เล่าเรื่องครั้งสุดท้าย ‘เติ้ง’จารึกตำนานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471505

เล่าเรื่องครั้งสุดท้าย ‘เติ้ง’จารึกตำนานการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครอบครัวศิลปอาชา ได้จัดทำหนังสือ “บรรหาร ศิลปอาชา : เล่าเรื่องครั้งสุดท้าย” เพื่อเป็นที่ระลึกในการจากไปของ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย โดย ภัทระ คำพิทักษ์ และอินทรชัย พาณิชกุล เป็นผู้เรียบเรียง

ทั้งนี้ ภายในหนังสือได้แบ่งออกเป็น 14 บท โดยเนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือ การบอกเล่าถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทย เช่น การขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รวมไปถึงช่วงชีวิตในการเป็นนายกฯ ของตนเอง

ปี 2519 บรรหารได้เริ่มเข้าสู่การเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคชาติไทย และเป็น สส.ถึง 11 สมัย  จนได้ชื่อว่าเป็น สส.ตลอดกาลของสุพรรณบุรี ต่อมาเป็น รมช.อุตสาหกรรมในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่ามกลางสภาพบ้านเมืองในเวลานั้นที่เกิดความผันผวนหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2523 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ จนต้องมีการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผบ.ทบ.ในเวลานั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ในหนังสือได้บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างบรรหารและ พล.อ.เปรม ไว้อย่างน่าสนใจ

“พอนายกฯ ลาออกก็ยุ่งละสิ แล้วจะเอาใครเป็นนายกฯ กันละ พรรคฝ่ายค้าน 4 พรรค พากันไปหารือกับนักการเมืองท่านหนึ่งที่ย่านเพชรบุรี เรามีความเห็นตรงกันว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นและเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นั่นละเหมาะที่สุด ช่วงนั้นกองทัพมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาประเทศ ถ้ามีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารก็จะเป็นที่ยอมรับของกองทัพและสามารถประสานกลุ่มต่างๆ ให้เป็นเอกภาพได้”

“ตอนนั้นผมได้เป็นรัฐมนตรีก็เพราะท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ นะ พอป๋าเปรมเป็นนายกฯ พรรคชาติไทยก็ถูกเชิญเข้าไปที่ทำเนียบสี่เสาฯ มีคนคัดค้านว่าผมเป็นไม่ได้ ตอนนั้นท่านมีชัยอยู่ที่บ้านป๋าเปรม ท่านเป็นคนช่วยผมบอกว่าท่านบรรหารเป็นได้ เพราะท่านบรรหารสำเร็จ ม.6 นี่นะเมื่อปี 2488 ตอนนั้นคำว่ามัธยมปลายก็คือ ม.6 พอมาปี 2490 ถึงได้เป็น ม.8 เขียนชัดเลย ม.8 แต่ตอนนั้นพวกทหารกลุ่มหนึ่งเล่นงานผม และมาแก้กฎหมายว่าสำเร็จมัธยมปลาย คือ ม.8 นะไม่ใช่ ม.6 ตอนนั้น ม.6 คือเรียกมัธยมปลาย แต่ป๋าไม่ได้รังเกียจ ไม่มีเลย…”

“ผมทำให้ป๋าเยอะเลย ใครต่อใครยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ผมก็ไปประสานงานขอให้เขาถอนทีนี้ตอนหลังหลายครั้งเข้าท่านก็ไม่ไหว…”

หลังจาก พล.อ.เปรม ตัดสินใจวางมือทางการเมืองด้วยประโยคอมตะ “ผมพอแล้ว” ก็มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยให้ พล.อ.ชาติชาย ขึ้นมาเป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งบรรหารบอกเล่าดังนี้

“คือ ผมไปที่บ้านป๋า ขณะนั้นใครหลายคนนั่งล้อมป๋าอยู่ แล้วก็รวมถึงคุณสิทธิ (เศวตศิลา หัวหน้าพรรคกิจสังคมขณะนั้น) พอป๋าเปรมบอก ผมไม่เป็นแล้วนะ ทางพรรคกิจสังคมก็เสนอคุณสิทธิ ทางผมก็เสนอให้ป๋าพิจารณาพี่ชาติ ป๋าเปรมก็บอกว่านี่ทุกคนนะ ให้ชาติชายเป็นนายกฯ แล้วกัน เสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปรีบหาเสียง ไปหาคุณอุกฤษ มงคลนาวิน (ประธานรัฐสภาในขณะนั้น) ที่บ้าน ให้ไปทำขั้นตอนทูลเกล้าฯ ถวายชื่อพี่ชาติเป็นนายกฯ ซึ่งต้องรวบรวมคะแนนเสียงด้วย 3-4 พรรค ให้ได้ครบตามจำนวนที่ต้องตั้งรัฐบาลก่อน”

ส่วนการเป็นนายกฯ ในช่วงหนึ่งของบรรหาร ในหนังสือได้บรรยายชวนให้เห็นภาพถึงกราฟชีวิตทางการเมืองที่มีขึ้นและมีลง อีกทั้งยังเล่าถึงเบื้องหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้เผ็ดพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังจะหักหลัง

ปี 2538 พรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งได้เสียงมากที่สุด 92 เสียง ซึ่งทำให้ตัวเองจะได้เป็นนายกฯ คนที่ 21 โดยบรรหาร เล่าว่า “โอ้โห ดีใจ ใครต่อใครมาเยอะแยะไปหมด ทักษิณ (ชินวัตร หัวหน้าพรรคพลังธรรม) ก็มา สมัคร (สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย) ก็มา มนตรี (พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคกิจสังคม) ก็มา ล้อมกันอยู่ที่ห้องประชุมบ้านจรัญฯ ห้อมล้อมกันหมดเราก็ดีใจ

“ตื่นเต้นจนวันนั้นนอนไม่หลับนะ ขนาดว่าแขกคนสุดท้ายจะกลับได้ก็ตีสามกว่าแล้ว”

ปลายปี 2539 พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าวว่างานนี้มีเพื่อนรักจะหักเหลี่ยมโหด เพื่อบีบให้ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ

“ตอนถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมนั่งอยู่คนเดียว มีโภคินนั่งข้างๆ บ้าง ที่เหลือออกจากที่นั่งลงไปหมดเลย ตอนนั้นผมก็เสียใจนะ แต่ก็รู้แล้วว่าเขาจะหักหลังแล้ว ไม่มีใครให้กำลังใจนอกจากลูก มีแต่ข้าราชการที่เราเรียกมาช่วยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้เป็นเรื่องย่อนะ แล้วเราต้องมาแตกเอง ตอนนั้นไม่มีเวลาคิดหรอกว่า ถ้าเราผ่านเรื่องตรงนี้ไปได้ จะจัดการยังไง จนกระทั่งตอนหลังสืบได้ว่าเขาจะล้มผมที่บ้านพี่จิ๋ว มีเฉลิมอยู่ด้วย”

จากนั้นบรรหาร บอกถึงการยุบสภา ในปีนั้นว่า “เขาป้องกันไว้หมดแล้ว เขาดักไว้ทุกทิศทาง ทำด้วยระบบภายในไม่ได้หรอก ผมออกจากบ้านไม่ได้ ทหารมาล้อมเต็มบ้านไปหมด ออกไม่ได้ ทหารคุมไว้หมดที่บ้านที่จรัญฯ ออกไปไหนไม่ได้”

“พอเรียกพวกนั้นมาประชุมที่ตึกสันติไมตรี บางก็หน้ายิ้มแย้มแจ่มใสใหญ่ ทุกคนแต่งตัวกันมาอย่างดี พวกนี้ไปประชุมกันมาหมดแล้ว เขาวางกระทรวงกันไว้หมดแล้ว ใครจะอยู่ที่ไหน ตอน 6 โมงเย็น พอ 6 โมงเย็นปั๊บ พี่จิ๋วก็ไปเข้าห้องน้ำ ออกมา เห้ย อะไรวะ ทำไมอย่างนี้นี่ ยุบสภาแล้ว ไหนทีแรกบอกจะไม่ยุบล่ะ ผมก็ไม่พูดอะไรมาก ผมพูดคำเดียว ต่างคนต่างไปแล้วกันนะ แล้วผมก็ลุกขึ้นเดินออกเลย ต่างคนต่างไปนะ ไปเลือกตั้งกันเอาเอง จบ ยังจำได้”

ช่วงท้ายของหนังสือเป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ยุบพรรคชาติไทย และสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย บอกว่า “ผมตอบไปแล้วว่า ผมจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว เพราะเหตุว่าถ้าไม่รับขึ้นมาแล้ว ร่างขึ้นมาใหม่ มันจะยิ่งแย่กว่าเดิม…

 “…ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมจะลงเป็นแบบบัญชีรายชื่อ นำพรรคสู้ต่อไป”  บรรหารสรุป

 

พ.ร.บ.คอมพ์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471290

พ.ร.บ.คอมพ์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็มีมติเอกฉันท์ 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง เห็นชอบในวาระที่ 3 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ถือเป็นการถอดสลัก “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ ที่ต้องรอติดตามดูว่าจะมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงเขย่าเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากน้อยแค่ไหน

ย้อนไปก่อนหน้านี้ “เสียงคัดค้าน” ค่อยๆ ก่อตัวตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อยมาจนถึงเข้าสู่ระเบียบวาระของ สนช. ที่มีการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านขอให้ถอนร่างกฎหมายออกจากวาระการพิจารณา แต่กลับไม่มีพลังเพียงพอที่จะหยุดยั้งการผลักดันกฎหมายดังกล่าว

เนื่องจากเนื้อหาใน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ ถูกมองว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขในประเด็นต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทว่าด้วยระเบียบและคำสั่ง คสช.ที่เข้มงวดในช่วงแรก ที่ออกมาสะกดทุกการชุมนุมเคลื่อนไหว ไม่ให้ออกมาสร้างปัญหากัดเซาะความมั่นคง และเสถียรภาพของ คสช.

ทำให้กระแสการคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ยังจุดไม่ติดในวงกว้าง เมื่อรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ทำได้ยังถูกตีกรอบอยู่ในสังคมออนไลน์ที่ปราศจากการควบคุม

แม้ช่วงสุดท้ายก่อนร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในวาระ 3 จะมีการออกมาเรียกร้องให้ถอนร่างหรือชะลอการพิจารณาออกไปก่อน แต่ก็ไม่มีพลังเพียงพอจะทัดทานได้

ทว่าถึง พ.ร.บ.คอมพ์จะผ่านความเห็นชอบรอประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระแสคัดค้านเงียบหายไป ตรงกันข้ามกระแสต่อต้านดูจะมีพลังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

เห็นได้จากบรรดาแนวร่วมที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านกฎหมายนี้จำนวนมากขึ้น รวมไปถึงเครือข่ายไซเบอร์ที่ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้โจมตีเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐต่างๆ

ตามที่ทางเฟซบุ๊กของกลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การยกระดับการโจมตีตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.เป็นต้นไป จนนำมาสู่ปรากฏการณ์ล่าสุด เมื่อ 4 เว็บไซต์รัฐถูกถล่มจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ

ทั้งเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th สํานักนายกรัฐมนตรี www.opm.go.th. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา www.ratchakitcha.soc.go.th และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ www.nsc.go.th

สอดรับกับที่กลุ่มพลเมืองต่อต้าน Single Gateway นัดระดมกลุ่มคนสังคมออนไลน์ ให้ร่วมกันเข้าโจมตีเว็บไซต์กระทรวงกลาโหมและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รวมไปถึงการที่ทาง พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมายอมรับว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามเจาะเว็บไซต์กระทรวงกลาโหม แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมาก

อานุภาพของกลุ่มนี้ทำให้ทาง พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก (ศซบ.ทบ.) เปิดเผยว่า พบการโจมตีเว็บไซต์และการเจาะระบบหน่วยงานราชการอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ

จึงขอให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพิ่มความระมัดระวังด้านมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ Port ช่องทางการเข้า-ออกระบบต่างๆ หากไม่มีความจำเป็นให้ปิดการใช้งานชั่วคราว

ขณะที่กลุ่มนิสิต นักศึกษา ในนามกลุ่ม FIST คือ Free Internet Society of Thailand แสดงการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ที่ด้านข้างลานอเนกประสงค์ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โดยมีนกพิราบกระดาษที่พับเขียนข้อความแสดงถึงการสื่อสารที่จะถูกคุมและสูญเสียอิสระ ร่วมกันยืนแสดงป้ายข้อความคัดค้านต่างๆ เช่น “Free Internet”, “Invasion of privacy”, “We say No to internet censorship”

ในมุม คสช.อาจประเมินว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.คอมพ์อาจไม่มีพลังเพียงพอจะสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช. จนต้องยอมเปลี่ยนแปลงความตั้งใจที่จะออกกฎหมายมาควบคุมดูแลเนื้อหาสาระในอินเทอร์เน็ตที่มีปัญหาในอดีต

ทว่าหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าอย่างน้อยก็มีประชาชน 3.6 แสนคน ที่ลงชื่อคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญเรื่องนี้ยังมีแรงกดดันจากต่างประเทศเข้ามาหนักขึ้น ล่าสุดทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้

ทั้งแรงกดดันจากภายในและภายนอกย่อมเป็นปัจจัยที่จะเพิ่มแรงเสียดทานต่อรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ หากตั้งรับไม่ดีนี่อาจจะเป็นชนวนที่บานปลายจนกระทบต่อเส้นทางตามโรดแมปของ คสช.ที่วางไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ล้างบางระบบอุปถัมภ์ ตีกอล์ฟไม่ได้-ห้ามนั่งที่ปรึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 07:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471280

ล้างบางระบบอุปถัมภ์ ตีกอล์ฟไม่ได้-ห้ามนั่งที่ปรึกษา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการแก้ไขปัญหาอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม เรื่อง “การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการให้เป็นรูปธรรม”ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

“ระบบอุปถัมภ์” เป็นระบบความสัมพันธ์ของคน 2 ฝ่ายซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกัน ฝ่ายที่อยู่เหนือกว่า คือ ผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่าหรือมีอำนาจมากกว่าจะอยู่ในฐานะอุปถัมภ์ ฝ่ายที่อยู่ต่ำกว่า คือ ผู้ที่มีทรัพยากรน้อยกว่าหรือมีอำนาจด้อยกว่าจะเป็นผู้รับอุปถัมภ์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีการแสวงหาแลกเปลี่ยนประโยชน์กันในลักษณะต่างตอบแทนตามเงื่อนไขที่มีต่อกัน

เมื่อวิเคราะห์ถึงความเสียหายที่มีผลต่อระบบราชการไทยจะพบว่าระบบอุปถัมภ์ได้สร้างความเสียหายในหลายมิติที่สำคัญ 3 ด้าน

1.ด้านการบริหารบุคคล ระบบราชการเสียโอกาสที่จะได้คนดีคนเก่งเข้ามาในระบบ แต่กลับได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ทำให้คนดีคนเก่งท้อแท้ ขาดขวัญกำลังใจ ขาดความมุ่งมั่นในการทำงาน จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานราชการลดลง องค์กรไม่พัฒนาหรือพัฒนาไปได้ช้า ขาดความสามัคคี เกิดความขัดแย้งในองค์กร บุคลากรไม่มุ่งเน้นการสร้างผลงาน แต่มุ่งเน้นการเข้าหาผู้มีอำนาจ ประจบสอพลอ ข้าราชการถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ เกิดการเลือกปฏิบัติต่อข้าราชการในหน่วยงาน

2.ด้านการบริการประชาชน ประชาชนมีค่านิยมที่ไม่ดีในการรับบริการจากภาครัฐ โดยมักหาช่องทางที่ต้องอาศัยเส้นสาย ความสนิทความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการเสนอเงินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ จนเกิดช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้มาติดต่อขอรับบริการ เกิดการเรียกรับสินบน เกิดการเลือกปฏิบัติและมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียม จนส่งผลให้ประชาชนหมดศรัทธาต่อข้าราชการและระบบราชการ

3.ด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการประกาศใช้กฎหมายและระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของตนหรือของพวกพ้อง ซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการบริหารและการปกครองประเทศโดยรวม เกิดการจัดสรรการใช้งบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรในโครงการต่างๆ อย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ระบบอุปถัมภ์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้งและเป็นที่มาของการซื้อสิทธิขายเสียง ผลเสีย คือ ทำให้ได้นักการเมืองที่ไม่มีความรู้ความสามารถและมีจริยธรรมเพียงพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อจะให้การแก้ไขปัญหา ดังกล่าวประสบความสำเร็จ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ 4 ด้าน ประกอบด้วย

(1) การดำเนินการด้านนิติบัญญัติรัฐสภาควรมีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพสังคมไทยและให้มีการป้องกันการใช้ระบบอุปถัมภ์ ส่งเสริมระบบคุณธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการและเกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเคร่งครัด

(2) การดำเนินการด้านการบริหารรัฐบาลควรให้ความสำคัญในทางปฏิบัติด้วยการที่ผู้นำระดับสูงทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างและถือปฏิบัติตามระบบคุณธรรม ใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักในการบริหารบ้านเมือง ยกระดับการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นนโยบาย หรือวาระแห่งชาติ รวมถึงการมีประมวลจริยธรรมที่ต้องมีสำนึกและปฏิบัติอย่างจริงจัง

ดังเช่น กฎเกณฑ์ของบางประเทศที่มีมาตรการป้องกันการทุจริต เช่น การห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน หรือเล่นกอล์ฟกับผู้มีส่วนได้ประโยชน์หรือการห้ามราชการที่เกษียณอายุราชการแล้วเข้าไปรับทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ข้าราชการผู้นั้นเคยมีอำนาจอยู่ในหน่วยราชการนั้นๆ ในระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการ

(3) การดำเนินการด้านตุลาการและกระบวนการให้ความเป็นธรรมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอุทธรณ์ ร้องทุกข์ และคดี ควรลดขั้นตอนระยะเวลาในกระบวนการเรียกร้องความเป็นธรรมให้มีความสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม เข้าถึงได้ง่าย มีบทลงโทษที่สอดคล้องกับความร้ายแรงของความผิดและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและให้คนในสังคมเกรงกลัวต่อผลของการ กระทำความผิด

สำหรับกรณีที่ข้าราชการระดับสูงถูกร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และจากการไต่สวนในเบื้องต้นหากพบว่ามีมูลความจริงตามที่มีการร้องเรียนดังกล่าว ควรให้ข้าราชการผู้นั้นยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าจะมีการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จครบทุกขั้นตอนกระบวนการ เพื่อเป็นการป้องกันการแทรกแซง ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และทำให้บุคคลทั่วไปได้เห็นถึงแนวโน้มจากผลการกระทำผิดที่ไม่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

(4) การดำเนินการด้านสังคมและการรับรู้ สถาบันการศึกษา ฝึกอบรมระดับสูงทั้งของภาคราชการและเอกชนที่มีบทบาทในการจัดหลักสูตรสำหรับอบรมปลูกฝังนักการเมือง นักบริหาร และข้าราชการระดับสูง ควรจัดอบรมและวางกรอบของหลักสูตรเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างแท้จริง

โดยเน้นที่การปลูกฝังหลักจริยธรรมและคุณธรรม การคัดเลือกบุคคลที่ เข้าศึกษาควรเลือกบุคคลที่เกี่ยวข้องที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง มิใช่ประเภทที่หวังเข้ามาศึกษาอบรมเพราะต้องการ มีคนรู้จัก สนิทสนมในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพึงระมัดระวังอย่างมากไม่ให้มีการใช้โอกาสของความใกล้ชิดสนิทสนมของการ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของหลักสูตรอบรมต่างๆ มาแสวงประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดการอุปถัมภ์ใน ลักษณะต่างๆ ที่นำไปสู่การทุจริตหรือการเลือกปฏิบัติที่เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมขึ้นได้

 

ปฏิรูปนักการเมือง สกัดกั้นคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471101

ปฏิรูปนักการเมือง สกัดกั้นคอร์รัปชั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. จะมีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เรื่อง “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ในวันที่ 20 ธ.ค. ตามที่อนุ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมี สมพงษ์ สระกวี เป็นประธาน ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง

โดยแผนการปฏิรูปที่สำคัญมีจำนวน 6 ประเด็น คือ 1.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ระบบพรรคการเมือง 3.การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม 4.การกำกับควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 5.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และ 6.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง

ทั้งนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือเป็นบุคคลสำคัญมีบทบาทหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนในการใช้อำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตย และถือเป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิดและความเชื่อในเรื่องการเมืองการปกครองให้กับประชาชน ดังนั้นกระบวนการได้มา ความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคมให้ความสนใจ

ขณะเดียวกัน จากสภาพการเมืองไทยที่ผ่านมาได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นหลายครั้ง ประชาชนแตกแยกเป็นฝักฝ่าย ขาดความรักความสามัคคี และมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน จนก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและวงราชการอย่างกว้างขวาง กระทบต่อความมั่นคง การพัฒนาประเทศ และความสงบสุขของประชาชน

“ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญซึ่งมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ของประเทศ คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมมีการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง จำเป็นต้องสร้างกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ก่อนการรับสมัครเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง และชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีกระบวนการตรวจสอบผู้จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน

โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติในการควบคุมตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ

นอกจากนี้ การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะถือเป็นกลุ่มบุคคลที่เข้ามาทำงานอาสาให้กับประชาชน เป็นผู้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสื่อสารปัญหาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไขและช่วยเหลือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มีหน้าที่ความรับผิดชอบในทางนิติบัญญัติ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ในทางบริหารกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ

“ด้วยอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ ดังกล่าว นอกจากจะต้องมีมาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเข้มข้นแล้ว ควรต้องมีมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ส่วนการพิจารณาค่าตอบแทนที่มีความเหมาะสมกับภารกิจหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งภารกิจสำคัญของการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ มีความจำเป็นที่จะต้องมีค่าตอบแทนเป็นรายได้ที่จะต้องนำมาใช้จ่ายกลับคืนสู่ประชาชน ทว่าค่าตอบแทนที่กำหนดไว้เดิมนั้น ไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย

อย่างไรก็ดี จึงเสนอให้ใช้ในระยะอีก 5 ปีข้างหน้า ถึงจะมีผลใช้บังคับ เพื่อมิให้ถูกข้อครหาว่าเป็นข้อเสนอของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเห็นควรให้จำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการคัดสรร คัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมให้เข้ารับการเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญ อาทิ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นจะต้องเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยกับสมาชิกพรรคการเมืองและประชาชน

ขณะเดียวกัน มีบทบาทในการกำกับควบคุมคุณธรรมจริยธรรมของสมาชิกพรรค และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยผู้บริหารพรรคการเมืองจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อพรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้กำหนดทิศทาง ควบคุมการบริหารของพรรคให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดำรงสถานะของพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ผู้บริหารพรรคการเมืองจึงควรได้รับค่าตอบแทนเหมาะสมจากพรรคการเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม แผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การสร้างกลไกและวิธีการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

เมื่อบุคคลใดดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนประชาชน จักต้องมีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ คุณธรรม และจริยธรรมสูงกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีกลไกและวิธีการให้มีกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบบุคคลที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ก่อนการรับสมัครดำรงตำแหน่ง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง และชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

 

ครม.ประยุทธ์ 4 เดิมพันสุดท้ายลุยศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471099

ครม.ประยุทธ์ 4 เดิมพันสุดท้ายลุยศก.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รอบนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีกรอบเวลาการทำงานตามโรดแมปเหลืออยู่อีกแค่ปีกว่าก่อนจะถึงการเลือกตั้ง

ด้วยความต่อเนื่องกับภารกิจที่ต้องรีบเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนการเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองให้เข้าสู่สภาวะปกติ จำเป็นต้องเร่งทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายกับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก

ครม.ประยุทธ์ 4 ที่เป็นการปรับใหญ่รอบนี้ จึงเป็นเหมือนการจัดวางบุคลากรให้เข้ากับงานที่จำเป็นต้องเร่งทำให้สำเร็จ ก่อนรัฐบาลใหม่จะมารับไม้บริหารประเทศต่อไป

เพื่อไม่ให้สิ่งที่พยายามทำมาตั้งแต่ต้นคาราคาซังและอาจสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ การันตีได้ว่ารัฐบาลใหม่จะต้องมาสานต่องานที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการเอาไว้

อีกด้านการทำผลงานให้ปรากฏชัดเจนย่อมส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ดีขึ้น  รวมทั้งกอบกู้ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงไปให้ขยับกลับเพิ่มขึ้นมา เพื่อทำให้การลงจากอำนาจตามที่วางไว้ไม่มีอุบัติเหตุ

จับสัญญาณจากโฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 4 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่” จะเห็นว่ารัฐบาลเหมือนจะให้น้ำหนักไปกับการยกเครื่องทีมเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ถึงส่วนหนึ่งจะเป็นเพียงแค่การสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งใน ครม.เดิม แต่ก็มีบางส่วนที่ดึงบุคลากรจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพเพื่อรองรับงานที่วางแผนให้เดินหน้าต่อไป

ถึงจะเป็นการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือการดึงคนนอกเข้ามาเสริมทัพ แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่รับหน้าที่แม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ

ดังนั้น ย่อมไม่มีปัญหาหาเรื่องความต่อเนื่อง หรือการทำงานที่ไม่เข้าขาระหว่างคนเก่าคนใหม่ เพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ออกมาในช่วงหลังทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นแนวคิดของสมคิดเป็นหลัก

ที่สำคัญบรรดาทีมงานที่นั่งอยู่ใน ครม.ปัจจุบัน หรือที่ถูกดึงตัวมารับหน้าที่ใหม่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นมือไม้ที่ทาง สมคิด ไว้เนื้อเชื่อใจให้มาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การปล่อยให้ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ไปนั่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้น

ด้านหนึ่งเป็นการเปิดทางให้คนใหม่เข้ามารับหน้าที่ดูงานในสองกระทรวงใหญ่ที่ควบคุมทิศทางเศรษฐกิจสำคัญแล้ว อีกด้านหนึ่งยังช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงกับส่วนกลางเกิดความคล่องตัวไร้รอยสะดุด เพราะทั้งคู่ล้วนแต่เคยรับผิดชอบงานและรับรู้รับทราบนโยบายมาตั้งแต่ต้น

ขณะที่ ชุติมา บุณยประภัศร ที่ถูกดึงมารับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านทั้งตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมการค้าภายใน

แถมยังมีผลงานในช่วงไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เป็นคณะเจรจาการเปิดตลาดข้าว กำหนดโควตาไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป และการทำเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู และสหภาพยุโรป

ด้าน พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม ป้ายแดง ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล ก่อนหน้านี้ก็เคยรับตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

การวางตัวของทั้งสองคนนี้มารับตำแหน่ง รมช. จึงเห็นภาพที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้น้ำหนักไปที่ทั้งการค้าต่างประเทศ และการเร่งงานในส่วนของคมนาคมขนส่งในประเทศ โดยเฉพาะกับระบบรางที่กำลังเดินหน้าในหลายสาย หลายโครงการที่ดูจะยังคืบหน้าไปน้อยกว่าที่ต้องการ

สำหรับ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประเดิมตำแหน่ง รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม คนแรก ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก่อนหน้านี้ก็เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถมมีดีกรีเป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ส่วน อรรชกา สีบุญเรือง อดีต รมว.อุตสาหกรรม ถูกโยกมาขัดตาทัพที่ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ทั้งที่เป็นลูกหม้อของกระทรวงอุตฯ  และตำแหน่ง อุตตม สาวนายน ที่ถูกโยกจาก รมว.
วิทยาศาสตร์ฯ มานั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม จึงอาจเป็นเพียงแค่การเกลี่ยตำแหน่งให้ลงตัวถูกที่ถูกทางและลงตัว

การจัดวางตำแหน่งใหม่ครั้งนี้ ในช่วงแรกย่อมช่วยซื้อเวลาลดแรงกดดันที่จะมีต่อรัฐบาล คสช. ที่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ โดยให้หันมาคาดหวังกับ ครม.ชุดใหม่แทน

แต่ระยะยาวนี่ถือเป็นเดิมพันครั้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช. ว่าจะสามารถพิสูจน์ฝีไม้ลายมือ เร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ กับภารกิจกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าต่อไป

หากผลออกมาไม่เป็นอย่างที่หวังย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

แผนรั่วไม่ค้นธรรมกาย มวยล้ม…สะเทือนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470858

แผนรั่วไม่ค้นธรรมกาย มวยล้ม...สะเทือนรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับกรณีคดีของพระธัมมชโยยืดเยื้อมานานแรมปี และคงต้องยืดยาวกันต่อไปอีก แม้ครบกำหนด 4 วัน หลังศาลอาญาอนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกาย ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องและศาลประทับอนุมัติหมายค้นให้

ทว่า ตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 13-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดีเอสไอและตำรวจไม่ได้เข้าค้นจับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหา “ฟอกเงิน” และ “รับของโจร” คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น รวมทั้งคดีบุกรุกป่าสงวนที่ อ.ภูเรือ จ.เลย และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แม้จะสนธิกำลังตำรวจ ดีเอสไอ และทหาร เตรียมพร้อม สุดท้ายทำได้เพียงหยั่งเชิงท่าทีวัดพระธรรมกายเท่านั้น

ขณะที่วัดพระธรรมกายต่างระดมลูกศิษย์และพระสงฆ์ในเครือข่ายเข้ามาสมทบตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้รั้วกำแพงวัดเข้มแข็ง มีกองกำลังมวลชนกระจายเฝ้าทั่วบริเวณวัดทั้งหมด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐทำได้เพียงประชุมกำหนดท่าที แต่ไม่สามารถฝ่าโล่มนุษย์เข้าไปภายในวัดได้ เนื่องจากทุกวงประชุมมี “เกลือเป็นหนอน” คอยส่งสัญญาณให้กับฝั่งวัดทันที ทำให้เห็นชัดว่าลูกศิษย์ของพระธัมมชโยแทรกตัวอยู่ทุกสาขาอาชีพ

สาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าค้นตามหมายค้นได้ เพราะประเมินว่ามีการจัดตั้งมวลชนไว้ปะทะจนอาจถึงขั้นบาดเจ็บ แล้วใช้เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบไปถึงสถานการณ์การเมือง หน่วยงานความมั่นคงจึงตัดสินใจยังไม่เข้าค้น 

เจ้าหน้าที่จึงนำข้อกังวลกลับไปวิเคราะห์ ก่อนจัดทำแผนจู่โจมตรวจค้นครั้งใหม่ ซึ่งจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ “ชั้นความลับ” เพราะทันทีที่มีการอนุมัติหมายค้นทางวัดพระธรรมกายจะรู้ตัวและเตรียมระดมคนเข้าวัดเพื่อตั้งรับเจ้าหน้าที่ทันที ดังนั้นในปฏิบัติการที่หวังผลสำเร็จจะต้องสามารถเข้าค้นได้ทันทีโดยที่วัดไม่ทันตั้งตัว

ตัวอย่างกรณีคลิปเสียงคล้ายกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลุดออกมาในโลกโซเชียลเกี่ยวกับแผนบุกจับตัวพระธัมมชโย ย่อมประจักษ์ชัดว่า เรื่องชั้นความลับไม่ได้ลับสำหรับวัดพระธรรมกายแม้แต่น้อย เพราะมีผู้ส่งสารค่อยกระซิบบอกทุกขั้นตอน แม้ว่าที่ประชุมจะกำชับว่าคือ “ความลับ” ก็ตาม

เท่านั้นไม่พอ มีกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายบางส่วนล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพึ่งบารมีช่วยคดีพระธัมมชโย นั่นอาจเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะควร เพราะเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ทั้งที่การขอรับพระราชทานอภัยโทษต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน และศาลพิจารณาจนถึงที่สุดแล้ว

ดังนั้น การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระธัมมชโย ต้องผ่านพนักงานสอบสวน อัยการ ศาลตัดสิน และการต่อสู้อีกถึง 3 ศาล อาจต้องใช้เวลานานหลายปี

เช่นเดียวกัน องค์กรพุทธในหลายประเทศออกมากดดันถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อไม่ให้ดำเนินการใดๆ กับพระธัมมชโย ล่าสุดกลุ่มพระสงฆ์นานาชาติได้ไปยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย เพื่อให้ยุติการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย โดยอ้างว่าถูกใส่ร้าย

เรื่องราวชักโยงใยมีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สัมภาษณ์ถึงปัญหาการดำเนินคดีกับพระธัมมชโยเอาไว้ว่า

“การพูดกันไปมาไม่เกิดประโยชน์ เพราะจะทำให้เสียหายกันไปหมด ผมได้สั่งให้เลิกพูดไปแล้ว ทุกอย่างต้องทำให้เป็นเหมือนเรื่องทั่วๆ ไป โดยให้สังคมได้เรียนรู้เอง เพราะเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้”

คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ตั้งสมมติฐานได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะยังไม่บุกเข้าจับกุมพระธัมมชโยในห้วงเวลาอันใกล้นี้ แต่จะใช้กระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายเป็นตัวจัดการแทน เข้าทำนองนวดให้กรอบทุกจุด จนอ่อนล้าในที่สุด แล้วเข้าตี บุกจับกุมพระธัมมชโยส่งอัยการฟ้องศาลอาญา

ทำให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ งัดกฎหมายสารพัดมาตราในประมวลกฎหมายอาญามาดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย เบ็ดเสร็จแล้วกว่า 158 คดี เช่น ความผิดฐานบุกรุก (สร้างสะพานข้ามคลอง) ความผิดตาม พ.ร.บ.ขนส่ง ความผิดฐานกีดขวางการจราจร ความผิดฐานเสียทรัพย์ หมิ่นประมาท พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ร.บ.น้ำบาดาล ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต บุกรุกที่สาธารณะ จึงกลายเป็นสารพัดคดีที่ทำให้ตำรวจกดดันพระธัมมชโยให้มามอบตัวตามกฎหมาย

นั่นทำให้ลูกศิษย์และวัดพระธรรมกายถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า มองว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังรังแกกลั่นแกล้งวัดและพระธัมมชโยจนเกินไป เพื่อหวังให้พระธัมมชโยมอบตัว แต่ทางลูกศิษย์และพระในวัดยังเชื่อมั่นว่าพระธัมมชโยคือผู้บริสุทธิ์

การงัดข้อวัดพลังระหว่างรัฐบาลกับวัดพระธรรมกาย ทำให้สังคมกำลังจับจ้องว่าท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะสิ่งที่สังคมเห็นคือท่าทีกระด้างกระเดื่องขัดขืนต่อกฎหมาย รวมถึงการยกมวลชนมาเป็นโล่มนุษย์ ทั้งหมดกำลังเป็นหนามยอกอกกดดันต่ออำนาจรัฐ อำนาจตุลาการ มากขึ้นทุกขณะ และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงรัฐบาลทุกเวลา

กระนั้น การขอหมายค้นที่ผ่านมาครั้งนี้โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจค้นจริง ทำให้สังคมที่ต้องการให้รัฐเร่งจัดการกับพระธัมมชโยรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐล้มเหลว ไม่กล้าดำเนินการ หรือมวยล้มเอาดื้อๆ นี่ย่อมกระเทือนถึงการบังคับใช้กฎหมายภายใต้รัฐบาลนี้ว่าไม่มีประสิทธิภาพทั้งที่ต้องการจับกุมคนเพียงคนเดียว

หากขอหมายค้นรอบสองไม่สามารถจับกุมตัวพระธัมมชโยได้อีก ก็จะส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่จะไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลบิ๊กตู่ ผู้ถืออำนาจเด็ดอย่างขาดแน่นอน

 

ติดเขี้ยวเล็บ กกต. ปราบโกงการเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470502

ติดเขี้ยวเล็บ กกต. ปราบโกงการเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงสรุปเนื้อหาสาระเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. … ร่างเบื้องต้น ณ ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา 1

ประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. ชี้แจงว่า ภาพรวมต้องยอมรับว่า กกต.เป็นองค์ประกอบหนึ่งทำให้การเลือกตั้งสุจริต ยุติธรรม และเที่ยงธรรม ส่วนที่ 2 พรรคการเมืองและผู้สมัคร และส่วนที่ 3 ประชาชน ซึ่ง กรธ.ได้ยกร่างกฎหมายนี้เพื่อให้ กกต.ทำงานมีประสิทธิภาพเที่ยงธรรม และการเลือกตั้งเรียบร้อย รวมทั้งได้ตัวแทนที่ดีมาบริหารบ้านเมือง

อย่างไรก็ดี ร่างเดิมให้อำนาจหน้าที่ กกต.ไว้ในจุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีการบังคับใช้ กกต.ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะจับใครไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เห็นทำผิดซึ่งหน้าก็ทำได้เพียงถ่ายรูปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น กฎหมายใหม่ปรับปรุงส่วนนี้ให้ กกต.ทำงานเชิงรุกมากขึ้นไม่ต้องรอให้คนมาร้อง

ทั้งนี้ มาตรา 38 กำหนดให้ กกต.ต้องรีบดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลัน เพียงคนเดียวก็สามารถตรวจการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมได้และมาตรา 24  หาก กกต.พบว่าหน่วยเลือกตั้งไม่ถูกต้องก็แจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทันที หรือสงสัยว่าจะเกิดการทุจริต กกต.คนเดียวสามารถสั่งระงับได้เลย

สำหรับอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งชั่วคราว กกต.ยังจำเป็นต้องเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ และร่างกฎหมายนี้ยังเพิ่มเครื่องมือให้ กกต.ปฏิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่มาตรา 33 กกต.สามารถขอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ หากสงสัยมีการโอนเงินซื้อเสียง

นอกจากนี้ กกต.ยังสามารถขอให้หน่วยข่าวกรองหรือหน่วยที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ให้ข้อมูล กกต.เพื่อตรวจสอบการซื้อเสียงและใครเป็นหัวคะแนน โดยข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ และมาตรา 39 ให้ กกต.ตั้งพนักงานของ กกต.เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่สืบสวนไต่สวน ออกหมายเรียก หรือยึดอายัด เพื่อปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ

ส่วนปัญหาเรื่องพยานมาให้ข้อมูล มาตรา 42 มีกฎหมายให้การคุ้มครองพยานซึ่งของเดิมไม่มี กกต.เคยขอให้ทางกระทรวงยุติธรรม รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหน้าที่คุ้มครองพยานคดีเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายคุ้มครองพยานเฉพาะคดีอาญา

การซื้อสิทธิขายเสียง คนซื้อผิดหนัก แต่ชาวบ้านมีโทษด้วย จำคุกทั้งคู่ มาตรา 43 ไม่ดำเนินคดีกับพยานที่ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ อีกทั้งยังให้เงินรางวัลผู้ชี้เบาะแส จะทำให้งานด้านการข่าวมีมากขึ้น ส่วนประชาชนมีความสำคัญมากในการสังเกต รายงานการเลือกตั้ง

“หากประชาชนช่วยก็ทำให้เลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ กกต.ควรให้ความรู้ประชาชนในเรื่องดังกล่าวมากขึ้นเหมือนตอนทำประชามติ ในการส่งครู ก ข ค ลงทุกหมู่บ้าน ถึงการซื้อสิทธิขายเสียงไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ กรธ.พยายามปรับปรุง”

ด้าน ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ. อธิบายว่า กฎหมายนี้มีทั้งหมด 72 มาตรา 4 หมวด และ 1 บทเฉพาะ แม้ภาพรวมกฎหมายนี้อาจไม่แตกต่างจากฉบับเก่า แต่ กรธ.ได้คำนึงถึงประสบการณ์ กกต.จากปี 40 จนถึง 50 ซึ่งสิ่งที่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ 3 ส่วนสำคัญอย่างยิ่ง คือ ประชาชนในฐานะผู้ใช้สิทธิ พรรคการเมือง คนจัดให้มีการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ทำอย่างไรให้ดำเนินการไปตามเป้าหมายเพื่อได้คนดีปกครองบ้านเมือง ป้องกันการทุจริตต่างๆ กรธ.พบว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาของ กกต.เหมือนตำรวจจับขโมย และทำอย่างไรให้มีการช่วยสอดส่องดูแล โดยสิ่งที่ กกต.ยุคใหม่ต้องทำ คือ ทำงานเชิงรุก

อย่างไรก็ดี กกต.มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน หาข่าวตลอดเวลา ป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโครงสร้าง กกต.ใหม่ ส่วนแผน Active Role มาตรา 20 วรรคสอง กกต.แต่ละคนมีอำนาจควบคุมกำกับดูแลการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม และต้องสอดส่องสืบสวนเพื่อป้องกันการกระทำที่จะเกิดความไม่สุจริต หากพบปัญหาสามารถระงับยับยั้งได้

กรธ.คาดหวังว่าให้กกต.มีเขี้ยวเล็บ จึงให้อำนาจขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ระหว่างเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบว่าการทุจริต และมุ่งหวังว่าประชาชนจะช่วย กกต.ดูแลแจ้งเบาะแส โดยเปิดช่องให้ กกต.สนับสนุนคณะบุคคล หรือนักสังเกตการณ์อาสาในการเลือกตั้งได้ กกต.ต้องใช้กลไกนี้ให้มากกว่าการใช้เจ้าหน้าที่ กกต. รวมถึงสื่อสามารถแจ้งไปยัง กกต.ได้ หากพบเห็น

สำหรับ กกต.จังหวัด กรธ.ได้เปลี่ยนวิธีคิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบ ถ้าใช้คนพื้นที่อย่างเดียวมีปัญหา จึงออกแบบคณะผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยแต่ละจังหวัดขึ้นบัญชีไว้ 5-8 คน และให้ กกต.แต่งตั้งคนจากพื้นที่ 2 คน และส่วนที่เหลืออีก 3-5 คน จับสลากเอาคนนอกพื้นที่เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งทำงานร่วมกับผู้สังเกตการณ์อาสา โดยระบบนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเป็นกลางมากขึ้น

ส่วนการดำเนินคดีต่างๆ กฎหมายใหม่กำหนดให้เป็นหน้าที่ กกต.ต้องสืบสวนสอบสวนโดยพลัน หากไม่ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และการดำเนินคดีอาญาก็ส่งไปอัยการ แต่ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่งเรื่องต่ออัยการสูงสุด(อสส.) เป็นคนสั่ง และหาก อสส.สั่งไม่ฟ้องอีกต้องเปิดเผยคำสั่งว่าเหตุใดถึงไม่ฟ้องเพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขา ส่วนกรณีเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งชั่วคราว กกต.ต้องร้องไปยังศาลฎีกา หรือศาลอุทธรณ์

นอกจากนี้ บทเฉพาะกาล กกต.ยังคงทำหน้าที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติ โดยส่วนนี้จะมีคณะกรรมการสรรหาพิจารณา โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังเพราะคุณสมบัติเขียนตามรัฐธรรมนูที่ผ่านการลงประชามติ ส่วนพนักงานลูกจ้าง กกต.จะกลับมาเป็นข้าราชการนั้นเบื้องต้นเห็นว่าถ้ากลับมาเป็นข้าราชการจะมีปัญหาเรื่องความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ กรธ.จึงยังไม่ใส่เรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องพิจารณาระยะยาวในเชิงโครงสร้างทั้งหมด

 

แช่แข็งพรรคการเมือง สกัดป่วน เพิ่มเสถียรภาพ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470501

แช่แข็งพรรคการเมือง สกัดป่วน เพิ่มเสถียรภาพ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมา “ดับฝัน” นักการเมืองด้วยการไม่ “ปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวหรือจัดกิจกรรมได้ แถมยังขู่ว่าจะใส่ล็อกเพิ่มอีกชั้น

“พอถึงเวลาก็วุ่นวาย ขอปลดล็อก มันยังไม่ปลดล็อกตัวเอง แล้วจะไปปลดใครได้ ผมก็ไม่ปลดล็อกให้หรอก วันนี้ต้องร่วมมือกันก่อน จะทำให้ปลดล็อกทุกคนได้หมด ถ้าไม่ร่วมมือ ไม่ฟัง ไม่แสดงความคิดเห็น เอาแต่ได้ ผมก็ไม่ปลดล็อก แต่จะใส่ล็อกเพิ่มขึ้นอีกชั้นด้วย”

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร เพราะท่าทีจากฝั่ง คสช.แสดงออกมาอย่างต่อเนื่องว่ายังไม่คิดจะเปิดทางให้นักการเมืองออกมาเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจกรรมการเมืองได้อย่างอิสระ

แม้ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองต่างๆ จะพากันออกมาเรียกร้องขอให้สามารถเคลื่อนไหวได้บ้างอยู่หลายรอบ

แม้จะไม่ใช่การเปิดช่องเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ หรือออกมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นกับทุกเรื่องได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยก็ขอให้จัดประชุมหรือระดมความคิดเห็น ตลอดจนรับเงินบริจาคหรือสมัครสมาชิกพรรคได้บ้าง เพื่อไม่ให้สิ่งที่ทำมาต่อเนื่องต้องหยุดชะงัก หรือส่งผลเสียหายกระทบไปถึงระบบการทำงานของแต่ละพรรคการเมืองในอนาคต ในวันที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที

แต่ก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้ คสช.ยอมปลดล็อก พรรค การเมืองและนักการเมืองจึงยังอยู่ในสภาพสุญญากาศในช่วงที่บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

ครั้งหนึ่งเคยวิเคราะห์กันว่า ในช่วงเวลาก่อนเปิดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทาง คสช.คงจะยินยอมเปิดช่องให้พรรคการเมืองได้ขยับเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดความเห็นในกฎกติกาสูงสุดของประเทศ

ทว่า สุดท้าย คสช.ยังปิดตายไม่ให้พรรคการเมืองได้ออกมาแสดงความคิดความเห็นหรือประชุมพรรคเพื่อหาข้อสรุปและจุดยืนเพื่อชี้แจงต่อประชาชน ตรงกันข้ามด้วยกฎระเบียบที่ออกมาคุมเข้มเพิ่มเติมในช่วงก่อนประชามติยิ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่

ตอกย้ำสิ่งที่ คสช.วิตกกังวลมาโดยตลอด นั่นก็คือการปล่อยให้พรรค การเมืองเคลื่อนไหวได้อิสระย่อมนำมาสู่แรงเสียดทานที่จะย้อนกลับมายัง คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ในมุมของ คสช.ย่อมเห็นว่า ลำพังแค่มีกฎเหล็กควบคุมไว้อยู่แล้วแต่ก็ยังมีนักการเมืองบางกลุ่มที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ตลอดจนเรื่องต่างๆ จนสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็รุนแรงจนฉุดความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ยังไม่รวมกับเรื่องการแสดงออกผ่านรูปแบบการชุมนุมที่จะปะทุตามมาทันที หลังถูกสะกดไว้มาตลอดช่วงเวลาเกือบสองปีตั้งแต่หลังรัฐประหาร ซึ่งจะยิ่งทำให้บรรยากาศบ้านเมืองกลับไปสู่ความวุ่นวาย

ที่สำคัญอาจทำให้เป็นโอกาสให้กับมือที่สามที่คอยจ้องสร้างสถานการณ์ใช้ความวุ่นวายที่เกิดเข้าผสมโรงจนรุนแรงเกินกว่าที่ คสช.จะเข้าไปควบคุมดูแลได้

ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป คสช.ย่อมต้องหาทางควบคุมตัวแปร หรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนออกให้หมด เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมดต้องพังทลายก่อนจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้

ครั้งนี้ก็เช่นกันแรงกดดันจากพรรค การเมืองเริ่มมากขึ้นกับข้อเรียกร้องขอให้ คสช.ปลดล็อกเพื่อทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งในห้วงเวลาที่เหลืออยู่แค่ปีกว่า

ด้วยกฎกติการูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือทั้งตั้งแต่ระบบสมัครสมาชิกพรรคเรื่อยไปจนถึงกลไกการเลือกตั้งแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อนย่อมต้องใช้การปรับตัวและเตรียมตัวอย่างมาก จำเป็นต้องขอให้คสช.เร่งเปิดช่องให้พรรคการเมืองขยับเพื่อเตรียมตัวได้ทัน

แต่สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจนว่าคงไม่ทำตามคำขอของพรรคการเมืองเร็วๆ นี้

ชั่งน้ำหนักแล้วแรงกดดันจากพรรค การเมืองที่ออกมาเรียกร้องรอบนี้ ย่อมไม่มีพลังมากไปกว่าที่ผ่านมา แถมอำนาจต่อรองหรือพลังของพรรคการเมืองก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คสช.ต้องรับฟัง

ยิ่งในวันที่ประชาชนส่วนหนึ่งก็มีความเห็นที่ออกจะเห็นดีเห็นงามกับการที่สะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในสังคมเสียด้วยซ้ำ

การเปิดให้พรรคการเมืองออกมาขยับได้ในช่วงสุดท้าย หลัง พ.ร.บ.พรรค การเมือง ออกมาแล้วจึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดูจะปลอดภัยต่อเสถียรภาพของ คสช.และช่วยให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปได้อย่างไม่สะดุด

 

ถกกฎหมายพรรคการเมือง 4 ประเด็นความห่วงใย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470375

ถกกฎหมายพรรคการเมือง 4 ประเด็นความห่วงใย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดโครงการสัมมนา เรื่อง “ชี้แจงสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. … (ร่างเบื้องต้น)” ณ ห้องประชุมรัชนี 4 อาคารสันติบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. ชี้แจงว่า การจะเล่นการเมืองต้องมาในรูปแบบพรรค ถ้าพรรคไม่เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น บ้านเมืองจะเสียหายอย่างที่ผ่านมา ขณะเดียวกันถ้าจะเถียงเรื่องพรรคการเมืองต้องดูมาตรา 45 และมาตรา 258 (2) (3) (4) ว่าทำไมถึงต้องวางหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม กรธ.เข้าใจดีว่าพรรคการเมืองไม่ใช่เพิ่งเริ่มเกิด ทว่าการตั้งพรรคการเมืองใหม่ต้องมีกติกาไม่ใช่จะรีเซตพรรคเดิม แต่อยากให้ทั้งหมดเข้าสู่ระบบโดยไม่บาดเจ็บ โดยพรรคการเมืองที่จะตั้งต้องมีสมาชิกก่อตั้งอย่างน้อย 500 คน และออกทุนประเดิม 2,000 บาท ไม่เกิน 5 แสนบาท

“ครั้งนี้เป็นเสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งพรรค แต่ต้องเป็นไปตามกติกาของ พ.ร.บ.นี้ ถ้าเราจะเป็นพรรคการเมืองต้องมีสมาชิก 5,000 คน และเพิ่มให้ได้ใน 4 ปี และถ้าไม่คุม นายทุนก็จะเข้าไปจ่ายเงิน ซึ่งเรากำลังปฏิรูปพรรค ไม่อยากให้พรรคเป็นของนายทุน เราต้องการสร้างประชาธิปไตยจริงๆ อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา ก็ต้องลงทั้งแรงและเงิน”

ทั้งนี้ เงินอุดหนุนจากรัฐยังคงมีอยู่ แต่มีเงื่อนไขไม่ใช่เอามาใช้จ่ายค่าสำนักงาน แต่ให้ไปเพื่อไปสร้างกลไกประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนการคัดเลือกตัวผู้สมัครต้องเป็นแบบแผนไม่ใช่ตามข้อบังคับอย่างที่ผ่านมา กรธ.กำหนดใหม่โดยให้คัดเลือกผู้สมัครผ่านคณะกรรมการคัดเลือก

ธนาวัฒน์ สังข์ทอง เลขานุการกรรมการ คนที่ 2 ระบุว่า เงินสนับสนุนพรรคการเมือง ไม่อนุญาตให้รับจากบุคคลต่างด้าว เพื่อประโยชน์หรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจเป็นเงินที่เป็นปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือ กม. พรรคการเมืองกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคต้องเปิดเผยข้อมูลโดยเฉพาะเงินบริจาคที่ได้มาต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ก็จะมีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญรัฐต้องไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในพรรค

สำหรับเรื่องยุบพรรคนั้นเดิมกำหนดไว้หลายกรณี แต่ครั้งนี้ได้ระบุไว้ 3 สาเหตุสำคัญ 1.ล้มล้างการปกครอง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง และ 3.ให้บุคคลไม่เป็นสมาชิกเข้าครอบงำพรรค หรือพรรคการเมืองได้รับเงินจากบุคคลต่างด้าว หรือเรียกรับทรัพย์สิน ต้องยุบพรรคนั้น ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา

จากนั้นเปิดให้พรรคการเมืองที่เข้ารับฟังเสวนาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง อาทิสมหมาย บุญเฮง หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เสนอว่า หากให้สมาชิกพรรคการเมืองเสียค่าบำรุงสมาชิกเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ปัจจุบันจะเก็บให้ครบยังทำไม่ได้ ดังนั้นเสนอให้ กรธ.สร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนรู้ก่อนว่า ถ้าประชาชนต้องเสียเงินบำรุงให้กับพรรคการเมืองจะได้อะไรบ้าง

“ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าใจเหตุผลดังกล่าว ว่าจ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไรก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นอย่าเพิ่งเก็บเงินค่าสมาชิกพรรคจนกว่าเราจะเริ่มกระบวนการสร้างองค์ความรู้กระบวนการจัดการพรรคการเมืองให้เสร็จสิ้นก่อน”

จำรัส อินทุมาร หัวหน้าพรรคไทยพอเพียง สนับสนุนให้มีสมาชิก 5,000 คน ภายใน 1 ปี เพราะยังมีเวลาหายใจ และอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้เลย ไม่เช่นนั้นถึงเวลาแล้วอาจยุ่งยาก อีกทั้งไม่อยากให้เรื่องเงินเป็นปัญหา เมื่อเรื่องเงินสำคัญกลายเป็นนายทุนเข้ามาและอาจเกิดคอร์รัปชั่น ซึ่งเงินรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสำคัญ ทำให้การเมืองมีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้ ธนา ชีรวินิจ อดีต สส.กทม. เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมรับฟังเสวนาโดยไม่ได้อภิปรายแสดงความเห็น แต่ได้มอบเอกสารข้อเสนอแนะ ซึ่งสาระสำคัญเรียกร้องให้ กรธ.ทบทวนข้อกำหนดเกี่ยวกับสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริง และไม่ทำลายล้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับสมาชิกพรรคการเมือง

อย่างไรก็ดี จึงขอเสนอให้ในบทเฉพาะกาลควรอนุญาตให้พรรคการเมืองมีสมาชิกใน 2 ประเภทไปก่อน และให้สมาชิกปัจจุบันที่ยังไม่ชำระค่าบำรุงพรรคคงสถานภาพความเป็นสมาชิกไว้ แต่จะไม่มีสิทธิหรือถูกนับรวมกับสมาชิกพรรคที่ชำระค่าบำรุงพรรค โดยอาจขยายเวลาให้สมาชิกกลุ่มนี้ดำเนินตามบทบัญญัติใหม่ภายใน 4 ปี แนวทางนี้จะสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่กับพรรคการเมืองเดิม

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.นี้มีแนวโน้มที่ทำให้พรรคการเมืองลดความสำคัญของสาขาพรรคการเมือง เนื่องจากทุกสาขาจะต้องมีสมาชิกจ่ายเงินบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งพื้นที่ที่พรรคการเมืองนั้นไม่มีผู้แทนราษฎร ทั้งนี้การมีระบบตัวแทนสมาชิกในจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้พรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองนำระบบนี้มาใช้เป็นหลัก แทนที่จะมีการตั้งสาขาโดยจะคงสาขาพรรคไว้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมาย คือ เพียงภาคละ 1 สาขาเท่านั้น เนื่องจากการใช้ระบบตัวแทนสมาชิกในจังหวัดมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า และตัวแทนของจังหวัดจะมาจากการแต่งตั้งทำให้อยู่ในการควบคุมของคณะกรรมการบริหารในส่วนกลางได้ง่ายกว่า

สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนาได้ส่งเอกสารแสดงความเห็น 6 ข้อ อาทิ การจัดตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก โดยเฉพาะกำหนดให้มีทุนประเดิมของผู้ร่วมจัดตั้ง ส่งผลให้มีกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจหรือต้องการจัดตั้งพรรคการเมืองไม่สามารถหาทุนประเดิมได้ และไม่สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้

นอกจากนี้ ไม่ควรห้ามบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้าสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เนื่องจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล จึงเสนอให้ไม่ควรบังคับสมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุง เนื่องจากขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ หากบุคคลทั่วไปหรือสมาชิกพรรคมีความศรัทธาในพรรคการเมือง ก็จะแสดงความประสงค์ที่จะชำระค่าบำรุงเอง ไม่จำเป็นต้องบังคับให้สมาชิกชำระค่าบำรุง และกรณีที่นายทะเบียนจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมือง หากคดีอยู่ในการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมอื่น เห็นควรให้พิจารณาคดีดังกล่าวถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยพิจารณายุบพรรคเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในผลการพิจารณาคดี

อย่างไรก็ตาม ภายหลังตัวแทนพรรคได้สะท้อนปัญหา อุดม รัฐอัมฤต โฆษก กรธ. เผยว่า กรธ.จะนำประเด็นข้อห่วงใยไปพิจารณา คือ 1.จำนวนสมาชิกพรรคการเมือง 2 หมื่นคนมากไปหรือไม่ 2.ทุนประเดิมพรรคคนละ 2,000 บาท เพื่อให้ทุนประเดิมพรรคได้ 1 ล้านบาทนั้นมากไปหรือไม่ 3.ค่าบำรุงสมาชิกคนละ 100 บาท/ปี ควรมีหรือไม่ 4.โทษของผู้กระทำผิดต่อ พ.ร.บ.นี้แรงเกินไปหรือไม่

 

‘บิ๊กตู่’เร่งมือใช้มาตรา 44 สร้างผลงานก่อนสิ้นอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/470374

'บิ๊กตู่'เร่งมือใช้มาตรา 44 สร้างผลงานก่อนสิ้นอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในช่วงระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 วัน ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ถึงสองครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ได้มี คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) โดยให้เหตุผลเพื่อลดความซ้ำซ้อน

ครั้งที่สองเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. โดยได้มี คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ทั้งสามหน่วยงานถูกยุบไปโดยปริยาย

“ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อนกัน และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานตลอดจนบริหาร จัดการด้านบุคลากร งบประมาณ ทรัพย์สิน อาคาร สถานที่ อำนาจหน้าที่ และด้านอื่นๆ ได้อย่างประหยัด และสอดคล้องกัน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปและการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นเป็นการสมควร ให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปจนกว่าจะมีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71 /2559

การยุบองค์การตามคำสั่ง 71/2559 ถือว่าเป็นความพยายามของ คสช.ในการแก้ไขปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน เพราะลักษณะการทำงานของ 3 องค์กร อยู่ในแบบที่ไร้ผู้นำและแผนการทำงานมาเป็นเวลานาน

โดยเฉพาะ คปก.หลังจากผู้บริหารชุดแรกหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ปรากฏว่ามีกลุ่มคนของแม่น้ำ 5 สายส่งใบสมัครเข้าไป แต่ถูกกระแสต่อต้านจนต้องถอนตัวออกมาก่อนที่ คสช.จะสั่งยุติการสรรหาในที่สุด

ส่วนอีก 2 องค์กรที่เหลือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นองค์กรที่ คสช.รอเวลาสะสางมานานแล้ว แต่ยังไม่กล้าลงมือเท่าไหร่ เนื่องจากก่อนหน้านี้อยู่ในช่วงระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ หากทำอะไรลงไปอาจเกิดกระแสต่อต้านที่ส่งผลต่อร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงรอให้กระบวนการเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสมบูรณ์จึงค่อยลงมาผ่าตัดใหญ่ทีเดียว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคำสั่งของหัวหน้า คสช.สองครั้งล่าสุดจะหนักไปในการยุบองค์กร ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.กำลังมีความคิดความอ่านบางประการ

หากจะหาเหตุผลสักข้อเพื่อรองรับการยุบองค์กรดังกล่าว คงหนีไม่พ้นเรื่องการยุบเพื่อหลอมมาเป็นสำนักงานสร้างยุทธศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ส่งร่างกฎหมายไปให้รัฐบาลแล้ว รอเพียงให้ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จากนั้นรัฐบาลจะดำเนินการส่งกฎหมายมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไปทันที

แผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช.นั้น คสช.ตั้งความหวังว่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้กับตัวเองก่อนจะอำลาตำแหน่งในปลายปี 2560 หลังจากมีการเลือกตั้ง จึงจำเป็นที่ต้องใช้กลไกพิเศษเพื่อเร่งการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ คสช.ต้องออกแรงใช้อำนาจมาตรา 44 มากขึ้น เพราะตัวเองกำลังอยู่ในช่วงปลายของการใช้อำนาจเข้าไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้เมื่อไหร่ อำนาจของ คสช.ก็จะมีน้อยลงตามไปด้วย

แม้ มาตรา 265 จะรองรับว่าให้ คสช.ยังมีอำนาจโดยสมบูรณ์ ซึ่งรวมไปถึงการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่อำนาจดังกล่าวก็ถูกใช้อย่างจำกัดตราบเท่าที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อน วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557…และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป” สาระสำคัญของมาตรา 265

ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องการจัดวางโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างผลงาน และการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ คสช.จะมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่อย่างเต็มที่

ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปและไม่เร่งมือใช้มาตรา 44 เพื่อปั๊มคำสั่งออกมาถึงเวลาหนึ่งอาจทำให้ คสช.ต้องตกหล่มและไม่สามารถลงหลังเสือได้อย่างสง่างามตามที่ตั้งใจไว้