ย้อน3เหตุการณ์ กระสุนตก “เสื้อแดง” คสช.ระเบิดใส่…แต่พลาดเป้า!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497027

ย้อน3เหตุการณ์ กระสุนตก "เสื้อแดง" คสช.ระเบิดใส่...แต่พลาดเป้า!!

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หากย้อนมองกลับไปบนความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ที่ต้นเหตุมาจาก “ระเบิด” ในห้วงระยะเวลา 2 ปีให้หลังในช่วงรัฐบาล คสช. แนวทางการสืบสวน หรือ สารตั้งต้นในการให้สัมภาษณ์จะพุ่งไปที่กลุ่ม“เสื้อแดง” ว่าเกี่ยวโยงในทุกเหตุการณ์ จากคำพูดที่ว่า ฝีมือจากกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์  กลุ่มที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล

ล่าสุดเหตุระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หรือย้อนกลับไปที่หน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล และที่หน้าโรงละครแห่งชาติ ก็ถูกโยงไปเป็นเรื่องของ “การเมือง” ตามที่รัฐบาลออกมาให้ข่าว กระทั่งพาดพิงไปถึง กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ นาม “โกตี๋” ที่ขณะนี้มีรายงานว่า หลบหนีอยู่ที่ประเทศลาว

อย่างไรก็ดี  ผลลัพธ์ของการสืบสวนเหตุระเบิดครั้งสำคัญที่ผ่านมา กลับสวนทาง ที่รัฐบาล และ ฝ่ายความมั่นคง รีบออกมาให้ข่าว เพราะไม่ใช่กลุ่มการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง กลุ่มก่อการร้ายอูยกูร์ อย่างน้อย ก็ 3 เหตุการณ์

 

1.คาร์บอมบ์ ระเบิดห้างดังที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2558 ในลานจอดรถห้างเซ็นทรัล เฟสติวัล สมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี คนร้ายใช้รถกระบะบรรทุกระเบิดแสวงเครื่อง ก่อนจุดระเบิดขึ้นมาสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วง และพลันที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนหลังเกิดเหตุ ทิศทางการให้สังคมได้รับทราบความคืบหน้า มีการโยงไปถึงอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เคยมีตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงเคยทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยว่าอาจเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2558 คล้อยหลังเพียง 3 วัน ว่า การจากสืบสวนขยายผลและตรวจสอบหลักฐานในหลายจุด พบข้อมูลที่เชื่อได้ว่ามีการจัดฉากหรือสนับสนุนให้มีการขโมยรถยนต์จากพื้นที่ อบต.ละแอ อ.ยะหา จ.ยะลา มาใช้ก่อเหตุ เพื่อหวังให้เชื่อมโยงว่าผู้ก่อเหตุมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ลักษณะการปล้นแตกต่างจากเหตุการณ์จริงที่มักเกิดขึ้น

“เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อมั่นว่าการก่อเหตุครั้งนี้ กลุ่มการเมืองอำนาจเก่าเป็นผู้บงการเพราะต้องการสร้างสถานการณ์ แต่เบี่ยงเบนประเด็นให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผิด ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่หลงประเด็นแน่นอน” รองโฆษกรัฐบาล ณ เวลานั้น กล่าวยืนยัน

ที่สุด หลังใช้เวลาสอบสวนไม่ถึงเดือน  พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ขณะนั้น  ได้เปิดเผยว่า ศาลจังหวัดยะลาได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องสงสัยคาร์บอมบ์ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุยเพิ่มเติม จากที่ออกจับแล้ว 3 คน ประกอบด้วย นายอัสมีน กาเต็มมาดี อายุ 27 ปี อ.เมือง จ.ปัตตานี, นายฮากีม ดอเลาะ อายุ 31 ปี  อ.เมือง จ.ปัตตานี, นายมูหาหมัดยากี สาและ อายุ 34 ปี ต.บันนังสะตา อ.บันนังสะตา จ.ยะลา, นายอับดุลเลาะ สาแม อายุ 25 ปี  อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และ นายอัมมัร แวดาราแม อายุ 27 ปี อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี  รวมถึง นายอับดุลรอนิง ดือราเม หรือ บังยี อายุ 51 ปี เจ้าของเต็นท์จำหน่ายรถยนต์มือสอง จ.ยะลา

 

2.ระเบิดราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร

ค่ำวันที่ 17 ส.ค.2558 เสียงดังสนั่นจากระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม ใจกลางกรุงเทพมหานคร ระเบิดแสวงเครื่องหนัก 3 กิโลกรัม รัศมีทำลายล้างประมาณ 100 เมตร

ครั้งนั้น พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าวเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 หลังเกิดเหตุว่า การวางระเบิดเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี แต่เร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นการกระทำจากบุคคลใด แต่แนวโน้มน่าจะเป็นผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองกลุ่มเดิม ๆ เพื่อทำลายบรรยากาศของประเทศ

“แนวโน้มมีความเป็นไปได้ว่า น่าจะเป็นกลุ่มผู้เสียประโยชน์เดิม ๆ ที่ต้องการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในประเทศ ทำลายบรรยากาศต่าง ๆ ของประเทศเราที่กำลังจะดีขึ้น”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

ช่วงนั้น ตำรวจ และรัฐบาลเมื่อเริ่มต้นสืบสวนหาคนร้าย พร้อมกับให้ข้อมูลว่ากลุ่มก่อเหตุคือกลุ่มเดิมๆ ที่เสียผลประโยชน์ทางการเมือง กระทั่งต่อมาตำรวจได้ขอศาลอนุมัติหมายจับอ๊อด พยุงวงศ์ หรือยงยุทธ พบแก้ว ที่มีเบาะแสว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดครั้งนี้ และพบว่ายังเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น จ.นนทบุรีเมื่อปี 2553 มากกว่านั้น คือพบว่านายอ๊อด ยังเกี่ยวข้องกับการ์ดกลุ่มคนเสื้อแดง

กระทั่งการสืบสวนที่ลึกและเข้มข้นมากขึ้น ทำให้เห็นว่าต้นตอของคนร้ายมาจากต่างชาติ ที่เข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของกลุ่มมุสลิมชาวอุยกูร์ มีการส่งฟ้อง นายอาเด็ม คาราดัก หรืออีกชื่อหนึ่งคือบิลาล โมฮัมเหม็ด จำเลยที่หนึ่ง และนายไมไรลี ยูซุฟู จำเลยที่สอง  ต่อศาลเรียบร้อย โดยศาลทหารกรุงเทพ ได้สืบพยานโจทก์นัดแรกเมื่อปลายปี 2559 ในคดีนี้  หลังจากมีการเลื่อนการสืบพยานมาสองครั้ง ส่วนนายอ๊อด ที่ถูกโยงไปยังกลุ่มเสื้อแดง จนถึงขณะนี้สังคมก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้า

 

3.ปูพรมระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ ก่อเหตุความวุ่นวาย

เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 ส.ค.2559 เมื่อคนร้ายปูพรหมทั้งวางระเบิดแสวงเครื่อง และวางเพลิงในหลายจุดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ และเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ และคล้อยหลังเพียงแค่ 1 วัน ชื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงถูกสังคมโยงเข้ามาว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอีกครั้ง กับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น

ตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2559 หลังเกิดได้ 1 สัปดาห์ว่า  ฝ่ายความมั่นคงชี้แจงมาแล้วมีอยู่ 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือพรรคแนวร่วมปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย(นปป.) ที่ต้องไปดูว่ามีการละเมิดกฎหมายอะไรบ้าง จะเกี่ยวไม่เกี่ยวก็ว่ากันอีกที  สอง เหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีเหตุการณ์อยู่แล้วในปัจจุบันต้องไปดูว่าเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่  แต่ไม่ใช่กรณีที่ว่าจะขยายขัดแย้งมานอกพื้นที่และสามคือการเมืองที่ไปขยายความขัดแย้งในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องการศึกษาที่ทำให้มีความไม่เข้าใจกัน มีคนฉวยโอกาสตรงนี้

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าเหตุระเบิดที่ปัตตานี ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดภาคใต้ 7 จังหวัด  ส่วน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  แถลงเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2559 ทันทีว่า กรณีเกิดเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ตรัง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และพังงา ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นการก่อวินาศกรรมเฉพาะจุด และยืนยันว่า ประเทศไทยไม่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา ดินแดน ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มไอซิส และไม่เชื่อมโยงกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุดังกล่าวเป็นความขัดแย้งภายในประเทศและเป็นการสร้างสถานการณ์ก่อกวน

ห้วงเวลาเดียวกัน แกนนำกลุ่มนปช.ต้องออกมาปกป้องตนเอง ณ เวลานั้น ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุที่เกิดขึ้น และสวนกลับไปยังรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในทำนองว่าสุดจะทนกับการถูกโยนความผิดในทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง กระทั่งทิศทางการสืบสวนที่ชัดเจนมากขึ้น น้ำหนักของการเดินคดีถูกโยนไปที่กลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้อีกระลอก

หลังการสอบสวนใช้เวลาหลายเดือน ปรากฎ ทิศทางชัดว่าเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 หรือไม่กี่เดือนมานี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคงในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีกลุ่มคนร้าย ลอบวางระเบิดและระเบิดเพลิงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ นำคณะพนักงานสอบสวน  เดินทางพบอัยการศาลทหาร เพื่อส่งสำนวนที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาก่อเหตุระเบิดรวม 16 สำนวน ส่งให้อัยการศาลทหารเพื่อมีความเห็นทางคดี

พล.ต.อ.ศรีวราห์  กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนรวม 16 คดี 16 สำนวน พร้อมความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 10 คนในคดีลอบวางระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ ส่งให้อัยการทหาร โดยในจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งหมด 10 คน จับกุมได้แล้ว 2 คน คือ นายมูฮัมหมัด มูฮิ ผู้ต้องหาร่วมกันวางระเบิดบริเวณหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต และ นายอับดุลกอเดร์ สาแล๊ะ ผู้ต้องหาร่วมกันวางระเบิดและระเบิดเพลิงที่ จ.ตรังขณะนี้ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 8 คนที่ยังหลบหนีอยู่ โดยผู้ต้องหากลุ่มนี้ล้วนมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่ละคนก็มีหมายจับติดตัวหลายหมาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุต่อว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นขออนุมัติศาลทหาร ออกหมายจับ นายยูโซะ แมะตีเมาะ พร้อมพวกรวม 3 รายที่ร่วมกันวางระเบิดในตลาดไชน่าทาวน์ หาดป่าตอง ซึ่งเป็นเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบมาก่อน แต่ได้ข้อมูลจากการสอบปากคำ นายมูฮัมหมัด มูฮิ ผู้ต้องหาที่จับกุมได้แล้ว และเมื่อส่งกำลังไปตรวจค้น ก็พบระเบิดแบบเพาเวอร์แบงก์ ถูกซุกซ่อนไว้ในตลาดจริง จึงออกหมายจับเพิ่มเติมตามคำซัดทอดของนายมูฮัมหมัด

ทั้ง 3 เหตุการณ์ระเบิดที่เขย่าขวัญคนไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเสื้อแดงถูกหยิบยกเข้ามาพัวพันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะที่ถูกเปรียบเสมือนเป็นศัตรูทางการเมืองของคสช.ในขณะนี้ เหตุระเบิดล่าสุดที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมถึงหน้ากองสลากฯ และหน้าโรงละครแห่งชาติ เป็นอีกครั้งที่รัฐบาล โยงว่าฝีมือผู้ก่อเหตุล้วนเป็นกลุ่มเดียวกัน และมีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน

ต้องจับตาดูว่าครั้งนี้ ตำรวจจะปิดคดีนำไปสู่การลากตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้หรือไม่ และเมื่อได้ตัวมาแล้ว คนที่ก่อเหตุจะมีประเด็นทางการเมืองจริงดังว่าหรือไม่ โดยเฉพาะหลักฐานต่างๆ ที่ผู้นำรัฐบาลและ ผบ.ตร. มั่นใจว่าสาวถึงแน่นอน  หรือจะเป็นเพียง “แพะ”ทางการเมือง????

ตกหนักแต่ไม่ท่วม ผู้เชี่ยวชาญยันห่างไกลอุทกภัย’54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496933

ตกหนักแต่ไม่ท่วม ผู้เชี่ยวชาญยันห่างไกลอุทกภัย'54

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ฝนปีนี้มาเร็วกว่าที่คาดการณ์ ชาวบ้าน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ริมคลองบางหลวงหรือคลองโผงเผง ซึ่งรับน้ำโดยตรงจากแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซากทุกปี บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้น้ำมาเร็วกว่ากำหนดถึง 3 เดือน โดยปกติน้ำจะล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนริมน้ำในช่วงเดือน ก.ย. แต่สำหรับปีนี้ ช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็เพิ่มพรวดสูงขึ้นถึง 2.5 เมตร

ชูเกียรติ บุญมี นายกเทศมนตรีตำบลบางบาล บอกว่า กรมชลประทานควรจะมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ฝนตกหนักที่ภาคเหนือเมื่อใด น้ำไหลด่วนมาที่ชุมชนริมน้ำ อ.บางบาลทุกครั้ง จึงอยากให้มีการทำแก้มลิงหรือเขื่อน เพื่อรับน้ำทางด้านบนเพิ่มขึ้น รวมถึงเขื่อนเจ้าพระยาควรปล่อยน้ำไม่ให้ล้นตลิ่ง

กองแก้ว ขันทบัณฑิต ชาวบ้าน ต.บางหัก อ.บางบาล ก็บอกว่า ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ชาวบ้านต่างโกลาหลกับการขนย้ายสิ่งของหนีน้ำ แต่พืชผักที่เพาะปลูกไว้ต่างก็ได้รับความเสียหาย พื้นที่แห่งนี้ปลูกกล้วยหอมและกล้วยไข่มากที่สุดในภาคกลาง มีกำหนดเก็บเกี่ยวในเดือน ก.ย. แต่ปีนี้น้ำท่วมมาเร็ว หากยังท่วมขังอีก 5-7 วัน กล้วยที่ปลูกไว้จะตายทั้งหมด

น้ำที่มาเร็วทำให้เกิดคำถามที่แฝงด้วยความกังวลว่า ปีนี้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 หรือไม่

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ยืนยันว่า สถานการณ์ฝนตกหนักในขณะนี้ ยังไม่มีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกับปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย

“หากจะเกิดอุทกภัยแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554 จะต้องมีองค์ประกอบหลายด้านประกอบกัน คือ มีฝนที่มาเร็วกว่าปกติ โดยปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค. 2554 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 35% เป็นฝนที่ตกเนื่องมาจากปรากฏการณ์ลานินญาและเกิดพายุ ในปี 2554 ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุทั้งหมด 5 ลูก รวมทั้งอิทธิพลของร่องมรสุมและลมประจำท้องถิ่น ช่วงเดือน พ.ค.ถึงเดือน ต.ค. มีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณตอนบนและตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง เป็นปัจจัยที่เสริมให้ปริมาณฝนยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้น”

ผู้อำนวยการ สสนก.ย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบองค์ประกอบข้อหนึ่งข้อใดที่ใกล้เคียงอุทกภัยในปี 2554 ฝนที่ตกอยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงอิทธิพลของท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้มีฝนตกหนักบ้างในบางพื้นที่แต่ก็ไม่รุนแรง

“เมื่อประกอบกับปรากฏการณ์โดมความร้อนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักกว่าปกติ ก็สร้างความตื่นตระหนกให้คน กทม.ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งเคยเป็นคณะทำงานกู้วิกฤตมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ให้ข้อมูลตามหลักวิชาการ

ฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16-29 พ.ค. เกิดอุทกภัยใน 15 จังหวัด รวม 52 อำเภอ 177 ตำบล 991 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 21,074 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 5 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำใน อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย รวม 2 ตำบล

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 25 ระบุว่า พายุไซโคลน “โมรา” (MORA) บริเวณอ่าวเบงกอลตอนบนมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศบังกลาเทศและเมียนมาในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร (กทม.) บริเวณสถานีสูบน้ำพระโขนง เขตคลองเตย และซอยลาซาล-แบริ่ง ถนนสุขุมวิท ซึ่งถือเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษว่า ได้สั่งการให้ กทม.ไปศึกษาแผนการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เนื่องจากการทำงานต้องเชื่อมโยงกันรอบด้าน โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นเมืองหลวง เป็นพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจจึงต้องมีการดูแลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ปี 54 ปริมาณน้ำมาจากการบริหารจัดการน้ำ แต่ในปี 58-59 นี้ มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม ถูกต้อง ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทำให้น้ำไม่ท่วม และไม่แล้งจนเกินไป” นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ

บรรยายภาพ –  ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันมีนำป่าไหลหลากจนทำให้ฝายนำล้นห้วยลึกบ้านโนนไม้แดง หมู่ 5 ต.โบสถ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา พังเสียหาย – ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

 

ย้อน วีรกรรม โกตี๋ หอกข้างแคร่ กวนใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496536

ย้อน วีรกรรม โกตี๋ หอกข้างแคร่ กวนใจ คสช.

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะต้องหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศนานนับปีแต่ชื่อของ โกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ยังคงถูกพูดถึง แถมโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุป่วน เหตุรุนแรงในระยะหลังอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด โกตี๋ ตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า จนมีผู้บาดเจ็บ 25 คน พร้อมเร่งเครื่องติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

“กลุ่มที่ก่อเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เป็นพวกหลบหนีคดี ไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และแสดงท่าที ก้าวร้าว และปลุกให้มีการใช้กำลัง และปลุกระดมคนให้ใช้กำลัง ส่วนบุคคลที่ปฏิบัติการนั้น ไม่แน่ใจว่า เป็นคนกลุ่มนี้หรือไม่ แต่เป็นคนในประเทศ อาจเชื่อมโยง กลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่เคยจับไปเมื่อครั้งที่แล้ว”

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวระบุชัดว่า หมายถึง วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋  ซึ่งที่ผ่านมา มีการปลุกระดม ผ่านโซเชียลมาโดยตลอด เราก็ดำเนินการ อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาแล้ว แต่ก็เงียบไป แต่เราประสานเพื่อขอตัวและติดตามตัวอยู่

หากย้อนวีรกรรมความเป็นมาของโกตี๋จะเห็นว่าเป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนาน

ครั้งหนึ่ง โกตี๋ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อปี 2555 ระบุว่า เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 49 กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่ม 24 มิถุนาฯ เป็นการ์ดให้ นปช.ก่อนจะแยกออกมาตั้งกลุ่มอิสระหลังพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล เพราะแกนนำ นปช.ลดบทบาทลง

ผลงานแรกๆ ที่ทำให้คนรู้จัก โกตี๋ คือ การมีส่วนร่วมกับแดงสายฮาร์ดคอร์อื่นๆ ในการเคลื่อนไหว นการล้มการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่พัทยาเมื่อปี 2552

ต่อเนื่อง ด้วยการนำกำลังเข้าบุกยึดสถานีไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จนเกิดเหตุปะทะกับทหาร

หลังเหตุการณ์ช่วงนั้นทางกลุ่มโกตี๋กระจัดกระจายกันไป ช่วงปี 2554 โกตี๋ ได้เข้ามาจัดวิทยุของคนเสื้อแดงอีกครั้ง พร้อมกับตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้นใน จ.ปทุมธานี แบบเอกเทศไม่ขึ้นตรงกับ นปช.

เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะดีเจวิทยุเสื้อแดงคลื่น FM 106.10 สถานีวิทยุ..เพื่อมวลชน..(REDGARD RADIO) เรดการ์ด เรดิโอ จ.ปทุมธานี ด้วยลีลาดุดัน และถูกมมองว่ามีการปลุกปั่นมวลชน

ปี 2555 ได้นำกำลังไปชุมนุมบุกขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จนถูกสำนักงานศาลฯ แจ้งความฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

วีรกรรมสร้างชื่อให้ โกตี๋ เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้างคือการนำมวลชนออกมาเคลื่อนไหวปะทะกับมวลชนฝั่ง กปปส.ที่แยกหลักสี่ช่วงเดือน ก.พ.2557 โดยก่อนหน้านั้น เคยนำมวลชนไปยังหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และเดลินิวส์ เพื่อไม่ให้นำเสนอข่าวการชุมนุมของ กปปส.

หลังจากนั้นแกนนำฮาร์ดคอร์ได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายนำมาสู่การถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2557 จากการปราศรัยออกรายการวิทยุปลุกปั่นและเข้าข่ายขัดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

จากนั้น แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ผู้นี้จงเป็นหนึ่งใน 11 ผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีไปอยู่ประเทศลาว แต่ก็ยังคงจัดวิทยุปลุกปั่นจากฝั่งนู้น จนมีความพยายามติดตามตัวกลับมาดำนเนิคดี

หลังเงียบหายจากสื่อไปพักใหญ่ชื่อของโกตี๋ถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่บุกค้นพ้นที่ต้องสงสัย 9 จุด เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาและพบอาวุธของกลางจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ออกมาสรุปเบื้องต้นว่าพบความเชื่อมโยงเครือข่ายของ โกตี๋ ที่ยังพบการเคลื่อนไหว  ในช่วงเดียวกับที่มีการพูดถึงแผนลอบสังหารนายกรัฐมนตรี และ รองนายรัฐมนตรี

ไม่แปลกที่ หมอเหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. จะรีบออกมาปฏิเสธความเกี่ยวพันระหว่าง นปช. และ โกตี๋ ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่วมกันในนามกลุ่มเสื้อแดง ปีก นปช.

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ผมจะขอตัวนายโกตี๋จากทางการลาวอยู่แล้ว เพราะมีคดีอาญาเรื่องคดีอาวุธสงครามในประเทศไทย ซึ่งก็จะทำเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน อะไรที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย เราจะต้องทำให้สงบ โกตี๋เองควรเห็นใจประเทศ เพราะว่าเป็นคนไทย

“เวลานี้คนไทยต้องการความสงบ อยากให้ไปย้อนดูในอดีตว่านายโกตี๋เป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง ผมย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวใดๆ เลย เพราะผ่านสงครามมาเยอะ เราทำเพื่อรับใช้ชาติ ตอนนี้อายุเยอะแล้ว” 

ทว่าผ่านมาเกือบสองเดือนปฏิบัติการติดตามตัว โกตี๋ ดูจะยังไม่มีความคืบหน้า และที่สำคัญยังคงมีชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุป่วน เหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางคสช.และหน่วยงานความมั่นคงจะต้องรีบสะสางไม่ให้โกตี๋ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วน ซ้ำเติมสถานการณ์ที่กำลังไม่สู้ดีของ คสช. ในเวลานี้

 

หนุนต่างชาติตั้ง‘มหา’ลัย’ กระตุ้นวงการศึกษาไทยตื่นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496503

หนุนต่างชาติตั้ง‘มหา'ลัย’ กระตุ้นวงการศึกษาไทยตื่นตัว

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เกิดความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่เตรียมเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ให้ใช้อำนาจหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 ให้ต่างชาติที่มีศักยภาพมาเปิดสถาบันการศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน โดยเน้นการผลิตเฉพาะสาขาขาดแคลนที่มหาวิทยาลัยไทยเปิดสอนไม่ได้

อนุสรณ์ ธรรมใจ ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดเตรียมแผนการศึกษาชาติ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนทางการศึกษาระดับหนึ่งโดยเฉพาะในสาขาที่มหาวิทยาลัยไม่มีหลักสูตร ไม่มีการศึกษาวิจัย ความเชี่ยวชาญในการผลิตบุคลากร และเป็นสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อประเทศ

อนุสรณ์ แสดงความคิดเห็นด้วยว่า แม้จะมีคนจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการเปิดกว้างเปิดเสรีในภาคบริการการศึกษาหรือการเปิดมหาวิทยาลัยต่างชาติในไทย แต่เราก็ไม่สามารถชะลอการเปิดกว้างนี้ไปเรื่อยๆ ได้ เพราะเราต้องปฏิบัติตามพันธสัญญาในการเปิดเสรีบริการการศึกษาตามกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนรวมทั้งการสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างเสรี ตาม Mode 1-4 ของการค้าภาคบริการ

ทว่า การเปิดเสรีจะทำให้คนไทยมีทางเลือกมากขึ้น เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้มหาวิทยาลัยไทยต้องปรับตัว คุณภาพจะดีขึ้น เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น ค่าเล่าเรียนจะต้องถูกลงจากการแข่งขันโดยคุณภาพไม่ลดลง การจัดสรรทรัพยากรในการผลิตบริการการศึกษาต้องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

อนุสรณ์ เน้นย้ำว่า แน่นอนที่สุดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบกับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของกิจการของมหาวิทยาลัยให้ต้องปรับตัว เกิดปัญหานักวิชาการ ครูอาจารย์ นักวิจัย ที่มีความเชี่ยวชาญลึกซึ้งที่ไทยขาดแคลน และอาจจะมีคนที่มีคุณภาพสูงมาทำงานในเมืองไทยมากขึ้น การเปิดกว้างทางการศึกษาและการเปิดเสรี จะทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ยกระดับนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ประธานอนุกรรมการฯ สำทับต่อว่า การเปิดให้ต่างชาติมาเปิดสถาบันการศึกษา จะกระทบต่อสถาบันการศึกษาเอกชนมากที่สุดโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีคุณภาพ มีขนาดเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ หากไม่มีคุณภาพจะได้รับผลกระทบอย่างแรง กระทบต่อมา คือ สถาบันการศึกษาของรัฐที่ไม่มีคุณภาพ เราอาจจะได้เห็นการควบรวมมหาวิทยาลัย เป็นการควบรวม เป็นการบูรณาการ เพื่อให้พัฒนาต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข่งขันได้ รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลผลกระทบ ที่ไม่ไหวไม่มีคุณภาพ

รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ระบุว่า ถ้าจะให้ต่างชาติมาเปิดสอนต้องทราบข้อมูลก่อนว่า มีสาขาสอนอะไร เปิดสอนที่ไหน และมีสถาบันไหนบ้างที่เขาสนใจ จากการฟัง รมว.ศึกษาธิการพูด พบว่ายังไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้และไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม คิดว่าเป็นวิธีการคิดที่ไม่ถูกต้อง

รัฐกรณ์ กล่าวว่า ทำไมเราไม่ส่งเสริมมหาวิทยาลัยไทยไปสู่การพัฒนาตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0  มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งดูแล้วจะสวนทางกัน ส่วนตัวไม่ค้านให้เปิดเสรีทางการศึกษา เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่จะให้ใช้อำนาจ มาตรา 44 เปิดให้ต่างชาติตั้งมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะยังไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาต่างชาติเข้ามาสอนการลงทุนย่อมส่งผลที่ตามมาคือค่าเทอมอาจสูงหรือแพง จะมีแต่คนที่มีศักยภาพทางการเงินเรียนได้จนนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเพิ่มมากขึ้น ทางออกอาจเป็นไปในรูปแบบการทำความร่วมมือกันในการพัฒนาวงการศึกษาไทยและต่างประเทศ

“มหาวิทยาลัยที่มีอยู่มันตอบสนองและทำภารกิจตามที่ได้ขอจัดตั้งหรือเปล่า ต่อไปการขอจัดตั้งจะต้องอิงตามรูปแบบยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่อยากเปิดสอนสาขาใดสาขาหนึ่งจะเปิดได้เลย และถ้ามหาวิทยาลัยต่างชาติเข้ามาจัดตั้งก็ต้องดูด้วยว่าสามารถเปิดสอนสาขาไหนได้และไม่ได้บ้าง” รัฐกรณ์ กล่าว

ขณะที่ วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การเปิดให้ต่างประเทศเข้ามาเปิดสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมีมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเวบสเตอร์  และมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด

นอกจากนี้ การเปิดให้ต่างชาติเข้ามาเปิดสถาบันการศึกษา ถือว่าตอบรับกับตลาดนักศึกษาไทย ทำให้คนไทยได้เรียนในสาขาที่ไม่มีเปิดสอนในประเทศไทย เพราะอย่าลืมว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ที่สอนในมหาวิทยาลัยไทยมันล้าสมัยหลายอย่าง เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเขามีพลวัตและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอบรับกับตลาดและมีความเชี่ยวชาญกว่า

“มองว่าน่าจะเป็นทิศทางบวกต่อการศึกษาไทย โดยเฉพาะการเปิดสอนในสาขาที่ขาดแคลนชำนาญการที่ประเทศไทยไม่มี ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ผมเชื่อว่าน่าเป็นประโยชน์และเปิดโอกาสให้คนไทยได้ต่อยอดได้ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีก็ตามที่เน้นไปทางด้านการปฏิบัติ เช่น รถไฟความเร็วสูง การขนส่งระบบราง ฯลฯ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านเหล่านี้เลย”

วรากรณ์ ย้ำว่า ถ้าหวังจะให้มีนักศึกษาเข้ามาเรียนมากๆ ในสถาบันศึกษาต่างชาติก็คงไม่ง่าย  เนื่องจากมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เข้ามาเปิดสอนในประเทศไทยก็มีปัญหานักศึกษาน้อยเช่นกัน เพราะคนมีเงินส่วนใหญ่ก็บินไปเรียนต่อต่างประเทศ

วรากรณ์ ระบายว่า มหาวิทยาลัยไทยมีปัญหา 2 ด้าน 1.อาจารย์ไม่เป็นพลวัต ยังไม่มีอาจารย์ใหม่ที่มีความรู้ชั้นเลิศเข้ามาเป็นอาจารย์ เพราะด้วยโครงสร้างและผลตอบแทนยังไม่เอื้ออำนวย และ 2.เนื้อหาการสอนปัจจุบันสอนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แตกต่างกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้จัดทำหลักสูตรตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีกว่า

“การเข้ามาของสถาบันศึกษาต่างประเทศจะทำให้ไทยเห็นว่าเราจะร่างหลักสูตรการสอนอย่างไร รวมถึงการทำให้วงการศึกษาไทยตื่นตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตัวเองได้พัฒนาจากการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ และไม่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการแยกชิงให้นักศึกษาเข้าเรียนกัน แต่จะเป็นการเติมเต็มส่วนที่ไทยขาดแคลนบุคลากรสำคัญๆ ด้านต่างๆ เช่น ไอที นวัตกรรม สุขภาพ”

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดอาจเป็นการต่อยอดสำหรับคนที่ต้องการเรียนในต่างประเทศแต่มีค่าใช้จ่ายสูง ก็ไปศึกษาเรียนต่อตรงจุดนี้ได้ด้วย และเชื่อว่าไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน

 

บึ้มรพ.พระมงกุฎฯ ไม่ชัดฝีมือก่อการร้าย-การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496345

บึ้มรพ.พระมงกุฎฯ ไม่ชัดฝีมือก่อการร้าย-การเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นเรื่องอุกอาจเกินกว่าจะทนรับไหว สำหรับเหตุการณ์มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีลอบนำระเบิดมาวางไว้บริเวณห้องจ่ายยานายทหารสัญญาบัตร ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  เมื่อช่วงสายวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บรวม 21 ราย

ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอากาสาหัส 1 ราย โดยเป็นหญิงชราถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณกราม และต้องรอผ่าตัดเป็นการด่วน แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่มีผู้ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ประเด็นดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน เพราะโรงพยาบาลนั้นถือเป็นสถานที่ปลอดภัย

อีกมุมหนึ่งถูกตั้งข้อสังเกตไปยังประเด็นการครบรอบ 3 ปี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ หรืออาจเชื่อมโยงไปยังกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายพื้นที่ลุกลามมายังกรุงเทพมหานคร โดยเล็งเป้าหมาใหม่ คือ สถานพยาบาล

จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า การก่อการร้ายอาจจะเป็นได้ทั้งปัญหาภายในและภายนอกประเทศ แต่กรณีที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้านั้น ครบรอบ 3 ปี การครองอำนาจของ คสช. พอดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเหตุการณ์ระเบิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ที่บริเวณหน้ากองสลากเก่าและโรงละครแห่งชาติ ในเวลาไล่เลี่ยกัน

“จะเห็นได้ว่าหลังจากเกิดเหตุที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการหรือในแต่ละจังหวัด ได้ให้ตำรวจเข้าดูพื้นที่กันอย่างเต็มที่ ระยะเวลานี้อาจจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นยิ่งช่วงของการครบรอบ 3 ปี อาจจะมีกลุ่มบางกลุ่มที่ อาจไม่เห็นด้วยกับการครองอำนาจของ คสช. หรืออาจสร้างสถานการณ์ หรืออื่นๆ เพื่อให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้”

นอกจากนี้ ก็อาจจะมีผลต่อเนื่องหรือบางคนคิดเลยไปว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งความจริงแล้วการก่อการร้ายไม่ได้จำกัดพื้นที่ มันอาจส่งทอดความรุนแรงถึงกันได้ เช่น กรณีการระเบิดห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จ.ปัตตานี จะส่งมายังกทม.หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าระเบิดภาคใต้ตอนบน ในที่สุดมีความเชื่อมโยงกับภาคใต้ตอนล่าง

อย่างไรก็ตาม ในการมองดูความรุนแรงใหม่และการก่อการร้ายใหม่ หรือเกิดจากปฏิกิริยาทางการเมืองอะไรก็แล้วแต่ มันจะมีวิถีแตกต่างไปจากเดิม คือ เกิดที่ไหนก็ได้ อย่างต่างประเทศเหตุการณ์ระเบิดกลางงานคอนเสิร์ต แต่ครั้งนี้เป็นสถานพยาบาลเหนือความคาดหมาย

“การก่อการร้ายระยะหลังภาพรวมไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกประเทศ มันจะมีความเชื่อมโยงกันและกัน มีผลต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องการให้เป็นข่าวเพื่อดิสเครดิต จนเกิดความหวาดหวั่น และความหวาดกลัว กรณีของไทยหลายมองว่าเป็นการครบรอบ 3 ปี ของรัฐบาลชุดนี้

มีหลายกรณีไม่สามารถจับผู้ก่อเหตุได้ เพราะมีการปิดกล้องวงจรปิดก่อนกระทำ ทว่า ความรุนแรงไม่ว่าฝ่ายใด สมควรได้รับการตำหนิ เพราะมีผลต่อชีวิต โดยเฉพาะในดินแดนคนต้องทุกข์ทรมานด้วยความป่วยไข้ ยังต้องเหตุการณ์แบบนี้อีก แม้จุดมุ่งหมายต้องการพุ่งเป้าไปยังทหารในโรงพยาบาลก็ตาม

ด้าน แหล่งข่าวจากอดีตสภาความความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ ซึ่งเดาไม่ยากเพราะสาเหตุมีต่อเนื่องมายาวนาน ทั้งฝีมือ และวิธีการระเบิด ตั้งแต่ปี 2551 ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น จนมาถึงสุดท้ายช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้กับเหตุระเบิดหน้ากองสลาก และโรงละครแห่งชาติ จนถึงวันนี้ ประกอบกับ 3 ปี ครบรอบ คสช. ซึ่งกำลังตกเป็นเป้าโจมตี เป้าดิสเครดิตงานต่างๆ จากฝ่ายการเมืองบางส่วนที่สูญเสียอำนาจ และกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังรับผลทางกฎหมาย

“ทั้งหลายทั้งปวง เรายังไม่ทราบ เพราะยังไม่สามารถจับกุมใครขณะนี้ได้ รวมถึงยังไม่มีหลักฐานต่างๆขณะนี้ ซึ่งได้แต่คาดเดารวมทั้งดูรูปแบบน่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นฝีมือกลุ่มคนฝ่ายตรงข้ามและเคยสูญเสียอำนาจ แต่ไม่แน่ใจจะต่อไปถึงมือบงการได้หรือไม่  แต่การแสดงออกถึงความไม่พอใจรูปแบบต่างๆก็มีมาตลอด”

นอกจากนี้ พอมีการประกาศรัฐธรรมนูญ ก็ถือโอกาสลดอำนาจเผด็จการและลดอำนาจฝ่ายปกครองขณะนี้ลงมา และเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง และเชื่อว่าฝ่ายการเมืองก็พยายามทำทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายที่ไม่เป็นปรปักษ์โดยตรงกับทาง คสช. ก็พยายามรักษาฐานเสียง รักษาความเชื่อมั่น

ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ระบุว่า ส่วนตัวไม่สามารถให้ความเห็นต่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพราะส่วนตัวห่างไกลข้อมูล และไม่รู้ว่าฝ่ายไหนทำ  ส่วนจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ครบรอบ 3 ปีคสช.หรือไม่นั้น หากจะพูดไปก็ต้องมีหลักฐาน หรือมีข้อกฎหมายชัดเจนอะไรถูก อะไรผิด

“ตกลงว่าใครทำเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ ตรงนี้ก็ยังไม่มีหลักฐาน สำหรับการก่อเหตุจำต้องเป็นผู้มีประสบการณ์หรือไม่ คงไม่ต้องมาก แค่มีคนจ้างให้ไปวางตรงนั้น ตรงนี้ ก็ทำได้ เพราะคนจ้างคนทำมันเป็นคนละคนกัน  และผมก็ไม่ทราบรายละเอียด ดังนั้น ต้องไปถามพนักงานสอบสวนจะดีที่สุด”

 

ต้นเหตุทุเรียนแพง “กลไกตลาด หรือ ล้งจีนทำป่วน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496338

ต้นเหตุทุเรียนแพง "กลไกตลาด หรือ ล้งจีนทำป่วน"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ราคาผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจ โดยเฉพาะ “ทุเรียน” พืชผลที่หลายคนต้องคิดเเล้วคิดอีก กว่าจะตัดสินใจยอมควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อเเลกกับความเอร็ดอร่อย

จากปี พ.ศ. 2554 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 40 บาท 6 ปีผ่านไป ปัจจุบันราคาทุเรียนพุ่งสูงถึง 140 บาทต่อกิโลกรัม

สภาพอากาศ การกักตุน พ่อค้าคนกลางหรือการส่งออกต่างแดน อะไรกันแน่คือต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ?

ถึงเวลาแก้ปัญหาล้ง ขอรัฐบาล อย่าพูดแค่ลมปาก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ราคาทุเรียนหมอนทองปีพ.ศ. 2554 เฉลี่ยอยู่ที่ 40.21 บาทต่อกิโลกรัม ปี 2556 ราคา 54.98 บาทต่อกก. ปี 2558 ราคา 60 บาทต่อกก. และล่าสุดปี 2560 พุ่งสูงถึง 120-140 บาทต่อกก.

เจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่แห่งหนึ่งใน จ.ระยอง ซึ่งประกอบอาชีพนี้มากว่า 50 ปี แต่ขอที่จะไม่เปิดเผยชื่อ ยอมรับว่า ผลผลิตทุเรียนปีนี้มากกว่าปีก่อน ประมาณ 30-40 ตัน หรือกว่าหนึ่งหมื่นลูก ขณะที่ราคาขายตกต่ำลงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น

“หลายคนเมื่อก่อนปลูกยางพารา พอเห็นทุเรียนราคาดี ก็หันกลับมาปลูกทุเรียน ทำให้ปีนี้ราคาตก ผมว่าอนาคตน่าจะตกลงยิ่งกว่านี้”

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายหลักของเหล่าเกษตรกร เจ้าของสวนรายนี้บอกว่า ส่วนใหญ่เลือกขายให้กับล้งเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเรื่องที่สำคัญควรตระหนักคือ การฝากความหวังไว้กับล้งมากจนเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาในการกำหนดราคา

“ชีวิตเกษตรกรวันนี้ฝากไว้กับล้ง วันใดล้งจีนรวมตัวกันจนมีอำนาจกำหนดราคาได้ เมื่อนั้นผลไม้จากสวน จะถูกกดราคาจนต่ำทันที”

เจ้าของสวนทุเรียนรายนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาล้งอย่างจริงจัง โดยแนะนำให้ดูแลอย่างเข้มงวด มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในทุกขั้นตอน ทั้งการตรวจสอบจำนวนผู้ประกอบการ การกำหนดราคา รูปแบบการตลาด การควบคุมคุณภาพและการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียหรือยุโรป เพราะหากปล่อยให้ล้งจีนสามารถกำหนดราคาเองได้เช่นนี้ อนาคตชาวสวนและผู้บริโภคจะลำบาก

“ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของรัฐไม่ชัดเจน ทางปฏิบัติไม่มีรูปธรรม เป็นเพียงแค่ลมปาก ทุกครั้งรัฐมักพูดเพียงแค่ว่าจะพยายามช่วยเหลือ แต่สุดท้ายกลับช่วยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายใหญ่ ส่วนรายเล็กแทบไม่เคยได้รับการเหลียวแล”

เจ้าของสวนให้ความเห็นอีกว่า รูปแบบกลไลของระบบล้งปัจจุบันมีความซับซ้อนมาก หากผู้ประกอบการรายใดต้องการปั่นราคาทุเรียนให้ถูกลง พ่อค้าคนกลางจะใช้วิธีปล่อยทุเรียนอ่อนส่งออกไปราว 1-2 ล็อต เมื่อเกิดปัญหาก็จะนำเรื่องคุณภาพด้อยมากดราคาเกษตรกร เรื่องนี้สำคัญมาก หากรัฐไม่ทันเกม อนาคตประเทศไทยถูกต่างชาติเข้ามาควบคุมราคาผลไม้ได้แน่

“ผลผลิตมากก็ขายยาก การช่วยเหลือของรัฐก็ช้า พูดเพียงลมปาก ในพื้นที่ไม่เห็นมีหน่วยงานราชการออกมาช่วยเลย แม้แต่เกษตรอำเภอและจังหวัด เมื่อไปติดตามสอบถามก็มักอ้างว่า งานล้นมือ สุดท้ายชาวสวนก็ต้องดิ้นรนขายเอง แต่ขอถามว่าจะให้ไปขายที่ไหน ไม่มี….ก็ต้องยอมเข้าล้ง ขอเตือนภาครัฐว่า หากไม่แก้จริงจัง ปัญหาใหญ่เกิดแน่” เจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ทิ้งท้าย

 

จำใจขายให้ ล้ง เพราะไม่มีทางเลือก

ลุงฉัตร เจ้าของสวนมังคุด-ลองกอง จ.จันทบุรี เล่าว่า ได้ผลผลิตต่อปีประมาณ 10 ตัน โดยนำไปขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลางหรือล้ง ราคาขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์และคุณภาพของผลไม้ ในอดีตเคยขายได้สูงถึง 200 บาทต่อกก. ก่อนจะปรับลดลงมาเรื่อย 100 บาท 80 บาท 60 บาทต่อกก. กระทั่งปัจจุบันราคาอยู่ที่ 50 บาทต่อกก.

ลุงฉัตรบอกว่า กลไลการรับซื้อของพ่อค้าคนกลาง ล้งรายใหญ่จะเป็นผู้กำหนดราคาว่า แต่ละวันจะรับซื้อมังคุดในปริมาณและราคาเท่าใด จากนั้นจะให้ลูกทีมออกไปรับซื้อจากเกษตรกร

“ตัวอย่างเช่น ตั้งงบไว้วันละ 1 ล้านบาท รับซื้อกก.ละ 60 บาท เขาก็จะแบ่งเงินให้ลูกทีม 5 คน คนละ 2 แสนบาท เพื่อไปรับซื้อจากเกษตรกร คนที่ออกไปรับซื้อก็จะกำหนดราคาใหม่อีกครั้ง อาจจะกดเหลือ 55-57 บาทต่อกก. และเก็บส่วนต่างเอาไว้ ฝั่งเกษตรกรก็ต้องจำใจขาย เพราะไม่มีทางเลือก ไม่อยากเสี่ยงต้องแบกภาระ หากผลไม้ขายไม่หมดก็ต้องทิ้ง”

ขณะที่การรวมตัวของเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์เพื่อต่อรองราคานั้น เขาบอกว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติจริง เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ไม่มีใครยอมเป็นผู้นำ และแม้จะเคยไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ได้คำตอบเพียงว่า ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ

“ช่วงแรกก็มีสหกรณ์ แต่ระบบบริหารไม่มีคนเป็นผู้นำ พอลงมือทำจริงก็สู้ล้งจีนไม่ได้ สุดท้ายก็เลิกไป ส่วนจะให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่มาช่วยเหลือ แทบไม่เคยเห็น หนำซ้ำยังช่วยเหลือพ่อค้าคนกลางด้วยซ้ำ สุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือก เกษตรกรก็ต้องยอมขายให้ล้งเพราะไม่อยากให้ผลผลิตเสียหาย”

เกษตรกรรายนี้ แสดงความต้องการอยากให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ช่วยดูแลในการกำหนดราคากลางรับซื้อที่แน่นอนลักษณะวันต่อวัน รวมถึงควรมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามออกตรวจความเรียบร้อยและเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ล้งเป็นผู้กำหนดราคาเช่นนี้

 

อย่าแทรกแซงกลไกตลาด

วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ยอมรับว่าจากอดีตถึงปัจจุบันราคาผลผลิตการเกษตรปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งมีเหตุผลมาจากความต้องการของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจีน ทำให้การแข่งขันของตลาดผลไม้ตอนนี้มีความเข้มข้นกว่าสมัยก่อน รวมถึงเกษตรกรเริ่มเปลี่ยนจากปลูกต้นยางพาราหันกลับมาปลูกทุเรียนมากขึ้น

ส่วนรูปแบบการขายผลผลิตของเกษตรกรไม่ต่างจากเมื่อก่อน คือ ใช้ระบบพ่อค้าคนกลาง แต่ตอนนี้อาจมีพ่อค้าชาวจีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังเงินและกำลังซื้อชัดเจน ซึ่งเหนือกว่าพ่อค้าท้องถิ่นเดิม ทำให้เกิดการแข่งขันทางตลาดมากขึ้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์รูปแบบการแข่งขันเช่นนี้เป็นเรื่องปกติซึ่งเป็นเรื่องดีกับเกษตรกรไม่ใช่การเอาเปรียบ เหมือนบริษัทขนาดใหญ่ที่เอาเปรียบคนไทยเกินไป

“รัฐบาลไม่ถึงกับต้องเข้าไปควบคุม จำกัด ไม่มีเหตุผลชัดเจนที่ต้องทำเช่นนั้น มันเป็นกลไกการแข่งขันทางการตลาด เมื่อราคาผลผลิตดี ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือเกษตรกรชาวไทย ฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่ต้องไปจำกัดการแข่งขัน เพราะนี่คือผลของโลกโลกาภิวัฒน์ที่กำลังพัฒนา เมื่อมีการส่งออกเพิ่ม ของต้องแพงขึ้น ยกเว้นแต่ผลผลิตนั้นจะมีสินค้าอื่นทดแทนเพิ่มขึ้นมา”

วิโรจน์ แนะนำว่า หากรัฐบาลอยากแก้ไขปัญหาราคาผลผลิต ควรหาทางพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ สนับสนุนขยายพื้นที่การปลูกให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น จะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ไม่ควรไปควบคุมราคาผลไม้ที่เป็นสินค้าสามารถเน่าเสียได้ง่าย

ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกฎหมายใหม่ 

กมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เปิดเผยว่า ปีนี้สถานการณ์ผลไม้ไม่ประสบปัญหามากนัก การปรับตัวของราคาเป็นเรื่องปกติของกลไกตลาด เมื่อมีความต้องการมากโดยเฉพาะต่างประเทศ ก็ทำให้ผลไม้ไทยส่งออกมากขึ้น ประกอบกับช่วงนี้เป็นต้นฤดูผลผลิต จึงมีสินค้าน้อย หากรอเข้าช่วงกลางฤดูผลไม้ ราคาอาจปรับตัวลงกว่านี้

ประเด็นเรื่องล้งต่างชาติที่มีการกล่าวถึงกันมากในสังคม กมลวิศว์ กล่าวว่า อย่าไปรังเกียจ ประเด็นสำคัญกว่าคือการควบคุมไม่ให้คนไทยถูกเอาเปรียบ โดยขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมเรื่องการซื้อขายล่วงหน้าแล้ว ส่งผลให้ต่อไปนี้จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลควบคุมไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ หรือเกิดการซื้อเหมาสวนในราคาเดียวซึ่งทำให้ผลไม้ถูกตัดพร้อมกันอีกด้วย

“เชื่อว่าสถานการณ์ราคาผลไม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น คงไม่ปรับตัวสูงมากไปกว่านี้ เพราะเมื่อเกษตรกรหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตออกมาพร้อมกัน ราคาก็จะไม่สูง ปัญหาอยู่ที่ว่าควรทำอย่างไรให้มีสินค้าขายตลอดทั้งปี สำหรับ อ.ต.ก.ใช้หลักการตลาดนำการผลิต ต้องรู้ก่อนว่าความต้องการมีเท่าไหร่ ก่อนจะผลิตสินค้าออกมาให้พอความต้องการ” ผอ.อ.ต.ก. ระบุ

 

 

 

ตัดปมชายแดนใต้ทิ้ง ฟันธงระเบิดรพ.เอี่ยวการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496231

ตัดปมชายแดนใต้ทิ้ง ฟันธงระเบิดรพ.เอี่ยวการเมือง

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นระเบิดที่เขย่าไปถึงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างหนักหน่วง เสียงที่ดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องจากการบาดเจ็บจากแรงระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คนร้ายนอกจากจะมุ่งเป้าให้เกิดการบาดเจ็บ และยังเลือกสถานที่ที่ไม่มีโจรใดที่ยังพอเหลือที่ว่างแห่งความมีมนุษยธรรมในจิตใจลงมืออย่างโรงพยาบาล ผลลัพธ์วิ่งเข้าสู่คณะรัฐบาลทหารอย่างทันที เพราะเหตุการณ์นี้จะต้องหาตัวคนร้ายมาให้ได้

พลันที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รุดลงพื้นที่หลังเหตุระเบิดทันที ยืนยันว่าเป็นการระเบิดและคาดว่าน่าจะเป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดไปป์บอมบ์ และมีลักษณะเฉพาะกับเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทั้งเหตุระเบิดหน้ากองสลาก และหน้าโรงละครแห่งชาติ ทำให้เป้าหมายเลี่ยงไม่ได้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มันโยงไปถึงการเมือง

ไปป์บอมบ์ ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ลักษณะของระเบิดจะนำเหล็กรูปทรงกระบอกที่ถูกบรรจุไว้ด้วยวัสดุต่างๆ ที่ใช้ทำลายล้าง ทั้งเศษเหล็กแหลม หัวตะปู หรือตลับลูกปืนที่เพิ่มขีดการทำลายให้สูงขึ้น และปิดกระบอกระเบิดด้วยเหล็ก กลวิธีการทำให้ระเบิดมีหลายรูปแบบ ทั้งใช้สัญญาณโทรศัพท์ หรือหน่วงเวลาให้เกิดระเบิด

และแน่นอนว่าการทำระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้เฉพาะ และมีความชำนาญ คนทั่วไปไม่อาจทำขึ้นมาเองได้ เพราะสุ่มเสี่ยงจะเกิดอันตรายกับตัวเอง

เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ากับรูปแบบของระเบิดที่เกิดขึ้น คำถามสำคัญคือใครมาลงมือก่อเหตุ กลุ่มการเมือง หรือแม้แต่กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่อาจจะขยายพื้นที่การก่อเหตุมายังเมืองหลวงของประเทศไทย

พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.งานเก็บกู้วัตถุระเบิดอีโอดี กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ที่เก็บและกู้ระเบิดจากเหตุการณ์สำคัญๆ ในเมืองไทย มองการระเบิดครั้งนี้ว่า เกิดจากกลุ่มการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และหวังจะลดทอนความเชื่อถือจากรัฐบาล ส่วนประเด็นเรื่องกลุ่มก่อเหตุจากสามจังหวัดชายแดนใต้นั้น ตัดทิ้งไปได้เลย

“วงจรของระเบิดแตกต่างจากเหตุที่ชายแดนใต้ แต่วงจรกลับเชื่อมโยงไปยังเหตุการณ์ระเบิดทั้งที่หน้ากองสลาก และที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งมันคล้ายคลึงกันมาก” พ.ต.อ.กำธร อธิบาย

เมื่อลงลึกไปยังรายละเอียดของระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พ.ต.อ.กำธร บอกได้แต่เพียงว่า การประกอบระเบิดไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก แต่อย่างไรก็ต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญประกอบระเบิดนี้ขึ้นมา

การจะปฏิเสธว่ากลุ่มสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่ตำรวจให้น้ำหนักหรือไม่ คำอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ มีเพิ่มจาก ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ให้น้ำหนักว่า ไม่น่าใช่ฝีมือจากกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่

เขาบอกว่า เหตุผลสำคัญคือความช่ำชองในพื้นที่ก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มก่อความไม่สงบมักจะเลือกพื้นที่เปิดหรือพื้นที่สาธารณะที่ต้องหวังผลจากสถานการณ์ แต่กับเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปิด และเป็นลักษณะพื้นที่เฉพาะ กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ไม่น่าจะเลือกสถานที่เช่นนี้เพื่อก่อเหตุ

“กลุ่มก่อความไม่สงบจะต้องรู้จักพื้นที่หากจะวางระเบิด และการถือระเบิดมาวางในโรงพยาบาลมันสุ่มเสี่ยงเกินไปสำหรับพวกเขา”ศรีสมภพ ขยายความ

ศรีสมภพ ให้ภาพเพิ่มว่า ลักษณะการก่อเหตุของกลุ่มก่อความไม่สงบชายแดนใต้ จะเลือกพื้นที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่เปิด เช่น เหตุการณ์วางระเบิดหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2556 ที่ครั้งนั้นต้องการผลความสูญเสียในเชิงสัญลักษณ์และมีผู้บาดเจ็บ จะแตกต่างจากเหตุการณ์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่หน้ากองสลาก หรือที่หน้าโรงละครแห่งชาติ

“หากกลุ่มก่อความไม่สงบจะวางระเบิดต้องไม่ใช่โรงพยาบาลแน่นอน เพราะมันเสี่ยงจะถูกประณามทั้งจากองค์กรตัวเอง หรือองค์กรสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะมีตัวอย่างมาแล้วจากเหตุระเบิดที่ห้างบิ๊กซี จ.ปัตตานี ซึ่งครั้งนั้นกลุ่มก่อเหตุเสียขบวนพอสมควร เพราะมันไม่เหมาะสมที่จะเลือกชีวิตผู้บริสุทธิ์มาเป็นเหยื่อ ที่สำคัญคือส่งผลกระทบต่อการเจรจาเพื่อให้ได้เปรียบในข้อต่อรองด้วย” ศรีสมภพ ให้ความเห็นทิ้งท้าย

 

ถอดรหัสเด้งฟ้าผ่า “ชาญเชาวน์” พ้นปลัดยธ. ส่องว่าที่ปลัดคนใหม่ ใครตัวเต็ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496192

ถอดรหัสเด้งฟ้าผ่า "ชาญเชาวน์" พ้นปลัดยธ. ส่องว่าที่ปลัดคนใหม่ ใครตัวเต็ง?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ย้ายนายชาญเชาวน์  ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่แทน

การโยกย้ายครั้งนี้ นายชาญเชาวน์ เองอยู่ระหว่างการเดินทางไปปฏิบัติราชการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 27 พ.ค.นี้ นับว่าสร้างความมึนงงให้ข้าราชการในกระทรวงยุติธรรมไม่น้อย  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายชาญเชาวน์ ทำงานตอบสนองรัฐบาลทุกด้านในขณะที่ดำรงตำแหน่งปลัดยุติธรรม

นายชาญเชาวน์  ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมระยะเวลาเพียงปีเศษเท่านั้น  ได้พยายามสนองงานรัฐบาลทุกอย่าง แต่ข่าวกระทรวงยุติธรรมเตรียมเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราวกว่า 2,000 คน สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย ดูเหมือนการบริหารงานไม่บรรลุเป้าหมาย ถือว่าสร้างชื่อเสียให้กับรัฐบาลที่อยู่ในภาวะง่อนแง่นเช่นกัน

รวมถึงคดีความฟ้องร้องที่นายชาญเชาวน์ ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ กรณี ถูก พ.อ.ปิยะวัฒก์  กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีร่วมกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ย้ายพ.อ.ปิยะวัฒก์   ขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกนายชาญเชาวน์ เป็นเวลา 2 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

ส่วนสาเหตุการโยกย้ายที่แท้จริงไม่มีใครออกมาระบุชัด เพียงแต่การย้ายครั้งนี้เพื่อให้นายชาญเชาวน์ ไปช่วยงานด้านการปฎิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

สำหรับว่าที่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม คนใหม่ เส้นทางชีวิตถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน  แง้มประวัติดู  วิศิษฎ์  จบการศึกษามัธยมโรงเรียนสวนกุหลาบ  ปริญญาตรีนิติศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับสอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประกาศนียบัตร เนติบัณฑิตไทย สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิต LL.B. (Second Class Honors, Upper Division) University of Wales, United Kingdom  Barrister-at-Law of Gray’s Inn (เนติบัณฑิตอังกฤษ)

ส่วนเส้นทางการรับราชการก็น่าสนใจไม่น้อย ช่วง พ.ศ.2557-2558 หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงยุติธรรมพ.ศ.2553-2557 อธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม  ถัดมา พ.ศ.2551-2553 รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (นักบริหาร 10)  พ.ศ.2546-2551 ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม (นักบริหาร 10)  พ.ศ.2543-2546 รองอธิบดีกรมบังคับคดี (นักบริหาร 9)

ต่อมา พ.ศ.2542-2543 เป็นผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กระทรวงยุติธรรม (นิติกร 9) กรมบังคับคดี พ.ศ.2541-2542 ผู้พิพากษาประจำกระทรวง ทำงานธุรการในตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี   ถัดมา พ.ศ.2538-2541 ผู้พิพากษาประจำกระทรวง ทำงานธุรการในตำแหน่งรองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ และช่วง พ.ศ.2537-2538 เป็นผู้พิพากษาแขวงสงขลา

นอกจากนี้ในปัจจุบัน ยังเป็นศาสตราจารย์พิเศษ สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นกรรมการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัย หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และเป็นอาจารย์พิเศษระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , คณะนิติศาสตร์และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

ย้อนเหตุระเบิดไปป์บอม์บ 3เหตุการณ์ ฝีมือ-เป้าหมายเดียวกัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/496046

ย้อนเหตุระเบิดไปป์บอม์บ 3เหตุการณ์ ฝีมือ-เป้าหมายเดียวกัน?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เหตุระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แสดงให้เห็นชัดว่าคนร้ายเจตนาจงใจก่อเหตุมุ่งหวังผลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยรอการรักษาจากแพทย์  การกระทำดังกล่าวนับว่าเกินจะประณามผู้ก่อเหตุ  เพราะแม้แต่ในห้วงเวลาสงครามสถานหรือโรงพยาบาลที่มีเครื่องหมายกาชาดจะไม่ถูกโจมตีจากฝ่ายสู้รบและบุกโจมตี ที่ต่างรับทราบว่าเป็นข้อห้ามในทางการรบ เนื่องจากเป็นสถานที่ให้ความคุ้มครองกับบุคคลที่ไม่มีส่วนร่วมในการสู้รบ

ทว่ากลิ่นความรุนแรงกำลังโชยมาอีกครั้ง เพราะเหตุระเบิดเริ่มปรากฏถี่ขึ้น ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาบริหารประเทศ  ความพยายามลดความรุนแรงด้านต่างๆ ก็ถูกกดกุมไว้ใต้อุ้งมือรัฐบาล จนทำให้เกิดแรงปะทุขึ้น  คนร้ายเริ่มออกปฏิบัติการณ์ใช้ระเบิดชนิดไปป์บอม์บก่อเหตุถึง 3 ครั้งติดในห้วงปี 2560

 

เหตุระเบิดหน้ากองสลากเก่าเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2560

ครั้งแรก ช่วงเวลาหัวค่ำประชาชนกำลังพลุกพล่าน เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดชนิดไปป์บอม์บ บริเวณหน้ากองสลากเก่า ถนนราชดำเนินกลาง  เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา จากนั้นดูเหมือนเหตุการณ์ระเบิดทำให้ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงเร่งล้อมคอกป้องกันเหตุมากขึ้น จัดสายตรวจคึกคักเฝ้าเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง

จากนั้นถัดมาเพียงเดือนเศษเกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้ขยับเข้าไปใกล้บริเวณสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระแก้ว  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฯลฯ  ซึ่งมีประชาชนค่อนข้างจอแจจำนวนมาก  คนร้ายลอบวางระเบิดชนิดไปป์บอม์บ บริเวณฟุตบาทด้านหน้าโรงละครแห่งชาติ ถนนราชินี แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ  ตรงช่วงเวลาหัวค่ำ วันที่  15 พ.ค. ที่ผ่านมา  โดยในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

 

เหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560

ต่อมาเพียง 7 วันเท่านั้น ช่วงสายวันนี้ (22 พ.ค.) เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดชนิดไปป์บอม์บ ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บริเวณห้องจ่ายยาทหารสัญญาบัตร  ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ  แรงระเบิดส่งผลให้กระจกภายในห้องแตก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 24 ราย มี 3 ราย  ที่ยังต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ทั้งหมด 3 เหตุการณ์ หากพิเคราะห์ให้ชัดเจนจะเห็นว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มคนเดียวกัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินจากวัตถุพยานที่เกิดเหตุ แล้วมาวิเคราะห์ความไปได้ของพฤติกรรมคนร้ายที่ประกอบระเบิดชนิดไปป์บอม์บ  แล้วสอดรับกับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท  ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความเห็นเชื่อมั่นว่าคนร้ายที่ก่อเหตุบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติกับเหตุที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  เป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันแน่นอน

เหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 22 พ.ค. 2560

ส่วนเหตุผลการออกมาป่วนเมืองครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างคาดดาดออกไปเพียงไม่กี่ประเด็น ทั้ง  1.ความขัดแย้งทางการเมือง  2.สร้างสถานการณ์ดิสเครดิตรัฐบาล  และ3.กลุ่มผู้เห็นต่างทางความคิด  ทั้งหมดแล้วล้วนมีกลิ่นการเมืองเข้ามาเจือปนไม่มากก็น้อย

ย้อนความจำกันกับเหตุการณ์ระเบิด 9 จุด ปี 2549 เกิดขึ้นหลังรัฐประหารเพียง 3 เดือน  คดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 2553 เช่นเดียวกับเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ แถวมีนบุรี เมื่อปี 2557 และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ในปีถัดมา ต่างก็สรุปว่าเป็นเรื่องของการเมืองทั้งสิ้น

ไม่ต่างจากเหตุการณ์คนร้ายคาร์บอมบ์ในลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล  เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเดือน เมษายน  ปี 2558 ต่างก็มีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อย

ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ในภวังค์ของเหตุการณ์ระเบิดมาตลอดและส่วนใหญ่มักโยงใยเกี่ยวข้องกับทางการเมืองแทบทั้งสิ้น

 

บทเรียนจาก “โคเรียคิง” ผู้บริโภคต้องรอบรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/495962

บทเรียนจาก "โคเรียคิง" ผู้บริโภคต้องรอบรู้

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วลีที่ว่า “หากคุณโทรเข้ามาภายใน 10 นาที จะได้สิทธิซื้อสินค้าในราคาพิเศษ หรือลดอีก 50% ยังไม่พอ เรายังแถมผลิตภัณฑ์ให้อีกด้วย สั่งซื้อตอนนี้เลยที่หมายเลข…”

ไดเรกต์เซลส์ หรือการขายตรงผ่านสื่อโฆษณาโทรทัศน์ไปยังทุกครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อดึงความสนใจของผู้คนให้ชวนซื้อสินค้าของผู้ขาย และบ่อยครั้งที่หลากสินค้าเหล่านี้ถูกอวดอ้างสรรพคุณเกินกว่าสภาพความเป็นจริง ตัวอย่างที่เห็นชัดอย่างกระทะยี่ห้อดัง “โคเรียคิง” ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในขณะนี้ เมื่อไส้ในกลับพบว่าไม่ได้คุณสมบัติตามที่กล่าวอ้างในโฆษณา

ส่งผลให้คนไทยกลายเป็นเหยื่อทางการตลาดมานับไม่ถ้วน

สิทธิขั้นพื้นฐานในการตรวจสอบ และมีสิทธิที่จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าใด แน่นอนว่าสิทธินั้นอยู่ในมือของคนไทยทุกคน แต่หากพลั้งพลาดขึ้นมา และเงินที่จ่ายออกไปกลับไม่สมคุณค่าอย่างที่โฆษณา หน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือตรวจสอบให้การช่วยเหลือ จะต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอ
รวมถึงผู้บริโภคเองที่ต้องถอดบทเรียนสำคัญให้ได้ เพื่อเป็นกันชนให้กับตัวเอง

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) ให้ความเห็นว่า บทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับกรณีนี้คือการตระหนักรู้ของผู้บริโภค และต้องไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อการโฆษณาสินค้า เพราะหากมองในมุมของกฎหมาย สคบ.ไม่มีอำนาจเข้าไปบังคับรูปแบบการโฆษณาได้ หากผลิตภัณฑ์นั้นไม่ใช่ยา หรือสินค้าที่ต้องขออนุญาตพิเศษ

“สคบ.ปล่อยให้โฆษณาอย่างเต็มที่ แต่อย่าผิดพลาดนะ เพราะหากผิดเมื่อไหร่เราก็มีสิทธิเข้าไปจัดการได้ทันที” พิฆเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม พิฆเนศเข้าใจดีว่าหลักการโฆษณาของผู้ประกอบการ หรือเอเยนซีที่ผลิตโฆษณาออกมา จะต้องทำทุกวิถีทางและชูจุดเด่นของสินค้าให้มากถึงมากที่สุด เพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้สนใจซื้อสินค้าให้ได้ และจะมีเพียงแค่เส้นบางๆ ที่แบ่งช่องว่างระหว่างการถูกหลอก กับสินค้าที่มีคุณภาพจริงๆดังนั้น ประชาชนต้องรอบรู้ในข้อมูล และนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งในประเด็นนี้สำคัญอย่างมาก

“ถ้าประชาชนมีความรู้มากพอ และสืบเสาะข้อมูลตามช่องทางที่หลากหลายเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก็จะทำให้พิจารณาสินค้าได้ง่ายว่าคุ้มค่าหรือไม่ และจะเป็นกลไกทางสังคมที่สำคัญเพื่อบีบให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้าดีๆ ออกมาจำหน่ายเท่านั้น เพราะคนมีความรู้ เลือกที่จะซื้อของได้ กลไกทางกฎหมายก็ไม่จำเป็นเลย” รองเลขาฯ สคบ.ให้ความเห็น

กระนั้น แม้สังคมจะมองว่ากรณีของกระทะโคเรียคิง สคบ.ไม่ได้ตอบโจทย์การทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคเลย หากแต่เกิดเรื่องแล้วถึงจะมีบทบาทเข้ามา เรื่องนี้พิฆเนศให้ความเห็นว่า เพราะส่วนหนึ่ง สคบ.ไม่มีอำนาจในการกำกับโฆษณาตั้งแต่ต้น แต่ก็ยังมีศูนย์เฝ้าระวังโฆษณาสินค้าอยู่ แต่มีเจ้าหน้าที่เพียง 7 คนเท่านั้น หากเทียบกับทุกช่องทางสื่อสาร ก็ต้องยอมรับว่าความผิดพลาดอาจมีหลุดรอดออกไป

“แต่ถ้าประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติทางโฆษณาสินค้า ก็แจ้งมา สคบ.ได้ เราจะเข้าไปจัดการให้ทันที” พิฆเนศ ย้ำ

ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ความเห็นจากการยกตัวอย่างกรณีกระทะดังว่า จะเป็นบทเรียนทั้งส่วนของผู้ประกอบการ ที่ต้องโปรโมทสินค้าผ่านการโฆษณา โดยสินค้าที่กล่าวอ้างจะต้องมีคุณภาพจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องอย่างเคสนี้

เหนือจากนั้น สารี มองว่า ผู้บริโภคเองก็ต้องอย่าเชื่อโฆษณา โดยยึดหลักสำคัญว่าการโฆษณาไม่มีใครที่จะมาบอกความจริงเราทั้งหมด และเส้นแบ่งการเข้าข่ายว่าโฆษณานั้นจริง หรือเกินจริงหรือไม่ ก็เป็นเพียงแค่เส้นบางๆ เท่านั้น ผู้บริโภคจะต้องคิดหลายชั้นหน่อยก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้า

“และคนทำโฆษณาเองก็เช่นกันที่ต้องได้บทเรียนจากเรื่องนี้ เพราะศาสตร์การทำโฆษณาในทุกวันนี้ยังคงใช้จุดอ่อนของผู้บริโภคเข้ามาชูดจุดเด่นของสินค้า อย่างเช่นกรณีกระทะ ที่จี้จุดว่าคนไม่ชอบทำอาหาร แต่เห็นความง่าย จึงตัดสินใจซื้อเพราะลึกๆ ก็อยากทำกับข้าว แต่ซื้อมาแล้วสินค้ากลับไม่มีคุณภาพตามที่กล่าวในโฆษณา”สารี ให้นิยาม

ท้ายสุด สารีมองว่าผู้บริโภคไม่ใช่เหยื่อ แต่ต้องได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม และเห็นควรว่าต้องช่วยเหลือผู้บริโภคจากกรณีนี้ เพื่อให้อนาคตมีการเฝ้าระวังมากขึ้น และศึกษาจากกรณีความผิดครั้งนี้ที่เกิดขึ้น โดยต้องเป็นไปตามกระบวนการเอาผิดที่จริงจังและเข้มข้น