ไทยหนีไม่พ้นอเมริกา พันธมิตรในสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/493606

ไทยหนีไม่พ้นอเมริกา พันธมิตรในสงคราม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ต้องยอมรับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศค่อนข้างระอุพอสมควร ภายหลัง“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณออกมาค่อนข้างแรงเพื่อเปิดสงครามกับคู่รักคู่แค้นอย่างเกาหลีเหนือ ยิ่งไปกว่านั้นได้พยายามส่งเทียบเชิญผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมเป็นมหามิตรสำหรับสร้างความชอบธรรมในการทำสงครามในอนาคตอันใกล้

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเล็กๆ อย่างไทยกำลังเป็นหนึ่งในแขกรับเชิญของผู้นำสหรัฐที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวออกมาว่าผู้นำสหรัฐโทรศัพท์ข้ามทวีปตรงมายัง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเป็นการส่วนตัว

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายมองว่าประเทศไทยจะมีทิศทางอย่างไร ท่ามกลางเวทีการเมืองโลกที่รอวันปะทุ ในโอกาสนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีเวลาสนทนากับ “รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดสงครามระหว่างสหรัฐ-เกาหลีเหนือขึ้นมา ประเทศไทยจะอยู่จุดไหนในแผนที่การเมืองระหว่างประเทศ

อาจารย์อรรถกฤต เริ่มต้นถึงการมองความเป็นไปได้ในการเกิดสงครามว่า “ก็มีแนวโน้มอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะว่ามีการเรียกคุยกันแล้วว่าใครจะเป็นพันธมิตรกับประเทศไหน โดยทรัมป์มีการเชิญประธานาธิบดีไปคุย ซึ่งจริงๆ แล้ว ส่วนตัวคิดว่าเมื่อทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ย่อมต้องสนใจเรื่องผลประโยชน์เป็นหลักของประเทศเขา และผลประโยชน์ที่ได้มาจากเกาหลีเหนือด้วย เพราะอย่าลืมว่าพวกกลุ่มธุรกิจก็มองทรัพยากรในเกาหลีเหนือเป็นธุรกิจเหมือนกัน

“ถ้าถามว่าทรัมป์อยากได้ไหม แน่นอนว่าอยากได้ เพราะสามารถเอาทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในอนาคตเกาหลีเหนืออาจเปลี่ยนระบบการปกครอง ถ้าสามารถจัดการกลุ่มผู้นำของเกาหลีเหนือได้ ทุกอย่างก็จบ การปกครองก็เปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์ที่ไม่เคยมองทุนนิยม มาเป็นการมองทุนนิยมมากขึ้น

“อย่าลืมว่าเกาหลีเหนือมีทรัพยากรค่อนข้างมาก เพราะอย่าลืมว่าเกาหลีเหนือยังมีเทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรน้อยอยู่ดังนั้นถ้าสหรัฐอเมริกาเข้าไป ย่อมสามารถทำอะไรได้มาก จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์วิเคราะห์อีกว่า “เชื่อว่าสงคราม ถ้าเกิด ก็จะเกิดระยะสั้น โดยปกติสหรัฐอเมริกาจะดำเนินการรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ตัวเองมี โดยเฉพาะการติดตั้ง THAAD (Terminal High Altitude Area Defense System) หรือระบบป้องกันขีปนาวุธในประเทศเกาหลีใต้แล้ว แม้ว่าประชาชนในเกาหลีใต้จะไม่ยอม แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ยอมให้ตั้งระบบดังกล่าวได้

“ทีมของทรัมป์เป็นกลุ่มทุนธุรกิจหมดเลย ไม่ได้เหมือนกับทีมของโอบามา ที่มองในเชิงอนุรักษนิยมมากกว่า อย่างเช่น นโยบายการเก็บภาษีธุรกิจของพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะต่ำกว่าของพรรคเดโมแครตค่อนข้างมากในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อกลุ่มธุรกิจเข้ามาบริหารอเมริกา ย่อมต้องมองเกาหลีเหนือในเรื่องทรัพยากรเป็นหลัก”

สำหรับการที่ทรัมป์คุยกับ พล.อ.ประยุทธ์นั้น อาจารย์อรรถกฤต คิดว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยากให้เกิดสงครามอยู่แล้ว เพราะประเทศไทยด้วยสถานะทำไม่ได้อยู่แล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีก็น้อยมาก ดังนั้น ดีที่สุดของไทย คือ การดูสถานการณ์เป็นหลักว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พอเห็นแนวโน้มว่าไทยต้องเข้าข้างอเมริกาอยู่แล้ว

“เพราะถึงอย่างไร ถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริง อย่างไรเสียอเมริกาก็ชนะเกาหลีเหนือ 100% เพราะอเมริกามีอาวุธและเทคโนโลยีดีกว่า ขณะที่เกาหลีเหนือยังมีเทคโนโลยีที่ยังน้อยอยู่ เพราะที่ผ่านมาก็มีหลายครั้งที่การทดลองอาวุธก็ล้มเหลวเยอะ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เกาหลีเหนือจะมาต่อรองกับอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีของไทยอาจจะผูกมิตรกับสหรัฐ แต่ในความคิดของนักวิชาการรายนี้ เห็นว่าจะไม่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมากนัก เนื่องจากเวลานี้จีนเองก็พยายามไม่ต้องการมีปัญหากับสหรัฐเหมือนกัน เพื่อไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจของตัวเอง

“ถามว่าประเทศจีนก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะเข้าข้างเกาหลีเหนือ เช่น การขายอาวุธให้เกาหลีเหนือ แต่ตอนนี้จีนก็เริ่มกังวลแล้ว เพราะว่าอเมริกาใช้นโยบายเศรษฐกิจจะล้มจีน เพราะพรรครีพับลิกันต้องการให้อุตสาหกรรมโยกไปที่อเมริกา และดำเนินการลดภาษีในการลงทุน เพื่อลดการขาดดุล จีนกังวลเหมือนกันว่าถ้าย้ายไปหมด จะทำให้แรงงานในจีนอยู่กันอย่างไร

“ผู้นำของจีนมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงเหมือนกัน แต่จีนก็มองเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ย่อมจะนำมาสู่การจลาจลในจีน ที่อาจมีความรุนแรงมาก ย่อมทำให้กลุ่มผู้คุมอำนาจในจีนก็ต้องมาคิดว่าจะปกครองได้ไหม หากเกิดปัญหาความรุนแรงในประเทศขึ้นมา ดังนั้นจีนย่อมต้องกังวลกับปัญหาในประเทศเป็นสำคัญ สรุป คือ จีนก็ต้องเอาตัวรอดเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าจีนก็เริ่มถอยห่างจากเกาหลีเหนือเหมือนกัน

“การที่ไทยซื้อเรือดำน้ำจากจีนนั้น จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงประมาณ 7-8% มาตลอด ไทยก็ยังต้องมีเศรษฐกิจในระดับหนึ่งเหมือนกัน อย่างเรื่องการส่งออก ขณะเดียวกันไทยก็ยังต้องพึ่งอเมริกา จึงคิดว่าไทยก็พยายามเข้าหาทั้งคู่เช่นกัน ไทยพยายามเป็นมิตรกับทั้งคู่ เพราะการเป็นมิตรกับทั้งสองประเทศมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพื่อให้ไทยสามารถรักษาเสถียรภาพได้ในอนาคต

“กลุ่มประเทศทวีปยุโรปน่าจะอยู่กับอเมริกาเหมือนกัน เนื่องจากที่ผ่านมาอเมริกาคอยสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายให้ประเทศแถบยุโรปพอสมควร ประกอบกับที่ผ่านมาก็ต่างเป็นพันธมิตรกันอยู่แล้ว เพราะมีการร่วมปฏิบัติการในการที่จะกำจัดกลุ่มก่อการร้ายมาตลอด และสนธิสัญญาต่างๆ ที่อเมริการ่วมกับยุโรปก็มีลักษณะต่อต้านเกาหลีเหนืออยู่แล้ว

“เช่นเดียวกับรัสเซีย ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะไปเข้ากับเกาหลีเหนือ เพราะถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศมีอยู่บ้าง เช่น การซื้อขายอาวุธ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ในลักษณะสนธิสัญญาเพื่อการสร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจมีอยู่น้อย

“สถานการณ์ของเกาหลีเหนือก็ถือว่าขาดพันธมิตรพอสมควรเหมือนกัน เนื่องจากทุกประเทศก็มองเศรษฐกิจของตัวเองเป็นหลัก เพราะหากเศรษฐกิจพังเมื่อไหร่ ความขัดแย้งภายในประเทศเกิดขึ้นแน่นอน และจะตามมาด้วยการล้มของผู้นำ ดังนั้นแต่ละประเทศต้องการสร้างสมดุลทางอำนาจภายในประเทศของตัวเองเป็นสำคัญ

“ทุกอย่างมันลิงค์ (เชื่อมต่อ) กันหมดเลย เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองหมด ทุกคนในฐานะเพลเยอร์ (ผู้เล่น) ตามทฤษฎีเกม ทุกคนต้องการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตัวเอง ทุกคนใช้นโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นกลยุทธ์ในการเล่นเกมเพื่อให้ผลประโยชน์เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ละประเทศมองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุด” อาจารย์อรรถกฤต ระบุ

อาจารย์อรรถกฤต สรุปว่า “ประเทศไทยตอนนี้ ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ไม่รอดก็คือเรื่องเศรษฐกิจ ตอนนี้จึงมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ซึ่งเป็นนโยบายการตลาดให้กับรัฐบาลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศ ถ้าถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะทำอย่างไรกับสถานการณ์อย่างนี้ คือ คงต้องเล่นตามเกมไป หมายความว่าถ้าประเทศผู้นำอย่างอเมริกาต้องการอะไร ก็ต้องเสนอตามที่ต้องการไป เพราะต้องยอมรับความเป็นมหาอำนาจของอเมริกา

“ประเทศไทยมีความสำคัญกับอเมริกาค่อนข้างมาก เพราะถ้าอเมริกาสามารถจับกลุ่มจำนวนประเทศในอาเซียนเกินครึ่งหนึ่ง อเมริกาก็จะสามารถมีฐานอำนาจในการทำอะไรได้อีกมาก โดยอเมริกาสามารถอ้างอิงจากประเทศในอาเซียนได้ ถึงแม้ไทยจะทำธุรกิจกับจีนมาก แต่เมื่อถึงเวลาเกิดสงครามจริง ไทยคงต้องเลือกอเมริกา”

 

กม.ยุคไดโนเสาร์ สร้างอาณาจักรความกลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/492672

กม.ยุคไดโนเสาร์ สร้างอาณาจักรความกลัว

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, พัชรศรี ปิ่นแก้ว

“ถ้าเขาออกกฎหมายมาตามร่างฯ นี้ สื่อก็จะจบในแง่ของบทบาทในเชิงสังคม และก็ไม่รู้จะมีสื่อทำไม เมื่อต้องให้สื่อกลายเป็นผู้ที่อยู่ในระเบียบวินัย ทำตามที่องค์กรภาครัฐต้องการเท่านั้น”

ความห่วงใยของ พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ ที่มองว่าร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน มีจุดประสงค์ต้องการควบคุมสื่อ ซึ่งเท่าที่ดูไม่มีประเทศไหนในโลกให้สื่อต้องขึ้นทะเบียน มีใบประกอบวิชาชีพ นอกจากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน ที่สำคัญช่วงนี้ไม่ควรควบคุมและลดคุณค่าของสื่อ เพราะสื่อกำลังมีความหลากหลายสูงมาก

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กระแทกไปยังรัฐบาลเพราะเชื่อว่าต้องการควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนแบบเบ็ดเสร็จ โดยวันนี้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปสื่อสารมวลชนที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้เห็นชอบส่งต่อไปยังรัฐบาลเดินหน้าออกเป็นกฎหมาย

องค์กรวิชาชีพสื่อออกมาคัดค้านเพราะเห็นว่า เป็นการละเมิดสิทธิการรับรู้ของประชาชน และเปิดช่องให้อำนาจรัฐแทรกแซงการทำงานของสื่อ ทั้งยังมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุกกับสื่อทุกประเภท

อาจารย์นิเทศศาสตร์จุฬาฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังมองสื่อภายใต้ทัศนะการควบคุม และหากบังคับให้สื่อขึ้นทะเบียนก็จะทำให้ภาครัฐรู้รายชื่อว่ามีใครบ้างและกำลังทำอะไรสามารถที่จะสอดส่องได้ตลอด ขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่ควรคือการที่ร่างกฎหมายกำหนดว่าหากสื่อไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมต่างๆ จะต้องเข้าสู่กระบวนการรับโทษ ซึ่งต่างกับการกำกับดูแลกันเองที่ไม่มีบทลงโทษ

พิรงรอง กล่าวว่า การกำกับดูแลกันเองตั้งแต่อดีตเป็นเรื่องของความสมัครใจที่เกิดจากสำนึกและจริยธรรม โดยไม่ต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องโทษอย่างมากที่สุด คือ เมื่อทำผิดก็ออกจากการเป็นสมาชิก หรือการเรียกปรับกันเอง รัฐบาลไม่ได้เข้ามาเกี่ยว แต่ขณะนี้รัฐบาลหรือ สปท.พยายามทำกฎหมายโดยรวมสองสิ่งมาไว้ด้วยกัน คือ กฎหมาย กับจริยธรรม และไม่แน่ใจว่า การให้มีสภาวิชาชีพสื่อนี้เป็นเพราะเห็นรูปแบบจาก กสทช.ที่กำกับดูแลได้เพียงด้านโทรทัศน์และวิทยุเท่านั้นหรือไม่ จึงจุดประกายว่า ถ้าต้องการมาคุมสื่อส่วนนี้อีกก็ต้องมีสภาวิชาชีพสื่อ ซึ่งไม่ใช่การให้กำกับดูแลกันเอง

พิรงรอง ย้ำว่า ร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่การปฏิรูปสื่อ แต่เป็นการกระทำที่ยิ่งกว่าการถอยหลังเข้าคลอง เพราะย้อนกลับไปในยุคของไดโนเสาร์ ทั้งนี้ การปฏิรูปสื่อยุค 4.0 คือ การทำอย่างไรให้เข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างกระจายกว้างขวางมากขึ้น เพราะจุดเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี 2535 การที่รัฐบาลทหารปิดกั้นสื่อ ทำให้ความจริงไม่ปรากฏเกิดสถานีไอทีวีขึ้นและมาในปัจจุบันที่มีสื่อหลากหลายมากขึ้น

“ยุคสมัยหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าการกำกับดูแลสื่อ สุดท้ายก็พยายามจะปิดสื่อ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2540 จึงทำให้เห็นข้อจำกัดที่จะปิดสื่อไม่ได้ แต่สามารถเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้ ต่อมาในยุคปัจจุบันความต้องการให้มีโครงสร้าง โดยมีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนมีช่องทางให้ประชาชนรู้ว่าต้องร้องเรียนสื่ออย่างไร รวมถึงกระบวนการเอาผิดกับสื่อ ความจริงเรื่องดังกล่าวในต่างประเทศเคยมีที่รัฐเข้าคุมสื่อแต่นานมากแล้ว เช่น ที่อังกฤษ สหรัฐ สุดท้ายรัฐบาลของเขาจะค่อยๆ สลายตัวไปเมื่อสื่อดูแลกันเองได้จนไม่ต้องมีกฎหมาย”

พิรงรอง กล่าวอีกว่า ในยุคอินเทอร์เน็ตปัจจุบันมีสื่อโซเชียลก็มีการกำกับดูแลกันเอง เพราะการนำเสนอผ่านออนไลน์ไม่ได้มีเพียงนักวิชาชีพสื่อ แต่ทุกคนสามารถเป็นสื่อเองได้หมด เว็บไซต์ต่างๆ จึงทำหน้าที่เป็นเพียงแพลตฟอร์มสื่อกลางการนำเสนอเนื้อหา เช่น Pantip Facebook แต่ช่องทางพวกนี้จะมีการออกแบบให้มีการแจ้งเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับเนื้อหา โดยคนที่เข้ามาเล่นเว็บนั้นจะเข้ามาช่วยกันกำกับดูแลกันเองได้และสามารถทำได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งกฎหมาย หรือรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง

“การให้สื่อต้องขึ้นทะเบียน รวมถึงการร้องเรียนจนถึงการตัดสินความผิดถูกของสื่อ ประเด็นอยู่ที่ว่าแล้วใครจะเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อมีตัวแทนรัฐบาลเข้ามา 2 คน แม้จะดูเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ส่วนที่เหลือผู้แทนจากสภาวิชาชีพก็ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องผลประโยชน์ด้วยหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นในโลกยุคนี้”

อย่างไรก็ตาม พิรงรอง ยอมรับว่า สื่อส่วนหนึ่งก็มีปัญหาที่สังคมวิจารณ์ แต่กรณีนี้ก็ไม่ควรจะเหมาเข่งออกกฎหมายมาคุมสื่อทั้งหมด ซึ่งสังคมชอบการเหมารวม เช่น สื่อถูกมองว่าเป็นผู้บิดเบือน เลือกข้างและเชื่อไม่ได้ และก็มีทั้งสื่อดีและไม่ดี ขัดต่อค่านิยมและจริยธรรมของสื่อเองทั้งนั้น ส่งผลให้สังคมเกิดความเสื่อมศรัทธา เพราะรู้สึกไม่น่าเชื่อถือ เมื่อมีกฎหมายออกมาว่าต้องมีการดูแลสื่อ สังคมก็จะรู้สึกว่ามีการควบคุมดีแล้ว

อาจารย์นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เสนอทางออกว่า อยากให้เรื่องนี้หยุดลงไปก่อน แต่ควรเสริมทางกลไกทางสังคมให้แข็งแรง ให้ประชาชนรู้ทันสื่อ เพราะเป็นเรื่องการพัฒนาในระยะยาว

“ความคิดที่จะร่างกฎหมายนี้จึงเป็นที่น่าขำ เพราะไม่มีทางเข้าไปควบคุมความคิดของคนได้ในยุคสมัยนี้ เพราะความจริงเป็นสิ่งสำคัญสุด ท้ายที่สุดไม่มีอะไรเอาชนะความจริงได้ การตีทะเบียนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับสื่อที่ดี สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดบรรยากาศความกลัว และไม่ยุติธรรมทั้งการจะเข้ามาดูแล และการวินิจฉัยการตัดสินว่าผิดหรือถูก”พิรงรอง สรุปทิ้งท้าย

 

กกต.พร้อมปรับตัว รับกฎหมายลูกรัฐธรรมนูญใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/492593

กกต.พร้อมปรับตัว รับกฎหมายลูกรัฐธรรมนูญใหม่

โดย….ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้เป็นทางการ แน่นอนว่าถนนทุกสายจากนี้พุ่งเป้าไปยังการเลือกตั้ง แต่ก่อนถึงเวลานั้น กฎหมายลูก 4 ฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้จะมีหน้าตาอย่างไร

สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารกลาง เปิดเผยผ่านโพสต์ทูเดย์ต่อประเด็นความเห็นต่างระหว่างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยเฉพาะกลไกการทำงาน ว่าจะมี กกต.จังหวัด หรือผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งส่วนตัวคิดว่ากฎหมายลูกไม่ควรเขียนรายละเอียด น่าจะเป็นการดำเนินการภายในของ กกต.ที่อาจมีกลไกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้

“แต่พอเขียนว่าไม่มีหรือต้องมี ทำให้รูปแบบการทำงานของ กกต.ถูกจำกัดด้วยรูปแบบ กรธ.เป็นฝ่ายเสนอ ซึ่งไม่เชื่อว่า กรธ.จะคิดรูปแบบหนึ่งขึ้นมามันจะดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุด เพราะในสถานการณ์หน้างานของการเลือกตั้งจริง กกต.ควรมีความคล่องตัวในการคิดกลไกอะไรก็ได้ เพื่อช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”

สมชัย อธิบายเหตุผล 1.ใช้คนนอกพื้นที่ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง มีความเป็นกลาง และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดใดก็ได้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยรับเพียงเบี้ยเลี้ยงการทำงาน ก็จะเกิดปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะหาใครมาทำหน้าที่ดังกล่าว

2.ความคุ้นเคยในจังหวัดที่จะต้องไปทำงาน ไม่รู้ในเชิงภูมิศาสตร์ ผู้คน และวัฒนธรรม หรือเรื่องของหัวคะแนน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ก็จะเหมือนคนแปลกหน้าไปหาข่าว ไม่สามารถได้ข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องปรามทุจริตการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ สิ่งที่ กกต.เสนออยากให้มี กกต.จังหวัดนั้น ดัดแปลงจากของเดิม คือ มี กกต.จังหวัดแต่ให้รับเพียงเบี้ยประชุม และมาจากการสรรหาจากบุคคลหลากหลายอาชีพ ซึ่งเป็นข้อเสนอให้กับ กรธ.แต่ไม่ได้รับการพิจารณาดังนั้น สนช.และกรรมาธิการ สนช. ต้องชั่งน้ำหนักอะไรเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายใหม่ที่ออกมาทำให้คนเป็น กกต. 2-3 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระสูงขึ้นกว่าเดิม ในประเด็นนี้คนเตรียมงานมาเป็นเวลานานเข้าใจเกี่ยวกับระบบต่างๆ กับการเอาคนใหม่เข้ามา จะเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก ทำให้การจัดการเลือกตั้งไม่มีประสิทธิผลหรือไม่

3.ในเรื่องหลักการออกกฎหมาย โดยหลักนิติธรรมจะไม่มีผลบังคับย้อนหลังในเชิงเป็นโทษกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ กกต.โดยตรง คิดว่าไม่มากเท่ากับองค์กรอิสระอื่นถ้าใช้กติกานี้ ซึ่ง กกต.ที่กระทบแน่ๆ มีเพียงคนเดียว คือ ประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการมีส่วนร่วม เพราะเคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน และพ้นจากการเมืองไม่ถึง 10 ปี ถ้าให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวก็ไม่เป็นธรรม

“สิ่งที่ผมมองผลกระทบต่อ กกต.น้อยกว่าองค์กรอิสระอื่น อย่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประมาณ 4-5 คน และกรรมการ ป.ป.ช. 7-8 คน ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นแปลว่าคนที่เคยทำงานมาเดิมถูกรอนสิทธิ ขาดความต่อเนื่อง เพราะเอาคนใหม่เข้ามารับหน้าที่ คดีของ ป.ป.ช.และของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อกรรมการองค์กรอิสระดังกล่าวหากต้องพ้นตำแหน่งจะมีผลวันถัดไปทันที สมมติหากเกินกว่าครึ่งหนึ่งขององค์ประชุมแต่องค์กรนั้นๆ จะไม่สามารถจัดการประชุมได้นานถึงสองเดือนครึ่ง เท่ากับเกิดสุญญากาศ ซึ่งไม่น่าเป็นผลดี ดังนั้นขอให้ทาง สนช.ต้องช่วยดูว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร”

ทั้งนี้ ยืนยันสิ่งที่พูดทั้งหมดไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง เพราะในรัฐธรรมนูญคุณสมบัติ กกต.มีข้อหนึ่งที่เขียนว่า หรือมีประสบการณ์การทำงานภาคประชาสังคมมาไม่น้อยกว่า 20 ปี เชื่อว่าจำนวนปีที่ทำงานในองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ องค์กรกลางการเลือกตั้ง หรือพีเน็ต ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2535 นับถึงปัจจุบันก็ 25 ปี น่าจะเพียงพอ

3สถานะของสำนักงาน กกต.นั้น อยากให้แยกออกมาเป็นกฎหมายอีกฉบับ เรียกว่า พ.ร.บ.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่การร่างของ กรธ.ไปรวมอยู่ที่เดียวกัน ทำให้ขึ้นอยู่กับการคงอยู่ของกรรมการการเลือกตั้ง จะทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำเกิดความไม่มั่นคงต่อการทำงาน ต่างจาก ป.ป.ช.

กกต.ฝีปากกล้า ยอมรับว่า ถ้าออกมาในรูปแบบที่รู้สึกเป็นปัญหา ก็พร้อมปรับตัวตามและหาวิธีการรองรับ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานเตรียมพร้อมรับทุกรูปแบบ อาทิ กลไกในการรองรับผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อให้การทำงานคู่ขนานไปกับสำนักงาน ซึ่งเรียกโมเดลนี้ว่าสามประสาน คือ สำนักงาน กกต.จังหวัด ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง และองค์กรเอกชนในจังหวัด ต้องประสานงานและตรวจสอบกันและกัน

“เราเคยได้ยินเรื่องที่ว่าเจ้าหน้าที่ของ กกต.ไปเรียกรับผลประโยชน์จากนักการเมือง ฉะนั้นต้องมีผู้ตรวจการเลือกตั้งเข้าไปตรวจสอบคนของเราว่ามีเรื่องราวเหล่านี้จริงหรือไม่ หรือต้องมีองค์กรเอกชนเข้ามาตรวจสอบจริงหรือเปล่า เป็นต้น และผู้ตรวจเองไม่ใช่ไม่มีการตรวจสอบ เขาต้องถูกตรวจสอบโดยเราว่าลงไปพื้นที่แล้วทำตัวเหมือนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่หรือไม่ ไปเรียกรับผลประโยชน์จากฝ่ายการเมืองในพื้นที่หรือเปล่า”

 

นอกจากนี้ สั่งให้เตรียมการในการเลือกตั้งโดยเฉพาะด้านบริหารจัดการเลือกตั้งต้องพร้อมทุกอย่าง เมื่อกฎหมายลูก 4 ฉบับเสร็จและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตรงนั้นเป็นการนับหนึ่งเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งจริงๆ และต้องให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ทว่าตรงนี้ยังมีการตีความแตกต่างกันอยู่ของนักกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ

โดยแบบแรก เมื่อกฎหมาย 4 ฉบับเสร็จแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันเลือกตั้งอยู่ 150 วัน จะเลือกถึงวันที่ 149 ก็ได้ แต่การตีความแบบสอง คือ แล้วเสร็จต้องประกาศผลได้ 95% ด้วย สมมติถ้าจะเอาแบบที่สองจะลากไปถึง 149-150 วันไม่ได้ ต้องใช้เวลาพิจารณาใบเหลือง ใบแดง เรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ต้องทอนลงมาอาจจะเหลือเพียง 90 วัน เป็น 90 บวก 60 วันเลือกตั้ง ไม่ใช่ 145 วันบวก

“เมื่อถามฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์มีชัย ตอบว่า ตีความแบบแรก แต่ส่วนประกาศผลรอหลังจากนั้นอีกทีหนึ่ง บวกไปอีก คือ 150 บวก 60 วัน แต่สิ่งที่ กกต.คุยกันอยากเร่งรัดตัวเองสามารถทำแบบที่สองให้ได้ ต้องการทำให้เสร็จภายใน 90 วัน ถามว่าทำไมคิดในแนวทางที่สอง

คำตอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยว่าหลังจากการเลือกตั้งจะไม่มีใครไปร้องคัดค้านการเลือกตั้งเพราะผู้ชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ หากขัดความรับผิดชอบตรงอยู่ที่ กกต. จะผิดทั้งอาญาและแพ่ง กกต.ต้องเพลย์เซฟ หาวิธีการที่ตัวเองไม่เดือดร้อนในอนาคต เป็นมุมมองทางกฎหมายที่แตกต่างกัน”

 

เบียร์สองขวดก่อนขี่รถ เปลี่ยนชีวิตที่สมบูรณ์สู่ “ความพิการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 19:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/491804

เบียร์สองขวดก่อนขี่รถ เปลี่ยนชีวิตที่สมบูรณ์สู่ “ความพิการ”

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ต้นอ้อ-สรัล กุลสิงห์ ชายหนุ่มวัย 29 ปี จำอะไรไม่ได้เลย เเม้เเต่ความเจ็บปวด คาวเลือดและเเรงกระเเทกบนสะพานข้ามแยกดินแดง มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันที่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์คว่ำเมื่อสองปีก่อน

ชีวิตเปลี่ยนจากชายหนุ่มที่มีร่างกายสมบูรณ์สู่คนพิการแขนขวาใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต….

ในวันที่ตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากจักรยานยนต์ สรัล พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดบทเรียนให้กับผู้ขับขี่ทุกคนฟัง

ชีวิตเปลี่ยนเพราะเบียร์สองขวด

สรัล สวมเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ มาพร้อมกับจักรยานพับได้คันเล็กๆ สีเงิน แตกต่างเหลือเกินกับภาพชายหนุ่มเสื้อการ์ดดำ รองเท้าบู้ทสุดเท่เมื่อวันวาน แต่เขายังคงยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อต้องเอ่ยถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ไม่มีวันลืม

“ผมจำอะไรไม่ได้เลย เท่าที่เพื่อนเล่าให้ฟัง วันนั้นไปถ่ายรูปให้เพื่อนในงานแต่งงาน ระหว่างย้ายไปปาร์ตี้กันที่ร้านอื่น ผมทำผิดกฎหมายเลือกขึ้นสะพานข้ามแยกดินแดง จังหวะทำความเร็วเพื่อแซงรถแท็กซี่ รถเกิดแฉลบเสียหลักชนเข้ากับแบริเออร์ ผมกรามแตก ฟันแถบซ้ายหัก ลิ้นขาด หนังตาตก เส้นปราสาทแขนขวาขาด แต่เพื่อนที่ซ้อนมาด้วยกันแค่ถลอกเหมือนคนวิ่งหกล้ม ส่วนรถก็แค่กระจกหน้าหัก ตัวถังด้านขวาเป็นรอยนิดหน่อย ศูนย์คิดค่าซ่อมราวๆ 6,000 บาท”

สรัลมารู้ภายหลังว่า อุบัติเหตุครั้งนี้มีต้นตอมาจากแอลกอฮอล์ โดยโพสต์สุดท้ายในเฟซบุ๊กของเขาก่อนรถคว่ำ คือ ภาพเบียร์ 2 ขวดพร้อมข้อความประกอบว่า “เมาอีกแล้วว่ะ เมาได้ไงวะ” จากโพสต์ดังกล่าวทำให้เขาไม่เคยคิดโทษมอเตอร์ไซค์แม้แต่นิดเดียว ยกความผิดให้กับความประมาทของตัวเองล้วนๆ

“นอนที่โรงพยาบาลประมาณ 1 เดือนจำอะไรไม่ได้เลย จนมาเปิดเฟซบุ๊ก เห็นโพสต์สุดท้ายของตัวเองคือ ภาพเบียร์ 2 ขวด และผมบอกด้วยว่า เมา แต่ไม่รู้ว่าเมาจริงหรือเปล่า เพราะปกติเป็นคนดื่มบ้าง ดื่มได้ประมาณ 4 ขวดใหญ่ถึงจะเมา แต่ไม่สำคัญ บทเรียนคือ มันทำให้รู้ว่า แค่คุณดื่ม สติคุณก็ไม่สมบูรณ์อีกแล้ว ลองนึกดูว่าถ้าไม่ดื่ม ผมอาจจะไม่ตัดสินใจขึ้นสะพาน ไม่ตัดสินใจแซงรถแท็กซี่ก็ได้”

สภาพรถหลังจากประสบอุบัติเหตุ

สวมใส่หมวกกันน็อค ปฎิบัติตามกฎหมาย อย่ามักง่าย

นอกจากดื่มไม่ขับแล้ว เรื่องที่สรัลอยากถ่ายทอดก็คือ การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุให้ครบครัน โดยเฉพาะอุปกรณ์พื้นฐานอย่างหมวกกันน็อค ซึ่งสำคัญมากและเป็นเหตุผลให้เจ้าตัวรอดจากความตาย

เขาแนะนำว่า ให้ลงทุนซื้อเลือกหมวกกันน็อคแบบเต็มใบที่มีมาตรฐาน ป้องกันร่างกายและรักษาชีวิตได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังถือเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อย่ามักง่ายและคิดบนพื้นฐานของความประมาท

“ผมสูญเสียความทรงจำไปหลายอย่าง ช่วงแรกจำอะไรไม่ได้เลย ร่ายกายไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เนื่องจากสมองกระทบกระเทือนอย่างหนัก ถ้าไม่มีหมวกกันน็อคก็คงตายไปแล้ว แต่ผมเรียนรู้ว่า เราไม่ควรใส่แบบเปิดคาง เพราะมันไม่ได้ป้องกันใบหน้าด้างล่างเพียงพอ ตอนกระแทกพื้น ตัวล็อคมันจะหัก ตัวปิดคางจะถูกเปิดออก และทำให้กรามของผมแตก ไม่ต้องพูดถึงหมวกแบบครึ่งใบเลย แบบนั้นหน้าผมเละไปแล้ว”

 

พิการแล้วได้เห็นหัวใจคน

หลังต่อสู้ทำกายภาพบำบัดมาเกือบ 2 ปี วันหนึ่งคุณหมอแจ้งว่า เขาจะไม่สามารถใช้งานแขนขวาได้อีกต่อไป ด้วยความที่ก่อนหน้านี้มีอาชีพเป็นช่างภาพและอยากทำงานต่อ ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“เฮ้ย..เราจะถ่ายรูปยังไง แว๊บหนึ่งคิดว่า อย่างนี้ถ้าตายไปเลยง่ายกว่าปะ” สรัลระลึกถึงความคิดเมื่อครั้งได้ยินคุณหมอแจ้งข่าวร้าย

ทว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนมองโลกในแง่ลบและจมปลักอยู่กับความดราม่า ไม่นานก็สลัดตัวออกจากความทุกข์ สิ่งแรกที่เขาเปลี่ยนแปลงคือ คติประจำตัวในการดำเนินชีวิตจากที่เคยคิดว่า ‘ยังไงก็ไม่ตาย’ เป็น ‘จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อยากทำอะไร ทำเลย’ ขณะที่แขนด้านขวาก็ถูกจารึกข้อความผ่านรอยสักว่า I CAN BECAUSE I THINK I CAN ซึ่งแปลว่า ฉันทำได้ ก็เพราะฉันคิดว่าฉันทำได้

“คนถามว่าไม่ลำบากหรอ ไม่เครียดเหรอ ลำบากสิ ลำบากมากๆ ด้วย  เอาแค่ใส่เสื่อผ้ามันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่คิดมากไปจะมีอะไรดีขึ้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดราม่าไปแล้ว แขนผมจะหายหรอ ก็ไม่ สู้เอาเวลามาพัฒนา ทำตัวเองให้มีความสุขดีกว่าไหม อย่างที่บอกจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

ในฐานะผู้พิการ เขาได้รับสวัสดิการเป็นเงินช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม ได้นั่งรถเมล์ในราคาครึ่งเดียวของคนทั่วไป ได้นั่งรถไฟฟ้าฟรี ได้สัมผัสกับสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้พิการที่แสนย่ำแย่ในเมืองไทย ขณะเดียวกันยังได้เรียนรู้ ‘หัวใจคน’ ที่พร้อมให้โอกาสและไม่รังเกียจคนพิการ โดยทุกวันนี้เขามีอาชีพเป็นช่างภาพอินทีเรียผู้ลั่นชัตเตอร์ด้วยมือข้างเดียว ทำงานให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

“ตอนส่งใบสมัครไป ไม่รู้เขาอ่านหรือเปล่าว่าผมเป็นผู้พิการ เรียกไปสัมภาษณ์และให้ทดลองงาน  ผมถ่ายด้วยมือข้างเดียว ใช้นิ้วกลางกดชัตเตอร์ ครบ 3 เดือนผมทำได้ดีตามมาตรฐานที่เขากำหนด ถึงวันนี้ก็เกือบ 1 ปีที่แล้ว ขอบคุณที่เขาเลือกคนจากความสามารถและผลงาน ถ้าเป็นบริษัททั่วไปใน 100 คนอาจมีคนพิการ 1 คน แต่บริษัทของผมมีไม่ถึง 10 คน แต่เขายอมให้มีคนพิการเป็นหนึ่งในนั้น”

เช่นกันกับเรื่องความรัก สรัลเจอผู้หญิงที่ให้โอกาสและเห็นว่า หัวใจสำคัญของความเป็นมนุษย์อยู่ที่นิสัย การกระทำและผลงานมากกว่าสิ่งที่ปรากฏผ่านทางร่างกาย โดยท้ายที่สุดนี้เขาย้ำว่า สิ่งที่อยากให้ทุกคนเรียนรู้ก็คือ ความประมาท การดื่มแล้วขับ รวมถึงการรู้จักยอมรับความจริงและเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ต้องการความสงสารจากผู้คน

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนชีวิตจากชายหนุ่มผู้เคยประมาทและดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่

ชมผลงานการถ่ายภาพของเขาที่ http://tonorkorpai.wixsite.com/portfolio

 

 

 

ปฏิรูป “ชาติไทยพัฒนา” หมดยุคทุบโต๊ะสั่ง-เน้นสร้างทีมทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/491499

ปฏิรูป "ชาติไทยพัฒนา" หมดยุคทุบโต๊ะสั่ง-เน้นสร้างทีมทำงาน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด และ ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

พรรคชาติไทยพัฒนา คือ หนึ่งในพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไทย ที่ผ่านมาพรรคการเมืองนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ทั้งการถูกยุบพรรค ไปจนถึงการสูญเสียหัวเรืออย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี

นับตั้งแต่การจากไปของมังกรการเมือง ทำให้เกิดคำถามมาตลอดเวลา พรรคการเมืองนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาที่สามารถยืนตระหง่านในทางการเมืองได้อย่างสง่างาม เพราะบุรุษที่ชื่อ  “บรรหาร”

มาวันนี้ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนี้เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง ภายหลังเริ่มมีการพูดถึงหัวหน้าคนใหม่ โดยมีชื่อ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกชายคนเดียวของบรรหาร เป็นตัวเต็งคนสำคัญ เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งในอนาคต

“ตอนนี้หัวหน้าพรรคจะเป็นใคร ยังไม่มีใครรู้ เพราะต้องรอให้ทางผู้ใหญ่ในพรรคพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า เพราะคิดว่าสมาชิกพรรคทุกคนพร้อมทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด”

“นี่ไม่ใช่มรดกทางการเมือง เพราะพรรคนี้สร้างมาจากสมาชิกทุกคนที่ช่วยท่านบรรหารสร้างขึ้นจนเป็นเหมือนบ้าน แต่หากถามว่าตัวจะต้องดิ้นรนไปเป็นหัวหน้าพรรคนั้นคงไม่ใช่”

“เพราะส่วนตัวมองว่า คำว่า หัวหน้าพรรค ไม่มีความหมาย เพราะตำแหน่งที่ใหญ่และภูมิใจที่สุดในชีวิตที่เคยได้รับมาตั้งแต่เกิด คือ ตำแหน่งลูกนายบรรหาร เป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครสามารถปลดตนเองได้ ฉะนั้นในพรรคนี้ไม่ว่าจะอยู่ด้วยตำแหน่งอะไร ก็พร้อมช่วยให้พรรคหรือบ้านหลังนี้เติบใหญ่ไปข้างหน้า” วราวุธ กล่าวเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์

วราวุธ เปิดเผยถึงการทำงานของพรรคว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่ในพรรคยังมีอยู่หลายคนพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่ออยากเห็นการก้าวหน้าของพรรคชาติไทยพัฒนา ในขณะที่มีคนรุ่นใหม่เสริมเข้ามา ซึ่งตอนนี้สมาชิกในพรรคเป็นการผสมกันระหว่างสมาชิกรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของพรรคและก้าวไปข้างหน้า

“แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจและกล้าพูดเต็มปากว่า ในยุคสมัยที่คนเพียงคนเดียวอย่างท่านบรรหาร สามารถทุบโต๊ะและชี้ว่าจะเอาอย่างนี้โดยทุกคนยอมฟัง คงจะไม่มีอีกแล้ว สมัยก่อนที่ทุกคนในพรรคเห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่าน เพราะมาจากพื้นฐานจากประสบการณ์และทำงานการเมืองอย่างยาวนานของท่าน หากแม้บางครั้งเกิดข้อผิดพลาด แต่ด้วยศักยภาพและบารมีคุณพ่อ ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้”

เมื่อพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้มีผู้นำสูงสุดเหมือนในอดีต ทำให้ทายาทการเมืองของครอบครัวศิลปอาชา มีความตั้งใจว่าพรรคจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วยการทำให้เป็นองค์กรทางการเมือง และต้องพยายามรักษาฐานที่มั่นของตัวเอง พร้อมหาช่องทางขยับขยายโอกาสทางการเมืองของพรรคในอนาคต

“วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนา จึงพยายามเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความมั่นคง และให้ทุกฝ่ายนำความคิดเห็นไปหารือในที่ประชุมพรรคและนำมตินั้นมาขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้า”

“หากถามว่าอยากทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ พรรคก็อยากเข้ามา แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยได้รับโอกาส จึงอาจจะพยายามทำกิจกรรมโครงการให้คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นการทำเพราะอยากจะได้ สส. แต่ถ้าสามารถสลัดความคิดที่พรรคต้องการปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นพยายามคิดที่ว่า ขณะนี้สมาชิกในพรรคอยู่ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และสุพรรณบุรี และส่วนตัวอยากทำให้สังคมในกรุงเทพฯ มีความเชื่อมโยงและมีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน เหมือนสังคมในต่างจังหวัดที่ทุกบ้านสามารถไปมาหาสู่กันได้ง่าย

“แต่ถึงอย่างไรฐานที่มั่นของพรรคชาติไทยพัฒนายังคงต้องยึด จ.สุพรรณบุรี เป็นหลัก เพราะหากจะคิดทำอะไรก็ต้องมีฐานเสียงก่อน และคิดว่าวันที่พ่อบรรหารไม่อยู่ก็อย่าเพิ่งไปขยายพื้นที่ และทำให้ที่มีอยู่รอดแข็งแรงปลอดภัยก่อน ไม่ใช่ให้คนมองว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นขนมเค้กที่รอวันแบ่ง แค่นั้นผมก็ว่าสำเร็จแล้ว”

เหนืออื่นใด วราวุธ บอกว่า การทำงานของพรรคในอนาคตจะต้องเน้นการทำงานเป็นทีม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด

“วันที่พรรคชาติไทยพัฒนาไม่มีท่านบรรหาร แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของพรรคทำอย่างไรก็คงไม่เหมือนก่อน เพราะมังกรการเมืองอย่างท่านไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่กำลังทำตอนนี้คือต้องพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวัฒนธรรมของพรรคจากทำคนเดียว ต้องทำงานเป็นทีมไปไหนไปด้วยกันทั้งทีม ไม่มีใครนำใคร เพื่อให้พรรคเข้มแข็งและไม่มีจุดอ่อน”

“ขณะนี้คนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่ภายในพรรคก็กำลังทำงานเพื่อหาจุดอ่อนและจุดแข็ง โดยนำเปรียบเทียบกับพรรคอื่น เพื่อนำมาปรับปรุงและใช้กำหนดและเตรียมทิศทางนโยบายการเดินหน้าของพรรคไปเสนอต่อสังคมในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

การสนทนานอกจากพูดคุยกันเรื่องภายในพรรคแล้ว แต่ยังมาถึงการมองภาพการเมืองหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้

“การเมืองหลังจากนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ เพราะการเมืองทุกวันนี้หากคุณพ่อยังอยู่ หรือผู้รู้ทางการเมืองก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่โดยส่วนตัวอยากเห็นการเมืองที่สามารถนำพาให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า หลุดพ้นจากบ่วงที่ติดอยู่ และไปสู้กับหลายประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระบบใหม่ ที่ไม่เคยเจอ หรือรูปแบบอื่น ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ขออย่างเดียว อยากให้เป็นสิ่งที่นำพาประเทศไทยออกจากหลุมในปัจจุบันเพื่อสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้”

วราวุธ คิดว่า การแก้ไขปัญหาของประเทศในเวลานี้ คือ ต้องวางรากฐานเกี่ยวกับการพัฒนาคน เพราะถ้าทำตรงนี้ได้ก็จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำและช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

“ต้องพัฒนาพื้นฐานทางการศึกษาของคนให้มีความเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว แต่วันนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา คือ เยาวชนของชาติไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพเท่าที่ควร จนทำให้เยาวชนของไทยอยู่อันดับที่ 57 จาก 77 ประเทศ ในการจัดอันดับความรู้ความสามารถของเยาวชน”

“แม้แต่ประเทศเวียดนาม ยังมีอันดับสูงกว่าไทยอยู่อันดับ 8 ดังนั้นถ้าเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าอีกไม่เกินหนึ่งทศวรรษประเทศเวียดนามจะมีบุคลากรที่มีพื้นฐานความคิดมากกว่าไทย ฉะนั้นเราต้องมองว่าประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรได้อย่างไร นอกเหนือจากการที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาเรื่องการเมือง”

สุดท้าย การสร้างความปรองดอง วราวุธคิดว่า ทุกฝ่ายต้องยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ไปบอกว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย และที่สำคัญทุกฝ่ายต้องยอมรับกติกาเพื่อให้ประเทศเดินหน้า

“ดังนั้นจากปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่สายเกินไปถ้าทุกคนพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะติดกับดักอยู่อย่างนี้และการจะพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ต้องก้าวข้ามอุปสรรคปัญหาที่มีอยู่ ไปข้างหน้าให้ได้แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“เพียงแต่ว่าอย่าเพิ่งตั้งธงว่าใครเป็นผู้ร้าย หรือพระเอก แต่ทุกฝ่ายควรมานั่งทำงานด้วยกันและร่างกติกาให้ทุกฝ่ายยอมรับ และเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ทุกคนจะต้องยอมรับผลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น และเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าการเมืองเหมือนที่ผ่านมา โดยถือผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่และไม่ยอมรับกติกา ย่อมจะไม่เป็นผลดีกับสังคม”

“สิ่งที่ผมอยากจะเห็นการเมืองในอนาคต คือทุกคนเคารพกติกาที่มีอยู่ จบคือจบ และพร้อมรับฟังทุกเสียง เหมือนเช่นการเมืองเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ที่พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากกว่านี้ ไม่ใช่ไล่บี้กันให้ตายไปข้าง หากเป็นอย่างนี้การเมืองไทยจะไม่เกิดการพัฒนา”วราวุธ ทิ้งท้าย

 

ผวานโยบายทรัมป์ไม่ถึงฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/495489

ผวานโยบายทรัมป์ไม่ถึงฝัน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รัฐบาลสหรัฐยุคสมัยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสั่นคลอน หลังหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยว่า ทรัมป์ขอให้ เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ระงับการสอบสวน ไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงในกรณีเกี่ยวข้องรัสเซีย ก่อนที่ทรัมป์จะไล่โคมีย์ออกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อให้เกิดความกังวลว่าทรัมป์กำลังใช้อำนาจขัดขวางกระบวนการยุติธรรมจนอาจนำไปสู่การถอดถอนได้

“ถ้าหากมีการเปิดการสอบสวนพิเศษ หรือถ้าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของทรัมป์ว่าเป็นความผิดที่สมควรโดนถอดออกจากตำแหน่ง นั่นหมายความว่าเป็นการโบกมือลาแผนการปฏิรูปภาษี ประกันสุขภาพและการกระตุ้นทางการคลังสำหรับ 2017 นี้ได้เลย” แอนดี เบรนเนอร์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ของเนชั่นแนล อลิอันซ์ ซีเคียวริตี้ส์ กล่าว

รอยเตอร์สรายงานว่า ข่าวอื้อฉาวที่แพร่สะพัดสร้างความกังวลให้กับสมาชิกพรรครีพับลิกัน และอาจส่งผลกระทบต่อการผลักดันกฎหมายต่างๆ เช่น การปรับลดภาษีนิติบุคคลและการยกเลิกกฎหมายประกันสุขภาพโอบามาแคร์ ที่ถือเป็นวาระสำคัญของพรรค โดยในประเด็นแรกนั้นยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของกระบวนการในสภาและเพิ่งเริ่มอภิปรายไปเมื่อวานนี้

มิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากรีพับลิกัน เปิดเผยว่า ความวุ่นวายน้อยลงในทำเนียบขาวเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างยิ่งในการผลักดันกฎหมายที่ถือเป็นวาระสำคัญ สอดคล้องกับ ลินด์ซีย์ แกรห์ม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ระบุว่ากระบวนการผ่านร่างกฎหมายขณะนี้กำลังโดนขัดขวางท่ามกลางความวุ่นวายในฝ่ายบริหาร

ตลาดทุนโลกสะดุ้งแรง

ตลาดทุนทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง หลังเกิดคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจจะต้องเผชิญกับการลงมติถอดถอนจากการเปิดเผยในครั้งนี้ โดยบลูมเบิร์ก รายงานว่า ดัชนีวัดความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่การทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ เมื่อเดือน มิ.ย. 2016 ที่ผ่านมา ก่อนตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดตัวแดนลบทำสถิติแย่ที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลงไปถึง 1.78% หรือ 372.82 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลงไป 1.82% เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือน สวนทางสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่ปรับขึ้นในรอบวันมากที่สุด ตั้งแต่การทำประชามติของอังกฤษมาถึงราว 2%

ด้าน ลาร์รี แมคโดนัลด์ หัวหน้านักกลยุทธ์ของเอซีจี อนาไลติกส์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงที่ทรัมป์จะไม่สามารถทำตามนโยบายได้ จะเป็นปัญหาต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต้องการขึ้นดอกเบี้ยด้วย โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.นี้ลดลงจาก 80% ในช่วงก่อนหน้าการเกิดความกังวลต่อสถานะความเป็นประธานาธิบดีทรัมป์เหลือเพียง 60% เมื่อวานนี้

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ฉุดดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย-แปซิฟิก ร่วงลงไป 0.9% มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ไบรอน เวียน รองประธานฝ่ายจัดการความมั่นคงของแบล็กสโตน บริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐยังมีความน่าดึงดูดอยู่โดยมีผลประกอบการของบริษัทเป็นตัวนำ ซึ่งจากการคำนวณของอาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ต พบว่ามากกว่า 3 ใน 4 ของบริษัทในเอสแอนด์พี 500 มีผลประกอบการมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และผลกำไรต่อหุ้นของบริษัทเหล่านั้นปรับขึ้นราว 15.2%

เรียกความเชื่อมั่นกลับคืน

รัฐบาลของทรัมป์พยายามจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐประกาศแต่งตั้ง โรเบิร์ต มูลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ ขึ้นเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับอัยการ เพื่อสอบกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ ระบุว่า มูลเลอร์จะเป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงของรัสเซีย และเปิดทางให้ทรัมป์ได้เดินหน้าจัดการเรื่องปฏิรูปภาษีอย่างเต็มตัว

“การตัดสินใจตั้งแต่ที่ปรึกษาพิเศษไม่ใช่เพื่อหาว่ามีการกระทำผิดจริงหรือจะมีการฟ้องร้องทางอาญาหรือไม่ ผมไม่มีความตั้งใจอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าที่ปรึกษาพิเศษมีความจำเป็นเพื่อให้ชาวอเมริกันได้มั่นใจอย่างเต็มที่ต่อผลลัพธ์หลังการสอบสวน” รอด โรเซนสไตน์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบและปฏิรูปรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร เปิดการสอบสวนกรณีทรัมป์ไล่โคมีย์ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอ โดยเรียกโคมีย์เข้าให้ปากคำต่อกรณีที่ทรัมป์ขอให้ระงับการสอบสวนฟลินน์ในวันที่ 24 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งโคมีย์ได้บันทึกการสนทนาดังกล่าวเอาไว้ทั้งหมด

ขณะเดียวกันทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวเนื่องกับทางรัสเซีย

“อย่างที่ผมพูดมาหลายรอบแล้ว การสอบสวนจะยืนยันในสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว นั่นคือไม่มีความร่วมมือระหว่างทีมหาเสียงของผลกับรัฐบาลประเทศอื่น” ทรัมป์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า ฟลินน์และที่ปรึกษาแคมเปญเลือกตั้งหลายรายของทรัมป์ ติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัสเซียและบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซียอย่างน้อย 18 ครั้ง ในช่วง 7 เดือนสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี2016

แหล่งข่าว 3 รายระบุว่า การติดต่อ 6 ครั้งที่ยังไม่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ เป็นการโทรศัพท์พูดคุยระหว่าง เซอร์เก คิสลีอัค เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐ และที่ปรึกษาหลายรายของทรัมป์ที่รวมถึงฟลินน์ โดยการติดต่อระหว่าวฟลินน์และคิสลีอัคเพิ่มขึ้นหลังวันที่ 8 พ.ย. เนื่องจากทั้งคู่พยายามสร้างช่องทางการติดต่อหลังบ้านระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ปูติน ของรัสเซีย

 

จีนลุยดัน’ไห่หนาน’ ขึ้นแท่นเมดิคอลฮับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/493335

จีนลุยดัน'ไห่หนาน' ขึ้นแท่นเมดิคอลฮับ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ไห่หนานมณฑลขนาดเล็กที่สุดทางตอนใต้ของจีนและเป็นหนึ่งมณฑลใน 18 มณฑลหลัก ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ “1 แถบ 1 เส้นทาง” (One Belt One Road : OBOR) กำลังได้รับการผลักดันจากรัฐบาลจีน ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แห่งใหม่ ตอบรับดีมานด์ของผู้ป่วยชาวจีน

บลูมเบิร์กรายงานว่า จุดมุ่งหมายในการสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แห่งใหม่ คือเพื่อดึงดูดผู้ป่วยชาวจีนฐานะร่ำรวย ซึ่งในปัจจุบันต่างหลั่งไหลไปใช้บริการดังกล่าวในต่างประเทศ ให้กลับมาใช้บริการทางการแพทย์ในจีนแทน

ซีทริปเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวจีน คาดการณ์ว่าชาวจีนราว 5 แสนคน เดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อใช้บริการทางการแพทย์เมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งในจีนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวได้ ขณะที่ประชากรจีนหลายล้านคนกำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ด้วยเหตุนี้ชาวจีนที่มีฐานะจึงเลือกไปตรวจสุขภาพประจำปีที่ญี่ปุ่น หรือตรวจภาวะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่สหรัฐ

ทั้งนี้ มณฑลไห่หนานมีชื่อเสียงโด่งดังจากการมีภูมิประเทศอบอุ่นแบบเขตร้อน และมีรีสอร์ทริมชายหาดจำนวนมาก จนได้ชื่อว่าเป็นเกาะฮาวายของจีน โดยรัฐบาลท้องถิ่นของไห่หนานวางแผนเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรกว่า 1,600 เอเคอร์ ในมณฑลแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มานับตั้งแต่ปี 2013 และเขตโรงพยาบาลโซนแรกจะเริ่มเปิดบริการในฤดูร้อนปี 2017 นี้

รัฐบาลท้องถิ่น เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจเข้ามาลงทุนในพื้นที่แล้วถึง 2.3 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน 27 โครงการพัฒนา ครอบคลุมทั้งการสร้างโรงพยาบาลไปจนถึงคลินิกศัลยกรรมความงาม ขณะที่โครงการอีกหลายสิบโครงการกำลังรอการอนุมัติจากรัฐบาล

มุ่งยกเครื่องการรักษา

ในการสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นั้น รัฐบาลท้องถิ่นของไห่หนานจำเป็นต้องนำเข้าเทคโนโลยีล้ำสมัยในการรักษาโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง ซึ่งเริ่มมีการใช้กันในต่างประเทศเข้ามาในจีน อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีการแพทย์ดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีน

ขณะเดียวกันไห่หนานได้เริ่มนำเข้าตัวยาใหม่ๆ จากต่างประเทศมาใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว โดยในช่วงแรกนั้นศูนย์สุขภาพเฉิงเม่ย อินเตอร์เนชั่นแนล ในไห่หนาน เริ่มนำเข้า “คีย์ทรูดา” ยารักษาโรคมะเร็งของเมอร์ค บริษัทเภสัชกรรมจากสหรัฐ จำนวน 24 ขวด เพื่อใช้รักษาผู้ป่วย 6 คน โดยในขณะนี้รัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าตัวยาดังกล่าวจากต่างประเทศได้ในปริมาณจำกัด เพื่อใช้ในศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เท่านั้น และไม่อนุญาตให้มีการขยายการจัดจำหน่าย

อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์กรายงานว่า หน่วยงานอาหารและยาของจีนกำลังพยายามปฏิรูประบบการอนุมัติการนำเข้ายามาจำหน่ายในจีน โดยมุ่งลดความล่าช้าในการดำเนินงานและอาจช่วยให้นำเข้ายาใหม่ดังกล่าวมาจำหน่ายในปริมาณมากขึ้น โดยหากความพยายามดังกล่าวสำเร็จ ไห่หนานอาจต้องหาจุดขายอื่นๆ มาทดแทนเรื่องตัวยาใหม่

ความท้าทายยังรออยู่

แม้ไห่หนานตั้งเป้าดึงดูดผู้บริโภคมาใช้บริการศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กว่า 1 ล้านคน/ปี ภายในปี 2025 แต่การดำเนินดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เนื่องจากศูนย์การแพทย์ไห่หนานตั้งอยู่ในเขตห่างไกล และยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศ

“ในการสร้างศูนย์บริการการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถมาทำงานและอาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้แม้แต่ในหลายเมืองใหญ่ของจีนยังขาดแคลนแพทย์ฝีมือดี” เฉินโป๋ เจ้าหน้าที่อาวุโสจากบริษัทที่ปรึกษาแมคเคนซีย์ กล่าวพร้อมเสริมว่าการขาดแคลนบุคลากรคุณภาพจะทำให้การดึงดูดผู้บริโภคมาใช้บริการเป็นเรื่องยาก

บลูมเบิร์กรายงานว่า ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไห่หนานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี โดยโรงพยาบาลราวครึ่งหนึ่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่โรงพยาบาลที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ แม้รัฐบาลท้องถิ่นระบุว่า โรงพยาบาล 5 แห่งเริ่มทดลองเปิดให้บริการภายในสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม

ด้าน เอเวอร์แกรนด์ บริษัทให้บริการทางการแพทย์จากกว่างโจว เปิดเผยว่า กำลังวางแผนลงทุน 5,000 ล้านหยวน (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยเฉพาะ ขณะที่โรงพยาบาลบริกแฮมจากสหรัฐ ซึ่งคอยให้คำปรึกษากับเอเวอร์แกรนด์ ระบุว่าจะยังคงให้ความช่วยเหลือเอเวอร์แกรนด์ในการพัฒนาโปรแกรมการรักษาโรคและฝึกอบรมพนักงานต่อไป

ขณะเดียวกัน หลี่เพ่ยจวน นักวิเคราะห์จากฟอร์เวิร์ด อินดัสตรีส์ อินสติติวท์ สถาบันวิจัยในจีน ระบุว่า สภาพแวดล้อมอันสวยงามของไห่หนานเป็นปัจจัยหนุนการสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ แต่ท้ายที่สุดแล้วคุณภาพการบริการมาตรฐานด้านเทคโนโลยีการแพทย์ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

‘100’วันแรก‘ทรัมป์’ นโยบายขายฝันไปไม่ถึงครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/492229

‘100’วันแรก‘ทรัมป์’ นโยบายขายฝันไปไม่ถึงครึ่ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะทำงานครบรอบ 100 วัน ในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ในวันที่ 29 เม.ย.ที่จะถึงนี้ โดยทรัมป์เปิดเผยแผนการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น แต่แผนการดังกล่าวยังคงเต็มไปด้วยคำถาม เนื่องจากขาดรายละเอียดในส่วนที่สำคัญโดยเฉพาะการจัดการกับงบประมาณขาดดุล

สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยแผนปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน รวมถึงทำให้ระบบภาษีมีความซับซ้อนน้อยลง

แผนการณ์ดังกล่าวประกอบไปด้วยภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา โดยปรับลดภาษีรายได้สุทธิจาก 7 ช่วง ระหว่าง 10-39.6% เหลือ 3 ช่วง ได้แก่ 10% 25% และ 35% ส่วนสำหรับภาคธุรกิจ ทรัมป์จะลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% และเสนอจะใช้ระบบภาษีที่เก็บในเขตแดน ซึ่งจะเก็บภาษีเฉพาะรายได้ที่อยู่ในสหรัฐและไม่นับรายได้จากต่างประเทศ โดยรายได้จากต่างแดนของบริษัทใหญ่นั้น มนูชินเสนอจะเก็บภาษีในรูปแบบครั้งเดียวจบแต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

มนูชิน เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวให้ได้มากกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ปี 2005 หลังเศรษฐกิจสหรัฐโตอยู่ที่ราว 2% นับตั้งแต่เศรษฐกิจถดถอยช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008-2009 โดยการปรับลดภาษีจะช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร และยังช่วยให้เอกชนสหรัฐไม่ออกไปดำเนินกิจการนอกประเทศที่มีอัตราภาษีถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม แผนปฏิรูปภาษีดังกล่าวยังขาดรายละเอียด โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการเรื่องการขาดดุลงบประมาณที่พรรครีพับลิกันพยายามที่จะทำให้ปรับตัวลดลง โดย อลัน โคล นักเศรษฐศาสตร์ของแท็กซ์ ฟาวน์เดชั่น คาดการณ์ว่าการปรับลดภาษีนิติบุคคลเพียงอย่างเดียว จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไปถึงราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 70 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า หากคิดบนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวมากถึง 2.8% ต่อปี

นอกจากนี้ แม้การปรับลดภาษีของทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว แต่ อีธาน แฮร์ริส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยตามให้สอดคล้องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นตามเศรษฐกิจ โดยการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวจะไปชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจในท้ายที่สุด

‘ชัตดาวน์’ ยังตามหลอน

แม้ทรัมป์จะถอนงบประมาณสำหรับสร้างกำแพงตามแนวชายแดนเม็กซิโกไปแล้ว แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการชัตดาวน์ยังคงอยู่ โดยภาวะดังกล่าวคือการที่รัฐบาลระงับจ่ายงบให้หน่วยงานต่างๆ เนื่องจากรัฐสภายังไม่สามารถผ่านงบประมาณสำหรับตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.-30 ก.ย. ภายในสัปดาห์นี้ หลังทั้งสองพรรคยังตกลงกันไม่ได้ในหลายส่วน เช่น งบประมาณการสร้างกำแพงและงบประมาณประกันสุขภาพโอบามาแคร์

พรรครีพับลิกันจึงหาทางออกด้วยการพยายามขยายเวลาการเจรจางบประมาณดังกล่าวให้มากขึ้น โดยประกาศจะเปิดลงมติงบประมาณระยะสั้นเพียง 1 สัปดาห์ ซึ่งช่วยให้หน่วยงานรัฐยังคงทำงานไปได้จนถึงวันที่ 5 พ.ค.ที่จะถึงนี้ โดยทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาคาดจะผ่านงบประมาณระยะสั้นดังกล่าวในร่างงบประมาณระยะสั้นครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายตามระบบประกันสุขภาพโอบามาแคร์ ซึ่งช่วยจ่ายบางส่วนของประกันสุขภาพให้กับประชาชน โดยงบประมาณสำหรับการประกันสุขภาพเป็นหนึ่งในประเด็นที่สองพรรคใหญ่ของสหรัฐทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตเห็นไม่ตรงกัน เช่นเดียวกับงบประมาณสำหรับสร้างกำแพงของทรัมป์

สงครามการค้าระอุ

นับตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีมาได้ 99 วัน ประเทศคู่ค้าต่างจับตาสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งพิเศษให้สอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย และยังสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ไปสอบสวนสินค้านำเข้าเป็นรายชนิดว่ากระทบกับความมั่นคงของสหรัฐหรือไม่

ล่าสุด วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ รับคำสั่งจากทรัมป์ให้เปิดสอบสวนอะลูมิเนียมความบริสุทธิ์สูง ที่สหรัฐนำเข้ามาเพื่อสร้างยานยนต์ทางการทหาร เช่น เครื่องบินทหารและยานพาหนะหุ้มเกราะว่ากระทบกับความมั่นคงหรือไม่ โดยหากพบความผิดปกติประธานาธิบดีมีอำนาจตามกฎหมายออกมาตรการจำกัดการนำเข้าได้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังรอสส์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลว่าสหรัฐเตรียมสอบสวนประเด็นดังกล่าวในหลายภาคอุตสาหกรรม อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ การต่อเรือ และอะลูมิเนียม

นอกจากนี้ สหรัฐยังตั้งกำแพงภาษีระหว่าง 3-24.1% กับสินค้าประเภทไม้แปรรูปจากแคนาดา โดยให้เหตุผลว่าแคนาดาอุดหนุนสินค้าดังกล่าวอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งผู้ผลิตสหรัฐ ระบุว่า ค่าธรรมเนียมในการตัดไม้ในพื้นที่ของรัฐบาลแคนาดาต่ำกว่าราคาตลาดมาก

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์สร้างความประหลาดใจในวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยยืนยันจะไม่ออกจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมีกระแสข่าวว่าทรัมป์จะใช้คำสั่งพิเศษถอนสหรัฐออกจากนาฟต้า ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก

 

ส่องแอพพลิเคชั่นควรเปิดช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 15:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/489203

ส่องแอพพลิเคชั่นควรเปิดช่วงสงกรานต์

โดย..จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ผูกติดกับเทคโนโลยีขอนำเสนอแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่น่าสนใจที่อาจมีความเป็นในช่วงหยุดยาว

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์กันแล้ว แม้ปีนี้การจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ก็เล่นน้ำก็ยังมีอยู่เป็นปกติ และเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ผูกติดกับเทคโนโลยี วันนี้จึงขอนำเสนอแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่น่าสนใจหรืออาจจะมีความจำเป็นกับชีวิตของคนรุ่นใหม่ไฮเทคในวันสงกรานต์

เริ่มกันที่แอพพลิเคชั่นชี้เป้าหมายเล่นน้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ควรมีไว้เลือกดูชมก่อนเดินออกไปรับความชุ่มฉ่ำ โดยบริษัท โกลบเทค ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นแผนที่นำทางบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ภายใต้ชื่อ  NOSTRA Map Thailand (นอสตร้าแมพไทยแลนด์) ระบุว่า ได้จัดทำข้อมูลนำเที่ยวสงกรานต์วิถีไทยแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยระบุตำแหน่งสถานที่กว่า 35 จุด พร้อมนำทางบนสมาร์ทโฟนและแท็บเลตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย

ข้อมูลในแอพพลิเคชั่นจะระบุทั้งจุดเล่นน้ำสงกรานต์ที่นิยม และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล เช่น สรงน้ำพระ ตักบาตรดอกไม้ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เป็นต้น ให้ผู้ที่กำลังจะไปเล่นน้ำได้ค้นหาจุดเล่นน้ำเพียงเปิดแอพพลิเคชั่นแล้วเลือก Map Layer “Songkran Festival 2017”  หรือดาวน์โหลดแผนที่และใช้งานฟรีที่ http://map.nostramap.com/download

ต่อด้วยwww.takemetour.com (เทคมีทัวร์) สำหรับคนไทยที่อยากทำโปรแกรมพาต่างชาติไปเที่ยวและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาค้นหาโปรแกรมท่องเที่ยวท้องถิ่นนำเที่ยวโดยคนท้องถิ่น ซึ่ง นพพล อนุกูลวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้งเทคมีทัวร์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้น่าจะมีคนไทยมานำเสนอโปรแกรมนำเที่ยวลดลงเพราะบางส่วนหยุดไปเที่ยวแต่ในด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติคงเข้ามาค้นหาโปรแกรมเที่ยวช่วงสงกรานต์มากขึ้นแน่นอนตลอดสัปดาห์ของเทศกาลนี้ เพราะชาวต่างชาติที่มาคงไม่ได้อยู่ร่วมเล่นน้ำวันสงกรานต์วันเดียวแล้วกลับ แต่อยู่เที่ยวต่อด้วย

ขณะที่ เทคมีทัวร์ก็พยายามหยิบยกโปรแกรมนำเที่ยวที่มานำเสนอแล้วเกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์วิถีไทยมาโปรโมทให้นักท่องเที่ยวทราบ โดยปัจจุบันมีโปรแกรมนำเที่ยวเสนอผ่านเทคมีทัวร์แล้ว 47 จังหวัด เพิ่มขึ้นกว่า 10 จังหวัดจากสิ้นปีที่ผ่านมา ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมมาใช้บริการผ่านเทคมีทัวร์มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ตามด้วย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอังกฤษ

ถัดจากแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับจุดเที่ยวสงกรานต์แล้ว กลุ่มต่อไปก็เป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการช็อปปิ้งเอาใจคนที่ไม่อยากเปียก เช่น Lalamove (ลาล่ามูฟ) ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นขนส่งสินค้าแบบออนดีมานด์ 24 ชั่วโมงจากฮ่องกง ได้นำเสนอบริการช่วงสงกรานต์สำหรับคนไม่อยากเปียก โดยเป็นผู้ช่วยซื้อของหรืออาหารที่ต้องการพร้อมส่งตรงถึงบ้านด้วยรถมอเตอร์ไซค์ติดตั้งกล่องขนส่งที่ปกป้องสินค้าจากการสาดน้ำระหว่างวันที่ 13 – 15 เม.ย. นี้

สำหรับบริการนี้พนักงานจัดส่งของจะจ่ายค่าสินค้าให้ก่อน และลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าเมื่อได้รับสินค้าแล้ว โดยสินค้าต้องมีมูลค่ารวมไม่เกิน 1,000 บาท ลูกค้าที่ต้องการซื้อข้าวของเครื่องใช้หรืออยากรับประทานอาหารร้านโปรด แต่ไม่อยากออกไปผจญภัยในสงครามปืนฉีดน้ำก็ให้ลาล่ามูฟเป็นผู้ช่วยส่วนตัวได้ โดยเลือกรถที่มีกล่องบรรจุอาหารในการขนส่งได้ฟรี ด้วยการเข้าไปที่เมนูบริการเสริม (Additional Service)

ปิดท้ายด้วยแพลตฟอร์มตัวช่วยสำหรับคนที่เปียกปอนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากเทศกาลสงกรานต์แล้วไม่ต้องการซักผ้าเอง นั่นก็คือ Box24 (บ๊อกซ์24) โดย นิธิพนธ์ ไทยานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท วอชบ๊อกซ์24 (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการซักรีดผ้าผ่าน www.washbox24.com และแอพพลิเคชั่น Box24 กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์อาจจะมีผู้ใช้บริการส่งซักรีดผ้าอัตโนมัติผ่านล็อกเกอร์น้อยกว่าปกติ แต่ทันทีที่จบเทศกาลไปแล้วจะมีคนมาใช้บริการมากกว่าปกติแน่นอน เพราะส่วนหนึ่งก็จะนำเสื้อกันหนาวมาซักหลังจากกลับจากเที่ยวต่างประเทศ

ทั้งนี้เพื่อให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้ดีขึ้น บริษัทได้ปรับการแสดงรายละเอียดโปรโมชั่นให้ดูง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ยังเพิ่มเมนูหมายเหตุสำหรับการซักผ้า ให้ผู้ใช้บริการถ่ายรูปพร้อมระบุคำสั่งพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสื้อผ้าได้ เช่น เสื้อสีขาวตัวนี้ต้องซักมือ เดรสสีแดงตัวนี้ต้องซักแห้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวช่วยแทนการส่งกระดาษโน้ตพร้อมเสื้อผ้าที่อาจสูญหายระหว่างขนส่งได้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่น่าจะมีไว้รับวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้เท่านั้น ยังมีแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์อื่นๆ ที่เตรียมบริการไว้รองรับช่วงเทศกาลนี้อีก

 

ถอดรหัสความซบเซา เมื่อตลาด “ชาเขียว” สิ้นมนต์ขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497038

ถอดรหัสความซบเซา เมื่อตลาด "ชาเขียว" สิ้นมนต์ขลัง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

รายได้และกำไรที่ปรับตัวลดลงของ “ชาเขียว อิชิตัน” กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ภายหลัง “ตัน ภาสกรนที” เจ้าพ่อชาเขียว ออกมาเปิดเผยว่า ทิศทางการตลาดชาเขียวมูลค่า 1.57 หมื่นล้านบาท อยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง

ตัวเลขจาก เอซี นีลเส็น ระบุว่า ไตรมาสแรกติดลบถึง 12% และคาดว่าตลาดคงไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้แล้ว ขณะที่ราคาหุ้น ICHI ก็ลดลงเหลือเพียง 9 บาท ต่ำกว่าราคา IPO ที่ 13 บาทเมื่อปี 2557

น่าสนใจว่า ปัจจัยอะไรที่สั่นสะเทือนยอดขายของเครื่องดื่มที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนไทยให้ซบเซา

3 ปัจจัยพาตลาดชาเชียวซึม

นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงไตรมาสแรกของปี 2560 “อิชิตัน” มีรายได้และผลกำไรสุทธิลดลงมาตลอด

โดย ปี 2558 มีรายได้จากการขาย 6,339.6 ล้านบาท แม้จะเพิ่มขึ้น 2.6% จากปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลงเหลือ 812.7 ล้านบาท หรือลดลง 24.7% จากปีก่อนที่ทำได้ 1078.8 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2559  มีรายได้จากการขาย 5,338.3 ล้านบาท ลดลง 15.8% และมีกำไรสุทธิ 368.5 ล้านบาท ลดลง 54.7%

ส่วนไตรมาสแรกของปี 2560 รายได้จากการขายอยู่ที่ 1,488 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,691.9 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ 62.5 ล้านบาท ลดลงถึง 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 249.8 ล้านบาท

วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองว่า ภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มชาเขียวนั้นหดตัวและไม่เติบโตได้มากอีกแล้ว เนื่องจากมีสินค้าเกิดใหม่ที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสินค้าทดแทน

“ตลาดชาเขียวเติบโตยาก เพราะเจอคู่แข่งทั้งทางตรง ทางอ้อม และสินค้าทดแทนซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม ฟังก์ชันนัล ดริ้งค์ ที่บางยี่ห้อโด่งดังจนสร้างกระแสในช่วงที่ผ่านมา”

วีรพลบอกให้เห็นภาพต่อว่า  “กำเงิน 20 บาทเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ทางเลือกวันนี้ของผู้บริโภคไม่ใช่แค่ชาเชียวอย่างเดียว”

ประเด็นน่าสนใจต่อมาคือ ปีนี้มีระยะเวลาในช่วงฤดูร้อนที่สั้นกว่าหลายปีที่ผ่านมาจนส่งผลกระทบต่อการสร้างรายได้

“ชาเขียวจะขายดีในฤดูร้อน  ยิงโฆษณาและโปรโมชั่นเยอะมาก แต่ถ้าสังเกตดีๆ ประเทศไทยปีนี้หน้าฝนมาเร็วมาก ฤดูร้อนสั้นกว่าปกติ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการขายมาก” ผู้เชี่ยวชาญระบุ

เขาบอกต่อว่า ตลาดเครื่องดื่มชาเขียว ที่ผ่านมาแข่งขันกันด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่

1.โปรดักส์และนวัตกรรม หมายถึงการออกสินค้าที่มีรสชาติหรือส่วนผสมใหม่

2. สงครามราคา (Price War)  การแข่งขันกันลดราคาสินค้าของผู้ขายสินค้าเพื่อแย่งชิงลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าของตนเองมากที่สุด

3.โปรโมชั่น แคมเปญ รหัสใต้ฝา ชิงโชค เพื่อแลกกับรถยนต์ การท่องเที่ยวต่างประเทศหรือพบปะกับเหล่าดาราที่ชื่นชอบ

“รูปแบบการตลาดชาเชียวค่อนข้างตายตัว คุณต้องออกนวัตกรรมใหม่ เล่นราคาอย่างสม่ำเสมอ และอัดโปรโมชั่นแรงๆ สามตัวนี้ถือเป็นตัวชี้ขาดความสำเร็จของแต่ละยี่ห้อ”

 

อัดโปรโมชั่นบ่อยคนดื้อยา

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายอดขายและการเติบโตของตลาดชาเขียวในรอบสิบปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นจาก “เซลส์ โปรโมชั่น” ลด แลก แจก แถม เป็นหลัก จนสามารถจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้

วีรพล บอกว่า เซลส์ โปรโมชั่น ตามหลักทฤษฎีและการปฏิบัติทั่วโลกจะใช้เพื่อหวังผลเพิ่มยอดขายในระยะเวลาที่รวดเร็วและจำกัด แต่ผู้ประกอบการเมืองไทย มักเลือกใช้อย่างบ่อยครั้ง สม่ำเสมอ จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความเคยชิน ซึ่งสินค้าบางตัวแทบขายไม่ได้ในราคาปกติ

“ต่างประเทศ เขากระหน่ำลดราคาภายในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคค่อนข้างมาก ในขณะที่แบรนด์ไทยไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม เสื้อผ้า หรือสินค้าอื่นๆ ในห้างสรรพสินค้า ถ้าขายในราคาปกติ แทบขายไม่ได้ เพราะทุกคนรู้สึกชินกับเซลส์โปรโมชั่น ไปแล้ว”

“เฮ้ย เดี๋ยวมันก็เซลล์ เดี๋ยวมันก็มีโปร อย่าเพิ่งซื้อเลย ซื้ออย่างอื่นก่อนก็ได้” วีรพล ยกตัวอย่างถึงประโยคเคยชินของคนไทย

สอดคล้องกับ ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย กูรูการตลาดชื่อดัง ที่เห็นว่า เครื่องดื่มชาเขียวนั้นแข่งขันด้วยโปรโมชั่นอันเร้าใจมากเกินไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนทำให้ผู้บริโภครู้สึกชินชา กอปรกับสินค้าคู่แข่งที่มีจำนวนมาก เทรนด์สุขภาพและภาวะเศรษฐกิจ ทั้งหมดส่งผลกระทบให้ยอดขายชาเขียวซบเซา

“ชาเชียวแข่งกันด้วยโปรโมชั่นมากไป ถ้าเป็นโรคก็เรียกว่าดื้อยา บางครั้งต้องหยุดใช้บ้าง”

คำถามที่ว่าตลาดชาเขียวจะกลับมาได้หรือไม่ ธันยวัชร์ บอกว่า ตอบยากแต่สิ่งที่คิดว่าผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญจากนี้ก็คือตัวโปรดักส์มากกว่าโปรโมชั่นหลังจากที่ผ่านมาไม่ค่อยมีบทบาทเท่าที่ควร ขณะเดียวกันการมองหาตลาดในต่างประเทศก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

“เราไม่รู้ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาดีอีกครั้งเมื่อไหร่ โดยหลักสำหรับผู้ประกอบการแล้ว ถ้าที่ใดมีปัญหาให้ไปอยู่ในที่ๆ มีโอกาส”  นักการตลาดชื่อดังระบุ

 

 

อิชิตัน มั่นใจรายได้ทั้งปีแตะ 6.5 พันล้าน

ถึงแม้จะรายได้จะลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 แต่ “ตัน ภาสกรนที” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เชื่อว่าภาพรวมทั้งปีบริษัทจะสามารถสร้างรายได้มากกว่าปีก่อน

ตำนานชาเขียวเมืองไทย คาดรายได้ของบริษัทปีนี้อยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 5.26 พันล้านบาท เนื่องจาก เน้นทำการตลาดชาเขียวในประเทศมากขึ้น โดยจะออกสินค้าใหม่ๆ ส่วนตลาดส่งออกชาเขียวในประเทศแถบซีแอลเอ็มวียังมีการเติบโตที่ดี ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้จากประเทศซีแอลเอ็มวีที่ 700 ล้านบาท เฉพาะในไตรมาสแรก มียอดขายแล้ว 249.5 ล้านบาท

เขา ยอมรับว่า โปรโมชั่นเรียกร้องความสนใจนั้นไม่ได้ผลเหมือนที่ผ่านมา ส่วนกำไรที่ลดลงเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการออกสินค้าขนาดเล็ก ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นและ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันได้ปรับแก้ให้ธุรกิจกลับมาฟื้นอีกครั้ง โดยทยอยเก็บสินค้าไซส์ 290 มล. ออกจากตลาด และเน้นทำตลาดสินค้าชาเขียวในประเทศ เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ และ ชาเขียวที่ใส่ชิ้นเนื้อผลไม้ พวกวุ้นมะพร้าว ส่วนเรื่องราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมานั้นเป็นไปตามตลาด

“ยอดขายชาเขียวที่ตกลงมาเป็นเรื่องปกติของเครื่องดื่มทุกๆ แบรนด์ ตอนนี้ไม่ว่าจะเครื่องดื่มอะไรตลาดก็หดตัวทั้งนั้น เหลือแต่ตลาดน้ำดื่มเท่านั้นที่ยังโตอยู่” เจ้าพ่อการตลาดระบุ

ดูเหมือนว่าตลาดเครื่องดื่มชาเขียวกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และน่าติดตามว่า ผู้ประกอบการจะสามารถงัดฝีมือจนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ในอนาคตหรือไม่