สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468285

สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี “กล้านรงค์ จันทิก” สมาชิกสนช.เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีศึกษา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.กำหนดนิยามของพรรคการเมืองใหม่ โดยให้พรรคการเมืองมีความหมายว่า “คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งพรรค การเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่ส่งสมาชิกรับเลือกตั้งเป็น สส. และมีการดำเนินการทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลตามอุดมการณ์ทางการเมือง”

2.ปรับแก้เรื่องการกำหนดสมาชิกพรรคการเมือง โดยเห็นควรกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองในอัตราก้าวหน้า เช่น ภายในหนึ่งปีแรกที่จัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกจำนวน 5,000 คน ปีที่ 2 ต้องมีสมาชิกเพิ่มเป็น  1 หมื่นคน ในปีที่ 3 มีสมาชิกเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นคน และเห็นด้วยกับหลักการที่ให้พรรคการเมืองต้องจัดตั้งง่าย เพื่อให้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและยุบยาก

3.คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้ผู้ซึ่งพรรค การเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องมีมาตรการห้ามใช้ “Nominee” (ตัวแทน) มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทชี้นำหรือครอบงำ ขณะเดียวกันการกระทำผิดดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีโทษเฉพาะที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด

4.ประเด็นเงินบริจาคพรรคการเมือง เห็นควรให้บริจาคโดยตรงต่อพรรคการเมือง การกำหนดอัตราการบริจาคไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงควรปรับปรุงให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง และให้กำหนดอัตราขั้นสูงไว้ด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งควรกำหนดในอัตราที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในสภาวการณ์ขณะนั้น

5.การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมือง ควรจัดสรรเป็นรายปีโดยใช้เกณฑ์ เช่น ใช้จำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ ใช้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ไม่นำสัดส่วนจำนวนสาขาพรรคการเมืองและจำนวนสมาชิกที่ชำระค่าบำรุงรายปีมาคิดคำนวณในการจัดสรร

กรณีพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อได้ดำเนินการหาสมาชิกให้ได้ครบ 5,000 และต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีสมาชิกเพิ่มในอัตราก้าวหน้าตามข้อเสนอ จึงจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐและจัดสรรเงินตามนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองของพรรค การเมืองที่มีผลงานตลอด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

สำหรับจำนวนเงินสนับสนุนที่รัฐจะจัดสรรให้นั้น จะขึ้นอยู่กับกลไกระบบการตรวจสอบที่ดีที่สร้างความมั่นใจให้แก่รัฐได้ว่าสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภายใต้แนวความคิดว่า “ช่วยให้เกิดและช่วยให้โต” หมาย ความว่ารัฐควรส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งพรรคการเมืองและสนับสนุนให้พรรค การเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสม่ำเสมอทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ทั้งในรูปตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ

6.รัฐพึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองได้เจริญเติบโตทั้งในรูปแบบของตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เช่น ในช่วง 4 ปีแรก รัฐต้องให้โอกาสและสนับสนุนพรรคการเมืองให้ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง แต่เมื่อครบ 4 ปี แล้วพรรคการเมืองจะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง หมายความว่าพรรค การเมืองต้องจัดส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งตามเกณฑ์ หากไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ รัฐต้องมีกระบวนการเพื่อทบทวนพรรคการเมืองและมีมาตรการในการจัดการพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ เช่น ยกเลิกหรือยุบพรรคการเมืองนั้นไป

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้พรรค การเมืองมีนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสอด คล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ มีกิจกรรมที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแม้จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบติดตามประเมินผลเพื่อเป็นตัวชี้วัดการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง

7.การสิ้นสภาพพรรคการเมือง กรณีที่พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน หรือเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากันนั้น เห็นควรแก้ไขเป็น “พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น สส. ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่ต้องระบุจำนวนปี”

 

ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468283

ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการยืนกรานไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใดๆ ในช่วงเวลานี้

“เอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาจะอนุญาตเอง เพราะอีกตั้งปีกว่า จึงจะมีการเลือกตั้ง แล้วจะทำกิจกรรมกันตอนนี้เลยหรือ …ไม่ทันก็ไม่ต้องเข้า ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้จะให้ทำอย่างไร เพราะ
วันนี้ก็เปิดพื้นที่มากอยู่แล้ว จะเอาอะไรกันอีก เอาไว้ก่อน”

ตอกย้ำความกังวลของ คสช. ที่ห่วงว่าหากเปิดให้คนการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระ อาจสุ่มเสี่ยงให้เกิดแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพ คสช. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ทั้งที่คนการเมืองเริ่มเปิดหน้า พร้อมใจกันตบเท้าออกมาเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนปรนกฎเหล็ก ไล่มาตั้งแต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาทวงสัญญา คสช. ที่เคยระบุว่าจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าและทำให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรเปิดพื้นที่ทางเมือง

“ที่ผ่านมาไม่ได้มีเจตนาให้เกิดสิทธิและเสรีภาพของนักการเมือง ประชาชนสื่อสารกันไม่ได้มากนัก ไม่ได้เดินไปสู่การเป็นประชาธิปไตย การจะให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่คำพูดแต่ต้องมีกฎหมาย และองค์ประกอบให้เกิดภาพสมานฉันท์ โดยเฉพาะ คสช.ต้องทำให้ชาติเดินไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมประเทศไทยติดหล่มเป็นเวลานาน” 

แม้ท่าทีจากทางฝั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเคยออกมาให้ความเห็นว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้ พรรคการเมืองก็จะสามารถทำกิจกรรมได้ทันทีเอง

แต่ทาง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เองก็ได้แต่โยนให้เป็นเรื่องของ รัฐบาลและ คสช.ที่จะพิจารณาผ่อนคลายให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่ใช่บทบาทของ กรธ.

ไม่ต่างจากทางฝั่งประชาธิปัตย์ที่เห็นด้วยกับการอะลุ้มอล่วยเปิดให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้เพื่อเตรียมความพร้อม

รวมทั้งความเป็นห่วงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เห็นว่า หากการประกาศบังคับใช้กฎหมายลูกเกิดขึ้นในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งเกินไปก็จะทำให้พรรคการเมืองปรับตัวไม่ทัน

ทว่า เสียงสะท้อนเหล่านี้กลับไม่อาจมีพลังที่จะเปลี่ยนใจให้ คสช.ยอมยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว หรือดำเนินกิจกรรมได้

ทั้งที่เสียงเรียกร้องเหล่านี้มีให้ได้ยินตลอดตั้งแต่หลังรัฐประหาร แต่ทาง คสช.เองก็ยังไม่ประมาท ยอมปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อิสระ และเคยคาดการณ์กันว่า คสช.คงจะเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ในช่วงก่อนประชามติ รวมทั้งช่วงหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้

แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้นแถมยังไม่มีวี่แววความชัดเจนว่าจะเปิดให้พรรคการเมืองได้ขยับทำกิจกรรมได้เมื่อไหร่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจนถึงมีกฎกติกาเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ในหลายเรื่องจนจำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหลายเรื่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ทาง คสช.ยังห่วงว่าหากเปิดให้พรรคการเมืองขยับได้เวลานี้อาจบานปลายไปสู่ความวุ่นวายจนควบคุมไม่อยู่

หากจำได้ ที่ผ่านมาช่วงหนึ่งที่มีแนวคิดจะปลดล็อก และชิมลางโดยปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาขยับมีอิสระในการวิพากษ์วิจารณ์ถล่มแนวนโยบายของ คสช. ถึงขั้นบางกลุ่มใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจัดรายการที่มีเนื้อหารุนแรงฉุดความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปไม่น้อย

จนนำไปสู่การกระชับอำนาจเรียกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไปปรับทัศนคติและควบคุมช่องทางการสื่อสารมากขึ้น จนบรรยากาศที่เคยจะเปิดให้แสดงความคิดความเห็นได้กลับมาสู่ความอึมครึมเหมือนเดิม

ถึงจะถูกต่อว่าต่อขานและมีแรงกดดันจากต่างประเทศหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อทาง คสช.ชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าแรงกดดันจากภายนอกอาจไม่รุนแรงเท่าที่จะเกิดจากภายในซึ่งมีแนวโน้ม
ที่จะลุกลามขยายตัวได้ง่าย

บทเรียนในอดีตสะท้อนพลังของการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของ คสช. ย่อมไม่อาจทำให้ คสช. ย่อมเสี่ยงในรอบนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ในช่วงที่กำลังจะผลักดันกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ที่มีหลายประเด็นที่เต็มไปด้วยความเห็นขัดแย้ง

ในมุมของ คสช. การเปิดให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป นอกจากจะส่งผลต่อการยอมรับในกฎหมายลูกแล้วอีกด้านยังอาจสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของ คสช. และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.ไม่อาจปลดล็อกกฎเหล็กปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้

 

อดีต สปช.มองสภาขับเคลื่อนฯ ผลงานปฏิรูป คืบหรือคงที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468101

อดีต สปช.มองสภาขับเคลื่อนฯ ผลงานปฏิรูป คืบหรือคงที่

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มต้นนับเวลาถอยหลังสำหรับการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. กับหน้าที่ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปให้ออกมาสอดคล้องไปตามโรดแมปของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วางไว้

โดยในวันที่ 30 พ.ย. สปท. มีคิวนัดแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ทว่าได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นวันที่ 7 ธ.ค. เวลา 10.30 น. ซึ่งรวม 108 เรื่องการปฏิรูป ก่อนหมดวาระการทำงาน 120 วัน ตามมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559

ซึ่งเป็นฉบับผ่านการลงประชามติจากประชาชน โดยการดึงอำนาจปฏิรูปประเทศคืนให้กับ คสช. ในฐานะผู้เเต่งตั้งมา เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศต่อไปในอนาคตใหม่

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองการทำงาน สปท. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพร้อมอธิบายให้เห็นภาพ ว่า วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการจัดตั้งสปท.ขึ้นมา ก็เพื่อให้มาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้หมายความว่าลงไปปฏิรูป แต่หมายถึงมาดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามที่ สปช.ได้กำหนดวาระไว้แล้ว

“ตอนที่ สปช.ทำงานมา และได้กำหนดวาระการปฏิรูปมีกี่วาระ เรื่องอะไรบ้าง และส่งให้รัฐบาล แต่เมื่อมี สปท.เขาก็ส่งเรื่องที่ สปช.ทำไว้ให้มายัง สปท. และ สปท.บางท่านเองก็เป็น สปช.มาก่อน จะรู้งานดี ว่างานที่ทำเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้างต้องทำ ซึ่งเป็นเรื่องการทำงานทางความคิด ไม่ได้เป็นการลงไปปฏิรูป ไม่ใช่อำนาจหน้าที่”

ทั้งนี้ สปท.มีอำนาจหน้าที่ในการมาคิดต่อว่า ประเด็นต่างๆ จะขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูป หรือไปทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องไปดูตรงนั้น และถ้าจะดูก็ต้องดูว่าร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทำไปแล้วกี่ฉบับ โดยทั้งหมดถือเป็นภารกิจการทำงานตรงของ สปท.

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้อีกไม่กี่เดือน สปท.จะหมดวาระ ซึ่งเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้วก็จะเป็นไปตามนั้น และจากการติดตามการทำงาน สปท.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะกฎหมายนั้น แม้จะมีการวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง

สมบัติ ขยายความว่า เพราะเวลาคนที่ทำ คือ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายแต่ละฉบับ และกระบวนการทำก็จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความเห็นด้านต่างๆ รวมถึงการปรับแก้ไข กระบวนการทำงานโดยตัวกระบวนการเอง มันมีความรอบคอบ รัดกุมอยู่ในตัว

อย่างไรก็ตาม  เพราะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้ง ต้องเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปในการเสนอร่าง และเมื่อเสนอร่างแล้วต้องให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาอีก ซึ่งก็ถือว่าผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนอยู่พอสมควร เมื่อผ่านร่างแล้ว ยังต้องเสนอไปให้รัฐบาลตรวจสอบอีกที ก่อนเสนอให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถ้าหากว่าตรงกับที่รัฐบาลต้องการอย่างนี้เป็นต้น

“หากเปรียบเทียบการทำงานระหว่าง สปช. และ สปท. แม้ สปช.จะวางพื้นฐานมาทั้งหมด แต่ประเด็น สปช.ได้ถกกันแต่เริ่มต้น มีกรอบรัฐธรรมนูญกี่ด้าน แล้วแต่ละด้านจะต้องขับเคลื่อนปฏิรูปอะไรบ้าง มีการเก็บข้อมูลรวบรวมถกเถียง จนกระทั่งสรุป พร้อมทั้งมีการสัมมนาเพื่อสรุปเป็นประเด็น เป็นวาระต่างๆ ซึ่งมีผลงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าทำงานอะไรไปบ้าง ก่อนส่งให้กับรัฐบาล”

สมบัติ อธิบายต่อว่า จากนั้นรัฐบาลส่งวาระต่างๆ มาให้กับ สปท. โดย สปท.ส่วนหนึ่งเป็นคนเก่าทำงานมาแล้วก็จะรู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง แล้วส่วนที่มาใหม่ไม่ต้องไปคิดอะไรในเรื่องอื่น เพราะมีวาระต่างๆ ให้ศึกษาแล้วดำเนินงานต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคิดเรื่องอื่นไม่ได้

อย่างไรก็ดี หากสมาชิก สปท.มีความเห็นต้องการเสนอเรื่องอื่นๆ แล้วที่ประชุมเห็นด้วย ก็สามารถเติมเรื่องอื่นนั้นเข้าไปได้ แต่มันมีเรื่องหลักๆ ที่ สปช.ได้ศึกษาและสรุปไว้แล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ ในการจะพัฒนาต่อไปให้เป็นร่างกฎหมายสำหรับการปฏิรูปประเทศ

สมบัติ ยอมรับว่า ความยากในการทำงานสมัย สปช.ขณะนั้น เดิมคิดว่าจะผลักดันให้ออกมาเป็นร่างกฎหมายเลย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล โดยให้ สปช.หมดวาระ ยุติบทบาทลง ดังนั้น ก็จำเป็นต้องสรุปเพียงเฉพาะประเด็น คือ ระหว่างนั้นมีบางเรื่องที่สามารถผลักดันทำออกมาเป็นร่างกฎหมายได้บางร่างออกไปแล้ว

สมบัติ บอกต่อว่า แต่จริงๆ ตั้งใจว่าทุกประเด็นต้องมีร่างกฎหมายออกมาหมด แต่เมื่อรัฐบาลกำหนดแบบนั้นให้ยุติบทบาท จำต้องสรุปประเด็นแล้วนำเสนอ สิ่งที่ สปท.จะทำต้องนำประเด็นต่างๆ เหล่านั้นมาขับเคลื่อนต่อให้เป็นร่างกฎหมายเป็นต้น ดังนั้น ต้องไปดูว่า สปท.สามารถทำเป็นร่างกฎหมายได้กี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เหล่านั้น

อดีตสมาชิก สปช. มั่นใจว่า งานที่ สปช.เคยศึกษาไว้ สปท.จะสามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทย์ต่อการปฏิรูปประเทศ เพราะเท่าที่ทราบมา วาระ สปท.ได้ขับเคลื่อนไปตามแนวทาง สปช.ได้สรุปไว้ ดังนั้นจึงไม่มีข้อกังวลอะไร เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปไว้ชัดเจน

สมบัติ ระบุด้วยว่า ฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ก็จะมีองค์กรทำหน้าที่เรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และส่วนตัวคงไม่ฝากอะไรเพิ่มให้กับ สปท. เพราะด้วยจะครบ 1 ปีของการทำงาน และอีกไม่นาน สปท.ก็จะต้องมีการสรุปรายงานออกมาว่าทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งต้องไปรอดูผลตรงนั้นว่าระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมีผลงานอะไรบ้าง ซึ่งไม่ต่างจากตอน สปช.ครบวาระ

“เมื่อรู้ว่าหมดวาระการทำงานก็จะต้องสรุปสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แล้วเสนอต่อรัฐบาล และก็รู้ว่าวาระหมดเมื่อไหร่ ดังนั้น ต้องเตรียมจัดทำสรุปว่าตลอดระยะทำงาน สปท. ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง”

 

พักยก พรบ.ปิโตรเลียม ลดแรงเสียดทาน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468097

พักยก พรบ.ปิโตรเลียม ลดแรงเสียดทาน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีอันต้องสะดุดลงชั่วคราว ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ

เมื่อที่ประชุม กมธ.มีมติให้แก้ไขนิยาม “Service Contract” จาก “จ้างสำรวจผลิต” เป็น “จ้างบริการ” เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาได้สมบูรณ์ครบถ้วน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต

ขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องกลับไปยัง ครม. เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหา จากนั้นจึงจะส่งกลับมาให้ กมธ.พิจารณาตามกระบวนการต่อไป

แม้ทาง พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ในฐานะประธาน กมธ. จะชี้แจงว่าในเบื้องต้นได้ประสานกับทาง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน แล้ว และมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับระยะเวลาการพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับ

แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะสามารถสำเร็จลุล่วงภายในเดือน ธ.ค. ตามแผนเดิมที่กำหนดไว้

เมื่อยังมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง โดยเฉพาะ “การตั้งบรรษัท” ซึ่งยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ แถมยังเป็นประเด็น “เปราะบาง” ที่สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ รวมกับประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้การพิจารณาในชั้น กมธ. ต้องขยายเวลาออกไปหลายรอบ

ลำพังแค่ในชั้น กมธ. ก็ยังมีความเห็นหลากหลาย ถึงขั้นที่ พล.อ.สกนธ์ ในฐานะประธาน กมธ.เองก็ถือเป็นสียงข้างน้อย 4 คน ที่หนุนเรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับนี้ แต่ก็ไม่อาจทัดทานเสียงข้างมากจาก 21 เสียง จนสุดท้ายก็ต้องมาจบที่ให้เขียนเป็นข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย

ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป การส่งเรื่องกลับไปยัง ครม.เพื่อแก้ไขเนื้อหา จึงอาจเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งไม่อาจถอนเรื่องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หรือหากจะดึงดันเดินหน้าต่อไปก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ยิ่งประเด็นเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ

การพักยกในช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นการลด “แรงกดดัน” ที่กำลังถาโถมเข้าใส่รัฐบาล คสช.

เมื่อข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีความเห็นแตกออกเป็นสองด้านทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ดังนั้น ต่อให้เดินหน้าหรือถอนเรื่องกลับไปใหม่ก็ต้องเผชิญกับกระแสไม่เห็นด้วย สุดท้ายผลเสียก็ตกที่ คสช.ทั้งขึ้นทั้งล่อง

จะเห็นว่ากลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้เร่งเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเร็ว ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายของภาครัฐหรือเอกชนที่ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามหยิบยกประเด็นเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ขึ้นมาจูงใจปนข่มขู่เพื่อโน้มน้าวให้เร่งออกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในอนาคต

แต่ทาง พล.อ.อนันตพร เองก็ระบุว่าอาจมีการออกประกาศประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ เอราวัณ และบงกช ได้ในช่วงกลางปี 2560 หากการพิจารณากฎหมายและขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบที่วางไว้ หรือเกิดความล่าช้าเล็กน้อย

อีกกลุ่มหนึ่ง ฝั่งคัดค้านบางส่วนเป็นกลุ่มที่เคยออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่แรก หลายครั้งที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จนแม้แต่ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบในหลักการ ร่างพ.ร.บ.นี้ก็ยังเคลื่อนไหวให้ถอนร่างออกจากการพิจารณาของ สนช.ต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ซึ่งยังไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ชัดเจนในตัวเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ตั้งแต่ต้น ยิ่งทำให้แรงต่อต้านยิ่งเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

อีกด้านหนึ่ง ทางประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ถอนร่างพ.ร.บ.
ทั้งสองฉบับออกไปก่อน เนื่องจากเห็นด้วยกับข้อเสนอจากศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งทำเรื่องเสนอมาว่าร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับเนื่องจากมีช่องโหว่อันก่อให้เกิดการรั่วไหลและไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอาการ ค่าภาคหลวงและรายได้อื่นของแผ่นดิน

สถานการณ์ในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่างจนยากจะหาข้อสรุปให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งสองฝั่งได้ และหากปล่อยไปเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีที่จะเดินหน้าไปทางหนึ่งทางใด

สุดท้าย แรงกดดันที่จะตามมาในอนาคตย่อมมีแต่จะซ้ำเติมสั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

ยิ่งเวลานี้รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานจากรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องการเร่งออกกฎหมายลูกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง 2560 ซึ่งมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันในสังคม

การพักยกเรื่องร้อนอย่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเวลานี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจช่วยลดแรงเสียดทานให้ คสช.ได้ไม่มากก็น้อย

 

“ประยุทธ์”เดินสายลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467999

"ประยุทธ์"เดินสายลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภารกิจทัวร์ภาคเหนือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะในช่วงเวลานี้นับเป็นอีกหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเป็นการลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยมจากประชาชนในช่วงปลายโรดแมป

ไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ที่มักจะใช้กลยุทธ์นี้เร่งทำคะแนนในภาวะที่คะแนนนิยมตกต่ำ ด้วยการไปพบปะประชาชน ทั้งตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหา สื่อสารถึงเป้าหมายการทำงานไปถึงประชาชน

ที่สำคัญยังรวมไปถึงการจัดงบประมาณและโครงการทั้งเล็ก กลาง หรือใหญ่ ลงพื้นที่นั้นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างการพัฒนา ที่สุดท้ายจะแปรรูปไปสู่คะแนนนิยม

รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะเดินทางไป จ.เชียงราย ประกาศขอความร่วมมือเดินหน้าสร้าง “ประชารัฐ” สู่เป้าหมายสู่อนาคตตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างไม่ใช่ดีแต่พูด

“หลายคนบอกรัฐบาล คสช.เข้ามา 2 ปี ไม่เห็นมีประโยชน์ นั่นเป็นเพราะโครงสร้างยังไม่เกิด รัฐบาลกำลังทำให้เกิด สิ่งสำคัญต้องทำให้ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองมีเสถียรภาพ และตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาการทะเลาะเบาะแว้งลดลงได้”

ทั้งนี้จะเห็นว่าหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านหลายมาตรการของรัฐบาลที่ทยอยออกมา โดยเฉพาะล่าสุดกับการทุ่มงบ 4 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกจังหวัดเพิ่มเติมจากงบ 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท

อีกด้านหนึ่งยังอัดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ซื้อใจประชาชน ทั้งแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้

การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี รวมทั้งการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท

การลงพื้นที่ภาคเหนือรอบนี้ จึงเห็นว่านอกจากนายกรัฐมนตรีจะนำ ครม.ลงพื้นที่แล้ว รอบนี้ยังนำคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ร่วมขบวนไปด้วย แถมยังมีบทบาทสำคัญไม่น้อย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุม ทั้ง กรอ.ส่วนกลาง และ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการทุกโครงการที่จังหวัดเสนอเข้ามา แต่ต้องกลับไปจัดทำรายละเอียดของโครงการต่างๆ ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเส้นทางถนน 4 เลน ขยายด่าน 3 ด่าน และการพัฒนาแหล่งน้ำ 20 โครงการก่อสร้างรถไฟสายเด่นชัย-แพร่-เชียงราย-เชียงของ โดยจะให้เริ่มดำเนินการในระยะที่ 1 ในปี 2560 และรวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวไทย-ลาว-จีน ผ่านเส้น R3A

รวมทั้งการเร่งรัดขยายทางหลวงหมายเลข 103 (อ.ร้องกวาง จ.แพร่-อ.งาว จ.ลำปาง) การบริหารจัดการน้ำ จ.แพร่ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จ.แพร่ จำนวน 244 โครงการ

ไม่ใช่แค่พื้นที่ภาคเหนือก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเหมือนปี 2554 รวมทั้งพบปะเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว ทั้งการบริหารการจัดการน้ำและการให้จัดพื้นที่ทำการตลาด

คล้ายกลับการลงพื้นที่ จ.พระนคร ศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเสียหายกับราษฎรใน 7 อำเภอ 22,075 ครัวเรือน ที่เตรียมการเสนอแนวทางแก้ปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมกับโปรยยาหอม ระบุว่าการมาครั้งนี้มาด้วยใจและไม่ว่าจะมาหรือไม่มา ขอให้รู้ว่าใจอยู่ตรงนี้ อยู่ที่คนยากจน ผู้มีรายได้น้อย

ย้อนไปก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และการพัฒนาอ่างเก็บน้ำถึงขั้นเตรียมเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล “ร้อยเอ็ด 4.101” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเศรษฐกิจของจังหวัด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่จะเห็นว่าพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมประชาชนนำโครงการลงพื้นที่ และช่วยแก้ปัญหาส่วนใหญ่จัดเป็นพื้นที่ี่สีแดงที่เป็นฐานเสียงของขั้วอำนาจเก่า

ส่วนสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถโกยคะแนนเสียงจากสารพัดโครงการที่จัดลงไปในแต่ละพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน คงอยู่ที่ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ

 

คำถวายสัตย์ 3 นายกฯ เครื่องเตือนใจรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467734

คำถวายสัตย์ 3 นายกฯ เครื่องเตือนใจรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การถวายสัตย์ปฏิญาณของประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นประเพณีปฏิบัติที่อยู่ในกฎหมายและไม่ได้อยู่ในกฎหมาย ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติที่สำคัญที่ดำเนินการสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน

กล่าวคือการถวายสัตย์ปฏิญาณตามกฎหมายนั้นมักจะใช้กับกรณีที่บุคคลเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมไปถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะกำหนดให้ สส.และรัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ โดยมีข้อความดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ส่วนการถวายสัตย์ปฏิญาณนอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในวาระสำคัญ อย่างเช่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งได้กล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณแสดงความจงรักภักดีเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 22 พ.ย.

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พล.อ.ประยุทธ์ ขอนำประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า และทุกภาคส่วนซึ่งชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช…

…แม้บัดนี้จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ยังทรงสถิตอยู่ในใจของปวงประชาชนชาวไทยด้วยความวิปโยคอาลัยอย่างไม่มีวันลืมเลือน ณ วาระนี้ ซึ่งปกติเคยเปล่งสัจวาจาถวายพระพรชัยมงคลเสมอมา จึงขอตั้งสัตยาธิษฐานถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเครื่องบูชาพระมหากรุณาธิคุณแทนด้วยข้อความดังต่อไปนี้

“จะซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติหน้าที่พลเมือง เคารพกฎหมาย รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศ อย่างสมดุลและยั่งยืน”

“ทั้งจะร่วมกันปฏิรูปประเทศ และสนับสนุนให้มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ปกครองประเทศ ด้วยหลักนิติธรรม และธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนชาวไทย จะเป็นคนดี มีคุณธรรม ร่วมกันนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน สงบสุข สันติสุข จะรู้รักสามัคคี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนตลอดไป น้อมนำพระราชดำรัสดำเนินตามพระราชกรณียกิจ แนวทางการดำรงชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธาน” นายกฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ นำประชาชนกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณในวาระสำคัญก็เป็นหนึ่งในประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตลอดทุกรัฐบาล

ย้อนกลับไปในปี 2554 ซึ่งเป็นปีแรกของการเป็นนายกฯ ของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นอกจากจะเป็นผู้นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่แล้ว ในโอกาสพิเศษเมื่อครั้งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครบ 7 รอบ ยิ่งลักษณ์ก็ได้เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณด้วย

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำบรรดาข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและเป็นพลังของแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณดังต่อไปนี้”

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท และมุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและของประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา และตามแนวทางในพระบรมราโชวาทตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

เช่นเดียวกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อครั้งเป็นนายกฯ เมื่อปี 2553 ได้นำข้าราชการและประชาชนถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ จุดเทียนชัยถวายพระพร และถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ โดยคำถวายสัตย์ปฏิญาณมีสาระสำคัญ ดังนี้

“เนื่องในมหามงคลสมัยคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าในนามของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลประทานชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงเป็นฉัตรแก้วร่มเกล้าของเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร”

“ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพสกนิกร กราบบังคมทูลถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยน้อมนำพระราชดำรัสเกี่ยวกับคุณธรรม 4 ประการ ซึ่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณาพระราชทานไว้ ในการเสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2549 มายึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้”

“ข้าพระพุทธเจ้าจะคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันประสานงาน ประสานประโยชน์กันให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ จะประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกาและในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน และจะทำความคิดเห็นของตน ให้ถูกต้องเที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงจะยึดถือคุณธรรมที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระราชทานไว้ เป็นหลักประจำกายและใจ และปลูกฝังให้อนุชนประพฤติปฏิบัติตามตลอดไป”

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ทุกรัฐบาลต่างยืนยันว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ความเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ประชาชนรอการพิสูจน์ต่อไป

 

กระตุ้นเศรษฐกิจ เดิมพันเสถียรภาพคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467733

กระตุ้นเศรษฐกิจ เดิมพันเสถียรภาพคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุ่มหมดหน้าตักในเดิมพันเศรษฐกิจรอบใหม่กับยุทธ ศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0

ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดทุ่ม 4 หมื่นล้านบาท ให้ “จังหวัด” เป็นพลังขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจ จากเดิมงบประมาณปี 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยจังหวัดละ 400-500 ล้านบาท

“ในปีหน้าเราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลยังมีเวลาอีก 1 ปี ที่จะขับเคลื่อนและปูพื้นไปยังปีต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีแต่เราจะต่อสู้ได้ เราจะต้องสร้างเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่เราก็จะไม่เซ อยากให้ทุกคนมองเศรษฐกิจในแง่บวกมากกว่า”

สาเหตุที่ให้น้ำหนักกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านจังหวัด เพราะแนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องรอแผนจากส่วนกลางที่ต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน แต่อาศัยกลไกจังหวัดที่สามารถคิดอ่านทำอะไรได้ตามความต้องการที่ตอบโจทย์และตรงจุดได้อย่างหลากหลายในแต่ละพื้นที่

นั่นหมายความว่าจะมีเครื่องปั๊มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 76 จังหวัด และ 20 กลุ่มจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เห็นผลการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการหมุนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมาสู่ระดับบน

อีกด้านหนึ่งยังไปเกลี่ยเอางบประมาณที่จ่ายไม่หมดก่อน 31 ธ.ค. เรียกคืนมารวมกันแล้วกระจายไปเป็นโครงการขนาดย่อยให้กลุ่มจังหวัด จากนั้นช่วง ม.ค.- ก.ย. ก่อนงบประมาณปี 2561 จะเริ่มใช้ ก็จะหางบประมาณเพิ่มเติมมาให้กลุ่มจังหวัดบวกกับปี 2561

สอดรับกับแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้ที่ออกมาซื้อใจประชาชนด้วยเหตุผลว่า จะเป็นตัวกระตุ้นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ในช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

เริ่มตั้งแต่มาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ด้วยวงเงิน 3,450 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้

คู่ขนานไปกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ค่าจ้าง
ขั้นต่ำของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น 300 บาททั่วประเทศ เมื่อปี 2556

ที่สำคัญก่อนหน้านี้ ครม.เคยมีมติอนุมัติมาตรการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาทไปแล้ว

ทั้งหมดล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังทุ่มเททุกสรรพกำลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่และรอบใหญ่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยพยายามเข็นสารพัดมาตรการออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐประหาร

ทว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงดัชนีชี้วัดหลายตัวกลับกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย บรรยากาศการค้า การลงทุน การส่งออก ยังไม่อาจช่วยหล่อเลี้ยงให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างที่หวัง

ล่าสุดผลกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐ ซ้ำเติมปัญหาการท่องเที่ยวในภาพรวมอย่างรุนแรงที่หากยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไป

การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงถือเป็นเดิมพันที่ คสช.ต้องทุ่มแบบหมดหน้าตัก ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นไปตามที่คาดหวังได้หรือไม่

ถึงขั้นที่ต้องยอมแลกกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสุดท้ายต้องงัดนโยบายอัดฉีดที่เข้าเค้าประชานิยมมาใช้ เพราะความสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติและย้อนกลับมามีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

เมื่อในมุมการเมืองและความมั่นคงเวลานี้ ต้องยอมรับว่าด้วยอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.สามารถสะกดให้ทุกอย่างอยู่ในร่องอยู่ในรอยจนไม่น่าจะมีปัญหาหรือแรงกระเพื่อมใดๆ ในอนาคต

แต่ปัญหาน่าเป็นห่วงอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเวลานี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากรัฐบาล คสช.ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นรุนแรง

เมื่อบทพิสูจน์ฝีมือของ คสช.ครั้งนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกหยิบยกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต

สุดท้ายหากไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ย่อมมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันที่ย้อนกลับมาถาโถมใส่ คสช.อย่างรุนแรง ในฐานะที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ แถมยังเปราะบางเมื่อเวลานี้มีหลายกลุ่มที่กำลังเดือดร้อนรุนแรงไล่มาตั้งแต่ภาคธุรกิจ ภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยว และกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของคนในประเทศ

การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช.ที่จะต้องติดตามผลลัพธ์ในอนาคต

 

วัดฝีมือ คสช.ไล่ปิดเว็บหมิ่น แค่สกัดแต่ไม่อาจสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467576

วัดฝีมือ คสช.ไล่ปิดเว็บหมิ่น แค่สกัดแต่ไม่อาจสลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีอันแข็งกร้าวพร้อมลุยตรวจสอบการใช้สื่อโซเชียลมีเดียไปในทางที่ก่อความเข้าใจผิดและบิดเบือนกระทบต่อความมั่นคง และเร่งติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาลงโทษให้ได้

เริ่มที่ปฏิบัติการสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน หรือเพจต่างๆ ที่เกลื่อนในโลกโซเชียลมีเดีย หัวหอกภารกิจหลักนี้ คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารในยุคโซเชียลมีเดียควบคุมได้ยากมาก ดังนั้นจำเป็นต้องหารือกับต้นทาง นั่นคือบริษัทที่จัดทำแอพพลิเคชั่น อาทิ กูเกิล ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ เพื่อขอความร่วมมือเรื่องการโพสต์ แชร์ข้อความและภาพ ที่ไม่เหมาะสมในช่วงนี้ ทั้งกูเกิล ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ ในฐานะที่บริษัทเหล่านี้มีเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลต้องการรู้ต้นตอ หรือยูสเซอร์แอ็กเคานต์ หรือไอดีของมือโพสต์ เพื่อนำไปสู่การควานหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จึงจำเป็นต้องหารือกับผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียที่มีสำนักงานในประเทศไทย

ผลการหารือปรากฏว่าได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ในทางปฏิบัติการจับกุมต้นตอมือโพสต์จริงๆ เป็นเรื่องยาก เพราะผู้กระทำผิดอยู่ต่างประเทศ จึงทำได้เพียงตามไล่ปิดไล่บล็อก พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการร้องเรียน โดยสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1212 หรือการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกที่เข้ามาช่วยภารกิจนี้

แต่ทุกวันนี้แม้รัฐบาลจะตามไล่ปิดเพจหรือเว็บไซต์ ก็กลับมาเปิดกันใหม่อีก จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว เพราะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาไทย ดังนั้นการประสานขอความร่วมมือกับประเทศต้นทางที่ให้แหล่งกบดานแก่บุคคลเหล่านี้จึงกลายเป็นงานสำคัญของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ใช้โอกาสในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรือ ADMM Retreat ที่เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยดำเนินการกับกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีคดี 112 ติดตัว

จนกลายเป็นที่มากรณีที่ทางการสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวใช้มาตรการจริงจังกับผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ด้วยการปิดคลื่นวิทยุที่คนกลุ่มดังกล่าวใช้โจมตีสถาบันและรัฐบาลไทย โดยทางการลาวเอาจริงกับกลุ่มดังกล่าว ในที่สุดต้องหยุดเคลื่อนไหวไป หรือล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในเวทีการประชุมประชาคมข่าวกรองอาเซียน ที่มี รวี ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลงานข่าวกรองและประสานการจับกุมกับตามหาถิ่นกบดานของคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โดยรวมในหลายๆ ประเทศที่บุคคลที่มีคดี 112 ติดตัว ยากมากที่จะนำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยได้ เพราะตั้งแต่รัฐบาล คสช.ตั้งชุดพิเศษที่มี “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดี 112 ที่ล่าสุดได้ประสานกับ 7 ประเทศ ที่เป็นฐานกบดานของผู้ต้องหา 19 ราย ที่พบว่าเป็นผู้กระทำผิดที่ยังคงเคลื่อนไหวและกระทำการอันไม่บังควรอยู่ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ คงได้เพียงประสานงานกับทางการทูต แต่ไม่อาจทำให้ประเทศต้นทางส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาได้แต่อย่างใด เช่นเดียวกับการหาทางสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน หรือเพจต่างๆ ในโลกโซเชียลมีเดียคงยากที่จะไล่จับตัวมือโพสต์ ทำได้เพียงแค่บล็อกหรือปิดเว็บไซต์เหล่านี้ได้ชั่วคราว

ดังนั้น ในปฏิบัติการสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบันกับภารกิจจับตัวผู้กระทำผิดคดี 112 จึงต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่ารัฐบาล คสช.จะมีมาตรการไม้แข็งอะไรทยอยออกมาอีก เพราะลำพังการตามไล่ปิดไล่บล็อกเว็บไซต์ หรือไล่ตามจับกุมตัวคนผิดส่งเข้าเรือนจำ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหานี้ไม่ได้ยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการใดออกมา สิ่งสำคัญ คือ ต้องหาแนวทางการแก้ปัญหาระยะยาวโดยอยู่บนพื้นฐานไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือ คสช.ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จจริงมากน้อยแค่ไหน

 

ถอดนัยยะคำขวัญวันเด็ก สิทธิ์ที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นและเสียงเด็กที่เบาเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475541

ถอดนัยยะคำขวัญวันเด็ก สิทธิ์ที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นและเสียงเด็กที่เบาเกินไป

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตกับคำขวัญวันเด็กว่า วันเด็กเป็นวันสำคัญที่มีรากฐานมาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์กรสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยลงสัตยาบันเรื่องนี้เอาไว้เมื่อปี 2499 ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการกล้าหาญอย่างมาก และผู้นำในขณะนั้นมั่นใจว่าจะทำตามได้ แต่เอาเข้าจริง ก็ยังไม่เห็นการพัฒนาเด็กที่สอดคล้องกับคำขวัญที่ผู้นำมอบให้ ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม แต่กลับกัน คำขวัญวันเด็กกลับขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น ไม่ได้มองถึงความต้องการของเด็กอย่างแท้จริง

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำขวัญวันเด็ก 2560 “ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบให้กับเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ถูกนำมาถอดรหัสถึงนัยยะอันสำคัญ

บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ตีโจทย์คำขวัญวันเด็ก 2560 เด็กไทยจะมีส่วน ‘ใส่ใจการศึกษา พาชาติมั่นคง’ อย่างไร” คำขวัญของนายกฯ ถูกนำมาวิพากษ์อย่างน่าสนใจ

จากสถิติที่สมพงษ์ ได้รวบรวม ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า คำขวัญวันเด็กที่มาจากผู้นำ ก็มักจะขึ้นอยู่กับบุคลิกผู้นำนั้นๆ ที่ผ่านมาจะมีคำขวัญตั้งแต่ปี 2499 จนถึงปัจจุบัน มีคำสำคัญที่ถูกนำมาใช้ซ้ำในคำขวัญวันเด็กอยู่ 6 คำ คือ 1.วินัยและการเรียน ใช้จำนวน 18 ครั้ง 2.คำว่าชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใช้ 17 ครั้ง 3.คุณธรรม ใช้ 15 ครั้ง 4.ขยัน ใช้ 11 ครั้ง 5.ประยัด สามัคคี ซื่อสัตย์ ใช้ 9 ครั้ง และ 6.ประชาธิปไตย ใช้ 4 ครั้ง

ความแตกต่างของคำขวัญวันเด็กแต่ละปี สามารถแยกย่อยให้เห็นถึงบุคลิกผู้นำได้อย่างชัดเจน เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะใช้วลีที่ว่า “ขอให้เด็กในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจควบคุม ขณะที่ยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความซื่อสัตย์ นิยมไทย และเรื่องของชาติ ส่วนทักษิณ ชินวัตร จะเน้นหนักในเรื่องของความสนุกสนาน การเรียนรู้นอกกรอบ และมองในเรื่องเทคโนโลยี แต่สำหรับชวน หลีกภัย เป็นบุคคลเดียวที่มองเรื่องของประชาธิปไตย โดยเอ่ยถึงคำดังกล่าวมากถึง 4 ครั้ง

“คำขวัญวันเด็กจากผู้นำ ไม่ได้มองถึงสิทธิของเด็ก ทั้งการมีส่วนรวม สิทธิการอยู่รอด สิทธิการได้รับการพัฒนา และสิทธิการได้รับความคุ้มครอง แต่จะสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละช่วงผู้นำเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่ทำกิจกรรมตามที่ผู้ใหญ่บอกมา แต่ไม่มีสิทธิที่จะริเริ่มสิ่งที่อยากจะทำ ก่อให้เกิดการย่ำ วน ไม่พัฒนา และเสียงของเด็กก็เบาจนเกินไป” สมพงษ์ วิพากษ์คำขวัญวันเด็กในห้วงที่ผ่านมา

กระนั้น สมพงษ์เสนอสิ่งที่ควรจะปลูกฝังให้กับเด็กผ่านคำขวัญ ที่ต้องประกอบไปด้วย 5 ด้าน คือ 1.ความมีวินัย ตรงต่อเวลา 2.ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นต้นแบบสำหรับอนาคตที่จะหยุดการทุจริต 3.ประชาธิปไตย ที่ต้องไม่ใช่ลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เด็กจะต้องเข้าใจในสิทธิของตน และการมีส่วนร่วม 4.การน้อมรับปรัชญาความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน และ 5.สามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะบ้านเมืองทุกวันนี้แตกแยก ก็เพราะขาดความสามัคคี

“ประเทศไทยยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับเด็ก เราขาดการกำหนดคุณลัษณะที่ชัดเจนต่อเด็กเยาวชนในชาติ ดูอย่างที่ญี่ปุ่น ประเทศที่สร้างคุณลักษณะได้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดคุณลักษณะเอาไว้ 10 ด้าน อาทิ ตรงเวลา มีวินัย ทำงานเป็นทีม อ่อนน้อม เห็นความสำคัญของส่วนรวม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ยอมรับกันทั่วประเทศ และสร้างกิจกรรมในทุกด้านเพื่อสอดรับกับคุณลักษณะที่วางเป้าหมายเอาไว้” สมพงษ์ ย้ำ

ขณะที่เสียงจากเด็กและเยาวชนที่ร่วมเวทีเสวนา ชัยอนันต์ พิมพ์พรหมมา ในวัย 16 ปี จากจ.อุบลราชธานี ให้ความเห็นถึงคำขวัญวันเด็กปี 2560 ว่า การศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาติมีความมั่นคง การสนับสนุนให้เด็กไทยใส่ใจศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเด็กบางคนที่ไม่ถนัดด้านเรียนแต่ชอบการทำกิจกรรมด้านอื่นๆ ก็ควรสนับสนุนเช่นกัน เช่นในโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์กีฬาแต่มีเด็กสนใจในด้านกีฬานั้น ควรสนับสนุนเด็กในด้านนี้ด้วย เพื่อให้เด็กที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการทำกิจกรรม เลิกหันไปเสียเวลากับการเล่นเกมหรือไปทำความวุ่นวายให้สังคม
อีกมุมมองจากเด็กที่เคยหลงผิดจนต้องเข้าสถานพินิจ แต่ท้ายสุดก็กลับตัวได้อย่าง ไพโรจน์ ลอเฒ่า แกนนำเยาวชนโครงการกำลังใจในพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จ.เชียงใหม่ กล่าวในเรื่องของสิทธิที่เด็กควรจะมีว่า อยากให้มีการให้กำลังใจและให้โอกาสเด็กที่เคยก้าวพลาดมาก่อน และอยากให้มีการเปิดใจปรับทัศนคติที่มีต่อเด็กไม่ให้มองว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะคิดว่าให้กำลังใจและการให้โอกาสนั้นจะสามารถสร้างคนที่เป็นรากฐานให้ประเทศได้ และคนเหล่านั้นยังเป็นคนที่มีศักยภาพเหมือนคนทั่วไปเช่นกัน

ด้าน ณัฐวรรณ บุญแนบ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนละอายพิทยานุสรณ์ รองประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องของคำขวัญวันเด็กไว้ว่า คำขวัญวันเด็กจะเป็นส่วนสำคัญที่คอยย้ำว่าเด็กควรจะทำตัวยังไง แต่การที่เด็กจะใส่ใจในเรื่องการศึกษานั้นผู้ใหญ่ควรเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่เด็ก และอยากให้ผู้ใหญ่มองว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่เท่าเทียมกัน เพราะสังคมต้องการคนเก่งและเรียนดี เด็กบางคนอาจเก่งในเรื่องเรียน บางคนเก่งเรื่องกิจกรรม จึงคิดว่าทุกคนควรให้ความร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศพัฒนาและนำไปสู่ความมั่นคงเหมือนในคำขวัญที่กล่าวไว้

ทิ้งท้ายจาก ชมพูนุช มณีโชติ ตัวแทนกลุ่มพลังโจ๋ อดีตเด็กแว้นท์ จ.แพร่ กล่าวถึงเรื่องการให้โอกาสเด็กว่า เด็กบางคนก็ต้องการโอกาสในสังคม การที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญหรือไม่เห็นคุณค่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ให้เด็กมองไม่เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง ผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับเด็กเพราะเด็กในวันนี้คืออนาคตของชาติ และคิดว่ากลุ่มเด็กที่กลับตัวกลับใจจะเป็นพลังที่สามารถทำให้ชาติเกิดความมั่นคงได้ เพราะเด็กเหล่านั้นจะสามารถบอกกล่าวในเรื่องที่เคยทำผิดพลาดและจะช่วยลดปัญหาให้สังคมลงบ้าง

“แพะรับบาป” ความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475355

"แพะรับบาป" ความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร กำลังกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคมไทย

หลังเธอถูกกล่าวหาว่าขับรถยนต์ชนผู้อื่นเสียชีวิตที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานจนประจักษ์ว่าผู้ที่กระทำความผิดไม่ใช่เธอ ส่งผลให้ศาลรับคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง

มีคำถามดังๆต่อกระบวนการยุติธรรมไทย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งตกเป็นแพะ…..

เร่งปิดคดีจนผิดพลาด

กระบวนการพิสูจน์ความจริงให้เกิดความยุติธรรมตามกฎหมาย ประกอบด้วย “ตำรวจ” ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญา “อัยการ” ทำหน้าที่ฟ้องร้องคดีแทนตำรวจ  “ศาล” ทำหน้าที่รับฟังพยาน ตรวจดูหลักฐานและพิจารณาตัดสินคดี และ “ทนายความ” มีหน้าที่ทำให้รูปคดีส่งผลดีหรือก่อประโยชน์ต่อลูกความของฝ่ายตนให้มากที่สุด

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ มองว่า สาเหตุของการจับผิดตัวหรือจับแพะนั้น เริ่มมาจากกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นอย่างการสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานและการปิดสำนวน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจขาดความรอบคอบ ประมาท ละเลยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วน ก็อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ โดยแรงกดดันที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปิดสำนวนมาจากหลายทาง ได้แก่ อิทธิพลของผู้เสียหาย อิทธิพลของจำเลย กระแสสังคม จนถึงผลงานส่วนตัว

“ผู้เสียหายบางคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แบบนี้ช้าไม่ได้ ตำรวจต้องเร่ง หาคนผิดไม่เจอก็ต้องรีบจับใครสักคนมาเชือดเพื่อรับผิดชอบให้ได้ก่อน หรือตัวจำเลยเอง หากมีอิทธิพล ก็ไปจับใครสักคนมาเป็นแพะแทน ต่อมากระแสสังคม ถ้าคดีนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ก็ต้องรีบปิดให้ไว หรือผลงานส่วนตัว พวกที่สุกเอาเผากิน เร่งปิดคดีให้พ้นมือ คิดหวังแต่ประโยชน์ของตัวเอง ก็มีโอกาสสร้างความผิดพลาดได้มากขึ้น”

ทนายความชื่อดัง เล่าว่า มีหลายครั้งที่ชาวบ้านโดนเกลี้ยกล่อมจากตำรวจให้ยอมรับสารภาพไปก่อนทั้งที่ตัวเองไม่ได้กระทำความผิด เพื่อลดความยุ่งยากในการทำคดี ประหยัดเวลาและหวังให้คดีสิ้นสุดโดยเร็ว 

“บางทีชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าโทษคดีนี้มันสูงขนาดไหน ตำรวจก็กล่อมๆไปว่ารับๆ ไปเถอะ จะได้จบ เดี๋ยวศาลก็ลดโทษให้และสั่งให้รอลงอาญา สู้ไปก็เสียตังค์เปล่าๆ ต้องจ้างทนายความ จ่ายเงินประกัน ถ้าไม่มีเงินก็รับสารภาพไปดีกว่า บางคนบอกอีกว่าความผิดฐานประมาท ยังไงศาลก็สั่งให้รอลงอาญา รับผิดไปเถอะ ทีนี้ท้ายสุด เกิดศาลพิจารณาสั่งลงโทษขึ้นมาโดยไม่รอลงอาญา เขาค่อยมาคิดกันได้ว่า โถ รู้อย่างงี้ไม่น่ารับเลย เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นเยอะ”

นอกจากตำรวจ เจ้าหน้าที่อัยการและศาลก็มีส่วนสำคัญมากในกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นต้องพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ ใส่ใจ หากเห็นความบกพร่องของพยานหลักฐาน ก็จำเป็นต้องให้โอกาสผู้ต้องหาโดยเรียกมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากอาจได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่าก็เป็นได้

“ระบบกล่าวหา”ทำจำเลยตกเป็นมวยรองเสมอ 

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วิธีพิจารณาคดีในเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ศาลไม่มีบทบาทและอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ศาลถูกจำกัดกรอบให้พิจารณาเฉพาะจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาลเท่านั้น

“ระบบกล่าวหาทำให้ศาลไม่สามารถจะสอบถามอะไรได้ นอกเหนือจากหลักฐานที่พยานทั้งสองฝ่ายเอามา ต้องทำตัวเป็นกลาง ชั่งน้ำหนักพยานที่แต่ละฝ่ายเอามาเท่านั้นเอง ผิดกับระบบไต่สวนศาลจะมีบทบาทและอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ หากสงสัยตรงไหนก็ถามได้เลย”

ธวัชชัย บอกว่า ในระบบกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาเสมือนตกเป็นเบี้ยล่างตั้งแต่เริ่มต้น ต้องพยายามไปหาหลักฐานมาต่อสู้ ซึ่งแม้จะเป็นผู้บริสุทธิ์ในหลายกรณีก็มีความลำบากในการไปแสวงหาหลักฐานมาประกอบข้อเท็จจริง

“บางคดีมีการชี้ตัวผู้กระทำความผิดเรียบร้อย ไม่มีผู้เสียหายชี้ตัวคุณเลย แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ได้บันทึกไว้ พอพยานหลักฐานถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาล จำเลยก็ไม่มีประเด็นในการต่อสู้ ศาลก็ตัดสินพิจารณาได้เพียงแค่หลักฐานที่มี”

ทั้งนี้ สิ่งที่ธวัชชัยเห็นว่าจะป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมได้คือ การพิสูจน์หลักฐานอย่างรอบคอบชนิดสิ้นกระแสความสงสัย โดยนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ควบคู่กับกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดการโต้แย้งและความหวาดระแวงระหว่างผู้ควบคุมกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องหลักการและเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้ ขณะเดียวกันอาจถึงเวลาที่เมืองไทยต้องแยกการทำหน้าที่ระหว่างพนักงานสอบสวนและสืบสวนออกจากกัน เหมือนในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่ง รอบคอบ ทั้งยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่อีกด้วย

“เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ผู้บริสุทธิ์ถูกละเมิดด้วยกระบวนการของรัฐ ทั้งที่รัฐเองมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และให้ความเป็นธรรม ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนและปฎิรูป”รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยืนยัน

ทัศนคติต่อความยุติธรรมต้องพัฒนา 

ขณะที่ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด แสดงความเห็นว่า นอกจากปัญหาในการสืบหาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนแล้ว ข้อเสียในกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือ บทบาทและทัศนคติของศาลไทยที่คุ้นเคยกับการวางบทบาทและอำนาจไปในทางระบบกล่าวหา

“ศาลไม่ค่อยรับฟังพยานจำเลย มักฟังแต่พยานโจทย์ ซึ่งจริงๆแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 175 ก็บอกชัดว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ถ้าเห็นสมควรให้ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้ หมายถึงให้ชั่งน้ำหนัก อย่าพิพากษาจนกว่าจะเชื่อ ฟังทั้งโจทย์และจำเลย แต่ในทางปฎิบัติพยานจำเลยได้รับความสำคัญน้อย ทุกคนถูกสอนให้ฟังแต่พยานฝ่ายโจทย์ มีทัศนคติว่าเราอยู่ในระบบกล่าวหา แต่จริงๆแล้ว ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย”

ปรเมศวร์ บอกต่อว่า เงื่อนไขเรื่องเวลาก็เป็นอีกปัจจัยให้เกิดความผิดพลาด เมื่อเจ้าหน้าที่หลายคนมีความเชื่อว่าต้องรีบทำสำนวนและสั่งฟ้องให้ทันเวลากำหนดฝากขัง 84 วัน ซึ่งความเร่งรีบอาจทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความรอบคอบและประมาทได้

“หลายคนพยายามเร่งให้ทันเวลา ทั้งที่จริงๆแล้ว หากหลักฐานไม่พอ ฟ้องไม่ทัน ก็ปล่อยตัวไปก่อนได้ เหมือนในต่างประเทศ เขาปล่อยไปก่อนเลย พร้อมเมื่อไหร่ค่อยฟ้องภายในอายุความ บ้านเราหลายครั้งคำนึงถึงแต่ระยะเวลาควบคุมตัว กลัวปล่อยไปแล้วผู้ต้องหาจะหลบหนี ทั้งที่ตามหลักยุติธรรม ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้นั้นต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”

หนึ่งในวิธีพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่ข้าราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดรายนี้บอก ก็คือ คนในสังคมต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และเปิดโอกาสให้ศาลทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเพิ่มบทบาทในการไต่สวน

“ทุกวันนี้ศาลถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะเพียงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาล ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดีไม่ได้ เพราะในเมืองไทยถ้าศาลทำอย่างนั้นจะถูกครหา มองในแง่ร้ายทันทีว่าศาลไม่ยุติธรรม เปิดโอกาสให้รับสินบนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ พอไปมองในแง่ร้ายกันเช่นนั้น ระบบยุติธรรมมันก็เบี่ยงเบนและไม่สมบูรณ์”

ตัวอย่างคดีเปลี่ยนผู้ร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์

สถิติรับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากคดีอาญา ตั้งแต่ปี 2558 – 2559  โดย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมนั้นมีสูงถึง 250 คดี สามารถรื้อฟื้นคดีอาญาและประกอบฎีกาที่สำเร็จแล้ว 10  เรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ คดีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางล่าสุดอย่าง คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ส่วนคดีอื่นๆ มีตัวอย่างดังนี้

คดีนายพัสกร สิงคิ ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี กระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุก 20 ปี กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายพัสกรไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และมีคนร้ายตัวจริงรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิด จึงได้ฟ้องดำเนินคดี จนศาลพิพากษาให้จำคุก 12 ปี 6 เดือน จนกระทั่งสรุปผลยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค1 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ นายพัสกรจึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคดีแรกของประเทศไทย ที่ให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่

คดีนางจารุพรรณ วุ่นสุวรรณ  ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่าสามี ที่อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า คนร้ายที่ฆ่าสามีนางจารุพรรณถูกบังคับให้ใส่ร้ายนางจารุพรรณฯว่า เป็นผู้จ้างวานให้ฆ่าสามี แต่ภายหลัง รับสารภาพกับเจ้าที่กระทรวงยุติธรรมว่าไม่ใช่เรื่องจริง จนกระทั่งสรุปผลยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค8 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคดีที่สองที่ให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่

คดีนายวุฒิชัย  ใจสมัคร หรือ ปุ๊ วอร์มอัพ ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมแฟนสาวที่จ.เชียงใหม่  ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายวุฒิชัยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญคือ DNAในซอกเล็บของผู้ตาย  ไม่ตรงกับDNAของนายวุฒิชัย  และมีพยานยืนยันได้ว่าในคืนเกิดเหตุคนร้ายที่น่าจะเป็นผู้ก่อเหตุได้พาผู้เสียชีวิตไปร้านอาหารทานข้าวต้มที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ร้านข้าวต้มย้ง  ตามสำนวนของการฟ้องก่อนหน้านี้ จนกระทั่งสรุปพยานหลักฐาน เสนอศาลฎีกา จนกระทั่งศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้อง นายวุฒิชัยจึงได้รับการปล่อยตัว หลังจากถูกจำคุกไป 3 ปี 6 เดือน

คดีที่นายทรงกลด ทรัพย์มี ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ 16 ปี เหตุเกิดที่อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี   ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายทรงกลดไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญคือ ผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่า ชี้คนร้ายผิดตัว ซึ่งมีชื่อว่าทรงกลดเหมือนกันแต่คนร้ายนามสกุล เกลี้ยงน้อย  และมีพยานยืนยันได้ว่านายทรงกลด ทรัพย์มี ไม่เคยมาพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุเลย แต่นายทรงกลด เกลี้ยงน้อย ได้มีภูมิสำเนาอยู่ที่เกิดเหตุมานานแล้ว  จนกระทั่งสรุปพยานหลักฐาน เสนอศาลฎีกา และศาลฎีกาได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากถูกจำคุกไป 1 ปี 2 เดือน

เรื่องราวอันน่าเห็นใจของแพะรับบาปในเมืองไทยทั้งหมดนี้ เป็นเสมือนบทเรียนให้ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้มีอำนาจในวงการยุติธรรมได้ทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง