เปิดรธน.ส่องโรดแมปเลือกตั้งปลายปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/474488

เปิดรธน.ส่องโรดแมปเลือกตั้งปลายปี'61

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองเวลานี้หลาย ฝ่ายกำลังจับตาว่าปี 2560 จะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ หลังจากมีบางฝ่ายในแม่น้ำ 5 สายออกมาส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปตามโรดแมป เพราะต้องใช้เวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศจะเริ่มต้นทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติมีผลบังคับใช้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 37 วรรคเจ็ดบัญญัติว่า “ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป”

โดยกรอบเวลา 90 วันจะครบกำหนดประมาณต้นเดือน ก.พ. ภายหลังนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ช่วงต้นเดือน ก.พ.ตามกรอบเวลา 90 วัน กระบวนการเปลี่ยนผ่านจะเริ่มตั้งแต่วันนั้นทันทีตามมาตรา 267 ของร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

1.คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วัน หรือประมาณ 8 เดือน และส่งให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

2.สนช.มีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน หรือประมาณ 2 เดือน3.ถ้าในกรณีที่ สนช.แก้ไขเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใด โดยที่ไม่ถูกคัดค้านจากศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายฉบับนั้น รวมไปถึง กรธ.จะเข้าสู่กระบวนการในการทำให้ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามมาตรา 81 มาตรา 145 และมาตรา 146

ทั้งสามมาตราที่ว่านั้นจะเริ่มจากการที่นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน โดยถ้าพ้น 90 วันแล้วและยังไม่สามารถประกาศใช้ได้ รัฐสภาต้องปรึกษากัน และถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง และหากไม่สามารถประกาศใช้ได้ภายใน 30 วัน ให้นายกฯ นำร่าง พ.ร.บ.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พรรคการเมือง มาตรา 268  ของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 150 วันทั้งนี้ จากขั้นตอนที่ 1-3 ถ้า กรธ.และ สนช.ใช้เวลาในการทำงานอย่างเต็มที่ จะใช้เวลาประมาณ 590 วัน หรือประมาณ 19 เดือน ดังนั้น หากนับเวลาตามขั้นตอนนี้จะทำให้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงเดือน ก.ย. 2561

ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งอาจต้องนานออกไปอีกเล็กน้อยหากเกิดสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ หรือ กรธ.ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.ดำเนินการแก้ไข

ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือ กรธ.แจ้งไปยังประธาน สนช.ภายใน 10 วัน และให้ที่ประชุม สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ 11 คน

โดยคณะ กมธ.วิสามัญต้องพิจารณาให้เสร็จและเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วันถ้า สนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป แต่ถ้ามีเสียงไม่เห็นชอบไม่ถึง 2 ใน 3 ถือว่า สนช.ให้ความเห็นชอบตามที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.วิสามัญเสนอและต้องดำเนินการให้มีผลบังคับตามมาตรา 81 ต่อไป

อาจกล่าวได้ว่าต้องขยายเวลาออกจากเดิมไปอีก 25 วัน รวมเป็น 615 วัน หรือประมาณ 20 เดือน ส่งผลให้การเลือกตั้งจะไปเกิดขึ้นช่วงเดือน ต.ค. 2561

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการลำดับเวลาในกรณีทีมีการพิจารณาร่างกฎหมายเต็มเวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากระหว่างี้กรธ.ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว ทำให้การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางปี 2561 หรือเร็วกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าสนช.มีมติเกิน 2 ใน 3 ไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกมธ.วิสามัญแก้ไขเพราะร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไป และไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งเป็นช่องว่างที่แม้แต่ สนช.และ กรธ.ก็ยังหาทางออกไม่ได้

 

“บิ๊กตู่”ลุยปรองดอง ภารกิจหินส่งท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/474051

"บิ๊กตู่"ลุยปรองดอง ภารกิจหินส่งท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี 2560 นอกจากจะเป็นปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่าจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศแล้วนั้นยังเป็นปีที่จะเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับ การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ด้วย

“2560 ถือเป็นปีแห่งการเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ชาติ และเตรียมการปฏิรูป ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีการร่างไว้ในระยะแรกเพื่อให้ได้เค้าโครง โดยหลังจากนี้รัฐบาลต้องสร้างการรับรู้และกระบวนการมีส่วนร่วม ในยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นกรอบใหญ่ และมีเรื่องการปฏิรูปเป็นกรอบย่อย 138 กิจกรรม 37 วาระ ซึ่งหลายอย่างทำไปแล้วก็จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเรื่องปรองดอง” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา

การปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เป็นสองภารกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าจะมีผลงานออกมาเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการสร้างความปรองดอง ถึงขั้นที่เคยประกาศเชิงขู่หลายครั้งว่าหากยังไม่มีความปรองดองก็ไม่อาจปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้

“เอาอย่างนี้ไหมจะได้พูดกันให้รู้เรื่องเสียที อยู่ที่พวกท่านนั่นแหละ ถ้าไม่เลิกกันก็อยู่กันอย่างนี้ ปิดประเทศก็ปิดกันไป แล้วถ้าเอาประชาชนมาเมื่อไหร่พวกแกนนำและคนพูดมากๆ จะโดนก่อน ผมมีอำนาจของผมอยู่” คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2558 ระหว่างการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่รัฐสภา

ที่ผ่านมาทั้ง คสช.และแม่น้ำ 5 สาย เคยขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองในเชิงรุกให้เห็น 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1 จัดตั้ง “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” (ศปป.) เป็นการดำเนินการในส่วนของกองทัพและที่ผ่านมาได้เคยเชิญแกนนำของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองมาหารือทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ รวมทั้งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าสำหรับการประสานงานกับแกนนำมวลชนกลุ่มอื่นๆ ในเวลาที่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. แต่มาในระยะหลังค่อนข้างมีบทบาทน้อยลง

ครั้งที่ 2 สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง” โดยให้ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้นับว่าถูกจับตามองอย่างยิ่ง เพราะได้เดินสายพูดคุยกับแกนนำพรรคการเมืองทั้งที่อยู่ในและนอกเรือนจำและฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จนได้รายงานข้อเสนอออกมาหนึ่งฉบับและส่งไปให้กับรัฐบาลดำเนิน

หนึ่งในข้อเสนอ คือ การนิรโทษกรรมในคดีเกี่ยวกับการเมือง แต่จะไม่รวมถึงคดีทุจริตและความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ครั้งที่ 3 เป็นการดำเนินการโดย “คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ที่มี เสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน

ล่าสุด คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้มีข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 นิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่กระทำความผิดในบางคดี ยกเว้นคดีทุจริตและประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

อย่างไรก็ตาม มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพยายามเข้ามาขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองเช่นกัน

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงสงวนท่าทีต่อเรื่องการสร้างความปรองดองพอสมควร ทั้งที่มีข้อเสนอเข้ามาจำนวนมากก็ตาม กระทั่งล่าสุดได้ประกาศว่าจะเดินหน้าเอาจริงกับการสร้างความปรองดอง

โครงสร้างของการทำงานด้านการปรองดองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ออกแบบให้นำมาเป็นภารกิจร่วมกับการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ จากเดิมที่ภารกิจด้านการสร้างความปรองดองถูกแยกเป็นเอกเทศออกมา ดังจะเห็นได้จากกรณีของการตั้งศูนย์ปรองดองเพื่อความสมานฉันท์และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง

การนำเรื่อง “ปรองดอง-ยุทธศาสตร์ชาติ-ปฏิรูปประเทศ” มามัดรวมกัน เป็นการปรับรูปแบบการทำงานของ คสช.เพื่อหวังผลในระยะยาว

ที่ผ่านมา คสช.ถูกกดดันมาเป็นระยะว่า ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องการสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ส่วนประเด็นการทำยุทธศาสตร์ชาติถูกโจมตีว่า เป็นการสร้างมรดกทางการเมืองที่ต้องการบีบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต

อีกทั้งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการอยู่ในอำนาจของ คสช.ด้วย จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรม

อย่างน้อยที่สุดเพื่อลดแรงกดดันที่มาจากฝ่ายการเมือง เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการขยายโรดแมปและเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ส่งผลให้ คสช.เสียรังวัดไปพอสมควร จนถึงขั้นที่มีการกล่าวหาว่า แม่น้ำ 5 สาย กำลังเล่นเกมการเมืองเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้มีการเลือกตั้ง

ด้วยสถานการณ์ที่มีแรงกดดันและประจวบเหมาะกับจังหวะที่ คสช.เดินทางมาถึงช่วงปลายของการบริหารประเทศ  คสช.จึงหวังใช้โครงสร้างการทำงานโฉมใหม่ผลิตงานออกมา เพื่อสร้างความชอบธรรมและไม่ให้มีข้อกล่าวหาว่าการรัฐประหารที่ผ่านมานั้น “เสียของ”

 

ยึดโรดแมปเดิม ลดกระแสฝ่ายต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/473882

ยึดโรดแมปเดิม ลดกระแสฝ่ายต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ข่าวสารการเมืองในช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ต้องยอมรับว่าทุกความสนใจจับจ้องอยู่ที่การส่งสัญญาณเพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 จากเดิมกำหนดไว้ในปี 2560 ของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1

การแสดงท่าทีดังกล่าวของ สนช. ส่งผลให้ฝ่ายการเมืองใช้โอกาสนี้รุกไล่แม่น้ำ 5 สายอย่างหนักด้วยการสอบถามว่าถ้าจะเลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ มีเหตุผลรองรับอย่างไร อีกทั้งยังโจมตีพาดพิงไปถึงการทำงานของแม่น้ำ 5 สายตลอด 2 ปีที่ผ่านมาด้วย

ขณะที่แต่ละฝ่ายในแม่น้ำ 5 สายยังคงสงวนท่าทีต่อเรื่องโรดแมปพอสมควร โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของ สนช.เท่านั้น ไม่ได้ผูกพันแม่น้ำ 5 สายทั้งหมด เพราะหากจะตัดสินใจเลื่อนโรดแมปจริงๆ ต้องมาจากการตัดสินใจร่วมกันทั้งหมดเท่านั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ออกมาประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่าโรดแมปและการเลือกตั้งยังคงเป็นไปตามเดิม

“ผมพูดมาตลอดว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ซึ่งขั้นตอนคือ 1.มีรัฐธรรมนูญ 2.การทำกฎหมายลูก ส่วนมีกี่ฉบับผมไม่ทราบ แต่มีกรอบเวลาอยู่แล้ว ถ้าทำเกินเวลาแสดงว่าทำไม่ทัน ถ้าทำเสร็จเร็วก็คือทำทัน และ 3.ขั้นตอนเตรียมการเลือกตั้ง มีการหาเสียง ซึ่งการหาเสียงจะวุ่นวายแค่ไหน ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว จึงต้องดูว่าควรจะทำกันช่วงใด ซึ่งการหาเสียงและเลือกตั้งใช้เวลา 150 วัน และมาสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลอีก 90 วัน

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด แล้วไปเลื่อนโรดแมปตรงไหน ถ้าทุกคนเอาเร็ว เอาเลือกตั้งตอนนี้ แล้วทุกอย่างจะเดินไปอย่างไร คนที่เร่งคือใครแล้วเขาต้องการอะไร”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ในภาพรวมของการยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงยึดตามโรดแมปเดิมทุกประการ ซึ่งการแสดงท่าทีแบบนี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องการให้ตัดทอนกระแสของฝ่ายตรงข้ามไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้

ต้องยอมรับว่าการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนอยู่พอสมควร เพราะต้องยอมรับว่า คสช.ยืนยันมาตลอดว่าในปี 2560 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง อีกทั้งยังประกาศก่อนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติในลักษณะว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ การเลือกตั้งก็จะยังคงมีตามเดิม จึงเป็น 2 แรงบวกที่ทำให้โรดแมปไม่สามารถเลื่อนออกไปได้โดยปริยาย

ดังนั้น การที่อยู่ดีๆ สนช.พยายามส่งสัญญาณและอ้างเหตุผลเพื่อให้คนไทยยอมรับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ย่อมไม่ต่างอะไรกับการจุดระเบิดเวลา

ด้วยเหตุนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องรีบประกาศเจตนารมณ์ในการยึดถือตามโรดแมปเดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวเหมือนกับในอดีตที่เคยมีกรณี “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

อย่างไรก็ตาม จากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควรเช่นกัน

กล่าวคือ แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันถึงโรดแมป แต่ปรากฏว่ามีบางคำพูดที่แสดงให้เห็นว่าพร้อมเลื่อนโรดแมปเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการระบุว่า “ถ้าทำเกินเวลาแสดงว่าทำไม่ทัน ถ้าทำเสร็จเร็วก็คือทำทัน”

แน่นอนว่าถ้า สนช.ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับได้ทันภายใน 60 วัน ย่อมไม่กระเทือนถึงโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็โยนหินถามทางล่วงหน้ามาว่าการเลือกตั้งย่อมต้องเลื่อนไปก่อนแบบช่วยไม่ได้

เหตุผลเดียวที่จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป คือ การไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช. ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สนช.ขึ้นไป

ถ้า สนช.มีมติออกมาเช่นนั้น จะก่อให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายพอดี เพราะร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดทางออกว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวแล้ว ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกลับมาให้ สนช.อีกรอบ

ครั้นจะให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นฝ่ายเสนออีกครั้ง มีปัญหาว่าถ้าเป็นกรณีที่พ้นระยะเวลา 240 วัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว กรธ.ย่อมไม่มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาได้เป็นครั้งที่สอง

หรือจะใช้กระบวนการช่องทางตามปกติในการเสนอกฎหมาย เช่น ให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเสนอกฎหมายมายัง สนช.โดยผ่านคณะรัฐมนตรี เป็นต้น ก็ยังมีปัญหาอีกเช่นกันว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเป็นการดำเนินการในสถานการณ์พิเศษตามบทเฉพาะกาล

เพราะฉะนั้น ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมาจริงๆ ย่อมเป็นหนึ่งเงื่อนไขที่ คสช.สามารถหยิบเอามาเพื่อเป็นความชอบธรรมในการขอขยายโรดแมปออกไป ซึ่ง คสช.ย่อมประเมินแล้วว่าเมื่อถึงเวลานั้น สังคมจะยอมรับและเห็นถึงความจำเป็นของการเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นปี 2561

 

เปิดปัจจัยเสี่ยง เลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/473696

เปิดปัจจัยเสี่ยง เลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดศักราชใหม่ 2560 ยังไม่ทันไร ปรากฏว่าสถานการณ์ทางการเมืองกำลังมีทีท่าว่าจะดุเดือดและเข้มข้นตั้งแต่ต้นปี ภายหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งสัญญาณว่าการเลือกตั้งที่เคยคิดว่าจะมีขึ้นได้ในปลายปี 2560 นั้นอาจต้องเลื่อนออกไปเป็น
กลางปี 2561

ทั้งนี้ ถ้าเป็นสมาชิก สนช.คนอื่นออกมาพูดก็คงไม่น่าจะมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่เมื่อคนที่พูดถึงประเด็น คือ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ในฐานะคนที่ดูภาพรวมเกี่ยวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ทำให้เรื่องการขยายโรดแมปมีน้ำหนักขึ้นมาทันที

เมื่อรองประธาน สนช.ออกมาส่งสัญญาณถึงการเลื่อนโรดแมป เป็นผลให้สมาชิก สนช.ต่างทยอยรับลูกกันพอสมควร และแจกแจงถึงความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะไปมีขึ้นในปี 2561 ไม่ใช่ปี 2560 ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ตั้งแต่ทีแรก

อย่างไรก็ตาม ถ้าวิเคราะห์จากสถานการณ์ ณ เวลานี้ ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยเสี่ยงพอสมควรที่จะมีผลให้โรดแมปต้องเลื่อนออกไปอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1.การจัดกฎหมายปฏิรูปประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญที่รอการประกาศใช้อยู่นั้นได้มีการกำหนดกรอบเวลาเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร

กล่าวคือ ได้กำหนดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องเสนอร่างกฎหมายเพื่อกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศต่อ สนช.โดยต้องให้มีผลบังคับใช้ภายใน 120 วันนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อ สปท.เสนอร่างกฎหมายให้ สนช.แล้ว แน่นอนว่า สนช.ย่อมต้องใช้เวลาอย่างเต็มที่

เหนืออื่นใด คสช.เองคงไม่ได้ต้องการแค่การประกาศใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ต้องการไปถึงการวางรากฐานการปฏิรูปประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยผ่านการให้กฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศและกฎหมายการทำยุทธศาสตร์ชาติได้เริ่มต้นและบังคับใช้ไปในสักระยะในยุค คสช.ไปพลางก่อน ซึ่งตรงนี้มีความจำเป็นที่ คสช.ต้องอยู่ในอำนาจต่อไป อันจะมีผลให้โรดแมปต้องขยายออกไปจากกำหนดการเดิม

2.สนช.คว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตาไม่แพ้กัน เพราะเป็นปัจจัยที่จะมีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้งโดยตรง

ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับให้กับ สนช.ภายใน 240 วันนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และ สนช.มีเวลาพิจารณาแต่ละฉบับให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าว

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กรธ.กับ สนช.ต่างกินเกาเหลากันมาหลายรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีความไม่ลงรอยเกี่ยวกับคำถามพ่วงที่กำหนดให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมืองมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่ง สนช.สนับสนุนให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อ แต่ กรธ.ในฐานะผู้เขียนรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วย

ความบาดหมางในวันนั้นยังคงเป็นแผลในใจกันมาจนถึงทุกวันนี้ ประกอบกับมีบางประเด็นในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.ที่ สนช.ไม่เห็นด้วย เช่น การให้คณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่ชี้ขาดการดำรงอยู่ของบุคคลที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่ง สนช.ไม่เห็นด้วยกับการที่ กรธ.กำหนดไว้แบบนี้

หาก สนช.และฝั่ง กรธ.ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่ สนช.แก้ไข จะนำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยมีเวลาพิจารณา 15 วัน และต้องส่งกลับมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง ในกรณีนี้ถ้า สนช.มีมติ 2 ใน 3 ไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว เท่ากับว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะตกไปทันที

คราวนี้มีประเด็นว่าถ้าการที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไปหลังจากครบ 240 วัน จะมีกระบวนการเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้า สนช.อย่างไร เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญระบุแค่ว่าให้ร่างกฎหมายนั้นตกไปทันทีที่ สนช.มีมติ 2 ใน 3 ไม่เห็นชอบ โดยไม่ได้บอกว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

ดังนั้น สถานการณ์ความขัดแย้งในประเด็นทางกฎหมายระหว่าง กรธ.กับ สนช.จะเป็นหนึ่งเงื่อนไขที่สะเทือนถึงโรดแมปเช่นกัน

3.การเมืองป่วนไม่เลิก แม้พรรคการเมืองจะยังไม่สามารถเคลื่อนไหวในทางการเมืองได้เพราะถูกกฎหมายห้ามเอาไว้ แต่ไม่เป็นผลสำหรับแนวร่วมต่อต้าน คสช.ที่อยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่ง คสช.ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนกับการควบคุมพรรคการเมือง

อีกทั้งกระแสต่อต้าน คสช.กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่พอใจกับมาตรการจำกัดเสรีภาพของ คสช. จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงออกด้วยการเข้าไปป่วนโครงข่ายออนไลน์ของหน่วยงานรัฐหลายองค์กร เรียกว่า คสช.เสียรังวัดไปไม่น้อย

จากปัจจัยทั้งหมด ทำให้มีความเป็นไปได้พอสมควรที่โรดแมปจะไม่อาจเดินไปตามเส้นทางที่ คสช.กำหนดไว้ ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งที่ต้องล่วงเลยไปถึงกลางปี 2561 ดังที่รองประธาน สนช.พยายามคาดการณ์ก่อนหน้านี้

 

ขยายโรดแมป สะเทือนเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/473543

ขยายโรดแมป สะเทือนเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองรับปี 2560 ทันที ภายหลัง “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมากางแผนงานนิติบัญญัติของ สนช.ตลอดทั้งปีนี้ โดยยอมรับว่าการพิจารณากฎหมายจำนวนมาก อาจมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกจากปลายปี 2560 ไปเป็นกลางปี 2561

“การทำงานของ สนช.ตลอดปี 2560 จะมีงานสำคัญ คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 ฉบับ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดเป็นพิเศษอีก 41 ฉบับ รวมในส่วนนี้ทั้งหมดแล้วจะมีประมาณ 100 ฉบับ และยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีตามโรดแมปของคณะรัฐมนตรีอีกมากกว่า 100 ฉบับ

ตรงนี้เป็นภารกิจของ สนช.ทั้งหมดในปี 2560 ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อออกกฎหมายเพื่อให้เป็นเครื่องมือกับรัฐบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโรดแมปก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งประมาณกลางปี 2561” ทั้งหมดนี้เป็นสาระสำคัญในการให้สัมภาษณ์ของรองประธาน สนช.คนที่ 1

มองในภาพรวมแล้วต้องถือว่า สนช.ในฐานะหนึ่งในแม่น้ำ 5 สายต้องแบกภาระไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะต้องรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายการปฏิรูปประเทศ และกฎหมายเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ

จึงไม่แปลกที่รองประธาน สนช.จะพยายามยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้ในปี 2560 นั้นจำเป็นต้องเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำทับด้วยสมาชิก สนช.จำนวนหนึ่งก็ต่างขานรับว่าประเทศไทยไม่สามารถมีการเลือกตั้งตามโรดแมปเดิมได้อย่างแน่นอน

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช. ระบุว่า “ถ้าดูตามกรอบเวลาขณะนี้ คงไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ทันภายในปลายปี 2560 เพราะตามขั้นตอนโรดแมปคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องส่งกฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งให้ สนช.พิจารณาภายใน 8 เดือน จากนั้น สนช.จะมีเวลาพิจารณาเนื้อหากฎหมายลูกแต่ละฉบับ 2 เดือน เมื่อพิจารณากฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับเสร็จแล้ว จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน”

เช่นเดียวกับ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. ยอมรับว่า ถ้าคำนวณตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้สูงสุด ต้องใช้เวลาอีก 15 เดือน จึงจัดเลือกตั้งได้ ช่วงเวลาเลือกตั้งจึงตกอยู่ประมาณกลางปีหรือเกือบกลางปี 2561

จะเห็นได้ว่าการส่งสัญญาณเพื่อขอเลื่อนเลือกตั้งโดย สนช.ไม่ได้อ้างขึ้นมาลอยๆ เพราะมีที่มาที่ไปและเหตุผลมารองรับ แต่จนถึงเวลานี้ยังไม่มีท่าทีออกมาจาก คสช.ว่าจะตอบรับสัญญาณที่ สนช.ส่งออกมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงการเลื่อนโรดแมปในมุมของ คสช.ต้องถือว่ามีข้อดีและข้อเสียที่ คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะตัดสินใจทางใดทางหนึ่งขึ้นมา

ข้อดีของการเลื่อนโรดแมปที่เห็นได้ชัดเจน คือ การปฏิรูปประเทศ เพราะแต่ละฝ่ายจะได้รับการทดเวลาบาดเจ็บเพื่อต่อลมหายใจในการทำงานต่อไป โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายที่สำคัญๆ ให้ออกดอกออกผลนอกเหนือไปจากกฎหมายการเลือกตั้ง

โดยเรื่องนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์หลักของ คสช.เช่นกัน เนื่องจาก คสช.ไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่าการรัฐประหารที่ผ่านมาเสียของ ซึ่งการที่จะลบคำสบประมาทได้ที่สุด คือ การสร้างการปฏิรูปประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อไม่ให้เป็นวิมานในอากาศที่ถูกออกแบบและเขียนไว้ในสมุดรายงานเท่านั้น

ท่ามกลางข้อดีของการเลื่อนโรดแมป แต่ถ้ามองลงไปจะพบว่ามีข้อเสียที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบเช่นกัน กล่าวคือ ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ยืนยันกับคนไทยและต่างประเทศมาตลอดว่าประเทศไทยจะต้องมีการเลือกตั้งในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี 2560

หาก คสช.นำเอาเหตุผลของ สนช.มาพิจารณาและตัดสินใจเลื่อนการส่งมอบประเทศด้วยการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ย่อมส่งผลเสียต่อความชอบธรรมของ คสช.อยู่ไม่น้อย

แม้การอ้างเหตุผลในการขอเลื่อนโรดแมปนั้นจะยกเรื่องการพิจารณา กฎหมาย จะพอฟังได้อยู่บ้าง แต่กระนั้นแม่น้ำ 5 สายได้เวลาทำงานมาแล้วถึง 2 ปีเต็ม ดังนั้น การเอาประเด็นนี้มาเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ คสช.ยังมีวิธีการอื่นเพื่อเร่งรัดในการให้ สนช.พิจารณากฎหมายก็ได้ เช่น การจัดลำดับกฎหมายที่มีความสำคัญ โดยให้ สนช.เร่งรัดให้ความเห็นชอบออกมาก่อน ซึ่ง ณ เวลานี้ไม่มีความจำเป็นที่ คสช.ต้องเนรมิตการปฏิรูปให้เป็นจริงทุกเรื่อง

ขณะเดียวกัน ในเรื่องของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น สนช.ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ 60 วันแบบชนเพดานก็ได้ ในทางปฏิบัติแล้วการทำงานด้านนิติบัญญัติที่มีกรอบเวลากำหนดในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเผื่อเวลาการทำงานเอาไว้พอสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสุดวิสัย

เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาในมุมของ คสช.แล้วการเลื่อนโรดแมปน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี เว้นแต่จะมีเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

 

ส่งสัญญาณยื้อโรดแมป ขยายแรงต้านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 19:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/473511

ส่งสัญญาณยื้อโรดแมป ขยายแรงต้านเพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดศักราชใหม่การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ปี 2560 อย่างเป็นทางการ การเข้าสู่ปีใหม่ในครั้งนี้สำหรับประเทศไทยแล้วไม่เหมือนกับการเริ่มต้นปีใหม่เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ในทางกลับกันนอกจากจะเริ่มเดินหน้าแล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นการนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ว่าได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยึดอำนาจจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศว่า ที่เข้ามาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 การควบคุมอำนาจในการปกครอง และควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองให้หยุดนิ่ง เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และเปิดพื้นที่ให้คนซึ่งเห็นต่างกันได้พบปะพูดคุย

ระยะที่ 2 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยจะนำไปสู่กระบวนในการจัดทำรัฐธรรมนูญ มีกรอบระยะในการดำเนินงานในระยะที่ 2 ประมาณ 1 ปี แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง และความร่วมมือของคนในชาติเป็นปัจจัยสำคัญ

ระยะที่ 3 การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ภายหลังการทำงานตามโรดแมปทั้ง 2 ระยะข้างต้นประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย คสช.พร้อมจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย

มาถึง ณ เวลานี้ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ปลายโรดแมประยะที่ 2 ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ ประกอบกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังทยอยจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ ระหว่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งหลายฝ่ายต่างประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะประกาศใช้ได้ประมาณต้นเดือน ก.พ.

ทว่า ความแน่นอนที่ว่านั้นกำลังจะกลายเป็นความไม่แน่นอนอย่างคาดไม่ถึง ภายหลัง สนช.ออกมายอมรับว่าโรดแมปการเลือกตั้งจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2560 ต้องเลื่อนออกไปเป็นกลางปี 2561

ทั้งนี้ มาจากการให้สัมภาษณ์ของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ที่ระบุว่า “การทำงานของ สนช.ตลอดปี 2560 จะมีงานสำคัญ คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 ฉบับ รวมแล้วประมาณ 60 ฉบับ

เป็นภารกิจต้องทำตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ และยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีตามโรดแมปของคณะรัฐมนตรีอีกมากกว่า 100 ฉบับ ก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งประมาณกลางปี 2561”

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของรองประธาน สนช. นำมาซึ่งกระแสต่อต้านจากฝ่ายการเมืองค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งสัญญาณขอขยับโรดแมปออกไป ไม่ต่างอะไรกับการเผชิญหน้าสู่ความขัดแย้ง เพราะต้องไม่ลืมว่าในช่วงของการรณรงค์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แม่น้ำทั้ง 5 สายได้ออกมาประกาศตลอดว่าไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ประเทศไทยจะต้องมีการเลือกตั้งในปี 2560

อีกทั้งเมื่อผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นคุณแก่ฝ่าย คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศย้ำอีกครั้งว่าปี 2560 จะมีการเลือกตั้งด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมั่นคงในโรดแมปเข้าไปอีก

ดังนั้น การที่ สนช.พยายามส่งสัญญาณขอขยายโรดแมปโดยการอ้างเรื่องการออกกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร

ในด้านหนึ่งแม้ว่าการพยายามอ้างอิงไปถึงการทำกฎหมายการปฏิรูปประเทศเพื่อเป็นเงื่อนไขในการขอขยายโรดแมปจะพอเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้นอยู่บ้างในระดับหนึ่ง เนื่องจากการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นวัตถุประสงค์หลักของ คสช. แต่การใช้ข้ออ้างนี้เพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในระยะยาว ในมุมของ คสช.ไม่น่าจะขยายโรดแมป ออกไปตามที่ สนช.พยายามส่งสัญญาณ โดยอย่างน้อยจะพยายามเร่งรัดให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ออกมาก่อน เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 เพื่อลดกระแส

ส่วนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ สามารถใช้กลไกอื่นขับเคลื่อนได้ เพราะถึงอย่างไรเสียวุฒิสภาชุดหน้าจะเป็นชุดที่ คสช.เลือกมากับมือและมีอำนาจเร่งรัดรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศ

ที่สุดแล้ว คสช.น่าจะเลือกแนวทางประนีประนอมกับทุกฝ่ายด้วยการเดินหน้าตามโรดแมป เว้นแต่จะมีปัจจัยสำคัญจริงๆ ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกำหนดเท่านั้น

 

อนาคต ‘องค์กรอิสระ’ ยุคเปลี่ยนผ่าน แขวนชะตาบนกฎหมายลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472981

อนาคต ‘องค์กรอิสระ’ ยุคเปลี่ยนผ่าน แขวนชะตาบนกฎหมายลูก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ต้องยอมรับว่ามีการใส่กลไกกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้อย่างเข้มข้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ

เครื่องมือหนึ่งที่ กรธ.ออกแบบไว้สำหรับการปราบโกง คือ องค์กรอิสระ โดยพบว่าองค์กรอิสระแต่ละคณะมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปรากฏให้เห็นใน 2 เรื่องสำคัญ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินของฝ่ายบริหาร

1.มาตรา 244 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบหรือจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือของหน่วยงานอื่นนั้นแล้วแต่กรณี”

2.มาตรา 245 บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรงต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย”

ทั้งนี้ ภายใต้อำนาจขององค์กรอิสระที่มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่ากำลังถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระแต่ละองค์กร

เริ่มตั้งแต่การที่ กรธ.ออกแบบให้มีคณะกรรมการสรรหามาทำหน้าที่พิจารณาว่ามีกรรมการองค์กรอิสระ รวมไปถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่แรกคนใดมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดหรือไม่ จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญในอดีตจะรับรองให้กรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ก่อนจะมีกฎหมายฉบับใหม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าดำรงตำแหน่งครบวาระ

พลิกดูแต่ละองค์กรที่ถูกเข้าข่ายโดนปฏิรูป พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็น 2 หน่วยงานที่หืดขึ้นคอมากที่สุด เพราะมีกรรมการในองค์กรที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกเก้าอี้อยู่หลายคน

ในส่วนของ กกต.มี 2 คน คือ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” และ “ประวิช รัตนเพียร” ซึ่งมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติแตกต่างกันไป กล่าวคือกรณีของประวิชติดตรงที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาก่อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 216 ที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด”

ส่วน “สมชัย” แม้จะไม่เคยผ่านการเป็นกรรมการองค์กรอิสระหรือมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ มาก่อน แต่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 222 ที่วางกรอบให้ กกต.ที่ไม่ได้มาจากสายตุลาการหรืออัยการ จะต้องเป็นผู้ทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นปัญหาที่สมชัยยังต้องลุ้นต่อไปว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายหรือไม่

ด้านกรรมการ ป.ป.ช.รายที่ขาเก้าอี้เริ่มไม่มั่นคง คงหนีไม่พ้น “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช. เพราะเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งเข้าข่ายขัดต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ห้ามคนเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ

อีกคน คือ “วิทยา อาคม พิทักษ์” ในฐานะเคยเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาก่อน ส่งผลให้มีลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 216 กำหนดไว้

การกำหนดให้องค์กรอิสระต้องมาถูกแขวนบนเส้นด้ายอย่างกฎหมายลูกเช่นนี้ สร้างความหัวเสียให้กับองค์กรอิสระอยู่พอสมควร ถึงออกมาให้สัมภาษณ์ตำหนิการทำงานของ กรธ.อย่างรุนแรง จนต่างฝ่ายต่างไม่กินเส้นอยู่พักใหญ่

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ดำเนินการนั้นยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขั้นตอนสุดท้าย

สนช.ในฐานะผู้ถืออำนาจนิติบัญญัติยังมีอำนาจเปลี่ยนแปลงจากหลังมือให้เป็นหน้ามือหรือจากหน้ามือให้เป็นหลังมืออย่างไรก็ได้

ดังนั้น นับจากนี้ไปอนาคตขององค์กรอิสระจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน

 

ติดเทอร์โบปลดล็อกตั้งสังฆราช แนวต้านอ่อน…หมดแรงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472978

ติดเทอร์โบปลดล็อกตั้งสังฆราช แนวต้านอ่อน...หมดแรงค้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวทันทีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเกมเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมงผ่านร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แบบ 3 วาระรวด ด้วยมติเอกฉันท์ทั้งวาระ 1 ด้วยคะแนน 184 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 เสียง และวาระ 3 ด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 6 เสียง เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

คล้อยหลังทราบผลเพียงไม่กี่นาที พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ ชื่อ “พระเมธีธรรมาจารย์-
เจ้าคุณประสาร”
แสดงความเห็นว่า

“กฎหมายลักไก่ ขณะนี้สมาชิก สนช.กำลังดำเนินการประชุมแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านวาระ 1 ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาผ่านวาระที่ 2 และ 3 ตามลำดับ เดิมบอกเพียงว่าจะหารือกันเท่านั้นเอง นี่ลักไก่ทำกันทั้งสภาต่อจากนี้ไป รัฐมนตรีออมสิน ชีวะพฤกษ์ และสมาชิก สนช.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความยุ่งยากที่ตามมาภายหลัง อาตมาพูดได้แต่เพียงเท่านี้ ขณะนี้ผ่านทั้ง 3 วาระแล้ว”

ก่อนที่กระแสจะลุกลามบานปลาย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. รีบออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “สับขาหลอก” แต่เนื่องจากรัฐบาลมีความเห็นว่าจะไม่รับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปพิจารณาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของสภาที่ต้องพิจารณากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ สนช.เคยดำเนินการกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับอื่นมาแล้ว

ทว่าประเด็นความเห็นต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังไม่จบ เมื่อมีการออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขให้การตั้งสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยตัดขั้นตอนการเสนอจากมหาเถรสมาคม เหตุใดจึงไม่มีการสอบถามความเห็นไปยังมหาเถรสมาคมในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

การตัดสินใจเปิดเกมเร็วแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความหมายแต่อย่างไร จับสัญญาณได้ตั้งแต่ที่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช.และ ทาง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปออกมาชี้แจงว่า “ไม่ทราบว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ แต่ว่ากฎหมายต้องรีบทำ”

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่ต้องรีบเปิดเกมเร็ว เพราะต้องการหลบกระแสต่อต้านคัดค้านที่เริ่มมีการจุดกระแสตั้งแต่ปรากฏข่าวเสนอกฎหมาย ดังนั้นหากปล่อยเวลาทอดนานออกไปย่อมทำให้แนวร่วมเข้มแข็งมีพลังออกมาคัดค้านมากขึ้น

ชั่งน้ำหนักแล้วการเปิดเกมเร็วที่อาจจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดแรงเสียดทานที่หากบานปลายย่อมนำไปสู่ความรุนแรงยากที่จะควบคุม

ที่สำคัญเมื่อประเมินทิศทางลมแล้ว “แรงต้าน” ในเวลานี้ยังอ่อนแรงยากจะจุดติดได้ในระยะเวลาอันสั้น

ประการแรก เพราะกฎระเบียบข้อบังคับไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่สะกดทุกกลุ่มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ยังระบุว่า หากพระสงฆ์จะมาชุมนุมจริง ก็จะต้องมีการแจ้งขออนุญาตจัดชุมนุมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น

ประการที่สอง สถานการณ์เวลานี้มีเหตุการณ์ที่ต้องระมัดระวังอีกส่วนคือกรณีพระธรรมกายที่มีการระดมศิษยานุศิษย์ไปปักหลักอยู่ในวัดพระธรรมกาย หลังจากทางเจ้าหน้าที่บุกประชิดเตรียมบุกค้นเข้าไปคุมตัวพระธัมมชโย

ด้วยฐานมวลชนที่่จะออกมาเคลื่อนไหวทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นฐานมวลชนที่คาบเกี่ยวกัน การแบ่งพลังออกมาเคลื่อนไหวทางใดทางหนึ่งอาจทำให้อีกฝั่งอ่อนแอ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝั่ง

ประการที่สาม มูลเหตุแห่งการเคลื่อนไหวเพียงเพราะการแก้ไขกฎหมายให้การแต่งตั้งสังฆราชกลับไปเป็นเรื่องของพระราชอำนาจทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรสมาคมก็ดูจะไม่มีน้ำหนักที่จะดึงแนวร่วมอื่นให้ออกมาเคลื่อนไหวได้

ยิ่งในช่วงสุญญากาศเกิดปัญหาค้างคาต่อเนื่องมายาวนานหลังมหาเถรสมาคมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสังฆราชแล้ว แต่ทางรัฐบาลเองกลับเห็นว่าเวลาอาจไม่เป็นการมิบังควรหากจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯ แต่งตัั้ง

เมื่อเวลานี้สมเด็จช่วงเองก็ยังมีปัญหาคาราคาซังกับการที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินการเอาผิดในคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณที่ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก

การแก้ไขกฎหมาย “ปลดล็อก” เพื่อเปิดทางให้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่ค้างคาให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แทนที่จะมาคาราคาซังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  โดยเฉพาะในโอกาสช่วงเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นรัชกาลใหม่การจะนำปัญหาไปกวนเบื้องพระยุคลบาทย่อมไม่เป็นการบังควร

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ไม่แปลกที่สุดท้ายเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทศาสนาแห่งประเทศไทย จะออกแถลงการณ์จะไม่ไปยื่นหนังสือคัดค้านที่นายกรัฐมนตรี หรือประธาน สนช.แน่นอน เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ

ได้แต่ย้ำว่าการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเป็นพระราชอำนาจเท่านั้น

 

8 สมเด็จพระราชาคณะ เส้นทางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472971

8 สมเด็จพระราชาคณะ เส้นทางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระราชโองการ ตามที่ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปวัฒนธรรมและการ ท่องเที่ยว พร้อมสมาชิก สนช.อีก 81 คน เป็นผู้เสนอ โดยตัดขั้นตอนการพิจารณาเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยมหาเถรสมาคมออกไป

โดยสมเด็จพระราชาคณะที่พระ มหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีด้วยกัน 8 รูป ขณะที่ในปัจจุบัน สมเด็จพระมหารัช มังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระราชาคณะทั้งหมด 8 รูป เรียงอาวุโสตามสมณศักดิ์ ดังต่อไปนี้ 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สถาปนาเป็นสมเด็จพระ  ราชาคณะ เมื่อปี 2538 นามเดิม ช่วง สุดประเสริฐ สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2468 ปัจจุบันอายุ 91 ปี เป็นชาว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โยมบิดาชื่อ มิ่ง และโยมมารดาชื่อ สำเภา นามสุล สุดประเสริฐ

บรรพชาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2482 ขณะที่อายุได้ 14 ปี และอุปสมบทเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2488 ปัจจุบันสมเด็จช่วงยังคงมีคดีที่เกี่ยวกับการจัดซื้อรถเบนซ์หรู จึงทำให้สังคมกังวลว่าหากได้รับ การแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช อาจเกิดความขัดแย้งได้ในสังคม รัฐบาลจึงชะลอการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นสมเด็จ พระสังฆราชไว้ก่อน ปัจจุบันยังคงเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ระหว่างรอขั้นตอนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

สมเด็จพระมหารัช มังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)

 

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2544 สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เกิดเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2460 ปัจจุบันอายุ 98 ปี ชาว ต.หนองแก้ว อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อ ช่วย โยมมารดาชื่อ กา นามสกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน พี่น้อง 11 คน

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร)

 

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี 2552 นามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ เป็นสมเด็จพระราชา คณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองงาน พระธรรมทูต รูปที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2470 ปัจจุบันอายุ 89 ปี ชาว ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อ นับ โยมมารดาชื่อ ตาล นามสกุล ประสัตถพงศ์

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)

 

4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552 นามเดิม จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดตรี ทศเทพวรวิหาร เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2479 ปัจจุบันอายุ 80 ปี ชาว ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โยมบิดาชื่อ จันทร์ โยมมารดาชื่อ เหล็ย  นามสกุล พราหมณ์พิทักษ์

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

 

บรรพชาวันที่ 12 พ.ค. 2491 ที่วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2499 ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ตำแหน่งงานปกครองคณะสงฆ์ปัจจุบัน เช่น เป็น เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้อำนวยการศึกษาสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะขาบบวร-เขียวบวร เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธรรมยุต) และเป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2553 นามเดิม สมชาย พุกพุ่มพวง ฉายา วรชาโย เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่าย ธรรมยุติกนิกาย อดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เกิดเมื่อวันพุธที่ 22 ต.ค. 2490 ปัจจุบันอายุ 69 ปี ชาว จ.นครปฐม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร และยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ 1 ฝ่ายนักธรรม

สมเด็จพระธีรญาณมุนี

 

6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2554 นามเดิม สมศักดิ์ ชูมาลัยวงศ์ ฉายา อุปสโม เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2484 ปัจจุบันอายุ 75 ปี บิดาชื่อ เหลี่ยม มาดาชื่อ สำลี นามสกุล ชูมาลัยวงศ์ ชาว ต.ปากจั่น อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด พิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต บาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

 

7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2557 สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2485 ปัจจุบันอายุ 74 ปี

สมเด็จพระพุฒาจารย์

 

และ 8.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นสมเด็จพระ ราชาคณะฝ่ายมหานิกาย และเป็นสมเด็จพระราชาคณะองค์สุดท้ายที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ปัจจุบันอายุ 78 ปี เป็นชาว อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บรรพชาตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อปี 2494 ขณะที่เป็นสามเณร เป็นบุตรของ สำราญ และชุนกี อารยางกูร เป็นบุตรคนที่ 5 จาก 9 คน ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระนักวิชาการที่มีผลงานวิชาการทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ได้รับการยกย่องจากประชาชนไทยและต่างประเทศ ผลงานซึ่งเป็นที่รู้จัก เช่น พุทธธรรม ซึ่งถือเป็นหนังสือที่อธิบายพุทธปรัชญาเถรวาทได้อย่างกระจ่างชัดเจนที่สุด และยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากยูเนสโก

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ประชุม สนช.จะมีมติผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ก็มีการอภิปรายจาก สนช.ซึ่งได้ให้เหตุผลสาระสำหรับเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับดังกล่าว อาทิ พล.ต.อ.พิชิต กล่าวว่า การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานาน โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช

สมพร เทพสิทธา สมาชิก สนช. กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับเดิมตั้งแต่ปี 2584 และปี 2505 ที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่ใช้ติดต่อกันมากว่า 51 ปี จึงถือว่าเป็นราชประเพณี และต่อมาเมื่อมีการแก้ไขเมื่อปี 2535 เพิ่มเงื่อนไขว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเป็นไปตามลำดับพระสมณศักดิ์ ทำให้เกิดทางตันเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขณะนี้ขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้นานอีกต่อไป จึงเป็นหน้าที่ของ สนช.ที่จะเป็นผู้แทนประชาชนไทยรับหน้าที่แก้ไขกฎหมายนี้โดยเร่งด่วน เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกของปัญหา

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่ผ่านมาก่อนปี 2535 มีประเพณีให้พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมาตลอด 19 องค์ แต่การแก้กฎหมายเมื่อปี 2535 ให้ยึดถือโดยสมณศักดิ์และให้เสนอ โดยมหาเถรสมาคม จนขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นว่าผู้ใดจะเป็นผู้เสนอชื่อและเกิดข้อ ถกเถียงก็ควรแก้ปัญหานี้ เช่นเดียวกับทางโลก ในการแต่งตั้งปลัดกระทรวง หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่แม้จะมีความอาวุโส แต่ในทางปฏิบัติจะพิจารณาจากคุณสมบัติ อายุ ความรู้ ความสามารถ สถานการณ์ในขณะนั้น จึงทำให้ ผู้บัญชาการทหารบก อาจมาจากผู้ช่วย ไม่ใช่มาจากรอง ผบ.คนที่หนึ่งเสมอไป

ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตอำนาจการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชก็เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้

 

มหากาพย์ยึดทรัพย์ ‘ยิ่งลักษณ์’ เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472785

มหากาพย์ยึดทรัพย์ 'ยิ่งลักษณ์' เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปี 2560 ต้องจับตาชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายกับการต่อสู้คดีที่ถูกอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้องฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังพิจารณาไต่สวน

ย้อนที่มาที่ไปมหากาพย์คดีรับจำนำข้าวเริ่มขึ้นเมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.) ยื่นคำร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เข้ามาไต่สวนยิ่งลักษณ์ เมื่อปี 2555 จากนั้น ป.ป.ช.ใช้เวลา 2 ปี ในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนมีมติชี้มูลความผิด

จนนำมาสู่การถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 9 พ.ค. 2557 พร้อมกับการดำเนินคดีอาญา ในวันที่ 17 ก.ค. 2557 นอกจากนี้ ในส่วนของคดีอาญา ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ อสส. ซึ่งในที่สุดมีความเห็นสั่งฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ ประทับร้องฟ้อง เมื่อต้นปี 2558

คดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้อนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ทั้งสิ้น 14 ปาก กำหนดไต่สวน 5 นัด และอนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยทั้งสิ้น 42 ปาก กำหนดไต่สวน 16 นัด โดยการไต่สวนพยานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. 2559

ทำให้คาดการณ์กันว่าระยะเวลาการดำเนินคดีรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์อาจลากยาวไปถึงกลางปี 2560 เวลาที่เหลืออยู่จึงน่าติดตามการต่อสู้ทางคดีของยิ่งลักษณ์ จะรอดพ้นบ่วงกรรมคดีอาญาหรือไม่

ส่วนคดีฟ้องแพ่งที่ดำเนินการคู่ขนานกับคดีอาญา เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ

ครั้งนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นประธาน ได้สรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วงเงิน 286,640 ล้านบาท พร้อมส่งแฟ้มหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลัง ที่มี มนัส แจ่มเวหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง มีมติให้เรียกค่าเสียหายยิ่งลักษณ์ 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท พร้อมกับทำหนังสือเสนอ รมว.คลัง ลงนามคำสั่งทางปกครองแจ้งยิ่งลักษณ์ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าว

คดีนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกระนาด เพราะตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดฯ ต้องมีการเรียกค่าเสียหายที่เหลือกับผู้เกี่ยวข้องในคดีโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 142,868 ล้านบาทด้วย

คดีนี้จึงตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อเข้ามาสอบสวนว่ามีหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เบื้องต้นหน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เหลือ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งเป็นส่วนของรัฐมนตรี กลุ่มอนุกรรมการที่เกี่ยวกับนโยบายข้าว ประมาณ 2,000 รายชื่อ และกลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ และองค์กรต่างๆ ประมาณ 4,000 ราย รวมทั้งสิ้น 6,000 กว่าราย

ทันทีที่ตัวเลขดังกล่าวออกมา สร้างความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ เพราะเกี่ยวโยงในหลายกระทรวง แม้แต่บริษัทเอกชนยังขวัญผวากลัวจะติดร่างแหไปด้วย

ขณะที่ความคืบหน้าในการเช็กบิลข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น อยู่ในกำมือของ ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่ไล่ไต่สวนคดีทุจริตเก็บรักษาบัญชีรายการสินค้าข้าวของรัฐบาลที่นำเข้าเก็บหรือนำออกจากโกดังไซโลทั่วประเทศ

จากการตรวจสอบ พบว่า มีปริมาณข้าวหาย ข้าวเสื่อมคุณภาพ และข้าวไม่ตรงกับมาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจริง รวมจำนวน 986 คดี โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตาม เร่งรัดสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า และคณะอนุกรรมการสอบสวนขยายผลคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า

สำหรับการทำงานของ ป.ป.ท.ลำดับแรกจะสอบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ความเสียหายอยู่ในขั้นตอนใด แล้วในขั้นตอนที่เสียหายมีบุคคลหรือกลุ่มใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวบ้าง จากนั้นจะนำไปพิจารณา ไม่ใช่ว่าจะไปเคาะหรือชี้เอาความผิดบุคคลใดได้ตามอำเภอใจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทุจริตรับจำนำข้าวทั้งหมด 986 คดี สามารถจำแนกตามหมวดหมู่ ได้แก่ 1.ข้าวหาย 2.ข้าวผิดประเภท 3.ข้าวไม่ได้มาตรฐาน 4.ข้าวเสื่อมคุณภาพ ล้วนเป็นคดีที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอบสวนแล้ว

เบื้องต้น พบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปร่วมกระทำผิดกับเอกชนจริง สำหรับขั้นตอนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งคดีให้ ป.ป.ท.พิจารณา โดยคณะอนุกรรมการแต่ละชุดจะไปรวบรวมเอกสาร หลักฐานแล้วมาตรวจสอบ หากชี้มูลว่าไม่ผิดก็ให้ยุติ แต่หากพบว่ามีความผิดจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อส่งฟ้องต่อไป

อาจกล่าวได้ว่า ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่า จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพราะถูกกลั่นแกล้ง โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ยืนยันจะสู้คดีในชั้นศาลจนถึงนาทีสุดท้ายในวันที่ศาลนั่งบัลลังก์พิพากษาทั้งคดีแพ่งและอาญา

สำหรับขั้นตอนในการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจากยิ่งลักษณ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ แม้การสอบสวนแล้วเสร็จและมีคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่อาจบังคับคดีให้จ่ายเงินชดเชย หรือ เข้าไปยึดทรัพย์ได้ทันที เพราะมีขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลปกครอง หรือร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ระงับการบังคับคดีได้

คดีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นวาจาไว้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ว่า “ต้องมีคนรับผิดชอบ” กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น 2 ปีที่เหลือของรัฐบาลตามโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้จะเอาคนผิดมาลงโทษ รัฐบาลจะเร่งปิดคดีแพ่งและอาญากับกลุ่มข้าราชการที่มีเอี่ยวโครงการรับจำนำข้าว

สังคมต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่า รัฐบาล คสช.จะกล้าเชือดคนผิดหรือไม่ รวมทั้งจะสามารถฝ่ากระแสมรสุมทางการเมืองไปได้หรือไม่ หากยิ่งลักษณ์เกิดหลุดคดี หรือต้องติดคุกและโดนยึดทรัพย์จริงๆ