รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิตามินดี ถ้ากินมากไป ก็อันตราย

https://www.naewna.com/lady/846251

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิตามินดี ถ้ากินมากไป ก็อันตราย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิตามินดี ถ้ากินมากไป ก็อันตราย

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาการมีสุขภาพดี การอยู่การกินจึงสำคัญกับสุขภาพมาก กินอาหารดีออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้มั่นใจว่าสุขภาพยังคงดีอยู่ แต่บางคนก็หาวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น ยิ่งในยุคสมัยที่บ้านเมืองเต็มไปด้วย (พวกอวดอ้างว่าเป็นกูรู) ที่พบกันทั่วไปในโซเชียลมีเดียก็ทำให้ผู้เสพสื่ออาจวิตกว่าจะต้องกินอะไรพิเศษมากไปกว่าอาหาร 5 หมู่ที่ครบถ้วนหรือไม่ หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนได้รับบ่อยๆ คือเรื่องการรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินดี 

วิตามินดีอยู่ในวิตามินที่ละลายในไขมัน ขอย้ำว่าเป็นวิตามินที่สำคัญมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างกระดูกและฟัน รักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพ

ร่างกายของเราสร้างวิตามินดีได้เมื่อร่างกายสัมผัสแสงแดด โดยทั่วไปเพียงแค่เราได้รับแสงแดดเพียงพอก็ลดความเสี่ยงการขาดวิตามินดี นอกจากนี้ วิตามินดียังมีในอาหารจำพวกตับ ไข่แดง ปลาตะเพียน ปลาทับทิม ปลานิล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน เป็นต้น

แต่หลายคนก็พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด (มากจนเกินไป) แล้วยังรับประทานอาหารไม่เพียงพอ จึงพบว่าประชากรไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีจำนวนไม่น้อย โดยพบว่ากลุ่มคนที่เสี่ยงขาดวิตามินดี ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ทำงานในร่มตลอดเวลา หญิงให้นมบุตร ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้ที่ไตและตับทำงานผิดปกติ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราขาดวิตามินดีหรือไม่ เพราะผู้ขาดวิตามินดีจะมีอาการไม่ค่อยจำเพาะเจาะจงเหมือนการขาดวิตามินอื่นๆ อาการที่อาจบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามินดีในผู้ใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริวบ่อย ปวดกระดูกหรือข้อ มวลกระดูกลดลง หรือในบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ เช่น มีอาการซึมเศร้า เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สามารถบอกได้แม่นยำที่สุดว่าเราขาดวิตามินดีหรือไม่ คือการตรวจวัดระดับวิตามินดีในเลือด ซึ่งหากแพทย์สงสัยว่าเราขาดวิตามินดี หรือมีอาการรวมถึงผลการตรวจร่างกายอื่นๆ ที่บ่งบอกว่าอาจเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินดี แพทย์จะแนะนำให้เราตรวจระดับวิตามินดีในเลือดก่อนที่จะให้วิตามินดี

เนื่องจากการกินวิตามินดีเสริม ควรทำเมื่อร่างกายมีการขาดวิตามินดีเท่านั้น ส่วนการเลือกรูปแบบวิตามินดีที่จะเสริมก็แตกต่างกันไป ขึ้นกับสภาวะร่างกาย และโรคประจำตัวของแต่ละคน แต่หากเรากังวลว่าอาจขาดวิตามินดี และอยากกินเสริม เราต้องเข้าใจก่อนว่าวิตามินดีละลายในไขมัน และอาจสะสมในร่างกายในระดับที่สูงเกินไปจนเกิดอันตราย โดยเบื้องต้นปริมาณวิตามินดีที่แนะนำในแต่ละช่วงวัย คือ ทารก (0-12 เดือน)400 IU ต่อวัน หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร 600 IU ต่อวันเด็กและผู้ใหญ่ 600 IU ต่อวัน ผู้สูงอายุ 800 IU ต่อวัน และในผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัย 

เพราะหากระดับวิตามินดีในร่างกายสูงเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะระดับแคลเซียมสูงในเลือด เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปวดกล้ามเนื้อ และปัสสาวะบ่อย มีปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร อาจเกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย การเสริมวิตามินดีในปริมาณสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต ไตทำงานหนัก การใช้วิตามินดีในปริมาณสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ไตต้องทำงานหนัก ในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะไตวาย

เราป้องกันการขาดวิตามินดีได้โดยสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นประมาณวันละ 10-15 นาที กินอาหารที่มีวิตามินดีในปริมาณเพียงพอ 

ส่วนวิตามินดีที่มีจำหน่ายมีทั้งรูปที่เป็นยา และเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในกรณีที่เกิดภาวะขาดวิตามินดี และจำเป็นต้องรับประทานเสริม แนะนำให้ใช้วิตามินดีในรูปแบบยาเนื่องจาก มีการควบคุมคุณภาพ และปริมาณวิตามินอย่างถูกต้องแม่นยำกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับวิตามินดีในปริมาณที่ต้องการ 

นอกจากนี้ ตัวยาวิตามินดีที่แพทย์สั่งจ่ายก็มีหลักๆ อยู่ 3 ชนิด จะรับประทานชนิดใดก็ขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละคน แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าวิตามินแบบไหนเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ผู้ป่วยโรคตับและไตจำเป็นต้องได้รับวิตามินดีที่เป็นรูปแบบที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะได้ประสิทธิผลที่ดี

ขอย้ำว่าวิตามินดีเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย โดยเฉพาะในการเสริมสร้างกระดูกและสนับสนุนภูมิคุ้มกัน การเสริมวิตามินดีควรทำอย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากใช้ในปริมาณสูง หรือผู้มีโรคประจำตัวจำเป็นต้องใช้ ต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง 

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/844810

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคมะเร็งคือโรคที่ปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ส่วนในประเทศไทยก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ 139,206 คนต่อปี ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตปีละ 84,073 คนโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดีมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก

คำว่ามะเร็งเป็นคำที่คนส่วนใหญ่กลัว และกังวลว่าตนเองจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาคุยถึงปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนโรคมะเร็งกัน ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งแบ่งเป็น 2 หมวดหลักๆ คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้นั้นเราไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น มีประวัติการเจ็บป่วยโรคมะเร็งในญาติสายตรง เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ (บางเชื้อชาติ/บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งบางชนิดมากกว่าเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์อื่น) และสุดท้ายคือ ประวัติการเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน 

แต่ถึงแม้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือป้องกันได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ไม่ปล่อยอ้วนเกินไป กินผักผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆส่วนในประเทศไทยก็ควรเลี่ยงการกินปลาน้ำจืด โดยเฉพาะปลาที่ไม่ได้ปรุงสุกอย่างดี เช่น ปลาสุกๆ ดิบๆ ปลาร้า ปลาจ่อมแต่หากจะกินปลาเหล่านั้นก็ต้องทำให้สุกอย่างดีเสียก่อน 

นอกจากนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีอันตรายที่มีมากมาย และต้องเลี่ยงมลภาวะทุกชนิดพูดโดยรวมคือ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตลอดเวลา แต่ไม่ต้องวิตกกังวลจนเสียสติ แล้วถ้าหากทำได้ครบทุกข้อ ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้มาก แต่ถึงแม้ทำได้บางข้อ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งคือ ถ้าตรวจพบเร็วในระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีกว่าช่วงตรวจพบว่าโรคเป็นมากหรือระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ส่วนใหญ่นั้นมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1-2คือช่วงที่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น ส่วนระยะที่ 3 คือโรคลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้นของมะเร็งมาก และระยะที่ 4 คือโรคแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งผลการรักษาในระยะท้ายๆ จะไม่ดีนัก 

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตสัญญาณเตือนของโรคและรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะทำให้รักษาได้เร็ว ผลการรักษาดี ตัวอย่างของมะเร็งกลุ่มนี้คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยที่หายจากโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับ 7 สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งเพื่อสังเกตตนเอง และคนในครอบครัว ถ้ามีความผิดปกติดังนี้ ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

2.มีแผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย โดยเฉพาะแผลที่มีเลือดออกหรือติดเชื้อเรื้อรัง

3.มีเลือดออกหรือสารคัดหลั่งผิดปกติจากร่างกาย เช่น เลือดในปัสสาวะ อุจจาระ หรือเสมหะ

4.มีก้อนแข็งหรือเนื้อที่เจริญเติบโตผิดปกติในร่างกาย เช่น ที่เต้านมหรือส่วนอื่นๆ

5.มีอาการอาหารไม่ย่อยหรือกลืนอาหารลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร

6.มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ หรือติ่งเนื้อ เช่น สี ขนาดหรือรูปร่างที่เปลี่ยนไป

7.มีไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบที่ไม่ยอมหาย อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง

อย่างไรก็ดี สัญญาณเตือนเหล่านี้นับเป็นอาการทั่วๆ ไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ไอเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมักชะล่าใจไม่ไปพบแพทย์ แต่มักไปซื้อยาใช้เอง เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ มะเร็งที่เป็นก็รุนแรงมาก 

ดังนั้นหากอาการใดที่กล่าวในข้างต้นเกิดขึ้นแล้วยืดเยื้อเกิน 1-2 เดือน กินยาเรื่อยไปก็ไม่หายสักที แถมบางคนมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งอยู่ด้วย อย่างนี้นับว่าเสี่ยงค่อนข้างมากและบางคนยังมีพฤติกรรมใช้ชีวิตให้สุดๆ คือเสี่ยงสุดๆ แถมมีญาติสายตรงป่วยโรคมะเร็งด้วย และอายุก็มากขึ้น แบบนี้ต้องไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อจะได้ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เสริมอาหารต้องปราศจากเมลาโทนิน

https://www.naewna.com/lady/843342

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เสริมอาหารต้องปราศจากเมลาโทนิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เสริมอาหารต้องปราศจากเมลาโทนิน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัญหานอนไม่หลับ เป็นปัญหาใหญ่ของหลายคน โดยในแต่ละคนก็มีสาเหตุแตกต่างกันไป เช่น เพราะมีความเครียดสะสม การทำงานเป็นกะ อายุมากขึ้น หรือสภาวะของโรคบางชนิดก็มีผลต่อการนอน เมื่อนอนไม่หลับหลายคืน ก็เกิดวงจรทำให้ร่างกายล้า เช่น นอนไม่หลับกลางคืน ก็ง่วงในช่วงกลางวัน ไม่มีสมาธิ หรือไม่มีสติทำงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาเช่นนี้ ทำให้ผู้ที่กำลังเกิดเรื่องต้องหาตัวช่วยเพื่อทำให้ตนเองนอนหลับได้มากขึ้น

การไปซื้อหายานอนหลับมาใช้เองในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ไม่สามารถซื้อขายยานอนหลับที่ร้านยาทั่วไป ดังนั้นผู้จะใช้ต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยาจากโรงพยาบาลเท่านั้น ทำให้บางคนที่ต้องการใช้ยานี้หันไปใช้ยาแก้แพ้ชนิดที่ทำให้มีอาการข้างเคียง เช่นทำให้ง่วงนอนมาใช้ทดแทน โดยยาที่ว่านั้น นอกจากทำให้ง่วงนอนพักได้บ้าง แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงเกินคาด เช่น เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะขัด ง่วงซึม และบางรายที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น คนเป็นโรคต้อหิน หรือโรคต่อมลูกหมากโตอาจเป็นอันตราย จึงไม่ควรใช้ยาแก้แพ้แทนยานอนหลับ 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกเป็นเวลานาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงกับการเกิดโรคความจำเสื่อมแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยไปหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ที่บอกสรรพคุณเกินเหตุ โดยเฉพาะอ้างว่าช่วยให้นอนหลับได้ 

แต่ก็มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายตัวที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างปลอดภัย เพราะผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หลับเหมือนใช้ยานอนหลับ แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ผู้บริโภคต้องพิจารณาให้ดี เวลาดูโฆษณาใน social media ต่างๆ ต้องระมัดระวังให้มาก ต้องฟังหูไว้หู อย่าเชื่อสิ่งที่ดูดีเกินจริง พูดถึงแต่ผลลัพธ์ทางที่ดี เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอาจมีการปนปลอมสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

แต่หากจะซื้อจริงๆ ก็ต้องซื้อหาจากสถานที่ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เช่น ร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำ หรือซื้อจากร้านที่เจ้าของผลิตภัณฑ์นำสินค้ามาขายเอง 

แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวเร็วๆ นี้ พบว่ามีการปลอบปนยาเมลาโทนินในเยลลี่กัมมีด้วย ทั้งนี้ประเทศไทยจัดเมลาโทนินเป็นยา ฉะนั้นจึงมีกระบวนการผลิต และควบคุมคุณภาพที่จริงจัง เหมือนมาตรฐานการผลิตยา การสั่งจ่ายยานี้ต้องทำโดยแพทย์และเภสัชกร แต่ในต่างประเทศบางประเทศ เมลาโทนินจัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งกฎหมายและการควบคุมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารค่อนหลวม เช่น ขนาดของยาในเม็ดอาจไม่ตรงกับในฉลากของผลิตภัณฑ์ กรณีนี้จะคล้ายคลึงกับเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน ที่เจือปนยา sibutramine แต่ต้องย้ำว่ายา sibutramine ถูกถอนทะเบียนจากประเทศไทย และหลายๆ ประเทศไปแล้ว

ส่วนเมลาโทนินนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง จนทำให้ผู้ใช้ยาได้รับอันตราย แต่หากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีข้อห้ามใช้ยาเมลาโทนิน เช่น แพ้แก้ยา หรือในคนที่ใช้ยาอื่นสำหรับโรคประจำตัวอยู่ แล้วยาเหล่านั้นจะตีกับเมลาโทนิน เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันโลหิต ยากันชัก ยาต้านเศร้าบางชนิด รวมถึงยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง การได้รับเมลาโทนินอาจสร้างปัญหาและผลเสียได้ 

ดังนั้น ในประเทศไทยจึงพิจารณาให้การใช้ยาตัวนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และเภสัชกร เพราะฉะนั้น การอ้างว่ามีเมลาโทนินเจือปนในอาหารเสริม จะช่วยเรื่องการนอนหลับได้ จึงเป็นเรื่องที่อาจทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดอันตรายได้

ผู้ประสบปัญหาการนอนหลับ อันที่จริงแล้วมีรายละเอียดเพิ่มเติมในการพิจารณาว่าควรรักษาอย่างไร ต้องใช้ยาอะไร เช่น บางคนนอนหลับได้ แต่ช่วงเวลาที่นอนสั้นเกินไป หรือตื่นเร็วมาก ก็ต้องแก้ด้วยการใช้ยาแบบหนึ่ง บางคนนอนแล้วก็นอนไม่หลับ หลับยาก แต่ถ้าหลับแล้วก็หลับยาวไปเลย ก็แก้ด้วยการใช้ยาอีกแบบหนึ่ง นี่ยังไม่รวมสาเหตุของการนอนไม่หลับของแต่ละคน ที่ต้องแก้ด้วยวิธีไม่ใช้ยา แต่เป็นคนละวิธี

ดังนั้น หากคุณมีปัญหาการนอน จนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน ก็ต้องไปพบแพทย์ เพื่อการแก้ปัญหาให้ตรงจุด รวมถึงยังเข้ากันได้กับสภาวะสุขภาพเดิมของตนเอง เช่น ยาตัวใหม่ที่ได้รับไป ไม่ตีกับยาตัวเดิมที่กำลังใช้อยู่

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ

https://www.naewna.com/lady/841970

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว บางวันฝนตก บางวันร้อน (ตับแตก) แถมยังมี ฝุ่น PM2.5 อีกด้วย จึงอาจทำให้บางคนตื่นนอนแล้วมีอาการภูมิแพ้ ทั้งแพ้อากาศ และแพ้ที่ผิวหนัง สัปดาห์นี้จึงชวนคุยเรื่องการใช้ยาแก้แพ้ รวมถึงข้อควรระวังการใช้ยา

ก่อนไปถึงเรื่องการใช้ยา หลักการแรกที่จะต่อสู้กับการแพ้ดีที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ให้ได้ฉะนั้นต้องรู้ว่าเราแพ้อะไร ถ้าเลี่ยงไม่ได้ เราต้องดูแลให้ร่างกายมีความต้านทานการแพ้ได้ดีขึ้น เช่น ทำร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอออกกำลังกาย ลดความเครียด กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้ เพื่อจะได้มีวิตามินเพียงพอในการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่กระนั้นก็ดีถึงทำได้ทั้งหมดนี้แล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะไม่มีอาการแพ้ แต่ก็ยังดีกว่าต้องพึ่งยาแก้แพ้ตลอดเวลา

แต่ถ้าต้องใช้ยาแก้แพ้ ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมยาแก้แพ้ยอดนิยมสำหรับอาการภูมิแพ้อากาศ ที่มีอาการเด่นๆ คือ น้ำมูกไหล จาม คันตา น้ำตาไหล คือยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 หรือ อาจพูดง่ายๆ คือ ยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ทำให้ง่วง ที่มีหลายชนิด เช่น cetirizine, desloratadine, fexofenadine, levocetirizine loratadine และ bilastine

ส่วนยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 (ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) หรือ เรียกว่า ยาแก้แพ้ชนิดที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วง ได้แก่ chlorpheniramine, brompheniramine และ diphenhydramine เป็นต้น

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 มีข้อดีเหนือกว่ายาแก้แพ้รุ่นเก่า นอกจากไม่ทำให้ง่วงแล้ว ยังไม่ต้องรับประทานยาบ่อย ยารุ่นเก่าต้องกินวันละ 3-4 ครั้ง เนื่องจากมีฤทธิ์สั้นกว่าในขณะที่ยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ยาวกว่า ทำให้กินเพียงวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ หรือถ้าภูมิแพ้รุนแรงมากจริงๆ ยาบางชนิดอาจให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง

ยาแก้แพ้เป็นยาที่ผู้ใช้ยาสามารถซื้อหาได้ง่ายและสะดวก และยาหลายชนิดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยในคนทั่วไป แต่การใช้ยาแก้แพ้ที่ไม่เหมาะสมก็อาจลดคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนก่อให้เกิดอันตราย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ การรับประทานยาต้านฮิสตามีนรุ่น 1 ที่กินแล้วง่วงนอน ในคนทั่วไปทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานลดลง หากกินแล้วไปขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ 

แต่สำหรับผู้สูงอายุซึ่งสภาพการทำงานของตับไตเสื่อมลง การกำจัดยาออกจากร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไป การออกฤทธิ์ของยาก็อาจจะนาน หรือช้ากว่าปกติ การใช้ยาแก้แพ้ที่ในคนทั่วไปแค่ง่วงๆแต่กับผู้สูงอายุอาจจะถึงกับต้องนอนทั้งวัน มึนงง เวลาลุกขึ้นจากท่านอนเป็นยืนแล้วเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ซึ่งการหกล้มนั้นเป็นภัยร้ายแรงในผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะอาจทำให้กระดูกหัก

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ยังทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะขัด และคนที่เป็นโรคต้อหิน หรือโรคต่อมลูกหมากโตไม่ควรใช้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกเป็นเวลานาน ยังทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุใช้ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วง (หรือยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้เลือกยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ โปรดสอบถามที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้ช่องทาง line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/840523

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สัญญาณเตือนมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคมะเร็งคือโรคที่ปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ส่วนในประเทศไทยก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่139,206 คนต่อปี ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตปีละ 84,073 คนโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดีมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก

คำว่ามะเร็งเป็นคำที่คนส่วนใหญ่กลัว และกังวลว่าตนเองจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาคุยถึงปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนโรคมะเร็งกัน ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งแบ่งเป็น 2 หมวดหลักๆ คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้นั้นเราไม่สามารถแก้ไขได้ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น มีประวัติการเจ็บป่วยโรคมะเร็งในญาติสายตรง เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ (บางเชื้อชาติ/บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งบางชนิดมากกว่าเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์อื่น) และสุดท้ายคือ ประวัติการเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน 

แต่ถึงแม้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือป้องกันได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ไม่ปล่อยอ้วนเกินไป กินผักผลไม้เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆส่วนในประเทศไทยก็ควรเลี่ยงการกินปลาน้ำจืด โดยเฉพาะปลาที่ไม่ได้ปรุงสุกอย่างดี เช่น ปลาสุกๆ ดิบๆ ปลาร้า ปลาจ่อมแต่หากจะกินปลาเหล่านั้นก็ต้องทำให้สุกอย่างดีเสียก่อน 

นอกจากนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีอันตรายที่มีมากมาย และต้องเลี่ยงมลภาวะทุกชนิดพูดโดยรวมคือ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตลอดเวลา แต่ไม่ต้องวิตกกังวลจนเสียสติ แล้วถ้าหากทำได้ครบทุกข้อ ก็จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้มาก แต่ถึงแม้ทำได้บางข้อ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งคือ ถ้าตรวจพบเร็วในระยะเริ่มแรก ผลการรักษาจะดีกว่าช่วงตรวจพบว่าโรคเป็นมากหรือระยะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ส่วนใหญ่นั้นมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1-2คือช่วงที่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น ส่วนระยะที่ 3 คือโรคลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไกลออกไปจากจุดเริ่มต้นของมะเร็งมาก และระยะที่ 4 คือโรคแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งผลการรักษาในระยะท้ายๆ จะไม่ดีนัก 

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตสัญญาณเตือนของโรคและรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะทำให้รักษาได้เร็ว ผลการรักษาดี ตัวอย่างของมะเร็งกลุ่มนี้คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยที่หายจากโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับ 7 สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งเพื่อสังเกตตนเอง และคนในครอบครัว ถ้ามีความผิดปกติดังนี้ ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

2.มีแผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย โดยเฉพาะแผลที่มีเลือดออกหรือติดเชื้อเรื้อรัง

3.มีเลือดออกหรือสารคัดหลั่งผิดปกติจากร่างกาย เช่น เลือดในปัสสาวะ อุจจาระ หรือเสมหะ

4.มีก้อนแข็งหรือเนื้อที่เจริญเติบโตผิดปกติในร่างกายเช่น ที่เต้านมหรือส่วนอื่นๆ

5.มีอาการอาหารไม่ย่อยหรือกลืนอาหารลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร

6.มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ หรือติ่งเนื้อ เช่น สี ขนาดหรือรูปร่างที่เปลี่ยนไป

7.มีไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบที่ไม่ยอมหาย อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง

อย่างไรก็ดี สัญญาณเตือนเหล่านี้นับเป็นอาการทั่วๆ ไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ไอเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมักชะล่าใจไม่ไปพบแพทย์ แต่มักไปซื้อยาใช้เอง เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ มะเร็งที่เป็นก็รุนแรงมาก 

ดังนั้นหากอาการใดที่กล่าวในข้างต้นเกิดขึ้นแล้วยืดเยื้อเกิน 1-2 เดือน กินยาเรื่อยไปก็ไม่หายสักที แถมบางคนมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งอยู่ด้วย อย่างนี้นับว่าเสี่ยงค่อนข้างมากและบางคนยังมีพฤติกรรมใช้ชีวิตให้สุดๆ คือเสี่ยงสุดๆ แถมมีญาติสายตรงป่วยโรคมะเร็งด้วย และอายุก็มากขึ้น แบบนี้ต้องไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อจะได้ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้ทันสมุนไพร และสิ่งเสริมอาหาร (เสริมอาหาร)

https://www.naewna.com/lady/839120

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้ทันสมุนไพร และสิ่งเสริมอาหาร (เสริมอาหาร)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้ทันสมุนไพร และสิ่งเสริมอาหาร (เสริมอาหาร)

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เคยนำเสนอประเด็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปแล้วเป็นระยะๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่หลายคนไม่เข้าใจจริง วันนี้จึงขอชวนคุยเรื่องเดิมเพื่อเพิ่มความเข้าใจ และความปลอดภัยเมื่อต้องใช้สิ่งเหล่านี้

ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในประเทศไทย โดยหลักๆ มี 2 ชนิด คือ ยาจากสมุนไพร มีไว้เพื่อบำบัด รักษา และบรรเทาความเจ็บป่วย หรือป้องกันโรค ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการ หรือตามองค์ความรู้การแพทย์ทางเลือก

กับอีกชนิดคือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นสมุนไพร นำไปใช้เพื่อทำให้เกิดผลต่อสุขภาพ หรือการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างโครงสร้าง หรือการทำงานของร่างกาย หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการบำบัด รักษา และป้องกันโรคแต่อย่างใด เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) คือ สิ่งที่เรากิน นอกเหนืออาหารปกติประจำวัน 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจใส่สารอาหาร เช่น วิตามินเกลือแร่ โปรตีน หรือกรดอะมิโน หรือสารอื่นๆ อาทิ สารจากสมุนไพร สารสกัด หรือสารสังเคราะห์ เราจึงต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกัน หรือรักษาโรค

โดยปกติ ทั้งผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เด็กและสตรีมีครรภ์ รวมถึงสตรีที่กำลังให้นมลูกจึงไม่ควรรับประทาน เนื่องจากอาจไม่มีข้อมูลความปลอดภัยของสารต่างที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากพอ ดังนั้น จึงควรเลี่ยงการใช้

ผลิตภัณฑ์ที่มักตกเป็นข่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีการปลอมปนสารต้องห้าม หรือยาแผนปัจจุบันลงไปในผลิตภัณฑ์และทำให้ผู้ใช้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่มักมีการปลอมปนได้แก่ ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วน ถ้าผลิตภัณฑ์ใดให้ผลลดความอยากอาหารได้ชะงัก น้ำหนักลดอย่างเห็นผลได้ชัด หรือเกิดอาการข้างเคียงต่างๆ จากการใช้ผลิตภัณฑ์ คุณตั้งข้อสงสัยได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นน่าจะมีการปลอมปนสารต้องห้าม หรือแอบใส่ยาแผนปัจจุบันลงไปซึ่งมักเป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท และระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งทำให้ผู้ใช้ตกเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์และสื่อสารมวลชนต่างๆ หลังจากที่ผู้ใช้เสียชีวิตเพราะผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยผู้ประกอบการที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

ผลิตภัณฑ์แบบที่สองที่เป็นอันตรายมาก คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แอบใส่ยาจำพวกสเตียรอยด์ หรือยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs หรือเอ็นเสด)ผู้ใช้อาจรู้สึกหายปวดอย่างชะงัก รู้สึกสบาย แต่สารที่แอบใส่ลงไป เป็นอันตรายต่อหลายระบบ เช่น ทางเดินอาหาร ไต หัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ใช้สูงอายุจะได้รับอันตรายอย่างมาก บางรายเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร จนเสียชีวิต

ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่เป็นข่าวคือ ผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ โดยการแอบใส่ยารักษาหย่อนสมรรถภาพทางเพศลงไป ซึ่งการแอบปนปลอมนั้นอาจทำให้ผู้ใช้ได้ผลจริง แต่สารหรือยาที่ผู้ผลิตแอบใส่ ไม่ได้ถูกควบคุมคุณภาพของสารที่ใส่ หรืออาจใส่ยาและสารเคมีที่ปนเปื้อนสารพิษ และไม่ได้ถูกควบคุมปริมาณยาที่ใส่เข้าไป รวมถึงคุณภาพในด้านต่างๆ ก็ไม่มีการควบคุม จนบางครั้งคนที่ใช้เกิดอันตรายต่อระบบหัวใจ นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางโรค หรือในผู้ป่วยที่ใช้ยาบางชนิด ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสารที่แอบใส่ลงไปจนได้รับอันตรายถึงชีวิต

ในเรื่องของสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบันมียาดีหลายชนิดที่ช่วยคุณผู้ชายในเรื่องนี้ได้ เพียงแค่ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้วางแผนการรักษา และให้ยาอย่างเหมาะสมกับแต่ละคน ทางผู้เขียนเองไม่เข้าใจว่าคนที่ไปแสวงหาผลิตภัณฑ์เสริมสมรรถภาพทางเพศมาใช้เอง จะทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงทำไม ทั้งๆ ที่มีหมอ มียาที่ช่วยคุณได้อย่างตรงไปตรงมา

ปัจจุบันพบว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดผิดกฎหมาย แต่ของผิดกฎหมายกลับถูกโหมโฆษณาบนสื่อฯ ออนไลน์ และสื่อฯ หลักบางชนิดทุกวัน เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคต้องมีความรู้และเท่าทันก่อนจะซื้อหามารับประทาน นอกจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยค้นหาคำว่า“ตรวจสอบผลิตภัณฑ์” ในเว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของ อย. แล้ว ยังต้องสังเกตว่าผลิตภัณฑ์นั้นให้ผลข้างเคียง หรือให้ผลเกินจากวัตถุประสงค์ที่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นควรจะเป็นหรือไม่ มิฉะนั้นท่านอาจตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

https://www.naewna.com/lady/837764

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มีคำถามว่าการใช้ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคมะเร็ง จริงหรือ เพราะมีข้อมูลบางอย่างระบุว่าการใช้ยานี้เป็นเวลานานๆ ต่อเนื่อง เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร จริงหรือ บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าตื่นตูมมากไป

ก่อนอื่นต้องบอกว่า อาการผิดปกติที่ทางเดินอาหารเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น อาการปวดแสบท้อง ท้องอืด จุกเสียด อาหารไม่ย่อย อาการเหล่านี้จะมียาที่ใช้บรรเทา เช่น ยาลดกรด ยาขับลม ยาเพิ่มการบีบตัวของทางเดินอาหาร ยาช่วยย่อย 

แต่ยาที่ผู้ป่วยมักถามหา และถูกใช้บ่อย คือ ยาลดกรด ที่ฤทธิ์ลดกรดก็มีหลายประเภท ที่ใช้บ่อยเป็นอันดับต้น คือ ยาที่ออกฤทธิ์สะเทินกรดที่ถูกหลั่งเกินออกมา ซึ่งตัวยามีฤทธิ์เป็นด่าง เช่น sodium bicarbonate, calcium carbonate, magnesium hydroxide, aluminium hydroxide ยาเหล่านี้มีทั้งแบบที่มีตัวยาชนิดเดียว และแบบมีตัวยาหลายชนิด มีทั้งยาเม็ดและยาน้ำ ถ้าเป็นยาเม็ด มักต้องเคี้ยวก่อนกลืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ส่วนกรณียาน้ำต้องเขย่าขวด หรือเขย่าซองก่อนใช้ เพื่อให้ตัวยากระจายตัวดี ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาตรงตามขนาดที่ควรจะเป็น

ยาลดกรดอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรด หรือที่เรียกว่า Proton Pump Inhibitors หรือเรียกสั้นๆ ว่า ยากลุ่มพีพีไอ (PPIs) ตามกลไกการออกฤทธิ์ ยากลุ่มนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ตัวยาจะไปลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกรดไหลย้อน (GERD) แผลในกระเพาะอาหาร และภาวะที่เกี่ยวข้องกับกรดในกระเพาะสูงยากลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น โอเมพราโซล (omeprazole),เอสโอเมพราโซล (esomeprazole), แพนโทพราโซล (pantoprazole)เป็นต้น

ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มักเป็นปัญหากึ่งเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ และมีปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมสุขภาพและการบริโภคของผู้ป่วย และเมื่อเกิดอาการจุกเสียดแสบท้อง ผู้ป่วยมักซื้อยาใช้เอง และ PPIs ก็เป็นยาที่ผู้ป่วยถามหา เนื่องจากยามีประสิทธิภาพดี ทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการได้อย่างดี และสะดวกในการใช้ รวมถึงไม่ค่อยมีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ในระยะสั้น แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยพบว่า การใช้ PPIs ในระยะยาวอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเกิดมะเร็ง

มาตรงนี้ ก็ขอบอกผู้อ่านอย่าผลีผลามเอายา PPIs ที่รับประทานอยู่ไปทิ้งขว้างด้วยความกลัวมะเร็ง ขอเน้นว่าระยะยาวที่งานวิจัยอ้างถึงว่าจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งก็คือ การใช้ยาทุกวันนานกว่า 1-3 ปี โดยพบว่าความเสี่ยงที่สูงขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่องเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป ทั้งนี้หลักฐานยังคงมีข้อจำกัด และผลการศึกษายังไม่สอดคล้องกัน

สิ่งที่คุณต้องเข้าใจก่อนก็คือ ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแล และรักษาให้ดีตัวโรคในกระเพาะอาหารเอง ไม่ว่ากระเพาะอาหารเป็นแผล หรืออักเสบเรื้อรัง รวมถึงติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ก็มีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารอยู่แล้ว และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่พบในบางการศึกษานี้อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วยเอง มากกว่าจะเกิดจากการใช้ยา PPIs โดยตรง

ในกรณีที่ใช้ยา PPIs เองต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ต้องพิจารณาเหตุผล หรือความจำเป็นการใช้ และควรหยุดใช้ยา เมื่อไม่มีอาการ หรือข้อบ่งใช้

สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ ยา PPIs เพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีการยาชนิดอื่นๆ เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)รวมถึงคนที่จำเป็นต้องใช้ยา PPIs บ่อย เนื่องจากอาการกำเริบของโรคทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน หรือแผลในกระเพาะอาหารและคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา ก็ไม่ต้องกังวล

ทั้งนี้เราต้องเข้าใจว่าโรคกระเพาะอาหารนั้น บ่อยครั้งเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันของเราเอง จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิตให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหรือเกิดอาการกำเริบ ไม่ว่าจะเป็นการกินมื้อใหญ่ แล้วรีบนอนทันที กินอาหารมันๆ รสจัดๆ ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน กินอาหารไม่ตรงเวลา สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไปทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร รวมถึงการใช้ยาบางประเภทเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร หากคุณลดละเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ได้ เราก็ลดปริมาณการใช้ยา PPIs ลงได้ และทำให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาได้มากขึ้น แต่หากคุณเกิดอาการของโรคทางเดินอาหารก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา และดูแลรักษาตัวเองให้หายขาด บางครั้งก็จำเป็นต้องหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยต้องไปส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อการรักษาถูกต้อง

สุดท้ายนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากยาลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812186

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากยาลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากยาลดความอ้วน (ตอนที่ 2)

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเราคุยเรื่องลดความอ้วน หรือยาลดน้ำหนัก เนื่องจากมีข่าวการปนเปื้อนสารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ว่าช่วยลดน้ำหนักได้ สัปดาห์นี้มาคุยกันต่อในประเด็นอันตรายจากยาลดน้ำหนัก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ยาโดยไม่มีความรู้ และไม่ใส่ใจอันตรายจากยาลดความอ้วน

ในฐานะเภสัชกร มักมีคนถามบ่อยๆ ว่า กินอะไรดีเพื่อให้น้ำหนักลด มีอะไรที่กินแล้วเพิ่มการเผาผลาญ บล็อกการดูดซึมแป้ง ไขมัน และสารพัดสิ่ง ก็ตอบไปว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พิจารณาว่าไม่ควรกินอะไรที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มหรือควบคุมน้ำหนักไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การอดอาหารคือการลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วนที่ไม่ถูกต้อง การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือ กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ คนที่อยากลดน้ำหนักต้องจำไว้เสมอว่า วิธีที่ถูกต้อง จะต้องเป็นวิธีที่เราสามารถทำได้ตลอดไป ไม่ใช่อยากจะลด 5 กิโลกรัม เพื่อให้ใส่ชุดสวยๆ ไปงานได้ ก็เลยไปเสาะแสวงหาสูตรลดน้ำหนัก3 วัน 7 วันมาใช้ เช่น วันๆ หนึ่งไม่กินแป้งเลย กินแต่เนื้อสัตว์ต้มเพียงไม่กี่ชิ้น และกินผักผลไม้เท่านั้น แน่นอนว่าเมื่อทำแบบนี้ใน 3-7 วัน น้ำหนักอาจลงจริง แต่ทันทีที่กลับมากินเหมือนเดิม น้ำหนักก็จะดีดขึ้นมาเท่าเดิม หรือเผลอๆ จะหนักกว่าเก่าด้วยซ้ำ

บางคนไม่นับว่าอ้วน แต่แค่เพียงมีน้ำหนักเกินนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปหาหมอที่คลินิกเสริมความงาม แล้วได้ยาชุดลดน้ำหนักมากิน แล้วภายในหนึ่งเดือน ก็ผอมสมใจ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะบอกว่า การใช้ยาลดความอ้วนที่หมอจ่ายมาได้ผลดี กรณีนี้ต้องอธิบายเพิ่มว่า ในยาชุดลดน้ำหนักที่คลินิกส่วนหนึ่งนิยมจ่าย มันประกอบไปด้วยยาหลายชนิด เช่น ยาลดความอยากอาหาร ยาฮอร์โมนไทรอยด์ ไฟเบอร์อัดเม็ดเพื่อให้อิ่ม ยาแคปซูลขับไขมัน ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ใจสั่น ยาระบาย วิตามินรวม และยานอนหลับ ถามว่าทำไมต้องใช้ยาหลายชนิด ก็เพราะว่ายาลดความอยากอาหารจะทำให้ท้องผูก นอนไม่หลับ จึงมีการให้ยานอนหลับไปแก้ ยาฮอร์โมนไทรอยด์จะเพื่อเพิ่มการเผาผลาญ แต่ที่จริงแล้วในคนที่ไม่ได้เป็นคนไข้ที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ถ้ากินเข้าไปแล้วจะอันตรายมาก ทั้งยาลดความอยากอาหาร และยาฮอร์โมนไทรอยด์ ล้วนมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว จึงต้องให้ยาอาการแก้ใจสั่น ซึ่งยาชนิดนี้นอกจากช่วยบรรเทาอาการใจสั่นแล้ว ก็ทำให้ความดันเลือดลดลงมากเกินไปได้อีกด้วย

ส่วนยาขับไขมันทางอุจจาระ ก็อาจจะทำให้บางคนผายลมปนไขมันออกมา จนทำให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน และยังทำให้วิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งจำเป็นต่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ดีอีกด้วย สำหรับยาขับปัสสาวะ หลังจากรับประทานแล้ว ก็จะขับน้ำออกจากร่างกาย และเมื่อน้ำในร่างกายถูกขับออกมา น้ำหนักตัวก็ต้องลดลง แต่ผลข้างเคียงก็คือ สมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายอาจจะเสียไป การขาดน้ำและเกลือแร่ทำให้อ่อนเพลีย เป็นตะคริว หรือกรณีรุนแรงอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ เรียกว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนั้นไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงจากการกินยาเพื่อลดน้ำหนักเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเดิม แล้วทันทีที่หยุดยาทั้งหมดที่ได้มา แต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน แล้วในเวลาไม่ช้า น้ำหนักจะดีดขึ้นมาอย่างแน่นอน หลายรายก็พบว่าน้ำหนักเพิ่มมากกว่าจุดตั้งต้นเสียอีกซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟกท์

แต่บางคนที่จำเป็นต้องใช้ยาลดความอ้วน ไม่ว่าจะยากลุ่มลดความอยากอาหาร ยากินเพื่อยับยั้งการดูดซึมไขมันหรือ ยาฉีดลดความอ้วนที่ช่วยคุมหิว ซึ่งมีราคาแพงมาก คุณจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ ร่วมกับปัญหาภาวะสุขภาพที่อาจจะตามมา รวมถึงต้องประเมินความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายค่ายาด้วย แต่ไม่ว่ายาตัวใดก็ตาม ถ้าระหว่างการใช้ยา ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถปรับพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายให้เหมาะสมได้ เมื่อเลิกใช้ยาก็มีโอกาสที่จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม แม้ว่าจะเป็นยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากคณะกรรมการอาหารและยาของไทย หรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม ประสิทธิผลในการลดน้ำหนักโดยรวมจากงานวิจัยต่างๆ ก็อยู่ที่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเริ่มต้น ภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งถ้าน้ำหนักเริ่มต้นของเราไม่ได้มากถึงเกือบร้อยกิโลกรัม และไม่ได้มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงอะไร ผลที่ได้ก็อาจจะไม่คุ้มค่ายา และความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นตามมา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดความอ้วน มีคุณหรือมีโทษ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810839

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อยากหุ่นดี อยากรูปร่างดี ไม่อยากอ้วน นี่คือความต้องการของคนจำนวนมากในสังคมโลก แต่คำว่าหุ่นดีรูปร่างดีของแต่ละคนคงจะไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สูงต่ำผิดกัน อายุต่างกัน แต่ในทางการแพทย์คำว่าหุ่นดี หมายถึง น้ำหนักเหมาะสมกับส่วนสูง มีดัชนีมวลกายอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ทำโดยเอาน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลัง 2 เช่นในคนที่หนัก 65 กิโลกรัม สูง 175 เซนติเมตร จะคิดค่าดัชนีมวลกาย
ได้ 21.2 ซึ่งอยู่ในช่วงที่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้าเผลอปล่อยตัวให้น้ำหนักเพิ่มเป็น 75 กิโลกรัม คำนวณดัชนีมวลกายจะได้ 24.5 แปลว่าอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน และเมื่อดัชนีมวลกายเกิน 25 ก็ถือว่ามีภาวะอ้วนระดับที่ 1 และเมื่อดัชนีมวลกายเกิน 30ก็ถือว่ามีภาวะอ้วนระดับที่ 2

สำหรับคนที่กังวลกับน้ำหนักตัว และเริ่มคิดแสวงหาวิธีลดความอ้วน หรือเริ่มคิดจะหายาใดๆ มาใช้ ขอให้พยายามพิจารณาที่เหตุ และข่มใจโดยพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นอันดับแรก โดยดูจาก 2 ประเด็นหลัก คือ ควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกิน และพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น

แต่กลับพบว่า คนจำนวนไม่น่อยเลือกการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาลดความอ้วนไปรับประทาน แทนที่จะปรับพฤติกรรมการกิน หรือเพิ่มการออกกำลังกาย ยิ่งยาหรือผลิตภัณฑ์ตัวไหนโหมโฆษณาว่ากินแล้วลดความอ้วนได้เดือนละเป็นสิบกิโลกรัม หรือว่ามีดารา คนดังๆ เป็นพรีเซ็นเตอร์ขายสินค้าด้วยแล้ว ต่อให้สินค้ามีราคากล่องละเป็นพัน ก็มีคนหลงเชื่อ แล้วซื้อไปกิน ทั้งที่ลึกๆ แล้วหลายคนรู้ว่าถ้าไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราก่อนแล้ว เราก็จะกลับไปอ้วนได้ แต่ที่น่าเศร้าคือ หลายคนป่วยหรือตายเพราะการใช้ยาลดความอ้วน หรือผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่โหมโฆษณากันอย่างหนัก

แน่นอนว่า ยาช่วยลดน้ำหนักได้นั้น มีอยู่จริงในตลาด และมีตัวที่ อย.ไทยอนุญาตให้ใช้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่ง และการดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะต้องประเมินสภาวะ และความเสี่ยงของผู้ใช้ยาอย่างใกล้ชิด และต้องติดตามความปลอดภัยระหว่างการใช้ยาอย่างใกล้ชิดด้วย ส่วนอาหารเสริมทั้งหลายที่จำหน่ายในท้องตลาด ที่อ้างเกินจริงว่าช่วยลดน้ำหนักก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ และต่อพิจารณาให้ดีก่อนใช้ 

การที่ผู้บริโภคเลือกใช้ก็ต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก อย่างน้อยต้องมีเครื่องหมาย อย. และผลิตอย่างถูกต้องตามที่ขออนุญาตกับ อย. และหลังรับประทานแล้ว ผู้บริโภคต้องสังเกตว่าเกิดอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการปากแห้งคอแห้ง ปวดหรือเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ใจสั่น นอนไม่หลับ ท้องผูก หรือไม่ถ้ามีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่อาหารเสริมที่ใช้อยู่ น่าจะมีสารต้องห้าม นั่นหมายถึงผู้ใช้ยาหรืออาหารเสริมกำลังตกอยู่ในอันตราย และอาจเสียชีวิต

บทความนี้จะไม่กล่าวถึงชื่อยาลดน้ำหนักที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่จะพูดถึงสารไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเคยถูกใช้เป็นยาลดความอ้วนอย่างถูกต้องมาก่อน แต่ในที่สุดหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง พบว่าผู้ใช้ยานี้เพื่อลดน้ำหนักเกิดความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือดเส้นเลือดในสมองแตก หัวใจหยุดเต้น ในที่สุดสารนี้จึงถูกยกเลิกการใช้เป็นยา และห้ามนำไปใส่ในผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเด็ดขาด 

แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบมักลักลอบนำสารนี้ไปใส่ในผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณว่าช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นเรื่องผิดทั้งกฎหมายและผิดจริยธรรม แต่ผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบเหล่านั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ หากผู้บริโภคมีความฉลาด และรอบคอบในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีความเข้าใจเรื่องการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจว่าหากเราใช้เวลาหลายเดือนจนถึงเป็นปีกว่าจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ 10 กิโลกรัม ก็คงต้องใช้เวลานานเช่นกันเพื่อลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม และหากคิดว่าจำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ ก็ต้องไปพบแพทย์ ไม่ใช่ซื้อยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงไปใช้เอง แต่หากตัดสินใจทดลองไปแล้ว เมื่อเกิดอาการข้างเคียง หรืออาการผิดปกติก็ต้องหยุดใช้ทันที

ท้ายสุด ขอฝากให้ผู้ใช้ยาลดความอ้วน หรือผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรไปปรึกษาหาความรู้จากผู้ที่รู้จริง และเป็นคนที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง และโปรดระลึกไว้ว่า ความรู้เท่าทันคำชวนเชื่อบวกกับการมีสติ คือทางเดียวที่ทำให้เราไม่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงอันตราย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มากับช่วงเปิดเทอม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809513

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มากับช่วงเปิดเทอม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มากับช่วงเปิดเทอม

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.55 น.

เมื่อเปิดเทอมใหม่ สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองจะต้องประสบ คือการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ของลูก หลาน เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องปกติสำหรับคนบางคน เพราะเห็นว่าเมื่อเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อยู่ร่วมกัน เล่นด้วยกัน เมื่อมีเด็กบางคนป่วย ก็จะแพร่เชื้อโรคไปยังเด็กอื่นๆ ได้ไม่ยากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้างจนเกินไป จนกลายเป็นโรคระบาด

โรคที่ติดต่อกันได้ง่ายเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่เด็กคือไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส โดยทั่วไปไข้หวัดธรรมดามีอาการไม่รุนแรง แต่สำหรับไข้หวัดใหญ่ หากผู้ป่วยเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน อาจรุนแรงจนต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และยังมีโอกาสที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุติดไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ไปด้วย แต่ยังโชคดีที่ไข้หวัดใหญ่มีวัคซีนป้องกันแล้ว

อันดับต่อมาคือ โรคตาแดง สามารถเกิดจากทั้งเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ติดต่อจากการสัมผัสกับขี้ตา น้ำตา ซึ่งปนเปื้อนมากับของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย ต่อจากโรคตาแล้ว โรคที่พบบ่อยเหมือนกันคือ โรคมือเท้าปาก โรคนี้มักเกิดในเด็กเล็ก แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูกน้ำลายซึ่งอาจตกค้างอยู่ในของใช้ของผู้ป่วยเหมือนกับโรคตาแดง และอีกโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส คือ โรคอีสุกอีใส ซึ่งแพร่กระจายผ่านการไอจาม และสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย

จะเห็นว่าโรคที่กล่าวถึงมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นโรคติดเชื้อ โดยมักจะเป็นเชื้อไวรัส หรือไม่ก็เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งไข้หวัดใหญ่ กับอีสุกอีใสมีวัคซีนป้องกัน ผู้ปกครองสามารถพิจารณาพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่สุขภาพไม่ค่อยดีอย่างน้อยก็เป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพราะอย่างไรเสียเด็กๆ ก็ต้องไปอยู่รวมตัวกันที่โรงเรียน 

ส่วนในเด็กเล็กมากๆ การป้องกันโรคติดเชื้อเหล่านี้อาจยังทำได้ยาก แต่เด็กที่โตขึ้นมาสักหน่อย พอรู้ความแล้ว ผู้ปกครองสามารถสอนให้บุตรหลานรู้จักพฤติกรรมที่ถูกสุขลักษณะ เช่น การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ การไม่ใช้หลอด แก้วน้ำ หรือช้อนส้อมร่วมกับผู้อื่น การใส่หน้ากากอนามัย ที่สำคัญคือเมื่อบุตรหลานเกิดอาการไม่สบาย มีไข้ มีน้ำมูก ผู้ปกครองต้องให้บุตรหลานหยุดเรียน นอกจากเพื่อให้มีโอกาสได้พักรักษาตัวแล้วยังเป็นการป้องกันการแพร่เชื้ออีกด้วย

นอกจากเด็กๆ อาจจะป่วยในช่วงเปิดเทอมใหม่แล้ว บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ ผู้สูงอายุในบ้าน เพราะเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำตามอายุ ยิ่งกรณีที่ท่านเหล่านั้นมีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเบาหวาน โรคปอด หรือโรคอ้วนด้วยแล้ว หากได้รับเชื้อโรคจากบุตรหลานก็ยิ่งมีความเสี่ยงเจ็บป่วย และเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ดังนั้นเมื่อหลานวัยเรียนเจ็บป่วย ก็ควรแยกจากปู่ย่าตายายจนกว่าจะหายดี รวมถึงผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก็ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ และหรือวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสด้วย เพราะถึงแม้ว่าผู้สูงอายุจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหนก็จริง แต่หากอยู่ในบ้านเดียวกันกับเด็กวัยเรียน หรือแม้แต่คนวัยทำงาน ก็ยังมีความเสี่ยงติดเชื้อจากบุคคลเหล่านี้ได้อยู่ดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย