุ่มพีพีไอ (PPIs) ตามกลไกการออกฤทธิ์ ยากลุ่มนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ตัวยาจะไปลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกรดไหลย้อน (GERD) แผลในกระเพาะอาหาร และภาวะที่เกี่ยวข้องกับกรดในกระเพาะสูงยากลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น โอเมพราโซล (omeprazole),เอสโอเมพราโซล (esomeprazole), แพนโทพราโซล (pantoprazole)เป็นต้น

ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มักเป็นปัญหากึ่งเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ และมีปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมสุขภาพและการบริโภคของผู้ป่วย และเมื่อเกิดอาการจุกเสียดแสบท้อง ผู้ป่วยมักซื้อยาใช้เอง และ PPIs ก็เป็นยาที่ผู้ป่วยถามหา เนื่องจากยามีประสิทธิภาพดี ทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการได้อย่างดี และสะดวกในการใช้ รวมถึงไม่ค่อยมีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ในระยะสั้น แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยพบว่า การใช้ PPIs ในระยะยาวอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเกิดมะเร็ง

มาตรงนี้ ก็ขอบอกผู้อ่านอย่าผลีผลามเอายา PPIs ที่รับประทานอยู่ไปทิ้งขว้างด้วยความกลัวมะเร็ง ขอเน้นว่าระยะยาวที่งานวิจัยอ้างถึงว่าจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งก็คือ การใช้ยาทุกวันนานกว่า 1-3 ปี โดยพบว่าความเสี่ยงที่สูงขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่องเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป ทั้งนี้หลักฐานยังคงมีข้อจำกัด และผลการศึกษายังไม่สอดคล้องกัน

สิ่งที่คุณต้องเข้าใจก่อนก็คือ ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแล และรักษาให้ดีตัวโรคในกระเพาะอาหารเอง ไม่ว่ากระเพาะอาหารเป็นแผล หรืออักเสบเรื้อรัง รวมถึงติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ก็มีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารอยู่แล้ว และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่พบในบางการศึกษานี้อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วยเอง มากกว่าจะเกิดจากการใช้ยา PPIs โดยตรง

ในกรณีที่ใช้ยา PPIs เองต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ต้องพิจารณาเหตุผล หรือความจำเป็นการใช้ และควรหยุดใช้ยา เมื่อไม่มีอาการ หรือข้อบ่งใช้

สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ ยา PPIs เพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีการยาชนิดอื่นๆ เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)รวมถึงคนที่จำเป็นต้องใช้ยา PPIs บ่อย เนื่องจากอาการกำเริบของโรคทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน หรือแผลในกระเพาะอาหารและคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา ก็ไม่ต้องกังวล

ทั้งนี้เราต้องเข้าใจว่าโรคกระเพาะอาหารนั้น บ่อยครั้งเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันของเราเอง จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิตให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหรือเกิดอาการกำเริบ ไม่ว่าจะเป็นการกินมื้อใหญ่ แล้วรีบนอนทันที กินอาหารมันๆ รสจัดๆ ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน กินอาหารไม่ตรงเวลา สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไปทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร รวมถึงการใช้ยาบางประเภทเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร หากคุณลดละเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ได้ เราก็ลดปริมาณการใช้ยา PPIs ลงได้ และทำให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาได้มากขึ้น แต่หากคุณเกิดอาการของโรคทางเดินอาหารก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา และดูแลรักษาตัวเองให้หายขาด บางครั้งก็จำเป็นต้องหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยต้องไปส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อการรักษาถูกต้อง

สุดท้ายนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากยาลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812186

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากยาลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากยาลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเราคุยเรื่องลดความอ้วน หรือยาลดน้ำหนัก เนื่องจากมีข่าวการปนเปื้อนสารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ว่าช่วยลดน้ำหนักได้ สัปดาห์นี้มาคุยกันต่อในประเด็นอันตรายจากยาลดน้ำหนัก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ยาโดยไม่มีความรู้ และไม่ใส่ใจอันตรายจากยาลดความอ้วน

ในฐานะเภสัชกร มักมีคนถามบ่อยๆ ว่า กินอะไรดีเพื่อให้น้ำหนักลด มีอะไรที่กินแล้วเพิ่มการเผาผลาญ บล็อกการดูดซึมแป้ง ไขมัน และสารพัดสิ่ง ก็ตอบไปว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พิจารณาว่าไม่ควรกินอะไรที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มหรือควบคุมน้ำหนักไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การอดอาหารคือการลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วนที่ไม่ถูกต้อง การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือ กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ คนที่อยากลดน้ำหนักต้องจำไว้เสมอว่า วิธีที่ถูกต้อง จะต้องเป็นวิธีที่เราสามารถทำได้ตลอดไป ไม่ใช่อยากจะลด 5 กิโลกรัม เพื่อให้ใส่ชุดสวยๆ ไปงานได้ ก็เลยไปเสาะแสวงหาสูตรลดน้ำหนัก3 วัน 7 วันมาใช้ เช่น วันๆ หนึ่งไม่กินแป้งเลย กินแต่เนื้อสัตว์ต้มเพียงไม่กี่ชิ้น และกินผักผลไม้เท่านั้น แน่นอนว่าเมื่อทำแบบนี้ใน 3-7 วัน น้ำหนักอาจลงจริง แต่ทันทีที่กลับมากินเหมือนเดิม น้ำหนักก็จะดีดขึ้นมาเท่าเดิม หรือเผลอๆ จะหนักกว่าเก่าด้วยซ้ำ

บางคนไม่นับว่าอ้วน แต่แค่เพียงมีน้ำหนักเกินนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปหาหมอที่คลินิกเสริมความงาม แล้วได้ยาชุดลดน้ำหนักมากิน แล้วภายในหนึ่งเดือน ก็ผอมสมใจ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะบอกว่า การใช้ยาลดความอ้วนที่หมอจ่ายมาได้ผลดี กรณีนี้ต้องอธิบายเพิ่มว่า ในยาชุดลดน้ำหนักที่คลินิกส่วนหนึ่งนิยมจ่าย มันประกอบไปด้วยยาหลายชนิด เช่น ยาลดความอยากอาหาร ยาฮอร์โมนไทรอยด์ ไฟเบอร์อัดเม็ดเพื่อให้อิ่ม ยาแคปซูลขับไขมัน ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ใจสั่น ยาระบาย วิตามินรวม และยานอนหลับ ถามว่าทำไมต้องใช้ยาหลายชนิด ก็เพราะว่ายาลดความอยากอาหารจะทำให้ท้องผูก นอนไม่หลับ จึงมีการให้ยานอนหลับไปแก้ ยาฮอร์โมนไทรอยด์จะเพื่อเพิ่มการเผาผลาญ แต่ที่จริงแล้วในคนที่ไม่ได้เป็นคนไข้ที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ถ้ากินเข้าไปแล้วจะอันตรายมาก ทั้งยาลดความอยากอาหาร และยาฮอร์โมนไทรอยด์ ล้วนมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว จึงต้องให้ยาอาการแก้ใจสั่น ซึ่งยาชนิดนี้นอกจากช่วยบรรเทาอาการใจสั่นแล้ว ก็ทำให้ความดันเลือดลดลงมากเกินไปได้อีกด้วย

ส่วนยาขับไขมันทางอุจจาระ ก็อาจจะทำให้บางคนผายลมปนไขมันออกมา จนทำให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน และยังทำให้วิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งจำเป็นต่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ดีอีกด้วย สำหรับยาขับปัสสาวะ หลังจากรับประทานแล้ว ก็จะขับน้ำออกจากร่างกาย และเมื่อน้ำในร่างกายถูกขับออกมา น้ำหนักตัวก็ต้องลดลง แต่ผลข้างเคียงก็คือ สมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายอาจจะเสียไป การขาดน้ำและเกลือแร่ทำให้อ่อนเพลีย เป็นตะคริว หรือกรณีรุนแรงอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ เรียกว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนั้นไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงจากการกินยาเพื่อลดน้ำหนักเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเดิม แล้วทันทีที่หยุดยาทั้งหมดที่ได้มา แต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน แล้วในเวลาไม่ช้า น้ำหนักจะดีดขึ้นมาอย่างแน่นอน หลายรายก็พบว่าน้ำหนักเพิ่มมากกว่าจุดตั้งต้นเสียอีกซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟกท์

แต่บางคนที่จำเป็นต้องใช้ยาลดความอ้วน ไม่ว่าจะยากลุ่มลดความอยากอาหาร ยากินเพื่อยับยั้งการดูดซึมไขมันหรือ ยาฉีดลดความอ้วนที่ช่วยคุมหิว ซึ่งมีราคาแพงมาก คุณจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ ร่วมกับปัญหาภาวะสุขภาพที่อาจจะตามมา รวมถึงต้องประเมินความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายค่ายาด้วย แต่ไม่ว่ายาตัวใดก็ตาม ถ้าระหว่างการใช้ยา ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถปรับพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายให้เหมาะสมได้ เมื่อเลิกใช้ยาก็มีโอกาสที่จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม แม้ว่าจะเป็นยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากคณะกรรมการอาหารและยาของไทย หรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม ประสิทธิผลในการลดน้ำหนักโดยรวมจากงานวิจัยต่างๆ ก็อยู่ที่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเริ่มต้น ภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งถ้าน้ำหนักเริ่มต้นของเราไม่ได้มากถึงเกือบร้อยกิโลกรัม และไม่ได้มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงอะไร ผลที่ได้ก็อาจจะไม่คุ้มค่ายา และความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นตามมา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดความอ้วน มีคุณหรือมีโทษ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810839

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อยากหุ่นดี อยากรูปร่างดี ไม่อยากอ้วน นี่คือความต้องการของคนจำนวนมากในสังคมโลก แต่คำว่าหุ่นดีรูปร่างดีของแต่ละคนคงจะไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สูงต่ำผิดกัน อายุต่างกัน แต่ในทางการแพทย์คำว่าหุ่นดี หมายถึง น้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูง มีดัชนีมวลกายอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ทำโดยเอาน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลัง 2 เช่นในคนที่หนัก 65 กิโลกรัม สูง 175 เซนติเมตร จะคิดค่าดัชนีมวลกาย
ได้ 21.2 ซึ่งอยู่ในช่วงที่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้าเผลอปล่อยตัวให้น้ำหนักเพิ่มเป็น 75 กิโลกรัม คำนวณดัชนีมวลกายจะได้ 24.5 แปลว่าอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน และเมื่อดัชนีมวลกายเกิน 25 ก็ถือว่ามีภาวะอ้วนระดับที่ 1 และเมื่อดัชนีมวลกายเกิน 30ก็ถือว่ามีภาวะอ้วนระดับที่ 2

สำหรับคนที่กังวลกับน้ำหนักตัว และเริ่มคิดแสวงหาวิธีลดความอ้วน หรือเริ่มคิดจะหายาใดๆ มาใช้ ขอให้พยายามพิจารณาที่เหตุ และข่มใจโดยพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นอันดับแรก โดยดูจาก 2 ประเด็นหลัก คือ ควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกิน และพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น

แต่กลับพบว่า คนจำนวนไม่น่อยเลือกการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาลดความอ้วนไปรับประทาน แทนที่จะปรับพฤติกรรมการกิน หรือเพิ่มการออกกำลังกาย ยิ่งยาหรือผลิตภัณฑ์ตัวไหนโหมโฆษณาว่ากินแล้วลดความอ้วนได้เดือนละเป็นสิบกิโลกรัม หรือว่ามีดารา คนดังๆ เป็นพรีเซ็นเตอร์ขายสินค้าด้วยแล้ว ต่อให้สินค้ามีราคากล่องละเป็นพัน ก็มีคนหลงเชื่อ แล้วซื้อไปกิน ทั้งที่ลึกๆ แล้วหลายคนรู้ว่าถ้าไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราก่อนแล้ว เราก็จะกลับไปอ้วนได้ แต่ที่น่าเศร้าคือ หลายคนป่วยหรือตายเพราะการใช้ยาลดความอ้วน หรือผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่โหมโฆษณากันอย่างหนัก

แน่นอนว่า ยาช่วยลดน้ำหนักได้นั้น มีอยู่จริงในตลาด และมีตัวที่ อย.ไทยอนุญาตให้ใช้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่ง และการดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะต้องประเมินสภาวะ และความเสี่ยงของผู้ใช้ยาอย่างใกล้ชิด และต้องติดตามความปลอดภัยระหว่างการใช้ยาอย่างใกล้ชิดด้วย ส่วนอาหารเสริมทั้งหลายที่จำหน่ายในท้องตลาด ที่อ้างเกินจริงว่าช่วยลดน้ำหนักก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ และต่อพิจารณาให้ดีก่อนใช้ 

การที่ผู้บริโภคเลือกใช้ก็ต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก อย่างน้อยต้องมีเครื่องหมาย อย. และผลิตอย่างถูกต้องตามที่ขออนุญาตกับ อย. และหลังรับประทานแล้ว ผู้บริโภคต้องสังเกตว่าเกิดอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการปากแห้งคอแห้ง ปวดหรือเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ใจสั่น นอนไม่หลับ ท้องผูก หรือไม่ถ้ามีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่อาหารเสริมที่ใช้อยู่ น่าจะมีสารต้องห้าม นั่นหมายถึงผู้ใช้ยาหรืออาหารเสริมกำลังตกอยู่ในอันตราย และอาจเสียชีวิต

บทความนี้จะไม่กล่าวถึงชื่อยาลดน้ำหนักที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่จะพูดถึงสารไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเคยถูกใช้เป็นยาลดความอ้วนอย่างถูกต้องมาก่อน แต่ในที่สุดหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง พบว่าผู้ใช้ยานี้เพื่อลดน้ำหนักเกิดความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือดเส้นเลือดในสมองแตก หัวใจหยุดเต้น ในที่สุดสารนี้จึงถูกยกเลิกการใช้เป็นยา และห้ามนำไปใส่ในผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเด็ดขาด 

แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบมักลักลอบนำสารนี้ไปใส่ในผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณว่าช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นเรื่องผิดทั้งกฎหมายและผิดจริยธรรม แต่ผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบเหล่านั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผู้บริโภคมีความฉลาด และรอบคอบในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีความเข้าใจเรื่องการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจว่าหากเราใช้เวลาหลายเดือนจนถึงเป็นปีกว่าจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ 10 กิโลกรัม ก็คงต้องใช้เวลานานเช่นกันเพื่อลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม และหากคิดว่าจำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ ก็ต้องไปพบแพทย์ ไม่ใช่ซื้อยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงไปใช้เอง แต่หากตัดสินใจทดลองไปแล้ว เมื่อเกิดอาการข้างเคียง หรืออาการผิดปกติก็ต้องหยุดใช้ทันที

ท้ายสุด ขอฝากให้ผู้ใช้ยาลดความอ้วน หรือผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรไปปรึกษาหาความรู้จากผู้ที่รู้จริง และเป็นคนที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง และโปรดระลึกไว้ว่า ความรู้เท่าทันคำชวนเชื่อบวกกับการมีสติ คือทางเดียวที่ทำให้เราไม่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงอันตราย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มากับช่วงเปิดเทอม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809513

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มากับช่วงเปิดเทอม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มากับช่วงเปิดเทอม

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.55 น.

เมื่อเปิดเทอมใหม่ สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองจะต้องประสบ คือการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ของลูก หลาน เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องปกติสำหรับคนบางคน เพราะเห็นว่าเมื่อเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อยู่ร่วมกัน เล่นด้วยกัน เมื่อมีเด็กบางคนป่วย ก็จะแพร่เชื้อโรคไปยังเด็กอื่นๆ ได้ไม่ยากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้างจนเกินไป จนกลายเป็นโรคระบาด

โรคที่ติดต่อกันได้ง่ายเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่เด็กคือไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส โดยทั่วไปไข้หวัดธรรมดามีอาการไม่รุนแรง แต่สำหรับไข้หวัดใหญ่ หากผู้ป่วยเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน อาจรุนแรงจนต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และยังมีโอกาสที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุติดไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ไปด้วย แต่ยังโชคดีที่ไข้หวัดใหญ่มีวัคซีนป้องกันแล้ว

อันดับต่อมาคือ โรคตาแดง สามารถเกิดจากทั้งเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ติดต่อจากการสัมผัสกับขี้ตา น้ำตา ซึ่งปนเปื้อนมากับของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย ต่อจากโรคตาแล้ว โรคที่พบบ่อยเหมือนกันคือ โรคมือเท้าปาก โรคนี้มักเกิดในเด็กเล็ก แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูกน้ำลายซึ่งอาจตกค้างอยู่ในของใช้ของผู้ป่วยเหมือนกับโรคตาแดง และอีกโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส คือ โรคอีสุกอีใส ซึ่งแพร่กระจายผ่านการไอจาม และสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย

จะเห็นว่าโรคที่กล่าวถึงมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นโรคติดเชื้อ โดยมักจะเป็นเชื้อไวรัส หรือไม่ก็เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งไข้หวัดใหญ่ กับอีสุกอีใสมีวัคซีนป้องกัน ผู้ปกครองสามารถพิจารณาพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่สุขภาพไม่ค่อยดีอย่างน้อยก็เป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพราะอย่างไรเสียเด็กๆ ก็ต้องไปอยู่รวมตัวกันที่โรงเรียน 

ส่วนในเด็กเล็กมากๆ การป้องกันโรคติดเชื้อเหล่านี้อาจยังทำได้ยาก แต่เด็กที่โตขึ้นมาสักหน่อย พอรู้ความแล้ว ผู้ปกครองสามารถสอนให้บุตรหลานรู้จักพฤติกรรมที่ถูกสุขลักษณะ เช่น การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ การไม่ใช้หลอด แก้วน้ำ หรือช้อนส้อมร่วมกับผู้อื่น การใส่หน้ากากอนามัย ที่สำคัญคือเมื่อบุตรหลานเกิดอาการไม่สบาย มีไข้ มีน้ำมูก ผู้ปกครองต้องให้บุตรหลานหยุดเรียน นอกจากเพื่อให้มีโอกาสได้พักรักษาตัวแล้วยังเป็นการป้องกันการแพร่เชื้ออีกด้วย

นอกจากเด็กๆ อาจจะป่วยในช่วงเปิดเทอมใหม่แล้ว บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ ผู้สูงอายุในบ้าน เพราะเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำตามอายุ ยิ่งกรณีที่ท่านเหล่านั้นมีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเบาหวาน โรคปอด หรือโรคอ้วนด้วยแล้ว หากได้รับเชื้อโรคจากบุตรหลานก็ยิ่งมีความเสี่ยงเจ็บป่วย และเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ดังนั้นเมื่อหลานวัยเรียนเจ็บป่วย ก็ควรแยกจากปู่ย่าตายายจนกว่าจะหายดี รวมถึงผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก็ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ และหรือวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสด้วย เพราะถึงแม้ว่าผู้สูงอายุจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหนก็จริง แต่หากอยู่ในบ้านเดียวกันกับเด็กวัยเรียน หรือแม้แต่คนวัยทำงาน ก็ยังมีความเสี่ยงติดเชื้อจากบุคคลเหล่านี้ได้อยู่ดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : น้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ จริงหรือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808183

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : น้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ จริงหรือ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : น้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ จริงหรือ

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สังคมไทยมีความน่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งคือ การเชื่ออะไรตามๆ กันโดยไม่มีการศึกษาเรื่องราวให้ชัดเจนเพราะฉะนั้น จึงมีคนถูกหลอกได้ง่ายมาก 

เราจะเห็นว่าในช่วงนี้มีการโฆษณาให้บริโภคน้ำด่าง หรือ Alkaline water และบอกให้กินยาโซดามินต์ (Sodamint) เพราะเชื่อว่าจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะเชื่อว่าน้ำด่าง และโซดามินต์ช่วยชะลอวัย ชะลอโรค และช่วยป้องกันมะเร็ง โดยมีคนที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นกูรูออนไลน์บอกว่า ถ้าร่างกายเป็นกรดหรือถ้าสภาวะเลือดเป็นกรดจะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และเป็นที่มาของโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็ง ซึ่งอันที่เป็นความจริง 

แต่ในภาวะของร่างกายคนเราจะมีการควบคุมความเป็นกรด-ด่าง หรือ pH ของเลือดให้อยู่ในช่วง 7.35-7.45 ให้เป็นปกติอยู่แล้ว ด้วยการทำงานของไตและปอด โดยผ่านกระบวนการขับออกทางปัสสาวะ และขับออกผ่านลมหายใจ ดังนั้น คนทั่วไปที่มีสุขภาพปกติการบริโภคอาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ จะไม่ไปเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-ด่างของเลือด แต่กรดหรือด่างที่เกินสมดุลจะกำจัดออกทางปัสสาวะ และการหายใจ ดังนั้นคนที่ไม่ได้มีโรคภัยไข้เจ็บจึงไม่ต้องกังวลเลยว่าเลือดจะเป็นกรดเพราะร่างกายของมนุษย์เรามีระบบจัดการเป็นอย่างดี

คราวนี้มาดูว่าน้ำด่างคืออะไร ตอบว่า น้ำด่างเกิดจากการเติมเกลือของธาตุบางชนิดลงไป เช่น เกลือโซเดียมโปรแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น

แต่ปัจจุบัน ยังไม่พบการวิจัยทางการแพทย์ที่สนับสนุนว่า น้ำด่างป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง หรือเป็นผลดีต่อสุขภาพโดยตรง ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าหากบริโภคด่างมาก จนกระทบต่อ pH ของทางเดินอาหาร อาจจะมีผผลต่อการออกฤทธิ์ของยาบางชนิด อย่างเช่นคนที่รับประทานยาที่มีการเคลือบเม็ดยาเพื่อให้ออกฤทธิ์ที่ลำไส้เล็ก ก็ทำให้ยามีโอกาสที่จะแตกตัว และละลายในกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้ยาบางประเภทออกฤทธิ์ได้ไม่ดี และยังทำให้ได้รับผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารจากยาด้วย

สำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจคิดว่าน้ำด่างน่าจะช่วยรักษาโรคนี้ได้ แต่ขอแนะนำว่าถ้าคุณมีโรคใดๆ ในระบบทางเดินอาหาร หรือเป็นกรดไหลย้อน สิ่งที่ดีที่สุดคือ ไปพบแพทย์ หรือปรึกษาเภสัชกรเพื่อหายา และการรักษาที่เหมาะสมถูกต้อง ไม่ใช่หลงไปพึ่งน้ำด่าง ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาโรค สำหรับคนที่รับประทานโซดามินต์ตามกระแส ขอให้ทำความเข้าใจให้ดีว่ายาโซดามินต์ ประกอบด้วยตัวยาโซเดียมไบคาร์บอเนต (sodiumbicarbonate) มีข้อบ่งใช้สองอย่างหลักๆ ที่ทางการแพทย์ใช้บ่อยคือ

1. ใช้ลดกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างช่วยการสะเทินกรด ซึ่งมักจะเป็นยาที่ใช้ชั่วครั้งชั่วคราว หรือควบคู่ไปกับยาชนิดอื่น สำหรับยาเม็ดโซดามินต์สำหรับการรักษากรดในกระเพาะอาหารมีความนิยมใช้น้อยมากในปัจจุบัน ส่วนมากจะให้ตัวยาโซเดียมไบคาร์บอเนตในรูปแบบอื่นๆ เช่น ยาแขวนตะกอนสูตรผสมซึ่งมีลักษณะเป็นยาน้ำข้นสีขาว บรรจุในขวด หรือซองเล็กๆ หรืออาจจะพบอยู่ในรูปของยาผง ที่ใช้ชงน้ำแล้วเกิดฟองฟู นอกจากนี้ยังมียาโซเดียมไบคาร์บอเนตในยาธาตุน้ำแดงด้วย

2. ใช้ในคนไข้ที่ไตทำงานบกพร่อง ซึ่งร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกได้ตามปกติ ทำให้การควบคุมสมดุลความเป็นกรดด่างในเลือดผิดปกติ โดยมากผู้ป่วยจะมีเลือดเป็นกรด จึงจำเป็นต้องใช้ยาโซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อปรับค่ากรดด่างในเลือดให้เหมาะสม โดยแพทย์จะปรับขนาดยาจากผลเลือด และยังต้องควบคุมปริมาณโซเดียมของคนไข้ด้วย หมายความว่ายานี้ไม่ใช่ยาที่คนไข้จะหากินเองได้ตามใจชอบ

สำหรับคนที่กินโซเดียมไบคาร์บอเนต หรือโซดามินต์ โดยไม่มีข้อบ่งใช้ใดๆ จะต้องระวังให้มาก เนื่องจากโดยปกติเราต้องลดการบริโภคโซเดียม หรือเกลือ เพราะการที่เราบริโภคโซเดียมมากเกินไป ทำให้เกิดการคั่งของเกลือ และน้ำ ส่งผลให้ไตทำงานเพิ่มขึ้น และมีผลต่อความดันโลหิต หัวใจก็จะทำงานหนักขึ้น จึงเห็นว่าความเชื่อในการบริโภคน้ำด่าง หรือโซดามินต์ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังต้องระวังผลกระทบต่อร่างกายในด้านอื่นๆ ที่จะตามมาอีกด้วย

ฉะนั้นไม่ว่า จะกิน จะดื่มอะไร ขอให้เป็นไปตามปกติ และเดินทางสายกลาง แต่ถ้าเราไปหาโน่นนี่มาเสริมโดยไม่มีความรู้จริงๆ ก็ขอให้ไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรดีกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ และไม่มีโทษกับตัวของเรา

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคข้อมูลท่วมท้น แล้วยังมีพวกที่ยกตัวเองเป็นกูรูออนไลน์ ที่ชอบเอาแพะไปชนกับแกะ ถ้าเราหลงเชื่อคนจำพวกที่ว่านั้น เราก็ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น ก่อนจะเชื่ออะไรก็ตาม ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อน และต้องมีภูมิคุ้มกันเวลาเสพสื่อสารมวลชนทุกชนิดด้วย แล้วต้องไม่เชื่อสิ่งที่ไม่สามารถระบุที่มาที่ไปอย่างชัดเจนได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่เถอะ เพื่อสุขภาพของตัวเอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806825

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่เถอะ เพื่อสุขภาพของตัวเอง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่เถอะ เพื่อสุขภาพของตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมทุกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะเขียนถึง การเลิกบุหรี่ทุกที เนื่องจากวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก หากจะมาพูดถึงพิษภัยของบุหรี่ก็คิดว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วไม่ว่าจะพิษภัยต่อผู้ที่สูบโดยตรง หรือผู้ที่อยู่รอบข้าง แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจากการสำรวจข้อมูลในปีพ.ศ. 2564 พบว่าประชากรที่อายุมากกว่า 15 ปี ยังสูบบุหรี่อยู่ถึงร้อยละ 17.4 หรือคิดเป็นเกือบสิบล้านคน อย่างไรก็ตามการติดบุหรี่นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่ในการทำให้เสพติดมากกว่าเฮโรอีนเสียอีก เมื่อคนคนหนึ่งเกิดการติดบุหรี่ขึ้นแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเลิกได้ยากมาก หลายคนจะต้องพยายามเลิกแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้ต้องพยายามกันอยู่หลายครั้ง กว่าจะสำเร็จ ซึ่งมีหลายสิ่งที่ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ ตัวอย่างเช่น เทคนิคดังต่อไปนี้

(1) เริ่มจากตั้งคำถามว่าอยากเลิกบุหรี่ไปเพื่ออะไรเพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่ชัดเจน เช่น อยากเลิกเพื่อสุขภาพของตัวเอง อยากเลิกเพื่อสุขภาพของคนใกล้ชิดอยากเลิกเป็นของขวัญให้ลูกหรือคู่ชีวิต การมีเป้าหมายชัดเจนจะทำให้เรามีแรงฮึดทำต่อไม่คิดล้มเลิกความพยายามง่ายๆ

(2) กำหนดวันดีเดย์ ควรเป็นวันสำคัญ เช่น วันเกิดตัวเองวันครบรอบแต่งงาน วันเกิดลูก วันอะไรก็แล้วแต่ที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย และใกล้ที่สุดนับจากวันที่คิดอยากจะเลิก และระหว่างวันที่คิดได้ว่าอยากจะเลิกกับวันดีเดย์ที่กำหนดไว้ จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ

(3) เมื่อถึงวันดีเดย์ เอาบุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ และไฟแช็กทิ้งไปให้หมด เลิกสูบโดยเด็ดขาดทันทีรวมถึงบอกคนรอบตัวด้วยว่าเรากำลังเลิกบุหรี่ ถ้าจะให้ดีที่ไหนมีกลิ่นบุหรี่ตกค้างให้กำจัดให้สิ้นซาก จะได้ไม่รู้สึกถูกกระตุ้นให้นึกถึงบุหรี่อีก

(4) คอยระวังและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นความอยากบุหรี่ และมีแผนจัดการเมื่อเกิดความอยากบุหรี่ เช่น เดินหนีเมื่อเจอคนสูบบุหรี่ปฏิเสธเมื่อเพื่อนชวน ถ้าอยากบุหรี่ให้อมชิ้นมะนาวสดชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าไม่สะดวกเตรียมมะนาวสดก็ใช้ลูกอมรสเปรี้ยวทดแทนได้

(5) ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำสำเร็จ เช่น ไม่สูบบุหรี่ครบ 1 สัปดาห์จะพาครอบครัวไปฉลอง ครบ 1 เดือนจัดทริปเที่ยวทะเล ครบ 3 เดือนซื้อของขวัญที่เล็งไว้นานแล้ว เป็นต้น

(6) เมื่อเผลอสูบบุหรี่ หรือเกิดความท้อแท้ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ระหว่างทางสู่ความสำเร็จอาจจะเกิดความผิดพลาดได้บ้าง ต้องให้อภัยตัวเอง และบอกว่าเราต้องทำได้

การเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อเลิกบุหรี่เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเลิกได้ อย่างไรก็ตามหากเลิกด้วยตนเองไม่สำเร็จก็ยังมียาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเลิกบุหรี่ได้อีกหลายชนิด เช่น แผ่นแปะหรือหมากฝรั่งนิโคติน ที่ใช้ทดแทนการสูบบุหรี่ และค่อยๆ ลดการใช้จนในที่สุดไม่ต้องใช้ หรืออาจจะใช้ยา bupropion หรือ varenicline โดยการใช้ยานั้นจะต้องมีการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่สามารถรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่ร้านยาคุณภาพทุกแห่ง หรือหากยังไม่พร้อมที่จะรับคำปรึกษาจากแพทย์ หรือเภสัชกร แบบตัวต่อตัวผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ก็ยังสามารถรับบริการให้คำปรึกษาได้จากศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือที่เรียกว่า สายด่วน Quitline ที่หมายเลข 1600 ซึ่งพบว่าการรับบริการด้วยทางเลือกนี้อีกสามารถช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 32 ซึ่งเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงมาก

หากท่านเกิดความตระหนักถึงผลต่อสุขภาพของการติดบุหรี่ทั้งต่อตนเองและต่อคนรอบข้าง หวังว่าในโอกาสที่ครบรอบวันเลิกสูบบุหรี่โลกในปีนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ท่านคิดเลิกบุหรี่อีกสักครั้งหนึ่ง และขอเป็นกำลังใจให้ผู้คิดเลิกบุหรี่ทุกคน ให้เลิกบุหรี่ได้เด็ดขาด รวมถึงไม่ต้องพึงสารเสพติดใดๆ ไม่ว่าจะถูก หรือผิดกฏหมายก็ตาม

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมารถ เมาเรือ ป้องกันได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805563

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมารถ เมาเรือ ป้องกันได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมารถ เมาเรือ ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

การเดินทางขึ้นรถ ลงเรือ (รวมถึงเครื่องบิน) ไปเหนือล่องใต้ ทำให้ผู้เดินทางสนุกสนาน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยว ทำให้พบเจอผู้คน ประสบการณ์ใหม่ๆ และทำให้ชีวิตมีสีสัน เพราะได้อยู่ในสถานที่ซึ่งแตกต่างไปจากการอยู่อาศัยตามปกติประจำวัน

แต่การเดินทางที่ราบรื่นก็ทำให้ผู้เดินทางสนุกสนาน แต่ก็มีบางคนเมื่อต้องเดินทางไกลๆ แล้วต้องเจอะเจอปัญหาเมารถ เมาเรือ บางคนเมาจนกลัวการเดินทางไกล แล้วบอกว่าขออยู่กับบ้านดีกว่า เพราะเดินทางไกลทุกครั้งก็ป่วยทุกครั้ง

อาการเมารถ เมาเรือ (Motion Sickness) เกิดจากความไม่สอดคล้องระหว่างข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่สมองได้รับจากหูชั้นใน ซึ่งรับรู้การเคลื่อนไหว กับตาที่มองเห็นสภาพโดยรอบ รวมถึงส่วนอื่นๆ ของร่างกาย อาการเมาแบบนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเดินทางด้วยรถ เรือ และเครื่องบิน บางรายเกิดอาการได้ เมื่อเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกที่มีการหมุนเหวี่ยง หรือเคลื่อนที่เร็วมากๆ 

อาการที่เกิดคือ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ปวดหัวเหงื่อแตก น้ำลายไหล หายใจติดขัด หน้าซีด เป็นต้น แต่อาการเมารถ เมาเรือนั้น ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมบางคนเป็น แล้วบางคนไม่เป็น แต่มีการรวบรวมข้อมูลและทราบถึงปัจจัยเสี่ยงขั้นต้นได้แก่ เด็กช่วงอายุ 2-12 ปี มักมีอาการเมารถเมาเรือได้ง่าย ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน หรืออยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือรับประทานยาฮอร์โมน จะมีอาการเมารถ เมาเรือได้ง่ายกว่าปกติ ปัจจัยเสี่ยงอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือข้อมูลทางกรรมพันธุ์ คนที่มีญาติสายตรงมีอาการเมารถ เมาเรือ จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

คนที่เคยเมารถ เมาเรือ ต้องกังวลใจก่อนการเดินทางทุกครั้ง แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถลดความเสี่ยงการเกิดการเมารถ เมาเรือได้ด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้ คือพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเดินทาง หากพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เกิดอาการได้ง่าย และรุนแรงขึ้น ในกรณีการเดินทางโดยรถขอเลือกที่นั่งด้านหน้า ส่วนการเดินทางโดยเครื่องบินให้เลือกที่นั่งบริเวณปีก และเลือกที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อสามารถมองออกไปข้างนอกได้ แล้วดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน แล้วใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ โฟกัสอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก หรือฟังเพลง และใช้การบำบัดด้วยกลิ่นหอม เช่น การดมยาดม หรือใช้น้ำมันหอมระเหย สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการเมารถ เมาเรือได้ หรือใช้การอมยาอมก็ช่วยได้เช่นกัน

สำหรับคนที่มักจะมีอาการเมารถ เมาเรืออยู่แล้ว หรือเมื่อเป็นแล้วมีอาการรุนแรง ก็มียาที่ใช้เพื่อป้องกัน และบรรเทาอาการได้ ตัวยาที่นิยมใช้มากที่สุดคือ dimenhydrinate ชนิดเม็ดขนาดเม็ดละ 50 มิลลิกรัม ซึ่งมีชื่อการค้ามากมาย ยานี้เป็นยาต้านฮิสตามีน ออกฤทธิ์ต้านอาการเมารถ เมาเรือ โดยมีผลยับยั้งอาการวิงเวียน คลื่นไส้ ที่เกิดจากอาการเมารถ เมาเรือได้ หากทราบว่าเป็นคนเมารถเมาเรืออยู่ก่อนแล้ว ควรกินยานี้ 1 เม็ด ก่อนออกเดินทางประมาณ ½ ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยาดูดซึม และออกฤทธิ์ได้ทันเวลา และเมื่อเริ่มจะเกิดอาการอีกก็สามารถกินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดสูงสุดต่อวันที่รับประทานได้คือ 400 มิลลิกรัม หรือไม่เกิน 8 เม็ดต่อวันส่วนอาการข้างเคียงหลังใช้ยาที่พบบ่อยคือ ปากแห้ง ตาพร่า ง่วงนอน วิงเวียน อย่างไรก็ตามอาการข้างเคียงที่กล่าวมานี้ ก็ถือว่าไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ยาช่วยลดอาการเมารถ เมาเรือ เพราะยาจะทำให้การเดินทางราบรื่นมากขึ้น

นอกจาก dimenhydrinate แล้ว อาจจะมีผู้สงสัยว่าแล้วยาที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนตัวอื่น เช่น domperidone ใช้ได้ไหม เพราะยา domperidone ออกฤทธิ์บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่ทางเดินอาหารเป็นหลัก อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ แต่อาการอื่นๆ จากการเมารถ เมาเรือ เกิดที่สมองและหูชั้นใน domperidone จึงไม่สามารถช่วยได้ดีเหมือนกับ dimenhydrinate

อาการเมารถ เมาเรือ เป็นเรื่องทรมานของใครหลายคน แต่สามารถป้องกัน และลดอาการรุนแรงได้ เพียงแต่ต้องอาศัยการใช้ยาเพื่อป้องกันอาการเมาล่วงหน้า โดยกินยาก่อนออกเดินทางประมาณ 30 นาที แต่หากมีอาการเมามาก กินยาเพียงหนึ่งชนิด แล้วยังไม่หายเมารถ เมาเรือ แนะนำให้ปรึกษาเภสัชกรเพิ่มเติม

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินเค็มมาก สุขภาพจะทรุดโทรม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804194

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินเค็มมาก สุขภาพจะทรุดโทรม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินเค็มมาก สุขภาพจะทรุดโทรม

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

วันก่อนผู้เขียนไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือร้านชื่อดังแห่งหนึ่งที่มีสาขามากมาย นอกเหนือจากได้รสชาติอร่อยแล้ว ยังได้ความเค็มจัดตามมา หลังจากกินแล้วก็หิวน้ำมาก เนื่องจากน้ำซุปเค็มมาก ต้องบอกตรงๆ ว่ายุคนี้คนไทยกินอาหารรสจัดมาก ทั้งหวาน เค็ม เผ็ดจัด แต่หลายคนบอกว่าอร่อย แต่ก็ต้องเตือนว่าอันตรายมาก

คนที่มีอายุเกิน 45 ปี คงรับรู้ได้ว่าอาหารบ้านเรายุคนี้เค็มมากขึ้นกว่าสมัยก่อน สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้นเมื่อครั้งได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาเมื่อนานมาแล้ว ก็รู้สึกว่าขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งถุงชื่อดังในอเมริกามีรสเค็มมากและเค็มกว่าที่ขายในไทย แต่ปัจจุปันขนมถุงที่ขายในไทยก็เค็มไม่แพ้ที่อื่น

คนส่วนมากในสังคมปัจจุบันพึ่งพาการกินอาหารจากร้านอาหาร ไม่ว่าจะกินในร้าน หรือสั่งไปกินที่บ้าน ทุกอย่างที่ปรุงรสนั้นล้วนอุดมไปด้วยเกลือ และโซเดียมในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรสฝาสีต่างๆ น้ำมันหอย ผงชูรส ผงปรุงรสซุปก้อน จนไปถึงน้ำปลาร้า ทำให้ผู้บริโภคถูกบังคับให้คุ้นชินกับความเค็มมากไปโดยปริยาย จนคนในสังคมส่วนใหญ่กลายเป็นคนกินเค็ม

อาหารที่มีรสชาติจัดจ้านมากๆ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากกินไปโดยไม่ระมัดระวัง และกินบ่อยๆ กินมากๆ ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ จึงขอพูดเรื่องผลลบต่อสุขภาพที่เกิดจากการกินรสเค็มมากเกินไป

อาหารที่มีรสเค็มสามารถกระตุ้นการหลั่งสารโดปามีน ทำให้คนกินรู้สึกว่ามีรสชาติอร่อย จนในที่สุดก็กลายเป็นเสพติด จึงไม่แปลกใจที่คนเราจะติดความเค็ม

ในแต่ละวันนั้น คนหนึ่งคนควรกินโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือ เท่ากับเกลือไม่เกิน 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชาเท่านั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรากินเค็มมากเกินไป คือทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำส่งผลให้ไตต้องทำงานเพิ่มขึ้น และยังมีผลต่อความดันโลหิต หัวใจก็ทำงานหนักขึ้น 

นอกจากนั้น อาหารรสจัดยังทำให้เรากินอาหารในปริมาณมากขึ้น เช่น เมื่อกับข้าวมีรสชาติจัดก็จะทำให้กินข้าวมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง แน่นอนว่าเพิ่มความเสี่ยงทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อม และไตวายเรื้อรังตามมา ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของประโยคขำๆ ที่ว่า เค็มถูกใจ ไตถูกตัด 

การกินเค็มเกินไปจึงมีผลต่อการควบคุมโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ในคนไข้ที่เป็นโรคเหล่านี้ จึงถูกเน้นย้ำเสมอว่าควรลด หรืองดการบริโภคอาหารที่เค็มเกินไป

เทคนิคง่ายๆ ในการลดการบริโภคเค็ม อันดับแรกคือ ลด หรืองดการเติมน้ำปลา หรือเกลือลงในกรรมวิธีการปรุงอาหาร อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก แฮม เบคอน เพราะในอาหารเหล่านั้นมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูง รวมถึงหลีกเลี่ยงการบริโภคขนมถุงกรุบกรอบ เพราะเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ยิ่งต้องงดการบริโภคของเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด

ปัญหาที่คุยกันในอาทิตย์นี้ หลายท่านอาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์แล้วมีความกังวล เพราะประเทศไทยอาจจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือไม่ก็โรคไต และจำนวนของผู้ป่วยที่ต้องล้างไตก็จะเพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างแน่นอน นอกจากผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว เงินจำนวนมหาศาลที่ประเทศต้องสูญเสียไปกับค่าดูแลรักษา และยังสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องเจ็บป่วยไป

ดูเหมือนว่า นอกจากมาตรการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว คงต้องพิจารณาออกกฎหมายภาษีเค็ม หรือภาษีเกลือ (ถ้าจะให้ครอบคุมก็ต้องเรียกว่า ภาษีโซเดียม) เพราะนายทุน หรือเจ้าของกิจการใดใส่ความเค็มกับผู้บริโภค ควรมีส่วนร่วมในการชดใช้ค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้กับประเทศด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ศึกษาให้ดีก่อนใช้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802919

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ศึกษาให้ดีก่อนใช้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ศึกษาให้ดีก่อนใช้

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น กระแสการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์รวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ มาแรงมาก แล้วยังมีกูรูมากมายทั้งไทย และเทศออกมาให้ข้อมูลความรู้ผ่านสารพัดช่องทาง

ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะหากทุกคนสนใจดูแลสุขภาพ ไม่เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงจนเดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ก็จะตรงกับคำพระที่ท่านว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ในปัจจุบันหลายคนเชื่อว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า อาหารเสริม เป็นหนทางที่นำไปสู่สุขภาพที่ดี ซึ่งในปัจจุบันเราพบว่าธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ผู้บริโภคเองก็หวังว่า เมื่อกินแล้วจะทำให้ร่างกายแข็งแรง หรือลด และป้องกันการเกิดโรคโน้นโรคนี้  หรือหวังเพื่อเน้นด้านความสวยความงาม เพื่อการชะลอวัย การควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนัก

ในโฆษณาก็มักจะเอาศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน ศาสตร์ทางการแพทย์ทางตะวันออกมาสนับสนุน และอ้างว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้สรรพคุณ และผลลัพธ์ต่างๆ

ซึ่งผู้บริโภคจึงต้องพิจารณาเลือกใช้ให้ดี

บางท่านอาจถึงกับเหน็ดเหนื่อยจากการอ่าน หรือดูรีวิวต่างๆ หรือบางคนก็ตัดสินใจเลือกใช้ตามเหล่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์เพราะเชื่อถือในตัวบุคคล

ในฐานะเภสัชกร ผู้เขียนไม่ได้ห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลบางอย่างที่อยากนำเสนอ ถือว่าเป็นเช็คลิสท์ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ อย่างน้อยของที่คุณผู้อ่านตั้งใจบริโภคเพื่อสุขภาพ จะได้ไม่เป็นบ่อเกิดของปัญหาสุขภาพในอนาคต ได้แก่

(1) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ท่านกำลังจะใช้ได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก อย. หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ไปผูกกับศาสตร์ทางตะวันตกหรือ ศาสตร์ทางตะวันออก อย่างน้อยต้องมั่นใจเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน

(2) โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็จัดเป็นอาหารที่ใช้รับประทานเสริมนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักปกติ เพื่อเสริมสารบางอย่าง และมีจุดมุ่งหมายสำหรับคนที่มีสุขภาพปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วย และโดยทั่วไปแล้วไม่สามารถจะอวดอ้างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ว่าช่วยรักษาโรคโน้นโรคนี้ได้ หรือป้องกันโรคได้ จะมีแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดเท่านั้น ที่สามารถเคลมได้ โดยจะต้องมีผลการทดลองที่ อย. ต้องอนุมัติก่อน

(3) แหล่งที่ท่านซื้อหาผลิตภัณฑ์มาบริโภคเชื่อถือได้หรือไม่ บางครั้งของที่ท่านต้องการใช้มี อย.ก็จริง แต่ท่านอาจจะโชคร้ายไปซื้อมาจากผู้ขายที่ไม่มีคุณธรรม นำของปลอมของทำเลียนแบบมาขายให้ ซึ่งถ้าโชคดีก็แค่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามคำอ้างแบบเกินจริง แต่ถ้าโชคร้ายก็อาจอันตรายต่อสุขภาพจากของที่ไม่ได้มาตรฐาน  มีสารอันตรายปนเปื้อนมาด้วย  

ขอย้ำว่า ผลิตภัณฑ์ที่คุณจะนำไปบริโภค ต้องไม่ตีกับโรคประจำตัว ต้องคำนึงว่าไม่ตีกับยาที่คุณกำลังใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณที่มีโรคไต โรคตับ โรคเกี่ยวกับเลือดอุดตันที่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชื่อวอร์ฟาริน ซึ่งมักมีปัญหาตีกันกับยาอื่น และผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

(4) ราคาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ท่านต้องการเลือกมาใช้งาน ควรสมเหตุสมผล ไม่สูงเกินไปจนเดือดร้อน

เพราะที่สุดแล้วเราไม่สามารถหวังผลด้านการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้ ไม่ว่าการโฆษณาจะดูดีให้ความหวังกับเราแค่ไหน แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่จัดว่าเป็นยาซึ่งมีฤทธิ์รักษา บรรเทาอาการ ชะลอการดำเนินไปของโรค หรือแม้แต่ป้องกันการเกิดโรคได้โดยตรง

ดังนั้น หากคุณทราบว่ากำลังมีโรคหรือความผิดปกติอยู่เช่น ผลตรวจร่างกายล่าสุด พบความดันเลือดและไขมันในเลือดสูง แต่แทนที่จะไปพบแพทย์เพื่อรับยา ซึ่งยาที่ว่าอาจจะได้มาตามสิทธิการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ แต่กลับไปเสาะหาอาหารเสริมสมุนไพรลดความดันและไขมันราคาสูงมาใช้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่

ดังนั้น ถ้าป่วยก็ต้องรักษาตามหลักการที่ถูกต้องก่อน ถึงจะพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

กรณีที่ตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว ควรสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการแพ้ ผลข้างเคียงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพราะแม้ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้

หากพบว่าเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นหรือไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพดังคำโฆษณาก็ควรตัดสินใจหยุดใช้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน (ตอน 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801630

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน (ตอน 2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน (ตอน 2)

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

สัปดาห์ก่อนได้พูดคุยเรื่องอาการท้องเสีย ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในฤดูร้อน และพูดถึงยาที่นิยมใช้ในกรณีท้องเสียไป 2-3 ตัว ได้แก่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ยาหยุดถ่ายซึ่งที่จริง หากไม่จำเป็นแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ เพราะทำให้การระบายออกของเชื้อก่อโรคช้าลง และอาจทำให้ท้องผูก รวมถึงยาผงถ่านคาร์บอนที่ออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ ที่มีข้อควรระวังในการกินใกล้กันกับยาอื่น เนื่องจากยาจะไปขัดขวางการดูดซึมของยาอื่นที่กินในเวลาใกล้กัน

แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ท้องเสีย ก็อาจจะมีข้อสงสัยเพิ่มเติม เพราะอาจจะเคยใช้ยาหลากหลายกลุ่มมากกว่าที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ยากลุ่มดูดซับสารพิษที่ไม่ใช่ผงถ่านคาร์บอน หรือยาช่วยปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น 

ดังนั้นสัปดาห์นี้จึงจะขอมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยาต่างๆ เพิ่มเติม 

กลุ่มแรกคือ ยากลุ่มดูดซับสารพิษที่ไม่ใช่ผงถ่านคาร์บอน ตัวที่นิยมใช้ในประเทศไทยและมีจำหน่ายเข้าถึงได้ง่ายจากร้านยา ได้แก่ Dioctahedral Smecite ซึ่งมีทั้งแบบผงสำหรับกระจายตัวในน้ำก่อนกิน หรือแบบยาน้ำแขวนตะกอนพร้อมดื่ม ราคาตกซองละ 25-35 บาทถือว่ามีราคาค่อนข้างแพง เพราะท้องเสีย 1 ครั้ง อาจต้องใช้ 3-5 ซอง กลไกการออกฤทธิ์ของยานี้ยังไม่ทราบแน่ชัดยาอาจช่วยดูดซับสารพิษหรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย อาจมีผลต่อการหลั่งเยื่อเมือกในลำไส้ ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้น โดยยานี้สามารถใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ถึงแม้ยาจะมีความปลอดภัยสูงแต่ก็มีข้อควรระวังเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น อาทิ คัน ท้องผูก เป็นต้น

กลุ่มต่อมา คือยาช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทั้งนี้ขณะท้องเสียอาจมีภาวะไม่สมดุลของจุลินทรีย์เกิดขึ้น ยาที่มีการสั่งจ่ายบ่อยได้แก่ ยาที่มีตัวยาสำคัญเป็นเชื้อ Saccharomyces Boulardii ยานี้เป็นยาในกลุ่ม probiotics ช่วยปรับสมดุลและกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการท้องร่วงเฉียบพลันจากการติดเชื้อทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ป้องกันและรักษาอาการลำไส้อักเสบและท้องร่วงจากการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับลำไส้อักเสบอื่นๆ ด้วย ยาชนิดนี้มีทั้งแบบผงและแคปซูล และมีอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ ท้องอืด ลมพิษ ผื่น ท้องผูก มีไข้ เป็นต้น

ส่วนยารักษาตามอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการท้องเสีย เช่น ยาแก้ปวดเกร็งในช่องท้อง และลำไส้ ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์หลัก โดยการช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบ ในกระเพาะและลำไส้ จึงสามารถบรรเทาอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้ ตัวที่นิยมใช้ ก็คือ Hysocine Butylbromide และ Mebeverine บางท่านอาจได้รับอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากยากลุ่มนี้คือ อาการท้องผูก ปากแห้ง เป็นต้น 

อีกกลุ่มหนึ่งคือ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ตัวที่นิยมใช้และหาซื้อได้จากร้านยา คือ Domperidone ซึ่งมีทั้งแบบเม็ดและน้ำ แต่แบบน้ำอาจหาซื้อได้ค่อนข้างยากกว่า ยานี้ใช้ตามอาการโดยกินก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที แม้ว่าคนทั่วไปจะใช้ยานี้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีข้อห้าม/ข้อควรระวัง/อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นที่สำคัญมากเช่นกัน ได้แก่ การทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ที่สำคัญมากคือในผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาอย่างอื่นอยู่สำหรับรักษาโรคประจำตัวหรือโรคติดเชื้อใดๆ ก็ตามก็ควรตรวจสอบปัญหายาตีกันกับยานี้ก่อน เพราะยานี้ตีกับยาอื่นได้หลายชนิดและก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น ยานี้อาจไปตีกับยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคหัวใจผิดจังหวะยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยารักษาโรคซึมเศร้า และยาจิตเวชบางตัว เป็นต้น เมื่อพิจารณาข้อมูลหลายอย่างแล้วยานี้จึงควรเป็นยาที่ก่อนใช้ผู้ใช้ยาจะต้องให้ข้อมูลและปรึกษาเภสัชกรอย่างละเอียด

โดยสรุป ยาที่สามารถใช้ได้ในกรณีท้องเสียมีหลากหลายชนิด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีภาวะท้องเสีย ยาชนิดแรกที่ควรใช้คือผงน้ำตาลเกลือแร่ ในกรณีที่อยากใช้ยาอื่นร่วมด้วยเพื่อลดความรุนแรงของอาการท้องเสียหรือทำให้อาการท้องเสียหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาอาการบางอย่างก็สามารถทำได้ แต่ก่อนการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย