ผุดคณะกรรมการปฏิรูป เคาะระฆังโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472784

ผุดคณะกรรมการปฏิรูป เคาะระฆังโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจับอาการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นได้ว่ามีการส่งสัญญาณทางการเมืองบางประการออกมา เพราะได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หลายครั้งในเวลาติดๆ กัน

ดังจะเห็นได้จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งเป็นเพราะต้องการใช้อำนาจมาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษเพื่อเร่งสะสางบางเรื่องโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลาไปกับการเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะการจะแก้ไขคำสั่ง คสช. หรือยุบองค์กรนั้นไม่อาจทำได้โดยอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงลำพัง แต่ต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย ดังนั้นด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและเวลาที่ต้องหมดไปกับกระบวนการธุรการ ทำให้ คสช.เลือกที่จะใช้มาตรา 44 แทน

ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับนาทีของการใช้มาตรา 44 เนื่องจากหากรัฐบาลได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว หากภายหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ขึ้นมา คสช.เองจะไม่สามารถใช้อำนาจมาตรา 44 ได้เต็มที่

ทั้งนี้ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงให้อำนาจเด็ดขาดโดยสมบูรณ์แก่ คสช. ซึ่งหมายถึงการใช้มาตรา 44 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่การใช้อำนาจนั้นก็ใช้ได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุด อันทำให้ คสช.ไม่สามารถใช้เครื่องมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการเร่งปล่อยของในช่วงโค้งสุดท้าย จึงเป็นเรื่องที่ คสช.จำเป็นต้องดำเนินการก่อนจะหมดเวลาของการใช้อำนาจ

ล่าสุด คสช.กำลังเตรียมใช้มาตรา 44 อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนกลไกการปฏิรูป

โดยที่ประชุม คสช.เห็นชอบกับการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ในการตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมดร่วมเป็นคณะกรรมการ และรัฐมนตรีร่วมอีก 2 คน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้เหตุผลว่า “การตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศก็เพื่อรวมเรื่องที่ สนช. สปท.เสนอเรื่องปฏิรูปเข้ามากว่าร้อยเรื่อง เพื่อดูว่าเรื่องใดดำเนินการไปแล้วและเรื่องใดที่ยังไม่ดำเนินการ ทั้งหมดเพื่อสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นในปี 2560”

ต้องยอมรับว่าการเดินหน้าปฏิรูปประเทศยังไม่ค่อยเป็นไปตามเป้าเท่าไหร่มากนัก ซึ่งที่ผ่านมามีการสร้างกลไกหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ยังดูเหมือนว่างานปฏิรูปในเชิงโครงสร้างยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก

อีกทั้งในต้นปี 2560 ได้มีการคาดการณ์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไว้หลายระยะในหมวดการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการบัญญัติให้ออกกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นสองเรื่องสำคัญที่ คสช.ต้องการสร้างผลงานฝากเอาไว้ก่อนอำลาจากตำแหน่ง

โดยร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดการปฏิรูปประเทศว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศใน 7 ด้าน รวมไปถึงการต้องออกฎหมายเกี่ยวเพื่อวางแผนการปฏิรูปที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีตามมาตรา 259 ของร่างรัฐธรรมนูญ

“การปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน

ต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ” บทบัญญัติของมาตรา 259

ดังนั้น หาก คสช.ไปรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก่อนแล้วถึงจะเริ่มนับหนึ่งการปฏิรูปในภาคปฏิบัติอาจไม่ทันเวลา เพราะต้องไม่ลืมว่าแม่น้ำ 5 สายยังคงมีภารกิจประจำที่ต้องดำเนินการกันอยู่ และยิ่งต้องรับภารกิจด้านการปฏิรูปในช่วงโค้งสุดท้ายเข้ามาด้วยแล้ว ทำให้ต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เสียของเหมือนอดีตที่่ผ่านมา

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใช้ทรัพยากรที่ตัวเองเพื่อสร้างผลงานด้านการปฏิรูปออกมา เพื่อสร้างความชอบธรรมก่อนจะลงจากตำแหน่ง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นการใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อก็ตาม

 

ย้อนอดีตพรบ.สงฆ์ ส่องอำนาจตั้งสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472773

ย้อนอดีตพรบ.สงฆ์ ส่องอำนาจตั้งสังฆราช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์และสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) 84 คน ร่วมลงรายชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในมาตรา 7 มาตราเดียว โดยสาระสำคัญของการแก้ไขอยู่ในส่วนของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเพื่อแก้ปัญหาในอดีต

ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลของ สนช.ผู้เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ ระบุว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านมา รวมถึงกลับไปใช้ความเดิมตามโบราณราชประเพณีที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากปัจจุบันที่การแต่งตั้งต้องผ่านขั้นตอนการให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)

เมื่อมีความเคลื่อนไหวเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นทันที โดยพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมาตั้งข้อสังเกตความผิดปกติของการเข้ามาล้วงลูก

“อาตมาบอกได้เลยว่า ถ้า พล.ต.อ. พิชิต และคณะมวลสมาชิกบางท่านใน สนช.จะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนวุ่นวายฝุ่นตลบนี้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ท่านจะต้องพบต้องเจอกับองค์กรพุทธและพระสงฆ์อีกจำนวนมากมายทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย” พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าว

จากหลักการและเหตุผลประกอบการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ระบุว่า “ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา สมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อเป็น การสืบทอดและธำรงรักษาไว้ ซึ่งโบราณราชประเพณีดังกล่าว โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

จะเห็นว่าแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นการแก้ไขให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชกลับไปเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เหมือนเดิม

ทั้งนี้ หากย้อนดูความป็นมาของกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ : การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากการสืบค้นความเป็นมาเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ พบว่ามีการบัญญัติเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นครั้งแรกใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทรศก 121  ไม่ได้กำหนด เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไว้ในกฎหมาย คงยึดตามราชประเพณี (ร.ศ. 121 หรือ พ.ศ. 2445) อยู่ใน รัชสมัย ร.5

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484  มาตรา 5 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช (พ.ศ. 2484 อยู่ในรัชสมัย ร.8)

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505  มาตรา7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

ต่อมา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มีการแก้ไขมาตรา 7 เป็น “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรวงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

ทั้งนี้ 84 สนช.ได้เสนอแก้ไขเนื้อหาโดยให้ยกเลิกเนื้อหาในมาตรา 7 และเปลี่ยนเป็น “มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

ด้าน สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยว่า การเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์จะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือวิกฤตในวงการสงฆ์ เพราะเป็นเรื่องทาง โลก และเชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย อาจจะมีเพียงบางส่วนที่ออกมาคัดค้าน แต่คงไม่ถึงกับออกมาเคลื่อนไหว เพราะหากเคลื่อนไหวก็ไม่ต่างอะไรกับการชุมนุมทางการเมือง และเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวงการศาสนา จึงมั่นใจว่าจะไม่บานปลาย

ภาพประกอบข่าว

 

อิทธิฤทธิ์ มาตรา 44 ปี’60เร่งสร้างผลงานก่อนลงหลังเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472584

อิทธิฤทธิ์ มาตรา 44 ปี'60เร่งสร้างผลงานก่อนลงหลังเสือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

2 ปีเศษในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้งัดมาตรา 44 ออกมาใช้จำนวนมาก หลักการคือเน้นแก้ปัญหาบ้านเมืองที่จำเป็นเร่งด่วน หวังดับไฟเสียแต่ต้นลม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่ยุ่งยากไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ขณะที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่ามาตรา 44 เป็นการเร่งเครื่องการใช้อำนาจพิเศษด้วยการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและ ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อหวังต่อท่ออำนาจตัวเองให้อยู่ยาว

นโยบายแรกๆ ในการใช้มาตรา 44 พุ่งเป้าไปที่นโยบายด้านความมั่นคงที่ คสช.ให้ความสำคัญ คือการบังคับใช้กฎหมายและจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะนโยบายการขจัดกลุ่มผู้มีอิทธิพล บ่อนการพนัน อาวุธสงคราม สินค้าผิดกฎหมาย เพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อสุจริตชน โดยให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เร่งขจัดสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้มาตรา 44  เพิ่มอำนาจทหารคุมการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า โดยออกมาตรการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เช่น ป้องกันการบุกรุกที่สาธารณะ ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะกีดขวางทางจราจร จนกลายเป็นที่มาของยุทธการทวงคืนพื้นที่ป่านับหมื่นไร่ มาแจกประชาชนที่ยากจนไร้ที่ดินทำกินตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของ พล.อ.ประยุทธ์

อีกหนึ่งปัญหาสังคม คือ เด็กแว้น ที่หมักหมมมานาน คสช.ต้องการแก้ปัญหาแบบบูรณาการและเป็นระบบ จึงใช้มาตรา 44 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2558 ออกคำสั่งเรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์

อีกปัญหาที่คาราคาซังมานานไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาจนต้องยอมแพ้ นั่นคือการดำเนินการกับกลุ่มผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา จนในที่สุดมีคำสั่งมาตรา 44 วันที่ 1 พ.ค. 2558 หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่งตั้ง “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ให้เป็นประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว คือ ใช้ไม้แข็งลงโทษหนักกับผู้ค้าสลากเกินราคา พร้อมจูงใจการออกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว ที่สำคัญ “บิ๊กแดง” สั่งล้างบาง 5 เสือ หรือผู้ค้าสลากรายใหญ่ที่ผูกขาดโควตามายาวนาน พร้อมกับนำระบบจัดสรรใหม่มาใช้จนสามารถกระจายสลากได้อย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกันตลอดช่วง 2 ปีเศษ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 แต่งตั้งโยกย้ายแบบสายฟ้าแลบมาแล้วเกือบพันตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ไปจนถึงข้าราชการหางแถว แต่ตำแหน่งที่สร้างความฮือฮาทางการเมืองมากที่สุด คือมาตรา 44 ปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ถูกปลดในขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง

สาเหตุที่หัวหน้า คสช.ถึงกับต้องงัดมาตรา 44 เพราะได้รับรายงานจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่าโครงการประดับไฟตกแต่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม. บริเวณลานคนเมืองวงเงิน 39.5 ล้านบาท ไม่โปร่งใส คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รับลูกสอบสวนต่อเพื่อเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกคำสั่งมาตรา 44 เอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการสั่งพักงานชั่วคราว

ล็อตแรกช่วงเดือน พ.ค. 2558 สั่งพักงานข้าราชการจำนวน 45 คน ซึ่งมีมูลเหตุว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ ถัดมาเดือน มิ.ย. 2558 จำนวน 60 ตำแหน่ง รวมทั้งหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น นายกเทศมนตรี นายกและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต่อมาเดือน ม.ค. 2559 ล็อต 3 สั่งพักงานผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการพลเรือน ผู้บริหาร และข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวม 59 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ จากนั้นก็มีคำสั่งมาตรา 44 สั่งพักงานทยอยออกมาเรื่อยๆ จนล่าสุดเข้าสู่ล็อตที่ 8 แล้ว

แม้รัฐบาล คสช.จะประสบความสำเร็จในการบริหารความสงบเรียบร้อยการเมืองภายในประเทศได้อย่างราบรื่น แต่ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศก็ยังเป็นมรสุมรุมเร้า

โดยเฉพาะปัญหาความปลอดภัยทางการบิน ซึ่งกรมการบินพลเรือนของไทยสอบตกตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) จนวันที่ 11 ก.ย. 2558 หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งมาตรา 44 แก้ปัญหาการกํากับดูแลและพัฒนาการบินพลเรือนของประเทศไทย โดยสาระสำคัญคือให้จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน” หรือ ศบปพ. เป็นศูนย์เฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาการบินพลเรือนโดยตรง

ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ประจำปี 2558 หรือ TIP Report ปรากฏว่าไทยยังอยู่อันดับต่ำสุด หรือเทียร์ 3 สิ่งที่น่ากลัวกว่าเทียร์ 3 คือไอยูยู หรือการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้ให้ใบเหลืองเตือนไทยในการแก้ปัญหาไอยูยู จนวันที่ 29 เม.ย. 2558 หัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 แก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย” (ศปมผ.) เป็นศูนย์เฉพาะกิจ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ยิ่งช่วงโค้งสุดท้ายของโรดแมป คสช. พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งมาตรา 44 ต่อลมหายใจผู้ประกอบการด้วยการช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ (ทีวีดิจิทัล) จำนวน 22 ช่อง ที่ให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

รวมถึงการเร่งงานปฏิรูปตามโรดแมประยะที่ 3 หรือระยะสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพราะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้มีปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน กับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม

ในปี 2560 จากนี้น่าจับตาการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 จะทยอยปั๊มออกมาอีกมากน้อยแค่ไหน เพื่อหวังสร้างผลงาน และกระชับอำนาจก่อนจะลงจากหลังเสืออย่างสง่างามตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ สัญญาไว้

 

นวัตกรรมใหม่ ‘ผู้ตรวจเลือกตั้ง’ กลไกลดการแทรกแซงในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472583

นวัตกรรมใหม่ 'ผู้ตรวจเลือกตั้ง' กลไกลดการแทรกแซงในพื้นที่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนแล้วสำหรับตำแหน่ง “ผู้ตรวจเลือกตั้ง” หนึ่งในนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คิดค้นมาแทนที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาในอดีตและหวังว่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อล่าสุดทาง ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ออกมาประกาศยอมยกธงยุติการคัดค้านแนวคิด เรื่อง “ผู้ตรวจเลือกตั้ง” พร้อมกับการไปคิดทบทวนออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวที่ทาง กรธ.อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ท่ามกลางความเห็นต่างในสังคมที่ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าระหว่างผู้ตรวจเลือกตั้งกับ กกต.จังหวัด สิ่งไหนจะเหมาะสมกับการเมืองในอนาคตมากกว่ากัน

หากย้อนไปดูถึงที่มาที่ไป ตำแหน่งผู้ตรวจเลือกตั้งถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ดังจะเห็นว่าระยะหลัง กกต.จังหวัดถูกมองว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนักการเมืองในพื้นที่มากจนเกินขอบเขต

สุดท้ายเมื่อต้องมารับหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจึงขาดความน่าเชื่อถือ

ในสายตาคนทั่วไปย่อมเกิดข้อกังขาว่ากลุ่มการเมือง หรือกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ ย่อมสามารถใช้ความสนิทสนมที่มีเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ กกต.จังหวัดในการจัดการเลือกตั้ง จนเกิดการได้เปรียบเสียบเปรียบในหมู่ผู้สมัครทั้งทางตรงหรือทางอ้อมไม่มากก็น้อยในแต่ละพื้นที่

ยังไม่รวมกับประเด็นการใช้อำนาจทางการเมือง อำนาจเงิน และอำนาจอื่นๆ เข้าไปจูงใจ หรือกดดันการทำงานของ กกต.จังหวัด ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทำให้ กรธ.หาทางออกด้วยการตั้งผู้ตรวจเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าวแทน

โดยผู้ตรวจเลือกตั้งจะมาจากการคัดเลือกของ กกต. ที่จะเลือกจากบุคคลที่มีภูมิลำเนาในแต่ละจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งตามจำนวนที่เพียงพอแก่การปฏิบัติหน้าที่ครบทุกจังหวัด

พร้อมกำหนดคุณสมบัติผู้ตรวจการเลือกตั้งว่าต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ กรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการแต่งตั้ง

อีกทั้งยังต้องเป็นบุคคลที่เชื่อได้ว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความประพฤติเสื่อมเสีย และต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการ กกต.กำหนด และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่กำหนดไว้สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.

ที่สำคัญต้องไม่เป็นผู้มีคู่สมรส ผู้สืบสันดาน หรือผู้บุพการี เป็นหรือสมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเป็น สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

ทั้งนี้ จะมีการจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกไว้ เมื่อถึงเวลาจะปฏิบัติหน้าที่ ให้ กกต.ดำเนินการแต่งตั้งบุคคลจากบัญชีรายชื่ดังกล่าวจังหวัดละ 5-8 คน ด้วยการจับสลากรายชื่อบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่จะแต่งตั้ง 2 คน และจับสลากรายชื่อบุคคลจากบัญชีบุคคลที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่จะแต่งตั้งจนครบจำนวน

ในมุมหนึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการแก้ปัญหาเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งจากกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ได้พอสมควร เพราะมีสัดส่วนคนนอกพื้นที่มารับหน้าที่จัดการควบคุมดูแลเลือกตั้งในพื้นที่มากกว่าสัดส่วนจากคนในพื้นที่

ผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมีหน้าที่เมื่อพบการกระทำใดที่จะเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้รายงาน กกต.เพื่อดำเนินการตามหน้าที่

ส่วนกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้งเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าไม่มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องให้รายงานให้ กกต.ทราบโดยเร็ว

ทว่าในมุมกลับแนวคิดเรื่องผู้ตรวจเลือกตั้งที่มาจากคนนอกพื้นที่กลับถูกมองว่าอาจเป็นจุดอ่อนที่ไม่รู้จักพื้นที่หรือรู้ว่าใครเป็นใคร มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับใคร

อีกด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ยังมองว่าข้อครหาเรื่อง กกต.จังหวัดเอนเอียงการเมืองท้องถิ่นเป็นการพูดแบบลอยๆ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ที่สำคัญที่คาดว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ว่าจะไม่เชื่อมโยงการเมืองก็เป็นการคาดหวังที่ไม่รู้ว่าความจริงแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะฝ่ายการเมืองที่คิดเอาประโยชน์ก็สามารถแทรกแซงได้อยู่แล้ว

ไม่ต่างจาก คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 กกต.มองว่าการไปให้ความสำคัญกับทั้ง กกต.จังหวัดและผู้ตรวจเลือกตั้งนั้นเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด ต่างประเทศเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็สั่งข้าราชการทั้งประเทศช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาแทน กกต. ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ กกต.จังหวัด หรือผู้ตรวจการเลือกตั้ง

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเป็นทางออกช่วยทำให้การเลือกตั้งโปร่งใสได้มากน้อยแค่ไหน

 

ตัดแขนตัดขาเหล่าขุนพล แผนตีโอบ นวดธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472377

ตัดแขนตัดขาเหล่าขุนพล แผนตีโอบ นวดธรรมกาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการติดตามตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อบรรดาศิษยานุศิษย์พากันออกมารวมตัวแน่นขนัดเป็นโล่มนุษย์อยู่ภายในบริเวณวัด จนเจ้าหน้าที่ต้องคิดหนักและตัดสินใจไม่ใช้มาตรการแตกหักในเวลานี้

แม้ในทางกฎหมายพระธัมมชโยจะเป็นผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับใน 3 คดี ได้แก่ 1.คดีก่อสร้างสำนักสงฆ์ รุกป่าภูเรือ จ.เลย 2.คดีก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เวิลด์พีซวัลเล่ย์ รุกป่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และ 3. คดีรับของโจรฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

ทว่า การติดตามนำตัวเพื่อมาดำเนินคดีในช่วงที่ผ่านมากลับไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย ตั้งแต่อ้างเรื่องความเจ็บป่วยที่ปฏิเสธไม่ไปพบเจ้าหน้าที่ตามนัด ก่อนนำมาสู่การออกหมายจับในเวลาต่อมา

ปฏิบัติการพยายามเข้าไปตรวจค้นในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ หลายรอบ ก็ดูจะเป็นเพียงแค่การกระชับพื้นที่ กดดันบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เช่นเดียวกับแผนตัดน้ำตัดไฟในบริเวณวัดเพื่อตอบโต้การรวมตัวของลูกศิษย์ลูกหาก็ยังเป็นเพียงแค่คำขู่ที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ

ทั้งที่มีสัญญาณจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้ดำเนินการแล้ว แต่การวางแผนเข้าไปติดตามตัวพระธัมมชโยก็ไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้

บ้างว่าเป็น “แผนรั่ว” ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงรู้เห็นเป็นใจในการวางแผนแจ้งข่าวไปยังภายในวัด บ้างว่า “เจอตอ” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่อาจตัดสินใจผลีผลามเข้าไปดำเนินการอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า

บางกระแสก็ว่าหากเปิดฉากใช้ไม้แข็ง นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่าโล่มนุษย์บุกเข้าไปในวัดก็ใช่ว่าจะสามารถหาพระธัมมชโยได้ง่ายในพื้นที่ 2,000 ไร่ ดีไม่ดีอาจบานปลายเกิดการกระทบกระทั่งกลายเป็นชนวนรุนแรงจนคุมไม่อยู่

ที่สำคัญจนถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครออกมายืนยันได้ว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในอาณาบริเวณวัดหรืออยู่ในประเทศไทยหรือไม่

ทั้งหมดกลายเป็นกระแสย้อนกลับมากดดันเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงสั่นคลอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่พอจะทำได้ในเวลานี้ก็คือการกระชับอำนาจ กระชับพื้นที่ กดดันไปเรื่อยๆ

รวมทั้ง “ปฏิบัติการตัดแขนขา” ไล่ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องรอบตัวพระธัมมชโย เพื่อทำให้บรรดามือไม้และคนทำงานรอบตัวอ่อนกำลัง จนไม่สามารถออกมาปกป้อง อันจะทำให้การจับกุมตัวพระธัมมชโยง่ายขึ้น

หากจำได้ก่อนหน้านี้ในช่วงแรก สัมพันธ์ เสริมชีพ เคยรับหน้าที่เป็นทนายความออกมาสู้คดีให้กับพระธัมมชโยตั้งแต่แรกและมีบทบาทในการตอบโต้ชี้แจงอยู่พักใหญ่

ต่อมา สัมพันธ์ ถูกดำเนินคดีร่วมกับพวกรวม 9 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินจากการเข้าไปถือหุ้นบริษัท เอ็ม-โฮมเอสพีวี 2 แทน ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น

นอกจากจะกระทบกับทีมทนายสู้คดีของพระธัมมชโยแล้ว ยังกระทบกับทีมงานออกมาชี้แจงประเด็นต่างๆ

สอดรับไปกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะทยอยใช้มาตรการกดดันดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องและเร่งสอบสวนสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพระที่มีอำนาจบริหารจัดการภายในวัด และการนำเงินบริจาคจากสหกรณ์ไปเล่นหุ้นวงเงินร้อยล้านบาท

ยังไม่รวมไปถึงการติดเครื่องบรรดาคดีต่างๆ ที่จ่อคิวรอการพิจารณาทั้งคดีกับเวิลด์พีซมุกตะวัน อ.เกาะยาว จ.พังงา รุกป่าสงวนแห่งชาติควนจุก สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมและพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต เกือบ 500 ไร่

ถัดมาที่ องอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ออกมารับไม้ต่อทำหน้าที่ชี้แจงแถลงไขในช่วงต่อมา รวมไปถึงการออกมาเชิญชวนลูกศิษย์ลูกหาร่วมสวดมนต์ภายในวัด ที่ถูกมองว่าเป็นการจัดโล่มนุษย์ออกมาปกป้องพระธัมมชโย

สุดท้าย องอาจกลายสถานะเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2)

ก่อนที่องอาจจะหายหน้าหายตาไปจากความเคลื่อนไหวต่อสาธารณะท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงว่ายังไม่พบข้อมูลการหลบหนีออกนอกประเทศ

ล่าสุดกับความเคลื่อนไหวของ พระวิเทศภาวนาจารย์ รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ถูกหมายเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนไปรับทราบข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงกับพระธัมมชโยและคดีอื่นๆ รวม 13 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวออกไปสู้คดีตามกระบวนการหรือไม่

นับจากนี้จึงต้องคอยติดตามดูว่ามาตรการนี้จะสร้างแรงกดดันที่นำไปสู่การติดตามตัวพระธัมมชโยได้หรือไม่

 

ปฏิบัติการแฮ็กเว็บรัฐ จุดไม่ติด แนวร่วมหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 09:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472194

ปฏิบัติการแฮ็กเว็บรัฐ จุดไม่ติด แนวร่วมหาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แนวร่วมคัดค้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เริ่มเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวทั้ง “บนดิน” และ “ใต้ดิน” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ให้ความเห็นชอบในวาระ 3 รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

เริ่มตั้งแต่กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในนาม FIST คือ Free Internet Society of Thailand ที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เรียกได้ว่าเป็นพลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชนคนรุ่นใหม่ที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.แบบชัดเจน ด้วยรูปแบบที่ยังพอแสดงออกได้ ท่ามกลางกฎระเบียบและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาสะกดการเคลื่อนไหวไม่ให้บานปลาย

การเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เป็นการรวมตัวระดมมวลชนเป็นกลุ่มใหญ่ที่เน้นมวลชน แต่เป็นการเแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสะท้อนความคิดไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ทั้งการใช้นกพิราบที่พับเขียนข้อความแสดงถึงร่างกฎหมายนี้ ทำให้ถูกคุมและสูญเสียอิสระการสื่อสาร

ร่วมกับการยืนแสดงป้ายข้อความคัดค้านต่างๆ ทั้ง  “Free Internet”, “Invasion of privacy”, “We say No to internet censorship”

อีกด้านหนึ่งยังมีประชาชนร่วม 3.6 แสนคน ที่ออกมาร่วมลงรายชื่อไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.คอมพ์ที่ถือเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดความเห็นตรงกันไม่ยอมรับ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้

ท่ามกลางบรรยากาศและกฎระเบียบที่คุมเข้ม ทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่

การจุดกระแสคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ จึงไม่สามารถจุดติดในวงกว้างหรือปรากฏความเคลื่อนไหวในสื่อกระแสหลักอย่างเต็มที่เหมือนในสภาวะปกติ

รูปแบบการเคลื่อนไหวคัดค้าน หรือการออกมาแสดงเหตุผลไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ส่วนใหญ่จึงออกมาในรูปแบบของการเคลื่อนไหวรณรงค์ในอินเทอร์เน็ต

ทว่าด้วยพลังของแนวร่วมที่เคลื่อนไหวเป็นหลักในอินเทอร์เน็ต ต่อให้มีพลเมืองเน็ตออกมาคัดค้านมากแค่ไหนก็ไม่อาจสั่นคลอนหรือมีพลังที่จะทัดทานความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.คอมพ์จากฝั่ง คสช.

สุดท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ด้วยคะแนนเอกฉันท์

ดังจะเห็นว่ากระแสเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณา หรือถอนร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ออกไปจากระบบตั้งแต่แรก ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ทางฝั่ง สนช.รับฟัง

ขณะที่กระแสสังคมยังไม่มีทีท่าจะขานรับหรือตื่นตัวไปกับกระแสคัดค้านเนื้อหา พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้เสียเท่าไร แถมมีบางส่วนที่ดูจะขวางหูขวางตาไปกับการเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บคอมพ์ด้วยซ้ำ

นอกจากกระแสคัดค้านที่ยังจุดไม่ติด มวลชนคนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นปัญหากับทั้งส่วนตัวหรือกับทั้งสังคมโดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านในหลายกรณียังทำให้แนวร่วมที่เคยเคลื่อนไหวร่วมกันมาอาจต้องหล่นหายไประหว่างทาง

ด้านหนึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 เรียบร้อย ไม่อาจดำเนินการเป็นอย่างอื่นได้นอกจากรอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ไม่อาจถอนหรือชะลอการบังคับใช้ต่อไปได้ ต่อให้คัดค้านไปอย่างไร ผลสุดท้ายก็ไม่อาจทัดทานการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้

ขั้นตอนที่พอจะเป็นไปได้สำหรับการคัดค้านกฎหมายนี้คือ ต้องรอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ จากนั้นจึงใช้ขั้นตอนร่วมลงรายชื่อเพื่อขอแก้ไข พ.ร.บ.คอมพ์ตามระบบต่อไป

การจุดกระแสคัดค้านเวลานี้จึงเหมือนเป็นเพียงความพยายามปลุกให้มวลชนออกมาตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะตามมาหลังกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่การเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์รอบนี้ ดูจะบานปลายไปถึงมีกลุ่มออกมาโต้กลับด้วยการแฮ็กเว็บไซต์ภาครัฐหลายเว็บ

ไล่มาตั้งแต่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th สํานักนายกรัฐมนตรี www.opm.go.th. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา www.ratchakitcha.soc.go.th และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ www.nsc.go.th

ต่อเนื่องมาที่เว็บไซต์กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และการประกาศตัวของกลุ่ม Anonymous อ้างว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลระดับ Adminstration ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

การเคลื่อนไหวตรงนี้นอกจากจะไม่ทำให้ภาครัฐสะทกสะท้านแล้ว กลุ่มที่เคลื่อนไหวแนวนี้ยังถูกไล่ติดตามจับกุมตัวตามฐานความผิดที่ออกมา

ที่สำคัญการกระทำที่ดูเหมือนจะเกินเลยเหล่านี้ ทำให้แนวร่วมที่เคยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ต้องเฟดตัวออกไป

สุดท้ายย่อมทำให้พลังการเคลื่อนไหวมีแต่อ่อนแรงลงไป

 

กางพิกัดคนหนีคดี 112 ยุโรปแหล่งกบดานมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472186

กางพิกัดคนหนีคดี 112 ยุโรปแหล่งกบดานมากสุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้ามายุติความขัดแย้งที่มีมานาน ภารกิจช่วงแรกที่สร้างเสียงชื่นชมให้แก่รัฐบาลคือ ทำให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย ต่อมาก็ไล่บี้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่กระทาผิดจาบจ้วงหมิ่นสถาบัน ถึงเริ่มเข้าสู่โหมดบริหารราชการ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลพยายามประสานกับต่างประเทศ เพื่อขอให้ส่งตัวบุคคลที่หลบหนีคดีไปกลับมาดำเนินคดี แต่ 2 ปีกว่าแล้ว ยังไม่เห็นใครถูกส่งตัวกลับแม้แต่คนเดียว เริ่มตั้งแต่

ศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ อั้ม เนโกะ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดี 112 ด้วยการกล่าวพาดพิงแสดงพฤติกรรมถ้อยคารุนแรงเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง จน คสช.ต้องออกคำสั่งเรียกให้ไปรายงานตัว ก่อนจะหลบหนีลี้ภัยทางการเมือง และไปได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ วันที่ 12 มิ.ย. 2558 แต่ที่ผ่านมา ศรัณย์ยังคงเคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์เช่นเดิม จนคนไทยจำนวนมากต้องล่ารายชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งตัวให้แก่รัฐบาลไทย แต่ยังไร้วี่แวว

และอีกคนที่ช่วงนี้ได้รับความสนใจ  สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ประจาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอาจารย์พิเศษ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถูกดำเนินคดี 112 จนต้องหนีออกนอกประเทศไปกัมพูชา และเดินทางต่อไปอาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส มาจนถึงปัจจุบัน ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลฝรั่งเศส ช่วงที่ผ่านมา สมศักดิ์ยังคงเดินทางอยู่ในหลายประเทศแถบยุโรป และยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊กอยู่

ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือ โรส โดนคดีมาตรา 112 ขณะนี้หลบหนีไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองท้องถิ่น ที่ผ่านมา ฉัตรวดีเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ราวเดือน มิ.ย. 2559 ได้เปลี่ยนท่าทีกลับมาแฉพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อดีตเคยสนับสนุนมาตลอดว่า ได้รับท่อน้ำเลี้ยงจาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหวังปลุกระดมให้เกิดความปั่นป่วนในประเทศไทย

จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเคยเป็นอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเป็น 1 ใน 11 คน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรกของประเทศไทย เคยเป็นแกนนำนักศึกษา และเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อนที่จะหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2557 แล้วบินต่อไปฝรั่งเศสเมื่อเดือน มิ.ย. 2557

ก่อนได้สถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลฝรั่งเศสในเดือน พ.ย. 2557 ปัจจุบันจรัลยังอยู่ในฝรั่งเศส และเมื่อเดือน พ.ค.ก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศ ยืนยันว่าจะยังต่อสู้ทางการเมืองต่อไปแม้จะไม่ได้อยู่ในไทย แต่การดำเนินคดีในไทยอีกคดี ล่าสุด ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องที่ไม่จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยคดี การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยจะมีการพิจารณาครั้งแรกหรือนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 12 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น.

จักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นแกนนาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งถูกดำเนินคดีหลังกล่าวปาฐกถาหมิ่นสถาบัน ก่อนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปยังกัมพูชา และปัจจุบันคาดว่าอาศัยอยู่ในประเทศแถบยุโรป ขณะนี้ยังคงเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์ภายในประเทศไทยผ่าน เฟซบุ๊กอยู่เป็นระยะ ทั้งนี้มีรายงานว่า จักรภพได้ร่วมกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.มหาดไทย ที่ไม่ยอมมารายงานตัวต่อ คสช. ก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยขึ้นมา

ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์ประจาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเคลื่อนไหวทางวิชาการทางการเมือง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงของไทย เนื่องจากตีพิมพ์หนังสือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนยื่นเรื่องไปทำงานที่อังกฤษแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ สุดท้ายหลบหนีคดีออกนอกประเทศไทยไปอยู่ที่สหราชอาณาจักร

ชูพงศ์ ถี่ถ้วน หรือ ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ เคยเป็นแกนนำคนเสื้อแดงในประเทศสหรัฐ กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายครั้ง และยังแสดงพฤติกรรมจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันและการเมืองไทยผ่านโลกออนไลน์มาตลอด ปัจจุบันพักอยู่ที่สหรัฐ

เอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ แกนนำกลุ่มอาชีวะเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีหลังขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุมพาดพิงสถาบัน เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 ก่อนถูกศาลอาญาอนุมัติหมายจับ และได้ลักลอบหลบหนีออกจากประเทศไทยไปกับแฟนสาว ลี้ภัยอยู่ที่กัมพูชา ล่าสุดคาดว่าเอกภพอาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ในฐานะผู้ลี้ภัย

สุดา รังกุพันธุ์ หรืออาจารย์หวาน อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกดำเนินคดีหลังโพสต์ข้อความและภาพในเฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อนถูกออกหมายจับ และหลบหนีออกนอกประเทศไปอาศัยที่ประเทศลาว ก่อนบินไปยังประเทศสหรัฐจนถึงปัจจุบัน และยังคงเคลื่อนไหวผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)ผู้ต้องหาคดี 112 จากการปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อปี 2554 ก่อนศาลมีคาพิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษและถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2556 กลับฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จนถูกศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับและหลบหนีไปอยู่ที่ลาวจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพฤติกรรมยังเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์ในประเทศไทยผ่านยูทูบ และช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ประสานกับทางลาวขอให้ติดตามจับกุมแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

จรรยา ยิ้มประเสริฐ อดีตนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงาน ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังเขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จากนั้นได้ขอลี้ภัยทางการเมืองต่อไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศฟินแลนด์ ต่อมาได้รับอนุมัติถาวรมีระยะเวลา 4 ปี ปัจจุบันยังเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์ในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊ก

เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ เพียงดิน รักไทย นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในต่างประเทศ ถูกออกหมายจับในฐานะผู้ที่ไม่ไปรายงานตัวคดีมาตรา 112 มีพฤติกรรมเป็นผู้ที่อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ปัจจุบันลี้ภัยอยู่สหรัฐ

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการเสื้อแดง มีพฤติกรรมกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ในประเทศญี่ปุ่น และยังคงเดินทางไปในประเทศต่างๆ มักชอบวิจารณ์สถานการณ์ภายในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊ก รูปแบบคล้ายกับ สมศักดิ์ เจียม

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่หลบหนีคดีที่เกี่ยวข้องอยู่ อาทิ ในประเทศสหรัฐ มี มนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน, ริชาร์ด สายสมร, จุติเทพ (เลอพงษ์)วิไชยคำมาตย์ หรือ โจ กอร์ดอน ในประเทศออสเตรเลีย องอาจ ธนกมลนันท์ หรือ อาคม ซิดนีย์

ประเทศลาว อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจเบียร์ แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่, วัฒน์ วรรลยางกูร, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋, ชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือ ชีพ ชูชัย, ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ หนุ่ม เรดนนท์, พิพัฒน์ พรรณสุวรรณ, นิธิวัต วรรณศิริ, ชฤต โยนกนาคพันธุ์ หรือ โยนก ไฟเย็น, ชัยอนันต์ ไผ่สีทอง หรือ อุ๊ ไฟเย็น, ไตรรงค์ สินสืบวงศ์ หรือ ขุนทอง ไฟเย็น, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ส่วนใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบ

รายชื่อเหล่านี้เกือบทั้งหมดยังไม่มีใครถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย ซึ่งนี่เป็นโค้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช. ฉะนั้นต้องติดตามว่าภายใต้การนำของนายกฯ บิ๊กตู่ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่เคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ และสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม คนใหม่ที่รับลูกต่อจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่ไปเป็นองคมนตรี จะสามารถปิดงาน กระโดดลงจากหลังเสือแบบสวยๆ ได้ไหม หรือจะลงแบบล้มลุกคลุกคลานเปื้อนตราบาป และโยนงานนี้ให้รัฐบาลหน้าแสดงฝีมือต่อ ฉะนั้นการนำผู้ต้องหาเหล่านี้เข้าคุกได้หรือไม่ ถือเป็นอีกผลงานการันตีก่อนที่รัฐบาลจะไป

 

ปฏิรูประบบราชการ ปิดกั้นคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471748

ปฏิรูประบบราชการ ปิดกั้นคอร์รัปชั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะมีการพิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง “การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบข้าราชการไทยให้เป็นรูปธรรม” ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม พิจารณาแล้วเสร็จ ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ ระบบราชการถือเป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกเหนือจากภาคการเมือง ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน โดยระบบราชการมีบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ จำนวนกว่า 2 ล้านคน เป็นพลังสำคัญในการปฏิรูป

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ได้มีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ โดยมีมาตรการพัฒนากลไกและกระบวนการในการสร้างคุณธรรมในระบบราชการ เพื่อขจัดปัญหาจากระบบอุปถัมภ์ให้หมดสิ้นไป จึงมีการกำหนดเป็นสาระสำคัญในการใช้ระบบคุณธรรมเพื่อบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ซึ่งเอาไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เพื่อให้หน่วยงานราชการยึดถือปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้มีอำนาจในระบบราชการกลับไม่ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ อย่างจริงจังเคร่งครัด

“ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศชาติโดยรวม อีกทั้งยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการของข้าราชการภาคส่วนต่างๆ มาโดยตลอด”

จากข้อมูลดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index) ตามที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดทำขึ้น พบว่าปี 2555-2557 มีการประเมินไทยให้ได้คะแนน 37, 35 และ 38 ตามลำดับ จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และในปี 2558 ไทยได้ 38 คะแนน อยู่ในอันดับ 76 จากการจัดอันดับทั่วโลกทั้งหมด 168 ประเทศ จากคะแนนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ด้านการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยยังคงน่าเป็นห่วง

ลักษณะระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย

ความสัมพันธ์ทางสังคมของไทยมีลักษณะแบบผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ แยกออกเป็น 4 รูปแบบ คือ 1.ระบบอุปถัมภ์ในหมู่ญาติ นับว่าเป็นระบบที่เก่าแก่ในสังคมไทยตามวัฒนธรรมความสัมพันธ์ระหว่างญาติอาวุโส (พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย) กับญาติผู้น้อย (น้อง ลูก หลาน เหลน) เป็นความสัมพันธ์อุปถัมภ์ชัดเจน

2.ระบบอุปถัมภ์ในหมู่มิตรสหาย ซึ่งปรากฏได้หลายรูปแบบ อาทิ เพื่อนเล่น เพื่อนร่วมรุ่น เป็นต้น ซึ่งความคาดหวังระหว่างเพื่อนมีความลึกซึ้งและมากกว่าบางสังคม 3.ระบบอุปถัมภ์ในองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชนก็ตาม มักจะถูกมองในแง่ลบว่าระบบอุปถัมภ์ทำให้ระบบบริหารขาดประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้าง และ 4.ระบบอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ เป็นระบบที่น่าจะมีลักษณะคงทนน้อยกว่าระบบแบบอื่นๆ

โดยระบบนี้อาจจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มข้าราชการ พ่อค้ากับกลุ่มการเมือง ชาวไร่ ชาวนา การอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการและพ่อค้าเป็นไปในรูปแบบของการแลกเปลี่ยน
ผลประโยชน์ทางด้านวัตถุระหว่างกันมากกว่า คือ ฝ่ายราชการจะอำนวยสิทธิประโยชน์ให้แก่พ่อค้า นักธุรกิจ ซึ่งจะเป็นฝ่ายทดแทนบุญคุณหรือตอบแทนด้วยการให้เงินทองหรือทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่น

ข้อเสนอแนะการดำเนินการบริหาร

รัฐบาลให้ความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ด้วยการที่ผู้นำระดับสูงทุกภาคส่วนต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างและถือปฏิบัติตามระบบคุณธรรม ใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองให้เป็นนโยบาย

หรือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องร่วมมือร่วมใจกันและการกำหนดเป็นแนวคิดที่ต้องปฏิบัติไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการมีประมวลจริยธรรมที่ต้องสำนึกและปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน หรือเล่นกอล์ฟกับผู้ที่มีส่วนได้ประโยชน์ หรือการห้ามราชการเกษียณอายุราชการแล้วเข้าไปรับทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ข้าราชการผู้นั้นเคยมีอำนาจอยู่ในหน่วยราชการนั้นๆ ในระยะเวลาอย่างน้อย2 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการจัดตั้งองค์กรสำคัญที่มีผลต่อการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการ เช่น 1.การจัดตั้งองค์กรกลางการบริหารงานบุคคลเพื่อเป็นกลไกในการควบคุม และกำกับดูแลการบริหารงานบุคคลภาครัฐให้เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน มีความเป็นกลาง

2.การจัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมแห่งชาติ โดยให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ และคุ้มครองระบบคุณธรรม ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ 3.การสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของข้าราชการในรูปแบบต่างๆ เช่น ชมรม สมาคม สหภาพที่มีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครอง เป็นกลไกที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดความเป็นธรรมจากกระบวนการบริหารงานบุคคล

และ 4.การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาของส่วนราชการตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้าไปตรวจสอบ อันเป็นการควบคุมการใช้อำนาจรัฐโดยภาคประชาชนอีกทางหนึ่ง

 

บิ๊กตู่ กระชับอำนาจ กู้ภาพเร่งภาวะผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471747

บิ๊กตู่ กระชับอำนาจ กู้ภาพเร่งภาวะผู้นำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษเมื่อที่ประชุมนัดแรกของ ครม.ประยุทธ์ 4 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้คิดปรับวางแนวทางการทำหน้าที่ ครม.ชุดใหม่ในช่วงเวลาที่เหลือกับการเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ เน้นไปที่การปรับบทบาทหน้าที่และอำนาจของ “รองนายกฯ” ใหม่

จากเดิมที่มอบหมายให้รองนายกฯ ทุกคนดูแลงานด้านต่างๆ ตามบทบาทหน้าที่คือ ลงไปกำกับการดำเนินงานของแต่ละกระทรวง บางกรณีรองนายกฯ บางรายอาจลงไปทำหน้าที่เจ้ากระทรวงในบางกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่

อีกด้านรองนายกฯ และยังเป็นประธานในคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นด้วย ขณะที่งานในระดับที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ ทั้งยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น ปัญหาการทำประมง ไอยูยู ปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ ฯลฯ รวมถึงกำกับกลุ่มงานคลัสเตอร์และแบ่งพื้นที่กำกับดูแลรายจังหวัด

“ท่านนายกฯ บอกว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รองนายกฯ ทั้งหมดดูจะรับภาระมากเกินไป จึงอยากให้มาช่วยงานสำคัญในภาพกว้าง ภาพรวม และระดมความคิดร่วมกับท่านนายกฯ มากกว่ามาลงรายละเอียดเหมือนที่ผ่านมา”

นับจากนี้ ในปีงบประมาณ 2560 รองนายกฯ ทั้งหมดไม่ต้องลงไปคลุกคลีมากเกินไป แต่จะใช้ผู้ช่วยคือเจ้ากระทรวงมาทำหน้าที่หารือ บูรณาการ ติดตาม และระดมความคิดลงไปในรายละเอียด

พูดง่ายๆ คือ รองนายกฯ จะเหลือหน้าที่เพียงแค่กำกับดูแล โดยปล่อยให้รัฐมนตรีประจำกระทรวงรับหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการดำเนินการตามนโยบายเป็นหลัก

พร้อมดึงเอาหน่วยงานต่างๆ ทั้งสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) คณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าไปช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน

การขยับครั้งนี้ทำให้ต้องจับตาไปยังตำแหน่ง 2 รองนายกฯ ได้แก่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ดูงานมั่นคง

ในมุมเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ สมคิดก็ทำหน้าที่คุมภาพรวมในการวางนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดอยู่แล้ว พร้อมกระจายงานไปยัง รมต. แต่ละกระทรวงที่เป็นมือไม้ที่คุ้นเคยกันมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ต้องโฟกัสไปยังบิ๊กป้อม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริงใน คสช. แถมบางครั้งยังมองกันว่ามีบทบาทมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เสียด้วยซ้ำ

ไม่แปลกที่การปรับหน้าที่รองนายกฯ รอบนี้ ถูกมองว่าเป็นการกระชับอำนาจครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ดึงความรับผิดชอบที่กระจัดกระจายไปก่อนหน้านี้กลับมาอยู่ในมือตัวเอง

สอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ช่วงปรับ ครม.ที่โผยังไม่นิ่ง มีกระแสข่าวสะพัดมาตลอดว่า พล.อ.ประวิตร จะถูกปรับออกจากตำแหน่งรองนายกฯ บางกระแสก็มีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะลาออกเองบ้าง

แรงแซะที่มาเขย่าขาเก้าอี้หลายระลอก ทำให้ พล.อ.ประวิตร ถึงกลับต้องออกมาชี้แจงแบบมีอารมณ์

“ข่าวมั่ว เขียนได้อย่างไรว่า นายกฯ ปรับ ครม. และ พล.อ.ประวิตร ปิ๋ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการตัดขาผมและจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ อยากให้ผมออก เล่นกันแบบนี้ได้อย่างไร ความจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย ผมยังทำงานได้แม้อายุมากแล้ว”

หากจำได้ ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมงานด้านความมั่นคง ตลอดจนเป็นคนชี้ขาดการจัดวางกำลัง ทั้งในกองทัพและฝั่งตำรวจ จนมีข่าวที่ถูกเข้าหาเพื่อพยายามวิ่งเต้นอยู่เป็นระยะ

จนระยะหลังเริ่มเห็นการเข้ามามีบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการแต่งตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะกับการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.ล่าสุด ที่สุดท้ายสามารถชี้ขาดดันบิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.แทนบิ๊กแกละพล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ที่ทาง พล.อ.ประวิตร วางตัวมาตั้งแต่แรกได้สำเร็จ

ยังไม่รวมกับประเด็น “รอยร้าว” เรื่องราวระหองระแหงระหว่างพี่น้องบูรพาพยัคฆ์คู่นี้ที่ออกอาการน้อยใจมีข่าวจะลาออกอยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายก็กลับมาเคลียร์กันลงตัว

ประเด็นลุกลามถึงขั้น พล.อ.ประวิตร ถูกค่อนขอดรุนแรงว่ากำลังวัดรอยเท้าป๋าเปรม จนเจ้าตัวต้องรีบออกมาปฏิเสธก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้

ครั้งหนึ่งชื่อชั้นของ พล.อ.ประวิตร ดูจะมาแรงถึงขึ้นถูกวางตัวเป็นนายกฯ สำรอง หรือเคยถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ คนนอก

จนต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มออกมาเปิดตัวแสดงบทบาทแสดงภาวะผู้นำมากขึ้น หลังจากที่ผลสำรวจความนิยมค่อยๆ ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการงัดมาตรการเร่งทำคะแนนซื้อใจประชาชน

เมื่อสุดท้ายไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ภาวะผู้นำ” และ “คะแนนนิยม” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างไม่มีสะดุด

 

คุมเบ็ดเสร็จคลื่นวิทยุ ฉุดปฏิรูปสื่อมวลชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471518

คุมเบ็ดเสร็จคลื่นวิทยุ ฉุดปฏิรูปสื่อมวลชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปมร้อนล่าสุดกับการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

หนึ่งในฉบับที่ถูกจับตามากที่สุด คือ เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะในส่วนของวิทยุ

ตามที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุ ของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย. 2560 เพื่อพิจารณาจัดสรรใหม่

ล่าสุด คสช.ออกคำสั่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ขอขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ทำให้การส่งคืนคลื่นวิทยุเพื่อให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่มีอันต้องเลื่อนออกไปอีก 5 ปี

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง เหตุผลเรื่องธุรกิจ หรือผลประโยชน์มหาศาลที่เกี่ยวข้อง

แต่การออกคำสั่งเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อการปฏิรูปและบริหารคลื่นวิทยุที่มีอยู่กระจัดกระจายหลายร้อยคลื่นให้กลับมาเข้าสู่ระบบที่ควรเป็น เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

จากที่ก่อนหน้านี้คลื่นวิทยุส่วนใหญ่ล้วนแต่อยู่ในมือกองทัพ ซึ่งจะเป็นคนบริหารจัดการดูแลทั้งกระจายคลื่นหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงการเปิดให้มีการเช่าคลื่นเพื่อไปดำเนินการจัดรายการ ตลอดจนการเรียกคืนคลื่น

หนึ่งในแผนปฏิบัติการที่ทาง กสทช.วางไว้ คือการดึงคลื่นที่อยู่ในมือกองทัพให้เข้ามาอยู่ในระบบของ กสทช. เพื่อให้การเกิดจัดสรรอย่างเป็นระบบ ไม่ทับซ้อน และเกิดประโยชน์สูงสุด

ทว่า การยืดเวลาการส่งคืนคลื่นวิทยุออกไปอีก 5 ปีนั้น ดูจะไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดๆ

เมื่อแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่นี้วางแผนกันมานานตั้งแต่ปี 2555 ทุกอย่างเป็นที่รับรู้รับทราบกันชัดเจน ทั้งในแง่แผนปฏิบัติการตลอดจนขั้นตอนการดำเนินการติดตามทวงคืนคลื่นที่กระจัดกระจายเปิดให้หน่วยงานหรือเอกชนเข้ามาเช่าดำเนินการจัดรายการกลับคืนมาส่วนกลาง

ระยะเวลาเกือบจะ 5 ปี ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรสำหรับการเตรียมการที่จะไม่กระทบท้ังในแง่สัญญา หรือการวางแผนทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ต่างจากคำสั่ง คสช.อีกฉบับ ในส่วนของโทรทัศน์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการประมูลแข่งขันการทำโทรทัศน์ดิจิทัลสูงมาก ประกอบกับในสภาวะเศรษฐกิจที่มีช่องโทรทัศน์ออกอากาศเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผู้สนับสนุนที่จะมาซื้อโฆษณามีอยู่เท่าเดิมแถมยังมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนดังจะเห็นจากที่ผ่านมามีหลายช่องที่ประสบปัญหาจนต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน หลายรายยังรอดูท่าทีว่าจะยื้อต่อไปได้อีกนานขนาดไหน

การอาศัยอำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช.เพื่อมาช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินการต่อไปได้คือ ในส่วนของใบอนุญาตในการประมูลราคาขั้นต่ำจากเดิมกำหนด 4 งวด งวดละ 1 ปี ซึ่งชำระแล้ว 3 งวด เหลืออีก 1 งวด ทาง คสช.จึงขยายเวลาให้ยื่นการชำระแบ่งเป็น 2 งวด โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 1.5/ปี

ขณะที่ราคาส่วนเกินซึ่งกำหนดให้จ่าย 6 งวด จ่ายไป 3 งวด เหลือค้างอีก 3 งวด นั้น คสช.จึงขยายระยะเวลาในการชำระออกไปแบ่งเป็น 6 งวด ในระยะเวลา 6 ปี ดอกเบี้ย 1.5/ปี เช่นกัน

ทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า มองผลกระทบเรื่องถ้าผู้ประกอบการล้มหายตายจากไป จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมองภาพกว้างของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการ

ตรงนี้อาจฟังดูมีเหตุมีผลอยู่บ้างตรงที่หากไม่ผ่อนปรนระเบียบ ยอมเปิดให้จ่ายค่างวดได้ล่าช้า อาจกระทบต่อกิจการของผู้ประกอบการหลายราย ที่จะส่งผลกระทบทั้งภาพรวมของทีวีดิจิทัล ที่จะพันมากระทบถึงภาพรวมเศรษฐกิจทั้งระบบ อันจะยิ่งทำให้ความพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาต้องสูญเปล่าไปด้วย

ดังนั้น การชะลอการเรียกคืนคลื่นวิทยุ ย่อมทำให้กองทัพยังคุมคลื่นวิทยุแบบเบ็ดเสร็จ ในยุคที่ คสช. พยายามหยิบยกเรื่องความมั่นคงมาเป็นเหตุผล

แต่ผลที่ตามมาย่อมกระทบกับการปฏิรูปสื่อมวลชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะแผนแม่บทที่วางไว้กลับถูกเลื่อนออกไปถึง 5 ปี โดยไม่มีคำอธิบายที่พอจะรับฟังได้

ยังไม่รวมกับความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ล่าสุด องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กร ออกแถลงการณ์คัดค้าน เพราะมีเนื้อหาสนับสนุนให้ภาครัฐและฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน