โกงฝังลึกไทยแลนด์“โคม่า”ในสายตานานาชาติ : ตัวเร่งผ่าตัด สกัดเชื้อชั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/845522

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

ห้วงสัปดาห์แห่งความสุขในเทศกาลตรุษจีน เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยความคึกคัก

คนไทยเชื้อสายจีนได้เวลาพัก กิน เที่ยว แจกอั่งเปา ฉลองตามประเพณี

ขณะที่บรรยากาศการเมืองก็ยังเดินไปตามกระบวน การโรดแม็ป ภายหลังรัฐบาลได้รับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืนมาเพื่อแก้ไขตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา

ตามขั้นตอนจะมีการนัดประชุมคณะกรรมการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบเวลาในการแก้ไขจนนำขึ้นทูลเกล้าฯเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้

ส่วนที่รัฐบาล คสช.กำลังเร่งเครื่องเดินหน้าก็คือเรื่องของการปรองดอง

ล่าสุดอยู่ในขั้นของการตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งการให้ปรับแก้ไข โดยเน้นโครงสร้างให้มีนักวิชาการด้านพลเรือน ทั้งสายนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รวมทั้งสายอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วม

ให้เกิดความหลากหลาย ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะทหาร

โดยดำเนินการคู่ขนานไปกับภาพใหญ่ของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่อยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างและวางตัวบุคคลเข้าเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ

ยังอยู่ระหว่างจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง

และนั่นหมายถึงกระบวนการกำหนดรูปแบบพิจารณาเนื้อหาของการปรองดอง จะเริ่มต้นก็ต่อเมื่อคณะกรรมการ ชุดทำงานครบองค์ประกอบเรียบร้อยก่อน

ตอนนี้ที่โยนหินกันออกมา ไม่ว่าจะข้อเสนอของทีมงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือสูตรของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รวมทั้งข้อท้วงติงของนักการเมือง

ยังเป็นแค่แนวคิดที่ฟุ้งกระจาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.ประวิตรยืนยันแล้ว ต้องให้ได้เนื้อได้หนังภายในกำหนด 3 เดือน

“พี่ใหญ่” ออกแรงลุ้นสร้างผลงานประวัติศาสตร์เต็มกำลัง

ในอารมณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แสดงท่าทีมั่นอกมั่นใจ ไม่ได้ยี่หระ หากมีพรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่เข้าร่วมในการกระบวนการปรองดอง ก็ช่วยอะไรไม่ได้

เพราะ คสช.ให้ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้ามาพูดจาในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

พูดเป็นนัย “ล็อกคอ” นักการเมืองที่เป็นโจทย์ปัญหาหลักของการปรองดอง ถ้าไม่มองประเทศชาติและประชาชนอยู่ในสายตาว่าจะเดินหน้าต่อไปกันอย่างไรให้ทันต่อสถานการณ์โลก

อนาคตก็ไม่ควรเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล

ตามอาการสะท้อนเงื่อนสถานการณ์ปรองดองที่ทหารกุมความได้เปรียบไว้แทบทุกประตู อ่านเกมรู้ทาง นักการเมืองยังไงก็โหยหาการเลือกตั้ง อยากกลับมาทวงอำนาจเป็นรัฐบาล

ถ้ายังยึกยักไม่ร่วมวง ทหารก็ได้โอกาสลากยาวอำนาจพิเศษออกไป

นี่คือ “ไม้ตาย” ที่จะทำให้ปรองดองรอบนี้ เข้าใกล้ความจริงมากกว่ารอบที่ผ่านมา

เรื่องของเรื่อง จับทางแต่ละขั้วขัดแย้งที่สะท้อนท่าที ยื่นสารพัดเงื่อนไขต่างๆนานา มันก็แค่ลีลาการต่อรองผลประโยชน์ให้เข้าทางตัวเองมากที่สุด

นี่แหละคือจุดที่เป็นปมติดขัดของปรองดองอย่างแท้จริง

สรุปได้เลย “ผลประโยชน์” คือที่มาของวิกฤติเมืองไทย ต้องนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่

เรื่องของเรื่อง ในขณะที่กระบวนการปฏิรูปและการปรองดองกำลังติดเครื่องเดินหน้ารอบใหม่ และพอจะเริ่มเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์

มันยังไม่วายมีปมร้อนฉาวๆแทรกเข้ามา

กรณี “สินบนข้ามชาติ” จากการที่บริษัท โรลส์รอยซ์ ยักษ์ใหญ่วง การเครื่องยนต์ของโลก ได้แถลงขอโทษต่อสาธารณชน ภายหลังจากยอมจ่ายค่าปรับ 497 ล้านปอนด์ ให้กับสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ และอีก 141 ล้านปอนด์ให้กระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา

แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีอาญา ในข้อหาติดสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะใน 7 ประเทศ คือ จีน อินเดีย รัสเซีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไนจีเรีย

รวมถึงประเทศไทยที่มีมูลค่าสินบนอยู่ที่ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1,300 ล้านบาท

ในการจัดซื้อขายเครื่องยนต์ให้กับบริษัทการบินไทยฯ และยังลามถึงบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

โดยเหตุเกิดระหว่างปี 2534-2548 คาบเกี่ยวมาตั้งแต่ยุครัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลทหาร รสช.ที่มี “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ไล่มาจนถึงยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ฟาด “หัวคิว” กันมาแทบทุกรัฐบาล

เรื่องเพิ่งแดงมาประจานหลังผ่านไปนับสิบปี

ตามอาการแบบที่รัฐบาลทหาร คสช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่างกระโดดเข้าร่วมวง

เทกแอ็กชั่น “กัดติด” คดีดังโรลส์รอยซ์ แบบไม่ปล่อย

ถึงขั้นที่ ป.ป.ช.อังกฤษต้องท้วงติงกลับมาว่าหน่วยงานในประเทศไทยแย่งกันขอข้อมูลจนสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หน่วยไหนทางการ หน่วยไหนมั่ว

แต่ที่แน่ๆ “ผู้ให้” ในต่างประเทศโดน “จับได้” คาหนังคาเขา

หลายฝ่ายก็เฝ้าจับตา “ผู้รับ” ในประเทศไทย จะมีปาฏิหาริย์ลอยนวลตามฟอร์มอีกหรือไม่

เพราะมีการย้อนไปเปรียบเทียบกับโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดจีที 200 ของกองทัพ ที่ภายหลังพิสูจน์ว่าใช้การไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ เป็นแค่ “ไม้ล้างป่าช้า” คนขายที่อังกฤษโดนจับติดคุกไปแล้ว

แต่คนซื้อที่เมืองไทยยังลอยตัว แถมมีตำแหน่งใหญ่โต

และจากสินบนโรลส์รอยซ์ ปมสินบนข้ามชาติยังลามต่อเนื่อง เมื่อเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯได้แจ้งถึงการจ่ายค่าปรับจำนวนมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ของบริษัท เจเนอรัล เคเบิล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสายเคเบิลและสายไฟฟ้าจากรัฐเคนตักกี เพื่อยุติการสอบสวนดำเนินคดีกับบริษัท ฐานติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศทั้งเอเชียและแอฟริกา ซึ่งรวมถึงไทย

โยงถึงค่าหัวคิวในการจำหน่ายอุปกรณ์สายเคเบิลไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

ตามข่าวเหตุเกิดในยุครัฐบาลของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นั่นก็ทำให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เด้งรับ สั่งลุยคุ้ยทันควัน

กระแสสินบนข้ามชาติโดนประจานจากต่างประเทศ 2-3 คิวติดๆ

และโดยสถานการณ์เหมือนจะล้อกันเลย กับการที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Tran-sparency International) ได้เปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2559

พบว่า ประเทศไทยที่เคยอยู่อันดับที่ 76 เมื่อปี 2558 ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ

คะแนนลดจาก 38 เหลือ 35 ในอาเซียนเหนือกว่าแค่ลาว พม่า กัมพูชา

งามหน้า เขินอายกันทั้งประเทศ

ก่อนอื่นเลย มันสะท้อนเลยว่าภายใต้รัฐบาลอำนาจพิเศษที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศถือธงนำปฏิรูปใหญ่ประเทศ เดินหน้าทำสงครามกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชัน

รัฐธรรมนูญใหม่ กฎหมาย ป.ป.ช. คาดโทษถึงขั้นประหารชีวิต

อัด “ยาแรง” ขั้นสูงสุด ยังฉุดสถานการณ์โกงไม่อยู่

ต่างชาติยังไม่ให้น้ำหนักกับสถานการณ์ที่ยังเป็นแค่ “รูปแบบ” หรือคำพูดสวยหรู

ลำพังเครดิตของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่มีนอกมีใน หลังบ้านปิดประตูลงกลอนแน่นเจาะไม่ได้

“ผู้นำหัวไม่ส่าย” ไม่สามารถฉุดประเทศให้สูงขึ้น ทำอันดับให้หลุดพ้นจากโซนคอร์รัปชันได้

กลายเป็นว่า หนึ่งในเงื่อนไขในการลดอันดับความโปร่งใสของไทยมาจากการมีรัฐบาลอำนาจพิเศษ ที่ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลขาดความเป็นอิสระ

แม้แต่กระบวนการทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่ายต่อต้านยังถูกจองจำ

โลกสากลให้น้ำหนักไปที่กระบวนการตรวจสอบโดยอิสระภายใต้ประชาธิปไตย และจับเอามาพัวพันเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับปมทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลย เงื่อนไขสำคัญมันอยู่ที่พฤติกรรมที่ชาชินจนกลายเป็นวัฒนธรรมชาติไทย

ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงผลประโยชน์ เห็นแก่ตัวเองมาก่อนใคร

ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหน นักการเมือง ทหาร ไม่เว้นยุค “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ที่ขึ้นชื่อเรื่องผุดผ่อง

“โกงฝังลึก” ไทยแลนด์โคม่าในสายตานานาชาติ

นี่คือ “ตัวเร่ง” สถานการณ์บังคับให้ต้องผ่าตัดใหญ่ กู้วิกฤติทุจริตคอร์รัปชัน

โจทย์แทรกของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องสกัด “เชื้อชั่ว” ไม่ให้ลุกลามถึงขั้นทำประเทศไทยล้มละลาย

ตามเงื่อนสถานการณ์ “ปรองดอง” ว่าโคตรยากแล้ว

แต่ลุยล้างคอร์รัปชันยิ่งเหนื่อยกว่าอีกหลายเท่า.

“ทีมการเมือง”

 

เจอคลื่นแทรกเสียรังวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/845400

ขยับลีลาขัดจังหวะปรองดองของรัฐบาล

ในท่าทีล่าสุดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางมาศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของรัฐบาลในการชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท

เล่นซีนถนัด เสียงสั่นน้ำตาคลอ ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โอดครวญถึงความทุกข์ระทมที่เจอหนี้ก้อนโตมหาศาลที่ชั่วชีวิตไม่มีทางชดใช้หมด

เรียกคะแนนสงสาร ขอความเห็นใจจากแฟนคลับ หลังเจอไล่เช็กบิล อาจถึงขั้นถูกอายัดทรัพย์ขายทอดตลาด เหมือนคนที่สิ้นเนื้อประดาตัว

ทวงขอความเป็นธรรมผ่านหน้าสื่อ สวนบรรยากาศที่รัฐบาลทหารกำลังเล่นบทปรองดอง ปูทางสร้างความสมานฉันท์
นั่นก็เป็นลีลาของ “อดีตนายกฯปู” ที่ต้องกระทุ้งขอความเป็นธรรมอยู่เป็นระยะๆในภาวะที่มีคดีติดตัว แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการสร้างความปรองดองยังเป็นไปด้วยดี หลายฝ่ายไม่ได้ปิดประตูหย่าศึกสีเสื้อ

ภาพรวมแม้จะไม่ราบรื่นเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ติดขัดไปเสียทั้งหมด

แต่ที่เป็นคิวแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศจริงๆคือ กรณี “สินบนข้ามชาติ” รวมถึง

กรณีเหตุการณ์ระดับบิ๊กข้าราชการไทย ถูกจับที่ประเทศญี่ปุ่น ข้อหาขโมยภาพวาดในโรงแรม ขณะเดินทางไปราชการ ต่างประดังเข้ามาทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยต่อเนื่อง

ไล่มาตั้งแต่ “สินบนโรลส์รอยซ์” มาถึง “สินบนบริษัท เจเนอรัล เคเบิล” ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปเต็มๆ

แม้ไม่ใช่กรณีทุจริตในยุครัฐบาลทหาร เนื่องจากเกิดขึ้นในยุคคาบเกี่ยวหลายรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา แต่ความอื้อฉาวที่เกิดขึ้น มันกระทบต่อชื่อเสียงประเทศโดยตรง

เพราะดันประจวบเหมาะกับช่วงที่ประเทศไทยถูกองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติหั่นเรตติ้งคะแนนความโปร่งใส ประจำปี 2559 เหลือ 35 คะแนน หล่นจากอันดับ 76 มาอยู่ลำดับที่ 101

ดัชนีทุจริตของประเทศสูงขึ้นอีกรอบ ในยุคที่กองทัพประโคมจุดยืนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นจุดขายมาตลอด เป็นสิ่งที่ผู้นำ คสช.จะอยู่นิ่งไม่ได้

กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องกวดขันลงดาบปราบโกง แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา

แม้กระทั่ง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. องค์กรหลักที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต ยังยอมรับตรงๆว่า เห็นผลการจัดอันดับแล้วตกใจที่คะแนนความโปร่งใสของประเทศตกต่ำลง

ที่สำคัญตามท้องเรื่องที่ปรากฏตามหน้าสื่อ ดัชนีการทุจริตที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยตามที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติประเมินออกมา ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยผูกโยงจากสถานภาพรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความเห็น

เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทยได้เหน็บแนมตีกินกันสนุกปาก ซัด คสช.เป็นต้นเหตุฉุดคะแนนคอร์รัปชันของประเทศให้แย่ลง

สถานะความไม่เป็นประชาธิปไตยในบ้านเมือง ถูกต่างชาตินำมาคำนวณเป็นคะแนนความโปร่งใสของประเทศไทย ทำให้กองทัพเสียรังวัด

และเผลอๆอาจกระทบไปถึงความเชื่อมั่นทางคดีระหว่างประเทศ อย่าง “คดีสินบนโรลส์รอยซ์”

จากสัญญาณแปร่งๆที่เลขาธิการ ป.ป.ช.ระบุว่า สำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ)

แสดงความกังวลว่า จะมีการใช้อำนาจภายในรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงกระบวนการดำเนินคดีสินบนโรลส์รอยซ์หรือไม่

ในสภาวะที่เริ่มมีเสียงเชียร์ให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 รื้อฟื้นคดีสินบนโรลส์รอยซ์ในส่วนที่หมดอายุความไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่ จน ป.ป.ช.ต้องรีบปรามไม่อยากให้ใช้อำนาจภายในรัฐบาลเข้ามาก้าวก่ายเรื่องอายุความ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศและ ป.ป.ช.ให้เสียหายหนักขึ้น

องค์กรต่างชาติหันมาจับจ้องอำนาจพิเศษอีกระลอก แสดงท่าทีกดดันไม่ตอบรับการทอดเวลาอยู่ยาวรัฐบาลทหาร ขยายแผลจากปมทุจริต กลายเป็นแรงเสียดทานไปสู่เรื่องอำนาจประชาธิปไตย

เจอคลื่นแทรกกระหน่ำ คสช.ต้องทรงตัวให้ดี.

ทีมข่าวการเมือง

 

เครดิตบังคับ ‘ล้างโกง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844656

ปีแห่งการ “แฉ”

ก็น่าจะเข้าเค้าตามตำราหมอดูที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ

และหัวหน้า คสช.ยกมาเอ่ยอ้าง

เริ่มต้นปี 2560 ไม่เท่าไหร่ เรื่องฉาวโฉ่ปมโกงออกมาถี่

ไล่ตั้งแต่บริษัทโรลส์รอยซ์ยอมรับกับสำนักงานการปราบปรามการทุจริตร้ายแรงของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ว่า ได้จ่ายสินบนเพื่อขายเครื่องยนต์ให้บริษัทการบินไทย และเครื่องจักรให้กับ ปตท.

ตามด้วยบริษัท เจเนอรัล เคเบิล คอร์ปอเรชั่น ยอมรับกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ไทย เพื่อขายสายเคเบิลให้หน่วยงานรัฐของไทยคือ กฟภ. กฟน. และทีโอที

2 ดอกฉาวซ้ำ ทำเอาเต้นกันยกแผง

ทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงต้นสังกัด ฝ่ายการเมืองที่ถูกข้อมูลร้อนพาดพิง โดยเฉพาะกรณีโรลส์รอยซ์ตั้งแต่ปี 2534–2548 ดาหน้าชี้แจง

เคลียร์คิว “อดีตตามหลอน” กันพัลวัน

และแน่นอนองค์กรตรวจสอบต่างๆรับลูก ขึงขังเงื้อดาบพร้อมเพรียง

แต่เหนืออื่นใด ถึงกรณีเป็นเรื่องเก่าต่อเนื่องจากครั้งอดีตแต่เมื่อปม “สินบนข้ามชาติ” มาเปิดแฉในยุคนี้ “บิ๊กตู่” ก็ลอยตัวแบบสบายตัวไม่ได้เหมือนกัน

“สืบได้หรือไม่ก็ไม่รู้ หลักฐานไม่มี เว้นแต่สอบได้ทางโน้น แต่จะพยายามทำทุกอย่าง”

ถึงออกตัว แต่เมื่อประกาศคิวล้างโกงเป็นอีกโจทย์ใหญ่หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ประกอบกับมี “จุดแข็ง” เรื่องความสุจริต โชว์จุดขาย “ล้างโกง” มาตลอด

จึงเป็นไฟต์บังคับผู้นำอำนาจพิเศษต้องออกแรง

ในจังหวะเดียวกัน องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติเผยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2559 จาก 176 ประเทศ พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนความโปร่งใส 35 คะแนน ลดลงจาก 38 คะแนนในปี 2558

อันดับความโปร่งใสหล่นจากอันดับ 76 ในปี 2558 มาอยู่ที่อันดับ 101

ไทยแลนด์สอบตก เครดิตร่วงรูด

จากคิวร้อนมาถี่ สะท้อนถึงสถานการณ์ปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ปัญหาสินบน คอมมิชชั่น เงินใต้โต๊ะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา ค่าดำเนินการ กลายเป็นเรื่องปกติในระบบอุปถัมภ์

จุดเริ่มของการโกง ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ยาก

แต่อีกมุม ถือเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายต่างๆตื่นตัว เรียกร้อง “อำนาจพิเศษ” จริงจังเด็ดขาดคิวนี้

ล่าสุดนายบรรยง พงษ์พานิช อดีตที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะกรรมการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เรียกร้องผู้นำให้ใช้อำนาจ ม.44 มอบอำนาจให้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

สะกิดผู้นำเร่งเคลียร์โจทย์โกงให้รวดเร็ว

อีกทางฝั่งการเมือง ก็เริ่มส่งเสียงเรียกร้อง ดักทางอำนาจพิเศษ ให้ตรวจสอบจริงจัง ไม่ปล่อยให้ซ้ำรอยกรณีต่างๆ ทั้งปมซีทีเอ็กซ์ จีที 200 เรือเหาะ ที่ถึงที่สุดสรุปออกมา “ไม่มีอะไรในกอไผ่”

เรียกร้องไห้อุดช่องโหว่กฎหมาย ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานรัฐ กองทัพ ไปจนกระทั่งพาดพิงคิวต่อสัญญา

ยาวศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ โยงคอนเน็กชั่นผู้มีอำนาจ ฯลฯ

รวมทั้งเสียงเรียกร้องรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ที่เคยอยู่ร่วมรัฐบาลที่ถูกพาดพิงปม “สินบนข้ามชาติ”

ขุดข้อมูลอดีต ให้ร่วมแสดงความรับผิดชอบ

จึงเห็นได้ชัด แรงกระแทกเริ่มพุ่งใส่ “จุดแข็ง” อำนาจพิเศษ

และแน่นอนหากโจทย์ “แก้โกง” จั่วลมบ่อยๆ ย่อมกระทบไปถึงการแก้โจทย์อื่นๆที่เริ่มติดเครื่องเดินหน้า ทั้งการปฏิรูป

การทำยุทธศาสตร์ชาติ สร้างความปรองดองสามัคคี

เพราะที่รัฐบาลได้ “ไฟเขียว” คุมเกมบ้านเมือง ส่วนสำคัญก็เพราะประชาชน “เชื่อถือ–เชื่อมั่น”

ฉะนั้นคิวแก้โกง-ล้างทุจริต จึงถือเป็นโจทย์เร่งด่วน เพื่อรักษาเครดิตของผู้นำ.

ทีมข่าวการเมือง

 

รอบนี้โมเดล ‘ตู่-ป้อม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/843975

ไม่ยึดติดกับอดีต มุ่งไปข้างหน้า

ตาม “คอนเซปต์” การปรองดองรอบใหม่ที่หัวขั้วอำนาจปัจจุบันอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กับพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม วางเกณฑ์ไว้

นั่นจึงไม่มีการนิรโทษกรรมล้างผิด ไม่พูดถึงการอภัยโทษ เลี่ยงโจทย์ปัญหาโลกแตกที่ทำให้การปรองดองต้องสะดุดมาตลอด

รวมถึงการปฏิเสธการใช้โมเดล “66/23” ยุทธศาสตร์สลายคอมมิวนิสต์ ของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

เน้นสูตรปรองดองของ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” เท่านั้น

เรื่องของเรื่อง “มากคนมากความ” ถ้าเอาตามฝ่ายนั้น ก็ต้องเจอเสียงต้านจากฝ่ายนี้

อย่างที่เห็นลำพังแค่ไม่ทันไร พรรคเพื่อไทยยังตั้งแง่ใส่ทหาร คสช.เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่คนกลาง แล้วถ้าเอายุทธศาสตร์ของ “ป๋าเปรม” ที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขคนสำคัญมาเป็นโมเดลปรองดอง มันยิ่งหนีไม่พ้นแรงเสียดทานจากฝ่าย “ทักษิณ” และเสื้อแดง

เท่ากับไปเขี่ยเชื้อไฟเก่าให้แรงขึ้นมา

ยังไง คสช.ก็ไม่เสียเวลาเดินย้อนรอยทางเก่า ทำปฏิวัติ “เสียของ” ซ้ำ

ที่น่าจับตาจริงๆก็คือท่าทีมั่นอกมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ได้ยี่หระ หากมีพรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่เข้าร่วมในกระบวนการปรองดอง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะ คสช.ให้ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้ามาพูดจาในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

หากไม่พูดก็แสดงว่า พรรคการเมืองนั้นไม่ได้มองประเทศไทยอยู่ในสายตาว่า เราจะเดินหน้าประเทศกันอย่างไร จะเดินยุทธศาสตร์ชาติอย่างไร จะพัฒนาแก้ไขเศรษฐกิจให้ทันต่อสถานการณ์โลก

ถ้าเขาไม่พูดเรื่องเหล่านี้ แล้วจะเข้ามาเป็นรัฐบาลกันได้หรือในวันข้างหน้า

เอาอนาคตรัฐบาลวันหน้าเป็นเดิมพันกันเลย

พล.อ.ประยุทธ์ “ล็อกคอ” นักการเมืองคือตัวปัญหาหลักของโจทย์ปรองดอง

ตามเหลี่ยมทหารยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวมเป็นตัวตั้ง ถือเอาความต้องการของประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เป็นบรรทัดฐาน

ขีดเส้น ตีกรอบให้นักการเมืองเดินกลับเข้าลู่เข้าทาง

ใครทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลอง ต่อรองผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็ต้องเสี่ยงกระแสตีกลับ

เรื่องของเรื่อง ความได้เปรียบอยู่กับทหารทุกประตู

ปล่อยให้อดอยากปากแห้งมา 2-3 ปี สถานการณ์ลากมาถึงตรงนี้ คสช.อ่านเกมขาด ตามฟอร์มนักการเมือง ใครไม่อยากเลือกตั้ง โดยเงื่อนไขที่รู้กันดีถ้าปรองดองรอบนี้ล่ม แนวโน้มปล่อยเลือกตั้งไปก็ไม่มีหลักประกันจะไม่วุ่นวายภายหลัง

เป็นข้ออ้างอย่างชอบธรรมให้ คสช.ลากเกมอำนาจต่อ

นี่คือปัจจัยที่มีน้ำหนักมากสุดที่เอื้อให้ปรองดองเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ไม่อย่างนั้นระดับ “ขุน” อย่าง “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” คงไม่ขยับเดินหมากเอง

นั่นก็เพราะเห็นถึงโอกาสลุ้นเดิมพันสำคัญ

โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตรที่ดูท่าจะตั้งความหวังกับการสร้างผลงานประวัติศาสตร์ทิ้งทวนก่อนลงหลังเสือแบบปลอดภัย สบายเนื้อสบายตัว

จับความเคลื่อนไหว “พี่ใหญ่” ที่รับธงเป็นหัวหอก ประสานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง

เดินสายขอแรงสนับสนุนจากทุกวง เปิดใจพูดทุกเวที

สร้างบรรยากาศรองรับโหมดปรองดองเต็มที่

ล่าสุด พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้ปรับแก้ไขบางส่วนของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง

โดยจะเน้นโครงสร้างให้มีนักวิชาการด้านพลเรือนทั้งสายนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รวมทั้งสายอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความปรองดองมากขึ้น

แน่นอน มุมนี้ก็เพื่อให้เกิดความหลากหลาย เพิ่มความเป็นธรรมชาติ

ลดโทนภาพท็อปบูตจี้บังคับให้ปรองดอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรับโทนลดเสียงแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/843242

สถานการณ์แตกแยกร้าวลึกในหมู่อเมริกันชนลามไม่หยุด

ตามฉากล่าสุดที่ฝ่ายต้านกับฝ่ายหนุนประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดศึกทะเลาะวิวาทกันบนเครื่องบินว่าด้วยปมการเมือง เรื่องบานปลายจนต้องถูกเชิญตัวลงจากเครื่อง

เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ ลูกสาวของประธานาธิบดี “ทรัมป์” ก็โดนฝ่ายต่อต้านตะโกนด่าขณะโดยสารบนเครื่องบิน

อาการ “เกลียดทรัมป์เข้าไส้” กระตุ้นแรงเสียดทานตั้งแต่ประเดิมรับตำแหน่ง

ในจังหวะที่ปฏิบัติการ “ล้มโต๊ะ” รายวัน หลังจากประเดิมงานแรกในการรับตำแหน่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ประธานาธิบดี “ทรัมป์” ได้ลงนามคำสั่งพิเศษคำสั่งแรกเกี่ยวกับการยกเลิกประกันสุขภาพ “โอบามาแคร์” ของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ล่าสุดประธานาธิบดี “ทรัมป์” ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว ในการถอนสหรัฐฯออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) อย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง ป่วนทั้งโลก

ปรากฏการณ์ “ทรัมป์” ทำสหรัฐฯและทั้งโลกตกอยู่ในห้วงบรรยากาศแตกแยก

ในห้วงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดปรองดองอีกคำรบ

ตามรูปการณ์ที่ออกตัวได้แรงกว่ารอบที่ผ่านๆมา เพราะ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ออกหน้าฉากเล่นเองกับ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

ด้วยสถานะ “หัวขั้ว” ที่คุมเกมอำนาจปัจจุบัน บวกกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่เอื้อให้ทั้งในมุมของโรดแม็ปเลือกตั้งและบรรยากาศพระราชพิธีสำคัญ

มันย่อมมีน้ำหนักมากกว่าคณะทำงานลอยๆที่ศึกษาแล้วเก็บใส่ลิ้นชัก

ระดับ “ขุน” ขยับเดินหมากเอง มันต้องมีเดิมพันสูงตามรูปเกม

ใครอ่านหมากผิด ประเมินเกมพลาด อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว

ที่แน่ๆตามฉากสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ล่าสุด “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.พร้อมคณะ เดินทางเข้าให้กำลังใจนายเสรี วงษ์มณฑา นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

พร้อมร่วมสังเกตการณ์รับฟังการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ ในคดีก่อการกบฏอั้งยี่ สืบเนื่องมาจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

จบศึกไป 2-3 ปี กปปส.ยังต้องสู้คดีที่ค้างเป็นชนักปักหลัง

แพ้ ชนะ ยังต้องเหนื่อยกันอีกนาน

บวก ลบ คูณ หาร แน่นอนถึงตรงนี้คงต้องคิดมันคุ้มแค่ไหนกับที่ลงทุนลงแรงกันไป

และก็เป็นอะไรที่แปร่งไป ฟังจากน้ำเสียงของ “ลุงกำนัน” ที่ลดโทนลงอย่างเห็นได้ชัด “ผมไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะจะต้องรอให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนก่อน”

จากนาทีแรกที่ปฏิเสธเสียงแข็งไม่ขอร่วมวงลงนามใน “เอ็มโอยู” ปรองดอง

ไม่เอาด้วยกับมุกที่ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” โยนทุ่นออกมา

ผ่านมา 6-7 วัน “ลุงกำนัน” คงมีเวลาคิดทบทวนอะไรได้

โดยเฉพาะกับอาการปัดมือที่รัฐบาลทหาร คสช.ยื่นโอกาสมาให้ ในบรรยากาศที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมให้น้ำหนักกับทหารมากกว่านักการเมือง

สถานะของหัวขั้วขัดแย้งที่เป็นตัวก่อปัญหา ลากบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤติ
ไม่มีสิทธิที่จะตั้งแง่ต่อรองใดๆ

ในอารมณ์ “เด็กดี” รอบนี้นายสุเทพยืนยันเลยว่า ตนเองและมูลนิธิ กปปส. พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างความปรองดอง เพราะเห็นถึงความตั้งใจจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งใจว่า หากมีการเชิญตนเองให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรองดองก็ยินดี พร้อมเสนอแนวทางให้รัฐบาลเพื่อทำให้เกิดความปรองดองในระยะยาวให้ได้

เรื่องของเรื่อง น้ำกำลังแรง กระแสเชี่ยวกราก

จากข้อมูลวงนอกวงใน ปัจจัยเอื้อปรองดองรอบนี้ มีทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึก

พวก “ไอ้เข้ขวางคลอง” ไม่รู้ต้องเจอของแข็งอะไร.

ทีมข่าวการเมือง

 

ไม่เสี่ยงตายดาบหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/842420

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มบันทึก สถานการณ์โลกนับจากนี้ไป

ภายหลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45

เริ่มต้นบทผู้นำเบอร์หนึ่งของโลก พร้อมกับภาพม็อบต่อต้านปรากฏการณ์

“วีเมิน’ ส มาร์ช” ผู้หญิงในสหรัฐฯและทั่วโลกเดินขบวนต่อต้านผู้นำอเมริกัน ที่ถูกจัดอยู่ในอารมณ์ “เกลียดเข้าไส้”

ประเดิมออกตัวด้วยสัญญาณไม่ค่อยสู้ดีซักเท่าไหร่

ตามเค้าลางอย่างที่เสียวๆกับปรากฏการณ์ “ทรัมป์” จะทำให้สั่นสะเทือนไปทั้งโลก

ที่แน่ๆต้องเตรียมตัวรองรับสถานการณ์กันแต่หัววัน ล่าสุดมีโปรแกรมสำคัญที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ นัดประชุมใหญ่ “ทูตพาณิชย์” หรือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

วาระสำคัญก็คือ ประเมินผลกระทบภาพปรากฏการณ์ “ทรัมป์” ต่อเนื่องกับสถานการณ์ “เบร็กซิต” ที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป

สถานการณ์แบบที่รองนายกฯสมคิดให้นิยามว่า “โลกาภิวัตน์ย้อนกลับ”

สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ชาติมหาอำนาจจะหันกลับไปอยู่ในกระแส “ชาตินิยม” เน้นสภาพความเป็นอยู่ภายในของประชาชนในชาติมาก่อนชาติอื่น

เชิดใส่กลไกเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน หันมาพึ่งพาตัวเอง

ซึ่งก็หนีไม่พ้นกระทบกับวงจรเศรษฐกิจโลก ทั้งการส่งออก การลงทุน การจ้างงาน

ประเทศไหนตั้งรับไม่ทัน อาการสาหัสแน่

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ในเมืองไทยที่กำลังอยู่ในจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน” สำคัญ ภายใต้บรรยากาศอ่อนไหวทั้งในมุมการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ

ตามสภาพการณ์ที่วิกฤติซ้อนวิกฤติได้ตลอดเวลา

นั่นไม่เท่ากับว่า ติดหล่มมานับ 10 ปี ประเทศไทยพลาดตกขบวนไม่ได้อีกแล้ว

ซึ่งก่อนอื่นเลย จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงบริหารระบบราชการก่อน

อย่างที่นายสมคิดชงนโยบาย “ผู้ว่าฯพันธุ์ใหม่” โดยเสนอแนวคิดในการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะเมืองสำคัญที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ให้เลือกคนหนุ่ม มีวิสัยทัศน์ เพื่อให้ทำงานได้ระยะยาว ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องและมั่นคงของนโยบาย เกิดความคล่องตัวในการบริหาร

เอื้อต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

เบื้องหลังว่ากันว่า เป็นแนวคิดที่ได้เห็นมาจากการบริหารของจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งผู้ว่าการบางมณฑลจะเน้นเลือกใช้คนหนุ่มที่มีความคล่องตัวในเชิงบริหารแบบบูรณาการ

ทำให้การตัดสินใจรวดเร็ว สอดคล้องต่อเนื่องกับนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลกลาง

“สมคิด” คิดในมุมของกัปตันทีมเศรษฐกิจของประเทศที่มีเดิมพันรองรับวิกฤติโลก

แต่ก็หนีไม่พ้นแรงเสียดทาน ยังไม่ทันขยับก็มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากนักการเมือง โดยเฉพาะคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ลากไปเอี่ยวกับ “ผู้ว่าฯซีอีโอ” ของยี่ห้อ “ทักษิณ”

ขุดผีมาหลอก เพื่อกระตุกแรงต้านตามฟอร์ม

และพูดไปพูดมา คนประชาธิปัตย์ก็เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง ลากไปเข้าทางนักการเมืองคุมฐานเสียงใหญ่ หนีไม่พ้นได้คนในปีกนักการเมือง

เรื่องของเรื่อง นักเลือกตั้งยังมองไม่พ้นหัวแม่เท้าตัวเอง

แต่บังเอิญว่า วันนี้เครดิตของนักการเมืองยังอยู่ในช่วงติดลบ เสียงไม่ค่อยดัง

ล่าสุดวัดกระแสจาก 2 โพล ที่มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน

“กรุงเทพโพล” ชี้ว่าหากวันนี้มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.8 จะสนับสนุนให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ “ซุปเปอร์โพล” ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 67.1 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จะทำให้เกิดความปรองดองในชาติได้ และส่วนใหญ่ร้อยละ 68.9 ไม่เชื่อว่านักการเมืองจะจริงใจทำให้เกิดความปรองดอง

โดยร้อยละ 71.8 เห็นว่า ถ้าไม่ปรองดองกันก่อน หลังเลือกตั้งจะขัดแย้งบานปลายเหมือนเดิม

ตามสถิติก็พอตั้งสมมติฐานได้ว่า ถ้าสถานการณ์ยังไว้วางใจไม่ได้ ประชาชนก็ยังอุ่นใจภายใต้การนำทางโดยรัฐบาลทหาร

มากกว่าจะเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้ากับนักการเมือง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรองดองฉบับคสช.เดินหน้าโรดแม็ป : วางกรอบเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/841354

“ยุทธศาตร์ชาติ-การปฏิรูป-การสร้างปรองดองจะเดินไปด้วยกัน”

น้ำเสียงหนักแน่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะนำพาบ้านเมืองไปให้ถึงจุดหมายดังกล่าวท่ามกลางบนถนนที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

เพราะหลังจากใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเลขานุการ ป.ย.ป.

ก่อนแตกกิ่งก้านคณะกรรมการให้ระดับรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล ประกอบด้วยคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.ประวิตร เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมดึง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายคณะอำนวยการสร้างความปรองดอง โดยจะมีการทาบทามนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วม และสร้างกระบวนรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง

โดยมีสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มีนายอำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นหัวหน้าสำนักงาน เพราะมีฝีมือในการประสานสิบทิศ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆนำเสนอให้ ป.ย.ป.

คณะกรรมการทุกชุดมีภารกิจสำคัญที่แตกต่างกันไป และจะเชื่อมโยงถักทอยุทธศาสตร์ชาติ-การปฏิรูปประเทศ-การสร้างความปรองดองให้ประเทศเดินหน้าไปได้เสียที ดีเดย์เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.60 แต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำงาน คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองกลับถูกสังคมจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ถึงมากที่สุด

เพราะที่ผ่านมามีคณะกรรมการศึกษาเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองหลายชุดแล้ว เช่น สถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานฯ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน

สุดท้ายก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก เพราะในห้วงเวลานั้นตัวแปรเหนือการควบคุมและปัจจัยต่างๆยังไม่เอื้อให้ขั้วขัดแย้งหันหน้าเข้าหากัน ครั้งนี้จะซ้ำรอยเดิมหรือจะเดินไปถึงจุดหมายตามที่สังคมตั้งความหวังเอาไว้

พล.อ.ประวิตร บอกว่า ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งใน ป.ย.ป.จะเริ่มนับจากปัจจุบันและปูทางไปสู่อนาคต โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามาร่วมรับฟังทุกกลุ่มการเมือง ทุกพรรคการเมือง เพื่อให้คณะกรรมการฯได้พิจารณาในภาพรวม และวางรูปแบบการสร้างความปรองดองให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติต่อไปในอนาคต

ไม่เกี่ยวกับอดีตในด้านคดีความ การนิรโทษกรรม การอภัยโทษ เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดต่อไปที่จะทำอะไรก็ไปทำหลังทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขแล้วฝ่ายการเมืองพยายามออกมาเรียกร้องเสนอการนิรโทษกรรมพ่วงท้ายเข้าไปด้วย พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่มี ไม่เอา ขอบอกว่าไม่เอาอดีต ขอให้ยึดปัจจุบันและวางแผนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคต คดีความที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว สุดท้ายศาลจะพิพากษา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ก่อนหน้านั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคณะทำงานศึกษาประเด็นกฎหมายที่จะส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการสร้างสังคมสันติสุข ในคณะกรรมาธิการการเมือง (กมธ.) ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เสนอผลการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดอง หนึ่งในข้อเสนอขอให้พักโทษคดีการเมือง พล.อ.ประวิตร บอกว่า ขอย้ำว่าจะไม่มีการมองย้อนอดีต เพราะมันจะเดินไปไม่ได้

เรามีหน้าที่ทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้ เริ่มจากการจะเชิญนักการเมืองมาเสนอแนะและลงสัตยาบันร่วมกัน มีข้อตกลงยาวเหยียดว่า ในอนาคตจะร่วมมือกันเดินหน้าปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ อาทิ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านการเมือง

ถ้านัก การเมืองคนไหนไม่ลงสัตยาบันก็ไม่ว่าอะไร ถ้าคนไหนตกลงทำสัตยาบันก็ร่วมมือกันเดินหน้าได้ ไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล ดูภาพรวมแล้วมันไปได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หนึ่งในนั้นที่จะต้องลงสัตยาบันคือ พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงข้างมากต้องสามารถจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่ได้คะแนนรองจะต้องไม่ยกพวกออกมาเคลื่อนไหวที่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี สามารถมีรัฐบาลชุดต่อไปที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง และบริหารประเทศโดยยึดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก

ผมเชื่อว่า ประชาชนทุกคนเห็นประโยชน์ร่วมกันกับกระบวนการเริ่มต้นปรองดองกัน ทุกคนต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ต้องการเห็นประเทศชาติเดินไปข้างหน้า โดยทุกฝ่ายเคารพต่อกฎหมาย สิ่งเหล่านี้นักการเมืองจะต้องรับปากและลงสัตยาบัน ถ้าใครหักหลังก็ขอให้ประชาชนและสังคมรับรู้ว่าคนนี้หักหลัง

เมื่อเรามีข้อเสนอที่ดีต่อสังคมออกมาแล้ว อาจจะจำเป็นต้องออกกฎหมาย หรือแก้ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้มาตรา 44 ในบางเรื่อง เพื่อให้เกิดกระบวนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ทีมข่าวการเมือง ถามย้ำว่า ข้อเสนอด้านการสร้างความปรองดองของรัฐบาลมาพร้อมข้อเสนอของ กมธ.ด้านการเมือง สปท.ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธานฯ เสนอทางออกต่อสังคม ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอชุดความคิดเดียวกัน พล.อ.ประวิตร บอกว่า คุณเสรีมาเข้าพบก็ได้อธิบายได้เข้าใจว่า ถ้าทำตามที่คุณเสรีเสนอ 1 ปีก็ไม่สำเร็จ ต่างกับโมเดลที่รัฐบาลเสนอทางออกแบบไทยๆ จะทำให้
ประเทศเดินหน้าไปได้

ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความ ต้องตัดทิ้ง ไม่เกี่ยวกับการพักโทษ การนิรโทษกรรม แต่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันให้ได้ ต่อให้ออกกฎหมายอย่างไรถ้าไม่ร่วมมือกันก็ตีกันอีก แต่ถ้าอยู่ในข้อตกลงว่าจะไม่ตีกัน ไม่พาคนออกมาประท้วง ถ้าใครออกมาจะกลายเป็นคนหักหลัง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผู้ที่มีคอนเนกชั่น สนิทกับสายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกมองว่าอาจจะมีข้อเสนอที่แฝงเข้ามา พล.อ.ประวิตร บอกว่า…

“…ผมสนิทกับทุกฝ่าย ผมทำงานโดยไม่มีผลประโยชน์ วางตัวเป็นกลาง มาถึงวันนี้ยังไม่ได้คุยกับใคร ผมจะไม่ให้เถียงกัน ไม่ให้พบหน้ากัน จะพบเจอกันในวันที่เราได้ข้อตกลงออกมาแล้วว่าจะแก้ในเรื่องอะไรบ้าง

ผมไม่กังวลอะไร เพราะมีเจตนาดีกับบ้านเมือง ไม่ได้ทำให้ใครเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์สูงสุด ประเทศเดินหน้าได้ตามทิศทางยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดการคิดและทำร่วมกันอยู่”

ขั้นตอนการรับฟังพิจารณาการสร้างความปรองดองจะทำภายใน 3 เดือน เมื่อเสร็จแล้วคณะกรรมการฯจะปรับให้เป็นข้อตกลงภายใต้กรอบที่กลุ่มการเมือง พรรคการเมืองเสนอทั้งหมด และนำข้อเสนอคณะกรรมการปรองดองชุดต่างๆมาดูด้วย แต่ขอย้ำว่าจะไม่เอาเรื่องในอดีตเข้ามา

ถูกมองว่าโครงสร้างของคณะอำนวยการสร้างความปรองดอง มีแต่นายทหารจะสร้างความปรองดองได้อย่างไร พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่ใช่ปัญหา เพราะกองทัพมีความเป็นกลาง และนายทหารระดับผู้ใหญ่ก็ทำหน้าที่รับฟังประมวลข้อมูลก่อนเสนอต่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง

สุดท้ายการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแม็ปช่วงต้นปี 2561 พล.อ.ประวิตร บอกว่า ยังเป็นไปตามโรดแม็ป นายกรัฐมนตรีไม่เคยบอกให้เลื่อน เมื่อเป็นสัญญาประชาคมเราต้องทำให้ได้

ถึงได้บอกว่า ให้ทำข้อตกลงและลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะให้เกิดความปรองดองให้เกิดขึ้น เพื่อในอนาคตจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อย่าลืมว่าที่ผ่านๆมา พอเดินเข้าอุโมงค์มืดมนไปหมด ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่โมเดลปรองดองแบบไทยๆ พอไม่พูดถึงคดีความในอดีต ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อไป

เมื่ออยากให้มีการเลือกตั้งก็ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย

พอเข้าไปจะเห็นแสงสว่างในอุโมงค์ รู้ว่าจะเดินออกทางไหน.

ทีมการเมือง

 

ปรองดองเฉพาะกิจ เปลี่ยนฉากอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/840761

โหมโรงปฏิรูปยุทธศาสตร์“สามัคคี”ทะลวงทางตัน

จาก 13 ตุลาคม 2559 ถึง 20 มกราคม 2560 ครบรอบ 100 วันแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

เป็นอีกวาระสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยร่วมกันจัดงานใหญ่

โดยสำนักพระราชวังจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร ขณะที่รัฐบาลจัดงานทำบุญ ตักบาตร กองทัพ หน่วยงานราชการจัดอุปสมบทหมู่ พระสงฆ์ ประชาชนเข้าวัดสวดมนต์

ภาครัฐ ภาคเอกชน ชาวบ้านทั่วไป พร้อมใจถวายเป็นพระราชกุศล

รำลึก คิดถึง “พ่อ” ไม่เสื่อมคลาย

ตามปรากฏการณ์ที่ “ไทยรัฐ” ได้จัดทำหนังสือพิมพ์ ฉบับพิเศษเนื่องในวาระ 100 วันแห่งความอาลัย ฉบับประจำวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560 บันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบแสง สี เสียง และสื่อประสมทั้งฉบับ

ยอดพิมพ์เพิ่มมากกว่าปกติหลายเท่า ตามความ ต้องการของผู้อ่าน

ส่วนใหญ่ต้องการนำไปสะสมเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของชีวิตได้อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่

“ในหลวง รัชกาลที่ 9” ในความทรงจำ

และในขณะที่ความคืบหน้าตามกระบวนการทางพระราชพิธีผ่านพ้นกำหนด 100 วัน โดยสถาน-การณ์ด้านกระบวนการตามโรดแม็ปทางการเมืองก็เดินถึงจุดสำคัญ

กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปรองดอง”

ซึ่งรอบนี้ต้องยอมรับว่า “ออกตัวแรง” และมีแนวโน้มได้เนื้อได้หนังมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ตามจังหวะการเทกแอ็กชั่นของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ร่างโมเดลด้วยตัวเอง ก่อนมอบธงให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นแม่ทัพใหญ่ในการดำเนินการงานช้าง

ด้วยสถานะของ “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวาง คุยได้ทุกวงการ

และความคืบหน้าล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เรียกโดยย่อว่า “ป.ย.ป.”

ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายกรัฐมนตรี รมต.ประจำสำนักนายกฯ รมว.คลัง รมว.มหาดไทย เป็นกรรมการ

โดยโครงสร้างอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยหลักในกระบวนการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

คุมภาพกว้างทั้งโหมดการปรองดองควบไปโหมดการปฏิรูป

ในขณะที่กลไกหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดองเป็นการเฉพาะ น่าจะอยู่ที่กรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ พล.อ.ประวิตรกำกับดูแล

และมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้าง-มงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

คณะทำงานส่วนใหญ่เน้นเฉพาะทหาร

ตามรูปการณ์เห็นได้เลยว่า มีการเร่งความคืบหน้ากระบวนการกันอย่างรวดเร็ว

สะท้อนระดับความจริงจังและความตั้งใจของรัฐบาลทหาร คสช.

แต่แน่นอน ประเด็นการปรองดองไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นของเก่าค้างปีที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาแล้วก็เก็บใส่ลิ้นชักไว้ไม่รู้กี่คณะต่อกี่คณะ

คว้าน้ำเหลวมาแล้วไม่รู้กี่รอบ

และครั้งนี้ก็เช่นกัน ยังไม่ทันไร ก็มีสัญญาณจากฝั่ง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ประกาศไม่รับมุก ไม่ขอร่วมวงที่ พล.อ.ประวิตรเสนอให้นักการเมือง แกนนำขั้วขัดแย้ง ลงนามใน “เอ็มโอยู” หรือข้อตกลงยุติความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง

อ้างไม่ใช่ทางออก และตั้งท่าค้านการนิรโทษกรรมเหมือนเดิม

ขณะที่อีกด้านก็มีการอ้างแหล่งข่าวคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ตั้งแง่กังขาในเรื่องความจริงใจของรัฐบาลทหาร คสช.ที่จะสร้างความปรองดอง ทำไมจึงเพิ่งจะมาดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะถึงช่วงท้ายโรดแม็ป หรือเป็นเพราะหวังยื้อการเลือกตั้งให้ช้าออกไป

ตั้งแง่ไม่ไว้ใจทหาร โวยที่ผ่านมาโดนทุบอยู่ฝ่ายเดียวตามเคย

โจทย์สำคัญ “หัวโจก” ขั้วขัดแย้งยังยึกยัก

“ทักษิณ-เทพเทือก” ไม่รับมุก ปรองดองส่อเค้าล่มปากอ่าวตามฟอร์ม

ซึ่งนั่นก็ประเมินกันในมุมเก่า วิเคราะห์กันบนพื้นฐานเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆ

แต่เรื่องของเรื่อง ความพยายามเดินหมากปรองดองรอบนี้ มันมีปัจจัยใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

และจัดเป็นปัจจัยที่ “เอื้อ” มากกว่า “ฉุด”

จุดสำคัญอันดับแรกเลยก็คือ บรรยากาศพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ตามปรากฏการณ์นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นอะไรที่ทุกฝ่ายสัมผัสได้

ความสามัคคีฟื้นกลับมาสู่สังคมไทย ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อ “พ่อ”

ไม่มีการแบ่งสี แบ่งค่าย แยกฝั่ง แยกฝ่าย ก่อภาพความสวยงามในหัวใจของคนในชาติปรองดองกันเพื่อเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่รัก

พวกที่จ้องจะหักดิบปรองดอง ก็ต้องเสี่ยงสวนกระแส

ประกอบกับสถานการณ์ต่อเนื่องในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญก็เห็นกันอยู่กับ “การจ่ายยาแรง”

นักการเมือง แกนนำขาใหญ่ม็อบ เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

เดินคอตกเข้าคุกตามๆกัน

และแนวโน้ม “หัวโจก” ม็อบ นักการเมืองทุกขั้ว ทุกค่าย ต่างติดคดี มีชนักปักหลัง

ถ้ายังสนุกกับธุรกิจค้าความขัดแย้ง ใช้ความแตกแยกของคนในบ้านเมืองเป็นเครื่องมือในการต่อรองผลประโยชน์เกมอำนาจทางการเมืองและธุรกิจ

ปลายทางของชีวิตหนีไม่พ้นเข้าไปนั่งปรับความเข้าใจในเรือนจำ

ที่สำคัญเลย โดยโจทย์สถานการณ์ที่อยู่ในห้วงท้ายโรดแม็ป กำลังเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง

ตามเงื่อนไขนี้ เดาทางพวกหัวโจกม็อบและนักการเมืองก็น่าจะประเมินเงื่อนสถานการณ์ปรองดองรอบนี้ในมุมที่เปลี่ยนไปจากมุกปรองดองลอยๆแบบที่ผ่านมา

ดูแล้วก็แค่ลีลา ทุกอย่างแปรผันตามการต่อรองผลประโยชน์

ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรองดองรอบนี้ไม่ได้อยู่ในวังวนเดิมแบบที่ผ่านมา

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ต่างยืนยัน ไม่มีการนิรโทษกรรม ไม่พูดเรื่องการอภัยโทษ

เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลไม่สามารถก้าวก่ายได้

นี่ก็เท่ากับตัดปมปัญหา “เรื้อรัง” ที่โดนต่อต้าน เลี่ยงปมอุดตัน

จุดไฮไลต์จริงๆมันอยู่ที่การเชิญให้นักการเมือง แกนนำขั้วขัดแย้งมาร่วมทำ “เอ็มโอยู” โดยรัฐบาล คสช.เป็นคนกลางเปิดวงให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพูดคุย แสดงความคิดเห็น

จะสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไร

เบื้องต้นเลยดูเหมือนจะเน้นไปที่เงื่อนไขในการเลือกตั้ง โดยทุกฝ่ายต้องสัญญาจะไม่ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง และจะยอมรับผลเลือกตั้ง

ไม่ว่าพรรคไหน ขั้วไหนจะชนะเลือกตั้ง ใครจะได้เป็นรัฐบาล

เป็นการแสดง “สัจวาจา” ต่อสาธารณชน

และเมื่อสัญญาแล้วต้องทำตามเอ็มโอยูที่ลงนามไว้ ถ้าเบี้ยว กลืนน้ำลาย ตระบัดสัตย์ในภายหลัง ก็มีหวังโดนมาตรการทางสังคม “แบน” เอง

เหมือนมวยที่ต้องกำหนดกติกาก่อนชก

ไม่เช่นนั้นก็ซัดกันมั่วไปหมด ต่อยใต้เข็มขัด กัดหู คนแพ้ไม่ยอมคนชนะ

หนีไม่พ้นต้องฆ่ากันตายไปข้าง

เช่นกันถ้ายังไม่เคลียร์ให้ชัด ปล่อยเลือกตั้งไปก็ไม่มีหลักประกันจะกลับมาวุ่นวายไม่เลิก

สั้นๆเข้าใจง่ายๆ รอบนี้มันก็แค่ “ปลดล็อก” ทางตัน

เสมือนหนึ่ง “ปรองดองเฉพาะกิจ” เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนการปรองดองในระยะยาวก็ไปว่ากันต่อในรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง จะนิรโทษกรรม อภัยโทษ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล คสช.แต่อย่างใด

ทหารดึงตัวเองออกมาเป็นคนกลาง ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

และถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย

ถ้านักการเมืองไม่เอา ม็อบไม่สน ทหารก็ไม่เดือดร้อนอะไร

คสช.ลากยาวอำนาจพิเศษอยู่ต่อไป ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่เลือกฝากผีฝากไข้กับทหารมากกว่า

ไม่มีทางปล่อยให้ประเทศวุ่นวาย

ไม่ปล่อยผีนักการเมืองทำรัฐล้มเหลวแน่.

“ทีมการเมือง”

 

ไฟต์บังคับปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/840634

ส่อเค้าเจอแรงเสียดทานเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

โมเดล “ปรองดอง” ในแบบฉบับท็อปบูตที่ขออาสาเป็นเจ้าภาพคลี่คลายความขัดแย้ง ภายใต้การดำเนินงานของ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

ทีมงานปฏิรูปสร้างความสมานฉันท์ชุดใหม่ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ลงทุนนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานด้วยตัวเองในทุกชุด

ภายหลัง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. มีท่าทีเซย์โนข้อเสนอจับคู่ขัดแย้งร่วมลงนามสัตยาบันกรุยทางสู่ความปรองดอง

ตั้งแง่สร้างเงื่อนไขสงบศึกตามที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้กำกับดูแลคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง โยนหินออกมา

เช่นเดียวกับท่าทีจากคนแดนไกล “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แพลมสัญญาณผ่านคนใกล้ชิด ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล คสช.มีความจริงใจสร้างความปรองดอง

ตีความไปถึงขั้นมีเจตนายื้อการเลือกตั้ง

ตามทิศทางที่นายใหญ่ประเมินแล้วว่า ไม่อยู่ในข่ายได้อานิสงส์ล้างผิดจากการสลายขั้วขัดแย้งในเที่ยวนี้

กระตุกอารมณ์ลูกทีมพรรคเพื่อไทย และทีมงาน นปช.ไม่ให้เคลิ้มไปกับแนวทางหย่าศึกเวอร์ชั่นรัฐบาลทหาร

ต้องออกลีลากระแทกแดกดันใส่ทีมงานท็อปบูต ประชดขอทำเอ็มโอยู ห้ามทหารฉีกรัฐธรรมนูญทำรัฐประหารยึดอำนาจ

แม้แต่ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเด้งเชือก ขอหยั่งเชิงรอดูท่าทีฝ่ายอำนาจพิเศษ ไม่กล้าลงสนามปรองดองเต็มตัว

ตัวแปรสำคัญในโหมดปรองดองจากสองพรรคการเมืองหลัก “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” และสองกลุ่มการเมืองใหญ่ “นปช.–กปปส.” ยังออกอาการจูนกับกองทัพไม่ลงตัว

ตั้งแง่โครงสร้าง คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่ฟูลทีมไปด้วยคณะทำงานสีเขียว ส่งผลให้ฝ่ายการเมืองเหมือนตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชก แทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรได้เลย

โบ้ยให้ทหารตกอยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งเหมือนกัน โอกาสสร้างความปรองดองคงลำบาก

ยังไม่ทันได้เริ่มต้นจับเข่าคุยกันจริงๆจังๆ ก็ตั้งป้อมแยกเขี้ยวใส่ คสช.แล้ว

นั่นก็เป็นไปตามลีลาธรรมชาติของนักการเมืองที่ต้องยื่นเงื่อนไขต่อรอง เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดไว้ก่อน

ในสถานะที่คีย์แมนแต่ละขั้วค่ายล้วนมีบาดแผลทางคดีความติดตัวหนักเบา มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ย่อมถือโอกาสช่วงเจรจาสร้างความปรองดองเป็นข้อต่อรองให้ตัวเองหลุดจากชนัก

สวนทางหลักการคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของ “บิ๊กป้อม” ที่พุ่งโฟกัสไปที่การจัดระเบียบนักการเมือง เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเกิดความราบรื่น

ตั้งแท่นให้เรื่องคดีความ ต้องว่าไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ปิดทาง “การนิรโทษกรรม” เป็นเส้นทางลัดสร้างความปรองดอง

เล็งตั้งโจทย์หิน 10 ด้าน กวักมือเรียกหัวโจกแต่ละค่ายมาสะท้อนมุมมองแก้ปัญหาด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ สังคม ต่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ให้ได้ข้อยุติภายใน 3 เดือน

กลั่นกรองยกร่างเป็นข้อตกลงคืนความสงบสุข ห้ามฝ่ายการเมืองแตกแถวทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง

ให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง และเลิกปลุกม็อบออกมาอาละวาดข้างถนนเหมือนที่ผ่านมา

ทหารอาศัยจังหวะสุกงอมทางความขัดแย้ง โหมกระแสสร้างความปรองดอง ยุติความแตกแยกในสังคมที่เรื้อรัง และสร้างความเบื่อหน่ายให้ประชาชนมามากกว่าทศวรรษ

บนรูปการณ์ปัจจุบันที่กองทัพกุมสภาพเป็นต่อ เหนือนักเลือกตั้งแทบทุกประตู ทั้งอำนาจในมือ และกติกาการเมืองฉบับใหม่
ตรงข้ามกับนักการเมืองที่ชาวบ้านเบื่อหน่ายพฤติกรรม นักเลือกตั้งประเมินแล้ว ขืนดื้อแพ่งสู้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยังต้องก้มต่ำหลีกทางให้กระแส สีเขียวไปอีกพักใหญ่

กลายเป็นไฟต์บังคับให้ทุกสี ทุกค่ายกระโดดร่วมวงปรองดอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดร่วมอยู่ที่ ‘สัญญาณดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/839904

สตมวารอาลัย สถิตในใจไทยนิรันดร์

ครบ 100 วันความสูญเสียครั้งใหญ่ จากการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ถึงวันนี้เชื่อว่าคนไทยทุกหมู่เหล่า

ยังไม่คลายสิ้นจากความโศกเศร้า

และภาพที่ฉายให้เห็นไปทั่วโลก คนไทยทั้งชาติได้แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคี รวมจิตรวมใจทำดีถวายเป็นพระราชกุศล

“น้ำใจคนไทย” เอกลักษณ์ของผู้คนที่ไม่มีชาติใดเหมือน

เหนืออื่นใด ในหลวงพระองค์ใหม่ “รัชกาลที่ 10” เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางสร้าง “ความหวัง” ให้คนไทยทั้งชาติ

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่รับสั่งกับรัฐบาล และรัฐมนตรีบางท่านว่า ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน”

“สิ่งสำคัญจะต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติ ไม่มีความขัดแย้ง”

แนวทางอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. รับมาถ่ายทอดต่อ และยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ สนองพระราชปณิธาน

ทั้งนี้ แนวทาง “ไม่ให้มีความขัดแย้ง” ถือเป็นโจทย์หลักอำนาจพิเศษ

สะท้อนจากการขยับเร่งเครื่องโหมดปรองดอง โดยล่าสุด “บิ๊กตู่” ออกคำสั่งมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อย่างเป็นทางการ

และตั้งกรรมการ 4 กลุ่มย่อย คือ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกฯ

โดย “บิ๊กตู่” เป็นประธานเองทุกกลุ่มย่อย มี 6 รองนายกฯเป็นรองประธานดูแลด้านต่างๆ

ที่ถูกโฟกัสคือ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นผู้กำกับดูแลขับเคลื่อนแก้โจทย์ขัดแย้งแตกแยก

ให้บรรลุเป้าหมายสำคัญจากการยึดอำนาจของ คสช.

ถึงแม้อยู่ในห้วงจัดคนลงโครงสร้าง แต่อีกทางก็มีเสียงโหวกเหวกจากฟากคนการเมือง

เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางปรองดองที่ยังไม่ชัด การลงสัตยาบัน ให้สัจวาจา มาตรการแก้วิกฤติและเยียวยาใน

ทางกฎหมาย ที่มีข้อเสนอจากแม่น้ำสายต่างๆ ทั้งให้ประกันตัว

พักโทษ พักการพิจารณาคดี คุมประพฤติ ที่มองกันไปถึงขั้น นิรโทษกรรม อภัยโทษ

เริ่มเห็นแตกต่าง มองคนละทาง จนหวั่นว่าเชื้อความขัดแย้งจะหวนคืน

โรคเก่าปะทุ วิกฤติวนกลับมาที่จุดเดิม

แต่ก็เป็น “บิ๊กตู่” ต้องออกมาเบรกเกมเร็ว ย้ำให้ขยับ

ไปทีละช็อต ไม่ต้องเร่งเกม เร่งเวลาเดินช็อตเบื้องต้นที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น

รวมทั้งเบี่ยงตัวจากการเป็นคู่ขัดแย้ง ฉายบท “คนกลาง” ให้ชัด

รวมทั้งที่ทำให้เห็นสัญญาณดีคือ ทุกขั้วฝ่ายต่างเห็นความสำคัญกับการพูดคุย เพื่อหาวิธี “อยู่ร่วมกัน”

ขานรับพร้อมร่วมมือกับ ป.ย.ป.ในคิวสำคัญนี้

ในภาวะที่ประเมินได้ถึงอาการอ่อนล้าทุกขั้ว เหนื่อยหน่ายกันทุกฝ่ายกับวิกฤติขัดแย้งในบ้านเมืองกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และที่สำคัญสัญญาณพิเศษจากการเริ่มต้นใหม่ จุดหลักคือบรรยากาศบ้านเมือง

ต้องนิ่ง–สงบ เป็นอันรับรู้และเข้าใจตรงกัน

ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นไฟต์บังคับของ “บิ๊กตู่” ผู้นำอำนาจพิเศษในห้วงเปลี่ยนผ่าน

ต้องเป็นผู้นำล้างวิกฤติ ผู้นำสร้างความปรองดอง.

ทีมข่าวการเมือง